<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet href="/stylesheet.xsl" type="text/xsl"?>
<rss version="2.0" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:podcast="https://podcastindex.org/namespace/1.0">
  <channel>
    <atom:link rel="self" type="application/rss+xml" href="https://feeds.transistor.fm/45da7c6e-f419-408d-b968-79c3470a5cd0" title="MP3 Audio"/>
    <atom:link rel="hub" href="https://pubsubhubbub.appspot.com/"/>
    <podcast:podping usesPodping="true"/>
    <title>มานาประจำวัน</title>
    <generator>Transistor (https://transistor.fm)</generator>
    <itunes:new-feed-url>https://feeds.transistor.fm/45da7c6e-f419-408d-b968-79c3470a5cd0</itunes:new-feed-url>
    <description>"มานาประจำวัน" เรื่องราวที่จะเสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณให้เข้มแข็งขึ้นและเติบโตขึ้นในทางแห่งองค์พระเยซูคริสต์

พันธกิจของเรา คือ การทำให้พระคัมภีร์ซึ่งเป็นถ้อยคำแห่งสติปัญญาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ไปถึงคนทุกคน วิสัยทัศน์ของเรา คือ การได้เห็นผู้คนทุกชาติมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระคริสต์ เติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระองค์และมีส่วนรับใช้พระเจ้าในพระกายของพระองค์ด้วยการสอนพระวจนะของพระเจ้าผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เสียง วีดีโอ ดิจิทัล</description>
    <copyright>มานาประจำวัน</copyright>
    <podcast:guid>b4de4a44-2c95-5a13-bd93-fb58684e9a94</podcast:guid>
    <podcast:locked>yes</podcast:locked>
    <language>th</language>
    <pubDate>Sun, 14 Jun 2026 00:00:08 +0000</pubDate>
    <lastBuildDate>Sun, 14 Jun 2026 00:01:41 +0000</lastBuildDate>
    <link>http://www.odbm.org/th</link>
    <image>
      <url>https://img.transistorcdn.com/YYDS-v7k777XnU19qtJ5IUGZcCedu2xkzIjJYHj3MhE/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9iMzQy/NTFjNGJjMmYzZDg0/YzVkOWIxMzQzOWIw/NzNlMy5qcGc.jpg</url>
      <title>มานาประจำวัน</title>
      <link>http://www.odbm.org/th</link>
    </image>
    <itunes:category text="Religion &amp; Spirituality">
      <itunes:category text="Christianity"/>
    </itunes:category>
    <itunes:type>episodic</itunes:type>
    <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
    <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/YYDS-v7k777XnU19qtJ5IUGZcCedu2xkzIjJYHj3MhE/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9iMzQy/NTFjNGJjMmYzZDg0/YzVkOWIxMzQzOWIw/NzNlMy5qcGc.jpg"/>
    <itunes:summary>"มานาประจำวัน" เรื่องราวที่จะเสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณให้เข้มแข็งขึ้นและเติบโตขึ้นในทางแห่งองค์พระเยซูคริสต์

พันธกิจของเรา คือ การทำให้พระคัมภีร์ซึ่งเป็นถ้อยคำแห่งสติปัญญาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ไปถึงคนทุกคน วิสัยทัศน์ของเรา คือ การได้เห็นผู้คนทุกชาติมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระคริสต์ เติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระองค์และมีส่วนรับใช้พระเจ้าในพระกายของพระองค์ด้วยการสอนพระวจนะของพระเจ้าผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เสียง วีดีโอ ดิจิทัล</itunes:summary>
    <itunes:subtitle>"มานาประจำวัน" เรื่องราวที่จะเสริมสร้างชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณให้เข้มแข็งขึ้นและเติบโตขึ้นในทางแห่งองค์พระเยซูคริสต์

พันธกิจของเรา คือ การทำให้พระคัมภีร์ซึ่งเป็นถ้อยคำแห่งสติปัญญาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้ไปถึงคนทุกคน วิสัยทัศน์ของเรา คือ การได้เห็นผู้คนทุกชาติมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระคริสต์ เติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระองค์และมีส่วนรับใช้พระเจ้าในพระกายของพระองค์ด้วยการสอนพระวจนะของพระเจ้าผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เสียง วีดีโอ ดิจิทัล.</itunes:subtitle>
    <itunes:keywords></itunes:keywords>
    <itunes:owner>
      <itunes:name>มานาประจำวัน</itunes:name>
    </itunes:owner>
    <itunes:complete>No</itunes:complete>
    <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    <item>
      <title>รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่</title>
      <itunes:title>รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f92a0663-e6ab-487c-939f-088c80e2efcf</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มิถุนายน 2026</p><p><br>“ให้เราลุกขึ้นสร้างเถิด” เขาก็ปลงใจลงมือทำการดีนั้น <br>[ เนหะมีย์ 2:18 ]<em></em></p><p>ความสามารถที่พระเจ้าประทานให้คุณคืออะไร <br> พระองค์อาจทรงเรียกให้คุณทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อื่นอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดเปิดตาของข้าพระองค์ ที่จะมองเห็นคนรอบข้าง <br> เพื่อข้าพระองค์จะได้รับใช้พระองค์โดยการช่วยเหลือชุมชนของข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มิถุนายน 2026</p><p><br>“ให้เราลุกขึ้นสร้างเถิด” เขาก็ปลงใจลงมือทำการดีนั้น <br>[ เนหะมีย์ 2:18 ]<em></em></p><p>ความสามารถที่พระเจ้าประทานให้คุณคืออะไร <br> พระองค์อาจทรงเรียกให้คุณทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อื่นอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดเปิดตาของข้าพระองค์ ที่จะมองเห็นคนรอบข้าง <br> เพื่อข้าพระองค์จะได้รับใช้พระองค์โดยการช่วยเหลือชุมชนของข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 14 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2a585788/05f0f34e.mp3" length="11644761" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>728</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มิถุนายน 2026</p><p><br>“ให้เราลุกขึ้นสร้างเถิด” เขาก็ปลงใจลงมือทำการดีนั้น <br>[ เนหะมีย์ 2:18 ]<em></em></p><p>ความสามารถที่พระเจ้าประทานให้คุณคืออะไร <br> พระองค์อาจทรงเรียกให้คุณทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้อื่นอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดเปิดตาของข้าพระองค์ ที่จะมองเห็นคนรอบข้าง <br> เพื่อข้าพระองค์จะได้รับใช้พระองค์โดยการช่วยเหลือชุมชนของข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พึ่งพาพระกำลังของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>พึ่งพาพระกำลังของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1f1860e9-3968-4ce0-810f-d3facca1dbe4</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มิถุนายน 2026</p><p><br>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน <br> เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]<em></em></p><p>มีช่วงเวลาใดที่คุณเคยรู้สึกเหมือนถูกขนาบรอบข้างไหม<br> คุณจะพึ่งพาพระกำลังของพระเจ้าในครั้งต่อไปที่คุณอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ <br>ที่จะช่วยนำพาข้าพระองค์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มิถุนายน 2026</p><p><br>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน <br> เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]<em></em></p><p>มีช่วงเวลาใดที่คุณเคยรู้สึกเหมือนถูกขนาบรอบข้างไหม<br> คุณจะพึ่งพาพระกำลังของพระเจ้าในครั้งต่อไปที่คุณอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ <br>ที่จะช่วยนำพาข้าพระองค์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 13 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3d5dac30/68816d3a.mp3" length="11330873" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มิถุนายน 2026</p><p><br>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน <br> เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]<em></em></p><p>มีช่วงเวลาใดที่คุณเคยรู้สึกเหมือนถูกขนาบรอบข้างไหม<br> คุณจะพึ่งพาพระกำลังของพระเจ้าในครั้งต่อไปที่คุณอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ <br>ที่จะช่วยนำพาข้าพระองค์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤดูกาลแห่งความรัก</title>
      <itunes:title>ฤดูกาลแห่งความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0eb4f8c3-3f3c-44d0-80ec-e271c2948ea6</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มิถุนายน 2026</p><p><br>ในเวลาที่เหมาะสม...พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา <br>[ โรม 5:6-8 ]<br><em><br>พระเจ้าทรงเรียกคุณในฤดูกาลใดของชีวิต คุณจะผลิบานฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร <br> เพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นพระฉายของพระเจ้าในตัวคุณ</em></p><p><em>พระองค์ได้ทรงเรียกข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ตายในการบาปของตนเอง <br> ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์เพื่อให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มิถุนายน 2026</p><p><br>ในเวลาที่เหมาะสม...พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา <br>[ โรม 5:6-8 ]<br><em><br>พระเจ้าทรงเรียกคุณในฤดูกาลใดของชีวิต คุณจะผลิบานฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร <br> เพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นพระฉายของพระเจ้าในตัวคุณ</em></p><p><em>พระองค์ได้ทรงเรียกข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ตายในการบาปของตนเอง <br> ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์เพื่อให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 12 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7b00bfd9/308c14d5.mp3" length="9786932" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>612</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มิถุนายน 2026</p><p><br>ในเวลาที่เหมาะสม...พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา <br>[ โรม 5:6-8 ]<br><em><br>พระเจ้าทรงเรียกคุณในฤดูกาลใดของชีวิต คุณจะผลิบานฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร <br> เพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นพระฉายของพระเจ้าในตัวคุณ</em></p><p><em>พระองค์ได้ทรงเรียกข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ตายในการบาปของตนเอง <br> ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์เพื่อให้ผลิบานใหม่อีกครั้งในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เตรียมพร้อมที่จะตอบ</title>
      <itunes:title>เตรียมพร้อมที่จะตอบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">72c880f0-be12-4f85-bb71-d6869e9d1359</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มิถุนายน 2026</p><p><br>จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า <br> ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด [ 1 เปโตร 3:15 ]<em></em></p><p>คุณจะเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการแบ่งปันความเชื่อของคุณอย่างไร <br> คุณรู้จักใครบ้างที่จะเป็นต้องได้ยินข่าวประเสริฐ</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดหนุนใจและเปิดปากของข้าพระองค์<br> เพื่อที่ข้าพระองค์ “จะสามารถตอบ” แก่ทุกคนที่ต้องการพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มิถุนายน 2026</p><p><br>จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า <br> ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด [ 1 เปโตร 3:15 ]<em></em></p><p>คุณจะเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการแบ่งปันความเชื่อของคุณอย่างไร <br> คุณรู้จักใครบ้างที่จะเป็นต้องได้ยินข่าวประเสริฐ</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดหนุนใจและเปิดปากของข้าพระองค์<br> เพื่อที่ข้าพระองค์ “จะสามารถตอบ” แก่ทุกคนที่ต้องการพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 11 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/da7a9542/c0d0b2d0.mp3" length="10580219" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>662</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มิถุนายน 2026</p><p><br>จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า <br> ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด [ 1 เปโตร 3:15 ]<em></em></p><p>คุณจะเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการแบ่งปันความเชื่อของคุณอย่างไร <br> คุณรู้จักใครบ้างที่จะเป็นต้องได้ยินข่าวประเสริฐ</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดหนุนใจและเปิดปากของข้าพระองค์<br> เพื่อที่ข้าพระองค์ “จะสามารถตอบ” แก่ทุกคนที่ต้องการพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อนาคตของเรากับพระคริสต์</title>
      <itunes:title>อนาคตของเรากับพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1822e085-4f20-4fd6-8aa4-f61d83994ded</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มิถุนายน 2026</p><p><br>ยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว <br>[ วิวรณ์ 21:4 ]<em></em></p><p>ความหวังใจถึงที่พำนักในสวรรค์ให้ความหวังแก่คุณอย่างไรในเวลานี้ <br> คุณตั้งตารอคอยว่าจะได้เห็นอะไรที่นั่น</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ <br>ที่ในวันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มิถุนายน 2026</p><p><br>ยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว <br>[ วิวรณ์ 21:4 ]<em></em></p><p>ความหวังใจถึงที่พำนักในสวรรค์ให้ความหวังแก่คุณอย่างไรในเวลานี้ <br> คุณตั้งตารอคอยว่าจะได้เห็นอะไรที่นั่น</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ <br>ที่ในวันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 10 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d24860e6/189c9b38.mp3" length="13758798" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>860</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มิถุนายน 2026</p><p><br>ยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว <br>[ วิวรณ์ 21:4 ]<em></em></p><p>ความหวังใจถึงที่พำนักในสวรรค์ให้ความหวังแก่คุณอย่างไรในเวลานี้ <br> คุณตั้งตารอคอยว่าจะได้เห็นอะไรที่นั่น</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ <br>ที่ในวันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดำเนินชีวิตที่สะอาดเพื่อพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ดำเนินชีวิตที่สะอาดเพื่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d634cf63-9718-417d-bf5c-b20a2ae45cc9</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มิถุนายน 2026</p><p><br>ไปซี จงไป ออกไปจากที่โน่น อย่าแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด <br> จงออกไป...จงชำระตัวของเจ้าให้บริสุทธิ์ [ อิสยาห์ 52:11 ]<em></em></p><p>ความเคยชิน ความคิดเห็นและอิทธิพลใดบ้างที่หล่อหลอมความคิด<br> และการกระทำของคุณ คุณจะแสวงหาใจบริสุทธิ์ด้วยกำลังจากพระเจ้าได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ ขอทรงสำแดงสิ่งไม่สะอาดในจิตใจข้าพระองค์ <br>และช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มิถุนายน 2026</p><p><br>ไปซี จงไป ออกไปจากที่โน่น อย่าแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด <br> จงออกไป...จงชำระตัวของเจ้าให้บริสุทธิ์ [ อิสยาห์ 52:11 ]<em></em></p><p>ความเคยชิน ความคิดเห็นและอิทธิพลใดบ้างที่หล่อหลอมความคิด<br> และการกระทำของคุณ คุณจะแสวงหาใจบริสุทธิ์ด้วยกำลังจากพระเจ้าได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ ขอทรงสำแดงสิ่งไม่สะอาดในจิตใจข้าพระองค์ <br>และช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b235d76f/c4e4a027.mp3" length="9736359" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>609</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มิถุนายน 2026</p><p><br>ไปซี จงไป ออกไปจากที่โน่น อย่าแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด <br> จงออกไป...จงชำระตัวของเจ้าให้บริสุทธิ์ [ อิสยาห์ 52:11 ]<em></em></p><p>ความเคยชิน ความคิดเห็นและอิทธิพลใดบ้างที่หล่อหลอมความคิด<br> และการกระทำของคุณ คุณจะแสวงหาใจบริสุทธิ์ด้วยกำลังจากพระเจ้าได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ ขอทรงสำแดงสิ่งไม่สะอาดในจิตใจข้าพระองค์ <br>และช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกัน</title>
      <itunes:title>ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่มีต่อกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9e885072-a02a-42a4-8427-e45fc370d0a2</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มิถุนายน 2026</p><p><br>ข้าพเจ้าได้รับครบ และมากกว่านั้นอีก ข้าพเจ้าก็อิ่มอยู่<br> เพราะได้รับของจากเอปาโฟรดิทัส ซึ่งพวกท่านส่งไปให้ [ ฟีลิปปี 4:18 ]<em></em></p><p>พระเจ้าเคยจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการผ่านผู้อื่นเมื่อใดบ้าง <br> พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ผู้อื่นผ่านการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณในวันนี้ได้อย่างไร</p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเพื่อข้าพระองค์ <br>ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ประทานให้ <br>ในขณะที่ข้าพระองค์ตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจยินดีและด้วยความเอื้อเฟื้อ</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มิถุนายน 2026</p><p><br>ข้าพเจ้าได้รับครบ และมากกว่านั้นอีก ข้าพเจ้าก็อิ่มอยู่<br> เพราะได้รับของจากเอปาโฟรดิทัส ซึ่งพวกท่านส่งไปให้ [ ฟีลิปปี 4:18 ]<em></em></p><p>พระเจ้าเคยจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการผ่านผู้อื่นเมื่อใดบ้าง <br> พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ผู้อื่นผ่านการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณในวันนี้ได้อย่างไร</p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเพื่อข้าพระองค์ <br>ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ประทานให้ <br>ในขณะที่ข้าพระองค์ตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจยินดีและด้วยความเอื้อเฟื้อ</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/14e2e710/ad4c4653.mp3" length="10250867" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>641</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มิถุนายน 2026</p><p><br>ข้าพเจ้าได้รับครบ และมากกว่านั้นอีก ข้าพเจ้าก็อิ่มอยู่<br> เพราะได้รับของจากเอปาโฟรดิทัส ซึ่งพวกท่านส่งไปให้ [ ฟีลิปปี 4:18 ]<em></em></p><p>พระเจ้าเคยจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการผ่านผู้อื่นเมื่อใดบ้าง <br> พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ผู้อื่นผ่านการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณในวันนี้ได้อย่างไร</p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงจัดเตรียมเพื่อข้าพระองค์ <br>ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ประทานให้ <br>ในขณะที่ข้าพระองค์ตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจยินดีและด้วยความเอื้อเฟื้อ</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จดจำว่าเราเป็นใคร</title>
      <itunes:title>จดจำว่าเราเป็นใคร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fe4b8ce4-3ac6-4a13-a939-e6b8f5a31494</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มิถุนายน 2026</p><p><br>แต่รูธตอบว่า... “แม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน<br>ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน <br>และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” [ นางรูธ 1:16 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงกำลังใช้ใครเพื่อช่วยให้คุณจดจำได้ว่าคุณเป็นใคร <br> การเป็นที่พระองค์ทรงรู้จักหมายความว่าอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำได้ว่าข้าพระองค์เป็นใครในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มิถุนายน 2026</p><p><br>แต่รูธตอบว่า... “แม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน<br>ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน <br>และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” [ นางรูธ 1:16 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงกำลังใช้ใครเพื่อช่วยให้คุณจดจำได้ว่าคุณเป็นใคร <br> การเป็นที่พระองค์ทรงรู้จักหมายความว่าอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำได้ว่าข้าพระองค์เป็นใครในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4d6193bb/414cff9f.mp3" length="11921868" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มิถุนายน 2026</p><p><br>แต่รูธตอบว่า... “แม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน<br>ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน <br>และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” [ นางรูธ 1:16 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงกำลังใช้ใครเพื่อช่วยให้คุณจดจำได้ว่าคุณเป็นใคร <br> การเป็นที่พระองค์ทรงรู้จักหมายความว่าอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำได้ว่าข้าพระองค์เป็นใครในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขนมอบสีเขียวและการจัดเตรียมของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ขนมอบสีเขียวและการจัดเตรียมของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">450fc101-8962-43b8-a6ee-5bb3f8280631</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มิถุนายน 2026</p><p><br>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน <br> พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด [ สดุดี 23:1-2 ]<em></em></p><p>ช่วงเวลาของ "ทุ่งหญ้าเขียวสด" ที่คุณเคยประสบโดยไม่คาดคิดเป็นเช่นไรบ้าง <br> สดุดีบทที่ 23 เชิญชวนให้คุณเข้ามาในการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้มองเห็นช่วงเวลาแห่งทุ่งหญ้าเขียวสด<br>ที่พระองค์ทรงจัดเตรียม ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะเข้ามาเฝ้าพระองค์ในทุกๆวัน</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มิถุนายน 2026</p><p><br>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน <br> พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด [ สดุดี 23:1-2 ]<em></em></p><p>ช่วงเวลาของ "ทุ่งหญ้าเขียวสด" ที่คุณเคยประสบโดยไม่คาดคิดเป็นเช่นไรบ้าง <br> สดุดีบทที่ 23 เชิญชวนให้คุณเข้ามาในการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้มองเห็นช่วงเวลาแห่งทุ่งหญ้าเขียวสด<br>ที่พระองค์ทรงจัดเตรียม ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะเข้ามาเฝ้าพระองค์ในทุกๆวัน</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 06 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2270c6c1/bf4ea16c.mp3" length="10640823" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>666</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มิถุนายน 2026</p><p><br>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน <br> พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด [ สดุดี 23:1-2 ]<em></em></p><p>ช่วงเวลาของ "ทุ่งหญ้าเขียวสด" ที่คุณเคยประสบโดยไม่คาดคิดเป็นเช่นไรบ้าง <br> สดุดีบทที่ 23 เชิญชวนให้คุณเข้ามาในการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้มองเห็นช่วงเวลาแห่งทุ่งหญ้าเขียวสด<br>ที่พระองค์ทรงจัดเตรียม ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะเข้ามาเฝ้าพระองค์ในทุกๆวัน</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วิ่งไปหาพระเจ้าด้วยคำอธิษฐาน</title>
      <itunes:title>วิ่งไปหาพระเจ้าด้วยคำอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7a210d73-6004-4bf5-813b-7199ce1b5a06</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มิถุนายน 2026</p><p><br>แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน<br> จากภายในท้องปลานั้น [ โยนาห์ 2:1 ]</p><p><em>เหตุใดคุณจึงวิ่งหนีจากพระเจ้าในบางครั้ง  วันนี้คุณจะวิ่งไปหาพระองค์ได้อย่างไร</em></p><p>ข้<em>าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการช่วยกู้ ที่มีพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นประทานให้<br></em><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มิถุนายน 2026</p><p><br>แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน<br> จากภายในท้องปลานั้น [ โยนาห์ 2:1 ]</p><p><em>เหตุใดคุณจึงวิ่งหนีจากพระเจ้าในบางครั้ง  วันนี้คุณจะวิ่งไปหาพระองค์ได้อย่างไร</em></p><p>ข้<em>าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการช่วยกู้ ที่มีพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นประทานให้<br></em><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b50bb1fb/1e07c9b0.mp3" length="11727517" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มิถุนายน 2026</p><p><br>แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน<br> จากภายในท้องปลานั้น [ โยนาห์ 2:1 ]</p><p><em>เหตุใดคุณจึงวิ่งหนีจากพระเจ้าในบางครั้ง  วันนี้คุณจะวิ่งไปหาพระองค์ได้อย่างไร</em></p><p>ข้<em>าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการช่วยกู้ ที่มีพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นประทานให้<br></em><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสรีภาพในความรักของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เสรีภาพในความรักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cd4f8a7c-7b93-4809-b73c-ec57bc1709a4</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มิถุนายน 2026</p><p><br>ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์...ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา <br> และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]<em></em></p><p>มีสิ่งใดที่ห้อยคอคุณอยู่เหมือนกับ 'นกอัลบาทรอส' การยอมรับพระคุณของพระเจ้าสำหรับความรู้สึกผิดมีความหมายกับคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มิถุนายน 2026</p><p><br>ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์...ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา <br> และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]<em></em></p><p>มีสิ่งใดที่ห้อยคอคุณอยู่เหมือนกับ 'นกอัลบาทรอส' การยอมรับพระคุณของพระเจ้าสำหรับความรู้สึกผิดมีความหมายกับคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4eea697c/4210ac62.mp3" length="12302211" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>769</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มิถุนายน 2026</p><p><br>ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์...ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา <br> และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]<em></em></p><p>มีสิ่งใดที่ห้อยคอคุณอยู่เหมือนกับ 'นกอัลบาทรอส' การยอมรับพระคุณของพระเจ้าสำหรับความรู้สึกผิดมีความหมายกับคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พลังแห่งดนตรี</title>
      <itunes:title>พลังแห่งดนตรี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">86380c86-4da5-47fd-a224-e0ece931ee4d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มิถุนายน 2026</p><p><br>ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี <br>[ 1 ซามูเอล 16:23 ]</p><p><br><em>ดนตรีให้กำลังใจคุณอย่างไรบ้าง <br>ดนตรีที่ให้ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร</em></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับของประทานแห่งดนตรี<br><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มิถุนายน 2026</p><p><br>ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี <br>[ 1 ซามูเอล 16:23 ]</p><p><br><em>ดนตรีให้กำลังใจคุณอย่างไรบ้าง <br>ดนตรีที่ให้ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร</em></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับของประทานแห่งดนตรี<br><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 03 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/436e78a7/8595717a.mp3" length="11479524" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มิถุนายน 2026</p><p><br>ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี <br>[ 1 ซามูเอล 16:23 ]</p><p><br><em>ดนตรีให้กำลังใจคุณอย่างไรบ้าง <br>ดนตรีที่ให้ความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร</em></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับของประทานแห่งดนตรี<br><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ส่วนของเราและส่วนของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ส่วนของเราและส่วนของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">63c187d1-ee1f-423f-820a-640d45d5fff9</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มิถุนายน 2026<br>เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา <br>ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์ [ ฟีลิปปี 2:13 ]</p><p><em>อะไรคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณในการพยายามที่จะสัตย์ซื่อและเป็น<br>ที่พอพระทัยพระเจ้า คุณจะพึ่งพากำลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มากขึ้นได้อย่างไร</em></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์<br>และสัตย์ซื่อในเส้นทางของข้าพระองค์ เพราะพระองค์ปรารถนา<br>ให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู พระบุตรของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มิถุนายน 2026<br>เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา <br>ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์ [ ฟีลิปปี 2:13 ]</p><p><em>อะไรคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณในการพยายามที่จะสัตย์ซื่อและเป็น<br>ที่พอพระทัยพระเจ้า คุณจะพึ่งพากำลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มากขึ้นได้อย่างไร</em></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์<br>และสัตย์ซื่อในเส้นทางของข้าพระองค์ เพราะพระองค์ปรารถนา<br>ให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู พระบุตรของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/07d2741d/3884f901.mp3" length="11462949" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มิถุนายน 2026<br>เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา <br>ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์ [ ฟีลิปปี 2:13 ]</p><p><em>อะไรคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณในการพยายามที่จะสัตย์ซื่อและเป็น<br>ที่พอพระทัยพระเจ้า คุณจะพึ่งพากำลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มากขึ้นได้อย่างไร</em></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์<br>และสัตย์ซื่อในเส้นทางของข้าพระองค์ เพราะพระองค์ปรารถนา<br>ให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู พระบุตรของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ให้ด้วยใจกว้าง</title>
      <itunes:title>ให้ด้วยใจกว้าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c9a30327-c83c-4391-9b87-faf3fc9d6088</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มิถุนายน 2026</p><p>จงนำทศางค์...มา... และคนต่างด้าวและลูกกำพร้า <br>และแม่ม่าย ผู้ซึ่งอยู่ภายในเมืองของท่าน <br>จะได้มารับประทานอย่างอิ่มหนำ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 14:28-29 ]</p><p><em>คุณมีมุมมองและแนวปฏิบัติในเรื่องการให้อย่างไร <br>พระเจ้าทรงจัดหาสิ่งจำเป็นทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้คุณอย่างไร</em></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง ข้าพระองค์ขอพึ่งพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานสิ่งดีทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มิถุนายน 2026</p><p>จงนำทศางค์...มา... และคนต่างด้าวและลูกกำพร้า <br>และแม่ม่าย ผู้ซึ่งอยู่ภายในเมืองของท่าน <br>จะได้มารับประทานอย่างอิ่มหนำ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 14:28-29 ]</p><p><em>คุณมีมุมมองและแนวปฏิบัติในเรื่องการให้อย่างไร <br>พระเจ้าทรงจัดหาสิ่งจำเป็นทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้คุณอย่างไร</em></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง ข้าพระองค์ขอพึ่งพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานสิ่งดีทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 01 Jun 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/32e10121/353b60c8.mp3" length="11354697" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>710</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มิถุนายน 2026</p><p>จงนำทศางค์...มา... และคนต่างด้าวและลูกกำพร้า <br>และแม่ม่าย ผู้ซึ่งอยู่ภายในเมืองของท่าน <br>จะได้มารับประทานอย่างอิ่มหนำ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 14:28-29 ]</p><p><em>คุณมีมุมมองและแนวปฏิบัติในเรื่องการให้อย่างไร <br>พระเจ้าทรงจัดหาสิ่งจำเป็นทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้คุณอย่างไร</em></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมีพระทัยกว้างขวาง ข้าพระองค์ขอพึ่งพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องการ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานสิ่งดีทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสดงความห่วงใยของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>แสดงความห่วงใยของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">462fa32f-6f2b-4f80-a2b4-d3c71aa1e657</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 พฤษภาคม 2026</p><p><br>อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:3 ]<em></em></p><p>ทำไมคุณจึงไม่อยากรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นจะช่วยให้พวกเขาเห็นถึงความห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขาได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากพระองค์ โปรดทรงใช้ข้าพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเถิด</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 พฤษภาคม 2026</p><p><br>อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:3 ]<em></em></p><p>ทำไมคุณจึงไม่อยากรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นจะช่วยให้พวกเขาเห็นถึงความห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขาได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากพระองค์ โปรดทรงใช้ข้าพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเถิด</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 31 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0a56f158/f6b8e12f.mp3" length="11054602" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>691</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 พฤษภาคม 2026</p><p><br>อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:3 ]<em></em></p><p>ทำไมคุณจึงไม่อยากรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นจะช่วยให้พวกเขาเห็นถึงความห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขาได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากพระองค์ โปรดทรงใช้ข้าพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเถิด</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลียนแบบการอภัยของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เลียนแบบการอภัยของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c280cefa-93fb-4b95-b971-37c6871eaac5</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 พฤษภาคม 2026</p><p><br>และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น [ เอเฟซัส 4:32 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงให้อภัยคุณกี่ครั้งแล้วสำหรับคำพูดหรือการกระทำที่ผิดบาป เมื่อคุณระลึกถึงสิ่งนี้ คุณจะอภัยให้ผู้อื่นด้วยกำลังที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไรในวันนี้</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงประทานการอภัย โปรดประทานกำลังที่ข้าพระองค์ จะอภัยให้ผู้อื่นได้ เหมือนกับที่พระองค์ทรงให้อภัยข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 พฤษภาคม 2026</p><p><br>และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น [ เอเฟซัส 4:32 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงให้อภัยคุณกี่ครั้งแล้วสำหรับคำพูดหรือการกระทำที่ผิดบาป เมื่อคุณระลึกถึงสิ่งนี้ คุณจะอภัยให้ผู้อื่นด้วยกำลังที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไรในวันนี้</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงประทานการอภัย โปรดประทานกำลังที่ข้าพระองค์ จะอภัยให้ผู้อื่นได้ เหมือนกับที่พระองค์ทรงให้อภัยข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 30 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/76959449/9e01be83.mp3" length="9687757" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>605</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 พฤษภาคม 2026</p><p><br>และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น [ เอเฟซัส 4:32 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงให้อภัยคุณกี่ครั้งแล้วสำหรับคำพูดหรือการกระทำที่ผิดบาป เมื่อคุณระลึกถึงสิ่งนี้ คุณจะอภัยให้ผู้อื่นด้วยกำลังที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไรในวันนี้</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงประทานการอภัย โปรดประทานกำลังที่ข้าพระองค์ จะอภัยให้ผู้อื่นได้ เหมือนกับที่พระองค์ทรงให้อภัยข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รอคอยพระเจ้า</title>
      <itunes:title>รอคอยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3c5a4e68-7581-4e2f-a945-84fe870c6b03</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า [ สดุดี 27:14 ]<em></em></p><p>ทำไมบางครั้งการรอคอยคำตอบจากพระเจ้าจึงเป็นเรื่องยาก คุณจะยังคงมีความหวังในขณะที่รอคอยได้อย่างไร</p><p><br><em>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ทรงกระทำกิจของพระองค์อยู่แม้ในขณะที่ข้าพระองค์รอคอย</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า [ สดุดี 27:14 ]<em></em></p><p>ทำไมบางครั้งการรอคอยคำตอบจากพระเจ้าจึงเป็นเรื่องยาก คุณจะยังคงมีความหวังในขณะที่รอคอยได้อย่างไร</p><p><br><em>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ทรงกระทำกิจของพระองค์อยู่แม้ในขณะที่ข้าพระองค์รอคอย</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 29 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2c9e8905/91fb22e0.mp3" length="10035618" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>628</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า [ สดุดี 27:14 ]<em></em></p><p>ทำไมบางครั้งการรอคอยคำตอบจากพระเจ้าจึงเป็นเรื่องยาก คุณจะยังคงมีความหวังในขณะที่รอคอยได้อย่างไร</p><p><br><em>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ทรงกระทำกิจของพระองค์อยู่แม้ในขณะที่ข้าพระองค์รอคอย</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฉันผิดเอง</title>
      <itunes:title>ฉันผิดเอง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bf1b0d6c-b8c1-45bc-8a01-8c37f0b7ccb4</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่ถ้าเขาทั้งหลายสารภาพกรรมบาปของเขา...เราจึงจะระลึกถึง พันธสัญญาของเราซึ่งมีต่อยาโคบ [ เลวีนิติ 26:40-42 ]<em></em></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกตำหนิเพราะเกิดความผิดพลาดบางอย่างลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณซื่อตรงต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากซื่อตรงต่อพระองค์ในเรื่อง _______</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่ถ้าเขาทั้งหลายสารภาพกรรมบาปของเขา...เราจึงจะระลึกถึง พันธสัญญาของเราซึ่งมีต่อยาโคบ [ เลวีนิติ 26:40-42 ]<em></em></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกตำหนิเพราะเกิดความผิดพลาดบางอย่างลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณซื่อตรงต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากซื่อตรงต่อพระองค์ในเรื่อง _______</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7b3d15ce/c4d4b5a2.mp3" length="11549466" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่ถ้าเขาทั้งหลายสารภาพกรรมบาปของเขา...เราจึงจะระลึกถึง พันธสัญญาของเราซึ่งมีต่อยาโคบ [ เลวีนิติ 26:40-42 ]<em></em></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกตำหนิเพราะเกิดความผิดพลาดบางอย่างลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณซื่อตรงต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากซื่อตรงต่อพระองค์ในเรื่อง _______</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความชื่นชมยินดีจากพระเยซู</title>
      <itunes:title>ความชื่นชมยินดีจากพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5ab5bc21-1a5e-4c44-91f7-6ac288a9f11e</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ในการนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี [ ฟีลิปปี 1:18 ]<em></em></p><p>คุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายใดบ้างในเวลานี้ การที่ได้รู้ว่าพระเยซูทรงอยู่กับคุณเสมอนั้นสร้างความแตกต่างอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานกำลังให้แก่ข้าพระองค์ที่จะก้าวต่อไปและจับตาอยู่ที่พระองค์ เพราะการทรงสถิตของพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ชื่นชมยินดี</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ในการนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี [ ฟีลิปปี 1:18 ]<em></em></p><p>คุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายใดบ้างในเวลานี้ การที่ได้รู้ว่าพระเยซูทรงอยู่กับคุณเสมอนั้นสร้างความแตกต่างอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานกำลังให้แก่ข้าพระองค์ที่จะก้าวต่อไปและจับตาอยู่ที่พระองค์ เพราะการทรงสถิตของพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ชื่นชมยินดี</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d21f4de5/c2054bd7.mp3" length="10354939" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>648</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ในการนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความยินดี [ ฟีลิปปี 1:18 ]<em></em></p><p>คุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายใดบ้างในเวลานี้ การที่ได้รู้ว่าพระเยซูทรงอยู่กับคุณเสมอนั้นสร้างความแตกต่างอย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานกำลังให้แก่ข้าพระองค์ที่จะก้าวต่อไปและจับตาอยู่ที่พระองค์ เพราะการทรงสถิตของพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ชื่นชมยินดี</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประพฤติความซื่อสัตย์</title>
      <itunes:title>ประพฤติความซื่อสัตย์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">86493783-f3e0-48ee-8b94-cdf6751070f6</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์ [ สุภาษิต 12:22 ]<em></em></p><p>การเป็นคนที่ซื่อสัตย์สะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้าอย่างไร วันนี้เราจะดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสอนข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจำเพาะพระพักตร์พระองค์และต่อหน้าผู้อื่น</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์ [ สุภาษิต 12:22 ]<em></em></p><p>การเป็นคนที่ซื่อสัตย์สะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้าอย่างไร วันนี้เราจะดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสอนข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจำเพาะพระพักตร์พระองค์และต่อหน้าผู้อื่น</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d17be82f/4c23b96e.mp3" length="12101172" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์ [ สุภาษิต 12:22 ]<em></em></p><p>การเป็นคนที่ซื่อสัตย์สะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้าอย่างไร วันนี้เราจะดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสอนข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิต ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจำเพาะพระพักตร์พระองค์และต่อหน้าผู้อื่น</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสวงหาการพักผ่อน</title>
      <itunes:title>แสวงหาการพักผ่อน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f7998f75-7628-4e61-8d1e-a4314fc74565</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]<em></em></p><p>มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้นอนหลับลงได้ การยอมจำนนต่อพระเจ้า จะทำให้คุณมีสันติสุขได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเฝ้าดูข้าพระองค์ทั้งในยามหลับและยามตื่น</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]<em></em></p><p>มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้นอนหลับลงได้ การยอมจำนนต่อพระเจ้า จะทำให้คุณมีสันติสุขได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเฝ้าดูข้าพระองค์ทั้งในยามหลับและยามตื่น</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 25 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00afd58c/f2c99e2f.mp3" length="11525224" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>721</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]<em></em></p><p>มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้นอนหลับลงได้ การยอมจำนนต่อพระเจ้า จะทำให้คุณมีสันติสุขได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเฝ้าดูข้าพระองค์ทั้งในยามหลับและยามตื่น</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำตอบจากพระเจ้า</title>
      <itunes:title>คำตอบจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fa92bcd7-a8a3-4050-8a5f-29536a683352</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่งและจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]<em></em></p><p>วันนี้คุณต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในด้านใดในชีวิตของคุณ มีคำถามอะไรบ้างที่คุณสามารถนำมาทูลต่อพระองค์เพื่อหาคำตอบที่มีพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถตอบได้</p><p><em>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับของประทานแห่งองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำพาข้าพระองค์ในทุกช่วงเวลา<br></em><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่งและจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]<em></em></p><p>วันนี้คุณต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในด้านใดในชีวิตของคุณ มีคำถามอะไรบ้างที่คุณสามารถนำมาทูลต่อพระองค์เพื่อหาคำตอบที่มีพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถตอบได้</p><p><em>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับของประทานแห่งองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำพาข้าพระองค์ในทุกช่วงเวลา<br></em><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 24 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/21f20b65/acc2bf90.mp3" length="11772656" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่งและจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]<em></em></p><p>วันนี้คุณต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในด้านใดในชีวิตของคุณ มีคำถามอะไรบ้างที่คุณสามารถนำมาทูลต่อพระองค์เพื่อหาคำตอบที่มีพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถตอบได้</p><p><em>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับของประทานแห่งองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำพาข้าพระองค์ในทุกช่วงเวลา<br></em><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสรีภาพในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>เสรีภาพในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2de96150-26a1-4ad5-a55a-85146458414d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 พฤษภาคม 2026</p><p><br>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น [ 2 โครินธ์ 3:17 ]<em></em></p><p>คุณรู้สึกติดกับอยู่ในวังวนใดของชีวิต คุณรู้สึกอย่างไรกับความปรารถนาของพระเจ้าที่จะนำคุณมาสู่อิสรภาพ</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้รับการเปลี่ยนแปลงและมีเสรีภาพในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 พฤษภาคม 2026</p><p><br>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น [ 2 โครินธ์ 3:17 ]<em></em></p><p>คุณรู้สึกติดกับอยู่ในวังวนใดของชีวิต คุณรู้สึกอย่างไรกับความปรารถนาของพระเจ้าที่จะนำคุณมาสู่อิสรภาพ</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้รับการเปลี่ยนแปลงและมีเสรีภาพในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 23 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/287e47fa/86247f67.mp3" length="11418227" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 พฤษภาคม 2026</p><p><br>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น [ 2 โครินธ์ 3:17 ]<em></em></p><p>คุณรู้สึกติดกับอยู่ในวังวนใดของชีวิต คุณรู้สึกอย่างไรกับความปรารถนาของพระเจ้าที่จะนำคุณมาสู่อิสรภาพ</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้รับการเปลี่ยนแปลงและมีเสรีภาพในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสวงหาพระพักตร์พระเจ้า</title>
      <itunes:title>แสวงหาพระพักตร์พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e75de317-b48c-48e0-b602-1f6288105076</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 พฤษภาคม 2026</p><p><br>​เราจะวางไว้...ทั้งต้นสนเขาและต้นช้องรำพันด้วยกัน เพื่อคนจะได้เห็นและทราบ...ว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ทรงกระทำการนี้ [ อิสยาห์ 41:19-20 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงนำความชื่นชมยินดีหรือความหวังมาสู่ชีวิตคุณในยามเศร้าโศกเมื่อใดสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนำพาคุณให้มุ่งมองไปที่พระองค์อย่างไรในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระราชกิจอันสร้างสรรค์และการทรงไถ่ในโลกนี้</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 พฤษภาคม 2026</p><p><br>​เราจะวางไว้...ทั้งต้นสนเขาและต้นช้องรำพันด้วยกัน เพื่อคนจะได้เห็นและทราบ...ว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ทรงกระทำการนี้ [ อิสยาห์ 41:19-20 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงนำความชื่นชมยินดีหรือความหวังมาสู่ชีวิตคุณในยามเศร้าโศกเมื่อใดสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนำพาคุณให้มุ่งมองไปที่พระองค์อย่างไรในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระราชกิจอันสร้างสรรค์และการทรงไถ่ในโลกนี้</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 22 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2b09181e/50f851d0.mp3" length="11388552" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 พฤษภาคม 2026</p><p><br>​เราจะวางไว้...ทั้งต้นสนเขาและต้นช้องรำพันด้วยกัน เพื่อคนจะได้เห็นและทราบ...ว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ทรงกระทำการนี้ [ อิสยาห์ 41:19-20 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงนำความชื่นชมยินดีหรือความหวังมาสู่ชีวิตคุณในยามเศร้าโศกเมื่อใดสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนำพาคุณให้มุ่งมองไปที่พระองค์อย่างไรในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระราชกิจอันสร้างสรรค์และการทรงไถ่ในโลกนี้</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปรารถนาที่จะกลับบ้าน</title>
      <itunes:title>ปรารถนาที่จะกลับบ้าน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a8b6c28b-410d-40b3-a78d-80db307cfb14</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 พฤษภาคม 2026</p><p><br>เยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้าลืมเธอ ก็ขอให้มือขวาของข้าพเจ้าลืมฝีมือเสีย ขอให้ลิ้นของข้าพเจ้าเกาะติดเพดานปากของข้าพเจ้า [ สดุดี 137:5-6 ]<em></em></p><p>คุณคิดถึงสิ่งใดในอดีตบ้าง ความปรารถนานี้จะช่วยให้คุณมีความคาดหวังถึงอนาคตอย่างไร</p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต และทรงจัดเตรียมอนาคตที่สดใสไว้ให้กับข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 พฤษภาคม 2026</p><p><br>เยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้าลืมเธอ ก็ขอให้มือขวาของข้าพเจ้าลืมฝีมือเสีย ขอให้ลิ้นของข้าพเจ้าเกาะติดเพดานปากของข้าพเจ้า [ สดุดี 137:5-6 ]<em></em></p><p>คุณคิดถึงสิ่งใดในอดีตบ้าง ความปรารถนานี้จะช่วยให้คุณมีความคาดหวังถึงอนาคตอย่างไร</p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต และทรงจัดเตรียมอนาคตที่สดใสไว้ให้กับข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 21 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/44a63d97/18c2a225.mp3" length="10675513" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>668</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 พฤษภาคม 2026</p><p><br>เยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้าลืมเธอ ก็ขอให้มือขวาของข้าพเจ้าลืมฝีมือเสีย ขอให้ลิ้นของข้าพเจ้าเกาะติดเพดานปากของข้าพเจ้า [ สดุดี 137:5-6 ]<em></em></p><p>คุณคิดถึงสิ่งใดในอดีตบ้าง ความปรารถนานี้จะช่วยให้คุณมีความคาดหวังถึงอนาคตอย่างไร</p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต และทรงจัดเตรียมอนาคตที่สดใสไว้ให้กับข้าพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความยินดีในพระเยซู</title>
      <itunes:title>ความยินดีในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cfe575ef-e88d-490c-98d8-0cd526486d43</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 พฤษภาคม 2026</p><p><br>เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้ง เหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า [ 1 โครินธ์ 13:12 ]<em></em></p><p>คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อได้พบพระเยซู คุณตั้งตารอคอยสิ่งใดมากที่สุดในสวรรค์</p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับช่วงเวลาแห่งความยินดีที่ข้าพระองค์ได้สัมผัสบนโลกนี้ ข้าพระองค์รอคอยวันที่ข้าพระองค์จะได้รับรู้ถึงความสุขนั้นอย่างเต็มเปี่ยม</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 พฤษภาคม 2026</p><p><br>เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้ง เหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า [ 1 โครินธ์ 13:12 ]<em></em></p><p>คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อได้พบพระเยซู คุณตั้งตารอคอยสิ่งใดมากที่สุดในสวรรค์</p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับช่วงเวลาแห่งความยินดีที่ข้าพระองค์ได้สัมผัสบนโลกนี้ ข้าพระองค์รอคอยวันที่ข้าพระองค์จะได้รับรู้ถึงความสุขนั้นอย่างเต็มเปี่ยม</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 20 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3ef6958b/1982b46e.mp3" length="11744653" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>735</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 พฤษภาคม 2026</p><p><br>เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้ง เหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า [ 1 โครินธ์ 13:12 ]<em></em></p><p>คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อได้พบพระเยซู คุณตั้งตารอคอยสิ่งใดมากที่สุดในสวรรค์</p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับช่วงเวลาแห่งความยินดีที่ข้าพระองค์ได้สัมผัสบนโลกนี้ ข้าพระองค์รอคอยวันที่ข้าพระองค์จะได้รับรู้ถึงความสุขนั้นอย่างเต็มเปี่ยม</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ถวายทุกสิ่งที่มีให้กับพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ถวายทุกสิ่งที่มีให้กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">74d9d9fb-9b42-4494-af8e-60da23f8db28</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 พฤษภาคม 2026</p><p><br>​นายมอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ [ ปฐมกาล 39:6 ]<em></em></p><p>คุณเคยพบเจอกับสถานการณ์ใดที่ไม่พึงปรารถนาบ้างคุณตอบสนองอย่างไรทั้งในด้านทัศนคติและการกระทำ</p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความสัตย์ซื่อในทุกสิ่งที่ทำ ไม่ว่าพระองค์จะอนุญาตให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร เพราะในที่สุดแล้ว ข้าพระองค์ก็กำลังรับใช้พระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 พฤษภาคม 2026</p><p><br>​นายมอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ [ ปฐมกาล 39:6 ]<em></em></p><p>คุณเคยพบเจอกับสถานการณ์ใดที่ไม่พึงปรารถนาบ้างคุณตอบสนองอย่างไรทั้งในด้านทัศนคติและการกระทำ</p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความสัตย์ซื่อในทุกสิ่งที่ทำ ไม่ว่าพระองค์จะอนุญาตให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร เพราะในที่สุดแล้ว ข้าพระองค์ก็กำลังรับใช้พระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/381abf3f/6efe889b.mp3" length="12351530" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 พฤษภาคม 2026</p><p><br>​นายมอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ [ ปฐมกาล 39:6 ]<em></em></p><p>คุณเคยพบเจอกับสถานการณ์ใดที่ไม่พึงปรารถนาบ้างคุณตอบสนองอย่างไรทั้งในด้านทัศนคติและการกระทำ</p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความสัตย์ซื่อในทุกสิ่งที่ทำ ไม่ว่าพระองค์จะอนุญาตให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร เพราะในที่สุดแล้ว ข้าพระองค์ก็กำลังรับใช้พระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กายวิภาคของหัวใจที่แข็งกระด้าง</title>
      <itunes:title>กายวิภาคของหัวใจที่แข็งกระด้าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b4c9ac02-8021-45be-9dc2-6de4285b24ae</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 พฤษภาคม 2026</p><p><br>วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้น [ ฮีบรู 3:7-8 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงนำคุณเข้าใกล้พระองค์มากขึ้นอย่างไร คุณเรียนรู้ที่จะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ได้อย่างไร<br><br></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา บางครั้งใจของข้าพระองค์ก็เหนื่อยล้า โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่เลือกผิด โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับข้อเสนอของพระองค์ที่จะชำระล้างและทำให้ใจที่แข็งกระด้างของข้าพระองค์อ่อนนุ่มลง</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 พฤษภาคม 2026</p><p><br>วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้น [ ฮีบรู 3:7-8 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงนำคุณเข้าใกล้พระองค์มากขึ้นอย่างไร คุณเรียนรู้ที่จะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ได้อย่างไร<br><br></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา บางครั้งใจของข้าพระองค์ก็เหนื่อยล้า โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่เลือกผิด โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับข้อเสนอของพระองค์ที่จะชำระล้างและทำให้ใจที่แข็งกระด้างของข้าพระองค์อ่อนนุ่มลง</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 18 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc755c94/41985578.mp3" length="10706442" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>670</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 พฤษภาคม 2026</p><p><br>วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้น [ ฮีบรู 3:7-8 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงนำคุณเข้าใกล้พระองค์มากขึ้นอย่างไร คุณเรียนรู้ที่จะฟังพระสุรเสียงของพระองค์ได้อย่างไร<br><br></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา บางครั้งใจของข้าพระองค์ก็เหนื่อยล้า โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่เลือกผิด โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับข้อเสนอของพระองค์ที่จะชำระล้างและทำให้ใจที่แข็งกระด้างของข้าพระองค์อ่อนนุ่มลง</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หยั่งรากลึก</title>
      <itunes:title>หยั่งรากลึก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6cd1abed-fa67-4e9c-a0ba-441c06497659</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 พฤษภาคม 2026</p><p><br>คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร [ เยเรมีย์ 17:7 ]<em></em></p><p>รากของคุณหยั่งลึกอยู่ในพระคริสต์มากเพียงใดในยามที่คุณถูกทดสอบอย่างหนักคุณจะไว้วางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขณะที่โลกดูเหมือนกำลังลุกไหม้อยู่รอบตัวข้าพระองค์ ขอโปรดเตือนให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 พฤษภาคม 2026</p><p><br>คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร [ เยเรมีย์ 17:7 ]<em></em></p><p>รากของคุณหยั่งลึกอยู่ในพระคริสต์มากเพียงใดในยามที่คุณถูกทดสอบอย่างหนักคุณจะไว้วางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขณะที่โลกดูเหมือนกำลังลุกไหม้อยู่รอบตัวข้าพระองค์ ขอโปรดเตือนให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 17 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e2df1c63/ae3560b7.mp3" length="12223216" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>764</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 พฤษภาคม 2026</p><p><br>คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร [ เยเรมีย์ 17:7 ]<em></em></p><p>รากของคุณหยั่งลึกอยู่ในพระคริสต์มากเพียงใดในยามที่คุณถูกทดสอบอย่างหนักคุณจะไว้วางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขณะที่โลกดูเหมือนกำลังลุกไหม้อยู่รอบตัวข้าพระองค์ ขอโปรดเตือนให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฟังเสียงผู้เลี้ยงที่ดี</title>
      <itunes:title>ฟังเสียงผู้เลี้ยงที่ดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9287d078-2eca-49ee-a70a-5020d4d3325d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ [ ยอห์น 10:10 ]<em></em></p><p>ในชีวิตของคุณ “ขโมย” กำลังหาทางทำร้ายคุณในด้านใด คุณจะฟังเสียงของพระผู้เลี้ยง ผู้ทรงปรารถนาที่จะนำคุณไปหาพระองค์และประทานชีวิตที่ครบบริบูรณ์ให้กับคุณได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ในการแยกแยะเสียงของขโมย และหันมาเพื่อฟังเสียงของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ [ ยอห์น 10:10 ]<em></em></p><p>ในชีวิตของคุณ “ขโมย” กำลังหาทางทำร้ายคุณในด้านใด คุณจะฟังเสียงของพระผู้เลี้ยง ผู้ทรงปรารถนาที่จะนำคุณไปหาพระองค์และประทานชีวิตที่ครบบริบูรณ์ให้กับคุณได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ในการแยกแยะเสียงของขโมย และหันมาเพื่อฟังเสียงของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 16 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/06a0cc3b/36228751.mp3" length="9956206" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>623</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ [ ยอห์น 10:10 ]<em></em></p><p>ในชีวิตของคุณ “ขโมย” กำลังหาทางทำร้ายคุณในด้านใด คุณจะฟังเสียงของพระผู้เลี้ยง ผู้ทรงปรารถนาที่จะนำคุณไปหาพระองค์และประทานชีวิตที่ครบบริบูรณ์ให้กับคุณได้อย่างไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ในการแยกแยะเสียงของขโมย และหันมาเพื่อฟังเสียงของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1d5bc70b-2158-4494-b303-11272b4664ec</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ผู้ทรงคลุมพระองค์ด้วยแสงสว่างดุจดังฉลองพระองค์ [ สดุดี 104:2 ]<em></em></p><p>อะไรที่ทำให้คุณเฉื่อยชาในการตระหนักถึงพระสิริของพระเจ้า สิ่งใดที่ช่วยให้คุณเห็นและสัมผัสถึงความงดงามของพระองค์</p><p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณในความงดงามของพระองค์ที่เติมเต็มโลกใบนี้ โปรดให้ข้าพระองค์มองเห็นและยกย่องสรรเสริญในความงดงามของพระองค์และการงานขององค์พระวิญญาณที่ทรงอยู่รอบตัวเรา</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ผู้ทรงคลุมพระองค์ด้วยแสงสว่างดุจดังฉลองพระองค์ [ สดุดี 104:2 ]<em></em></p><p>อะไรที่ทำให้คุณเฉื่อยชาในการตระหนักถึงพระสิริของพระเจ้า สิ่งใดที่ช่วยให้คุณเห็นและสัมผัสถึงความงดงามของพระองค์</p><p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณในความงดงามของพระองค์ที่เติมเต็มโลกใบนี้ โปรดให้ข้าพระองค์มองเห็นและยกย่องสรรเสริญในความงดงามของพระองค์และการงานขององค์พระวิญญาณที่ทรงอยู่รอบตัวเรา</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 15 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5614ed60/d2dcdad6.mp3" length="12275879" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>768</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ผู้ทรงคลุมพระองค์ด้วยแสงสว่างดุจดังฉลองพระองค์ [ สดุดี 104:2 ]<em></em></p><p>อะไรที่ทำให้คุณเฉื่อยชาในการตระหนักถึงพระสิริของพระเจ้า สิ่งใดที่ช่วยให้คุณเห็นและสัมผัสถึงความงดงามของพระองค์</p><p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณในความงดงามของพระองค์ที่เติมเต็มโลกใบนี้ โปรดให้ข้าพระองค์มองเห็นและยกย่องสรรเสริญในความงดงามของพระองค์และการงานขององค์พระวิญญาณที่ทรงอยู่รอบตัวเรา</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดินดีในพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ดินดีในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a195635-fb3c-4b04-8c27-75bd2d926fd7</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 พฤษภาคม 2026</p><p><br>บ้างก็ตกที่ดินดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า [ ลูกา 8:8 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงกำลังช่วยคุณพัฒนาเพื่อเป็น “ดินดี” อย่างไร คุณสังเกตเห็นการเติบโตในชีวิตของคุณในด้านใดบ้าง</p><p><em>ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าของสวน ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เกิดผลดีจากดินที่ดี</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 พฤษภาคม 2026</p><p><br>บ้างก็ตกที่ดินดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า [ ลูกา 8:8 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงกำลังช่วยคุณพัฒนาเพื่อเป็น “ดินดี” อย่างไร คุณสังเกตเห็นการเติบโตในชีวิตของคุณในด้านใดบ้าง</p><p><em>ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าของสวน ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เกิดผลดีจากดินที่ดี</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/296b6bca/0e50cd67.mp3" length="10522400" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 พฤษภาคม 2026</p><p><br>บ้างก็ตกที่ดินดี จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า [ ลูกา 8:8 ]<em></em></p><p>พระเจ้าทรงกำลังช่วยคุณพัฒนาเพื่อเป็น “ดินดี” อย่างไร คุณสังเกตเห็นการเติบโตในชีวิตของคุณในด้านใดบ้าง</p><p><em>ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าของสวน ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เกิดผลดีจากดินที่ดี</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รอคอยการเก็บเกี่ยว</title>
      <itunes:title>รอคอยการเก็บเกี่ยว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">24b32d32-f13b-42ca-ae4e-ec6a8a083986</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 พฤษภาคม 2026</p><p><br>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร [ กาลาเทีย 6:9 ]<em></em></p><p>ทำไมบางครั้งคุณจึงรู้สึกเหนื่อยล้าในการแบ่งปันข่าวประเสริฐ ความหวังอันมั่นคงของคุณคืออะไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อคนที่ข้าพระองค์รักดูเหมือนไม่สนใจในข่าวประเสริฐ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยังคงอดทนและหว่านต่อไป </em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 พฤษภาคม 2026</p><p><br>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร [ กาลาเทีย 6:9 ]<em></em></p><p>ทำไมบางครั้งคุณจึงรู้สึกเหนื่อยล้าในการแบ่งปันข่าวประเสริฐ ความหวังอันมั่นคงของคุณคืออะไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อคนที่ข้าพระองค์รักดูเหมือนไม่สนใจในข่าวประเสริฐ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยังคงอดทนและหว่านต่อไป </em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 13 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c35ab642/9174e4b6.mp3" length="10623687" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>664</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 พฤษภาคม 2026</p><p><br>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร [ กาลาเทีย 6:9 ]<em></em></p><p>ทำไมบางครั้งคุณจึงรู้สึกเหนื่อยล้าในการแบ่งปันข่าวประเสริฐ ความหวังอันมั่นคงของคุณคืออะไร</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อคนที่ข้าพระองค์รักดูเหมือนไม่สนใจในข่าวประเสริฐ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยังคงอดทนและหว่านต่อไป </em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">41ab9144-7dc0-40f3-86cf-c1303abe5fc7</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง [ ปฐมกาล 1:27 ]<em></em></p><p>คุณรักเรื่องราวของคุณที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง [ ปฐมกาล 1:27 ]<em></em></p><p>คุณรักเรื่องราวของคุณที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 May 2026 07:18:55 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7d789062/9ee27c26.mp3" length="11207576" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>701</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง [ ปฐมกาล 1:27 ]<em></em></p><p>คุณรักเรื่องราวของคุณที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เพิ่มพูนความรู้ในเรื่องพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เพิ่มพูนความรู้ในเรื่องพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">43689e40-cf30-4732-97be-f74205a757b8</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่... ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง [ 2 ทิโมธี 2:15 ]<em></em></p><p>คุณอ่านพระคัมภีร์บ่อยแค่ไหน ช่วงนี้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการอ่านพระคัมภีร์</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากขึ้นโดยทางพระคัมภีร์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่... ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง [ 2 ทิโมธี 2:15 ]<em></em></p><p>คุณอ่านพระคัมภีร์บ่อยแค่ไหน ช่วงนี้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการอ่านพระคัมภีร์</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากขึ้นโดยทางพระคัมภีร์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/53ee4400/be27cd37.mp3" length="10437695" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>653</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่... ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง [ 2 ทิโมธี 2:15 ]<em></em></p><p>คุณอ่านพระคัมภีร์บ่อยแค่ไหน ช่วงนี้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการอ่านพระคัมภีร์</p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากขึ้นโดยทางพระคัมภีร์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนเป็นนิตย์</title>
      <itunes:title>พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนเป็นนิตย์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b0a3f1c6-7895-4e0f-8d22-6506b582b13d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]<em></em></p><p>คุณพบเห็นสิ่งใดบ้างที่ร่วงโรยและเลือนหายไป พระลักษณะของพระเจ้าที่เป็นนิรันดร์และพระวจนะที่ไม่เคยผิดพลาดหนุนใจคุณอย่างไร</p><p><em>พระวจนะของพระเจ้าของเรายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ จงสรรเสริญพระองค์เถิด!</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]<em></em></p><p>คุณพบเห็นสิ่งใดบ้างที่ร่วงโรยและเลือนหายไป พระลักษณะของพระเจ้าที่เป็นนิรันดร์และพระวจนะที่ไม่เคยผิดพลาดหนุนใจคุณอย่างไร</p><p><em>พระวจนะของพระเจ้าของเรายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ จงสรรเสริญพระองค์เถิด!</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 11 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8b8b137c/04b8f368.mp3" length="9403664" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>588</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]<em></em></p><p>คุณพบเห็นสิ่งใดบ้างที่ร่วงโรยและเลือนหายไป พระลักษณะของพระเจ้าที่เป็นนิรันดร์และพระวจนะที่ไม่เคยผิดพลาดหนุนใจคุณอย่างไร</p><p><em>พระวจนะของพระเจ้าของเรายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ จงสรรเสริญพระองค์เถิด!</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูที่สำแดงอยู่ภายในเรา</title>
      <itunes:title>พระเยซูที่สำแดงอยู่ภายในเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">210e1d95-3668-4b1b-b990-ae089d36b7ee</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้น เป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง [ 2 โครินธ์ 4:7 ]<em></em></p><p>คุณเห็นพระเยซูทรงสำแดงพระองค์ในผู้อื่นอย่างไร ทำไมพระเจ้าทรงห่อหุ้มการทรงสถิตของพระองค์ไว้ใน “ภาชนะดิน” เหล่านี้</p><p><em>ขอพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์สถิตในข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะส่องสว่างด้วยความรักและด้วยการทรงสถิตของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้น เป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง [ 2 โครินธ์ 4:7 ]<em></em></p><p>คุณเห็นพระเยซูทรงสำแดงพระองค์ในผู้อื่นอย่างไร ทำไมพระเจ้าทรงห่อหุ้มการทรงสถิตของพระองค์ไว้ใน “ภาชนะดิน” เหล่านี้</p><p><em>ขอพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์สถิตในข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะส่องสว่างด้วยความรักและด้วยการทรงสถิตของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 10 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c3d6034b/4c099d71.mp3" length="11312483" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>708</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 พฤษภาคม 2026</p><p><br>แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้น เป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง [ 2 โครินธ์ 4:7 ]<em></em></p><p>คุณเห็นพระเยซูทรงสำแดงพระองค์ในผู้อื่นอย่างไร ทำไมพระเจ้าทรงห่อหุ้มการทรงสถิตของพระองค์ไว้ใน “ภาชนะดิน” เหล่านี้</p><p><em>ขอพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์สถิตในข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะส่องสว่างด้วยความรักและด้วยการทรงสถิตของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">173863c9-e3ac-47e8-a320-3cfb64efcfc6</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ครั้นถึงฤดูแล้งเมื่อบรรดากษัตริย์ยกกองทัพออกไปรบ... แต่ดาวิดประทับที่เยรูซาเล็ม [ 2 ซามูเอล 11:1 ]<em></em></p><p>คุณกำลังต่อสู้กับอะไรในปัจจุบัน คุณจะชนะได้อย่างไร (ดู อฟ.6:10-20)</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ต่อสู้ในวันนี้ด้วยฤทธานุภาพ และด้วยพระวิญญาณของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ครั้นถึงฤดูแล้งเมื่อบรรดากษัตริย์ยกกองทัพออกไปรบ... แต่ดาวิดประทับที่เยรูซาเล็ม [ 2 ซามูเอล 11:1 ]<em></em></p><p>คุณกำลังต่อสู้กับอะไรในปัจจุบัน คุณจะชนะได้อย่างไร (ดู อฟ.6:10-20)</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ต่อสู้ในวันนี้ด้วยฤทธานุภาพ และด้วยพระวิญญาณของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 09 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/24a2ace0/bd950501.mp3" length="10392555" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>650</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ครั้นถึงฤดูแล้งเมื่อบรรดากษัตริย์ยกกองทัพออกไปรบ... แต่ดาวิดประทับที่เยรูซาเล็ม [ 2 ซามูเอล 11:1 ]<em></em></p><p>คุณกำลังต่อสู้กับอะไรในปัจจุบัน คุณจะชนะได้อย่างไร (ดู อฟ.6:10-20)</p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ต่อสู้ในวันนี้ด้วยฤทธานุภาพ และด้วยพระวิญญาณของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความสว่างแห่งชีวิต</title>
      <itunes:title>ความสว่างแห่งชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">05ea02e4-4f22-4fb8-8f55-959724a1473f</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต และชีวิตนั้น เป็นความสว่างของมนุษย์ [ ยอห์น 1:4 ]<em></em></p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกทึ่งในความยิ่งใหญ่ของจักรวาล ความใหญ่ยิ่งในการทรงสร้างของพระเจ้าทำให้คุณรู้สึกอย่างไรในความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูคริสต์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณในสง่าราศีอันใหญ่ยิ่งแห่งการทรงสร้าง และในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงนำพาข้าพระองค์ไปสู่ชีวิตใหม่</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต และชีวิตนั้น เป็นความสว่างของมนุษย์ [ ยอห์น 1:4 ]<em></em></p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกทึ่งในความยิ่งใหญ่ของจักรวาล ความใหญ่ยิ่งในการทรงสร้างของพระเจ้าทำให้คุณรู้สึกอย่างไรในความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูคริสต์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณในสง่าราศีอันใหญ่ยิ่งแห่งการทรงสร้าง และในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงนำพาข้าพระองค์ไปสู่ชีวิตใหม่</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 08 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c5c35b8c/86872870.mp3" length="9820787" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>614</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิต และชีวิตนั้น เป็นความสว่างของมนุษย์ [ ยอห์น 1:4 ]<em></em></p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกทึ่งในความยิ่งใหญ่ของจักรวาล ความใหญ่ยิ่งในการทรงสร้างของพระเจ้าทำให้คุณรู้สึกอย่างไรในความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูคริสต์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณในสง่าราศีอันใหญ่ยิ่งแห่งการทรงสร้าง และในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงนำพาข้าพระองค์ไปสู่ชีวิตใหม่</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน</title>
      <itunes:title>สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7ad7f2af-3860-4ecf-9f71-029c950c2394</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงชื่นชมยินดีในความหวัง อดทนต่อความทุกข์ยาก และสัตย์ซื่อในการอธิษฐาน [ โรม 12:12 TNCV ]<em></em></p><p>คนอื่นอธิษฐานเผื่อคุณในด้านใดบ้างใครหรือสิ่งใดที่อยู่ในคำอธิษฐานลำดับต้นๆของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์อธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงชื่นชมยินดีในความหวัง อดทนต่อความทุกข์ยาก และสัตย์ซื่อในการอธิษฐาน [ โรม 12:12 TNCV ]<em></em></p><p>คนอื่นอธิษฐานเผื่อคุณในด้านใดบ้างใครหรือสิ่งใดที่อยู่ในคำอธิษฐานลำดับต้นๆของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์อธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 07 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/83a9aa7b/6177caea.mp3" length="11484264" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงชื่นชมยินดีในความหวัง อดทนต่อความทุกข์ยาก และสัตย์ซื่อในการอธิษฐาน [ โรม 12:12 TNCV ]<em></em></p><p>คนอื่นอธิษฐานเผื่อคุณในด้านใดบ้างใครหรือสิ่งใดที่อยู่ในคำอธิษฐานลำดับต้นๆของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์อธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เติมพลังด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:title>เติมพลังด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8e472894-98da-4224-85b6-c20f1a1f4f66</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด” [ มัทธิว 15:28 ]<em></em></p><p>คุณจะอธิบายความเชื่อของคุณในวันนี้อย่างไร คุณจะเติมพลังให้กับความไว้วางใจที่มีในพระเยซูอย่างไร<br><br></p><p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตขึ้นในความเชื่อเมื่อพระองค์ประทานสิ่งจำเป็นแก่ข้าพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด” [ มัทธิว 15:28 ]<em></em></p><p>คุณจะอธิบายความเชื่อของคุณในวันนี้อย่างไร คุณจะเติมพลังให้กับความไว้วางใจที่มีในพระเยซูอย่างไร<br><br></p><p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตขึ้นในความเชื่อเมื่อพระองค์ประทานสิ่งจำเป็นแก่ข้าพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9312141d/6b26cea3.mp3" length="10885329" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด” [ มัทธิว 15:28 ]<em></em></p><p>คุณจะอธิบายความเชื่อของคุณในวันนี้อย่างไร คุณจะเติมพลังให้กับความไว้วางใจที่มีในพระเยซูอย่างไร<br><br></p><p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตขึ้นในความเชื่อเมื่อพระองค์ประทานสิ่งจำเป็นแก่ข้าพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตและความตาย</title>
      <itunes:title>ชีวิตและความตาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">afc28f63-f1ee-4749-9f6d-ccd425cfe58d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ความตายเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคน ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ควรใส่ใจในข้อนี้ [ ปัญญาจารย์ 7:2 TNCV ]<em></em></p><p>คุณเตรียมตัวเผชิญกับความตายอย่างไร คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณอย่างไร<br><br></p><p>ขอบคุณพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอด ที่ทรงสัญญาว่าในพระคริสต์ทุกคนที่ตายนั้นจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ความตายเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคน ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ควรใส่ใจในข้อนี้ [ ปัญญาจารย์ 7:2 TNCV ]<em></em></p><p>คุณเตรียมตัวเผชิญกับความตายอย่างไร คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณอย่างไร<br><br></p><p>ขอบคุณพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอด ที่ทรงสัญญาว่าในพระคริสต์ทุกคนที่ตายนั้นจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ed5dddc9/df6152f8.mp3" length="13257665" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>829</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 พฤษภาคม 2026</p><p><br>ความตายเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคน ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ควรใส่ใจในข้อนี้ [ ปัญญาจารย์ 7:2 TNCV ]<em></em></p><p>คุณเตรียมตัวเผชิญกับความตายอย่างไร คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณอย่างไร<br><br></p><p>ขอบคุณพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอด ที่ทรงสัญญาว่าในพระคริสต์ทุกคนที่ตายนั้นจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่กลัวจุดจบของโลก</title>
      <itunes:title>ไม่กลัวจุดจบของโลก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eab3a972-ab67-4263-98c9-ffa69831a176</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 พฤษภาคม 2026</p><p>วิวรณ์ของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานแก่พระองค์ เพื่อชี้แจงให้ผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์รู้ว่า อะไรจะต้องอุบัติขึ้นในไม่ช้า [ วิวรณ์ 1:1 ]<em></em></p><p>คุณกลัวอะไรเกี่ยวกับอนาคตบ้าง พระเยซูทรงช่วยคุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นพระเยซูพระบุตรของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 พฤษภาคม 2026</p><p>วิวรณ์ของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานแก่พระองค์ เพื่อชี้แจงให้ผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์รู้ว่า อะไรจะต้องอุบัติขึ้นในไม่ช้า [ วิวรณ์ 1:1 ]<em></em></p><p>คุณกลัวอะไรเกี่ยวกับอนาคตบ้าง พระเยซูทรงช่วยคุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นพระเยซูพระบุตรของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 04 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5e166d7f/ec353abf.mp3" length="11667749" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 พฤษภาคม 2026</p><p>วิวรณ์ของพระเยซูคริสต์ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานแก่พระองค์ เพื่อชี้แจงให้ผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์รู้ว่า อะไรจะต้องอุบัติขึ้นในไม่ช้า [ วิวรณ์ 1:1 ]<em></em></p><p>คุณกลัวอะไรเกี่ยวกับอนาคตบ้าง พระเยซูทรงช่วยคุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นพระเยซูพระบุตรของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักที่ติดตามไปไกล</title>
      <itunes:title>ความรักที่ติดตามไปไกล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">32b9e82e-3f96-4b6d-a031-5499aee25d3d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงสอนถ้อยคำเหล่านี้ [พระบัญญัติ] แก่บุตรหลานของท่าน [ เฉลยธรรมบัญญัติ 11:19 ]<em></em></p><p>วันนี้คุณจะหนุนใจใครด้วยพระปัญญาและความจริงของพระเจ้าได้บ้าง คุณจะแสดงความรักของพระองค์แก่พวกเขาด้วยวิธีใด</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะแบ่งปันความรักและความจริงของพระองค์กับคนอื่นๆในวันนี้ เพื่อพวกเขาจะได้เชื่อและดำเนินชีวิตกับพระองค์ตลอดไป</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงสอนถ้อยคำเหล่านี้ [พระบัญญัติ] แก่บุตรหลานของท่าน [ เฉลยธรรมบัญญัติ 11:19 ]<em></em></p><p>วันนี้คุณจะหนุนใจใครด้วยพระปัญญาและความจริงของพระเจ้าได้บ้าง คุณจะแสดงความรักของพระองค์แก่พวกเขาด้วยวิธีใด</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะแบ่งปันความรักและความจริงของพระองค์กับคนอื่นๆในวันนี้ เพื่อพวกเขาจะได้เชื่อและดำเนินชีวิตกับพระองค์ตลอดไป</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 03 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/383596fa/d9b41a75.mp3" length="11139866" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>697</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงสอนถ้อยคำเหล่านี้ [พระบัญญัติ] แก่บุตรหลานของท่าน [ เฉลยธรรมบัญญัติ 11:19 ]<em></em></p><p>วันนี้คุณจะหนุนใจใครด้วยพระปัญญาและความจริงของพระเจ้าได้บ้าง คุณจะแสดงความรักของพระองค์แก่พวกเขาด้วยวิธีใด</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะแบ่งปันความรักและความจริงของพระองค์กับคนอื่นๆในวันนี้ เพื่อพวกเขาจะได้เชื่อและดำเนินชีวิตกับพระองค์ตลอดไป</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การป้องกันที่ดี</title>
      <itunes:title>การป้องกันที่ดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1cd0fb71-ac5b-4c50-b28c-2393f8f9fe01</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี [ 1 เปโตร 5:8 ]<em></em></p><p>คุณเคย “ทำพลาด” ในชีวิตฝ่ายวิญญาณจุดไหนบ้างที่คุณสามารถป้องกันได้ คุณจะมีสติและระวังระไวมากขึ้นได้อย่างไร </p><p><em>เมื่อข้าพระองค์ไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต โอพระองค์เจ้าข้า ขอโปรดเตือนข้าพระองค์ให้ระลึกได้ถึงการปกป้องของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี [ 1 เปโตร 5:8 ]<em></em></p><p>คุณเคย “ทำพลาด” ในชีวิตฝ่ายวิญญาณจุดไหนบ้างที่คุณสามารถป้องกันได้ คุณจะมีสติและระวังระไวมากขึ้นได้อย่างไร </p><p><em>เมื่อข้าพระองค์ไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต โอพระองค์เจ้าข้า ขอโปรดเตือนข้าพระองค์ให้ระลึกได้ถึงการปกป้องของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 02 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/909d9693/c1e9116b.mp3" length="10266331" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>642</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 พฤษภาคม 2026</p><p><br>จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี [ 1 เปโตร 5:8 ]<em></em></p><p>คุณเคย “ทำพลาด” ในชีวิตฝ่ายวิญญาณจุดไหนบ้างที่คุณสามารถป้องกันได้ คุณจะมีสติและระวังระไวมากขึ้นได้อย่างไร </p><p><em>เมื่อข้าพระองค์ไม่ระมัดระวังในการดำเนินชีวิต โอพระองค์เจ้าข้า ขอโปรดเตือนข้าพระองค์ให้ระลึกได้ถึงการปกป้องของพระองค์</em></p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">237a4a6e-1a1b-41fd-a3e3-3f3d4f7ecd7f</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง [ ปฐมกาล 1:27 ]<em></em></p><p>คุณรักเรื่องราวของคุณที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง [ ปฐมกาล 1:27 ]<em></em></p><p>คุณรักเรื่องราวของคุณที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/473ccba5/c0ae1c63.mp3" length="11230457" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>701</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤษภาคม 2026</p><p><br>พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง [ ปฐมกาล 1:27 ]<em></em></p><p>คุณรักเรื่องราวของคุณที่ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดำเนินตามวิถีของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ดำเนินตามวิถีของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a819b184-026b-4909-ac90-5b8c117988c3</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ตรัส​ว่า จง​พิจารณา​ดู​ว่าเจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​ [ ฮักกัย 1:5 ]</em></p><p><strong>วิถีของพระเจ้าแตกต่างจากวิถีของคุณอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะเชื่อฟังพระองค์ได้อย่างแท้จริง</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินตามวิถีของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ตรัส​ว่า จง​พิจารณา​ดู​ว่าเจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​ [ ฮักกัย 1:5 ]</em></p><p><strong>วิถีของพระเจ้าแตกต่างจากวิถีของคุณอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะเชื่อฟังพระองค์ได้อย่างแท้จริง</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินตามวิถีของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c082fc1e/10a4f0aa.mp3" length="12381623" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>774</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ตรัส​ว่า จง​พิจารณา​ดู​ว่าเจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​ [ ฮักกัย 1:5 ]</em></p><p><strong>วิถีของพระเจ้าแตกต่างจากวิถีของคุณอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเพื่อจะเชื่อฟังพระองค์ได้อย่างแท้จริง</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินตามวิถีของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง</title>
      <itunes:title>การอธิษฐานในอีกรูปแบบหนึ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">58774fcd-92d3-4226-b7b8-201e1b042827</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​ทรง​วาง​ข้า​ไว้​ใน​ที่​ที่​ผิด และ​ได้​ทรง​เอา​ตา​ข่าย​ของ​พระ​องค์​ล้อม​ข้า​ไว้ [ โยบ 19:6 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกโกรธพระเจ้า เรื่องราวของโยบช่วยให้เราแสดงออกและมีมุมมองที่ถูกต้องได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกโกรธที่เห็นความทุกข์ยากเกิดขึ้นในโลกนี้ แต่ข้าพระองค์ขอเลือกที่จะไว้วางใจพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​ทรง​วาง​ข้า​ไว้​ใน​ที่​ที่​ผิด และ​ได้​ทรง​เอา​ตา​ข่าย​ของ​พระ​องค์​ล้อม​ข้า​ไว้ [ โยบ 19:6 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกโกรธพระเจ้า เรื่องราวของโยบช่วยให้เราแสดงออกและมีมุมมองที่ถูกต้องได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกโกรธที่เห็นความทุกข์ยากเกิดขึ้นในโลกนี้ แต่ข้าพระองค์ขอเลือกที่จะไว้วางใจพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eb14d612/350c8e9d.mp3" length="10938828" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>684</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​ทรง​วาง​ข้า​ไว้​ใน​ที่​ที่​ผิด และ​ได้​ทรง​เอา​ตา​ข่าย​ของ​พระ​องค์​ล้อม​ข้า​ไว้ [ โยบ 19:6 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกโกรธพระเจ้า เรื่องราวของโยบช่วยให้เราแสดงออกและมีมุมมองที่ถูกต้องได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกโกรธที่เห็นความทุกข์ยากเกิดขึ้นในโลกนี้ แต่ข้าพระองค์ขอเลือกที่จะไว้วางใจพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ในสายพระเนตรของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ในสายพระเนตรของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">70aefecc-cda5-40d6-97ba-3235950cb60e</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​จะ​ทรง​อารักขา​การ​เข้า​ออก​ของ​ท่าน ตั้งแต่​กาล​บัดนี้​สืบไป​เป็น​นิตย์​ [ สดุดี 121:8 ]</em></p><p><strong>การอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร เมื่อใดที่การพลาดบางสิ่งไปนั้นนำไปสู่พระพรที่ไม่คาดคิด</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงดูแลข้าพระองค์ให้อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​จะ​ทรง​อารักขา​การ​เข้า​ออก​ของ​ท่าน ตั้งแต่​กาล​บัดนี้​สืบไป​เป็น​นิตย์​ [ สดุดี 121:8 ]</em></p><p><strong>การอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร เมื่อใดที่การพลาดบางสิ่งไปนั้นนำไปสู่พระพรที่ไม่คาดคิด</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงดูแลข้าพระองค์ให้อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d17ff5c/f0e98441.mp3" length="9706684" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>607</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 เมษายน 2026</p><p><br><em>พระ​เจ้า​จะ​ทรง​อารักขา​การ​เข้า​ออก​ของ​ท่าน ตั้งแต่​กาล​บัดนี้​สืบไป​เป็น​นิตย์​ [ สดุดี 121:8 ]</em></p><p><strong>การอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร เมื่อใดที่การพลาดบางสิ่งไปนั้นนำไปสู่พระพรที่ไม่คาดคิด</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงดูแลข้าพระองค์ให้อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอมนิ่งคอยอย่างสงบ</title>
      <itunes:title>ยอมนิ่งคอยอย่างสงบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f2746372-b1d0-4627-8a9f-643b893824bc</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 เมษายน 2026</p><p><em>เขา​จึง​ปั้น​ใหม่​ให้​เป็น​ภาชนะ​อีก​ลูก​หนึ่ง​ตาม​ที่​ช่าง​หม้อ​เห็น​ว่า​ควร​ทำ [ เยเรมีย์ 18:4 ]</em></p><p><strong>วันนี้คุณรู้สึกท้อแท้กับเป้าหมายในชีวิตอย่างไรบ้าง คุณจะยอมให้พระเจ้าทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นช่างปั้นด้วยเถิด</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 เมษายน 2026</p><p><em>เขา​จึง​ปั้น​ใหม่​ให้​เป็น​ภาชนะ​อีก​ลูก​หนึ่ง​ตาม​ที่​ช่าง​หม้อ​เห็น​ว่า​ควร​ทำ [ เยเรมีย์ 18:4 ]</em></p><p><strong>วันนี้คุณรู้สึกท้อแท้กับเป้าหมายในชีวิตอย่างไรบ้าง คุณจะยอมให้พระเจ้าทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นช่างปั้นด้วยเถิด</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 27 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ee6012a7/cc9580e5.mp3" length="9982119" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>624</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 เมษายน 2026</p><p><em>เขา​จึง​ปั้น​ใหม่​ให้​เป็น​ภาชนะ​อีก​ลูก​หนึ่ง​ตาม​ที่​ช่าง​หม้อ​เห็น​ว่า​ควร​ทำ [ เยเรมีย์ 18:4 ]</em></p><p><strong>วันนี้คุณรู้สึกท้อแท้กับเป้าหมายในชีวิตอย่างไรบ้าง คุณจะยอมให้พระเจ้าทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นช่างปั้นด้วยเถิด</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความพยายามในการฟื้นฟู</title>
      <itunes:title>ความพยายามในการฟื้นฟู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ac00cc27-9c97-40ce-ae77-08bdd53aa2bc</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 เมษายน 2026</p><p><br><em>จง​หนุน​ใจ​กัน​และ​ต่าง​คน​ต่าง​จง​ก่อ​กัน​ขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังเสริมสร้างเพื่อนผู้เชื่อในพระเยซูอย่างไร มีใครที่ช่วยเสริมสร้างคุณเมื่อเร็วๆ นี้บ้าง</strong></p><p>ขอบพระคุณพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ที่ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องมีในการเสริมสร้างและฟื้นฟูซึ่งกันและกันในฐานะวิหารของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 เมษายน 2026</p><p><br><em>จง​หนุน​ใจ​กัน​และ​ต่าง​คน​ต่าง​จง​ก่อ​กัน​ขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังเสริมสร้างเพื่อนผู้เชื่อในพระเยซูอย่างไร มีใครที่ช่วยเสริมสร้างคุณเมื่อเร็วๆ นี้บ้าง</strong></p><p>ขอบพระคุณพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ที่ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องมีในการเสริมสร้างและฟื้นฟูซึ่งกันและกันในฐานะวิหารของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 26 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dba0081f/80f5466f.mp3" length="11162018" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 เมษายน 2026</p><p><br><em>จง​หนุน​ใจ​กัน​และ​ต่าง​คน​ต่าง​จง​ก่อ​กัน​ขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังเสริมสร้างเพื่อนผู้เชื่อในพระเยซูอย่างไร มีใครที่ช่วยเสริมสร้างคุณเมื่อเร็วๆ นี้บ้าง</strong></p><p>ขอบพระคุณพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ที่ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องมีในการเสริมสร้างและฟื้นฟูซึ่งกันและกันในฐานะวิหารของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้เหมือนพระคริสต์</title>
      <itunes:title>รับใช้เหมือนพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">68843428-7985-4d25-8add-00ec2b20ed8d</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสดงออกถึงทัศนคติและวิถีของพระเยซูได้อย่างไร คุณจะทำอะไรเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจในวันนี้</strong></p><p>ขอบพระคุณพระเยซู ที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อบาปของข้าพระองค์ โปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเสียสละได้อย่างไร</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสดงออกถึงทัศนคติและวิถีของพระเยซูได้อย่างไร คุณจะทำอะไรเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจในวันนี้</strong></p><p>ขอบพระคุณพระเยซู ที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อบาปของข้าพระองค์ โปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเสียสละได้อย่างไร</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/757e32bd/25caeaac.mp3" length="10385450" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>650</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสดงออกถึงทัศนคติและวิถีของพระเยซูได้อย่างไร คุณจะทำอะไรเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจในวันนี้</strong></p><p>ขอบพระคุณพระเยซู ที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อบาปของข้าพระองค์ โปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเสียสละได้อย่างไร</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้เหมือนพระคริสต์</title>
      <itunes:title>รับใช้เหมือนพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">14f8b519-98ee-4e5f-a649-14716da101d8</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสดงออกถึงทัศนคติและวิถีของพระเยซูได้อย่างไร คุณจะทำอะไรเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจในวันนี้</strong></p><p>ขอบพระคุณพระเยซู ที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อบาปของข้าพระองค์ โปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเสียสละได้อย่างไร</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสดงออกถึงทัศนคติและวิถีของพระเยซูได้อย่างไร คุณจะทำอะไรเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจในวันนี้</strong></p><p>ขอบพระคุณพระเยซู ที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อบาปของข้าพระองค์ โปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเสียสละได้อย่างไร</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5349f25f/1ffd416c.mp3" length="10385450" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>650</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสดงออกถึงทัศนคติและวิถีของพระเยซูได้อย่างไร คุณจะทำอะไรเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจในวันนี้</strong></p><p>ขอบพระคุณพระเยซู ที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อบาปของข้าพระองค์ โปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นอย่างเสียสละได้อย่างไร</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แม่น้ำที่ต้องข้าม</title>
      <itunes:title>แม่น้ำที่ต้องข้าม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">04119775-0e96-4165-8a35-3f0cc3c2fb57</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 เมษายน 2026</p><p><br><em>เรา​อยู่​กับ​โมเสส​มา​แล้ว​อย่างไร เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​อย่าง​นั้น [ โยชูวา 3:7 ]</em></p><p><strong>วันนี้คุณต้องเผชิญกับ “การข้ามแม่น้ำ” แบบใดบ้าง คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงสำแดงฤทธานุภาพเพื่อคุณในอดีตมาแล้วอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสร้างทางสำหรับข้ามแม่น้ำทุกสายที่เราเผชิญ รวมถึงแม่น้ำสายสุดท้ายด้วย</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 เมษายน 2026</p><p><br><em>เรา​อยู่​กับ​โมเสส​มา​แล้ว​อย่างไร เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​อย่าง​นั้น [ โยชูวา 3:7 ]</em></p><p><strong>วันนี้คุณต้องเผชิญกับ “การข้ามแม่น้ำ” แบบใดบ้าง คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงสำแดงฤทธานุภาพเพื่อคุณในอดีตมาแล้วอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสร้างทางสำหรับข้ามแม่น้ำทุกสายที่เราเผชิญ รวมถึงแม่น้ำสายสุดท้ายด้วย</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 24 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/846b057d/788072fe.mp3" length="10695576" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>669</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 เมษายน 2026</p><p><br><em>เรา​อยู่​กับ​โมเสส​มา​แล้ว​อย่างไร เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​อย่าง​นั้น [ โยชูวา 3:7 ]</em></p><p><strong>วันนี้คุณต้องเผชิญกับ “การข้ามแม่น้ำ” แบบใดบ้าง คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงสำแดงฤทธานุภาพเพื่อคุณในอดีตมาแล้วอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสร้างทางสำหรับข้ามแม่น้ำทุกสายที่เราเผชิญ รวมถึงแม่น้ำสายสุดท้ายด้วย</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ก้าวไปพร้อมกัน</title>
      <itunes:title>ก้าวไปพร้อมกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4b152278-8ffb-470a-b360-610b2e34a58a</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 เมษายน 2026</p><p><br><em>​จง​ต้อนรับ​กัน​และ​กัน...เพื่อ​พระ​เกียรติ​ของ​พระ​เจ้า​ [ โรม 15:7 ]</em></p><p><strong>คุณจะร่วมสรรเสริญพระเจ้ากับใคร คุณจะให้ความสำคัญกับการสรรเสริญด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดเปิดใจของข้าพระองค์ให้ร่วมสรรเสริญด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้อื่น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 เมษายน 2026</p><p><br><em>​จง​ต้อนรับ​กัน​และ​กัน...เพื่อ​พระ​เกียรติ​ของ​พระ​เจ้า​ [ โรม 15:7 ]</em></p><p><strong>คุณจะร่วมสรรเสริญพระเจ้ากับใคร คุณจะให้ความสำคัญกับการสรรเสริญด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดเปิดใจของข้าพระองค์ให้ร่วมสรรเสริญด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้อื่น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/551e2514/f5cbb505.mp3" length="9794456" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>613</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 เมษายน 2026</p><p><br><em>​จง​ต้อนรับ​กัน​และ​กัน...เพื่อ​พระ​เกียรติ​ของ​พระ​เจ้า​ [ โรม 15:7 ]</em></p><p><strong>คุณจะร่วมสรรเสริญพระเจ้ากับใคร คุณจะให้ความสำคัญกับการสรรเสริญด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดเปิดใจของข้าพระองค์ให้ร่วมสรรเสริญด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้อื่น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่วมกับพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือ</title>
      <itunes:title>ร่วมกับพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e8491a7e-ae82-4039-b409-d7b94ea9f984</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 เมษายน 2026</p><p><br><em>เพราะ​ท่าน​ช่วย​กู้​...คน​ยากจน และ​คน​ที่​ไร้​ผู้​อุปถัมภ์ [ สดุดี 72:12 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเผชิญสถานการณ์ใดที่ดูเหมือนไม่มีใครช่วยได้เลย คุณจะร่วมมือกับพระเจ้าในสถานการณ์นั้นได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะช่วยเหลือข้าพระองค์ และทรงเรียกให้ข้าพระองค์ร่วมมือกับพระองค์ในการช่วยเหลือผู้อื่น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 เมษายน 2026</p><p><br><em>เพราะ​ท่าน​ช่วย​กู้​...คน​ยากจน และ​คน​ที่​ไร้​ผู้​อุปถัมภ์ [ สดุดี 72:12 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเผชิญสถานการณ์ใดที่ดูเหมือนไม่มีใครช่วยได้เลย คุณจะร่วมมือกับพระเจ้าในสถานการณ์นั้นได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะช่วยเหลือข้าพระองค์ และทรงเรียกให้ข้าพระองค์ร่วมมือกับพระองค์ในการช่วยเหลือผู้อื่น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 22 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6ad27297/d6004124.mp3" length="9594253" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>600</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 เมษายน 2026</p><p><br><em>เพราะ​ท่าน​ช่วย​กู้​...คน​ยากจน และ​คน​ที่​ไร้​ผู้​อุปถัมภ์ [ สดุดี 72:12 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเผชิญสถานการณ์ใดที่ดูเหมือนไม่มีใครช่วยได้เลย คุณจะร่วมมือกับพระเจ้าในสถานการณ์นั้นได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะช่วยเหลือข้าพระองค์ และทรงเรียกให้ข้าพระองค์ร่วมมือกับพระองค์ในการช่วยเหลือผู้อื่น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หายไปแต่ได้พบแล้ว</title>
      <itunes:title>หายไปแต่ได้พบแล้ว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">154e93a3-09bd-48d0-afd6-8ec84fbcabf7</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 เมษายน 2026</p><p><br><em>จง​เปรม​ปรีดิ์​กับ​ข้าพเจ้า​เถิด เพราะ​ข้าพเจ้า​ได้​พบ​เหรียญ​เงิน​ที่​หายไป​นั้น​แล้ว [ ลูกา 15:9 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณมีค่าสำหรับพระเจ้า คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่า สวรรค์ชื่นชมยินดี เมื่อพระเยซูทรงตามหาเราจนพบ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงตามหาข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 เมษายน 2026</p><p><br><em>จง​เปรม​ปรีดิ์​กับ​ข้าพเจ้า​เถิด เพราะ​ข้าพเจ้า​ได้​พบ​เหรียญ​เงิน​ที่​หายไป​นั้น​แล้ว [ ลูกา 15:9 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณมีค่าสำหรับพระเจ้า คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่า สวรรค์ชื่นชมยินดี เมื่อพระเยซูทรงตามหาเราจนพบ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงตามหาข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fa6cefc9/0fac0201.mp3" length="10091624" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>631</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 เมษายน 2026</p><p><br><em>จง​เปรม​ปรีดิ์​กับ​ข้าพเจ้า​เถิด เพราะ​ข้าพเจ้า​ได้​พบ​เหรียญ​เงิน​ที่​หายไป​นั้น​แล้ว [ ลูกา 15:9 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณมีค่าสำหรับพระเจ้า คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่า สวรรค์ชื่นชมยินดี เมื่อพระเยซูทรงตามหาเราจนพบ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงตามหาข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เครื่องบูชาที่ถ่อมใจ</title>
      <itunes:title>เครื่องบูชาที่ถ่อมใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2189856f-0e28-4887-9c15-a90c9f4fa602</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 เมษายน 2026</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​เป็น​ผู้ใด​เล่า และ​พงศ์​พันธุ์​ของ​ข้า​พระ​องค์​เป็น​อะไรเล่า​ที่​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้า​พระ​องค์​มา​ไกล​จนถึง​แค่​นี้​ [ 1 พงศาวดาร 17:16 ]</em></p><p><strong>เพราะเหตุใดความถ่อมใจต่อพระเจ้าจึงสำคัญมาก การเสียสละเพื่อผู้อื่นด้วยความถ่อมใจมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เสียสละด้วยความถ่อมใจเพื่อพระองค์และผู้อื่น</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 เมษายน 2026</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​เป็น​ผู้ใด​เล่า และ​พงศ์​พันธุ์​ของ​ข้า​พระ​องค์​เป็น​อะไรเล่า​ที่​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้า​พระ​องค์​มา​ไกล​จนถึง​แค่​นี้​ [ 1 พงศาวดาร 17:16 ]</em></p><p><strong>เพราะเหตุใดความถ่อมใจต่อพระเจ้าจึงสำคัญมาก การเสียสละเพื่อผู้อื่นด้วยความถ่อมใจมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เสียสละด้วยความถ่อมใจเพื่อพระองค์และผู้อื่น</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 20 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b773450d/3c52ed9e.mp3" length="13202077" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>826</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 เมษายน 2026</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​เป็น​ผู้ใด​เล่า และ​พงศ์​พันธุ์​ของ​ข้า​พระ​องค์​เป็น​อะไรเล่า​ที่​พระ​องค์​ทรง​นำ​ข้า​พระ​องค์​มา​ไกล​จนถึง​แค่​นี้​ [ 1 พงศาวดาร 17:16 ]</em></p><p><strong>เพราะเหตุใดความถ่อมใจต่อพระเจ้าจึงสำคัญมาก การเสียสละเพื่อผู้อื่นด้วยความถ่อมใจมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เสียสละด้วยความถ่อมใจเพื่อพระองค์และผู้อื่น</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ</title>
      <itunes:title>ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ead4e4bb-df39-4533-a2d8-f57be5f43a0a</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 เมษายน 2026</p><p><br><em>[ผู้ใดที่ ]​กระทำ​บาป...ให้​ผู้​นั้น​สารภาพ​ความ​ผิด​ที่​เขา​ได้​กระทำ และ​ให้​เขา​คืน​สิ่ง​ที่​ผิด​ซึ่ง​เขา​ได้มา​นั้น​เต็ม​ตามเดิม [ กันดารวิถี 5:6-7 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสวงหาการคืนดีกับคนที่คุณเคยทำผิดต่อเขาได้อย่างไร เพราะเหตุใดการชดใช้จึงเป็นเรื่องสำคัญ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงถึงความผิดบาปของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้กลับคืนดีและชดใช้ในความผิดนั้น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 เมษายน 2026</p><p><br><em>[ผู้ใดที่ ]​กระทำ​บาป...ให้​ผู้​นั้น​สารภาพ​ความ​ผิด​ที่​เขา​ได้​กระทำ และ​ให้​เขา​คืน​สิ่ง​ที่​ผิด​ซึ่ง​เขา​ได้มา​นั้น​เต็ม​ตามเดิม [ กันดารวิถี 5:6-7 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสวงหาการคืนดีกับคนที่คุณเคยทำผิดต่อเขาได้อย่างไร เพราะเหตุใดการชดใช้จึงเป็นเรื่องสำคัญ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงถึงความผิดบาปของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้กลับคืนดีและชดใช้ในความผิดนั้น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 19 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/25e2c44c/7ed76856.mp3" length="10445218" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>653</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 เมษายน 2026</p><p><br><em>[ผู้ใดที่ ]​กระทำ​บาป...ให้​ผู้​นั้น​สารภาพ​ความ​ผิด​ที่​เขา​ได้​กระทำ และ​ให้​เขา​คืน​สิ่ง​ที่​ผิด​ซึ่ง​เขา​ได้มา​นั้น​เต็ม​ตามเดิม [ กันดารวิถี 5:6-7 ]</em></p><p><strong>คุณจะแสวงหาการคืนดีกับคนที่คุณเคยทำผิดต่อเขาได้อย่างไร เพราะเหตุใดการชดใช้จึงเป็นเรื่องสำคัญ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงถึงความผิดบาปของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้กลับคืนดีและชดใช้ในความผิดนั้น</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก</title>
      <itunes:title>ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aff77de2-85c7-4755-b3d0-b39d1d57d405</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]</em></p><p><strong>การเป็นพยานฝ่ายพระเยซู “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” หมายความว่าอย่างไร พระบัญชานี้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่เห็นแก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ด้วยเถิด</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]</em></p><p><strong>การเป็นพยานฝ่ายพระเยซู “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” หมายความว่าอย่างไร พระบัญชานี้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่เห็นแก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ด้วยเถิด</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 18 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b901e79a/7bba16b6.mp3" length="10005107" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>626</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 เมษายน 2026</p><p><br><em>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]</em></p><p><strong>การเป็นพยานฝ่ายพระเยซู “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” หมายความว่าอย่างไร พระบัญชานี้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่เห็นแก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์ด้วยเถิด</p><p><br></p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กำลังเพื่อจะทนได้</title>
      <itunes:title>กำลังเพื่อจะทนได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a7773b97-f0af-4ded-9692-4acd63505328</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 เมษายน 2026</p><p><br><em>ข้าพเจ้า​ได้​ต่อสู้​อย่าง​เต็ม​กำลัง ข้าพเจ้า​ได้​แข่งขัน​จนถึง​ที่สุด ข้าพเจ้า​ได้​รักษา​ความ​เชื่อ​ไว้​แล้ว​ [ 2 ทิโมธี 4:7 ]</em></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยสัมผัสถึงกำลังจากพระเจ้าแม้ในยามที่อยากจะยอมแพ้ ความอดทนของผู้อื่นที่เปี่ยมด้วยกำลังจากพระวิญญาณสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์คือผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับกำลังที่เหนือธรรมชาติ เพราะ “เขา​จะ​วิ่ง​และ​ไม่​เหน็ด​เหนื่อย เขา​จะ​เดิน​และ​ไม่​อ่อน​เปลี้ย” (อสย.40:31)</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 เมษายน 2026</p><p><br><em>ข้าพเจ้า​ได้​ต่อสู้​อย่าง​เต็ม​กำลัง ข้าพเจ้า​ได้​แข่งขัน​จนถึง​ที่สุด ข้าพเจ้า​ได้​รักษา​ความ​เชื่อ​ไว้​แล้ว​ [ 2 ทิโมธี 4:7 ]</em></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยสัมผัสถึงกำลังจากพระเจ้าแม้ในยามที่อยากจะยอมแพ้ ความอดทนของผู้อื่นที่เปี่ยมด้วยกำลังจากพระวิญญาณสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์คือผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับกำลังที่เหนือธรรมชาติ เพราะ “เขา​จะ​วิ่ง​และ​ไม่​เหน็ด​เหนื่อย เขา​จะ​เดิน​และ​ไม่​อ่อน​เปลี้ย” (อสย.40:31)</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 17 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d774a6f1/d243a498.mp3" length="9903543" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>619</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 เมษายน 2026</p><p><br><em>ข้าพเจ้า​ได้​ต่อสู้​อย่าง​เต็ม​กำลัง ข้าพเจ้า​ได้​แข่งขัน​จนถึง​ที่สุด ข้าพเจ้า​ได้​รักษา​ความ​เชื่อ​ไว้​แล้ว​ [ 2 ทิโมธี 4:7 ]</em></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยสัมผัสถึงกำลังจากพระเจ้าแม้ในยามที่อยากจะยอมแพ้ ความอดทนของผู้อื่นที่เปี่ยมด้วยกำลังจากพระวิญญาณสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คุณได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์คือผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับกำลังที่เหนือธรรมชาติ เพราะ “เขา​จะ​วิ่ง​และ​ไม่​เหน็ด​เหนื่อย เขา​จะ​เดิน​และ​ไม่​อ่อน​เปลี้ย” (อสย.40:31)</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต้นหลิวที่มีโพรง</title>
      <itunes:title>ต้นหลิวที่มีโพรง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3903dac2-9446-4202-8f5b-d08d644a47a3</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 เมษายน 2026</p><p><br><em>บุคคล​ที่​เที่ยว​ซุบซิบ​ก็​เผย​ความ​ลับ แต่​บุคคล​ที่​ไว้วางใจ​ได้​ย่อม​ปิดบัง​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ไว้​ได้ [ สุภาษิต 11:13 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>มีใครที่คุณรู้จักที่เป็นเหมือน “ต้นหลิวที่มีโพรง” คุณจะเก็บรักษาเรื่องที่คนอื่นเล่าให้คุณฟังได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความรับผิดชอบในการเก็บรักษาเรื่องที่คนอื่นเล่าให้ข้าพระองค์ฟังด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 เมษายน 2026</p><p><br><em>บุคคล​ที่​เที่ยว​ซุบซิบ​ก็​เผย​ความ​ลับ แต่​บุคคล​ที่​ไว้วางใจ​ได้​ย่อม​ปิดบัง​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ไว้​ได้ [ สุภาษิต 11:13 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>มีใครที่คุณรู้จักที่เป็นเหมือน “ต้นหลิวที่มีโพรง” คุณจะเก็บรักษาเรื่องที่คนอื่นเล่าให้คุณฟังได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความรับผิดชอบในการเก็บรักษาเรื่องที่คนอื่นเล่าให้ข้าพระองค์ฟังด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 16 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/49ccfa8e/bc73a2ec.mp3" length="9286217" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>581</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 เมษายน 2026</p><p><br><em>บุคคล​ที่​เที่ยว​ซุบซิบ​ก็​เผย​ความ​ลับ แต่​บุคคล​ที่​ไว้วางใจ​ได้​ย่อม​ปิดบัง​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ไว้​ได้ [ สุภาษิต 11:13 ]<br></em><strong><em><br></em></strong><strong>มีใครที่คุณรู้จักที่เป็นเหมือน “ต้นหลิวที่มีโพรง” คุณจะเก็บรักษาเรื่องที่คนอื่นเล่าให้คุณฟังได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความรับผิดชอบในการเก็บรักษาเรื่องที่คนอื่นเล่าให้ข้าพระองค์ฟังด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตัวแทนของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่</title>
      <itunes:title>ตัวแทนของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9f743d0e-edbe-480d-ab26-f98dd01843b9</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 เมษายน 2026</p><p><br><em>แต่บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ [ ฟีลิปปี 3:20 ]</em></p><p><strong>ความจงรักภักดีต่อพระเยซูกระตุ้นคุณให้รับใช้เพื่อนบ้านอย่างไร วันนี้คุณจะช่วยเหลือเพื่อนบ้านของคุณด้วยวิธีใด<br></strong><br></p><p>พระบิดาผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยข้าพระองค์ให้หนุนน้ำใจเพื่อนบ้านของข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 เมษายน 2026</p><p><br><em>แต่บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ [ ฟีลิปปี 3:20 ]</em></p><p><strong>ความจงรักภักดีต่อพระเยซูกระตุ้นคุณให้รับใช้เพื่อนบ้านอย่างไร วันนี้คุณจะช่วยเหลือเพื่อนบ้านของคุณด้วยวิธีใด<br></strong><br></p><p>พระบิดาผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยข้าพระองค์ให้หนุนน้ำใจเพื่อนบ้านของข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 15 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/16610fce/fdbdafe9.mp3" length="11056692" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>692</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 เมษายน 2026</p><p><br><em>แต่บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ [ ฟีลิปปี 3:20 ]</em></p><p><strong>ความจงรักภักดีต่อพระเยซูกระตุ้นคุณให้รับใช้เพื่อนบ้านอย่างไร วันนี้คุณจะช่วยเหลือเพื่อนบ้านของคุณด้วยวิธีใด<br></strong><br></p><p>พระบิดาผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยข้าพระองค์ให้หนุนน้ำใจเพื่อนบ้านของข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เก็บเกี่ยวพระพรของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เก็บเกี่ยวพระพรของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">64302454-3613-4824-8c2a-5a9943333c5c</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 เมษายน 2026</p><p><br><em>และเราจะอยู่ในหมู่พวกเจ้า [ เลวีนิติ 26:11 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังพยายามดูแลตัวเองและแสวงหาสันติสุขด้วยกำลังของคุณเองอย่างไร การเดินอยู่ในวิถีของพระเจ้าและการสถิตอยู่ของพระองค์มีลักษณะเช่นไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์เข้าสนิทอยู่ในพระองค์เมื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 เมษายน 2026</p><p><br><em>และเราจะอยู่ในหมู่พวกเจ้า [ เลวีนิติ 26:11 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังพยายามดูแลตัวเองและแสวงหาสันติสุขด้วยกำลังของคุณเองอย่างไร การเดินอยู่ในวิถีของพระเจ้าและการสถิตอยู่ของพระองค์มีลักษณะเช่นไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์เข้าสนิทอยู่ในพระองค์เมื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 14 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/88703331/0f8adbbf.mp3" length="10060278" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>629</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 เมษายน 2026</p><p><br><em>และเราจะอยู่ในหมู่พวกเจ้า [ เลวีนิติ 26:11 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังพยายามดูแลตัวเองและแสวงหาสันติสุขด้วยกำลังของคุณเองอย่างไร การเดินอยู่ในวิถีของพระเจ้าและการสถิตอยู่ของพระองค์มีลักษณะเช่นไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์เข้าสนิทอยู่ในพระองค์เมื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณ</title>
      <itunes:title>ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4bb371cd-ecb4-46e0-9178-e0ba212d9842</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 เมษายน 2026</p><p><br><em>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ [ เอเฟซัส 2:8 ]</em></p><p><strong>คุณเคยได้รับพระคุณของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร มีวิธีใดบ้างที่คุณจะสำแดงพระคุณของพระเจ้าแก่ผู้อื่นได้</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเทพระคุณของพระองค์เหนือข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ชีวิตของข้าพระองค์สำแดงถึงพระคุณและพระเมตตาของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 เมษายน 2026</p><p><br><em>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ [ เอเฟซัส 2:8 ]</em></p><p><strong>คุณเคยได้รับพระคุณของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร มีวิธีใดบ้างที่คุณจะสำแดงพระคุณของพระเจ้าแก่ผู้อื่นได้</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเทพระคุณของพระองค์เหนือข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ชีวิตของข้าพระองค์สำแดงถึงพระคุณและพระเมตตาของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 13 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/94c02356/5496c153.mp3" length="10594011" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>663</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 เมษายน 2026</p><p><br><em>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ [ เอเฟซัส 2:8 ]</em></p><p><strong>คุณเคยได้รับพระคุณของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร มีวิธีใดบ้างที่คุณจะสำแดงพระคุณของพระเจ้าแก่ผู้อื่นได้</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเทพระคุณของพระองค์เหนือข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ชีวิตของข้าพระองค์สำแดงถึงพระคุณและพระเมตตาของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรงกริ้วช้า</title>
      <itunes:title>ทรงกริ้วช้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7726fcce-2967-45e0-8807-df464773cc15</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 เมษายน 2026</p><p><br><em>[พระเจ้า]ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง [ โยเอล 2:13 ]</em></p><p><strong>พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆในชีวิตของคุณเมื่อใดและอย่างไร เหตุใดพระองค์จึงทรงกริ้วช้าแต่กลับทรงสำแดงพระกรุณาอย่างรวดเร็ว</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าที่ทรงกริ้วช้า และข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 เมษายน 2026</p><p><br><em>[พระเจ้า]ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง [ โยเอล 2:13 ]</em></p><p><strong>พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆในชีวิตของคุณเมื่อใดและอย่างไร เหตุใดพระองค์จึงทรงกริ้วช้าแต่กลับทรงสำแดงพระกรุณาอย่างรวดเร็ว</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าที่ทรงกริ้วช้า และข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/44beb5d6/66096de5.mp3" length="10870700" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>680</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 เมษายน 2026</p><p><br><em>[พระเจ้า]ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง [ โยเอล 2:13 ]</em></p><p><strong>พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆในชีวิตของคุณเมื่อใดและอย่างไร เหตุใดพระองค์จึงทรงกริ้วช้าแต่กลับทรงสำแดงพระกรุณาอย่างรวดเร็ว</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าที่ทรงกริ้วช้า และข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภาพของการพึ่งพา</title>
      <itunes:title>ภาพของการพึ่งพา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">846f9b6c-d002-4719-ad9c-88e3029dc6bb</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 เมษายน 2026</p><p><em>จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้ [ สดุดี 63:8 ]</em></p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณเห็นถึงพระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งความรักได้อย่างสมบรูณ์แบบที่สุด การวางใจในพระเจ้าช่วยเราให้พึ่งพิงในพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความรักอันมากล้นของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพิงพระองค์ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำ</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 เมษายน 2026</p><p><em>จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้ [ สดุดี 63:8 ]</em></p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณเห็นถึงพระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งความรักได้อย่างสมบรูณ์แบบที่สุด การวางใจในพระเจ้าช่วยเราให้พึ่งพิงในพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความรักอันมากล้นของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพิงพระองค์ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำ</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 11 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/955777d8/3e402ef5.mp3" length="13123500" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>821</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 เมษายน 2026</p><p><em>จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้ [ สดุดี 63:8 ]</em></p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณเห็นถึงพระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งความรักได้อย่างสมบรูณ์แบบที่สุด การวางใจในพระเจ้าช่วยเราให้พึ่งพิงในพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความรักอันมากล้นของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพิงพระองค์ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำ</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปลอดภัยในพระหัตถ์ของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ปลอดภัยในพระหัตถ์ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8ee12f9c-cb54-422d-854d-b8af669dba67</guid>
      <link>https://www.odbm.org/th</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 เมษายน 2026</p><p><br><em>อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า..เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา [ อิสยาห์ 41:10 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังเผชิญความท้าทายอะไรในวันนี้ คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าพระเจ้าสถิตกับคุณ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 เมษายน 2026</p><p><br><em>อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า..เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา [ อิสยาห์ 41:10 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังเผชิญความท้าทายอะไรในวันนี้ คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าพระเจ้าสถิตกับคุณ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b92b0326/bc105cdd.mp3" length="13296953" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>832</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 เมษายน 2026</p><p><br><em>อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า..เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา [ อิสยาห์ 41:10 ]</em></p><p><strong>คุณกำลังเผชิญความท้าทายอะไรในวันนี้ คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าพระเจ้าสถิตกับคุณ</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://www.odbm.org/th</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แรงกระตุ้นที่มาจากความรัก</title>
      <itunes:title>แรงกระตุ้นที่มาจากความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">47200a59-f84f-4077-8546-e3bc94ff66aa</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 เมษายน 2026</p><p><br><em>เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา [ 1 เธสะโลนิกา 1:3 ]</em></p><p><strong>คุณเห็นความต้องการใดในชุมชนของคุณ จงฟังเสียงของพระวิญญาณว่าจะทรงให้คุณมีส่วนในพันธกิจที่ทรงกระตุ้นด้วยความรักอย่างไร</strong></p><p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอโปรดเติมเต็มข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักผู้อื่นได้</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 เมษายน 2026</p><p><br><em>เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา [ 1 เธสะโลนิกา 1:3 ]</em></p><p><strong>คุณเห็นความต้องการใดในชุมชนของคุณ จงฟังเสียงของพระวิญญาณว่าจะทรงให้คุณมีส่วนในพันธกิจที่ทรงกระตุ้นด้วยความรักอย่างไร</strong></p><p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอโปรดเติมเต็มข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักผู้อื่นได้</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/393dbea0/4d71d568.mp3" length="10356193" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>648</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 เมษายน 2026</p><p><br><em>เรารำลึกถึงความเชื่อของท่านที่แสดงออกเป็นการกระทำ และความรักที่ท่านเต็มใจทำงานหนัก และความพากเพียรซึ่งเกิดจากความหวังในพระเยซูคริสตเจ้าของเรา [ 1 เธสะโลนิกา 1:3 ]</em></p><p><strong>คุณเห็นความต้องการใดในชุมชนของคุณ จงฟังเสียงของพระวิญญาณว่าจะทรงให้คุณมีส่วนในพันธกิจที่ทรงกระตุ้นด้วยความรักอย่างไร</strong></p><p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอโปรดเติมเต็มข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักผู้อื่นได้</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าผู้จัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเรา</title>
      <itunes:title>พระเจ้าผู้จัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d06b6508-4b5a-48ba-ad16-821bc2e7d7af</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 เมษายน 2026</p><p><br><em>เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง [ มัทธิว 17:27 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำการอย่างน่าประหลาดใจเมื่อใด การวางใจในพระเจ้าช่วยปลดปล่อยคุณให้ดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังอย่างไร</strong></p><p>พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พักสงบอยู่ในการจัดเตรียมของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ติดตามพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 เมษายน 2026</p><p><br><em>เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง [ มัทธิว 17:27 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำการอย่างน่าประหลาดใจเมื่อใด การวางใจในพระเจ้าช่วยปลดปล่อยคุณให้ดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังอย่างไร</strong></p><p>พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พักสงบอยู่ในการจัดเตรียมของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ติดตามพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f299df1b/981ff812.mp3" length="10459429" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>654</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 เมษายน 2026</p><p><br><em>เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วจะพบเงินตราเชเขลหนึ่ง [ มัทธิว 17:27 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำการอย่างน่าประหลาดใจเมื่อใด การวางใจในพระเจ้าช่วยปลดปล่อยคุณให้ดำเนินชีวิตในการเชื่อฟังอย่างไร</strong></p><p>พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พักสงบอยู่ในการจัดเตรียมของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ติดตามพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ</title>
      <itunes:title>ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ae5ea09c-3ef2-49dc-8d26-31b240ff730b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 เมษายน 2026</p><p><br><em>จงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น [ ยากอบ 1:22 ]</em></p><p><strong>เหตุใดเราจึงต้องเป็น “ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ” มีคำสอนใดในพระคัมภีร์ที่คุณจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้คุณเชื่อฟังได้บ้าง</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้ที่เชื่อฟังพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 เมษายน 2026</p><p><br><em>จงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น [ ยากอบ 1:22 ]</em></p><p><strong>เหตุใดเราจึงต้องเป็น “ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ” มีคำสอนใดในพระคัมภีร์ที่คุณจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้คุณเชื่อฟังได้บ้าง</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้ที่เชื่อฟังพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 07 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2385597/10264913.mp3" length="9583386" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>599</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 เมษายน 2026</p><p><br><em>จงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น [ ยากอบ 1:22 ]</em></p><p><strong>เหตุใดเราจึงต้องเป็น “ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ” มีคำสอนใดในพระคัมภีร์ที่คุณจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้คุณเชื่อฟังได้บ้าง</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้ที่เชื่อฟังพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรงสัตย์ซื่อและทรงให้อภัย</title>
      <itunes:title>ทรงสัตย์ซื่อและทรงให้อภัย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">751ff4ea-aeeb-40ba-b0ef-9d57a5abd282</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 เมษายน 2026</p><p><em>ข้าพเจ้าจึงโยน [ทอง] ลงไปในไฟ แล้วโคนี้ก็ออกมา [ อพยพ 32:24 ]</em></p><p><strong>คุณเคยได้รับการอภัยจากพระเจ้าอย่างไร คุณจะแบ่งปันสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อคุณอย่างไรในวันนี้</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงชำระความผิดบาปของข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์เสมอไป!</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 เมษายน 2026</p><p><em>ข้าพเจ้าจึงโยน [ทอง] ลงไปในไฟ แล้วโคนี้ก็ออกมา [ อพยพ 32:24 ]</em></p><p><strong>คุณเคยได้รับการอภัยจากพระเจ้าอย่างไร คุณจะแบ่งปันสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อคุณอย่างไรในวันนี้</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงชำระความผิดบาปของข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์เสมอไป!</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 06 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c4d8b85b/48e8fe47.mp3" length="11372251" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>711</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 เมษายน 2026</p><p><em>ข้าพเจ้าจึงโยน [ทอง] ลงไปในไฟ แล้วโคนี้ก็ออกมา [ อพยพ 32:24 ]</em></p><p><strong>คุณเคยได้รับการอภัยจากพระเจ้าอย่างไร คุณจะแบ่งปันสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อคุณอย่างไรในวันนี้</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงชำระความผิดบาปของข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์เสมอไป!</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นขึ้นจากความตาย</title>
      <itunes:title>ฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นขึ้นจากความตาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ebd5d849-67bf-4bec-b250-773b1376488c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 เมษายน 2026</p><p><em>พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งต้องตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่ [ มาระโก 16:6 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำงานที่น่าอัศจรรย์อย่างไร การดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูมีความหมายกับคุณอย่างไร</strong></p><p>พระเยซู พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยเราให้ฟื้นขึ้นจากความตายได้</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 เมษายน 2026</p><p><em>พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งต้องตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่ [ มาระโก 16:6 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำงานที่น่าอัศจรรย์อย่างไร การดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูมีความหมายกับคุณอย่างไร</strong></p><p>พระเยซู พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยเราให้ฟื้นขึ้นจากความตายได้</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 05 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1b6fffe7/7e541152.mp3" length="12222798" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>764</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 เมษายน 2026</p><p><em>พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งต้องตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วหาได้ประทับที่นี่ไม่ [ มาระโก 16:6 ]</em></p><p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำงานที่น่าอัศจรรย์อย่างไร การดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูมีความหมายกับคุณอย่างไร</strong></p><p>พระเยซู พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยเราให้ฟื้นขึ้นจากความตายได้</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก</title>
      <itunes:title>รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d7e52be4-48d0-42d6-ab82-a66715d6c06c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 เมษายน 2026</p><p><br><em>แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ [ มัทธิว 6:20 ]</em></p><p><strong>คุณได้สะสมทรัพย์สมบัติอะไรไว้บ้าง พระเจ้าทรงประทานของประทานใดเพื่อให้คุณแบ่งปันกับผู้อื่น</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ปรารถนาจะช่วยผู้อื่นตามน้ำพระทัยของพระองค์ ขอช่วยให้ข้าพระองค์ชี้ทางพวกเขามาหาพระองค์ และโปรดนำชีวิตของข้าพระองค์ให้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 เมษายน 2026</p><p><br><em>แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ [ มัทธิว 6:20 ]</em></p><p><strong>คุณได้สะสมทรัพย์สมบัติอะไรไว้บ้าง พระเจ้าทรงประทานของประทานใดเพื่อให้คุณแบ่งปันกับผู้อื่น</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ปรารถนาจะช่วยผู้อื่นตามน้ำพระทัยของพระองค์ ขอช่วยให้ข้าพระองค์ชี้ทางพวกเขามาหาพระองค์ และโปรดนำชีวิตของข้าพระองค์ให้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 04 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a161e545/4cd81f87.mp3" length="10114194" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>633</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 เมษายน 2026</p><p><br><em>แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ [ มัทธิว 6:20 ]</em></p><p><strong>คุณได้สะสมทรัพย์สมบัติอะไรไว้บ้าง พระเจ้าทรงประทานของประทานใดเพื่อให้คุณแบ่งปันกับผู้อื่น</strong></p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ปรารถนาจะช่วยผู้อื่นตามน้ำพระทัยของพระองค์ ขอช่วยให้ข้าพระองค์ชี้ทางพวกเขามาหาพระองค์ และโปรดนำชีวิตของข้าพระองค์ให้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำไมจึงเป็นวันศุกร์ประเสริฐ</title>
      <itunes:title>ทำไมจึงเป็นวันศุกร์ประเสริฐ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1a76f47b-73e0-492e-92ae-6f5b99e2bb39</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 เมษายน 2026</p><p><br><em>ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา [ 1 ยอห์น 4:10 ]</em></p><p><strong>วันศุกร์ประเสริฐมีความหมายกับคุณเช่นไร คุณจะถวายเกียรติแด่พระเยซูในวันนี้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์! โปรดช่วยข้าพระองค์ให้บอกผู้อื่นถึงความรักของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 เมษายน 2026</p><p><br><em>ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา [ 1 ยอห์น 4:10 ]</em></p><p><strong>วันศุกร์ประเสริฐมีความหมายกับคุณเช่นไร คุณจะถวายเกียรติแด่พระเยซูในวันนี้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์! โปรดช่วยข้าพระองค์ให้บอกผู้อื่นถึงความรักของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f8586ef5/6b5c7162.mp3" length="11763879" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 เมษายน 2026</p><p><br><em>ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา [ 1 ยอห์น 4:10 ]</em></p><p><strong>วันศุกร์ประเสริฐมีความหมายกับคุณเช่นไร คุณจะถวายเกียรติแด่พระเยซูในวันนี้อย่างไร</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์! โปรดช่วยข้าพระองค์ให้บอกผู้อื่นถึงความรักของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความห่วงใยและพิธีมหาสนิท</title>
      <itunes:title>ความห่วงใยและพิธีมหาสนิท</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ac00572e-a2f7-4a16-8370-ead1de277c0b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 เมษายน 2026</p><p><em>ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา [ 1 โครินธ์ 11:25 ]</em></p><p><strong>คุณร่วมฉลองในพิธีมหาสนิทเมื่อไร พิธีมหาสนิทมีความหมายมากขึ้นอย่างไร เมื่อคุณระลึกถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณผ่านพิธีนี้</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ด้วยความรัก และประทานพิธีมหาสนิทไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์เสมอไป</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 เมษายน 2026</p><p><em>ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา [ 1 โครินธ์ 11:25 ]</em></p><p><strong>คุณร่วมฉลองในพิธีมหาสนิทเมื่อไร พิธีมหาสนิทมีความหมายมากขึ้นอย่างไร เมื่อคุณระลึกถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณผ่านพิธีนี้</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ด้วยความรัก และประทานพิธีมหาสนิทไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์เสมอไป</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 02 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/69653505/2491be24.mp3" length="12357799" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>773</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 เมษายน 2026</p><p><em>ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา [ 1 โครินธ์ 11:25 ]</em></p><p><strong>คุณร่วมฉลองในพิธีมหาสนิทเมื่อไร พิธีมหาสนิทมีความหมายมากขึ้นอย่างไร เมื่อคุณระลึกถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณผ่านพิธีนี้</strong></p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ด้วยความรัก และประทานพิธีมหาสนิทไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์เสมอไป</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุณธรรมที่แท้จริง</title>
      <itunes:title>คุณธรรมที่แท้จริง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ab21329d-f8e2-45cc-a033-fcb5d424cbb4</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 เมษายน 2026</p><p><br><em>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา [ 1 เปโตร 2:12 ]</em></p><p><strong>คุณจะดำเนินชีวิตที่สำแดงถึงความเชื่อด้วยวิธีที่เรียบง่ายได้อย่างไรบ้าง คำพูดหรือการกระทำใดที่คุณควรใช้ และควรหลีกเลี่ยง<br></strong><br></p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน ที่จะสำแดงคุณธรรม ความรัก และการให้เกียรติแก่ผู้อื่น เพื่อพระนามของพระองค์จะได้รับเกียรติจากคำพูดและการกระทำของข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 เมษายน 2026</p><p><br><em>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา [ 1 เปโตร 2:12 ]</em></p><p><strong>คุณจะดำเนินชีวิตที่สำแดงถึงความเชื่อด้วยวิธีที่เรียบง่ายได้อย่างไรบ้าง คำพูดหรือการกระทำใดที่คุณควรใช้ และควรหลีกเลี่ยง<br></strong><br></p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน ที่จะสำแดงคุณธรรม ความรัก และการให้เกียรติแก่ผู้อื่น เพื่อพระนามของพระองค์จะได้รับเกียรติจากคำพูดและการกระทำของข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 01 Apr 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0319ef74/a0408cf8.mp3" length="11116460" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 เมษายน 2026</p><p><br><em>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา [ 1 เปโตร 2:12 ]</em></p><p><strong>คุณจะดำเนินชีวิตที่สำแดงถึงความเชื่อด้วยวิธีที่เรียบง่ายได้อย่างไรบ้าง คำพูดหรือการกระทำใดที่คุณควรใช้ และควรหลีกเลี่ยง<br></strong><br></p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน ที่จะสำแดงคุณธรรม ความรัก และการให้เกียรติแก่ผู้อื่น เพื่อพระนามของพระองค์จะได้รับเกียรติจากคำพูดและการกระทำของข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มุมมองของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>มุมมองของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2a25af6a-1394-41bf-8fcb-c5b64b1dec65</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 มีนาคม 2026<br> <br><em>อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า [ อพยพ 14:13 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดคุณจึงจำเป็นต้องยอมจำนนต่อแผนการของพระเจ้า คุณจะพักสงบในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พักสงบในแผนการที่สมบูรณ์แบบที่พระองค์มีสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 มีนาคม 2026<br> <br><em>อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า [ อพยพ 14:13 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดคุณจึงจำเป็นต้องยอมจำนนต่อแผนการของพระเจ้า คุณจะพักสงบในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พักสงบในแผนการที่สมบูรณ์แบบที่พระองค์มีสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/73cda89c/be39e906.mp3" length="11160764" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 มีนาคม 2026<br> <br><em>อย่ากลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า [ อพยพ 14:13 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดคุณจึงจำเป็นต้องยอมจำนนต่อแผนการของพระเจ้า คุณจะพักสงบในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พักสงบในแผนการที่สมบูรณ์แบบที่พระองค์มีสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:title>ดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">517c034a-1531-4612-835f-6605b4f7d1e9</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 มีนาคม 2026<br> <br><em>ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม [ ฮีบรู 12:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การท้าทายความเชื่อในเรื่องใดที่ทดสอบคุณอยู่ คุณเพียรพยายามในพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขณะเมื่อข้าพระองค์เพียรพยายามเพื่อพระองค์ ขอโปรดหนุนใจข้าพระองค์ให้ดำเนินต่อไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 มีนาคม 2026<br> <br><em>ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม [ ฮีบรู 12:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การท้าทายความเชื่อในเรื่องใดที่ทดสอบคุณอยู่ คุณเพียรพยายามในพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขณะเมื่อข้าพระองค์เพียรพยายามเพื่อพระองค์ ขอโปรดหนุนใจข้าพระองค์ให้ดำเนินต่อไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/135eb81b/a9e2588d.mp3" length="10870700" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>680</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 มีนาคม 2026<br> <br><em>ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม [ ฮีบรู 12:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การท้าทายความเชื่อในเรื่องใดที่ทดสอบคุณอยู่ คุณเพียรพยายามในพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขณะเมื่อข้าพระองค์เพียรพยายามเพื่อพระองค์ ขอโปรดหนุนใจข้าพระองค์ให้ดำเนินต่อไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>น้ำตาและความหวัง</title>
      <itunes:title>น้ำตาและความหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bf53a34c-e767-44a1-96de-50db73b41d8d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา [ อิสยาห์ 55:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การใคร่ครวญถึงพระลักษณะแห่งความรักของพระเจ้าช่วยคุณได้อย่างไร คุณพบสันติสุขได้อย่างไรเมื่ออ่านพระคัมภีร์</p><p>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง พระองค์ทรงทะนุถนอมข้าพระองค์ พระองค์ทรงประทานความหวังและความรัก แม้เมื่อข้าพระองค์ทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดและความสงสัย</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา [ อิสยาห์ 55:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การใคร่ครวญถึงพระลักษณะแห่งความรักของพระเจ้าช่วยคุณได้อย่างไร คุณพบสันติสุขได้อย่างไรเมื่ออ่านพระคัมภีร์</p><p>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง พระองค์ทรงทะนุถนอมข้าพระองค์ พระองค์ทรงประทานความหวังและความรัก แม้เมื่อข้าพระองค์ทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดและความสงสัย</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 29 Mar 2026 01:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3ff52510/78f91aa7.mp3" length="10143033" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>634</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา [ อิสยาห์ 55:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การใคร่ครวญถึงพระลักษณะแห่งความรักของพระเจ้าช่วยคุณได้อย่างไร คุณพบสันติสุขได้อย่างไรเมื่ออ่านพระคัมภีร์</p><p>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง พระองค์ทรงทะนุถนอมข้าพระองค์ พระองค์ทรงประทานความหวังและความรัก แม้เมื่อข้าพระองค์ทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดและความสงสัย</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานตามพระสัญญาของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>อธิษฐานตามพระสัญญาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ab26c0ea-1478-4011-9747-6e3d710343ce</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 มีนาคม 2026<br> <br><em>ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น [ สดุดี 119:49 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระสัญญาของพระเจ้าข้อใดที่คุณชื่นชอบที่สุด คุณจะขอบคุณพระองค์อย่างไรที่ทรงรักษาพระสัญญานั้นอย่างสัตย์ซื่อ</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหนื่อยล้าได้อย่างง่ายดายกับชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย ขอโปรดให้ข้าพระองค์จดจำพระสัญญาที่ทรงมีต่อข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 มีนาคม 2026<br> <br><em>ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น [ สดุดี 119:49 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระสัญญาของพระเจ้าข้อใดที่คุณชื่นชอบที่สุด คุณจะขอบคุณพระองค์อย่างไรที่ทรงรักษาพระสัญญานั้นอย่างสัตย์ซื่อ</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหนื่อยล้าได้อย่างง่ายดายกับชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย ขอโปรดให้ข้าพระองค์จดจำพระสัญญาที่ทรงมีต่อข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/164dbfdb/3ed465ec.mp3" length="11845381" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>741</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 มีนาคม 2026<br> <br><em>ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น [ สดุดี 119:49 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระสัญญาของพระเจ้าข้อใดที่คุณชื่นชอบที่สุด คุณจะขอบคุณพระองค์อย่างไรที่ทรงรักษาพระสัญญานั้นอย่างสัตย์ซื่อ</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหนื่อยล้าได้อย่างง่ายดายกับชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย ขอโปรดให้ข้าพระองค์จดจำพระสัญญาที่ทรงมีต่อข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงใส่ใจในรายละเอียด</title>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงใส่ใจในรายละเอียด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b6839483-8566-4e84-995c-ad929a02cde7</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 มีนาคม 2026<br> <br><em>เราได้นำเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี เสื้อผ้าของเจ้ามิได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้ามิได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า [ เฉลยธรรมบัญญัติ 29:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>รายละเอียดใดในชีวิตคุณที่เผยให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นช่วยให้คุณไว้วางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณในความรักมั่นคงของพระองค์ที่ดำรงเป็นนิตย์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 มีนาคม 2026<br> <br><em>เราได้นำเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี เสื้อผ้าของเจ้ามิได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้ามิได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า [ เฉลยธรรมบัญญัติ 29:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>รายละเอียดใดในชีวิตคุณที่เผยให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นช่วยให้คุณไว้วางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณในความรักมั่นคงของพระองค์ที่ดำรงเป็นนิตย์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a75d7e59/c278454f.mp3" length="9913992" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>620</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 มีนาคม 2026<br> <br><em>เราได้นำเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี เสื้อผ้าของเจ้ามิได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้ามิได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า [ เฉลยธรรมบัญญัติ 29:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>รายละเอียดใดในชีวิตคุณที่เผยให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นช่วยให้คุณไว้วางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณในความรักมั่นคงของพระองค์ที่ดำรงเป็นนิตย์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นิยามโดยพระคริสต์</title>
      <itunes:title>นิยามโดยพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0870f887-0e1f-4819-ab60-ab671cbab105</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 มีนาคม 2026</p><p><em>ชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย [ ลูกา 12:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทรัพย์สมบัติของคุณบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณบ้าง การ “มั่งมีจำเพาะพระเจ้า” (ข้อ 21) มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ปฏิเสธคำโกหกที่จะให้ทรัพย์สิ่งของมากำหนดตัวตนของข้าพระองค์ และที่ข้าพระองค์จะใช้ชีวิตอย่างมั่งมีจำเพาะพระองค์และผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 มีนาคม 2026</p><p><em>ชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย [ ลูกา 12:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทรัพย์สมบัติของคุณบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณบ้าง การ “มั่งมีจำเพาะพระเจ้า” (ข้อ 21) มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ปฏิเสธคำโกหกที่จะให้ทรัพย์สิ่งของมากำหนดตัวตนของข้าพระองค์ และที่ข้าพระองค์จะใช้ชีวิตอย่างมั่งมีจำเพาะพระองค์และผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 26 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ea58f968/7bb0c303.mp3" length="10433097" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>653</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 มีนาคม 2026</p><p><em>ชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย [ ลูกา 12:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทรัพย์สมบัติของคุณบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณบ้าง การ “มั่งมีจำเพาะพระเจ้า” (ข้อ 21) มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ปฏิเสธคำโกหกที่จะให้ทรัพย์สิ่งของมากำหนดตัวตนของข้าพระองค์ และที่ข้าพระองค์จะใช้ชีวิตอย่างมั่งมีจำเพาะพระองค์และผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หนึ่งเดียวกันในพระเยซู</title>
      <itunes:title>หนึ่งเดียวกันในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">db220467-7253-4269-bae0-d4e55f163dce</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 มีนาคม 2026</p><p><em>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก...เพราะท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะแสดงความรักต่อผู้คนที่มีภูมิหลังต่างกันได้อย่างไร คุณจะอธิษฐานเผื่อประเทศต่างๆ ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 มีนาคม 2026</p><p><em>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก...เพราะท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะแสดงความรักต่อผู้คนที่มีภูมิหลังต่างกันได้อย่างไร คุณจะอธิษฐานเผื่อประเทศต่างๆ ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 25 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00de2763/0a5f45b4.mp3" length="9734687" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>609</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 มีนาคม 2026</p><p><em>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก...เพราะท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะแสดงความรักต่อผู้คนที่มีภูมิหลังต่างกันได้อย่างไร คุณจะอธิษฐานเผื่อประเทศต่างๆ ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ระลึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ระลึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6ba8894b-421d-4607-90ec-a812a2960bf7</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 มีนาคม 2026</p><p><em>พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “อย่ากลัวหรือขยาดเลย” [ โยชูวา 8:1 ]<br></em><br> <strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่เตือนให้คุณนึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า การเตือนใจนี้ช่วยให้คุณเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงการทรงสถิตของพระองค์ ในความท้าทายที่ข้าพระองค์เผชิญในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 มีนาคม 2026</p><p><em>พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “อย่ากลัวหรือขยาดเลย” [ โยชูวา 8:1 ]<br></em><br> <strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่เตือนให้คุณนึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า การเตือนใจนี้ช่วยให้คุณเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงการทรงสถิตของพระองค์ ในความท้าทายที่ข้าพระองค์เผชิญในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 24 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/319a56d5/5c189229.mp3" length="12038060" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 มีนาคม 2026</p><p><em>พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “อย่ากลัวหรือขยาดเลย” [ โยชูวา 8:1 ]<br></em><br> <strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่เตือนให้คุณนึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า การเตือนใจนี้ช่วยให้คุณเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงการทรงสถิตของพระองค์ ในความท้าทายที่ข้าพระองค์เผชิญในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อ</title>
      <itunes:title>ผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6c67133f-64a0-4af2-9ecc-98164778d5c2</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 มีนาคม 2026<br> <br><em>ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้นต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ทุกคน [ 1 โครินธ์ 4:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เราจะสัตย์ซื่อต่อความไว้วางใจที่พระเจ้าประทานให้เราได้อย่างไร การเป็นผู้อารักขาของพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอโปรดให้ข้าพระองค์เป็นผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 มีนาคม 2026<br> <br><em>ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้นต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ทุกคน [ 1 โครินธ์ 4:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เราจะสัตย์ซื่อต่อความไว้วางใจที่พระเจ้าประทานให้เราได้อย่างไร การเป็นผู้อารักขาของพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอโปรดให้ข้าพระองค์เป็นผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 23 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/826640bb/2b9b9c47.mp3" length="10534243" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 มีนาคม 2026<br> <br><em>ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้นต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ทุกคน [ 1 โครินธ์ 4:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เราจะสัตย์ซื่อต่อความไว้วางใจที่พระเจ้าประทานให้เราได้อย่างไร การเป็นผู้อารักขาของพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอโปรดให้ข้าพระองค์เป็นผู้อารักขาที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าของน้องสาว</title>
      <itunes:title>พระเจ้าของน้องสาว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9714a8b9-9dda-4255-b07d-a0a9933e687b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 มีนาคม 2026<br> <br><em>ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล [ ปฐมกาล 24:42 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยรู้สึกถึงการทรงแทรกแซงของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร ชีวิตของคุณสำแดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่คุณมีต่อพระองค์อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้ทรงรอบรู้ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนความสว่างของพระเยซูในทุกสิ่งที่เราทำ ขอให้ผู้อื่นได้เห็นความเชื่อแท้ที่เรามีในพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงได้ยินเรา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 มีนาคม 2026<br> <br><em>ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล [ ปฐมกาล 24:42 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยรู้สึกถึงการทรงแทรกแซงของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร ชีวิตของคุณสำแดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่คุณมีต่อพระองค์อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้ทรงรอบรู้ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนความสว่างของพระเยซูในทุกสิ่งที่เราทำ ขอให้ผู้อื่นได้เห็นความเชื่อแท้ที่เรามีในพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงได้ยินเรา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 22 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4a48b222/2b715d65.mp3" length="12957153" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>810</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 มีนาคม 2026<br> <br><em>ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล [ ปฐมกาล 24:42 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยรู้สึกถึงการทรงแทรกแซงของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร ชีวิตของคุณสำแดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่คุณมีต่อพระองค์อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้ทรงรอบรู้ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนความสว่างของพระเยซูในทุกสิ่งที่เราทำ ขอให้ผู้อื่นได้เห็นความเชื่อแท้ที่เรามีในพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงได้ยินเรา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เครื่องบูชาแด่พระเยซู</title>
      <itunes:title>เครื่องบูชาแด่พระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">853789c7-c0d3-4f63-b866-38c81b58b299</guid>
      <link>ttps://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 มีนาคม 2026<br> <br><em>พวกเรา...ต้องถูกมอบไว้แก่ความตายเสมอ เพราะเห็นแก่พระเยซู [ 2 โครินธ์ 4:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การทูลเรื่องความปวดร้าวต่อพระเจ้าอย่างจริงใจจะนำการปลอบโยนและความหวังมาสู่คุณอย่างไร คุณพบกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ประทานแก่คุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ความหวังนั้นเป็นความจริง แม้ข้าพระองค์ไม่อาจรู้สึกได้ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มอบถวายชีวิตแด่พระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 มีนาคม 2026<br> <br><em>พวกเรา...ต้องถูกมอบไว้แก่ความตายเสมอ เพราะเห็นแก่พระเยซู [ 2 โครินธ์ 4:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การทูลเรื่องความปวดร้าวต่อพระเจ้าอย่างจริงใจจะนำการปลอบโยนและความหวังมาสู่คุณอย่างไร คุณพบกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ประทานแก่คุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ความหวังนั้นเป็นความจริง แม้ข้าพระองค์ไม่อาจรู้สึกได้ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มอบถวายชีวิตแด่พระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 21 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cfea7a6c/cc462cf9.mp3" length="10845623" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>678</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 มีนาคม 2026<br> <br><em>พวกเรา...ต้องถูกมอบไว้แก่ความตายเสมอ เพราะเห็นแก่พระเยซู [ 2 โครินธ์ 4:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การทูลเรื่องความปวดร้าวต่อพระเจ้าอย่างจริงใจจะนำการปลอบโยนและความหวังมาสู่คุณอย่างไร คุณพบกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ประทานแก่คุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ความหวังนั้นเป็นความจริง แม้ข้าพระองค์ไม่อาจรู้สึกได้ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มอบถวายชีวิตแด่พระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เหนือกว่าความเศร้าหมอง</title>
      <itunes:title>เหนือกว่าความเศร้าหมอง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a3d58f0d-544e-4c42-885b-144036fd69a7</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 มีนาคม 2026</p><p><em>ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า [ สดุดี 59:16 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดทำให้คุณเศร้าหมองหรือกังวลใจ จะเป็นเช่นไรหากคุณร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าในเวลาเช้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเป็นป้อมปราการและโล่ของข้าพระองค์ เหนือความเศร้าหมองได้ในเช้าวันนี้ ข้าพระองค์เลือกที่จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 มีนาคม 2026</p><p><em>ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า [ สดุดี 59:16 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดทำให้คุณเศร้าหมองหรือกังวลใจ จะเป็นเช่นไรหากคุณร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าในเวลาเช้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเป็นป้อมปราการและโล่ของข้าพระองค์ เหนือความเศร้าหมองได้ในเช้าวันนี้ ข้าพระองค์เลือกที่จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f1396713/1be8b27d.mp3" length="11352607" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>710</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 มีนาคม 2026</p><p><em>ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า [ สดุดี 59:16 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดทำให้คุณเศร้าหมองหรือกังวลใจ จะเป็นเช่นไรหากคุณร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าในเวลาเช้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเป็นป้อมปราการและโล่ของข้าพระองค์ เหนือความเศร้าหมองได้ในเช้าวันนี้ ข้าพระองค์เลือกที่จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รอคอยพระเจ้า</title>
      <itunes:title>รอคอยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">efa49407-7202-41c9-b273-65f011c92b6d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 มีนาคม 2026<br> <br><em>จงอดทนบากบั่นให้ถึงที่สุดเพื่อท่านจะเติบโตเต็มที่และสมบูรณ์เพียบพร้อม [ ยากอบ 1:4 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ส่วนที่ยากที่สุดในการรอคอยคำตอบจากพระเจ้าคืออะไร คุณจะพึ่งพาพระกำลังของพระองค์เพื่อจะไว้วางใจในพระองค์ต่อไปได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงเมตตาและฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์ โปรดประทานปัญญาและความอดทนเพื่อข้าพระองค์จะรักษาความไว้วางใจที่มีในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 มีนาคม 2026<br> <br><em>จงอดทนบากบั่นให้ถึงที่สุดเพื่อท่านจะเติบโตเต็มที่และสมบูรณ์เพียบพร้อม [ ยากอบ 1:4 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ส่วนที่ยากที่สุดในการรอคอยคำตอบจากพระเจ้าคืออะไร คุณจะพึ่งพาพระกำลังของพระองค์เพื่อจะไว้วางใจในพระองค์ต่อไปได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงเมตตาและฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์ โปรดประทานปัญญาและความอดทนเพื่อข้าพระองค์จะรักษาความไว้วางใจที่มีในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d1a01b3e/e2718a8c.mp3" length="11528986" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>721</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 มีนาคม 2026<br> <br><em>จงอดทนบากบั่นให้ถึงที่สุดเพื่อท่านจะเติบโตเต็มที่และสมบูรณ์เพียบพร้อม [ ยากอบ 1:4 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ส่วนที่ยากที่สุดในการรอคอยคำตอบจากพระเจ้าคืออะไร คุณจะพึ่งพาพระกำลังของพระองค์เพื่อจะไว้วางใจในพระองค์ต่อไปได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงเมตตาและฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์ โปรดประทานปัญญาและความอดทนเพื่อข้าพระองค์จะรักษาความไว้วางใจที่มีในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน</title>
      <itunes:title>อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1d5c1033-2a3c-44ea-a70b-42d0f0b93f28</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 มีนาคม 2026</p><p><em>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนใด คุณช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงโอบล้อมข้าพระองค์ด้วยเพื่อนและครอบครัว ขอโปรดให้ข้าพระองค์เชื้อเชิญคนอื่นๆ ให้เข้ามาในชุมชนของพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 มีนาคม 2026</p><p><em>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนใด คุณช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงโอบล้อมข้าพระองค์ด้วยเพื่อนและครอบครัว ขอโปรดให้ข้าพระองค์เชื้อเชิญคนอื่นๆ ให้เข้ามาในชุมชนของพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 18 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5ebf9278/61d93e44.mp3" length="9623510" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>602</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 มีนาคม 2026</p><p><em>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนใด คุณช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงโอบล้อมข้าพระองค์ด้วยเพื่อนและครอบครัว ขอโปรดให้ข้าพระองค์เชื้อเชิญคนอื่นๆ ให้เข้ามาในชุมชนของพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต</title>
      <itunes:title>พระเยซูทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9d4ef895-67a8-43c6-84da-8dd1ba3a70bf</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มีนาคม 2026<br> <br><em>เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย [ ยอห์น 6:35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงบำรุงเลี้ยงและทำให้คุณอิ่มเอมใจอย่างไร สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณแสวงหาผู้ที่ตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต”</p><p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานและค้ำจุนชีวิต ขอให้ข้าพระองค์ได้พบความอิ่มเอมใจในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มีนาคม 2026<br> <br><em>เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย [ ยอห์น 6:35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงบำรุงเลี้ยงและทำให้คุณอิ่มเอมใจอย่างไร สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณแสวงหาผู้ที่ตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต”</p><p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานและค้ำจุนชีวิต ขอให้ข้าพระองค์ได้พบความอิ่มเอมใจในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3bcfaba5/27f76a78.mp3" length="10136764" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>634</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มีนาคม 2026<br> <br><em>เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย [ ยอห์น 6:35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงบำรุงเลี้ยงและทำให้คุณอิ่มเอมใจอย่างไร สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณแสวงหาผู้ที่ตรัสว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต”</p><p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานและค้ำจุนชีวิต ขอให้ข้าพระองค์ได้พบความอิ่มเอมใจในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้า</title>
      <itunes:title>ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5ae50d13-f146-4477-af53-e60c92916501</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 มีนาคม 2026<br> <br><em>คนอิสราเอลทั้งชายและหญิงทุกคนที่มีใจสมัคร...ก็นำของมาตามอำเภอใจถวายแด่พระเจ้า [ อพยพ 35:29 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีทรัพยากรอะไรบ้าง เราจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อาจพยายามแสวงหาคำสรรเสริญเพื่อตนเอง แต่ขอโปรดช่วยให้ชีวิตของข้าพระองค์นำพระเกียรติมาสู่พระองค์!</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 มีนาคม 2026<br> <br><em>คนอิสราเอลทั้งชายและหญิงทุกคนที่มีใจสมัคร...ก็นำของมาตามอำเภอใจถวายแด่พระเจ้า [ อพยพ 35:29 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีทรัพยากรอะไรบ้าง เราจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อาจพยายามแสวงหาคำสรรเสริญเพื่อตนเอง แต่ขอโปรดช่วยให้ชีวิตของข้าพระองค์นำพระเกียรติมาสู่พระองค์!</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 16 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ed66ae8b/6aa192a0.mp3" length="10604460" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>663</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 มีนาคม 2026<br> <br><em>คนอิสราเอลทั้งชายและหญิงทุกคนที่มีใจสมัคร...ก็นำของมาตามอำเภอใจถวายแด่พระเจ้า [ อพยพ 35:29 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีทรัพยากรอะไรบ้าง เราจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อาจพยายามแสวงหาคำสรรเสริญเพื่อตนเอง แต่ขอโปรดช่วยให้ชีวิตของข้าพระองค์นำพระเกียรติมาสู่พระองค์!</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ส่องสว่างเพื่อพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ส่องสว่างเพื่อพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2d043e96-7ebd-413f-b603-2a4a767ab98d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 มีนาคม 2026</p><p><em>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นแสงสว่างของพระเยซูในชีวิตของผู้ใด คุณจะส่องความสว่างของพระองค์เข้าไปในชีวิตของผู้อื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงประทานความหวังแก่ข้าพระองค์ โปรดใช้ข้าพระองค์ให้ส่องความสว่างของพระองค์ในโลกนี้ผ่านการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 มีนาคม 2026</p><p><em>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นแสงสว่างของพระเยซูในชีวิตของผู้ใด คุณจะส่องความสว่างของพระองค์เข้าไปในชีวิตของผู้อื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงประทานความหวังแก่ข้าพระองค์ โปรดใช้ข้าพระองค์ให้ส่องความสว่างของพระองค์ในโลกนี้ผ่านการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 15 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d9650e5b/32f03794.mp3" length="10348251" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>647</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 มีนาคม 2026</p><p><em>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นแสงสว่างของพระเยซูในชีวิตของผู้ใด คุณจะส่องความสว่างของพระองค์เข้าไปในชีวิตของผู้อื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงประทานความหวังแก่ข้าพระองค์ โปรดใช้ข้าพระองค์ให้ส่องความสว่างของพระองค์ในโลกนี้ผ่านการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เวลาของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เวลาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4e7bc3c8-afc5-4d03-8453-6be971d93d3d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มีนาคม 2026<br> <br><em>วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว [ 2 เปโตร 3:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การคิดถึงพระเจ้าและกำหนดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร คุณจะดำเนินชีวิตแตกต่างออกไปอย่างไรเมื่อเข้าใจเรื่องนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะทำความเข้าใจเรื่องของเวลา แต่ขอโปรดช่วยให้เราวางใจว่ากำหนดเวลาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มีนาคม 2026<br> <br><em>วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว [ 2 เปโตร 3:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การคิดถึงพระเจ้าและกำหนดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร คุณจะดำเนินชีวิตแตกต่างออกไปอย่างไรเมื่อเข้าใจเรื่องนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะทำความเข้าใจเรื่องของเวลา แต่ขอโปรดช่วยให้เราวางใจว่ากำหนดเวลาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 14 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ae6020ca/fc6eafaa.mp3" length="12380369" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>774</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มีนาคม 2026<br> <br><em>วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว [ 2 เปโตร 3:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การคิดถึงพระเจ้าและกำหนดเวลาส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณอย่างไร คุณจะดำเนินชีวิตแตกต่างออกไปอย่างไรเมื่อเข้าใจเรื่องนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะทำความเข้าใจเรื่องของเวลา แต่ขอโปรดช่วยให้เราวางใจว่ากำหนดเวลาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เคียงข้างผู้ทุกข์ยาก</title>
      <itunes:title>เคียงข้างผู้ทุกข์ยาก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fbee3bb8-5a09-4aa3-aad7-71ba09311646</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มีนาคม 2026<br> <br><em>ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก [ โยบ 2:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้จักใครที่กำลังทนทุกข์อยู่บ้างไหม คุณจะอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาบนสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระเยซูมาช่วยโลกที่กำลังทนทุกข์นี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พบคนที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์อยู่เคียงข้างในท่ามกลางความทุกข์และความเจ็บปวดของเขา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มีนาคม 2026<br> <br><em>ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก [ โยบ 2:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้จักใครที่กำลังทนทุกข์อยู่บ้างไหม คุณจะอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาบนสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระเยซูมาช่วยโลกที่กำลังทนทุกข์นี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พบคนที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์อยู่เคียงข้างในท่ามกลางความทุกข์และความเจ็บปวดของเขา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 13 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1cab46f1/da59534c.mp3" length="10257136" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>642</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มีนาคม 2026<br> <br><em>ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก [ โยบ 2:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้จักใครที่กำลังทนทุกข์อยู่บ้างไหม คุณจะอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาบนสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระเยซูมาช่วยโลกที่กำลังทนทุกข์นี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พบคนที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์อยู่เคียงข้างในท่ามกลางความทุกข์และความเจ็บปวดของเขา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ราคาของความเชื่ออันมั่นคง</title>
      <itunes:title>ราคาของความเชื่ออันมั่นคง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">078ea921-a3d4-4b5d-b0ae-b07026012333</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา [ 2 ทิโมธี 1:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเสียสละเพื่อจะแสวงหาพระเยซูและแบ่งปันเรื่องของพระองค์อย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐให้กับใครในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์มากขึ้น และมุ่งมั่นกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐของพระองค์แก่ผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา [ 2 ทิโมธี 1:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเสียสละเพื่อจะแสวงหาพระเยซูและแบ่งปันเรื่องของพระองค์อย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐให้กับใครในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์มากขึ้น และมุ่งมั่นกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐของพระองค์แก่ผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 12 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a26f4a28/9906fa67.mp3" length="9455491" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>591</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา [ 2 ทิโมธี 1:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเสียสละเพื่อจะแสวงหาพระเยซูและแบ่งปันเรื่องของพระองค์อย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐให้กับใครในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะรู้จักพระองค์มากขึ้น และมุ่งมั่นกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐของพระองค์แก่ผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กบฏและกลับใจ</title>
      <itunes:title>กบฏและกลับใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f841b5fe-8393-4349-83a3-f2488491617e</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มีนาคม 2026<br> <br><em>เขาจะไม่ติดตามใจอันชั่วของเขาอย่างดื้อกระด้างอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 3:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณทำเรื่องโง่เขลาหรือเลวร้ายเมื่อใด คุณเคยไม่สนใจพระเจ้าอย่างไร และคุณจะกลับไปหาพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอภัยให้กับข้าพระองค์ ข้าพระองค์กำลังกลับบ้านมาหาพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มีนาคม 2026<br> <br><em>เขาจะไม่ติดตามใจอันชั่วของเขาอย่างดื้อกระด้างอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 3:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณทำเรื่องโง่เขลาหรือเลวร้ายเมื่อใด คุณเคยไม่สนใจพระเจ้าอย่างไร และคุณจะกลับไปหาพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอภัยให้กับข้าพระองค์ ข้าพระองค์กำลังกลับบ้านมาหาพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a915e51c/6d472a4f.mp3" length="11033704" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>690</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มีนาคม 2026<br> <br><em>เขาจะไม่ติดตามใจอันชั่วของเขาอย่างดื้อกระด้างอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 3:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณทำเรื่องโง่เขลาหรือเลวร้ายเมื่อใด คุณเคยไม่สนใจพระเจ้าอย่างไร และคุณจะกลับไปหาพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอภัยให้กับข้าพระองค์ ข้าพระองค์กำลังกลับบ้านมาหาพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังที่พระเยซูประทาน</title>
      <itunes:title>ความหวังที่พระเยซูประทาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fba30034-312b-4cb9-8f0d-8611a3a34fa0</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง [ 1 เธสะโลนิกา 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความสูญเสียใดที่ท่วมท้นหัวใจของคุณ คุณพูดคุยกับใครได้บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความหวังในพระเยซูช่วยคุณเผชิญกับความยากลำบากนี้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งใครบางคนที่เข้าใจถึงความเจ็บปวดเข้ามาในชีวิตและที่ทรงประทานความหวังที่จริงแท้แก่ข้าพระองค์</p><p><em><br></em> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง [ 1 เธสะโลนิกา 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความสูญเสียใดที่ท่วมท้นหัวใจของคุณ คุณพูดคุยกับใครได้บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความหวังในพระเยซูช่วยคุณเผชิญกับความยากลำบากนี้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งใครบางคนที่เข้าใจถึงความเจ็บปวดเข้ามาในชีวิตและที่ทรงประทานความหวังที่จริงแท้แก่ข้าพระองค์</p><p><em><br></em> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 10 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3fd4e7b7/6d6a5816.mp3" length="10517943" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>658</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง [ 1 เธสะโลนิกา 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความสูญเสียใดที่ท่วมท้นหัวใจของคุณ คุณพูดคุยกับใครได้บ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความหวังในพระเยซูช่วยคุณเผชิญกับความยากลำบากนี้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งใครบางคนที่เข้าใจถึงความเจ็บปวดเข้ามาในชีวิตและที่ทรงประทานความหวังที่จริงแท้แก่ข้าพระองค์</p><p><em><br></em> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความพึงพอใจที่แท้ในพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ความพึงพอใจที่แท้ในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">39467a34-221f-4ea7-bb35-26bc6f1bd83e</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มีนาคม 2026<br> <br><em>อับราฮัมสิ้นใจเมื่อแก่หง่อมแล้ว เป็นคนชรามีอายุมาก [ ปฐมกาล 25:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าคุณจะเป็นที่รู้จักในแบบใด เมื่อคิดถึงสิ่งที่คุณจะทิ้งไว้เบื้องหลัง สิ่งนั้นจะช่วยคุณในการดำเนินชีวิตในวันนี้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเตือนข้าพระองค์ให้มีชีวิตที่สัตย์ซื่อในขณะเดินร่วมทางกับพระองค์ เพื่อจะได้พบกับความพึงพอใจที่แท้จริงในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มีนาคม 2026<br> <br><em>อับราฮัมสิ้นใจเมื่อแก่หง่อมแล้ว เป็นคนชรามีอายุมาก [ ปฐมกาล 25:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าคุณจะเป็นที่รู้จักในแบบใด เมื่อคิดถึงสิ่งที่คุณจะทิ้งไว้เบื้องหลัง สิ่งนั้นจะช่วยคุณในการดำเนินชีวิตในวันนี้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเตือนข้าพระองค์ให้มีชีวิตที่สัตย์ซื่อในขณะเดินร่วมทางกับพระองค์ เพื่อจะได้พบกับความพึงพอใจที่แท้จริงในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/63e4338b/ed1b0623.mp3" length="9354344" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>585</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มีนาคม 2026<br> <br><em>อับราฮัมสิ้นใจเมื่อแก่หง่อมแล้ว เป็นคนชรามีอายุมาก [ ปฐมกาล 25:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าคุณจะเป็นที่รู้จักในแบบใด เมื่อคิดถึงสิ่งที่คุณจะทิ้งไว้เบื้องหลัง สิ่งนั้นจะช่วยคุณในการดำเนินชีวิตในวันนี้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเตือนข้าพระองค์ให้มีชีวิตที่สัตย์ซื่อในขณะเดินร่วมทางกับพระองค์ เพื่อจะได้พบกับความพึงพอใจที่แท้จริงในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภารกิจแห่งความรักของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ภารกิจแห่งความรักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2ea5faaf-0424-482c-8221-4b839c2176c4</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มีนาคม 2026</p><p><em>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงทำสิ่งใดในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ คุณจะแบ่งปันเรื่องราวของคุณกับใครได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงประเสริฐ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อข้าพระองค์นั้นควรค่าที่จะบอกให้ผู้อื่นได้รู้ ขอโปรดประทานถ้อยคำและเปิดปากของข้าพระองค์ที่จะเล่าเรื่องราวของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มีนาคม 2026</p><p><em>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงทำสิ่งใดในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ คุณจะแบ่งปันเรื่องราวของคุณกับใครได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงประเสริฐ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อข้าพระองค์นั้นควรค่าที่จะบอกให้ผู้อื่นได้รู้ ขอโปรดประทานถ้อยคำและเปิดปากของข้าพระองค์ที่จะเล่าเรื่องราวของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 08 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/276bb520/f1d75205.mp3" length="11297437" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มีนาคม 2026</p><p><em>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงทำสิ่งใดในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ คุณจะแบ่งปันเรื่องราวของคุณกับใครได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงประเสริฐ และสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อข้าพระองค์นั้นควรค่าที่จะบอกให้ผู้อื่นได้รู้ ขอโปรดประทานถ้อยคำและเปิดปากของข้าพระองค์ที่จะเล่าเรื่องราวของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นหนึ่งในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>เป็นหนึ่งในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">12996595-41bb-4f0b-821c-75be73075245</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มีนาคม 2026</p><p><em>จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ [ เอเฟซัส 4:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีสิ่งใดบ้างที่แบ่งแยกคุณจากผู้เชื่อคนอื่นๆ สาเหตุของความแตกแยกนั้นจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพื่อให้พระกายของพระคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์ มีหัวใจเพื่อพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์ด้วยเถิด</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มีนาคม 2026</p><p><em>จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ [ เอเฟซัส 4:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีสิ่งใดบ้างที่แบ่งแยกคุณจากผู้เชื่อคนอื่นๆ สาเหตุของความแตกแยกนั้นจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพื่อให้พระกายของพระคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์ มีหัวใจเพื่อพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์ด้วยเถิด</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bfd21410/837beffd.mp3" length="10503732" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มีนาคม 2026</p><p><em>จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ [ เอเฟซัส 4:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีสิ่งใดบ้างที่แบ่งแยกคุณจากผู้เชื่อคนอื่นๆ สาเหตุของความแตกแยกนั้นจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพื่อให้พระกายของพระคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์ มีหัวใจเพื่อพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์ด้วยเถิด</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความดีของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ความดีของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5af03f46-b57f-4a1f-b433-d263042059f5</guid>
      <link>https://thaiodb.org/ </link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มีนาคม 2026<br> <br><em>แล้วจงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 6:12 ]<br></em> <em><br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องใดบ้าง ในท้ายที่สุดนั้น สิ่งดีๆทุกอย่างมาจากพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงแสนดีต่อข้าพระองค์ ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ระลึกถึงพระองค์ในวันนี้</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/ </p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มีนาคม 2026<br> <br><em>แล้วจงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 6:12 ]<br></em> <em><br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องใดบ้าง ในท้ายที่สุดนั้น สิ่งดีๆทุกอย่างมาจากพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงแสนดีต่อข้าพระองค์ ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ระลึกถึงพระองค์ในวันนี้</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/ </p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 06 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a269fc2b/52905f85.mp3" length="11085113" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>693</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มีนาคม 2026<br> <br><em>แล้วจงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 6:12 ]<br></em> <em><br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องใดบ้าง ในท้ายที่สุดนั้น สิ่งดีๆทุกอย่างมาจากพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงแสนดีต่อข้าพระองค์ ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ระลึกถึงพระองค์ในวันนี้</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/ </p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กำลังที่มาจากความยากลำบาก</title>
      <itunes:title>กำลังที่มาจากความยากลำบาก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a33d7d10-4104-4469-a07c-f24e53504b00</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน...เป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ [ โรม 5:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีทัศนคติเช่นไรเกี่ยวกับความยากลำบาก ความยากลำบากทำให้ความวางใจในพระเจ้าของคุณเติบโตขึ้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขณะที่ข้าพระองค์เผชิญความยากลำบากของชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงสร้างคุณลักษณะชีวิตและช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน...เป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ [ โรม 5:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีทัศนคติเช่นไรเกี่ยวกับความยากลำบาก ความยากลำบากทำให้ความวางใจในพระเจ้าของคุณเติบโตขึ้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขณะที่ข้าพระองค์เผชิญความยากลำบากของชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงสร้างคุณลักษณะชีวิตและช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 05 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c1041ec8/25cc2573.mp3" length="10596937" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>663</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มีนาคม 2026<br> <br><em>เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความอดทน...เป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และการที่เราเห็นเช่นนั้นทำให้เกิดมีความหวังใจ [ โรม 5:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีทัศนคติเช่นไรเกี่ยวกับความยากลำบาก ความยากลำบากทำให้ความวางใจในพระเจ้าของคุณเติบโตขึ้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขณะที่ข้าพระองค์เผชิญความยากลำบากของชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงสร้างคุณลักษณะชีวิตและช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้หญิงไร้ชื่อ</title>
      <itunes:title>ผู้หญิงไร้ชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0120ddc0-38ec-4290-be56-7c6f7575c8a0</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มีนาคม 2026</p><p><br><em>ผู้หญิงอื่นๆหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา [ ลูกา 8:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกถูกมองข้ามและไม่เห็นคุณค่า การรู้ว่าพระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อไว้ในบัญชีของผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระองค์นั้นหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็นและรู้จักข้าพระองค์ และทรงให้คุณค่ากับทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มอบให้พระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มีนาคม 2026</p><p><br><em>ผู้หญิงอื่นๆหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา [ ลูกา 8:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกถูกมองข้ามและไม่เห็นคุณค่า การรู้ว่าพระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อไว้ในบัญชีของผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระองค์นั้นหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็นและรู้จักข้าพระองค์ และทรงให้คุณค่ากับทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มอบให้พระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e8511afe/c7e1e78e.mp3" length="9925277" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>621</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มีนาคม 2026</p><p><br><em>ผู้หญิงอื่นๆหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา [ ลูกา 8:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกถูกมองข้ามและไม่เห็นคุณค่า การรู้ว่าพระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อไว้ในบัญชีของผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระองค์นั้นหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็นและรู้จักข้าพระองค์ และทรงให้คุณค่ากับทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มอบให้พระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤทธิ์อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้</title>
      <itunes:title>ฤทธิ์อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bb1060d4-0300-458a-80cf-8a40f3e314bf</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มีนาคม 2026<br> <br><em>พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ [ ดาเนียล 6:27 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงดึงดูดความสนใจของคุณอย่างไร คุณสามารถแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงแก่คุณให้ผู้อื่นฟังอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพระองค์ยำเกรงในฤทธิ์อำนาจที่ดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มีนาคม 2026<br> <br><em>พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ [ ดาเนียล 6:27 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงดึงดูดความสนใจของคุณอย่างไร คุณสามารถแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงแก่คุณให้ผู้อื่นฟังอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพระองค์ยำเกรงในฤทธิ์อำนาจที่ดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 03 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2db7019e/d25756ba.mp3" length="11264418" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>705</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มีนาคม 2026<br> <br><em>พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ [ ดาเนียล 6:27 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงดึงดูดความสนใจของคุณอย่างไร คุณสามารถแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ทรงสำแดงแก่คุณให้ผู้อื่นฟังอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพระองค์ยำเกรงในฤทธิ์อำนาจที่ดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รื้อฟื้นการให้ด้วยใจกว้างขวาง</title>
      <itunes:title>รื้อฟื้นการให้ด้วยใจกว้างขวาง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">482f023f-aa90-411d-b715-68e3b3129b8d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มีนาคม 2026</p><p><em>บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง บุคคลที่รดน้ำเขาเองจะรับการรดน้ำ [ สุภาษิต 11:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การให้ผู้อื่นเป็นพรแก่คุณอย่างไร พระเจ้าทรงเรียกให้คุณมีใจกว้างขวางมากขึ้นในเรื่องใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีใจกว้างขวางเช่นเดียวกับพระองค์ และไว้วางใจว่าจะมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มีนาคม 2026</p><p><em>บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง บุคคลที่รดน้ำเขาเองจะรับการรดน้ำ [ สุภาษิต 11:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การให้ผู้อื่นเป็นพรแก่คุณอย่างไร พระเจ้าทรงเรียกให้คุณมีใจกว้างขวางมากขึ้นในเรื่องใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีใจกว้างขวางเช่นเดียวกับพระองค์ และไว้วางใจว่าจะมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/075d639b/5978cca4.mp3" length="10890762" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มีนาคม 2026</p><p><em>บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง บุคคลที่รดน้ำเขาเองจะรับการรดน้ำ [ สุภาษิต 11:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การให้ผู้อื่นเป็นพรแก่คุณอย่างไร พระเจ้าทรงเรียกให้คุณมีใจกว้างขวางมากขึ้นในเรื่องใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีใจกว้างขวางเช่นเดียวกับพระองค์ และไว้วางใจว่าจะมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ออกไปประกาศเรื่องพระเยซู</title>
      <itunes:title>ออกไปประกาศเรื่องพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c83fd4ec-7dbe-43ac-a570-e1f865f1d453</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dc36b232</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มีนาคม 2026</p><p><em>ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ [ โรม 10:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระคริสต์แก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์อย่างไร ในสัปดาห์นี้มีสิ่งใดที่คุณทำได้เพื่อจะแสดงความห่วงใยต่อใครบางคน</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้แบ่งปันเรื่องราวดีของพระเยซูตามการทรงนำของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มีนาคม 2026</p><p><em>ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ [ โรม 10:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระคริสต์แก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์อย่างไร ในสัปดาห์นี้มีสิ่งใดที่คุณทำได้เพื่อจะแสดงความห่วงใยต่อใครบางคน</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้แบ่งปันเรื่องราวดีของพระเยซูตามการทรงนำของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 01 Mar 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc36b232/7952c5ce.mp3" length="10532571" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มีนาคม 2026</p><p><em>ผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ [ โรม 10:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระคริสต์แก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักพระองค์อย่างไร ในสัปดาห์นี้มีสิ่งใดที่คุณทำได้เพื่อจะแสดงความห่วงใยต่อใครบางคน</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้แบ่งปันเรื่องราวดีของพระเยซูตามการทรงนำของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่อของเพื่อน</title>
      <itunes:title>ความเชื่อของเพื่อน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">39207624-13f3-487c-82a9-b454fdddce50</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น... แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่ [ มาระโก 2:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความเชื่อและความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้เคยช่วยคุณไว้อย่างไรบ้าง คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อช่วยใครสักคนในวันนี้<br>ข้าแต่พระเจ้าผู้เยียวยารักษา ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนๆที่มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อ ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์ จะไม่หยุดยั้งในการนำผู้อื่นมาหาพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น... แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่ [ มาระโก 2:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความเชื่อและความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้เคยช่วยคุณไว้อย่างไรบ้าง คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อช่วยใครสักคนในวันนี้<br>ข้าแต่พระเจ้าผู้เยียวยารักษา ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนๆที่มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อ ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์ จะไม่หยุดยั้งในการนำผู้อื่นมาหาพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c513374a/af5c4d1e.mp3" length="14137756" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>883</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น... แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่ [ มาระโก 2:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความเชื่อและความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้เคยช่วยคุณไว้อย่างไรบ้าง คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อช่วยใครสักคนในวันนี้<br>ข้าแต่พระเจ้าผู้เยียวยารักษา ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนๆที่มุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อ ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์ จะไม่หยุดยั้งในการนำผู้อื่นมาหาพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เดินอธิษฐาน</title>
      <itunes:title>เดินอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">870bfab2-f314-43f8-b92a-1dd3307c3a93</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>แล้ว[เอลีชา ]ก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรไม่ออกอยู่หรือเปล่า คุณจะสื่อสารกับพระเจ้าในสถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อที่พระองค์จะทรงนำทางคุณได้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์คิดไม่ออกว่าจะไปทางไหนต่อ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>แล้ว[เอลีชา ]ก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรไม่ออกอยู่หรือเปล่า คุณจะสื่อสารกับพระเจ้าในสถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อที่พระองค์จะทรงนำทางคุณได้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์คิดไม่ออกว่าจะไปทางไหนต่อ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6a7b841d/61233f69.mp3" length="11436053" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>แล้ว[เอลีชา ]ก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรไม่ออกอยู่หรือเปล่า คุณจะสื่อสารกับพระเจ้าในสถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อที่พระองค์จะทรงนำทางคุณได้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์คิดไม่ออกว่าจะไปทางไหนต่อ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำตอบจากสายรุ้งของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>คำตอบจากสายรุ้งของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4b3e8882-cdbc-4393-8a35-e62474d7b378</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>เมื่อมีรุ้งที่เมฆ...เราจะ...ระลึกถึงพันธสัญญาถาวร ระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในช่วงเวลาที่มีปัญหาและความกังวล คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเตือนตัวเองถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า พระสัญญาใดของพระองค์ที่ทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจ</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการทรงสถิตของพระองค์ และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำพระสัญญาที่พระองค์จะทรงอยู่กับข้าพระองค์เสมอ</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>เมื่อมีรุ้งที่เมฆ...เราจะ...ระลึกถึงพันธสัญญาถาวร ระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในช่วงเวลาที่มีปัญหาและความกังวล คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเตือนตัวเองถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า พระสัญญาใดของพระองค์ที่ทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจ</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการทรงสถิตของพระองค์ และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำพระสัญญาที่พระองค์จะทรงอยู่กับข้าพระองค์เสมอ</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/396e91e0/70752015.mp3" length="12466769" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>778</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>เมื่อมีรุ้งที่เมฆ...เราจะ...ระลึกถึงพันธสัญญาถาวร ระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในช่วงเวลาที่มีปัญหาและความกังวล คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเตือนตัวเองถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า พระสัญญาใดของพระองค์ที่ทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจ</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการทรงสถิตของพระองค์ และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำพระสัญญาที่พระองค์จะทรงอยู่กับข้าพระองค์เสมอ</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใช้พระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร</title>
      <itunes:title>ใช้พระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cc334e1d-acee-4c1c-bcec-80bc59ff2c1d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้ [ อพยพ 20:7]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยทำงานอะไรในพระนามของพระเจ้า คุณรู้ได้อย่างไรว่างานนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการ</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสติปัญญา มีความรัก และระมัดระวังในสิ่งที่ทำในพระนามของพระองค์ และขอช่วยให้ข้าพระองค์ปกป้องพระนามของพระองค์เสมอ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้ [ อพยพ 20:7]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยทำงานอะไรในพระนามของพระเจ้า คุณรู้ได้อย่างไรว่างานนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการ</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสติปัญญา มีความรัก และระมัดระวังในสิ่งที่ทำในพระนามของพระองค์ และขอช่วยให้ข้าพระองค์ปกป้องพระนามของพระองค์เสมอ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 25 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d4f876f5/be5b7ca4.mp3" length="11943492" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้ [ อพยพ 20:7]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยทำงานอะไรในพระนามของพระเจ้า คุณรู้ได้อย่างไรว่างานนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการ</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสติปัญญา มีความรัก และระมัดระวังในสิ่งที่ทำในพระนามของพระองค์ และขอช่วยให้ข้าพระองค์ปกป้องพระนามของพระองค์เสมอ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองไม่เห็นพระเจ้า</title>
      <itunes:title>มองไม่เห็นพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a759c64-23d6-412f-9979-1806497403fd</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>ดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน [ อิสยาห์ 53:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะมองข้ามลักษณะภายนอกเพื่อมองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้อย่างไร เมื่อคุณนึกถึงพระเยซู คุณนึกภาพของพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองผู้อื่นในฐานะสิ่งมีชีวิตอันงดงามที่พระองค์ได้ทรงสร้างตามพระฉายของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>ดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน [ อิสยาห์ 53:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะมองข้ามลักษณะภายนอกเพื่อมองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้อย่างไร เมื่อคุณนึกถึงพระเยซู คุณนึกภาพของพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองผู้อื่นในฐานะสิ่งมีชีวิตอันงดงามที่พระองค์ได้ทรงสร้างตามพระฉายของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 24 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/41b71c8d/468b8f83.mp3" length="11787151" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>ดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน [ อิสยาห์ 53:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะมองข้ามลักษณะภายนอกเพื่อมองเห็นความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้อย่างไร เมื่อคุณนึกถึงพระเยซู คุณนึกภาพของพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองผู้อื่นในฐานะสิ่งมีชีวิตอันงดงามที่พระองค์ได้ทรงสร้างตามพระฉายของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้นำที่ถ่อมตน</title>
      <itunes:title>ผู้นำที่ถ่อมตน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e0180084-ae80-48c9-a739-0eb4011ca6fd</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก... แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้ [ ยอห์น 1:26-27 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีด้านใดในชีวิตที่คุณอาจรู้สึกว่ายากในการแสดงความถ่อมตน พระวิญญาณจะสามารถเสริมกำลังให้คุณสำแดงความถ่อมตนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานพระคุณที่ข้าพระองค์จะสำแดงความถ่อมตน ตามแบบอย่างที่พระองค์ได้สำแดงแก่เราทั้งในการดำเนินชีวิตและในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก... แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้ [ ยอห์น 1:26-27 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีด้านใดในชีวิตที่คุณอาจรู้สึกว่ายากในการแสดงความถ่อมตน พระวิญญาณจะสามารถเสริมกำลังให้คุณสำแดงความถ่อมตนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานพระคุณที่ข้าพระองค์จะสำแดงความถ่อมตน ตามแบบอย่างที่พระองค์ได้สำแดงแก่เราทั้งในการดำเนินชีวิตและในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 23 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ca32f761/6a48c27f.mp3" length="11915041" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 กุมาพันธ์ 2026</p><p><em>มีพระองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่ในหมู่พวกท่านนั้น ท่านไม่รู้จัก... แม้สายรัดฉลองพระบาทของพระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่บังควรที่จะแก้ [ ยอห์น 1:26-27 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีด้านใดในชีวิตที่คุณอาจรู้สึกว่ายากในการแสดงความถ่อมตน พระวิญญาณจะสามารถเสริมกำลังให้คุณสำแดงความถ่อมตนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานพระคุณที่ข้าพระองค์จะสำแดงความถ่อมตน ตามแบบอย่างที่พระองค์ได้สำแดงแก่เราทั้งในการดำเนินชีวิตและในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรียนรู้ที่จะรัก</title>
      <itunes:title>เรียนรู้ที่จะรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">64738869-fd53-472b-9f4a-e679b60f1139</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณไม่สามารถรักเหมือนพระคริสต์ได้ คุณจะแสดงความรักของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>พระเยซู โปรดนำให้ข้าพระองค์รักเหมือนพระองค์ด้วยเถิด</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณไม่สามารถรักเหมือนพระคริสต์ได้ คุณจะแสดงความรักของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>พระเยซู โปรดนำให้ข้าพระองค์รักเหมือนพระองค์ด้วยเถิด</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 22 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cec600dc/570d58e3.mp3" length="12068018" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณไม่สามารถรักเหมือนพระคริสต์ได้ คุณจะแสดงความรักของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>พระเยซู โปรดนำให้ข้าพระองค์รักเหมือนพระองค์ด้วยเถิด</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จำไว้ว่าจะต้องลืม</title>
      <itunes:title>จำไว้ว่าจะต้องลืม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">39d9727f-abf4-4cfb-9b85-41b2fb42ce76</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่...จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความทรงจำอันมืดมนถึงความยากลำบากและเจ็บปวดใดที่หลอกหลอนคุณอยู่ คุณจะยอมให้พระเจ้าแห่งความหวังพาคุณก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงทราบถึงรอยแผลเป็นและบาดแผล ความโกรธและความโศกเศร้าของข้าพระองค์ โปรดโอบอุ้มข้าพระองค์ไว้ในความดีและพระเมตตาของพระองค์ ขอทรงเยียวยาจากความเจ็บปวดในอดีตที่ข้าพระองค์ยังลืมไม่ลงด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่...จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความทรงจำอันมืดมนถึงความยากลำบากและเจ็บปวดใดที่หลอกหลอนคุณอยู่ คุณจะยอมให้พระเจ้าแห่งความหวังพาคุณก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงทราบถึงรอยแผลเป็นและบาดแผล ความโกรธและความโศกเศร้าของข้าพระองค์ โปรดโอบอุ้มข้าพระองค์ไว้ในความดีและพระเมตตาของพระองค์ ขอทรงเยียวยาจากความเจ็บปวดในอดีตที่ข้าพระองค์ยังลืมไม่ลงด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 21 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8c9a1314/c7daeeb4.mp3" length="14207971" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>887</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่...จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความทรงจำอันมืดมนถึงความยากลำบากและเจ็บปวดใดที่หลอกหลอนคุณอยู่ คุณจะยอมให้พระเจ้าแห่งความหวังพาคุณก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงทราบถึงรอยแผลเป็นและบาดแผล ความโกรธและความโศกเศร้าของข้าพระองค์ โปรดโอบอุ้มข้าพระองค์ไว้ในความดีและพระเมตตาของพระองค์ ขอทรงเยียวยาจากความเจ็บปวดในอดีตที่ข้าพระองค์ยังลืมไม่ลงด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู</title>
      <itunes:title>มีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2fc43099-86eb-4349-9f2c-b2f222cd57fd</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>[พระเยซู] ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์ [ 1 เธสะโลนิกา 5:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นความเสียหายที่เกิดจากคำสอนเท็จเมื่อใดบ้าง แบบอย่างความรักของพระคริสต์ช่วยให้เรารู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้นำที่ไม่น่าไว้วางใจ</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะไม่ให้ผู้นำคนใดมาแทนที่พระเยซู ที่อยู่ในใจของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>[พระเยซู] ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์ [ 1 เธสะโลนิกา 5:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นความเสียหายที่เกิดจากคำสอนเท็จเมื่อใดบ้าง แบบอย่างความรักของพระคริสต์ช่วยให้เรารู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้นำที่ไม่น่าไว้วางใจ</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะไม่ให้ผู้นำคนใดมาแทนที่พระเยซู ที่อยู่ในใจของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7ab31a75/5ef861f4.mp3" length="13430579" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>838</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>[พระเยซู] ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์ [ 1 เธสะโลนิกา 5:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นความเสียหายที่เกิดจากคำสอนเท็จเมื่อใดบ้าง แบบอย่างความรักของพระคริสต์ช่วยให้เรารู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้นำที่ไม่น่าไว้วางใจ</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะไม่ให้ผู้นำคนใดมาแทนที่พระเยซู ที่อยู่ในใจของข้าพระองค์ และขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักที่ล้นเหลือ</title>
      <itunes:title>ความรักที่ล้นเหลือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d7e05c11-b8d7-48e8-b6e9-af606f03bc11</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลง...ให้เขาอยู่กับเจ้า [ เลวีนิติ 25:35  ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยสัมผัสความรักที่ล้นเหลือของพระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะเผื่อแผ่ความรักนั้นไปยังผู้อื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์ จะส่งต่อความรักล้นเหลืออันแสนอัศจรรย์ของพระองค์ให้แก่ผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลง...ให้เขาอยู่กับเจ้า [ เลวีนิติ 25:35  ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยสัมผัสความรักที่ล้นเหลือของพระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะเผื่อแผ่ความรักนั้นไปยังผู้อื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์ จะส่งต่อความรักล้นเหลืออันแสนอัศจรรย์ของพระองค์ให้แก่ผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 19 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8bad4c11/1d153a02.mp3" length="12320051" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>769</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลง...ให้เขาอยู่กับเจ้า [ เลวีนิติ 25:35  ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยสัมผัสความรักที่ล้นเหลือของพระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะเผื่อแผ่ความรักนั้นไปยังผู้อื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์ จะส่งต่อความรักล้นเหลืออันแสนอัศจรรย์ของพระองค์ให้แก่ผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การฟื้นฟูของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>การฟื้นฟูของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">28541acb-a464-4cbe-ab97-34633edc4045</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เราจะให้บรรดาปีของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม คือที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสีย [ โยเอล 2:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเคยช่วยคุณอย่างไรบ้างในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย คุณจะหันไปหาพระเจ้าในสถานการณ์ปัจจุบันของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงฟื้นฟูข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เราจะให้บรรดาปีของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม คือที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสีย [ โยเอล 2:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเคยช่วยคุณอย่างไรบ้างในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย คุณจะหันไปหาพระเจ้าในสถานการณ์ปัจจุบันของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงฟื้นฟูข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1e8b8ee8/008e4726.mp3" length="15033026" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>939</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เราจะให้บรรดาปีของเจ้าคืนสู่สภาพเดิม คือที่ตั๊กแตนวัยบินได้กินเสีย [ โยเอล 2:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเคยช่วยคุณอย่างไรบ้างในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย คุณจะหันไปหาพระเจ้าในสถานการณ์ปัจจุบันของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงฟื้นฟูข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่อของเบลล์</title>
      <itunes:title>ความเชื่อของเบลล์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">07b83a63-9c7f-4e0b-97f9-600f9e1a4a84</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต [ ยอห์น 3:36 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมเป้าหมายสำหรับชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง การพบความหวังในพระคริสต์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับเป้าหมาย และแผนการที่พระองค์มีสำหรับข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต [ ยอห์น 3:36 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมเป้าหมายสำหรับชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง การพบความหวังในพระคริสต์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับเป้าหมาย และแผนการที่พระองค์มีสำหรับข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8c3a8286/000bdfc9.mp3" length="13054403" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>815</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต [ ยอห์น 3:36 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมเป้าหมายสำหรับชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง การพบความหวังในพระคริสต์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับเป้าหมาย และแผนการที่พระองค์มีสำหรับข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต้องมีความถ่อมใจ</title>
      <itunes:title>ต้องมีความถ่อมใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a056f1e7-525e-4f2a-aa4b-143af3cb944d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>[ยาโคบ]เดินออกหน้าไปก่อน กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา [ ปฐมกาล 33:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความสัมพันธ์ใดในชีวิตของคุณที่ควรต้องมีการคืนดี คุณจะเริ่มกระบวนการนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่เก็บความโกรธแค้นหรือขมขื่นไว้ และโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะให้อภัยและขอการยกโทษจากผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>[ยาโคบ]เดินออกหน้าไปก่อน กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา [ ปฐมกาล 33:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความสัมพันธ์ใดในชีวิตของคุณที่ควรต้องมีการคืนดี คุณจะเริ่มกระบวนการนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่เก็บความโกรธแค้นหรือขมขื่นไว้ และโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะให้อภัยและขอการยกโทษจากผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 16 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3a4c66c2/0cb5622c.mp3" length="11871995" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>741</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>[ยาโคบ]เดินออกหน้าไปก่อน กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา [ ปฐมกาล 33:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความสัมพันธ์ใดในชีวิตของคุณที่ควรต้องมีการคืนดี คุณจะเริ่มกระบวนการนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่เก็บความโกรธแค้นหรือขมขื่นไว้ และโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะให้อภัยและขอการยกโทษจากผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดูแลด้วยความใส่ใจ</title>
      <itunes:title>ดูแลด้วยความใส่ใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4c004aa8-746a-4a48-8641-1a9b51cd629c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการแสดงความรักต่อคนบางคนจึงเป็นเรื่องยาก มีสิ่งใดบ้างที่จะช่วยให้คุณรักพวกเขาในแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระเยซู</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ด้วยความรักที่เสียสละ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นในแบบเดียวกันด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการแสดงความรักต่อคนบางคนจึงเป็นเรื่องยาก มีสิ่งใดบ้างที่จะช่วยให้คุณรักพวกเขาในแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระเยซู</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ด้วยความรักที่เสียสละ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นในแบบเดียวกันด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 15 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/125fe693/64c1e556.mp3" length="13234962" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>826</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการแสดงความรักต่อคนบางคนจึงเป็นเรื่องยาก มีสิ่งใดบ้างที่จะช่วยให้คุณรักพวกเขาในแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระเยซู</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ด้วยความรักที่เสียสละ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นในแบบเดียวกันด้วยเถิด</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นที่รักของพระเจ้าชั่วนิรันดร์</title>
      <itunes:title>เป็นที่รักของพระเจ้าชั่วนิรันดร์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4b72ac7c-2921-4af6-9a6f-f88b47bfe302</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เรา​ได้​รัก​เจ้า​ด้วย​ความ​รัก​นิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมองหาความรักบนโลกนี้ด้วยวิธีใดบ้าง พระเจ้าทรงสำแดงความรักนิรันดร์ของพระองค์ต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ข้าพระองค์ซาบซึ้งใจ ที่พระองค์ทรงติดตามหาข้าพระองค์ด้วยความรักนิรันดร์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เรา​ได้​รัก​เจ้า​ด้วย​ความ​รัก​นิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมองหาความรักบนโลกนี้ด้วยวิธีใดบ้าง พระเจ้าทรงสำแดงความรักนิรันดร์ของพระองค์ต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ข้าพระองค์ซาบซึ้งใจ ที่พระองค์ทรงติดตามหาข้าพระองค์ด้วยความรักนิรันดร์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 14 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dd8170a3/ed3b1a9f.mp3" length="12063870" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เรา​ได้​รัก​เจ้า​ด้วย​ความ​รัก​นิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมองหาความรักบนโลกนี้ด้วยวิธีใดบ้าง พระเจ้าทรงสำแดงความรักนิรันดร์ของพระองค์ต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ข้าพระองค์ซาบซึ้งใจ ที่พระองค์ทรงติดตามหาข้าพระองค์ด้วยความรักนิรันดร์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงระวัง!</title>
      <itunes:title>จงระวัง!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6d083ccb-7395-4481-863d-e0973ad3a958</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เหตุ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​น้อม​ใจ​ยอม​ฟัง​พระ​เจ้า จง​ต่อสู้​กับ​มาร และ​มัน​จะ​หนี​ท่าน​ไป​ [ ยากอบ 4:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณมักจะอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการทดลอง พระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไรในช่วงเวลาเหล่านั้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้าใกล้พระองค์แทนที่จะถอยห่าง ข้าพระองค์ต้องการการทรงนำจากพระองค์ในทุกๆวันเพื่อจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เหตุ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​น้อม​ใจ​ยอม​ฟัง​พระ​เจ้า จง​ต่อสู้​กับ​มาร และ​มัน​จะ​หนี​ท่าน​ไป​ [ ยากอบ 4:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณมักจะอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการทดลอง พระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไรในช่วงเวลาเหล่านั้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้าใกล้พระองค์แทนที่จะถอยห่าง ข้าพระองค์ต้องการการทรงนำจากพระองค์ในทุกๆวันเพื่อจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 13 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/41420fd8/36c17e05.mp3" length="12827852" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>801</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เหตุ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​น้อม​ใจ​ยอม​ฟัง​พระ​เจ้า จง​ต่อสู้​กับ​มาร และ​มัน​จะ​หนี​ท่าน​ไป​ [ ยากอบ 4:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณมักจะอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการทดลอง พระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไรในช่วงเวลาเหล่านั้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้าใกล้พระองค์แทนที่จะถอยห่าง ข้าพระองค์ต้องการการทรงนำจากพระองค์ในทุกๆวันเพื่อจะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตัวตนไร้กังวล</title>
      <itunes:title>ตัวตนไร้กังวล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">11614f42-cd9e-44e4-a739-a92faec5a56d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ข้า​พระ​องค์​จะ​เอน​กาย​ลง​นอน​หลับ​ใน​ความ​สันติ [ สดุดี 4:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สถานการณ์ใดในปัจจุบันที่ทำให้คุณวิตกกังวล การเป็นผู้นำแบบตัวตนไร้กังวลนั้นมีลักษณะอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุข พระองค์ผู้เดียวคือความปลอดภัยของข้าพระองค์ ขอให้ความไว้วางใจที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์หนุนใจให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกัน</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ข้า​พระ​องค์​จะ​เอน​กาย​ลง​นอน​หลับ​ใน​ความ​สันติ [ สดุดี 4:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สถานการณ์ใดในปัจจุบันที่ทำให้คุณวิตกกังวล การเป็นผู้นำแบบตัวตนไร้กังวลนั้นมีลักษณะอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุข พระองค์ผู้เดียวคือความปลอดภัยของข้าพระองค์ ขอให้ความไว้วางใจที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์หนุนใจให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกัน</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 12 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b5d0d66b/146a2650.mp3" length="12646467" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>789</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ข้า​พระ​องค์​จะ​เอน​กาย​ลง​นอน​หลับ​ใน​ความ​สันติ [ สดุดี 4:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สถานการณ์ใดในปัจจุบันที่ทำให้คุณวิตกกังวล การเป็นผู้นำแบบตัวตนไร้กังวลนั้นมีลักษณะอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุข พระองค์ผู้เดียวคือความปลอดภัยของข้าพระองค์ ขอให้ความไว้วางใจที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์หนุนใจให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกัน</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ถวายพระเกียรติแด่พระเยซู</title>
      <itunes:title>ถวายพระเกียรติแด่พระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6826e520-431f-4cac-9604-ec695a12a901</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เขาได้​กระทำ​การ​ดี​แก่​เรา​ [ มัทธิว 26:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณถวายเกียรติแด่พระเยซูด้วยการกระทำ ความรักที่คุณมีต่อพระองค์สามารถกระตุ้นให้คุณทำความดีอะไรได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ชีวิตของผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซู เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพระองค์รักพระองค์มากขึ้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เห็นหนทางที่จะแบ่งปันความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เขาได้​กระทำ​การ​ดี​แก่​เรา​ [ มัทธิว 26:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณถวายเกียรติแด่พระเยซูด้วยการกระทำ ความรักที่คุณมีต่อพระองค์สามารถกระตุ้นให้คุณทำความดีอะไรได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ชีวิตของผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซู เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพระองค์รักพระองค์มากขึ้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เห็นหนทางที่จะแบ่งปันความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 11 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/092b70ff/6b5cab51.mp3" length="12302927" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>768</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เขาได้​กระทำ​การ​ดี​แก่​เรา​ [ มัทธิว 26:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณถวายเกียรติแด่พระเยซูด้วยการกระทำ ความรักที่คุณมีต่อพระองค์สามารถกระตุ้นให้คุณทำความดีอะไรได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ชีวิตของผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซู เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพระองค์รักพระองค์มากขึ้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เห็นหนทางที่จะแบ่งปันความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การแลกเปลี่ยน</title>
      <itunes:title>การแลกเปลี่ยน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">27273bbd-3ed4-4e6e-bff1-c5a2079cdd0f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ตัว​เก่า​ของ​เรา​นั้น​ได้​ถูก​ตรึง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว เพื่อ​ตัว​ที่​บาป​นั้น​จะ​ถูก​ทำลาย​ให้​สิ้น​ไป และ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​ทาส​ของ​บาป​อีก​ต่อไป​ [ โรม 6:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณเป็นอย่างไรก่อนที่คุณจะต้อนรับพระเยซูเป็นองค์พระผู้ไถ่ คุณจะอธิบายชีวิตของคุณในตอนนี้ว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงประทานชีวิตใหม่แก่ข้าพระองค์ โดยทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากบาปผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ตัว​เก่า​ของ​เรา​นั้น​ได้​ถูก​ตรึง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว เพื่อ​ตัว​ที่​บาป​นั้น​จะ​ถูก​ทำลาย​ให้​สิ้น​ไป และ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​ทาส​ของ​บาป​อีก​ต่อไป​ [ โรม 6:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณเป็นอย่างไรก่อนที่คุณจะต้อนรับพระเยซูเป็นองค์พระผู้ไถ่ คุณจะอธิบายชีวิตของคุณในตอนนี้ว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงประทานชีวิตใหม่แก่ข้าพระองค์ โดยทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากบาปผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 10 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cf466393/bd3be61b.mp3" length="13437664" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>839</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ตัว​เก่า​ของ​เรา​นั้น​ได้​ถูก​ตรึง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว เพื่อ​ตัว​ที่​บาป​นั้น​จะ​ถูก​ทำลาย​ให้​สิ้น​ไป และ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​ทาส​ของ​บาป​อีก​ต่อไป​ [ โรม 6:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณเป็นอย่างไรก่อนที่คุณจะต้อนรับพระเยซูเป็นองค์พระผู้ไถ่ คุณจะอธิบายชีวิตของคุณในตอนนี้ว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงประทานชีวิตใหม่แก่ข้าพระองค์ โดยทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากบาปผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย</title>
      <itunes:title>ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aed7cd85-4833-4ceb-991c-f09a843619a3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ใจ​ของ​คน​ก็​จองหอง​ก่อน​ถึง​การ​ถูก​ทำลาย [ สุภาษิต 18:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นว่าความหยิ่งยโสนำไปสู่การถูกทำลายอย่างไร คุณเคยเห็นความถ่อมใจนำไปสู่การมีเกียรติอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานใจที่ถ่อมแก่ข้าพระองค์ และโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ปฏิเสธวิญญาณแห่งความยโสและหยิ่งผยอง</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ใจ​ของ​คน​ก็​จองหอง​ก่อน​ถึง​การ​ถูก​ทำลาย [ สุภาษิต 18:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นว่าความหยิ่งยโสนำไปสู่การถูกทำลายอย่างไร คุณเคยเห็นความถ่อมใจนำไปสู่การมีเกียรติอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานใจที่ถ่อมแก่ข้าพระองค์ และโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ปฏิเสธวิญญาณแห่งความยโสและหยิ่งผยอง</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/09b52475/dc889466.mp3" length="12995892" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>811</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ใจ​ของ​คน​ก็​จองหอง​ก่อน​ถึง​การ​ถูก​ทำลาย [ สุภาษิต 18:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นว่าความหยิ่งยโสนำไปสู่การถูกทำลายอย่างไร คุณเคยเห็นความถ่อมใจนำไปสู่การมีเกียรติอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานใจที่ถ่อมแก่ข้าพระองค์ และโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ปฏิเสธวิญญาณแห่งความยโสและหยิ่งผยอง</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อความรักปรากฏขึ้น</title>
      <itunes:title>เมื่อความรักปรากฏขึ้น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b18968f4-28d6-48df-a53a-3bc258152e95</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ท่าน​จง​ให้​เขา​ด้วย​เต็ม​ใจ และ​เมื่อ​ให้​เขา​แล้ว​อย่า​มี​จิต​คิด​เสียดาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อคุณอย่างไรเมื่อคุณขัดสน วันนี้คุณจะสำแดงความรักของพระเยซูต่อผู้ที่ขัดสนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเมตตาและมีพระทัยกว้างขวาง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันกับผู้อื่นด้วยใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นความรักของพระองค์ในตัวข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ท่าน​จง​ให้​เขา​ด้วย​เต็ม​ใจ และ​เมื่อ​ให้​เขา​แล้ว​อย่า​มี​จิต​คิด​เสียดาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อคุณอย่างไรเมื่อคุณขัดสน วันนี้คุณจะสำแดงความรักของพระเยซูต่อผู้ที่ขัดสนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเมตตาและมีพระทัยกว้างขวาง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันกับผู้อื่นด้วยใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นความรักของพระองค์ในตัวข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 08 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a4aa2ac5/80466e3d.mp3" length="11099615" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>693</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ท่าน​จง​ให้​เขา​ด้วย​เต็ม​ใจ และ​เมื่อ​ให้​เขา​แล้ว​อย่า​มี​จิต​คิด​เสียดาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อคุณอย่างไรเมื่อคุณขัดสน วันนี้คุณจะสำแดงความรักของพระเยซูต่อผู้ที่ขัดสนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเมตตาและมีพระทัยกว้างขวาง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันกับผู้อื่นด้วยใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นความรักของพระองค์ในตัวข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ</title>
      <itunes:title>น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dc7a5f50-f875-4671-a676-2e8b438ccf3a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ [ ฟีลิปปี 2:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในความสัมพันธ์ของคุณ สิ่งใดที่จะทำให้คุณกลายเป็นเหมือน ท่อระบายน้ำมากกว่าน้ำพุ คุณจะเป็นน้ำพุสำหรับคนอื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่ให้กำลังใจและความหวังแก่ทุกคนที่ข้าพระองค์พบเจอ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ [ ฟีลิปปี 2:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในความสัมพันธ์ของคุณ สิ่งใดที่จะทำให้คุณกลายเป็นเหมือน ท่อระบายน้ำมากกว่าน้ำพุ คุณจะเป็นน้ำพุสำหรับคนอื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่ให้กำลังใจและความหวังแก่ทุกคนที่ข้าพระองค์พบเจอ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1edd0be5/819dc128.mp3" length="11943891" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ [ ฟีลิปปี 2:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในความสัมพันธ์ของคุณ สิ่งใดที่จะทำให้คุณกลายเป็นเหมือน ท่อระบายน้ำมากกว่าน้ำพุ คุณจะเป็นน้ำพุสำหรับคนอื่นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่ให้กำลังใจและความหวังแก่ทุกคนที่ข้าพระองค์พบเจอ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จุดเริ่มต้นเล็กๆ</title>
      <itunes:title>จุดเริ่มต้นเล็กๆ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1b97821a-45c6-43c8-805a-eaa327bdab40</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะพระเนตร[ของพระเจ้า]…จะชื่นชมยินดีเมื่อเห็นศิลามุมเอกที่คัดสรรอยู่ในมือเศรุบบาเบล [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้รู้ว่างานของพระเจ้าเริ่มต้นจากสิ่งเล็กน้อยทำให้คุณมีกำลังใจอย่างไร คุณจะไว้วางใจในความสัตย์ซื่อของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อในแผนการของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะพระเนตร[ของพระเจ้า]…จะชื่นชมยินดีเมื่อเห็นศิลามุมเอกที่คัดสรรอยู่ในมือเศรุบบาเบล [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้รู้ว่างานของพระเจ้าเริ่มต้นจากสิ่งเล็กน้อยทำให้คุณมีกำลังใจอย่างไร คุณจะไว้วางใจในความสัตย์ซื่อของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อในแผนการของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 06 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/05ef2dbb/abc43df6.mp3" length="11961855" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>747</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะพระเนตร[ของพระเจ้า]…จะชื่นชมยินดีเมื่อเห็นศิลามุมเอกที่คัดสรรอยู่ในมือเศรุบบาเบล [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้รู้ว่างานของพระเจ้าเริ่มต้นจากสิ่งเล็กน้อยทำให้คุณมีกำลังใจอย่างไร คุณจะไว้วางใจในความสัตย์ซื่อของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อในแผนการของพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู</title>
      <itunes:title>การพักผ่อนเพื่อการฟื้นฟู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c0119740-cb36-400a-a544-5538190aeebf</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เหตุ​ฉะนั้น ขอ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​พยายาม​ที่​จะ​ได้​เข้า​สู่​การ​พำนัก​นั้น เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​มี​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​หลง​ไป [ ฮีบรู 4:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การเชื่อพระเจ้าช่วยให้คุณพำนักในหลักประกันแห่งความรอด และได้พักผ่อนฝ่ายร่างกาย อารมณ์ และจิตใจในแต่ละวันอย่างไร ที่ผ่านมาสิ่งใดทำให้คุณไม่ได้พำนักในพระสัญญาของพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นที่พักพิงอันมั่นคงของข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เหตุ​ฉะนั้น ขอ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​พยายาม​ที่​จะ​ได้​เข้า​สู่​การ​พำนัก​นั้น เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​มี​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​หลง​ไป [ ฮีบรู 4:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การเชื่อพระเจ้าช่วยให้คุณพำนักในหลักประกันแห่งความรอด และได้พักผ่อนฝ่ายร่างกาย อารมณ์ และจิตใจในแต่ละวันอย่างไร ที่ผ่านมาสิ่งใดทำให้คุณไม่ได้พำนักในพระสัญญาของพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นที่พักพิงอันมั่นคงของข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 05 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/48311cf7/b169b309.mp3" length="11255102" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>703</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>เหตุ​ฉะนั้น ขอ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​พยายาม​ที่​จะ​ได้​เข้า​สู่​การ​พำนัก​นั้น เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​มี​ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​หลง​ไป [ ฮีบรู 4:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การเชื่อพระเจ้าช่วยให้คุณพำนักในหลักประกันแห่งความรอด และได้พักผ่อนฝ่ายร่างกาย อารมณ์ และจิตใจในแต่ละวันอย่างไร ที่ผ่านมาสิ่งใดทำให้คุณไม่ได้พำนักในพระสัญญาของพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นที่พักพิงอันมั่นคงของข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรัพย์ที่สะสมไว้ในสวรรค์</title>
      <itunes:title>ทรัพย์ที่สะสมไว้ในสวรรค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8674e370-1121-4fa0-974e-f04b62e27aaf</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เรา​ไม่ได้​เอา​อะไร​เข้า​มา​ใน​โลก​ฉัน​ใด เรา​ก็​เอา​อะไร​ออกไป​จาก​โลก​ไม่ได้​ฉัน​นั้น​ [ 1 ทิโมธี 6:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะ “เก็บสัมภาระให้น้อยลง” เพื่อชีวิตนิรันดร์ได้อย่างไร คุณจะสะสมทรัพย์สมบัติอะไรไว้สำหรับสวรรค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งของและทรัพย์สินต่างๆ และขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เรา​ไม่ได้​เอา​อะไร​เข้า​มา​ใน​โลก​ฉัน​ใด เรา​ก็​เอา​อะไร​ออกไป​จาก​โลก​ไม่ได้​ฉัน​นั้น​ [ 1 ทิโมธี 6:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะ “เก็บสัมภาระให้น้อยลง” เพื่อชีวิตนิรันดร์ได้อย่างไร คุณจะสะสมทรัพย์สมบัติอะไรไว้สำหรับสวรรค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งของและทรัพย์สินต่างๆ และขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e0421a47/5329738e.mp3" length="10319709" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>644</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>​เรา​ไม่ได้​เอา​อะไร​เข้า​มา​ใน​โลก​ฉัน​ใด เรา​ก็​เอา​อะไร​ออกไป​จาก​โลก​ไม่ได้​ฉัน​นั้น​ [ 1 ทิโมธี 6:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะ “เก็บสัมภาระให้น้อยลง” เพื่อชีวิตนิรันดร์ได้อย่างไร คุณจะสะสมทรัพย์สมบัติอะไรไว้สำหรับสวรรค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งของและทรัพย์สินต่างๆ และขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จดจ่อที่พระเจ้า</title>
      <itunes:title>จดจ่อที่พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">21167f0e-cfe4-40cb-8a00-b7ab5598b464</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>วิญญาณ​ของ​เรา​อยู่​ท่ามกลาง​เจ้า อย่า​กลัว​เลย [ ฮักกัย 2:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมอบหมายงานอะไรให้คุณ คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ในขณะที่ทำภารกิจนั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์รับหน้าที่ ที่พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์กระทำ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>วิญญาณ​ของ​เรา​อยู่​ท่ามกลาง​เจ้า อย่า​กลัว​เลย [ ฮักกัย 2:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมอบหมายงานอะไรให้คุณ คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ในขณะที่ทำภารกิจนั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์รับหน้าที่ ที่พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์กระทำ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 03 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2d29a569/94d30a76.mp3" length="11655489" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>728</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><em>วิญญาณ​ของ​เรา​อยู่​ท่ามกลาง​เจ้า อย่า​กลัว​เลย [ ฮักกัย 2:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมอบหมายงานอะไรให้คุณ คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ในขณะที่ทำภารกิจนั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์รับหน้าที่ ที่พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์กระทำ</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม</title>
      <itunes:title>ติดตามพระเยซูด้วยใจถ่อม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a4ef6ad-7c8a-41d1-860c-ca31d1ba1129</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9d8715d7/52e29e1e.mp3" length="10762326" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>672</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักบริบูรณ์</title>
      <itunes:title>ความรักบริบูรณ์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">265b24e3-1f12-4191-b05c-b16c2a736970</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 01 Feb 2026 00:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/116bb69c/de292230.mp3" length="11112978" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 กุมภาพันธ์ 2026</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จดจ่อที่พระเจ้า</title>
      <itunes:title>จดจ่อที่พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e603d406-4aad-48b3-813c-5d27352a108f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8996a0e3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 มกราคม 2026</p><p><em>ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความคิดของคุณจดจ่ออยู่ที่ใด คุณจะเปลี่ยนความกังวลของคุณ เป็นคำสรรเสริญและคำอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเตือนข้าพระองค์ให้ตั้งใจจดจ่อที่พระองค์ ไม่ว่าข้าพระองค์จะต้องพบเจอกับสถานการณ์ใดก็ตาม</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 มกราคม 2026</p><p><em>ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความคิดของคุณจดจ่ออยู่ที่ใด คุณจะเปลี่ยนความกังวลของคุณ เป็นคำสรรเสริญและคำอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเตือนข้าพระองค์ให้ตั้งใจจดจ่อที่พระองค์ ไม่ว่าข้าพระองค์จะต้องพบเจอกับสถานการณ์ใดก็ตาม</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 31 Jan 2026 08:05:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8996a0e3/937753be.mp3" length="11725009" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 มกราคม 2026</p><p><em>ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความคิดของคุณจดจ่ออยู่ที่ใด คุณจะเปลี่ยนความกังวลของคุณ เป็นคำสรรเสริญและคำอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเตือนข้าพระองค์ให้ตั้งใจจดจ่อที่พระองค์ ไม่ว่าข้าพระองค์จะต้องพบเจอกับสถานการณ์ใดก็ตาม</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ในการทรงสถิตของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ในการทรงสถิตของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">47afce81-ecc8-4edd-9f1a-4be691ae953b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 มกราคม 2026<br> <br><em>คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด [ สุภาษิต 6:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงใช้เรื่องธรรมดาทั่วๆไปเพื่อช่วยให้คุณมองเห็นพระองค์ได้ดีขึ้น พระองค์ทรงเรียกให้คุณสัตย์ซื่อในงานประจำวันงานใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับการย้ำเตือนในทุกหนแห่งว่าพระองค์ทรงเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลา</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 มกราคม 2026<br> <br><em>คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด [ สุภาษิต 6:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงใช้เรื่องธรรมดาทั่วๆไปเพื่อช่วยให้คุณมองเห็นพระองค์ได้ดีขึ้น พระองค์ทรงเรียกให้คุณสัตย์ซื่อในงานประจำวันงานใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับการย้ำเตือนในทุกหนแห่งว่าพระองค์ทรงเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลา</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 30 Jan 2026 08:04:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d47636f6/fcd1da3d.mp3" length="12120816" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 มกราคม 2026<br> <br><em>คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด [ สุภาษิต 6:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงใช้เรื่องธรรมดาทั่วๆไปเพื่อช่วยให้คุณมองเห็นพระองค์ได้ดีขึ้น พระองค์ทรงเรียกให้คุณสัตย์ซื่อในงานประจำวันงานใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับการย้ำเตือนในทุกหนแห่งว่าพระองค์ทรงเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลา</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f800b720-f788-4ca6-a252-5a1b6f6ae98a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 มกราคม 2026</p><p><em>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เหตุใดในบางครั้งคุณจึงลืมใช้ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า คุณจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในการต่อสู้ของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานการปกป้องของพระองค์แก่ข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 มกราคม 2026</p><p><em>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เหตุใดในบางครั้งคุณจึงลืมใช้ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า คุณจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในการต่อสู้ของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานการปกป้องของพระองค์แก่ข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 29 Jan 2026 08:03:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/29b5694c/8a9a6d15.mp3" length="10733192" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>671</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 มกราคม 2026</p><p><em>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เหตุใดในบางครั้งคุณจึงลืมใช้ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า คุณจะยืนหยัดอย่างมั่นคงในการต่อสู้ของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานการปกป้องของพระองค์แก่ข้าพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ส่งด้วยความระมัดระวัง</title>
      <itunes:title>ส่งด้วยความระมัดระวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">41a4e164-02c1-4c28-a478-99269d736bed</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 มกราคม 2026<br> <br><em>เมื่อท่านมาจงเอาเสื้อคลุมซึ่งข้าพเจ้าได้ฝากไว้กับคารปัส ที่เมืองโตรอัสมาด้วย พร้อมกับหนังสือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่เขียนบนแผ่นหนัง [ 2 ทิโมธี 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณได้รับสิ่งของที่ย้ำเตือนถึงความรักของพระเจ้า ความมีน้ำใจนั้นหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์เห็นผู้ที่ข้าพระองค์ต้องสำแดงความรักของพระองค์แก่เขา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 มกราคม 2026<br> <br><em>เมื่อท่านมาจงเอาเสื้อคลุมซึ่งข้าพเจ้าได้ฝากไว้กับคารปัส ที่เมืองโตรอัสมาด้วย พร้อมกับหนังสือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่เขียนบนแผ่นหนัง [ 2 ทิโมธี 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณได้รับสิ่งของที่ย้ำเตือนถึงความรักของพระเจ้า ความมีน้ำใจนั้นหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์เห็นผู้ที่ข้าพระองค์ต้องสำแดงความรักของพระองค์แก่เขา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 28 Jan 2026 08:02:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1e70c266/8e665212.mp3" length="10855654" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>679</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 มกราคม 2026<br> <br><em>เมื่อท่านมาจงเอาเสื้อคลุมซึ่งข้าพเจ้าได้ฝากไว้กับคารปัส ที่เมืองโตรอัสมาด้วย พร้อมกับหนังสือ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือที่เขียนบนแผ่นหนัง [ 2 ทิโมธี 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณได้รับสิ่งของที่ย้ำเตือนถึงความรักของพระเจ้า ความมีน้ำใจนั้นหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์เห็นผู้ที่ข้าพระองค์ต้องสำแดงความรักของพระองค์แก่เขา</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังในความเชื่อ</title>
      <itunes:title>ความหวังในความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b2e10211-150c-4254-b738-e9b2b0482e23</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 มกราคม 2026</p><p><em>จงเข้มแข็ง และให้ใจของท่านกล้าหาญเถิดนะ ท่านทั้งปวงผู้รอคอยพระเจ้า [ สดุดี 31:24 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการสิ่งใดเพื่อจะก้าวผ่านความท้าทายของชีวิตไปได้ พระสัญญาแห่งความหวังทำให้คุณชื่นชมยินดีและเข้มแข็งแม้ในยามยากลำบากได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงทราบถึงการต่อสู้และความสงสัยของข้าพระองค์ โปรดประทานความเชื่อเพื่อข้าพระองค์จะไว้วางใจในพระองค์ และประทานกำลังเพื่อข้าพระองค์จะก้าวเดินต่อไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 มกราคม 2026</p><p><em>จงเข้มแข็ง และให้ใจของท่านกล้าหาญเถิดนะ ท่านทั้งปวงผู้รอคอยพระเจ้า [ สดุดี 31:24 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการสิ่งใดเพื่อจะก้าวผ่านความท้าทายของชีวิตไปได้ พระสัญญาแห่งความหวังทำให้คุณชื่นชมยินดีและเข้มแข็งแม้ในยามยากลำบากได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงทราบถึงการต่อสู้และความสงสัยของข้าพระองค์ โปรดประทานความเชื่อเพื่อข้าพระองค์จะไว้วางใจในพระองค์ และประทานกำลังเพื่อข้าพระองค์จะก้าวเดินต่อไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 27 Jan 2026 08:01:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5810c984/985981a2.mp3" length="12094067" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>756</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 มกราคม 2026</p><p><em>จงเข้มแข็ง และให้ใจของท่านกล้าหาญเถิดนะ ท่านทั้งปวงผู้รอคอยพระเจ้า [ สดุดี 31:24 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการสิ่งใดเพื่อจะก้าวผ่านความท้าทายของชีวิตไปได้ พระสัญญาแห่งความหวังทำให้คุณชื่นชมยินดีและเข้มแข็งแม้ในยามยากลำบากได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงทราบถึงการต่อสู้และความสงสัยของข้าพระองค์ โปรดประทานความเชื่อเพื่อข้าพระองค์จะไว้วางใจในพระองค์ และประทานกำลังเพื่อข้าพระองค์จะก้าวเดินต่อไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเมตตาและความยุ่งเหยิงของเรา</title>
      <itunes:title>พระเมตตาและความยุ่งเหยิงของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">92f7f520-a6bc-4737-892b-7731de92b7d3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 มกราคม 2026<br> <br><em>แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน จากภายในท้องปลา [ โยนาห์ 2:1 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการหยิบยื่นความเมตตาให้แก่ผู้อื่นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณในบางครั้ง คุณเคยได้เห็นความรักของพระเจ้าที่ติดตามหาแม้กระทั่งผู้รับที่มีปัญหาที่สุดเมื่อใด</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ด้วยความรักที่อดทนนาน โปรดสอนให้ข้าพระองค์ทำเช่นเดียวกับพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 มกราคม 2026<br> <br><em>แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน จากภายในท้องปลา [ โยนาห์ 2:1 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการหยิบยื่นความเมตตาให้แก่ผู้อื่นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณในบางครั้ง คุณเคยได้เห็นความรักของพระเจ้าที่ติดตามหาแม้กระทั่งผู้รับที่มีปัญหาที่สุดเมื่อใด</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ด้วยความรักที่อดทนนาน โปรดสอนให้ข้าพระองค์ทำเช่นเดียวกับพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 26 Jan 2026 08:01:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1fb380e8/2ce950e7.mp3" length="12657058" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>792</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 มกราคม 2026<br> <br><em>แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน จากภายในท้องปลา [ โยนาห์ 2:1 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการหยิบยื่นความเมตตาให้แก่ผู้อื่นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณในบางครั้ง คุณเคยได้เห็นความรักของพระเจ้าที่ติดตามหาแม้กระทั่งผู้รับที่มีปัญหาที่สุดเมื่อใด</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ด้วยความรักที่อดทนนาน โปรดสอนให้ข้าพระองค์ทำเช่นเดียวกับพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นเหมือนพระเยซู</title>
      <itunes:title>เป็นเหมือนพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a033cc04-cfc3-45cc-8f2e-3ef67872fd3e</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 มกราคม 2026</p><p><em>เราทั้งหลาย...ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณปรารถนาจะเป็นเหมือนพระเยซูในเรื่องใด คุณจะมีส่วนร่วมในพระราชกิจที่ทรงกระทำอยู่ในชีวิตคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นเหมือนพระองค์เหลือเกิน! ขอทรงให้การเปลี่ยนแปลงของพระองค์เกิดขึ้นภายในหัวใจของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 มกราคม 2026</p><p><em>เราทั้งหลาย...ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณปรารถนาจะเป็นเหมือนพระเยซูในเรื่องใด คุณจะมีส่วนร่วมในพระราชกิจที่ทรงกระทำอยู่ในชีวิตคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นเหมือนพระองค์เหลือเกิน! ขอทรงให้การเปลี่ยนแปลงของพระองค์เกิดขึ้นภายในหัวใจของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 25 Jan 2026 08:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c75ed8c8/686d6cf0.mp3" length="10851474" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>679</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 มกราคม 2026</p><p><em>เราทั้งหลาย...ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณปรารถนาจะเป็นเหมือนพระเยซูในเรื่องใด คุณจะมีส่วนร่วมในพระราชกิจที่ทรงกระทำอยู่ในชีวิตคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นเหมือนพระองค์เหลือเกิน! ขอทรงให้การเปลี่ยนแปลงของพระองค์เกิดขึ้นภายในหัวใจของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>อยู่ในเอื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0931d25a-ff62-4389-a16d-07d375d0dff1</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 มกราคม 2026<br> <br><em>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอยู่ท่ามกลางเจ้า เป็นนักรบผู้ประทานความมีชัย [ เศฟันยาห์ 3:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าเหลือเกิน พระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณได้เปลี่ยนแปลงให้คุณมีเมตตาต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความห่วงใยมากพอที่จะเห็น และแบ่งปันเรื่องของพระองค์กับผู้ที่ต้องการพระองค์อย่างมากเช่นเดียวกับข้าพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 มกราคม 2026<br> <br><em>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอยู่ท่ามกลางเจ้า เป็นนักรบผู้ประทานความมีชัย [ เศฟันยาห์ 3:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าเหลือเกิน พระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณได้เปลี่ยนแปลงให้คุณมีเมตตาต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความห่วงใยมากพอที่จะเห็น และแบ่งปันเรื่องของพระองค์กับผู้ที่ต้องการพระองค์อย่างมากเช่นเดียวกับข้าพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 24 Jan 2026 07:59:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ea185539/277ef4dd.mp3" length="11075500" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>693</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 มกราคม 2026<br> <br><em>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอยู่ท่ามกลางเจ้า เป็นนักรบผู้ประทานความมีชัย [ เศฟันยาห์ 3:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าเหลือเกิน พระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณได้เปลี่ยนแปลงให้คุณมีเมตตาต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความห่วงใยมากพอที่จะเห็น และแบ่งปันเรื่องของพระองค์กับผู้ที่ต้องการพระองค์อย่างมากเช่นเดียวกับข้าพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>รอดชีวิตโดยพระเมตตาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">68701480-d796-424a-8621-2f17fde022cb</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 มกราคม 2026</p><p><em>​ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม [ อิสยาห์ 1:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังจมดิ่งลง คุณเข้าใจถึงการที่พระเจ้าประทานเรือชูชีพว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาและการช่วยให้รอดของพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 มกราคม 2026</p><p><em>​ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม [ อิสยาห์ 1:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังจมดิ่งลง คุณเข้าใจถึงการที่พระเจ้าประทานเรือชูชีพว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาและการช่วยให้รอดของพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 23 Jan 2026 07:59:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b282f1c3/9f4a7963.mp3" length="11508924" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 มกราคม 2026</p><p><em>​ถ้าพระเจ้าจอมโยธามิได้เหลือคนไว้ให้เราบ้างเล็กน้อยแล้ว เราก็จะได้เป็นเหมือนเมืองโสโดม [ อิสยาห์ 1:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังจมดิ่งลง คุณเข้าใจถึงการที่พระเจ้าประทานเรือชูชีพว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาและการช่วยให้รอดของพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความปรารถนาที่ได้รับการเติมเต็ม</title>
      <itunes:title>ความปรารถนาที่ได้รับการเติมเต็ม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">78356668-ac77-42ba-83d2-2e2228bbd103</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 มกราคม 2026<br> <br><em>พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา [ วิวรณ์ 21:3 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรที่พระเจ้าทรง “ต้องการ” คุณ สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรเมื่อคุณจำเป็นต้องกลับใจจากการทำผิด</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 มกราคม 2026<br> <br><em>พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา [ วิวรณ์ 21:3 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรที่พระเจ้าทรง “ต้องการ” คุณ สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรเมื่อคุณจำเป็นต้องกลับใจจากการทำผิด</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 22 Jan 2026 07:24:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/77785168/85a98b46.mp3" length="10740297" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>672</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 มกราคม 2026<br> <br><em>พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา [ วิวรณ์ 21:3 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรที่พระเจ้าทรง “ต้องการ” คุณ สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรเมื่อคุณจำเป็นต้องกลับใจจากการทำผิด</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การขัดจังหวะของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>การขัดจังหวะของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">34cb59ce-e0e0-422c-bea3-2271420c7d05</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 มกราคม 2026<br> <br><em>หญิงมั่งมีคนหนึ่ง...ได้ชวน[เอลีชา]ให้รับประทานอาหาร [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:8 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าอาจทรงมีแผนการใดที่ขัดจังหวะคุณบ้าง คุณมีวิธีการใดที่จะรับใช้ผู้อื่นให้ดีที่สุด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดหัวใจของข้าพระองค์ให้ฟังเสียงของพระองค์ และรับใช้ตามการทรงนำของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 มกราคม 2026<br> <br><em>หญิงมั่งมีคนหนึ่ง...ได้ชวน[เอลีชา]ให้รับประทานอาหาร [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:8 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าอาจทรงมีแผนการใดที่ขัดจังหวะคุณบ้าง คุณมีวิธีการใดที่จะรับใช้ผู้อื่นให้ดีที่สุด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดหัวใจของข้าพระองค์ให้ฟังเสียงของพระองค์ และรับใช้ตามการทรงนำของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 21 Jan 2026 07:23:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/01db8eb3/8acd8a82.mp3" length="11338397" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 มกราคม 2026<br> <br><em>หญิงมั่งมีคนหนึ่ง...ได้ชวน[เอลีชา]ให้รับประทานอาหาร [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:8 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าอาจทรงมีแผนการใดที่ขัดจังหวะคุณบ้าง คุณมีวิธีการใดที่จะรับใช้ผู้อื่นให้ดีที่สุด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดหัวใจของข้าพระองค์ให้ฟังเสียงของพระองค์ และรับใช้ตามการทรงนำของพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิทธิโดยกำเนิดของเราในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>สิทธิโดยกำเนิดของเราในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7a5d908d-b253-4ca0-8a9b-e0ceb71d61bc</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 มกราคม 2026</p><p><em>ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก [ กิจการ 11:26 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อผู้คนได้ยินชื่อ “คริสเตียน” คุณคิดว่าพวกเขานึกถึงอะไร การถูกเรียกว่าคริสเตียนมีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 มกราคม 2026</p><p><em>ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก [ กิจการ 11:26 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อผู้คนได้ยินชื่อ “คริสเตียน” คุณคิดว่าพวกเขานึกถึงอะไร การถูกเรียกว่าคริสเตียนมีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 20 Jan 2026 07:22:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/035dfd9c/6bbe6c70.mp3" length="12313496" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>770</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 มกราคม 2026</p><p><em>ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก [ กิจการ 11:26 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อผู้คนได้ยินชื่อ “คริสเตียน” คุณคิดว่าพวกเขานึกถึงอะไร การถูกเรียกว่าคริสเตียนมีความหมายต่อคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากชนทุกชาติ</title>
      <itunes:title>จากชนทุกชาติ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c67901db-1d9c-4146-aa0c-b8d9652ad580</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 มกราคม 2026</p><p><em>พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่คนใดๆ ในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ [ กิจการ 10:34-35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำลายกำแพงระหว่างชนชาติต่างๆลง คุณจะพูดแทนผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ สร้างความแตกต่างเพื่อพระองค์ ในชุมชนของข้าพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 มกราคม 2026</p><p><em>พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่คนใดๆ ในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ [ กิจการ 10:34-35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำลายกำแพงระหว่างชนชาติต่างๆลง คุณจะพูดแทนผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ สร้างความแตกต่างเพื่อพระองค์ ในชุมชนของข้าพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 19 Jan 2026 07:21:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3b28e756/3aca6500.mp3" length="11839948" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>740</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 มกราคม 2026</p><p><em>พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่คนใดๆ ในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ [ กิจการ 10:34-35 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงทรงทำลายกำแพงระหว่างชนชาติต่างๆลง คุณจะพูดแทนผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ สร้างความแตกต่างเพื่อพระองค์ ในชุมชนของข้าพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่อและคำกล่าวหาเท็จ</title>
      <itunes:title>ความเชื่อและคำกล่าวหาเท็จ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ec83af2e-35fc-4573-b302-a1698538b075</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 มกราคม 2026<br> <br><em>ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอพระองค์ทรงเสริมกำลังมือของข้าพระองค์ [ เนหะมีย์ 6:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เหตุใดบางครั้งผู้เชื่อในพระเยซูจึงถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ คุณจะดำเนินชีวิตที่สำแดงความเชื่ออย่างกล้าหาญได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 มกราคม 2026<br> <br><em>ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอพระองค์ทรงเสริมกำลังมือของข้าพระองค์ [ เนหะมีย์ 6:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เหตุใดบางครั้งผู้เชื่อในพระเยซูจึงถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ คุณจะดำเนินชีวิตที่สำแดงความเชื่ออย่างกล้าหาญได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 18 Jan 2026 07:20:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b1151203/a30fa2c2.mp3" length="13014831" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>814</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 มกราคม 2026<br> <br><em>ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอพระองค์ทรงเสริมกำลังมือของข้าพระองค์ [ เนหะมีย์ 6:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เหตุใดบางครั้งผู้เชื่อในพระเยซูจึงถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ คุณจะดำเนินชีวิตที่สำแดงความเชื่ออย่างกล้าหาญได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระเยซู</title>
      <itunes:title>ความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3e83d226-62a8-4db8-8e3e-e67cbb592c25</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 มกราคม 2026</p><p><em>ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา [ มัทธิว 10:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณต้องการความกล้ามากเป็นพิเศษในการยืนหยัดเพื่อพระเยซู คุณคิดว่าสิ่งใดที่ช่วยคุณในการเป็นพยานเพื่อพระองค์</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญในฐานะผู้เชื่อในพระบุตรของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 มกราคม 2026</p><p><em>ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา [ มัทธิว 10:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณต้องการความกล้ามากเป็นพิเศษในการยืนหยัดเพื่อพระเยซู คุณคิดว่าสิ่งใดที่ช่วยคุณในการเป็นพยานเพื่อพระองค์</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญในฐานะผู้เชื่อในพระบุตรของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 17 Jan 2026 07:19:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f8a382a2/1b601f6c.mp3" length="12674194" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>793</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 มกราคม 2026</p><p><em>ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา [ มัทธิว 10:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณต้องการความกล้ามากเป็นพิเศษในการยืนหยัดเพื่อพระเยซู คุณคิดว่าสิ่งใดที่ช่วยคุณในการเป็นพยานเพื่อพระองค์</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญในฐานะผู้เชื่อในพระบุตรของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเข้าใจที่ถูกขยาย</title>
      <itunes:title>ความเข้าใจที่ถูกขยาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">359484f3-3961-4b42-9a75-1dcc61dbd6a6</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 มกราคม 2026</p><p><em>ข้าพระองค์จะวิ่งในทางพระบัญญัติของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงขยายความเข้าใจของข้าพระองค์ [ สดุดี 119:32 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรง “ขยาย” หัวใจและความเข้าใจของคุณอย่างไร มีด้านใดในชีวิตของคุณที่จะต้องทูลขอให้พระองค์ช่วยทำให้เติบโตขึ้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเปิดใจของข้าพระองค์สู่ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ โปรดขยายหัวใจและความเข้าใจของข้าพระองค์ในวันนี้และทุกๆวัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 มกราคม 2026</p><p><em>ข้าพระองค์จะวิ่งในทางพระบัญญัติของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงขยายความเข้าใจของข้าพระองค์ [ สดุดี 119:32 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรง “ขยาย” หัวใจและความเข้าใจของคุณอย่างไร มีด้านใดในชีวิตของคุณที่จะต้องทูลขอให้พระองค์ช่วยทำให้เติบโตขึ้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเปิดใจของข้าพระองค์สู่ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ โปรดขยายหัวใจและความเข้าใจของข้าพระองค์ในวันนี้และทุกๆวัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 16 Jan 2026 07:18:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/135224ae/9ce4facc.mp3" length="12378697" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>774</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 มกราคม 2026</p><p><em>ข้าพระองค์จะวิ่งในทางพระบัญญัติของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงขยายความเข้าใจของข้าพระองค์ [ สดุดี 119:32 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรง “ขยาย” หัวใจและความเข้าใจของคุณอย่างไร มีด้านใดในชีวิตของคุณที่จะต้องทูลขอให้พระองค์ช่วยทำให้เติบโตขึ้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเปิดใจของข้าพระองค์สู่ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ โปรดขยายหัวใจและความเข้าใจของข้าพระองค์ในวันนี้และทุกๆวัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกรุณาที่มองไม่เห็น</title>
      <itunes:title>ความกรุณาที่มองไม่เห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3aec3fc7-153a-4626-b89d-451ae9ef72d2</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 มกราคม 2026<br> <br><em>ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:16 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมีวิธีในการดูแลคุณอย่างไร คุณจะขอบพระคุณพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้าพระองค์แยกขาดจากความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ในพระเยซูได้ เพราะเหตุนี้ข้าพระองค์จึงขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 มกราคม 2026<br> <br><em>ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:16 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมีวิธีในการดูแลคุณอย่างไร คุณจะขอบพระคุณพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้าพระองค์แยกขาดจากความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ในพระเยซูได้ เพราะเหตุนี้ข้าพระองค์จึงขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 15 Jan 2026 07:10:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fe122cba/884c20b7.mp3" length="11174139" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>699</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 มกราคม 2026<br> <br><em>ฝ่ายเรามีมากกว่าฝ่ายเขา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:16 ]<br></em> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมีวิธีในการดูแลคุณอย่างไร คุณจะขอบพระคุณพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้าพระองค์แยกขาดจากความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ในพระเยซูได้ เพราะเหตุนี้ข้าพระองค์จึงขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การชูใจจากพระเจ้า</title>
      <itunes:title>การชูใจจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">de9a7604-2bec-4052-9565-a001e221a4d9</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มกราคม 2026<br> <br><em>พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง... ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น [ 2 โครินธ์ 1:3-4 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้รับการชูใจจากพระเจ้าเมื่อใดและอย่างไร คุณจะชูใจผู้อื่นที่กำลังเผชิญกับการทดลองได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง ขอบพระคุณที่ประทานความชูใจของพระองค์ แก่ข้าพระองค์ และขอโปรดให้ข้าพระองค์แบ่งปันความชูใจนั้นกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มกราคม 2026<br> <br><em>พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง... ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น [ 2 โครินธ์ 1:3-4 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้รับการชูใจจากพระเจ้าเมื่อใดและอย่างไร คุณจะชูใจผู้อื่นที่กำลังเผชิญกับการทดลองได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง ขอบพระคุณที่ประทานความชูใจของพระองค์ แก่ข้าพระองค์ และขอโปรดให้ข้าพระองค์แบ่งปันความชูใจนั้นกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 14 Jan 2026 07:09:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c0308537/7e08ba4b.mp3" length="12915357" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>808</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 มกราคม 2026<br> <br><em>พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง... ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น [ 2 โครินธ์ 1:3-4 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้รับการชูใจจากพระเจ้าเมื่อใดและอย่างไร คุณจะชูใจผู้อื่นที่กำลังเผชิญกับการทดลองได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง ขอบพระคุณที่ประทานความชูใจของพระองค์ แก่ข้าพระองค์ และขอโปรดให้ข้าพระองค์แบ่งปันความชูใจนั้นกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยึดพระเจ้าไว้</title>
      <itunes:title>ยึดพระเจ้าไว้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">309fdf50-7279-4cf9-bf2b-faf0c9cb3a71</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มกราคม 2026</p><p><em>ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า [ ปฐมกาล 32:26 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การยึดพระเจ้าไว้มั่นมีความหมายอย่างไรต่อคุณ ความบากบั่นฝ่ายวิญญาณเป็นพระพรแก่คุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้าข้า ขณะเมื่อข้าพระองค์ยึดพระองค์ไว้มั่น ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะบากบั่นในฝ่ายวิญญาณเพื่อแสวงหาพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มกราคม 2026</p><p><em>ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า [ ปฐมกาล 32:26 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การยึดพระเจ้าไว้มั่นมีความหมายอย่างไรต่อคุณ ความบากบั่นฝ่ายวิญญาณเป็นพระพรแก่คุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้าข้า ขณะเมื่อข้าพระองค์ยึดพระองค์ไว้มั่น ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะบากบั่นในฝ่ายวิญญาณเพื่อแสวงหาพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 13 Jan 2026 07:08:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/03b87aff/fe93eecf.mp3" length="11519373" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 มกราคม 2026</p><p><em>ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า [ ปฐมกาล 32:26 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การยึดพระเจ้าไว้มั่นมีความหมายอย่างไรต่อคุณ ความบากบั่นฝ่ายวิญญาณเป็นพระพรแก่คุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้าข้า ขณะเมื่อข้าพระองค์ยึดพระองค์ไว้มั่น ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะบากบั่นในฝ่ายวิญญาณเพื่อแสวงหาพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเนตรที่รู้ทุกสิ่ง</title>
      <itunes:title>พระเนตรที่รู้ทุกสิ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">54c9cd57-b1c9-4b4d-b777-5af61d0201a1</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มกราคม 2026</p><p><em>เราจะแนะนำ...เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณอาจกลายเป็นแค่พิธีกรรมได้ในทางใดบ้าง คุณจะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อคุณอ่านและใคร่ครวญพระคัมภีร์</p><p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ไม่เพียงแต่รู้จักข้าพระองค์อย่างลึกซึ้ง แต่ยังทรงขอให้ข้าพระองค์มีส่วนร่วมในการขยายอาณาจักรของพระองค์ด้วย</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มกราคม 2026</p><p><em>เราจะแนะนำ...เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณอาจกลายเป็นแค่พิธีกรรมได้ในทางใดบ้าง คุณจะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อคุณอ่านและใคร่ครวญพระคัมภีร์</p><p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ไม่เพียงแต่รู้จักข้าพระองค์อย่างลึกซึ้ง แต่ยังทรงขอให้ข้าพระองค์มีส่วนร่วมในการขยายอาณาจักรของพระองค์ด้วย</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 12 Jan 2026 01:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/282fe206/3252b0fc.mp3" length="11607562" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 มกราคม 2026</p><p><em>เราจะแนะนำ...เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณอาจกลายเป็นแค่พิธีกรรมได้ในทางใดบ้าง คุณจะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อคุณอ่านและใคร่ครวญพระคัมภีร์</p><p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ไม่เพียงแต่รู้จักข้าพระองค์อย่างลึกซึ้ง แต่ยังทรงขอให้ข้าพระองค์มีส่วนร่วมในการขยายอาณาจักรของพระองค์ด้วย</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญ</title>
      <itunes:title>ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f64434e6-25aa-4adc-b10f-e85d68702c92</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มกราคม 2026</p><p><em>บัดนี้จิตใจของเราก็เหี่ยวแห้งลง ไม่มีอะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้ [กันดารวิถี 11:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีพระพรในเรื่องใดบ้างที่คุณเคยพร่ำบ่น คุณจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดยกโทษแก่ข้าพระองค์ในเวลาที่ข้าพระองค์บ่นต่อพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มกราคม 2026</p><p><em>บัดนี้จิตใจของเราก็เหี่ยวแห้งลง ไม่มีอะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้ [กันดารวิถี 11:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีพระพรในเรื่องใดบ้างที่คุณเคยพร่ำบ่น คุณจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดยกโทษแก่ข้าพระองค์ในเวลาที่ข้าพระองค์บ่นต่อพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 11 Jan 2026 07:07:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/84b8a8df/ab283e06.mp3" length="12424556" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>776</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 มกราคม 2026</p><p><em>บัดนี้จิตใจของเราก็เหี่ยวแห้งลง ไม่มีอะไรให้เราดูเลยนอกจากมานานี้ [กันดารวิถี 11:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีพระพรในเรื่องใดบ้างที่คุณเคยพร่ำบ่น คุณจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดยกโทษแก่ข้าพระองค์ในเวลาที่ข้าพระองค์บ่นต่อพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันนี้มีค่า</title>
      <itunes:title>วันนี้มีค่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6d6bff55-8050-473f-805e-0868da88139b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มกราคม 2026</p><p><em>ท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้ [ ยากอบ 4:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดบ้างที่คุณไม่ได้ให้พระเจ้าทรงอยู่ในแผนการของคุณ คุณจะโอบกอดวันนี้ ซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้าอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับวันนี้ซึ่งเป็นของขวัญจากพระองค์ ข้าพระองค์ไว้วางใจที่จะมอบอนาคตไว้กับพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มกราคม 2026</p><p><em>ท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้ [ ยากอบ 4:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดบ้างที่คุณไม่ได้ให้พระเจ้าทรงอยู่ในแผนการของคุณ คุณจะโอบกอดวันนี้ ซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้าอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับวันนี้ซึ่งเป็นของขวัญจากพระองค์ ข้าพระองค์ไว้วางใจที่จะมอบอนาคตไว้กับพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 10 Jan 2026 07:05:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6966ce76/08a239c8.mp3" length="11566184" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>723</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 มกราคม 2026</p><p><em>ท่านไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้ [ ยากอบ 4:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดบ้างที่คุณไม่ได้ให้พระเจ้าทรงอยู่ในแผนการของคุณ คุณจะโอบกอดวันนี้ ซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้าอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับวันนี้ซึ่งเป็นของขวัญจากพระองค์ ข้าพระองค์ไว้วางใจที่จะมอบอนาคตไว้กับพระองค์</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อนาคตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม</title>
      <itunes:title>อนาคตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">685449c0-e3e6-4ce8-9060-edd1974381ff</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มกราคม 2026</p><p><em>​อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน [ อิสยาห์ 43:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการปล่อยวางอดีตจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก คุณจะไว้วางใจในพระเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะบอกลาอดีตและเฝ้ารออนาคตที่จะมาถึง</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มกราคม 2026</p><p><em>​อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน [ อิสยาห์ 43:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการปล่อยวางอดีตจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก คุณจะไว้วางใจในพระเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะบอกลาอดีตและเฝ้ารออนาคตที่จะมาถึง</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 09 Jan 2026 07:02:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/47e4c45b/99a878a8.mp3" length="11592401" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>724</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 มกราคม 2026</p><p><em>​อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน [ อิสยาห์ 43:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการปล่อยวางอดีตจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก คุณจะไว้วางใจในพระเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะบอกลาอดีตและเฝ้ารออนาคตที่จะมาถึง</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คนเล็กน้อยที่ทรงพลัง</title>
      <itunes:title>คนเล็กน้อยที่ทรงพลัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b65512e9-efb0-4773-9d99-3b7bfd19de3f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มกราคม 2026</p><p><em>ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้ [ ยอห์น 6:9 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกว่าเป็นคนที่เล็กน้อยหรือขาดกำลังในด้านใด คุณสัมผัสว่าพระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้คุณยอมจำนนมอบความเล็กน้อยนั้นให้พระองค์อย่างไร</p><p>พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มักรู้สึกว่าตนเองเล็กน้อย ไม่มีสิ่งใดจะมอบถวาย ขอโปรดให้ข้าพระองค์ระลึกว่า โดยพระองค์สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ได้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มกราคม 2026</p><p><em>ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้ [ ยอห์น 6:9 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกว่าเป็นคนที่เล็กน้อยหรือขาดกำลังในด้านใด คุณสัมผัสว่าพระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้คุณยอมจำนนมอบความเล็กน้อยนั้นให้พระองค์อย่างไร</p><p>พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มักรู้สึกว่าตนเองเล็กน้อย ไม่มีสิ่งใดจะมอบถวาย ขอโปรดให้ข้าพระองค์ระลึกว่า โดยพระองค์สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ได้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 08 Jan 2026 07:02:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/18907f65/504ad347.mp3" length="11705365" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 มกราคม 2026</p><p><em>ที่นี่มีเด็กคนหนึ่งมีขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้ [ ยอห์น 6:9 ]</em> </p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกว่าเป็นคนที่เล็กน้อยหรือขาดกำลังในด้านใด คุณสัมผัสว่าพระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้คุณยอมจำนนมอบความเล็กน้อยนั้นให้พระองค์อย่างไร</p><p>พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มักรู้สึกว่าตนเองเล็กน้อย ไม่มีสิ่งใดจะมอบถวาย ขอโปรดให้ข้าพระองค์ระลึกว่า โดยพระองค์สิ่งเล็กน้อยนั้นกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ได้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สงครามแย่งชิงกระดูก</title>
      <itunes:title>สงครามแย่งชิงกระดูก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3a5c8d79-7c70-4a69-9476-698c91fb1e1d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มกราคม 2026<br> <br><em>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีความขัดแย้งใดบ้างที่คุณเผชิญในวันนี้ สันติสุขจากพระวิญญาณจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก พระทัยของพระองค์คงแหลกสลายเมื่อข้าพระองค์ต่อสู้กับพี่น้องในพระคริสต์โปรดประทานปัญญาและความช่วยเหลือจากพระวิญญาณแก่ข้าพระองค์ เพื่อนำมาซึ่งการเยียวยารักษาและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มกราคม 2026<br> <br><em>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีความขัดแย้งใดบ้างที่คุณเผชิญในวันนี้ สันติสุขจากพระวิญญาณจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก พระทัยของพระองค์คงแหลกสลายเมื่อข้าพระองค์ต่อสู้กับพี่น้องในพระคริสต์โปรดประทานปัญญาและความช่วยเหลือจากพระวิญญาณแก่ข้าพระองค์ เพื่อนำมาซึ่งการเยียวยารักษาและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 07 Jan 2026 07:01:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5261083a/d440431a.mp3" length="10493283" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>656</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 มกราคม 2026<br> <br><em>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีความขัดแย้งใดบ้างที่คุณเผชิญในวันนี้ สันติสุขจากพระวิญญาณจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งเหล่านั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก พระทัยของพระองค์คงแหลกสลายเมื่อข้าพระองค์ต่อสู้กับพี่น้องในพระคริสต์โปรดประทานปัญญาและความช่วยเหลือจากพระวิญญาณแก่ข้าพระองค์ เพื่อนำมาซึ่งการเยียวยารักษาและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสวงหากุมารผู้ทรงเป็นพระคริสต์</title>
      <itunes:title>แสวงหากุมารผู้ทรงเป็นพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4f4656b1-500a-4547-b718-957a1d10f6a6</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มกราคม 2026<br> <br><em>กราบถวายนมัสการกุมารนั้น [ มัทธิว 2:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในปีใหม่นี้ คุณจะแสวงหาพระคริสต์อย่างไร คุณจะนมัสการพระองค์ได้อย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์แสวงหาพระเยซูพระบุตรของพระองค์ด้วยสุดใจ และนมัสการพระองค์ด้วยทุกสิ่งที่มี</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มกราคม 2026<br> <br><em>กราบถวายนมัสการกุมารนั้น [ มัทธิว 2:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในปีใหม่นี้ คุณจะแสวงหาพระคริสต์อย่างไร คุณจะนมัสการพระองค์ได้อย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์แสวงหาพระเยซูพระบุตรของพระองค์ด้วยสุดใจ และนมัสการพระองค์ด้วยทุกสิ่งที่มี</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 06 Jan 2026 06:58:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/590b75d3/0b937623.mp3" length="14527843" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>908</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 มกราคม 2026<br> <br><em>กราบถวายนมัสการกุมารนั้น [ มัทธิว 2:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในปีใหม่นี้ คุณจะแสวงหาพระคริสต์อย่างไร คุณจะนมัสการพระองค์ได้อย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์แสวงหาพระเยซูพระบุตรของพระองค์ด้วยสุดใจ และนมัสการพระองค์ด้วยทุกสิ่งที่มี</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานแห่งความห่วงใย</title>
      <itunes:title>คำอธิษฐานแห่งความห่วงใย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5beb5608-b212-4f3a-8461-d5c9efba3744</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มกราคม 2026<br> <br><em>ยิ่งกว่านั้นส่วนข้าพเจ้าขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เวลานี้คุณเตรียมที่จะอธิษฐานด้วยความห่วงใยเพื่อผู้อื่นอย่างไร การรู้ว่าคุณกำลังอธิษฐานเผื่อพวกเขา จะมีความหมายต่อพวกเขาอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงบอกเราว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้น มีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ขอโปรดให้ข้าพระองค์เป็นคนเช่นนั้น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มกราคม 2026<br> <br><em>ยิ่งกว่านั้นส่วนข้าพเจ้าขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เวลานี้คุณเตรียมที่จะอธิษฐานด้วยความห่วงใยเพื่อผู้อื่นอย่างไร การรู้ว่าคุณกำลังอธิษฐานเผื่อพวกเขา จะมีความหมายต่อพวกเขาอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงบอกเราว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้น มีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ขอโปรดให้ข้าพระองค์เป็นคนเช่นนั้น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 05 Jan 2026 06:58:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b5974b65/98b737af.mp3" length="11900134" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 มกราคม 2026<br> <br><em>ยิ่งกว่านั้นส่วนข้าพเจ้าขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้า ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เวลานี้คุณเตรียมที่จะอธิษฐานด้วยความห่วงใยเพื่อผู้อื่นอย่างไร การรู้ว่าคุณกำลังอธิษฐานเผื่อพวกเขา จะมีความหมายต่อพวกเขาอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงบอกเราว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้น มีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ขอโปรดให้ข้าพระองค์เป็นคนเช่นนั้น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>สิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c3b718ed-f373-4887-8315-31a2e535daee</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มกราคม 2026</p><p><em>จงพิจารณาดอกไม้...[ ลูกา 12:27 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ครั้งสุดท้ายที่คุณหยุดและพิจารณาโลกที่อยู่รอบตัวคุณคือเมื่อไร และคุณสังเกตเห็นสิ่งใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งการทรงปลอบประโลมใจ ในฤดูกาลแห่งความทุกข์ยาก ขอโปรดประทานใจที่สงบแก่ข้าพระองค์เพื่อจะพิจารณาถึงโลกอันงดงามของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มกราคม 2026</p><p><em>จงพิจารณาดอกไม้...[ ลูกา 12:27 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ครั้งสุดท้ายที่คุณหยุดและพิจารณาโลกที่อยู่รอบตัวคุณคือเมื่อไร และคุณสังเกตเห็นสิ่งใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งการทรงปลอบประโลมใจ ในฤดูกาลแห่งความทุกข์ยาก ขอโปรดประทานใจที่สงบแก่ข้าพระองค์เพื่อจะพิจารณาถึงโลกอันงดงามของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 04 Jan 2026 06:56:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6d84df09/9790c3f4.mp3" length="12168046" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 มกราคม 2026</p><p><em>จงพิจารณาดอกไม้...[ ลูกา 12:27 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ครั้งสุดท้ายที่คุณหยุดและพิจารณาโลกที่อยู่รอบตัวคุณคือเมื่อไร และคุณสังเกตเห็นสิ่งใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งการทรงปลอบประโลมใจ ในฤดูกาลแห่งความทุกข์ยาก ขอโปรดประทานใจที่สงบแก่ข้าพระองค์เพื่อจะพิจารณาถึงโลกอันงดงามของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ม้านั่งมิตรภาพ</title>
      <itunes:title>ม้านั่งมิตรภาพ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0f50146d-c066-4dda-839c-35055eeb8546</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มกราคม 2026</p><p><em>เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมอบภาระใจอะไรให้กับคุณ ที่จะทำเพื่อคริสตจักรหรือชุมชน คุณจะเชิญชวนใครให้มาร่วมกับคุณได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นจุดแข็งในตัวผู้อื่น เพื่อข้าพระองค์จะร่วมรับใช้กับพวกเขาในการทำสิ่งดีๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มกราคม 2026</p><p><em>เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมอบภาระใจอะไรให้กับคุณ ที่จะทำเพื่อคริสตจักรหรือชุมชน คุณจะเชิญชวนใครให้มาร่วมกับคุณได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นจุดแข็งในตัวผู้อื่น เพื่อข้าพระองค์จะร่วมรับใช้กับพวกเขาในการทำสิ่งดีๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 03 Jan 2026 06:55:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a5035b88/638829f4.mp3" length="12240353" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>766</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 มกราคม 2026</p><p><em>เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]</em><br> <br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงมอบภาระใจอะไรให้กับคุณ ที่จะทำเพื่อคริสตจักรหรือชุมชน คุณจะเชิญชวนใครให้มาร่วมกับคุณได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นจุดแข็งในตัวผู้อื่น เพื่อข้าพระองค์จะร่วมรับใช้กับพวกเขาในการทำสิ่งดีๆ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีหนี้อีกต่อไป</title>
      <itunes:title>ไม่มีหนี้อีกต่อไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d0c4722d-f0ed-4787-ac59-246ca2eaebeb</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มกราคม 2026<br> <br><em>ทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน พระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยด้วยบัญญัติ [หนี้ ]ต่างๆ [ โคโลสี 2:13-14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่า ทำไมพระเจ้าจึงสนพระทัยต่อการที่คุณจะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น คุณมีมุมมองชีวิตที่สะท้อนถึงเสรีภาพที่คุณมีในพระเยซูอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงจ่ายราคาเพื่อชดใช้บาปของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มกราคม 2026<br> <br><em>ทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน พระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยด้วยบัญญัติ [หนี้ ]ต่างๆ [ โคโลสี 2:13-14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่า ทำไมพระเจ้าจึงสนพระทัยต่อการที่คุณจะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น คุณมีมุมมองชีวิตที่สะท้อนถึงเสรีภาพที่คุณมีในพระเยซูอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงจ่ายราคาเพื่อชดใช้บาปของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 02 Jan 2026 06:54:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e2f0a3eb/b81b2750.mp3" length="12373264" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>774</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 มกราคม 2026<br> <br><em>ทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน พระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยด้วยบัญญัติ [หนี้ ]ต่างๆ [ โคโลสี 2:13-14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่า ทำไมพระเจ้าจึงสนพระทัยต่อการที่คุณจะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น คุณมีมุมมองชีวิตที่สะท้อนถึงเสรีภาพที่คุณมีในพระเยซูอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงจ่ายราคาเพื่อชดใช้บาปของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรามีชีวิตอยู่ตลอดไปได้หรือไม่</title>
      <itunes:title>เรามีชีวิตอยู่ตลอดไปได้หรือไม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eea0bacd-5654-487e-8b07-4eeee242698f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มกราคม 2026</p><p><em>ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย [ กิจการ 17:32 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคนอื่นเยาะเย้ยความเชื่อของคุณ ทำไมการบอกพวกเขาว่าคุณเชื่อในพระเยซูอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระบุตรของพระองค์ที่ทรงพิชิตความตายเพื่อเรา ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อผู้ที่ไม่เชื่อในพระองค์ ขอให้พระวิญญาณของพระองค์ นำพาพวกเขามาหาพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มกราคม 2026</p><p><em>ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย [ กิจการ 17:32 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคนอื่นเยาะเย้ยความเชื่อของคุณ ทำไมการบอกพวกเขาว่าคุณเชื่อในพระเยซูอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระบุตรของพระองค์ที่ทรงพิชิตความตายเพื่อเรา ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อผู้ที่ไม่เชื่อในพระองค์ ขอให้พระวิญญาณของพระองค์ นำพาพวกเขามาหาพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2026 06:52:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9ba364d9/06dc67ae.mp3" length="12017580" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 มกราคม 2026</p><p><em>ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย [ กิจการ 17:32 ]<br></em><br><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคนอื่นเยาะเย้ยความเชื่อของคุณ ทำไมการบอกพวกเขาว่าคุณเชื่อในพระเยซูอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระบุตรของพระองค์ที่ทรงพิชิตความตายเพื่อเรา ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อผู้ที่ไม่เชื่อในพระองค์ ขอให้พระวิญญาณของพระองค์ นำพาพวกเขามาหาพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตั้งใจที่จะทำให้น้อยลง</title>
      <itunes:title>ตั้งใจที่จะทำให้น้อยลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8e70b2f3-a2a8-4dd3-a36e-bd821d21a792</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย [ ยอห์น 15:5 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>พระเจ้ากำลังนำคุณให้ปฏิเสธสิ่งใดในปีนี้ พระเจ้ากำลังเชื้อเชิญคุณให้ยอมจำนนมากขึ้นในด้านใดของชีวิต</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนและ มอบการพึ่งพาตนเองให้พระองค์ เพื่อจะได้พักสงบในพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย [ ยอห์น 15:5 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>พระเจ้ากำลังนำคุณให้ปฏิเสธสิ่งใดในปีนี้ พระเจ้ากำลังเชื้อเชิญคุณให้ยอมจำนนมากขึ้นในด้านใดของชีวิต</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนและ มอบการพึ่งพาตนเองให้พระองค์ เพื่อจะได้พักสงบในพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 31 Dec 2025 00:41:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8e3fe009/f86cedae.mp3" length="11968261" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย [ ยอห์น 15:5 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>พระเจ้ากำลังนำคุณให้ปฏิเสธสิ่งใดในปีนี้ พระเจ้ากำลังเชื้อเชิญคุณให้ยอมจำนนมากขึ้นในด้านใดของชีวิต</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนและ มอบการพึ่งพาตนเองให้พระองค์ เพื่อจะได้พักสงบในพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักมั่นคงของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ความรักมั่นคงของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6b2c1e07-b1d0-49d2-a791-1c0d7d7f982c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 ธันวาคม 2025<br> <br><em>แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา [ ปฐมกาล 39:21 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>พระเจ้าทรงช่วยคุณผ่านเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆอย่างไร คุณจะวางใจให้พระองค์ดูแลคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเยียวยาข้าพระองค์ด้วยความรักของพระองค์</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 ธันวาคม 2025<br> <br><em>แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา [ ปฐมกาล 39:21 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>พระเจ้าทรงช่วยคุณผ่านเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆอย่างไร คุณจะวางใจให้พระองค์ดูแลคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเยียวยาข้าพระองค์ด้วยความรักของพระองค์</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Dec 2025 00:39:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c0dee553/72dec16e.mp3" length="10528687" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 ธันวาคม 2025<br> <br><em>แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา [ ปฐมกาล 39:21 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>พระเจ้าทรงช่วยคุณผ่านเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆอย่างไร คุณจะวางใจให้พระองค์ดูแลคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเยียวยาข้าพระองค์ด้วยความรักของพระองค์</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กลับสู่สภาพเดิมด้วยความยินดี</title>
      <itunes:title>กลับสู่สภาพเดิมด้วยความยินดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b6ff928e-5cc3-499c-81f2-da05c625a1c5</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 ธันวาคม 2025<br> <br> <em>ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า [ ฮาบากุก 3:18 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะพบความหวังในพระเจ้าได้อย่างไร คุณจะอธิษฐานด้วยความชื่นชมยินดีต่อพระองค์ได้อย่างไรในท่ามกลางความทุกข์ยาก</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ในยามเมื่อชีวิตนั้นแห้งแล้งและว่างเปล่า ข้าพระองค์จะพบความหวังได้ในพระองค์</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 ธันวาคม 2025<br> <br> <em>ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า [ ฮาบากุก 3:18 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะพบความหวังในพระเจ้าได้อย่างไร คุณจะอธิษฐานด้วยความชื่นชมยินดีต่อพระองค์ได้อย่างไรในท่ามกลางความทุกข์ยาก</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ในยามเมื่อชีวิตนั้นแห้งแล้งและว่างเปล่า ข้าพระองค์จะพบความหวังได้ในพระองค์</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 29 Dec 2025 00:29:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/18ff24f1/322f2b5c.mp3" length="11885505" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>743</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 ธันวาคม 2025<br> <br> <em>ถึงกระนั้นข้าพเจ้าจะร่าเริงในพระเจ้า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้า [ ฮาบากุก 3:18 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะพบความหวังในพระเจ้าได้อย่างไร คุณจะอธิษฐานด้วยความชื่นชมยินดีต่อพระองค์ได้อย่างไรในท่ามกลางความทุกข์ยาก</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ในยามเมื่อชีวิตนั้นแห้งแล้งและว่างเปล่า ข้าพระองค์จะพบความหวังได้ในพระองค์</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจที่เปลี่ยนโดยพระเจ้า</title>
      <itunes:title>หัวใจที่เปลี่ยนโดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">478413ba-ff05-4179-9eec-546ecc78fd75</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา [ เยเรมีย์ 31:33 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เหตุใดเราจึงสามารถละทิ้งบาปเรื้อรังได้โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะดำเนินชีวิตด้วยการมีจิตใจใหม่ได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงจิตใจของข้าพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา [ เยเรมีย์ 31:33 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เหตุใดเราจึงสามารถละทิ้งบาปเรื้อรังได้โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะดำเนินชีวิตด้วยการมีจิตใจใหม่ได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงจิตใจของข้าพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 28 Dec 2025 05:28:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d745cc06/33da9bbd.mp3" length="11141837" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา [ เยเรมีย์ 31:33 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เหตุใดเราจึงสามารถละทิ้งบาปเรื้อรังได้โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะดำเนินชีวิตด้วยการมีจิตใจใหม่ได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงจิตใจของข้าพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก</title>
      <itunes:title>พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8844de40-7c13-4e37-965a-954db627cd93</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ และพระองค์จะทรงฟังเสียงของข้าพเจ้า [ สดุดี 55:17 ]<br> <br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>วันนี้คุณจะแสวงหาพระเจ้าได้อย่างไร เมื่อใดที่พระเจ้าได้ทรงช่วยคุณให้พ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ยาก</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดพ้นจากความตายผ่านทางพระคริสต์ และทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ในทุกๆวัน</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ และพระองค์จะทรงฟังเสียงของข้าพเจ้า [ สดุดี 55:17 ]<br> <br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>วันนี้คุณจะแสวงหาพระเจ้าได้อย่างไร เมื่อใดที่พระเจ้าได้ทรงช่วยคุณให้พ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ยาก</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดพ้นจากความตายผ่านทางพระคริสต์ และทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ในทุกๆวัน</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 27 Dec 2025 05:26:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2c17c9f7/e447fb26.mp3" length="12289254" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>769</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ทั้งเวลาเช้า เวลาเย็น และเวลาเที่ยง ข้าพเจ้าร้องทุกข์และคร่ำครวญ และพระองค์จะทรงฟังเสียงของข้าพเจ้า [ สดุดี 55:17 ]<br> <br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>วันนี้คุณจะแสวงหาพระเจ้าได้อย่างไร เมื่อใดที่พระเจ้าได้ทรงช่วยคุณให้พ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ยาก</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดพ้นจากความตายผ่านทางพระคริสต์ และทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ในทุกๆวัน</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรงเปิดตาให้เห็น</title>
      <itunes:title>ทรงเปิดตาให้เห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0e85e81b-7c71-46c0-8dc2-c590fa9a17d3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><b>มานาประจำวัน 26 ธันวาคม 2025<br> <br><em>นัยน์ตาทั้งหลายที่ได้เห็นการณ์ซึ่งพวกท่านได้เห็นก็เป็นสุข [ ลูกา 10:23 ]<br> <br></em>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br>สิ่งแรกที่เปิดตาและใจของคุณต่อพระกิตติคุณคืออะไร คุณหิวกระหายที่จะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเพียงใดในเวลานี้<br>พระเจ้าพระบิดา โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นทุกสิ่งที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์เห็นเกี่ยวกับพระองค์และพระกิตติคุณ</b></p><p><br></p><p><b> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</b></p><p><br></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><b>มานาประจำวัน 26 ธันวาคม 2025<br> <br><em>นัยน์ตาทั้งหลายที่ได้เห็นการณ์ซึ่งพวกท่านได้เห็นก็เป็นสุข [ ลูกา 10:23 ]<br> <br></em>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br>สิ่งแรกที่เปิดตาและใจของคุณต่อพระกิตติคุณคืออะไร คุณหิวกระหายที่จะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเพียงใดในเวลานี้<br>พระเจ้าพระบิดา โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นทุกสิ่งที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์เห็นเกี่ยวกับพระองค์และพระกิตติคุณ</b></p><p><br></p><p><b> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</b></p><p><br></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 26 Dec 2025 05:22:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0e42b92f/8898f9a5.mp3" length="12405864" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>776</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p><b>มานาประจำวัน 26 ธันวาคม 2025<br> <br><em>นัยน์ตาทั้งหลายที่ได้เห็นการณ์ซึ่งพวกท่านได้เห็นก็เป็นสุข [ ลูกา 10:23 ]<br> <br></em>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br>สิ่งแรกที่เปิดตาและใจของคุณต่อพระกิตติคุณคืออะไร คุณหิวกระหายที่จะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเพียงใดในเวลานี้<br>พระเจ้าพระบิดา โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นทุกสิ่งที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์เห็นเกี่ยวกับพระองค์และพระกิตติคุณ</b></p><p><br></p><p><b> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</b></p><p><br></p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูผู้เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด</title>
      <itunes:title>พระเยซูผู้เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">964ef2e8-d012-40fb-acb9-7501aac8a50c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 ธันวาคม 2025<br> <br><em>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขา ออกมาถวายแก่ [พระกุมารเยซู] เป็นเครื่องบรรณาการ [ มัทธิว 2:11 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ของขวัญคริสต์มาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร มีสิ่งใดที่คุณอาจลังเลที่จะมอบให้พระเจ้า</p><p>พระเยซู พระองค์ทรงเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เป็น ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มี ข้าพระองค์ขอถวายคืนให้กับพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 ธันวาคม 2025<br> <br><em>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขา ออกมาถวายแก่ [พระกุมารเยซู] เป็นเครื่องบรรณาการ [ มัทธิว 2:11 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ของขวัญคริสต์มาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร มีสิ่งใดที่คุณอาจลังเลที่จะมอบให้พระเจ้า</p><p>พระเยซู พระองค์ทรงเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เป็น ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มี ข้าพระองค์ขอถวายคืนให้กับพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Dec 2025 05:20:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cc9ee057/e1acff2b.mp3" length="13010651" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>814</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 ธันวาคม 2025<br> <br><em>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขา ออกมาถวายแก่ [พระกุมารเยซู] เป็นเครื่องบรรณาการ [ มัทธิว 2:11 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ของขวัญคริสต์มาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออะไร มีสิ่งใดที่คุณอาจลังเลที่จะมอบให้พระเจ้า</p><p>พระเยซู พระองค์ทรงเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เป็น ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์มี ข้าพระองค์ขอถวายคืนให้กับพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากความกลัวสู่ความยินดี</title>
      <itunes:title>จากความกลัวสู่ความยินดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">43c2f82b-2c33-474a-a32f-1453a17af249</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 ธันวาคม 2025<br> <br><em>อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง [ ลูกา 2:10 ]<br> <br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณคิดว่าจะตอบสนองต่อข่าวที่ทูตสวรรค์ประกาศอย่างไร เหตุใดพระเจ้าจึงเลือกที่จะเปิดเผยเรื่องราวการประสูติขององค์พระบุตรให้กับคนเหล่านี้</p><p>ข้าแต่พระเยซู เรื่องราวการประสูติของพระองค์ได้ถูกเปิดเผยกับคนเลี้ยงแกะ เพราะพระองค์ไม่ทรงดูหมิ่นผู้ใด และพระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อสำแดงความรักและช่วยเราให้รอด</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 ธันวาคม 2025<br> <br><em>อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง [ ลูกา 2:10 ]<br> <br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณคิดว่าจะตอบสนองต่อข่าวที่ทูตสวรรค์ประกาศอย่างไร เหตุใดพระเจ้าจึงเลือกที่จะเปิดเผยเรื่องราวการประสูติขององค์พระบุตรให้กับคนเหล่านี้</p><p>ข้าแต่พระเยซู เรื่องราวการประสูติของพระองค์ได้ถูกเปิดเผยกับคนเลี้ยงแกะ เพราะพระองค์ไม่ทรงดูหมิ่นผู้ใด และพระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อสำแดงความรักและช่วยเราให้รอด</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 24 Dec 2025 00:18:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2806056/05ee4903.mp3" length="10176470" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>637</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 ธันวาคม 2025<br> <br><em>อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง [ ลูกา 2:10 ]<br> <br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณคิดว่าจะตอบสนองต่อข่าวที่ทูตสวรรค์ประกาศอย่างไร เหตุใดพระเจ้าจึงเลือกที่จะเปิดเผยเรื่องราวการประสูติขององค์พระบุตรให้กับคนเหล่านี้</p><p>ข้าแต่พระเยซู เรื่องราวการประสูติของพระองค์ได้ถูกเปิดเผยกับคนเลี้ยงแกะ เพราะพระองค์ไม่ทรงดูหมิ่นผู้ใด และพระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อสำแดงความรักและช่วยเราให้รอด</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อย่าลำเอียง</title>
      <itunes:title>อย่าลำเอียง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">13f05489-3a8e-41e3-b620-907d477da12a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 ธันวาคม 2025</p><p><em>แต่ถ้าท่านทั้งหลายลำเอียง ท่านก็กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด [ ยากอบ 2:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เหตุใดการมีใจลำเอียงจึงเป็นสิ่งที่อันตราย คุณจะหลีกเลี่ยงการมีใจลำเอียงได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่สูงหรือต่ำกว่าข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 ธันวาคม 2025</p><p><em>แต่ถ้าท่านทั้งหลายลำเอียง ท่านก็กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด [ ยากอบ 2:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เหตุใดการมีใจลำเอียงจึงเป็นสิ่งที่อันตราย คุณจะหลีกเลี่ยงการมีใจลำเอียงได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่สูงหรือต่ำกว่าข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Dec 2025 05:13:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c06962ca/71e7a848.mp3" length="11042900" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>691</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 ธันวาคม 2025</p><p><em>แต่ถ้าท่านทั้งหลายลำเอียง ท่านก็กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด [ ยากอบ 2:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เหตุใดการมีใจลำเอียงจึงเป็นสิ่งที่อันตราย คุณจะหลีกเลี่ยงการมีใจลำเอียงได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ไม่มีมนุษย์คนใดอยู่สูงหรือต่ำกว่าข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ส่งคนของพระองค์มา</title>
      <itunes:title>ส่งคนของพระองค์มา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a40bb447-4d68-40e6-8d3f-4486a9ef22d3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 ธันวาคม 2025</p><p><em>เราทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน [ 1 โครินธ์ 12:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวคุณหันไปหาใคร พระเจ้าทรงกระทำกิจผ่านผู้เชื่อคนอื่นๆในชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์เข้ามาในครอบครัวของพระองค์ โปรดทรงใช้ข้าพระองค์ในการหนุนใจพี่น้องในพระคริสต์ในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 ธันวาคม 2025</p><p><em>เราทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน [ 1 โครินธ์ 12:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวคุณหันไปหาใคร พระเจ้าทรงกระทำกิจผ่านผู้เชื่อคนอื่นๆในชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์เข้ามาในครอบครัวของพระองค์ โปรดทรงใช้ข้าพระองค์ในการหนุนใจพี่น้องในพระคริสต์ในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 22 Dec 2025 00:45:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/24c235fa/350531e0.mp3" length="10988983" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>687</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 ธันวาคม 2025</p><p><em>เราทั้งหลายได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน [ 1 โครินธ์ 12:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวคุณหันไปหาใคร พระเจ้าทรงกระทำกิจผ่านผู้เชื่อคนอื่นๆในชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์เข้ามาในครอบครัวของพระองค์ โปรดทรงใช้ข้าพระองค์ในการหนุนใจพี่น้องในพระคริสต์ในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นำข่าวดีมา</title>
      <itunes:title>นำข่าวดีมา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2af5c6c0-57ba-4c08-8580-7630c6ff5464</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 ธันวาคม 2025</p><p><em>เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา [ อิสยาห์ 52:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครเป็นผู้แบ่งปันพระกิตติคุณกับคุณ คุณจะแบ่งปันความเชื่อของคุณกับใครได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความกล้าหาญให้กับข้าพระองค์ ในการบอกเรื่องราวของพระเยซูกับผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 ธันวาคม 2025</p><p><em>เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา [ อิสยาห์ 52:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครเป็นผู้แบ่งปันพระกิตติคุณกับคุณ คุณจะแบ่งปันความเชื่อของคุณกับใครได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความกล้าหาญให้กับข้าพระองค์ ในการบอกเรื่องราวของพระเยซูกับผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 21 Dec 2025 08:44:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d2c4888b/71a8cc51.mp3" length="11728353" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>734</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 ธันวาคม 2025</p><p><em>เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา [ อิสยาห์ 52:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครเป็นผู้แบ่งปันพระกิตติคุณกับคุณ คุณจะแบ่งปันความเชื่อของคุณกับใครได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความกล้าหาญให้กับข้าพระองค์ ในการบอกเรื่องราวของพระเยซูกับผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรงอยู่ด้วยในเวลาที่โดดเดี่ยว</title>
      <itunes:title>ทรงอยู่ด้วยในเวลาที่โดดเดี่ยว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">06deccea-d960-4e7e-b49c-e63eff9e2321</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 ธันวาคม 2025</p><p><em>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเวลาใดบ้างที่คุณรู้สึกเหงา เมื่อคุณรู้สึกโดดเดี่ยว คุณตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดา ที่ข้าพระองค์ไม่ต้องอยู่เพียงลำพัง เพราะพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 ธันวาคม 2025</p><p><em>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเวลาใดบ้างที่คุณรู้สึกเหงา เมื่อคุณรู้สึกโดดเดี่ยว คุณตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดา ที่ข้าพระองค์ไม่ต้องอยู่เพียงลำพัง เพราะพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 20 Dec 2025 08:35:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/87dee82b/7c8daaee.mp3" length="12000026" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 ธันวาคม 2025</p><p><em>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเวลาใดบ้างที่คุณรู้สึกเหงา เมื่อคุณรู้สึกโดดเดี่ยว คุณตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดา ที่ข้าพระองค์ไม่ต้องอยู่เพียงลำพัง เพราะพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พักสงบในพระเจ้า</title>
      <itunes:title>พักสงบในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">83c89914-7017-4000-895e-ae83ce2feb4c</guid>
      <link>ttps://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 ธันวาคม 2025</p><p>ในคืนวันนั้นเอง ครั้นเฮโรดจะพาเปโตรออกมา เปโตรนอนหลับอยู่ระหว่างทหารสองคน [ กิจการ 12:6 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความกังวลใดที่ทำให้คุณนอนไม่หลับในเวลากลางคืน คุณเรียนรู้ที่จะยอมมอบความกังวลเหล่านั้นไว้กับพระเจ้า และยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าชีวิตและอนาคตของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์อันเปี่ยมด้วยความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์อยู่เสมอ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 ธันวาคม 2025</p><p>ในคืนวันนั้นเอง ครั้นเฮโรดจะพาเปโตรออกมา เปโตรนอนหลับอยู่ระหว่างทหารสองคน [ กิจการ 12:6 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความกังวลใดที่ทำให้คุณนอนไม่หลับในเวลากลางคืน คุณเรียนรู้ที่จะยอมมอบความกังวลเหล่านั้นไว้กับพระเจ้า และยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าชีวิตและอนาคตของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์อันเปี่ยมด้วยความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์อยู่เสมอ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 19 Dec 2025 08:35:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b0c91da7/334fd7e7.mp3" length="11556571" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>723</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 ธันวาคม 2025</p><p>ในคืนวันนั้นเอง ครั้นเฮโรดจะพาเปโตรออกมา เปโตรนอนหลับอยู่ระหว่างทหารสองคน [ กิจการ 12:6 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความกังวลใดที่ทำให้คุณนอนไม่หลับในเวลากลางคืน คุณเรียนรู้ที่จะยอมมอบความกังวลเหล่านั้นไว้กับพระเจ้า และยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าชีวิตและอนาคตของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์อันเปี่ยมด้วยความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์อยู่เสมอ</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความสามารถจากพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ความสามารถจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">be6e4de0-cc42-4932-a1fa-57a2864c1b8f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าประทานทักษะและความสามารถอะไรให้กับคุณบ้าง คุณจะปรนนิบัติพระองค์ด้วยทักษะและความสามารถเหล่านั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความสามารถที่พระองค์ประทานให้ ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะใช้ความสามารถเหล่านั้นเพื่อพระสิริของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าประทานทักษะและความสามารถอะไรให้กับคุณบ้าง คุณจะปรนนิบัติพระองค์ด้วยทักษะและความสามารถเหล่านั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความสามารถที่พระองค์ประทานให้ ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะใช้ความสามารถเหล่านั้นเพื่อพระสิริของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 18 Dec 2025 08:33:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b241c4fb/ae4ec948.mp3" length="11485518" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 ธันวาคม 2025<br> <br><em>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าประทานทักษะและความสามารถอะไรให้กับคุณบ้าง คุณจะปรนนิบัติพระองค์ด้วยทักษะและความสามารถเหล่านั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความสามารถที่พระองค์ประทานให้ ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะใช้ความสามารถเหล่านั้นเพื่อพระสิริของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ล้ำค่าในสายพระเนตรพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f145c93c-0255-4d13-84ed-6c696736e5b9</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 ธันวาคม 2026</p><p><em>เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระกรุณาของพระเจ้าที่ปรากฏในพระคริสต์นั้นสำแดงว่า คุณมีค่าสำหรับพระองค์อย่างไร แล้วพระองค์มีค่าสำหรับคุณมากเพียงใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงช่วยให้รอด ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 ธันวาคม 2026</p><p><em>เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระกรุณาของพระเจ้าที่ปรากฏในพระคริสต์นั้นสำแดงว่า คุณมีค่าสำหรับพระองค์อย่างไร แล้วพระองค์มีค่าสำหรับคุณมากเพียงใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงช่วยให้รอด ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 17 Dec 2025 01:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f381061a/5d3b59b0.mp3" length="11155331" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 ธันวาคม 2026</p><p><em>เพราะว่าเจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระกรุณาของพระเจ้าที่ปรากฏในพระคริสต์นั้นสำแดงว่า คุณมีค่าสำหรับพระองค์อย่างไร แล้วพระองค์มีค่าสำหรับคุณมากเพียงใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงช่วยให้รอด ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า</title>
      <itunes:title>ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9e14762a-6707-441e-94d9-f5a29a80ac6b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 ธันวาคม 2025</p><p><em>จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด [ ลูกา 10:37 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการความเมตตาในเรื่องใด และคุณจะแสดงความเมตตาได้อย่างไร</p><p>พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองข้ามความแตกต่าง และแบ่งปันความเมตตาของพระเยซูกับผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 ธันวาคม 2025</p><p><em>จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด [ ลูกา 10:37 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการความเมตตาในเรื่องใด และคุณจะแสดงความเมตตาได้อย่างไร</p><p>พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองข้ามความแตกต่าง และแบ่งปันความเมตตาของพระเยซูกับผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 16 Dec 2025 08:32:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3ff64e9b/73452d63.mp3" length="13506769" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>845</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 ธันวาคม 2025</p><p><em>จงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด [ ลูกา 10:37 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการความเมตตาในเรื่องใด และคุณจะแสดงความเมตตาได้อย่างไร</p><p>พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองข้ามความแตกต่าง และแบ่งปันความเมตตาของพระเยซูกับผู้อื่น</p><p><br>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รู้จักและรักผู้อื่น</title>
      <itunes:title>รู้จักและรักผู้อื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a736f354-ac53-4e29-88f2-34b79d83b562</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​เขียน​หนังสือ​ถึง​ท่าน...เพื่อ​จะ​ให้​ท่าน​รู้จัก​ความ​รัก​อย่าง​มาก​มาย ซึ่ง​ข้าพเจ้า​มี​ต่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย [ 2 โครินธ์ 2:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เปาโลจัดการกับบาปในคริสตจักรโครินธ์อย่างไร การรักใครสักคนแม้เขาจะทำบาป แตกต่างจากการสนับสนุนให้เขาทำบาปต่อไปอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์เห็นผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงเห็น ขอบพระคุณสำหรับการอภัยอย่างสมบูรณ์ในบาปของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​เขียน​หนังสือ​ถึง​ท่าน...เพื่อ​จะ​ให้​ท่าน​รู้จัก​ความ​รัก​อย่าง​มาก​มาย ซึ่ง​ข้าพเจ้า​มี​ต่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย [ 2 โครินธ์ 2:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เปาโลจัดการกับบาปในคริสตจักรโครินธ์อย่างไร การรักใครสักคนแม้เขาจะทำบาป แตกต่างจากการสนับสนุนให้เขาทำบาปต่อไปอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์เห็นผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงเห็น ขอบพระคุณสำหรับการอภัยอย่างสมบูรณ์ในบาปของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 15 Dec 2025 08:31:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3881ee05/f0b0f228.mp3" length="11594188" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​เขียน​หนังสือ​ถึง​ท่าน...เพื่อ​จะ​ให้​ท่าน​รู้จัก​ความ​รัก​อย่าง​มาก​มาย ซึ่ง​ข้าพเจ้า​มี​ต่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย [ 2 โครินธ์ 2:4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เปาโลจัดการกับบาปในคริสตจักรโครินธ์อย่างไร การรักใครสักคนแม้เขาจะทำบาป แตกต่างจากการสนับสนุนให้เขาทำบาปต่อไปอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์เห็นผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงเห็น ขอบพระคุณสำหรับการอภัยอย่างสมบูรณ์ในบาปของข้าพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า</title>
      <itunes:title>กล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0dc2c27d-318c-4cc8-8b76-808eb72c88ee</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’ [ ยอห์น 7:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ภาระหน้าที่ใดบ้างที่ทำให้คุณเหนื่อยและหมดแรง คุณจะพักจากภาระประจำวัน เพื่อสัมผัสพระวิญญาณแห่งการเติมเต็มของพระเจ้าภายในคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสถิตอยู่ในข้าพระองค์โดยพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ได้ดื่มจากน้ำพุแห่งชีวิตที่พระองค์ประทานให้เสมอไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’ [ ยอห์น 7:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ภาระหน้าที่ใดบ้างที่ทำให้คุณเหนื่อยและหมดแรง คุณจะพักจากภาระประจำวัน เพื่อสัมผัสพระวิญญาณแห่งการเติมเต็มของพระเจ้าภายในคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสถิตอยู่ในข้าพระองค์โดยพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ได้ดื่มจากน้ำพุแห่งชีวิตที่พระองค์ประทานให้เสมอไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 14 Dec 2025 08:30:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1d867b35/d62eebfe.mp3" length="13571971" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>849</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’ [ ยอห์น 7:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ภาระหน้าที่ใดบ้างที่ทำให้คุณเหนื่อยและหมดแรง คุณจะพักจากภาระประจำวัน เพื่อสัมผัสพระวิญญาณแห่งการเติมเต็มของพระเจ้าภายในคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสถิตอยู่ในข้าพระองค์โดยพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ได้ดื่มจากน้ำพุแห่งชีวิตที่พระองค์ประทานให้เสมอไป</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความชื่นบานและกำลังในพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ความชื่นบานและกำลังในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">241e16fa-0f62-40a6-820b-13efa277ac5c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 ธันวาคม 2025</p><p><em>อย่า​โศก​เศร้า​เลย เพราะ​ความ​ชื่น​บาน​ของ​ตน​ใน​พระ​เจ้า​เป็น​กำลัง​ของ​ท่าน [ เนหะมีย์ 8:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยพบความชื่นบานและกำลังในพระเจ้าเมื่อใด คุณจะฝึกฝนทักษะในการฟื้นตัวสู่ภาวะปกติในท่ามกลางการทดลองต่างๆได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ เมื่อสถานการณ์ของข้าพระองค์ดูเหมือนสิ้นหวัง โปรดเตือนข้าพระองค์ให้จดจ่อที่พระองค์ เพื่อจะพบกับความชื่นบานและกำลัง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 ธันวาคม 2025</p><p><em>อย่า​โศก​เศร้า​เลย เพราะ​ความ​ชื่น​บาน​ของ​ตน​ใน​พระ​เจ้า​เป็น​กำลัง​ของ​ท่าน [ เนหะมีย์ 8:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยพบความชื่นบานและกำลังในพระเจ้าเมื่อใด คุณจะฝึกฝนทักษะในการฟื้นตัวสู่ภาวะปกติในท่ามกลางการทดลองต่างๆได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ เมื่อสถานการณ์ของข้าพระองค์ดูเหมือนสิ้นหวัง โปรดเตือนข้าพระองค์ให้จดจ่อที่พระองค์ เพื่อจะพบกับความชื่นบานและกำลัง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 13 Dec 2025 01:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fb1bd3ef/f9a4eb6f.mp3" length="10688052" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>669</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 ธันวาคม 2025</p><p><em>อย่า​โศก​เศร้า​เลย เพราะ​ความ​ชื่น​บาน​ของ​ตน​ใน​พระ​เจ้า​เป็น​กำลัง​ของ​ท่าน [ เนหะมีย์ 8:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยพบความชื่นบานและกำลังในพระเจ้าเมื่อใด คุณจะฝึกฝนทักษะในการฟื้นตัวสู่ภาวะปกติในท่ามกลางการทดลองต่างๆได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ เมื่อสถานการณ์ของข้าพระองค์ดูเหมือนสิ้นหวัง โปรดเตือนข้าพระองค์ให้จดจ่อที่พระองค์ เพื่อจะพบกับความชื่นบานและกำลัง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ</title>
      <itunes:title>ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">42f1365f-4b49-45c0-9290-c6209e5a1bdf</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้า​พระ​องค์​จะ​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​บอก​ถึง​การ​อัศจรรย์​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 9:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เราจะปลูกฝังนิสัยแห่งการมีใจขอบพระคุณได้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ ขอช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่จะขอบพระคุณในวันนี้ สำหรับพระพรมากมายจากพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้า​พระ​องค์​จะ​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​บอก​ถึง​การ​อัศจรรย์​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 9:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เราจะปลูกฝังนิสัยแห่งการมีใจขอบพระคุณได้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ ขอช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่จะขอบพระคุณในวันนี้ สำหรับพระพรมากมายจากพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 12 Dec 2025 08:29:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fce0b0a0/b8bb5511.mp3" length="12585169" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>787</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้า​พระ​องค์​จะ​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​บอก​ถึง​การ​อัศจรรย์​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 9:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เราจะปลูกฝังนิสัยแห่งการมีใจขอบพระคุณได้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ ขอช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่จะขอบพระคุณในวันนี้ สำหรับพระพรมากมายจากพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชี้ไปที่พระเยซู</title>
      <itunes:title>ชี้ไปที่พระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">94c6e3a1-3386-4a46-b121-f542d37951b3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 ธันวาคม 2025</p><p><em>ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​พวก​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​เลือก​ไว้...จง​สวม​ใจ​เมตตา ใจ​ปรานี ใจ​ถ่อม ใจ​อ่อน​สุภาพ ใจ​อดทน​ไว้​นาน [ โคโลสี 3:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความปรานีของผู้อื่นส่งผลกระทบอะไรต่อคุณ คุณจะแสดงความปรานีต่อผู้อื่นได้อย่างไรในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นโอกาส ที่จะแสดงความรักของพระองค์ ผ่านทางคำพูดและการกระทำที่มีเมตตา ข้าพระองค์อยากเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น!</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 ธันวาคม 2025</p><p><em>ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​พวก​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​เลือก​ไว้...จง​สวม​ใจ​เมตตา ใจ​ปรานี ใจ​ถ่อม ใจ​อ่อน​สุภาพ ใจ​อดทน​ไว้​นาน [ โคโลสี 3:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความปรานีของผู้อื่นส่งผลกระทบอะไรต่อคุณ คุณจะแสดงความปรานีต่อผู้อื่นได้อย่างไรในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นโอกาส ที่จะแสดงความรักของพระองค์ ผ่านทางคำพูดและการกระทำที่มีเมตตา ข้าพระองค์อยากเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น!</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 11 Dec 2025 08:28:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c7f85f1c/7f046124.mp3" length="9760183" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>611</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 ธันวาคม 2025</p><p><em>ใน​ฐานะ​ที่​เป็น​พวก​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​เลือก​ไว้...จง​สวม​ใจ​เมตตา ใจ​ปรานี ใจ​ถ่อม ใจ​อ่อน​สุภาพ ใจ​อดทน​ไว้​นาน [ โคโลสี 3:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความปรานีของผู้อื่นส่งผลกระทบอะไรต่อคุณ คุณจะแสดงความปรานีต่อผู้อื่นได้อย่างไรในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นโอกาส ที่จะแสดงความรักของพระองค์ ผ่านทางคำพูดและการกระทำที่มีเมตตา ข้าพระองค์อยากเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น!</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทเรียนที่ไม่อาจลืม</title>
      <itunes:title>บทเรียนที่ไม่อาจลืม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2ae701d3-4fb6-4d34-ab4e-a7084f5040f1</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 ธันวาคม 2025</p><p><em>บุตร​ชาย​ของ​เรา​เอ๋ย อย่า​ลืม​คำ​สอน​ของ​เรา แต่​ให้​ใจ​ของ​เจ้า​รักษา​บัญญัติ​ของ​เรา [ สุภาษิต 3:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครผลักดันให้คุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยวิธีการที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย คุณจะนำบทเรียนจากพระคัมภีร์ที่คุณอาจลืมไปแล้วมาใช้อีกครั้งได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอโปรดทรงยกโทษที่ข้าพระองค์ล้มเหลวและไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างเต็มที่ ขอโปรดฟื้นฟูหัวใจของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ผ่านพระวจนะของพระองค์ในวันนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 ธันวาคม 2025</p><p><em>บุตร​ชาย​ของ​เรา​เอ๋ย อย่า​ลืม​คำ​สอน​ของ​เรา แต่​ให้​ใจ​ของ​เจ้า​รักษา​บัญญัติ​ของ​เรา [ สุภาษิต 3:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครผลักดันให้คุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยวิธีการที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย คุณจะนำบทเรียนจากพระคัมภีร์ที่คุณอาจลืมไปแล้วมาใช้อีกครั้งได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอโปรดทรงยกโทษที่ข้าพระองค์ล้มเหลวและไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างเต็มที่ ขอโปรดฟื้นฟูหัวใจของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ผ่านพระวจนะของพระองค์ในวันนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 10 Dec 2025 02:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bb553c44/dc851b7e.mp3" length="11408614" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 ธันวาคม 2025</p><p><em>บุตร​ชาย​ของ​เรา​เอ๋ย อย่า​ลืม​คำ​สอน​ของ​เรา แต่​ให้​ใจ​ของ​เจ้า​รักษา​บัญญัติ​ของ​เรา [ สุภาษิต 3:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครผลักดันให้คุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยวิธีการที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นด้วย คุณจะนำบทเรียนจากพระคัมภีร์ที่คุณอาจลืมไปแล้วมาใช้อีกครั้งได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอโปรดทรงยกโทษที่ข้าพระองค์ล้มเหลวและไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างเต็มที่ ขอโปรดฟื้นฟูหัวใจของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ผ่านพระวจนะของพระองค์ในวันนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นคริสตจักร</title>
      <itunes:title>เป็นคริสตจักร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">37db5def-7068-4894-8f1a-d8a9058af31b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 ธันวาคม 2025</p><p><em>ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ได้​ทรง​โปรด​ให้​คน​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​กำลัง​จะ​รอด มา​เข้า​กับ​พวก​สาวก​ทุก​วันๆ [ กิจการ 2:47 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีทางใดบ้างที่พระเจ้าอาจทรงใช้คุณในการสร้างคริสตจักรของพระเยซู และมีสิ่งใดที่คุณจะทำได้อีกบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ ทรงให้มีผู้เชื่อเพิ่มเข้ามาในคริสตจักรของพระองค์ทุกวัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 ธันวาคม 2025</p><p><em>ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ได้​ทรง​โปรด​ให้​คน​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​กำลัง​จะ​รอด มา​เข้า​กับ​พวก​สาวก​ทุก​วันๆ [ กิจการ 2:47 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีทางใดบ้างที่พระเจ้าอาจทรงใช้คุณในการสร้างคริสตจักรของพระเยซู และมีสิ่งใดที่คุณจะทำได้อีกบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ ทรงให้มีผู้เชื่อเพิ่มเข้ามาในคริสตจักรของพระองค์ทุกวัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Dec 2025 08:27:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/36a40a7e/72bf9d89.mp3" length="10281235" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>642</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 ธันวาคม 2025</p><p><em>ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ได้​ทรง​โปรด​ให้​คน​ทั้ง​หลาย​ซึ่ง​กำลัง​จะ​รอด มา​เข้า​กับ​พวก​สาวก​ทุก​วันๆ [ กิจการ 2:47 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีทางใดบ้างที่พระเจ้าอาจทรงใช้คุณในการสร้างคริสตจักรของพระเยซู และมีสิ่งใดที่คุณจะทำได้อีกบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ ทรงให้มีผู้เชื่อเพิ่มเข้ามาในคริสตจักรของพระองค์ทุกวัน</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>น้ำใจโอบอ้อมอารี</title>
      <itunes:title>น้ำใจโอบอ้อมอารี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f9f1d642-6889-4ab8-9624-7bc77f89154b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 ธันวาคม 2025</p><p><em>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงให้คุณคิดถึงคนหรือกลุ่มคนใดที่มีความขัดสน คุณจะให้สิ่งใดแก่พวกเขาได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นผู้ที่ขัดสน</p><p> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 ธันวาคม 2025</p><p><em>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงให้คุณคิดถึงคนหรือกลุ่มคนใดที่มีความขัดสน คุณจะให้สิ่งใดแก่พวกเขาได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นผู้ที่ขัดสน</p><p> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 08 Dec 2025 08:26:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/73995df2/fe5be60b.mp3" length="11979128" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 ธันวาคม 2025</p><p><em>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงให้คุณคิดถึงคนหรือกลุ่มคนใดที่มีความขัดสน คุณจะให้สิ่งใดแก่พวกเขาได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นผู้ที่ขัดสน</p><p> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานสิ่งที่อยู่ในใจ</title>
      <itunes:title>อธิษฐานสิ่งที่อยู่ในใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">36dfc05e-bf01-4cc8-aa7a-5eaf71878226</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ขอ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ และ​คำ​วิงวอน​ของ​เขา [ ดาเนียล 9:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คำอธิษฐานของคุณกับดาเนียล 9:4-19 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คุณมีเรื่องใดบ้างที่ต้องสารภาพ ก่อนจะทูลขอจากพระองค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอทรงโปรดฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ขอ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ และ​คำ​วิงวอน​ของ​เขา [ ดาเนียล 9:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คำอธิษฐานของคุณกับดาเนียล 9:4-19 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คุณมีเรื่องใดบ้างที่ต้องสารภาพ ก่อนจะทูลขอจากพระองค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอทรงโปรดฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 07 Dec 2025 08:25:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/511490f0/89ca9180.mp3" length="12905744" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>807</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 ธันวาคม 2025</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย ขอ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​คำ​อธิษฐาน​ของ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ และ​คำ​วิงวอน​ของ​เขา [ ดาเนียล 9:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คำอธิษฐานของคุณกับดาเนียล 9:4-19 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร คุณมีเรื่องใดบ้างที่ต้องสารภาพ ก่อนจะทูลขอจากพระองค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ขอทรงโปรดฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระองค์ทรงเห็นฉัน</title>
      <itunes:title>พระองค์ทรงเห็นฉัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8534a790-38f8-41b8-a893-4dd7d98eb464</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 ธันวาคม 2025</p><p><em>​พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ [ ปฐมกาล 16:13 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงมองเห็นและทรงทราบถึงความขัดสนของคุณในอดีตอย่างไร ความรู้นี้ช่วยคุณในการทดลองของชีวิตในปัจจุบันได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงยืนยันกับข้าพระองค์ว่า พระองค์ทรงมองเห็นในสิ่งที่ข้าพระองค์กำลังเผชิญอยู่นี้</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 ธันวาคม 2025</p><p><em>​พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ [ ปฐมกาล 16:13 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงมองเห็นและทรงทราบถึงความขัดสนของคุณในอดีตอย่างไร ความรู้นี้ช่วยคุณในการทดลองของชีวิตในปัจจุบันได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงยืนยันกับข้าพระองค์ว่า พระองค์ทรงมองเห็นในสิ่งที่ข้าพระองค์กำลังเผชิญอยู่นี้</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 06 Dec 2025 08:24:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a6378c58/bd433ba3.mp3" length="12564271" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>786</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 ธันวาคม 2025</p><p><em>​พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ [ ปฐมกาล 16:13 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงมองเห็นและทรงทราบถึงความขัดสนของคุณในอดีตอย่างไร ความรู้นี้ช่วยคุณในการทดลองของชีวิตในปัจจุบันได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงยืนยันกับข้าพระองค์ว่า พระองค์ทรงมองเห็นในสิ่งที่ข้าพระองค์กำลังเผชิญอยู่นี้</p><p> <br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เดินกับพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เดินกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bf645d94-233f-42b1-b004-6b5a69a98c4c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 ธันวาคม 2025</p><p><em>บุคคล​ที่​เดิน​กับ​ปราชญ์ ​ก็​กลาย​เป็น​คน​ฉลาด แต่​เพื่อน​ฝูง​ของ​คน​โง่​จะ​รับ​ภยันตราย [ สุภาษิต 13:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเหตุการณ์ใดที่คุณกำลังยอมให้ใครบางคนนำคุณออกห่างจากพระเจ้า คุณทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อจะเปลี่ยนเส้นทางเดินของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระวจนะที่บอกให้ข้าพระองค์ก้าวเดินไปหาพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินตามพระองค์ได้ดียิ่งขึ้นในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 ธันวาคม 2025</p><p><em>บุคคล​ที่​เดิน​กับ​ปราชญ์ ​ก็​กลาย​เป็น​คน​ฉลาด แต่​เพื่อน​ฝูง​ของ​คน​โง่​จะ​รับ​ภยันตราย [ สุภาษิต 13:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเหตุการณ์ใดที่คุณกำลังยอมให้ใครบางคนนำคุณออกห่างจากพระเจ้า คุณทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อจะเปลี่ยนเส้นทางเดินของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระวจนะที่บอกให้ข้าพระองค์ก้าวเดินไปหาพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินตามพระองค์ได้ดียิ่งขึ้นในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 05 Dec 2025 08:24:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dcfb808e/65b0e539.mp3" length="10969757" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>686</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 ธันวาคม 2025</p><p><em>บุคคล​ที่​เดิน​กับ​ปราชญ์ ​ก็​กลาย​เป็น​คน​ฉลาด แต่​เพื่อน​ฝูง​ของ​คน​โง่​จะ​รับ​ภยันตราย [ สุภาษิต 13:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเหตุการณ์ใดที่คุณกำลังยอมให้ใครบางคนนำคุณออกห่างจากพระเจ้า คุณทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อจะเปลี่ยนเส้นทางเดินของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระวจนะที่บอกให้ข้าพระองค์ก้าวเดินไปหาพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินตามพระองค์ได้ดียิ่งขึ้นในวันนี้</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เชื่อมากกว่าที่ตาเห็น</title>
      <itunes:title>เชื่อมากกว่าที่ตาเห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">32cd887b-34f1-40bb-a156-05a85aab326a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/21022846</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่าสิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง [ ฮีบรู 11:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องใดบ้าง คุณจะไว้วางใจพระเจ้าด้วยความมั่นใจมากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อและมั่นใจในพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่าสิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง [ ฮีบรู 11:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องใดบ้าง คุณจะไว้วางใจพระเจ้าด้วยความมั่นใจมากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อและมั่นใจในพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 04 Dec 2025 07:52:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/21022846/ce44470e.mp3" length="11507252" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่าสิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง [ ฮีบรู 11:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องใดบ้าง คุณจะไว้วางใจพระเจ้าด้วยความมั่นใจมากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อและมั่นใจในพระองค์</p><p>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เติบโตผ่านความเจ็บปวด</title>
      <itunes:title>เติบโตผ่านความเจ็บปวด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ffecdcec-8c00-47a3-92d4-8f1a1a14140d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ดี​แล้ว​ที่​ข้า​พระ​องค์​ทุกข์​ยาก เพื่อ​ข้า​พระ​องค์​จะ​เรียนรู้​ถึง​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 119:71 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงช่วยให้คุณเติบโตในความเชื่อผ่านความทุกข์ยากอย่างไร คุณแสดงออกถึงการขอบพระคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ขอบพระคุณที่พระองค์ ทรงสอนข้าพระองค์ผ่านทางการทดลอง</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ดี​แล้ว​ที่​ข้า​พระ​องค์​ทุกข์​ยาก เพื่อ​ข้า​พระ​องค์​จะ​เรียนรู้​ถึง​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 119:71 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงช่วยให้คุณเติบโตในความเชื่อผ่านความทุกข์ยากอย่างไร คุณแสดงออกถึงการขอบพระคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ขอบพระคุณที่พระองค์ ทรงสอนข้าพระองค์ผ่านทางการทดลอง</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 03 Dec 2025 07:49:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e23376dc/0897a43f.mp3" length="12019252" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ดี​แล้ว​ที่​ข้า​พระ​องค์​ทุกข์​ยาก เพื่อ​ข้า​พระ​องค์​จะ​เรียนรู้​ถึง​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 119:71 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงช่วยให้คุณเติบโตในความเชื่อผ่านความทุกข์ยากอย่างไร คุณแสดงออกถึงการขอบพระคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ขอบพระคุณที่พระองค์ ทรงสอนข้าพระองค์ผ่านทางการทดลอง</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภาพบนกำแพง</title>
      <itunes:title>ภาพบนกำแพง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eb8b0085-7aaf-46eb-9d05-f6ae5dfba5ad</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/39bffeea</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ลิ้น​ที่​สุภาพ​เป็น​ต้นไม้​แห่ง​ชีวิต [ สุภาษิต 15:4 ]<br></em> <em><br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นหรือได้ยินคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ครั้งต่อไปเมื่อต้องเผชิญกับความเกลียดชัง คุณจะตอบสนองแตกต่างจากเดิมอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์มักจะตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ ขอโปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ และทรงช่วยให้ข้าพระองค์ชั่งน้ำหนักการตอบสนองของข้าพระองค์อย่างชาญฉลาด</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ลิ้น​ที่​สุภาพ​เป็น​ต้นไม้​แห่ง​ชีวิต [ สุภาษิต 15:4 ]<br></em> <em><br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นหรือได้ยินคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ครั้งต่อไปเมื่อต้องเผชิญกับความเกลียดชัง คุณจะตอบสนองแตกต่างจากเดิมอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์มักจะตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ ขอโปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ และทรงช่วยให้ข้าพระองค์ชั่งน้ำหนักการตอบสนองของข้าพระองค์อย่างชาญฉลาด</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Dec 2025 07:49:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/39bffeea/9976de89.mp3" length="11666495" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 ธันวาคม 2025<br> <br><em>ลิ้น​ที่​สุภาพ​เป็น​ต้นไม้​แห่ง​ชีวิต [ สุภาษิต 15:4 ]<br></em> <em><br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นหรือได้ยินคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง ครั้งต่อไปเมื่อต้องเผชิญกับความเกลียดชัง คุณจะตอบสนองแตกต่างจากเดิมอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์มักจะตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ ขอโปรดทรงนำข้าพระองค์ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ และทรงช่วยให้ข้าพระองค์ชั่งน้ำหนักการตอบสนองของข้าพระองค์อย่างชาญฉลาด</p><p><em><br></em>อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อย่าทำสิ่งนี้คนเดียว</title>
      <itunes:title>อย่าทำสิ่งนี้คนเดียว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5df34b0b-a6ee-4ded-9507-7f4f1fca2530</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 ธันวาคม 2025<br> <br><em>จง​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง [ โรม 12:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเหตุใดมนุษย์จึงถูกล่อลวงให้ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว สิ่งใดที่ช่วยให้คุณพึ่งพาในผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ทุกวัน เพื่อจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และที่จะทรงสอนข้าพระองค์ในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 ธันวาคม 2025<br> <br><em>จง​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง [ โรม 12:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเหตุใดมนุษย์จึงถูกล่อลวงให้ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว สิ่งใดที่ช่วยให้คุณพึ่งพาในผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ทุกวัน เพื่อจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และที่จะทรงสอนข้าพระองค์ในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 01 Dec 2025 07:48:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b2f0ec27/431db8d7.mp3" length="11941512" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>747</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 ธันวาคม 2025<br> <br><em>จง​รัก​กัน​ฉัน​พี่​น้อง [ โรม 12:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเหตุใดมนุษย์จึงถูกล่อลวงให้ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว สิ่งใดที่ช่วยให้คุณพึ่งพาในผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ทุกวัน เพื่อจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และที่จะทรงสอนข้าพระองค์ในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น</p><p><br> อ่านเฝ้าเดี่ยวได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร</title>
      <itunes:title>ใช้ชีวิตให้ดีได้อย่างไร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">23deb995-aa08-4bd1-88a0-1847b1ccc2d3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในชีวิตของคุณ การ “ดำเนินกับพระเจ้า” มีลักษณะเป็นอย่างไร คุณจะแสดงถึงความเชื่อวางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้มุ่งหมายจะดำเนินชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในชีวิตของคุณ การ “ดำเนินกับพระเจ้า” มีลักษณะเป็นอย่างไร คุณจะแสดงถึงความเชื่อวางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้มุ่งหมายจะดำเนินชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 30 Nov 2025 02:43:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8046889c/a88f2a1f.mp3" length="9962475" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>623</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในชีวิตของคุณ การ “ดำเนินกับพระเจ้า” มีลักษณะเป็นอย่างไร คุณจะแสดงถึงความเชื่อวางใจในพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่ได้มุ่งหมายจะดำเนินชีวิตที่พึ่งพาตัวเอง ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระคุณพระเจ้าที่มีเพียงพอ</title>
      <itunes:title>พระคุณพระเจ้าที่มีเพียงพอ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d5437087-57a7-493d-afab-897818e24512</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>“หนามใหญ่” ในชีวิตของคุณคืออะไร คุณจะยอมให้พระคุณและพระกำลังของพระเจ้ามีเพียงพอสำหรับคุณในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระคุณของพระองค์นั้นมีเพียงพอสำหรับข้าพระองค์แล้ว</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>“หนามใหญ่” ในชีวิตของคุณคืออะไร คุณจะยอมให้พระคุณและพระกำลังของพระเจ้ามีเพียงพอสำหรับคุณในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระคุณของพระองค์นั้นมีเพียงพอสำหรับข้าพระองค์แล้ว</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 29 Nov 2025 02:41:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2bcc4d62/b0478bbd.mp3" length="11703275" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>“หนามใหญ่” ในชีวิตของคุณคืออะไร คุณจะยอมให้พระคุณและพระกำลังของพระเจ้ามีเพียงพอสำหรับคุณในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระคุณของพระองค์นั้นมีเพียงพอสำหรับข้าพระองค์แล้ว</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นครที่ควรค่าแก่การแสวงหา</title>
      <itunes:title>นครที่ควรค่าแก่การแสวงหา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9d82229e-15e6-4402-8483-07a075d0720a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐ แห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุ พระองค์ข้าพเจ้าจึงยอมสละสิ่งสารพัด [ ฟีลิปปี 3:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทรัพย์สมบัติใดที่คุณกำลังตามหาในวันนี้ การใคร่ครวญถึงคุณค่าของการรู้จักพระเยซู ช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของคุณอย่างถูกต้องอย่างไร</p><p>ขอบคุณพระเยซู ที่ข้าพระองค์ไม่ต้องพยายามให้ได้มาในสิ่งที่ไม่อาจเติมเต็มจิตใจได้ ข้าพระองค์มีสมบัติล้ำค่าคือการได้รู้จักพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐ แห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุ พระองค์ข้าพเจ้าจึงยอมสละสิ่งสารพัด [ ฟีลิปปี 3:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทรัพย์สมบัติใดที่คุณกำลังตามหาในวันนี้ การใคร่ครวญถึงคุณค่าของการรู้จักพระเยซู ช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของคุณอย่างถูกต้องอย่างไร</p><p>ขอบคุณพระเยซู ที่ข้าพระองค์ไม่ต้องพยายามให้ได้มาในสิ่งที่ไม่อาจเติมเต็มจิตใจได้ ข้าพระองค์มีสมบัติล้ำค่าคือการได้รู้จักพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 28 Nov 2025 02:37:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/94dc9b67/6549b2e6.mp3" length="14298384" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>894</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐ แห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุ พระองค์ข้าพเจ้าจึงยอมสละสิ่งสารพัด [ ฟีลิปปี 3:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทรัพย์สมบัติใดที่คุณกำลังตามหาในวันนี้ การใคร่ครวญถึงคุณค่าของการรู้จักพระเยซู ช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของคุณอย่างถูกต้องอย่างไร</p><p>ขอบคุณพระเยซู ที่ข้าพระองค์ไม่ต้องพยายามให้ได้มาในสิ่งที่ไม่อาจเติมเต็มจิตใจได้ ข้าพระองค์มีสมบัติล้ำค่าคือการได้รู้จักพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขอบพระคุณด้วยใจถ่อม</title>
      <itunes:title>ขอบพระคุณด้วยใจถ่อม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">539cfea6-9a0a-499f-9b45-8fe9bf5e8dfa</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่พรากจากทางนั้น [ สุภาษิต 22:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้เห็นการสำแดงความรักของพระเจ้าในแบบใดบ้าง คุณจะรักพระองค์ด้วยความยำเกรงได้ด้วยวิธีใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและช่วยผู้อื่นในการเป็นสาวกของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่พรากจากทางนั้น [ สุภาษิต 22:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้เห็นการสำแดงความรักของพระเจ้าในแบบใดบ้าง คุณจะรักพระองค์ด้วยความยำเกรงได้ด้วยวิธีใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและช่วยผู้อื่นในการเป็นสาวกของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 27 Nov 2025 02:35:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d0592c1/fa66ec5a.mp3" length="13465391" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>842</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่พรากจากทางนั้น [ สุภาษิต 22:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้เห็นการสำแดงความรักของพระเจ้าในแบบใดบ้าง คุณจะรักพระองค์ด้วยความยำเกรงได้ด้วยวิธีใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและช่วยผู้อื่นในการเป็นสาวกของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงนับพระพร</title>
      <itunes:title>จงนับพระพร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">12ecc6e4-e8e4-4a8e-9424-69fc4102607d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 พฤศจิกายน 2025 </p><p><em>เขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้า [ เอสรา 3:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การนับพระพรช่วยคุณในสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใด</p><p>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีจิตใจแห่งการขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 พฤศจิกายน 2025 </p><p><em>เขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้า [ เอสรา 3:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การนับพระพรช่วยคุณในสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใด</p><p>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีจิตใจแห่งการขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 26 Nov 2025 02:31:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/25b05024/f809dd15.mp3" length="12033881" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 พฤศจิกายน 2025 </p><p><em>เขาร้องเพลงตอบกัน สรรเสริญและโมทนาแด่พระเจ้า [ เอสรา 3:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การนับพระพรช่วยคุณในสถานการณ์ที่ยากลำบากได้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใด</p><p>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีจิตใจแห่งการขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">11d66af0-471a-48d4-9dcc-1d92875a7331</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้ [ 1 ซามูเอล 7:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในเรื่องใด เหตุใดการร้องทูลต่อพระองค์จึงเป็นเรื่องสำคัญกับคุณมาก</p><p>ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ในวันนี้ ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์ต้องการพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้ [ 1 ซามูเอล 7:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในเรื่องใด เหตุใดการร้องทูลต่อพระองค์จึงเป็นเรื่องสำคัญกับคุณมาก</p><p>ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ในวันนี้ ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์ต้องการพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 25 Nov 2025 02:22:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2d22daa/b34cec7a.mp3" length="14575073" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>911</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้ [ 1 ซามูเอล 7:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในเรื่องใด เหตุใดการร้องทูลต่อพระองค์จึงเป็นเรื่องสำคัญกับคุณมาก</p><p>ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ในวันนี้ ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์ต้องการพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังในการรอคอย</title>
      <itunes:title>ความหวังในการรอคอย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5c37339e-3b1c-4b76-b08c-5ac4d398cbd4</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าตรัสว่า “แม้กระนั้นเจ้าทั้งหลายก็ไม่ฟังเรา” [ เยเรมีย์ 25:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การอดทนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นเป็นไปได้อย่างไร คุณจะพบการปลอบประโลมใจในพระสัญญาของพระเจ้าได้จากที่ไหน</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พบความหวังในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าตรัสว่า “แม้กระนั้นเจ้าทั้งหลายก็ไม่ฟังเรา” [ เยเรมีย์ 25:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การอดทนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นเป็นไปได้อย่างไร คุณจะพบการปลอบประโลมใจในพระสัญญาของพระเจ้าได้จากที่ไหน</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พบความหวังในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 24 Nov 2025 02:20:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fb5521e3/68d92b2f.mp3" length="12684225" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>793</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าตรัสว่า “แม้กระนั้นเจ้าทั้งหลายก็ไม่ฟังเรา” [ เยเรมีย์ 25:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การอดทนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นเป็นไปได้อย่างไร คุณจะพบการปลอบประโลมใจในพระสัญญาของพระเจ้าได้จากที่ไหน</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พบความหวังในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุณค่าของเราในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>คุณค่าของเราในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9b5b8318-739e-41e3-98d9-f1481243bc5c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>[พระเยซู]... ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า” [ มาระโก 5:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงช่วยคุณให้พ้นจากอะไร คุณจะไปอยู่ตรงไหนถ้าไม่มีพระองค์</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ในพระองค์แล้วข้าพระองค์มีคุณค่าอย่างเหลือล้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>[พระเยซู]... ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า” [ มาระโก 5:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงช่วยคุณให้พ้นจากอะไร คุณจะไปอยู่ตรงไหนถ้าไม่มีพระองค์</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ในพระองค์แล้วข้าพระองค์มีคุณค่าอย่างเหลือล้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 23 Nov 2025 02:15:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c35bdf2e/893046ae.mp3" length="12226978" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>765</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>[พระเยซู]... ตรัสแก่เขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า” [ มาระโก 5:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงช่วยคุณให้พ้นจากอะไร คุณจะไปอยู่ตรงไหนถ้าไม่มีพระองค์</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ในพระองค์แล้วข้าพระองค์มีคุณค่าอย่างเหลือล้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่า</title>
      <itunes:title>เป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9af2b40a-dfe7-4ade-a52f-94ab5ca35972</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>มารีย์เอาน้ำมันหอมนารดา...ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ [ ยอห์น 12:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะถวายสิ่งล้ำค่าใดให้พระเจ้า คุณจะรู้สึกอย่างไรในฐานะของมารีย์ เมื่อพระเยซูทรงเปิดเผยความหมายอันลึกซึ้งในการกระทำของเธอ</p><p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงล้ำค่าสำหรับข้าพระองค์ มากยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดของข้าพระองค์ในโลกนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>มารีย์เอาน้ำมันหอมนารดา...ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ [ ยอห์น 12:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะถวายสิ่งล้ำค่าใดให้พระเจ้า คุณจะรู้สึกอย่างไรในฐานะของมารีย์ เมื่อพระเยซูทรงเปิดเผยความหมายอันลึกซึ้งในการกระทำของเธอ</p><p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงล้ำค่าสำหรับข้าพระองค์ มากยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดของข้าพระองค์ในโลกนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 22 Nov 2025 02:10:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e607c68e/b3fdb04c.mp3" length="11156167" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>มารีย์เอาน้ำมันหอมนารดา...ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ [ ยอห์น 12:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะถวายสิ่งล้ำค่าใดให้พระเจ้า คุณจะรู้สึกอย่างไรในฐานะของมารีย์ เมื่อพระเยซูทรงเปิดเผยความหมายอันลึกซึ้งในการกระทำของเธอ</p><p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงล้ำค่าสำหรับข้าพระองค์ มากยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติที่มีค่าที่สุดของข้าพระองค์ในโลกนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเฝ้าดูเรา</title>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเฝ้าดูเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">52acf184-bdce-4089-a473-7f457446ba1d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป พระองค์ผู้ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป [ สดุดี 121:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดบางครั้งจึงรู้สึกเหมือนพระเจ้าทรงหลับอยู่ การที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงเฝ้าระวังอยู่ทุกเวลาและทรงทราบดีว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร ความรู้นี้ปลอบโยนจิตใจเราอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเฝ้าดูแลข้าพระองค์อยู่ทุกเวลา</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป พระองค์ผู้ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป [ สดุดี 121:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดบางครั้งจึงรู้สึกเหมือนพระเจ้าทรงหลับอยู่ การที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงเฝ้าระวังอยู่ทุกเวลาและทรงทราบดีว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร ความรู้นี้ปลอบโยนจิตใจเราอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเฝ้าดูแลข้าพระองค์อยู่ทุกเวลา</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 21 Nov 2025 02:05:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0c5f765d/72e6495a.mp3" length="11101832" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระองค์จะไม่ให้เท้าของท่านพลาดไป พระองค์ผู้ทรงอารักขาท่านจะไม่เคลิ้มไป [ สดุดี 121:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดบางครั้งจึงรู้สึกเหมือนพระเจ้าทรงหลับอยู่ การที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงเฝ้าระวังอยู่ทุกเวลาและทรงทราบดีว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร ความรู้นี้ปลอบโยนจิตใจเราอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเฝ้าดูแลข้าพระองค์อยู่ทุกเวลา</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง</title>
      <itunes:title>โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1b6f5d88-103f-4a68-b8f3-08eeab8b21ee</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>อย่าคิดถือตัวเองเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม [ โรม 12:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต่อสู้กับโรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งในด้านใดบ้างไหม พระเจ้าประทานความเชื่อให้คุณเอาชนะได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นตัวเอง ในแบบที่พระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ ตามขนาดความเชื่อที่พระองค์ประทาน</p><p>อ่านเเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>อย่าคิดถือตัวเองเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม [ โรม 12:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต่อสู้กับโรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งในด้านใดบ้างไหม พระเจ้าประทานความเชื่อให้คุณเอาชนะได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นตัวเอง ในแบบที่พระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ ตามขนาดความเชื่อที่พระองค์ประทาน</p><p>อ่านเเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 20 Nov 2025 01:55:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/41a63abc/0fe4bd3b.mp3" length="11449992" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>อย่าคิดถือตัวเองเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม [ โรม 12:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต่อสู้กับโรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งในด้านใดบ้างไหม พระเจ้าประทานความเชื่อให้คุณเอาชนะได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นตัวเอง ในแบบที่พระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ ตามขนาดความเชื่อที่พระองค์ประทาน</p><p>อ่านเเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แค่อธิษฐาน</title>
      <itunes:title>แค่อธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ddde9724-6071-4001-8b8c-ff2f508ea5e0</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>​พระเจ้าทรงสดับคำวิงวอนของข้า พระองค์ทรงรับคำอธิษฐานของข้า [ สดุดี 6:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เวลานี้คุณกำลังเผชิญปัญหาหรือความกังวลในเรื่องใด คุณจะเตือนตัวเองให้นำสิ่งเหล่านั้นมาทูลต่อพระเจ้าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสดับคำร้องทูลขอความช่วยเหลือจากข้าพระองค์ ขอโปรดประทานสันติสุข เพราะข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์ละวางความทุกข์ ไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>​พระเจ้าทรงสดับคำวิงวอนของข้า พระองค์ทรงรับคำอธิษฐานของข้า [ สดุดี 6:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เวลานี้คุณกำลังเผชิญปัญหาหรือความกังวลในเรื่องใด คุณจะเตือนตัวเองให้นำสิ่งเหล่านั้นมาทูลต่อพระเจ้าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสดับคำร้องทูลขอความช่วยเหลือจากข้าพระองค์ ขอโปรดประทานสันติสุข เพราะข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์ละวางความทุกข์ ไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 19 Nov 2025 01:54:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1744dcf5/18d0ef30.mp3" length="11437871" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>​พระเจ้าทรงสดับคำวิงวอนของข้า พระองค์ทรงรับคำอธิษฐานของข้า [ สดุดี 6:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เวลานี้คุณกำลังเผชิญปัญหาหรือความกังวลในเรื่องใด คุณจะเตือนตัวเองให้นำสิ่งเหล่านั้นมาทูลต่อพระเจ้าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสดับคำร้องทูลขอความช่วยเหลือจากข้าพระองค์ ขอโปรดประทานสันติสุข เพราะข้าพระองค์รู้ว่าข้าพระองค์ละวางความทุกข์ ไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีชีวิตกับพระเยซู</title>
      <itunes:title>มีชีวิตกับพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">28edf314-b71d-4bca-8b58-7e1fe40ec51e</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยได้พบกับความหวังอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนไหม ผู้เชื่อจะเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เป็นพยานถึงความรักและความหวังที่มาจากพระเยซู</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยได้พบกับความหวังอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนไหม ผู้เชื่อจะเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เป็นพยานถึงความรักและความหวังที่มาจากพระเยซู</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 18 Nov 2025 01:49:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/28cbb2d8/b4cb6648.mp3" length="11992503" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>750</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยได้พบกับความหวังอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนไหม ผู้เชื่อจะเป็นพยานถึงการเป็นขึ้นของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เป็นพยานถึงความรักและความหวังที่มาจากพระเยซู</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเชื่อมสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นรากฐาน</title>
      <itunes:title>การเชื่อมสัมพันธ์ที่มีพระคริสต์เป็นรากฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e833be2c-6348-47f8-9cf9-636973d8352e</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต [ สุภาษิต 12:25 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>วันนี้คุณจะแบ่งปันถ้อยคำแห่งความหวังบนรากฐานของพระคัมภีร์กับคนอื่นได้อย่างไร เหตุใดการแบ่งปันความหวังในพระคริสต์กับผู้ที่มีความวิตกกังวลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง</p><p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พูดถ้อยคำแห่งความกรุณา และความหวังแก่ผู้ที่วิตกกังวลและโดดเดี่ยว</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต [ สุภาษิต 12:25 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>วันนี้คุณจะแบ่งปันถ้อยคำแห่งความหวังบนรากฐานของพระคัมภีร์กับคนอื่นได้อย่างไร เหตุใดการแบ่งปันความหวังในพระคริสต์กับผู้ที่มีความวิตกกังวลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง</p><p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พูดถ้อยคำแห่งความกรุณา และความหวังแก่ผู้ที่วิตกกังวลและโดดเดี่ยว</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 17 Nov 2025 01:47:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/016b14a0/7c6caafb.mp3" length="12091141" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>756</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>ความวิตกกังวลทำให้หนักใจ แต่คำปลอบโยนทำให้ใจพองโต [ สุภาษิต 12:25 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>วันนี้คุณจะแบ่งปันถ้อยคำแห่งความหวังบนรากฐานของพระคัมภีร์กับคนอื่นได้อย่างไร เหตุใดการแบ่งปันความหวังในพระคริสต์กับผู้ที่มีความวิตกกังวลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง</p><p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พูดถ้อยคำแห่งความกรุณา และความหวังแก่ผู้ที่วิตกกังวลและโดดเดี่ยว</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คิดราคาดูเสียก่อน</title>
      <itunes:title>คิดราคาดูเสียก่อน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ec264d4d-8faa-408d-856b-205b74b1820a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พวกท่าน...จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ [ ลูกา 14:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การเชื่อและติดตามพระเยซูทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง ทำไมจึงไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าการได้รู้จักและติดตามพระองค์อย่างแท้จริง</p><p>พระผู้ช่วยผู้งามเลิศ ขอทรงให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์มากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้กับความดีเลิศของการได้รู้จักพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พวกท่าน...จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ [ ลูกา 14:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การเชื่อและติดตามพระเยซูทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง ทำไมจึงไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าการได้รู้จักและติดตามพระองค์อย่างแท้จริง</p><p>พระผู้ช่วยผู้งามเลิศ ขอทรงให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์มากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้กับความดีเลิศของการได้รู้จักพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 16 Nov 2025 05:11:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/db46699c/1575e1f0.mp3" length="12170971" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พวกท่าน...จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ [ ลูกา 14:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การเชื่อและติดตามพระเยซูทำให้คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง ทำไมจึงไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าการได้รู้จักและติดตามพระองค์อย่างแท้จริง</p><p>พระผู้ช่วยผู้งามเลิศ ขอทรงให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์มากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้กับความดีเลิศของการได้รู้จักพระองค์!</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร้องเพลงจากพระวจนะ</title>
      <itunes:title>ร้องเพลงจากพระวจนะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">726ebab3-8885-4238-a9aa-f8d31f997ec4</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ [ เพลงซาโลมอน 1:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>นอกจากการร้องเป็นเพลงแล้ว คุณจะอ่านพระวจนะด้วยวิธีใหม่ได้อย่างไรบ้าง คุณจะโอบกอดความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงรักคุณได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง พระองค์ทรงปั้นข้าพระองค์ดังพระฉายาของพระองค์ และตรัสว่าทรงรักข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ความจริงนี้ ทั้งในจิตใจและในความคิด เพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ [ เพลงซาโลมอน 1:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>นอกจากการร้องเป็นเพลงแล้ว คุณจะอ่านพระวจนะด้วยวิธีใหม่ได้อย่างไรบ้าง คุณจะโอบกอดความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงรักคุณได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง พระองค์ทรงปั้นข้าพระองค์ดังพระฉายาของพระองค์ และตรัสว่าทรงรักข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ความจริงนี้ ทั้งในจิตใจและในความคิด เพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 15 Nov 2025 05:09:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f182b48d/333859c2.mp3" length="11533584" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>721</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ [ เพลงซาโลมอน 1:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>นอกจากการร้องเป็นเพลงแล้ว คุณจะอ่านพระวจนะด้วยวิธีใหม่ได้อย่างไรบ้าง คุณจะโอบกอดความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงรักคุณได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง พระองค์ทรงปั้นข้าพระองค์ดังพระฉายาของพระองค์ และตรัสว่าทรงรักข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ความจริงนี้ ทั้งในจิตใจและในความคิด เพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รอคอยพระเจ้า</title>
      <itunes:title>รอคอยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e0553a05-4284-4d25-bf2b-5e7627612769</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคิดถึงเรื่องการรอคอยพระเจ้าคุณนึกถึงเรื่องใด ทำไมการรอคอยจึงเป็นเรื่องยาก และพระเจ้าทรงอยู่กับคุณในการรอคอยนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความอดทน เพื่อที่ชีวิตของข้าพระองค์จะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคิดถึงเรื่องการรอคอยพระเจ้าคุณนึกถึงเรื่องใด ทำไมการรอคอยจึงเป็นเรื่องยาก และพระเจ้าทรงอยู่กับคุณในการรอคอยนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความอดทน เพื่อที่ชีวิตของข้าพระองค์จะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 14 Nov 2025 05:07:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6ec55a56/c05c2dc3.mp3" length="12738978" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>797</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคิดถึงเรื่องการรอคอยพระเจ้าคุณนึกถึงเรื่องใด ทำไมการรอคอยจึงเป็นเรื่องยาก และพระเจ้าทรงอยู่กับคุณในการรอคอยนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความอดทน เพื่อที่ชีวิตของข้าพระองค์จะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกรุณาต่อผู้ทนทุกข์</title>
      <itunes:title>ความกรุณาต่อผู้ทนทุกข์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">acc980d3-0455-4d65-830c-09e84141e61a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>เจ้าไม่ควรยืนยิ้มอยู่ด้วยความพอใจ ในเมื่อน้องชายของเจ้ารับเคราะห์ในครั้งนั้น [ โอบาดีห์ 1:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกล่อลวงให้ฉวยโอกาสจากความทุกข์ของคนอื่นความรักของพระเจ้าหนุนใจให้เรามีใจกรุณาอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์หยิบยื่นความกรุณาให้กับใครบางคนที่กำลังเจ็บปวด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>เจ้าไม่ควรยืนยิ้มอยู่ด้วยความพอใจ ในเมื่อน้องชายของเจ้ารับเคราะห์ในครั้งนั้น [ โอบาดีห์ 1:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกล่อลวงให้ฉวยโอกาสจากความทุกข์ของคนอื่นความรักของพระเจ้าหนุนใจให้เรามีใจกรุณาอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์หยิบยื่นความกรุณาให้กับใครบางคนที่กำลังเจ็บปวด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 13 Nov 2025 05:05:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d772971e/1c044718.mp3" length="12315167" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>770</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>เจ้าไม่ควรยืนยิ้มอยู่ด้วยความพอใจ ในเมื่อน้องชายของเจ้ารับเคราะห์ในครั้งนั้น [ โอบาดีห์ 1:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกล่อลวงให้ฉวยโอกาสจากความทุกข์ของคนอื่นความรักของพระเจ้าหนุนใจให้เรามีใจกรุณาอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์หยิบยื่นความกรุณาให้กับใครบางคนที่กำลังเจ็บปวด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เบื้องหลังภาวะเสพติดหน้าจอ</title>
      <itunes:title>เบื้องหลังภาวะเสพติดหน้าจอ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7931213a-4838-487c-b941-ed1ac5dff9b2</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>สาธุการแด่พระเจ้า...ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ [ 1 เปโตร 1:3 ]  <br></em><br>แท้จริงแล้วคุณกำลังมองหาอะไรเมื่อคุณเสพติดการดูสินค้าหน้าจอ สิ่งใดที่ผูกมัดใจคุณ</p><p>พระบิดา โลกนี้เต็มไปด้วยคำสัญญาที่จะเติมเต็มข้าพระองค์ แต่ความหวังที่ข้าพระองค์มีในพระองค์จะไม่มีวันทำให้ผิดหวัง ขอโปรดช่วยให้วันนี้ข้าพระองค์จะหวังใจในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>สาธุการแด่พระเจ้า...ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ [ 1 เปโตร 1:3 ]  <br></em><br>แท้จริงแล้วคุณกำลังมองหาอะไรเมื่อคุณเสพติดการดูสินค้าหน้าจอ สิ่งใดที่ผูกมัดใจคุณ</p><p>พระบิดา โลกนี้เต็มไปด้วยคำสัญญาที่จะเติมเต็มข้าพระองค์ แต่ความหวังที่ข้าพระองค์มีในพระองค์จะไม่มีวันทำให้ผิดหวัง ขอโปรดช่วยให้วันนี้ข้าพระองค์จะหวังใจในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 12 Nov 2025 06:52:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e332d103/ebab1314.mp3" length="12928313" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>809</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 พฤศจิกายน 2025</p><p><em>สาธุการแด่พระเจ้า...ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ [ 1 เปโตร 1:3 ]  <br></em><br>แท้จริงแล้วคุณกำลังมองหาอะไรเมื่อคุณเสพติดการดูสินค้าหน้าจอ สิ่งใดที่ผูกมัดใจคุณ</p><p>พระบิดา โลกนี้เต็มไปด้วยคำสัญญาที่จะเติมเต็มข้าพระองค์ แต่ความหวังที่ข้าพระองค์มีในพระองค์จะไม่มีวันทำให้ผิดหวัง ขอโปรดช่วยให้วันนี้ข้าพระองค์จะหวังใจในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช</title>
      <itunes:title>ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">05c87af3-0882-44e0-9487-b417cc10058b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี [ ยอห์น 20:20 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณมีความจำเหมือนแสงแฟลชในเรื่องใด คุณจะอธิบายการตัดสินใจฝ่ายวิญญาณ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไรและสิ่งนั้นมีความหมายอย่างไร</p><p>พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับเราในทุกเหตุการณ์ทั้งเล็กและใหญ่ และทรงอยู่ในเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คือการคืนพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี [ ยอห์น 20:20 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณมีความจำเหมือนแสงแฟลชในเรื่องใด คุณจะอธิบายการตัดสินใจฝ่ายวิญญาณ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไรและสิ่งนั้นมีความหมายอย่างไร</p><p>พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับเราในทุกเหตุการณ์ทั้งเล็กและใหญ่ และทรงอยู่ในเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คือการคืนพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 11 Nov 2025 06:50:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/32e9a027/ff03b487.mp3" length="11757610" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>735</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี [ ยอห์น 20:20 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณมีความจำเหมือนแสงแฟลชในเรื่องใด คุณจะอธิบายการตัดสินใจฝ่ายวิญญาณ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไรและสิ่งนั้นมีความหมายอย่างไร</p><p>พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับเราในทุกเหตุการณ์ทั้งเล็กและใหญ่ และทรงอยู่ในเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คือการคืนพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้หญิงที่ยำเกรงพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ผู้หญิงที่ยำเกรงพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">443b51e8-44f0-42b5-86b7-ab89f5cca8f1</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>สตรียำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ [ สุภาษิต 31:30 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คนอื่นๆเป็นแรงบันดาลใจให้คุณใช้ชีวิตอย่างถ่อมใจ ต่อพระเจ้าอย่างไรแม้ในเวลาที่ยากจะทำเช่นนั้นได้ คุณจะแสวงหาพระเจ้า และพระปัญญาของพระองค์ด้วยความถ่อมใจได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยพระปัญญา ขอโปรดเสริมกำลังข้าพระองค์ ในการเดินตามรอยพระเยซูในแบบที่ข้าพระองค์จะรัก ถวายเกียรติและยำเกรงพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>สตรียำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ [ สุภาษิต 31:30 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คนอื่นๆเป็นแรงบันดาลใจให้คุณใช้ชีวิตอย่างถ่อมใจ ต่อพระเจ้าอย่างไรแม้ในเวลาที่ยากจะทำเช่นนั้นได้ คุณจะแสวงหาพระเจ้า และพระปัญญาของพระองค์ด้วยความถ่อมใจได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยพระปัญญา ขอโปรดเสริมกำลังข้าพระองค์ ในการเดินตามรอยพระเยซูในแบบที่ข้าพระองค์จะรัก ถวายเกียรติและยำเกรงพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 10 Nov 2025 06:49:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f36ef528/3c6524a5.mp3" length="11090547" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>สตรียำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ [ สุภาษิต 31:30 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คนอื่นๆเป็นแรงบันดาลใจให้คุณใช้ชีวิตอย่างถ่อมใจ ต่อพระเจ้าอย่างไรแม้ในเวลาที่ยากจะทำเช่นนั้นได้ คุณจะแสวงหาพระเจ้า และพระปัญญาของพระองค์ด้วยความถ่อมใจได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยพระปัญญา ขอโปรดเสริมกำลังข้าพระองค์ ในการเดินตามรอยพระเยซูในแบบที่ข้าพระองค์จะรัก ถวายเกียรติและยำเกรงพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พันธกิจยิ่งใหญ่</title>
      <itunes:title>พันธกิจยิ่งใหญ่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2f5d70c9-9fe3-468b-96d4-6cc1312b5491</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ [ มัทธิว 28:19 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>มีใครในชีวิตของคุณที่ต้องได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐนี้ คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขาในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้แบ่งปันเรื่องราวแห่งความรอดของข้าพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p><p><br></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ [ มัทธิว 28:19 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>มีใครในชีวิตของคุณที่ต้องได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐนี้ คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขาในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้แบ่งปันเรื่องราวแห่งความรอดของข้าพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p><p><br></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 09 Nov 2025 06:35:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4c973bf0/622c2610.mp3" length="10292663" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>644</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ [ มัทธิว 28:19 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>มีใครในชีวิตของคุณที่ต้องได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐนี้ คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขาในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้แบ่งปันเรื่องราวแห่งความรอดของข้าพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p><p><br></p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สรรเสริญพระเจ้าเรื่อยไป</title>
      <itunes:title>สรรเสริญพระเจ้าเรื่อยไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b8a7b89e-c1da-4473-9962-816497caec03</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 พฤศจิกายน 2025<br> <br>ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน [ สดุดี 145:2 ]</p><p><em><br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าการสรรเสริญพระเจ้าเป็นเรื่องง่าย สิ่งใดที่ช่วยให้คุณสรรเสริญพระองค์ในรูปแบบใหม่ๆได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากให้ชีวิตนี้เป็นการนมัสการและสรรเสริญพระองค์เรื่อยไป ขอให้พระองค์ผู้เดียวทรงได้รับเกียรติทั้งสิ้น</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 พฤศจิกายน 2025<br> <br>ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน [ สดุดี 145:2 ]</p><p><em><br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าการสรรเสริญพระเจ้าเป็นเรื่องง่าย สิ่งใดที่ช่วยให้คุณสรรเสริญพระองค์ในรูปแบบใหม่ๆได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากให้ชีวิตนี้เป็นการนมัสการและสรรเสริญพระองค์เรื่อยไป ขอให้พระองค์ผู้เดียวทรงได้รับเกียรติทั้งสิ้น</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 08 Nov 2025 06:32:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f7284b91/5f23786a.mp3" length="12001698" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 พฤศจิกายน 2025<br> <br>ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน [ สดุดี 145:2 ]</p><p><em><br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าการสรรเสริญพระเจ้าเป็นเรื่องง่าย สิ่งใดที่ช่วยให้คุณสรรเสริญพระองค์ในรูปแบบใหม่ๆได้บ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากให้ชีวิตนี้เป็นการนมัสการและสรรเสริญพระองค์เรื่อยไป ขอให้พระองค์ผู้เดียวทรงได้รับเกียรติทั้งสิ้น</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำงานร่วมกันในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ทำงานร่วมกันในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e1c348e0-faf8-4124-8e85-fe9a5f68eaeb</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “บุตรีของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว เจ้าจงให้ กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมรดกท่ามกลางพี่น้องบิดาของเขา” [ กันดารวิถี 27:6-7 ] <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะทำงานกับผู้เชื่อในพระคริสต์คนอื่นๆให้ดีขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้หนุนใจให้คุณรับใช้ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดสอนข้าพระองค์ในการทำงานกับผู้เชื่อคนอื่น เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ถวายเกียรติแด่พระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “บุตรีของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว เจ้าจงให้ กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมรดกท่ามกลางพี่น้องบิดาของเขา” [ กันดารวิถี 27:6-7 ] <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะทำงานกับผู้เชื่อในพระคริสต์คนอื่นๆให้ดีขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้หนุนใจให้คุณรับใช้ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดสอนข้าพระองค์ในการทำงานกับผู้เชื่อคนอื่น เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ถวายเกียรติแด่พระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 07 Nov 2025 06:24:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/07da1608/20ecfedb.mp3" length="12105352" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “บุตรีของเศโลเฟหัดพูดถูกต้องแล้ว เจ้าจงให้ กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นมรดกท่ามกลางพี่น้องบิดาของเขา” [ กันดารวิถี 27:6-7 ] <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะทำงานกับผู้เชื่อในพระคริสต์คนอื่นๆให้ดีขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้หนุนใจให้คุณรับใช้ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดสอนข้าพระองค์ในการทำงานกับผู้เชื่อคนอื่น เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ถวายเกียรติแด่พระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรื่องสำคัญที่สุด</title>
      <itunes:title>เรื่องสำคัญที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c42f51b7-2356-4db6-a61a-b96acd9f0186</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์...วันที่สามทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ [ 1 โครินธ์ 15:3-4 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ข่าวประเสริฐถูกส่งต่อมาถึงคุณได้อย่างไร คุณจะเตรียมตัวแบ่งปันข่าวดีนี้กับคนอื่นเมื่อโอกาสมาถึงได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณที่นำข้าพระองค์มาหาพระองค์ ผ่านข่าวประเสริฐของพระเยซู ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันข่าวดีนี้กับคนอื่นเช่นกัน</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์...วันที่สามทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ [ 1 โครินธ์ 15:3-4 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ข่าวประเสริฐถูกส่งต่อมาถึงคุณได้อย่างไร คุณจะเตรียมตัวแบ่งปันข่าวดีนี้กับคนอื่นเมื่อโอกาสมาถึงได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณที่นำข้าพระองค์มาหาพระองค์ ผ่านข่าวประเสริฐของพระเยซู ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันข่าวดีนี้กับคนอื่นเช่นกัน</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 06 Nov 2025 06:20:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3f2c834b/ef699d9f.mp3" length="11851651" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>741</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์...วันที่สามทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ [ 1 โครินธ์ 15:3-4 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ข่าวประเสริฐถูกส่งต่อมาถึงคุณได้อย่างไร คุณจะเตรียมตัวแบ่งปันข่าวดีนี้กับคนอื่นเมื่อโอกาสมาถึงได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณที่นำข้าพระองค์มาหาพระองค์ ผ่านข่าวประเสริฐของพระเยซู ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันข่าวดีนี้กับคนอื่นเช่นกัน</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูผู้ชนะ</title>
      <itunes:title>พระเยซูผู้ชนะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">722b4aa2-564c-44f4-8087-382af8afdaf4</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>พระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์ และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกมารเบียดเบียน [ กิจการ 10:38 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ชัยชนะของพระเยซูทำให้คุณประหลาดใจอย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองชัยชนะในอดีตและปัจจุบันของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระเยซูผู้ประเสริฐ โปรดให้อภัยที่ข้าพระองค์ไม่เห็นว่าพระองค์ประเสริฐอย่างไร โปรดเปิดตาและหัวใจของข้าพระองค์ให้มองเห็นและสรรเสริญพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>พระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์ และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกมารเบียดเบียน [ กิจการ 10:38 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ชัยชนะของพระเยซูทำให้คุณประหลาดใจอย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองชัยชนะในอดีตและปัจจุบันของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระเยซูผู้ประเสริฐ โปรดให้อภัยที่ข้าพระองค์ไม่เห็นว่าพระองค์ประเสริฐอย่างไร โปรดเปิดตาและหัวใจของข้าพระองค์ให้มองเห็นและสรรเสริญพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 05 Nov 2025 06:17:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/63e14c24/f0ab00e2.mp3" length="12998949" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>813</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>พระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์ และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกมารเบียดเบียน [ กิจการ 10:38 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>ชัยชนะของพระเยซูทำให้คุณประหลาดใจอย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองชัยชนะในอดีตและปัจจุบันของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระเยซูผู้ประเสริฐ โปรดให้อภัยที่ข้าพระองค์ไม่เห็นว่าพระองค์ประเสริฐอย่างไร โปรดเปิดตาและหัวใจของข้าพระองค์ให้มองเห็นและสรรเสริญพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของเรา</title>
      <itunes:title>พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0cdba323-96db-41b0-9af9-94ac872be4a8</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ อิสยาห์ 38:2 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณมีความกังวลใดที่ต้องนำมามอบให้พระเจ้า คุณจะมอบความไว้วางใจให้กับพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยรัก ขอบคุณที่ทรงต้องการฟังหัวใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจและสามารถให้แผนการอันดีของพระองค์ เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และคนที่ข้าพระองค์รัก</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ อิสยาห์ 38:2 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณมีความกังวลใดที่ต้องนำมามอบให้พระเจ้า คุณจะมอบความไว้วางใจให้กับพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยรัก ขอบคุณที่ทรงต้องการฟังหัวใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจและสามารถให้แผนการอันดีของพระองค์ เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และคนที่ข้าพระองค์รัก</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 04 Nov 2025 06:16:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a63558fd/2342079c.mp3" length="12121652" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ อิสยาห์ 38:2 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณมีความกังวลใดที่ต้องนำมามอบให้พระเจ้า คุณจะมอบความไว้วางใจให้กับพระองค์ได้อย่างไร</p><p>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยรัก ขอบคุณที่ทรงต้องการฟังหัวใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจและสามารถให้แผนการอันดีของพระองค์ เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และคนที่ข้าพระองค์รัก</p><p><br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รวมกันโดยพระเยซู</title>
      <itunes:title>รวมกันโดยพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">89d2b14a-1922-462c-954a-051e7164d421</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้น เป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ เอเฟซัส 2:21 ]</em></p><p> <strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>สิ่งใดขัดขวางคุณไม่ให้เข้าหาพระเยซูในฐานะพระเมสสิยาห์ผู้ทรงรวมคริสตจักรเข้าด้วยกัน พระองค์ทรงช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับคริสตจักรของพระองค์ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอโปรดเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงของข้าพระองค์กับพระองค์และสมาชิกในครอบครัวอันหลากหลายของพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้น เป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ เอเฟซัส 2:21 ]</em></p><p> <strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>สิ่งใดขัดขวางคุณไม่ให้เข้าหาพระเยซูในฐานะพระเมสสิยาห์ผู้ทรงรวมคริสตจักรเข้าด้วยกัน พระองค์ทรงช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับคริสตจักรของพระองค์ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอโปรดเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงของข้าพระองค์กับพระองค์และสมาชิกในครอบครัวอันหลากหลายของพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 03 Nov 2025 06:05:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/91dddac8/0241e612.mp3" length="10873208" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>680</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้น เป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ เอเฟซัส 2:21 ]</em></p><p> <strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>สิ่งใดขัดขวางคุณไม่ให้เข้าหาพระเยซูในฐานะพระเมสสิยาห์ผู้ทรงรวมคริสตจักรเข้าด้วยกัน พระองค์ทรงช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับคริสตจักรของพระองค์ที่มีความแตกต่างกันอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอโปรดเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงของข้าพระองค์กับพระองค์และสมาชิกในครอบครัวอันหลากหลายของพระองค์</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผลตรงข้ามจากการข่มเหง</title>
      <itunes:title>ผลตรงข้ามจากการข่มเหง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6557b407-86d4-4e10-b69d-761a3459ffe8</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>จึงเกิดความปลื้มปีติอย่างยิ่งในเมืองนั้น [ กิจการ 8:8 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>การข่มเหงทำให้คุณทั้งกังวลใจและหนุนใจคุณอย่างไร ทำไมคุณจึงคิดว่าการข่มเหงจะนำไปสู่ความปลื้มปีติได้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์เสมอไป</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>จึงเกิดความปลื้มปีติอย่างยิ่งในเมืองนั้น [ กิจการ 8:8 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>การข่มเหงทำให้คุณทั้งกังวลใจและหนุนใจคุณอย่างไร ทำไมคุณจึงคิดว่าการข่มเหงจะนำไปสู่ความปลื้มปีติได้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์เสมอไป</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 02 Nov 2025 05:59:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/71236b8f/d66536d6.mp3" length="12380787" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>774</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>จึงเกิดความปลื้มปีติอย่างยิ่งในเมืองนั้น [ กิจการ 8:8 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>การข่มเหงทำให้คุณทั้งกังวลใจและหนุนใจคุณอย่างไร ทำไมคุณจึงคิดว่าการข่มเหงจะนำไปสู่ความปลื้มปีติได้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์เสมอไป</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฝูงชนมากมาย</title>
      <itunes:title>ฝูงชนมากมาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">be7759e5-f305-4197-93dd-14be65984720</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:9 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะยอมรับคนที่แตกต่างจากคุณได้ดีขึ้นได้อย่างไร ความแตกต่างเหล่านั้นช่วยให้คุณเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับโอกาสในการนมัสการพระองค์ร่วมกับคนที่แตกต่างจากข้าพระองค์ ทั้งในตอนนี้และในนิรันดร์กาล</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:9 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะยอมรับคนที่แตกต่างจากคุณได้ดีขึ้นได้อย่างไร ความแตกต่างเหล่านั้นช่วยให้คุณเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับโอกาสในการนมัสการพระองค์ร่วมกับคนที่แตกต่างจากข้าพระองค์ ทั้งในตอนนี้และในนิรันดร์กาล</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Nov 2025 00:57:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/934aa4ad/0207ca21.mp3" length="11415719" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 พฤศจิกายน 2025<br> <br><em>ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:9 ]<br> <br> </em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน<br></strong>คุณจะยอมรับคนที่แตกต่างจากคุณได้ดีขึ้นได้อย่างไร ความแตกต่างเหล่านั้นช่วยให้คุณเข้าใจพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับโอกาสในการนมัสการพระองค์ร่วมกับคนที่แตกต่างจากข้าพระองค์ ทั้งในตอนนี้และในนิรันดร์กาล</p><p><br> <br> อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูทรงทำอะไรเพื่อเรา</title>
      <itunes:title>พระเยซูทรงทำอะไรเพื่อเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">762b9208-9fc7-452e-bc61-cb499684ef99</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 ตุลาคม 2025</p><p><em>ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ ความจริงนี้ส่งผลต่อชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ เป็นเพราะพระคุณและความรักของพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับการอภัย ข้าพระองค์รอคอยที่จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 ตุลาคม 2025</p><p><em>ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ ความจริงนี้ส่งผลต่อชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ เป็นเพราะพระคุณและความรักของพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับการอภัย ข้าพระองค์รอคอยที่จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 31 Oct 2025 06:07:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fcef2e9c/7140e8a9.mp3" length="12058958" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>754</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 ตุลาคม 2025</p><p><em>ในพระเยซูนั้น เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ ความจริงนี้ส่งผลต่อชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ เป็นเพราะพระคุณและความรักของพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับการอภัย ข้าพระองค์รอคอยที่จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เปลี่ยนวัตถุประสงค์โดยพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เปลี่ยนวัตถุประสงค์โดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cc60c2c3-fb2c-4c66-aae9-a51e2624a98d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 ตุลาคม 2025</p><p><em>โยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้ [ ปฐมกาล 45:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในชีวิตของคุณอย่างไร คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากตัวอย่างชีวิตของโยเซฟ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า หากข้าพระองค์หลงลืมพระคุณที่พระองค์ประทานให้ โปรดทรงเตือนและช่วยให้ข้าพระองค์เผื่อแผ่พระคุณของพระองค์ให้แก่ผู้อื่นด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 ตุลาคม 2025</p><p><em>โยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้ [ ปฐมกาล 45:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในชีวิตของคุณอย่างไร คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากตัวอย่างชีวิตของโยเซฟ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า หากข้าพระองค์หลงลืมพระคุณที่พระองค์ประทานให้ โปรดทรงเตือนและช่วยให้ข้าพระองค์เผื่อแผ่พระคุณของพระองค์ให้แก่ผู้อื่นด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 30 Oct 2025 06:06:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a7c9419b/8e3a24c1.mp3" length="11805675" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>738</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 ตุลาคม 2025</p><p><em>โยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้ [ ปฐมกาล 45:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในชีวิตของคุณอย่างไร คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากตัวอย่างชีวิตของโยเซฟ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า หากข้าพระองค์หลงลืมพระคุณที่พระองค์ประทานให้ โปรดทรงเตือนและช่วยให้ข้าพระองค์เผื่อแผ่พระคุณของพระองค์ให้แก่ผู้อื่นด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เครื่องเตือนใจเพื่อระลึกถึง</title>
      <itunes:title>เครื่องเตือนใจเพื่อระลึกถึง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2fb1b5df-7173-45ff-860b-8b54b4ad0b89</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง...แบกศิลามาคนละก้อน...เพื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นหมายสำคัญในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ โยชูวา 4:5-6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นข้อพิสูจน์ที่แสดงถึงพระราชกิจของพระเจ้าจากที่ใดบ้าง คุณจะแสดงความ ระลึกถึงพระองค์ในแบบใดเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพระราชกิจของพระองค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับร่องรอยแห่งความรักของพระองค์ที่รายล้อมอยู่รอบตัวข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง...แบกศิลามาคนละก้อน...เพื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นหมายสำคัญในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ โยชูวา 4:5-6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นข้อพิสูจน์ที่แสดงถึงพระราชกิจของพระเจ้าจากที่ใดบ้าง คุณจะแสดงความ ระลึกถึงพระองค์ในแบบใดเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพระราชกิจของพระองค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับร่องรอยแห่งความรักของพระองค์ที่รายล้อมอยู่รอบตัวข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 29 Oct 2025 06:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/71d67e92/c2b8cffb.mp3" length="12111621" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง...แบกศิลามาคนละก้อน...เพื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นหมายสำคัญในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ โยชูวา 4:5-6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นข้อพิสูจน์ที่แสดงถึงพระราชกิจของพระเจ้าจากที่ใดบ้าง คุณจะแสดงความ ระลึกถึงพระองค์ในแบบใดเพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพระราชกิจของพระองค์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับร่องรอยแห่งความรักของพระองค์ที่รายล้อมอยู่รอบตัวข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รากฐานอันมั่นคงในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>รากฐานอันมั่นคงในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">900653a5-a67b-431e-a778-b31755800227</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 ตุลาคม 2025</p><p><em>​แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา [ มัทธิว 7:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณ “พร้อมรับมือพายุ” แค่ไหน คำสอนของพระคริสต์ช่วยทำให้คุณยังมั่นคงในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์สร้างชีวิตบนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเยซูและคำสอนของพระองค์ และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระเยซูมากยิ่งขึ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 ตุลาคม 2025</p><p><em>​แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา [ มัทธิว 7:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณ “พร้อมรับมือพายุ” แค่ไหน คำสอนของพระคริสต์ช่วยทำให้คุณยังมั่นคงในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์สร้างชีวิตบนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเยซูและคำสอนของพระองค์ และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระเยซูมากยิ่งขึ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 28 Oct 2025 05:57:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/902897b1/da8a277f.mp3" length="10166857" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>636</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 ตุลาคม 2025</p><p><em>​แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา [ มัทธิว 7:25 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณ “พร้อมรับมือพายุ” แค่ไหน คำสอนของพระคริสต์ช่วยทำให้คุณยังมั่นคงในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์สร้างชีวิตบนสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเยซูและคำสอนของพระองค์ และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระเยซูมากยิ่งขึ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง</title>
      <itunes:title>พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">66f4fa89-6d08-496e-aab1-5c4dc370c665</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 ตุลาคม 2025</p><p>พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก [ ปฐมกาล 1:31 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าใช้การทรงสร้างของพระองค์เพื่อนำคุณมานมัสการพระองค์ วันนี้คุณจะขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งใดที่พระองค์ได้ทรงสร้าง</p><p>พระเจ้าพระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงสร้างและค้ำจุนโลกและพวกเราที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ในฐานะองค์พระผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 ตุลาคม 2025</p><p>พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก [ ปฐมกาล 1:31 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าใช้การทรงสร้างของพระองค์เพื่อนำคุณมานมัสการพระองค์ วันนี้คุณจะขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งใดที่พระองค์ได้ทรงสร้าง</p><p>พระเจ้าพระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงสร้างและค้ำจุนโลกและพวกเราที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ในฐานะองค์พระผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 27 Oct 2025 05:53:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8ef597bb/16aebd5c.mp3" length="12089887" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>756</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 ตุลาคม 2025</p><p>พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก [ ปฐมกาล 1:31 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าใช้การทรงสร้างของพระองค์เพื่อนำคุณมานมัสการพระองค์ วันนี้คุณจะขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งใดที่พระองค์ได้ทรงสร้าง</p><p>พระเจ้าพระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงสร้างและค้ำจุนโลกและพวกเราที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ในฐานะองค์พระผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>งานที่มีความสำคัญ</title>
      <itunes:title>งานที่มีความสำคัญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">07d208d3-44c4-4fad-a6a2-143af3cfb0bb</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 ตุลาคม 2025</p><p><em>[เมฟีโบเชท] รับประทานที่โต๊ะของกษัตริย์เสมอ เท้าของท่านเป็นง่อยทั้งสองข้าง [ 2 ซามูเอล 9:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครคือเมฟีโบเชทในชีวิตของคุณ คุณจะหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เขาได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นใครสักคนในชีวิต ที่ข้าพระองค์จะสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่เขาได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 ตุลาคม 2025</p><p><em>[เมฟีโบเชท] รับประทานที่โต๊ะของกษัตริย์เสมอ เท้าของท่านเป็นง่อยทั้งสองข้าง [ 2 ซามูเอล 9:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครคือเมฟีโบเชทในชีวิตของคุณ คุณจะหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เขาได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นใครสักคนในชีวิต ที่ข้าพระองค์จะสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่เขาได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 26 Oct 2025 05:50:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/57f4b775/5f0ac1bc.mp3" length="13189956" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>825</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 ตุลาคม 2025</p><p><em>[เมฟีโบเชท] รับประทานที่โต๊ะของกษัตริย์เสมอ เท้าของท่านเป็นง่อยทั้งสองข้าง [ 2 ซามูเอล 9:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครคือเมฟีโบเชทในชีวิตของคุณ คุณจะหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เขาได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นใครสักคนในชีวิต ที่ข้าพระองค์จะสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่เขาได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษ</title>
      <itunes:title>เมื่อพระเจ้าทรงยกโทษ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">24144a98-9d1c-40d5-8ea6-7948b3b053ed</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า “พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ” [ อพยพ 34:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความบาปใดของคุณที่พระเจ้าทรงยกโทษให้ เหตุใดการให้อภัยของพระองค์ จึงเป็นของขวัญแห่งพระคุณที่น่าอัศจรรย์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อความบาปของข้าพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธและเสียพระทัย โปรดนำข้าพระองค์กลับเข้าสู่พระกรุณาแห่งความรักของพระองค์ด้วยการทรงให้อภัย</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า “พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ” [ อพยพ 34:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความบาปใดของคุณที่พระเจ้าทรงยกโทษให้ เหตุใดการให้อภัยของพระองค์ จึงเป็นของขวัญแห่งพระคุณที่น่าอัศจรรย์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อความบาปของข้าพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธและเสียพระทัย โปรดนำข้าพระองค์กลับเข้าสู่พระกรุณาแห่งความรักของพระองค์ด้วยการทรงให้อภัย</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 25 Oct 2025 05:47:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a94c10a8/0951a1df.mp3" length="11430348" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า “พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ” [ อพยพ 34:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความบาปใดของคุณที่พระเจ้าทรงยกโทษให้ เหตุใดการให้อภัยของพระองค์ จึงเป็นของขวัญแห่งพระคุณที่น่าอัศจรรย์</p><p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อความบาปของข้าพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธและเสียพระทัย โปรดนำข้าพระองค์กลับเข้าสู่พระกรุณาแห่งความรักของพระองค์ด้วยการทรงให้อภัย</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เติบโตอย่างเข้มแข็งในพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เติบโตอย่างเข้มแข็งในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">75bacea8-fdb8-4a45-9e6b-bd80e455c773</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 ตุลาคม 2025</p><p><em>​ให้ท่านสู้รบได้ดี จงยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ [ 1 ทิโมธี 1:18-19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะอธิบายความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูว่าเป็นอย่างไร ถ้าคุณหลงไปจากพระองค์ สิ่งแรกที่คุณจะทำเพื่อกลับไปหาพระองค์คืออะไร</p><p>พระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยสติปัญญา ขอพระวิญญาณของพระองค์ทรงทำงานในจิตใจของข้าพระองค์ เพื่อช่วยให้ข้าพระองค์ใกล้ชิดพระองค์และเติบโตในความเชื่อ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 ตุลาคม 2025</p><p><em>​ให้ท่านสู้รบได้ดี จงยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ [ 1 ทิโมธี 1:18-19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะอธิบายความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูว่าเป็นอย่างไร ถ้าคุณหลงไปจากพระองค์ สิ่งแรกที่คุณจะทำเพื่อกลับไปหาพระองค์คืออะไร</p><p>พระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยสติปัญญา ขอพระวิญญาณของพระองค์ทรงทำงานในจิตใจของข้าพระองค์ เพื่อช่วยให้ข้าพระองค์ใกล้ชิดพระองค์และเติบโตในความเชื่อ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 24 Oct 2025 05:45:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eb85af7b/15d891f9.mp3" length="11909747" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>745</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 ตุลาคม 2025</p><p><em>​ให้ท่านสู้รบได้ดี จงยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ [ 1 ทิโมธี 1:18-19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะอธิบายความสัมพันธ์ของคุณกับพระเยซูว่าเป็นอย่างไร ถ้าคุณหลงไปจากพระองค์ สิ่งแรกที่คุณจะทำเพื่อกลับไปหาพระองค์คืออะไร</p><p>พระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยสติปัญญา ขอพระวิญญาณของพระองค์ทรงทำงานในจิตใจของข้าพระองค์ เพื่อช่วยให้ข้าพระองค์ใกล้ชิดพระองค์และเติบโตในความเชื่อ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ลับด้วยเหล็ก</title>
      <itunes:title>ลับด้วยเหล็ก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3ecc3655-cc8c-4d54-94dc-b4b3e98f413d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 ตุลาคม 2025</p><p><em>เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนได้ [ สุภาษิต 27:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสถานการณ์ยากลำบากที่คุณกำลังเผชิญ พระเจ้าจะทรงหลอมและลับคุณให้เป็นเหมือนพระเยซูพระบุตรของพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์อดทนต่อการทดลองใจ และประทานหัวใจที่ถ่อมลงเรียนรู้จากความท้าทายในชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงขัดเกลาและปั้นแต่งข้าพระองค์ในทุกๆวัน</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 ตุลาคม 2025</p><p><em>เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนได้ [ สุภาษิต 27:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสถานการณ์ยากลำบากที่คุณกำลังเผชิญ พระเจ้าจะทรงหลอมและลับคุณให้เป็นเหมือนพระเยซูพระบุตรของพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์อดทนต่อการทดลองใจ และประทานหัวใจที่ถ่อมลงเรียนรู้จากความท้าทายในชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงขัดเกลาและปั้นแต่งข้าพระองค์ในทุกๆวัน</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 23 Oct 2025 05:43:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/422d3604/c4231f60.mp3" length="11756356" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>735</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 ตุลาคม 2025</p><p><em>เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนได้ [ สุภาษิต 27:17 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสถานการณ์ยากลำบากที่คุณกำลังเผชิญ พระเจ้าจะทรงหลอมและลับคุณให้เป็นเหมือนพระเยซูพระบุตรของพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์อดทนต่อการทดลองใจ และประทานหัวใจที่ถ่อมลงเรียนรู้จากความท้าทายในชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงขัดเกลาและปั้นแต่งข้าพระองค์ในทุกๆวัน</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเข้าใจ</title>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเข้าใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8ede44e6-d069-47fb-ba09-0826a05ec53a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 ตุลาคม 2025</p><p><em>[พระเยซู]จึงทรงร่วมในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ พระองค์จะได้ทรงทำลาย ผู้กุมอำนาจแห่งความตาย [ ฮีบรู 2:14 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีประสบการณ์ใดบ้างที่บางครั้งคุณไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายได้ การรู้ว่าพระเจ้าทรงเข้าใจและเห็นคุณค่าประสบการณ์ของคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และทรงเข้าใจทุกเหตุการณ์ที่ข้าพระองค์พบเจอ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 ตุลาคม 2025</p><p><em>[พระเยซู]จึงทรงร่วมในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ พระองค์จะได้ทรงทำลาย ผู้กุมอำนาจแห่งความตาย [ ฮีบรู 2:14 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีประสบการณ์ใดบ้างที่บางครั้งคุณไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายได้ การรู้ว่าพระเจ้าทรงเข้าใจและเห็นคุณค่าประสบการณ์ของคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และทรงเข้าใจทุกเหตุการณ์ที่ข้าพระองค์พบเจอ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 22 Oct 2025 05:41:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/152b4513/eb59ab6a.mp3" length="11289496" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>706</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 ตุลาคม 2025</p><p><em>[พระเยซู]จึงทรงร่วมในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ พระองค์จะได้ทรงทำลาย ผู้กุมอำนาจแห่งความตาย [ ฮีบรู 2:14 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีประสบการณ์ใดบ้างที่บางครั้งคุณไม่รู้จะหาคำใดมาอธิบายได้ การรู้ว่าพระเจ้าทรงเข้าใจและเห็นคุณค่าประสบการณ์ของคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และทรงเข้าใจทุกเหตุการณ์ที่ข้าพระองค์พบเจอ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ห้ามพายุ</title>
      <itunes:title>ห้ามพายุ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ff65ce97-03f2-43e2-bb0d-a2f7213c3231</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 ตุลาคม 2025</p><p><em>ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ [ มาระโก 4:40 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อความเชื่อในชีวิตของคุณ คุณจะรื้อฟื้นความรู้สึกอัศจรรย์ใจในพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดเพิ่มพูนความเชื่อของข้าพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงฤทธิ์อำนาจและการสถิตอยู่ของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 ตุลาคม 2025</p><p><em>ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ [ มาระโก 4:40 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อความเชื่อในชีวิตของคุณ คุณจะรื้อฟื้นความรู้สึกอัศจรรย์ใจในพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดเพิ่มพูนความเชื่อของข้าพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงฤทธิ์อำนาจและการสถิตอยู่ของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 21 Oct 2025 05:39:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/73b986ef/c9cade6c.mp3" length="11126491" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>696</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 ตุลาคม 2025</p><p><em>ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ [ มาระโก 4:40 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อความเชื่อในชีวิตของคุณ คุณจะรื้อฟื้นความรู้สึกอัศจรรย์ใจในพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดเพิ่มพูนความเชื่อของข้าพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงฤทธิ์อำนาจและการสถิตอยู่ของพระองค์</p><p><br></p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยิ่งใหญ่พอที่จะดูแล</title>
      <itunes:title>ยิ่งใหญ่พอที่จะดูแล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c666e86-cae2-4795-a39c-6e0eda4e1684</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าตรัสว่า...“ไม่สมควรหรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น” [ โยนาห์ 4:10-11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณปลอบโยนคุณอย่างไร คุณจะตอบสนองต่อความรักของพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่เสด็จมาช่วยข้าพระองค์ให้รอด ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นเช่นเดียวกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าตรัสว่า...“ไม่สมควรหรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น” [ โยนาห์ 4:10-11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณปลอบโยนคุณอย่างไร คุณจะตอบสนองต่อความรักของพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่เสด็จมาช่วยข้าพระองค์ให้รอด ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นเช่นเดียวกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 20 Oct 2025 05:37:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1e0a3051/d4e69f75.mp3" length="13750439" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>860</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าตรัสว่า...“ไม่สมควรหรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น” [ โยนาห์ 4:10-11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณปลอบโยนคุณอย่างไร คุณจะตอบสนองต่อความรักของพระองค์อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่เสด็จมาช่วยข้าพระองค์ให้รอด ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นเช่นเดียวกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ละความกังวล</title>
      <itunes:title>ละความกังวล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0894f8ce-8715-42ad-983d-4e67c6b7b94f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 ตุลาคม 2025</p><p><em>จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย [ 1 เปโตร 5:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจำเป็นต้องละสิ่งใดไว้กับพระเจ้า การได้รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณที่ทรงยอมให้ข้าพระองค์ วางความวิตกกังวลไว้ในพระหัตถ์อันสัตย์ซื่อของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 ตุลาคม 2025</p><p><em>จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย [ 1 เปโตร 5:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจำเป็นต้องละสิ่งใดไว้กับพระเจ้า การได้รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณที่ทรงยอมให้ข้าพระองค์ วางความวิตกกังวลไว้ในพระหัตถ์อันสัตย์ซื่อของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 19 Oct 2025 05:35:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00e3717b/23099734.mp3" length="10760359" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>673</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 ตุลาคม 2025</p><p><em>จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย [ 1 เปโตร 5:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจำเป็นต้องละสิ่งใดไว้กับพระเจ้า การได้รู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณที่ทรงยอมให้ข้าพระองค์ วางความวิตกกังวลไว้ในพระหัตถ์อันสัตย์ซื่อของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ท่าทางในการอธิษฐาน</title>
      <itunes:title>ท่าทางในการอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c00db25-bb3b-4b2c-806c-9664b0ab0d4f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 ตุลาคม 2025</p><p><em>เยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน...นมัสการพระเจ้า [ 2 พงศาวดาร 20:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงปลอบโยนคุณอย่างไรขณะที่คุณอธิษฐานต่อพระองค์ คุณจะนำความเจ็บปวดใดมาหาพระองค์ในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงตอบและปลอบโยน เมื่อข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 ตุลาคม 2025</p><p><em>เยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน...นมัสการพระเจ้า [ 2 พงศาวดาร 20:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงปลอบโยนคุณอย่างไรขณะที่คุณอธิษฐานต่อพระองค์ คุณจะนำความเจ็บปวดใดมาหาพระองค์ในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงตอบและปลอบโยน เมื่อข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 18 Oct 2025 05:31:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/11b1d995/d8c30e2d.mp3" length="12133355" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>759</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 ตุลาคม 2025</p><p><em>เยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์ลงถึงดิน...นมัสการพระเจ้า [ 2 พงศาวดาร 20:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงปลอบโยนคุณอย่างไรขณะที่คุณอธิษฐานต่อพระองค์ คุณจะนำความเจ็บปวดใดมาหาพระองค์ในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงตอบและปลอบโยน เมื่อข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทางของพระเจ้าคือความรัก</title>
      <itunes:title>ทางของพระเจ้าคือความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">db3175ef-7bae-4516-9356-ce426e6d2ada</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 ตุลาคม 2025</p><p><em>จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน [ โรม 12:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณในสัปดาห์นี้ คุณจะทำอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาเกินกว่าจะนับได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับ และมอบความรักของพระองค์แก่ผู้คนที่อยู่รอบข้างข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 ตุลาคม 2025</p><p><em>จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน [ โรม 12:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณในสัปดาห์นี้ คุณจะทำอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาเกินกว่าจะนับได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับ และมอบความรักของพระองค์แก่ผู้คนที่อยู่รอบข้างข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 17 Oct 2025 05:26:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cc6c6fed/fcc3e640.mp3" length="11448738" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 ตุลาคม 2025</p><p><em>จงเห็นอกเห็นใจช่วยธรรมิกชนเมื่อเขาขัดสน [ โรม 12:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณในสัปดาห์นี้ คุณจะทำอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาเกินกว่าจะนับได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับ และมอบความรักของพระองค์แก่ผู้คนที่อยู่รอบข้างข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสาะหาโดยพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เสาะหาโดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">89555032-0de5-4f96-a4fd-4e41243071f5</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์ [ สดุดี 119:176 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณหลงเจิ่นไปจากพระเจ้าและพระปัญญาของพระองค์ได้อย่างไร คุณจะจดจำการทรงนำของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ข้าพระองค์รู้ตัวว่ามักเป็นเหมือนแกะที่หลงเจิ่นไป ถูกล่อลวงและหลงผิดไปอย่างง่ายดาย ขอโปรดนำข้าพระองค์กลับมาอยู่เคียงข้างพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์ [ สดุดี 119:176 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณหลงเจิ่นไปจากพระเจ้าและพระปัญญาของพระองค์ได้อย่างไร คุณจะจดจำการทรงนำของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ข้าพระองค์รู้ตัวว่ามักเป็นเหมือนแกะที่หลงเจิ่นไป ถูกล่อลวงและหลงผิดไปอย่างง่ายดาย ขอโปรดนำข้าพระองค์กลับมาอยู่เคียงข้างพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 16 Oct 2025 05:12:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cb311667/f5992673.mp3" length="11623027" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>727</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้าพระองค์หลงเจิ่นดังแกะที่หายไป ขอทรงเสาะผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ไม่ลืมพระบัญญัติของพระองค์ [ สดุดี 119:176 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณหลงเจิ่นไปจากพระเจ้าและพระปัญญาของพระองค์ได้อย่างไร คุณจะจดจำการทรงนำของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ข้าพระองค์รู้ตัวว่ามักเป็นเหมือนแกะที่หลงเจิ่นไป ถูกล่อลวงและหลงผิดไปอย่างง่ายดาย ขอโปรดนำข้าพระองค์กลับมาอยู่เคียงข้างพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดำเนินในความสว่างของพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ดำเนินในความสว่างของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d86c80d6-e367-449e-b843-f4b57833b00a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 ตุลาคม 2025</p><p><em>ถ้า​เรา​จะ​ว่า​เรา​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​กับ​พระ​องค์​และ​ยัง​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​มืด เรา​ก็​พูด​มุสา และ​ไม่ได้​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​ความ​จริง​ [ 1 ยอห์น 1:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเลือก “เดินในความมืด” เมื่อใด การเลือกนี้ส่งผลกระทบ ต่อความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการยกโทษและการช่วยเหลือของพระองค์ ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์สามารถเดินในความสว่างของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 ตุลาคม 2025</p><p><em>ถ้า​เรา​จะ​ว่า​เรา​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​กับ​พระ​องค์​และ​ยัง​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​มืด เรา​ก็​พูด​มุสา และ​ไม่ได้​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​ความ​จริง​ [ 1 ยอห์น 1:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเลือก “เดินในความมืด” เมื่อใด การเลือกนี้ส่งผลกระทบ ต่อความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการยกโทษและการช่วยเหลือของพระองค์ ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์สามารถเดินในความสว่างของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 15 Oct 2025 05:10:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8400989c/1b7afcbe.mp3" length="11004447" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 ตุลาคม 2025</p><p><em>ถ้า​เรา​จะ​ว่า​เรา​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​กับ​พระ​องค์​และ​ยัง​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​มืด เรา​ก็​พูด​มุสา และ​ไม่ได้​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​ความ​จริง​ [ 1 ยอห์น 1:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเลือก “เดินในความมืด” เมื่อใด การเลือกนี้ส่งผลกระทบ ต่อความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการยกโทษและการช่วยเหลือของพระองค์ ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์สามารถเดินในความสว่างของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สอง​คน​ดีกว่า​</title>
      <itunes:title>สอง​คน​ดีกว่า​</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fb21717d-a5d9-4962-9752-23c0798eddd0</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 ตุลาคม 2025</p><p><em>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​ [ ปัญญาจารย์ 4:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทำไมการรับใช้ผู้อื่นจึงมีความสำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ร่วมมือกับคนอื่นเพื่อทำให้ผู้คนเห็นพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์ร่วมมือกับพระองค์และผู้อื่น เพื่อกระทำให้พันธกิจของพระองค์บนโลกนี้สำเร็จ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 ตุลาคม 2025</p><p><em>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​ [ ปัญญาจารย์ 4:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทำไมการรับใช้ผู้อื่นจึงมีความสำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ร่วมมือกับคนอื่นเพื่อทำให้ผู้คนเห็นพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์ร่วมมือกับพระองค์และผู้อื่น เพื่อกระทำให้พันธกิจของพระองค์บนโลกนี้สำเร็จ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 14 Oct 2025 03:51:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d2607b5c/d00aa0fe.mp3" length="10756598" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>673</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 ตุลาคม 2025</p><p><em>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​ [ ปัญญาจารย์ 4:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทำไมการรับใช้ผู้อื่นจึงมีความสำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ร่วมมือกับคนอื่นเพื่อทำให้ผู้คนเห็นพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์ร่วมมือกับพระองค์และผู้อื่น เพื่อกระทำให้พันธกิจของพระองค์บนโลกนี้สำเร็จ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โมทนาขอบพระคุณพระเจ้า</title>
      <itunes:title>โมทนาขอบพระคุณพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f9008d28-182a-4c35-bdb5-332377a021b8</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​เพราะ​พระ​องค์​ประเสริฐ เพราะ​ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ [ 1 พงศาวดาร 16:34 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยสัมผัสถึงการประทับอยู่ การปกป้อง หรือพระสัญญาของพระเจ้าอย่างไร คุณจะแสดงความกตัญญูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขณะที่ข้าพระองค์คิดถึงทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ ขอทรงโปรดปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการขอบพระคุณไว้ภายในข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​เพราะ​พระ​องค์​ประเสริฐ เพราะ​ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ [ 1 พงศาวดาร 16:34 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยสัมผัสถึงการประทับอยู่ การปกป้อง หรือพระสัญญาของพระเจ้าอย่างไร คุณจะแสดงความกตัญญูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขณะที่ข้าพระองค์คิดถึงทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ ขอทรงโปรดปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการขอบพระคุณไว้ภายในข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 13 Oct 2025 03:49:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7d4d3557/fb72000c.mp3" length="13456614" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>842</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​เพราะ​พระ​องค์​ประเสริฐ เพราะ​ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ [ 1 พงศาวดาร 16:34 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยสัมผัสถึงการประทับอยู่ การปกป้อง หรือพระสัญญาของพระเจ้าอย่างไร คุณจะแสดงความกตัญญูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขณะที่ข้าพระองค์คิดถึงทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ ขอทรงโปรดปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการขอบพระคุณไว้ภายในข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความสนิทสนมกับพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ความสนิทสนมกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a5f85592-78e7-431a-8566-58acfa3a221a</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ผู้ใด​จะ​อาศัย​อยู่​ใน​พลับพลา​ของ​พระ​องค์ ผู้ใด​จะ​อยู่​บน​ภูเขา​ศักดิ์สิทธิ์​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 15:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณบอกอะไรถึงความใกล้ชิดที่คุณมีกับพระเจ้า วินัยฝ่ายวิญญาณข้อใดที่คุณจำเป็นต้องนำมาใช้ เพื่อจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเยซูมากขึ้น</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ได้รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ และสำแดงสิ่งนี้ออกเป็นความซื่อตรงในชีวิตของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ผู้ใด​จะ​อาศัย​อยู่​ใน​พลับพลา​ของ​พระ​องค์ ผู้ใด​จะ​อยู่​บน​ภูเขา​ศักดิ์สิทธิ์​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 15:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณบอกอะไรถึงความใกล้ชิดที่คุณมีกับพระเจ้า วินัยฝ่ายวิญญาณข้อใดที่คุณจำเป็นต้องนำมาใช้ เพื่อจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเยซูมากขึ้น</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ได้รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ และสำแดงสิ่งนี้ออกเป็นความซื่อตรงในชีวิตของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 12 Oct 2025 06:45:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cd16fe73/2bcc1ad1.mp3" length="10736536" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>672</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ผู้ใด​จะ​อาศัย​อยู่​ใน​พลับพลา​ของ​พระ​องค์ ผู้ใด​จะ​อยู่​บน​ภูเขา​ศักดิ์สิทธิ์​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 15:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณบอกอะไรถึงความใกล้ชิดที่คุณมีกับพระเจ้า วินัยฝ่ายวิญญาณข้อใดที่คุณจำเป็นต้องนำมาใช้ เพื่อจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระเยซูมากขึ้น</p><p>ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ได้รักพระองค์อย่างสุดหัวใจ และสำแดงสิ่งนี้ออกเป็นความซื่อตรงในชีวิตของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เข้าถึงได้ทางพระคริสต์</title>
      <itunes:title>เข้าถึงได้ทางพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">00691154-f082-4647-a19a-02019edc3786</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​ขอ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย จง​มี​ใจ​กล้า​เข้า​มาถึง​พระ​ที่​นั่ง​แห่ง​พระ​คุณ เพื่อ​เรา​จะ​ได้รับ​พระ​เมตตา และ​จะ​ได้รับ​พระ​คุณ​ที่​จะ​ช่วย​เรา​ใน​ขณะที่​ต้อง​การ [ ฮีบรู 4:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะจัดเวลาสำหรับการอธิษฐานให้บ่อยขึ้นได้อย่างไร อะไรที่ทำให้คุณหยุดอธิษฐาน</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงเปิดทางให้ข้าพระองค์ได้เข้าถึงพระบิดา</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​ขอ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย จง​มี​ใจ​กล้า​เข้า​มาถึง​พระ​ที่​นั่ง​แห่ง​พระ​คุณ เพื่อ​เรา​จะ​ได้รับ​พระ​เมตตา และ​จะ​ได้รับ​พระ​คุณ​ที่​จะ​ช่วย​เรา​ใน​ขณะที่​ต้อง​การ [ ฮีบรู 4:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะจัดเวลาสำหรับการอธิษฐานให้บ่อยขึ้นได้อย่างไร อะไรที่ทำให้คุณหยุดอธิษฐาน</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงเปิดทางให้ข้าพระองค์ได้เข้าถึงพระบิดา</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 11 Oct 2025 03:43:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e20c7607/c257799f.mp3" length="11275285" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>705</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​ขอ​ให้​เรา​ทั้ง​หลาย จง​มี​ใจ​กล้า​เข้า​มาถึง​พระ​ที่​นั่ง​แห่ง​พระ​คุณ เพื่อ​เรา​จะ​ได้รับ​พระ​เมตตา และ​จะ​ได้รับ​พระ​คุณ​ที่​จะ​ช่วย​เรา​ใน​ขณะที่​ต้อง​การ [ ฮีบรู 4:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะจัดเวลาสำหรับการอธิษฐานให้บ่อยขึ้นได้อย่างไร อะไรที่ทำให้คุณหยุดอธิษฐาน</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงเปิดทางให้ข้าพระองค์ได้เข้าถึงพระบิดา</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานของผู้สิ้นหวัง</title>
      <itunes:title>คำอธิษฐานของผู้สิ้นหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">43df9f78-52aa-4d6a-9314-185a4b137afa</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระ​องค์​ทรง​ให้​คน​รัก​และ​สหาย​ห่าง​เหิน​จาก​ข้า​พระ​องค์ พวก​เพื่อน​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​ความ​มืด​ [ สดุดี 88:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ข้อใดในสดุดี 88 ที่แตะต้องใจของคุณมากที่สุด คุณจะถามอะไรพระเจ้าในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระบิดา บางครั้งข้าพระองค์ก็เจ็บปวดเกินกว่าจะอธิษฐาน ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่พอที่จะรับความเจ็บปวดและคำพูดที่ตรงไปตรงมาของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระ​องค์​ทรง​ให้​คน​รัก​และ​สหาย​ห่าง​เหิน​จาก​ข้า​พระ​องค์ พวก​เพื่อน​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​ความ​มืด​ [ สดุดี 88:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ข้อใดในสดุดี 88 ที่แตะต้องใจของคุณมากที่สุด คุณจะถามอะไรพระเจ้าในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระบิดา บางครั้งข้าพระองค์ก็เจ็บปวดเกินกว่าจะอธิษฐาน ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่พอที่จะรับความเจ็บปวดและคำพูดที่ตรงไปตรงมาของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 10 Oct 2025 03:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3bfd8090/6a79059b.mp3" length="13159027" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>823</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 ตุลาคม 2025</p><p><em>พระ​องค์​ทรง​ให้​คน​รัก​และ​สหาย​ห่าง​เหิน​จาก​ข้า​พระ​องค์ พวก​เพื่อน​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​ความ​มืด​ [ สดุดี 88:18 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ข้อใดในสดุดี 88 ที่แตะต้องใจของคุณมากที่สุด คุณจะถามอะไรพระเจ้าในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระบิดา บางครั้งข้าพระองค์ก็เจ็บปวดเกินกว่าจะอธิษฐาน ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่พอที่จะรับความเจ็บปวดและคำพูดที่ตรงไปตรงมาของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรื่องสอนใจ</title>
      <itunes:title>เรื่องสอนใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8e5e3b63-3cbe-498e-a3c8-b0e940ff590e</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 ตุลาคม 2025</p><p><em>ยัง​มี​สิ่ง​สามานย์​อัน​น่า​สลด​ใจ​อีก​อย่าง​หนึ่ง ที่​ข้าพเจ้า​เห็น​ภายใต้​ดวง​อาทิตย์ คือ​ทรัพย์​สมบัติ​ที่​เจ้า​ของ​ได้​เ​ก็​บ​ไว้​จน​เกิด​เป็น​ภัย​แก่​ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมองเห็นตัวเองกำลังเลียนแบบ ชาร์ลี เคนอย่างไร คุณต้องการให้พระเจ้าตอบสนองความจำเป็นฝ่ายวิญญาณอะไรแก่คุณในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดทรงยกโทษที่ข้าพระองค์พยายามจะทำตัวให้รู้สึกสำคัญโดยการซื้อข้าวของหรือแสวงหาการยกย่อง มีพระองค์เพียงผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความต้องการฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์ได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 ตุลาคม 2025</p><p><em>ยัง​มี​สิ่ง​สามานย์​อัน​น่า​สลด​ใจ​อีก​อย่าง​หนึ่ง ที่​ข้าพเจ้า​เห็น​ภายใต้​ดวง​อาทิตย์ คือ​ทรัพย์​สมบัติ​ที่​เจ้า​ของ​ได้​เ​ก็​บ​ไว้​จน​เกิด​เป็น​ภัย​แก่​ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมองเห็นตัวเองกำลังเลียนแบบ ชาร์ลี เคนอย่างไร คุณต้องการให้พระเจ้าตอบสนองความจำเป็นฝ่ายวิญญาณอะไรแก่คุณในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดทรงยกโทษที่ข้าพระองค์พยายามจะทำตัวให้รู้สึกสำคัญโดยการซื้อข้าวของหรือแสวงหาการยกย่อง มีพระองค์เพียงผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความต้องการฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์ได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 09 Oct 2025 03:23:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d4b078b5/fb71fbc2.mp3" length="12044748" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 ตุลาคม 2025</p><p><em>ยัง​มี​สิ่ง​สามานย์​อัน​น่า​สลด​ใจ​อีก​อย่าง​หนึ่ง ที่​ข้าพเจ้า​เห็น​ภายใต้​ดวง​อาทิตย์ คือ​ทรัพย์​สมบัติ​ที่​เจ้า​ของ​ได้​เ​ก็​บ​ไว้​จน​เกิด​เป็น​ภัย​แก่​ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมองเห็นตัวเองกำลังเลียนแบบ ชาร์ลี เคนอย่างไร คุณต้องการให้พระเจ้าตอบสนองความจำเป็นฝ่ายวิญญาณอะไรแก่คุณในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดทรงยกโทษที่ข้าพระองค์พยายามจะทำตัวให้รู้สึกสำคัญโดยการซื้อข้าวของหรือแสวงหาการยกย่อง มีพระองค์เพียงผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความต้องการฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์ได้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พันธกิจของพระเยซู</title>
      <itunes:title>พันธกิจของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3f9af7aa-2eba-4917-aab0-0cb48a3160de</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า...ขอ​วิงวอน​ท่าน​ให้​ดำเนิน​ชีวิต​สม​กับ​พันธ​กิจ​ อัน​เนื่องจาก​การ​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น​ [ เอเฟซัส 4:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความเชื่อและการกระทำของเรามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร พระเจ้าประทานของประทานใดแก่คุณเพื่อให้รับใช้ผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์เข้ามาสู่ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความสำคัญ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานจากพระองค์ด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า...ขอ​วิงวอน​ท่าน​ให้​ดำเนิน​ชีวิต​สม​กับ​พันธ​กิจ​ อัน​เนื่องจาก​การ​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น​ [ เอเฟซัส 4:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความเชื่อและการกระทำของเรามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร พระเจ้าประทานของประทานใดแก่คุณเพื่อให้รับใช้ผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์เข้ามาสู่ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความสำคัญ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานจากพระองค์ด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 08 Oct 2025 03:19:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fd028e77/d5c0f97e.mp3" length="11544033" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 ตุลาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า...ขอ​วิงวอน​ท่าน​ให้​ดำเนิน​ชีวิต​สม​กับ​พันธ​กิจ​ อัน​เนื่องจาก​การ​ทรง​เรียก​ท่าน​นั้น​ [ เอเฟซัส 4:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความเชื่อและการกระทำของเรามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร พระเจ้าประทานของประทานใดแก่คุณเพื่อให้รับใช้ผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์เข้ามาสู่ชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความสำคัญ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานจากพระองค์ด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ</title>
      <itunes:title>สิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5cc6c407-c75e-46b1-ae2f-888573e0785c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 ตุลาคม 2025</p><p><em>ใน​โลก​นี้​ท่าน​จะ​ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก แต่​จง​ชื่น​ใจ​เถิด เพราะ​ว่า​เรา​ได้​ชนะ​โลก​แล้ว [ ยอห์น 16:33 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณตอบสนองอย่างไรต่อปฏิกิริยาของบิดดี้เมื่อเธอได้ยินข่าวร้ายว่าหนังสือถูกเผา คุณจะทำตามตัวอย่างของเธอในการวางใจพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ “ชนะโลก” ในชีวิตประจำวันของข้าพระองค์ขณะที่ข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 ตุลาคม 2025</p><p><em>ใน​โลก​นี้​ท่าน​จะ​ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก แต่​จง​ชื่น​ใจ​เถิด เพราะ​ว่า​เรา​ได้​ชนะ​โลก​แล้ว [ ยอห์น 16:33 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณตอบสนองอย่างไรต่อปฏิกิริยาของบิดดี้เมื่อเธอได้ยินข่าวร้ายว่าหนังสือถูกเผา คุณจะทำตามตัวอย่างของเธอในการวางใจพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ “ชนะโลก” ในชีวิตประจำวันของข้าพระองค์ขณะที่ข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 07 Oct 2025 03:03:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d7fe4186/4cce3ff8.mp3" length="10362880" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>648</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 ตุลาคม 2025</p><p><em>ใน​โลก​นี้​ท่าน​จะ​ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก แต่​จง​ชื่น​ใจ​เถิด เพราะ​ว่า​เรา​ได้​ชนะ​โลก​แล้ว [ ยอห์น 16:33 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณตอบสนองอย่างไรต่อปฏิกิริยาของบิดดี้เมื่อเธอได้ยินข่าวร้ายว่าหนังสือถูกเผา คุณจะทำตามตัวอย่างของเธอในการวางใจพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ “ชนะโลก” ในชีวิตประจำวันของข้าพระองค์ขณะที่ข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น</title>
      <itunes:title>การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">00587489-3ae8-4d5b-8190-a92878d83273</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย [ ฟีลิปปี 2:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะให้ความต้องการของผู้อื่นมาก่อนความต้องการของตนเองได้อย่างไร การมองผู้อื่นผ่านสายพระเนตรของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งตนเองและเห็น​แก่​ประโยชน์ของผู้อื่น</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย [ ฟีลิปปี 2:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะให้ความต้องการของผู้อื่นมาก่อนความต้องการของตนเองได้อย่างไร การมองผู้อื่นผ่านสายพระเนตรของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งตนเองและเห็น​แก่​ประโยชน์ของผู้อื่น</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 06 Oct 2025 02:58:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9afd3b00/f1eba297.mp3" length="11511850" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย [ ฟีลิปปี 2:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะให้ความต้องการของผู้อื่นมาก่อนความต้องการของตนเองได้อย่างไร การมองผู้อื่นผ่านสายพระเนตรของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งตนเองและเห็น​แก่​ประโยชน์ของผู้อื่น</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเจ็บปวดร่วม</title>
      <itunes:title>การเจ็บปวดร่วม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fbdedf93-f693-4905-be64-0e9c0a690ed7</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​ช่วย​รับภาระ​ของ​กัน​และ​กัน ท่าน​จึง​จะ​ได้​ปฏิบัติ​ตาม​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​คริสต์ [ กาลาเทีย 6:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเชิญชวนให้คุณร่วมทุกข์กับผู้อื่นเพื่อให้พวกคุณแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร มีคนร่วมทนทุกข์กับคุณอย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปิดใจรับคำเชิญของพระองค์ ที่จะร่วมทุกข์กับพี่น้องของข้าพระองค์ เพื่อที่เราทุกคนจะได้เข้มแข็งขึ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​ช่วย​รับภาระ​ของ​กัน​และ​กัน ท่าน​จึง​จะ​ได้​ปฏิบัติ​ตาม​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​คริสต์ [ กาลาเทีย 6:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเชิญชวนให้คุณร่วมทุกข์กับผู้อื่นเพื่อให้พวกคุณแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร มีคนร่วมทนทุกข์กับคุณอย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปิดใจรับคำเชิญของพระองค์ ที่จะร่วมทุกข์กับพี่น้องของข้าพระองค์ เพื่อที่เราทุกคนจะได้เข้มแข็งขึ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 05 Oct 2025 02:55:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/392e8098/84ba78c0.mp3" length="11163272" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​ช่วย​รับภาระ​ของ​กัน​และ​กัน ท่าน​จึง​จะ​ได้​ปฏิบัติ​ตาม​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​คริสต์ [ กาลาเทีย 6:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเชิญชวนให้คุณร่วมทุกข์กับผู้อื่นเพื่อให้พวกคุณแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร มีคนร่วมทนทุกข์กับคุณอย่างไรบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปิดใจรับคำเชิญของพระองค์ ที่จะร่วมทุกข์กับพี่น้องของข้าพระองค์ เพื่อที่เราทุกคนจะได้เข้มแข็งขึ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้อพยพที่ช่วยให้รอด</title>
      <itunes:title>ผู้อพยพที่ช่วยให้รอด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">025003ef-33c8-4f81-bba9-e591acea60c5</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 ตุลาคม 2025</p><p><em>ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า…​บอก​ว่า “จง​ลุก​ขึ้น​พา​กุมาร​กับ​มารดา​หนี​ไป​ประเทศ​อียิปต์ [ มัทธิว 2:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การอพยพส่งผลต่อตัวของคุณอย่างไร เรื่องราวของพระเยซู จะเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีเพื่ออิสรภาพหรือความปลอดภัยได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงปกป้อง ผู้ที่ถูกบีบบังคับให้ต้องอพยพเพื่อความปลอดภัยด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 ตุลาคม 2025</p><p><em>ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า…​บอก​ว่า “จง​ลุก​ขึ้น​พา​กุมาร​กับ​มารดา​หนี​ไป​ประเทศ​อียิปต์ [ มัทธิว 2:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การอพยพส่งผลต่อตัวของคุณอย่างไร เรื่องราวของพระเยซู จะเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีเพื่ออิสรภาพหรือความปลอดภัยได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงปกป้อง ผู้ที่ถูกบีบบังคับให้ต้องอพยพเพื่อความปลอดภัยด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 04 Oct 2025 02:53:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d59c8759/88cd7b41.mp3" length="11618719" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 ตุลาคม 2025</p><p><em>ทูต​องค์​หนึ่ง​ของ​พระ​เป็นเจ้า…​บอก​ว่า “จง​ลุก​ขึ้น​พา​กุมาร​กับ​มารดา​หนี​ไป​ประเทศ​อียิปต์ [ มัทธิว 2:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การอพยพส่งผลต่อตัวของคุณอย่างไร เรื่องราวของพระเยซู จะเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องหลบหนีเพื่ออิสรภาพหรือความปลอดภัยได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงปกป้อง ผู้ที่ถูกบีบบังคับให้ต้องอพยพเพื่อความปลอดภัยด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นตัวแทนของพระเยซู</title>
      <itunes:title>เป็นตัวแทนของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">71322461-9c7f-4b84-8206-d029295383b6</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์​ โดย​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ขอร้อง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทาง​เรา [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีคนที่ทำให้คุณเห็นพระเยซูจากการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร การที่พระเจ้า ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณช่วยให้คุณเป็นทูตของพระคริสต์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิต โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถ เป็นตัวแทนที่ดีขึ้นของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะส่งข้าพระองค์ไปที่ใด</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์​ โดย​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ขอร้อง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทาง​เรา [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีคนที่ทำให้คุณเห็นพระเยซูจากการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร การที่พระเจ้า ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณช่วยให้คุณเป็นทูตของพระคริสต์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิต โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถ เป็นตัวแทนที่ดีขึ้นของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะส่งข้าพระองค์ไปที่ใด</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 Oct 2025 06:05:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d56dd6ff/26d76236.mp3" length="12203154" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>763</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์​ โดย​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ขอร้อง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทาง​เรา [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีคนที่ทำให้คุณเห็นพระเยซูจากการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร การที่พระเจ้า ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณช่วยให้คุณเป็นทูตของพระคริสต์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิต โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถ เป็นตัวแทนที่ดีขึ้นของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะส่งข้าพระองค์ไปที่ใด</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นตัวแทนของพระเยซู</title>
      <itunes:title>เป็นตัวแทนของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1130aaf5-22a3-4876-9615-2ad609e53b10</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์​ โดย​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ขอร้อง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทาง​เรา [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีคนที่ทำให้คุณเห็นพระเยซูจากการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร การที่พระเจ้า ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณช่วยให้คุณเป็นทูตของพระคริสต์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิต โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถ เป็นตัวแทนที่ดีขึ้นของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะส่งข้าพระองค์ไปที่ใด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์​ โดย​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ขอร้อง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทาง​เรา [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีคนที่ทำให้คุณเห็นพระเยซูจากการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร การที่พระเจ้า ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณช่วยให้คุณเป็นทูตของพระคริสต์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิต โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถ เป็นตัวแทนที่ดีขึ้นของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะส่งข้าพระองค์ไปที่ใด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 Oct 2025 02:51:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/870d0d87/428b0aec.mp3" length="12203154" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>763</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 ตุลาคม 2025</p><p><em>ฉะนั้น​เรา​จึง​เป็น​ทูต​ของ​พระ​คริสต์​ โดย​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ขอร้อง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทาง​เรา [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีคนที่ทำให้คุณเห็นพระเยซูจากการใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไร การที่พระเจ้า ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณช่วยให้คุณเป็นทูตของพระคริสต์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซูผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิต โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถ เป็นตัวแทนที่ดีขึ้นของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะส่งข้าพระองค์ไปที่ใด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คนที่พระเจ้าสอนได้</title>
      <itunes:title>คนที่พระเจ้าสอนได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">75fc6616-f45d-4fb8-9db7-2717a6eb6693</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​ให้​คำ​สั่ง​สอน​แก่​ปราชญ์​และ​เขา​จะ​ฉลาด​ยิ่งขึ้น[ สุภาษิต 9:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ การตอบสนองอย่างถ่อมใจจะนำไปสู่การเติบโตและชัยชนะได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญา การรับคำแนะนำไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สำหรับข้าพระองค์เสมอไป แต่ข้าพระองค์ไว้วางใจในทางของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​ให้​คำ​สั่ง​สอน​แก่​ปราชญ์​และ​เขา​จะ​ฉลาด​ยิ่งขึ้น[ สุภาษิต 9:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ การตอบสนองอย่างถ่อมใจจะนำไปสู่การเติบโตและชัยชนะได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญา การรับคำแนะนำไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สำหรับข้าพระองค์เสมอไป แต่ข้าพระองค์ไว้วางใจในทางของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 02 Oct 2025 02:48:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/31348878/c2cc92e4.mp3" length="11429094" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 ตุลาคม 2025</p><p><em>จง​ให้​คำ​สั่ง​สอน​แก่​ปราชญ์​และ​เขา​จะ​ฉลาด​ยิ่งขึ้น[ สุภาษิต 9:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ การตอบสนองอย่างถ่อมใจจะนำไปสู่การเติบโตและชัยชนะได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระปัญญา การรับคำแนะนำไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สำหรับข้าพระองค์เสมอไป แต่ข้าพระองค์ไว้วางใจในทางของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ออกจากความมืด</title>
      <itunes:title>ออกจากความมืด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5301ff57-b2af-4fd0-a7fb-ef448a759cb1</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 ตุลาคม 2025</p><p><em>ชน​ชาติ​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​มืดจะ​ได้​เห็น​ความ​สว่าง​ยิ่งใหญ่ [ อิสยาห์ 9:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความมืดที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร คุณต้องการให้พระเยซูเป็นแสงสว่างของคุณและนำคุณออกมาจากความมืดนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ชีวิตของข้าพระองค์ต้องการแสงสว่างของพระองค์ โปรดนำข้าพระองค์ออกจากที่มืดของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 ตุลาคม 2025</p><p><em>ชน​ชาติ​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​มืดจะ​ได้​เห็น​ความ​สว่าง​ยิ่งใหญ่ [ อิสยาห์ 9:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความมืดที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร คุณต้องการให้พระเยซูเป็นแสงสว่างของคุณและนำคุณออกมาจากความมืดนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ชีวิตของข้าพระองค์ต้องการแสงสว่างของพระองค์ โปรดนำข้าพระองค์ออกจากที่มืดของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 01 Oct 2025 02:45:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2c8b9ec1/db3d6ae8.mp3" length="12125414" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 ตุลาคม 2025</p><p><em>ชน​ชาติ​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​มืดจะ​ได้​เห็น​ความ​สว่าง​ยิ่งใหญ่ [ อิสยาห์ 9:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ความมืดที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร คุณต้องการให้พระเยซูเป็นแสงสว่างของคุณและนำคุณออกมาจากความมืดนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ชีวิตของข้าพระองค์ต้องการแสงสว่างของพระองค์ โปรดนำข้าพระองค์ออกจากที่มืดของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่อแบบก้าวกระโดด</title>
      <itunes:title>ความเชื่อแบบก้าวกระโดด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ff8e6c34-48d8-438c-8f1c-cff594529455</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 กันยายน 2025</p><p> <em>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ [ เอเฟซัส 2:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงจัดเตรียมหนทางแห่งการช่วยให้รอดให้เกิดขึ้นได้โดยวิธีใด ความเชื่อในพระองค์และความรอดที่พระองค์ประทานนี้เกี่ยวโยงกันอย่างไร</p><p>พระเยซูเจ้า พระเมตตาและพระคุณของพระองค์นำข้าพระองค์ ให้กระโดดเข้าสู่อ้อมแขนแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์โดยความเชื่อ</p><p><em><br></em><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 กันยายน 2025</p><p> <em>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ [ เอเฟซัส 2:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงจัดเตรียมหนทางแห่งการช่วยให้รอดให้เกิดขึ้นได้โดยวิธีใด ความเชื่อในพระองค์และความรอดที่พระองค์ประทานนี้เกี่ยวโยงกันอย่างไร</p><p>พระเยซูเจ้า พระเมตตาและพระคุณของพระองค์นำข้าพระองค์ ให้กระโดดเข้าสู่อ้อมแขนแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์โดยความเชื่อ</p><p><em><br></em><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Sep 2025 01:21:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/44a14f7b/b6b42c59.mp3" length="13455360" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>841</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 กันยายน 2025</p><p> <em>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ [ เอเฟซัส 2:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงจัดเตรียมหนทางแห่งการช่วยให้รอดให้เกิดขึ้นได้โดยวิธีใด ความเชื่อในพระองค์และความรอดที่พระองค์ประทานนี้เกี่ยวโยงกันอย่างไร</p><p>พระเยซูเจ้า พระเมตตาและพระคุณของพระองค์นำข้าพระองค์ ให้กระโดดเข้าสู่อ้อมแขนแห่งการช่วยให้รอดของพระองค์โดยความเชื่อ</p><p><em><br></em><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">acfd9a43-6a54-49c5-87f5-6810126366a8</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 กันยายน 2025</p><p><em>[พระเยซู] จึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า “ลาซารัสเอ๋ยออกมาเถิด” ผู้ตายนั้นก็ออกมา [ ยอห์น 11:43-44 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ให้ความหวังแก่คุณอย่างไร ฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์ของพระเยซูหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 กันยายน 2025</p><p><em>[พระเยซู] จึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า “ลาซารัสเอ๋ยออกมาเถิด” ผู้ตายนั้นก็ออกมา [ ยอห์น 11:43-44 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ให้ความหวังแก่คุณอย่างไร ฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์ของพระเยซูหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 29 Sep 2025 08:49:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d587add1/c28bb8ea.mp3" length="12042658" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 กันยายน 2025</p><p><em>[พระเยซู] จึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า “ลาซารัสเอ๋ยออกมาเถิด” ผู้ตายนั้นก็ออกมา [ ยอห์น 11:43-44 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ให้ความหวังแก่คุณอย่างไร ฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์ของพระเยซูหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หนทางกลับบ้านของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>หนทางกลับบ้านของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8d60dea2-097a-4bd9-82fc-00fa67392ad5</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 กันยายน 2025</p><p><em>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นถึงที่ที่คุณควรอยู่ด้วยวิธีใด คุณจะเดินตามแสงสว่างของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันออกจาก การหลงหายไปในความมืด และกลับคืนสู่ความสว่างและความรักของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 กันยายน 2025</p><p><em>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นถึงที่ที่คุณควรอยู่ด้วยวิธีใด คุณจะเดินตามแสงสว่างของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันออกจาก การหลงหายไปในความมืด และกลับคืนสู่ความสว่างและความรักของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 28 Sep 2025 08:42:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bb2237ab/4049d0d3.mp3" length="12460617" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>779</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 กันยายน 2025</p><p><em>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เห็นถึงที่ที่คุณควรอยู่ด้วยวิธีใด คุณจะเดินตามแสงสว่างของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันออกจาก การหลงหายไปในความมืด และกลับคืนสู่ความสว่างและความรักของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา</title>
      <itunes:title>พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9f168509-01f8-4544-9b42-ad68f87fdca0</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 กันยายน 2025</p><p><em>เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย [ โยชูวา 1:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณพบความทุกข์ลำบาก คุณมีประสบการณ์ในการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าอย่างไร วันนี้คุณจะหันมาหาพระองค์เพื่อรับการช่วยเหลือ ความรักและการค้ำจุนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ช่วยกู้ เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ผ่านดินแดนแห้งแล้ง และข้าพระองค์กลัวความสยดสยองในยามค่ำคืน โปรดให้ข้าพระองค์มั่นใจว่าพระองค์สถิตกับข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 กันยายน 2025</p><p><em>เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย [ โยชูวา 1:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณพบความทุกข์ลำบาก คุณมีประสบการณ์ในการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าอย่างไร วันนี้คุณจะหันมาหาพระองค์เพื่อรับการช่วยเหลือ ความรักและการค้ำจุนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ช่วยกู้ เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ผ่านดินแดนแห้งแล้ง และข้าพระองค์กลัวความสยดสยองในยามค่ำคืน โปรดให้ข้าพระองค์มั่นใจว่าพระองค์สถิตกับข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 27 Sep 2025 08:40:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c5defbc4/dde06b99.mp3" length="12550060" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>785</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 กันยายน 2025</p><p><em>เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย [ โยชูวา 1:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณพบความทุกข์ลำบาก คุณมีประสบการณ์ในการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าอย่างไร วันนี้คุณจะหันมาหาพระองค์เพื่อรับการช่วยเหลือ ความรักและการค้ำจุนได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ช่วยกู้ เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ผ่านดินแดนแห้งแล้ง และข้าพระองค์กลัวความสยดสยองในยามค่ำคืน โปรดให้ข้าพระองค์มั่นใจว่าพระองค์สถิตกับข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความงดงามจากโศกนาฏกรรม</title>
      <itunes:title>ความงดงามจากโศกนาฏกรรม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b8c00001-6adb-49ec-b659-0466ba81b88c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 กันยายน 2025<br><em>คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น [ โรม 5:19 ]<br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงให้เกิดความงดงามจากโศกนาฏกรรมในเหตุการณ์ใด คุณตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับ ความงามนิรันดร์ที่พระองค์ผู้เดียวทรงจัดเตรียมให้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 กันยายน 2025<br><em>คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น [ โรม 5:19 ]<br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงให้เกิดความงดงามจากโศกนาฏกรรมในเหตุการณ์ใด คุณตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับ ความงามนิรันดร์ที่พระองค์ผู้เดียวทรงจัดเตรียมให้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 26 Sep 2025 08:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b379843c/36269f72.mp3" length="12859350" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>804</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 กันยายน 2025<br><em>คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ [พระเยซูคริสต์] ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น [ โรม 5:19 ]<br></em><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงให้เกิดความงดงามจากโศกนาฏกรรมในเหตุการณ์ใด คุณตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับ ความงามนิรันดร์ที่พระองค์ผู้เดียวทรงจัดเตรียมให้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้</title>
      <itunes:title>ที่ลี้ภัยที่ไว้วางใจได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c4c785cf-5041-43c3-85c2-5cbb53ab9f89</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 กันยายน 2025</p><p><em>มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว [ สดุดี 118:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในเหตุการณ์ที่ยากลำบากใดที่คุณได้ตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยคุณอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงสถิตในชีวิตข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ตระหนักถึงการสถิตอยู่ใกล้ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 กันยายน 2025</p><p><em>มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว [ สดุดี 118:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในเหตุการณ์ที่ยากลำบากใดที่คุณได้ตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยคุณอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงสถิตในชีวิตข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ตระหนักถึงการสถิตอยู่ใกล้ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Sep 2025 08:25:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7cacf934/886bf1d7.mp3" length="11258567" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 กันยายน 2025</p><p><em>มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว [ สดุดี 118:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในเหตุการณ์ที่ยากลำบากใดที่คุณได้ตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยคุณอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงสถิตในชีวิตข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ตระหนักถึงการสถิตอยู่ใกล้ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรื่องบังเอิญและการดูแลของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>เรื่องบังเอิญและการดูแลของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4f3085a9-5122-4ef6-b6d5-7a14ee8b9199</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 กันยายน 2025</p><p><em>จงลุกขึ้นและออกไปทั้งครัวเรือนของเจ้า ไปอาศัยอยู่ที่ใดซึ่งเจ้าจะอาศัยอยู่ได้ เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เกิดการกันดารอาหาร [ 2 พงศ์กษัตริย์ 8:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เรื่องราวของหญิงชาวชูเนมหนุนใจคุณอย่างไรบ้าง เรื่องนี้บอกอะไรเกี่ยวกับการดูแลของพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงดูแลข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 กันยายน 2025</p><p><em>จงลุกขึ้นและออกไปทั้งครัวเรือนของเจ้า ไปอาศัยอยู่ที่ใดซึ่งเจ้าจะอาศัยอยู่ได้ เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เกิดการกันดารอาหาร [ 2 พงศ์กษัตริย์ 8:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เรื่องราวของหญิงชาวชูเนมหนุนใจคุณอย่างไรบ้าง เรื่องนี้บอกอะไรเกี่ยวกับการดูแลของพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงดูแลข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 24 Sep 2025 08:22:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b60c40d5/c857452d.mp3" length="11975784" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 กันยายน 2025</p><p><em>จงลุกขึ้นและออกไปทั้งครัวเรือนของเจ้า ไปอาศัยอยู่ที่ใดซึ่งเจ้าจะอาศัยอยู่ได้ เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เกิดการกันดารอาหาร [ 2 พงศ์กษัตริย์ 8:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เรื่องราวของหญิงชาวชูเนมหนุนใจคุณอย่างไรบ้าง เรื่องนี้บอกอะไรเกี่ยวกับการดูแลของพระเจ้า</p><p>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงดูแลข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตที่รับการช่วยให้รอด</title>
      <itunes:title>ชีวิตที่รับการช่วยให้รอด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f184abdf-43c3-469b-bfe4-a0ec3e73cf3f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง [ กิจการ 20:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้จักใครบ้างที่ต้องได้ยิน “ข่าวประเสริฐเรื่องพระคุณของพระเจ้า” คุณจะแบ่งปันข่าวนี้กับพวกเขาได้อย่างไร</p><p>พระเยซูเจ้า ขอทรงเปิดตาใจของข้าพระองค์ให้เห็นผู้ที่ต้องการพระองค์ ขอประทานโอกาสที่ข้าพระองค์จะเล่าถึงความรักของพระองค์กับพวกเขา</p><p>อ่านพระคัมภีร์ได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง [ กิจการ 20:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้จักใครบ้างที่ต้องได้ยิน “ข่าวประเสริฐเรื่องพระคุณของพระเจ้า” คุณจะแบ่งปันข่าวนี้กับพวกเขาได้อย่างไร</p><p>พระเยซูเจ้า ขอทรงเปิดตาใจของข้าพระองค์ให้เห็นผู้ที่ต้องการพระองค์ ขอประทานโอกาสที่ข้าพระองค์จะเล่าถึงความรักของพระองค์กับพวกเขา</p><p>อ่านพระคัมภีร์ได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Sep 2025 08:17:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a6f50b1c/e39aaa84.mp3" length="11393149" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>713</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง [ กิจการ 20:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณรู้จักใครบ้างที่ต้องได้ยิน “ข่าวประเสริฐเรื่องพระคุณของพระเจ้า” คุณจะแบ่งปันข่าวนี้กับพวกเขาได้อย่างไร</p><p>พระเยซูเจ้า ขอทรงเปิดตาใจของข้าพระองค์ให้เห็นผู้ที่ต้องการพระองค์ ขอประทานโอกาสที่ข้าพระองค์จะเล่าถึงความรักของพระองค์กับพวกเขา</p><p>อ่านพระคัมภีร์ได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รู้จักพระเยซู</title>
      <itunes:title>รู้จักพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f220940b-033a-4d63-9d40-fb0a0ca6f608</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 กันยายน 2025</p><p><em>ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ [ ยอห์น 14:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะพูดอะไรกับพระเยซู หากคุณได้พบพระองค์ระหว่างไปปิกนิกนอกบ้าน คุณเข้าใจว่าพระองค์คือใคร</p><p>พระเยซูเจ้า วันนี้ข้าพระองค์ขอสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง เป็นองค์จอมเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งปวง และสูงยิ่งเกินกว่าที่ข้าพระองค์จะเข้าใจ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 กันยายน 2025</p><p><em>ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ [ ยอห์น 14:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะพูดอะไรกับพระเยซู หากคุณได้พบพระองค์ระหว่างไปปิกนิกนอกบ้าน คุณเข้าใจว่าพระองค์คือใคร</p><p>พระเยซูเจ้า วันนี้ข้าพระองค์ขอสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง เป็นองค์จอมเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งปวง และสูงยิ่งเกินกว่าที่ข้าพระองค์จะเข้าใจ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 22 Sep 2025 08:14:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a1cbe892/de58492f.mp3" length="11455007" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 กันยายน 2025</p><p><em>ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ [ ยอห์น 14:9 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะพูดอะไรกับพระเยซู หากคุณได้พบพระองค์ระหว่างไปปิกนิกนอกบ้าน คุณเข้าใจว่าพระองค์คือใคร</p><p>พระเยซูเจ้า วันนี้ข้าพระองค์ขอสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นองค์จอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง เป็นองค์จอมเจ้านายเหนือเจ้านายทั้งปวง และสูงยิ่งเกินกว่าที่ข้าพระองค์จะเข้าใจ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สันติสุขในพระเจ้า</title>
      <itunes:title>สันติสุขในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9f03acf1-b4ce-41f2-b9a7-33f3ec88f93f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 กันยายน 2025</p><p><em>เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา [ โรม 5:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้แสวงหาสภาพแวดล้อมที่สงบสุขมากกว่าสันติสุขในพระเจ้า การระลึกถึงการพลีพระชนม์ของพระเยซูทำให้คุณได้พักสงบในพระองค์อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานสันติสุขแก่เรา ผ่านการพลีพระชนม์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 กันยายน 2025</p><p><em>เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา [ โรม 5:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้แสวงหาสภาพแวดล้อมที่สงบสุขมากกว่าสันติสุขในพระเจ้า การระลึกถึงการพลีพระชนม์ของพระเยซูทำให้คุณได้พักสงบในพระองค์อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานสันติสุขแก่เรา ผ่านการพลีพระชนม์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 21 Sep 2025 08:11:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d3215347/0f3310ef.mp3" length="11123984" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>696</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 กันยายน 2025</p><p><em>เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา [ โรม 5:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้แสวงหาสภาพแวดล้อมที่สงบสุขมากกว่าสันติสุขในพระเจ้า การระลึกถึงการพลีพระชนม์ของพระเยซูทำให้คุณได้พักสงบในพระองค์อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานสันติสุขแก่เรา ผ่านการพลีพระชนม์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติม https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวานชื่นของพระวจนะ</title>
      <itunes:title>ความหวานชื่นของพระวจนะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b66c35b3-aa2e-4d78-a37f-227cdf4eb911</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 กันยายน 2025</p><p><em>กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ [ สดุดี 19:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในแต่ละวันพระคัมภีร์ “หวานชื่น” สำหรับคุณแค่ไหน คุณจะแบ่งปันกับผู้อื่นได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์มีค่ามากกว่าทองคำ</p><p>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณสำหรับพระวจนะของพระองค์ ที่นำข้าพระองค์ไปถึงพระเยซู ขอโปรดให้ข้าพระองค์ผูกพันกับพระวจนะนั้นในแต่ละวัน เพื่อข้าพระองค์จะจดจำได้ถึงความจริงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 กันยายน 2025</p><p><em>กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ [ สดุดี 19:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในแต่ละวันพระคัมภีร์ “หวานชื่น” สำหรับคุณแค่ไหน คุณจะแบ่งปันกับผู้อื่นได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์มีค่ามากกว่าทองคำ</p><p>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณสำหรับพระวจนะของพระองค์ ที่นำข้าพระองค์ไปถึงพระเยซู ขอโปรดให้ข้าพระองค์ผูกพันกับพระวจนะนั้นในแต่ละวัน เพื่อข้าพระองค์จะจดจำได้ถึงความจริงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 20 Sep 2025 08:08:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ab76cd46/0ce81c5b.mp3" length="11225548" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>702</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 กันยายน 2025</p><p><em>กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ [ สดุดี 19:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ในแต่ละวันพระคัมภีร์ “หวานชื่น” สำหรับคุณแค่ไหน คุณจะแบ่งปันกับผู้อื่นได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์มีค่ามากกว่าทองคำ</p><p>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณสำหรับพระวจนะของพระองค์ ที่นำข้าพระองค์ไปถึงพระเยซู ขอโปรดให้ข้าพระองค์ผูกพันกับพระวจนะนั้นในแต่ละวัน เพื่อข้าพระองค์จะจดจำได้ถึงความจริงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเปลี่ยนแปลงที่พระคริสต์นำมา</title>
      <itunes:title>การเปลี่ยนแปลงที่พระคริสต์นำมา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2b4d53a4-709f-46bd-8585-a3cbfb20c3fb</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 กันยายน 2025</p><p><em>แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความ[บาป]เสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณคิดที่จะสารภาพบาป เหตุใดความรักนิรันดร์ของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่หนุนใจคุณ ในการต่อสู้กับบาป ศัตรูอาจหลอกลวงคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนน มอบบาปต่างๆที่มีในชีวิตให้กับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 กันยายน 2025</p><p><em>แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความ[บาป]เสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณคิดที่จะสารภาพบาป เหตุใดความรักนิรันดร์ของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่หนุนใจคุณ ในการต่อสู้กับบาป ศัตรูอาจหลอกลวงคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนน มอบบาปต่างๆที่มีในชีวิตให้กับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 19 Sep 2025 08:06:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/de022d22/c1b84848.mp3" length="10607386" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>663</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 กันยายน 2025</p><p><em>แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความ[บาป]เสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณคิดที่จะสารภาพบาป เหตุใดความรักนิรันดร์ของพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่หนุนใจคุณ ในการต่อสู้กับบาป ศัตรูอาจหลอกลวงคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนน มอบบาปต่างๆที่มีในชีวิตให้กับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรื่องของเมกาโลดอนและเลวีอาธาน</title>
      <itunes:title>เรื่องของเมกาโลดอนและเลวีอาธาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5594fc9c-6d78-4c9a-8eb8-95aeb0e9aba5</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 กันยายน 2025</p><p><em>ใครเล่าที่ให้อะไรเรา ซึ่งเราจะต้องตอบสนองเขา สิ่งใดๆที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้นก็เป็นของเรา [ โยบ 41:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งทรงสร้างทำให้คุณนึกถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่ทรงฤทธิ์อำนาจและสร้างสรรค์อย่างไร พระราชกิจแห่งการทรงสร้างของพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสำแดงถึงสง่าราศรีและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ เมื่อชีวิตนั้นดูหนักหนาเกินจะทนไหว โปรดให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 กันยายน 2025</p><p><em>ใครเล่าที่ให้อะไรเรา ซึ่งเราจะต้องตอบสนองเขา สิ่งใดๆที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้นก็เป็นของเรา [ โยบ 41:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งทรงสร้างทำให้คุณนึกถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่ทรงฤทธิ์อำนาจและสร้างสรรค์อย่างไร พระราชกิจแห่งการทรงสร้างของพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสำแดงถึงสง่าราศรีและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ เมื่อชีวิตนั้นดูหนักหนาเกินจะทนไหว โปรดให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 18 Sep 2025 08:04:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/252cab2d/b4d91e7c.mp3" length="12100336" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 กันยายน 2025</p><p><em>ใครเล่าที่ให้อะไรเรา ซึ่งเราจะต้องตอบสนองเขา สิ่งใดๆที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์ทั้งสิ้นก็เป็นของเรา [ โยบ 41:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งทรงสร้างทำให้คุณนึกถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่ทรงฤทธิ์อำนาจและสร้างสรรค์อย่างไร พระราชกิจแห่งการทรงสร้างของพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสำแดงถึงสง่าราศรีและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ เมื่อชีวิตนั้นดูหนักหนาเกินจะทนไหว โปรดให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระกำลังของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>พระกำลังของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8aaed71e-3266-4e41-925f-ff8db3fa192c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 กันยายน 2025</p><p><em>พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล [ ผู้วินิจฉัย 3:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยพยายาม “เข้มแข็ง” อย่างไร เรื่องราวของโอทนีเอลมีอิทธิพลต่อความเข้าใจของคุณในเรื่องความเข้มแข็งอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระกำลังของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 กันยายน 2025</p><p><em>พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล [ ผู้วินิจฉัย 3:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยพยายาม “เข้มแข็ง” อย่างไร เรื่องราวของโอทนีเอลมีอิทธิพลต่อความเข้าใจของคุณในเรื่องความเข้มแข็งอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระกำลังของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 17 Sep 2025 08:02:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bb35e633/84240a95.mp3" length="12824660" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>802</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 กันยายน 2025</p><p><em>พระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตกับโอทนีเอล [ ผู้วินิจฉัย 3:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยพยายาม “เข้มแข็ง” อย่างไร เรื่องราวของโอทนีเอลมีอิทธิพลต่อความเข้าใจของคุณในเรื่องความเข้มแข็งอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระกำลังของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชนะความชั่วด้วยความดี</title>
      <itunes:title>ชนะความชั่วด้วยความดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a4436acf-e4f8-4eb1-b637-8298cc047c71</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 กันยายน 2025</p><p><em>อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี [ โรม 12:21 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นความชั่วร้ายดักซุ่มอยู่ที่ไหน คุณจะมีส่วนในการเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์มีส่วนในการเอาชนะความชั่วด้วยความดี</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 กันยายน 2025</p><p><em>อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี [ โรม 12:21 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นความชั่วร้ายดักซุ่มอยู่ที่ไหน คุณจะมีส่วนในการเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์มีส่วนในการเอาชนะความชั่วด้วยความดี</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 16 Sep 2025 07:59:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e3696cd3/5bcf8c65.mp3" length="11056692" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>692</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 กันยายน 2025</p><p><em>อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี [ โรม 12:21 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเห็นความชั่วร้ายดักซุ่มอยู่ที่ไหน คุณจะมีส่วนในการเอาชนะความชั่วด้วยความดีได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์มีส่วนในการเอาชนะความชั่วด้วยความดี</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สร้างสาวกแด่พระคริสต์</title>
      <itunes:title>สร้างสาวกแด่พระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2b979c43-4b7c-46b9-aee5-fea1f6318cca</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 กันยายน 2025</p><p><em>จงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา [ มัทธิว 28:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีความกลัวและความสงสัยอะไรบ้างในการสร้างสาวก เพราะเหตุใด คุณจะเชื่อฟังการทรงเรียกของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ต้องฝึกฝนในการสร้างสาวก แต่ขอทรงหนุนใจให้ข้าพระองค์ทิ้งความสงสัยและลงมือทำ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 กันยายน 2025</p><p><em>จงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา [ มัทธิว 28:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีความกลัวและความสงสัยอะไรบ้างในการสร้างสาวก เพราะเหตุใด คุณจะเชื่อฟังการทรงเรียกของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ต้องฝึกฝนในการสร้างสาวก แต่ขอทรงหนุนใจให้ข้าพระองค์ทิ้งความสงสัยและลงมือทำ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 15 Sep 2025 07:33:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aec5f133/2a69b0fb.mp3" length="10640823" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>666</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 กันยายน 2025</p><p><em>จงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา [ มัทธิว 28:19 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีความกลัวและความสงสัยอะไรบ้างในการสร้างสาวก เพราะเหตุใด คุณจะเชื่อฟังการทรงเรียกของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ต้องฝึกฝนในการสร้างสาวก แต่ขอทรงหนุนใจให้ข้าพระองค์ทิ้งความสงสัยและลงมือทำ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การดูแลอันอ่อนโยนของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>การดูแลอันอ่อนโยนของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">888e0232-5bd7-4141-8969-6d00781f8406</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 กันยายน 2025</p><p><em>พระองค์จะทรงรวบรวมลูกแกะไว้ในพระกรของพระองค์ พระองค์จะทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง [ อิสยาห์ 40:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณนึกถึงสิ่งใดเมื่อคิดถึงความรักของแม่ที่มีต่อทารกน้อยของเธอ การปกป้องและการดูแลด้วยความรักของพระเจ้าเสริมกำลังคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอุ้มข้าพระองค์ไว้แนบพระทรวงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 กันยายน 2025</p><p><em>พระองค์จะทรงรวบรวมลูกแกะไว้ในพระกรของพระองค์ พระองค์จะทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง [ อิสยาห์ 40:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณนึกถึงสิ่งใดเมื่อคิดถึงความรักของแม่ที่มีต่อทารกน้อยของเธอ การปกป้องและการดูแลด้วยความรักของพระเจ้าเสริมกำลังคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอุ้มข้าพระองค์ไว้แนบพระทรวงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 14 Sep 2025 07:31:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/21e630f1/bfdc5969.mp3" length="12096575" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 14 กันยายน 2025</p><p><em>พระองค์จะทรงรวบรวมลูกแกะไว้ในพระกรของพระองค์ พระองค์จะทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง [ อิสยาห์ 40:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณนึกถึงสิ่งใดเมื่อคิดถึงความรักของแม่ที่มีต่อทารกน้อยของเธอ การปกป้องและการดูแลด้วยความรักของพระเจ้าเสริมกำลังคุณอย่างไร</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอุ้มข้าพระองค์ไว้แนบพระทรวงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสวงหาพระเมตตา</title>
      <itunes:title>แสวงหาพระเมตตา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1019d542-775b-4025-9618-4aef46102e86</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 กันยายน 2025</p><p><em>แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระเจ้าของพวกเจ้า [ อพยพ 16:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเมตตาของพระเจ้าทำให้คุณประหลาดใจอย่างไรบ้าง คุณจะมองหาพระเมตตาในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาที่พระองค์ประทาน และขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะแสวงหาพระเมตตาของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 กันยายน 2025</p><p><em>แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระเจ้าของพวกเจ้า [ อพยพ 16:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเมตตาของพระเจ้าทำให้คุณประหลาดใจอย่างไรบ้าง คุณจะมองหาพระเมตตาในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาที่พระองค์ประทาน และขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะแสวงหาพระเมตตาของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 13 Sep 2025 07:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f7712fb4/e79c70df.mp3" length="11819050" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>739</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 กันยายน 2025</p><p><em>แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระเจ้าของพวกเจ้า [ อพยพ 16:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเมตตาของพระเจ้าทำให้คุณประหลาดใจอย่างไรบ้าง คุณจะมองหาพระเมตตาในวันนี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาที่พระองค์ประทาน และขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะแสวงหาพระเมตตาของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปกป้องความคิดไว้ในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ปกป้องความคิดไว้ในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">584e2e32-30e5-4bd6-b04f-e6e2892fa064</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 กันยายน 2025</p><p><em>สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์...ขอจงใคร่ครวญดู [ ฟีลิปปี 4:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ช่วงนี้คุณคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยความคิดของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ความคิดของข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 กันยายน 2025</p><p><em>สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์...ขอจงใคร่ครวญดู [ ฟีลิปปี 4:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ช่วงนี้คุณคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยความคิดของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ความคิดของข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 12 Sep 2025 07:23:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/12b09ce6/c48009ea.mp3" length="11027435" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>690</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 กันยายน 2025</p><p><em>สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์...ขอจงใคร่ครวญดู [ ฟีลิปปี 4:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ช่วงนี้คุณคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยความคิดของคุณได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ความคิดของข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คร่ำครวญต่อพระเจ้า</title>
      <itunes:title>คร่ำครวญต่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c8b6495a-c480-42c9-9bf2-eabb11670f38</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 กันยายน 2025</p><p><em>โปรดทอดพระเนตรเพราะข้าพระองค์มีความทุกข์ จิตใจของข้าพระองค์มีความทุรนทุราย จิตใจของข้าพระองค์ยุ่งเหยิง [ เพลงคร่ำครวญ 1:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณเห็นความชั่วร้าย คุณจะรักษาใจให้อ่อนโยนต่อพระเจ้าได้อย่างไร ในวันนี้ พระเจ้าอาจกำลังนำให้คุณอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่เจ็บปวดอย่างไร</p><p>พระเจ้าแห่งความจริงและความรัก ข้าพระองค์รู้ว่าพระทัยของพระองค์แตกสลาย เพราะความเจ็บปวดในโลกนี้ ขอโปรดโอบล้อมข้าพระองค์ไว้ในพระคุณ และพระเมตตาของพระองค์ และรักษาบาดแผลของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 กันยายน 2025</p><p><em>โปรดทอดพระเนตรเพราะข้าพระองค์มีความทุกข์ จิตใจของข้าพระองค์มีความทุรนทุราย จิตใจของข้าพระองค์ยุ่งเหยิง [ เพลงคร่ำครวญ 1:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณเห็นความชั่วร้าย คุณจะรักษาใจให้อ่อนโยนต่อพระเจ้าได้อย่างไร ในวันนี้ พระเจ้าอาจกำลังนำให้คุณอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่เจ็บปวดอย่างไร</p><p>พระเจ้าแห่งความจริงและความรัก ข้าพระองค์รู้ว่าพระทัยของพระองค์แตกสลาย เพราะความเจ็บปวดในโลกนี้ ขอโปรดโอบล้อมข้าพระองค์ไว้ในพระคุณ และพระเมตตาของพระองค์ และรักษาบาดแผลของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 11 Sep 2025 06:58:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/499c5414/1aa02343.mp3" length="12762802" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>798</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 กันยายน 2025</p><p><em>โปรดทอดพระเนตรเพราะข้าพระองค์มีความทุกข์ จิตใจของข้าพระองค์มีความทุรนทุราย จิตใจของข้าพระองค์ยุ่งเหยิง [ เพลงคร่ำครวญ 1:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณเห็นความชั่วร้าย คุณจะรักษาใจให้อ่อนโยนต่อพระเจ้าได้อย่างไร ในวันนี้ พระเจ้าอาจกำลังนำให้คุณอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่เจ็บปวดอย่างไร</p><p>พระเจ้าแห่งความจริงและความรัก ข้าพระองค์รู้ว่าพระทัยของพระองค์แตกสลาย เพราะความเจ็บปวดในโลกนี้ ขอโปรดโอบล้อมข้าพระองค์ไว้ในพระคุณ และพระเมตตาของพระองค์ และรักษาบาดแผลของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หมดกำลังแต่ไม่หมดคำอธิษฐาน</title>
      <itunes:title>หมดกำลังแต่ไม่หมดคำอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5419aaf2-0994-4c91-835a-388bc45de8b3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์ [ 2 พงศาวดาร 20:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่กำลังขัดขวางไม่ให้คุณอธิษฐานมอบปัญหาไว้กับพระเจ้า คุณจะร่วมอธิษฐานกับผู้อื่นเพื่อช่วยเสริมกำลังกันและกันได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในยามที่หมดกำลังในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์เพ่งสายตาอยู่ที่พระเยซู</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์ [ 2 พงศาวดาร 20:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่กำลังขัดขวางไม่ให้คุณอธิษฐานมอบปัญหาไว้กับพระเจ้า คุณจะร่วมอธิษฐานกับผู้อื่นเพื่อช่วยเสริมกำลังกันและกันได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในยามที่หมดกำลังในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์เพ่งสายตาอยู่ที่พระเยซู</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 10 Sep 2025 06:54:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9eb974de/6e1dc572.mp3" length="13008144" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>814</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์ [ 2 พงศาวดาร 20:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดที่กำลังขัดขวางไม่ให้คุณอธิษฐานมอบปัญหาไว้กับพระเจ้า คุณจะร่วมอธิษฐานกับผู้อื่นเพื่อช่วยเสริมกำลังกันและกันได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในยามที่หมดกำลังในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์เพ่งสายตาอยู่ที่พระเยซู</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่ละอายเพื่อพระเยซู</title>
      <itunes:title>ไม่ละอายเพื่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9297fbbd-c844-4049-846e-7f3ff11dd45d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 กันยายน 2025</p><p><em>อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา [ 2 ทิโมธี 1:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดทำให้คุณกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระคริสต์โดยไม่ละอาย คุณจะทำตามแบบอย่างของคนอื่นที่ไม่ละอายต่อข่าวประเสริฐได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์อำนาจแก่เรา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยืนหยัดเพื่อพระองค์และไม่ละอายในทุกสถานการณ์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 กันยายน 2025</p><p><em>อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา [ 2 ทิโมธี 1:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดทำให้คุณกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระคริสต์โดยไม่ละอาย คุณจะทำตามแบบอย่างของคนอื่นที่ไม่ละอายต่อข่าวประเสริฐได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์อำนาจแก่เรา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยืนหยัดเพื่อพระองค์และไม่ละอายในทุกสถานการณ์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Sep 2025 06:44:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/39c92307/bc74613a.mp3" length="11982890" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 กันยายน 2025</p><p><em>อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา [ 2 ทิโมธี 1:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>สิ่งใดทำให้คุณกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อพระคริสต์โดยไม่ละอาย คุณจะทำตามแบบอย่างของคนอื่นที่ไม่ละอายต่อข่าวประเสริฐได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์อำนาจแก่เรา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยืนหยัดเพื่อพระองค์และไม่ละอายในทุกสถานการณ์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตอบรับความจริงของพระคริสต์</title>
      <itunes:title>ตอบรับความจริงของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">940de846-5e68-4ff1-b5b3-b7042161065c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 กันยายน 2025</p><p><em>พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” [ ยอห์น 14:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณกำลังแสวงหาความงามอันฉาบฉวยแทนความจริงอยู่หรือไม่ คุณจะตอบรับคำตรัสของพระเยซูมากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์เลือกที่จะติดตามพระองค์ ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความจริงทั้งสิ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 กันยายน 2025</p><p><em>พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” [ ยอห์น 14:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณกำลังแสวงหาความงามอันฉาบฉวยแทนความจริงอยู่หรือไม่ คุณจะตอบรับคำตรัสของพระเยซูมากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์เลือกที่จะติดตามพระองค์ ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความจริงทั้งสิ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 08 Sep 2025 06:40:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/264fa3d0/fc3f25f1.mp3" length="11680705" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>731</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 กันยายน 2025</p><p><em>พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” [ ยอห์น 14:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณกำลังแสวงหาความงามอันฉาบฉวยแทนความจริงอยู่หรือไม่ คุณจะตอบรับคำตรัสของพระเยซูมากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์เลือกที่จะติดตามพระองค์ ผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งความจริงทั้งสิ้น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การพึ่งพาพระเจ้า</title>
      <itunes:title>การพึ่งพาพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9707d102-adaf-457e-8d64-c7bbe9b459e9</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 กันยายน 2025</p><p><em>แผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น [ มาระโก 10:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการพระเจ้าในด้านใดบ้าง คุณจะประกาศความวางใจของคุณต่อพระองค์อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตด้วยใจถ่อม ในพระเมตตาของพระองค์ในวันนี้ และแบ่งปันพระเมตตานั้นกับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 กันยายน 2025</p><p><em>แผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น [ มาระโก 10:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการพระเจ้าในด้านใดบ้าง คุณจะประกาศความวางใจของคุณต่อพระองค์อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตด้วยใจถ่อม ในพระเมตตาของพระองค์ในวันนี้ และแบ่งปันพระเมตตานั้นกับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 07 Sep 2025 06:37:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b65741b6/7d77a654.mp3" length="9833744" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>615</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 กันยายน 2025</p><p><em>แผ่นดินของพระเจ้าเป็นของคนเช่นเด็กอย่างนั้น [ มาระโก 10:14 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณต้องการพระเจ้าในด้านใดบ้าง คุณจะประกาศความวางใจของคุณต่อพระองค์อย่างไรในวันนี้</p><p>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตด้วยใจถ่อม ในพระเมตตาของพระองค์ในวันนี้ และแบ่งปันพระเมตตานั้นกับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สำนึกเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>สำนึกเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6ab1f9d4-67b6-4371-8732-f2efcd54843b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 กันยายน 2025</p><p><em>ทั้งนี้ขอให้เป็นบำเหน็จจากพระเจ้า แก่โจทก์ของข้าพระองค์ แก่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อชีวิตของข้าพระองค์ [ สดุดี 109:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ข่าวหรือเหตุการณ์ใดที่กำลังรบกวนใจคุณอยู่ คุณจะอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่กำลังลำบากและเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้รอบรู้ทุกอย่างและทรงชอบธรรม ขอให้ความยุติธรรมของพระองค์มีชัยเพื่อทุกคนจะยำเกรงและสรรเสริญพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 กันยายน 2025</p><p><em>ทั้งนี้ขอให้เป็นบำเหน็จจากพระเจ้า แก่โจทก์ของข้าพระองค์ แก่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อชีวิตของข้าพระองค์ [ สดุดี 109:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ข่าวหรือเหตุการณ์ใดที่กำลังรบกวนใจคุณอยู่ คุณจะอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่กำลังลำบากและเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้รอบรู้ทุกอย่างและทรงชอบธรรม ขอให้ความยุติธรรมของพระองค์มีชัยเพื่อทุกคนจะยำเกรงและสรรเสริญพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 06 Sep 2025 06:34:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d34304da/18470535.mp3" length="10801737" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>676</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 กันยายน 2025</p><p><em>ทั้งนี้ขอให้เป็นบำเหน็จจากพระเจ้า แก่โจทก์ของข้าพระองค์ แก่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อชีวิตของข้าพระองค์ [ สดุดี 109:20 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ข่าวหรือเหตุการณ์ใดที่กำลังรบกวนใจคุณอยู่ คุณจะอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นที่กำลังลำบากและเป็นเหยื่อของความอยุติธรรมได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้รอบรู้ทุกอย่างและทรงชอบธรรม ขอให้ความยุติธรรมของพระองค์มีชัยเพื่อทุกคนจะยำเกรงและสรรเสริญพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อิสรภาพที่พระเจ้าประทาน</title>
      <itunes:title>อิสรภาพที่พระเจ้าประทาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">397d5c86-025e-4567-b405-2bcea69b13b8</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 กันยายน 2025</p><p><em>ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี [ เฉลยธรรมบัญญัติ 5:33 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระบัญญัติของพระเจ้าปลดปล่อยคุณเป็นอิสระอย่างไร คุณจะมีความสุขกับอิสรภาพภายใต้ขอบเขตของพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับขอบเขตที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เพื่อผลดีของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 กันยายน 2025</p><p><em>ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี [ เฉลยธรรมบัญญัติ 5:33 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระบัญญัติของพระเจ้าปลดปล่อยคุณเป็นอิสระอย่างไร คุณจะมีความสุขกับอิสรภาพภายใต้ขอบเขตของพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับขอบเขตที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เพื่อผลดีของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 05 Sep 2025 06:32:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/23129ffc/6f451423.mp3" length="11409032" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 กันยายน 2025</p><p><em>ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี [ เฉลยธรรมบัญญัติ 5:33 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระบัญญัติของพระเจ้าปลดปล่อยคุณเป็นอิสระอย่างไร คุณจะมีความสุขกับอิสรภาพภายใต้ขอบเขตของพระเจ้าได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับขอบเขตที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เพื่อผลดีของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การทรงเรียกของเราในพระคริสต์</title>
      <itunes:title>การทรงเรียกของเราในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7a327d4c-6aba-44c9-a505-8fcecea1ffe7</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 กันยายน 2025</p><p><em>เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า [ เอสรา 7:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณทำอะไรได้บ้าง เพื่อจะบากบั่นไปในการทรงเรียกจากพระเจ้า คุณจะยืนหยัดในฤทธิ์อำนาจและพระปัญญาของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้สำเร็จ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 กันยายน 2025</p><p><em>เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า [ เอสรา 7:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณทำอะไรได้บ้าง เพื่อจะบากบั่นไปในการทรงเรียกจากพระเจ้า คุณจะยืนหยัดในฤทธิ์อำนาจและพระปัญญาของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้สำเร็จ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 04 Sep 2025 06:22:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6b0ae897/4a9490db.mp3" length="12481515" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>781</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 กันยายน 2025</p><p><em>เอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า [ เอสรา 7:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณทำอะไรได้บ้าง เพื่อจะบากบั่นไปในการทรงเรียกจากพระเจ้า คุณจะยืนหยัดในฤทธิ์อำนาจและพระปัญญาของพระองค์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้สำเร็จ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พร้อมที่จะอธิษฐาน</title>
      <itunes:title>พร้อมที่จะอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8e60b86a-4f25-42a0-a9ef-da4ab6298ed0</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน  3 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า [ โรม 15:30 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงใช้การอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกันเพื่อเสริมกำลังคุณอย่างไร พระองค์ทรงทำให้คุณพร้อมในการอธิษฐานอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน ในขณะเมื่อข้าพระองค์เติบโตขึ้นในชุมชนร่วมกับพระองค์และผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน  3 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า [ โรม 15:30 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงใช้การอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกันเพื่อเสริมกำลังคุณอย่างไร พระองค์ทรงทำให้คุณพร้อมในการอธิษฐานอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน ในขณะเมื่อข้าพระองค์เติบโตขึ้นในชุมชนร่วมกับพระองค์และผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 03 Sep 2025 06:18:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/80a31e54/39550766.mp3" length="10917512" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน  3 กันยายน 2025</p><p><em>ข้าพเจ้าวิงวอนขอให้ท่านช่วยอธิษฐานพระเจ้าด้วยใจร้อนรนเพื่อข้าพเจ้า [ โรม 15:30 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงใช้การอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกันเพื่อเสริมกำลังคุณอย่างไร พระองค์ทรงทำให้คุณพร้อมในการอธิษฐานอย่างไร</p><p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สัตย์ซื่อในการอธิษฐาน ในขณะเมื่อข้าพระองค์เติบโตขึ้นในชุมชนร่วมกับพระองค์และผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร</title>
      <itunes:title>ดูสิว่าพระเจ้าทรงทำอะไร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ca74de63-fabc-4635-93ae-8502e919e19b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 กันยายน 2025</p><p><em>ทันใดนั้น มีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียง [ กิจการ 9:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงนำชีวิตคุณในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างไร พระองค์ประทานถ้อยคำใดแก่คุณในวันนี้เพื่อหนุนใจผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปิดรับการทรงนำของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงนำในเส้นทางและอาชีพการงานในฤดูกาลนี้</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 กันยายน 2025</p><p><em>ทันใดนั้น มีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียง [ กิจการ 9:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงนำชีวิตคุณในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างไร พระองค์ประทานถ้อยคำใดแก่คุณในวันนี้เพื่อหนุนใจผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปิดรับการทรงนำของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงนำในเส้นทางและอาชีพการงานในฤดูกาลนี้</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Sep 2025 06:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ee57d699/713f857c.mp3" length="14221479" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>889</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 กันยายน 2025</p><p><em>ทันใดนั้น มีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียง [ กิจการ 9:3-4 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงนำชีวิตคุณในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างไร พระองค์ประทานถ้อยคำใดแก่คุณในวันนี้เพื่อหนุนใจผู้อื่น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปิดรับการทรงนำของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงนำในเส้นทางและอาชีพการงานในฤดูกาลนี้</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปรารถนาความชื่นชมยินดี</title>
      <itunes:title>ปรารถนาความชื่นชมยินดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bb25e136-8467-4bd9-9491-5f1821cec453</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 กันยายน 2025</p><p>เราประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย...และได้ปรากฏแก่เราทั้งหลายเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม [ 1 ยอห์น 1:2, 4 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเสียใจในเรื่องใดบ้าง มีสิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้พระเยซูทำให้ความชื่นชมยินดีของคุณสมบูรณ์</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์เสียใจเรื่อง... โปรดเสด็จเข้ามาในความเจ็บปวดนี้ ข้าพระองค์ต้องการความชื่นชมยินดีที่มาจากการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 กันยายน 2025</p><p>เราประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย...และได้ปรากฏแก่เราทั้งหลายเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม [ 1 ยอห์น 1:2, 4 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเสียใจในเรื่องใดบ้าง มีสิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้พระเยซูทำให้ความชื่นชมยินดีของคุณสมบูรณ์</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์เสียใจเรื่อง... โปรดเสด็จเข้ามาในความเจ็บปวดนี้ ข้าพระองค์ต้องการความชื่นชมยินดีที่มาจากการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 01 Sep 2025 06:10:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8527a745/5d0dc54b.mp3" length="10495373" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>656</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 กันยายน 2025</p><p>เราประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย...และได้ปรากฏแก่เราทั้งหลายเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเราจะได้เต็มเปี่ยม [ 1 ยอห์น 1:2, 4 ]</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเสียใจในเรื่องใดบ้าง มีสิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้พระเยซูทำให้ความชื่นชมยินดีของคุณสมบูรณ์</p><p>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์เสียใจเรื่อง... โปรดเสด็จเข้ามาในความเจ็บปวดนี้ ข้าพระองค์ต้องการความชื่นชมยินดีที่มาจากการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์มาหาคุณ</title>
      <itunes:title>พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์มาหาคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">51245b32-3870-429b-9eeb-8df75d4fc332</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เยซู...​ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องคนนั้น [ มาระโก 1:41 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอับอาย คุณจะมอบสิ่งนี้ไว้ในความรักแห่งการทรงไถ่ของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาหาข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เยซู...​ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องคนนั้น [ มาระโก 1:41 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอับอาย คุณจะมอบสิ่งนี้ไว้ในความรักแห่งการทรงไถ่ของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาหาข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 31 Aug 2025 00:34:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/56aeb848/c1414cbe.mp3" length="12419657" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>777</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 31 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เยซู...​ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องคนนั้น [ มาระโก 1:41 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอับอาย คุณจะมอบสิ่งนี้ไว้ในความรักแห่งการทรงไถ่ของพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงยื่นพระหัตถ์ออกมาหาข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่  https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขุดให้ลึกเพื่อพบปัญญา</title>
      <itunes:title>ขุดให้ลึกเพื่อพบปัญญา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fab90919-fb6a-44b3-95ac-b17f771570d2</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 สิงหาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​ก็เห็นทุกสิ่งที่พระ​เจ้าทรงทำ​   [ ปัญญาจารย์ 8:17 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระคัมภีร์ให้ปัญญาแก่คุณอย่างไร คุณจะศึกษาพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้ ขอบพระคุณที่ทรงประทานปัญญาอันแท้จริง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 สิงหาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​ก็เห็นทุกสิ่งที่พระ​เจ้าทรงทำ​   [ ปัญญาจารย์ 8:17 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระคัมภีร์ให้ปัญญาแก่คุณอย่างไร คุณจะศึกษาพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้ ขอบพระคุณที่ทรงประทานปัญญาอันแท้จริง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 30 Aug 2025 03:31:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5e2ae009/656a3e10.mp3" length="12342335" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 30 สิงหาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​ก็เห็นทุกสิ่งที่พระ​เจ้าทรงทำ​   [ ปัญญาจารย์ 8:17 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระคัมภีร์ให้ปัญญาแก่คุณอย่างไร คุณจะศึกษาพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้ ขอบพระคุณที่ทรงประทานปัญญาอันแท้จริง</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หีบที่หายไป</title>
      <itunes:title>หีบที่หายไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">682686de-6b15-40b4-a43d-22b6673fc7b9</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 สิงหาคม 2025</p><p><em>ดาวิด​จึง​เสด็จ​ไป​นำ​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​ขึ้น​มา​จาก​บ้าน​ของ​โอเบด​เอ​โดม​ถึง​เมือง​ดาวิด​ด้วย​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี​ [ 2 ซามูเอล 6:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณเคยรู้สึกถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์เมื่อใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เมื่อคิดว่าพระองค์สถิตอยู่ภายในข้าพระองค์!</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 สิงหาคม 2025</p><p><em>ดาวิด​จึง​เสด็จ​ไป​นำ​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​ขึ้น​มา​จาก​บ้าน​ของ​โอเบด​เอ​โดม​ถึง​เมือง​ดาวิด​ด้วย​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี​ [ 2 ซามูเอล 6:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณเคยรู้สึกถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์เมื่อใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เมื่อคิดว่าพระองค์สถิตอยู่ภายในข้าพระองค์!</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 29 Aug 2025 03:21:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/20b0c018/ed498449.mp3" length="12213185" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>764</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 29 สิงหาคม 2025</p><p><em>ดาวิด​จึง​เสด็จ​ไป​นำ​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​ขึ้น​มา​จาก​บ้าน​ของ​โอเบด​เอ​โดม​ถึง​เมือง​ดาวิด​ด้วย​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี​ [ 2 ซามูเอล 6:12 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณเคยรู้สึกถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์เมื่อใด</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เมื่อคิดว่าพระองค์สถิตอยู่ภายในข้าพระองค์!</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระกำลังที่เหนือกว่าของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>พระกำลังที่เหนือกว่าของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2b9977b5-ad5e-4016-a63f-6ac5fb153a57</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 สิงหาคม 2025</p><p><em>เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​ไถ่​ยาโคบ​ไว้​แล้ว​...​จาก​มือ​ที่​แข็งแรง​เกิน​กว่า​เขา [ เยเรมีย์ 31:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณกำลังเผชิญกับอำนาจใดที่แข็งแกร่งเกินไปสำหรับคุณ สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงใช้พระกำลังที่เหนือกว่าของพระองค์ในวันนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 สิงหาคม 2025</p><p><em>เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​ไถ่​ยาโคบ​ไว้​แล้ว​...​จาก​มือ​ที่​แข็งแรง​เกิน​กว่า​เขา [ เยเรมีย์ 31:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณกำลังเผชิญกับอำนาจใดที่แข็งแกร่งเกินไปสำหรับคุณ สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงใช้พระกำลังที่เหนือกว่าของพระองค์ในวันนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 28 Aug 2025 03:13:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/76bed6b9/c5b38ee8.mp3" length="12757786" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>798</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 28 สิงหาคม 2025</p><p><em>เพราะ​พระ​เจ้า​ทรง​ไถ่​ยาโคบ​ไว้​แล้ว​...​จาก​มือ​ที่​แข็งแรง​เกิน​กว่า​เขา [ เยเรมีย์ 31:11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ชีวิตของคุณกำลังเผชิญกับอำนาจใดที่แข็งแกร่งเกินไปสำหรับคุณ สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงใช้พระกำลังที่เหนือกว่าของพระองค์ในวันนี้</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตอนจบอันงดงาม</title>
      <itunes:title>ตอนจบอันงดงาม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9623e258-b00d-4b3c-96d0-a48b82f403fe</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 สิงหาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​วิ​สุทธ​นคร...เลื่อน​ลอย​ลง​มา​จาก​สวรรค์​และ​จาก​พระ​เจ้า [ วิวรณ์ 21:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณตั้งตารอสิ่งใดมากที่สุดในชีวิตนิรันดร์ คำสัญญาถึงอนาคตที่เต็มด้วยความชื่นบานยินดีทำให้คุณมีกำลังใจอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองความเจ็บปวดที่มี ด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์กาล คือรู้ว่าพระองค์ทรงมีอนาคตที่ดีกว่าเตรียมไว้ให้ข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 สิงหาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​วิ​สุทธ​นคร...เลื่อน​ลอย​ลง​มา​จาก​สวรรค์​และ​จาก​พระ​เจ้า [ วิวรณ์ 21:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณตั้งตารอสิ่งใดมากที่สุดในชีวิตนิรันดร์ คำสัญญาถึงอนาคตที่เต็มด้วยความชื่นบานยินดีทำให้คุณมีกำลังใจอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองความเจ็บปวดที่มี ด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์กาล คือรู้ว่าพระองค์ทรงมีอนาคตที่ดีกว่าเตรียมไว้ให้ข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 27 Aug 2025 03:08:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fee0635e/a4b22b45.mp3" length="11898462" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 27 สิงหาคม 2025</p><p><em>ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​วิ​สุทธ​นคร...เลื่อน​ลอย​ลง​มา​จาก​สวรรค์​และ​จาก​พระ​เจ้า [ วิวรณ์ 21:2 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณตั้งตารอสิ่งใดมากที่สุดในชีวิตนิรันดร์ คำสัญญาถึงอนาคตที่เต็มด้วยความชื่นบานยินดีทำให้คุณมีกำลังใจอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองความเจ็บปวดที่มี ด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์กาล คือรู้ว่าพระองค์ทรงมีอนาคตที่ดีกว่าเตรียมไว้ให้ข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทางข้ามของแกะ</title>
      <itunes:title>ทางข้ามของแกะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a661d44c-47ea-4ee9-987c-5386d7e16dc3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 สิงหาคม 2025</p><p><em>ตัว​เรา​เอง​จะ​เป็น​ผู้​เลี้ยง​แกะ​ของ​เรา เรา​จะ​กระทำ​ให้​เขา​นอน​ลง ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ [ เอเสเคียล 34:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงเคยนำคุณผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก วันนี้คุณจะไว้วางใจให้พระองค์เป็นผู้เลี้ยงของคุณได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยน และคู่ควรกับความไว้วางใจของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 สิงหาคม 2025</p><p><em>ตัว​เรา​เอง​จะ​เป็น​ผู้​เลี้ยง​แกะ​ของ​เรา เรา​จะ​กระทำ​ให้​เขา​นอน​ลง ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ [ เอเสเคียล 34:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงเคยนำคุณผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก วันนี้คุณจะไว้วางใจให้พระองค์เป็นผู้เลี้ยงของคุณได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยน และคู่ควรกับความไว้วางใจของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 Aug 2025 03:06:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0307e1f7/7bd5d94d.mp3" length="13620872" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>852</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 26 สิงหาคม 2025</p><p><em>ตัว​เรา​เอง​จะ​เป็น​ผู้​เลี้ยง​แกะ​ของ​เรา เรา​จะ​กระทำ​ให้​เขา​นอน​ลง ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ [ เอเสเคียล 34:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงเคยนำคุณผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก วันนี้คุณจะไว้วางใจให้พระองค์เป็นผู้เลี้ยงของคุณได้อย่างไร</p><p>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่อ่อนโยน และคู่ควรกับความไว้วางใจของข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นพระพร</title>
      <itunes:title>เป็นพระพร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">82fd49ef-f13a-47e8-9fa3-ec7f5b245eb9</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 สิงหาคม 2025</p><p><em>จง​หาทาง​ทำ​ดี​เสมอ​ต่อ​พวก​ท่าน​เอง และ​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ด้วย [ 1 เธสะโลนิกา 5:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยช่วยทีมคู่แข่งบ้างไหมแม้นั่นจะทำให้คุณเป็นฝ่ายแพ้ การทำสิ่งนี้แสดงถึงความรักของพระเจ้าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์หาทางทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 สิงหาคม 2025</p><p><em>จง​หาทาง​ทำ​ดี​เสมอ​ต่อ​พวก​ท่าน​เอง และ​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ด้วย [ 1 เธสะโลนิกา 5:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยช่วยทีมคู่แข่งบ้างไหมแม้นั่นจะทำให้คุณเป็นฝ่ายแพ้ การทำสิ่งนี้แสดงถึงความรักของพระเจ้าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์หาทางทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 25 Aug 2025 03:04:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dec121ea/53b0f093.mp3" length="9835416" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>615</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 25 สิงหาคม 2025</p><p><em>จง​หาทาง​ทำ​ดี​เสมอ​ต่อ​พวก​ท่าน​เอง และ​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ด้วย [ 1 เธสะโลนิกา 5:15 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยช่วยทีมคู่แข่งบ้างไหมแม้นั่นจะทำให้คุณเป็นฝ่ายแพ้ การทำสิ่งนี้แสดงถึงความรักของพระเจ้าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์หาทางทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากก็ตาม</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนแห่ง</title>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนแห่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cd48d679-6b13-49df-b16a-8f2089c637e4</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่ [ ปฐมกาล 28:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยประหลาดใจกับการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในที่ใด คุณจะดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะลืมพระองค์อย่างง่ายดาย ข้าพระองค์ต้องการเห็นพระองค์และได้ยินเสียงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่ [ ปฐมกาล 28:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยประหลาดใจกับการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในที่ใด คุณจะดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะลืมพระองค์อย่างง่ายดาย ข้าพระองค์ต้องการเห็นพระองค์และได้ยินเสียงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 24 Aug 2025 02:59:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cfb36dbc/e87bf65c.mp3" length="11391896" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 24 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่ [ ปฐมกาล 28:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณเคยประหลาดใจกับการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในที่ใด คุณจะดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะลืมพระองค์อย่างง่ายดาย ข้าพระองค์ต้องการเห็นพระองค์และได้ยินเสียงของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณ</title>
      <itunes:title>บรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4a135d63-4621-46b5-8b5d-3338f45ba62b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 สิงหาคม 2025</p><p><em>หนังสือ​ลำดับ​พงศ์​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​ ผู้​เป็น​เชื้อ​สาย​ของ​ดาวิด ผู้สืบตระกูล​เนื่องมาจาก​อับราฮัม [ มัทธิว 1:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการรู้ถึงประวัติฝ่ายวิญญาณของคุณจึงมีความสำคัญ คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากบรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณของคุณ</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 สิงหาคม 2025</p><p><em>หนังสือ​ลำดับ​พงศ์​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​ ผู้​เป็น​เชื้อ​สาย​ของ​ดาวิด ผู้สืบตระกูล​เนื่องมาจาก​อับราฮัม [ มัทธิว 1:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการรู้ถึงประวัติฝ่ายวิญญาณของคุณจึงมีความสำคัญ คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากบรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณของคุณ</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 23 Aug 2025 02:57:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6854562c/31c371a1.mp3" length="12231576" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>765</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 23 สิงหาคม 2025</p><p><em>หนังสือ​ลำดับ​พงศ์​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​ ผู้​เป็น​เชื้อ​สาย​ของ​ดาวิด ผู้สืบตระกูล​เนื่องมาจาก​อับราฮัม [ มัทธิว 1:1 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เพราะเหตุใดการรู้ถึงประวัติฝ่ายวิญญาณของคุณจึงมีความสำคัญ คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากบรรพบุรุษฝ่ายวิญญาณของคุณ</p><p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองด้วยพระทัยของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>มองด้วยพระทัยของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a1f9954-103d-42a6-a8e7-31aa3b44ee2b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ยก​คน​ที่​ตกต่ำ​ให้​ลุก​ขึ้น [ สดุดี 146:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณหรือคนที่คุณรู้จักเคยสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยไปอย่างไร พระเจ้าทรงทำงานผ่านประสบการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นที่ลี้ภัยแก่ทุกคนที่เจ็บปวด โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สะท้อนภาพพระทัยของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ยก​คน​ที่​ตกต่ำ​ให้​ลุก​ขึ้น [ สดุดี 146:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณหรือคนที่คุณรู้จักเคยสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยไปอย่างไร พระเจ้าทรงทำงานผ่านประสบการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นที่ลี้ภัยแก่ทุกคนที่เจ็บปวด โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สะท้อนภาพพระทัยของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 22 Aug 2025 02:56:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d809269f/936bde32.mp3" length="12321437" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>771</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 22 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ยก​คน​ที่​ตกต่ำ​ให้​ลุก​ขึ้น [ สดุดี 146:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณหรือคนที่คุณรู้จักเคยสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยไปอย่างไร พระเจ้าทรงทำงานผ่านประสบการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นที่ลี้ภัยแก่ทุกคนที่เจ็บปวด โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สะท้อนภาพพระทัยของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลี้ยงดูผู้ขัดสน</title>
      <itunes:title>เลี้ยงดูผู้ขัดสน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">56db05ad-834a-44b5-a00e-3fbeb19bbe22</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 สิงหาคม 2025</p><p><em>ไม่มีใครอ้างว่าทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นของตนเอง แต่พวกเขาแบ่งปันทุกสิ่งที่ตนมี [ กิจการ 4:32 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูคุณอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมกับพระเจ้า ในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับผู้คนรอบข้างเราได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินที่ ทรงจัดเตรียมให้แก่ชีวิตของข้าพระองค์อย่างอุดมสมบูรณ์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้นี้กับผู้อื่นด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 สิงหาคม 2025</p><p><em>ไม่มีใครอ้างว่าทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นของตนเอง แต่พวกเขาแบ่งปันทุกสิ่งที่ตนมี [ กิจการ 4:32 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูคุณอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมกับพระเจ้า ในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับผู้คนรอบข้างเราได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินที่ ทรงจัดเตรียมให้แก่ชีวิตของข้าพระองค์อย่างอุดมสมบูรณ์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้นี้กับผู้อื่นด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 21 Aug 2025 02:51:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f612eba9/62c1d73d.mp3" length="11761789" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 21 สิงหาคม 2025</p><p><em>ไม่มีใครอ้างว่าทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นของตนเอง แต่พวกเขาแบ่งปันทุกสิ่งที่ตนมี [ กิจการ 4:32 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูคุณอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมกับพระเจ้า ในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับผู้คนรอบข้างเราได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินที่ ทรงจัดเตรียมให้แก่ชีวิตของข้าพระองค์อย่างอุดมสมบูรณ์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้นี้กับผู้อื่นด้วยเถิด</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เพ่งมองที่พระเยซู!</title>
      <itunes:title>เพ่งมองที่พระเยซู!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">55595e06-889d-411b-9c57-9f24c65dc77d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 สิงหาคม 2025</p><p><em>ให้เราวิ่งด้วยความอดทนบากบั่นไปตามลู่ที่ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา ให้เราเพ่งมองที่พระเยซู [ ฮีบรู 12:1-2 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดหรือทำอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อต้องตัดสินใจหรือตอบสนองในสถานการณ์บางอย่าง คุณจะให้คำพูด การกระทำ และความคิดของคุณได้รับการทรงนำจากพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เพ่งมองที่พระองค์ ในขณะที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิต ขอสอนให้ข้าพระองค์หันมาหาพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด เพราะพระองค์คือทั้งหมดที่ข้าพระองค์ต้องการ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 สิงหาคม 2025</p><p><em>ให้เราวิ่งด้วยความอดทนบากบั่นไปตามลู่ที่ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา ให้เราเพ่งมองที่พระเยซู [ ฮีบรู 12:1-2 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดหรือทำอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อต้องตัดสินใจหรือตอบสนองในสถานการณ์บางอย่าง คุณจะให้คำพูด การกระทำ และความคิดของคุณได้รับการทรงนำจากพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เพ่งมองที่พระองค์ ในขณะที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิต ขอสอนให้ข้าพระองค์หันมาหาพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด เพราะพระองค์คือทั้งหมดที่ข้าพระองค์ต้องการ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 20 Aug 2025 02:49:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1c071e84/b5fa0352.mp3" length="10390883" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>650</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 20 สิงหาคม 2025</p><p><em>ให้เราวิ่งด้วยความอดทนบากบั่นไปตามลู่ที่ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา ให้เราเพ่งมองที่พระเยซู [ ฮีบรู 12:1-2 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดหรือทำอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อต้องตัดสินใจหรือตอบสนองในสถานการณ์บางอย่าง คุณจะให้คำพูด การกระทำ และความคิดของคุณได้รับการทรงนำจากพระเยซูได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เพ่งมองที่พระองค์ ในขณะที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิต ขอสอนให้ข้าพระองค์หันมาหาพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด เพราะพระองค์คือทั้งหมดที่ข้าพระองค์ต้องการ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเปิดเผยถึงพระสิริของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>การเปิดเผยถึงพระสิริของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4277a94b-78c5-499b-aba8-7f8a9d411e03</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 สิงหาคม 2025</p><p><em>ท่าน​ผู้​ประทับ​บน​พระ​ที่​นั่ง​นั้น​ปรากฏ​ประดุจ​แก้ว​มณี​โชติ​และ​แก้ว​ทับทิม และ​มี​รุ้ง​ล้อม​รอบ​พระ​ที่​นั่ง​นั้น ดู​ประหนึ่ง​แก้ว​มรกต [ วิวรณ์ 4:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้พบสิ่งล้ำค่าใดที่ซ่อนอยู่ในการทรงสร้างของพระเจ้าอีกบ้าง คุณจะใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเพื่อชี้ให้ผู้อื่นเห็นพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับอัญมณีล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในผลงาน การทรงสร้างของพระองค์ ที่ชี้ให้ผู้อื่นเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 สิงหาคม 2025</p><p><em>ท่าน​ผู้​ประทับ​บน​พระ​ที่​นั่ง​นั้น​ปรากฏ​ประดุจ​แก้ว​มณี​โชติ​และ​แก้ว​ทับทิม และ​มี​รุ้ง​ล้อม​รอบ​พระ​ที่​นั่ง​นั้น ดู​ประหนึ่ง​แก้ว​มรกต [ วิวรณ์ 4:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้พบสิ่งล้ำค่าใดที่ซ่อนอยู่ในการทรงสร้างของพระเจ้าอีกบ้าง คุณจะใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเพื่อชี้ให้ผู้อื่นเห็นพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับอัญมณีล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในผลงาน การทรงสร้างของพระองค์ ที่ชี้ให้ผู้อื่นเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 Aug 2025 02:42:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7047b245/d8d23b46.mp3" length="13228826" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>827</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 19 สิงหาคม 2025</p><p><em>ท่าน​ผู้​ประทับ​บน​พระ​ที่​นั่ง​นั้น​ปรากฏ​ประดุจ​แก้ว​มณี​โชติ​และ​แก้ว​ทับทิม และ​มี​รุ้ง​ล้อม​รอบ​พระ​ที่​นั่ง​นั้น ดู​ประหนึ่ง​แก้ว​มรกต [ วิวรณ์ 4:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณได้พบสิ่งล้ำค่าใดที่ซ่อนอยู่ในการทรงสร้างของพระเจ้าอีกบ้าง คุณจะใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเพื่อชี้ให้ผู้อื่นเห็นพระคริสต์ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับอัญมณีล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในผลงาน การทรงสร้างของพระองค์ ที่ชี้ให้ผู้อื่นเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา</title>
      <itunes:title>พระเจ้าจะทรงรักษาสัญญา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9eab6f28-7793-43cd-a4c9-da17cd77a194</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 สิงหาคม 2025</p><p><em>ทุก​คน​ที่​มี​ความ​หวัง​อย่าง​นี้ ​ก็​ชำระ​ตน​ให้​บริสุทธิ์​ดังที่​พระ​องค์​ทรง​บริสุทธิ์ [ 1 ยอห์น 3:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะรักษาการดำเนินชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระเยซูได้อย่างไร คุณต้องการที่จะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นในด้านใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ตั้งตารอที่จะได้พบกับพระองค์ และจะได้รับการสร้างให้สมบูรณ์ในทุกด้าน</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 สิงหาคม 2025</p><p><em>ทุก​คน​ที่​มี​ความ​หวัง​อย่าง​นี้ ​ก็​ชำระ​ตน​ให้​บริสุทธิ์​ดังที่​พระ​องค์​ทรง​บริสุทธิ์ [ 1 ยอห์น 3:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะรักษาการดำเนินชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระเยซูได้อย่างไร คุณต้องการที่จะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นในด้านใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ตั้งตารอที่จะได้พบกับพระองค์ และจะได้รับการสร้างให้สมบูรณ์ในทุกด้าน</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 18 Aug 2025 02:33:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fb3d564d/416f4a11.mp3" length="11104340" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 18 สิงหาคม 2025</p><p><em>ทุก​คน​ที่​มี​ความ​หวัง​อย่าง​นี้ ​ก็​ชำระ​ตน​ให้​บริสุทธิ์​ดังที่​พระ​องค์​ทรง​บริสุทธิ์ [ 1 ยอห์น 3:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะรักษาการดำเนินชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระเยซูได้อย่างไร คุณต้องการที่จะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นในด้านใดบ้าง</p><p>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์ตั้งตารอที่จะได้พบกับพระองค์ และจะได้รับการสร้างให้สมบูรณ์ในทุกด้าน</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูทรงช่วยกู้เรา</title>
      <itunes:title>พระเยซูทรงช่วยกู้เรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3410290e-3b87-44b2-b48a-f1462b58293d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้นไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ตาย​จาก​บาป​ได้ และ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​คลอง​ธรรม ด้วย​บาดแผล​ของ​พระ​องค์ ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​ได้รับ​การ​รักษา​ให้​หาย [ 1 เปโตร 2:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การที่พระคริสต์ประทานการช่วยกู้มีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะสามารถช่วยให้ผู้อื่นสัมผัสประสบการณ์นี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับการทรงเสียสละอันใหญ่หลวงของพระองค์ และการที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้นไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ตาย​จาก​บาป​ได้ และ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​คลอง​ธรรม ด้วย​บาดแผล​ของ​พระ​องค์ ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​ได้รับ​การ​รักษา​ให้​หาย [ 1 เปโตร 2:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การที่พระคริสต์ประทานการช่วยกู้มีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะสามารถช่วยให้ผู้อื่นสัมผัสประสบการณ์นี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับการทรงเสียสละอันใหญ่หลวงของพระองค์ และการที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 17 Aug 2025 02:32:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/66217622/b04b3631.mp3" length="13482109" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>843</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 17 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์ ที่​ต้นไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​ตาย​จาก​บาป​ได้ และ​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​คลอง​ธรรม ด้วย​บาดแผล​ของ​พระ​องค์ ท่าน​ทั้ง​หลาย​จึง​ได้รับ​การ​รักษา​ให้​หาย [ 1 เปโตร 2:24 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การที่พระคริสต์ประทานการช่วยกู้มีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะสามารถช่วยให้ผู้อื่นสัมผัสประสบการณ์นี้ได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับการทรงเสียสละอันใหญ่หลวงของพระองค์ และการที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จัดที่ว่างสำหรับคนอื่น</title>
      <itunes:title>จัดที่ว่างสำหรับคนอื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8aaa81bc-145d-49d6-9346-91846b9819ac</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>วันนี้คุณจะส่งต่อคำเชิญเข้าร่วมในครอบครัวของพระเจ้าให้ผู้อื่นได้อย่างไร การมีที่ว่างสำหรับทุกคนหมายความว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงรักข้าพระองค์ และทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>วันนี้คุณจะส่งต่อคำเชิญเข้าร่วมในครอบครัวของพระเจ้าให้ผู้อื่นได้อย่างไร การมีที่ว่างสำหรับทุกคนหมายความว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงรักข้าพระองค์ และทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 16 Aug 2025 02:28:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c86c2b81/eef28331.mp3" length="12442645" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>778</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 16 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>วันนี้คุณจะส่งต่อคำเชิญเข้าร่วมในครอบครัวของพระเจ้าให้ผู้อื่นได้อย่างไร การมีที่ว่างสำหรับทุกคนหมายความว่าอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงรักข้าพระองค์ และทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุณสมบัติของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>คุณสมบัติของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cfd1d8bb-94a7-4fe3-a942-033209719a6f</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา [ เนหะมีย์ 9:31 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณนึกถึงคุณสมบัติด้านใดของพระเจ้าได้บ้าง คุณจะสรรเสริญพระองค์สำหรับคุณสมบัติเหล่านั้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับคุณสมบัติของพระองค์ ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ ที่ทรงมีพระเมตตาอยู่เสมอ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา [ เนหะมีย์ 9:31 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณนึกถึงคุณสมบัติด้านใดของพระเจ้าได้บ้าง คุณจะสรรเสริญพระองค์สำหรับคุณสมบัติเหล่านั้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับคุณสมบัติของพระองค์ ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ ที่ทรงมีพระเมตตาอยู่เสมอ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 15 Aug 2025 02:25:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6f92ec74/32ee9804.mp3" length="13685238" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>856</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 15 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและพระกรุณา [ เนหะมีย์ 9:31 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณนึกถึงคุณสมบัติด้านใดของพระเจ้าได้บ้าง คุณจะสรรเสริญพระองค์สำหรับคุณสมบัติเหล่านั้นอย่างไร</p><p>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับคุณสมบัติของพระองค์ ซึ่งก็คือพระลักษณะของพระองค์ ที่ทรงมีพระเมตตาอยู่เสมอ</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงจัดเตรียม</title>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงจัดเตรียม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">40251a7b-7d39-4d43-ab20-3ee3dba404a7</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาปะจำวัน 14 สิงหาคม 2025</p><p><em>แล้วก็มีอาหารทุกวันไม่ขาดสำหรับเอลียาห์และนางกับครอบครัว [ 1 พงศ์กษัตริย์ 17:15 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณไม่อยากแบ่งปันกับผู้อื่นในวันนี้ คุณจะให้ด้วยใจกว้างขวางได้อย่างไร แม้ในยามที่ดูเหมือนคุณจะขัดสน</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันกับผู้อื่น โดยวางใจว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาปะจำวัน 14 สิงหาคม 2025</p><p><em>แล้วก็มีอาหารทุกวันไม่ขาดสำหรับเอลียาห์และนางกับครอบครัว [ 1 พงศ์กษัตริย์ 17:15 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณไม่อยากแบ่งปันกับผู้อื่นในวันนี้ คุณจะให้ด้วยใจกว้างขวางได้อย่างไร แม้ในยามที่ดูเหมือนคุณจะขัดสน</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันกับผู้อื่น โดยวางใจว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 Aug 2025 02:23:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/78aa4d5e/6563ace9.mp3" length="11893447" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาปะจำวัน 14 สิงหาคม 2025</p><p><em>แล้วก็มีอาหารทุกวันไม่ขาดสำหรับเอลียาห์และนางกับครอบครัว [ 1 พงศ์กษัตริย์ 17:15 TNCV ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณไม่อยากแบ่งปันกับผู้อื่นในวันนี้ คุณจะให้ด้วยใจกว้างขวางได้อย่างไร แม้ในยามที่ดูเหมือนคุณจะขัดสน</p><p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันกับผู้อื่น โดยวางใจว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับข้าพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จำพระเยซูได้</title>
      <itunes:title>จำพระเยซูได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">11e1c7d9-f933-4fa2-897a-8538c8b5805b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 สิงหาคม 2025</p><p><em>ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา [ ลูกา 24: 31 THSV11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณจำการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตคุณไม่ได้ คุณคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเปิดเผยพระเยซู ให้ข้าพระองค์ได้เห็น เพื่อที่ข้าพระองค์จะติดตามพระองค์ไป</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 สิงหาคม 2025</p><p><em>ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา [ ลูกา 24: 31 THSV11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณจำการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตคุณไม่ได้ คุณคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเปิดเผยพระเยซู ให้ข้าพระองค์ได้เห็น เพื่อที่ข้าพระองค์จะติดตามพระองค์ไป</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 13 Aug 2025 02:20:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/10819d4d/47208aec.mp3" length="11866697" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>742</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 13 สิงหาคม 2025</p><p><em>ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา [ ลูกา 24: 31 THSV11 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณจำการทรงสถิตของพระเจ้าในชีวิตคุณไม่ได้ คุณคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด</p><p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเปิดเผยพระเยซู ให้ข้าพระองค์ได้เห็น เพื่อที่ข้าพระองค์จะติดตามพระองค์ไป</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ระยะก่อนน้ำมันหมดถัง</title>
      <itunes:title>ระยะก่อนน้ำมันหมดถัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ebb0a09b-7462-44f5-a796-95e88ddcba52</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 สิงหาคม 2025</p><p><em>วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า [ อพยพ 20:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเมื่อใดที่การพักจากงานทำได้ง่าย และเมื่อใดที่ทำได้ยาก คุณต้องทำอะไรบ้างเพื่อคุณจะสามารถหยุดพักได้</p><p>ข้าแต่พระบิดา ง่ายเหลือเกินที่จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์สำหรับวันสะบาโต ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้หยุดจากการทำงาน และไว้วางใจในการทรงเลี้ยงดูของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 สิงหาคม 2025</p><p><em>วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า [ อพยพ 20:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเมื่อใดที่การพักจากงานทำได้ง่าย และเมื่อใดที่ทำได้ยาก คุณต้องทำอะไรบ้างเพื่อคุณจะสามารถหยุดพักได้</p><p>ข้าแต่พระบิดา ง่ายเหลือเกินที่จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์สำหรับวันสะบาโต ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้หยุดจากการทำงาน และไว้วางใจในการทรงเลี้ยงดูของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 Aug 2025 02:10:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6bfdb7b8/3a9981ef.mp3" length="12073587" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>755</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 12 สิงหาคม 2025</p><p><em>วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า [ อพยพ 20:10 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณคิดว่าเมื่อใดที่การพักจากงานทำได้ง่าย และเมื่อใดที่ทำได้ยาก คุณต้องทำอะไรบ้างเพื่อคุณจะสามารถหยุดพักได้</p><p>ข้าแต่พระบิดา ง่ายเหลือเกินที่จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์สำหรับวันสะบาโต ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้หยุดจากการทำงาน และไว้วางใจในการทรงเลี้ยงดูของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลือกอย่างกล้าหาญ</title>
      <itunes:title>เลือกอย่างกล้าหาญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ae9572ea-6598-4e9b-8435-bcdd85ed2b96</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 สิงหาคม 2025</p><p><em>เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น...ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู [ กิจการ 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณรู้สึกว่ารับมือไม่ไหวกับบางสิ่งบางอย่าง คุณมักจะตอบสนองต่อความกดดันนั้นอย่างไร และคุณจะขอเชิญให้พระเยซูทรงช่วยเหลือคุณในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่หลายครั้งข้าพระองค์ พยายามจะฝ่าฟันไปข้างหน้าด้วยพละกำลังและสติปัญญาของตัวเอง ข้าพระองค์ต้องการจะพึ่งพาพระองค์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 สิงหาคม 2025</p><p><em>เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น...ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู [ กิจการ 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณรู้สึกว่ารับมือไม่ไหวกับบางสิ่งบางอย่าง คุณมักจะตอบสนองต่อความกดดันนั้นอย่างไร และคุณจะขอเชิญให้พระเยซูทรงช่วยเหลือคุณในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่หลายครั้งข้าพระองค์ พยายามจะฝ่าฟันไปข้างหน้าด้วยพละกำลังและสติปัญญาของตัวเอง ข้าพระองค์ต้องการจะพึ่งพาพระองค์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 11 Aug 2025 02:07:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f85d4469/5239a9c3.mp3" length="13231334" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>827</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 11 สิงหาคม 2025</p><p><em>เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น...ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู [ กิจการ 4:13 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อคุณรู้สึกว่ารับมือไม่ไหวกับบางสิ่งบางอย่าง คุณมักจะตอบสนองต่อความกดดันนั้นอย่างไร และคุณจะขอเชิญให้พระเยซูทรงช่วยเหลือคุณในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่หลายครั้งข้าพระองค์ พยายามจะฝ่าฟันไปข้างหน้าด้วยพละกำลังและสติปัญญาของตัวเอง ข้าพระองค์ต้องการจะพึ่งพาพระองค์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกลัวโดยไม่มีสาเหตุ</title>
      <itunes:title>ความกลัวโดยไม่มีสาเหตุ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4d4a989e-4a5f-46cf-9459-4b0a0fa66b6c</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 สิงหาคม 2025</p><p><em>เราจะสร้างเจ้าให้เป็นราชวงศ์ที่มั่นคง ดังที่เราได้สร้างเพื่อดาวิด และเราจะให้อิสราเอลแก่เจ้า [ 1 พงศ์กษัตริย์ 11:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีความกลัวอย่างไม่มีสาเหตุอะไรบ้าง พระคัมภีร์กล่าวอะไรเกี่ยวกับความกลัวเหล่านั้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสอนให้ข้าพระองค์รู้จักวิธีตอบสนองต่อความกลัวของข้าพระองค์และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 สิงหาคม 2025</p><p><em>เราจะสร้างเจ้าให้เป็นราชวงศ์ที่มั่นคง ดังที่เราได้สร้างเพื่อดาวิด และเราจะให้อิสราเอลแก่เจ้า [ 1 พงศ์กษัตริย์ 11:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีความกลัวอย่างไม่มีสาเหตุอะไรบ้าง พระคัมภีร์กล่าวอะไรเกี่ยวกับความกลัวเหล่านั้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสอนให้ข้าพระองค์รู้จักวิธีตอบสนองต่อความกลัวของข้าพระองค์และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 10 Aug 2025 02:04:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/da825188/c04bb824.mp3" length="13150250" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>822</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 10 สิงหาคม 2025</p><p><em>เราจะสร้างเจ้าให้เป็นราชวงศ์ที่มั่นคง ดังที่เราได้สร้างเพื่อดาวิด และเราจะให้อิสราเอลแก่เจ้า [ 1 พงศ์กษัตริย์ 11:38 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณมีความกลัวอย่างไม่มีสาเหตุอะไรบ้าง พระคัมภีร์กล่าวอะไรเกี่ยวกับความกลัวเหล่านั้น</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสอนให้ข้าพระองค์รู้จักวิธีตอบสนองต่อความกลัวของข้าพระองค์และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อริสโตเติลที่โต๊ะอาหาร</title>
      <itunes:title>อริสโตเติลที่โต๊ะอาหาร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">640bb54d-3345-44cb-8d0c-ea6de2bb058d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 สิงหาคม 2025</p><p><em>ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก [ มัทธิว 26:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงแก้ไขกฎแห่งมิตรภาพใหม่อย่างไรอีกบ้าง แบบอย่างของพระองค์ช่วยให้คุณเข้าถึงผู้ที่มีความแตกต่างได้อย่างไรในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงทำให้ข้าพระองค์ได้เป็นเพื่อนกับพระเจ้าและกับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 สิงหาคม 2025</p><p><em>ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก [ มัทธิว 26:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงแก้ไขกฎแห่งมิตรภาพใหม่อย่างไรอีกบ้าง แบบอย่างของพระองค์ช่วยให้คุณเข้าถึงผู้ที่มีความแตกต่างได้อย่างไรในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงทำให้ข้าพระองค์ได้เป็นเพื่อนกับพระเจ้าและกับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 09 Aug 2025 02:02:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/776d3433/b29dd111.mp3" length="10818038" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>677</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 9 สิงหาคม 2025</p><p><em>ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก [ มัทธิว 26:28 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเยซูทรงแก้ไขกฎแห่งมิตรภาพใหม่อย่างไรอีกบ้าง แบบอย่างของพระองค์ช่วยให้คุณเข้าถึงผู้ที่มีความแตกต่างได้อย่างไรในวันนี้</p><p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงทำให้ข้าพระองค์ได้เป็นเพื่อนกับพระเจ้าและกับผู้อื่น</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดูแลผู้ที่ถูกข่มเหง</title>
      <itunes:title>ดูแลผู้ที่ถูกข่มเหง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">276606ae-a252-4401-af2b-3f931a29e1aa</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 สิงหาคม 2025</p><p><em>จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ [ เยเรมีย์ 22:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การติดตามพระเจ้ามีผลต่อวิธีการที่คุณปฏิบัติต่อผู้อ่อนแอและเปราะบางอย่างไร พระเจ้าจะทรงใช้คุณให้ปกป้องคนที่ถูกข่มเหงอย่างไรบ้าง</p><p>พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์ทรงรักและห่วงใยทั้งผู้ที่อ่อนแอและผู้มีอำนาจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันความรักและพระคุณของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 สิงหาคม 2025</p><p><em>จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ [ เยเรมีย์ 22:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การติดตามพระเจ้ามีผลต่อวิธีการที่คุณปฏิบัติต่อผู้อ่อนแอและเปราะบางอย่างไร พระเจ้าจะทรงใช้คุณให้ปกป้องคนที่ถูกข่มเหงอย่างไรบ้าง</p><p>พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์ทรงรักและห่วงใยทั้งผู้ที่อ่อนแอและผู้มีอำนาจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันความรักและพระคุณของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 08 Aug 2025 01:58:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c2eb3a41/60098aa0.mp3" length="13220467" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>827</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 8 สิงหาคม 2025</p><p><em>จงช่วยกู้ผู้ที่ถูกปล้นให้พ้นมือของผู้ที่บีบบังคับ [ เยเรมีย์ 22:3 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การติดตามพระเจ้ามีผลต่อวิธีการที่คุณปฏิบัติต่อผู้อ่อนแอและเปราะบางอย่างไร พระเจ้าจะทรงใช้คุณให้ปกป้องคนที่ถูกข่มเหงอย่างไรบ้าง</p><p>พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์ทรงรักและห่วงใยทั้งผู้ที่อ่อนแอและผู้มีอำนาจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์แบ่งปันความรักและพระคุณของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เดินในความสว่างของพระคริสต์</title>
      <itunes:title>เดินในความสว่างของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">762aa01d-e03f-4512-bfa0-40004157a0a6</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 สิงหาคม 2025 </p><p><em>จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง [ เอเฟซัส 5:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะเดินอย่างมุ่งมั่นตั้งใจในแสงสว่างของพระคริสต์ได้อย่างไร พระองค์ทรงส่องสว่างแก่หนทางชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โลกนี้ช่างมืดมิดเหลือเกิน ขอพระองค์ทรงส่องสว่างอยู่ภายในข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 สิงหาคม 2025 </p><p><em>จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง [ เอเฟซัส 5:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะเดินอย่างมุ่งมั่นตั้งใจในแสงสว่างของพระคริสต์ได้อย่างไร พระองค์ทรงส่องสว่างแก่หนทางชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โลกนี้ช่างมืดมิดเหลือเกิน ขอพระองค์ทรงส่องสว่างอยู่ภายในข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 07 Aug 2025 01:55:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2494188a/8c9d0b21.mp3" length="12257489" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>767</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 7 สิงหาคม 2025 </p><p><em>จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง [ เอเฟซัส 5:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณจะเดินอย่างมุ่งมั่นตั้งใจในแสงสว่างของพระคริสต์ได้อย่างไร พระองค์ทรงส่องสว่างแก่หนทางชีวิตของคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเยซู โลกนี้ช่างมืดมิดเหลือเกิน ขอพระองค์ทรงส่องสว่างอยู่ภายในข้าพระองค์</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักเพื่อนบ้านของเรา</title>
      <itunes:title>รักเพื่อนบ้านของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5208c73c-2dba-469e-ab09-48743e7730ce</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 สิงหาคม 2025</p><p><em>ถ้าท่านทั้งหลายบำเพ็ญตนตามพระบัญญัติโดยแท้จริง ตามพระคัมภีร์ที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” แล้ว ท่านทั้งหลายก็ประพฤติดีอยู่ [ ยากอบ 2:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเรื่องใดเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ทำให้คุณไม่สบายใจ คุณจะรับมือกับปัญหานี้ด้วยความรักอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนบ้านของข้าพระองค์ ไม่ว่าจะบ้านใกล้เรือนเคียงหรือผู้คนที่ข้าพระองค์ต้องพบปะด้วยทุกวัน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักพวกเขาด้วยความรักที่เหมือนพระคริสต์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 สิงหาคม 2025</p><p><em>ถ้าท่านทั้งหลายบำเพ็ญตนตามพระบัญญัติโดยแท้จริง ตามพระคัมภีร์ที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” แล้ว ท่านทั้งหลายก็ประพฤติดีอยู่ [ ยากอบ 2:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเรื่องใดเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ทำให้คุณไม่สบายใจ คุณจะรับมือกับปัญหานี้ด้วยความรักอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนบ้านของข้าพระองค์ ไม่ว่าจะบ้านใกล้เรือนเคียงหรือผู้คนที่ข้าพระองค์ต้องพบปะด้วยทุกวัน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักพวกเขาด้วยความรักที่เหมือนพระคริสต์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 06 Aug 2025 01:53:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d4008b18/a60f083a.mp3" length="12796238" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>800</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 6 สิงหาคม 2025</p><p><em>ถ้าท่านทั้งหลายบำเพ็ญตนตามพระบัญญัติโดยแท้จริง ตามพระคัมภีร์ที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” แล้ว ท่านทั้งหลายก็ประพฤติดีอยู่ [ ยากอบ 2:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>มีเรื่องใดเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ทำให้คุณไม่สบายใจ คุณจะรับมือกับปัญหานี้ด้วยความรักอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับเพื่อนบ้านของข้าพระองค์ ไม่ว่าจะบ้านใกล้เรือนเคียงหรือผู้คนที่ข้าพระองค์ต้องพบปะด้วยทุกวัน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักพวกเขาด้วยความรักที่เหมือนพระคริสต์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย</title>
      <itunes:title>ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4279c541-7f3b-4b16-a5bf-2ae054881cb3</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 สิงหาคม 2025</p><p><em>ผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทำไมการที่ได้รู้ว่าเราไม่เคยโดดเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ การรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 สิงหาคม 2025</p><p><em>ผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทำไมการที่ได้รู้ว่าเราไม่เคยโดดเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ การรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 Aug 2025 01:51:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/df1dec61/a4327832.mp3" length="12580571" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>787</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 5 สิงหาคม 2025</p><p><em>ผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>ทำไมการที่ได้รู้ว่าเราไม่เคยโดดเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญ การรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับคุณหนุนใจคุณอย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่เคยโดดเดี่ยวเลย</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สัตย์ซื่ออยู่เป็นนิตย์</title>
      <itunes:title>สัตย์ซื่ออยู่เป็นนิตย์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">25831cae-39ee-46c9-b3f7-98d28009303d</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณชอบพระสัญญาข้อใดจากพระเจ้า วันนี้คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเก็บรักษาพระสัญญานั้นไว้ในใจของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์สำหรับความสัตย์ซื่อของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณชอบพระสัญญาข้อใดจากพระเจ้า วันนี้คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเก็บรักษาพระสัญญานั้นไว้ในใจของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์สำหรับความสัตย์ซื่อของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 04 Aug 2025 01:49:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/564f4f3a/32410762.mp3" length="11951961" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>747</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 4 สิงหาคม 2025</p><p><em>พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>คุณชอบพระสัญญาข้อใดจากพระเจ้า วันนี้คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเก็บรักษาพระสัญญานั้นไว้ในใจของคุณ</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์สำหรับความสัตย์ซื่อของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สันติสุขแห่งการมอบไว้กับพระเจ้า</title>
      <itunes:title>สันติสุขแห่งการมอบไว้กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ff8c9041-12d7-4c48-8b80-9e5fb38a8b4b</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 สิงหาคม 2025</p><p><em>แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 4:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์ในการช่วยให้คุณไว้วางใจว่าพระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคุณอย่างไร คุณยังเก็บความกังวลใจเรื่องใดไว้บ้าง แทนที่จะมอบความกังวลใจนั้นไว้กับพระเจ้าในคำอธิษฐาน</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นสันติสุขของข้าพระองค์ เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์มอบวางความกังวลไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 สิงหาคม 2025</p><p><em>แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 4:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์ในการช่วยให้คุณไว้วางใจว่าพระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคุณอย่างไร คุณยังเก็บความกังวลใจเรื่องใดไว้บ้าง แทนที่จะมอบความกังวลใจนั้นไว้กับพระเจ้าในคำอธิษฐาน</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นสันติสุขของข้าพระองค์ เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์มอบวางความกังวลไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 03 Aug 2025 01:45:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/21078252/86d11b29.mp3" length="11929391" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 3 สิงหาคม 2025</p><p><em>แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 4:7 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์ในการช่วยให้คุณไว้วางใจว่าพระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานของคุณอย่างไร คุณยังเก็บความกังวลใจเรื่องใดไว้บ้าง แทนที่จะมอบความกังวลใจนั้นไว้กับพระเจ้าในคำอธิษฐาน</p><p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นสันติสุขของข้าพระองค์ เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์มอบวางความกังวลไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ครอบครัวของพระเจ้า</title>
      <itunes:title>ครอบครัวของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9cbdc2cb-7470-4be8-afa1-7d2a5a2dce71</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 สิงหาคม 2025</p><p><em>เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณเช่นไร และทำให้คุณอยากดำเนินชีวิตแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงรับข้าพระองค์ให้เป็นบุตรในครอบครัวของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 สิงหาคม 2025</p><p><em>เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณเช่นไร และทำให้คุณอยากดำเนินชีวิตแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงรับข้าพระองค์ให้เป็นบุตรในครอบครัวของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 02 Aug 2025 01:41:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7fcd41e1/508fce61.mp3" length="12588513" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>787</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 2 สิงหาคม 2025</p><p><em>เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:16 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>การได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณเช่นไร และทำให้คุณอยากดำเนินชีวิตแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร</p><p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงรับข้าพระองค์ให้เป็นบุตรในครอบครัวของพระองค์</p><p>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อชีวิตไม่ยุติธรรม</title>
      <itunes:title>เมื่อชีวิตไม่ยุติธรรม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">667a7070-defb-43ab-8a96-7e2ba887a5e1</guid>
      <link>https://thaiodb.org/</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 สิงหาคม 2025</p><p><em>บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก [ มัทธิว 5:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกกระทำอย่างไม่สมควร คุณจะวางใจพระเจ้าในสถานการณ์อันไม่ยุติธรรมได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยด้วยความอดทน เพื่อให้พระองค์ทรงแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 สิงหาคม 2025</p><p><em>บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก [ มัทธิว 5:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกกระทำอย่างไม่สมควร คุณจะวางใจพระเจ้าในสถานการณ์อันไม่ยุติธรรมได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยด้วยความอดทน เพื่อให้พระองค์ทรงแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 01 Aug 2025 01:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b7a9b4f7/958649f7.mp3" length="12463125" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>779</itunes:duration>
      <itunes:summary>
        <![CDATA[<p>มานาประจำวัน 1 สิงหาคม 2025</p><p><em>บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก [ มัทธิว 5:5 ]</em></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐาน</strong></p><p>เมื่อใดที่คุณถูกกระทำอย่างไม่สมควร คุณจะวางใจพระเจ้าในสถานการณ์อันไม่ยุติธรรมได้อย่างไร</p><p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยด้วยความอดทน เพื่อให้พระองค์ทรงแก้ไขสิ่งต่างๆให้ถูกต้อง</p><p><br>อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thaiodb.org/</p>]]>
      </itunes:summary>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นเหมือนพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นเหมือนพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5b204984-7e66-46c5-b7d9-7127f12435e6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7895cd0d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง [ โรม 13:14 ]</em></p><p><br></p><p>ในฐานะที่เป็นเด็กยุคฟิฟตี้และซิกตี้ (ทศวรรษ 1950 และ 1960) ผมเติบโตมาในช่วงเวลาที่ “สิ่งบันเทิงยามว่างของอเมริกา” คือ เบสบอล ผมแทบรอไม่ได้ที่จะออกไปที่สนามเพื่อเล่นเบสบอล และหนึ่งในความตื่นเต้นที่สุดของผมคือตอนที่ได้รับเสื้อเบสบอลของตัวเองที่มีตราของทีมเราติดอยู่ ทีมไจแอนท์! แม้ว่าเลข 9 ด้านหลังจะทำให้ผมแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น แต่ชุดที่เหมือนกันแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ทีมเดียวกัน</p><p>คำสอนในมัทธิว 5:3-10 ที่รู้จักกันในชื่อว่า ผู้เป็นสุข พระเยซูทรงระบุถึงคนเหล่านั้นที่เป็นของแผ่นดินสวรรค์ว่าเป็นผู้ที่ “สวมใส่เสื้อ” ของการเป็นเหมือนพระคริสต์ แผ่นดินสวรรค์เต็มไปด้วยคนเหล่านั้นที่สวมความคิดและคุณลักษณะเช่นเดียวกับกษัตริย์ของพวกเขา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นไม่สามารถจำแนกได้จากรูปร่างภายนอก สุขภาพ หรือทรัพย์สมบัติ แต่สิ่งที่อยู่ภายในหรือจิตใจของผู้นั้นต่างหากที่สำคัญ “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 3) คือคนเหล่านั้นที่รู้ว่าตนเองมีความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ “บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 6) คือคนเหล่านั้นที่จิตวิญญาณของพวกเขากระหายที่จะถวายเกียรติและทำให้พระเจ้าพอพระทัย “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 9) คือคนเหล่านั้นที่ร่วมกับพระเยซูในการแสวงหาความปรองดอง</p><p>ขณะที่พระวิญญาณทรงช่วยเรา เราสามารถสวมใส่อาภรณ์แห่งการเป็นเหมือนพระคริสต์ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นสมาชิกในทีมของพระองค์ เพราะเราได้รับการอวยพรจริงๆ!</p><p><br></p><p><strong>เมื่ออ้างอิงจากคำสอนในเรื่องผู้เป็นสุขแล้ว คุณ “แต่งตัวได้ดี” เพียงใด คุณกำลังอธิษฐานขอที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์ในด้านใดอยู่</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับสถานะที่ข้าพระองค์เป็นประชากรแห่งแผ่นดินสวรรค์ ขอประทานพระคุณแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวันผ่านองค์พระวิญญาณเพื่อข้าพระองค์จะเป็นเหมือนพระคริสต์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง [ โรม 13:14 ]</em></p><p><br></p><p>ในฐานะที่เป็นเด็กยุคฟิฟตี้และซิกตี้ (ทศวรรษ 1950 และ 1960) ผมเติบโตมาในช่วงเวลาที่ “สิ่งบันเทิงยามว่างของอเมริกา” คือ เบสบอล ผมแทบรอไม่ได้ที่จะออกไปที่สนามเพื่อเล่นเบสบอล และหนึ่งในความตื่นเต้นที่สุดของผมคือตอนที่ได้รับเสื้อเบสบอลของตัวเองที่มีตราของทีมเราติดอยู่ ทีมไจแอนท์! แม้ว่าเลข 9 ด้านหลังจะทำให้ผมแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น แต่ชุดที่เหมือนกันแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ทีมเดียวกัน</p><p>คำสอนในมัทธิว 5:3-10 ที่รู้จักกันในชื่อว่า ผู้เป็นสุข พระเยซูทรงระบุถึงคนเหล่านั้นที่เป็นของแผ่นดินสวรรค์ว่าเป็นผู้ที่ “สวมใส่เสื้อ” ของการเป็นเหมือนพระคริสต์ แผ่นดินสวรรค์เต็มไปด้วยคนเหล่านั้นที่สวมความคิดและคุณลักษณะเช่นเดียวกับกษัตริย์ของพวกเขา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นไม่สามารถจำแนกได้จากรูปร่างภายนอก สุขภาพ หรือทรัพย์สมบัติ แต่สิ่งที่อยู่ภายในหรือจิตใจของผู้นั้นต่างหากที่สำคัญ “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 3) คือคนเหล่านั้นที่รู้ว่าตนเองมีความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ “บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 6) คือคนเหล่านั้นที่จิตวิญญาณของพวกเขากระหายที่จะถวายเกียรติและทำให้พระเจ้าพอพระทัย “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 9) คือคนเหล่านั้นที่ร่วมกับพระเยซูในการแสวงหาความปรองดอง</p><p>ขณะที่พระวิญญาณทรงช่วยเรา เราสามารถสวมใส่อาภรณ์แห่งการเป็นเหมือนพระคริสต์ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นสมาชิกในทีมของพระองค์ เพราะเราได้รับการอวยพรจริงๆ!</p><p><br></p><p><strong>เมื่ออ้างอิงจากคำสอนในเรื่องผู้เป็นสุขแล้ว คุณ “แต่งตัวได้ดี” เพียงใด คุณกำลังอธิษฐานขอที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์ในด้านใดอยู่</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับสถานะที่ข้าพระองค์เป็นประชากรแห่งแผ่นดินสวรรค์ ขอประทานพระคุณแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวันผ่านองค์พระวิญญาณเพื่อข้าพระองค์จะเป็นเหมือนพระคริสต์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 31 Jul 2025 05:12:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7895cd0d/b3dff9f2.mp3" length="11238250" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>703</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง [ โรม 13:14 ]ในฐานะที่เป็นเด็กยุคฟิฟตี้และซิกตี้ (ทศวรรษ 1950 และ 1960) ผมเติบโตมาในช่วงเวลาที่ “สิ่งบันเทิงยามว่างของอเมริกา” คือ เบสบอล ผมแทบรอไม่ได้ที่จะออกไปที่สนามเพื่อเล่นเบสบอล และหนึ่งในความตื่นเต้นที่สุดของผมคือตอนที่ได้รับเสื้อเบสบอลของตัวเองที่มีตราของทีมเราติดอยู่ ทีมไจแอนท์! แม้ว่าเลข 9 ด้านหลังจะทำให้ผมแตกต่างจากผู้เล่นคนอื่น แต่ชุดที่เหมือนกันแสดงให้เห็นว่าเราอยู่ทีมเดียวกันคำสอนในมัทธิว 5:3-10 ที่รู้จักกันในชื่อว่า ผู้เป็นสุข พระเยซูทรงระบุถึงคนเหล่านั้นที่เป็นของแผ่นดินสวรรค์ว่าเป็นผู้ที่ “สวมใส่เสื้อ” ของการเป็นเหมือนพระคริสต์ แผ่นดินสวรรค์เต็มไปด้วยคนเหล่านั้นที่สวมความคิดและคุณลักษณะเช่นเดียวกับกษัตริย์ของพวกเขา พระเยซูตรัสว่า “ผู้เป็นสุข” นั้นไม่สามารถจำแนกได้จากรูปร่างภายนอก สุขภาพ หรือทรัพย์สมบัติ แต่สิ่งที่อยู่ภายในหรือจิตใจของผู้นั้นต่างหากที่สำคัญ “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 3) คือคนเหล่านั้นที่รู้ว่าตนเองมีความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ “บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 6) คือคนเหล่านั้นที่จิตวิญญาณของพวกเขากระหายที่จะถวายเกียรติและทำให้พระเจ้าพอพระทัย “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข” (ข้อ 9) คือคนเหล่านั้นที่ร่วมกับพระเยซูในการแสวงหาความปรองดองขณะที่พระวิญญาณทรงช่วยเรา เราสามารถสวมใส่อาภรณ์แห่งการเป็นเหมือนพระคริสต์ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นสมาชิกในทีมของพระองค์ เพราะเราได้รับการอวยพรจริงๆ!เมื่ออ้างอิงจากคำสอนในเรื่องผู้เป็นสุขแล้ว คุณ “แต่งตัวได้ดี” เพียงใด คุณกำลังอธิษฐานขอที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์ในด้านใดอยู่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับสถานะที่ข้าพระองค์เป็นประชากรแห่งแผ่นดินสวรรค์ ขอประทานพระคุณแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวันผ่านองค์พระวิญญาณเพื่อข้าพระองค์จะเป็นเหมือนพระคริสต์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง [ โรม 13:14 ]ในฐานะที่เป็นเด็กยุคฟิฟตี้และซิกตี้ (ทศวรรษ 1950 และ 1960) ผมเติบโตมาในช่วงเวลาที่ “สิ่งบันเทิงยามว่างของอเมริกา” คือ เบสบอล ผมแทบรอไม่ได้ที่จะออกไปที่สนาม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เพื่อนยามเที่ยงคืน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เพื่อนยามเที่ยงคืน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">69de2d93-d4d9-42a2-89d0-d7860d05cea4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/eff42af1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย [ ยอห์น 15:15 ]</em></p><p><br></p><p>“ใครคือคนที่คุณโทรหาได้ตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด” คำถามนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนมีจำนวนเท่าใดที่มั่นคงพอที่ผมจะรบกวนพวกเขาได้ในเวลาที่ต้องการ ผมไม่แน่ใจนัก</p><p>พระคัมภีร์พูดถึงมิตรภาพอยู่บ่อยครั้ง โดยอธิบายถึงเพื่อนว่าเป็นคนเก็บความลับ (สภษ.11:13; 16:28) ให้คำแนะนำ (27:9) และเคารพขอบเขตของกันและกัน (25:17) แต่บางทีอาจไม่มีใครนิยามมิตรภาพได้ทรงพลังไปกว่าพระเยซู ในขณะที่เราเป็นลูกค้าสำหรับผู้โฆษณา เป็นพนักงานสำหรับนายจ้าง แต่สำหรับพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์เจ้านายเหนือทุกสิ่งนั้น เราเป็น “เพื่อน” (ยน.15:15) พระเยซูอธิบายว่ามิตรภาพของพระองค์นั้นสร้างขึ้นบนความรักของพระเจ้าและการเสียสละส่วนตน (ข้อ13,15) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างและเรียกให้เราส่งต่อ (ข้อ12)</p><p>สองสามปีหลังจากได้ยินคำถามนั้น ผมและภรรยาต้องทนทุกข์กับการสูญเสียครั้งใหญ่ ดาร์เรนซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้เดินทางเป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อมาพบผม รับฟังความโกรธและความเจ็บปวด และอธิษฐานเผื่อผม ดาร์เรนเป็นผู้ชายที่งานยุ่งมีหลายอย่างให้ทำในแต่ละวัน แต่เขาทำตามแบบอย่างพระเยซูในด้านมิตรภาพที่เสียสละ ผมมี ใครบางคนในเวลาที่ต้องการจริงๆ</p><p>คำถามในตอนนี้คือ แล้วคนอื่นมีผมเป็น “เพื่อนยามเที่ยงคืน” หรือไม่ เพราะไม่มีวิธีใดในการหาเพื่อนได้ดีไปกว่าการเป็นเพื่อนที่ดี</p><p><br></p><p><strong>คุณโทรหาใครได้บ้างตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด เหตุใดการไปอยู่เคียงข้างผู้อื่นในเวลาที่พวกเขาต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้กับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย [ ยอห์น 15:15 ]</em></p><p><br></p><p>“ใครคือคนที่คุณโทรหาได้ตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด” คำถามนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนมีจำนวนเท่าใดที่มั่นคงพอที่ผมจะรบกวนพวกเขาได้ในเวลาที่ต้องการ ผมไม่แน่ใจนัก</p><p>พระคัมภีร์พูดถึงมิตรภาพอยู่บ่อยครั้ง โดยอธิบายถึงเพื่อนว่าเป็นคนเก็บความลับ (สภษ.11:13; 16:28) ให้คำแนะนำ (27:9) และเคารพขอบเขตของกันและกัน (25:17) แต่บางทีอาจไม่มีใครนิยามมิตรภาพได้ทรงพลังไปกว่าพระเยซู ในขณะที่เราเป็นลูกค้าสำหรับผู้โฆษณา เป็นพนักงานสำหรับนายจ้าง แต่สำหรับพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์เจ้านายเหนือทุกสิ่งนั้น เราเป็น “เพื่อน” (ยน.15:15) พระเยซูอธิบายว่ามิตรภาพของพระองค์นั้นสร้างขึ้นบนความรักของพระเจ้าและการเสียสละส่วนตน (ข้อ13,15) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างและเรียกให้เราส่งต่อ (ข้อ12)</p><p>สองสามปีหลังจากได้ยินคำถามนั้น ผมและภรรยาต้องทนทุกข์กับการสูญเสียครั้งใหญ่ ดาร์เรนซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้เดินทางเป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อมาพบผม รับฟังความโกรธและความเจ็บปวด และอธิษฐานเผื่อผม ดาร์เรนเป็นผู้ชายที่งานยุ่งมีหลายอย่างให้ทำในแต่ละวัน แต่เขาทำตามแบบอย่างพระเยซูในด้านมิตรภาพที่เสียสละ ผมมี ใครบางคนในเวลาที่ต้องการจริงๆ</p><p>คำถามในตอนนี้คือ แล้วคนอื่นมีผมเป็น “เพื่อนยามเที่ยงคืน” หรือไม่ เพราะไม่มีวิธีใดในการหาเพื่อนได้ดีไปกว่าการเป็นเพื่อนที่ดี</p><p><br></p><p><strong>คุณโทรหาใครได้บ้างตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด เหตุใดการไปอยู่เคียงข้างผู้อื่นในเวลาที่พวกเขาต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้กับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 30 Jul 2025 05:11:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eff42af1/3b06ed4a.mp3" length="10776821" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>674</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย [ ยอห์น 15:15 ]“ใครคือคนที่คุณโทรหาได้ตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด” คำถามนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนมีจำนวนเท่าใดที่มั่นคงพอที่ผมจะรบกวนพวกเขาได้ในเวลาที่ต้องการ ผมไม่แน่ใจนักพระคัมภีร์พูดถึงมิตรภาพอยู่บ่อยครั้ง โดยอธิบายถึงเพื่อนว่าเป็นคนเก็บความลับ (สภษ.11:13; 16:28) ให้คำแนะนำ (27:9) และเคารพขอบเขตของกันและกัน (25:17) แต่บางทีอาจไม่มีใครนิยามมิตรภาพได้ทรงพลังไปกว่าพระเยซู ในขณะที่เราเป็นลูกค้าสำหรับผู้โฆษณา เป็นพนักงานสำหรับนายจ้าง แต่สำหรับพระเยซูผู้ทรงเป็นองค์เจ้านายเหนือทุกสิ่งนั้น เราเป็น “เพื่อน” (ยน.15:15) พระเยซูอธิบายว่ามิตรภาพของพระองค์นั้นสร้างขึ้นบนความรักของพระเจ้าและการเสียสละส่วนตน (ข้อ13,15) ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างและเรียกให้เราส่งต่อ (ข้อ12)สองสามปีหลังจากได้ยินคำถามนั้น ผมและภรรยาต้องทนทุกข์กับการสูญเสียครั้งใหญ่ ดาร์เรนซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้เดินทางเป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อมาพบผม รับฟังความโกรธและความเจ็บปวด และอธิษฐานเผื่อผม ดาร์เรนเป็นผู้ชายที่งานยุ่งมีหลายอย่างให้ทำในแต่ละวัน แต่เขาทำตามแบบอย่างพระเยซูในด้านมิตรภาพที่เสียสละ ผมมี ใครบางคนในเวลาที่ต้องการจริงๆคำถามในตอนนี้คือ แล้วคนอื่นมีผมเป็น “เพื่อนยามเที่ยงคืน” หรือไม่ เพราะไม่มีวิธีใดในการหาเพื่อนได้ดีไปกว่าการเป็นเพื่อนที่ดีคุณโทรหาใครได้บ้างตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด เหตุใดการไปอยู่เคียงข้างผู้อื่นในเวลาที่พวกเขาต้องการจึงเป็นสิ่งสำคัญข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเพื่อนกับผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้กับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าบ่าวอีก เพราะบ่าวไม่ทราบว่านายทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย [ ยอห์น 15:15 ]“ใครคือคนที่คุณโทรหาได้ตอนเที่ยงคืนเมื่อทุกอย่างผิดพลาดไปหมด” คำถามนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ที่ได้ยินครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว มิตรภาพระหว่างผมกับเพื่อนมี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ได้รับการค้ำจุนโดยพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ได้รับการค้ำจุนโดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">26a86394-5fbb-48a9-b25d-4811c9fbd1e4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f0d514f8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย [ สดุดี 55:22 ]</em></p><p><br></p><p>ฉันและครอบครัวพาพ่อกลับจากโรงพยาบาลมาบ้าน ท่านเป็นโรคเกี่ยวกับภาวะความเสื่อมของร่างกาย และตอนนี้เรากำลังปรับตัวกับการดูแลท่านตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากจู่ๆพ่อกลายมาเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ฉันยังต้องวางแผนเรื่องการรักษากระเพาะอาหารของแม่ และจัดการกับลูกค้าที่เรียกร้องมากในที่ทำงาน ด้วยความรู้สึกท่วมท้น วันหนึ่งฉันจึงใช้เวลาส่วนตัวในห้องน้ำและร้องต่อพระเจ้า พระบิดา โปรดช่วยลูกด้วย โปรดประทานกำลังให้กับลูกที่จะผ่านวันข้างหน้าไปได้</p><p>ดาวิดก็รู้สึกท่วมท้นไปด้วยปัญหาเช่นกัน (สดด.55:2-5) เมื่อถูกอับซาโลม โอรสโจมตี ถูกเพื่อนสนิทหักหลัง และไม่มีทางออกในสถานการณ์ความรุนแรงที่ตามมาที่เยรูซาเล็ม ดาวิดกล่าวว่า “ความกลัวและความสะทกสะท้านมาเหนือข้าพระองค์” (ข้อ 5)</p><p>แต่ดาวิดเลือกที่จะวางใจในพระเจ้า (ข้อ 23) ท่านเชื่อว่า “[พระเจ้า]จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” (ข้อ 22) เวลาหลายปีที่เชื่อวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้สอนดาวิดว่าแม้ปัญหาจะทำให้เราหวั่นไหว คนเหล่านั้นที่วางความเชื่อไว้ในพระเจ้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้และสิ้นหวังไปตลอด “เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้” (37:24) ดาวิดรู้ ว่าพระเจ้าจะสนับสนุนท่านด้วยพระกำลังและสติปัญญาของพระองค์ “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (55:16)</p><p>สิบสี่ปีต่อมาเรายังคงดูแลพ่ออยู่ที่บ้าน ระยะเวลาหลายปีมานี้สอนฉันว่า เมื่อเราวางภาระไว้กับพระองค์ พระองค์จะทรงค้ำจุนเรา (ข้อ 22) พระเจ้าทรงแบกภาระของเราและพระองค์ทรงอุ้มชูเราไว้ด้วย</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงย้ำเตือนคุณอย่างไรว่าพระองค์จะไม่ปล่อยให้คุณหวั่นไหว คุณจะมอบปัญหาไว้กับพระองค์ด้วยความไว้วางใจได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ก้าวผ่านวันที่รออยู่ข้างหน้าไปได้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย [ สดุดี 55:22 ]</em></p><p><br></p><p>ฉันและครอบครัวพาพ่อกลับจากโรงพยาบาลมาบ้าน ท่านเป็นโรคเกี่ยวกับภาวะความเสื่อมของร่างกาย และตอนนี้เรากำลังปรับตัวกับการดูแลท่านตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากจู่ๆพ่อกลายมาเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ฉันยังต้องวางแผนเรื่องการรักษากระเพาะอาหารของแม่ และจัดการกับลูกค้าที่เรียกร้องมากในที่ทำงาน ด้วยความรู้สึกท่วมท้น วันหนึ่งฉันจึงใช้เวลาส่วนตัวในห้องน้ำและร้องต่อพระเจ้า พระบิดา โปรดช่วยลูกด้วย โปรดประทานกำลังให้กับลูกที่จะผ่านวันข้างหน้าไปได้</p><p>ดาวิดก็รู้สึกท่วมท้นไปด้วยปัญหาเช่นกัน (สดด.55:2-5) เมื่อถูกอับซาโลม โอรสโจมตี ถูกเพื่อนสนิทหักหลัง และไม่มีทางออกในสถานการณ์ความรุนแรงที่ตามมาที่เยรูซาเล็ม ดาวิดกล่าวว่า “ความกลัวและความสะทกสะท้านมาเหนือข้าพระองค์” (ข้อ 5)</p><p>แต่ดาวิดเลือกที่จะวางใจในพระเจ้า (ข้อ 23) ท่านเชื่อว่า “[พระเจ้า]จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” (ข้อ 22) เวลาหลายปีที่เชื่อวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้สอนดาวิดว่าแม้ปัญหาจะทำให้เราหวั่นไหว คนเหล่านั้นที่วางความเชื่อไว้ในพระเจ้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้และสิ้นหวังไปตลอด “เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้” (37:24) ดาวิดรู้ ว่าพระเจ้าจะสนับสนุนท่านด้วยพระกำลังและสติปัญญาของพระองค์ “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (55:16)</p><p>สิบสี่ปีต่อมาเรายังคงดูแลพ่ออยู่ที่บ้าน ระยะเวลาหลายปีมานี้สอนฉันว่า เมื่อเราวางภาระไว้กับพระองค์ พระองค์จะทรงค้ำจุนเรา (ข้อ 22) พระเจ้าทรงแบกภาระของเราและพระองค์ทรงอุ้มชูเราไว้ด้วย</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงย้ำเตือนคุณอย่างไรว่าพระองค์จะไม่ปล่อยให้คุณหวั่นไหว คุณจะมอบปัญหาไว้กับพระองค์ด้วยความไว้วางใจได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ก้าวผ่านวันที่รออยู่ข้างหน้าไปได้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 29 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f0d514f8/76987c47.mp3" length="12920547" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>808</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย [ สดุดี 55:22 ]ฉันและครอบครัวพาพ่อกลับจากโรงพยาบาลมาบ้าน ท่านเป็นโรคเกี่ยวกับภาวะความเสื่อมของร่างกาย และตอนนี้เรากำลังปรับตัวกับการดูแลท่านตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากจู่ๆพ่อกลายมาเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ฉันยังต้องวางแผนเรื่องการรักษากระเพาะอาหารของแม่ และจัดการกับลูกค้าที่เรียกร้องมากในที่ทำงาน ด้วยความรู้สึกท่วมท้น วันหนึ่งฉันจึงใช้เวลาส่วนตัวในห้องน้ำและร้องต่อพระเจ้า พระบิดา โปรดช่วยลูกด้วย โปรดประทานกำลังให้กับลูกที่จะผ่านวันข้างหน้าไปได้ดาวิดก็รู้สึกท่วมท้นไปด้วยปัญหาเช่นกัน (สดด.55:2-5) เมื่อถูกอับซาโลม โอรสโจมตี ถูกเพื่อนสนิทหักหลัง และไม่มีทางออกในสถานการณ์ความรุนแรงที่ตามมาที่เยรูซาเล็ม ดาวิดกล่าวว่า “ความกลัวและความสะทกสะท้านมาเหนือข้าพระองค์” (ข้อ 5)แต่ดาวิดเลือกที่จะวางใจในพระเจ้า (ข้อ 23) ท่านเชื่อว่า “[พระเจ้า]จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” (ข้อ 22) เวลาหลายปีที่เชื่อวางใจในองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้สอนดาวิดว่าแม้ปัญหาจะทำให้เราหวั่นไหว คนเหล่านั้นที่วางความเชื่อไว้ในพระเจ้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้และสิ้นหวังไปตลอด “เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้” (37:24) ดาวิดรู้ ว่าพระเจ้าจะสนับสนุนท่านด้วยพระกำลังและสติปัญญาของพระองค์ “ฝ่ายข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด” (55:16)สิบสี่ปีต่อมาเรายังคงดูแลพ่ออยู่ที่บ้าน ระยะเวลาหลายปีมานี้สอนฉันว่า เมื่อเราวางภาระไว้กับพระองค์ พระองค์จะทรงค้ำจุนเรา (ข้อ 22) พระเจ้าทรงแบกภาระของเราและพระองค์ทรงอุ้มชูเราไว้ด้วยพระเจ้าทรงย้ำเตือนคุณอย่างไรว่าพระองค์จะไม่ปล่อยให้คุณหวั่นไหว คุณจะมอบปัญหาไว้กับพระองค์ด้วยความไว้วางใจได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ก้าวผ่านวันที่รออยู่ข้างหน้าไปได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย [ สดุดี 55:22 ]ฉันและครอบครัวพาพ่อกลับจากโรงพยาบาลมาบ้าน ท่านเป็นโรคเกี่ยวกับภาวะความเสื่อมของร่างกาย และตอนนี้เรากำลังปรับตัวกับการดูแลท่านตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากจู่ๆพ่อกลายมาเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องให้อาหารท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองเห็นและรับใช้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มองเห็นและรับใช้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f0ae10d4-0713-48cc-8b52-937a31804671</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/de837f45</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:58 ]</em></p><p><br></p><p>“ในชีวิตเราบางครั้งเราก็เห็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้” อเล็กซานเดอร์ แม็กลีนบอกกับผู้สัมภาษณ์ในรายการซิกตี้มินิท เมื่ออายุสิบแปดปีชาวเมืองลอนดอนใต้คนนี้เดินทางไปยูกันดาเพื่อช่วยงานในเรือนจำและบ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่นั่นเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือชายชราคนหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นอนอยู่ข้างห้องน้ำ แม็กลีนดูแลเขาอยู่ห้าวันและชายคนนั้นก็เสียชีวิต ประสบการณ์นั้นจุดประกายภาระใจให้แม็กลีน เขาเรียนจนได้ปริญญาด้านกฎหมายและกลับไปที่แอฟริกาเพื่อช่วยคนที่ถูกละเลย ในที่สุดเขาก่อตั้งองค์กรชื่อ ผู้ปกป้องความยุติธรรม ที่ช่วยเป็นทนายให้กับนักโทษ</p><p>หลายคนมีชีวิตในสภาวะที่เราไม่อาจ “มองข้าม” ได้หากเราได้เห็นพวกเขาแล้ว แต่เรามองไม่เห็นพวกเขา ในบทเพลงคร่ำครวญถึงบ้านเกิดที่ถูกทำลาย ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ระบายความรู้สึกของการถูกมองข้าม “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ นี่แน่ะ จงดูซิว่ามีความทุกข์อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์ที่มาสู่ข้าพเจ้า” (พคค.1:12)</p><p>หัวใจของเยเรมีย์ไม่เพียงเจ็บปวดเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่เพื่อทุกคนที่ถูกกดขี่ด้วย “การเหยียบย่ำนักโทษทั้งปวงในดินแดน การตัดสิทธิ์ผู้หนึ่งผู้ใด…องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้หรือ” ท่านถามขึ้น (3:34-36TNCV) แต่ท่านยังมองเห็นความหวัง “ด้วยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งเป็นนิตย์ดอก” ท่านกล่าว “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์” (ข้อ 31,58)</p><p>มีสิ่งที่ “ถูกมองข้าม” อยู่รอบตัวเรา พระเจ้าผู้ทรงไถ่ชีวิตเรา ทรงเรียกให้เรามองเห็นและรับใช้พวกเขาขณะที่พระองค์ประทานความสามารถแก่เรา</p><p><br></p><p><strong>ใครคือคนที่ถูก “มองข้าม” รอบตัวคุณ คุณจะมองเห็นพวกเขาได้อย่างไร คุณจะทำอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดา โปรดประทานดวงตาแก่ข้าพระองค์ที่จะมองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่พวกเขา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:58 ]</em></p><p><br></p><p>“ในชีวิตเราบางครั้งเราก็เห็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้” อเล็กซานเดอร์ แม็กลีนบอกกับผู้สัมภาษณ์ในรายการซิกตี้มินิท เมื่ออายุสิบแปดปีชาวเมืองลอนดอนใต้คนนี้เดินทางไปยูกันดาเพื่อช่วยงานในเรือนจำและบ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่นั่นเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือชายชราคนหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นอนอยู่ข้างห้องน้ำ แม็กลีนดูแลเขาอยู่ห้าวันและชายคนนั้นก็เสียชีวิต ประสบการณ์นั้นจุดประกายภาระใจให้แม็กลีน เขาเรียนจนได้ปริญญาด้านกฎหมายและกลับไปที่แอฟริกาเพื่อช่วยคนที่ถูกละเลย ในที่สุดเขาก่อตั้งองค์กรชื่อ ผู้ปกป้องความยุติธรรม ที่ช่วยเป็นทนายให้กับนักโทษ</p><p>หลายคนมีชีวิตในสภาวะที่เราไม่อาจ “มองข้าม” ได้หากเราได้เห็นพวกเขาแล้ว แต่เรามองไม่เห็นพวกเขา ในบทเพลงคร่ำครวญถึงบ้านเกิดที่ถูกทำลาย ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ระบายความรู้สึกของการถูกมองข้าม “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ นี่แน่ะ จงดูซิว่ามีความทุกข์อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์ที่มาสู่ข้าพเจ้า” (พคค.1:12)</p><p>หัวใจของเยเรมีย์ไม่เพียงเจ็บปวดเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่เพื่อทุกคนที่ถูกกดขี่ด้วย “การเหยียบย่ำนักโทษทั้งปวงในดินแดน การตัดสิทธิ์ผู้หนึ่งผู้ใด…องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้หรือ” ท่านถามขึ้น (3:34-36TNCV) แต่ท่านยังมองเห็นความหวัง “ด้วยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งเป็นนิตย์ดอก” ท่านกล่าว “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์” (ข้อ 31,58)</p><p>มีสิ่งที่ “ถูกมองข้าม” อยู่รอบตัวเรา พระเจ้าผู้ทรงไถ่ชีวิตเรา ทรงเรียกให้เรามองเห็นและรับใช้พวกเขาขณะที่พระองค์ประทานความสามารถแก่เรา</p><p><br></p><p><strong>ใครคือคนที่ถูก “มองข้าม” รอบตัวคุณ คุณจะมองเห็นพวกเขาได้อย่างไร คุณจะทำอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดา โปรดประทานดวงตาแก่ข้าพระองค์ที่จะมองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่พวกเขา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 28 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/de837f45/581a4ea9.mp3" length="12627540" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>790</itunes:duration>
      <itunes:summary>​ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:58 ]“ในชีวิตเราบางครั้งเราก็เห็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้” อเล็กซานเดอร์ แม็กลีนบอกกับผู้สัมภาษณ์ในรายการซิกตี้มินิท เมื่ออายุสิบแปดปีชาวเมืองลอนดอนใต้คนนี้เดินทางไปยูกันดาเพื่อช่วยงานในเรือนจำและบ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่นั่นเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือชายชราคนหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นอนอยู่ข้างห้องน้ำ แม็กลีนดูแลเขาอยู่ห้าวันและชายคนนั้นก็เสียชีวิต ประสบการณ์นั้นจุดประกายภาระใจให้แม็กลีน เขาเรียนจนได้ปริญญาด้านกฎหมายและกลับไปที่แอฟริกาเพื่อช่วยคนที่ถูกละเลย ในที่สุดเขาก่อตั้งองค์กรชื่อ ผู้ปกป้องความยุติธรรม ที่ช่วยเป็นทนายให้กับนักโทษหลายคนมีชีวิตในสภาวะที่เราไม่อาจ “มองข้าม” ได้หากเราได้เห็นพวกเขาแล้ว แต่เรามองไม่เห็นพวกเขา ในบทเพลงคร่ำครวญถึงบ้านเกิดที่ถูกทำลาย ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ระบายความรู้สึกของการถูกมองข้าม “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่เดินผ่านไป ท่านไม่เกิดความรู้สึกอะไรบ้างหรือ นี่แน่ะ จงดูซิว่ามีความทุกข์อันใดบ้างไหมที่เหมือนความทุกข์ที่มาสู่ข้าพเจ้า” (พคค.1:12)หัวใจของเยเรมีย์ไม่เพียงเจ็บปวดเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่เพื่อทุกคนที่ถูกกดขี่ด้วย “การเหยียบย่ำนักโทษทั้งปวงในดินแดน การตัดสิทธิ์ผู้หนึ่งผู้ใด…องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงเห็นสิ่งเหล่านี้หรือ” ท่านถามขึ้น (3:34-36TNCV) แต่ท่านยังมองเห็นความหวัง “ด้วยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งเป็นนิตย์ดอก” ท่านกล่าว “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์” (ข้อ 31,58)มีสิ่งที่ “ถูกมองข้าม” อยู่รอบตัวเรา พระเจ้าผู้ทรงไถ่ชีวิตเรา ทรงเรียกให้เรามองเห็นและรับใช้พวกเขาขณะที่พระองค์ประทานความสามารถแก่เราใครคือคนที่ถูก “มองข้าม” รอบตัวคุณ คุณจะมองเห็นพวกเขาได้อย่างไร คุณจะทำอย่างไรพระบิดา โปรดประทานดวงตาแก่ข้าพระองค์ที่จะมองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่พวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเข้ากับคดีของข้าพระองค์แล้ว พระองค์ทรงไถ่ชีวิตข้าพระองค์ [ เพลงคร่ำครวญ 3:58 ]“ในชีวิตเราบางครั้งเราก็เห็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้” อเล็กซานเดอร์ แม็กลีนบอกกับผู้สัมภาษณ์ในรายการซิกตี้มินิท เมื่ออายุสิบแปดปีชาวเมือ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าเป็นที่ปลอดภัยของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าเป็นที่ปลอดภัยของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">573245c0-6cb0-4228-b0dc-64be4cd92c4a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/02490715</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]</em></p><p><br></p><p>เราขับรถมาเป็นเวลาสิบห้าชั่วโมงแล้ว และในตอนกลางดึกเมื่อสัญญาณเตือนพายุทอร์นาโดกระตุ้นความสนใจของเรา คำเตือนบอกว่าเราควรหาที่หลบทันที และในเวลาที่พอเหมาะพอดีนั้น สายฟ้าผ่าอยู่บนท้องฟ้า และลมพายุพัดกระแทกกระจกรถ เราเร่งความเร็วขับออกจากทางหลวงไปจอดใกล้ตึกโรงแรมที่เป็นคอนกรีต เรารีบวิ่งไปข้างในและรู้สึกขอบคุณที่หาที่กำบังได้</p><p>ปัญหาย้ำเตือนเราว่าเราต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย สุภาษิต 18:10 กล่าวว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” นักศาสนศาสตร์บอกว่าประโยค “พระนามของพระเจ้า” หมายถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พระลักษณะทั้งสิ้นของพระองค์ประทานความปลอดภัยแก่เราเมื่อเราซ่อนตัวอยู่ในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณา พระองค์จึงทรงต้อนรับเรา เพราะพระองค์ทรงแสนดี พระองค์จึงรับฟังเรา และเพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์จึงทรงเห็นใจเรา</p><p>แต่พระเจ้าไม่ใช่เพียงอีกหนทางหนึ่งที่จะใช้รับมือกับปัญหา พระองค์ทรงเป็นมากกว่าทางออกที่รวดเร็วหรือสิ่งรบกวนความสนใจ การเข้าลี้ภัยในพระองค์หมายความว่าเราเลือกการช่วยเหลือของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด เราสามารถวิ่งเข้าหาพระองค์ได้ในคำอธิษฐาน ในการใคร่ครวญพระคำ หรือยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาแห่งความกังวลและความกดดัน เมื่อผ่านเวลาไปหลายปี นิสัยเหล่านี้จะนำไปสู่ความวางใจนิรันดร์ต่อผู้ซึ่งเป็นที่กำบังอย่างแท้จริงของเรา</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดคุณจึงเลือกวางใจในตัวเองมากกว่าในความช่วยเหลือของพระเจ้า พระลักษณะใดของพระเจ้าที่ช่วยปลอบโยนคุณมากที่สุด ในยามเมื่อต้องเผชิญกับพายุในชีวิต</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเป็นที่ปลอดภัยของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์ในทุกความยากลำบาก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]</em></p><p><br></p><p>เราขับรถมาเป็นเวลาสิบห้าชั่วโมงแล้ว และในตอนกลางดึกเมื่อสัญญาณเตือนพายุทอร์นาโดกระตุ้นความสนใจของเรา คำเตือนบอกว่าเราควรหาที่หลบทันที และในเวลาที่พอเหมาะพอดีนั้น สายฟ้าผ่าอยู่บนท้องฟ้า และลมพายุพัดกระแทกกระจกรถ เราเร่งความเร็วขับออกจากทางหลวงไปจอดใกล้ตึกโรงแรมที่เป็นคอนกรีต เรารีบวิ่งไปข้างในและรู้สึกขอบคุณที่หาที่กำบังได้</p><p>ปัญหาย้ำเตือนเราว่าเราต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย สุภาษิต 18:10 กล่าวว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” นักศาสนศาสตร์บอกว่าประโยค “พระนามของพระเจ้า” หมายถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พระลักษณะทั้งสิ้นของพระองค์ประทานความปลอดภัยแก่เราเมื่อเราซ่อนตัวอยู่ในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณา พระองค์จึงทรงต้อนรับเรา เพราะพระองค์ทรงแสนดี พระองค์จึงรับฟังเรา และเพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์จึงทรงเห็นใจเรา</p><p>แต่พระเจ้าไม่ใช่เพียงอีกหนทางหนึ่งที่จะใช้รับมือกับปัญหา พระองค์ทรงเป็นมากกว่าทางออกที่รวดเร็วหรือสิ่งรบกวนความสนใจ การเข้าลี้ภัยในพระองค์หมายความว่าเราเลือกการช่วยเหลือของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด เราสามารถวิ่งเข้าหาพระองค์ได้ในคำอธิษฐาน ในการใคร่ครวญพระคำ หรือยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาแห่งความกังวลและความกดดัน เมื่อผ่านเวลาไปหลายปี นิสัยเหล่านี้จะนำไปสู่ความวางใจนิรันดร์ต่อผู้ซึ่งเป็นที่กำบังอย่างแท้จริงของเรา</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดคุณจึงเลือกวางใจในตัวเองมากกว่าในความช่วยเหลือของพระเจ้า พระลักษณะใดของพระเจ้าที่ช่วยปลอบโยนคุณมากที่สุด ในยามเมื่อต้องเผชิญกับพายุในชีวิต</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเป็นที่ปลอดภัยของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์ในทุกความยากลำบาก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 26 Jul 2025 05:06:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/02490715/b10d9472.mp3" length="11015493" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]เราขับรถมาเป็นเวลาสิบห้าชั่วโมงแล้ว และในตอนกลางดึกเมื่อสัญญาณเตือนพายุทอร์นาโดกระตุ้นความสนใจของเรา คำเตือนบอกว่าเราควรหาที่หลบทันที และในเวลาที่พอเหมาะพอดีนั้น สายฟ้าผ่าอยู่บนท้องฟ้า และลมพายุพัดกระแทกกระจกรถ เราเร่งความเร็วขับออกจากทางหลวงไปจอดใกล้ตึกโรงแรมที่เป็นคอนกรีต เรารีบวิ่งไปข้างในและรู้สึกขอบคุณที่หาที่กำบังได้ปัญหาย้ำเตือนเราว่าเราต้องการอยู่ในที่ปลอดภัย สุภาษิต 18:10 กล่าวว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” นักศาสนศาสตร์บอกว่าประโยค “พระนามของพระเจ้า” หมายถึงทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็น พระลักษณะทั้งสิ้นของพระองค์ประทานความปลอดภัยแก่เราเมื่อเราซ่อนตัวอยู่ในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงพระกรุณา พระองค์จึงทรงต้อนรับเรา เพราะพระองค์ทรงแสนดี พระองค์จึงรับฟังเรา และเพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก พระองค์จึงทรงเห็นใจเราแต่พระเจ้าไม่ใช่เพียงอีกหนทางหนึ่งที่จะใช้รับมือกับปัญหา พระองค์ทรงเป็นมากกว่าทางออกที่รวดเร็วหรือสิ่งรบกวนความสนใจ การเข้าลี้ภัยในพระองค์หมายความว่าเราเลือกการช่วยเหลือของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด เราสามารถวิ่งเข้าหาพระองค์ได้ในคำอธิษฐาน ในการใคร่ครวญพระคำ หรือยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ในเวลาแห่งความกังวลและความกดดัน เมื่อผ่านเวลาไปหลายปี นิสัยเหล่านี้จะนำไปสู่ความวางใจนิรันดร์ต่อผู้ซึ่งเป็นที่กำบังอย่างแท้จริงของเราเพราะเหตุใดคุณจึงเลือกวางใจในตัวเองมากกว่าในความช่วยเหลือของพระเจ้า พระลักษณะใดของพระเจ้าที่ช่วยปลอบโยนคุณมากที่สุด ในยามเมื่อต้องเผชิญกับพายุในชีวิตขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเป็นที่ปลอดภัยของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์ในทุกความยากลำบาก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]เราขับรถมาเป็นเวลาสิบห้าชั่วโมงแล้ว และในตอนกลางดึกเมื่อสัญญาณเตือนพายุทอร์นาโดกระตุ้นความสนใจของเรา คำเตือนบอกว่าเราควรหาที่หลบทันที และในเวลาที่พอเหมาะพอดีนั้น สายฟ้าผ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของประทานจากพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของประทานจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f7d3726d-7f9a-448a-a2cf-227e09123704</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/59c1f946</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]</em></p><p><br></p><p>ในการแสดงละครเพลงสะเทือนอารมณ์เรื่อง นักแสวงบุญ ไลซ่ายืนอยู่ด้านหน้าพื้นที่พิเศษสำหรับคนหูหนวก เธอใช้ภาษามือแบบอเมริกันเพื่อแปลการแสดงด้วยลักษณะท่าทาง ละครเพลงนี้อ้างอิงมาจากหนังสือของจอห์น บันยัน เรื่อง ปริศนาธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเส้นทางความเชื่อของชายคนหนึ่งอันลึกซึ้งกินใจเช่นเดียวกับการแปลของไลซ่า</p><p>เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการแปลของเธอ ไลซ่าบอกว่า “เหตุผลที่ฉันมาทำการแปลและแปลเรื่อง นักแสวงบุญ นั้นก็เพราะทุกคนควรสามารถเข้าถึงข่าวประเสริฐได้ และคนหูหนวกเป็นกลุ่มคน(ส่วนใหญ่)ที่ถูกมองข้าม” เธอบอกอีกว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะมีคนหูหนวกน้อยกว่า 2% ทั่วโลกที่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู” ไลซ่าใช้ของประทานของเธอเพื่อคนหูหนวกจะได้รู้จักพระเยซู</p><p>เช่นเดียวกับไลซ่า เราถูกเรียกให้ใช้ของประทานและความสามารถเพื่อเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าและนำให้คนอื่นมาถึงพระเยซู เพื่อจะสร้างผลกระทบต่อโลกนี้ด้วยข่าวประเสริฐ อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต.4:10) ของประทานนี้รวมถึงการรักและอธิษฐานเผื่อผู้อื่น (ข้อ 7-8) ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หนุนน้ำใจ ผู้ช่วยที่รับใช้อยู่เบื้องหลัง ครู นักพูด นักอธิษฐาน หรือมีของประทานหรือความสามารถอย่างอื่น พระเจ้าทรงใช้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้ เพียงแค่คุณถาม พระองค์จะสำแดงหนทางให้กับคุณ</p><p><br></p><p><strong>คุณได้ยินข่าวประเสริฐครั้งแรกเมื่อใด คุณจะใช้ของประทานใดเพื่อรับใช้พระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พบหนทางในการรับใช้พระองค์โดยการรับใช้ผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]</em></p><p><br></p><p>ในการแสดงละครเพลงสะเทือนอารมณ์เรื่อง นักแสวงบุญ ไลซ่ายืนอยู่ด้านหน้าพื้นที่พิเศษสำหรับคนหูหนวก เธอใช้ภาษามือแบบอเมริกันเพื่อแปลการแสดงด้วยลักษณะท่าทาง ละครเพลงนี้อ้างอิงมาจากหนังสือของจอห์น บันยัน เรื่อง ปริศนาธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเส้นทางความเชื่อของชายคนหนึ่งอันลึกซึ้งกินใจเช่นเดียวกับการแปลของไลซ่า</p><p>เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการแปลของเธอ ไลซ่าบอกว่า “เหตุผลที่ฉันมาทำการแปลและแปลเรื่อง นักแสวงบุญ นั้นก็เพราะทุกคนควรสามารถเข้าถึงข่าวประเสริฐได้ และคนหูหนวกเป็นกลุ่มคน(ส่วนใหญ่)ที่ถูกมองข้าม” เธอบอกอีกว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะมีคนหูหนวกน้อยกว่า 2% ทั่วโลกที่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู” ไลซ่าใช้ของประทานของเธอเพื่อคนหูหนวกจะได้รู้จักพระเยซู</p><p>เช่นเดียวกับไลซ่า เราถูกเรียกให้ใช้ของประทานและความสามารถเพื่อเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าและนำให้คนอื่นมาถึงพระเยซู เพื่อจะสร้างผลกระทบต่อโลกนี้ด้วยข่าวประเสริฐ อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต.4:10) ของประทานนี้รวมถึงการรักและอธิษฐานเผื่อผู้อื่น (ข้อ 7-8) ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หนุนน้ำใจ ผู้ช่วยที่รับใช้อยู่เบื้องหลัง ครู นักพูด นักอธิษฐาน หรือมีของประทานหรือความสามารถอย่างอื่น พระเจ้าทรงใช้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้ เพียงแค่คุณถาม พระองค์จะสำแดงหนทางให้กับคุณ</p><p><br></p><p><strong>คุณได้ยินข่าวประเสริฐครั้งแรกเมื่อใด คุณจะใช้ของประทานใดเพื่อรับใช้พระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พบหนทางในการรับใช้พระองค์โดยการรับใช้ผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 24 Jul 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/59c1f946/7440359b.mp3" length="11362384" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>711</itunes:duration>
      <itunes:summary>ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]ในการแสดงละครเพลงสะเทือนอารมณ์เรื่อง นักแสวงบุญ ไลซ่ายืนอยู่ด้านหน้าพื้นที่พิเศษสำหรับคนหูหนวก เธอใช้ภาษามือแบบอเมริกันเพื่อแปลการแสดงด้วยลักษณะท่าทาง ละครเพลงนี้อ้างอิงมาจากหนังสือของจอห์น บันยัน เรื่อง ปริศนาธรรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเส้นทางความเชื่อของชายคนหนึ่งอันลึกซึ้งกินใจเช่นเดียวกับการแปลของไลซ่าเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการแปลของเธอ ไลซ่าบอกว่า “เหตุผลที่ฉันมาทำการแปลและแปลเรื่อง นักแสวงบุญ นั้นก็เพราะทุกคนควรสามารถเข้าถึงข่าวประเสริฐได้ และคนหูหนวกเป็นกลุ่มคน(ส่วนใหญ่)ที่ถูกมองข้าม” เธอบอกอีกว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะมีคนหูหนวกน้อยกว่า 2% ทั่วโลกที่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู” ไลซ่าใช้ของประทานของเธอเพื่อคนหูหนวกจะได้รู้จักพระเยซูเช่นเดียวกับไลซ่า เราถูกเรียกให้ใช้ของประทานและความสามารถเพื่อเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าและนำให้คนอื่นมาถึงพระเยซู เพื่อจะสร้างผลกระทบต่อโลกนี้ด้วยข่าวประเสริฐ อัครทูตเปโตรเขียนไว้ว่า “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต.4:10) ของประทานนี้รวมถึงการรักและอธิษฐานเผื่อผู้อื่น (ข้อ 7-8) ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หนุนน้ำใจ ผู้ช่วยที่รับใช้อยู่เบื้องหลัง ครู นักพูด นักอธิษฐาน หรือมีของประทานหรือความสามารถอย่างอื่น พระเจ้าทรงใช้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้ เพียงแค่คุณถาม พระองค์จะสำแดงหนทางให้กับคุณคุณได้ยินข่าวประเสริฐครั้งแรกเมื่อใด คุณจะใช้ของประทานใดเพื่อรับใช้พระองค์ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พบหนทางในการรับใช้พระองค์โดยการรับใช้ผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]ในการแสดงละครเพลงสะเทือนอารมณ์เรื่อง นักแสวงบุญ ไลซ่ายืนอยู่ด้านหน้าพื้นที่พิเศษสำหรับคนหูหนวก เธอใช้ภาษามือแบบอเมริกันเพื่อแปลการแสดงด้วยลักษณะท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eba19404-4020-4551-986f-a26144cbd10b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0a917be3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแอปพลิเคชันนำทางแนะนำเส้นทางที่จะลดระยะการขับรถไปเกือบชั่วโมงจากลาสเวกัสไปยังลอสแอนเจลิส เชลบี อีสเลอร์และพี่ชายจึงขับไปตามคำแนะนำนั้น แต่ “ทางลัด” นั้นนำพวกเขาไปตามถนนลูกรังหลายชั่วโมง ซึ่งทำให้พวกเขาติดอยู่กลางทะเลทรายโมฮาวีในแคลิฟอร์เนียท่ามกลางพายุฝุ่น พวกเขากลับมาได้ในที่สุด แต่ต้องใช้รถลากเพราะรถเกิดความเสียหายจากพื้นถนนที่ขรุขระ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นนั้นได้ขอโทษนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ใช้เส้นทางที่ผิดเหล่านั้น</p><p>เป็นเรื่องสำคัญว่าเราพึ่งพาใครให้เป็นผู้นำทาง ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยนำและชี้ทางให้เราอยู่ในความจริง</p><p>เมื่อพระเยซูรู้ว่าในไม่ช้าพระองค์จะสิ้นพระชนม์และถูกนำไปจากสาวก พระองค์ทรงยืนยันกับพวกเขาว่าจะไม่ทิ้งให้พวกเขาเดียวดาย พระองค์ทรงหนุนใจสาวกให้เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และตรัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปและสถิตอยู่ในพวกเขา (ยน.14:15-17) “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)</p><p>ขอให้เราติดตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อไปเมื่อเราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เรารู้ว่าพระองค์จะไม่มีวันนำเราให้หลงทาง</p><p><br></p><p><strong>มีสิ่งใดที่ช่วยคุณในการทำตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะติดตามพระองค์ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานองค์พระวิญญาณของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแอปพลิเคชันนำทางแนะนำเส้นทางที่จะลดระยะการขับรถไปเกือบชั่วโมงจากลาสเวกัสไปยังลอสแอนเจลิส เชลบี อีสเลอร์และพี่ชายจึงขับไปตามคำแนะนำนั้น แต่ “ทางลัด” นั้นนำพวกเขาไปตามถนนลูกรังหลายชั่วโมง ซึ่งทำให้พวกเขาติดอยู่กลางทะเลทรายโมฮาวีในแคลิฟอร์เนียท่ามกลางพายุฝุ่น พวกเขากลับมาได้ในที่สุด แต่ต้องใช้รถลากเพราะรถเกิดความเสียหายจากพื้นถนนที่ขรุขระ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นนั้นได้ขอโทษนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ใช้เส้นทางที่ผิดเหล่านั้น</p><p>เป็นเรื่องสำคัญว่าเราพึ่งพาใครให้เป็นผู้นำทาง ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยนำและชี้ทางให้เราอยู่ในความจริง</p><p>เมื่อพระเยซูรู้ว่าในไม่ช้าพระองค์จะสิ้นพระชนม์และถูกนำไปจากสาวก พระองค์ทรงยืนยันกับพวกเขาว่าจะไม่ทิ้งให้พวกเขาเดียวดาย พระองค์ทรงหนุนใจสาวกให้เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และตรัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปและสถิตอยู่ในพวกเขา (ยน.14:15-17) “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)</p><p>ขอให้เราติดตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อไปเมื่อเราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เรารู้ว่าพระองค์จะไม่มีวันนำเราให้หลงทาง</p><p><br></p><p><strong>มีสิ่งใดที่ช่วยคุณในการทำตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะติดตามพระองค์ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานองค์พระวิญญาณของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 23 Jul 2025 05:03:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0a917be3/f066f6ff.mp3" length="10509755" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]เมื่อแอปพลิเคชันนำทางแนะนำเส้นทางที่จะลดระยะการขับรถไปเกือบชั่วโมงจากลาสเวกัสไปยังลอสแอนเจลิส เชลบี อีสเลอร์และพี่ชายจึงขับไปตามคำแนะนำนั้น แต่ “ทางลัด” นั้นนำพวกเขาไปตามถนนลูกรังหลายชั่วโมง ซึ่งทำให้พวกเขาติดอยู่กลางทะเลทรายโมฮาวีในแคลิฟอร์เนียท่ามกลางพายุฝุ่น พวกเขากลับมาได้ในที่สุด แต่ต้องใช้รถลากเพราะรถเกิดความเสียหายจากพื้นถนนที่ขรุขระ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นนั้นได้ขอโทษนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ใช้เส้นทางที่ผิดเหล่านั้นเป็นเรื่องสำคัญว่าเราพึ่งพาใครให้เป็นผู้นำทาง ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยนำและชี้ทางให้เราอยู่ในความจริงเมื่อพระเยซูรู้ว่าในไม่ช้าพระองค์จะสิ้นพระชนม์และถูกนำไปจากสาวก พระองค์ทรงยืนยันกับพวกเขาว่าจะไม่ทิ้งให้พวกเขาเดียวดาย พระองค์ทรงหนุนใจสาวกให้เชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และตรัสถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปและสถิตอยู่ในพวกเขา (ยน.14:15-17) “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)ขอให้เราติดตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อไปเมื่อเราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เรารู้ว่าพระองค์จะไม่มีวันนำเราให้หลงทางมีสิ่งใดที่ช่วยคุณในการทำตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะติดตามพระองค์ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานองค์พระวิญญาณของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระวิญญาณบริสุทธิ์...จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]เมื่อแอปพลิเคชันนำทางแนะนำเส้นทางที่จะลดระยะการขับรถไปเกือบชั่วโมงจากลาสเวกัสไปยังลอสแอนเจลิส เชลบี อีสเลอร์และพี่ชายจึงขับไปตามคำแนะนำ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยืนหยัดในคำอธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยืนหยัดในคำอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3fdcbc85-d50b-4dc1-ae37-90212972e746</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9f4d4f49</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ [ ลูกา 18:7 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อฮันนาห์ลูกสาวของรอยสตันมีภาวะเลือดออกในสมองที่่ส่งผลให้เธอไม่รู้สึกตัว เขาและครอบครัวอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าหลายครั้ง ในช่วงเวลาหลายเดือนแห่งการรอคอย พวกเขายึดกันและกันและยึดพระเจ้าไว้ ความเชื่อของครอบครัวได้ถูกปลุกขึ้นดังที่รอยสตันสะท้อนว่า “ผมไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ขนาดนี้มาก่อน” ในการทดสอบอันทรหดนั้น พวกเขาได้รับ “ความเชื่อที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่เพื่อจะยืนหยัดในการอธิษฐาน” ดังเช่น “หญิงม่ายในลูกา 18”</p><p>รอยสตันพูดถึงเรื่องเล่าของพระเยซูเกี่ยวกับหญิงม่ายผู้แสวงหาความยุติธรรมจากผู้พิพากษา ซึ่งพระองค์ต้องการจะบอกว่า “คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ” (ลก.18:1) หญิงคนนี้ไปพบผู้พิพากษาบ่อยครั้งจนเขารำคาญใจและยอมในที่สุด พระองค์เปรียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับผู้พิพากษาที่ไม่ใส่ใจว่า “พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ” (ข้อ7)</p><p>แม้เรื่องที่พระคริสต์เล่าจะเกี่ยวกับผู้พิพากษาที่ไม่ยุติธรรม แต่สมาชิกครอบครัวรู้สึกถึงการกระตุ้นให้อธิษฐานเผื่อฮันนาห์ ทูลขอต่อพระเจ้าผู้ทรงห่วงใยและยุติธรรมอย่างแท้จริงให้ทรงช่วยเหลือและปลดปล่อย พวกเขาพบว่าตัวเองถูกนำเข้าใกล้พระเจ้ามากยิ่งกว่าครั้งใด “ขณะที่เราแสวงหาพระเจ้า…มันเหมือนกับว่าเป็นเราเองที่กำลังตื่นขึ้นจากการนอนหลับ” หลายเดือนผ่านไป ฮันนาห์ฟื้นขึ้นจากอาการโคม่าและกำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆ</p><p>เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า พระองค์ทรงได้ยินคำทูลขอของเราและทรงตอบเราตามพระคุณของพระองค์ พระองค์เชื้อเชิญให้เราร้องทูลต่อพระองค์ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน</p><p><br></p><p><strong>คุณจะเปลี่ยนความทุกข์ลำบากเป็นคำอธิษฐานได้อย่างไร คุณได้เห็นพระเจ้าทรงตอบการวิงวอนร้องทูลของคุณอย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เป็นความรัก ขอบพระคุณที่ไม่ทรงเป็นเหมือนผู้พิพากษาที่อยุติธรรมและไม่ห่วงใย แต่พระองค์ทรงรักและห่วงใยข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ [ ลูกา 18:7 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อฮันนาห์ลูกสาวของรอยสตันมีภาวะเลือดออกในสมองที่่ส่งผลให้เธอไม่รู้สึกตัว เขาและครอบครัวอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าหลายครั้ง ในช่วงเวลาหลายเดือนแห่งการรอคอย พวกเขายึดกันและกันและยึดพระเจ้าไว้ ความเชื่อของครอบครัวได้ถูกปลุกขึ้นดังที่รอยสตันสะท้อนว่า “ผมไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ขนาดนี้มาก่อน” ในการทดสอบอันทรหดนั้น พวกเขาได้รับ “ความเชื่อที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่เพื่อจะยืนหยัดในการอธิษฐาน” ดังเช่น “หญิงม่ายในลูกา 18”</p><p>รอยสตันพูดถึงเรื่องเล่าของพระเยซูเกี่ยวกับหญิงม่ายผู้แสวงหาความยุติธรรมจากผู้พิพากษา ซึ่งพระองค์ต้องการจะบอกว่า “คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ” (ลก.18:1) หญิงคนนี้ไปพบผู้พิพากษาบ่อยครั้งจนเขารำคาญใจและยอมในที่สุด พระองค์เปรียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับผู้พิพากษาที่ไม่ใส่ใจว่า “พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ” (ข้อ7)</p><p>แม้เรื่องที่พระคริสต์เล่าจะเกี่ยวกับผู้พิพากษาที่ไม่ยุติธรรม แต่สมาชิกครอบครัวรู้สึกถึงการกระตุ้นให้อธิษฐานเผื่อฮันนาห์ ทูลขอต่อพระเจ้าผู้ทรงห่วงใยและยุติธรรมอย่างแท้จริงให้ทรงช่วยเหลือและปลดปล่อย พวกเขาพบว่าตัวเองถูกนำเข้าใกล้พระเจ้ามากยิ่งกว่าครั้งใด “ขณะที่เราแสวงหาพระเจ้า…มันเหมือนกับว่าเป็นเราเองที่กำลังตื่นขึ้นจากการนอนหลับ” หลายเดือนผ่านไป ฮันนาห์ฟื้นขึ้นจากอาการโคม่าและกำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆ</p><p>เมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า พระองค์ทรงได้ยินคำทูลขอของเราและทรงตอบเราตามพระคุณของพระองค์ พระองค์เชื้อเชิญให้เราร้องทูลต่อพระองค์ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน</p><p><br></p><p><strong>คุณจะเปลี่ยนความทุกข์ลำบากเป็นคำอธิษฐานได้อย่างไร คุณได้เห็นพระเจ้าทรงตอบการวิงวอนร้องทูลของคุณอย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เป็นความรัก ขอบพระคุณที่ไม่ทรงเป็นเหมือนผู้พิพากษาที่อยุติธรรมและไม่ห่วงใย แต่พระองค์ทรงรักและห่วงใยข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 22 Jul 2025 05:02:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9f4d4f49/a5e7c814.mp3" length="11439704" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ [ ลูกา 18:7 ]เมื่อฮันนาห์ลูกสาวของรอยสตันมีภาวะเลือดออกในสมองที่่ส่งผลให้เธอไม่รู้สึกตัว เขาและครอบครัวอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าหลายครั้ง ในช่วงเวลาหลายเดือนแห่งการรอคอย พวกเขายึดกันและกันและยึดพระเจ้าไว้ ความเชื่อของครอบครัวได้ถูกปลุกขึ้นดังที่รอยสตันสะท้อนว่า “ผมไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ขนาดนี้มาก่อน” ในการทดสอบอันทรหดนั้น พวกเขาได้รับ “ความเชื่อที่ฟื้นฟูขึ้นใหม่เพื่อจะยืนหยัดในการอธิษฐาน” ดังเช่น “หญิงม่ายในลูกา 18”รอยสตันพูดถึงเรื่องเล่าของพระเยซูเกี่ยวกับหญิงม่ายผู้แสวงหาความยุติธรรมจากผู้พิพากษา ซึ่งพระองค์ต้องการจะบอกว่า “คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ” (ลก.18:1) หญิงคนนี้ไปพบผู้พิพากษาบ่อยครั้งจนเขารำคาญใจและยอมในที่สุด พระองค์เปรียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับผู้พิพากษาที่ไม่ใส่ใจว่า “พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ” (ข้อ7)แม้เรื่องที่พระคริสต์เล่าจะเกี่ยวกับผู้พิพากษาที่ไม่ยุติธรรม แต่สมาชิกครอบครัวรู้สึกถึงการกระตุ้นให้อธิษฐานเผื่อฮันนาห์ ทูลขอต่อพระเจ้าผู้ทรงห่วงใยและยุติธรรมอย่างแท้จริงให้ทรงช่วยเหลือและปลดปล่อย พวกเขาพบว่าตัวเองถูกนำเข้าใกล้พระเจ้ามากยิ่งกว่าครั้งใด “ขณะที่เราแสวงหาพระเจ้า…มันเหมือนกับว่าเป็นเราเองที่กำลังตื่นขึ้นจากการนอนหลับ” หลายเดือนผ่านไป ฮันนาห์ฟื้นขึ้นจากอาการโคม่าและกำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆเมื่อเราเข้าใกล้พระเจ้า พระองค์ทรงได้ยินคำทูลขอของเราและทรงตอบเราตามพระคุณของพระองค์ พระองค์เชื้อเชิญให้เราร้องทูลต่อพระองค์ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนคุณจะเปลี่ยนความทุกข์ลำบากเป็นคำอธิษฐานได้อย่างไร คุณได้เห็นพระเจ้าทรงตอบการวิงวอนร้องทูลของคุณอย่างไรบ้างข้าแต่พระเจ้าผู้เป็นความรัก ขอบพระคุณที่ไม่ทรงเป็นเหมือนผู้พิพากษาที่อยุติธรรมและไม่ห่วงใย แต่พระองค์ทรงรักและห่วงใยข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าจะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ [ ลูกา 18:7 ]เมื่อฮันนาห์ลูกสาวของรอยสตันมีภาวะเลือดออกในสมองที่่ส่งผลให้เธอไม่รู้สึกตัว เขาและครอบครัวอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าหลายครั้ง ในช่วงเวลาหลายเดือน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่พักพิงภายใต้การดูแลของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ที่พักพิงภายใต้การดูแลของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6edf585b-cb6f-4eb1-850b-90806fe8b9fd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c9a21671</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่ละคนจะเป็นเหมือนที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ [ อิสยาห์ 32:2 TNCV ]</em></p><p><br></p><p>ในการขับรถท่องเที่ยวทางไกลกับครอบครัว ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงขับรถผ่านรัฐที่มีประชากรน้อยอย่างมอนทาน่าและเซาท์ดาโกต้า ขณะที่ขับรถไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบของที่ดินเพาะปลูกขนาดใหญ่ได้รับการแต่งแต้มด้วยแนวต้นไม้ที่ล้อมรอบบ้านอยู่ ขณะที่ฉันพยายามบังคับให้รถตู้ของเราอยู่ในเลนถนนเนื่องจากลมที่พัดแรงนั้น ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหล่านั้นมีไว้มากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม พวกมันถูกปลูกขึ้นโดยตั้งใจให้เป็นที่บังลมเพื่อปกป้องบ้านและผู้อยู่อาศัยจากกระแสลมแรงที่พัดผ่านพื้นที่นั้น</p><p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เคยอธิบายถึงอนาคตที่อยู่ในการดูแลของพระเจ้าว่าเป็นเช่นที่กำบังจากลมและพายุ เมื่ออิสยาห์เรียกให้คนของพระเจ้ากลับใจนั้น (อสย.31:6-7) ท่านได้เขียนถึงช่วงเวลาในอนาคตเมื่อ “พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม” (32:1) และคนที่ปกครองร่วมกับพระองค์จะเป็น “ที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ” (ข้อ 2 TNCV) พระพรที่ตามมาคือผู้คนจะสามารถมองเห็น ได้ยิน มีความเข้าใจ และพูดความจริง (ข้อ 3-4) ด้วยสันติสุขและความปลอดภัย</p><p>ขณะที่เรายังรอคอยพระพรอย่างสมบูรณ์จากพระสัญญานี้ เราก็ได้เห็นพระเจ้าทรงทำงานผ่านคนเหล่านั้นที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น (ฟป.2:3-4) พระวิญญาณของพระคริสต์จะทรงช่วยเราในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้คนจะสามารถงอกงามเกิดผลได้แม้ในเวลายากลำบาก นี่คือวิธีปฏิบัติที่เราจะแสดงให้เห็นถึงความรักห่วงใยของพระเจ้าได้</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงที่พักพิงอันปลอดภัยจากชุมชนที่มีความเมตตาเมื่อใดสิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นที่พักพิงให้กับผู้คนรอบตัว</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่ละคนจะเป็นเหมือนที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ [ อิสยาห์ 32:2 TNCV ]</em></p><p><br></p><p>ในการขับรถท่องเที่ยวทางไกลกับครอบครัว ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงขับรถผ่านรัฐที่มีประชากรน้อยอย่างมอนทาน่าและเซาท์ดาโกต้า ขณะที่ขับรถไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบของที่ดินเพาะปลูกขนาดใหญ่ได้รับการแต่งแต้มด้วยแนวต้นไม้ที่ล้อมรอบบ้านอยู่ ขณะที่ฉันพยายามบังคับให้รถตู้ของเราอยู่ในเลนถนนเนื่องจากลมที่พัดแรงนั้น ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหล่านั้นมีไว้มากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม พวกมันถูกปลูกขึ้นโดยตั้งใจให้เป็นที่บังลมเพื่อปกป้องบ้านและผู้อยู่อาศัยจากกระแสลมแรงที่พัดผ่านพื้นที่นั้น</p><p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เคยอธิบายถึงอนาคตที่อยู่ในการดูแลของพระเจ้าว่าเป็นเช่นที่กำบังจากลมและพายุ เมื่ออิสยาห์เรียกให้คนของพระเจ้ากลับใจนั้น (อสย.31:6-7) ท่านได้เขียนถึงช่วงเวลาในอนาคตเมื่อ “พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม” (32:1) และคนที่ปกครองร่วมกับพระองค์จะเป็น “ที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ” (ข้อ 2 TNCV) พระพรที่ตามมาคือผู้คนจะสามารถมองเห็น ได้ยิน มีความเข้าใจ และพูดความจริง (ข้อ 3-4) ด้วยสันติสุขและความปลอดภัย</p><p>ขณะที่เรายังรอคอยพระพรอย่างสมบูรณ์จากพระสัญญานี้ เราก็ได้เห็นพระเจ้าทรงทำงานผ่านคนเหล่านั้นที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น (ฟป.2:3-4) พระวิญญาณของพระคริสต์จะทรงช่วยเราในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้คนจะสามารถงอกงามเกิดผลได้แม้ในเวลายากลำบาก นี่คือวิธีปฏิบัติที่เราจะแสดงให้เห็นถึงความรักห่วงใยของพระเจ้าได้</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงที่พักพิงอันปลอดภัยจากชุมชนที่มีความเมตตาเมื่อใดสิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นที่พักพิงให้กับผู้คนรอบตัว</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 21 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c9a21671/13ecb77f.mp3" length="11091990" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ละคนจะเป็นเหมือนที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ [ อิสยาห์ 32:2 TNCV ]ในการขับรถท่องเที่ยวทางไกลกับครอบครัว ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงขับรถผ่านรัฐที่มีประชากรน้อยอย่างมอนทาน่าและเซาท์ดาโกต้า ขณะที่ขับรถไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบของที่ดินเพาะปลูกขนาดใหญ่ได้รับการแต่งแต้มด้วยแนวต้นไม้ที่ล้อมรอบบ้านอยู่ ขณะที่ฉันพยายามบังคับให้รถตู้ของเราอยู่ในเลนถนนเนื่องจากลมที่พัดแรงนั้น ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหล่านั้นมีไว้มากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม พวกมันถูกปลูกขึ้นโดยตั้งใจให้เป็นที่บังลมเพื่อปกป้องบ้านและผู้อยู่อาศัยจากกระแสลมแรงที่พัดผ่านพื้นที่นั้นผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เคยอธิบายถึงอนาคตที่อยู่ในการดูแลของพระเจ้าว่าเป็นเช่นที่กำบังจากลมและพายุ เมื่ออิสยาห์เรียกให้คนของพระเจ้ากลับใจนั้น (อสย.31:6-7) ท่านได้เขียนถึงช่วงเวลาในอนาคตเมื่อ “พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม” (32:1) และคนที่ปกครองร่วมกับพระองค์จะเป็น “ที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ” (ข้อ 2 TNCV) พระพรที่ตามมาคือผู้คนจะสามารถมองเห็น ได้ยิน มีความเข้าใจ และพูดความจริง (ข้อ 3-4) ด้วยสันติสุขและความปลอดภัยขณะที่เรายังรอคอยพระพรอย่างสมบูรณ์จากพระสัญญานี้ เราก็ได้เห็นพระเจ้าทรงทำงานผ่านคนเหล่านั้นที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น (ฟป.2:3-4) พระวิญญาณของพระคริสต์จะทรงช่วยเราในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้คนจะสามารถงอกงามเกิดผลได้แม้ในเวลายากลำบาก นี่คือวิธีปฏิบัติที่เราจะแสดงให้เห็นถึงความรักห่วงใยของพระเจ้าได้คุณเคยสัมผัสถึงที่พักพิงอันปลอดภัยจากชุมชนที่มีความเมตตาเมื่อใดสิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรพระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นที่พักพิงให้กับผู้คนรอบตัว</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ละคนจะเป็นเหมือนที่กำบังลม เป็นที่ลี้ภัยจากพายุ [ อิสยาห์ 32:2 TNCV ]ในการขับรถท่องเที่ยวทางไกลกับครอบครัว ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงขับรถผ่านรัฐที่มีประชากรน้อยอย่างมอนทาน่าและเซาท์ดาโกต้า ขณะที่ขับรถไป ฉันเริ่มสังเกตเห็นรูปแบบของที่ดินเพาะปลูกขนาดใหญ่ได้ร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ด้วยความจริงของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ด้วยความจริงของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a206eeff-1ad9-4a0f-95b1-e693f5ef8e82</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6ef6169a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง [ ยอห์น 17:17 ]</em></p><p><br></p><p>คำศัพท์ประจำปี 2023 ของเว็บไซต์แปลศัพท์มีเรียม-เว็บสเตอร์ คือคำว่า ของแท้ ซึ่งแปลว่า “ไม่ใช่ของปลอมหรือการลอกเลียนแบบ” และ “เป็นตัวจริงตามบุคลิกภาพ จิตวิญญาณ และนิสัยของตนเอง” ผู้คนแสวงหาความจริง แต่การแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องที่แต่งขึ้นนั้นไม่ง่าย บรรณาธิการปีเตอร์ โซโคโลวสกี้กล่าวว่า “เราจะเชื่อได้ไหมว่านักเรียนเขียนรายงานนี้ หรือนักการเมืองคนนี้พูดประโยคนี้ เราเชื่อในสิ่งที่มองเห็นไม่ได้อีกแล้ว บางทีเราก็ไม่เชื่อสายตาหรือหูของเราเอง ในตอนนี้เราจึงเข้าใจไปว่าความเป็นของแท้คือการกระทำที่แสดงออกมา”</p><p>เมื่อความจริงกลายเป็นสิ่งที่ดูคลุมเครือ ความเป็นของแท้จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่โหยหา ภาวะ “วิกฤตในความเป็นของแท้” เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อเรารับและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาจากพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสกับสาวกก่อนจะถูกจับกุม ถูกพิจารณาคดี และสิ้นพระชนม์ (ยน.13-17) เพื่อเตรียมสาวกให้พร้อมสำหรับการที่พระองค์จะจากโลกนี้ไป พระองค์ยังทรง “แหงนพระพักตร์ดูฟ้าและอธิษฐาน” เผื่อพวกเขา (17:1) ทรงอธิษฐานให้พระบิดา “โปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ข้อ 17) นี่เป็นการบอกว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงในพระคัมภีร์ไม่เหมือนมาตรฐานความจริงอื่นๆ แต่พระคัมภีร์เองคือความจริงและเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทุกสิ่ง</p><p>พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามความจริงแห่งพระวจนะ โดยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็นของจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกนี้ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน</p><p><br></p><p><strong>พระคัมภีร์เปิดเผยความจริงของพระเจ้าอย่างไรความจริงของพระเจ้านั้นเป็นความจริงที่เที่ยงแท้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดชำระข้าพระองค์ด้วยความจริงแห่งพระวจนะในขณะเมื่อข้าพระองค์รับใช้พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง [ ยอห์น 17:17 ]</em></p><p><br></p><p>คำศัพท์ประจำปี 2023 ของเว็บไซต์แปลศัพท์มีเรียม-เว็บสเตอร์ คือคำว่า ของแท้ ซึ่งแปลว่า “ไม่ใช่ของปลอมหรือการลอกเลียนแบบ” และ “เป็นตัวจริงตามบุคลิกภาพ จิตวิญญาณ และนิสัยของตนเอง” ผู้คนแสวงหาความจริง แต่การแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องที่แต่งขึ้นนั้นไม่ง่าย บรรณาธิการปีเตอร์ โซโคโลวสกี้กล่าวว่า “เราจะเชื่อได้ไหมว่านักเรียนเขียนรายงานนี้ หรือนักการเมืองคนนี้พูดประโยคนี้ เราเชื่อในสิ่งที่มองเห็นไม่ได้อีกแล้ว บางทีเราก็ไม่เชื่อสายตาหรือหูของเราเอง ในตอนนี้เราจึงเข้าใจไปว่าความเป็นของแท้คือการกระทำที่แสดงออกมา”</p><p>เมื่อความจริงกลายเป็นสิ่งที่ดูคลุมเครือ ความเป็นของแท้จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่โหยหา ภาวะ “วิกฤตในความเป็นของแท้” เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อเรารับและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาจากพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสกับสาวกก่อนจะถูกจับกุม ถูกพิจารณาคดี และสิ้นพระชนม์ (ยน.13-17) เพื่อเตรียมสาวกให้พร้อมสำหรับการที่พระองค์จะจากโลกนี้ไป พระองค์ยังทรง “แหงนพระพักตร์ดูฟ้าและอธิษฐาน” เผื่อพวกเขา (17:1) ทรงอธิษฐานให้พระบิดา “โปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ข้อ 17) นี่เป็นการบอกว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงในพระคัมภีร์ไม่เหมือนมาตรฐานความจริงอื่นๆ แต่พระคัมภีร์เองคือความจริงและเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทุกสิ่ง</p><p>พระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามความจริงแห่งพระวจนะ โดยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็นของจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกนี้ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน</p><p><br></p><p><strong>พระคัมภีร์เปิดเผยความจริงของพระเจ้าอย่างไรความจริงของพระเจ้านั้นเป็นความจริงที่เที่ยงแท้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดชำระข้าพระองค์ด้วยความจริงแห่งพระวจนะในขณะเมื่อข้าพระองค์รับใช้พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 19 Jul 2025 05:44:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6ef6169a/effbdb9b.mp3" length="13056796" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>816</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง [ ยอห์น 17:17 ]คำศัพท์ประจำปี 2023 ของเว็บไซต์แปลศัพท์มีเรียม-เว็บสเตอร์ คือคำว่า ของแท้ ซึ่งแปลว่า “ไม่ใช่ของปลอมหรือการลอกเลียนแบบ” และ “เป็นตัวจริงตามบุคลิกภาพ จิตวิญญาณ และนิสัยของตนเอง” ผู้คนแสวงหาความจริง แต่การแยกเรื่องจริงออกจากเรื่องที่แต่งขึ้นนั้นไม่ง่าย บรรณาธิการปีเตอร์ โซโคโลวสกี้กล่าวว่า “เราจะเชื่อได้ไหมว่านักเรียนเขียนรายงานนี้ หรือนักการเมืองคนนี้พูดประโยคนี้ เราเชื่อในสิ่งที่มองเห็นไม่ได้อีกแล้ว บางทีเราก็ไม่เชื่อสายตาหรือหูของเราเอง ในตอนนี้เราจึงเข้าใจไปว่าความเป็นของแท้คือการกระทำที่แสดงออกมา”เมื่อความจริงกลายเป็นสิ่งที่ดูคลุมเครือ ความเป็นของแท้จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่โหยหา ภาวะ “วิกฤตในความเป็นของแท้” เช่นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อเรารับและดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาจากพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสกับสาวกก่อนจะถูกจับกุม ถูกพิจารณาคดี และสิ้นพระชนม์ (ยน.13-17) เพื่อเตรียมสาวกให้พร้อมสำหรับการที่พระองค์จะจากโลกนี้ไป พระองค์ยังทรง “แหงนพระพักตร์ดูฟ้าและอธิษฐาน” เผื่อพวกเขา (17:1) ทรงอธิษฐานให้พระบิดา “โปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ข้อ 17) นี่เป็นการบอกว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงในพระคัมภีร์ไม่เหมือนมาตรฐานความจริงอื่นๆ แต่พระคัมภีร์เองคือความจริงและเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทุกสิ่งพระเจ้าทรงเรียกให้เราใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามความจริงแห่งพระวจนะ โดยวิธีนี้เท่านั้นเราจึงจะเป็นของจริงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกนี้ต้องการอย่างมากในปัจจุบันพระคัมภีร์เปิดเผยความจริงของพระเจ้าอย่างไรความจริงของพระเจ้านั้นเป็นความจริงที่เที่ยงแท้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดชำระข้าพระองค์ด้วยความจริงแห่งพระวจนะในขณะเมื่อข้าพระองค์รับใช้พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง [ ยอห์น 17:17 ]คำศัพท์ประจำปี 2023 ของเว็บไซต์แปลศัพท์มีเรียม-เว็บสเตอร์ คือคำว่า ของแท้ ซึ่งแปลว่า “ไม่ใช่ของปลอมหรือการลอกเลียนแบบ” และ “เป็นตัวจริงตามบุคลิกภาพ จิตวิญญาณ และนิสัยของ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แผนการของพระเจ้าคือคนของพระองค์!</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แผนการของพระเจ้าคือคนของพระองค์!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">737833ea-a6b4-4d60-8174-0409981a1721</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8a7fae31</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]</em></p><p><br></p><p>หลังจากที่ฉันเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยพระคริสตธรรม ผู้นำที่อยู่มายาวนานก็ประกาศว่าจะเกษียณอายุ ฉันจึงสาละวนอยู่กับการหาประธานคนใหม่ เราช่วยกันรวบรวมรายการคุณสมบัติยืดยาวอันท้าทาย เราจะหาคนมาทำหน้าที่ที่สำคัญและซับซ้อนนี้ได้อย่างไร</p><p>ฉันนึกสงสัยเช่นกันเมื่ออ่านรายละเอียดที่พระเจ้าต้องการสำหรับคันประทีปที่ต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ พร้อมด้วยถ้วยรองตะเกียงทรงดอกไม้และดอกอัลมันด์ และกิ่งหกกิ่ง (อพย.25:31-36) และลานพลับพลาที่ต้องมี “ผ้าบังทำด้วยผ้าป่านเนื้อดี…ให้มีเสายี่สิบต้นกับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นให้ทำด้วยเงิน” (27:9-10) ใครกันที่จะสามารถทำงานนี้ได้</p><p>พระเจ้าทรงตอบว่า “เราได้ออกชื่อเบซาเลล…และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง…คือประกอบวิชาการทุกอย่าง” (31:2-5) พระเจ้ายังตรัสอีกว่า “เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)</p><p>เราจะไปหาคนมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูง อาสาสมัครที่โบสถ์ หรือคนจัดงานประชุมจากที่ไหน สำหรับพระเจ้าผู้ทรงเรียกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงวางแผนงานออกแบบที่ท้าทายสำหรับพระวิหารของพระองค์ จากนั้นทรงเลือกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์เพื่อจะทำให้สำเร็จ คำตอบของพระเจ้าสำหรับแผนการของพระองค์ ก็คือ คนของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยเห็นคนที่มีของประทานจากพระเจ้า ทำงานของพระองค์อย่างไรบ้างพระองค์ทรงฝึกฝนคุณให้ทำอะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ข้าพระองค์มองไปที่พระองค์ที่จะทรงเลือกและประทานความสามารถให้แก่คนที่ข้าพระองค์ต้องการในชีวิต ในคริสตจักร และในที่ทำงาน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]</em></p><p><br></p><p>หลังจากที่ฉันเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยพระคริสตธรรม ผู้นำที่อยู่มายาวนานก็ประกาศว่าจะเกษียณอายุ ฉันจึงสาละวนอยู่กับการหาประธานคนใหม่ เราช่วยกันรวบรวมรายการคุณสมบัติยืดยาวอันท้าทาย เราจะหาคนมาทำหน้าที่ที่สำคัญและซับซ้อนนี้ได้อย่างไร</p><p>ฉันนึกสงสัยเช่นกันเมื่ออ่านรายละเอียดที่พระเจ้าต้องการสำหรับคันประทีปที่ต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ พร้อมด้วยถ้วยรองตะเกียงทรงดอกไม้และดอกอัลมันด์ และกิ่งหกกิ่ง (อพย.25:31-36) และลานพลับพลาที่ต้องมี “ผ้าบังทำด้วยผ้าป่านเนื้อดี…ให้มีเสายี่สิบต้นกับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นให้ทำด้วยเงิน” (27:9-10) ใครกันที่จะสามารถทำงานนี้ได้</p><p>พระเจ้าทรงตอบว่า “เราได้ออกชื่อเบซาเลล…และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง…คือประกอบวิชาการทุกอย่าง” (31:2-5) พระเจ้ายังตรัสอีกว่า “เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)</p><p>เราจะไปหาคนมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูง อาสาสมัครที่โบสถ์ หรือคนจัดงานประชุมจากที่ไหน สำหรับพระเจ้าผู้ทรงเรียกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงวางแผนงานออกแบบที่ท้าทายสำหรับพระวิหารของพระองค์ จากนั้นทรงเลือกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์เพื่อจะทำให้สำเร็จ คำตอบของพระเจ้าสำหรับแผนการของพระองค์ ก็คือ คนของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยเห็นคนที่มีของประทานจากพระเจ้า ทำงานของพระองค์อย่างไรบ้างพระองค์ทรงฝึกฝนคุณให้ทำอะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ข้าพระองค์มองไปที่พระองค์ที่จะทรงเลือกและประทานความสามารถให้แก่คนที่ข้าพระองค์ต้องการในชีวิต ในคริสตจักร และในที่ทำงาน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 18 Jul 2025 05:33:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8a7fae31/0bde75ee.mp3" length="11803774" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>738</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]หลังจากที่ฉันเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยพระคริสตธรรม ผู้นำที่อยู่มายาวนานก็ประกาศว่าจะเกษียณอายุ ฉันจึงสาละวนอยู่กับการหาประธานคนใหม่ เราช่วยกันรวบรวมรายการคุณสมบัติยืดยาวอันท้าทาย เราจะหาคนมาทำหน้าที่ที่สำคัญและซับซ้อนนี้ได้อย่างไรฉันนึกสงสัยเช่นกันเมื่ออ่านรายละเอียดที่พระเจ้าต้องการสำหรับคันประทีปที่ต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ พร้อมด้วยถ้วยรองตะเกียงทรงดอกไม้และดอกอัลมันด์ และกิ่งหกกิ่ง (อพย.25:31-36) และลานพลับพลาที่ต้องมี “ผ้าบังทำด้วยผ้าป่านเนื้อดี…ให้มีเสายี่สิบต้นกับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นให้ทำด้วยเงิน” (27:9-10) ใครกันที่จะสามารถทำงานนี้ได้พระเจ้าทรงตอบว่า “เราได้ออกชื่อเบซาเลล…และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง…คือประกอบวิชาการทุกอย่าง” (31:2-5) พระเจ้ายังตรัสอีกว่า “เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)เราจะไปหาคนมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูง อาสาสมัครที่โบสถ์ หรือคนจัดงานประชุมจากที่ไหน สำหรับพระเจ้าผู้ทรงเรียกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงวางแผนงานออกแบบที่ท้าทายสำหรับพระวิหารของพระองค์ จากนั้นทรงเลือกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์เพื่อจะทำให้สำเร็จ คำตอบของพระเจ้าสำหรับแผนการของพระองค์ ก็คือ คนของพระองค์คุณเคยเห็นคนที่มีของประทานจากพระเจ้า ทำงานของพระองค์อย่างไรบ้างพระองค์ทรงฝึกฝนคุณให้ทำอะไรข้าแต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ข้าพระองค์มองไปที่พระองค์ที่จะทรงเลือกและประทานความสามารถให้แก่คนที่ข้าพระองค์ต้องการในชีวิต ในคริสตจักร และในที่ทำงาน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น [ อพยพ 31:6 ]หลังจากที่ฉันเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยพระคริสตธรรม ผู้นำที่อยู่มายาวนานก็ประกาศว่าจะเกษียณอายุ ฉันจึงสาละวนอยู่กับการหาประธานคนใหม่ เราช่วยกันรวบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักพระเยซูมากที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักพระเยซูมากที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f5c52701-2d13-4f27-b04a-0731912065c1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/891770d8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:4 ]</em></p><p><br></p><p>สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช้ตามความตั้งใจของพวกเขา “และอีกอย่าง” เขายกคำพูดของพระเยซูมาว่า “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)</p><p>ศิษยาภิบาลรีบขอโทษต่อการพูดล้อเล่นนอกบริบทของเขา ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยว่า บริบทของพระเยซูคืออะไร หกวันก่อนสิ้นพระชนม์หญิงคนหนึ่งชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพง เหล่าสาวกไม่พอใจ ทำไมน้ำหอมไม่ถูกขายไปเพื่อช่วยคนยากจน แต่พระเยซูทรงตอบโดยกพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11 “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)</p><p>พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉลยธรรมบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าประโยคก่อนหน้านั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร “จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน…ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.15:4-5) นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการที่พระเยซูทรงกล่าวคำตำหนิ คนยากจนมีอยู่เพียงเพราะอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า และตอนนี้คนยากจนถูกใช้เป็นสิ่งดึงความสนใจไปจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นคนอิสราเอลแท้ที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด</p><p>เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพระเยซูและคนยากจน เรารักคนอื่นได้ดีที่สุดโดยการรักพระองค์มากที่สุด และการรักพระองค์มากที่สุดจะจุดประกายให้เรารักคนอื่นอย่างดีที่สุด</p><p><br></p><p><strong>คุณจะช่วยคนที่มีน้อยกว่าคุณได้อย่างไร ชีวิตของพระเยซูและสิ่งที่พระองค์สอนจุดประกายให้คุณแบ่งปันแก่ผู้ขัดสนอย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงงดงามและคู่ควรต่อคำสรรเสริญทั้งสิ้นจากข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:4 ]</em></p><p><br></p><p>สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช้ตามความตั้งใจของพวกเขา “และอีกอย่าง” เขายกคำพูดของพระเยซูมาว่า “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)</p><p>ศิษยาภิบาลรีบขอโทษต่อการพูดล้อเล่นนอกบริบทของเขา ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยว่า บริบทของพระเยซูคืออะไร หกวันก่อนสิ้นพระชนม์หญิงคนหนึ่งชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพง เหล่าสาวกไม่พอใจ ทำไมน้ำหอมไม่ถูกขายไปเพื่อช่วยคนยากจน แต่พระเยซูทรงตอบโดยกพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11 “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)</p><p>พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉลยธรรมบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าประโยคก่อนหน้านั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร “จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน…ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.15:4-5) นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการที่พระเยซูทรงกล่าวคำตำหนิ คนยากจนมีอยู่เพียงเพราะอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า และตอนนี้คนยากจนถูกใช้เป็นสิ่งดึงความสนใจไปจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นคนอิสราเอลแท้ที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด</p><p>เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพระเยซูและคนยากจน เรารักคนอื่นได้ดีที่สุดโดยการรักพระองค์มากที่สุด และการรักพระองค์มากที่สุดจะจุดประกายให้เรารักคนอื่นอย่างดีที่สุด</p><p><br></p><p><strong>คุณจะช่วยคนที่มีน้อยกว่าคุณได้อย่างไร ชีวิตของพระเยซูและสิ่งที่พระองค์สอนจุดประกายให้คุณแบ่งปันแก่ผู้ขัดสนอย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงงดงามและคู่ควรต่อคำสรรเสริญทั้งสิ้นจากข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/891770d8/65702922.mp3" length="13710060" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>857</itunes:duration>
      <itunes:summary>จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:4 ]สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช้ตามความตั้งใจของพวกเขา “และอีกอย่าง” เขายกคำพูดของพระเยซูมาว่า “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)ศิษยาภิบาลรีบขอโทษต่อการพูดล้อเล่นนอกบริบทของเขา ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยว่า บริบทของพระเยซูคืออะไร หกวันก่อนสิ้นพระชนม์หญิงคนหนึ่งชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพง เหล่าสาวกไม่พอใจ ทำไมน้ำหอมไม่ถูกขายไปเพื่อช่วยคนยากจน แต่พระเยซูทรงตอบโดยกพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11 “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉลยธรรมบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าประโยคก่อนหน้านั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร “จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน…ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.15:4-5) นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการที่พระเยซูทรงกล่าวคำตำหนิ คนยากจนมีอยู่เพียงเพราะอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า และตอนนี้คนยากจนถูกใช้เป็นสิ่งดึงความสนใจไปจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นคนอิสราเอลแท้ที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่จนถึงที่สุดเราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพระเยซูและคนยากจน เรารักคนอื่นได้ดีที่สุดโดยการรักพระองค์มากที่สุด และการรักพระองค์มากที่สุดจะจุดประกายให้เรารักคนอื่นอย่างดีที่สุดคุณจะช่วยคนที่มีน้อยกว่าคุณได้อย่างไร ชีวิตของพระเยซูและสิ่งที่พระองค์สอนจุดประกายให้คุณแบ่งปันแก่ผู้ขัดสนอย่างไรบ้างข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงงดงามและคู่ควรต่อคำสรรเสริญทั้งสิ้นจากข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 15:4 ]สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นิสัยและพระวิญญาณบริสุทธิ์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นิสัยและพระวิญญาณบริสุทธิ์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4ae7006c-5b80-47e4-97b4-f9fd4b925642</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/844a2f58</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ [ โรม 12:2 ]</em></p><p><br></p><p>“คุณโตมาจากแถวนี้หรือเปล่าคะ” เป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามทันตาภิบาลของฉันเพราะเครื่องมือทำความสะอาดฟันของเธอยังอยู่ในปาก เธออธิบายว่าในปีค.ศ. 1945 เมืองของเราเป็นเมืองแรกในโลกที่ใส่ฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่มสาธารณะด้วยความคิดที่จะป้องกันฟันผุ วิธีปฎิบัตินี้ไม่ต้องใช้อะไรมาก เพียงแค่ฟลูออไรด์ 0.7 มิลลิกรัมต่อน้ำเปล่า 1 ลิตร ผลลัพธ์เชิงบวกนั้นเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันดื่มมันมาทั้งชีวิตแท้ๆ!</p><p>สิ่งที่เราบริโภคทุกวันอาจส่งผลกระทบต่อเราในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้นแต่รวมถึงความบันเทิง เพื่อน และข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อัครทูตเปาโลเตือนว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (รม.12:2) ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทำให้สาวกของพระเยซูเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งชีวิต นิสัยของเราอาจช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางงานของพระองค์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังบริโภค แต่เราสามารถทูลขอพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วย “พระปัญญาและความรอบรู้” ให้สำแดงให้เราได้เห็น (11:33) ปัญญาและความเข้าใจช่วยให้เรา “รู้และปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” (12:2) ขณะที่เราพิจารณาตัวเองด้วย “ความถ่อมสุขุม” (ข้อ 3)</p><p>สิ่งใดก็ตามที่พระองค์กำลังขอให้เราเพิ่มเข้ามาหรือกำจัดออกจากชีวิตประจำวันของเรานั้นคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย สิ่งสารพัดล้วน “มาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” (11:36) พระองค์ทรงทราบดีที่สุด</p><p><br></p><p><strong>มีนิสัยใดที่สำแดงถึงการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตคุณมีนิสัยใดที่อาจกำลังขัดขวางการทำงานของพระองค์</strong></p><p><em>ขอบคุณพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานภายในและผ่านชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ [ โรม 12:2 ]</em></p><p><br></p><p>“คุณโตมาจากแถวนี้หรือเปล่าคะ” เป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามทันตาภิบาลของฉันเพราะเครื่องมือทำความสะอาดฟันของเธอยังอยู่ในปาก เธออธิบายว่าในปีค.ศ. 1945 เมืองของเราเป็นเมืองแรกในโลกที่ใส่ฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่มสาธารณะด้วยความคิดที่จะป้องกันฟันผุ วิธีปฎิบัตินี้ไม่ต้องใช้อะไรมาก เพียงแค่ฟลูออไรด์ 0.7 มิลลิกรัมต่อน้ำเปล่า 1 ลิตร ผลลัพธ์เชิงบวกนั้นเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันดื่มมันมาทั้งชีวิตแท้ๆ!</p><p>สิ่งที่เราบริโภคทุกวันอาจส่งผลกระทบต่อเราในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้นแต่รวมถึงความบันเทิง เพื่อน และข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อัครทูตเปาโลเตือนว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (รม.12:2) ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทำให้สาวกของพระเยซูเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งชีวิต นิสัยของเราอาจช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางงานของพระองค์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังบริโภค แต่เราสามารถทูลขอพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วย “พระปัญญาและความรอบรู้” ให้สำแดงให้เราได้เห็น (11:33) ปัญญาและความเข้าใจช่วยให้เรา “รู้และปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” (12:2) ขณะที่เราพิจารณาตัวเองด้วย “ความถ่อมสุขุม” (ข้อ 3)</p><p>สิ่งใดก็ตามที่พระองค์กำลังขอให้เราเพิ่มเข้ามาหรือกำจัดออกจากชีวิตประจำวันของเรานั้นคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย สิ่งสารพัดล้วน “มาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” (11:36) พระองค์ทรงทราบดีที่สุด</p><p><br></p><p><strong>มีนิสัยใดที่สำแดงถึงการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตคุณมีนิสัยใดที่อาจกำลังขัดขวางการทำงานของพระองค์</strong></p><p><em>ขอบคุณพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานภายในและผ่านชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 16 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/844a2f58/55e57432.mp3" length="10847890" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>678</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ [ โรม 12:2 ]“คุณโตมาจากแถวนี้หรือเปล่าคะ” เป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามทันตาภิบาลของฉันเพราะเครื่องมือทำความสะอาดฟันของเธอยังอยู่ในปาก เธออธิบายว่าในปีค.ศ. 1945 เมืองของเราเป็นเมืองแรกในโลกที่ใส่ฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่มสาธารณะด้วยความคิดที่จะป้องกันฟันผุ วิธีปฎิบัตินี้ไม่ต้องใช้อะไรมาก เพียงแค่ฟลูออไรด์ 0.7 มิลลิกรัมต่อน้ำเปล่า 1 ลิตร ผลลัพธ์เชิงบวกนั้นเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ฉันไม่เคยรู้เลย ฉันดื่มมันมาทั้งชีวิตแท้ๆ!สิ่งที่เราบริโภคทุกวันอาจส่งผลกระทบต่อเราในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้นแต่รวมถึงความบันเทิง เพื่อน และข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ อัครทูตเปาโลเตือนว่า “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (รม.12:2) ในขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทำให้สาวกของพระเยซูเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งชีวิต นิสัยของเราอาจช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางงานของพระองค์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังบริโภค แต่เราสามารถทูลขอพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วย “พระปัญญาและความรอบรู้” ให้สำแดงให้เราได้เห็น (11:33) ปัญญาและความเข้าใจช่วยให้เรา “รู้และปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” (12:2) ขณะที่เราพิจารณาตัวเองด้วย “ความถ่อมสุขุม” (ข้อ 3)สิ่งใดก็ตามที่พระองค์กำลังขอให้เราเพิ่มเข้ามาหรือกำจัดออกจากชีวิตประจำวันของเรานั้นคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย สิ่งสารพัดล้วน “มาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์” (11:36) พระองค์ทรงทราบดีที่สุดมีนิสัยใดที่สำแดงถึงการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตคุณมีนิสัยใดที่อาจกำลังขัดขวางการทำงานของพระองค์ขอบคุณพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานภายในและผ่านชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ [ โรม 12:2 ]“คุณโตมาจากแถวนี้หรือเปล่าคะ” เป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามทันตาภิบาลของฉันเพราะเครื่องมือทำความสะอาดฟันของเธอยังอยู่ในปาก เธออธิบายว่าในปีค.ศ. 1945 เมืองของเราเป็นเมืองแรกในโลกที่ใส่ฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่มสาธารณะด้วยความคิด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานของพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำอธิษฐานของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">38353a5b-8fad-4fe2-a74e-8ae0216d5329</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/242bdb1a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด [ ลูกา 22:32 ]</em></p><p><br></p><p>พระเยซู พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผมอย่างไร ผมไม่เคยคิดถึงคำถามนี้จนกระทั่งลูเพื่อนของผมเล่าประสบการณ์ที่เขาร้องไห้จนหมดหัวใจต่อพระคริสต์ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้สติปัญญาและความเข้มแข็งเกินกำลังที่เขามีอยู่ การได้ยินเขาถามคำถามสำคัญนี้ในการอธิษฐานช่วยเปิดความเข้าใจและฝึกฝนผมให้อธิษฐานในมิติใหม่</p><p>ในลูกา 22 ไม่มีความลึกลับใดๆ เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานเผื่อซีโมนเปโตรว่า “ซีโมน ซีโมนเอ๋ย ดูเถิด ซาตานได้ขอพวกท่านไว้ เพื่อจะฝัดร่อนเหมือนฝัดข้าวสาลี แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด” (ข้อ 31-32) เมื่อเปโตรถูกโจมตีผ่านการทดลอง ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอน แต่เพราะพระคุณของพระคริสต์ ท่านจึงไม่ล้มลง</p><p>พระธรรมกิจการบอกเราว่า พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระเยซูที่อธิษฐานเผื่อเปโตรสาวกที่กระตือรือร้นแต่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงใช้ท่านไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์ทั้งแก่ชาวยิวและคนต่างชาติ และพันธกิจอธิษฐานของพระเยซูยังไม่จบสิ้น เปาโลย้ำเตือนเราว่า “พระเยซูคริสต์…ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเรา<br>ทั้งหลายด้วย” (รม.8:34) เมื่อคุณพบว่าตัวเองตกอยู่ในความทุกข์ยากจากการทดลองหรือการล่อลวง จงจำไว้ว่าพระเยซูผู้ทรงอธิษฐานเผื่อบรรดาสาวกของพระองค์ ก็ยังคงอธิษฐานเผื่อผู้ที่เชื่อในพระองค์ผ่านถ้อยคำที่พวกสาวกประกาศด้วยเช่นกัน (ดู ยน.17:13-20)</p><p><br></p><p><strong>การระลึกว่าพระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อคุณส่งผลต่อการอธิษฐานของคุณอย่างไร คุณจะดำเนินชีวิตและรับใช้พระองค์แตกต่างไปจากเดิมอย่างไรเมื่อคิดถึงพันธกิจอธิษฐานของพระเยซู</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงอธิษฐานแทนข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อธิษฐานและดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงความจริงในข้อนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด [ ลูกา 22:32 ]</em></p><p><br></p><p>พระเยซู พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผมอย่างไร ผมไม่เคยคิดถึงคำถามนี้จนกระทั่งลูเพื่อนของผมเล่าประสบการณ์ที่เขาร้องไห้จนหมดหัวใจต่อพระคริสต์ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้สติปัญญาและความเข้มแข็งเกินกำลังที่เขามีอยู่ การได้ยินเขาถามคำถามสำคัญนี้ในการอธิษฐานช่วยเปิดความเข้าใจและฝึกฝนผมให้อธิษฐานในมิติใหม่</p><p>ในลูกา 22 ไม่มีความลึกลับใดๆ เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานเผื่อซีโมนเปโตรว่า “ซีโมน ซีโมนเอ๋ย ดูเถิด ซาตานได้ขอพวกท่านไว้ เพื่อจะฝัดร่อนเหมือนฝัดข้าวสาลี แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด” (ข้อ 31-32) เมื่อเปโตรถูกโจมตีผ่านการทดลอง ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอน แต่เพราะพระคุณของพระคริสต์ ท่านจึงไม่ล้มลง</p><p>พระธรรมกิจการบอกเราว่า พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระเยซูที่อธิษฐานเผื่อเปโตรสาวกที่กระตือรือร้นแต่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงใช้ท่านไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์ทั้งแก่ชาวยิวและคนต่างชาติ และพันธกิจอธิษฐานของพระเยซูยังไม่จบสิ้น เปาโลย้ำเตือนเราว่า “พระเยซูคริสต์…ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเรา<br>ทั้งหลายด้วย” (รม.8:34) เมื่อคุณพบว่าตัวเองตกอยู่ในความทุกข์ยากจากการทดลองหรือการล่อลวง จงจำไว้ว่าพระเยซูผู้ทรงอธิษฐานเผื่อบรรดาสาวกของพระองค์ ก็ยังคงอธิษฐานเผื่อผู้ที่เชื่อในพระองค์ผ่านถ้อยคำที่พวกสาวกประกาศด้วยเช่นกัน (ดู ยน.17:13-20)</p><p><br></p><p><strong>การระลึกว่าพระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อคุณส่งผลต่อการอธิษฐานของคุณอย่างไร คุณจะดำเนินชีวิตและรับใช้พระองค์แตกต่างไปจากเดิมอย่างไรเมื่อคิดถึงพันธกิจอธิษฐานของพระเยซู</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงอธิษฐานแทนข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อธิษฐานและดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงความจริงในข้อนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 14 Jul 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/242bdb1a/734acc7c.mp3" length="10792287" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>675</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด [ ลูกา 22:32 ]พระเยซู พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผมอย่างไร ผมไม่เคยคิดถึงคำถามนี้จนกระทั่งลูเพื่อนของผมเล่าประสบการณ์ที่เขาร้องไห้จนหมดหัวใจต่อพระคริสต์ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้สติปัญญาและความเข้มแข็งเกินกำลังที่เขามีอยู่ การได้ยินเขาถามคำถามสำคัญนี้ในการอธิษฐานช่วยเปิดความเข้าใจและฝึกฝนผมให้อธิษฐานในมิติใหม่ในลูกา 22 ไม่มีความลึกลับใดๆ เมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานเผื่อซีโมนเปโตรว่า “ซีโมน ซีโมนเอ๋ย ดูเถิด ซาตานได้ขอพวกท่านไว้ เพื่อจะฝัดร่อนเหมือนฝัดข้าวสาลี แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด” (ข้อ 31-32) เมื่อเปโตรถูกโจมตีผ่านการทดลอง ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอน แต่เพราะพระคุณของพระคริสต์ ท่านจึงไม่ล้มลงพระธรรมกิจการบอกเราว่า พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระเยซูที่อธิษฐานเผื่อเปโตรสาวกที่กระตือรือร้นแต่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงใช้ท่านไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์ทั้งแก่ชาวยิวและคนต่างชาติ และพันธกิจอธิษฐานของพระเยซูยังไม่จบสิ้น เปาโลย้ำเตือนเราว่า “พระเยซูคริสต์…ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย” (รม.8:34) เมื่อคุณพบว่าตัวเองตกอยู่ในความทุกข์ยากจากการทดลองหรือการล่อลวง จงจำไว้ว่าพระเยซูผู้ทรงอธิษฐานเผื่อบรรดาสาวกของพระองค์ ก็ยังคงอธิษฐานเผื่อผู้ที่เชื่อในพระองค์ผ่านถ้อยคำที่พวกสาวกประกาศด้วยเช่นกัน (ดู ยน.17:13-20)การระลึกว่าพระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อคุณส่งผลต่อการอธิษฐานของคุณอย่างไร คุณจะดำเนินชีวิตและรับใช้พระองค์แตกต่างไปจากเดิมอย่างไรเมื่อคิดถึงพันธกิจอธิษฐานของพระเยซูข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงอธิษฐานแทนข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อธิษฐานและดำเนินชีวิตโดยตระหนักถึงความจริงในข้อนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่เราได้อธิษฐานเผื่อตัวท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ได้ขาด [ ลูกา 22:32 ]พระเยซู พระองค์ทรงอธิษฐานเผื่อผมอย่างไร ผมไม่เคยคิดถึงคำถามนี้จนกระทั่งลูเพื่อนของผมเล่าประสบการณ์ที่เขาร้องไห้จนหมดหัวใจต่อพระคริสต์ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้สติปัญญาและคว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขุดหาความหมาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ขุดหาความหมาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">85449aa3-81b0-46f1-93d2-0319f1066f62</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e82296d6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็น แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้ [ เยเรมีย์ 2:13 ]</em></p><p><br></p><p>เรามีลูกสุนัขตัวใหม่ชื่อวินสตัน มันชอบกัด นอน แล้วก็กิน (และทำอย่างอื่นอีกหนึ่งหรือสองอย่าง) อ้อ มันชอบขุดด้วย วินสตันไม่ได้แค่ขุดดินแบบเล่นๆ แต่มันขุดจนเป็นอุโมงค์เหมือนมันกำลังจะหนีออกจากคุก มันควบคุมตัวเองไม่ได้ ดุร้าย และสกปรก</p><p>เมื่อไม่นานมานี้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมสุนัขตัวนี้ถึงชอบขุดมากมายขนาดนั้น แล้วผมก็นึกได้ว่าผมก็เป็นนักขุดเช่นกัน ผมมีแนวโน้มที่จะ “ขุด” สิ่งต่างๆ มากมายที่ผมหวังว่าจะทำให้ผมมีความสุข มันอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป การที่ผมหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความพึงพอใจในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ผมกลายเป็นนักขุด การขุดค้นหาความหมายในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ตัวผมเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นและปรารถนาสิ่งที่มากกว่านั้น</p><p>เยเรมีย์ตำหนิอิสราเอลที่เป็นนักขุด โดยพระเจ้าตรัสผ่านท่านว่า “เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย…แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้” (ยรม.2:13) พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ที่ไม่สนใจจะแสวงหาพระองค์ พวกเขาขุดบ่อน้ำของตัวเองเพื่อดับความกระหายที่ลึกที่สุด แต่พระเจ้าเตือนพวกเขาว่าพระองค์เท่านั้นที่เป็น “แหล่งน้ำเป็น” (ข้อ 13) ในยอห์นบทที่ 4 พระเยซูทรงมอบน้ำธำรงชีวิตนี้ให้กับผู้หญิงที่บ่อน้ำ ซึ่งเธอก็ได้ไปขุดหาน้ำจากแหล่งอื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว (ข้อ 10-26)</p><p>เราทุกคนล้วนเป็นนักขุดในบางครั้ง แต่ด้วยพระทัยกรุณาของพระเจ้า พระองค์ประสงค์จะแทนที่การขุดที่ไร้ผลของเรา โดยการเติมเต็มเราด้วยน้ำของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่จะดับความกระหายที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเราได้</p><p><br></p><p><strong>คุณมักจะค้นหาความหมาย ความหวัง หรือความพึงพอใจจากที่ใด คุณจะมอบพื้นที่นี้ในชีวิตของคุณให้กับพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดา โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ลิ้มรสและพบว่าพระองค์ทรงเป็นสิ่งที่จิตวิญญาณของข้าพระองค์โหยหา และช่วยให้ข้าพระองค์วางพลั่วลงเมื่อข้าพระองค์พักสงบอยู่ในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็น แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้ [ เยเรมีย์ 2:13 ]</em></p><p><br></p><p>เรามีลูกสุนัขตัวใหม่ชื่อวินสตัน มันชอบกัด นอน แล้วก็กิน (และทำอย่างอื่นอีกหนึ่งหรือสองอย่าง) อ้อ มันชอบขุดด้วย วินสตันไม่ได้แค่ขุดดินแบบเล่นๆ แต่มันขุดจนเป็นอุโมงค์เหมือนมันกำลังจะหนีออกจากคุก มันควบคุมตัวเองไม่ได้ ดุร้าย และสกปรก</p><p>เมื่อไม่นานมานี้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมสุนัขตัวนี้ถึงชอบขุดมากมายขนาดนั้น แล้วผมก็นึกได้ว่าผมก็เป็นนักขุดเช่นกัน ผมมีแนวโน้มที่จะ “ขุด” สิ่งต่างๆ มากมายที่ผมหวังว่าจะทำให้ผมมีความสุข มันอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป การที่ผมหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความพึงพอใจในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ผมกลายเป็นนักขุด การขุดค้นหาความหมายในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ตัวผมเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นและปรารถนาสิ่งที่มากกว่านั้น</p><p>เยเรมีย์ตำหนิอิสราเอลที่เป็นนักขุด โดยพระเจ้าตรัสผ่านท่านว่า “เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย…แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้” (ยรม.2:13) พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ที่ไม่สนใจจะแสวงหาพระองค์ พวกเขาขุดบ่อน้ำของตัวเองเพื่อดับความกระหายที่ลึกที่สุด แต่พระเจ้าเตือนพวกเขาว่าพระองค์เท่านั้นที่เป็น “แหล่งน้ำเป็น” (ข้อ 13) ในยอห์นบทที่ 4 พระเยซูทรงมอบน้ำธำรงชีวิตนี้ให้กับผู้หญิงที่บ่อน้ำ ซึ่งเธอก็ได้ไปขุดหาน้ำจากแหล่งอื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว (ข้อ 10-26)</p><p>เราทุกคนล้วนเป็นนักขุดในบางครั้ง แต่ด้วยพระทัยกรุณาของพระเจ้า พระองค์ประสงค์จะแทนที่การขุดที่ไร้ผลของเรา โดยการเติมเต็มเราด้วยน้ำของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่จะดับความกระหายที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเราได้</p><p><br></p><p><strong>คุณมักจะค้นหาความหมาย ความหวัง หรือความพึงพอใจจากที่ใด คุณจะมอบพื้นที่นี้ในชีวิตของคุณให้กับพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดา โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ลิ้มรสและพบว่าพระองค์ทรงเป็นสิ่งที่จิตวิญญาณของข้าพระองค์โหยหา และช่วยให้ข้าพระองค์วางพลั่วลงเมื่อข้าพระองค์พักสงบอยู่ในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 14 Jul 2025 05:29:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e82296d6/fd66107b.mp3" length="14392576" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>900</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็น แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้ [ เยเรมีย์ 2:13 ]เรามีลูกสุนัขตัวใหม่ชื่อวินสตัน มันชอบกัด นอน แล้วก็กิน (และทำอย่างอื่นอีกหนึ่งหรือสองอย่าง) อ้อ มันชอบขุดด้วย วินสตันไม่ได้แค่ขุดดินแบบเล่นๆ แต่มันขุดจนเป็นอุโมงค์เหมือนมันกำลังจะหนีออกจากคุก มันควบคุมตัวเองไม่ได้ ดุร้าย และสกปรกเมื่อไม่นานมานี้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมสุนัขตัวนี้ถึงชอบขุดมากมายขนาดนั้น แล้วผมก็นึกได้ว่าผมก็เป็นนักขุดเช่นกัน ผมมีแนวโน้มที่จะ “ขุด” สิ่งต่างๆ มากมายที่ผมหวังว่าจะทำให้ผมมีความสุข มันอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป การที่ผมหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาความพึงพอใจในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ผมกลายเป็นนักขุด การขุดค้นหาความหมายในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าทำให้ตัวผมเลอะเทอะไปด้วยฝุ่นและปรารถนาสิ่งที่มากกว่านั้นเยเรมีย์ตำหนิอิสราเอลที่เป็นนักขุด โดยพระเจ้าตรัสผ่านท่านว่า “เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย…แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้” (ยรม.2:13) พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ที่ไม่สนใจจะแสวงหาพระองค์ พวกเขาขุดบ่อน้ำของตัวเองเพื่อดับความกระหายที่ลึกที่สุด แต่พระเจ้าเตือนพวกเขาว่าพระองค์เท่านั้นที่เป็น “แหล่งน้ำเป็น” (ข้อ 13) ในยอห์นบทที่ 4 พระเยซูทรงมอบน้ำธำรงชีวิตนี้ให้กับผู้หญิงที่บ่อน้ำ ซึ่งเธอก็ได้ไปขุดหาน้ำจากแหล่งอื่นมาก่อนหน้านี้แล้ว (ข้อ 10-26)เราทุกคนล้วนเป็นนักขุดในบางครั้ง แต่ด้วยพระทัยกรุณาของพระเจ้า พระองค์ประสงค์จะแทนที่การขุดที่ไร้ผลของเรา โดยการเติมเต็มเราด้วยน้ำของพระองค์ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่จะดับความกระหายที่ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของเราได้คุณมักจะค้นหาความหมาย ความหวัง หรือความพึงพอใจจากที่ใด คุณจะมอบพื้นที่นี้ในชีวิตของคุณให้กับพระเจ้าได้อย่างไรพระบิดา โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ลิ้มรสและพบว่าพระองค์ทรงเป็นสิ่งที่จิตวิญญาณของข้าพระองค์โหยหา และช่วยให้ข้าพระองค์วางพลั่วลงเมื่อข้าพระองค์พักสงบอยู่ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็น แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้ [ เยเรมีย์ 2:13 ]เรามีลูกสุนัขตัวใหม่ชื่อวินสตัน มันชอบกัด นอน แล้วก็กิน (และทำอย่างอื่นอีกหนึ่งหรือสองอย่าง) อ้อ มันชอบขุดด้วย วินสตันไม่ได</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วิ่งแข่งไปกับพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วิ่งแข่งไปกับพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a1b48ea-9fa7-45d4-9bbd-219b0b32cf54</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b8712c01</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้า [ สุภาษิต 1:8 ]</em></p><p><br></p><p>ทอมวัยเจ็ดขวบ รู้สึกชื่นชมกับถ้วยรางวัลแวววาวมากมายของพ่อที่วางอยู่บนหิ้ง ซึ่งได้มาจากการวิ่งแข่งต่างๆของโรงเรียน เขาคิดว่าผมอยากได้ถ้วยแบบนี้สักอันไว้ในห้องนอนของผม จึงถามว่า “พ่อครับ ผมขอถ้วยรางวัลของพ่อสักอันได้มั้ยครับ” ผู้เป็นพ่อตอบด้วยความประหลาดใจว่า “ไม่ได้หรอกทอม นั่นเป็นถ้วยของพ่อ พ่อได้รับมันมา ลูกต้องได้มันมาด้วยตัวเอง” จากนั้นพวกเขาก็วางแผนด้วยกันว่า หากทอมสามารถวิ่งไปรอบตึกได้ภายในเวลาที่กำหนด (เขารู้ว่าลูกชายของเขาทำได้) พ่อจะเป็นคนมอบถ้วยรางวัลให้เอง ทอมฝึกซ้อมตามคำแนะนำของพ่อ และหนึ่งสัปดาห์ต่อมาพ่อของเขาก็ส่งเสียงเชียร์ในขณะที่เขาวิ่งมาถึงจุดหมายได้ภายในเวลาที่กำหนด ทอมเรียนรู้บทเรียนในเรื่องการมีวินัยในตนเองและการฝึกอย่างหนัก และพ่อของเขาแสดงความยินดีกับเขาด้วยการให้รางวัล</p><p>สุภาษิต 1:8 หนุนใจให้เด็กๆ “ฟังคำเตือนของพ่อเจ้า” พ่อของทอมยังสอนถึงการวิ่งแข่งของชีวิตไปกับพระเยซูและฟังการทรงนำของพระองค์ เขาสอนทอมให้เลือก “ความชอบธรรม ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม” (ข้อ 3) ตามที่ผู้เป็นบิดาในสุภาษิตสอนไว้ คำสอนของพ่อนั้นเป็น “มงคลงามสวมศีรษะ…เป็นจี้ห้อยคอ” (ข้อ 9) ที่ล้ำค่า</p><p>คุณอาจไม่มีพ่อฝ่ายโลกที่คอยสั่งสอนคุณเรื่องการวิ่งแข่งไปด้วยกันกับพระคริสต์ แต่พระเจ้าสามารถนำคุณไปหาพี่เลี้ยงที่สามารถส่งต่อสติปัญญาของพวกเขาให้กับคุณได้ หรือบางทีพระเจ้าอาจจะกำลังเรียกคุณให้เลี้ยงดูใครสักคน พระองค์จะนำทางคุณเมื่อคุณมีใจกระตือรือร้นต่อผู้อื่นในการวิ่งแข่งของชีวิต</p><p><br></p><p><strong>มีใครในแวดวงของคุณที่คุณสามารถเรียนรู้ถึงชีวิตในพระคริสต์จากเขาได้ คุณจะช่วยใครได้บ้าง</strong></p><p><em>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระคัมภีร์ที่สั่งสอนข้าพระองค์ ขอโปรดประทานพี่เลี้ยงที่รู้จักพระองค์เป็นอย่างดีและสามารถแบ่งปันสติปัญญาของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ได้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้า [ สุภาษิต 1:8 ]</em></p><p><br></p><p>ทอมวัยเจ็ดขวบ รู้สึกชื่นชมกับถ้วยรางวัลแวววาวมากมายของพ่อที่วางอยู่บนหิ้ง ซึ่งได้มาจากการวิ่งแข่งต่างๆของโรงเรียน เขาคิดว่าผมอยากได้ถ้วยแบบนี้สักอันไว้ในห้องนอนของผม จึงถามว่า “พ่อครับ ผมขอถ้วยรางวัลของพ่อสักอันได้มั้ยครับ” ผู้เป็นพ่อตอบด้วยความประหลาดใจว่า “ไม่ได้หรอกทอม นั่นเป็นถ้วยของพ่อ พ่อได้รับมันมา ลูกต้องได้มันมาด้วยตัวเอง” จากนั้นพวกเขาก็วางแผนด้วยกันว่า หากทอมสามารถวิ่งไปรอบตึกได้ภายในเวลาที่กำหนด (เขารู้ว่าลูกชายของเขาทำได้) พ่อจะเป็นคนมอบถ้วยรางวัลให้เอง ทอมฝึกซ้อมตามคำแนะนำของพ่อ และหนึ่งสัปดาห์ต่อมาพ่อของเขาก็ส่งเสียงเชียร์ในขณะที่เขาวิ่งมาถึงจุดหมายได้ภายในเวลาที่กำหนด ทอมเรียนรู้บทเรียนในเรื่องการมีวินัยในตนเองและการฝึกอย่างหนัก และพ่อของเขาแสดงความยินดีกับเขาด้วยการให้รางวัล</p><p>สุภาษิต 1:8 หนุนใจให้เด็กๆ “ฟังคำเตือนของพ่อเจ้า” พ่อของทอมยังสอนถึงการวิ่งแข่งของชีวิตไปกับพระเยซูและฟังการทรงนำของพระองค์ เขาสอนทอมให้เลือก “ความชอบธรรม ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม” (ข้อ 3) ตามที่ผู้เป็นบิดาในสุภาษิตสอนไว้ คำสอนของพ่อนั้นเป็น “มงคลงามสวมศีรษะ…เป็นจี้ห้อยคอ” (ข้อ 9) ที่ล้ำค่า</p><p>คุณอาจไม่มีพ่อฝ่ายโลกที่คอยสั่งสอนคุณเรื่องการวิ่งแข่งไปด้วยกันกับพระคริสต์ แต่พระเจ้าสามารถนำคุณไปหาพี่เลี้ยงที่สามารถส่งต่อสติปัญญาของพวกเขาให้กับคุณได้ หรือบางทีพระเจ้าอาจจะกำลังเรียกคุณให้เลี้ยงดูใครสักคน พระองค์จะนำทางคุณเมื่อคุณมีใจกระตือรือร้นต่อผู้อื่นในการวิ่งแข่งของชีวิต</p><p><br></p><p><strong>มีใครในแวดวงของคุณที่คุณสามารถเรียนรู้ถึงชีวิตในพระคริสต์จากเขาได้ คุณจะช่วยใครได้บ้าง</strong></p><p><em>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระคัมภีร์ที่สั่งสอนข้าพระองค์ ขอโปรดประทานพี่เลี้ยงที่รู้จักพระองค์เป็นอย่างดีและสามารถแบ่งปันสติปัญญาของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ได้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 13 Jul 2025 05:28:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b8712c01/e22f7d47.mp3" length="12262674" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>767</itunes:duration>
      <itunes:summary>บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้า [ สุภาษิต 1:8 ]ทอมวัยเจ็ดขวบ รู้สึกชื่นชมกับถ้วยรางวัลแวววาวมากมายของพ่อที่วางอยู่บนหิ้ง ซึ่งได้มาจากการวิ่งแข่งต่างๆของโรงเรียน เขาคิดว่าผมอยากได้ถ้วยแบบนี้สักอันไว้ในห้องนอนของผม จึงถามว่า “พ่อครับ ผมขอถ้วยรางวัลของพ่อสักอันได้มั้ยครับ” ผู้เป็นพ่อตอบด้วยความประหลาดใจว่า “ไม่ได้หรอกทอม นั่นเป็นถ้วยของพ่อ พ่อได้รับมันมา ลูกต้องได้มันมาด้วยตัวเอง” จากนั้นพวกเขาก็วางแผนด้วยกันว่า หากทอมสามารถวิ่งไปรอบตึกได้ภายในเวลาที่กำหนด (เขารู้ว่าลูกชายของเขาทำได้) พ่อจะเป็นคนมอบถ้วยรางวัลให้เอง ทอมฝึกซ้อมตามคำแนะนำของพ่อ และหนึ่งสัปดาห์ต่อมาพ่อของเขาก็ส่งเสียงเชียร์ในขณะที่เขาวิ่งมาถึงจุดหมายได้ภายในเวลาที่กำหนด ทอมเรียนรู้บทเรียนในเรื่องการมีวินัยในตนเองและการฝึกอย่างหนัก และพ่อของเขาแสดงความยินดีกับเขาด้วยการให้รางวัลสุภาษิต 1:8 หนุนใจให้เด็กๆ “ฟังคำเตือนของพ่อเจ้า” พ่อของทอมยังสอนถึงการวิ่งแข่งของชีวิตไปกับพระเยซูและฟังการทรงนำของพระองค์ เขาสอนทอมให้เลือก “ความชอบธรรม ความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม” (ข้อ 3) ตามที่ผู้เป็นบิดาในสุภาษิตสอนไว้ คำสอนของพ่อนั้นเป็น “มงคลงามสวมศีรษะ…เป็นจี้ห้อยคอ” (ข้อ 9) ที่ล้ำค่าคุณอาจไม่มีพ่อฝ่ายโลกที่คอยสั่งสอนคุณเรื่องการวิ่งแข่งไปด้วยกันกับพระคริสต์ แต่พระเจ้าสามารถนำคุณไปหาพี่เลี้ยงที่สามารถส่งต่อสติปัญญาของพวกเขาให้กับคุณได้ หรือบางทีพระเจ้าอาจจะกำลังเรียกคุณให้เลี้ยงดูใครสักคน พระองค์จะนำทางคุณเมื่อคุณมีใจกระตือรือร้นต่อผู้อื่นในการวิ่งแข่งของชีวิตมีใครในแวดวงของคุณที่คุณสามารถเรียนรู้ถึงชีวิตในพระคริสต์จากเขาได้ คุณจะช่วยใครได้บ้างพระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระคัมภีร์ที่สั่งสอนข้าพระองค์ ขอโปรดประทานพี่เลี้ยงที่รู้จักพระองค์เป็นอย่างดีและสามารถแบ่งปันสติปัญญาของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บุตรชายของเราเอ๋ย จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้า [ สุภาษิต 1:8 ]ทอมวัยเจ็ดขวบ รู้สึกชื่นชมกับถ้วยรางวัลแวววาวมากมายของพ่อที่วางอยู่บนหิ้ง ซึ่งได้มาจากการวิ่งแข่งต่างๆของโรงเรียน เขาคิดว่าผมอยากได้ถ้วยแบบนี้สักอันไว้ในห้องนอนของผม จึงถามว่า “พ่อครับ ผมขอถ้วยรางวัล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การปรนนิบัติพระเจ้าในแต่ละฤดูกาล</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การปรนนิบัติพระเจ้าในแต่ละฤดูกาล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5aaf7ccb-d4c0-44b8-8331-f8ff76869194</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fd9eba7d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต [ 1 โครินธ์ 3:6 ]</em></p><p><br></p><p>หลังจากใช้เวลาในการดูแลคาเลบอยู่หลายปี มาร์ครู้สึกผิดหวังเมื่อทราบว่าผู้นำคริสตจักรได้มอบหมายอีกคนหนึ่งให้มาเป็นพี่เลี้ยงของชายหนุ่มคนนี้ ผู้นำกล่าวว่า “ในที่สุด คาเลบก็มีพี่เลี้ยง”</p><p>พวกเขาคิดว่าผมทำอะไรตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มาร์คสงสัย แม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังรางวัลหรือการยอมรับ แต่เขาก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้</p><p>อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคาเลบบอกว่ามาร์คได้เข้ามาในชีวิตของเขาในเวลาที่เขาต้องการการทรงนำฝ่ายวิญญาณมากที่สุด เมื่อได้ยินคำพูดหนุนใจนี้มาร์คจึงตระหนักในทันทีว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานของประทานที่เฉพาะเจาะจงให้กับผู้เชื่อในพระเยซูเพื่อรับใช้พระองค์ในแบบที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และพระองค์เป็นผู้กำหนดเวลา</p><p>ใน 1 โครินธ์ 12:4-31 เปาโลเน้นย้ำถึงคุณค่าของอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ คือ คริสตจักร ซึ่งมีของประทาน บทบาท และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแตกต่างกัน และในบทที่ 3 ท่านได้เตือนเราให้ระลึกถึงพระองค์ผู้เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของผลลัพธ์ทั้งปวงว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (ข้อ 6)</p><p>เราแต่ละคนอาจได้รับโอกาสและฤดูกาลที่พิเศษในการทำงานของพระเจ้า พระเจ้าไม่เหมือนกับมนุษย์ พระองค์ไม่เคยเปรียบเทียบสิ่งที่เราทำกับคนอื่นเพราะทรงรักเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว ขอให้เราจับตาและมุ่งความสนใจไปยังการทำสิ่งที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่พระเจ้าประทานแก่เรา โดยพึ่งพาในกำลังและฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ประทานให้เราอย่างเต็มที่ และไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นจะประสบความสำเร็จอย่างไรในเวลาและวิธีการของพวกเขา</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงมอบโอกาสใดให้คุณได้ใช้ของประทานที่พระองค์ประทานให้ คุณจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุดในช่วงเวลาและฤดูกาลนี้ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงประทานของประทาน โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปยังงานที่พระองค์มอบหมายให้ข้าพระองค์ทำ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต [ 1 โครินธ์ 3:6 ]</em></p><p><br></p><p>หลังจากใช้เวลาในการดูแลคาเลบอยู่หลายปี มาร์ครู้สึกผิดหวังเมื่อทราบว่าผู้นำคริสตจักรได้มอบหมายอีกคนหนึ่งให้มาเป็นพี่เลี้ยงของชายหนุ่มคนนี้ ผู้นำกล่าวว่า “ในที่สุด คาเลบก็มีพี่เลี้ยง”</p><p>พวกเขาคิดว่าผมทำอะไรตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มาร์คสงสัย แม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังรางวัลหรือการยอมรับ แต่เขาก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้</p><p>อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคาเลบบอกว่ามาร์คได้เข้ามาในชีวิตของเขาในเวลาที่เขาต้องการการทรงนำฝ่ายวิญญาณมากที่สุด เมื่อได้ยินคำพูดหนุนใจนี้มาร์คจึงตระหนักในทันทีว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานของประทานที่เฉพาะเจาะจงให้กับผู้เชื่อในพระเยซูเพื่อรับใช้พระองค์ในแบบที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และพระองค์เป็นผู้กำหนดเวลา</p><p>ใน 1 โครินธ์ 12:4-31 เปาโลเน้นย้ำถึงคุณค่าของอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ คือ คริสตจักร ซึ่งมีของประทาน บทบาท และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแตกต่างกัน และในบทที่ 3 ท่านได้เตือนเราให้ระลึกถึงพระองค์ผู้เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของผลลัพธ์ทั้งปวงว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (ข้อ 6)</p><p>เราแต่ละคนอาจได้รับโอกาสและฤดูกาลที่พิเศษในการทำงานของพระเจ้า พระเจ้าไม่เหมือนกับมนุษย์ พระองค์ไม่เคยเปรียบเทียบสิ่งที่เราทำกับคนอื่นเพราะทรงรักเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว ขอให้เราจับตาและมุ่งความสนใจไปยังการทำสิ่งที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่พระเจ้าประทานแก่เรา โดยพึ่งพาในกำลังและฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ประทานให้เราอย่างเต็มที่ และไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นจะประสบความสำเร็จอย่างไรในเวลาและวิธีการของพวกเขา</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงมอบโอกาสใดให้คุณได้ใช้ของประทานที่พระองค์ประทานให้ คุณจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุดในช่วงเวลาและฤดูกาลนี้ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงประทานของประทาน โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปยังงานที่พระองค์มอบหมายให้ข้าพระองค์ทำ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 12 Jul 2025 05:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fd9eba7d/bf34b110.mp3" length="11446419" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต [ 1 โครินธ์ 3:6 ]หลังจากใช้เวลาในการดูแลคาเลบอยู่หลายปี มาร์ครู้สึกผิดหวังเมื่อทราบว่าผู้นำคริสตจักรได้มอบหมายอีกคนหนึ่งให้มาเป็นพี่เลี้ยงของชายหนุ่มคนนี้ ผู้นำกล่าวว่า “ในที่สุด คาเลบก็มีพี่เลี้ยง”พวกเขาคิดว่าผมทำอะไรตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ มาร์คสงสัย แม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังรางวัลหรือการยอมรับ แต่เขาก็อดรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคาเลบบอกว่ามาร์คได้เข้ามาในชีวิตของเขาในเวลาที่เขาต้องการการทรงนำฝ่ายวิญญาณมากที่สุด เมื่อได้ยินคำพูดหนุนใจนี้มาร์คจึงตระหนักในทันทีว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานของประทานที่เฉพาะเจาะจงให้กับผู้เชื่อในพระเยซูเพื่อรับใช้พระองค์ในแบบที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น และพระองค์เป็นผู้กำหนดเวลาใน 1 โครินธ์ 12:4-31 เปาโลเน้นย้ำถึงคุณค่าของอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ คือ คริสตจักร ซึ่งมีของประทาน บทบาท และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายแตกต่างกัน และในบทที่ 3 ท่านได้เตือนเราให้ระลึกถึงพระองค์ผู้เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของผลลัพธ์ทั้งปวงว่า “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” (ข้อ 6)เราแต่ละคนอาจได้รับโอกาสและฤดูกาลที่พิเศษในการทำงานของพระเจ้า พระเจ้าไม่เหมือนกับมนุษย์ พระองค์ไม่เคยเปรียบเทียบสิ่งที่เราทำกับคนอื่นเพราะทรงรักเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว ขอให้เราจับตาและมุ่งความสนใจไปยังการทำสิ่งที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่พระเจ้าประทานแก่เรา โดยพึ่งพาในกำลังและฤทธิ์อำนาจที่พระองค์ประทานให้เราอย่างเต็มที่ และไม่ต้องกังวลว่าผู้อื่นจะประสบความสำเร็จอย่างไรในเวลาและวิธีการของพวกเขาพระเจ้าทรงมอบโอกาสใดให้คุณได้ใช้ของประทานที่พระองค์ประทานให้ คุณจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุดในช่วงเวลาและฤดูกาลนี้ได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงประทานของประทาน โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปยังงานที่พระองค์มอบหมายให้ข้าพระองค์ทำ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต [ 1 โครินธ์ 3:6 ]หลังจากใช้เวลาในการดูแลคาเลบอยู่หลายปี มาร์ครู้สึกผิดหวังเมื่อทราบว่าผู้นำคริสตจักรได้มอบหมายอีกคนหนึ่งให้มาเป็นพี่เลี้ยงของชายหนุ่มคนนี้ ผู้นำกล่าวว่า “ในที่สุด คาเลบก็มีพี่เลี้ยง”พวกเขาค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f4a72319-94a1-40a7-ac03-258cea308ef6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d56a5b2a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงแสวงหาพระเจ้าและดำรงชีวิตอยู่ [ อาโมส 5:6 ]</em></p><p><br></p><p>ครอบครัวหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อกับไทเลอร์ผู้เป็นทั้งลูกชายและน้องชายของพวกเขา ได้รับโกศที่บรรจุเถ้ากระดูกของเขา เขาเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปี เป็นเวลาหลายปีที่ไทเลอร์ต้องรับมือกับผลเสียจากการเสพยาและการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ก่อนที่จะมีรายงานว่าเขาใช้ยาเกินขนาดนั้น เขาเลิกยาได้หลังจากใช้เวลาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวและเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พบสิ่งที่น่าตกใจว่า แท้จริงแล้วไทเลอร์ยังมีชีวิตอยู่! พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่า ชายหนุ่มอีกคนที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเป็นไทเลอร์ หลังจากที่กลับมาอยู่กับครอบครัวและครุ่นคิดถึงการเสียชีวิตของชายหนุ่มคนนั้น ไทเลอร์ก็กล่าวว่า “นั่นอาจจะเป็นตัวผมเอง”</p><p>ครั้งหนึ่งคนอิสราเอลก็ได้รู้ถึงความตายของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ ในบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ ผู้เผยพระวจนะอาโมสได้ร้องเพลงบทนี้ให้ประชากรที่กบฏของพระเจ้าฟัง “พรหมจารีอิสราเอล ล้มลงแล้ว และจะไม่ลุกขึ้นอีก” (อมส.5:2) ถ้อยคำเหล่านี้กระตุกความสนใจของพวกเขา พวกเขาตายแล้วหรือ! แต่ผู้เผยพระวจนะพูดถ้อยคำแห่งการหนุนน้ำใจที่พระเจ้าพระองค์เองตรัสว่า “จงแสวงหาเราและดำรงชีวิตอยู่” และ “จงแสวงหาความดี…พระเจ้าจอมโยธาจึงทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 4, 14) แม้ว่าอิสราเอลจะตายแล้วในการบาป แต่พระองค์ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้หันกลับมาหาพระองค์และพบชีวิต</p><p>ขณะเมื่อเราจัดการกับบาปของตัวเองนั้น ให้เราสารภาพและนำมันไปมอบให้กับพระองค์ผู้ทรงรักและให้อภัยเรา พระเจ้าจะทรงนำเราด้วยความรัก ให้พ้นจากความตายไปสู่ชีวิต (ยน.5:24)</p><p><br></p><p><strong>การต่อต้านพระเจ้านำไปสู่ความตายได้อย่างไร คุณต้องสารภาพบาปในเรื่องใดต่อพระองค์</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันจากความบาปและพบชีวิตในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงแสวงหาพระเจ้าและดำรงชีวิตอยู่ [ อาโมส 5:6 ]</em></p><p><br></p><p>ครอบครัวหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อกับไทเลอร์ผู้เป็นทั้งลูกชายและน้องชายของพวกเขา ได้รับโกศที่บรรจุเถ้ากระดูกของเขา เขาเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปี เป็นเวลาหลายปีที่ไทเลอร์ต้องรับมือกับผลเสียจากการเสพยาและการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ก่อนที่จะมีรายงานว่าเขาใช้ยาเกินขนาดนั้น เขาเลิกยาได้หลังจากใช้เวลาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวและเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พบสิ่งที่น่าตกใจว่า แท้จริงแล้วไทเลอร์ยังมีชีวิตอยู่! พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่า ชายหนุ่มอีกคนที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเป็นไทเลอร์ หลังจากที่กลับมาอยู่กับครอบครัวและครุ่นคิดถึงการเสียชีวิตของชายหนุ่มคนนั้น ไทเลอร์ก็กล่าวว่า “นั่นอาจจะเป็นตัวผมเอง”</p><p>ครั้งหนึ่งคนอิสราเอลก็ได้รู้ถึงความตายของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ ในบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ ผู้เผยพระวจนะอาโมสได้ร้องเพลงบทนี้ให้ประชากรที่กบฏของพระเจ้าฟัง “พรหมจารีอิสราเอล ล้มลงแล้ว และจะไม่ลุกขึ้นอีก” (อมส.5:2) ถ้อยคำเหล่านี้กระตุกความสนใจของพวกเขา พวกเขาตายแล้วหรือ! แต่ผู้เผยพระวจนะพูดถ้อยคำแห่งการหนุนน้ำใจที่พระเจ้าพระองค์เองตรัสว่า “จงแสวงหาเราและดำรงชีวิตอยู่” และ “จงแสวงหาความดี…พระเจ้าจอมโยธาจึงทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 4, 14) แม้ว่าอิสราเอลจะตายแล้วในการบาป แต่พระองค์ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้หันกลับมาหาพระองค์และพบชีวิต</p><p>ขณะเมื่อเราจัดการกับบาปของตัวเองนั้น ให้เราสารภาพและนำมันไปมอบให้กับพระองค์ผู้ทรงรักและให้อภัยเรา พระเจ้าจะทรงนำเราด้วยความรัก ให้พ้นจากความตายไปสู่ชีวิต (ยน.5:24)</p><p><br></p><p><strong>การต่อต้านพระเจ้านำไปสู่ความตายได้อย่างไร คุณต้องสารภาพบาปในเรื่องใดต่อพระองค์</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันจากความบาปและพบชีวิตในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 11 Jul 2025 05:24:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d56a5b2a/6fd5f112.mp3" length="11982211" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงแสวงหาพระเจ้าและดำรงชีวิตอยู่ [ อาโมส 5:6 ]ครอบครัวหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อกับไทเลอร์ผู้เป็นทั้งลูกชายและน้องชายของพวกเขา ได้รับโกศที่บรรจุเถ้ากระดูกของเขา เขาเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปี เป็นเวลาหลายปีที่ไทเลอร์ต้องรับมือกับผลเสียจากการเสพยาและการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ก่อนที่จะมีรายงานว่าเขาใช้ยาเกินขนาดนั้น เขาเลิกยาได้หลังจากใช้เวลาอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวและเข้าร่วมโปรแกรมฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พบสิ่งที่น่าตกใจว่า แท้จริงแล้วไทเลอร์ยังมีชีวิตอยู่! พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่า ชายหนุ่มอีกคนที่เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดเป็นไทเลอร์ หลังจากที่กลับมาอยู่กับครอบครัวและครุ่นคิดถึงการเสียชีวิตของชายหนุ่มคนนั้น ไทเลอร์ก็กล่าวว่า “นั่นอาจจะเป็นตัวผมเอง”ครั้งหนึ่งคนอิสราเอลก็ได้รู้ถึงความตายของตัวเอง แม้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ ในบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ ผู้เผยพระวจนะอาโมสได้ร้องเพลงบทนี้ให้ประชากรที่กบฏของพระเจ้าฟัง “พรหมจารีอิสราเอล ล้มลงแล้ว และจะไม่ลุกขึ้นอีก” (อมส.5:2) ถ้อยคำเหล่านี้กระตุกความสนใจของพวกเขา พวกเขาตายแล้วหรือ! แต่ผู้เผยพระวจนะพูดถ้อยคำแห่งการหนุนน้ำใจที่พระเจ้าพระองค์เองตรัสว่า “จงแสวงหาเราและดำรงชีวิตอยู่” และ “จงแสวงหาความดี…พระเจ้าจอมโยธาจึงทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 4, 14) แม้ว่าอิสราเอลจะตายแล้วในการบาป แต่พระองค์ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้หันกลับมาหาพระองค์และพบชีวิตขณะเมื่อเราจัดการกับบาปของตัวเองนั้น ให้เราสารภาพและนำมันไปมอบให้กับพระองค์ผู้ทรงรักและให้อภัยเรา พระเจ้าจะทรงนำเราด้วยความรัก ให้พ้นจากความตายไปสู่ชีวิต (ยน.5:24)การต่อต้านพระเจ้านำไปสู่ความตายได้อย่างไร คุณต้องสารภาพบาปในเรื่องใดต่อพระองค์พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันจากความบาปและพบชีวิตในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงแสวงหาพระเจ้าและดำรงชีวิตอยู่ [ อาโมส 5:6 ]ครอบครัวหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อกับไทเลอร์ผู้เป็นทั้งลูกชายและน้องชายของพวกเขา ได้รับโกศที่บรรจุเถ้ากระดูกของเขา เขาเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปี เป็นเวลาหลายปีที่ไทเลอร์ต้องรับมือกับผลเสียจา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">38f48309-a46d-4847-81cb-87e0a3eef625</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1eedf420</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น [ สดุดี 139:8 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อมีคนมาแจ้งกับย่าของฉันว่าปู่น่าจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราแอบกังวลว่าเธอจะว้าวุ่นใจและเป็นกังวล “คุณรู้สึกกังวลมั้ย” มีคนถามเธอโดยคิดว่าเธออาจจะอยากถามถึงอาการของสามี หรืออาจมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยอาการที่สงบว่า “ไม่เลย ฉันรู้ว่าเขากำลังจะไปไหน และพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเขาที่นั่น”</p><p>คำพูดของเธอที่ว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับสามีของเธอนั้นสะท้อนถึงสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์ไว้ในสดุดี 139 ที่บอกว่า “ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น” (ข้อ 8)</p><p>แม้การทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างแน่นอนของพระเจ้าที่บรรยายไว้ในสดุดี 139 จะแฝงคำเตือนที่ว่า เราไม่สามารถรอดพ้นจากพระวิญญาณของพระองค์ได้ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ใดก็ตาม แต่พระธรรมตอนนี้ยังนำการปลอบประโลมอย่างมากมายังผู้ที่รักพระองค์และแสวงหาความมั่นใจในการทรงสถิตของพระองค์ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7) ในฐานะประชากรที่ได้รับการไถ่ของพระเจ้า เราวางใจได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด พระองค์จะทรงอยู่ที่นั่นเพื่อนำทางเราและโอบอุ้มเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 10)</p><p>เมื่อเราเดินผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าวิตก และรู้สึกว่าพระเจ้าไม่สถิตอยู่ด้วย เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับคนที่พระองค์ทรงรักและรักพระองค์ ขอให้ความรู้ในเรื่องการทรงสถิตอันแน่นอนของพระเจ้านี้ นำการปลอบประโลมและความหวังที่คุณต้องการมาให้กับคุณในวันนี้</p><p><br></p><p><strong>วันนี้คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด การรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณอย่างแน่นอนจะช่วยคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์กังวล โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รู้ว่าชีวิตของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น [ สดุดี 139:8 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อมีคนมาแจ้งกับย่าของฉันว่าปู่น่าจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราแอบกังวลว่าเธอจะว้าวุ่นใจและเป็นกังวล “คุณรู้สึกกังวลมั้ย” มีคนถามเธอโดยคิดว่าเธออาจจะอยากถามถึงอาการของสามี หรืออาจมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยอาการที่สงบว่า “ไม่เลย ฉันรู้ว่าเขากำลังจะไปไหน และพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเขาที่นั่น”</p><p>คำพูดของเธอที่ว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับสามีของเธอนั้นสะท้อนถึงสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์ไว้ในสดุดี 139 ที่บอกว่า “ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น” (ข้อ 8)</p><p>แม้การทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างแน่นอนของพระเจ้าที่บรรยายไว้ในสดุดี 139 จะแฝงคำเตือนที่ว่า เราไม่สามารถรอดพ้นจากพระวิญญาณของพระองค์ได้ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ใดก็ตาม แต่พระธรรมตอนนี้ยังนำการปลอบประโลมอย่างมากมายังผู้ที่รักพระองค์และแสวงหาความมั่นใจในการทรงสถิตของพระองค์ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7) ในฐานะประชากรที่ได้รับการไถ่ของพระเจ้า เราวางใจได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด พระองค์จะทรงอยู่ที่นั่นเพื่อนำทางเราและโอบอุ้มเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 10)</p><p>เมื่อเราเดินผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าวิตก และรู้สึกว่าพระเจ้าไม่สถิตอยู่ด้วย เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับคนที่พระองค์ทรงรักและรักพระองค์ ขอให้ความรู้ในเรื่องการทรงสถิตอันแน่นอนของพระเจ้านี้ นำการปลอบประโลมและความหวังที่คุณต้องการมาให้กับคุณในวันนี้</p><p><br></p><p><strong>วันนี้คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด การรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณอย่างแน่นอนจะช่วยคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์กังวล โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รู้ว่าชีวิตของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 10 Jul 2025 05:24:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1eedf420/dffefabf.mp3" length="11343161" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น [ สดุดี 139:8 ]เมื่อมีคนมาแจ้งกับย่าของฉันว่าปู่น่าจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราแอบกังวลว่าเธอจะว้าวุ่นใจและเป็นกังวล “คุณรู้สึกกังวลมั้ย” มีคนถามเธอโดยคิดว่าเธออาจจะอยากถามถึงอาการของสามี หรืออาจมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยอาการที่สงบว่า “ไม่เลย ฉันรู้ว่าเขากำลังจะไปไหน และพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเขาที่นั่น”คำพูดของเธอที่ว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับสามีของเธอนั้นสะท้อนถึงสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์ไว้ในสดุดี 139 ที่บอกว่า “ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น” (ข้อ 8)แม้การทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างแน่นอนของพระเจ้าที่บรรยายไว้ในสดุดี 139 จะแฝงคำเตือนที่ว่า เราไม่สามารถรอดพ้นจากพระวิญญาณของพระองค์ได้ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ใดก็ตาม แต่พระธรรมตอนนี้ยังนำการปลอบประโลมอย่างมากมายังผู้ที่รักพระองค์และแสวงหาความมั่นใจในการทรงสถิตของพระองค์ “ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (ข้อ 7) ในฐานะประชากรที่ได้รับการไถ่ของพระเจ้า เราวางใจได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด พระองค์จะทรงอยู่ที่นั่นเพื่อนำทางเราและโอบอุ้มเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 10)เมื่อเราเดินผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าวิตก และรู้สึกว่าพระเจ้าไม่สถิตอยู่ด้วย เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับคนที่พระองค์ทรงรักและรักพระองค์ ขอให้ความรู้ในเรื่องการทรงสถิตอันแน่นอนของพระเจ้านี้ นำการปลอบประโลมและความหวังที่คุณต้องการมาให้กับคุณในวันนี้วันนี้คุณกังวลเรื่องใดมากที่สุด การรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับคุณอย่างแน่นอนจะช่วยคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์กังวล โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รู้ว่าชีวิตของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตที่นั่น [ สดุดี 139:8 ]เมื่อมีคนมาแจ้งกับย่าของฉันว่าปู่น่าจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราแอบกังวลว่าเธอจะว้าวุ่นใจและเป็นกังวล “คุณรู้สึกกังวลมั้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตื่นตระหนกอยู่ในถ้ำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตื่นตระหนกอยู่ในถ้ำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b9296e59-5c61-4fba-98f7-026e3083bb7a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/57dc37de</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่าดับพระวิญญาณ [ 1 เธสะโลนิกา 5:19 ]</em></p><p><br></p><p>มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคนที่ต่อมอะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านถูกนำมาปล่อยในระบบใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับถ้ำของช้างแมมมอธ โดยมีลุงแฟรงค์นักสำรวจถ้ำผู้มากด้วยประสบการณ์และคุ้นเคยกับส่วนต่างๆของถ้ำเป็นอย่างดี ไปกับพวกเขาด้วย เขารู้จุดที่ถูกนำมาหย่อนและจุดที่อันตราย และจะคอยเรียกเด็กทั้งสามคนตลอดเวลาว่า “เด็กๆตามฉันมาทางนี้!” กระนั้นเด็กหนุ่มยิ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆ</p><p>ลุงแฟรงค์หรี่ไฟที่อยู่บนศีรษะลงและตัดสินใจที่จะเงียบ ในไม่ช้าเด็กๆก็ตระหนักว่าพวกเขาพลัดหลงกับคนนำทางแน่แล้ว พวกเขาตะโกนเรียกชื่อลุงแฟรงค์ด้วยความตื่นตระหนก ไม่มีเสียงตอบ ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นแสงไฟบนศีรษะของลุงที่กะพริบอยู่แต่ไกล พวกเขารู้สึกโล่งอกและสงบลงทันที! ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเดินตามคนนำทาง</p><p>เรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้เปรียบได้กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เส้นทางที่วกวนลวงเราให้ออกห่างจากเสียงเรียกให้ติดตามพระองค์ผู้ที่ตรัสว่า “จงตามเรามา” (มธ.16:24) เสียงนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในบุตรแต่ละคนของพระเจ้า (กจ.2:38-39)</p><p>พระวิญญาณของพระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่เราอาจเพิกเฉยต่อพระองค์ เปาโลเตือนว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” (1ธส.5:19) แต่ “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” และ “ขอบพระคุณในทุกกรณี” (ข้อ 16-18) โดยการทำเช่นนั้น เราจะอยู่ใกล้กับผู้นำทางของเราคือ “พระเจ้าแห่งสันติสุข” ผู้ทรงทำให้เรา “หมดจด” (ข้อ 23) ไม่ใช่ตัวเราทำเอง แต่เป็นการงานของพระองค์ ดังที่เปาโลย้ำเตือนว่า “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (ข้อ 24)</p><p><br></p><p><strong>คุณเพิกเฉยต่อพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทางใดบ้าง คุณจะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดให้ข้าพระองค์ได้ใกล้ชิดและใส่ใจที่จะฟังพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่าดับพระวิญญาณ [ 1 เธสะโลนิกา 5:19 ]</em></p><p><br></p><p>มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคนที่ต่อมอะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านถูกนำมาปล่อยในระบบใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับถ้ำของช้างแมมมอธ โดยมีลุงแฟรงค์นักสำรวจถ้ำผู้มากด้วยประสบการณ์และคุ้นเคยกับส่วนต่างๆของถ้ำเป็นอย่างดี ไปกับพวกเขาด้วย เขารู้จุดที่ถูกนำมาหย่อนและจุดที่อันตราย และจะคอยเรียกเด็กทั้งสามคนตลอดเวลาว่า “เด็กๆตามฉันมาทางนี้!” กระนั้นเด็กหนุ่มยิ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆ</p><p>ลุงแฟรงค์หรี่ไฟที่อยู่บนศีรษะลงและตัดสินใจที่จะเงียบ ในไม่ช้าเด็กๆก็ตระหนักว่าพวกเขาพลัดหลงกับคนนำทางแน่แล้ว พวกเขาตะโกนเรียกชื่อลุงแฟรงค์ด้วยความตื่นตระหนก ไม่มีเสียงตอบ ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นแสงไฟบนศีรษะของลุงที่กะพริบอยู่แต่ไกล พวกเขารู้สึกโล่งอกและสงบลงทันที! ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเดินตามคนนำทาง</p><p>เรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้เปรียบได้กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เส้นทางที่วกวนลวงเราให้ออกห่างจากเสียงเรียกให้ติดตามพระองค์ผู้ที่ตรัสว่า “จงตามเรามา” (มธ.16:24) เสียงนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในบุตรแต่ละคนของพระเจ้า (กจ.2:38-39)</p><p>พระวิญญาณของพระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่เราอาจเพิกเฉยต่อพระองค์ เปาโลเตือนว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” (1ธส.5:19) แต่ “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” และ “ขอบพระคุณในทุกกรณี” (ข้อ 16-18) โดยการทำเช่นนั้น เราจะอยู่ใกล้กับผู้นำทางของเราคือ “พระเจ้าแห่งสันติสุข” ผู้ทรงทำให้เรา “หมดจด” (ข้อ 23) ไม่ใช่ตัวเราทำเอง แต่เป็นการงานของพระองค์ ดังที่เปาโลย้ำเตือนว่า “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (ข้อ 24)</p><p><br></p><p><strong>คุณเพิกเฉยต่อพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทางใดบ้าง คุณจะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดให้ข้าพระองค์ได้ใกล้ชิดและใส่ใจที่จะฟังพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 09 Jul 2025 06:23:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/57dc37de/1ee8afea.mp3" length="11379520" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าดับพระวิญญาณ [ 1 เธสะโลนิกา 5:19 ]มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคนที่ต่อมอะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านถูกนำมาปล่อยในระบบใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับถ้ำของช้างแมมมอธ โดยมีลุงแฟรงค์นักสำรวจถ้ำผู้มากด้วยประสบการณ์และคุ้นเคยกับส่วนต่างๆของถ้ำเป็นอย่างดี ไปกับพวกเขาด้วย เขารู้จุดที่ถูกนำมาหย่อนและจุดที่อันตราย และจะคอยเรียกเด็กทั้งสามคนตลอดเวลาว่า “เด็กๆตามฉันมาทางนี้!” กระนั้นเด็กหนุ่มยิ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆลุงแฟรงค์หรี่ไฟที่อยู่บนศีรษะลงและตัดสินใจที่จะเงียบ ในไม่ช้าเด็กๆก็ตระหนักว่าพวกเขาพลัดหลงกับคนนำทางแน่แล้ว พวกเขาตะโกนเรียกชื่อลุงแฟรงค์ด้วยความตื่นตระหนก ไม่มีเสียงตอบ ในที่สุดพวกเขาก็มองเห็นแสงไฟบนศีรษะของลุงที่กะพริบอยู่แต่ไกล พวกเขารู้สึกโล่งอกและสงบลงทันที! ตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเดินตามคนนำทางเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้เปรียบได้กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เส้นทางที่วกวนลวงเราให้ออกห่างจากเสียงเรียกให้ติดตามพระองค์ผู้ที่ตรัสว่า “จงตามเรามา” (มธ.16:24) เสียงนั้นมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในบุตรแต่ละคนของพระเจ้า (กจ.2:38-39)พระวิญญาณของพระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่เราอาจเพิกเฉยต่อพระองค์ เปาโลเตือนว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” (1ธส.5:19) แต่ “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” และ “ขอบพระคุณในทุกกรณี” (ข้อ 16-18) โดยการทำเช่นนั้น เราจะอยู่ใกล้กับผู้นำทางของเราคือ “พระเจ้าแห่งสันติสุข” ผู้ทรงทำให้เรา “หมดจด” (ข้อ 23) ไม่ใช่ตัวเราทำเอง แต่เป็นการงานของพระองค์ ดังที่เปาโลย้ำเตือนว่า “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (ข้อ 24)คุณเพิกเฉยต่อพระสุรเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทางใดบ้าง คุณจะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดมากขึ้นได้อย่างไรข้าแต่พระบิดา โปรดให้ข้าพระองค์ได้ใกล้ชิดและใส่ใจที่จะฟังพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าดับพระวิญญาณ [ 1 เธสะโลนิกา 5:19 ]มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นสามคนที่ต่อมอะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านถูกนำมาปล่อยในระบบใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อกับถ้ำของช้างแมมมอธ โดยมีลุงแฟรงค์นักสำรวจถ้ำผู้มากด้วยประสบการณ์และคุ้นเคยกับส่วนต่างๆของถ้ำเป็นอย่างดี ไปกับพวกเขาด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">622e33d0-eb0d-4da8-9ad3-324ae6a6ac56</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5c620d68</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูตรัสกับนางว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” [ ยอห์น 11:23 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอได้รับแจ้งให้โทรหาคนในครอบครัวเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาอธิษฐานแบบที่เคร็กเรียกว่า “คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง”</p><p>เราอธิษฐานด้วยความสิ้นหวังในช่วงวิกฤติบ่อยแค่ไหน มารธากับมารีย์ทำเช่นนั้น พวกเธอส่งสารถึงพระเยซูด้วยความสิ้นหวัง บอกว่าลาซารัสน้องชายของพวกเธอ “ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” กำลังป่วยหนัก (ยน.11:3) ในที่สุดเมื่อพระคริสต์เสด็จมาถึงลาซารัสเสียชีวิตไปสี่วันแล้ว มารธาบอกพระเยซูด้วยความปวดร้าวว่า “ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) เธอรู้ว่าพระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยให้หายได้ แต่ไม่นึกว่าพระองค์จะมีอำนาจเหนือความตาย แน่นอนว่าพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นภาพที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า</p><p>แครี่เสียชีวิตแล้วอย่างเป็นทางการ แต่พระเจ้าทรงทำให้เธอกลับมีชีวิตอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ จากเรื่องราวของทั้งแครี่และลาซารัส เป็นเรื่องง่ายที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่เราไม่อาจรู้ได้ พระองค์ไม่ได้รักษาทุกคนหรือทำให้คนตายทุกคนกลับมีชีวิต แต่พระองค์ให้คำยืนยันที่เกินความเข้าใจแก่เราว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ข้อ 25) ในฐานะผู้เชื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรารู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเยซู นั่นอาจจะช่วยให้คำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราสิ้นหวังน้อยลง</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ที่สิ้นหวังในเรื่องใดบ้าง คุณอธิษฐานอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่กว่าสถานการณ์ที่ข้าพระองค์เผชิญ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูตรัสกับนางว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” [ ยอห์น 11:23 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอได้รับแจ้งให้โทรหาคนในครอบครัวเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาอธิษฐานแบบที่เคร็กเรียกว่า “คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง”</p><p>เราอธิษฐานด้วยความสิ้นหวังในช่วงวิกฤติบ่อยแค่ไหน มารธากับมารีย์ทำเช่นนั้น พวกเธอส่งสารถึงพระเยซูด้วยความสิ้นหวัง บอกว่าลาซารัสน้องชายของพวกเธอ “ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” กำลังป่วยหนัก (ยน.11:3) ในที่สุดเมื่อพระคริสต์เสด็จมาถึงลาซารัสเสียชีวิตไปสี่วันแล้ว มารธาบอกพระเยซูด้วยความปวดร้าวว่า “ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) เธอรู้ว่าพระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยให้หายได้ แต่ไม่นึกว่าพระองค์จะมีอำนาจเหนือความตาย แน่นอนว่าพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นภาพที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า</p><p>แครี่เสียชีวิตแล้วอย่างเป็นทางการ แต่พระเจ้าทรงทำให้เธอกลับมีชีวิตอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ จากเรื่องราวของทั้งแครี่และลาซารัส เป็นเรื่องง่ายที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่เราไม่อาจรู้ได้ พระองค์ไม่ได้รักษาทุกคนหรือทำให้คนตายทุกคนกลับมีชีวิต แต่พระองค์ให้คำยืนยันที่เกินความเข้าใจแก่เราว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ข้อ 25) ในฐานะผู้เชื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรารู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเยซู นั่นอาจจะช่วยให้คำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราสิ้นหวังน้อยลง</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ที่สิ้นหวังในเรื่องใดบ้าง คุณอธิษฐานอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่กว่าสถานการณ์ที่ข้าพระองค์เผชิญ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 08 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5c620d68/6fbdc0f5.mp3" length="12301958" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>769</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยซูตรัสกับนางว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” [ ยอห์น 11:23 ]ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอได้รับแจ้งให้โทรหาคนในครอบครัวเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาอธิษฐานแบบที่เคร็กเรียกว่า “คำอธิษฐานที่สิ้นหวัง”เราอธิษฐานด้วยความสิ้นหวังในช่วงวิกฤติบ่อยแค่ไหน มารธากับมารีย์ทำเช่นนั้น พวกเธอส่งสารถึงพระเยซูด้วยความสิ้นหวัง บอกว่าลาซารัสน้องชายของพวกเธอ “ผู้ที่พระองค์ทรงรัก” กำลังป่วยหนัก (ยน.11:3) ในที่สุดเมื่อพระคริสต์เสด็จมาถึงลาซารัสเสียชีวิตไปสี่วันแล้ว มารธาบอกพระเยซูด้วยความปวดร้าวว่า “ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) เธอรู้ว่าพระคริสต์ทรงรักษาคนป่วยให้หายได้ แต่ไม่นึกว่าพระองค์จะมีอำนาจเหนือความตาย แน่นอนว่าพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นภาพที่เล็งถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เองในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าแครี่เสียชีวิตแล้วอย่างเป็นทางการ แต่พระเจ้าทรงทำให้เธอกลับมีชีวิตอีกครั้งอย่างอัศจรรย์ จากเรื่องราวของทั้งแครี่และลาซารัส เป็นเรื่องง่ายที่เราจะพลาดประเด็นสำคัญที่ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่เราไม่อาจรู้ได้ พระองค์ไม่ได้รักษาทุกคนหรือทำให้คนตายทุกคนกลับมีชีวิต แต่พระองค์ให้คำยืนยันที่เกินความเข้าใจแก่เราว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก” (ข้อ 25) ในฐานะผู้เชื่อ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเรารู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเยซู นั่นอาจจะช่วยให้คำอธิษฐานที่สิ้นหวังของเราสิ้นหวังน้อยลงคุณเคยมีประสบการณ์ที่สิ้นหวังในเรื่องใดบ้าง คุณอธิษฐานอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้นพระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่กว่าสถานการณ์ที่ข้าพระองค์เผชิญ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยซูตรัสกับนางว่า “น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก” [ ยอห์น 11:23 ]ในปี 2011 แครี่ แพ็คการ์ดและลูกสาวของเธอกำลังเก็บของเพื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จู่ๆแครี่ก็ล้มลงและหัวใจหยุดเต้น แพทย์ช่วยแครี่ให้ฟื้นขึ้นมาแต่เธอก็มีอาการแย่ลงตลอดทั้งคืน เคร็กสามีของเธอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเติบโตในพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การเติบโตในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1e542b9c-96ec-42ac-bf8e-2f06779ccc1e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8ab5df46</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย [ 2 ทิโมธี 2:15 ]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงปีแรกๆของการเป็นนักเขียนคริสเตียน เกลมักจะได้รับของขวัญจากสำนักพิมพ์ของเธอบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือกล่องชาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสำนักพิมพ์ของเธอเริ่มส่งของขวัญซึ่งมีคุณค่าที่เป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์ หนังสือเฝ้าเดี่ยว หรือสมุดบันทึกคำอธิษฐานสำหรับหนึ่งปี เมื่อเธอใช้สิ่งเหล่านี้ เกลก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากขึ้นและไม่ถูกทำให้ไขว้เขวด้วยของขวัญที่มีราคา และเธอเริ่มมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตเพื่อนำผู้อื่นมาหาพระคริสต์</p><p>วิธีการนี้ทำให้นึกถึงการเติบโตของทิโมธีภายใต้การเลี้ยงดูของอัครทูตเปาโล ผู้ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ โดยบอกว่า “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)</p><p>เปาโลกล่าวต่อไปว่า “จงหลีกเสียจากคำสอนที่ไร้คุณธรรม เพราะคำอย่างนั้นจะนำคนไปสู่อธรรมมากยิ่งขึ้น” (ข้อ 16) และกล่าวอีกว่า “จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม...อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ...ผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน” (ข้อ 22-24)</p><p>คำแนะนำอันชาญฉลาดของเปาโลทำให้ผู้เชื่อได้รับประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามกับพระคริสต์เมื่อได้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ของเรา พวกเขาก็อาจจะ “มาถึงซึ่งความจริงและหลุดพ้นบ่วงของมาร ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้” (ข้อ 26) ดังนั้น การ “เติบโต” ในพระเจ้าจึงมีผลนิรันดร์ที่ไม่ได้จบแค่ตัวเราเอง ขออย่ารอช้าที่จะเติบโตในความเชื่อ เพื่อผู้อื่นจะได้รับประโยชน์จากเราด้วย</p><p><br></p><p><strong>จุดไหนที่ความเชื่อของคุณยังไม่เติบโต คุณจะ “เติบโต” ฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสติปัญญา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย [ 2 ทิโมธี 2:15 ]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงปีแรกๆของการเป็นนักเขียนคริสเตียน เกลมักจะได้รับของขวัญจากสำนักพิมพ์ของเธอบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือกล่องชาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสำนักพิมพ์ของเธอเริ่มส่งของขวัญซึ่งมีคุณค่าที่เป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์ หนังสือเฝ้าเดี่ยว หรือสมุดบันทึกคำอธิษฐานสำหรับหนึ่งปี เมื่อเธอใช้สิ่งเหล่านี้ เกลก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากขึ้นและไม่ถูกทำให้ไขว้เขวด้วยของขวัญที่มีราคา และเธอเริ่มมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตเพื่อนำผู้อื่นมาหาพระคริสต์</p><p>วิธีการนี้ทำให้นึกถึงการเติบโตของทิโมธีภายใต้การเลี้ยงดูของอัครทูตเปาโล ผู้ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ โดยบอกว่า “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)</p><p>เปาโลกล่าวต่อไปว่า “จงหลีกเสียจากคำสอนที่ไร้คุณธรรม เพราะคำอย่างนั้นจะนำคนไปสู่อธรรมมากยิ่งขึ้น” (ข้อ 16) และกล่าวอีกว่า “จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม...อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ...ผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน” (ข้อ 22-24)</p><p>คำแนะนำอันชาญฉลาดของเปาโลทำให้ผู้เชื่อได้รับประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามกับพระคริสต์เมื่อได้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ของเรา พวกเขาก็อาจจะ “มาถึงซึ่งความจริงและหลุดพ้นบ่วงของมาร ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้” (ข้อ 26) ดังนั้น การ “เติบโต” ในพระเจ้าจึงมีผลนิรันดร์ที่ไม่ได้จบแค่ตัวเราเอง ขออย่ารอช้าที่จะเติบโตในความเชื่อ เพื่อผู้อื่นจะได้รับประโยชน์จากเราด้วย</p><p><br></p><p><strong>จุดไหนที่ความเชื่อของคุณยังไม่เติบโต คุณจะ “เติบโต” ฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสติปัญญา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 07 Jul 2025 05:21:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8ab5df46/4034530f.mp3" length="12025683" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย [ 2 ทิโมธี 2:15 ]ในช่วงปีแรกๆของการเป็นนักเขียนคริสเตียน เกลมักจะได้รับของขวัญจากสำนักพิมพ์ของเธอบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือกล่องชาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสำนักพิมพ์ของเธอเริ่มส่งของขวัญซึ่งมีคุณค่าที่เป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์ หนังสือเฝ้าเดี่ยว หรือสมุดบันทึกคำอธิษฐานสำหรับหนึ่งปี เมื่อเธอใช้สิ่งเหล่านี้ เกลก็เริ่มเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณมากขึ้นและไม่ถูกทำให้ไขว้เขวด้วยของขวัญที่มีราคา และเธอเริ่มมีความมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะใช้ชีวิตเพื่อนำผู้อื่นมาหาพระคริสต์วิธีการนี้ทำให้นึกถึงการเติบโตของทิโมธีภายใต้การเลี้ยงดูของอัครทูตเปาโล ผู้ซึ่งเน้นย้ำถึงความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ โดยบอกว่า “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทธ.2:15)เปาโลกล่าวต่อไปว่า “จงหลีกเสียจากคำสอนที่ไร้คุณธรรม เพราะคำอย่างนั้นจะนำคนไปสู่อธรรมมากยิ่งขึ้น” (ข้อ 16) และกล่าวอีกว่า “จงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม...อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ...ผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสมและมีความอดทน” (ข้อ 22-24)คำแนะนำอันชาญฉลาดของเปาโลทำให้ผู้เชื่อได้รับประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามกับพระคริสต์เมื่อได้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ของเรา พวกเขาก็อาจจะ “มาถึงซึ่งความจริงและหลุดพ้นบ่วงของมาร ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้” (ข้อ 26) ดังนั้น การ “เติบโต” ในพระเจ้าจึงมีผลนิรันดร์ที่ไม่ได้จบแค่ตัวเราเอง ขออย่ารอช้าที่จะเติบโตในความเชื่อ เพื่อผู้อื่นจะได้รับประโยชน์จากเราด้วยจุดไหนที่ความเชื่อของคุณยังไม่เติบโต คุณจะ “เติบโต” ฝ่ายวิญญาณได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสติปัญญา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เติบโตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย [ 2 ทิโมธี 2:15 ]ในช่วงปีแรกๆของการเป็นนักเขียนคริสเตียน เกลมักจะได้รับของขวัญจากสำนักพิมพ์ของเธอบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือกล่องชาสมุนไพร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเลือกกับผลที่ตามมา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การเลือกกับผลที่ตามมา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">939c8a46-7e95-436c-925d-f98393cca059</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/536e2728</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน...จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน [ ปฐมกาล 3:6 ]</em></p><p><br></p><p>ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลายสายพันธุ์แล้ว แต่นกกิ้งโครงที่ชิฟเฟลินปล่อย เป็นสายพันธุ์ที่มีการบันทึกว่าสามารถทำรังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีนกกิ้งโครงประมาณ 85 ล้านตัวบินว่อนไปทั่วยุโรป น่าเสียดายที่พวกมันได้รุกรานและขับไล่ประชากรนกพื้นเมืองออกไป แล้วยังแพร่โรคไปยังวัว และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึงแปดร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ชิฟเฟลินไม่คิดว่าการตัดสินใจของตนจะสร้างความเสียหายสูงถึงเพียงนี้</p><p>การตัดสินใจเลือกสามารถส่งผลเสียร้ายแรงตามมา แม้จะได้รับคำเตือนแล้ว แต่อาดัมกับเอวาคิดไม่ถึงว่าการเลือกของพวกเขาจะนำหายนะมาถึงสิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระเจ้าบอกพวกเขาว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด” (ปฐก.2:16) ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่ “กลางสวน” (3:3) แต่เมื่อถูกงูล่อลวง “[เอวา]จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน” (ข้อ 6) จากนั้นอาดัมก็ทำตามโดยตัดสินใจกินผลไม้ต้องห้ามนั้น การทำลายล้าง ใจที่แตกสลาย และหายนะมากมายเกิดขึ้นเพราะการเลือกเพียงครั้งเดียว</p><p>ทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสติปัญญาของพระเจ้าและเลือกเส้นทางอื่น เราก็เชื้อเชิญความหายนะเข้ามา การเลือกของเราอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ หรือส่งผลเฉพาะเราเท่านั้น แต่ความเข้าใจอันจำกัดหรือความปรารถนาเพียงชั่วครู่สามารถนำเราเข้าสู่โลกแห่งปัญหาได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเลือกทางของพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตและความเจริญรุ่งเรือง</p><p><br></p><p><strong>ทางเลือกใดที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับคุณ คุณจะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน...จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน [ ปฐมกาล 3:6 ]</em></p><p><br></p><p>ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลายสายพันธุ์แล้ว แต่นกกิ้งโครงที่ชิฟเฟลินปล่อย เป็นสายพันธุ์ที่มีการบันทึกว่าสามารถทำรังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีนกกิ้งโครงประมาณ 85 ล้านตัวบินว่อนไปทั่วยุโรป น่าเสียดายที่พวกมันได้รุกรานและขับไล่ประชากรนกพื้นเมืองออกไป แล้วยังแพร่โรคไปยังวัว และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึงแปดร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ชิฟเฟลินไม่คิดว่าการตัดสินใจของตนจะสร้างความเสียหายสูงถึงเพียงนี้</p><p>การตัดสินใจเลือกสามารถส่งผลเสียร้ายแรงตามมา แม้จะได้รับคำเตือนแล้ว แต่อาดัมกับเอวาคิดไม่ถึงว่าการเลือกของพวกเขาจะนำหายนะมาถึงสิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระเจ้าบอกพวกเขาว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด” (ปฐก.2:16) ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่ “กลางสวน” (3:3) แต่เมื่อถูกงูล่อลวง “[เอวา]จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน” (ข้อ 6) จากนั้นอาดัมก็ทำตามโดยตัดสินใจกินผลไม้ต้องห้ามนั้น การทำลายล้าง ใจที่แตกสลาย และหายนะมากมายเกิดขึ้นเพราะการเลือกเพียงครั้งเดียว</p><p>ทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสติปัญญาของพระเจ้าและเลือกเส้นทางอื่น เราก็เชื้อเชิญความหายนะเข้ามา การเลือกของเราอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ หรือส่งผลเฉพาะเราเท่านั้น แต่ความเข้าใจอันจำกัดหรือความปรารถนาเพียงชั่วครู่สามารถนำเราเข้าสู่โลกแห่งปัญหาได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเลือกทางของพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตและความเจริญรุ่งเรือง</p><p><br></p><p><strong>ทางเลือกใดที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับคุณ คุณจะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 06 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/536e2728/dee42065.mp3" length="11020915" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน...จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน [ ปฐมกาล 3:6 ]ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลายสายพันธุ์แล้ว แต่นกกิ้งโครงที่ชิฟเฟลินปล่อย เป็นสายพันธุ์ที่มีการบันทึกว่าสามารถทำรังได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีนกกิ้งโครงประมาณ 85 ล้านตัวบินว่อนไปทั่วยุโรป น่าเสียดายที่พวกมันได้รุกรานและขับไล่ประชากรนกพื้นเมืองออกไป แล้วยังแพร่โรคไปยังวัว และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึงแปดร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ชิฟเฟลินไม่คิดว่าการตัดสินใจของตนจะสร้างความเสียหายสูงถึงเพียงนี้การตัดสินใจเลือกสามารถส่งผลเสียร้ายแรงตามมา แม้จะได้รับคำเตือนแล้ว แต่อาดัมกับเอวาคิดไม่ถึงว่าการเลือกของพวกเขาจะนำหายนะมาถึงสิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระเจ้าบอกพวกเขาว่า “บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด” (ปฐก.2:16) ยกเว้นผลของต้นไม้ที่อยู่ “กลางสวน” (3:3) แต่เมื่อถูกงูล่อลวง “[เอวา]จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน” (ข้อ 6) จากนั้นอาดัมก็ทำตามโดยตัดสินใจกินผลไม้ต้องห้ามนั้น การทำลายล้าง ใจที่แตกสลาย และหายนะมากมายเกิดขึ้นเพราะการเลือกเพียงครั้งเดียวทุกครั้งที่เราเพิกเฉยต่อสติปัญญาของพระเจ้าและเลือกเส้นทางอื่น เราก็เชื้อเชิญความหายนะเข้ามา การเลือกของเราอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญ หรือส่งผลเฉพาะเราเท่านั้น แต่ความเข้าใจอันจำกัดหรือความปรารถนาเพียงชั่วครู่สามารถนำเราเข้าสู่โลกแห่งปัญหาได้อย่างง่ายดาย ส่วนการเลือกทางของพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตและความเจริญรุ่งเรืองทางเลือกใดที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นหายนะสำหรับคุณ คุณจะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน...จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน [ ปฐมกาล 3:6 ]ในปีค.ศ. 1890 ยูจีน ชิฟเฟลิน ผู้ศึกษาเรื่องนกสมัครเล่น ตัดสินใจปล่อยนกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรปจำนวนหกสิบตัวเข้าไปในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค นครนิวยอร์ค แม้จะมีคนเคยนำนกชนิดนี้มาปล่อยหลา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คืนสุดท้ายของคุณย่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คืนสุดท้ายของคุณย่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0bedaa21-ed5d-4f16-b82a-d2b35930249f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c3a3fad0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย [ มัทธิว 25:4 ]</em></p><p><br></p><p>ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะตื่นนอนและออกเดินทางแต่เช้าโดยไม่ล่าช้า ในคืนวันเสาร์หนึ่ง เธอต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หลังจากนั้นพระเยซูทรงเรียกเธอและเธอก็จากไป เมื่อปู่ของฉันกลับจากโรงพยาบาล เขาก็พบเสื้อผ้าของเธอวางอยู่ เธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะไปโบสถ์และพบกับพระเจ้าของเธอ</p><p>กิจวัตรของคุณย่าทำให้ฉันนึกถึงสติปัญญาของเพื่อนเจ้าสาวในคำอุปมาที่ปรากฏอยู่ในมัทธิวบทที่ 25 ในตอนนี้พระคริสต์ทรงบอกเหล่าสาวกของพระองค์ให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์ โดยตรัสว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” เพราะไม่มีใครรู้ “กำหนดวันหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 13) ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม หากเรารอจนนาทีสุดท้ายถึงค่อยเตรียมตัว เราก็อาจจะเป็นเหมือน “คนโง่” (ข้อ 3) ที่น้ำมันหมดเพราะไม่ได้เตรียมน้ำมันสำรองมา หลังจากที่พวกเธอกลับไปเอาน้ำมันได้ไม่นาน เจ้าบ่าวก็มาถึง</p><p>เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาเสื้อผ้าออกมาเตรียมเช่นเดียวกับย่าของฉัน แต่กิจวัตรของย่าแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะไปคริสตจักรและพบกับพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ ขอให้เราใช้สติปัญญาเช่นเดียวกับเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการรับใช้พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงนำเรา และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>คุณจะเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระคริสต์อย่างไร คุณจะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในการรับใช้พระองค์ในเรื่องใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดสำแดงให้รู้ว่าข้าพระองค์จะมีสติปัญญาในขณะที่รับใช้พระองค์ และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์อย่างไร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย [ มัทธิว 25:4 ]</em></p><p><br></p><p>ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะตื่นนอนและออกเดินทางแต่เช้าโดยไม่ล่าช้า ในคืนวันเสาร์หนึ่ง เธอต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หลังจากนั้นพระเยซูทรงเรียกเธอและเธอก็จากไป เมื่อปู่ของฉันกลับจากโรงพยาบาล เขาก็พบเสื้อผ้าของเธอวางอยู่ เธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะไปโบสถ์และพบกับพระเจ้าของเธอ</p><p>กิจวัตรของคุณย่าทำให้ฉันนึกถึงสติปัญญาของเพื่อนเจ้าสาวในคำอุปมาที่ปรากฏอยู่ในมัทธิวบทที่ 25 ในตอนนี้พระคริสต์ทรงบอกเหล่าสาวกของพระองค์ให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์ โดยตรัสว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” เพราะไม่มีใครรู้ “กำหนดวันหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 13) ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม หากเรารอจนนาทีสุดท้ายถึงค่อยเตรียมตัว เราก็อาจจะเป็นเหมือน “คนโง่” (ข้อ 3) ที่น้ำมันหมดเพราะไม่ได้เตรียมน้ำมันสำรองมา หลังจากที่พวกเธอกลับไปเอาน้ำมันได้ไม่นาน เจ้าบ่าวก็มาถึง</p><p>เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาเสื้อผ้าออกมาเตรียมเช่นเดียวกับย่าของฉัน แต่กิจวัตรของย่าแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะไปคริสตจักรและพบกับพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ ขอให้เราใช้สติปัญญาเช่นเดียวกับเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการรับใช้พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงนำเรา และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>คุณจะเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระคริสต์อย่างไร คุณจะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในการรับใช้พระองค์ในเรื่องใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดสำแดงให้รู้ว่าข้าพระองค์จะมีสติปัญญาในขณะที่รับใช้พระองค์ และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์อย่างไร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 05 Jul 2025 05:19:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c3a3fad0/53a485bb.mp3" length="10918511" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย [ มัทธิว 25:4 ]ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะตื่นนอนและออกเดินทางแต่เช้าโดยไม่ล่าช้า ในคืนวันเสาร์หนึ่ง เธอต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน หลังจากนั้นพระเยซูทรงเรียกเธอและเธอก็จากไป เมื่อปู่ของฉันกลับจากโรงพยาบาล เขาก็พบเสื้อผ้าของเธอวางอยู่ เธอเตรียมพร้อมแล้วที่จะไปโบสถ์และพบกับพระเจ้าของเธอกิจวัตรของคุณย่าทำให้ฉันนึกถึงสติปัญญาของเพื่อนเจ้าสาวในคำอุปมาที่ปรากฏอยู่ในมัทธิวบทที่ 25 ในตอนนี้พระคริสต์ทรงบอกเหล่าสาวกของพระองค์ให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์ โดยตรัสว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” เพราะไม่มีใครรู้ “กำหนดวันหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 13) ดังนั้นจึงเป็นการดีที่เราจะเตรียมตัวไว้ให้พร้อม หากเรารอจนนาทีสุดท้ายถึงค่อยเตรียมตัว เราก็อาจจะเป็นเหมือน “คนโง่” (ข้อ 3) ที่น้ำมันหมดเพราะไม่ได้เตรียมน้ำมันสำรองมา หลังจากที่พวกเธอกลับไปเอาน้ำมันได้ไม่นาน เจ้าบ่าวก็มาถึงเราอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาเสื้อผ้าออกมาเตรียมเช่นเดียวกับย่าของฉัน แต่กิจวัตรของย่าแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของเธอที่จะไปคริสตจักรและพบกับพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ ขอให้เราใช้สติปัญญาเช่นเดียวกับเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการรับใช้พระเยซูเมื่อพระองค์ทรงนำเรา และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระองค์คุณจะเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระคริสต์อย่างไร คุณจะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในการรับใช้พระองค์ในเรื่องใดข้าแต่พระเยซู โปรดสำแดงให้รู้ว่าข้าพระองค์จะมีสติปัญญาในขณะที่รับใช้พระองค์ และเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระองค์อย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย [ มัทธิว 25:4 ]ย่าของฉันมีกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกคืนวันเสาร์ ก่อนเข้านอนเธอจะเตรียมเสื้อผ้าและรองเท้าเพื่อใส่ไปโบสถ์ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจะไปร่วมนมัสการรอบเช้าเสมอ และต้องการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อจะ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรัพย์สมบัติที่พระคริสต์ประทานให้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทรัพย์สมบัติที่พระคริสต์ประทานให้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bfddad25-e054-430f-9bdd-45325bb2705f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/21272d84</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ [ 1 ยอห์น 5:11 ]</em></p><p><br></p><p>ไมเคิล สปาร์คส์เดินเข้าไปในร้านขายของมือสองและซื้อสำเนาปฏิญญาอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ระลึกในราคา 2.48 ดอลลาร์ ต่อมาเมื่อพิจารณาสำเนาแผ่นนั้นอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าเอกสารนั้นดูผิดปกติจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน และได้รับการบอกเล่าว่านี่เป็นสำเนาปฏิญญาหนึ่งใน 36 ฉบับที่เหลืออยู่ จากทั้งหมด 200 ฉบับที่จอห์น ควินซี อดัมส์สั่งทำในปีค.ศ. 1820 ดังนั้นสปาร์คส์จึงขายสำเนาปฏิญญาที่เป็นของหายากนี้ได้ในราคาที่สูงถึง 477,650 ดอลลาร์!</p><p>แม้การได้ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาด้วยเงินเพียงเล็กน้อยจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แต่ยังมีสมบัติที่ดียิ่งกว่านั้นอีกมาก สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมได้ค้นพบสมบัติอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ และเป็นถาวรนิรันดร์ที่ผมได้มาโดยไม่ต้องควักเงินสักบาท แต่ผมไม่ได้พบมันในร้านขายของมือสอง</p><p>พ่อกับแม่บอกผมว่าชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ซื้อของขวัญชิ้นนี้ให้ โดยการสละชีวิตของพระองค์บนกางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับผม จากนั้นก็บอกผมว่า ของขวัญชิ้นนี้เรียกว่าความรอด ซึ่งเป็นสัญญาประกันว่าผมจะได้รับสมบัติ คือ “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” บนโลกนี้ (ยน.10:10) และ “ชีวิตนิรันดร์...ในพระบุตร[ของพระเจ้า]” ร่วมกับพระเยซู (1 ยน.5:11) ผมยอมรับของขวัญชิ้นนั้นด้วยความเชื่อ</p><p>การได้พบสมบัติของโลกนี้ในราคาถูกนั้นน่าอัศจรรย์ใจ แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัตินิรันดร์ที่พระคริสต์ประทานให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ละคนจะได้รับสมบัติชิ้นนี้มาต่อเมื่อเรา “เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า” คือ พระเยซู (ข้อ 13)</p><p><br></p><p><strong>การที่คุณวางใจให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดมีความหมายว่าอย่างไร คุณจะบอกผู้อื่นถึงสมบัติอันล้ำค่านี้อย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงจ่ายราคาเพื่อความรอดของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติที่ข้าพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยตนเอง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ [ 1 ยอห์น 5:11 ]</em></p><p><br></p><p>ไมเคิล สปาร์คส์เดินเข้าไปในร้านขายของมือสองและซื้อสำเนาปฏิญญาอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ระลึกในราคา 2.48 ดอลลาร์ ต่อมาเมื่อพิจารณาสำเนาแผ่นนั้นอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าเอกสารนั้นดูผิดปกติจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน และได้รับการบอกเล่าว่านี่เป็นสำเนาปฏิญญาหนึ่งใน 36 ฉบับที่เหลืออยู่ จากทั้งหมด 200 ฉบับที่จอห์น ควินซี อดัมส์สั่งทำในปีค.ศ. 1820 ดังนั้นสปาร์คส์จึงขายสำเนาปฏิญญาที่เป็นของหายากนี้ได้ในราคาที่สูงถึง 477,650 ดอลลาร์!</p><p>แม้การได้ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาด้วยเงินเพียงเล็กน้อยจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แต่ยังมีสมบัติที่ดียิ่งกว่านั้นอีกมาก สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมได้ค้นพบสมบัติอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ และเป็นถาวรนิรันดร์ที่ผมได้มาโดยไม่ต้องควักเงินสักบาท แต่ผมไม่ได้พบมันในร้านขายของมือสอง</p><p>พ่อกับแม่บอกผมว่าชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ซื้อของขวัญชิ้นนี้ให้ โดยการสละชีวิตของพระองค์บนกางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับผม จากนั้นก็บอกผมว่า ของขวัญชิ้นนี้เรียกว่าความรอด ซึ่งเป็นสัญญาประกันว่าผมจะได้รับสมบัติ คือ “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” บนโลกนี้ (ยน.10:10) และ “ชีวิตนิรันดร์...ในพระบุตร[ของพระเจ้า]” ร่วมกับพระเยซู (1 ยน.5:11) ผมยอมรับของขวัญชิ้นนั้นด้วยความเชื่อ</p><p>การได้พบสมบัติของโลกนี้ในราคาถูกนั้นน่าอัศจรรย์ใจ แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัตินิรันดร์ที่พระคริสต์ประทานให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ละคนจะได้รับสมบัติชิ้นนี้มาต่อเมื่อเรา “เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า” คือ พระเยซู (ข้อ 13)</p><p><br></p><p><strong>การที่คุณวางใจให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดมีความหมายว่าอย่างไร คุณจะบอกผู้อื่นถึงสมบัติอันล้ำค่านี้อย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงจ่ายราคาเพื่อความรอดของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติที่ข้าพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยตนเอง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 04 Jul 2025 06:18:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/21272d84/c562c924.mp3" length="14168172" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>886</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ [ 1 ยอห์น 5:11 ]ไมเคิล สปาร์คส์เดินเข้าไปในร้านขายของมือสองและซื้อสำเนาปฏิญญาอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ระลึกในราคา 2.48 ดอลลาร์ ต่อมาเมื่อพิจารณาสำเนาแผ่นนั้นอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าเอกสารนั้นดูผิดปกติจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมิน และได้รับการบอกเล่าว่านี่เป็นสำเนาปฏิญญาหนึ่งใน 36 ฉบับที่เหลืออยู่ จากทั้งหมด 200 ฉบับที่จอห์น ควินซี อดัมส์สั่งทำในปีค.ศ. 1820 ดังนั้นสปาร์คส์จึงขายสำเนาปฏิญญาที่เป็นของหายากนี้ได้ในราคาที่สูงถึง 477,650 ดอลลาร์!แม้การได้ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามาด้วยเงินเพียงเล็กน้อยจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ แต่ยังมีสมบัติที่ดียิ่งกว่านั้นอีกมาก สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมได้ค้นพบสมบัติอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ และเป็นถาวรนิรันดร์ที่ผมได้มาโดยไม่ต้องควักเงินสักบาท แต่ผมไม่ได้พบมันในร้านขายของมือสองพ่อกับแม่บอกผมว่าชายคนหนึ่งชื่อเยซูได้ซื้อของขวัญชิ้นนี้ให้ โดยการสละชีวิตของพระองค์บนกางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับผม จากนั้นก็บอกผมว่า ของขวัญชิ้นนี้เรียกว่าความรอด ซึ่งเป็นสัญญาประกันว่าผมจะได้รับสมบัติ คือ “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” บนโลกนี้ (ยน.10:10) และ “ชีวิตนิรันดร์...ในพระบุตร[ของพระเจ้า]” ร่วมกับพระเยซู (1 ยน.5:11) ผมยอมรับของขวัญชิ้นนั้นด้วยความเชื่อการได้พบสมบัติของโลกนี้ในราคาถูกนั้นน่าอัศจรรย์ใจ แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับทรัพย์สมบัตินิรันดร์ที่พระคริสต์ประทานให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ละคนจะได้รับสมบัติชิ้นนี้มาต่อเมื่อเรา “เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า” คือ พระเยซู (ข้อ 13)การที่คุณวางใจให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดมีความหมายว่าอย่างไร คุณจะบอกผู้อื่นถึงสมบัติอันล้ำค่านี้อย่างไรขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงจ่ายราคาเพื่อความรอดของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติที่ข้าพระองค์ไม่อาจซื้อได้ด้วยตนเอง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ [ 1 ยอห์น 5:11 ]ไมเคิล สปาร์คส์เดินเข้าไปในร้านขายของมือสองและซื้อสำเนาปฏิญญาอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ระลึกในราคา 2.48 ดอลลาร์ ต่อมาเมื่อพิจารณาสำเนาแผ่นนั้นอย่างล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซู…เป็นทุกสิ่งของข้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซู…เป็นทุกสิ่งของข้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0f2ee578-ede2-4090-a5aa-3197fa1e5659</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/de562096</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]</em></p><p><br></p><p>ด้วยการให้สัญญาณครั้งสุดท้ายของกรรมการตัดสิน เคเนดี้ เบลดส์ นักกีฬามวยปล้ำได้กลายเป็นแชมป์โอลิมปิคประจำปี 2024 เธอประสานมือชูขึ้นพร้อมกับมองไปบนสวรรค์และสรรเสริญพระเจ้า นักข่าวถามถึงพัฒนาการของเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่นักกีฬาชั้นยอดผู้นี้ไม่ได้พูดถึงการฝึกฝนทางกายของเธอเลยด้วยซ้ำ “ฉันแค่เข้าใกล้พระเยซูมากขึ้น” เธอกล่าว เธอประกาศว่าพระคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับ<br>หนุนใจผู้อื่นให้เชื่อวางใจในพระองค์ “เป็นเพราะพระองค์” เธอกล่าว “นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้” ในการให้สัมภาษณ์อื่นๆเธอก็ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า พระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับเธอและเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต</p><p>ความร้อนรนที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนี้สะท้อนถึงคำประกาศของดาวิดในสดุดี 63 ดาวิดโหยหาที่จะได้พบองค์พระผู้สร้างของท่าน โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดได้ “เห็น” พระเจ้า และ “เห็นฤทธานุภาพ” และ “พระสิริ” ของพระองค์ (ข้อ 2) ท่านประกาศว่า ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) จากนั้นอธิษฐานว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8) เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับดาวิด</p><p>ชีวิตของเราสามารถเป็นแสงนำทางให้ผู้อื่นเข้ามามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด เมื่อพระเยซูกลายมาเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของเรา</p><p><br></p><p><strong>มีวิธีใดบ้างที่ชีวิตของคุณจะสะท้อนให้ผู้อื่นเห็นว่าพระคริสต์ทรงเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของคุณ มีสิ่งใดบ้างที่คุณต้องยอมจำนนเพื่อยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของคุณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่สะท้อนว่า พระองค์ทรงเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]</em></p><p><br></p><p>ด้วยการให้สัญญาณครั้งสุดท้ายของกรรมการตัดสิน เคเนดี้ เบลดส์ นักกีฬามวยปล้ำได้กลายเป็นแชมป์โอลิมปิคประจำปี 2024 เธอประสานมือชูขึ้นพร้อมกับมองไปบนสวรรค์และสรรเสริญพระเจ้า นักข่าวถามถึงพัฒนาการของเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่นักกีฬาชั้นยอดผู้นี้ไม่ได้พูดถึงการฝึกฝนทางกายของเธอเลยด้วยซ้ำ “ฉันแค่เข้าใกล้พระเยซูมากขึ้น” เธอกล่าว เธอประกาศว่าพระคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับ<br>หนุนใจผู้อื่นให้เชื่อวางใจในพระองค์ “เป็นเพราะพระองค์” เธอกล่าว “นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้” ในการให้สัมภาษณ์อื่นๆเธอก็ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า พระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับเธอและเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต</p><p>ความร้อนรนที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนี้สะท้อนถึงคำประกาศของดาวิดในสดุดี 63 ดาวิดโหยหาที่จะได้พบองค์พระผู้สร้างของท่าน โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดได้ “เห็น” พระเจ้า และ “เห็นฤทธานุภาพ” และ “พระสิริ” ของพระองค์ (ข้อ 2) ท่านประกาศว่า ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) จากนั้นอธิษฐานว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8) เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับดาวิด</p><p>ชีวิตของเราสามารถเป็นแสงนำทางให้ผู้อื่นเข้ามามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด เมื่อพระเยซูกลายมาเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของเรา</p><p><br></p><p><strong>มีวิธีใดบ้างที่ชีวิตของคุณจะสะท้อนให้ผู้อื่นเห็นว่าพระคริสต์ทรงเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของคุณ มีสิ่งใดบ้างที่คุณต้องยอมจำนนเพื่อยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของคุณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่สะท้อนว่า พระองค์ทรงเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 03 Jul 2025 05:17:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/de562096/35569506.mp3" length="12568626" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>786</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]ด้วยการให้สัญญาณครั้งสุดท้ายของกรรมการตัดสิน เคเนดี้ เบลดส์ นักกีฬามวยปล้ำได้กลายเป็นแชมป์โอลิมปิคประจำปี 2024 เธอประสานมือชูขึ้นพร้อมกับมองไปบนสวรรค์และสรรเสริญพระเจ้า นักข่าวถามถึงพัฒนาการของเธอตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่นักกีฬาชั้นยอดผู้นี้ไม่ได้พูดถึงการฝึกฝนทางกายของเธอเลยด้วยซ้ำ “ฉันแค่เข้าใกล้พระเยซูมากขึ้น” เธอกล่าว เธอประกาศว่าพระคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์และพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับหนุนใจผู้อื่นให้เชื่อวางใจในพระองค์ “เป็นเพราะพระองค์” เธอกล่าว “นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้” ในการให้สัมภาษณ์อื่นๆเธอก็ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า พระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับเธอและเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับสิ่งที่ดีในชีวิตความร้อนรนที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนี้สะท้อนถึงคำประกาศของดาวิดในสดุดี 63 ดาวิดโหยหาที่จะได้พบองค์พระผู้สร้างของท่าน โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดได้ “เห็น” พระเจ้า และ “เห็นฤทธานุภาพ” และ “พระสิริ” ของพระองค์ (ข้อ 2) ท่านประกาศว่า ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) จากนั้นอธิษฐานว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8) เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งสำหรับดาวิดชีวิตของเราสามารถเป็นแสงนำทางให้ผู้อื่นเข้ามามีความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด เมื่อพระเยซูกลายมาเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของเรามีวิธีใดบ้างที่ชีวิตของคุณจะสะท้อนให้ผู้อื่นเห็นว่าพระคริสต์ทรงเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของคุณ มีสิ่งใดบ้างที่คุณต้องยอมจำนนเพื่อยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของคุณข้าแต่พระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่สะท้อนว่า พระองค์ทรงเป็นเหตุผลและทุกสิ่งในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]ด้วยการให้สัญญาณครั้งสุดท้ายของกรรมการตัดสิน เคเนดี้ เบลดส์ นักกีฬามวยปล้ำได้กลายเป็นแชมป์โอลิมปิคประจำปี 2024 เธอประสานมือชูขึ้นพร้อมกับมองไปบนสวรรค์และสรรเสร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากพระสิริสู่พระสิริ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จากพระสิริสู่พระสิริ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">24971d42-1529-4ba7-9012-83ea185fb9d2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/13e763a7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป” [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em></p><p><br></p><p>วาเลอรี่อาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่ง เธอชอบอากาศที่อบอุ่น ชอบถ่ายภาพสัตว์ป่า และชอบแช่ตัวอยู่ในน้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เธอชอบดูดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือมหาสมุทร ทุกๆเช้าเธอจะตื่นขึ้นก่อนฟ้าสางเพื่อชมทิวทัศน์ของผืนน้ำ วาเลอรี่คาดการณ์ว่าเธอจะยังได้ชมพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากผิวน้ำไม่น้อยกว่าสามร้อยครั้งต่อปีแม้สภาพอากาศหรือการเดินทางจะเต็มไปด้วยเมฆหมอกก็ตาม เธอไม่เคยเบื่อที่จะชมภาพเหล่านั้น ในสายตาของเธอภาพดวงอาทิตย์ขึ้นถือเป็นความรุ่งโรจน์ที่เธอไม่อยากพลาด</p><p>ในอพยพ 34 เราอ่านพบเรื่องใบหน้าที่ทอแสงของโมเสส ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยพระสิริอันทรงสง่าราศีระหว่างท่านกับ “พระเจ้า” (ข้อ 29-35) เปาโลกล่าวว่า ตั้งแต่พระเยซูเสด็จมา มีพันธกิจที่เต็มไปด้วยสง่าราศียิ่งกว่าสิ่งที่โมเสสประสบ (2 คร.3:7-8) เป็นพันธกิจของพระวิญญาณที่นำมาซึ่งความชอบธรรม (ข้อ 8-9) แผนการแห่งความรอดของพระเจ้านั้นมีรัศมีภาพอันถาวรซึ่งเหนือกว่าสิ่งใดๆที่มีมาก่อน (ข้อ 10) และเราเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนั้น เปาโลกล่าวว่า “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 18) พระสิริที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีที่เราทำ แต่ขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเป็นเช่นเดียวกับเมฆซึ่งปรากฏในยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ที่จะคอยสะท้อนถึงพระราชกิจอันทรงสง่าราศีที่พระองค์ทรงกระทำ ให้ได้มากขึ้นและดียิ่งขึ้นในแต่ละวัน</p><p><br></p><p><strong>ช่วงเวลาใดที่คุณไม่อาจมองเห็นการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของคุณ คุณจะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ยังอยู่ที่นั่น</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์กำลังกระทำกิจอันทรงสง่าราศีภายในข้าพระองค์! ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนข้าพระองค์ให้เป็นเหมือนพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป” [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em></p><p><br></p><p>วาเลอรี่อาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่ง เธอชอบอากาศที่อบอุ่น ชอบถ่ายภาพสัตว์ป่า และชอบแช่ตัวอยู่ในน้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เธอชอบดูดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือมหาสมุทร ทุกๆเช้าเธอจะตื่นขึ้นก่อนฟ้าสางเพื่อชมทิวทัศน์ของผืนน้ำ วาเลอรี่คาดการณ์ว่าเธอจะยังได้ชมพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากผิวน้ำไม่น้อยกว่าสามร้อยครั้งต่อปีแม้สภาพอากาศหรือการเดินทางจะเต็มไปด้วยเมฆหมอกก็ตาม เธอไม่เคยเบื่อที่จะชมภาพเหล่านั้น ในสายตาของเธอภาพดวงอาทิตย์ขึ้นถือเป็นความรุ่งโรจน์ที่เธอไม่อยากพลาด</p><p>ในอพยพ 34 เราอ่านพบเรื่องใบหน้าที่ทอแสงของโมเสส ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยพระสิริอันทรงสง่าราศีระหว่างท่านกับ “พระเจ้า” (ข้อ 29-35) เปาโลกล่าวว่า ตั้งแต่พระเยซูเสด็จมา มีพันธกิจที่เต็มไปด้วยสง่าราศียิ่งกว่าสิ่งที่โมเสสประสบ (2 คร.3:7-8) เป็นพันธกิจของพระวิญญาณที่นำมาซึ่งความชอบธรรม (ข้อ 8-9) แผนการแห่งความรอดของพระเจ้านั้นมีรัศมีภาพอันถาวรซึ่งเหนือกว่าสิ่งใดๆที่มีมาก่อน (ข้อ 10) และเราเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนั้น เปาโลกล่าวว่า “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 18) พระสิริที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีที่เราทำ แต่ขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเป็นเช่นเดียวกับเมฆซึ่งปรากฏในยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ที่จะคอยสะท้อนถึงพระราชกิจอันทรงสง่าราศีที่พระองค์ทรงกระทำ ให้ได้มากขึ้นและดียิ่งขึ้นในแต่ละวัน</p><p><br></p><p><strong>ช่วงเวลาใดที่คุณไม่อาจมองเห็นการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของคุณ คุณจะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ยังอยู่ที่นั่น</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์กำลังกระทำกิจอันทรงสง่าราศีภายในข้าพระองค์! ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนข้าพระองค์ให้เป็นเหมือนพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 02 Jul 2025 06:16:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/13e763a7/d8d4944d.mp3" length="11370327" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>711</itunes:duration>
      <itunes:summary>“ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป” [ 2 โครินธ์ 3:18 ]วาเลอรี่อาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่ง เธอชอบอากาศที่อบอุ่น ชอบถ่ายภาพสัตว์ป่า และชอบแช่ตัวอยู่ในน้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เธอชอบดูดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือมหาสมุทร ทุกๆเช้าเธอจะตื่นขึ้นก่อนฟ้าสางเพื่อชมทิวทัศน์ของผืนน้ำ วาเลอรี่คาดการณ์ว่าเธอจะยังได้ชมพระอาทิตย์ลอยขึ้นจากผิวน้ำไม่น้อยกว่าสามร้อยครั้งต่อปีแม้สภาพอากาศหรือการเดินทางจะเต็มไปด้วยเมฆหมอกก็ตาม เธอไม่เคยเบื่อที่จะชมภาพเหล่านั้น ในสายตาของเธอภาพดวงอาทิตย์ขึ้นถือเป็นความรุ่งโรจน์ที่เธอไม่อยากพลาดในอพยพ 34 เราอ่านพบเรื่องใบหน้าที่ทอแสงของโมเสส ซึ่งสะท้อนถึงการเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยพระสิริอันทรงสง่าราศีระหว่างท่านกับ “พระเจ้า” (ข้อ 29-35) เปาโลกล่าวว่า ตั้งแต่พระเยซูเสด็จมา มีพันธกิจที่เต็มไปด้วยสง่าราศียิ่งกว่าสิ่งที่โมเสสประสบ (2 คร.3:7-8) เป็นพันธกิจของพระวิญญาณที่นำมาซึ่งความชอบธรรม (ข้อ 8-9) แผนการแห่งความรอดของพระเจ้านั้นมีรัศมีภาพอันถาวรซึ่งเหนือกว่าสิ่งใดๆที่มีมาก่อน (ข้อ 10) และเราเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนั้น เปาโลกล่าวว่า “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 18) พระสิริที่เพิ่มมากขึ้นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีที่เราทำ แต่ขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเป็นเช่นเดียวกับเมฆซึ่งปรากฏในยามที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ที่จะคอยสะท้อนถึงพระราชกิจอันทรงสง่าราศีที่พระองค์ทรงกระทำ ให้ได้มากขึ้นและดียิ่งขึ้นในแต่ละวันช่วงเวลาใดที่คุณไม่อาจมองเห็นการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของคุณ คุณจะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ยังอยู่ที่นั่นข้าแต่พระเจ้า พระองค์กำลังกระทำกิจอันทรงสง่าราศีภายในข้าพระองค์! ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนข้าพระองค์ให้เป็นเหมือนพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป” [ 2 โครินธ์ 3:18 ]วาเลอรี่อาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่ง เธอชอบอากาศที่อบอุ่น ชอบถ่ายภาพสัตว์ป่า และชอบแช่ตัวอยู่ในน้ำ เหนือสิ่งอื่นใด เธอชอบดูดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือมหาสมุทร ทุกๆ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">27a0aa91-f9a4-472c-bedf-4d3826c8b2ba</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2ed19c6c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ส่วนข้าพเจ้า ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาป...ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]</em></p><p><br></p><p>“ผมไม่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีคำอธิษฐานของแม่ ผมไม่คิดว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ” ราฮิมเพื่อนของผมกล่าว เขาเคยติดยาและถูกจำคุกในคดีจำหน่ายยาเสพติด วันหนึ่งขณะที่เราดื่มกาแฟด้วยกัน เขาได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาผ่านคำอธิษฐานของแม่ “แม้ผมจะทำให้เธอผิดหวังอย่างมาก แต่เธอยังคงรักผมโดยอธิษฐานเผื่อผม ชีวิตผมมีปัญหามาก ถ้าแม่ไม่อธิษฐานเผื่อผม มันคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก”</p><p>พระธรรมซามูเอลในพันธสัญญาเดิมก็มีเรื่องราวของคนที่แสดงความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและผู้อื่นด้วยการอธิษฐานเผื่อ ในวันที่ซาอูลได้รับการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ที่เมืองมิสปาห์ ผู้เผยพระวจนะซามูเอลก็รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เพราะประชาชนได้เชื่อวางใจและฝากความหวังของพวกเขาไว้กับผู้ปกครองที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า</p><p>ในขณะที่ผู้คนมาชุมนุมกัน พระเจ้าทรงสำแดงความกริ้วของพระองค์ผ่านพายุนอกฤดู ซึ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวและรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง (1 ซมอ.12:16-18) เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ซามูเอลอธิษฐานแทนพวกเขา ท่านตอบว่า “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)</p><p>การตอบสนองของซามูเอลย้ำเตือนเราว่า การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้พระเจ้าทรงเป็นที่หนึ่งในใจและในชีวิตของเรา เมื่อเรารักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขานั้น เราก็ได้เปิดประตูเพื่อจะเห็นและเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวสามารถทำได้ และเราจะไม่อยากพลาดสิ่งนั้นแน่นอน</p><p><br></p><p><strong>การอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอช่วยให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>พระผู้ช่วยให้รอดผู้เข้มแข็ง ขอบพระคุณที่ทรงอธิษฐานเผื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามอย่างของพระองค์ และรักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขาในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ส่วนข้าพเจ้า ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาป...ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]</em></p><p><br></p><p>“ผมไม่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีคำอธิษฐานของแม่ ผมไม่คิดว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ” ราฮิมเพื่อนของผมกล่าว เขาเคยติดยาและถูกจำคุกในคดีจำหน่ายยาเสพติด วันหนึ่งขณะที่เราดื่มกาแฟด้วยกัน เขาได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาผ่านคำอธิษฐานของแม่ “แม้ผมจะทำให้เธอผิดหวังอย่างมาก แต่เธอยังคงรักผมโดยอธิษฐานเผื่อผม ชีวิตผมมีปัญหามาก ถ้าแม่ไม่อธิษฐานเผื่อผม มันคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก”</p><p>พระธรรมซามูเอลในพันธสัญญาเดิมก็มีเรื่องราวของคนที่แสดงความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและผู้อื่นด้วยการอธิษฐานเผื่อ ในวันที่ซาอูลได้รับการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ที่เมืองมิสปาห์ ผู้เผยพระวจนะซามูเอลก็รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เพราะประชาชนได้เชื่อวางใจและฝากความหวังของพวกเขาไว้กับผู้ปกครองที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า</p><p>ในขณะที่ผู้คนมาชุมนุมกัน พระเจ้าทรงสำแดงความกริ้วของพระองค์ผ่านพายุนอกฤดู ซึ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวและรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง (1 ซมอ.12:16-18) เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ซามูเอลอธิษฐานแทนพวกเขา ท่านตอบว่า “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)</p><p>การตอบสนองของซามูเอลย้ำเตือนเราว่า การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้พระเจ้าทรงเป็นที่หนึ่งในใจและในชีวิตของเรา เมื่อเรารักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขานั้น เราก็ได้เปิดประตูเพื่อจะเห็นและเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวสามารถทำได้ และเราจะไม่อยากพลาดสิ่งนั้นแน่นอน</p><p><br></p><p><strong>การอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอช่วยให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>พระผู้ช่วยให้รอดผู้เข้มแข็ง ขอบพระคุณที่ทรงอธิษฐานเผื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามอย่างของพระองค์ และรักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขาในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 01 Jul 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2ed19c6c/ba576336.mp3" length="12116400" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>ส่วนข้าพเจ้า ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาป...ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]“ผมไม่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีคำอธิษฐานของแม่ ผมไม่คิดว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ” ราฮิมเพื่อนของผมกล่าว เขาเคยติดยาและถูกจำคุกในคดีจำหน่ายยาเสพติด วันหนึ่งขณะที่เราดื่มกาแฟด้วยกัน เขาได้เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขาผ่านคำอธิษฐานของแม่ “แม้ผมจะทำให้เธอผิดหวังอย่างมาก แต่เธอยังคงรักผมโดยอธิษฐานเผื่อผม ชีวิตผมมีปัญหามาก ถ้าแม่ไม่อธิษฐานเผื่อผม มันคงจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีก”พระธรรมซามูเอลในพันธสัญญาเดิมก็มีเรื่องราวของคนที่แสดงความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและผู้อื่นด้วยการอธิษฐานเผื่อ ในวันที่ซาอูลได้รับการเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ที่เมืองมิสปาห์ ผู้เผยพระวจนะซามูเอลก็รู้สึกผิดหวังเช่นกัน เพราะประชาชนได้เชื่อวางใจและฝากความหวังของพวกเขาไว้กับผู้ปกครองที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้าในขณะที่ผู้คนมาชุมนุมกัน พระเจ้าทรงสำแดงความกริ้วของพระองค์ผ่านพายุนอกฤดู ซึ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวและรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง (1 ซมอ.12:16-18) เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ซามูเอลอธิษฐานแทนพวกเขา ท่านตอบว่า “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)การตอบสนองของซามูเอลย้ำเตือนเราว่า การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้พระเจ้าทรงเป็นที่หนึ่งในใจและในชีวิตของเรา เมื่อเรารักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขานั้น เราก็ได้เปิดประตูเพื่อจะเห็นและเป็นพยานถึงสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวสามารถทำได้ และเราจะไม่อยากพลาดสิ่งนั้นแน่นอนการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอช่วยให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้อื่นอย่างไรพระผู้ช่วยให้รอดผู้เข้มแข็ง ขอบพระคุณที่ทรงอธิษฐานเผื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามอย่างของพระองค์ และรักผู้อื่นโดยการอธิษฐานเผื่อพวกเขาในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ส่วนข้าพเจ้า ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาป...ด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 ซามูเอล 12:23 ]“ผมไม่รู้ว่าวันนี้ชีวิตผมจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีคำอธิษฐานของแม่ ผมไม่คิดว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ” ราฮิมเพื่อนของผมกล่าว เขาเคยติดยาและถูกจำคุกใน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หนังสือเสียง - ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ 🌪 [ Clinging to Hope in the storm ]</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หนังสือเสียง - ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ 🌪 [ Clinging to Hope in the storm ]</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5bfcb65d-75b3-4a45-8569-dac6c3f64b56</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fe4e1fa8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ 🌪บางครั้งดูเหมือนว่าพระเยซูทรง “หลับ” ท่ามกลางพายุของเรา… แต่ความจริงที่สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และก็ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน… ดังนั้นพระองค์ทรงรู้จักเรา เข้าใจความอ่อนแอของเนื้อหนัง ความจำกัดของร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์ต้องการให้การสถิตอยู่ของพระองค์ปลอบประโลมเราและสยบความกลัวของเรา สั่งซื้อหนังสือ "ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ"https://thaiodbshop.com/index.php/ds-clingling-to-hope-in-the-storm.htmlสมัครรับหนังสือ อีเมล หรือ Download App มือถือhttps://thaiodb.org/subscription/th/</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ 🌪บางครั้งดูเหมือนว่าพระเยซูทรง “หลับ” ท่ามกลางพายุของเรา… แต่ความจริงที่สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และก็ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน… ดังนั้นพระองค์ทรงรู้จักเรา เข้าใจความอ่อนแอของเนื้อหนัง ความจำกัดของร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์ต้องการให้การสถิตอยู่ของพระองค์ปลอบประโลมเราและสยบความกลัวของเรา สั่งซื้อหนังสือ "ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ"https://thaiodbshop.com/index.php/ds-clingling-to-hope-in-the-storm.htmlสมัครรับหนังสือ อีเมล หรือ Download App มือถือhttps://thaiodb.org/subscription/th/</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 01 Jul 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fe4e1fa8/c514f5d5.mp3" length="73137369" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/UXXMiUMfWSKut1IjZsf-6oq8bdktiSuVOgrEIOeidKo/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8yY2U0/NjRiY2ZiYjQyODZh/MDJmNDdhNmRkYTMw/ZTBjMy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2286</itunes:duration>
      <itunes:summary>ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ 🌪บางครั้งดูเหมือนว่าพระเยซูทรง “หลับ” ท่ามกลางพายุของเรา… แต่ความจริงที่สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และก็ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน… ดังนั้นพระองค์ทรงรู้จักเรา เข้าใจความอ่อนแอของเนื้อหนัง ความจำกัดของร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์ต้องการให้การสถิตอยู่ของพระองค์ปลอบประโลมเราและสยบความกลัวของเรา สั่งซื้อหนังสือ "ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ"https://thaiodbshop.com/index.php/ds-clingling-to-hope-in-the-storm.htmlสมัครรับหนังสือ อีเมล หรือ Download App มือถือhttps://thaiodb.org/subscription/th/</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ยึดมั่นในความหวังท่ามกลางพายุ 🌪บางครั้งดูเหมือนว่าพระเยซูทรง “หลับ” ท่ามกลางพายุของเรา… แต่ความจริงที่สำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือ พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ และก็ทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน… ดังนั้นพระองค์ทรงรู้จักเรา เข้าใจความอ่อนแอข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นอนไม่หลับหรือเปล่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นอนไม่หลับหรือเปล่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5313d0db-e586-46dc-b21e-8ef7e3b9c341</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/049b8d49</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]</em></p><p><br></p><p>เพื่อนของผมปรับทุกข์ว่าเขานอนหลับได้ไม่ค่อยดีนัก การนอนไม่หลับของเขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวซึ่งทำให้เขาหลับไม่ลง เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเตรียมหัวข้อพูดคุยจากสดุดี 3 ในชั้นเรียนรวีฯผู้ใหญ่วันอาทิตย์</p><p>ในสดุดี 3 กษัตริย์ดาวิดก็มีปัญหาครอบครัวเช่นกัน เป็นปัญหาที่คงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่นอนไม่หลับ อับซาโลมราชโอรสพยายามโค่นล้มการปกครองเหนืออิสราเอล แผนการของเขาคือกำจัดดาวิดและแย่งชิงบัลลังก์มาเป็นของตน</p><p>ดาวิดหมดอาลัยตายอยาก พระองค์หนีไปจากเยรูซาเล็มเมื่อผู้สื่อสารบอกว่า “ใจของคนอิสราเอลได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว” (2 ซมอ.15:13) ในสดุดี 3:1 ดาวิดบรรยายสถานการณ์ของตนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่ให้สังเกตวิธีที่ดาวิดค้นพบสันติสุข พระองค์ระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นโล่ป้องกันและทรง “ชูศีรษะ[ของดาวิด]” (ข้อ 3) เมื่อเรากังวลกับสถานการณ์นั้น ความช่วยเหลือที่เราทุกคนต้องการจะมาถึง ดาวิดสามารถจะ “นอนลงและหลับไป” พระองค์พบว่า “ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)</p><p>สำหรับเพื่อนของผมที่เผชิญกับช่วงเวลาที่หนักอึ้ง นี่คือข่าวดีอย่างยิ่ง และสำหรับเราทุกคนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและค่ำคืนที่นอนไม่หลับ พระเจ้าของเราทรงปกป้องและประทานการพักผ่อนแก่เรา เมื่อเรามอบความไว้วางใจทั้งหมดแก่พระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรา “นอนลงและหลับไป” (ข้อ 5)</p><p><br></p><p><strong>ในวันนี้คุณมี “ช่วงเวลาเช่นเดียวกับดาวิด” แบบใด แทนที่คุณจะรับฟังคนที่ไม่ไว้วางใจในพระเจ้าเช่นในสดุดี 3:2 คุณจะหันมาไว้วางใจในการปกป้องของพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ บางครั้งข้าพระองค์ก็ร้องเหมือนกับดาวิดว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่พระองค์ทรงอยู่กับข้าพระองค์ ขอทรงปกป้องและชูศีรษะของข้าพระองค์ขึ้น และให้ข้าพระองค์นอนลงและหลับไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]</em></p><p><br></p><p>เพื่อนของผมปรับทุกข์ว่าเขานอนหลับได้ไม่ค่อยดีนัก การนอนไม่หลับของเขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวซึ่งทำให้เขาหลับไม่ลง เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเตรียมหัวข้อพูดคุยจากสดุดี 3 ในชั้นเรียนรวีฯผู้ใหญ่วันอาทิตย์</p><p>ในสดุดี 3 กษัตริย์ดาวิดก็มีปัญหาครอบครัวเช่นกัน เป็นปัญหาที่คงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่นอนไม่หลับ อับซาโลมราชโอรสพยายามโค่นล้มการปกครองเหนืออิสราเอล แผนการของเขาคือกำจัดดาวิดและแย่งชิงบัลลังก์มาเป็นของตน</p><p>ดาวิดหมดอาลัยตายอยาก พระองค์หนีไปจากเยรูซาเล็มเมื่อผู้สื่อสารบอกว่า “ใจของคนอิสราเอลได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว” (2 ซมอ.15:13) ในสดุดี 3:1 ดาวิดบรรยายสถานการณ์ของตนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่ให้สังเกตวิธีที่ดาวิดค้นพบสันติสุข พระองค์ระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นโล่ป้องกันและทรง “ชูศีรษะ[ของดาวิด]” (ข้อ 3) เมื่อเรากังวลกับสถานการณ์นั้น ความช่วยเหลือที่เราทุกคนต้องการจะมาถึง ดาวิดสามารถจะ “นอนลงและหลับไป” พระองค์พบว่า “ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)</p><p>สำหรับเพื่อนของผมที่เผชิญกับช่วงเวลาที่หนักอึ้ง นี่คือข่าวดีอย่างยิ่ง และสำหรับเราทุกคนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและค่ำคืนที่นอนไม่หลับ พระเจ้าของเราทรงปกป้องและประทานการพักผ่อนแก่เรา เมื่อเรามอบความไว้วางใจทั้งหมดแก่พระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรา “นอนลงและหลับไป” (ข้อ 5)</p><p><br></p><p><strong>ในวันนี้คุณมี “ช่วงเวลาเช่นเดียวกับดาวิด” แบบใด แทนที่คุณจะรับฟังคนที่ไม่ไว้วางใจในพระเจ้าเช่นในสดุดี 3:2 คุณจะหันมาไว้วางใจในการปกป้องของพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ บางครั้งข้าพระองค์ก็ร้องเหมือนกับดาวิดว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่พระองค์ทรงอยู่กับข้าพระองค์ ขอทรงปกป้องและชูศีรษะของข้าพระองค์ขึ้น และให้ข้าพระองค์นอนลงและหลับไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 29 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/049b8d49/f5c68c5c.mp3" length="12934328" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>809</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]เพื่อนของผมปรับทุกข์ว่าเขานอนหลับได้ไม่ค่อยดีนัก การนอนไม่หลับของเขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวซึ่งทำให้เขาหลับไม่ลง เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเตรียมหัวข้อพูดคุยจากสดุดี 3 ในชั้นเรียนรวีฯผู้ใหญ่วันอาทิตย์ในสดุดี 3 กษัตริย์ดาวิดก็มีปัญหาครอบครัวเช่นกัน เป็นปัญหาที่คงจะทำให้พวกเราส่วนใหญ่นอนไม่หลับ อับซาโลมราชโอรสพยายามโค่นล้มการปกครองเหนืออิสราเอล แผนการของเขาคือกำจัดดาวิดและแย่งชิงบัลลังก์มาเป็นของตนดาวิดหมดอาลัยตายอยาก พระองค์หนีไปจากเยรูซาเล็มเมื่อผู้สื่อสารบอกว่า “ใจของคนอิสราเอลได้คล้อยตามอับซาโลมไปแล้ว” (2 ซมอ.15:13) ในสดุดี 3:1 ดาวิดบรรยายสถานการณ์ของตนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่ให้สังเกตวิธีที่ดาวิดค้นพบสันติสุข พระองค์ระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นโล่ป้องกันและทรง “ชูศีรษะ[ของดาวิด]” (ข้อ 3) เมื่อเรากังวลกับสถานการณ์นั้น ความช่วยเหลือที่เราทุกคนต้องการจะมาถึง ดาวิดสามารถจะ “นอนลงและหลับไป” พระองค์พบว่า “ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)สำหรับเพื่อนของผมที่เผชิญกับช่วงเวลาที่หนักอึ้ง นี่คือข่าวดีอย่างยิ่ง และสำหรับเราทุกคนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและค่ำคืนที่นอนไม่หลับ พระเจ้าของเราทรงปกป้องและประทานการพักผ่อนแก่เรา เมื่อเรามอบความไว้วางใจทั้งหมดแก่พระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรา “นอนลงและหลับไป” (ข้อ 5)ในวันนี้คุณมี “ช่วงเวลาเช่นเดียวกับดาวิด” แบบใด แทนที่คุณจะรับฟังคนที่ไม่ไว้วางใจในพระเจ้าเช่นในสดุดี 3:2 คุณจะหันมาไว้วางใจในการปกป้องของพระองค์อย่างไรพระบิดาในสวรรค์ บางครั้งข้าพระองค์ก็ร้องเหมือนกับดาวิดว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” แต่พระองค์ทรงอยู่กับข้าพระองค์ ขอทรงปกป้องและชูศีรษะของข้าพระองค์ขึ้น และให้ข้าพระองค์นอนลงและหลับไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]เพื่อนของผมปรับทุกข์ว่าเขานอนหลับได้ไม่ค่อยดีนัก การนอนไม่หลับของเขาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ยากลำบากของครอบครัวซึ่งทำให้เขาหลับไม่ลง เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ผมเตรีย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานของคุณยาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำอธิษฐานของคุณยาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2e54c4c0-2cc1-4b20-b685-a63dbec1622c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4543f11a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ภรรยาที่ดี...ลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่ และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ [ สุภาษิต 31:10, 15 ]</em></p><p><br></p><p>ในงานรวมญาติของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แม่ของฉันได้เล่าถึงข้อความที่ท่านเขียนเพื่อยกย่องคุณยายของท่าน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยพบแต่ได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆ แม่เขียนว่าท่านจำได้ว่าคุณยายซูซานตื่น “ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น” และอธิษฐานเผื่อครอบครัว ความทรงจำอันแจ่มชัดนี้ส่งผลกระทบต่อแม่ของฉัน และเป็นความทรงจำที่ฉันยังคงยึดเอาไว้ทุกวันแม้ฉันจะไม่เคยพบกับคุณทวดของฉันเลย</p><p>เรื่องเล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงที่พระธรรมสุภาษิต 31 บรรยายไว้ เธอดูแลครอบครัวด้วยวิธีการต่างๆมากมาย เธอลุกขึ้น “ตั้งแต่ยังมืดอยู่” (ข้อ 15) เธอทำหลายสิ่งเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ เช่น เตรียมอาหาร ซื้อไร่นา ปลูกสวนองุ่น ทำการค้าที่ได้กำไร เย็บเสื้อผ้า และทำงานอื่นๆอีกหลายอย่างจนลุล่วง ซึ่งทั้งหมดล้วนทำเพื่อดูแลผู้คนที่เธอรัก และเธอยังหยิบยื่นสิ่งที่มีให้แก่ “คนยากจน [และ] ...คนขัดสน” (ข้อ 20)</p><p>ในช่วงเวลาที่พระธรรมสุภาษิต 31 ถูกเขียนขึ้นนั้นการช่วยดูแลครอบครัว ไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากงานมากมายที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ และไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันสำหรับคุณทวดของฉันซึ่งเกิดในช่วงทศวรรษที่ 1800 แต่การอธิษฐานเบาๆตอนเช้าตรู่และในตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้สามารถจดจ่อและได้รับการหนุนใจ ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเธอให้ดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกในการดูแลครอบครัวของตนเองและผู้อื่น</p><p><br></p><p><strong>คุณจะยังคงมีกำลังใจในการทำงานในแต่ละวันให้เสร็จลุล่วงได้อย่างไร การอธิษฐานในยามเช้าอย่างสม่ำเสมอช่วยคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ขอบพระคุณสำหรับผู้คนทั้งหญิงและชายที่สัตย์ซื่อในการดูแลครอบครัวของพวกเขา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำเช่นเดียวกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ภรรยาที่ดี...ลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่ และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ [ สุภาษิต 31:10, 15 ]</em></p><p><br></p><p>ในงานรวมญาติของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แม่ของฉันได้เล่าถึงข้อความที่ท่านเขียนเพื่อยกย่องคุณยายของท่าน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยพบแต่ได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆ แม่เขียนว่าท่านจำได้ว่าคุณยายซูซานตื่น “ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น” และอธิษฐานเผื่อครอบครัว ความทรงจำอันแจ่มชัดนี้ส่งผลกระทบต่อแม่ของฉัน และเป็นความทรงจำที่ฉันยังคงยึดเอาไว้ทุกวันแม้ฉันจะไม่เคยพบกับคุณทวดของฉันเลย</p><p>เรื่องเล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงที่พระธรรมสุภาษิต 31 บรรยายไว้ เธอดูแลครอบครัวด้วยวิธีการต่างๆมากมาย เธอลุกขึ้น “ตั้งแต่ยังมืดอยู่” (ข้อ 15) เธอทำหลายสิ่งเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ เช่น เตรียมอาหาร ซื้อไร่นา ปลูกสวนองุ่น ทำการค้าที่ได้กำไร เย็บเสื้อผ้า และทำงานอื่นๆอีกหลายอย่างจนลุล่วง ซึ่งทั้งหมดล้วนทำเพื่อดูแลผู้คนที่เธอรัก และเธอยังหยิบยื่นสิ่งที่มีให้แก่ “คนยากจน [และ] ...คนขัดสน” (ข้อ 20)</p><p>ในช่วงเวลาที่พระธรรมสุภาษิต 31 ถูกเขียนขึ้นนั้นการช่วยดูแลครอบครัว ไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากงานมากมายที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ และไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันสำหรับคุณทวดของฉันซึ่งเกิดในช่วงทศวรรษที่ 1800 แต่การอธิษฐานเบาๆตอนเช้าตรู่และในตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้สามารถจดจ่อและได้รับการหนุนใจ ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเธอให้ดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกในการดูแลครอบครัวของตนเองและผู้อื่น</p><p><br></p><p><strong>คุณจะยังคงมีกำลังใจในการทำงานในแต่ละวันให้เสร็จลุล่วงได้อย่างไร การอธิษฐานในยามเช้าอย่างสม่ำเสมอช่วยคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ขอบพระคุณสำหรับผู้คนทั้งหญิงและชายที่สัตย์ซื่อในการดูแลครอบครัวของพวกเขา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำเช่นเดียวกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 28 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4543f11a/86978ad7.mp3" length="10568259" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>661</itunes:duration>
      <itunes:summary>ภรรยาที่ดี...ลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่ และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ [ สุภาษิต 31:10, 15 ]ในงานรวมญาติของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แม่ของฉันได้เล่าถึงข้อความที่ท่านเขียนเพื่อยกย่องคุณยายของท่าน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยพบแต่ได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆ แม่เขียนว่าท่านจำได้ว่าคุณยายซูซานตื่น “ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น” และอธิษฐานเผื่อครอบครัว ความทรงจำอันแจ่มชัดนี้ส่งผลกระทบต่อแม่ของฉัน และเป็นความทรงจำที่ฉันยังคงยึดเอาไว้ทุกวันแม้ฉันจะไม่เคยพบกับคุณทวดของฉันเลยเรื่องเล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้หญิงที่พระธรรมสุภาษิต 31 บรรยายไว้ เธอดูแลครอบครัวด้วยวิธีการต่างๆมากมาย เธอลุกขึ้น “ตั้งแต่ยังมืดอยู่” (ข้อ 15) เธอทำหลายสิ่งเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ เช่น เตรียมอาหาร ซื้อไร่นา ปลูกสวนองุ่น ทำการค้าที่ได้กำไร เย็บเสื้อผ้า และทำงานอื่นๆอีกหลายอย่างจนลุล่วง ซึ่งทั้งหมดล้วนทำเพื่อดูแลผู้คนที่เธอรัก และเธอยังหยิบยื่นสิ่งที่มีให้แก่ “คนยากจน [และ] ...คนขัดสน” (ข้อ 20)ในช่วงเวลาที่พระธรรมสุภาษิต 31 ถูกเขียนขึ้นนั้นการช่วยดูแลครอบครัว ไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากงานมากมายที่บรรยายไว้ในพระคัมภีร์ตอนนี้ และไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันสำหรับคุณทวดของฉันซึ่งเกิดในช่วงทศวรรษที่ 1800 แต่การอธิษฐานเบาๆตอนเช้าตรู่และในตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้สามารถจดจ่อและได้รับการหนุนใจ ขณะที่พระเจ้าทรงช่วยพวกเธอให้ดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกในการดูแลครอบครัวของตนเองและผู้อื่นคุณจะยังคงมีกำลังใจในการทำงานในแต่ละวันให้เสร็จลุล่วงได้อย่างไร การอธิษฐานในยามเช้าอย่างสม่ำเสมอช่วยคุณอย่างไรพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ขอบพระคุณสำหรับผู้คนทั้งหญิงและชายที่สัตย์ซื่อในการดูแลครอบครัวของพวกเขา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำเช่นเดียวกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ภรรยาที่ดี...ลุกขึ้นตั้งแต่ยังมืดอยู่ และจัดอาหารให้ครัวเรือนของเธอ [ สุภาษิต 31:10, 15 ]ในงานรวมญาติของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน แม่ของฉันได้เล่าถึงข้อความที่ท่านเขียนเพื่อยกย่องคุณยายของท่าน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยพบแต่ได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆ แม่เขียนว่าท่านจำได</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การขัดจังหวะที่ไม่คาดฝัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การขัดจังหวะที่ไม่คาดฝัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">23903076-6a92-4fa9-a414-c8595fbb099d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/efdbcbc2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ฝ่ายเปาโลก็งุ่นง่านใจ หันหน้าสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” [ กิจการ 16:18 ]</em></p><p><br></p><p>มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี่ค่ะ” เธอพูด “พ่อควรจะช่วยเธอ” ตอนนี้มานูเอลสายมากแล้ว แต่เขารู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า เขาจึงหยุดช่วยและได้ชวนคนขับรถคนนั้นไปโบสถ์ด้วย</p><p>เปาโลและสิลาสเผชิญกับการขัดจังหวะในกิจการบทที่ 16 พวกเขาพบทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีเข้าและเอาแต่ร้องตะโกน (ข้อ 17) เปาโลไม่สนใจเธออยู่หลายวัน แต่ที่สุดแล้วท่านก็งุ่นง่านใจและสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” (ข้อ 18)</p><p>เปาโลตัดสินใจที่จะรับใช้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองแล้ว แม้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน เมื่อท่านขับผีออกจากหญิงคนนั้นก็มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น นายของเธอหมดโอกาสหาเงินจากเธอ ดังนั้น “เขาจึงจับเปาโลและสิลาส ลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง” (ข้อ 19) พวกเขาถูกโบยและขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน (ข้อ 22-24)</p><p>การรับใช้พระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาจะต้องรับเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป (มธ.10:38) นี่เป็นวิถีของพระเยซู คือเราจะถูกขัดจังหวะและบางครั้งอาจพบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์เชื้อเชิญเราให้ยอมรับการขัดจังหวะที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น แล้วคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเวลานั้นมาถึง</p><p><br></p><p><strong>คุณตอบสนองต่อการถูกขัดจังหวะอย่างไร คุณจะยอมให้พระเจ้าทรงทำงานผ่านคุณอย่างไรเมื่อคุณรับมือกับการขัดจังหวะนั้น</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดตาข้าพระองค์ในวันนี้ ให้มองเห็นช่วงเวลาที่ไม่สะดวกสบายซึ่งพระองค์อาจกำลังชี้ให้ข้าพระองค์เห็นโอกาสในการรับใช้ผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ฝ่ายเปาโลก็งุ่นง่านใจ หันหน้าสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” [ กิจการ 16:18 ]</em></p><p><br></p><p>มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี่ค่ะ” เธอพูด “พ่อควรจะช่วยเธอ” ตอนนี้มานูเอลสายมากแล้ว แต่เขารู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า เขาจึงหยุดช่วยและได้ชวนคนขับรถคนนั้นไปโบสถ์ด้วย</p><p>เปาโลและสิลาสเผชิญกับการขัดจังหวะในกิจการบทที่ 16 พวกเขาพบทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีเข้าและเอาแต่ร้องตะโกน (ข้อ 17) เปาโลไม่สนใจเธออยู่หลายวัน แต่ที่สุดแล้วท่านก็งุ่นง่านใจและสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” (ข้อ 18)</p><p>เปาโลตัดสินใจที่จะรับใช้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองแล้ว แม้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน เมื่อท่านขับผีออกจากหญิงคนนั้นก็มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น นายของเธอหมดโอกาสหาเงินจากเธอ ดังนั้น “เขาจึงจับเปาโลและสิลาส ลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง” (ข้อ 19) พวกเขาถูกโบยและขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน (ข้อ 22-24)</p><p>การรับใช้พระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาจะต้องรับเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป (มธ.10:38) นี่เป็นวิถีของพระเยซู คือเราจะถูกขัดจังหวะและบางครั้งอาจพบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์เชื้อเชิญเราให้ยอมรับการขัดจังหวะที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น แล้วคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเวลานั้นมาถึง</p><p><br></p><p><strong>คุณตอบสนองต่อการถูกขัดจังหวะอย่างไร คุณจะยอมให้พระเจ้าทรงทำงานผ่านคุณอย่างไรเมื่อคุณรับมือกับการขัดจังหวะนั้น</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดตาข้าพระองค์ในวันนี้ ให้มองเห็นช่วงเวลาที่ไม่สะดวกสบายซึ่งพระองค์อาจกำลังชี้ให้ข้าพระองค์เห็นโอกาสในการรับใช้ผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/efdbcbc2/33189be1.mp3" length="11765724" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฝ่ายเปาโลก็งุ่นง่านใจ หันหน้าสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” [ กิจการ 16:18 ]มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี่ค่ะ” เธอพูด “พ่อควรจะช่วยเธอ” ตอนนี้มานูเอลสายมากแล้ว แต่เขารู้ว่านี่คือการทรงนำของพระเจ้า เขาจึงหยุดช่วยและได้ชวนคนขับรถคนนั้นไปโบสถ์ด้วยเปาโลและสิลาสเผชิญกับการขัดจังหวะในกิจการบทที่ 16 พวกเขาพบทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีเข้าและเอาแต่ร้องตะโกน (ข้อ 17) เปาโลไม่สนใจเธออยู่หลายวัน แต่ที่สุดแล้วท่านก็งุ่นง่านใจและสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” (ข้อ 18)เปาโลตัดสินใจที่จะรับใช้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองแล้ว แม้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน เมื่อท่านขับผีออกจากหญิงคนนั้นก็มีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น นายของเธอหมดโอกาสหาเงินจากเธอ ดังนั้น “เขาจึงจับเปาโลและสิลาส ลากมาถึงพวกเจ้าหน้าที่ยังที่ว่าการเมือง” (ข้อ 19) พวกเขาถูกโบยและขังคุกโดยไม่มีการไต่สวน (ข้อ 22-24)การรับใช้พระคริสต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาจะต้องรับเอากางเขนของตนและตามพระองค์ไป (มธ.10:38) นี่เป็นวิถีของพระเยซู คือเราจะถูกขัดจังหวะและบางครั้งอาจพบกับความทุกข์ยากเช่นเดียวกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่พระองค์เชื้อเชิญเราให้ยอมรับการขัดจังหวะที่ไม่คาดฝันเหล่านั้น แล้วคุณจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเวลานั้นมาถึงคุณตอบสนองต่อการถูกขัดจังหวะอย่างไร คุณจะยอมให้พระเจ้าทรงทำงานผ่านคุณอย่างไรเมื่อคุณรับมือกับการขัดจังหวะนั้นข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดตาข้าพระองค์ในวันนี้ ให้มองเห็นช่วงเวลาที่ไม่สะดวกสบายซึ่งพระองค์อาจกำลังชี้ให้ข้าพระองค์เห็นโอกาสในการรับใช้ผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฝ่ายเปาโลก็งุ่นง่านใจ หันหน้าสั่งผีนั้นว่า “ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอ็งจงออกมาจากเขา” [ กิจการ 16:18 ]มานูเอลไปโบสถ์สายและรถติดอยู่ตรงไฟแดง ขณะที่รอด้วยความร้อนใจ ลูกสาวของเขาก็สังเกตเห็นคนขับรถคนหนึ่งพยายามซ่อมล้อรถที่จอดเสียอยู่ “พ่อเปลี่ยนยางรถเก่งนี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3893220a-b157-4bc6-8e19-b517eeb208a5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3f713006</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น [ เพลงซาโลมอน 2:15 ]</em></p><p><br></p><p>คุณยายของผมมักจะพูดว่า “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กนี่แหละที่ทำลายสวนองุ่น” ต่อมาแม่ของผมก็พูดเหมือนกัน และตอนนี้ผมก็พูดกับลูกๆด้วย แต่การระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” หมายความว่าอย่างไร</p><p>หลังจากที่เราปลูกต้นองุ่นแล้ว อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่ามันจะออกผล ต้นองุ่นต้องการความอดทน การดูแล รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง และการปกป้องอย่างมาก แต่สุนัขจิ้งจอกที่แม้จะตัวเล็กก็ยังสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ โดยการทำลายราก กินผลองุ่น หรือเคี้ยวลำต้น</p><p>ในบทกวีที่เป็นเรื่องราวความรักจากเพลงซาโลมอน ซาโลมอนเตือนว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) นักวิชาการบางคนเชื่อว่าสิ่งนี้หมายถึงปัญหาหรือพฤติกรรมที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่อาจคุกคามความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวได้หากไม่ได้รับการแก้ไข</p><p>เช่นเดียวกับการเดินทางฝ่ายวิญญาณของเรา สิ่งเล็กน้อยเช่น ความขมขื่น (ฮบ.12:15) “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) หรือแม้แต่อิทธิพลที่เป็นอันตรายจากผู้อื่น (1 คร.15:33) อาจเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต</p><p>คุณยายของผมตระหนักว่าสิ่งเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ และสติปัญญาของท่านได้ส่งเสียงดังมาถึงหลานๆ ขณะที่เราใช้เวลาในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณจะทรงช่วยเรา “จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” คือการล่อลวงใจ หรืออุปนิสัยที่อาจทำลายความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น และทำลายการเดินไปกับพระคริสต์ของเรา</p><p><br></p><p><strong>สิ่งเล็กน้อยอะไรบ้างที่คุณต้องตรวจให้พบก่อนจะก่อให้เกิดอันตราย คุณจะเตือนผู้อื่นให้ระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตื่นตัวและจัดการกับสิ่งเล็กน้อย ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น [ เพลงซาโลมอน 2:15 ]</em></p><p><br></p><p>คุณยายของผมมักจะพูดว่า “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กนี่แหละที่ทำลายสวนองุ่น” ต่อมาแม่ของผมก็พูดเหมือนกัน และตอนนี้ผมก็พูดกับลูกๆด้วย แต่การระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” หมายความว่าอย่างไร</p><p>หลังจากที่เราปลูกต้นองุ่นแล้ว อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่ามันจะออกผล ต้นองุ่นต้องการความอดทน การดูแล รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง และการปกป้องอย่างมาก แต่สุนัขจิ้งจอกที่แม้จะตัวเล็กก็ยังสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ โดยการทำลายราก กินผลองุ่น หรือเคี้ยวลำต้น</p><p>ในบทกวีที่เป็นเรื่องราวความรักจากเพลงซาโลมอน ซาโลมอนเตือนว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) นักวิชาการบางคนเชื่อว่าสิ่งนี้หมายถึงปัญหาหรือพฤติกรรมที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่อาจคุกคามความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวได้หากไม่ได้รับการแก้ไข</p><p>เช่นเดียวกับการเดินทางฝ่ายวิญญาณของเรา สิ่งเล็กน้อยเช่น ความขมขื่น (ฮบ.12:15) “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) หรือแม้แต่อิทธิพลที่เป็นอันตรายจากผู้อื่น (1 คร.15:33) อาจเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต</p><p>คุณยายของผมตระหนักว่าสิ่งเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ และสติปัญญาของท่านได้ส่งเสียงดังมาถึงหลานๆ ขณะที่เราใช้เวลาในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณจะทรงช่วยเรา “จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” คือการล่อลวงใจ หรืออุปนิสัยที่อาจทำลายความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น และทำลายการเดินไปกับพระคริสต์ของเรา</p><p><br></p><p><strong>สิ่งเล็กน้อยอะไรบ้างที่คุณต้องตรวจให้พบก่อนจะก่อให้เกิดอันตราย คุณจะเตือนผู้อื่นให้ระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตื่นตัวและจัดการกับสิ่งเล็กน้อย ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3f713006/48d4958b.mp3" length="12636747" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>790</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น [ เพลงซาโลมอน 2:15 ]คุณยายของผมมักจะพูดว่า “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กนี่แหละที่ทำลายสวนองุ่น” ต่อมาแม่ของผมก็พูดเหมือนกัน และตอนนี้ผมก็พูดกับลูกๆด้วย แต่การระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” หมายความว่าอย่างไรหลังจากที่เราปลูกต้นองุ่นแล้ว อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่ามันจะออกผล ต้นองุ่นต้องการความอดทน การดูแล รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง และการปกป้องอย่างมาก แต่สุนัขจิ้งจอกที่แม้จะตัวเล็กก็ยังสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ โดยการทำลายราก กินผลองุ่น หรือเคี้ยวลำต้นในบทกวีที่เป็นเรื่องราวความรักจากเพลงซาโลมอน ซาโลมอนเตือนว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) นักวิชาการบางคนเชื่อว่าสิ่งนี้หมายถึงปัญหาหรือพฤติกรรมที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่อาจคุกคามความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวได้หากไม่ได้รับการแก้ไขเช่นเดียวกับการเดินทางฝ่ายวิญญาณของเรา สิ่งเล็กน้อยเช่น ความขมขื่น (ฮบ.12:15) “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) หรือแม้แต่อิทธิพลที่เป็นอันตรายจากผู้อื่น (1 คร.15:33) อาจเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกตคุณยายของผมตระหนักว่าสิ่งเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ และสติปัญญาของท่านได้ส่งเสียงดังมาถึงหลานๆ ขณะที่เราใช้เวลาในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณจะทรงช่วยเรา “จับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” คือการล่อลวงใจ หรืออุปนิสัยที่อาจทำลายความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น และทำลายการเดินไปกับพระคริสต์ของเราสิ่งเล็กน้อยอะไรบ้างที่คุณต้องตรวจให้พบก่อนจะก่อให้เกิดอันตราย คุณจะเตือนผู้อื่นให้ระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” อย่างไรข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตื่นตัวและจัดการกับสิ่งเล็กน้อย ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น [ เพลงซาโลมอน 2:15 ]คุณยายของผมมักจะพูดว่า “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กนี่แหละที่ทำลายสวนองุ่น” ต่อมาแม่ของผมก็พูดเหมือนกัน และตอนนี้ผมก็พูดกับลูกๆด้วย แต่การระวัง “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก” หมายความว่าอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระคริสต์สำคัญที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระคริสต์สำคัญที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ee4b89f5-998c-4b7d-bca2-8cd6946749ae</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9a66ab64</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “...ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” [ มาระโก 1:38 ]</em></p><p><br></p><p>“ขอเรียนเชิญให้คุณมาเป็นวิทยากรหลักในงานประชุมผู้นำคริสตจักรทั่วประเทศ” หลังอ่านคำเชิญจากองค์กรที่มีชื่อเสียง โจเซ่ตอบว่า “ขอผมอธิษฐานดูก่อน” ต่อมาเขาบอกกับเพื่อนเมื่อปฏิเสธคำเชิญไปว่า “ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ผมทำงานบรรณาธิการในโครงการพันธกิจ การเป็นวิทยากรจะดึงเวลาและพลังงานไปจากงานนั้น ผมจึงปฏิเสธเพื่อจะสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ”</p><p>สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ คือสิ่งที่โจเซ่ให้ความสำคัญอันดับแรกและเป็นสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของเขา พระเยซูก็ทรงให้พระประสงค์ของพระเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากรักษาคนเจ็บป่วยและคนที่มีผีสิงเป็นอันมากในเมืองคาเปอรนาอุม พระเยซูเสด็จไปที่เปลี่ยวเพื่ออธิษฐาน (มก.1:32-35) พวกสาวกมาทูลว่า “คนทั้งปวงแสวงหาพระองค์” (ข้อ 37) บางคนที่ตามหาพระองค์อาจมาขอให้รักษาโรค แต่พระคริสต์ไม่ยอมให้ความเร่งด่วนหรือการเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วมากำหนดสิ่งที่พระองค์จะทำต่อไป “ให้เราทั้งหลายไปในตำบลบ้านใกล้เคียง” พระองค์ตรัส “เพื่อเราจะได้ประกาศที่นั่นด้วย ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” (ข้อ 38) พระเยซูทรงทำตามลำดับความสำคัญของพระองค์ คือทำพระราชกิจในแถบที่เหลือของแคว้นกาลิลี รวมถึงการประกาศด้วย (ข้อ 39)</p><p>เราจะทราบพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราได้อย่างไร เราสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยการอธิษฐาน ให้พระปัญญาของพระองค์ในพระคัมภีร์นำเรา และขอคำปรึกษาจากผู้ที่ยึดมั่นในทางของพระองค์ ขอให้เราใช้ชีวิตในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราทำ</p><p><br></p><p><strong>คุณจะตั้งใจมุ่งมั่นในการทูลขอให้พระเจ้าทรงนำคุณอย่างไร คุณได้เห็นพระเจ้าทรงช่วยให้คุณดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ทำ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “...ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” [ มาระโก 1:38 ]</em></p><p><br></p><p>“ขอเรียนเชิญให้คุณมาเป็นวิทยากรหลักในงานประชุมผู้นำคริสตจักรทั่วประเทศ” หลังอ่านคำเชิญจากองค์กรที่มีชื่อเสียง โจเซ่ตอบว่า “ขอผมอธิษฐานดูก่อน” ต่อมาเขาบอกกับเพื่อนเมื่อปฏิเสธคำเชิญไปว่า “ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ผมทำงานบรรณาธิการในโครงการพันธกิจ การเป็นวิทยากรจะดึงเวลาและพลังงานไปจากงานนั้น ผมจึงปฏิเสธเพื่อจะสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ”</p><p>สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ คือสิ่งที่โจเซ่ให้ความสำคัญอันดับแรกและเป็นสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของเขา พระเยซูก็ทรงให้พระประสงค์ของพระเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากรักษาคนเจ็บป่วยและคนที่มีผีสิงเป็นอันมากในเมืองคาเปอรนาอุม พระเยซูเสด็จไปที่เปลี่ยวเพื่ออธิษฐาน (มก.1:32-35) พวกสาวกมาทูลว่า “คนทั้งปวงแสวงหาพระองค์” (ข้อ 37) บางคนที่ตามหาพระองค์อาจมาขอให้รักษาโรค แต่พระคริสต์ไม่ยอมให้ความเร่งด่วนหรือการเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วมากำหนดสิ่งที่พระองค์จะทำต่อไป “ให้เราทั้งหลายไปในตำบลบ้านใกล้เคียง” พระองค์ตรัส “เพื่อเราจะได้ประกาศที่นั่นด้วย ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” (ข้อ 38) พระเยซูทรงทำตามลำดับความสำคัญของพระองค์ คือทำพระราชกิจในแถบที่เหลือของแคว้นกาลิลี รวมถึงการประกาศด้วย (ข้อ 39)</p><p>เราจะทราบพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราได้อย่างไร เราสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยการอธิษฐาน ให้พระปัญญาของพระองค์ในพระคัมภีร์นำเรา และขอคำปรึกษาจากผู้ที่ยึดมั่นในทางของพระองค์ ขอให้เราใช้ชีวิตในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราทำ</p><p><br></p><p><strong>คุณจะตั้งใจมุ่งมั่นในการทูลขอให้พระเจ้าทรงนำคุณอย่างไร คุณได้เห็นพระเจ้าทรงช่วยให้คุณดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ทำ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 26 Jun 2025 05:14:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9a66ab64/51a2c0cb.mp3" length="11331875" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “...ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” [ มาระโก 1:38 ]“ขอเรียนเชิญให้คุณมาเป็นวิทยากรหลักในงานประชุมผู้นำคริสตจักรทั่วประเทศ” หลังอ่านคำเชิญจากองค์กรที่มีชื่อเสียง โจเซ่ตอบว่า “ขอผมอธิษฐานดูก่อน” ต่อมาเขาบอกกับเพื่อนเมื่อปฏิเสธคำเชิญไปว่า “ผมรู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ผมทำงานบรรณาธิการในโครงการพันธกิจ การเป็นวิทยากรจะดึงเวลาและพลังงานไปจากงานนั้น ผมจึงปฏิเสธเพื่อจะสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ”สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้ผมทำ คือสิ่งที่โจเซ่ให้ความสำคัญอันดับแรกและเป็นสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของเขา พระเยซูก็ทรงให้พระประสงค์ของพระเจ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากรักษาคนเจ็บป่วยและคนที่มีผีสิงเป็นอันมากในเมืองคาเปอรนาอุม พระเยซูเสด็จไปที่เปลี่ยวเพื่ออธิษฐาน (มก.1:32-35) พวกสาวกมาทูลว่า “คนทั้งปวงแสวงหาพระองค์” (ข้อ 37) บางคนที่ตามหาพระองค์อาจมาขอให้รักษาโรค แต่พระคริสต์ไม่ยอมให้ความเร่งด่วนหรือการเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วมากำหนดสิ่งที่พระองค์จะทำต่อไป “ให้เราทั้งหลายไปในตำบลบ้านใกล้เคียง” พระองค์ตรัส “เพื่อเราจะได้ประกาศที่นั่นด้วย ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” (ข้อ 38) พระเยซูทรงทำตามลำดับความสำคัญของพระองค์ คือทำพระราชกิจในแถบที่เหลือของแคว้นกาลิลี รวมถึงการประกาศด้วย (ข้อ 39)เราจะทราบพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเราได้อย่างไร เราสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยการอธิษฐาน ให้พระปัญญาของพระองค์ในพระคัมภีร์นำเรา และขอคำปรึกษาจากผู้ที่ยึดมั่นในทางของพระองค์ ขอให้เราใช้ชีวิตในการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราทำคุณจะตั้งใจมุ่งมั่นในการทูลขอให้พระเจ้าทรงนำคุณอย่างไร คุณได้เห็นพระเจ้าทรงช่วยให้คุณดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์ทำ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “...ที่เรามาก็เพื่อการนั้นเอง” [ มาระโก 1:38 ]“ขอเรียนเชิญให้คุณมาเป็นวิทยากรหลักในงานประชุมผู้นำคริสตจักรทั่วประเทศ” หลังอ่านคำเชิญจากองค์กรที่มีชื่อเสียง โจเซ่ตอบว่า “ขอผมอธิษฐานดูก่อน” ต่อมาเขาบอกกับเพื่อนเมื่อปฏิเสธคำเชิญไปว่า “ผม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยกความดีให้ผู้ที่สมควรได้รับ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยกความดีให้ผู้ที่สมควรได้รับ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bdca0d7e-26a4-4616-8cc2-574c048790c5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6a1bcace</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แน่นอนทีเดียว พระเจ้าของท่านเป็น...ผู้เผยความลึกลับ เพราะท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้ [ ดาเนียล 2:47 ]</em></p><p><br></p><p>แขกหลายร้อยคนมาเต็มห้องจัดเลี้ยงสีทอง เพื่อร่วมฉลองงานครบรอบห้าสิบปีขององค์กรไม่แสวงหากำไรและเชิดชูเกียรติผู้ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมมานานหลายทศวรรษ สมาชิกผู้ก่อตั้งคนหนึ่งกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า แม้จะมีอาสาสมัครทำงานนับพันชั่วโมงและมีเงินบริจาคหลายล้านดอลล่าร์ แต่พวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากพระเจ้า เขาย้ำว่าที่องค์กรเติบโตไม่ใช่เพราะความพยายามของมนุษย์ แม้จะพยายามกันอย่างมากก็ตาม แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อพวกเขา</p><p>ดาเนียลตระหนักถึงความสำคัญของการยกความดีให้พระเจ้า เมื่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์มีความฝันที่เกี่ยวกับอนาคต พระองค์เรียกนักปราชญ์ทุกคนของบาบิโลนให้มาเล่าและตีความฝันนั้น พวกเขาตกใจและท้วงติงว่าไม่มีใครในโลกสามารถทำสิ่งที่พระราชาสั่งได้ และคงต้องใช้พลังที่เหนือธรรมชาติ (ดนล.2:10-11) ดาเนียลเห็นด้วย “ไม่มีนักปราชญ์ หรือหมอดู หรือโหร หรือหมอดูฤกษ์ยามสำแดงความลับลึกซึ่งพระราชาไต่ถามแด่พระองค์ได้ แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย” (ข้อ 27-28) ท่านทูลขอให้พระเจ้าทรงเผยความฝันแก่ท่านด้วยความเชื่อ เมื่อคำอธิษฐานของท่านได้รับคำตอบ ดาเนียลถ่อมใจและบอกทันทีว่าการตีความนั้นไม่ได้มาจากสติปัญญาของท่านเอง แต่มาจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ (ข้อ 30, 45)</p><p>การฉลองความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ควรถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วย สิ่งที่น่ายกย่องชื่นชมในชีวิตของเรานั้น เมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมาจากพระองค์</p><p><br></p><p><strong>คุณสังเกตเห็นการจัดเตรียมของพระเจ้าเมื่อไม่นานมานี้อย่างไร เหตุใดบางครั้งจึงยากที่จะยกความดีความชอบให้แก่พระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานสิ่งดีทั้งปวง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แน่นอนทีเดียว พระเจ้าของท่านเป็น...ผู้เผยความลึกลับ เพราะท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้ [ ดาเนียล 2:47 ]</em></p><p><br></p><p>แขกหลายร้อยคนมาเต็มห้องจัดเลี้ยงสีทอง เพื่อร่วมฉลองงานครบรอบห้าสิบปีขององค์กรไม่แสวงหากำไรและเชิดชูเกียรติผู้ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมมานานหลายทศวรรษ สมาชิกผู้ก่อตั้งคนหนึ่งกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า แม้จะมีอาสาสมัครทำงานนับพันชั่วโมงและมีเงินบริจาคหลายล้านดอลล่าร์ แต่พวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากพระเจ้า เขาย้ำว่าที่องค์กรเติบโตไม่ใช่เพราะความพยายามของมนุษย์ แม้จะพยายามกันอย่างมากก็ตาม แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อพวกเขา</p><p>ดาเนียลตระหนักถึงความสำคัญของการยกความดีให้พระเจ้า เมื่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์มีความฝันที่เกี่ยวกับอนาคต พระองค์เรียกนักปราชญ์ทุกคนของบาบิโลนให้มาเล่าและตีความฝันนั้น พวกเขาตกใจและท้วงติงว่าไม่มีใครในโลกสามารถทำสิ่งที่พระราชาสั่งได้ และคงต้องใช้พลังที่เหนือธรรมชาติ (ดนล.2:10-11) ดาเนียลเห็นด้วย “ไม่มีนักปราชญ์ หรือหมอดู หรือโหร หรือหมอดูฤกษ์ยามสำแดงความลับลึกซึ่งพระราชาไต่ถามแด่พระองค์ได้ แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย” (ข้อ 27-28) ท่านทูลขอให้พระเจ้าทรงเผยความฝันแก่ท่านด้วยความเชื่อ เมื่อคำอธิษฐานของท่านได้รับคำตอบ ดาเนียลถ่อมใจและบอกทันทีว่าการตีความนั้นไม่ได้มาจากสติปัญญาของท่านเอง แต่มาจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ (ข้อ 30, 45)</p><p>การฉลองความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ควรถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วย สิ่งที่น่ายกย่องชื่นชมในชีวิตของเรานั้น เมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมาจากพระองค์</p><p><br></p><p><strong>คุณสังเกตเห็นการจัดเตรียมของพระเจ้าเมื่อไม่นานมานี้อย่างไร เหตุใดบางครั้งจึงยากที่จะยกความดีความชอบให้แก่พระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานสิ่งดีทั้งปวง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 25 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6a1bcace/7ad4f5ca.mp3" length="12827766" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>802</itunes:duration>
      <itunes:summary>แน่นอนทีเดียว พระเจ้าของท่านเป็น...ผู้เผยความลึกลับ เพราะท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้ [ ดาเนียล 2:47 ]แขกหลายร้อยคนมาเต็มห้องจัดเลี้ยงสีทอง เพื่อร่วมฉลองงานครบรอบห้าสิบปีขององค์กรไม่แสวงหากำไรและเชิดชูเกียรติผู้ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมมานานหลายทศวรรษ สมาชิกผู้ก่อตั้งคนหนึ่งกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า แม้จะมีอาสาสมัครทำงานนับพันชั่วโมงและมีเงินบริจาคหลายล้านดอลล่าร์ แต่พวกเขาคงไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากพระเจ้า เขาย้ำว่าที่องค์กรเติบโตไม่ใช่เพราะความพยายามของมนุษย์ แม้จะพยายามกันอย่างมากก็ตาม แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อพวกเขาดาเนียลตระหนักถึงความสำคัญของการยกความดีให้พระเจ้า เมื่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์มีความฝันที่เกี่ยวกับอนาคต พระองค์เรียกนักปราชญ์ทุกคนของบาบิโลนให้มาเล่าและตีความฝันนั้น พวกเขาตกใจและท้วงติงว่าไม่มีใครในโลกสามารถทำสิ่งที่พระราชาสั่งได้ และคงต้องใช้พลังที่เหนือธรรมชาติ (ดนล.2:10-11) ดาเนียลเห็นด้วย “ไม่มีนักปราชญ์ หรือหมอดู หรือโหร หรือหมอดูฤกษ์ยามสำแดงความลับลึกซึ่งพระราชาไต่ถามแด่พระองค์ได้ แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย” (ข้อ 27-28) ท่านทูลขอให้พระเจ้าทรงเผยความฝันแก่ท่านด้วยความเชื่อ เมื่อคำอธิษฐานของท่านได้รับคำตอบ ดาเนียลถ่อมใจและบอกทันทีว่าการตีความนั้นไม่ได้มาจากสติปัญญาของท่านเอง แต่มาจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ (ข้อ 30, 45)การฉลองความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ควรถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วย สิ่งที่น่ายกย่องชื่นชมในชีวิตของเรานั้น เมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมาจากพระองค์คุณสังเกตเห็นการจัดเตรียมของพระเจ้าเมื่อไม่นานมานี้อย่างไร เหตุใดบางครั้งจึงยากที่จะยกความดีความชอบให้แก่พระองค์ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานสิ่งดีทั้งปวง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แน่นอนทีเดียว พระเจ้าของท่านเป็น...ผู้เผยความลึกลับ เพราะท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้ [ ดาเนียล 2:47 ]แขกหลายร้อยคนมาเต็มห้องจัดเลี้ยงสีทอง เพื่อร่วมฉลองงานครบรอบห้าสิบปีขององค์กรไม่แสวงหากำไรและเชิดชูเกียรติผู้ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าผู้ช่วยกู้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าผู้ช่วยกู้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ca9b8e49-fac8-4979-b6ea-0098d12ffbe4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cbc78a5a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​แล้วเราจะรวบรวมฝูงแกะของเราที่เหลืออยู่...และจะนำเขากลับมายังคอกของเขา เขาจะมีลูกดกและทวีมากขึ้น [ เยเรมีย์ 23:3 ]</em></p><p><br></p><p>ใต้ผาหินอันขรุขระในหมู่บ้านโบรร่า ประเทศสก็อตแลนด์ มีแกะตัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มันติดอยู่ในหุบเขาที่ฝั่งหนึ่งรายล้อมด้วยหินสูงชัน และอีกฝั่งเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ แกะตัวนี้ต้องอยู่ลำพังมานานถึงสองปี แม้จะมีความพยายามช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเข้าถึงมันได้ จนกระทั่งมีชาวนาผู้มุ่งมั่นชื่อแคมมี่ วิลสันและเพื่อนอีกสามคน ทำภารกิจกู้ภัยที่อันตรายนี้ได้สำเร็จ สมาชิกสามคนในทีมค่อยๆไต่ผาลงไป 250 เมตรเพื่อจับตัวมัน พวกเขาใช้รอกและความกล้าหาญอย่างมากที่จะดึงมันออกจากสถานการณ์อันเลวร้าย</p><p>ชาวนากับเพื่อนที่มุ่งมั่นและมีใจเมตตานี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักของเรา ตามที่เยเรมีย์ 23:1-3 บรรยายไว้ ผู้เผยพระวจนะตำหนิผู้นำยูดาห์ที่ทำบาปว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ “ทำลายและกระจายแกะของลานหญ้าของ[พระเจ้า]” (ข้อ 1) พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า เพราะพวกเขาปฏิบัติต่อประชากรของพระองค์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างโหดร้าย พระองค์จะทรง “ลงโทษ” พวกเขา (ข้อ 2 TNCV) พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของฝูงแกะของพระองค์ที่กระจัดกระจายไป และทรงเป็นห่วงพวกเขาอย่างยิ่ง พระเจ้าไม่เพียงทรงห่วงใยแต่ยังตรัสด้วยว่า พระองค์จะทรงรวบรวมฝูงแกะของพระองค์ ด้วยความรักจากที่ที่พวกเขาถูกขับไล่ไป และนำพวกเขามายังที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 3)</p><p>เมื่อเรารู้สึกหลงทาง ติดกับ หรือโดดเดี่ยว พระบิดาในสวรรค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของเราและจะไม่ละทิ้งเราไว้เช่นนั้น พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณถูกกักขังและติดกับอยู่ลำพังในฝ่ายวิญญาณในเรื่องใดบ้างการรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นความยากลำบากของคุณหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เลี้ยงที่ดีของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​แล้วเราจะรวบรวมฝูงแกะของเราที่เหลืออยู่...และจะนำเขากลับมายังคอกของเขา เขาจะมีลูกดกและทวีมากขึ้น [ เยเรมีย์ 23:3 ]</em></p><p><br></p><p>ใต้ผาหินอันขรุขระในหมู่บ้านโบรร่า ประเทศสก็อตแลนด์ มีแกะตัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มันติดอยู่ในหุบเขาที่ฝั่งหนึ่งรายล้อมด้วยหินสูงชัน และอีกฝั่งเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ แกะตัวนี้ต้องอยู่ลำพังมานานถึงสองปี แม้จะมีความพยายามช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเข้าถึงมันได้ จนกระทั่งมีชาวนาผู้มุ่งมั่นชื่อแคมมี่ วิลสันและเพื่อนอีกสามคน ทำภารกิจกู้ภัยที่อันตรายนี้ได้สำเร็จ สมาชิกสามคนในทีมค่อยๆไต่ผาลงไป 250 เมตรเพื่อจับตัวมัน พวกเขาใช้รอกและความกล้าหาญอย่างมากที่จะดึงมันออกจากสถานการณ์อันเลวร้าย</p><p>ชาวนากับเพื่อนที่มุ่งมั่นและมีใจเมตตานี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักของเรา ตามที่เยเรมีย์ 23:1-3 บรรยายไว้ ผู้เผยพระวจนะตำหนิผู้นำยูดาห์ที่ทำบาปว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ “ทำลายและกระจายแกะของลานหญ้าของ[พระเจ้า]” (ข้อ 1) พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า เพราะพวกเขาปฏิบัติต่อประชากรของพระองค์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างโหดร้าย พระองค์จะทรง “ลงโทษ” พวกเขา (ข้อ 2 TNCV) พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของฝูงแกะของพระองค์ที่กระจัดกระจายไป และทรงเป็นห่วงพวกเขาอย่างยิ่ง พระเจ้าไม่เพียงทรงห่วงใยแต่ยังตรัสด้วยว่า พระองค์จะทรงรวบรวมฝูงแกะของพระองค์ ด้วยความรักจากที่ที่พวกเขาถูกขับไล่ไป และนำพวกเขามายังที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 3)</p><p>เมื่อเรารู้สึกหลงทาง ติดกับ หรือโดดเดี่ยว พระบิดาในสวรรค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของเราและจะไม่ละทิ้งเราไว้เช่นนั้น พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณถูกกักขังและติดกับอยู่ลำพังในฝ่ายวิญญาณในเรื่องใดบ้างการรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นความยากลำบากของคุณหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เลี้ยงที่ดีของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 24 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cbc78a5a/47793c97.mp3" length="13480179" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>843</itunes:duration>
      <itunes:summary>​แล้วเราจะรวบรวมฝูงแกะของเราที่เหลืออยู่...และจะนำเขากลับมายังคอกของเขา เขาจะมีลูกดกและทวีมากขึ้น [ เยเรมีย์ 23:3 ]ใต้ผาหินอันขรุขระในหมู่บ้านโบรร่า ประเทศสก็อตแลนด์ มีแกะตัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มันติดอยู่ในหุบเขาที่ฝั่งหนึ่งรายล้อมด้วยหินสูงชัน และอีกฝั่งเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ แกะตัวนี้ต้องอยู่ลำพังมานานถึงสองปี แม้จะมีความพยายามช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครเข้าถึงมันได้ จนกระทั่งมีชาวนาผู้มุ่งมั่นชื่อแคมมี่ วิลสันและเพื่อนอีกสามคน ทำภารกิจกู้ภัยที่อันตรายนี้ได้สำเร็จ สมาชิกสามคนในทีมค่อยๆไต่ผาลงไป 250 เมตรเพื่อจับตัวมัน พวกเขาใช้รอกและความกล้าหาญอย่างมากที่จะดึงมันออกจากสถานการณ์อันเลวร้ายชาวนากับเพื่อนที่มุ่งมั่นและมีใจเมตตานี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักของเรา ตามที่เยเรมีย์ 23:1-3 บรรยายไว้ ผู้เผยพระวจนะตำหนิผู้นำยูดาห์ที่ทำบาปว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ “ทำลายและกระจายแกะของลานหญ้าของ[พระเจ้า]” (ข้อ 1) พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า เพราะพวกเขาปฏิบัติต่อประชากรของพระองค์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อย่างโหดร้าย พระองค์จะทรง “ลงโทษ” พวกเขา (ข้อ 2 TNCV) พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของฝูงแกะของพระองค์ที่กระจัดกระจายไป และทรงเป็นห่วงพวกเขาอย่างยิ่ง พระเจ้าไม่เพียงทรงห่วงใยแต่ยังตรัสด้วยว่า พระองค์จะทรงรวบรวมฝูงแกะของพระองค์ ด้วยความรักจากที่ที่พวกเขาถูกขับไล่ไป และนำพวกเขามายังที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 3)เมื่อเรารู้สึกหลงทาง ติดกับ หรือโดดเดี่ยว พระบิดาในสวรรค์ทรงเห็นความทุกข์ยากของเราและจะไม่ละทิ้งเราไว้เช่นนั้น พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูเราคุณถูกกักขังและติดกับอยู่ลำพังในฝ่ายวิญญาณในเรื่องใดบ้างการรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นความยากลำบากของคุณหนุนใจคุณอย่างไรพระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เลี้ยงที่ดีของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​แล้วเราจะรวบรวมฝูงแกะของเราที่เหลืออยู่...และจะนำเขากลับมายังคอกของเขา เขาจะมีลูกดกและทวีมากขึ้น [ เยเรมีย์ 23:3 ]ใต้ผาหินอันขรุขระในหมู่บ้านโบรร่า ประเทศสก็อตแลนด์ มีแกะตัวหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ มันติดอยู่ในหุบเขาที่ฝั่งหนึ่งรายล้อมด้วยหินสูงชัน และอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เกาะแน่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เกาะแน่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">76be3922-033e-42ef-8854-87d7769d31eb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a2126fa0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น [ ฮีบรู 12:1 ]</em></p><p><br></p><p>เถาแตงโมแผ่ขยายไปทั่วสวนของฉัน มันเลื้อยข้ามทางเดินหิน ไต่รั้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมันพยายามเกาะเกี่ยวและรัดพืชผักที่ฉันชอบ ฉันรู้ว่าสวนจะไม่เจริญงอกงามหากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นในเย็นวันหนึ่งฉันจึงลงมือคลายเถาพวกนั้นออกจากลำต้นและใบ เมื่อมันเลื้อยมาเกาะอีก ฉันก็คอยดึงมันออกจนกระทั่งในที่สุดพืชผักก็เติบโตและออกผลมะเขือเทศอวบๆ และพริกมันวาว</p><p>ความบาปอย่างเช่น ความโลภ ตัณหา และความเกลียดชัง สามารถครอบงำชีวิตของเราเหมือนเถาวัลย์ที่พยายามยึดครองสวนของฉัน หากปล่อยทิ้งไว้ เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดผิดๆ อาจเติบโตจนควบคุมความปรารถนาและการประพฤติของเราเหมือน “บาปที่เกาะแน่น” (ฮบ.12:1) และขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา</p><p>ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูหนุนใจเราให้ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่” เพื่อเราจะสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) การจะหลุดพ้นจากบาปได้นั้น เราจำเป็นต้องยอมรับว่า เราต้องการความช่วยเหลือในการจัดการกับบาป ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราบอกตัวเองและผู้อื่นให้เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรง</p><p>เมื่อเรายอมรับว่ามีปัญหาจากใจจริง พระเยซูทรงยินดีรับคำอธิษฐานสารภาพบาปและยกโทษบาปของเราในทันที (1 ยน.1:9) พระองค์จะทรงสำแดงวิธีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแก่เรา และฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราเอาชนะสิ่งผูกมัดที่ขัดขวางเราจากการเจริญเติบโต</p><p><br><strong>ความบาปใดที่มีอำนาจในการทำให้คุณทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าทรงต้องการให้คุณแก้ไขปัญหานี้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงยกโทษในการกระทำและความคิดของข้าพระองค์ที่ทำให้พระองค์เสียพระทัย และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่นี้ไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น [ ฮีบรู 12:1 ]</em></p><p><br></p><p>เถาแตงโมแผ่ขยายไปทั่วสวนของฉัน มันเลื้อยข้ามทางเดินหิน ไต่รั้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมันพยายามเกาะเกี่ยวและรัดพืชผักที่ฉันชอบ ฉันรู้ว่าสวนจะไม่เจริญงอกงามหากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นในเย็นวันหนึ่งฉันจึงลงมือคลายเถาพวกนั้นออกจากลำต้นและใบ เมื่อมันเลื้อยมาเกาะอีก ฉันก็คอยดึงมันออกจนกระทั่งในที่สุดพืชผักก็เติบโตและออกผลมะเขือเทศอวบๆ และพริกมันวาว</p><p>ความบาปอย่างเช่น ความโลภ ตัณหา และความเกลียดชัง สามารถครอบงำชีวิตของเราเหมือนเถาวัลย์ที่พยายามยึดครองสวนของฉัน หากปล่อยทิ้งไว้ เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดผิดๆ อาจเติบโตจนควบคุมความปรารถนาและการประพฤติของเราเหมือน “บาปที่เกาะแน่น” (ฮบ.12:1) และขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา</p><p>ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูหนุนใจเราให้ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่” เพื่อเราจะสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) การจะหลุดพ้นจากบาปได้นั้น เราจำเป็นต้องยอมรับว่า เราต้องการความช่วยเหลือในการจัดการกับบาป ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราบอกตัวเองและผู้อื่นให้เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรง</p><p>เมื่อเรายอมรับว่ามีปัญหาจากใจจริง พระเยซูทรงยินดีรับคำอธิษฐานสารภาพบาปและยกโทษบาปของเราในทันที (1 ยน.1:9) พระองค์จะทรงสำแดงวิธีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแก่เรา และฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราเอาชนะสิ่งผูกมัดที่ขัดขวางเราจากการเจริญเติบโต</p><p><br><strong>ความบาปใดที่มีอำนาจในการทำให้คุณทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าทรงต้องการให้คุณแก้ไขปัญหานี้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงยกโทษในการกระทำและความคิดของข้าพระองค์ที่ทำให้พระองค์เสียพระทัย และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่นี้ไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 23 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2126fa0/21d233ff.mp3" length="11150038" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>697</itunes:duration>
      <itunes:summary>​ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น [ ฮีบรู 12:1 ]เถาแตงโมแผ่ขยายไปทั่วสวนของฉัน มันเลื้อยข้ามทางเดินหิน ไต่รั้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมันพยายามเกาะเกี่ยวและรัดพืชผักที่ฉันชอบ ฉันรู้ว่าสวนจะไม่เจริญงอกงามหากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นในเย็นวันหนึ่งฉันจึงลงมือคลายเถาพวกนั้นออกจากลำต้นและใบ เมื่อมันเลื้อยมาเกาะอีก ฉันก็คอยดึงมันออกจนกระทั่งในที่สุดพืชผักก็เติบโตและออกผลมะเขือเทศอวบๆ และพริกมันวาวความบาปอย่างเช่น ความโลภ ตัณหา และความเกลียดชัง สามารถครอบงำชีวิตของเราเหมือนเถาวัลย์ที่พยายามยึดครองสวนของฉัน หากปล่อยทิ้งไว้ เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดผิดๆ อาจเติบโตจนควบคุมความปรารถนาและการประพฤติของเราเหมือน “บาปที่เกาะแน่น” (ฮบ.12:1) และขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราผู้เขียนพระธรรมฮีบรูหนุนใจเราให้ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่” เพื่อเราจะสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) การจะหลุดพ้นจากบาปได้นั้น เราจำเป็นต้องยอมรับว่า เราต้องการความช่วยเหลือในการจัดการกับบาป ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องยากหากเราบอกตัวเองและผู้อื่นให้เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงเมื่อเรายอมรับว่ามีปัญหาจากใจจริง พระเยซูทรงยินดีรับคำอธิษฐานสารภาพบาปและยกโทษบาปของเราในทันที (1 ยน.1:9) พระองค์จะทรงสำแดงวิธีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแก่เรา และฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราเอาชนะสิ่งผูกมัดที่ขัดขวางเราจากการเจริญเติบโตความบาปใดที่มีอำนาจในการทำให้คุณทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเจ้าทรงต้องการให้คุณแก้ไขปัญหานี้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอทรงยกโทษในการกระทำและความคิดของข้าพระองค์ที่ทำให้พระองค์เสียพระทัย และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เปลี่ยนแปลงตั้งแต่นี้ไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น [ ฮีบรู 12:1 ]เถาแตงโมแผ่ขยายไปทั่วสวนของฉัน มันเลื้อยข้ามทางเดินหิน ไต่รั้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมันพยายามเกาะเกี่ยวและรัดพืชผักที่ฉันชอบ ฉันรู้ว่าสวนจะไม่เจริญงอกงามหากฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นในเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฝากไว้กับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฝากไว้กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">52357c6e-1e29-491a-9d56-854bbe618a8a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8529d5cd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลาซึ่งข้าพระองค์เข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ [ สดุดี 18:2 ]</em></p><p><br></p><p>ขณะเกาะอยู่สูงบนหน้าผาจำลองซาราห์รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อนิ้วมือที่อ่อนแรงเริ่มจับที่ยึดไม่อยู่ ฉันจะตกกระแทกพื้นแรงแค่ไหนนะ เธอสงสัย</p><p>แต่ครูฝึกยังคงตะโกนให้ความมั่นใจจากด้านล่าง ในฐานะ “ผู้ควบคุมเชือกป้องกันตก” ซึ่งคอยดึงปลายเชือกที่ผูกไว้กับเข็มขัดโรยตัวของซาราห์ผ่านรอก น้ำหนักของเขาจะคอยรั้งเธอไว้ถ้าเธอตก “ผมหนักกว่าคุณเยอะ!” เขาตะโกน “แค่ปล่อยมือ”</p><p>เธอจึงปล่อยมือแล้วค่อยๆเหวี่ยงตัวออกจากผา และห้อยตัวอยู่กลางอากาศอย่างปลอดภัย</p><p>เหตุการณ์นี้ทำให้ซาราห์มีมุมมองใหม่ต่อภาพของพระเจ้าในสดุดี 18:2 “พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลา...เป็นที่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์” ซาราห์ได้รู้ว่า “พระเจ้าทรงหนักกว่าปัญหาทั้งหมดของฉันมาก ฉันสามารถปล่อยมือจากความกังวลและความกลัว แล้วพระองค์จะทรงรับฉันไว้”</p><p>กษัตริย์ดาวิดร้องบทเพลงจากสดุดี 18 หลังจากที่พระเจ้าทรงช่วยกู้พระองค์จาก “น้ำอันมากหลาย” ซึ่งก็คือ “ศัตรูเข้มแข็ง” ที่กำลังมองหาช่องทางทำให้พระองค์เจอ “วันที่...เกิดภัยพิบัติ (ข้อ 16-18) แม้ปัญหาของพระองค์จะไม่หายไป แต่พระองค์รู้ว่าสามารถไว้วางใจองค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น และพระเจ้าทรงยึดพระองค์ไว้อย่างมั่นคง</p><p><br></p><p><strong>การ “ปล่อยมือ” จากความกังวลและฝากไว้กับพระเจ้ามีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร คุณเรียนรู้ที่จะฝากมอบความกลัวของคุณไว้กับพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์สามารถปล่อยวางความกังวล ความกลัว และความทุกข์ใจทั้งสิ้น โดยรู้ว่าพระองค์ทรงควบคุมชีวิตของข้าพระองค์ไว้ทุกด้าน และจะช่วยไม่ให้ข้าพระองค์ล้มลง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลาซึ่งข้าพระองค์เข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ [ สดุดี 18:2 ]</em></p><p><br></p><p>ขณะเกาะอยู่สูงบนหน้าผาจำลองซาราห์รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อนิ้วมือที่อ่อนแรงเริ่มจับที่ยึดไม่อยู่ ฉันจะตกกระแทกพื้นแรงแค่ไหนนะ เธอสงสัย</p><p>แต่ครูฝึกยังคงตะโกนให้ความมั่นใจจากด้านล่าง ในฐานะ “ผู้ควบคุมเชือกป้องกันตก” ซึ่งคอยดึงปลายเชือกที่ผูกไว้กับเข็มขัดโรยตัวของซาราห์ผ่านรอก น้ำหนักของเขาจะคอยรั้งเธอไว้ถ้าเธอตก “ผมหนักกว่าคุณเยอะ!” เขาตะโกน “แค่ปล่อยมือ”</p><p>เธอจึงปล่อยมือแล้วค่อยๆเหวี่ยงตัวออกจากผา และห้อยตัวอยู่กลางอากาศอย่างปลอดภัย</p><p>เหตุการณ์นี้ทำให้ซาราห์มีมุมมองใหม่ต่อภาพของพระเจ้าในสดุดี 18:2 “พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลา...เป็นที่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์” ซาราห์ได้รู้ว่า “พระเจ้าทรงหนักกว่าปัญหาทั้งหมดของฉันมาก ฉันสามารถปล่อยมือจากความกังวลและความกลัว แล้วพระองค์จะทรงรับฉันไว้”</p><p>กษัตริย์ดาวิดร้องบทเพลงจากสดุดี 18 หลังจากที่พระเจ้าทรงช่วยกู้พระองค์จาก “น้ำอันมากหลาย” ซึ่งก็คือ “ศัตรูเข้มแข็ง” ที่กำลังมองหาช่องทางทำให้พระองค์เจอ “วันที่...เกิดภัยพิบัติ (ข้อ 16-18) แม้ปัญหาของพระองค์จะไม่หายไป แต่พระองค์รู้ว่าสามารถไว้วางใจองค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น และพระเจ้าทรงยึดพระองค์ไว้อย่างมั่นคง</p><p><br></p><p><strong>การ “ปล่อยมือ” จากความกังวลและฝากไว้กับพระเจ้ามีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร คุณเรียนรู้ที่จะฝากมอบความกลัวของคุณไว้กับพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์สามารถปล่อยวางความกังวล ความกลัว และความทุกข์ใจทั้งสิ้น โดยรู้ว่าพระองค์ทรงควบคุมชีวิตของข้าพระองค์ไว้ทุกด้าน และจะช่วยไม่ให้ข้าพระองค์ล้มลง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 21 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8529d5cd/9483c307.mp3" length="12083357" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>756</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลาซึ่งข้าพระองค์เข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ [ สดุดี 18:2 ]ขณะเกาะอยู่สูงบนหน้าผาจำลองซาราห์รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อนิ้วมือที่อ่อนแรงเริ่มจับที่ยึดไม่อยู่ ฉันจะตกกระแทกพื้นแรงแค่ไหนนะ เธอสงสัยแต่ครูฝึกยังคงตะโกนให้ความมั่นใจจากด้านล่าง ในฐานะ “ผู้ควบคุมเชือกป้องกันตก” ซึ่งคอยดึงปลายเชือกที่ผูกไว้กับเข็มขัดโรยตัวของซาราห์ผ่านรอก น้ำหนักของเขาจะคอยรั้งเธอไว้ถ้าเธอตก “ผมหนักกว่าคุณเยอะ!” เขาตะโกน “แค่ปล่อยมือ”เธอจึงปล่อยมือแล้วค่อยๆเหวี่ยงตัวออกจากผา และห้อยตัวอยู่กลางอากาศอย่างปลอดภัยเหตุการณ์นี้ทำให้ซาราห์มีมุมมองใหม่ต่อภาพของพระเจ้าในสดุดี 18:2 “พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลา...เป็นที่กำบังเข้มแข็งของข้าพระองค์” ซาราห์ได้รู้ว่า “พระเจ้าทรงหนักกว่าปัญหาทั้งหมดของฉันมาก ฉันสามารถปล่อยมือจากความกังวลและความกลัว แล้วพระองค์จะทรงรับฉันไว้”กษัตริย์ดาวิดร้องบทเพลงจากสดุดี 18 หลังจากที่พระเจ้าทรงช่วยกู้พระองค์จาก “น้ำอันมากหลาย” ซึ่งก็คือ “ศัตรูเข้มแข็ง” ที่กำลังมองหาช่องทางทำให้พระองค์เจอ “วันที่...เกิดภัยพิบัติ (ข้อ 16-18) แม้ปัญหาของพระองค์จะไม่หายไป แต่พระองค์รู้ว่าสามารถไว้วางใจองค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น และพระเจ้าทรงยึดพระองค์ไว้อย่างมั่นคงการ “ปล่อยมือ” จากความกังวลและฝากไว้กับพระเจ้ามีความหมายในทางปฏิบัติอย่างไร คุณเรียนรู้ที่จะฝากมอบความกลัวของคุณไว้กับพระองค์ได้อย่างไรข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์สามารถปล่อยวางความกังวล ความกลัว และความทุกข์ใจทั้งสิ้น โดยรู้ว่าพระองค์ทรงควบคุมชีวิตของข้าพระองค์ไว้ทุกด้าน และจะช่วยไม่ให้ข้าพระองค์ล้มลง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา ป้อมปราการ และผู้ช่วยกู้ของข้าพระองค์ เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ เป็นพระศิลาซึ่งข้าพระองค์เข้าลี้ภัยอยู่ในพระองค์ [ สดุดี 18:2 ]ขณะเกาะอยู่สูงบนหน้าผาจำลองซาราห์รู้สึกตื่นตระหนกเมื่อนิ้วมือที่อ่อนแรงเริ่มจับที่ยึดไม่อยู่ ฉันจะตกกระแทกพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มั่นคงในพระประสงค์ของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มั่นคงในพระประสงค์ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">40bab06d-8761-4183-9821-ba8c036cc8ea</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c506c884</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง [ ยอห์น 6:15 ]</em></p><p><br></p><p>ภาพยนตร์สงครามเรื่อง สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในปี ค.ศ. 1957 โด่งดังจนแฟนภาพยนตร์พากันไปจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อดูสะพานเหล็กของจริง พวกเขาพบสะพานแต่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนแม่น้ำแคว ภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่ชื่อแม่น้ำผิด! แต่ไม่นานลำน้ำช่วงนั้นของแม่น้ำแม่กลองก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแควใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้คน</p><p>พระเยซูไม่เคยปล่อยให้ความคาดหวังของผู้อื่นทำให้พระราชกิจของพระองค์สั่นคลอน ฝูงชนพากันมาเฝ้าพระองค์เพราะได้ยินว่าพระองค์ทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (ยน.6:2) เมื่อพวกเขาพบพระองค์และเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา พวกเขาต้องการให้พระองค์เป็นผู้นำกองทัพเพื่อช่วยพวกเขาจากการปกครองของโรมัน ยอห์นบอกว่า “เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง” (ข้อ 15)</p><p>แม้จะถูกกดดันให้ช่วยเหลือผู้คนด้วยวิธีการที่พวกเขาต้องการ แต่พระคริสต์ยังทรงมุ่งมั่นทำตามแผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ (คส.1:13) ไม่ใช่จากปัญหาในโลกแต่จากอำนาจของ “บาปและความตาย” (รม.8:2)</p><p>พระประสงค์ที่ไม่สั่นคลอนของพระเยซูในการจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เราคือเหตุผลที่เราสามารถวางใจพระองค์ได้ทุกสถานการณ์ เมื่อวิธีการของพระเจ้าไม่ตรงกับความคาดหวังของเรา เราสามารถมั่นใจได้ว่าแผนการของพระองค์ดีกว่าเสมอ เพราะพระประสงค์ของพระองค์ที่จะช่วยเรานั้นจะไม่สั่นคลอน</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง สิ่งใดที่ช่วยให้คุณไว้วางใจในพระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เป็นเพราะพระองค์ทรงมั่นคงและไม่หวั่นไหวในพระประสงค์ที่จะช่วยให้รอด ข้าพระองค์จึงไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำในสิ่งที่ดีที่สุด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง [ ยอห์น 6:15 ]</em></p><p><br></p><p>ภาพยนตร์สงครามเรื่อง สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในปี ค.ศ. 1957 โด่งดังจนแฟนภาพยนตร์พากันไปจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อดูสะพานเหล็กของจริง พวกเขาพบสะพานแต่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนแม่น้ำแคว ภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่ชื่อแม่น้ำผิด! แต่ไม่นานลำน้ำช่วงนั้นของแม่น้ำแม่กลองก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแควใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้คน</p><p>พระเยซูไม่เคยปล่อยให้ความคาดหวังของผู้อื่นทำให้พระราชกิจของพระองค์สั่นคลอน ฝูงชนพากันมาเฝ้าพระองค์เพราะได้ยินว่าพระองค์ทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (ยน.6:2) เมื่อพวกเขาพบพระองค์และเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา พวกเขาต้องการให้พระองค์เป็นผู้นำกองทัพเพื่อช่วยพวกเขาจากการปกครองของโรมัน ยอห์นบอกว่า “เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง” (ข้อ 15)</p><p>แม้จะถูกกดดันให้ช่วยเหลือผู้คนด้วยวิธีการที่พวกเขาต้องการ แต่พระคริสต์ยังทรงมุ่งมั่นทำตามแผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ (คส.1:13) ไม่ใช่จากปัญหาในโลกแต่จากอำนาจของ “บาปและความตาย” (รม.8:2)</p><p>พระประสงค์ที่ไม่สั่นคลอนของพระเยซูในการจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เราคือเหตุผลที่เราสามารถวางใจพระองค์ได้ทุกสถานการณ์ เมื่อวิธีการของพระเจ้าไม่ตรงกับความคาดหวังของเรา เราสามารถมั่นใจได้ว่าแผนการของพระองค์ดีกว่าเสมอ เพราะพระประสงค์ของพระองค์ที่จะช่วยเรานั้นจะไม่สั่นคลอน</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง สิ่งใดที่ช่วยให้คุณไว้วางใจในพระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เป็นเพราะพระองค์ทรงมั่นคงและไม่หวั่นไหวในพระประสงค์ที่จะช่วยให้รอด ข้าพระองค์จึงไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำในสิ่งที่ดีที่สุด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c506c884/77e93ac3.mp3" length="12023613" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง [ ยอห์น 6:15 ]ภาพยนตร์สงครามเรื่อง สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในปี ค.ศ. 1957 โด่งดังจนแฟนภาพยนตร์พากันไปจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อดูสะพานเหล็กของจริง พวกเขาพบสะพานแต่มันไม่ได้ตั้งอยู่บนแม่น้ำแคว ภาพยนตร์เรื่องนี้ใส่ชื่อแม่น้ำผิด! แต่ไม่นานลำน้ำช่วงนั้นของแม่น้ำแม่กลองก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแควใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้คนพระเยซูไม่เคยปล่อยให้ความคาดหวังของผู้อื่นทำให้พระราชกิจของพระองค์สั่นคลอน ฝูงชนพากันมาเฝ้าพระองค์เพราะได้ยินว่าพระองค์ทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ (ยน.6:2) เมื่อพวกเขาพบพระองค์และเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา พวกเขาต้องการให้พระองค์เป็นผู้นำกองทัพเพื่อช่วยพวกเขาจากการปกครองของโรมัน ยอห์นบอกว่า “เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง” (ข้อ 15)แม้จะถูกกดดันให้ช่วยเหลือผู้คนด้วยวิธีการที่พวกเขาต้องการ แต่พระคริสต์ยังทรงมุ่งมั่นทำตามแผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ (คส.1:13) ไม่ใช่จากปัญหาในโลกแต่จากอำนาจของ “บาปและความตาย” (รม.8:2)พระประสงค์ที่ไม่สั่นคลอนของพระเยซูในการจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เราคือเหตุผลที่เราสามารถวางใจพระองค์ได้ทุกสถานการณ์ เมื่อวิธีการของพระเจ้าไม่ตรงกับความคาดหวังของเรา เราสามารถมั่นใจได้ว่าแผนการของพระองค์ดีกว่าเสมอ เพราะพระประสงค์ของพระองค์ที่จะช่วยเรานั้นจะไม่สั่นคลอนเมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง สิ่งใดที่ช่วยให้คุณไว้วางใจในพระองค์ข้าแต่พระเจ้า เป็นเพราะพระองค์ทรงมั่นคงและไม่หวั่นไหวในพระประสงค์ที่จะช่วยให้รอด ข้าพระองค์จึงไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำในสิ่งที่ดีที่สุด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพระเยซูทรงทราบว่าเขาทั้งหลายจะมาจับพระองค์ไปตั้งให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง [ ยอห์น 6:15 ]ภาพยนตร์สงครามเรื่อง สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในปี ค.ศ. 1957 โด่งดังจนแฟนภาพยนตร์พากันไปจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อดูสะพานเหล็กของจริง พว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>และพระเจ้าทรงส่ง...ผีเสื้อกลางคืน?</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>และพระเจ้าทรงส่ง...ผีเสื้อกลางคืน?</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b0552937-f5b2-41c9-976e-3efa6cfaae91</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fc4dac76</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ [ มัทธิว 6:26 ]</em></p><p><br></p><p>“อ๊ากกกกก!” ลูกสาวของผมกรีดร้อง “พ่ออออออคะ! ขึ้นมานี่เร็ว!”ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือผีเสื้อกลางคืน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝูงแมลงจำนวนมากราวกับฝุ่นจะอพยพจากที่ราบเนแบรสกาไปยังเทือกเขาโคโลราโด และอยู่ที่นั่นในฤดูร้อน เราต้องเตรียมรับมือกับการมาของพวกมันทุกปี และปีนี้ก็เลวร้ายเป็นพิเศษ</p><p>สำหรับมนุษย์แล้ว ผีเสื้อกลางคืนถือเป็นศัตรูพืชที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งมักจะบินมาชนหน้าคุณ แต่สำหรับนกมันคืองานเลี้ยง เมื่อลองค้นคว้าข้อมูลดู ผมก็พบว่าผีเสื้อกลางคืนให้สารอาหารชั้นเยี่ยมแก่นกนางแอ่นในภูมิภาคนี้ แม้จะน่ารำคาญเพียงไร แต่ผีเสื้อกลางคืนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “มานา” สำหรับพวกนก</p><p>ผมไม่รู้ว่าที่อิสราเอลในสมัยของพระเยซูมีการอพยพของผีเสื้อกลางคืนหรือไม่ แต่พระคริสต์ตรัสถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกที่นั่นในคำเทศนาบนภูเขา “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ.6:26)</p><p>ฉะนั้นในทุกวันนี้ผมจึงมองผีเสื้อกลางคืนต่างไปจากเดิม คือไม่ใช่ศัตรูพืชที่สกปรก แต่เป็นเครื่องเตือนใจที่มีปีกให้นึกถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และเป็นเครื่องหมายที่มีชีวิตซึ่งแสดงถึงการเลี้ยงดูของพระองค์ที่มีต่อผมด้วย ถ้าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกนางแอ่นอย่างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ พระองค์จะทรงดูแลคุณและผมมากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด</p><p><br></p><p><strong>คุณมองเห็นพระเจ้าทรงเลี้ยงดูสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างในที่ที่คุณอยู่อย่างไรสิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงการที่พระองค์ทรงดูแลคุณด้วยได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ความงดงามแห่งการทรงเลี้ยงดูของพระองค์ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ขอบพระคุณสำหรับการทรงสร้างอันอุดมสมบูรณ์ โปรดเปิดดวงตาข้าพระองค์ให้เห็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และให้มันเตือนใจข้าพระองค์ถึงความดีของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ [ มัทธิว 6:26 ]</em></p><p><br></p><p>“อ๊ากกกกก!” ลูกสาวของผมกรีดร้อง “พ่ออออออคะ! ขึ้นมานี่เร็ว!”ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือผีเสื้อกลางคืน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝูงแมลงจำนวนมากราวกับฝุ่นจะอพยพจากที่ราบเนแบรสกาไปยังเทือกเขาโคโลราโด และอยู่ที่นั่นในฤดูร้อน เราต้องเตรียมรับมือกับการมาของพวกมันทุกปี และปีนี้ก็เลวร้ายเป็นพิเศษ</p><p>สำหรับมนุษย์แล้ว ผีเสื้อกลางคืนถือเป็นศัตรูพืชที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งมักจะบินมาชนหน้าคุณ แต่สำหรับนกมันคืองานเลี้ยง เมื่อลองค้นคว้าข้อมูลดู ผมก็พบว่าผีเสื้อกลางคืนให้สารอาหารชั้นเยี่ยมแก่นกนางแอ่นในภูมิภาคนี้ แม้จะน่ารำคาญเพียงไร แต่ผีเสื้อกลางคืนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “มานา” สำหรับพวกนก</p><p>ผมไม่รู้ว่าที่อิสราเอลในสมัยของพระเยซูมีการอพยพของผีเสื้อกลางคืนหรือไม่ แต่พระคริสต์ตรัสถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกที่นั่นในคำเทศนาบนภูเขา “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ.6:26)</p><p>ฉะนั้นในทุกวันนี้ผมจึงมองผีเสื้อกลางคืนต่างไปจากเดิม คือไม่ใช่ศัตรูพืชที่สกปรก แต่เป็นเครื่องเตือนใจที่มีปีกให้นึกถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และเป็นเครื่องหมายที่มีชีวิตซึ่งแสดงถึงการเลี้ยงดูของพระองค์ที่มีต่อผมด้วย ถ้าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกนางแอ่นอย่างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ พระองค์จะทรงดูแลคุณและผมมากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด</p><p><br></p><p><strong>คุณมองเห็นพระเจ้าทรงเลี้ยงดูสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างในที่ที่คุณอยู่อย่างไรสิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงการที่พระองค์ทรงดูแลคุณด้วยได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ความงดงามแห่งการทรงเลี้ยงดูของพระองค์ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ขอบพระคุณสำหรับการทรงสร้างอันอุดมสมบูรณ์ โปรดเปิดดวงตาข้าพระองค์ให้เห็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และให้มันเตือนใจข้าพระองค์ถึงความดีของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 19 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fc4dac76/6e609b60.mp3" length="12451197" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>779</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ [ มัทธิว 6:26 ]“อ๊ากกกกก!” ลูกสาวของผมกรีดร้อง “พ่ออออออคะ! ขึ้นมานี่เร็ว!”ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือผีเสื้อกลางคืน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝูงแมลงจำนวนมากราวกับฝุ่นจะอพยพจากที่ราบเนแบรสกาไปยังเทือกเขาโคโลราโด และอยู่ที่นั่นในฤดูร้อน เราต้องเตรียมรับมือกับการมาของพวกมันทุกปี และปีนี้ก็เลวร้ายเป็นพิเศษสำหรับมนุษย์แล้ว ผีเสื้อกลางคืนถือเป็นศัตรูพืชที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งมักจะบินมาชนหน้าคุณ แต่สำหรับนกมันคืองานเลี้ยง เมื่อลองค้นคว้าข้อมูลดู ผมก็พบว่าผีเสื้อกลางคืนให้สารอาหารชั้นเยี่ยมแก่นกนางแอ่นในภูมิภาคนี้ แม้จะน่ารำคาญเพียงไร แต่ผีเสื้อกลางคืนเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน “มานา” สำหรับพวกนกผมไม่รู้ว่าที่อิสราเอลในสมัยของพระเยซูมีการอพยพของผีเสื้อกลางคืนหรือไม่ แต่พระคริสต์ตรัสถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกที่นั่นในคำเทศนาบนภูเขา “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มธ.6:26)ฉะนั้นในทุกวันนี้ผมจึงมองผีเสื้อกลางคืนต่างไปจากเดิม คือไม่ใช่ศัตรูพืชที่สกปรก แต่เป็นเครื่องเตือนใจที่มีปีกให้นึกถึงการเลี้ยงดูของพระเจ้าต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์ และเป็นเครื่องหมายที่มีชีวิตซึ่งแสดงถึงการเลี้ยงดูของพระองค์ที่มีต่อผมด้วย ถ้าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูนกนางแอ่นอย่างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ พระองค์จะทรงดูแลคุณและผมมากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใดคุณมองเห็นพระเจ้าทรงเลี้ยงดูสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างในที่ที่คุณอยู่อย่างไรสิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงการที่พระองค์ทรงดูแลคุณด้วยได้อย่างไรข้าแต่พระบิดา ความงดงามแห่งการทรงเลี้ยงดูของพระองค์ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ขอบพระคุณสำหรับการทรงสร้างอันอุดมสมบูรณ์ โปรดเปิดดวงตาข้าพระองค์ให้เห็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และให้มันเตือนใจข้าพระองค์ถึงความดีของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ [ มัทธิว 6:26 ]“อ๊ากกกกก!” ลูกสาวของผมกรีดร้อง “พ่ออออออคะ! ขึ้นมานี่เร็ว!”ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือผีเสื้อกลางคืน ทุกฤดูใบไม้ผลิ ฝ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">19959fe9-c6c0-461f-9845-922160f47360</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2ecb5772</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]</em></p><p><br></p><p>ฟิลลิส วีทลี่ย์ เป็นกวีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ตีพิมพ์ผลงาน เธอใช้หลักการของพระคัมภีร์เพื่อโน้มน้าวผู้เชื่อในพระเยซูให้เลิกทาส วีทล่ีย์เกิดปี ค.ศ. 1753 ในแอฟริกาตะวันตก เธอถูกขายให้พ่อค้าทาสเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ เธอโดดเด่นอย่างรวดเร็วในฐานะนักเรียนดีเด่น ในที่สุดเธอได้รับอิสระจากการเป็นทาสในปี ค.ศ. 1773 บทกวีและจดหมายของวีทลี่ย์โน้มนำผู้อ่านให้ยอมรับถึงการยืนยันจากพระคัมภีร์เรื่องความเสมอภาคกันของทุกคน เธอเขียนว่า “พระเจ้าทรงปลูกฝังกฎข้อหนึ่งไว้ในอกมนุษย์ทุกคน เราเรียกสิ่งนั้นว่าความรักในอิสรภาพ คือการไม่ทนต่อการกดขี่ และปรารถนาการปลดปล่อย และ...กฎข้อเดียวกันนี้อยู่ในตัวเราด้วย”</p><p>ความเสมอภาคต่อพระพักตร์พระเจ้านี้เป็นความจริงที่เปาโลเน้นเมื่อเขียนว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (กท.3:28) เพราะเรา “ทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า...โดยความเชื่อ” (ข้อ 26) ความแตกต่าง เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ หรือสถานะทางสังคม ไม่ควรนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในคริสตจักร</p><p>แม้เราจะได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเสมอภาคกัน เราก็ยังคงต้องต่อสู้ที่จะดำเนินชีวิตในความเสมอภาคนี้ แต่พระคัมภีร์สอนว่าผู้คนที่หลากหลายซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งโดยความเชื่อในพระคริสต์นี้จะสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าได้ดีที่สุด และเป็นแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตนิรันดร์ ความเป็นจริงนี้จะช่วยให้เราเฉลิมฉลองในความแตกต่างที่หลากหลายในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้ในเวลานี้</p><p><br></p><p><strong>ความแตกต่างที่หลากหลายนี้แสดงถึงพระเจ้าได้ดีกว่าอย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองในความแตกต่างอันหลากหลายนี้ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์ผ่านความเป็นหนึ่งเดียวกันที่เกิดขึ้นได้โดยพระองค์เท่านั้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]</em></p><p><br></p><p>ฟิลลิส วีทลี่ย์ เป็นกวีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ตีพิมพ์ผลงาน เธอใช้หลักการของพระคัมภีร์เพื่อโน้มน้าวผู้เชื่อในพระเยซูให้เลิกทาส วีทล่ีย์เกิดปี ค.ศ. 1753 ในแอฟริกาตะวันตก เธอถูกขายให้พ่อค้าทาสเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ เธอโดดเด่นอย่างรวดเร็วในฐานะนักเรียนดีเด่น ในที่สุดเธอได้รับอิสระจากการเป็นทาสในปี ค.ศ. 1773 บทกวีและจดหมายของวีทลี่ย์โน้มนำผู้อ่านให้ยอมรับถึงการยืนยันจากพระคัมภีร์เรื่องความเสมอภาคกันของทุกคน เธอเขียนว่า “พระเจ้าทรงปลูกฝังกฎข้อหนึ่งไว้ในอกมนุษย์ทุกคน เราเรียกสิ่งนั้นว่าความรักในอิสรภาพ คือการไม่ทนต่อการกดขี่ และปรารถนาการปลดปล่อย และ...กฎข้อเดียวกันนี้อยู่ในตัวเราด้วย”</p><p>ความเสมอภาคต่อพระพักตร์พระเจ้านี้เป็นความจริงที่เปาโลเน้นเมื่อเขียนว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (กท.3:28) เพราะเรา “ทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า...โดยความเชื่อ” (ข้อ 26) ความแตกต่าง เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ หรือสถานะทางสังคม ไม่ควรนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในคริสตจักร</p><p>แม้เราจะได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเสมอภาคกัน เราก็ยังคงต้องต่อสู้ที่จะดำเนินชีวิตในความเสมอภาคนี้ แต่พระคัมภีร์สอนว่าผู้คนที่หลากหลายซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งโดยความเชื่อในพระคริสต์นี้จะสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าได้ดีที่สุด และเป็นแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตนิรันดร์ ความเป็นจริงนี้จะช่วยให้เราเฉลิมฉลองในความแตกต่างที่หลากหลายในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้ในเวลานี้</p><p><br></p><p><strong>ความแตกต่างที่หลากหลายนี้แสดงถึงพระเจ้าได้ดีกว่าอย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองในความแตกต่างอันหลากหลายนี้ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์ผ่านความเป็นหนึ่งเดียวกันที่เกิดขึ้นได้โดยพระองค์เท่านั้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 18 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2ecb5772/1c25d938.mp3" length="11176828" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>699</itunes:duration>
      <itunes:summary>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]ฟิลลิส วีทลี่ย์ เป็นกวีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ตีพิมพ์ผลงาน เธอใช้หลักการของพระคัมภีร์เพื่อโน้มน้าวผู้เชื่อในพระเยซูให้เลิกทาส วีทล่ีย์เกิดปี ค.ศ. 1753 ในแอฟริกาตะวันตก เธอถูกขายให้พ่อค้าทาสเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ เธอโดดเด่นอย่างรวดเร็วในฐานะนักเรียนดีเด่น ในที่สุดเธอได้รับอิสระจากการเป็นทาสในปี ค.ศ. 1773 บทกวีและจดหมายของวีทลี่ย์โน้มนำผู้อ่านให้ยอมรับถึงการยืนยันจากพระคัมภีร์เรื่องความเสมอภาคกันของทุกคน เธอเขียนว่า “พระเจ้าทรงปลูกฝังกฎข้อหนึ่งไว้ในอกมนุษย์ทุกคน เราเรียกสิ่งนั้นว่าความรักในอิสรภาพ คือการไม่ทนต่อการกดขี่ และปรารถนาการปลดปล่อย และ...กฎข้อเดียวกันนี้อยู่ในตัวเราด้วย”ความเสมอภาคต่อพระพักตร์พระเจ้านี้เป็นความจริงที่เปาโลเน้นเมื่อเขียนว่า “จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์” (กท.3:28) เพราะเรา “ทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า...โดยความเชื่อ” (ข้อ 26) ความแตกต่าง เช่น เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ เพศ หรือสถานะทางสังคม ไม่ควรนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในคริสตจักรแม้เราจะได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเสมอภาคกัน เราก็ยังคงต้องต่อสู้ที่จะดำเนินชีวิตในความเสมอภาคนี้ แต่พระคัมภีร์สอนว่าผู้คนที่หลากหลายซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งโดยความเชื่อในพระคริสต์นี้จะสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าได้ดีที่สุด และเป็นแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตนิรันดร์ ความเป็นจริงนี้จะช่วยให้เราเฉลิมฉลองในความแตกต่างที่หลากหลายในชุมชนแห่งความเชื่อของเราได้ในเวลานี้ความแตกต่างที่หลากหลายนี้แสดงถึงพระเจ้าได้ดีกว่าอย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองในความแตกต่างอันหลากหลายนี้ได้อย่างไรข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักพี่น้องชายหญิงของข้าพระองค์ผ่านความเป็นหนึ่งเดียวกันที่เกิดขึ้นได้โดยพระองค์เท่านั้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ [ กาลาเทีย 3:28 ]ฟิลลิส วีทลี่ย์ เป็นกวีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ได้ตีพิมพ์ผลงาน เธอใช้หลักการของพระคัมภีร์เพื่อโน้มน้าวผู้เชื่อในพร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีคนธรรมดา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่มีคนธรรมดา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d34c12d3-b8d9-4d05-9c66-82bd68c74b6b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/83da37f8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงเตือนพวกเขาให้...แสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน [ ทิตัส 3:1-2 THSV11 ]</em></p><p><br></p><p>คำแถลงที่ติดอยู่บนผนังธนาคารเพื่อประกาศค่านิยมขององค์กรนั้น สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า ความสุภาพ และเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ผมได้พบกับพนักงานธนาคารที่สุภาพซึ่งช่วยเหลือผมในการทำธุรกรรมที่นั่น!</p><p>ในโลกที่โหดร้ายและไร้ความเมตตานี้ การขับเคลื่อนด้วยความสุภาพถือเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ เราพบแนวคิดนี้ในจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนไปถึงทิตัสเพื่อนของท่าน ท่านกำชับทิตัสให้เตือนผู้เชื่อว่า “อย่าว่าร้ายใคร อย่าทะเลาะวิวาท แต่ให้ผ่อนหนักผ่อนเบาและแสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน” (ทต.3:2 THSV11) แนวคิดเรื่องความสุภาพนี้ยังถูกแปลออกมาว่า “รักสงบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” (TNCV) หรือ “แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม” (1971)</p><p>วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นว่าเรามองพวกเขาเป็นพระฉายของพระเจ้าหรือไม่ ซี.เอส.ลูอิส เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือน้ำหนักแห่งศักดิ์ศรีนิรันดร์ (The Weight of Glory) ว่า “ไม่มีคนธรรมดา” เขาบอก “คุณไม่เคยคุยกับคนธรรมดาเลย” ลูอิสตั้งตารอคอยชีวิตนิรันดร์ ที่ซึ่งเราจะชื่นชมยินดีกับการทรงสถิตของพระเจ้าหรือถูกเนรเทศจากพระองค์เป็นนิจ ดังนั้นเขาจึงเตือนเราว่า “ผู้คนที่เราพูดเล่นด้วย ทำงานหรือแต่งงานด้วย ดูหมิ่นหรือเอาเปรียบ ล้วนต้องพบกับชีวิตอมตะ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอมตะที่น่ากลัวไปตลอดกาลหรือชีวิตอมตะที่รุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์”</p><p>ขอให้เรายอมต่อพระวิญญาณที่จะทรงช่วยให้เราปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างตามที่พวกเขาเป็นจริงๆ คือเป็นพระฉายของพระเจ้า</p><p><br><strong>การขาดความสุภาพส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของคุณอย่างไร คุณจะพยายามเพิ่มความสุภาพในการมีปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เรามักจะหงุดหงิดกับผู้อื่นได้ง่าย ขอโปรดประทานวิญญาณแห่งความอดทนและจิตใจที่มีเมตตาแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างให้เกียรติและสุภาพ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงเตือนพวกเขาให้...แสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน [ ทิตัส 3:1-2 THSV11 ]</em></p><p><br></p><p>คำแถลงที่ติดอยู่บนผนังธนาคารเพื่อประกาศค่านิยมขององค์กรนั้น สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า ความสุภาพ และเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ผมได้พบกับพนักงานธนาคารที่สุภาพซึ่งช่วยเหลือผมในการทำธุรกรรมที่นั่น!</p><p>ในโลกที่โหดร้ายและไร้ความเมตตานี้ การขับเคลื่อนด้วยความสุภาพถือเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ เราพบแนวคิดนี้ในจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนไปถึงทิตัสเพื่อนของท่าน ท่านกำชับทิตัสให้เตือนผู้เชื่อว่า “อย่าว่าร้ายใคร อย่าทะเลาะวิวาท แต่ให้ผ่อนหนักผ่อนเบาและแสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน” (ทต.3:2 THSV11) แนวคิดเรื่องความสุภาพนี้ยังถูกแปลออกมาว่า “รักสงบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” (TNCV) หรือ “แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม” (1971)</p><p>วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นว่าเรามองพวกเขาเป็นพระฉายของพระเจ้าหรือไม่ ซี.เอส.ลูอิส เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือน้ำหนักแห่งศักดิ์ศรีนิรันดร์ (The Weight of Glory) ว่า “ไม่มีคนธรรมดา” เขาบอก “คุณไม่เคยคุยกับคนธรรมดาเลย” ลูอิสตั้งตารอคอยชีวิตนิรันดร์ ที่ซึ่งเราจะชื่นชมยินดีกับการทรงสถิตของพระเจ้าหรือถูกเนรเทศจากพระองค์เป็นนิจ ดังนั้นเขาจึงเตือนเราว่า “ผู้คนที่เราพูดเล่นด้วย ทำงานหรือแต่งงานด้วย ดูหมิ่นหรือเอาเปรียบ ล้วนต้องพบกับชีวิตอมตะ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอมตะที่น่ากลัวไปตลอดกาลหรือชีวิตอมตะที่รุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์”</p><p>ขอให้เรายอมต่อพระวิญญาณที่จะทรงช่วยให้เราปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างตามที่พวกเขาเป็นจริงๆ คือเป็นพระฉายของพระเจ้า</p><p><br><strong>การขาดความสุภาพส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของคุณอย่างไร คุณจะพยายามเพิ่มความสุภาพในการมีปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เรามักจะหงุดหงิดกับผู้อื่นได้ง่าย ขอโปรดประทานวิญญาณแห่งความอดทนและจิตใจที่มีเมตตาแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างให้เกียรติและสุภาพ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/83da37f8/785b652d.mp3" length="11398734" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>713</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงเตือนพวกเขาให้...แสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน [ ทิตัส 3:1-2 THSV11 ]คำแถลงที่ติดอยู่บนผนังธนาคารเพื่อประกาศค่านิยมขององค์กรนั้น สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า ความสุภาพ และเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ผมได้พบกับพนักงานธนาคารที่สุภาพซึ่งช่วยเหลือผมในการทำธุรกรรมที่นั่น!ในโลกที่โหดร้ายและไร้ความเมตตานี้ การขับเคลื่อนด้วยความสุภาพถือเป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ เราพบแนวคิดนี้ในจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนไปถึงทิตัสเพื่อนของท่าน ท่านกำชับทิตัสให้เตือนผู้เชื่อว่า “อย่าว่าร้ายใคร อย่าทะเลาะวิวาท แต่ให้ผ่อนหนักผ่อนเบาและแสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน” (ทต.3:2 THSV11) แนวคิดเรื่องความสุภาพนี้ยังถูกแปลออกมาว่า “รักสงบ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น” (TNCV) หรือ “แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม” (1971)วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นว่าเรามองพวกเขาเป็นพระฉายของพระเจ้าหรือไม่ ซี.เอส.ลูอิส เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือน้ำหนักแห่งศักดิ์ศรีนิรันดร์ (The Weight of Glory) ว่า “ไม่มีคนธรรมดา” เขาบอก “คุณไม่เคยคุยกับคนธรรมดาเลย” ลูอิสตั้งตารอคอยชีวิตนิรันดร์ ที่ซึ่งเราจะชื่นชมยินดีกับการทรงสถิตของพระเจ้าหรือถูกเนรเทศจากพระองค์เป็นนิจ ดังนั้นเขาจึงเตือนเราว่า “ผู้คนที่เราพูดเล่นด้วย ทำงานหรือแต่งงานด้วย ดูหมิ่นหรือเอาเปรียบ ล้วนต้องพบกับชีวิตอมตะ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตอมตะที่น่ากลัวไปตลอดกาลหรือชีวิตอมตะที่รุ่งโรจน์ชั่วนิรันดร์”ขอให้เรายอมต่อพระวิญญาณที่จะทรงช่วยให้เราปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างตามที่พวกเขาเป็นจริงๆ คือเป็นพระฉายของพระเจ้าการขาดความสุภาพส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของคุณอย่างไร คุณจะพยายามเพิ่มความสุภาพในการมีปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นอย่างไรข้าแต่พระเจ้า เรามักจะหงุดหงิดกับผู้อื่นได้ง่าย ขอโปรดประทานวิญญาณแห่งความอดทนและจิตใจที่มีเมตตาแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างให้เกียรติและสุภาพ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงเตือนพวกเขาให้...แสดงความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งต่อทุกคน [ ทิตัส 3:1-2 THSV11 ]คำแถลงที่ติดอยู่บนผนังธนาคารเพื่อประกาศค่านิยมขององค์กรนั้น สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียวว่า ความสุภาพ และเป็นเรื่องน่าชื่นใจที่ผมได้พบกับพนักงานธนาคารที่สุภาพซึ่งช่วยเหลือผมในการทำ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f53e2c61-7a74-4a7a-84df-c556287bb070</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/856b8da0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]</em></p><p><br></p><p>เวนดี้รู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้าม ในระหว่างช่วงพักกลางวัน เจ้านายของเธอวางช็อกโกแลตไว้บนโต๊ะของทุกคนยกเว้นเธอ เธอโอดครวญกับเพื่อนด้วยความสงสัย “ทำไมเขาถึงมองข้ามฉันไป”</p><p>เมื่อไปถามเจ้านายเขาจึงอธิบายว่า “ช็อกโกแลตพวกนั้นยังกินได้อยู่ แต่ก็เก็บมาสักพักแล้ว เวนดี้กำลังท้อง ผมเลยต้องระวังเป็นพิเศษ” แล้วเขาก็หัวเราะ “แต่สำหรับพวกคุณที่เหลือ....”</p><p>เหตุการณ์เล็กๆนี้กลายเป็นเรื่องตลกในสำนักงาน แต่ก็ทำให้ฉันคิดว่าบางครั้งเราก็อ่านเจตนาของพระเจ้าผิดไปเนื่องจากความเข้าใจและการรับรู้ที่จำกัดของเรา กระทั่งเราอาจเชื่อว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยลืมไปว่าพระเจ้าทรงคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเราเสมอ ทุกเวลา</p><p>อิสยาห์ 55:8-9 เตือนเราว่า แม้เราอาจไม่เข้าใจความคิดและวิถีของพระเจ้าทั้งหมด แต่เราก็มั่นใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้น “สูงกว่าทางของ [เรา]” (ข้อ 9) ทางของเรามักได้รับอิทธิพลจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว แต่วิถีของพระองค์สมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและชอบธรรม ดังนั้นแม้ว่าในตอนนี้สิ่งต่างๆอาจดูไม่ดีนัก แต่เราสามารถวางใจว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ (ข้อ 1-2) เพราะพระองค์ทรงรักและสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 3) ให้เรา “ทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้” (ข้อ 6) โดยรู้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา</p><p><br></p><p><strong>พระสัญญาใดของพระเจ้าที่คุณจะยึดไว้เมื่อพบกับความอยุติธรรมในชีวิตพระลักษณะใดของพระองค์ที่ปลอบประโลมจิตใจและทำให้คุณมั่นใจ</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงรู้ว่าบางครั้งข้าพระองค์ก็รู้สึกว่าพระพรของพระองค์นั้นข้ามผ่านเลยข้าพระองค์ไปและสงสัยในความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจและยึดมั่นในพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]</em></p><p><br></p><p>เวนดี้รู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้าม ในระหว่างช่วงพักกลางวัน เจ้านายของเธอวางช็อกโกแลตไว้บนโต๊ะของทุกคนยกเว้นเธอ เธอโอดครวญกับเพื่อนด้วยความสงสัย “ทำไมเขาถึงมองข้ามฉันไป”</p><p>เมื่อไปถามเจ้านายเขาจึงอธิบายว่า “ช็อกโกแลตพวกนั้นยังกินได้อยู่ แต่ก็เก็บมาสักพักแล้ว เวนดี้กำลังท้อง ผมเลยต้องระวังเป็นพิเศษ” แล้วเขาก็หัวเราะ “แต่สำหรับพวกคุณที่เหลือ....”</p><p>เหตุการณ์เล็กๆนี้กลายเป็นเรื่องตลกในสำนักงาน แต่ก็ทำให้ฉันคิดว่าบางครั้งเราก็อ่านเจตนาของพระเจ้าผิดไปเนื่องจากความเข้าใจและการรับรู้ที่จำกัดของเรา กระทั่งเราอาจเชื่อว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยลืมไปว่าพระเจ้าทรงคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเราเสมอ ทุกเวลา</p><p>อิสยาห์ 55:8-9 เตือนเราว่า แม้เราอาจไม่เข้าใจความคิดและวิถีของพระเจ้าทั้งหมด แต่เราก็มั่นใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้น “สูงกว่าทางของ [เรา]” (ข้อ 9) ทางของเรามักได้รับอิทธิพลจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว แต่วิถีของพระองค์สมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและชอบธรรม ดังนั้นแม้ว่าในตอนนี้สิ่งต่างๆอาจดูไม่ดีนัก แต่เราสามารถวางใจว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ (ข้อ 1-2) เพราะพระองค์ทรงรักและสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 3) ให้เรา “ทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้” (ข้อ 6) โดยรู้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา</p><p><br></p><p><strong>พระสัญญาใดของพระเจ้าที่คุณจะยึดไว้เมื่อพบกับความอยุติธรรมในชีวิตพระลักษณะใดของพระองค์ที่ปลอบประโลมจิตใจและทำให้คุณมั่นใจ</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงรู้ว่าบางครั้งข้าพระองค์ก็รู้สึกว่าพระพรของพระองค์นั้นข้ามผ่านเลยข้าพระองค์ไปและสงสัยในความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจและยึดมั่นในพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/856b8da0/2ed729ff.mp3" length="12579079" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>787</itunes:duration>
      <itunes:summary>วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]เวนดี้รู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้าม ในระหว่างช่วงพักกลางวัน เจ้านายของเธอวางช็อกโกแลตไว้บนโต๊ะของทุกคนยกเว้นเธอ เธอโอดครวญกับเพื่อนด้วยความสงสัย “ทำไมเขาถึงมองข้ามฉันไป”เมื่อไปถามเจ้านายเขาจึงอธิบายว่า “ช็อกโกแลตพวกนั้นยังกินได้อยู่ แต่ก็เก็บมาสักพักแล้ว เวนดี้กำลังท้อง ผมเลยต้องระวังเป็นพิเศษ” แล้วเขาก็หัวเราะ “แต่สำหรับพวกคุณที่เหลือ....”เหตุการณ์เล็กๆนี้กลายเป็นเรื่องตลกในสำนักงาน แต่ก็ทำให้ฉันคิดว่าบางครั้งเราก็อ่านเจตนาของพระเจ้าผิดไปเนื่องจากความเข้าใจและการรับรู้ที่จำกัดของเรา กระทั่งเราอาจเชื่อว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยลืมไปว่าพระเจ้าทรงคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเราเสมอ ทุกเวลาอิสยาห์ 55:8-9 เตือนเราว่า แม้เราอาจไม่เข้าใจความคิดและวิถีของพระเจ้าทั้งหมด แต่เราก็มั่นใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้น “สูงกว่าทางของ [เรา]” (ข้อ 9) ทางของเรามักได้รับอิทธิพลจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว แต่วิถีของพระองค์สมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและชอบธรรม ดังนั้นแม้ว่าในตอนนี้สิ่งต่างๆอาจดูไม่ดีนัก แต่เราสามารถวางใจว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราจริงๆ (ข้อ 1-2) เพราะพระองค์ทรงรักและสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 3) ให้เรา “ทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้” (ข้อ 6) โดยรู้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเราพระสัญญาใดของพระเจ้าที่คุณจะยึดไว้เมื่อพบกับความอยุติธรรมในชีวิตพระลักษณะใดของพระองค์ที่ปลอบประโลมจิตใจและทำให้คุณมั่นใจพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงรู้ว่าบางครั้งข้าพระองค์ก็รู้สึกว่าพระพรของพระองค์นั้นข้ามผ่านเลยข้าพระองค์ไปและสงสัยในความรักที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจและยึดมั่นในพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]เวนดี้รู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้าม ในระหว่างช่วงพักกลางวัน เจ้านายของเธอวางช็อกโกแลตไว้บนโต๊ะของทุกคนยกเว้นเธอ เธอโอดครวญกับเพื่อนด้วยความสงสัย “ทำไมเขาถึงมองข้ามฉันไป”เมื่อไ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เปลี่ยนโดยพระวิญญาณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เปลี่ยนโดยพระวิญญาณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3ae3c1fb-f04c-4d2a-88dc-9f728de02661</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/948182fa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อนีล ดักลาสขึ้นเครื่องบินไปไอร์แลนด์ เขาพบว่าที่นั่งของเขามีผู้โดยสารคนอื่นนั่งอยู่ เขาจึงเริ่มบทสนทนาเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้ เมื่อผู้โดยสารคนนั้นเงยหน้าขึ้นตอบ นีลก็ได้พบกับคนที่หน้าตาเหมือนเขามาก! ขณะที่ทั้งคู่ถ่ายภาพร่วมกัน ผู้โดยสารที่มองดูอยู่ต่างหัวเราะให้กับความคล้ายคลึงของชายทั้งสอง หลังจากนั้นพวกเขาก็พบกันอีกครั้งเมื่อเข้าพักที่โรงแรมเดียวกัน และพบกันครั้งที่สามในผับท้องถิ่น เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็พบว่าภาพที่ถ่ายคู่กันนั้นกระจายไปทั่วสื่อออนไลน์ เพราะหน้าตาที่คล้ายกันอย่างมากของพวกเขา</p><p>การมีรูปร่างหน้าตาเหมือนใครอีกคนเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับพวกเราที่ไม่มีฝาแฝด แต่พระคัมภีร์บอกว่าเราจะเริ่มเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้นเมื่อเราติดตามพระองค์ ในพันธสัญญาเดิม ผิวหน้าของโมเสสเปลี่ยนไปอย่างมากเนื่องจากท่านได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหน้าต่อหน้า จนกระทั่ง “ด้วยรัศมี...ทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้” (2 คร.3:7; ดู อพย.34:33-35)</p><p>ในวันนี้ เราเห็นพระสิริของพระเยซูปรากฏอยู่ในผู้ที่ “เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยผ่านการทำงานของพระวิญญาณ (2 คร.3:18;ดูข้อ 8) ความรู้ในเรื่องของพระเจ้าและความรักที่เรามีต่อพระองค์ซึ่งเพิ่มพูนขึ้นนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฝ่ายวิญญาณและทางศีลธรรมที่มองเห็นได้ทั้งภายในและภายนอก เมื่อพระเจ้าทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจและความคิดของเรานั้น เพื่อนร่วมทางที่อยู่ในเส้นทางชีวิตของเราจะเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน</p><p><br></p><p><strong>การได้รู้จักพระเยซูเปลี่ยนคุณไปอย่างไร วันนี้พระองค์ทรงทำให้คุณเติบโตขึ้นในด้านใด</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ยังคงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ให้เป็นเหมือนพระฉายของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ [ 2 โครินธ์ 3:18 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อนีล ดักลาสขึ้นเครื่องบินไปไอร์แลนด์ เขาพบว่าที่นั่งของเขามีผู้โดยสารคนอื่นนั่งอยู่ เขาจึงเริ่มบทสนทนาเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้ เมื่อผู้โดยสารคนนั้นเงยหน้าขึ้นตอบ นีลก็ได้พบกับคนที่หน้าตาเหมือนเขามาก! ขณะที่ทั้งคู่ถ่ายภาพร่วมกัน ผู้โดยสารที่มองดูอยู่ต่างหัวเราะให้กับความคล้ายคลึงของชายทั้งสอง หลังจากนั้นพวกเขาก็พบกันอีกครั้งเมื่อเข้าพักที่โรงแรมเดียวกัน และพบกันครั้งที่สามในผับท้องถิ่น เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็พบว่าภาพที่ถ่ายคู่กันนั้นกระจายไปทั่วสื่อออนไลน์ เพราะหน้าตาที่คล้ายกันอย่างมากของพวกเขา</p><p>การมีรูปร่างหน้าตาเหมือนใครอีกคนเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับพวกเราที่ไม่มีฝาแฝด แต่พระคัมภีร์บอกว่าเราจะเริ่มเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้นเมื่อเราติดตามพระองค์ ในพันธสัญญาเดิม ผิวหน้าของโมเสสเปลี่ยนไปอย่างมากเนื่องจากท่านได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหน้าต่อหน้า จนกระทั่ง “ด้วยรัศมี...ทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้” (2 คร.3:7; ดู อพย.34:33-35)</p><p>ในวันนี้ เราเห็นพระสิริของพระเยซูปรากฏอยู่ในผู้ที่ “เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยผ่านการทำงานของพระวิญญาณ (2 คร.3:18;ดูข้อ 8) ความรู้ในเรื่องของพระเจ้าและความรักที่เรามีต่อพระองค์ซึ่งเพิ่มพูนขึ้นนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฝ่ายวิญญาณและทางศีลธรรมที่มองเห็นได้ทั้งภายในและภายนอก เมื่อพระเจ้าทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจและความคิดของเรานั้น เพื่อนร่วมทางที่อยู่ในเส้นทางชีวิตของเราจะเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน</p><p><br></p><p><strong>การได้รู้จักพระเยซูเปลี่ยนคุณไปอย่างไร วันนี้พระองค์ทรงทำให้คุณเติบโตขึ้นในด้านใด</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ยังคงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ให้เป็นเหมือนพระฉายของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 16 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/948182fa/0e079d17.mp3" length="11051422" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>691</itunes:duration>
      <itunes:summary>ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ [ 2 โครินธ์ 3:18 ]เมื่อนีล ดักลาสขึ้นเครื่องบินไปไอร์แลนด์ เขาพบว่าที่นั่งของเขามีผู้โดยสารคนอื่นนั่งอยู่ เขาจึงเริ่มบทสนทนาเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้ เมื่อผู้โดยสารคนนั้นเงยหน้าขึ้นตอบ นีลก็ได้พบกับคนที่หน้าตาเหมือนเขามาก! ขณะที่ทั้งคู่ถ่ายภาพร่วมกัน ผู้โดยสารที่มองดูอยู่ต่างหัวเราะให้กับความคล้ายคลึงของชายทั้งสอง หลังจากนั้นพวกเขาก็พบกันอีกครั้งเมื่อเข้าพักที่โรงแรมเดียวกัน และพบกันครั้งที่สามในผับท้องถิ่น เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็พบว่าภาพที่ถ่ายคู่กันนั้นกระจายไปทั่วสื่อออนไลน์ เพราะหน้าตาที่คล้ายกันอย่างมากของพวกเขาการมีรูปร่างหน้าตาเหมือนใครอีกคนเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับพวกเราที่ไม่มีฝาแฝด แต่พระคัมภีร์บอกว่าเราจะเริ่มเป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้นเมื่อเราติดตามพระองค์ ในพันธสัญญาเดิม ผิวหน้าของโมเสสเปลี่ยนไปอย่างมากเนื่องจากท่านได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหน้าต่อหน้า จนกระทั่ง “ด้วยรัศมี...ทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้” (2 คร.3:7; ดู อพย.34:33-35)ในวันนี้ เราเห็นพระสิริของพระเยซูปรากฏอยู่ในผู้ที่ “เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยผ่านการทำงานของพระวิญญาณ (2 คร.3:18;ดูข้อ 8) ความรู้ในเรื่องของพระเจ้าและความรักที่เรามีต่อพระองค์ซึ่งเพิ่มพูนขึ้นนั้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฝ่ายวิญญาณและทางศีลธรรมที่มองเห็นได้ทั้งภายในและภายนอก เมื่อพระเจ้าทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจและความคิดของเรานั้น เพื่อนร่วมทางที่อยู่ในเส้นทางชีวิตของเราจะเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจนการได้รู้จักพระเยซูเปลี่ยนคุณไปอย่างไร วันนี้พระองค์ทรงทำให้คุณเติบโตขึ้นในด้านใดขอบพระคุณพระเจ้า ที่ยังคงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ให้เป็นเหมือนพระฉายของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ [ 2 โครินธ์ 3:18 ]เมื่อนีล ดักลาสขึ้นเครื่องบินไปไอร์แลนด์ เขาพบว่าที่นั่งของเขามีผู้โดยสารคนอื่นนั่งอยู่ เข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สถานการณ์ที่ไม่มีหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สถานการณ์ที่ไม่มีหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">198384d5-47d0-498a-942e-9a54dfccd468</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3ce8c160</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้...เพราะว่าพระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ [ อิสยาห์ 44:23 ]</em></p><p><br></p><p>สถานการณ์ดูไม่มีความหวังสำหรับเจ็มลูกสาววัยทารกของเอมี่และอลัน เธอเกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 และคาดว่าจะเสียชีวิตภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ “ไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาเธอ” หมอพูดอย่างเย็นชา แต่ผู้เป็นแม่กล่าวว่า “ฉันมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้สำหรับเธอ” พวกเขาพาเจ็มกลับบ้านและให้ความรักกับเธอ แล้วพวกเขาก็อธิษฐาน</p><p>หกปีต่อมา เจ็มต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกขนาดใหญ่ที่พบออก จากนั้นหมอคนเดิมก็เดินเข้ามา “ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร” เขาพูด “แต่ผมขอโอกาสอีกครั้ง” เขายอมรับว่าเขาคิดผิดในเรื่องเจ็ม “ผมขอโอกาสในการไถ่โทษ” เขากล่าว เอมี่กับอลันจะปฏิเสธก็ได้ แต่พวกเขาเข้าใจถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการยกโทษบาปของพระเจ้า</p><p>ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักนำข่าวสารเรื่องการพิพากษาของพระเจ้ามา แต่เรื่องราวที่ถักทอผ่านข่าวสารนั้นมีใจความสำคัญถึงเรื่องความรัก การยกโทษบาป และการทรงไถ่ของพระเจ้าที่ไม่อาจยับยั้งไว้ได้ อิสยาห์ชี้ให้เห็นความบาปของยูดาห์ (44:6-20) แต่จู่ๆก็เปลี่ยนจุดสนใจไป โดยท่านกล่าวถ้อยคำของพระเจ้าที่ตรัสว่า “จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว” (ข้อ 22) พระลักษณะของพระเจ้าคือพระองค์ไม่อาจทอดทิ้งประชากรของพระองค์ได้ “เราได้ปั้นเจ้า” พระองค์ตรัส “เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21) และบทสรุปก็คือ “โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้ ...พระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ” (ข้อ 23)</p><p>“อัศจรรย์จริงๆ!” หมอร้องออกมาเพราะ การผ่าตัดของเจ็มไม่พบเนื้องอก นี่เป็นฤทธิ์เดชแห่งคำอธิษฐาน และโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงไถ่เรา</p><p><br></p><p><strong>คุณได้รู้จักสถานการณ์ใดบ้างที่ “ไม่มีหวัง” คุณเคยเห็นการทรงไถ่ของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงขอให้ข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้...เพราะว่าพระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ [ อิสยาห์ 44:23 ]</em></p><p><br></p><p>สถานการณ์ดูไม่มีความหวังสำหรับเจ็มลูกสาววัยทารกของเอมี่และอลัน เธอเกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 และคาดว่าจะเสียชีวิตภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ “ไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาเธอ” หมอพูดอย่างเย็นชา แต่ผู้เป็นแม่กล่าวว่า “ฉันมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้สำหรับเธอ” พวกเขาพาเจ็มกลับบ้านและให้ความรักกับเธอ แล้วพวกเขาก็อธิษฐาน</p><p>หกปีต่อมา เจ็มต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกขนาดใหญ่ที่พบออก จากนั้นหมอคนเดิมก็เดินเข้ามา “ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร” เขาพูด “แต่ผมขอโอกาสอีกครั้ง” เขายอมรับว่าเขาคิดผิดในเรื่องเจ็ม “ผมขอโอกาสในการไถ่โทษ” เขากล่าว เอมี่กับอลันจะปฏิเสธก็ได้ แต่พวกเขาเข้าใจถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการยกโทษบาปของพระเจ้า</p><p>ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักนำข่าวสารเรื่องการพิพากษาของพระเจ้ามา แต่เรื่องราวที่ถักทอผ่านข่าวสารนั้นมีใจความสำคัญถึงเรื่องความรัก การยกโทษบาป และการทรงไถ่ของพระเจ้าที่ไม่อาจยับยั้งไว้ได้ อิสยาห์ชี้ให้เห็นความบาปของยูดาห์ (44:6-20) แต่จู่ๆก็เปลี่ยนจุดสนใจไป โดยท่านกล่าวถ้อยคำของพระเจ้าที่ตรัสว่า “จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว” (ข้อ 22) พระลักษณะของพระเจ้าคือพระองค์ไม่อาจทอดทิ้งประชากรของพระองค์ได้ “เราได้ปั้นเจ้า” พระองค์ตรัส “เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21) และบทสรุปก็คือ “โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้ ...พระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ” (ข้อ 23)</p><p>“อัศจรรย์จริงๆ!” หมอร้องออกมาเพราะ การผ่าตัดของเจ็มไม่พบเนื้องอก นี่เป็นฤทธิ์เดชแห่งคำอธิษฐาน และโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงไถ่เรา</p><p><br></p><p><strong>คุณได้รู้จักสถานการณ์ใดบ้างที่ “ไม่มีหวัง” คุณเคยเห็นการทรงไถ่ของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงขอให้ข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 15 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3ce8c160/c4ee036b.mp3" length="12506760" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>782</itunes:duration>
      <itunes:summary>โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้...เพราะว่าพระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ [ อิสยาห์ 44:23 ]สถานการณ์ดูไม่มีความหวังสำหรับเจ็มลูกสาววัยทารกของเอมี่และอลัน เธอเกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 และคาดว่าจะเสียชีวิตภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ “ไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาเธอ” หมอพูดอย่างเย็นชา แต่ผู้เป็นแม่กล่าวว่า “ฉันมีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้สำหรับเธอ” พวกเขาพาเจ็มกลับบ้านและให้ความรักกับเธอ แล้วพวกเขาก็อธิษฐานหกปีต่อมา เจ็มต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้องอกขนาดใหญ่ที่พบออก จากนั้นหมอคนเดิมก็เดินเข้ามา “ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไร” เขาพูด “แต่ผมขอโอกาสอีกครั้ง” เขายอมรับว่าเขาคิดผิดในเรื่องเจ็ม “ผมขอโอกาสในการไถ่โทษ” เขากล่าว เอมี่กับอลันจะปฏิเสธก็ได้ แต่พวกเขาเข้าใจถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการยกโทษบาปของพระเจ้าผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักนำข่าวสารเรื่องการพิพากษาของพระเจ้ามา แต่เรื่องราวที่ถักทอผ่านข่าวสารนั้นมีใจความสำคัญถึงเรื่องความรัก การยกโทษบาป และการทรงไถ่ของพระเจ้าที่ไม่อาจยับยั้งไว้ได้ อิสยาห์ชี้ให้เห็นความบาปของยูดาห์ (44:6-20) แต่จู่ๆก็เปลี่ยนจุดสนใจไป โดยท่านกล่าวถ้อยคำของพระเจ้าที่ตรัสว่า “จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว” (ข้อ 22) พระลักษณะของพระเจ้าคือพระองค์ไม่อาจทอดทิ้งประชากรของพระองค์ได้ “เราได้ปั้นเจ้า” พระองค์ตรัส “เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21) และบทสรุปก็คือ “โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้ ...พระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ” (ข้อ 23)“อัศจรรย์จริงๆ!” หมอร้องออกมาเพราะ การผ่าตัดของเจ็มไม่พบเนื้องอก นี่เป็นฤทธิ์เดชแห่งคำอธิษฐาน และโดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงไถ่เราคุณได้รู้จักสถานการณ์ใดบ้างที่ “ไม่มีหวัง” คุณเคยเห็นการทรงไถ่ของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไรข้าแต่พระบิดาเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงขอให้ข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>โอ ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จงร้องเพลง เพราะพระเจ้าทรงกระทำการนี้...เพราะว่าพระเจ้าทรงไถ่ยาโคบ [ อิสยาห์ 44:23 ]สถานการณ์ดูไม่มีความหวังสำหรับเจ็มลูกสาววัยทารกของเอมี่และอลัน เธอเกิดมาพร้อมกับอาการผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 และคาดว่าจะเสียชีวิตภายในไม่กี่วันหรือไม่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งที่พระบิดาต้องการ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สิ่งที่พระบิดาต้องการ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b28e2a15-1d4b-4f22-b10a-ea11aef6ff9a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/96a8e2a5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:15 TNCV ]</em></p><p><br></p><p>สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ปิดหู แล้วเดินตามสตีฟออกไปที่ประตู สตีฟเตรียมไม้ฟืนสองสามท่อนโดยวางให้เขาห่างออกไปในระยะที่ปลอดภัย หลังจากผ่านไปสิบนาทีออกัสก็หมดแรง การตัดไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าปลอมเป็นงานหนักมาก! แต่เขามีความสุขที่ได้ “ช่วย” พ่อของเขา และพ่อก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชาย</p><p>เรากับพระบิดาในสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เรานึกว่าเรากำลังช่วยพระองค์ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย! ลูกต้องไปหยิบเลื่อยของลูกก่อน!” แต่เลื่อยไฟฟ้านั้นมีความสำคัญน้อยที่สุด เราไม่ได้ช่วยมากเท่าที่เราคิด พระเจ้าทรงสนพระทัยในส่วนแรกมากกว่าคือ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย!” พระองค์ไม่ทรงต้องการผลงานของเรา</p><p>ถ้าหากคุณรักพระเยซูพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าก็ได้ทรงรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์แล้ว และได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่คุณ “ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15 TNCV) คุณไม่ใช่ผู้รับใช้ที่ได้รับตำแหน่งของตนจากการทำงานหนัก แต่คุณเป็นบุตรที่ได้รับความรักจากพระบิดาของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!” (1ยน.3:1)</p><p>พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงชื่นบานเมื่อเรารับใช้พระองค์ แต่พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรา พระองค์เพียงแค่ต้องการเรา</p><p><br></p><p><strong>เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากคุณนั้น คุณคิดถึงสิ่งใดวันนี้คุณจะใช้เวลากับพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงรับข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ในฐานะบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:15 TNCV ]</em></p><p><br></p><p>สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ปิดหู แล้วเดินตามสตีฟออกไปที่ประตู สตีฟเตรียมไม้ฟืนสองสามท่อนโดยวางให้เขาห่างออกไปในระยะที่ปลอดภัย หลังจากผ่านไปสิบนาทีออกัสก็หมดแรง การตัดไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าปลอมเป็นงานหนักมาก! แต่เขามีความสุขที่ได้ “ช่วย” พ่อของเขา และพ่อก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชาย</p><p>เรากับพระบิดาในสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เรานึกว่าเรากำลังช่วยพระองค์ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย! ลูกต้องไปหยิบเลื่อยของลูกก่อน!” แต่เลื่อยไฟฟ้านั้นมีความสำคัญน้อยที่สุด เราไม่ได้ช่วยมากเท่าที่เราคิด พระเจ้าทรงสนพระทัยในส่วนแรกมากกว่าคือ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย!” พระองค์ไม่ทรงต้องการผลงานของเรา</p><p>ถ้าหากคุณรักพระเยซูพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าก็ได้ทรงรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์แล้ว และได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่คุณ “ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15 TNCV) คุณไม่ใช่ผู้รับใช้ที่ได้รับตำแหน่งของตนจากการทำงานหนัก แต่คุณเป็นบุตรที่ได้รับความรักจากพระบิดาของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!” (1ยน.3:1)</p><p>พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงชื่นบานเมื่อเรารับใช้พระองค์ แต่พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรา พระองค์เพียงแค่ต้องการเรา</p><p><br></p><p><strong>เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากคุณนั้น คุณคิดถึงสิ่งใดวันนี้คุณจะใช้เวลากับพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงรับข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ในฐานะบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 14 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/96a8e2a5/d9c6beae.mp3" length="11789960" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>737</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:15 TNCV ]สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ปิดหู แล้วเดินตามสตีฟออกไปที่ประตู สตีฟเตรียมไม้ฟืนสองสามท่อนโดยวางให้เขาห่างออกไปในระยะที่ปลอดภัย หลังจากผ่านไปสิบนาทีออกัสก็หมดแรง การตัดไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าปลอมเป็นงานหนักมาก! แต่เขามีความสุขที่ได้ “ช่วย” พ่อของเขา และพ่อก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชายเรากับพระบิดาในสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เรานึกว่าเรากำลังช่วยพระองค์ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย! ลูกต้องไปหยิบเลื่อยของลูกก่อน!” แต่เลื่อยไฟฟ้านั้นมีความสำคัญน้อยที่สุด เราไม่ได้ช่วยมากเท่าที่เราคิด พระเจ้าทรงสนพระทัยในส่วนแรกมากกว่าคือ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย!” พระองค์ไม่ทรงต้องการผลงานของเราถ้าหากคุณรักพระเยซูพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าก็ได้ทรงรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์แล้ว และได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่คุณ “ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15 TNCV) คุณไม่ใช่ผู้รับใช้ที่ได้รับตำแหน่งของตนจากการทำงานหนัก แต่คุณเป็นบุตรที่ได้รับความรักจากพระบิดาของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!” (1ยน.3:1)พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงชื่นบานเมื่อเรารับใช้พระองค์ แต่พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรา พระองค์เพียงแค่ต้องการเราเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากคุณนั้น คุณคิดถึงสิ่งใดวันนี้คุณจะใช้เวลากับพระองค์อย่างไรข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงรับข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ในฐานะบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า [ โรม 8:15 TNCV ]สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4ea1da50-250d-4006-bbfa-3ad4ac4d3911</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0eab7f1e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน [ ฮีบรู 13:16 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อซาดิโอ มาเน่ นักฟุตบอลดาวเด่นจากเซเนกัลลงเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นชาวแอฟริกันที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยทำรายได้หลายล้านดอลล่าร์ต่อปี เมื่อแฟนบอลเห็นภาพมาเน่ถือไอโฟนที่หน้าจอแตก จึงล้อเลียนเรื่องที่เขาใช้อุปกรณ์ที่พังแล้ว เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ทำไมผมต้องอยากได้เฟอร์รารีสิบคัน นาฬิกาฝังเพชรยี่สิบเรือน และเครื่องบินเจ็ทสองลำด้วยเล่า” เขาถาม “ผมเคยหิวโหย เคยทำงานในไร่ วิ่งเล่นเท้าเปล่าและไม่ได้ไปโรงเรียน เวลานี้ผมสามารถช่วยคนอื่นได้ ผมอยากสร้างโรงเรียนและให้คนยากจนได้มีอาหารและเสื้อผ้า...[แบ่งปัน] บางอย่างที่ผมมีในชีวิต”</p><p>มาเน่รู้ดีว่าการที่เขากักตุนความมั่งคั่งทั้งสิ้นของตนไว้ช่างเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว ขณะที่เพื่อนบ้านที่บ้านเกิดของเขาอีกมากมายต้องดิ้นรนภายใต้สภาพที่ย่ำแย่ พระธรรมฮีบรูเตือนเราว่าวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อนี้มีไว้สำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น “จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน” ผู้เขียนกล่าว “เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (13:16) ตามพระคัมภีร์แล้วการให้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ใจที่เอื้อเฟื้อยังทำให้พระเจ้าทรงยิ้มได้อีกด้วย แล้วใครกันเล่าไม่อยากทำให้พระเจ้าพอพระทัย</p><p>ความเอื้อเฟื้อไม่ได้จำกัดแค่เพียงว่าเราให้มากแค่ไหน แต่ความเอื้อเฟื้อหมายถึงท่าทีในหัวใจของเรา สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ซึ่ง “เป็นที่ชอบในสายพระเนตร[พระเจ้า ]” (ข้อ 21) คือการยื่นมือออกไปและแบ่งปันในสิ่งที่เรามี</p><p><br></p><p><strong>คุณได้แสดงความเอื้อเฟื้ออย่างไรบ้าง สิ่งใดที่จะช่วยปลูกฝังให้คุณมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อ</strong></p><p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณในพระทัยที่เอื้อเฟื้อซึ่งพระองค์ได้สำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มีใจที่เอื้อเฟื้อด้วยเช่นกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน [ ฮีบรู 13:16 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อซาดิโอ มาเน่ นักฟุตบอลดาวเด่นจากเซเนกัลลงเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นชาวแอฟริกันที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยทำรายได้หลายล้านดอลล่าร์ต่อปี เมื่อแฟนบอลเห็นภาพมาเน่ถือไอโฟนที่หน้าจอแตก จึงล้อเลียนเรื่องที่เขาใช้อุปกรณ์ที่พังแล้ว เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ทำไมผมต้องอยากได้เฟอร์รารีสิบคัน นาฬิกาฝังเพชรยี่สิบเรือน และเครื่องบินเจ็ทสองลำด้วยเล่า” เขาถาม “ผมเคยหิวโหย เคยทำงานในไร่ วิ่งเล่นเท้าเปล่าและไม่ได้ไปโรงเรียน เวลานี้ผมสามารถช่วยคนอื่นได้ ผมอยากสร้างโรงเรียนและให้คนยากจนได้มีอาหารและเสื้อผ้า...[แบ่งปัน] บางอย่างที่ผมมีในชีวิต”</p><p>มาเน่รู้ดีว่าการที่เขากักตุนความมั่งคั่งทั้งสิ้นของตนไว้ช่างเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว ขณะที่เพื่อนบ้านที่บ้านเกิดของเขาอีกมากมายต้องดิ้นรนภายใต้สภาพที่ย่ำแย่ พระธรรมฮีบรูเตือนเราว่าวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อนี้มีไว้สำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น “จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน” ผู้เขียนกล่าว “เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (13:16) ตามพระคัมภีร์แล้วการให้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ใจที่เอื้อเฟื้อยังทำให้พระเจ้าทรงยิ้มได้อีกด้วย แล้วใครกันเล่าไม่อยากทำให้พระเจ้าพอพระทัย</p><p>ความเอื้อเฟื้อไม่ได้จำกัดแค่เพียงว่าเราให้มากแค่ไหน แต่ความเอื้อเฟื้อหมายถึงท่าทีในหัวใจของเรา สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ซึ่ง “เป็นที่ชอบในสายพระเนตร[พระเจ้า ]” (ข้อ 21) คือการยื่นมือออกไปและแบ่งปันในสิ่งที่เรามี</p><p><br></p><p><strong>คุณได้แสดงความเอื้อเฟื้ออย่างไรบ้าง สิ่งใดที่จะช่วยปลูกฝังให้คุณมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อ</strong></p><p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณในพระทัยที่เอื้อเฟื้อซึ่งพระองค์ได้สำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มีใจที่เอื้อเฟื้อด้วยเช่นกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 12 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0eab7f1e/3861fbe5.mp3" length="13004547" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>813</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน [ ฮีบรู 13:16 ]เมื่อซาดิโอ มาเน่ นักฟุตบอลดาวเด่นจากเซเนกัลลงเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นชาวแอฟริกันที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยทำรายได้หลายล้านดอลล่าร์ต่อปี เมื่อแฟนบอลเห็นภาพมาเน่ถือไอโฟนที่หน้าจอแตก จึงล้อเลียนเรื่องที่เขาใช้อุปกรณ์ที่พังแล้ว เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ทำไมผมต้องอยากได้เฟอร์รารีสิบคัน นาฬิกาฝังเพชรยี่สิบเรือน และเครื่องบินเจ็ทสองลำด้วยเล่า” เขาถาม “ผมเคยหิวโหย เคยทำงานในไร่ วิ่งเล่นเท้าเปล่าและไม่ได้ไปโรงเรียน เวลานี้ผมสามารถช่วยคนอื่นได้ ผมอยากสร้างโรงเรียนและให้คนยากจนได้มีอาหารและเสื้อผ้า...[แบ่งปัน] บางอย่างที่ผมมีในชีวิต”มาเน่รู้ดีว่าการที่เขากักตุนความมั่งคั่งทั้งสิ้นของตนไว้ช่างเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัว ขณะที่เพื่อนบ้านที่บ้านเกิดของเขาอีกมากมายต้องดิ้นรนภายใต้สภาพที่ย่ำแย่ พระธรรมฮีบรูเตือนเราว่าวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อนี้มีไว้สำหรับเราทุกคน ไม่ใช่สำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น “จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน” ผู้เขียนกล่าว “เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (13:16) ตามพระคัมภีร์แล้วการให้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ใจที่เอื้อเฟื้อยังทำให้พระเจ้าทรงยิ้มได้อีกด้วย แล้วใครกันเล่าไม่อยากทำให้พระเจ้าพอพระทัยความเอื้อเฟื้อไม่ได้จำกัดแค่เพียงว่าเราให้มากแค่ไหน แต่ความเอื้อเฟื้อหมายถึงท่าทีในหัวใจของเรา สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ซึ่ง “เป็นที่ชอบในสายพระเนตร[พระเจ้า ]” (ข้อ 21) คือการยื่นมือออกไปและแบ่งปันในสิ่งที่เรามีคุณได้แสดงความเอื้อเฟื้ออย่างไรบ้าง สิ่งใดที่จะช่วยปลูกฝังให้คุณมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อพระเจ้าข้า ขอบพระคุณในพระทัยที่เอื้อเฟื้อซึ่งพระองค์ได้สำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มีใจที่เอื้อเฟื้อด้วยเช่นกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน [ ฮีบรู 13:16 ]เมื่อซาดิโอ มาเน่ นักฟุตบอลดาวเด่นจากเซเนกัลลงเล่นให้กับทีมลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นชาวแอฟริกันที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยทำรายได้หลายล้านดอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เตรียมพร้อม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เตรียมพร้อม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">99abcd2a-5360-4483-af7e-2ae238fa13a7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bf9a0c00</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราตั้งเป้าของเราว่า...เราจะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [พระคริสต์] [ 2 โครินธ์ 5:9 ]</em></p><p><br></p><p>เบ็ตตี้พร้อมแล้ว เธอเริ่มติดตามพระเยซูตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และใช้โอกาสทั้งชีวิตเพื่อรับใช้และทำให้พระองค์พอพระทัย เธอเข้าเรียนพระคัมภีร์ ร่วมนมัสการและประชุมอธิษฐาน เธอสอนชั้นเรียนต่างๆ ไปเยี่ยมงานพันธกิจ ทำงานในสถานเลี้ยงเด็ก รับใช้เคียงข้างศิษยาภิบาลผู้เป็นสามี และเธอชอบที่จะอยู่กับคนของพระเจ้าในทุกครั้งที่มีโอกาส และที่น่าทึ่งคือเธออายุ 102 ปีและยังคงพร้อมที่จะทำทุกอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย เธอเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนที่บางครั้งอาจรู้สึกไม่อยากพบปะกับผู้เชื่อคนอื่นๆ แล้วพวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่า เบ็ตตี้จะอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าฉันจะไปที่นั่นได้! เวลานี้เบ็ตตี้บอกว่าเธออยากไปสวรรค์เพื่ออยู่กับองค์พระผู้ช่วยให้รอด เธอบอกว่า “ฉันพร้อมแล้วที่จะพบพระเยซู เพราะฉันรักพระองค์”</p><p>อัครทูตเปาโลกล่าวว่าท่าน “ปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้” (2 คร.5:8) แต่เปาโลรู้ว่าพระเจ้าทรงมีงานให้ท่านทำเพื่อหนุนใจผู้เชื่อในคริสตจักรหลายแห่ง (ฟป.1:23-24) ดังนั้นท่านจึงยังคงรับใช้และดำเนินชีวิตต่อไป “โดยความเชื่อ” และ “มิใช่ตามที่ตามองเห็น” (2 คร.5:7) เปาโลยังคงเตรียมพร้อมอยู่เสมอและรับใช้ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าต่อไปไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่หรืออยู่ในช่วงใดของชีวิต ให้เราทูลต่อพระเจ้าขอทรงช่วยให้เรามีเป้าหมายในใจ “ให้เป็นที่พอพระทัย[พระคริสต์ ]” (ข้อ 9) และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เบ็ตตี้พร้อมแล้ว และถ้ามีวันใดที่เธอไม่พร้อม นั่นก็เป็นเพราะเธอได้ไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้าแล้ว</p><p><br></p><p><strong>คุณจะฝึกตนเพื่อตอบสนองต่อการทรงเรียกให้รับใช้ได้ด้วยวิธีใด คุณจะเตรียมพร้อมมากขึ้นสำหรับการทรงเรียกให้ไปสวรรค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักพระองค์สุดหัวใจและปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยในทุกวิถีทางที่พระองค์ต้องการ ข้าพระองค์รอคอยที่จะพบพระองค์ในเร็ววันนี้!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราตั้งเป้าของเราว่า...เราจะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [พระคริสต์] [ 2 โครินธ์ 5:9 ]</em></p><p><br></p><p>เบ็ตตี้พร้อมแล้ว เธอเริ่มติดตามพระเยซูตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และใช้โอกาสทั้งชีวิตเพื่อรับใช้และทำให้พระองค์พอพระทัย เธอเข้าเรียนพระคัมภีร์ ร่วมนมัสการและประชุมอธิษฐาน เธอสอนชั้นเรียนต่างๆ ไปเยี่ยมงานพันธกิจ ทำงานในสถานเลี้ยงเด็ก รับใช้เคียงข้างศิษยาภิบาลผู้เป็นสามี และเธอชอบที่จะอยู่กับคนของพระเจ้าในทุกครั้งที่มีโอกาส และที่น่าทึ่งคือเธออายุ 102 ปีและยังคงพร้อมที่จะทำทุกอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย เธอเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนที่บางครั้งอาจรู้สึกไม่อยากพบปะกับผู้เชื่อคนอื่นๆ แล้วพวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่า เบ็ตตี้จะอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าฉันจะไปที่นั่นได้! เวลานี้เบ็ตตี้บอกว่าเธออยากไปสวรรค์เพื่ออยู่กับองค์พระผู้ช่วยให้รอด เธอบอกว่า “ฉันพร้อมแล้วที่จะพบพระเยซู เพราะฉันรักพระองค์”</p><p>อัครทูตเปาโลกล่าวว่าท่าน “ปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้” (2 คร.5:8) แต่เปาโลรู้ว่าพระเจ้าทรงมีงานให้ท่านทำเพื่อหนุนใจผู้เชื่อในคริสตจักรหลายแห่ง (ฟป.1:23-24) ดังนั้นท่านจึงยังคงรับใช้และดำเนินชีวิตต่อไป “โดยความเชื่อ” และ “มิใช่ตามที่ตามองเห็น” (2 คร.5:7) เปาโลยังคงเตรียมพร้อมอยู่เสมอและรับใช้ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าต่อไปไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่หรืออยู่ในช่วงใดของชีวิต ให้เราทูลต่อพระเจ้าขอทรงช่วยให้เรามีเป้าหมายในใจ “ให้เป็นที่พอพระทัย[พระคริสต์ ]” (ข้อ 9) และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เบ็ตตี้พร้อมแล้ว และถ้ามีวันใดที่เธอไม่พร้อม นั่นก็เป็นเพราะเธอได้ไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้าแล้ว</p><p><br></p><p><strong>คุณจะฝึกตนเพื่อตอบสนองต่อการทรงเรียกให้รับใช้ได้ด้วยวิธีใด คุณจะเตรียมพร้อมมากขึ้นสำหรับการทรงเรียกให้ไปสวรรค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักพระองค์สุดหัวใจและปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยในทุกวิถีทางที่พระองค์ต้องการ ข้าพระองค์รอคอยที่จะพบพระองค์ในเร็ววันนี้!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 10 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bf9a0c00/f492397d.mp3" length="11789940" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>737</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราตั้งเป้าของเราว่า...เราจะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [พระคริสต์] [ 2 โครินธ์ 5:9 ]เบ็ตตี้พร้อมแล้ว เธอเริ่มติดตามพระเยซูตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และใช้โอกาสทั้งชีวิตเพื่อรับใช้และทำให้พระองค์พอพระทัย เธอเข้าเรียนพระคัมภีร์ ร่วมนมัสการและประชุมอธิษฐาน เธอสอนชั้นเรียนต่างๆ ไปเยี่ยมงานพันธกิจ ทำงานในสถานเลี้ยงเด็ก รับใช้เคียงข้างศิษยาภิบาลผู้เป็นสามี และเธอชอบที่จะอยู่กับคนของพระเจ้าในทุกครั้งที่มีโอกาส และที่น่าทึ่งคือเธออายุ 102 ปีและยังคงพร้อมที่จะทำทุกอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย เธอเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนที่บางครั้งอาจรู้สึกไม่อยากพบปะกับผู้เชื่อคนอื่นๆ แล้วพวกเขาก็คิดขึ้นได้ว่า เบ็ตตี้จะอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าฉันจะไปที่นั่นได้! เวลานี้เบ็ตตี้บอกว่าเธออยากไปสวรรค์เพื่ออยู่กับองค์พระผู้ช่วยให้รอด เธอบอกว่า “ฉันพร้อมแล้วที่จะพบพระเยซู เพราะฉันรักพระองค์”อัครทูตเปาโลกล่าวว่าท่าน “ปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้” (2 คร.5:8) แต่เปาโลรู้ว่าพระเจ้าทรงมีงานให้ท่านทำเพื่อหนุนใจผู้เชื่อในคริสตจักรหลายแห่ง (ฟป.1:23-24) ดังนั้นท่านจึงยังคงรับใช้และดำเนินชีวิตต่อไป “โดยความเชื่อ” และ “มิใช่ตามที่ตามองเห็น” (2 คร.5:7) เปาโลยังคงเตรียมพร้อมอยู่เสมอและรับใช้ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าต่อไปไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่หรืออยู่ในช่วงใดของชีวิต ให้เราทูลต่อพระเจ้าขอทรงช่วยให้เรามีเป้าหมายในใจ “ให้เป็นที่พอพระทัย[พระคริสต์ ]” (ข้อ 9) และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เบ็ตตี้พร้อมแล้ว และถ้ามีวันใดที่เธอไม่พร้อม นั่นก็เป็นเพราะเธอได้ไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้าแล้วคุณจะฝึกตนเพื่อตอบสนองต่อการทรงเรียกให้รับใช้ได้ด้วยวิธีใด คุณจะเตรียมพร้อมมากขึ้นสำหรับการทรงเรียกให้ไปสวรรค์ได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักพระองค์สุดหัวใจและปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยในทุกวิถีทางที่พระองค์ต้องการ ข้าพระองค์รอคอยที่จะพบพระองค์ในเร็ววันนี้!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราตั้งเป้าของเราว่า...เราจะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [พระคริสต์] [ 2 โครินธ์ 5:9 ]เบ็ตตี้พร้อมแล้ว เธอเริ่มติดตามพระเยซูตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และใช้โอกาสทั้งชีวิตเพื่อรับใช้และทำให้พระองค์พอพระทัย เธอเข้าเรียนพระคัมภีร์ ร่วมนมัสการและประชุมอธิษฐา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วางแผนด้วยความหยั่งรู้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วางแผนด้วยความหยั่งรู้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">95f4a5c2-35cb-472f-a40a-e2b7296353ad</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1fecc1ce</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน [ สุภาษิต 14:15 ]</em></p><p><br></p><p>เอซดาน เป็นแพทย์ในเมืองเล็กๆที่มีความฝันยิ่งใหญ่ให้เอเลนอร์ลูกสาวที่ยังเล็ก เธอเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและเขาหวังที่จะเปิดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้เธอ เขารู้สึก “กลัว” ที่จะไล่ตามความฝันนี้ จึงลงเรียนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นธุรกิจ จากนั้นเขากับภรรยาเปิดร้านเบเกอรี่ของครอบครัวในเมืองไวโอมิ่งและประสบความสำเร็จ “มันกลายเป็นธุรกิจจริงๆที่มีพนักงาน” เอซดานกล่าว ตอนนี้เอเลนอร์ซึ่งโตแล้วทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและติดต่อกับลูกค้าออนไลน์ “ทุกคนในเมืองรู้ว่าเธอเป็นใคร” เอซดานเล่า ความเชื่อแบบก้าวกระโดดของเขาในการวางแผนอนาคตของเอเลนอร์สะท้อนถึงการตัดสินใจอย่างสุขุมด้วยความหยั่งรู้</p><p>นี่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในพระคัมภีร์ การหยั่งรู้เป็นองค์ประกอบของปัญญาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อการวางแผนของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต สุภาษิต 14:8 กล่าวว่า “ปัญญาของคนหยั่งรู้คือการเข้าใจทางของเขา แต่ความโง่ของคนโง่เป็นที่หลอกลวง” แทนที่จะกังวลถึงอนาคตหรือว่าไม่ทำอะไรเลย คนที่หยั่งรู้จะพึ่งพาสติปัญญาจากพระเจ้าในการวางแผนสำหรับอนาคต</p><p>อันที่จริงการหยั่งรู้เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาลาติน prudentia แปลว่า “มองเห็นการณ์ไกล” “คนเขลาเชื่อถือทุกอย่าง แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน” (ข้อ 15) พวกเขามองเห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น จึงทำงานอย่างรอบคอบเพื่อสร้างตาข่ายนิรภัย ซึ่งก็คือแผนการทำงานอย่างรัดกุมสำหรับคนมีปัญญา!</p><p>ขอให้เรามีความเฉียบแหลมในความเชื่อ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความหยั่งรู้ โดยการก้าวเดินไปพร้อมกับพระเจ้า</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงอะไรแก่คุณเกี่ยวกับแผนงานในลักษณะที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ โดยความเชื่อคุณกำลังวางแผนอย่างหยั่งรู้สำหรับอนาคตที่สดใสอย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงดลใจข้าพระองค์ให้วางแผนอย่างหยั่งรู้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน [ สุภาษิต 14:15 ]</em></p><p><br></p><p>เอซดาน เป็นแพทย์ในเมืองเล็กๆที่มีความฝันยิ่งใหญ่ให้เอเลนอร์ลูกสาวที่ยังเล็ก เธอเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและเขาหวังที่จะเปิดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้เธอ เขารู้สึก “กลัว” ที่จะไล่ตามความฝันนี้ จึงลงเรียนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นธุรกิจ จากนั้นเขากับภรรยาเปิดร้านเบเกอรี่ของครอบครัวในเมืองไวโอมิ่งและประสบความสำเร็จ “มันกลายเป็นธุรกิจจริงๆที่มีพนักงาน” เอซดานกล่าว ตอนนี้เอเลนอร์ซึ่งโตแล้วทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและติดต่อกับลูกค้าออนไลน์ “ทุกคนในเมืองรู้ว่าเธอเป็นใคร” เอซดานเล่า ความเชื่อแบบก้าวกระโดดของเขาในการวางแผนอนาคตของเอเลนอร์สะท้อนถึงการตัดสินใจอย่างสุขุมด้วยความหยั่งรู้</p><p>นี่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในพระคัมภีร์ การหยั่งรู้เป็นองค์ประกอบของปัญญาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อการวางแผนของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต สุภาษิต 14:8 กล่าวว่า “ปัญญาของคนหยั่งรู้คือการเข้าใจทางของเขา แต่ความโง่ของคนโง่เป็นที่หลอกลวง” แทนที่จะกังวลถึงอนาคตหรือว่าไม่ทำอะไรเลย คนที่หยั่งรู้จะพึ่งพาสติปัญญาจากพระเจ้าในการวางแผนสำหรับอนาคต</p><p>อันที่จริงการหยั่งรู้เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาลาติน prudentia แปลว่า “มองเห็นการณ์ไกล” “คนเขลาเชื่อถือทุกอย่าง แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน” (ข้อ 15) พวกเขามองเห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น จึงทำงานอย่างรอบคอบเพื่อสร้างตาข่ายนิรภัย ซึ่งก็คือแผนการทำงานอย่างรัดกุมสำหรับคนมีปัญญา!</p><p>ขอให้เรามีความเฉียบแหลมในความเชื่อ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความหยั่งรู้ โดยการก้าวเดินไปพร้อมกับพระเจ้า</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงอะไรแก่คุณเกี่ยวกับแผนงานในลักษณะที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ โดยความเชื่อคุณกำลังวางแผนอย่างหยั่งรู้สำหรับอนาคตที่สดใสอย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงดลใจข้าพระองค์ให้วางแผนอย่างหยั่งรู้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1fecc1ce/42af1ce0.mp3" length="11338984" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน [ สุภาษิต 14:15 ]เอซดาน เป็นแพทย์ในเมืองเล็กๆที่มีความฝันยิ่งใหญ่ให้เอเลนอร์ลูกสาวที่ยังเล็ก เธอเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและเขาหวังที่จะเปิดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้เธอ เขารู้สึก “กลัว” ที่จะไล่ตามความฝันนี้ จึงลงเรียนหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นธุรกิจ จากนั้นเขากับภรรยาเปิดร้านเบเกอรี่ของครอบครัวในเมืองไวโอมิ่งและประสบความสำเร็จ “มันกลายเป็นธุรกิจจริงๆที่มีพนักงาน” เอซดานกล่าว ตอนนี้เอเลนอร์ซึ่งโตแล้วทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและติดต่อกับลูกค้าออนไลน์ “ทุกคนในเมืองรู้ว่าเธอเป็นใคร” เอซดานเล่า ความเชื่อแบบก้าวกระโดดของเขาในการวางแผนอนาคตของเอเลนอร์สะท้อนถึงการตัดสินใจอย่างสุขุมด้วยความหยั่งรู้นี่เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในพระคัมภีร์ การหยั่งรู้เป็นองค์ประกอบของปัญญาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อการวางแผนของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต สุภาษิต 14:8 กล่าวว่า “ปัญญาของคนหยั่งรู้คือการเข้าใจทางของเขา แต่ความโง่ของคนโง่เป็นที่หลอกลวง” แทนที่จะกังวลถึงอนาคตหรือว่าไม่ทำอะไรเลย คนที่หยั่งรู้จะพึ่งพาสติปัญญาจากพระเจ้าในการวางแผนสำหรับอนาคตอันที่จริงการหยั่งรู้เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาลาติน prudentia แปลว่า “มองเห็นการณ์ไกล” “คนเขลาเชื่อถือทุกอย่าง แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน” (ข้อ 15) พวกเขามองเห็นล่วงหน้าถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น จึงทำงานอย่างรอบคอบเพื่อสร้างตาข่ายนิรภัย ซึ่งก็คือแผนการทำงานอย่างรัดกุมสำหรับคนมีปัญญา!ขอให้เรามีความเฉียบแหลมในความเชื่อ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความหยั่งรู้ โดยการก้าวเดินไปพร้อมกับพระเจ้าพระเจ้าทรงสำแดงอะไรแก่คุณเกี่ยวกับแผนงานในลักษณะที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ โดยความเชื่อคุณกำลังวางแผนอย่างหยั่งรู้สำหรับอนาคตที่สดใสอย่างไรขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงดลใจข้าพระองค์ให้วางแผนอย่างหยั่งรู้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังไปทางไหน [ สุภาษิต 14:15 ]เอซดาน เป็นแพทย์ในเมืองเล็กๆที่มีความฝันยิ่งใหญ่ให้เอเลนอร์ลูกสาวที่ยังเล็ก เธอเป็นโรคดาวน์ซินโดรมและเขาหวังที่จะเปิดธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้เธอ เขารู้สึก “กลัว” ที่จะไล่ตามความฝันนี้ จึงลงเรี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผ่าตัดหัวใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผ่าตัดหัวใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ecf8325b-56ec-4d88-b840-2d0f98ad6d11</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/831eddef</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า [ เอเสเคียล 36:26 ]</em></p><p><br></p><p>หลายปีก่อนหลังจากตอบโต้กันด้วยคำพูดอันเผ็ดร้อน แคโรลินกับฉันได้แก้ไขความบาดหมางของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจและความรักที่มีต่อกัน ฉันสารภาพผิด และเธอก็อธิษฐานเผื่อฉันโดยใช้ เอเสเคียล 36:26 “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในตัวเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า” ฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงผ่าตัดหัวใจฝ่ายวิญญาณให้กับฉัน โดยขจัดความกลัวและใจขมขื่นออกไปในขณะที่ทรงโอบกอดฉันไว้ในความรักของพระองค์</p><p>พระเจ้าทรงพอพระทัยที่เราให้พระวจนะเข้ามามีส่วนเหมือนกับที่ฉันได้ทำในตอนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตบริบทดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้ เอเสเคียลพูดแทนพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ ด้วยพระสัญญาที่ว่าพระเจ้าจะทรงชำระพวกเขาให้สะอาดเพราะ “เรากำลังจะกระทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่เจ้า แต่เพื่อเห็นแก่นามบริสุทธิ์ของเรา” (ข้อ 22) พระเจ้าจะทรงกระทำกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ท่ามกลางประชากรของพระองค์ เพื่อประชาชาติทั้งสิ้นจะยำเกรงและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า</p><p>พระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา ไม่เพียงเพื่อช่วยเราให้เติบโตและจำเริญขึ้น แต่เพื่อให้เรานำเกียรติมาสู่พระองค์ด้วย ดังที่พระองค์ได้มอบใจใหม่และจิตวิญญาณใหม่แก่คนอิสราเอลตามพระสัญญา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กระทำกิจภายใน พระเจ้าก็จะทรงแทนที่จิตใจที่เย็นชาและแข็งกระด้างของเรา ด้วยหัวใจที่จะตอบรับและแบ่งปันความรักและชีวิตของพระองค์ออกไป</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์การ “ผ่าตัดหัวใจ” จากพระเจ้าอย่างไร คนอื่นสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทรงให้เกิดขึ้นในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือทุกชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ที่ทรงสร้างตัวตนใหม่ ภายในที่จะหยั่งรากในพระองค์ โปรดเทความรักของพระองค์เหนือข้าพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า [ เอเสเคียล 36:26 ]</em></p><p><br></p><p>หลายปีก่อนหลังจากตอบโต้กันด้วยคำพูดอันเผ็ดร้อน แคโรลินกับฉันได้แก้ไขความบาดหมางของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจและความรักที่มีต่อกัน ฉันสารภาพผิด และเธอก็อธิษฐานเผื่อฉันโดยใช้ เอเสเคียล 36:26 “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในตัวเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า” ฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงผ่าตัดหัวใจฝ่ายวิญญาณให้กับฉัน โดยขจัดความกลัวและใจขมขื่นออกไปในขณะที่ทรงโอบกอดฉันไว้ในความรักของพระองค์</p><p>พระเจ้าทรงพอพระทัยที่เราให้พระวจนะเข้ามามีส่วนเหมือนกับที่ฉันได้ทำในตอนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตบริบทดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้ เอเสเคียลพูดแทนพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ ด้วยพระสัญญาที่ว่าพระเจ้าจะทรงชำระพวกเขาให้สะอาดเพราะ “เรากำลังจะกระทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่เจ้า แต่เพื่อเห็นแก่นามบริสุทธิ์ของเรา” (ข้อ 22) พระเจ้าจะทรงกระทำกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ท่ามกลางประชากรของพระองค์ เพื่อประชาชาติทั้งสิ้นจะยำเกรงและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า</p><p>พระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา ไม่เพียงเพื่อช่วยเราให้เติบโตและจำเริญขึ้น แต่เพื่อให้เรานำเกียรติมาสู่พระองค์ด้วย ดังที่พระองค์ได้มอบใจใหม่และจิตวิญญาณใหม่แก่คนอิสราเอลตามพระสัญญา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กระทำกิจภายใน พระเจ้าก็จะทรงแทนที่จิตใจที่เย็นชาและแข็งกระด้างของเรา ด้วยหัวใจที่จะตอบรับและแบ่งปันความรักและชีวิตของพระองค์ออกไป</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์การ “ผ่าตัดหัวใจ” จากพระเจ้าอย่างไร คนอื่นสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทรงให้เกิดขึ้นในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือทุกชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ที่ทรงสร้างตัวตนใหม่ ภายในที่จะหยั่งรากในพระองค์ โปรดเทความรักของพระองค์เหนือข้าพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/831eddef/64c58f67.mp3" length="11847618" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>741</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า [ เอเสเคียล 36:26 ]หลายปีก่อนหลังจากตอบโต้กันด้วยคำพูดอันเผ็ดร้อน แคโรลินกับฉันได้แก้ไขความบาดหมางของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจและความรักที่มีต่อกัน ฉันสารภาพผิด และเธอก็อธิษฐานเผื่อฉันโดยใช้ เอเสเคียล 36:26 “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในตัวเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า” ฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงผ่าตัดหัวใจฝ่ายวิญญาณให้กับฉัน โดยขจัดความกลัวและใจขมขื่นออกไปในขณะที่ทรงโอบกอดฉันไว้ในความรักของพระองค์พระเจ้าทรงพอพระทัยที่เราให้พระวจนะเข้ามามีส่วนเหมือนกับที่ฉันได้ทำในตอนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตบริบทดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้ เอเสเคียลพูดแทนพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ ด้วยพระสัญญาที่ว่าพระเจ้าจะทรงชำระพวกเขาให้สะอาดเพราะ “เรากำลังจะกระทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่เจ้า แต่เพื่อเห็นแก่นามบริสุทธิ์ของเรา” (ข้อ 22) พระเจ้าจะทรงกระทำกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ท่ามกลางประชากรของพระองค์ เพื่อประชาชาติทั้งสิ้นจะยำเกรงและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระเจ้าทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา ไม่เพียงเพื่อช่วยเราให้เติบโตและจำเริญขึ้น แต่เพื่อให้เรานำเกียรติมาสู่พระองค์ด้วย ดังที่พระองค์ได้มอบใจใหม่และจิตวิญญาณใหม่แก่คนอิสราเอลตามพระสัญญา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่กระทำกิจภายใน พระเจ้าก็จะทรงแทนที่จิตใจที่เย็นชาและแข็งกระด้างของเรา ด้วยหัวใจที่จะตอบรับและแบ่งปันความรักและชีวิตของพระองค์ออกไปคุณเคยมีประสบการณ์การ “ผ่าตัดหัวใจ” จากพระเจ้าอย่างไร คนอื่นสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทรงให้เกิดขึ้นในชีวิตคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือทุกชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ ที่ทรงสร้างตัวตนใหม่ ภายในที่จะหยั่งรากในพระองค์ โปรดเทความรักของพระองค์เหนือข้าพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า [ เอเสเคียล 36:26 ]หลายปีก่อนหลังจากตอบโต้กันด้วยคำพูดอันเผ็ดร้อน แคโรลินกับฉันได้แก้ไขความบาดหมางของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจและความรักที่มีต่อกัน ฉันสารภาพผิด และเธอก็อธิษฐานเผื่อฉันโดยใช้ เอเสเคีย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภาษารัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ภาษารัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">230ccc8e-9450-4028-b6d9-8a5cb2e464ce</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/decad8d8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด [ กิจการ 2:4 ]</em></p><p><br></p><p>มอง ดิเยอ, ลีบาร์ ก็อตต์, ดราฮี โบรเช่, อากาเปแต เธ, ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้ยินคำอธิษฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สโลวัก กรีกและอังกฤษ ดังก้องไปทั่วคริสตจักรกลางเมืองเอเธนส์ เหมือนเราอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ เพื่อผู้คนในประเทศบ้านเกิดของเราจะได้ยินถึงความรักของพระเจ้า ความงดงามของการมาอยู่รวมกันขยายเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงการอยู่รวมกันที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์</p><p>ในพันธสัญญาเดิม วันเพ็นเทคอสต์คือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่เฉลิมฉลองวันที่ห้าสิบหลังจากเทศกาลปัสกา (ลนต.23:15-21) ในวันเพ็นเทคอสต์แรกหลังการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ผู้เชื่อมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็ม ทันใดนั้นมีเสียงเหมือน “พายุกล้า” และ “มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น” ปรากฏขึ้นเมื่อพวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณ และ “จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด” (กจ.2:2-4) ผู้มาเยือนจากนานาประเทศได้ยิน “มหกิจของพระเจ้า” ในภาษาของตนเอง (ข้อ 11) และหลังจากเปโตร “กล่าวแก่คนทั้งปวง” (ข้อ 14) มีหลายคนที่เชื่อในถ้อยคำนั้นที่บอกว่า พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนและเป็นขึ้นเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาป (ข้อ 22-41)</p><p>คำอธิษฐานในภาษาต่างๆของผู้นำพันธกิจที่รวมตัวกันในกรุงเอเธนส์ทำให้ฉันระลึกว่า ถ้อยคำของเปโตรที่ได้ยินในวันเพ็นเทคอสต์ยังคงถูกแบ่งปันไปทั่วโลก และผู้คนยังคงตอบสนองด้วยความเชื่อ</p><p>ให้เราทูลขอพระวิญญาณที่จะประทานกำลังแก่เราเหมือนผู้เชื่อพระเยซูยุคแรกในวันเพ็นเทคอสต์ เพื่อที่เราจะบอกเล่าถึงความรักของพระเจ้า และให้เราอธิษฐานขอให้ข่าวสารนี้จะได้ยินในทุกๆ ภาษาที่พูดกันในโลกใบนี้</p><p><br></p><p><strong>คุณได้ยินเรื่องความรักที่พระเจ้ามีต่อคุณเป็นครั้งแรกเมื่อไร คุณจะอธิษฐานให้ผู้อื่นได้ยินได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดประทานกำลังเพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระเจ้า</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด [ กิจการ 2:4 ]</em></p><p><br></p><p>มอง ดิเยอ, ลีบาร์ ก็อตต์, ดราฮี โบรเช่, อากาเปแต เธ, ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้ยินคำอธิษฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สโลวัก กรีกและอังกฤษ ดังก้องไปทั่วคริสตจักรกลางเมืองเอเธนส์ เหมือนเราอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ เพื่อผู้คนในประเทศบ้านเกิดของเราจะได้ยินถึงความรักของพระเจ้า ความงดงามของการมาอยู่รวมกันขยายเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงการอยู่รวมกันที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์</p><p>ในพันธสัญญาเดิม วันเพ็นเทคอสต์คือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่เฉลิมฉลองวันที่ห้าสิบหลังจากเทศกาลปัสกา (ลนต.23:15-21) ในวันเพ็นเทคอสต์แรกหลังการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ผู้เชื่อมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็ม ทันใดนั้นมีเสียงเหมือน “พายุกล้า” และ “มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น” ปรากฏขึ้นเมื่อพวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณ และ “จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด” (กจ.2:2-4) ผู้มาเยือนจากนานาประเทศได้ยิน “มหกิจของพระเจ้า” ในภาษาของตนเอง (ข้อ 11) และหลังจากเปโตร “กล่าวแก่คนทั้งปวง” (ข้อ 14) มีหลายคนที่เชื่อในถ้อยคำนั้นที่บอกว่า พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนและเป็นขึ้นเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาป (ข้อ 22-41)</p><p>คำอธิษฐานในภาษาต่างๆของผู้นำพันธกิจที่รวมตัวกันในกรุงเอเธนส์ทำให้ฉันระลึกว่า ถ้อยคำของเปโตรที่ได้ยินในวันเพ็นเทคอสต์ยังคงถูกแบ่งปันไปทั่วโลก และผู้คนยังคงตอบสนองด้วยความเชื่อ</p><p>ให้เราทูลขอพระวิญญาณที่จะประทานกำลังแก่เราเหมือนผู้เชื่อพระเยซูยุคแรกในวันเพ็นเทคอสต์ เพื่อที่เราจะบอกเล่าถึงความรักของพระเจ้า และให้เราอธิษฐานขอให้ข่าวสารนี้จะได้ยินในทุกๆ ภาษาที่พูดกันในโลกใบนี้</p><p><br></p><p><strong>คุณได้ยินเรื่องความรักที่พระเจ้ามีต่อคุณเป็นครั้งแรกเมื่อไร คุณจะอธิษฐานให้ผู้อื่นได้ยินได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดประทานกำลังเพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระเจ้า</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/decad8d8/bddf0d2a.mp3" length="11654931" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>729</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด [ กิจการ 2:4 ]มอง ดิเยอ, ลีบาร์ ก็อตต์, ดราฮี โบรเช่, อากาเปแต เธ, ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้ยินคำอธิษฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สโลวัก กรีกและอังกฤษ ดังก้องไปทั่วคริสตจักรกลางเมืองเอเธนส์ เหมือนเราอธิษฐานเป็นเสียงเดียวกันด้วยภาษาท้องถิ่นต่างๆ เพื่อผู้คนในประเทศบ้านเกิดของเราจะได้ยินถึงความรักของพระเจ้า ความงดงามของการมาอยู่รวมกันขยายเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงการอยู่รวมกันที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์ในพันธสัญญาเดิม วันเพ็นเทคอสต์คือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่เฉลิมฉลองวันที่ห้าสิบหลังจากเทศกาลปัสกา (ลนต.23:15-21) ในวันเพ็นเทคอสต์แรกหลังการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ผู้เชื่อมารวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็ม ทันใดนั้นมีเสียงเหมือน “พายุกล้า” และ “มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้น” ปรากฏขึ้นเมื่อพวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณ และ “จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด” (กจ.2:2-4) ผู้มาเยือนจากนานาประเทศได้ยิน “มหกิจของพระเจ้า” ในภาษาของตนเอง (ข้อ 11) และหลังจากเปโตร “กล่าวแก่คนทั้งปวง” (ข้อ 14) มีหลายคนที่เชื่อในถ้อยคำนั้นที่บอกว่า พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขนและเป็นขึ้นเพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาป (ข้อ 22-41)คำอธิษฐานในภาษาต่างๆของผู้นำพันธกิจที่รวมตัวกันในกรุงเอเธนส์ทำให้ฉันระลึกว่า ถ้อยคำของเปโตรที่ได้ยินในวันเพ็นเทคอสต์ยังคงถูกแบ่งปันไปทั่วโลก และผู้คนยังคงตอบสนองด้วยความเชื่อให้เราทูลขอพระวิญญาณที่จะประทานกำลังแก่เราเหมือนผู้เชื่อพระเยซูยุคแรกในวันเพ็นเทคอสต์ เพื่อที่เราจะบอกเล่าถึงความรักของพระเจ้า และให้เราอธิษฐานขอให้ข่าวสารนี้จะได้ยินในทุกๆ ภาษาที่พูดกันในโลกใบนี้คุณได้ยินเรื่องความรักที่พระเจ้ามีต่อคุณเป็นครั้งแรกเมื่อไร คุณจะอธิษฐานให้ผู้อื่นได้ยินได้อย่างไรพระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดประทานกำลังเพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระเจ้า</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด [ กิจการ 2:4 ]มอง ดิเยอ, ลีบาร์ ก็อตต์, ดราฮี โบรเช่, อากาเปแต เธ, ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้ยินคำอธิษฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน สโลวัก กรีกและอังกฤษ ดังก้องไปทั่วคริ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1a405549-6619-4bf1-9279-0b977d2852bb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1224ef10</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา [ 1 โครินธ์ 11:26 ]</em></p><p><br></p><p>โต๊ะที่ดูเรียบง่ายกับถ้วยธรรมดาๆ13 ใบที่วางบนแผ่นสี่เหลี่ยมต่อๆกันทำให้เกิดเป็นภาพวาดร่วมสมัยในชื่อ “เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ซึ่งแขวนอยู่ที่วิทยาลัยวอล์ฟสัน ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ความเรียบง่ายของภาพนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์นั่นคืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับเหล่าสาวก แผ่นสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นที่สุดประกอบด้วยขนมปังและถ้วยซึ่งหมายถึงพระเยซู ล้อมรอบด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมอีก 12 แผ่นซึ่งแสดงถึงเหล่าสาวก</p><p>ภาพวาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่งดงาม ถึงมื้ออาหารที่พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยเพื่อเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครั้งใหม่สำหรับทุกคนที่ติดตามพระองค์ นั่นคือพิธีมหาสนิท และฉันยังชื่นชมกับแถวของแผ่นสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าซึ่งทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ว่างดูเหมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ที่ชมภาพนี้ให้มารับประทานอาหารที่โต๊ะร่วมกัน</p><p>เปาโลหนุนใจเราว่า “เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร.11:26) เพราะทุกคนที่เชื่อว่าการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้จัดเตรียมหนทางแห่งสันติสุขกับพระเจ้า ก็ล้วนแต่มีที่ว่างบนโต๊ะนี้สำหรับพวกเขา</p><p>และเมื่อเราประกาศหรือระลึกถึงการสละพระชนม์ของพระเยซูขณะร่วมพิธีมหาสนิท เราก็ได้แสดงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชุมชนผู้เชื่อทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย นับเป็นภาพอันงดงามของคริสตจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p><p><br></p><p><strong>พิธีมหาสนิทมีความหมายต่อคุณอย่างไร พิธีมหาสนิทชี้ให้เห็นว่าผู้เชื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูอย่างไร</strong></p><p><em>พระเยซูเจ้า เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายมีส่วนในการเฉลิมฉลองที่พระองค์ประทานแก่เรา ขอทรงเตือนว่าเราทั้งหลายเฉลิมฉลองเพราะเราเป็นกลุ่มคนซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา [ 1 โครินธ์ 11:26 ]</em></p><p><br></p><p>โต๊ะที่ดูเรียบง่ายกับถ้วยธรรมดาๆ13 ใบที่วางบนแผ่นสี่เหลี่ยมต่อๆกันทำให้เกิดเป็นภาพวาดร่วมสมัยในชื่อ “เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ซึ่งแขวนอยู่ที่วิทยาลัยวอล์ฟสัน ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ความเรียบง่ายของภาพนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์นั่นคืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับเหล่าสาวก แผ่นสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นที่สุดประกอบด้วยขนมปังและถ้วยซึ่งหมายถึงพระเยซู ล้อมรอบด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมอีก 12 แผ่นซึ่งแสดงถึงเหล่าสาวก</p><p>ภาพวาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่งดงาม ถึงมื้ออาหารที่พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยเพื่อเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครั้งใหม่สำหรับทุกคนที่ติดตามพระองค์ นั่นคือพิธีมหาสนิท และฉันยังชื่นชมกับแถวของแผ่นสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าซึ่งทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ว่างดูเหมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ที่ชมภาพนี้ให้มารับประทานอาหารที่โต๊ะร่วมกัน</p><p>เปาโลหนุนใจเราว่า “เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร.11:26) เพราะทุกคนที่เชื่อว่าการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้จัดเตรียมหนทางแห่งสันติสุขกับพระเจ้า ก็ล้วนแต่มีที่ว่างบนโต๊ะนี้สำหรับพวกเขา</p><p>และเมื่อเราประกาศหรือระลึกถึงการสละพระชนม์ของพระเยซูขณะร่วมพิธีมหาสนิท เราก็ได้แสดงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชุมชนผู้เชื่อทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย นับเป็นภาพอันงดงามของคริสตจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p><p><br></p><p><strong>พิธีมหาสนิทมีความหมายต่อคุณอย่างไร พิธีมหาสนิทชี้ให้เห็นว่าผู้เชื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูอย่างไร</strong></p><p><em>พระเยซูเจ้า เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายมีส่วนในการเฉลิมฉลองที่พระองค์ประทานแก่เรา ขอทรงเตือนว่าเราทั้งหลายเฉลิมฉลองเพราะเราเป็นกลุ่มคนซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1224ef10/50e27f54.mp3" length="10415296" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>651</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา [ 1 โครินธ์ 11:26 ]โต๊ะที่ดูเรียบง่ายกับถ้วยธรรมดาๆ13 ใบที่วางบนแผ่นสี่เหลี่ยมต่อๆกันทำให้เกิดเป็นภาพวาดร่วมสมัยในชื่อ “เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ซึ่งแขวนอยู่ที่วิทยาลัยวอล์ฟสัน ในมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ความเรียบง่ายของภาพนี้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์นั่นคืออาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับเหล่าสาวก แผ่นสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นที่สุดประกอบด้วยขนมปังและถ้วยซึ่งหมายถึงพระเยซู ล้อมรอบด้วยแผ่นสี่เหลี่ยมอีก 12 แผ่นซึ่งแสดงถึงเหล่าสาวกภาพวาดนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่งดงาม ถึงมื้ออาหารที่พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยเพื่อเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครั้งใหม่สำหรับทุกคนที่ติดตามพระองค์ นั่นคือพิธีมหาสนิท และฉันยังชื่นชมกับแถวของแผ่นสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่าซึ่งทำให้ภาพนั้นสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ว่างดูเหมือนเป็นการเชื้อเชิญผู้ที่ชมภาพนี้ให้มารับประทานอาหารที่โต๊ะร่วมกันเปาโลหนุนใจเราว่า “เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 คร.11:26) เพราะทุกคนที่เชื่อว่าการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้จัดเตรียมหนทางแห่งสันติสุขกับพระเจ้า ก็ล้วนแต่มีที่ว่างบนโต๊ะนี้สำหรับพวกเขาและเมื่อเราประกาศหรือระลึกถึงการสละพระชนม์ของพระเยซูขณะร่วมพิธีมหาสนิท เราก็ได้แสดงตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชุมชนผู้เชื่อทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย นับเป็นภาพอันงดงามของคริสตจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพิธีมหาสนิทมีความหมายต่อคุณอย่างไร พิธีมหาสนิทชี้ให้เห็นว่าผู้เชื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูอย่างไรพระเยซูเจ้า เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายมีส่วนในการเฉลิมฉลองที่พระองค์ประทานแก่เรา ขอทรงเตือนว่าเราทั้งหลายเฉลิมฉลองเพราะเราเป็นกลุ่มคนซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา [ 1 โครินธ์ 11:26 ]โต๊ะที่ดูเรียบง่ายกับถ้วยธรรมดาๆ13 ใบที่วางบนแผ่นสี่เหลี่ยมต่อๆกันทำให้เกิดเป็นภาพวาดร่วมสมัยในชื่อ “เพื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีความทุกข์ที่สูญเปล่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่มีความทุกข์ที่สูญเปล่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">49f1089a-dc38-47b7-8ef1-9fb8aad3a8d1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f50afa8c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเรา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” [ อพยพ 3:7 ]</em></p><p><br></p><p>เธอมองตาผมแล้วพูดว่า “อย่าให้ความทุกข์ของคุณสูญเปล่า” ในทันทีนั้นผมหวนคิดไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมเป็นผู้นำในพิธีไว้อาลัยลูกชายวัยหนุ่มของเธอที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เธอรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ เธอรู้จักความทุกข์ แต่ก็รู้ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผมได้ยินคำพูดของเธอ ที่ปลอบโยนและหนุนใจในขณะที่ผมเผชิญกับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เธอทำให้ผมระลึกว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องไห้และคร่ำครวญของผม และพระองค์อยู่ด้วยกับผมในความทุกข์นั้น และอาจทรงใช้มันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง</p><p>โมเสสรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์ในความทุกข์ของพวกเขา พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” (อพย.3:7) บางครั้งคนอิสราเอลก็เหมือนกับเราที่จะต้องรู้สึกโดดเดี่ยวในความทุกข์ที่พวกเขามี แต่พระเจ้ารับรองว่าทรงมีแผนที่จะ “ช่วยเขาให้รอด” และได้ยิน “คำร่ำร้อง” จากใจของพวกเขา (ข้อ 8-9) ในที่สุดแล้วพระองค์จะทรงใช้ความทุกข์นั้นเพื่อทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต มีชัยชนะเหนือศัตรูและถวายเกียรติแด่พระองค์</p><p>สดุดี 90 เป็นบทเดียวที่เชื่อว่าเขียนโดยโมเสส ท่านประกาศว่าแม้ “ชีวิตนั้นมีแต่ความ[ทุกข์ ]ลำบาก” (ข้อ 10 THSV 11) แต่ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้าอยู่ด้วย “ตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (ข้อ 14) โดยความรักของพระองค์จะไม่ทรงให้ความทุกข์ของเราสูญเปล่า และเราเองก็ไม่ควรทำเช่นนั้น</p><p><strong>การรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร่ำร้องของคุณ มีความหมายกับคุณอย่างไร พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ของคุณเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงได้ยินเสียงร้องของข้าพระองค์และทรงใช้ความทุกข์นั้นของข้าพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเรา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” [ อพยพ 3:7 ]</em></p><p><br></p><p>เธอมองตาผมแล้วพูดว่า “อย่าให้ความทุกข์ของคุณสูญเปล่า” ในทันทีนั้นผมหวนคิดไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมเป็นผู้นำในพิธีไว้อาลัยลูกชายวัยหนุ่มของเธอที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เธอรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ เธอรู้จักความทุกข์ แต่ก็รู้ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผมได้ยินคำพูดของเธอ ที่ปลอบโยนและหนุนใจในขณะที่ผมเผชิญกับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เธอทำให้ผมระลึกว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องไห้และคร่ำครวญของผม และพระองค์อยู่ด้วยกับผมในความทุกข์นั้น และอาจทรงใช้มันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง</p><p>โมเสสรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์ในความทุกข์ของพวกเขา พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” (อพย.3:7) บางครั้งคนอิสราเอลก็เหมือนกับเราที่จะต้องรู้สึกโดดเดี่ยวในความทุกข์ที่พวกเขามี แต่พระเจ้ารับรองว่าทรงมีแผนที่จะ “ช่วยเขาให้รอด” และได้ยิน “คำร่ำร้อง” จากใจของพวกเขา (ข้อ 8-9) ในที่สุดแล้วพระองค์จะทรงใช้ความทุกข์นั้นเพื่อทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต มีชัยชนะเหนือศัตรูและถวายเกียรติแด่พระองค์</p><p>สดุดี 90 เป็นบทเดียวที่เชื่อว่าเขียนโดยโมเสส ท่านประกาศว่าแม้ “ชีวิตนั้นมีแต่ความ[ทุกข์ ]ลำบาก” (ข้อ 10 THSV 11) แต่ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้าอยู่ด้วย “ตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (ข้อ 14) โดยความรักของพระองค์จะไม่ทรงให้ความทุกข์ของเราสูญเปล่า และเราเองก็ไม่ควรทำเช่นนั้น</p><p><strong>การรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร่ำร้องของคุณ มีความหมายกับคุณอย่างไร พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ของคุณเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงได้ยินเสียงร้องของข้าพระองค์และทรงใช้ความทุกข์นั้นของข้าพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 06 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f50afa8c/f2bf81f0.mp3" length="12548982" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>785</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเรา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” [ อพยพ 3:7 ]เธอมองตาผมแล้วพูดว่า “อย่าให้ความทุกข์ของคุณสูญเปล่า” ในทันทีนั้นผมหวนคิดไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมเป็นผู้นำในพิธีไว้อาลัยลูกชายวัยหนุ่มของเธอที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เธอรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ เธอรู้จักความทุกข์ แต่ก็รู้ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เพื่อนคนนี้ทำได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อผมได้ยินคำพูดของเธอ ที่ปลอบโยนและหนุนใจในขณะที่ผมเผชิญกับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย เธอทำให้ผมระลึกว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร้องไห้และคร่ำครวญของผม และพระองค์อยู่ด้วยกับผมในความทุกข์นั้น และอาจทรงใช้มันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดทางหนึ่งโมเสสรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์ในความทุกข์ของพวกเขา พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” (อพย.3:7) บางครั้งคนอิสราเอลก็เหมือนกับเราที่จะต้องรู้สึกโดดเดี่ยวในความทุกข์ที่พวกเขามี แต่พระเจ้ารับรองว่าทรงมีแผนที่จะ “ช่วยเขาให้รอด” และได้ยิน “คำร่ำร้อง” จากใจของพวกเขา (ข้อ 8-9) ในที่สุดแล้วพระองค์จะทรงใช้ความทุกข์นั้นเพื่อทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต มีชัยชนะเหนือศัตรูและถวายเกียรติแด่พระองค์สดุดี 90 เป็นบทเดียวที่เชื่อว่าเขียนโดยโมเสส ท่านประกาศว่าแม้ “ชีวิตนั้นมีแต่ความ[ทุกข์ ]ลำบาก” (ข้อ 10 THSV 11) แต่ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้าอยู่ด้วย “ตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (ข้อ 14) โดยความรักของพระองค์จะไม่ทรงให้ความทุกข์ของเราสูญเปล่า และเราเองก็ไม่ควรทำเช่นนั้นการรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงร่ำร้องของคุณ มีความหมายกับคุณอย่างไร พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ของคุณเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไรพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงได้ยินเสียงร้องของข้าพระองค์และทรงใช้ความทุกข์นั้นของข้าพระองค์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าตรัสว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเรา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” [ อพยพ 3:7 ]เธอมองตาผมแล้วพูดว่า “อย่าให้ความทุกข์ของคุณสูญเปล่า” ในทันทีนั้นผมหวนคิดไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมเป็นผู้นำในพิธีไว้อาลัยลูกชายวัยหนุ่มของเธอที่เสียชีวิต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของประทานแห่งการให้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของประทานแห่งการให้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e0e1e5a1-df30-4e59-823b-6f5c1553a0d0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/465cea6c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ทุกคนจงให้...มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี [ 2 โครินธ์ 9:7 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2024 นักธุรกิจพันล้านโรเบิร์ต เฮล จูเนียร์ กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษา 1,200 คนจากมหาวิทยาลัยว่า “ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ เราจำเป็นต้องมีการแบ่งปัน การดูแลและการให้ที่มากขึ้น[ผมกับภรรยา ]อยากมอบของขวัญสองชิ้นแก่พวกคุณ ชิ้นแรกเป็นของขวัญที่เรามอบให้คุณ และชิ้นที่สองคือของขวัญเพื่อการให้” จากนั้นตามมาด้วยการแจกซองจดหมายสองซองให้กับบัณฑิตผู้ซึ่งไม่ได้คาดหวังมาก่อน โดยแต่ละซองมีเงินห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อเก็บไว้เอง และอีกห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อมอบให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ</p><p>แม้ว่าความมั่งคั่งของโรเบิร์ต เฮล ทำให้เขาแบ่งปันแบบนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ความเอื้อเฟื้อไม่ได้สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมหาศาลเท่านั้น ในอดีตผู้เชื่อพระเยซูในเมืองมาซิโดเนียได้ถวายจากความยากจนของตนเพื่อผู้เชื่อในกรุงเยรูซาเล็มจะมีในสิ่งที่ต้องการ เปาโลกล่าวถึงชาวมาซิโดเนียว่า “เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง” (2 คร.8:2) ท่านชมเชยพวกเขาเพราะ “เขาศรัทธาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังวิงวอนเรามากมาย ขอให้เขามีส่วนในการช่วยธรรมิกชนด้วย” (ข้อ 3-4)</p><p>ผู้ที่ตระหนักว่าตนได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้าโดยทางพระเยซู จะตอบสนองด้วยการให้กับผู้อื่นที่มีความต้องการด้วยใจเอื้อเฟื้อ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราถวายตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)</p><p><br><strong>คุณจะให้สิ่งใดด้วยใจเอื้อเฟื้อกับใครบางคนได้บ้างคุณเคยได้รับความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะให้ผู้อื่นด้วยใจเอื้อเฟื้อ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ทุกคนจงให้...มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี [ 2 โครินธ์ 9:7 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2024 นักธุรกิจพันล้านโรเบิร์ต เฮล จูเนียร์ กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษา 1,200 คนจากมหาวิทยาลัยว่า “ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ เราจำเป็นต้องมีการแบ่งปัน การดูแลและการให้ที่มากขึ้น[ผมกับภรรยา ]อยากมอบของขวัญสองชิ้นแก่พวกคุณ ชิ้นแรกเป็นของขวัญที่เรามอบให้คุณ และชิ้นที่สองคือของขวัญเพื่อการให้” จากนั้นตามมาด้วยการแจกซองจดหมายสองซองให้กับบัณฑิตผู้ซึ่งไม่ได้คาดหวังมาก่อน โดยแต่ละซองมีเงินห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อเก็บไว้เอง และอีกห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อมอบให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ</p><p>แม้ว่าความมั่งคั่งของโรเบิร์ต เฮล ทำให้เขาแบ่งปันแบบนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ความเอื้อเฟื้อไม่ได้สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมหาศาลเท่านั้น ในอดีตผู้เชื่อพระเยซูในเมืองมาซิโดเนียได้ถวายจากความยากจนของตนเพื่อผู้เชื่อในกรุงเยรูซาเล็มจะมีในสิ่งที่ต้องการ เปาโลกล่าวถึงชาวมาซิโดเนียว่า “เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง” (2 คร.8:2) ท่านชมเชยพวกเขาเพราะ “เขาศรัทธาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังวิงวอนเรามากมาย ขอให้เขามีส่วนในการช่วยธรรมิกชนด้วย” (ข้อ 3-4)</p><p>ผู้ที่ตระหนักว่าตนได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้าโดยทางพระเยซู จะตอบสนองด้วยการให้กับผู้อื่นที่มีความต้องการด้วยใจเอื้อเฟื้อ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราถวายตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)</p><p><br><strong>คุณจะให้สิ่งใดด้วยใจเอื้อเฟื้อกับใครบางคนได้บ้างคุณเคยได้รับความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะให้ผู้อื่นด้วยใจเอื้อเฟื้อ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/465cea6c/ad38f46e.mp3" length="12370919" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>774</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทุกคนจงให้...มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี [ 2 โครินธ์ 9:7 ]ในปี 2024 นักธุรกิจพันล้านโรเบิร์ต เฮล จูเนียร์ กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษา 1,200 คนจากมหาวิทยาลัยว่า “ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ เราจำเป็นต้องมีการแบ่งปัน การดูแลและการให้ที่มากขึ้น[ผมกับภรรยา ]อยากมอบของขวัญสองชิ้นแก่พวกคุณ ชิ้นแรกเป็นของขวัญที่เรามอบให้คุณ และชิ้นที่สองคือของขวัญเพื่อการให้” จากนั้นตามมาด้วยการแจกซองจดหมายสองซองให้กับบัณฑิตผู้ซึ่งไม่ได้คาดหวังมาก่อน โดยแต่ละซองมีเงินห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อเก็บไว้เอง และอีกห้าร้อยดอลล่าร์เพื่อมอบให้กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือแม้ว่าความมั่งคั่งของโรเบิร์ต เฮล ทำให้เขาแบ่งปันแบบนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ความเอื้อเฟื้อไม่ได้สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมหาศาลเท่านั้น ในอดีตผู้เชื่อพระเยซูในเมืองมาซิโดเนียได้ถวายจากความยากจนของตนเพื่อผู้เชื่อในกรุงเยรูซาเล็มจะมีในสิ่งที่ต้องการ เปาโลกล่าวถึงชาวมาซิโดเนียว่า “เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง” (2 คร.8:2) ท่านชมเชยพวกเขาเพราะ “เขาศรัทธาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังวิงวอนเรามากมาย ขอให้เขามีส่วนในการช่วยธรรมิกชนด้วย” (ข้อ 3-4)ผู้ที่ตระหนักว่าตนได้รับพระคุณมากมายจากพระเจ้าโดยทางพระเยซู จะตอบสนองด้วยการให้กับผู้อื่นที่มีความต้องการด้วยใจเอื้อเฟื้อ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราถวายตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ทรงตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)คุณจะให้สิ่งใดด้วยใจเอื้อเฟื้อกับใครบางคนได้บ้างคุณเคยได้รับความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่นอย่างไรข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะให้ผู้อื่นด้วยใจเอื้อเฟื้อ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทุกคนจงให้...มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี [ 2 โครินธ์ 9:7 ]ในปี 2024 นักธุรกิจพันล้านโรเบิร์ต เฮล จูเนียร์ กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษา 1,200 คนจากมหาวิทยาลัยว่า “ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ เราจำเป็นต้อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งที่น่ากลัว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สิ่งที่น่ากลัว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">898a656c-a84d-420c-9385-73167982bf78</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1845567d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง [ ปฐมกาล 23:2 ]</em></p><p><br></p><p>“สิ่งที่น่ากลัว / คือการรักในสิ่งที่ความตายเอื้อมถึงได้” นี่คือวรรคแรกของบทกวีที่เขียนขึ้นกว่าพันปีมาแล้ว โดยกวีชาวยิวยูดาห์ ฮาเลวี และถูกแปลในศตวรรษที่ยี่สิบ กวีผู้นี้อธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความกลัวคือ “การรัก... / โอ แล้วจักต้องสูญเสีย”</p><p>ในปฐมกาล อารมณ์พรั่งพรูเกิดขึ้นกับอับราฮัมเมื่อท่านสูญเสียนางซาราห์ให้กับความตาย “อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง” (23:2) ในบทนี้เผยให้เห็นเรื่องราวอันงดงามและความเศร้าโศกอย่างมากของการสูญเสียหนึ่งในบุคคลที่น่าจดจำที่สุดในพระคัมภีร์ นางซาราห์ภรรยาผู้สัตย์ซื่อของอับราฮัม หญิงชราคนนั้นที่หัวเราะเมื่อได้ยินข่าวว่าเธอจะเป็นแม่ (18:11-12) แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดในขณะที่อิสอัคถือกำเนิดมาในโลก</p><p>เราให้ความสำคัญกับข้อพระคัมภีร์สั้นๆที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของมนุษย์ในพระกิตติคุณของยอห์นที่ว่า “พระเยซูทรงพระกันแสง” (ยน.11:35) น้ำตาของพระเมสสิยาห์ที่อุโมงค์ฝังศพลาซารัสย้ำถึงการสูญเสียของพระเยซู การมีความรักเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ กวีฮาเลวีเรียกสิ่งนี้ว่า “เรื่องของคนโง่” แต่เขายังกล่าวต่อโดยการเรียกมันว่า “สิ่งที่บริสุทธิ์”ด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ซึ่งความเชื่อของเขา “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3)</p><p>เรารักและสูญเสียทุกอย่างตั้งแต่คู่สมรส ลูกๆ พ่อแม่ เพื่อนฝูงไปจนถึงสัตว์เลี้ยง และร้องไห้ด้วย “ความยินดีอย่างเจ็บปวด” โอ นี่แหละคือความเป็นมนุษย์จริงๆ แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การร้องไห้ของเราจะคงอยู่เพียงชั่วคืนเท่านั้น ดังที่ดาวิดกล่าวว่า “การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า”(สดด.30:5) พระบิดาของเราไม่เคยทรงทิ้งเราไว้ในความสิ้นหวัง</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ส่งผลต่อความสามารถในการรักของคุณ ล่าสุดนี้คุณร้องไห้ถึงใคร และเพราะเหตุใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานความกล้าที่จะรักให้กับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง [ ปฐมกาล 23:2 ]</em></p><p><br></p><p>“สิ่งที่น่ากลัว / คือการรักในสิ่งที่ความตายเอื้อมถึงได้” นี่คือวรรคแรกของบทกวีที่เขียนขึ้นกว่าพันปีมาแล้ว โดยกวีชาวยิวยูดาห์ ฮาเลวี และถูกแปลในศตวรรษที่ยี่สิบ กวีผู้นี้อธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความกลัวคือ “การรัก... / โอ แล้วจักต้องสูญเสีย”</p><p>ในปฐมกาล อารมณ์พรั่งพรูเกิดขึ้นกับอับราฮัมเมื่อท่านสูญเสียนางซาราห์ให้กับความตาย “อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง” (23:2) ในบทนี้เผยให้เห็นเรื่องราวอันงดงามและความเศร้าโศกอย่างมากของการสูญเสียหนึ่งในบุคคลที่น่าจดจำที่สุดในพระคัมภีร์ นางซาราห์ภรรยาผู้สัตย์ซื่อของอับราฮัม หญิงชราคนนั้นที่หัวเราะเมื่อได้ยินข่าวว่าเธอจะเป็นแม่ (18:11-12) แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดในขณะที่อิสอัคถือกำเนิดมาในโลก</p><p>เราให้ความสำคัญกับข้อพระคัมภีร์สั้นๆที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของมนุษย์ในพระกิตติคุณของยอห์นที่ว่า “พระเยซูทรงพระกันแสง” (ยน.11:35) น้ำตาของพระเมสสิยาห์ที่อุโมงค์ฝังศพลาซารัสย้ำถึงการสูญเสียของพระเยซู การมีความรักเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ กวีฮาเลวีเรียกสิ่งนี้ว่า “เรื่องของคนโง่” แต่เขายังกล่าวต่อโดยการเรียกมันว่า “สิ่งที่บริสุทธิ์”ด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ซึ่งความเชื่อของเขา “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3)</p><p>เรารักและสูญเสียทุกอย่างตั้งแต่คู่สมรส ลูกๆ พ่อแม่ เพื่อนฝูงไปจนถึงสัตว์เลี้ยง และร้องไห้ด้วย “ความยินดีอย่างเจ็บปวด” โอ นี่แหละคือความเป็นมนุษย์จริงๆ แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การร้องไห้ของเราจะคงอยู่เพียงชั่วคืนเท่านั้น ดังที่ดาวิดกล่าวว่า “การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า”(สดด.30:5) พระบิดาของเราไม่เคยทรงทิ้งเราไว้ในความสิ้นหวัง</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ส่งผลต่อความสามารถในการรักของคุณ ล่าสุดนี้คุณร้องไห้ถึงใคร และเพราะเหตุใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานความกล้าที่จะรักให้กับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Jun 2025 05:34:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1845567d/2af072fd.mp3" length="13702527" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>857</itunes:duration>
      <itunes:summary>อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง [ ปฐมกาล 23:2 ]“สิ่งที่น่ากลัว / คือการรักในสิ่งที่ความตายเอื้อมถึงได้” นี่คือวรรคแรกของบทกวีที่เขียนขึ้นกว่าพันปีมาแล้ว โดยกวีชาวยิวยูดาห์ ฮาเลวี และถูกแปลในศตวรรษที่ยี่สิบ กวีผู้นี้อธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความกลัวคือ “การรัก... / โอ แล้วจักต้องสูญเสีย”ในปฐมกาล อารมณ์พรั่งพรูเกิดขึ้นกับอับราฮัมเมื่อท่านสูญเสียนางซาราห์ให้กับความตาย “อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง” (23:2) ในบทนี้เผยให้เห็นเรื่องราวอันงดงามและความเศร้าโศกอย่างมากของการสูญเสียหนึ่งในบุคคลที่น่าจดจำที่สุดในพระคัมภีร์ นางซาราห์ภรรยาผู้สัตย์ซื่อของอับราฮัม หญิงชราคนนั้นที่หัวเราะเมื่อได้ยินข่าวว่าเธอจะเป็นแม่ (18:11-12) แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดในขณะที่อิสอัคถือกำเนิดมาในโลกเราให้ความสำคัญกับข้อพระคัมภีร์สั้นๆที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของมนุษย์ในพระกิตติคุณของยอห์นที่ว่า “พระเยซูทรงพระกันแสง” (ยน.11:35) น้ำตาของพระเมสสิยาห์ที่อุโมงค์ฝังศพลาซารัสย้ำถึงการสูญเสียของพระเยซู การมีความรักเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ กวีฮาเลวีเรียกสิ่งนี้ว่า “เรื่องของคนโง่” แต่เขายังกล่าวต่อโดยการเรียกมันว่า “สิ่งที่บริสุทธิ์”ด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ซึ่งความเชื่อของเขา “ซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3)เรารักและสูญเสียทุกอย่างตั้งแต่คู่สมรส ลูกๆ พ่อแม่ เพื่อนฝูงไปจนถึงสัตว์เลี้ยง และร้องไห้ด้วย “ความยินดีอย่างเจ็บปวด” โอ นี่แหละคือความเป็นมนุษย์จริงๆ แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การร้องไห้ของเราจะคงอยู่เพียงชั่วคืนเท่านั้น ดังที่ดาวิดกล่าวว่า “การร้องไห้อาจจะอ้อยอิ่งอยู่สักคืนหนึ่ง แต่ความชื่นบานจะมาเวลาเช้า”(สดด.30:5) พระบิดาของเราไม่เคยทรงทิ้งเราไว้ในความสิ้นหวังสิ่งใดที่ส่งผลต่อความสามารถในการรักของคุณ ล่าสุดนี้คุณร้องไห้ถึงใคร และเพราะเหตุใดข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานความกล้าที่จะรักให้กับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิดถึงนาง [ ปฐมกาล 23:2 ]“สิ่งที่น่ากลัว / คือการรักในสิ่งที่ความตายเอื้อมถึงได้” นี่คือวรรคแรกของบทกวีที่เขียนขึ้นกว่าพันปีมาแล้ว โดยกวีชาวยิวยูดาห์ ฮาเลวี และถูกแปลในศตวรรษที่ยี่สิบ กวีผู้นี้อธิบายให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e542151f-2cf8-4caf-b725-eaa690a0b651</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d17b41d0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา เราเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลี้ยงดูในทุ่งหญ้าของพระองค์ เป็นฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 95:7 TNCV]</em></p><p><br></p><p>เมื่อไดแอน ด็อคโค่คิมและสามีรู้ว่าลูกชายถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เธอทุกข์ใจกับความเป็นไปได้ที่ว่าลูกซึ่งมีความบกพร่องด้านสติปัญญาอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าเธอ เธอร้องทูลพระเจ้าว่า เขาจะเป็นอย่างไรหากไม่มีข้าพระองค์ คอยดูแล พระเจ้าทรงให้เธอได้อยู่ท่ามกลางการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเด็กที่มีความพิการ ในความรู้สึกผิดที่มักจะอธิบายไม่ได้ ในความรู้สึกไม่ดีพอและความกลัวนั้น พระเจ้าประทานกำลังแก่ไดแอนที่จะไว้วางใจในพระองค์ ในที่สุดแล้วจากหนังสือที่เธอเขียนชื่อ ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนไดแอนได้มอบความหวังเรื่อง “การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ” ให้กับผู้คนที่เลี้ยงดูลูกที่พิการ เมื่อลูกชายของเธอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความเชื่อของไดแอนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเธอและลูกชายของเธอตลอดไป</p><p>ความไม่แน่นอนในชีวิตอาจทำให้ใจของเราแข็งกระด้างต่อพระเจ้า เราอาจถูกล่อลวงให้เชื่อในสิ่งอื่นหรือคนอื่นรวมถึงตัวเราเอง แต่เราสามารถพึ่งพาใน “พระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” ได้ (สดด.95:1) นี่เป็นวลีที่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะที่แน่นอนของพระเจ้า “ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาเป็นของพระองค์ด้วย ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน และพระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นแผ่นดิน” (ข้อ 4-5)</p><p>เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนได้ด้วยการนมัสการ “พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” (ข้อ 6) เราวางใจได้ว่าทรงอยู่กับเราและคนที่เรารักเพราะ เราเป็น “ฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)</p><p><br></p><p><strong>เมื่อคุณรู้สึกหมดหนทาง พระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นอย่างไรว่าทรงห่วงใยคุณและคนที่คุณรัก เมื่อคุณแน่ใจในพระลักษณะของพระองค์ สิ่งนั้นจะช่วยให้คุณวางใจในพระองค์ในฐานะผู้รักษาสัญญาอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะดูแลข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา เราเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลี้ยงดูในทุ่งหญ้าของพระองค์ เป็นฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 95:7 TNCV]</em></p><p><br></p><p>เมื่อไดแอน ด็อคโค่คิมและสามีรู้ว่าลูกชายถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เธอทุกข์ใจกับความเป็นไปได้ที่ว่าลูกซึ่งมีความบกพร่องด้านสติปัญญาอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าเธอ เธอร้องทูลพระเจ้าว่า เขาจะเป็นอย่างไรหากไม่มีข้าพระองค์ คอยดูแล พระเจ้าทรงให้เธอได้อยู่ท่ามกลางการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเด็กที่มีความพิการ ในความรู้สึกผิดที่มักจะอธิบายไม่ได้ ในความรู้สึกไม่ดีพอและความกลัวนั้น พระเจ้าประทานกำลังแก่ไดแอนที่จะไว้วางใจในพระองค์ ในที่สุดแล้วจากหนังสือที่เธอเขียนชื่อ ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนไดแอนได้มอบความหวังเรื่อง “การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ” ให้กับผู้คนที่เลี้ยงดูลูกที่พิการ เมื่อลูกชายของเธอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความเชื่อของไดแอนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเธอและลูกชายของเธอตลอดไป</p><p>ความไม่แน่นอนในชีวิตอาจทำให้ใจของเราแข็งกระด้างต่อพระเจ้า เราอาจถูกล่อลวงให้เชื่อในสิ่งอื่นหรือคนอื่นรวมถึงตัวเราเอง แต่เราสามารถพึ่งพาใน “พระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” ได้ (สดด.95:1) นี่เป็นวลีที่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะที่แน่นอนของพระเจ้า “ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาเป็นของพระองค์ด้วย ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน และพระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นแผ่นดิน” (ข้อ 4-5)</p><p>เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนได้ด้วยการนมัสการ “พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” (ข้อ 6) เราวางใจได้ว่าทรงอยู่กับเราและคนที่เรารักเพราะ เราเป็น “ฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)</p><p><br></p><p><strong>เมื่อคุณรู้สึกหมดหนทาง พระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นอย่างไรว่าทรงห่วงใยคุณและคนที่คุณรัก เมื่อคุณแน่ใจในพระลักษณะของพระองค์ สิ่งนั้นจะช่วยให้คุณวางใจในพระองค์ในฐานะผู้รักษาสัญญาอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะดูแลข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Jun 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d17b41d0/aabfaaf3.mp3" length="12459534" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>779</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา เราเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลี้ยงดูในทุ่งหญ้าของพระองค์ เป็นฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 95:7 TNCV]เมื่อไดแอน ด็อคโค่คิมและสามีรู้ว่าลูกชายถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เธอทุกข์ใจกับความเป็นไปได้ที่ว่าลูกซึ่งมีความบกพร่องด้านสติปัญญาอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าเธอ เธอร้องทูลพระเจ้าว่า เขาจะเป็นอย่างไรหากไม่มีข้าพระองค์ คอยดูแล พระเจ้าทรงให้เธอได้อยู่ท่ามกลางการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเด็กที่มีความพิการ ในความรู้สึกผิดที่มักจะอธิบายไม่ได้ ในความรู้สึกไม่ดีพอและความกลัวนั้น พระเจ้าประทานกำลังแก่ไดแอนที่จะไว้วางใจในพระองค์ ในที่สุดแล้วจากหนังสือที่เธอเขียนชื่อ ความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนไดแอนได้มอบความหวังเรื่อง “การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ” ให้กับผู้คนที่เลี้ยงดูลูกที่พิการ เมื่อลูกชายของเธอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความเชื่อของไดแอนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เธอไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเธอและลูกชายของเธอตลอดไปความไม่แน่นอนในชีวิตอาจทำให้ใจของเราแข็งกระด้างต่อพระเจ้า เราอาจถูกล่อลวงให้เชื่อในสิ่งอื่นหรือคนอื่นรวมถึงตัวเราเอง แต่เราสามารถพึ่งพาใน “พระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” ได้ (สดด.95:1) นี่เป็นวลีที่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะที่แน่นอนของพระเจ้า “ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาเป็นของพระองค์ด้วย ทะเลเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างมัน และพระหัตถ์ของพระองค์ทรงปั้นแผ่นดิน” (ข้อ 4-5)เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนได้ด้วยการนมัสการ “พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา” (ข้อ 6) เราวางใจได้ว่าทรงอยู่กับเราและคนที่เรารักเพราะ เราเป็น “ฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)เมื่อคุณรู้สึกหมดหนทาง พระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นอย่างไรว่าทรงห่วงใยคุณและคนที่คุณรัก เมื่อคุณแน่ใจในพระลักษณะของพระองค์ สิ่งนั้นจะช่วยให้คุณวางใจในพระองค์ในฐานะผู้รักษาสัญญาอย่างไรพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะดูแลข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา เราเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลี้ยงดูในทุ่งหญ้าของพระองค์ เป็นฝูงแกะที่พระองค์ทรงอุ้มชูด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 95:7 TNCV]เมื่อไดแอน ด็อคโค่คิมและสามีรู้ว่าลูกชายถูกวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก เธอทุกข์ใจกับความเป็นไปได้ที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชนะโดยการแพ้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชนะโดยการแพ้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4eaf4ce8-9d2a-47d0-b357-b151bb251934</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c77ad3b6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ [ 1 โครินธ์ 9:24 ]</em></p><p><br></p><p>“ความพ่ายแพ้นั้นแท้จริงแล้วทรงพลังมากยิ่งกว่าชัยชนะ” ศาสตราจารย์โมนิก้า วาธวากล่าว งานวิจัยของเธอเผยให้เห็นว่าผู้คนมักจะมีพลังและมีแรงกระตุ้นมากที่สุดไม่ใช่ตอนที่เขาชนะ แต่เป็นตอนที่เขาเกือบจะชนะ เมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้คนมักมีแรงผลักดันให้พัฒนาตนเองและพยายามต่อไป ในทางกลับกันชัยชนะที่ได้มาโดยง่ายมักจะทำให้คนมีพลังและแรงผลักดันน้อยลง</p><p>มุมมองของโมนิก้าให้ความเข้าใจใหม่ในการเปรียบเทียบของเปาโลสองตอนด้วยกัน ซึ่งท่านเปรียบการติดตามพระคริสต์กับการวิ่งแข่งใน 1 โครินธ์ 9:24-27 และฟีลิปปี 3:12-14 ในทั้งสองกรณีเปาโลย้ำว่าผู้เชื่อควรทุ่มเทด้วยสุดกำลังในการติดตามพระคริสต์และข่าวประเสริฐ โดย“โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13) และวิ่ง “เพื่อชิงรางวัลให้ได้” (1 คร.9:24)</p><p>ความมุ่งมั่นที่เราพยายามจะทำให้ได้ทั้งการแบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 23) และการรู้จักพระคริสต์ (ฟป.3:8) นั่นคือความเป็นจริงที่ย้อนแย้ง เพราะเราจะไม่มีวันพูดได้ว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว เราจะทำได้ไม่ดีพอเสมอ เราจะไม่มีวันพูดได้เลยว่าเราทำ “สำเร็จแล้ว” (ข้อ 12)</p><p>แต่นั่นไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ในการได้เข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงพระกำลังของพระองค์เท่านั้นที่จะเสริมกำลังและกระตุ้นให้เราทุ่มเทด้วยสุดใจ เพื่อติดตามพระองค์ผู้ซึ่งจะพาเราไปสู่ชัยชนะในวันข้างหน้า</p><p><br></p><p><strong>คุณมีประสบการณ์ในการเติบโตขึ้นจากความล้มเหลวอย่างไร ความล้มเหลวจะกระตุ้นให้คุณพึ่งพาในพระคริสต์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะล้มเหลว แต่พระองค์ทรงใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เพื่อนำข้าพระองค์ให้เข้าใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ [ 1 โครินธ์ 9:24 ]</em></p><p><br></p><p>“ความพ่ายแพ้นั้นแท้จริงแล้วทรงพลังมากยิ่งกว่าชัยชนะ” ศาสตราจารย์โมนิก้า วาธวากล่าว งานวิจัยของเธอเผยให้เห็นว่าผู้คนมักจะมีพลังและมีแรงกระตุ้นมากที่สุดไม่ใช่ตอนที่เขาชนะ แต่เป็นตอนที่เขาเกือบจะชนะ เมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้คนมักมีแรงผลักดันให้พัฒนาตนเองและพยายามต่อไป ในทางกลับกันชัยชนะที่ได้มาโดยง่ายมักจะทำให้คนมีพลังและแรงผลักดันน้อยลง</p><p>มุมมองของโมนิก้าให้ความเข้าใจใหม่ในการเปรียบเทียบของเปาโลสองตอนด้วยกัน ซึ่งท่านเปรียบการติดตามพระคริสต์กับการวิ่งแข่งใน 1 โครินธ์ 9:24-27 และฟีลิปปี 3:12-14 ในทั้งสองกรณีเปาโลย้ำว่าผู้เชื่อควรทุ่มเทด้วยสุดกำลังในการติดตามพระคริสต์และข่าวประเสริฐ โดย“โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13) และวิ่ง “เพื่อชิงรางวัลให้ได้” (1 คร.9:24)</p><p>ความมุ่งมั่นที่เราพยายามจะทำให้ได้ทั้งการแบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 23) และการรู้จักพระคริสต์ (ฟป.3:8) นั่นคือความเป็นจริงที่ย้อนแย้ง เพราะเราจะไม่มีวันพูดได้ว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว เราจะทำได้ไม่ดีพอเสมอ เราจะไม่มีวันพูดได้เลยว่าเราทำ “สำเร็จแล้ว” (ข้อ 12)</p><p>แต่นั่นไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ในการได้เข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงพระกำลังของพระองค์เท่านั้นที่จะเสริมกำลังและกระตุ้นให้เราทุ่มเทด้วยสุดใจ เพื่อติดตามพระองค์ผู้ซึ่งจะพาเราไปสู่ชัยชนะในวันข้างหน้า</p><p><br></p><p><strong>คุณมีประสบการณ์ในการเติบโตขึ้นจากความล้มเหลวอย่างไร ความล้มเหลวจะกระตุ้นให้คุณพึ่งพาในพระคริสต์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะล้มเหลว แต่พระองค์ทรงใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เพื่อนำข้าพระองค์ให้เข้าใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c77ad3b6/43f5c62d.mp3" length="12002265" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ [ 1 โครินธ์ 9:24 ]“ความพ่ายแพ้นั้นแท้จริงแล้วทรงพลังมากยิ่งกว่าชัยชนะ” ศาสตราจารย์โมนิก้า วาธวากล่าว งานวิจัยของเธอเผยให้เห็นว่าผู้คนมักจะมีพลังและมีแรงกระตุ้นมากที่สุดไม่ใช่ตอนที่เขาชนะ แต่เป็นตอนที่เขาเกือบจะชนะ เมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้คนมักมีแรงผลักดันให้พัฒนาตนเองและพยายามต่อไป ในทางกลับกันชัยชนะที่ได้มาโดยง่ายมักจะทำให้คนมีพลังและแรงผลักดันน้อยลงมุมมองของโมนิก้าให้ความเข้าใจใหม่ในการเปรียบเทียบของเปาโลสองตอนด้วยกัน ซึ่งท่านเปรียบการติดตามพระคริสต์กับการวิ่งแข่งใน 1 โครินธ์ 9:24-27 และฟีลิปปี 3:12-14 ในทั้งสองกรณีเปาโลย้ำว่าผู้เชื่อควรทุ่มเทด้วยสุดกำลังในการติดตามพระคริสต์และข่าวประเสริฐ โดย“โน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า” (ฟป.3:13) และวิ่ง “เพื่อชิงรางวัลให้ได้” (1 คร.9:24)ความมุ่งมั่นที่เราพยายามจะทำให้ได้ทั้งการแบ่งปันข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 23) และการรู้จักพระคริสต์ (ฟป.3:8) นั่นคือความเป็นจริงที่ย้อนแย้ง เพราะเราจะไม่มีวันพูดได้ว่าเราบรรลุเป้าหมายแล้ว เราจะทำได้ไม่ดีพอเสมอ เราจะไม่มีวันพูดได้เลยว่าเราทำ “สำเร็จแล้ว” (ข้อ 12)แต่นั่นไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ในการได้เข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงพระกำลังของพระองค์เท่านั้นที่จะเสริมกำลังและกระตุ้นให้เราทุ่มเทด้วยสุดใจ เพื่อติดตามพระองค์ผู้ซึ่งจะพาเราไปสู่ชัยชนะในวันข้างหน้าคุณมีประสบการณ์ในการเติบโตขึ้นจากความล้มเหลวอย่างไร ความล้มเหลวจะกระตุ้นให้คุณพึ่งพาในพระคริสต์ได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะล้มเหลว แต่พระองค์ทรงใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เพื่อนำข้าพระองค์ให้เข้าใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ [ 1 โครินธ์ 9:24 ]“ความพ่ายแพ้นั้นแท้จริงแล้วทรงพลังมากยิ่งกว่าชัยชนะ” ศาสตราจารย์โมนิก้า วาธวากล่าว งานวิจัยของเธอเผยให้เห็นว่าผู้คนมักจะมีพลังและมีแรงกระตุ้นมากที่สุดไม่ใช่ตอนที่เขาชนะ แต่เป็นตอนที่เขาเกือบจะชนะ เมื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าผู้ทรงเอาใจใส่เรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าผู้ทรงเอาใจใส่เรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5e0d05d4-6cb0-435d-bc24-797d5c995d61</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d75d9565</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:19 ]</em></p><p><br></p><p>“คุณอยากเห็นแผลเป็นของผมไหม” บิลเพื่อนของผมเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงมาจากการตกบันไดเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะติดเชื้อรุนแรงระหว่างการผ่าตัด ขณะคุยกันถึงปัญหาที่เป็นสิ่งท้าทายใหม่นี้ เขาก็เปิดผ้าห่มให้ผมดูรอยผ่ายาวจากการรักษาอาการติดเชื้อ “คุณเจ็บไหม” ผมถาม “ผมไม่รู้สึกอะไรเลย” เขาบอก</p><p>ผมรู้สึกผิดในทันทีที่เขาพูดจบ ตลอดหลายปีที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่าอาการบาดเจ็บของเขาเป็นอุปสรรคทั้งต่อความคล่องตัวและการรับรู้ความรู้สึกของเขา ผมรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้เอาใจใส่เขาและอาการบาดเจ็บของเขามากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาเผชิญในแต่ละวันมากกว่านี้</p><p>การที่ผมขาดการเอาใจใส่ในเรื่องของเพื่อน ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่กษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งยูดาห์ได้กระทำ เมื่อผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวกับพระองค์ว่าวันหนึ่งทุกสิ่งในวังของพระองค์จะ “ต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน” และทายาทของพระองค์ “จะถูกนำเอาไป” ด้วย (2 พกษ.20:17-18) เฮเซคียาห์รู้สึก พอพระทัย “เพราะพระองค์ดำริว่า ‘ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา’” (ข้อ 19) แม้ว่าเฮเซคียาห์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ทรงสนใจแต่ตนเองมากกว่าสิ่งที่คนอื่นจะต้องเผชิญ</p><p>แต่พระเจ้าทรงต่างออกไปอย่างมาก ยอห์นกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเราและทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา” เพื่อช่วยเราให้รอด (1 ยน.4:10) พระเจ้าทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้งจนทรงทนทุกข์เพื่อเรา เพื่อเราจะได้อยู่ในความรักของพระองค์ตลอดไป</p><p><br></p><p><strong>การเอาใจใส่ของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะคิดถึงคนอื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณที่ทรงคิดคำนึงถึงข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความรักของพระองค์หลั่งไหลผ่านข้าพระองค์ไปสู่ผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:19 ]</em></p><p><br></p><p>“คุณอยากเห็นแผลเป็นของผมไหม” บิลเพื่อนของผมเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงมาจากการตกบันไดเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะติดเชื้อรุนแรงระหว่างการผ่าตัด ขณะคุยกันถึงปัญหาที่เป็นสิ่งท้าทายใหม่นี้ เขาก็เปิดผ้าห่มให้ผมดูรอยผ่ายาวจากการรักษาอาการติดเชื้อ “คุณเจ็บไหม” ผมถาม “ผมไม่รู้สึกอะไรเลย” เขาบอก</p><p>ผมรู้สึกผิดในทันทีที่เขาพูดจบ ตลอดหลายปีที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่าอาการบาดเจ็บของเขาเป็นอุปสรรคทั้งต่อความคล่องตัวและการรับรู้ความรู้สึกของเขา ผมรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้เอาใจใส่เขาและอาการบาดเจ็บของเขามากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาเผชิญในแต่ละวันมากกว่านี้</p><p>การที่ผมขาดการเอาใจใส่ในเรื่องของเพื่อน ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่กษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งยูดาห์ได้กระทำ เมื่อผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวกับพระองค์ว่าวันหนึ่งทุกสิ่งในวังของพระองค์จะ “ต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน” และทายาทของพระองค์ “จะถูกนำเอาไป” ด้วย (2 พกษ.20:17-18) เฮเซคียาห์รู้สึก พอพระทัย “เพราะพระองค์ดำริว่า ‘ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา’” (ข้อ 19) แม้ว่าเฮเซคียาห์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ทรงสนใจแต่ตนเองมากกว่าสิ่งที่คนอื่นจะต้องเผชิญ</p><p>แต่พระเจ้าทรงต่างออกไปอย่างมาก ยอห์นกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเราและทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา” เพื่อช่วยเราให้รอด (1 ยน.4:10) พระเจ้าทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้งจนทรงทนทุกข์เพื่อเรา เพื่อเราจะได้อยู่ในความรักของพระองค์ตลอดไป</p><p><br></p><p><strong>การเอาใจใส่ของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะคิดถึงคนอื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณที่ทรงคิดคำนึงถึงข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความรักของพระองค์หลั่งไหลผ่านข้าพระองค์ไปสู่ผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 01 Jun 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d75d9565/593c7f8c.mp3" length="12023187" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:19 ]“คุณอยากเห็นแผลเป็นของผมไหม” บิลเพื่อนของผมเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงมาจากการตกบันไดเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะติดเชื้อรุนแรงระหว่างการผ่าตัด ขณะคุยกันถึงปัญหาที่เป็นสิ่งท้าทายใหม่นี้ เขาก็เปิดผ้าห่มให้ผมดูรอยผ่ายาวจากการรักษาอาการติดเชื้อ “คุณเจ็บไหม” ผมถาม “ผมไม่รู้สึกอะไรเลย” เขาบอกผมรู้สึกผิดในทันทีที่เขาพูดจบ ตลอดหลายปีที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่าอาการบาดเจ็บของเขาเป็นอุปสรรคทั้งต่อความคล่องตัวและการรับรู้ความรู้สึกของเขา ผมรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้เอาใจใส่เขาและอาการบาดเจ็บของเขามากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เขาเผชิญในแต่ละวันมากกว่านี้การที่ผมขาดการเอาใจใส่ในเรื่องของเพื่อน ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่กษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งยูดาห์ได้กระทำ เมื่อผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวกับพระองค์ว่าวันหนึ่งทุกสิ่งในวังของพระองค์จะ “ต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน” และทายาทของพระองค์ “จะถูกนำเอาไป” ด้วย (2 พกษ.20:17-18) เฮเซคียาห์รู้สึก พอพระทัย “เพราะพระองค์ดำริว่า ‘ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา’” (ข้อ 19) แม้ว่าเฮเซคียาห์จะเป็นกษัตริย์ที่ดี แต่ทรงสนใจแต่ตนเองมากกว่าสิ่งที่คนอื่นจะต้องเผชิญแต่พระเจ้าทรงต่างออกไปอย่างมาก ยอห์นกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเราและทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา” เพื่อช่วยเราให้รอด (1 ยน.4:10) พระเจ้าทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้งจนทรงทนทุกข์เพื่อเรา เพื่อเราจะได้อยู่ในความรักของพระองค์ตลอดไปการเอาใจใส่ของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะคิดถึงคนอื่นอย่างไรขอบพระคุณที่ทรงคิดคำนึงถึงข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความรักของพระองค์หลั่งไหลผ่านข้าพระองค์ไปสู่ผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:19 ]“คุณอยากเห็นแผลเป็นของผมไหม” บิลเพื่อนของผมเป็นอัมพาตตั้งแต่หน้าอกลงมาจากการตกบันไดเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้เขาอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะติดเชื้อรุนแรงระหว่างกา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7491e03d-521d-4e8c-af77-e4e7af945d87</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e1facdf2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]</em></p><p><br></p><p>ฉันวิตกกังวลในปัญหาสุขภาพของหลานสาววัยรุ่น แต่ฉันรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเรื่องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดี แต่พี่สาวของฉันรู้สึกว่านั่นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เมื่อพิจารณาจากประวัติการรักษาของลูกสาวแล้ว ฉันอยากจะโต้แย้งแต่ก็ห้ามใจไว้ ไม่ว่าฉันจะกังวลในเรื่องหลานสาวมากเพียงใด ฉันก็ต้องยอมตามในการตัดสินใจของคนเป็นแม่</p><p>ต่อมาแพทย์ได้บอกเราว่า “การรักษาด้วยวิธีธรรมชาตินั้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง” ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยของหลานสาวแล้ว แม่ของเธอรู้แน่นอนในแบบที่ฉันไม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอ</p><p>ฉันนึกถึงเหตุการณ์นี้เมื่อฉันวิตกกังวลถึงคนอื่นๆที่ฉันรัก ฉันขอให้พระเจ้าช่วยพวกเขาในแบบที่ฉันคิดว่าควรจะเป็น และฉันจำได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักพวกเขาและรู้จักพวกเขาดีกว่าฉันนั้นทรงรู้ดีที่สุด</p><p>ในอิสยาห์ 55:9 พระเจ้าตรัสว่า “เพราะ​ฟ้า​สวรรค์​สูง​กว่า​แผ่นดิน​โลก​ฉัน​ใด วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า” คำว่า “ทาง” ในภาษาฮีบรูคือ เดเรค (derek) หมายถึงการกระทำและพฤติกรรมอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ตรงกันข้ามกับคนชั่วร้าย พระปัญญาและวิถีอันชอบธรรมของพระเจ้าสูงส่งกว่าปัญญาและทางของเรามากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนที่เรารักอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แต่เราสามารถไว้วางใจว่าพระองค์จะทรงทำงานในชีวิตของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าดีที่สุด</p><p>ให้เรายังคงฝากคนที่เรารักไว้กับพระเจ้าโดยการทูล “​เรื่อง​ความ​ปรารถนา​ของ​ท่าน​ทุก​อย่าง​ต่อ​พระ​เจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ผู้เดียวทรงสมบูรณ์แบบในความรัก ความเมตตา พระปัญญา และอำนาจอธิปไตย (อสย.55:3, 7-11)</p><p><br></p><p><strong>คุณกังวลในเรื่องคนที่คุณรักอย่างไรบ้าง คุณจะมอบความเข้าใจที่คุณมีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ภายใต้พระปัญญาของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอฝากผู้ที่ข้าพระองค์รักไว้ในการดูแลของพระองค์ พระองค์ผู้เดียวที่ทรงทราบว่าอะไรดีที่สุดสำหรับพวกเขา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]</em></p><p><br></p><p>ฉันวิตกกังวลในปัญหาสุขภาพของหลานสาววัยรุ่น แต่ฉันรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเรื่องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดี แต่พี่สาวของฉันรู้สึกว่านั่นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เมื่อพิจารณาจากประวัติการรักษาของลูกสาวแล้ว ฉันอยากจะโต้แย้งแต่ก็ห้ามใจไว้ ไม่ว่าฉันจะกังวลในเรื่องหลานสาวมากเพียงใด ฉันก็ต้องยอมตามในการตัดสินใจของคนเป็นแม่</p><p>ต่อมาแพทย์ได้บอกเราว่า “การรักษาด้วยวิธีธรรมชาตินั้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง” ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยของหลานสาวแล้ว แม่ของเธอรู้แน่นอนในแบบที่ฉันไม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอ</p><p>ฉันนึกถึงเหตุการณ์นี้เมื่อฉันวิตกกังวลถึงคนอื่นๆที่ฉันรัก ฉันขอให้พระเจ้าช่วยพวกเขาในแบบที่ฉันคิดว่าควรจะเป็น และฉันจำได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักพวกเขาและรู้จักพวกเขาดีกว่าฉันนั้นทรงรู้ดีที่สุด</p><p>ในอิสยาห์ 55:9 พระเจ้าตรัสว่า “เพราะ​ฟ้า​สวรรค์​สูง​กว่า​แผ่นดิน​โลก​ฉัน​ใด วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า” คำว่า “ทาง” ในภาษาฮีบรูคือ เดเรค (derek) หมายถึงการกระทำและพฤติกรรมอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ตรงกันข้ามกับคนชั่วร้าย พระปัญญาและวิถีอันชอบธรรมของพระเจ้าสูงส่งกว่าปัญญาและทางของเรามากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนที่เรารักอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แต่เราสามารถไว้วางใจว่าพระองค์จะทรงทำงานในชีวิตของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าดีที่สุด</p><p>ให้เรายังคงฝากคนที่เรารักไว้กับพระเจ้าโดยการทูล “​เรื่อง​ความ​ปรารถนา​ของ​ท่าน​ทุก​อย่าง​ต่อ​พระ​เจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ผู้เดียวทรงสมบูรณ์แบบในความรัก ความเมตตา พระปัญญา และอำนาจอธิปไตย (อสย.55:3, 7-11)</p><p><br></p><p><strong>คุณกังวลในเรื่องคนที่คุณรักอย่างไรบ้าง คุณจะมอบความเข้าใจที่คุณมีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ภายใต้พระปัญญาของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอฝากผู้ที่ข้าพระองค์รักไว้ในการดูแลของพระองค์ พระองค์ผู้เดียวที่ทรงทราบว่าอะไรดีที่สุดสำหรับพวกเขา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 31 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e1facdf2/77513c5d.mp3" length="12847814" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>803</itunes:duration>
      <itunes:summary>วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]ฉันวิตกกังวลในปัญหาสุขภาพของหลานสาววัยรุ่น แต่ฉันรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเรื่องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดี แต่พี่สาวของฉันรู้สึกว่านั่นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เมื่อพิจารณาจากประวัติการรักษาของลูกสาวแล้ว ฉันอยากจะโต้แย้งแต่ก็ห้ามใจไว้ ไม่ว่าฉันจะกังวลในเรื่องหลานสาวมากเพียงใด ฉันก็ต้องยอมตามในการตัดสินใจของคนเป็นแม่ต่อมาแพทย์ได้บอกเราว่า “การรักษาด้วยวิธีธรรมชาตินั้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง” ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยของหลานสาวแล้ว แม่ของเธอรู้แน่นอนในแบบที่ฉันไม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเธอฉันนึกถึงเหตุการณ์นี้เมื่อฉันวิตกกังวลถึงคนอื่นๆที่ฉันรัก ฉันขอให้พระเจ้าช่วยพวกเขาในแบบที่ฉันคิดว่าควรจะเป็น และฉันจำได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักพวกเขาและรู้จักพวกเขาดีกว่าฉันนั้นทรงรู้ดีที่สุดในอิสยาห์ 55:9 พระเจ้าตรัสว่า “เพราะ​ฟ้า​สวรรค์​สูง​กว่า​แผ่นดิน​โลก​ฉัน​ใด วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า” คำว่า “ทาง” ในภาษาฮีบรูคือ เดเรค (derek) หมายถึงการกระทำและพฤติกรรมอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ตรงกันข้ามกับคนชั่วร้าย พระปัญญาและวิถีอันชอบธรรมของพระเจ้าสูงส่งกว่าปัญญาและทางของเรามากนัก สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนที่เรารักอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แต่เราสามารถไว้วางใจว่าพระองค์จะทรงทำงานในชีวิตของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าดีที่สุดให้เรายังคงฝากคนที่เรารักไว้กับพระเจ้าโดยการทูล “​เรื่อง​ความ​ปรารถนา​ของ​ท่าน​ทุก​อย่าง​ต่อ​พระ​เจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ผู้เดียวทรงสมบูรณ์แบบในความรัก ความเมตตา พระปัญญา และอำนาจอธิปไตย (อสย.55:3, 7-11)คุณกังวลในเรื่องคนที่คุณรักอย่างไรบ้าง คุณจะมอบความเข้าใจที่คุณมีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ภายใต้พระปัญญาของพระเจ้าได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอฝากผู้ที่ข้าพระองค์รักไว้ในการดูแลของพระองค์ พระองค์ผู้เดียวที่ทรงทราบว่าอะไรดีที่สุดสำหรับพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>วิถี​ของ​เรา​สูง​กว่า​ทาง​ของ​เจ้า [ อิสยาห์ 55:9 ]ฉันวิตกกังวลในปัญหาสุขภาพของหลานสาววัยรุ่น แต่ฉันรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเรื่องการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดี แต่พี่สาวของฉันรู้สึกว่านั่นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เมื่อพิจารณาจากประวัติการรักษาของลูกส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ในน้ำที่ลึก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ในน้ำที่ลึก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f11001b0-4271-4771-8628-2f0cab82d0b5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/79f9e673</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ขอ​อย่า​ให้​น้ำ​ท่วม​ข้า​พระ​องค์ หรือ​น้ำ​ที่​ลึก​กลืน​ข้า​พระ​องค์​เสีย [ สดุดี 69:15 ]</em></p><p><br></p><p>วิหารซานฟรุตตูโอโซตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี การเข้าถึงทำได้โดยเรือหรือการเดินเท้าเท่านั้น ส่งผลให้สถานที่นี้เป็นอัญมณีอันเงียบสงบ แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในอ่าวด้วย เมื่อนักดำน้ำดำดิ่งลงไปในทะเลที่ความลึกสิบห้าเมตร ก็จะเริ่มเห็นรูปปั้นของชายคนหนึ่ง นี่คือพระคริสต์แห่งทะเลลึก เป็นรูปปั้นใต้น้ำชิ้นแรกของโลก สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1954 รูปปั้นสำริดนี้เป็นรูปของพระเยซูในทะเลลึก พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสู่สวรรค์</p><p>ในน้ำลึก บางทีคุณอาจเคยสัมผัสกับมันมาแล้ว สดุดี 69 บันทึกไว้ว่า “ข้าพระองค์จมดิ่งลงในตมลึก...ข้าพระองค์วิงวอนร่ำร้องขอความช่วยเหลือจนอ่อนล้า” (ข้อ 2-3 TNCV) เมื่อถูกศัตรูเยาะเย้ยและเหินห่างจากครอบครัว (ข้อ 4, 7-12) ผู้เขียนสดุดีไม่พบการปลอบโยนจากผู้ใด (ข้อ 20) และกลัวว่าความทุกข์ทรมานจะ “กลืน” ท่านเสีย (ข้อ 15) น้ำที่ลึกคือช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังอันมืดมนของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากบาปหรือความเศร้าโศกก็ตาม</p><p>ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีบางอย่างในน้ำที่ลึกนั้นด้วย เพราะแม้ในน้ำลึกนี้จะเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวก็ยังมีผู้หนึ่งสถิตอยู่ที่นั่น (139:8) และพระองค์จะทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากน้ำที่เย็นยะเยือก “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ยอ​พระ​เกียรติ​พระ​องค์ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ดึง​ข้า​พระ​องค์​ขึ้น​มา” (30:1)</p><p>ประติมากรรมนั้นเตือนเราว่า เมื่อเราจมลงภายใต้ภาระหนักของโลก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พระวิญญาณของพระเยซูทรงอยู่ในน้ำที่ลึกนั้น พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสูง พร้อมที่จะฉวยเราและยกเราขึ้นเมื่อถึงเวลา</p><p><br></p><p><strong>ในอดีตคุณเคยมีประสบการณ์กับ “น้ำที่ลึก” อย่างไร สดุดี 69:15 มีความสำคัญต่อการเอาชนะสิ่งเหล่านั้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ในน้ำที่ลึกนั้น โปรดทรงยกข้าพระองค์ขึ้นด้วยความรัก พระคุณ และฤทธิ์อำนาจของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ขอ​อย่า​ให้​น้ำ​ท่วม​ข้า​พระ​องค์ หรือ​น้ำ​ที่​ลึก​กลืน​ข้า​พระ​องค์​เสีย [ สดุดี 69:15 ]</em></p><p><br></p><p>วิหารซานฟรุตตูโอโซตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี การเข้าถึงทำได้โดยเรือหรือการเดินเท้าเท่านั้น ส่งผลให้สถานที่นี้เป็นอัญมณีอันเงียบสงบ แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในอ่าวด้วย เมื่อนักดำน้ำดำดิ่งลงไปในทะเลที่ความลึกสิบห้าเมตร ก็จะเริ่มเห็นรูปปั้นของชายคนหนึ่ง นี่คือพระคริสต์แห่งทะเลลึก เป็นรูปปั้นใต้น้ำชิ้นแรกของโลก สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1954 รูปปั้นสำริดนี้เป็นรูปของพระเยซูในทะเลลึก พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสู่สวรรค์</p><p>ในน้ำลึก บางทีคุณอาจเคยสัมผัสกับมันมาแล้ว สดุดี 69 บันทึกไว้ว่า “ข้าพระองค์จมดิ่งลงในตมลึก...ข้าพระองค์วิงวอนร่ำร้องขอความช่วยเหลือจนอ่อนล้า” (ข้อ 2-3 TNCV) เมื่อถูกศัตรูเยาะเย้ยและเหินห่างจากครอบครัว (ข้อ 4, 7-12) ผู้เขียนสดุดีไม่พบการปลอบโยนจากผู้ใด (ข้อ 20) และกลัวว่าความทุกข์ทรมานจะ “กลืน” ท่านเสีย (ข้อ 15) น้ำที่ลึกคือช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังอันมืดมนของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากบาปหรือความเศร้าโศกก็ตาม</p><p>ขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีบางอย่างในน้ำที่ลึกนั้นด้วย เพราะแม้ในน้ำลึกนี้จะเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวก็ยังมีผู้หนึ่งสถิตอยู่ที่นั่น (139:8) และพระองค์จะทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากน้ำที่เย็นยะเยือก “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ยอ​พระ​เกียรติ​พระ​องค์ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ดึง​ข้า​พระ​องค์​ขึ้น​มา” (30:1)</p><p>ประติมากรรมนั้นเตือนเราว่า เมื่อเราจมลงภายใต้ภาระหนักของโลก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พระวิญญาณของพระเยซูทรงอยู่ในน้ำที่ลึกนั้น พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสูง พร้อมที่จะฉวยเราและยกเราขึ้นเมื่อถึงเวลา</p><p><br></p><p><strong>ในอดีตคุณเคยมีประสบการณ์กับ “น้ำที่ลึก” อย่างไร สดุดี 69:15 มีความสำคัญต่อการเอาชนะสิ่งเหล่านั้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ในน้ำที่ลึกนั้น โปรดทรงยกข้าพระองค์ขึ้นด้วยความรัก พระคุณ และฤทธิ์อำนาจของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 30 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/79f9e673/b3eafb01.mp3" length="13208075" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>826</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอ​อย่า​ให้​น้ำ​ท่วม​ข้า​พระ​องค์ หรือ​น้ำ​ที่​ลึก​กลืน​ข้า​พระ​องค์​เสีย [ สดุดี 69:15 ]วิหารซานฟรุตตูโอโซตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี การเข้าถึงทำได้โดยเรือหรือการเดินเท้าเท่านั้น ส่งผลให้สถานที่นี้เป็นอัญมณีอันเงียบสงบ แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในอ่าวด้วย เมื่อนักดำน้ำดำดิ่งลงไปในทะเลที่ความลึกสิบห้าเมตร ก็จะเริ่มเห็นรูปปั้นของชายคนหนึ่ง นี่คือพระคริสต์แห่งทะเลลึก เป็นรูปปั้นใต้น้ำชิ้นแรกของโลก สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1954 รูปปั้นสำริดนี้เป็นรูปของพระเยซูในทะเลลึก พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสู่สวรรค์ในน้ำลึก บางทีคุณอาจเคยสัมผัสกับมันมาแล้ว สดุดี 69 บันทึกไว้ว่า “ข้าพระองค์จมดิ่งลงในตมลึก...ข้าพระองค์วิงวอนร่ำร้องขอความช่วยเหลือจนอ่อนล้า” (ข้อ 2-3 TNCV) เมื่อถูกศัตรูเยาะเย้ยและเหินห่างจากครอบครัว (ข้อ 4, 7-12) ผู้เขียนสดุดีไม่พบการปลอบโยนจากผู้ใด (ข้อ 20) และกลัวว่าความทุกข์ทรมานจะ “กลืน” ท่านเสีย (ข้อ 15) น้ำที่ลึกคือช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังอันมืดมนของชีวิต ไม่ว่าจะเกิดจากบาปหรือความเศร้าโศกก็ตามขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีบางอย่างในน้ำที่ลึกนั้นด้วย เพราะแม้ในน้ำลึกนี้จะเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวก็ยังมีผู้หนึ่งสถิตอยู่ที่นั่น (139:8) และพระองค์จะทรงช่วยเราให้รอดพ้นจากน้ำที่เย็นยะเยือก “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ยอ​พระ​เกียรติ​พระ​องค์ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ดึง​ข้า​พระ​องค์​ขึ้น​มา” (30:1)ประติมากรรมนั้นเตือนเราว่า เมื่อเราจมลงภายใต้ภาระหนักของโลก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พระวิญญาณของพระเยซูทรงอยู่ในน้ำที่ลึกนั้น พระหัตถ์ของพระองค์ยกขึ้นสูง พร้อมที่จะฉวยเราและยกเราขึ้นเมื่อถึงเวลาในอดีตคุณเคยมีประสบการณ์กับ “น้ำที่ลึก” อย่างไร สดุดี 69:15 มีความสำคัญต่อการเอาชนะสิ่งเหล่านั้นอย่างไรข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ในน้ำที่ลึกนั้น โปรดทรงยกข้าพระองค์ขึ้นด้วยความรัก พระคุณ และฤทธิ์อำนาจของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอ​อย่า​ให้​น้ำ​ท่วม​ข้า​พระ​องค์ หรือ​น้ำ​ที่​ลึก​กลืน​ข้า​พระ​องค์​เสีย [ สดุดี 69:15 ]วิหารซานฟรุตตูโอโซตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี การเข้าถึงทำได้โดยเรือหรือการเดินเท้าเท่านั้น ส่งผลให้สถานที่นี้เป็นอัญมณีอันเงียบสงบ แต่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4a33434a-0fb2-462b-a40f-8d0ee0c43b1a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2b61a695</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​...​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]</em></p><p><br></p><p>เมืองของเราเกือบจะมืดสนิทหลังพายุน้ำแข็งครั้งใหญ่พัดถล่มสายไฟฟ้ายาวหลายกิโลเมตร ส่งผลให้เพื่อนๆเราหลายคนไม่มีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นภายในบ้านในฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก หลายครอบครัวตั้งตารอที่จะเห็นรถซ่อมบำรุงมาซ่อมสายไฟเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ต่อมาฉันได้ทราบว่าลานจอดรถของโบสถ์ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวในการส่งยานพาหนะออกไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการ</p><p>เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำหรับบ้านของเรา ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็เป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา ในช่วงเวลาสี่สิบวันหลังพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงปรากฏกับบรรดาสาวกเพื่อหนุนใจและสอนพวกเขาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (กจ.1:3) ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ประทานพระสัญญาสุดท้ายแก่พวกเขาว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน” (ข้อ 8)</p><p>พระคริสต์สัญญาว่าจะประทานฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าให้แก่เหล่าสาวกผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ แต่ฤทธิ์เดชนั้นไม่ใช่เพื่อเก็บไว้กับตัว เหล่าสาวกได้ให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานผ่านพวกเขาในพันธกิจที่จะบอกผู้อื่นถึงการได้รับฤทธิ์เดชและความรักของพระเจ้าซึ่งบาปเคยทำลายไปได้อีกครั้ง</p><p>เมื่อเราออกไปในชุมชนของเรา เรามีฤทธิ์เดชและการทรงเรียกเดียวกันนั้น ด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณของพระเจ้า เราสามารถดูแลผู้ที่กำลังทนทุกข์และแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้เช่นกัน</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงฤทธิ์เดชขององค์พระวิญญาณที่ช่วยคุณอย่างไร คุณจะบอกเล่าเรื่องนั้นกับผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับของประทานแห่งฤทธิ์อำนาจและความรักของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​...​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]</em></p><p><br></p><p>เมืองของเราเกือบจะมืดสนิทหลังพายุน้ำแข็งครั้งใหญ่พัดถล่มสายไฟฟ้ายาวหลายกิโลเมตร ส่งผลให้เพื่อนๆเราหลายคนไม่มีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นภายในบ้านในฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก หลายครอบครัวตั้งตารอที่จะเห็นรถซ่อมบำรุงมาซ่อมสายไฟเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ต่อมาฉันได้ทราบว่าลานจอดรถของโบสถ์ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวในการส่งยานพาหนะออกไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการ</p><p>เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำหรับบ้านของเรา ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็เป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา ในช่วงเวลาสี่สิบวันหลังพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงปรากฏกับบรรดาสาวกเพื่อหนุนใจและสอนพวกเขาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (กจ.1:3) ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ประทานพระสัญญาสุดท้ายแก่พวกเขาว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน” (ข้อ 8)</p><p>พระคริสต์สัญญาว่าจะประทานฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าให้แก่เหล่าสาวกผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ แต่ฤทธิ์เดชนั้นไม่ใช่เพื่อเก็บไว้กับตัว เหล่าสาวกได้ให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานผ่านพวกเขาในพันธกิจที่จะบอกผู้อื่นถึงการได้รับฤทธิ์เดชและความรักของพระเจ้าซึ่งบาปเคยทำลายไปได้อีกครั้ง</p><p>เมื่อเราออกไปในชุมชนของเรา เรามีฤทธิ์เดชและการทรงเรียกเดียวกันนั้น ด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณของพระเจ้า เราสามารถดูแลผู้ที่กำลังทนทุกข์และแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้เช่นกัน</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงฤทธิ์เดชขององค์พระวิญญาณที่ช่วยคุณอย่างไร คุณจะบอกเล่าเรื่องนั้นกับผู้อื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับของประทานแห่งฤทธิ์อำนาจและความรักของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 28 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2b61a695/1d95c420.mp3" length="11624458" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>727</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​...​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]เมืองของเราเกือบจะมืดสนิทหลังพายุน้ำแข็งครั้งใหญ่พัดถล่มสายไฟฟ้ายาวหลายกิโลเมตร ส่งผลให้เพื่อนๆเราหลายคนไม่มีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นภายในบ้านในฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก หลายครอบครัวตั้งตารอที่จะเห็นรถซ่อมบำรุงมาซ่อมสายไฟเพื่อให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ต่อมาฉันได้ทราบว่าลานจอดรถของโบสถ์ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวในการส่งยานพาหนะออกไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำหรับบ้านของเรา ฤทธิ์เดชของพระเจ้าก็เป็นแหล่งแห่งกำลังของเรา ในช่วงเวลาสี่สิบวันหลังพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงปรากฏกับบรรดาสาวกเพื่อหนุนใจและสอนพวกเขาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (กจ.1:3) ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระองค์ประทานพระสัญญาสุดท้ายแก่พวกเขาว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน” (ข้อ 8)พระคริสต์สัญญาว่าจะประทานฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าให้แก่เหล่าสาวกผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ แต่ฤทธิ์เดชนั้นไม่ใช่เพื่อเก็บไว้กับตัว เหล่าสาวกได้ให้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าทำงานผ่านพวกเขาในพันธกิจที่จะบอกผู้อื่นถึงการได้รับฤทธิ์เดชและความรักของพระเจ้าซึ่งบาปเคยทำลายไปได้อีกครั้งเมื่อเราออกไปในชุมชนของเรา เรามีฤทธิ์เดชและการทรงเรียกเดียวกันนั้น ด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณของพระเจ้า เราสามารถดูแลผู้ที่กำลังทนทุกข์และแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้เช่นกันคุณเคยสัมผัสถึงฤทธิ์เดชขององค์พระวิญญาณที่ช่วยคุณอย่างไร คุณจะบอกเล่าเรื่องนั้นกับผู้อื่นอย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับของประทานแห่งฤทธิ์อำนาจและความรักของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​...​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก [ กิจการ 1:8 ]เมืองของเราเกือบจะมืดสนิทหลังพายุน้ำแข็งครั้งใหญ่พัดถล่มสายไฟฟ้ายาวหลา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ออกไปและประกาศ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ออกไปและประกาศ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f0f2966b-2b27-4a68-a67f-4f085d2f15b4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2facaa85</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ละอาย​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา...แต่​จง​มี​ส่วน​ใน​การ​ยาก​ลำบาก เพื่อ​เห็น​แก่​ข่าว​ประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 1:8 ]</em></p><p><br></p><p>เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริสตจักรจากประเทศในเอเชียใต้ เขาชวนคนเหล่านั้นให้ระลึกถึงการที่เปาโลอำลาทิโมธี เขาเร้าใจคนเหล่านั้นว่าอย่าละอายในข่าวประเสริฐ แต่ให้โอบรับการทนทุกข์และการถูกข่มเหงเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เปาโลทำ (1:8-9) ไม่กี่วันต่อมา เอลเลียตได้รู้ว่าการประกาศข่าวประเสริฐและการกลับใจเป็นคริสเตียนถูกห้ามในประเทศนั้น ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพพวกเขาอย่างมาก เขาอธิษฐานเพื่อให้บรรดาผู้นำเหล่านี้อดทนและเร่งรีบประกาศข่าวประเสริฐต่อไปอย่างกล้าหาญ</p><p>เปาโลเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านเคยติดคุก (ข้อ 8, 16) และต้องทนทุกข์ทรมานในหลายรูปแบบจากการสอนของท่าน (ข้อ 11-12) ทั้งการถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน และถูกขว้างด้วยก้อนหิน (ดู 2 คร.11:23-29) แต่ไม่มีอะไรหยุดเปาโลจากการประกาศเรื่องของพระเยซูได้ ปรัชญาของท่านคืออะไร “เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร​” (ฟป.1:21) ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อบอกคนอื่นถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านรู้ว่าถ้าท่านตาย ท่านจะได้อยู่กับพระเยซู เปาโลเตือนใจทิโมธีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์เดชแก่เขา (2 ทธ.1:7)</p><p>พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนที่เชื่อให้บอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านหรืออยู่ต่างแดน เราอาจต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงอยู่กับเรา</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ช่วยคุณให้บอกคนอื่นเกี่ยวกับพระเยซูได้ คุณต้องทนทุกข์อย่างไรในการประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่น</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการให้คนอื่นรู้จักพระองค์เหมือนที่ข้าพระองค์รู้จัก ขอโปรดประทานฤทธิ์เดชแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อจะบอกเล่าถึงข่าวประเสริฐยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่พวกเขา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ละอาย​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา...แต่​จง​มี​ส่วน​ใน​การ​ยาก​ลำบาก เพื่อ​เห็น​แก่​ข่าว​ประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 1:8 ]</em></p><p><br></p><p>เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริสตจักรจากประเทศในเอเชียใต้ เขาชวนคนเหล่านั้นให้ระลึกถึงการที่เปาโลอำลาทิโมธี เขาเร้าใจคนเหล่านั้นว่าอย่าละอายในข่าวประเสริฐ แต่ให้โอบรับการทนทุกข์และการถูกข่มเหงเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เปาโลทำ (1:8-9) ไม่กี่วันต่อมา เอลเลียตได้รู้ว่าการประกาศข่าวประเสริฐและการกลับใจเป็นคริสเตียนถูกห้ามในประเทศนั้น ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพพวกเขาอย่างมาก เขาอธิษฐานเพื่อให้บรรดาผู้นำเหล่านี้อดทนและเร่งรีบประกาศข่าวประเสริฐต่อไปอย่างกล้าหาญ</p><p>เปาโลเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านเคยติดคุก (ข้อ 8, 16) และต้องทนทุกข์ทรมานในหลายรูปแบบจากการสอนของท่าน (ข้อ 11-12) ทั้งการถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน และถูกขว้างด้วยก้อนหิน (ดู 2 คร.11:23-29) แต่ไม่มีอะไรหยุดเปาโลจากการประกาศเรื่องของพระเยซูได้ ปรัชญาของท่านคืออะไร “เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร​” (ฟป.1:21) ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อบอกคนอื่นถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านรู้ว่าถ้าท่านตาย ท่านจะได้อยู่กับพระเยซู เปาโลเตือนใจทิโมธีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์เดชแก่เขา (2 ทธ.1:7)</p><p>พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนที่เชื่อให้บอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านหรืออยู่ต่างแดน เราอาจต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงอยู่กับเรา</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ช่วยคุณให้บอกคนอื่นเกี่ยวกับพระเยซูได้ คุณต้องทนทุกข์อย่างไรในการประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่น</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการให้คนอื่นรู้จักพระองค์เหมือนที่ข้าพระองค์รู้จัก ขอโปรดประทานฤทธิ์เดชแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อจะบอกเล่าถึงข่าวประเสริฐยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่พวกเขา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 28 May 2025 05:22:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2facaa85/94ed21d4.mp3" length="12518031" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>783</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่า​ละอาย​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา...แต่​จง​มี​ส่วน​ใน​การ​ยาก​ลำบาก เพื่อ​เห็น​แก่​ข่าว​ประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 1:8 ]เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริสตจักรจากประเทศในเอเชียใต้ เขาชวนคนเหล่านั้นให้ระลึกถึงการที่เปาโลอำลาทิโมธี เขาเร้าใจคนเหล่านั้นว่าอย่าละอายในข่าวประเสริฐ แต่ให้โอบรับการทนทุกข์และการถูกข่มเหงเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับที่เปาโลทำ (1:8-9) ไม่กี่วันต่อมา เอลเลียตได้รู้ว่าการประกาศข่าวประเสริฐและการกลับใจเป็นคริสเตียนถูกห้ามในประเทศนั้น ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพพวกเขาอย่างมาก เขาอธิษฐานเพื่อให้บรรดาผู้นำเหล่านี้อดทนและเร่งรีบประกาศข่าวประเสริฐต่อไปอย่างกล้าหาญเปาโลเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านเคยติดคุก (ข้อ 8, 16) และต้องทนทุกข์ทรมานในหลายรูปแบบจากการสอนของท่าน (ข้อ 11-12) ทั้งการถูกโบยตี ถูกเฆี่ยน และถูกขว้างด้วยก้อนหิน (ดู 2 คร.11:23-29) แต่ไม่มีอะไรหยุดเปาโลจากการประกาศเรื่องของพระเยซูได้ ปรัชญาของท่านคืออะไร “เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพเจ้า​นั้น การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ​คริสต์​ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำไร​” (ฟป.1:21) ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อบอกคนอื่นถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านรู้ว่าถ้าท่านตาย ท่านจะได้อยู่กับพระเยซู เปาโลเตือนใจทิโมธีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานฤทธิ์เดชแก่เขา (2 ทธ.1:7)พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนที่เชื่อให้บอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านหรืออยู่ต่างแดน เราอาจต้องทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงอยู่กับเราสิ่งใดที่ช่วยคุณให้บอกคนอื่นเกี่ยวกับพระเยซูได้ คุณต้องทนทุกข์อย่างไรในการประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่นข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการให้คนอื่นรู้จักพระองค์เหมือนที่ข้าพระองค์รู้จัก ขอโปรดประทานฤทธิ์เดชแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อจะบอกเล่าถึงข่าวประเสริฐยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่พวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่า​ละอาย​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา...แต่​จง​มี​ส่วน​ใน​การ​ยาก​ลำบาก เพื่อ​เห็น​แก่​ข่าว​ประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 1:8 ]เอลเลียตมีความร้อนรนที่จะเล่าเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นได้รู้ ในช่วงสัปดาห์ที่เขาสอนพระธรรม 2 ทิโมธีให้แก่ผู้นำคริส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โอ้โห!</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โอ้โห!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">04605871-78f5-4193-b1d7-3488b3a372b5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b2a2395f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอนก็​มี​อยู่​ที่นี่ [ ลูกา 11:31 ]</em></p><p><br></p><p>“โอ้โห!” คือปฏิกิริยาของสมาชิกในทีมของเราที่ได้เยี่ยมชมศูนย์พักฟื้นและฝึกอบรมที่ถูกซื้อมาในราคาสูง โดยผู้ที่มีนิมิตที่อยากจะหนุนใจและให้บรรดาผู้รับใช้ในพันธกิจได้ใช้เพื่อการฟื้นใจ พวกเราตื่นตาตื่นใจกับรถบัสสองชั้น เตียงสองชั้นขนาดห้าฟุต และห้องชุดพร้อมเตียงขนาดหกฟุต นอกจากนี้ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่ตกแต่งอย่างงดงามยังทำให้พวกเราตาโต และเมื่อคุณคิดว่าได้เห็นทุกอย่างแล้ว ก็จะยังมีสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอีกมากมาย รวมถึงสนามบาสเกตบอลในร่มขนาดมาตรฐาน ทุกอย่างทำให้ต้องร้องว่า “โอ้โห”</p><p>​พระ​ราชินี​แห่งเช​บารู้สึก “โอ้โห” ในแบบที่คล้ายกันนี้เมื่อเสด็จไปเยี่ยมกษัตริย์ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มยุคโบราณ เมื่อพระองค์ “ท​รง​เห็น​พระ​สติปัญญา​ทั้งสิ้น​ของ​ซาโลมอน และ​พระ​ราชวัง​ที่​พระ​องค์​ทรง​สร้าง​... ​พระ​ทัย​ของ​พระ​นาง​ก็​ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง” (1 พกษ.10:4-5 THSV11) หลายศตวรรษต่อมา ผู้สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ดาวิดอีกผู้หนึ่งคือพระเยซูได้ปรากฏขึ้น และพระองค์ทรงทำให้ผู้คนประหลาดใจในแบบที่แตกต่างออกไป ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป ผู้คนต่างรับรู้ถึงความอัศจรรย์ในพระปัญญาและพระราชกิจของพระองค์ (ลก.4:36) และพระองค์ทรงเร้าใจให้พวกเขาเห็นว่า “ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอน” ได้มาปรากฏแล้ว (11:31) พระราชกิจอันน่าตื่นตะลึงของพระเยซูนำมาซึ่งการอภัยโทษบาปที่พระองค์ทรงจ่ายด้วยราคาแพงโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง พระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่จะเข้ามาหาพระองค์ และผู้ที่ทำเช่นนั้นจะได้สัมผัสกับความงามและพระคุณของพระองค์ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ทั้งในปัจจุบันและตลอดนิรันดร์ โอ้โห!</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดเกี่ยวกับพระเยซูที่ทำให้คุณต้องร้องว่า “โอ้โห” หากคุณยังไม่เคยสัมผัส ถึงความประเสริฐของพระเจ้าผ่านทางพระเยซู อะไรที่ขัดขวางคุณไม่ให้รู้จักพระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดเปิดตาและใจของข้าพระองค์ให้มองเห็นว่าพระองค์ทรงน่าอัศจรรย์เพียงใด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอนก็​มี​อยู่​ที่นี่ [ ลูกา 11:31 ]</em></p><p><br></p><p>“โอ้โห!” คือปฏิกิริยาของสมาชิกในทีมของเราที่ได้เยี่ยมชมศูนย์พักฟื้นและฝึกอบรมที่ถูกซื้อมาในราคาสูง โดยผู้ที่มีนิมิตที่อยากจะหนุนใจและให้บรรดาผู้รับใช้ในพันธกิจได้ใช้เพื่อการฟื้นใจ พวกเราตื่นตาตื่นใจกับรถบัสสองชั้น เตียงสองชั้นขนาดห้าฟุต และห้องชุดพร้อมเตียงขนาดหกฟุต นอกจากนี้ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่ตกแต่งอย่างงดงามยังทำให้พวกเราตาโต และเมื่อคุณคิดว่าได้เห็นทุกอย่างแล้ว ก็จะยังมีสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอีกมากมาย รวมถึงสนามบาสเกตบอลในร่มขนาดมาตรฐาน ทุกอย่างทำให้ต้องร้องว่า “โอ้โห”</p><p>​พระ​ราชินี​แห่งเช​บารู้สึก “โอ้โห” ในแบบที่คล้ายกันนี้เมื่อเสด็จไปเยี่ยมกษัตริย์ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มยุคโบราณ เมื่อพระองค์ “ท​รง​เห็น​พระ​สติปัญญา​ทั้งสิ้น​ของ​ซาโลมอน และ​พระ​ราชวัง​ที่​พระ​องค์​ทรง​สร้าง​... ​พระ​ทัย​ของ​พระ​นาง​ก็​ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง” (1 พกษ.10:4-5 THSV11) หลายศตวรรษต่อมา ผู้สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ดาวิดอีกผู้หนึ่งคือพระเยซูได้ปรากฏขึ้น และพระองค์ทรงทำให้ผู้คนประหลาดใจในแบบที่แตกต่างออกไป ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป ผู้คนต่างรับรู้ถึงความอัศจรรย์ในพระปัญญาและพระราชกิจของพระองค์ (ลก.4:36) และพระองค์ทรงเร้าใจให้พวกเขาเห็นว่า “ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอน” ได้มาปรากฏแล้ว (11:31) พระราชกิจอันน่าตื่นตะลึงของพระเยซูนำมาซึ่งการอภัยโทษบาปที่พระองค์ทรงจ่ายด้วยราคาแพงโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง พระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่จะเข้ามาหาพระองค์ และผู้ที่ทำเช่นนั้นจะได้สัมผัสกับความงามและพระคุณของพระองค์ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ทั้งในปัจจุบันและตลอดนิรันดร์ โอ้โห!</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดเกี่ยวกับพระเยซูที่ทำให้คุณต้องร้องว่า “โอ้โห” หากคุณยังไม่เคยสัมผัส ถึงความประเสริฐของพระเจ้าผ่านทางพระเยซู อะไรที่ขัดขวางคุณไม่ให้รู้จักพระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดเปิดตาและใจของข้าพระองค์ให้มองเห็นว่าพระองค์ทรงน่าอัศจรรย์เพียงใด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 27 May 2025 05:20:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b2a2395f/6fcbce0e.mp3" length="12776313" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>799</itunes:duration>
      <itunes:summary>และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอนก็​มี​อยู่​ที่นี่ [ ลูกา 11:31 ]“โอ้โห!” คือปฏิกิริยาของสมาชิกในทีมของเราที่ได้เยี่ยมชมศูนย์พักฟื้นและฝึกอบรมที่ถูกซื้อมาในราคาสูง โดยผู้ที่มีนิมิตที่อยากจะหนุนใจและให้บรรดาผู้รับใช้ในพันธกิจได้ใช้เพื่อการฟื้นใจ พวกเราตื่นตาตื่นใจกับรถบัสสองชั้น เตียงสองชั้นขนาดห้าฟุต และห้องชุดพร้อมเตียงขนาดหกฟุต นอกจากนี้ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารที่ตกแต่งอย่างงดงามยังทำให้พวกเราตาโต และเมื่อคุณคิดว่าได้เห็นทุกอย่างแล้ว ก็จะยังมีสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจอีกมากมาย รวมถึงสนามบาสเกตบอลในร่มขนาดมาตรฐาน ทุกอย่างทำให้ต้องร้องว่า “โอ้โห”​พระ​ราชินี​แห่งเช​บารู้สึก “โอ้โห” ในแบบที่คล้ายกันนี้เมื่อเสด็จไปเยี่ยมกษัตริย์ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็มยุคโบราณ เมื่อพระองค์ “ท​รง​เห็น​พระ​สติปัญญา​ทั้งสิ้น​ของ​ซาโลมอน และ​พระ​ราชวัง​ที่​พระ​องค์​ทรง​สร้าง​... ​พระ​ทัย​ของ​พระ​นาง​ก็​ตื่นตะลึงอย่างยิ่ง” (1 พกษ.10:4-5 THSV11) หลายศตวรรษต่อมา ผู้สืบเชื้อสายจากกษัตริย์ดาวิดอีกผู้หนึ่งคือพระเยซูได้ปรากฏขึ้น และพระองค์ทรงทำให้ผู้คนประหลาดใจในแบบที่แตกต่างออกไป ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จไป ผู้คนต่างรับรู้ถึงความอัศจรรย์ในพระปัญญาและพระราชกิจของพระองค์ (ลก.4:36) และพระองค์ทรงเร้าใจให้พวกเขาเห็นว่า “ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอน” ได้มาปรากฏแล้ว (11:31) พระราชกิจอันน่าตื่นตะลึงของพระเยซูนำมาซึ่งการอภัยโทษบาปที่พระองค์ทรงจ่ายด้วยราคาแพงโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง พระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่จะเข้ามาหาพระองค์ และผู้ที่ทำเช่นนั้นจะได้สัมผัสกับความงามและพระคุณของพระองค์ และจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ทั้งในปัจจุบันและตลอดนิรันดร์ โอ้โห!สิ่งใดเกี่ยวกับพระเยซูที่ทำให้คุณต้องร้องว่า “โอ้โห” หากคุณยังไม่เคยสัมผัส ถึงความประเสริฐของพระเจ้าผ่านทางพระเยซู อะไรที่ขัดขวางคุณไม่ให้รู้จักพระองค์ข้าแต่พระเยซู โปรดเปิดตาและใจของข้าพระองค์ให้มองเห็นว่าพระองค์ทรงน่าอัศจรรย์เพียงใด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอนก็​มี​อยู่​ที่นี่ [ ลูกา 11:31 ]“โอ้โห!” คือปฏิกิริยาของสมาชิกในทีมของเราที่ได้เยี่ยมชมศูนย์พักฟื้นและฝึกอบรมที่ถูกซื้อมาในราคาสูง โดยผู้ที่มีนิมิตที่อยากจะหนุนใจและให้บรรดาผู้รับใช้ในพันธกิจได้ใช้เพื่อการฟื้นใจ พวกเราตื่นตาตื่นใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จาก​ดาบ​ทมิฬ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จาก​ดาบ​ทมิฬ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c12f2fe8-b58f-46e5-b05c-c182cc98c65a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fb694c9a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์ [ สดุดี 144:9 ]</em></p><p><br></p><p>ประติมากรรมอันน่าทึ่งของเซบิน ฮาเวิร์ด ชื่อ การเดินทางของทหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความทุกข์ทรมาน รูปหล่อสำริด 38 ชิ้นที่ถูกจัดเรียงให้โน้มไปด้านหน้าบนรูปหล่อนูนต่ำความยาวราว 18 เมตรบอกเล่าถึงชีวิตของทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสร้างเสร็จในปี 2024 ภาพเรื่องราวเริ่มต้นด้วยการอำลาครอบครัวอย่างเจ็บปวด ตามด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างไร้เดียงสากับการออกเดินทาง และก้าวเข้าสู่ความสยดสยองของการสู้รบ สุดท้ายประติมากรรมนี้พาเรากลับบ้านเมื่อลูกสาวของทหารผ่านศึกมองเข้าไปในหมวกทหารที่หงายขึ้นของเขา และมองเห็นล่วงหน้าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2</p><p>ฮาเวิร์ดพยายาม “ค้นหาความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ คือการที่มนุษย์สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ และพวกเขาก็สามารถจมดิ่งลงไปถึงระดับเดียวกับสัตว์ได้” สงครามเผยให้เห็นความจริงข้อนี้</p><p>ดาวิดผู้ประพันธ์สดุดีทราบดีถึงการนองเลือดซึ่งเป็นผลจากสงคราม ท่านตระหนักดีถึงความจำเป็นที่น่าเศร้าในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย จึงได้สรรเสริญพระเจ้าผู้ “​ฝึก​มือ​ของ​ข้าพเจ้า​ให้​ทำ​สงคราม” (สดด.144:1) แต่ท่านก็ได้ล่าถอยจากการต่อสู้ด้วย โดยอธิษฐานว่า“​ทรง​ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ให้​พ้น​จาก​ดาบทมิฬ” (ข้อ 10-11) ดาวิดรอคอยเวลาที่คนหนุ่มสาวจะไม่ต้องตายในสงคราม แต่บรรดาบุตรชายจะ “เป็น​เหมือน​ต้นไม้​โต​เต็ม​ขนาด” และบุตรสาว “​เป็น​เหมือน​เสา​หัว​มุม สลัก​ออกมา​ตาม​แบบ​พระ​ราชวัง” (ข้อ 12) ในวันนั้นจะ “ไม่​มี​ใคร​พัง​เข้า​มา ไม่​มี​ออกไป และ​ซึ่ง​ไม่​มี​เสียง​ร้อง​ทุกข์​ใน​ถนน​หนทาง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 14)</p><p>เมื่อมองย้อนกลับไป เรารำลึกถึงผู้ที่ล้มตายในสนามรบ เมื่อมองไปข้างหน้า เราร้องเพลงกับดาวิดว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์” (ข้อ 9)</p><p><br></p><p><strong>สงครามส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสร้างสันติภาพ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา เราทั้งหลายรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในสงคราม เราทั้งหลายปรารถนาความสุขสงบที่ยั่งยืนของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์ [ สดุดี 144:9 ]</em></p><p><br></p><p>ประติมากรรมอันน่าทึ่งของเซบิน ฮาเวิร์ด ชื่อ การเดินทางของทหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความทุกข์ทรมาน รูปหล่อสำริด 38 ชิ้นที่ถูกจัดเรียงให้โน้มไปด้านหน้าบนรูปหล่อนูนต่ำความยาวราว 18 เมตรบอกเล่าถึงชีวิตของทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสร้างเสร็จในปี 2024 ภาพเรื่องราวเริ่มต้นด้วยการอำลาครอบครัวอย่างเจ็บปวด ตามด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างไร้เดียงสากับการออกเดินทาง และก้าวเข้าสู่ความสยดสยองของการสู้รบ สุดท้ายประติมากรรมนี้พาเรากลับบ้านเมื่อลูกสาวของทหารผ่านศึกมองเข้าไปในหมวกทหารที่หงายขึ้นของเขา และมองเห็นล่วงหน้าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2</p><p>ฮาเวิร์ดพยายาม “ค้นหาความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ คือการที่มนุษย์สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ และพวกเขาก็สามารถจมดิ่งลงไปถึงระดับเดียวกับสัตว์ได้” สงครามเผยให้เห็นความจริงข้อนี้</p><p>ดาวิดผู้ประพันธ์สดุดีทราบดีถึงการนองเลือดซึ่งเป็นผลจากสงคราม ท่านตระหนักดีถึงความจำเป็นที่น่าเศร้าในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย จึงได้สรรเสริญพระเจ้าผู้ “​ฝึก​มือ​ของ​ข้าพเจ้า​ให้​ทำ​สงคราม” (สดด.144:1) แต่ท่านก็ได้ล่าถอยจากการต่อสู้ด้วย โดยอธิษฐานว่า“​ทรง​ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ให้​พ้น​จาก​ดาบทมิฬ” (ข้อ 10-11) ดาวิดรอคอยเวลาที่คนหนุ่มสาวจะไม่ต้องตายในสงคราม แต่บรรดาบุตรชายจะ “เป็น​เหมือน​ต้นไม้​โต​เต็ม​ขนาด” และบุตรสาว “​เป็น​เหมือน​เสา​หัว​มุม สลัก​ออกมา​ตาม​แบบ​พระ​ราชวัง” (ข้อ 12) ในวันนั้นจะ “ไม่​มี​ใคร​พัง​เข้า​มา ไม่​มี​ออกไป และ​ซึ่ง​ไม่​มี​เสียง​ร้อง​ทุกข์​ใน​ถนน​หนทาง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 14)</p><p>เมื่อมองย้อนกลับไป เรารำลึกถึงผู้ที่ล้มตายในสนามรบ เมื่อมองไปข้างหน้า เราร้องเพลงกับดาวิดว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์” (ข้อ 9)</p><p><br></p><p><strong>สงครามส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสร้างสันติภาพ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา เราทั้งหลายรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในสงคราม เราทั้งหลายปรารถนาความสุขสงบที่ยั่งยืนของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 26 May 2025 05:19:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fb694c9a/c5c0fea6.mp3" length="11716799" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์ [ สดุดี 144:9 ]ประติมากรรมอันน่าทึ่งของเซบิน ฮาเวิร์ด ชื่อ การเดินทางของทหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความทุกข์ทรมาน รูปหล่อสำริด 38 ชิ้นที่ถูกจัดเรียงให้โน้มไปด้านหน้าบนรูปหล่อนูนต่ำความยาวราว 18 เมตรบอกเล่าถึงชีวิตของทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสร้างเสร็จในปี 2024 ภาพเรื่องราวเริ่มต้นด้วยการอำลาครอบครัวอย่างเจ็บปวด ตามด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างไร้เดียงสากับการออกเดินทาง และก้าวเข้าสู่ความสยดสยองของการสู้รบ สุดท้ายประติมากรรมนี้พาเรากลับบ้านเมื่อลูกสาวของทหารผ่านศึกมองเข้าไปในหมวกทหารที่หงายขึ้นของเขา และมองเห็นล่วงหน้าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2ฮาเวิร์ดพยายาม “ค้นหาความเชื่อมโยงของมนุษยชาติ คือการที่มนุษย์สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ และพวกเขาก็สามารถจมดิ่งลงไปถึงระดับเดียวกับสัตว์ได้” สงครามเผยให้เห็นความจริงข้อนี้ดาวิดผู้ประพันธ์สดุดีทราบดีถึงการนองเลือดซึ่งเป็นผลจากสงคราม ท่านตระหนักดีถึงความจำเป็นที่น่าเศร้าในการเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย จึงได้สรรเสริญพระเจ้าผู้ “​ฝึก​มือ​ของ​ข้าพเจ้า​ให้​ทำ​สงคราม” (สดด.144:1) แต่ท่านก็ได้ล่าถอยจากการต่อสู้ด้วย โดยอธิษฐานว่า“​ทรง​ช่วย​ข้า​พระ​องค์​ให้​พ้น​จาก​ดาบทมิฬ” (ข้อ 10-11) ดาวิดรอคอยเวลาที่คนหนุ่มสาวจะไม่ต้องตายในสงคราม แต่บรรดาบุตรชายจะ “เป็น​เหมือน​ต้นไม้​โต​เต็ม​ขนาด” และบุตรสาว “​เป็น​เหมือน​เสา​หัว​มุม สลัก​ออกมา​ตาม​แบบ​พระ​ราชวัง” (ข้อ 12) ในวันนั้นจะ “ไม่​มี​ใคร​พัง​เข้า​มา ไม่​มี​ออกไป และ​ซึ่ง​ไม่​มี​เสียง​ร้อง​ทุกข์​ใน​ถนน​หนทาง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 14)เมื่อมองย้อนกลับไป เรารำลึกถึงผู้ที่ล้มตายในสนามรบ เมื่อมองไปข้างหน้า เราร้องเพลงกับดาวิดว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์” (ข้อ 9)สงครามส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อสร้างสันติภาพข้าแต่พระบิดา เราทั้งหลายรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในสงคราม เราทั้งหลายปรารถนาความสุขสงบที่ยั่งยืนของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​บท​ใหม่​ถวาย​แด่​พระ​องค์ [ สดุดี 144:9 ]ประติมากรรมอันน่าทึ่งของเซบิน ฮาเวิร์ด ชื่อ การเดินทางของทหาร ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความทุกข์ทรมาน รูปหล่อสำริด 38 ชิ้นที่ถูกจัดเรียงให้โน้มไปด้านหน้าบนรูปหล่อนูนต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังใหม่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความหวังใหม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">786cb8c2-63c6-4ec1-bc79-69836b50c32b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/65d6f4c7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง และ​มี​ใจ​อด​เอา​เบา​สู้​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​[1 เธสะโลนิกา 5:14 ]</em></p><p><br></p><p>เธียแปลกใจมาก ทำไมลูกชายวัยสิบแปดปีของเขาจึงใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดมากนักในระยะนี้ ลูกชายของเขาเป็นออทิสติกและไม่ค่อยจะคุยกับใคร ตามปกติแล้วเขาจะกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเมื่อถูกคาดคั้นลูกของเธียก็ตอบว่า “อ่านหนังสือกับนาวิน”</p><p>ปรากฏว่านาวินเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่สังเกตเห็นว่าลูกชายของเธียมีปัญหาในการเรียน จึงชวนเขามาอ่านหนังสือด้วยกัน มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีนี้ทำให้พ่อผู้สิ้นหวังที่จะให้ลูกชายได้มีเพื่อนมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก</p><p>ความหวังกลับคืนมาใหม่เพราะมีคนคนหนึ่งใส่ใจมากพอที่จะอยู่เคียงข้างคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพันธกิจของเปาโลกับคริสตจักรยุคแรก ท่านรู้ว่าสิ่งนี้นำมาใช้กับความหวังในความรอดของเราได้ด้วย การที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะ “​เฝ้า​ระวัง​และ​ไม่​เมา​มาย​” (1 ธส.5:6) ในการดำเนินชีวิตด้วยความหวังถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ ด้วยการที่พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ข้อ 11) โดยเฉพาะผู้ที่กำลังต่อสู้</p><p>ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าผู้เชื่อเหล่านี้จะดำเนินชีวิตด้วยความรักที่พระเจ้าพอพระทัย (4:1, 10) เปาโลก็ยังได้เตือนใจพวกเขาให้ “หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง” (5:14) เมื่อเราสังเกตเห็นผู้เชื่อในพระคริสต์ที่หวาดกลัว วิตกกังวล หรือสิ้นหวัง และเราอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยการฟัง การพูดปลอบโยนหรือการนั่งเงียบๆด้วยกัน พระเจ้าทรงสามารถใช้เราได้เพื่อทำให้พวกเขาเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะยึดมั่นในความหวังที่มีในพระเยซู</p><p><br></p><p><strong>คุณจะสามารถอยู่เคียงข้างใครในชุมชนของคุณได้บ้างในสัปดาห์นี้ คุณสามารถทำสิ่งใดเพื่อแสดงความห่วงใยและความเอาใจใส่พวกเขาได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดูแลผู้ที่ท้อใจและอ่อนกำลัง เพื่อที่ความหวังในพระเยซูของพวกเขาจะคืนกลับมาใหม่</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง และ​มี​ใจ​อด​เอา​เบา​สู้​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​[1 เธสะโลนิกา 5:14 ]</em></p><p><br></p><p>เธียแปลกใจมาก ทำไมลูกชายวัยสิบแปดปีของเขาจึงใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดมากนักในระยะนี้ ลูกชายของเขาเป็นออทิสติกและไม่ค่อยจะคุยกับใคร ตามปกติแล้วเขาจะกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเมื่อถูกคาดคั้นลูกของเธียก็ตอบว่า “อ่านหนังสือกับนาวิน”</p><p>ปรากฏว่านาวินเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่สังเกตเห็นว่าลูกชายของเธียมีปัญหาในการเรียน จึงชวนเขามาอ่านหนังสือด้วยกัน มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีนี้ทำให้พ่อผู้สิ้นหวังที่จะให้ลูกชายได้มีเพื่อนมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก</p><p>ความหวังกลับคืนมาใหม่เพราะมีคนคนหนึ่งใส่ใจมากพอที่จะอยู่เคียงข้างคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพันธกิจของเปาโลกับคริสตจักรยุคแรก ท่านรู้ว่าสิ่งนี้นำมาใช้กับความหวังในความรอดของเราได้ด้วย การที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะ “​เฝ้า​ระวัง​และ​ไม่​เมา​มาย​” (1 ธส.5:6) ในการดำเนินชีวิตด้วยความหวังถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ ด้วยการที่พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ข้อ 11) โดยเฉพาะผู้ที่กำลังต่อสู้</p><p>ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าผู้เชื่อเหล่านี้จะดำเนินชีวิตด้วยความรักที่พระเจ้าพอพระทัย (4:1, 10) เปาโลก็ยังได้เตือนใจพวกเขาให้ “หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง” (5:14) เมื่อเราสังเกตเห็นผู้เชื่อในพระคริสต์ที่หวาดกลัว วิตกกังวล หรือสิ้นหวัง และเราอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยการฟัง การพูดปลอบโยนหรือการนั่งเงียบๆด้วยกัน พระเจ้าทรงสามารถใช้เราได้เพื่อทำให้พวกเขาเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะยึดมั่นในความหวังที่มีในพระเยซู</p><p><br></p><p><strong>คุณจะสามารถอยู่เคียงข้างใครในชุมชนของคุณได้บ้างในสัปดาห์นี้ คุณสามารถทำสิ่งใดเพื่อแสดงความห่วงใยและความเอาใจใส่พวกเขาได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดูแลผู้ที่ท้อใจและอ่อนกำลัง เพื่อที่ความหวังในพระเยซูของพวกเขาจะคืนกลับมาใหม่</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 25 May 2025 05:18:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/65d6f4c7/aed0336e.mp3" length="11232384" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>702</itunes:duration>
      <itunes:summary>หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง และ​มี​ใจ​อด​เอา​เบา​สู้​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​[1 เธสะโลนิกา 5:14 ]เธียแปลกใจมาก ทำไมลูกชายวัยสิบแปดปีของเขาจึงใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดมากนักในระยะนี้ ลูกชายของเขาเป็นออทิสติกและไม่ค่อยจะคุยกับใคร ตามปกติแล้วเขาจะกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียน เกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเมื่อถูกคาดคั้นลูกของเธียก็ตอบว่า “อ่านหนังสือกับนาวิน”ปรากฏว่านาวินเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่สังเกตเห็นว่าลูกชายของเธียมีปัญหาในการเรียน จึงชวนเขามาอ่านหนังสือด้วยกัน มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสิบแปดปีนี้ทำให้พ่อผู้สิ้นหวังที่จะให้ลูกชายได้มีเพื่อนมีกำลังใจขึ้นอย่างมากความหวังกลับคืนมาใหม่เพราะมีคนคนหนึ่งใส่ใจมากพอที่จะอยู่เคียงข้างคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพันธกิจของเปาโลกับคริสตจักรยุคแรก ท่านรู้ว่าสิ่งนี้นำมาใช้กับความหวังในความรอดของเราได้ด้วย การที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะ “​เฝ้า​ระวัง​และ​ไม่​เมา​มาย​” (1 ธส.5:6) ในการดำเนินชีวิตด้วยความหวังถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ ด้วยการที่พวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (ข้อ 11) โดยเฉพาะผู้ที่กำลังต่อสู้ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าผู้เชื่อเหล่านี้จะดำเนินชีวิตด้วยความรักที่พระเจ้าพอพระทัย (4:1, 10) เปาโลก็ยังได้เตือนใจพวกเขาให้ “หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง” (5:14) เมื่อเราสังเกตเห็นผู้เชื่อในพระคริสต์ที่หวาดกลัว วิตกกังวล หรือสิ้นหวัง และเราอยู่เคียงข้างพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยการฟัง การพูดปลอบโยนหรือการนั่งเงียบๆด้วยกัน พระเจ้าทรงสามารถใช้เราได้เพื่อทำให้พวกเขาเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะยึดมั่นในความหวังที่มีในพระเยซูคุณจะสามารถอยู่เคียงข้างใครในชุมชนของคุณได้บ้างในสัปดาห์นี้ คุณสามารถทำสิ่งใดเพื่อแสดงความห่วงใยและความเอาใจใส่พวกเขาได้บ้างข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดูแลผู้ที่ท้อใจและอ่อนกำลัง เพื่อที่ความหวังในพระเยซูของพวกเขาจะคืนกลับมาใหม่</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หนุน​น้ำใจ​ผู้​ที่​ท้อ​ใจ ชู​กำลังคน​ที่​อ่อน​กำลัง และ​มี​ใจ​อด​เอา​เบา​สู้​ต่อ​คน​ทั้ง​ปวง​[1 เธสะโลนิกา 5:14 ]เธียแปลกใจมาก ทำไมลูกชายวัยสิบแปดปีของเขาจึงใช้เวลาอยู่ที่ห้องสมุดมากนักในระยะนี้ ลูกชายของเขาเป็นออทิสติกและไม่ค่อยจะคุยกับใคร ตามปกติแล้วเขา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ก้าวกระโดดด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ก้าวกระโดดด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5705c4c3-2036-441f-92f3-146e093d6999</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b6837cb7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง​[ ฮีบรู 11:1 ]</em></p><p><br></p><p>นกเพนกวินจักรพรรดิที่อายุเพียงหกเดือนประมาณ 700 ตัวในแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก ยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมผาน้ำแข็งสูงตระหง่านราวสิบห้าเมตรเหนือผืนน้ำที่เย็นยะเยือก ในที่สุด นกเพนกวินตัวหนึ่งก็เอนตัวไปข้างหน้าและ “กระโดดด้วยความเชื่อ” ลงไปในน้ำเย็นเฉียบเบื้องล่างและว่ายน้ำออกไป ไม่นาน นกเพนกวินจำนวนมากก็กระโดดตามลงไป</p><p>โดยปกติแล้วลูกนกเพนกวินจะกระโดดจากที่สูงเพียงไม่กี่ฟุตลงไปในน้ำเพื่อว่ายน้ำเป็นครั้งแรก การกระโดดที่ท้าทายความตายของเพนกวินกลุ่มนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับภาพไว้ได้</p><p>บางคนอาจกล่าวว่าการกระโดดลงไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าของนกเพนกวินเหล่านี้ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งเชื่อวางใจในพระเยซูเพื่อรับความรอด แต่ความเชื่อในพระองค์นั้นตรงกันข้าม ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า “ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง” (ฮบ.11:1)</p><p>ความเชื่อของเอโนคเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า “​ถ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว จะ​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ไม่ได้​เลย” (ข้อ 6) ไม่มีใครเคยเห็นน้ำท่วมใหญ่ แต่โนอาห์ “​ยำเกรง​และ​ต่อ​เรือ​ใหญ่ เพื่อ​ช่วย​ครอบครัว​ของ​ตน​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย” (ข้อ 7) เพราะท่านวางใจในพระเจ้า อับราฮัมติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อ “โดย​หา​รู้​ไม่​ว่า​จะ​ไป​ทาง​ไหน” (ข้อ 8)</p><p>ในตอนแรกที่เรามอบความไว้วางใจให้พระเยซูนั้น ก็เกิดขึ้นโดยความเชื่อ เมื่อเราติดตามพระองค์และความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราสามารถระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อบุรุษเหล่านี้ แม้เราจะไม่รู้สาเหตุและวิธีการ แต่เราสามารถวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่ตามมาได้</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงปกป้องคุณเพราะความเชื่อของคุณ คุณเห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำการในชีวิตของคุณเนื่องด้วยความเชื่อที่คุณมีต่อพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณในความสัตย์ซื่อของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง​[ ฮีบรู 11:1 ]</em></p><p><br></p><p>นกเพนกวินจักรพรรดิที่อายุเพียงหกเดือนประมาณ 700 ตัวในแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก ยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมผาน้ำแข็งสูงตระหง่านราวสิบห้าเมตรเหนือผืนน้ำที่เย็นยะเยือก ในที่สุด นกเพนกวินตัวหนึ่งก็เอนตัวไปข้างหน้าและ “กระโดดด้วยความเชื่อ” ลงไปในน้ำเย็นเฉียบเบื้องล่างและว่ายน้ำออกไป ไม่นาน นกเพนกวินจำนวนมากก็กระโดดตามลงไป</p><p>โดยปกติแล้วลูกนกเพนกวินจะกระโดดจากที่สูงเพียงไม่กี่ฟุตลงไปในน้ำเพื่อว่ายน้ำเป็นครั้งแรก การกระโดดที่ท้าทายความตายของเพนกวินกลุ่มนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับภาพไว้ได้</p><p>บางคนอาจกล่าวว่าการกระโดดลงไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าของนกเพนกวินเหล่านี้ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งเชื่อวางใจในพระเยซูเพื่อรับความรอด แต่ความเชื่อในพระองค์นั้นตรงกันข้าม ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า “ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง” (ฮบ.11:1)</p><p>ความเชื่อของเอโนคเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า “​ถ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว จะ​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ไม่ได้​เลย” (ข้อ 6) ไม่มีใครเคยเห็นน้ำท่วมใหญ่ แต่โนอาห์ “​ยำเกรง​และ​ต่อ​เรือ​ใหญ่ เพื่อ​ช่วย​ครอบครัว​ของ​ตน​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย” (ข้อ 7) เพราะท่านวางใจในพระเจ้า อับราฮัมติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อ “โดย​หา​รู้​ไม่​ว่า​จะ​ไป​ทาง​ไหน” (ข้อ 8)</p><p>ในตอนแรกที่เรามอบความไว้วางใจให้พระเยซูนั้น ก็เกิดขึ้นโดยความเชื่อ เมื่อเราติดตามพระองค์และความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราสามารถระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อบุรุษเหล่านี้ แม้เราจะไม่รู้สาเหตุและวิธีการ แต่เราสามารถวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่ตามมาได้</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่พระเจ้าทรงปกป้องคุณเพราะความเชื่อของคุณ คุณเห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำการในชีวิตของคุณเนื่องด้วยความเชื่อที่คุณมีต่อพระองค์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณในความสัตย์ซื่อของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 24 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b6837cb7/dbd3c272.mp3" length="13396599" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>838</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง​[ ฮีบรู 11:1 ]นกเพนกวินจักรพรรดิที่อายุเพียงหกเดือนประมาณ 700 ตัวในแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก ยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมผาน้ำแข็งสูงตระหง่านราวสิบห้าเมตรเหนือผืนน้ำที่เย็นยะเยือก ในที่สุด นกเพนกวินตัวหนึ่งก็เอนตัวไปข้างหน้าและ “กระโดดด้วยความเชื่อ” ลงไปในน้ำเย็นเฉียบเบื้องล่างและว่ายน้ำออกไป ไม่นาน นกเพนกวินจำนวนมากก็กระโดดตามลงไปโดยปกติแล้วลูกนกเพนกวินจะกระโดดจากที่สูงเพียงไม่กี่ฟุตลงไปในน้ำเพื่อว่ายน้ำเป็นครั้งแรก การกระโดดที่ท้าทายความตายของเพนกวินกลุ่มนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจับภาพไว้ได้บางคนอาจกล่าวว่าการกระโดดลงไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าของนกเพนกวินเหล่านี้ คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งเชื่อวางใจในพระเยซูเพื่อรับความรอด แต่ความเชื่อในพระองค์นั้นตรงกันข้าม ผู้เขียนฮีบรูกล่าวว่า “ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง” (ฮบ.11:1)ความเชื่อของเอโนคเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า “​ถ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว จะ​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ไม่ได้​เลย” (ข้อ 6) ไม่มีใครเคยเห็นน้ำท่วมใหญ่ แต่โนอาห์ “​ยำเกรง​และ​ต่อ​เรือ​ใหญ่ เพื่อ​ช่วย​ครอบครัว​ของ​ตน​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย” (ข้อ 7) เพราะท่านวางใจในพระเจ้า อับราฮัมติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อ “โดย​หา​รู้​ไม่​ว่า​จะ​ไป​ทาง​ไหน” (ข้อ 8)ในตอนแรกที่เรามอบความไว้วางใจให้พระเยซูนั้น ก็เกิดขึ้นโดยความเชื่อ เมื่อเราติดตามพระองค์และความเชื่อของเราถูกทดสอบ เราสามารถระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อบุรุษเหล่านี้ แม้เราจะไม่รู้สาเหตุและวิธีการ แต่เราสามารถวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่ตามมาได้เมื่อใดที่พระเจ้าทรงปกป้องคุณเพราะความเชื่อของคุณ คุณเห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำการในชีวิตของคุณเนื่องด้วยความเชื่อที่คุณมีต่อพระองค์อย่างไรข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณในความสัตย์ซื่อของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความ​เชื่อ​คือ​ความ​แน่ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​หวัง​ไว้ เป็น​ความ​รู้สึก​มั่นใจ​ว่า สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่ได้​เห็น​นั้น​มี​จริง​[ ฮีบรู 11:1 ]นกเพนกวินจักรพรรดิที่อายุเพียงหกเดือนประมาณ 700 ตัวในแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก ยืนเบียดเสียดกันอยู่ริมผาน้ำแข็งสูงตระหง่านราวส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักความจริง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักความจริง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ce045f5a-8b73-4d98-80de-866e9aab424e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2c4d48d8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ เพราะ​เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​[ 2 เธสะโลนิกา 2:10 ]</em></p><p><br></p><p>แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและ<br>แจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “​หมาย​สำคัญ และ​การ​อัศจรรย์​” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)</p><p>แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่<br>เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่า​ทอดทิ้ง​เธอ และ​เธอ​จะ​รักษา​เจ้า​ไว้ จง​รัก​ปัญญา และ​ปัญญา​จะ​ระแวดระวัง​เจ้า” (4:6)</p><p>สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จง<br>รักพระเยซูแล้วคุณจะเรียนรู้ทางของพระองค์ พระองค์จะปกป้องชีวิตของคุณโดยนำคุณเข้าสู่ความจริงของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>เหตุใดการรักความจริงจึงมีความสำคัญ เหตุใดพระเยซูจึงตรัสว่าพระองค์คือความจริง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงเติมใจของข้าพระองค์ด้วยความรักในพระองค์และในสิ่งที่เป็นความจริง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ เพราะ​เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​[ 2 เธสะโลนิกา 2:10 ]</em></p><p><br></p><p>แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและ<br>แจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “​หมาย​สำคัญ และ​การ​อัศจรรย์​” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)</p><p>แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่<br>เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่า​ทอดทิ้ง​เธอ และ​เธอ​จะ​รักษา​เจ้า​ไว้ จง​รัก​ปัญญา และ​ปัญญา​จะ​ระแวดระวัง​เจ้า” (4:6)</p><p>สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จง<br>รักพระเยซูแล้วคุณจะเรียนรู้ทางของพระองค์ พระองค์จะปกป้องชีวิตของคุณโดยนำคุณเข้าสู่ความจริงของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>เหตุใดการรักความจริงจึงมีความสำคัญ เหตุใดพระเยซูจึงตรัสว่าพระองค์คือความจริง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงเติมใจของข้าพระองค์ด้วยความรักในพระองค์และในสิ่งที่เป็นความจริง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 22 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2c4d48d8/eb1ae1ec.mp3" length="10997907" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ เพราะ​เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​[ 2 เธสะโลนิกา 2:10 ]แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและแจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “​หมาย​สำคัญ และ​การ​อัศจรรย์​” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่า​ทอดทิ้ง​เธอ และ​เธอ​จะ​รักษา​เจ้า​ไว้ จง​รัก​ปัญญา และ​ปัญญา​จะ​ระแวดระวัง​เจ้า” (4:6)สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จงรักพระเยซูแล้วคุณจะเรียนรู้ทางของพระองค์ พระองค์จะปกป้องชีวิตของคุณโดยนำคุณเข้าสู่ความจริงของพระองค์เหตุใดการรักความจริงจึงมีความสำคัญ เหตุใดพระเยซูจึงตรัสว่าพระองค์คือความจริงข้าแต่พระบิดา ขอโปรดทรงเติมใจของข้าพระองค์ด้วยความรักในพระองค์และในสิ่งที่เป็นความจริง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คน​เหล่า​นั้น​ที่​จะต้อง​พินาศ เพราะ​เขา​ทั้ง​หลาย​ไม่ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้​[ 2 เธสะโลนิกา 2:10 ]แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและแจ็คอยากจะกลับไปอีก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักที่คู่ควรกับชีวิตของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักที่คู่ควรกับชีวิตของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">89091c46-4d58-4a80-b980-966099f5f39b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d4a41820</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​เพราะ​ว่า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​เอา​ชีวิต​รอด ผู้​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ผู้ใด​จะ​เสียชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา ผู้​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด [ มัทธิว 16:25 ]</em></p><p><br></p><p>วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้อร้องของเพลง “เมื่อข้าฯเพ่งดูกางเขนประหลาด” แต่เขาได้เตือนพวกนักศึกษาว่าอย่าร้องเพลงนี้แบบขอไปที “ถ้าคุณหมายความตามที่คุณร้องจริงๆจากใจ ก็จงร้องออกมาให้ดังสุดเสียง” เทมเปิ้ลกล่าว “ถ้าคุณไม่ได้หมายความตามนั้นเลย ก็จงเงียบไว้ แต่ถ้าคุณหมายความตามนั้นแม้เพียงเล็กน้อย และต้องการพัฒนาให้มากขึ้น จงร้องมันเบาๆ” ที่ประชุมเงียบเสียงลงขณะที่ทุกคนมองดูเนื้อเพลง แล้วเสียงนับพันก็เริ่มเปล่งออกมาเบาๆ โดยร้องประโยคสุดท้ายด้วยความจริงจังว่า “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา เรายอมถวายทั้งใจและกาย”</p><p>นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าการเชื่อและติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในความรักสุดขั้วที่เรียกร้องทุกอย่างจากเรา การติดตามพระคริสต์ต้องใช้ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เป็นเรา พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า “​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอาชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา” (มธ.16:24) ไม่ควรมีใครตัดสินใจแบบขอไปที</p><p>แต่การติดตามพระเยซูก็เป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่ล้ำลึกที่สุดเช่นกัน เราจะได้พบว่าชีวิตกับพระเยซูนั้นเป็นชีวิตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งอย่างมาก แต่หากเราตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ และละทิ้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและคับแคบของเรา เราก็จะได้พบกับชีวิตที่จิตวิญญาณของเราใฝ่หา (ข้อ 25)</p><p><br></p><p><strong>การเชื่อและติดตามพระเยซูทำให้คุณต้องยอมสละสิ่งใดบ้าง และคุณจะได้รับอะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า การติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ข้าพระองค์ต้องการมอบถวายทั้งชีวิตและทั้งสิ้นแด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​เพราะ​ว่า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​เอา​ชีวิต​รอด ผู้​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ผู้ใด​จะ​เสียชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา ผู้​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด [ มัทธิว 16:25 ]</em></p><p><br></p><p>วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้อร้องของเพลง “เมื่อข้าฯเพ่งดูกางเขนประหลาด” แต่เขาได้เตือนพวกนักศึกษาว่าอย่าร้องเพลงนี้แบบขอไปที “ถ้าคุณหมายความตามที่คุณร้องจริงๆจากใจ ก็จงร้องออกมาให้ดังสุดเสียง” เทมเปิ้ลกล่าว “ถ้าคุณไม่ได้หมายความตามนั้นเลย ก็จงเงียบไว้ แต่ถ้าคุณหมายความตามนั้นแม้เพียงเล็กน้อย และต้องการพัฒนาให้มากขึ้น จงร้องมันเบาๆ” ที่ประชุมเงียบเสียงลงขณะที่ทุกคนมองดูเนื้อเพลง แล้วเสียงนับพันก็เริ่มเปล่งออกมาเบาๆ โดยร้องประโยคสุดท้ายด้วยความจริงจังว่า “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา เรายอมถวายทั้งใจและกาย”</p><p>นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าการเชื่อและติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในความรักสุดขั้วที่เรียกร้องทุกอย่างจากเรา การติดตามพระคริสต์ต้องใช้ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เป็นเรา พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า “​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอาชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา” (มธ.16:24) ไม่ควรมีใครตัดสินใจแบบขอไปที</p><p>แต่การติดตามพระเยซูก็เป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่ล้ำลึกที่สุดเช่นกัน เราจะได้พบว่าชีวิตกับพระเยซูนั้นเป็นชีวิตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งอย่างมาก แต่หากเราตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ และละทิ้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและคับแคบของเรา เราก็จะได้พบกับชีวิตที่จิตวิญญาณของเราใฝ่หา (ข้อ 25)</p><p><br></p><p><strong>การเชื่อและติดตามพระเยซูทำให้คุณต้องยอมสละสิ่งใดบ้าง และคุณจะได้รับอะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า การติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ข้าพระองค์ต้องการมอบถวายทั้งชีวิตและทั้งสิ้นแด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 21 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d4a41820/c4863f1b.mp3" length="13173211" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>824</itunes:duration>
      <itunes:summary>​เพราะ​ว่า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​เอา​ชีวิต​รอด ผู้​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ผู้ใด​จะ​เสียชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา ผู้​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด [ มัทธิว 16:25 ]วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้อร้องของเพลง “เมื่อข้าฯเพ่งดูกางเขนประหลาด” แต่เขาได้เตือนพวกนักศึกษาว่าอย่าร้องเพลงนี้แบบขอไปที “ถ้าคุณหมายความตามที่คุณร้องจริงๆจากใจ ก็จงร้องออกมาให้ดังสุดเสียง” เทมเปิ้ลกล่าว “ถ้าคุณไม่ได้หมายความตามนั้นเลย ก็จงเงียบไว้ แต่ถ้าคุณหมายความตามนั้นแม้เพียงเล็กน้อย และต้องการพัฒนาให้มากขึ้น จงร้องมันเบาๆ” ที่ประชุมเงียบเสียงลงขณะที่ทุกคนมองดูเนื้อเพลง แล้วเสียงนับพันก็เริ่มเปล่งออกมาเบาๆ โดยร้องประโยคสุดท้ายด้วยความจริงจังว่า “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา เรายอมถวายทั้งใจและกาย”นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเหล่านั้นเข้าใจความจริงที่ว่าการเชื่อและติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับในความรักสุดขั้วที่เรียกร้องทุกอย่างจากเรา การติดตามพระคริสต์ต้องใช้ทั้งชีวิตและทุกสิ่งที่เป็นเรา พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกอย่างตรงไปตรงมาว่า “​ผู้ใด​ใคร่​ตาม​เรา​มา​ให้​ผู้​นั้น​เอาชนะ​ตัวเอง และ​รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา” (มธ.16:24) ไม่ควรมีใครตัดสินใจแบบขอไปทีแต่การติดตามพระเยซูก็เป็นหนทางที่นำเราไปสู่ความชื่นชมยินดีที่ล้ำลึกที่สุดเช่นกัน เราจะได้พบว่าชีวิตกับพระเยซูนั้นเป็นชีวิตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ฟังดูเหมือนเป็นความขัดแย้งอย่างมาก แต่หากเราตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ และละทิ้งความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวและคับแคบของเรา เราก็จะได้พบกับชีวิตที่จิตวิญญาณของเราใฝ่หา (ข้อ 25)การเชื่อและติดตามพระเยซูทำให้คุณต้องยอมสละสิ่งใดบ้าง และคุณจะได้รับอะไรข้าแต่พระเจ้า การติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ข้าพระองค์ต้องการมอบถวายทั้งชีวิตและทั้งสิ้นแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​เพราะ​ว่า​ผู้ใด​ใคร่​จะ​เอา​ชีวิต​รอด ผู้​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ผู้ใด​จะ​เสียชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา ผู้​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด [ มัทธิว 16:25 ]วิลเลี่ยม เทมเปิ้ล บิชอปชาวอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เคยสรุปคำเทศนา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ด้วยเนื้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักคนต่างด้าว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักคนต่างด้าว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9a58907a-ce57-48c3-8b51-6132ef84043a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/16756dac</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัวเจ้าเองรับรู้รสชาติการเป็นคน​ต่างด้าวมา​แล้ว [ อพยพ 23:9 TNCV ]</em></p><p><br></p><p>ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเรา ทำให้มีจักรเย็บผ้า โต๊ะตัดผ้า และอื่นๆ สำหรับการสอนผู้อพยพที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ “ผมนับเฉพาะกล่องผ้าได้ 28 กล่อง” สามีของเธอบอกเรา “มีผู้หญิงหกคนมารับเอาของทั้งหมดไป นักเรียนของพวกเธอเป็นคนขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”</p><p>คนอื่นๆจะพูดถึงคนที่มาอยู่ใหม่ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก ความทุกข์ยากของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยก</p><p>อย่างไรก็ตาม โมเสสได้เปิดเผยมุมมองของพระเจ้าว่า “อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัว​เจ้า​เองรับรู้รสชาติการเป็น​คน​ต่างด้าว​มาแล้ว” (อพย.23:9TNCV) นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงกฎของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวอีกว่า “เมื่อ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา...อย่า​เ​ก็​บ​ผล​ที่​สวน​องุ่น​ให้​หมด เจ้า​อย่า​เ​ก็​บ​องุ่น​ที่​ตก​ใน​สวน​ของ​เจ้า จง​เหลือ​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ลนต.19:9-10)</p><p>นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงประกาศด้วยว่า “เมื่อ​คน​ต่างด้าว​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​ใน​แผ่นดิน​ของ​เจ้า อย่า​ข่ม​เหง​เขา​ คน​ต่างด้าว​ที่​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​นั้น​ก็​เหมือนกับ​ชาว​เมือง​ของ​เจ้า เจ้า​จง​รัก​เขา​เหมือนกับ​รัก​ตัวเอง เพราะ​ว่า​เจ้า​เคย​เป็น​คน​ต่างด้าว​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ข้อ 33-34)</p><p>พระเจ้าทรงวางมาตรฐานเอาไว้ ขอพระองค์ทรงอวยพรจิตใจของเราให้แสดงความรักต่อคนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณจะช่วยเหลือผู้คนในคริสตจักรหรือเพื่อนบ้านของคุณที่มาจากประเทศอื่น หรือผู้ที่พูดภาษาอื่นได้อย่างไร คุณจะหาโอกาสช่วยเหลือผู้ที่มาจากวัฒนธรรมอื่นได้ในที่ใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่จะต้อนรับผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัวเจ้าเองรับรู้รสชาติการเป็นคน​ต่างด้าวมา​แล้ว [ อพยพ 23:9 TNCV ]</em></p><p><br></p><p>ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเรา ทำให้มีจักรเย็บผ้า โต๊ะตัดผ้า และอื่นๆ สำหรับการสอนผู้อพยพที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ “ผมนับเฉพาะกล่องผ้าได้ 28 กล่อง” สามีของเธอบอกเรา “มีผู้หญิงหกคนมารับเอาของทั้งหมดไป นักเรียนของพวกเธอเป็นคนขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”</p><p>คนอื่นๆจะพูดถึงคนที่มาอยู่ใหม่ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก ความทุกข์ยากของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยก</p><p>อย่างไรก็ตาม โมเสสได้เปิดเผยมุมมองของพระเจ้าว่า “อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัว​เจ้า​เองรับรู้รสชาติการเป็น​คน​ต่างด้าว​มาแล้ว” (อพย.23:9TNCV) นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงกฎของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวอีกว่า “เมื่อ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา...อย่า​เ​ก็​บ​ผล​ที่​สวน​องุ่น​ให้​หมด เจ้า​อย่า​เ​ก็​บ​องุ่น​ที่​ตก​ใน​สวน​ของ​เจ้า จง​เหลือ​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ลนต.19:9-10)</p><p>นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงประกาศด้วยว่า “เมื่อ​คน​ต่างด้าว​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​ใน​แผ่นดิน​ของ​เจ้า อย่า​ข่ม​เหง​เขา​ คน​ต่างด้าว​ที่​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​นั้น​ก็​เหมือนกับ​ชาว​เมือง​ของ​เจ้า เจ้า​จง​รัก​เขา​เหมือนกับ​รัก​ตัวเอง เพราะ​ว่า​เจ้า​เคย​เป็น​คน​ต่างด้าว​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ข้อ 33-34)</p><p>พระเจ้าทรงวางมาตรฐานเอาไว้ ขอพระองค์ทรงอวยพรจิตใจของเราให้แสดงความรักต่อคนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณจะช่วยเหลือผู้คนในคริสตจักรหรือเพื่อนบ้านของคุณที่มาจากประเทศอื่น หรือผู้ที่พูดภาษาอื่นได้อย่างไร คุณจะหาโอกาสช่วยเหลือผู้ที่มาจากวัฒนธรรมอื่นได้ในที่ใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่จะต้อนรับผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 21 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/16756dac/44cb3ad3.mp3" length="10689457" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>669</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัวเจ้าเองรับรู้รสชาติการเป็นคน​ต่างด้าวมา​แล้ว [ อพยพ 23:9 TNCV ]ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเรา ทำให้มีจักรเย็บผ้า โต๊ะตัดผ้า และอื่นๆ สำหรับการสอนผู้อพยพที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ “ผมนับเฉพาะกล่องผ้าได้ 28 กล่อง” สามีของเธอบอกเรา “มีผู้หญิงหกคนมารับเอาของทั้งหมดไป นักเรียนของพวกเธอเป็นคนขยันขันแข็งและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้”คนอื่นๆจะพูดถึงคนที่มาอยู่ใหม่ในทางที่ไม่ค่อยดีนัก ความทุกข์ยากของผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างไรก็ตาม โมเสสได้เปิดเผยมุมมองของพระเจ้าว่า “อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัว​เจ้า​เองรับรู้รสชาติการเป็น​คน​ต่างด้าว​มาแล้ว” (อพย.23:9TNCV) นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงกฎของพระเจ้าที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวอีกว่า “เมื่อ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา...อย่า​เ​ก็​บ​ผล​ที่​สวน​องุ่น​ให้​หมด เจ้า​อย่า​เ​ก็​บ​องุ่น​ที่​ตก​ใน​สวน​ของ​เจ้า จง​เหลือ​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ลนต.19:9-10)นอกจากนี้พระเจ้ายังทรงประกาศด้วยว่า “เมื่อ​คน​ต่างด้าว​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​ใน​แผ่นดิน​ของ​เจ้า อย่า​ข่ม​เหง​เขา​ คน​ต่างด้าว​ที่​อาศัย​อยู่​กับ​เจ้า​นั้น​ก็​เหมือนกับ​ชาว​เมือง​ของ​เจ้า เจ้า​จง​รัก​เขา​เหมือนกับ​รัก​ตัวเอง เพราะ​ว่า​เจ้า​เคย​เป็น​คน​ต่างด้าว​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า” (ข้อ 33-34)พระเจ้าทรงวางมาตรฐานเอาไว้ ขอพระองค์ทรงอวยพรจิตใจของเราให้แสดงความรักต่อคนต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเราคุณจะช่วยเหลือผู้คนในคริสตจักรหรือเพื่อนบ้านของคุณที่มาจากประเทศอื่น หรือผู้ที่พูดภาษาอื่นได้อย่างไร คุณจะหาโอกาสช่วยเหลือผู้ที่มาจากวัฒนธรรมอื่นได้ในที่ใดข้าแต่พระบิดา ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่จะต้อนรับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่า​ข่ม​เหง​คน​ต่างด้าว ตัวเจ้าเองรับรู้รสชาติการเป็นคน​ต่างด้าวมา​แล้ว [ อพยพ 23:9 TNCV ]ภรรยาของเพื่อนฉันเป็นช่างเย็บผ้าฝีมือดี เธอวางแผนไว้ด้วยความรักก่อนที่จะเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรัง เธอบริจาคอุปกรณ์ตัดเย็บทั้งหมดให้กับสมาคมช่างเย็บผ้าของเมืองเร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเสียพระทัย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเสียพระทัย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4ed10895-ee4a-4470-b4b9-0f9311cc9b58</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4dcefb95</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​อยู่​กับ​เจ้า [ อิสยาห์ 41:10 ]</em></p><p><br></p><p>หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง</p><p>ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บปวด และ​คุ้นเคย​กับ​ความ​เจ็บ​ไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “​เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์ ​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า ยุด​มือ​ขวา​ของ​เจ้า​ไว้” (41:13)</p><p>ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)</p><p><br></p><p><strong>ชีวิตของคุณเคยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงอย่างไรบ้างทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน การที่พระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเสียพระทัยเพื่อข้าพระองค์และเสียพระทัยร่วมกับข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับ “​มือ​ขวา​อันมี​ชัย” ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​อยู่​กับ​เจ้า [ อิสยาห์ 41:10 ]</em></p><p><br></p><p>หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึง</p><p>ในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บปวด และ​คุ้นเคย​กับ​ความ​เจ็บ​ไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “​เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์ ​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า ยุด​มือ​ขวา​ของ​เจ้า​ไว้” (41:13)</p><p>ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)</p><p><br></p><p><strong>ชีวิตของคุณเคยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงอย่างไรบ้างทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน การที่พระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเสียพระทัยเพื่อข้าพระองค์และเสียพระทัยร่วมกับข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับ “​มือ​ขวา​อันมี​ชัย” ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 20 May 2025 05:12:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4dcefb95/fc1fdeb7.mp3" length="10955711" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​อยู่​กับ​เจ้า [ อิสยาห์ 41:10 ]หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลูกสาวเขา เรามองเห็นขอบที่นอนที่ลูกสาวของเขาใช้นอน และเราเห็นนิ้วมือที่ไร้ชีวิตของเธอที่เขากำลังจับไว้ ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ความเสียใจของเขาสุดจะหยั่งถึงในใบหน้าที่เศร้าหมองของพ่อคนนี้ ผมมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยที่ความบาปได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง “พระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย” (6:6 TNCV) อิสยาห์ได้กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาในอนาคตว่า “ท่าน...เป็น​คน​ที่​รับ​ความ​เจ็บปวด และ​คุ้นเคย​กับ​ความ​เจ็บ​ไข้” (53:3) พระเจ้าทรงเสียพระทัยเพื่อเราและทรงเสียพระทัยร่วมกับเรา พระองค์ประทับอยู่ข้างซากปรักหักพังแห่งชีวิตเรา และเอื้อมพระหัตถ์มาหาเรา “​เรา​คือ​พระ​เยโฮวาห์ ​พระ​เจ้า​ของ​เจ้า ยุด​มือ​ขวา​ของ​เจ้า​ไว้” (41:13)ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับหายนะใดอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เศร้าสลด การสูญเสียคนที่รัก หรือแม้กระทั่งผลจากบาปของคุณเอง จงรู้ว่าพระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหวในรูปแบบใดที่ทำให้ชีวิตของคุณสั่นคลอน จงมองเห็นว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาจับมือคุณไว้ ไม่ว่าคุณจะโศกเศร้าเรื่องใดอยู่ในขณะนี้ ขอให้คุณได้ยินเสียงที่พระเจ้าแห่งความรักตรัสกับคุณว่า “อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (ข้อ 13)ชีวิตของคุณเคยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงอย่างไรบ้างทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน การที่พระเจ้าทรงเสียพระทัยไปพร้อมกับคุณมีความหมายต่อคุณอย่างไรข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเสียพระทัยเพื่อข้าพระองค์และเสียพระทัยร่วมกับข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับ “​มือ​ขวา​อันมี​ชัย” ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เรา​อยู่​กับ​เจ้า [ อิสยาห์ 41:10 ]หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 มีภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว คือภาพที่พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังขณะจับมือที่โผล่พ้นออกมาจากเศษหินเศษปูน เป็นมือของลู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีกันและกันดีกว่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มีกันและกันดีกว่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">49fcacf1-c330-401b-b95e-513e07ffb230</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/af1dfd4d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อีก​คน​หนึ่ง​จะ​ได้​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:10 ]</em></p><p><br></p><p>การใช้สารเสพติดเป็นเวลาถึงสิบปีทำให้เม็กกี้ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ ถ้าชีวิตของเธอไม่เปลี่ยน อีกไม่ช้าเธอก็จะต้องกลับเข้าคุกอีก แล้วเธอก็ได้พบกับฮันส์ อดีตคนติดยาที่เกือบจะเสียมือของเขาไปจากอาการเส้นเลือดแตกเนื่องจากติดสารเสพติด “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเรียกหาพระเจ้า” ฮันส์กล่าว คำตอบของพระเจ้าทำให้เขาได้มาเป็นผู้ช่วยการบำบัดในองค์กรที่ประสานงานด้านการฟื้นฟูสำหรับผู้ติดยาที่ถูกคุมขัง</p><p>โครงการนี้ชื่อว่า ซุปก้อนหิน คอยช่วยเหลือเรือนจำในอเมริกาโดยช่วยสนับสนุนอดีตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่ชุมชนได้ โครงการนี้ทำให้เม็กกี้ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคมและเลิกยาได้ ปัจจุบันฮันส์ช่วยประสานงานให้เธอและคนอื่นๆ ในการหางานทำ ในด้านการศึกษา การบำบัด และจัดหาทรัพยากรต่างๆสำหรับครอบครัว</p><p>พระคัมภีร์อธิบายถึงข้อดีของการมีพันธมิตรอย่างฉลาด “สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ปญจ.4:9-10) อย่างไรก็ตาม “แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10)</p><p>ในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ซุปก้อนหิน” นักเดินทางผู้หิวโหยได้ชักชวนชาวเมืองแต่ละคนให้แบ่งปันส่วนผสมหนึ่งอย่างเพื่อทำซุปแสนอร่อยให้กับทุกคน ในทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์ยืนยันว่าเราจะแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน (ข้อ 12) พระเจ้าทรงมีแผนการให้เราใช้ชีวิตในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและรับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทน ซึ่งไม่ใช่นิทานปรัมปรา แต่เป็นความจริงของชีวิต</p><p><br></p><p><strong>การนำเอาทรัพยากรของเรามารวมกันจะทำให้เรารับใช้ผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้นอย่างไร คุณจะให้สิ่งใดเพื่อทำ “ซุปก้อนหิน” สำหรับชุมชนของคุณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดอวยพระพรให้ข้าพระองค์สามารถช่วยผู้อื่นได้อย่างเต็มที่</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อีก​คน​หนึ่ง​จะ​ได้​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:10 ]</em></p><p><br></p><p>การใช้สารเสพติดเป็นเวลาถึงสิบปีทำให้เม็กกี้ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ ถ้าชีวิตของเธอไม่เปลี่ยน อีกไม่ช้าเธอก็จะต้องกลับเข้าคุกอีก แล้วเธอก็ได้พบกับฮันส์ อดีตคนติดยาที่เกือบจะเสียมือของเขาไปจากอาการเส้นเลือดแตกเนื่องจากติดสารเสพติด “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเรียกหาพระเจ้า” ฮันส์กล่าว คำตอบของพระเจ้าทำให้เขาได้มาเป็นผู้ช่วยการบำบัดในองค์กรที่ประสานงานด้านการฟื้นฟูสำหรับผู้ติดยาที่ถูกคุมขัง</p><p>โครงการนี้ชื่อว่า ซุปก้อนหิน คอยช่วยเหลือเรือนจำในอเมริกาโดยช่วยสนับสนุนอดีตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่ชุมชนได้ โครงการนี้ทำให้เม็กกี้ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคมและเลิกยาได้ ปัจจุบันฮันส์ช่วยประสานงานให้เธอและคนอื่นๆ ในการหางานทำ ในด้านการศึกษา การบำบัด และจัดหาทรัพยากรต่างๆสำหรับครอบครัว</p><p>พระคัมภีร์อธิบายถึงข้อดีของการมีพันธมิตรอย่างฉลาด “สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ปญจ.4:9-10) อย่างไรก็ตาม “แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10)</p><p>ในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ซุปก้อนหิน” นักเดินทางผู้หิวโหยได้ชักชวนชาวเมืองแต่ละคนให้แบ่งปันส่วนผสมหนึ่งอย่างเพื่อทำซุปแสนอร่อยให้กับทุกคน ในทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์ยืนยันว่าเราจะแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน (ข้อ 12) พระเจ้าทรงมีแผนการให้เราใช้ชีวิตในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและรับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทน ซึ่งไม่ใช่นิทานปรัมปรา แต่เป็นความจริงของชีวิต</p><p><br></p><p><strong>การนำเอาทรัพยากรของเรามารวมกันจะทำให้เรารับใช้ผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้นอย่างไร คุณจะให้สิ่งใดเพื่อทำ “ซุปก้อนหิน” สำหรับชุมชนของคุณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดอวยพระพรให้ข้าพระองค์สามารถช่วยผู้อื่นได้อย่างเต็มที่</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 18 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/af1dfd4d/130a782b.mp3" length="11488185" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>อีก​คน​หนึ่ง​จะ​ได้​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:10 ]การใช้สารเสพติดเป็นเวลาถึงสิบปีทำให้เม็กกี้ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ ถ้าชีวิตของเธอไม่เปลี่ยน อีกไม่ช้าเธอก็จะต้องกลับเข้าคุกอีก แล้วเธอก็ได้พบกับฮันส์ อดีตคนติดยาที่เกือบจะเสียมือของเขาไปจากอาการเส้นเลือดแตกเนื่องจากติดสารเสพติด “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเรียกหาพระเจ้า” ฮันส์กล่าว คำตอบของพระเจ้าทำให้เขาได้มาเป็นผู้ช่วยการบำบัดในองค์กรที่ประสานงานด้านการฟื้นฟูสำหรับผู้ติดยาที่ถูกคุมขังโครงการนี้ชื่อว่า ซุปก้อนหิน คอยช่วยเหลือเรือนจำในอเมริกาโดยช่วยสนับสนุนอดีตผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่ชุมชนได้ โครงการนี้ทำให้เม็กกี้ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในสถานเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคมและเลิกยาได้ ปัจจุบันฮันส์ช่วยประสานงานให้เธอและคนอื่นๆ ในการหางานทำ ในด้านการศึกษา การบำบัด และจัดหาทรัพยากรต่างๆสำหรับครอบครัวพระคัมภีร์อธิบายถึงข้อดีของการมีพันธมิตรอย่างฉลาด “สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (ปญจ.4:9-10) อย่างไรก็ตาม “แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น” (ข้อ 10)ในนิทานพื้นบ้านเรื่อง “ซุปก้อนหิน” นักเดินทางผู้หิวโหยได้ชักชวนชาวเมืองแต่ละคนให้แบ่งปันส่วนผสมหนึ่งอย่างเพื่อทำซุปแสนอร่อยให้กับทุกคน ในทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์ยืนยันว่าเราจะแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน (ข้อ 12) พระเจ้าทรงมีแผนการให้เราใช้ชีวิตในชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและรับความช่วยเหลือเป็นการตอบแทน ซึ่งไม่ใช่นิทานปรัมปรา แต่เป็นความจริงของชีวิตการนำเอาทรัพยากรของเรามารวมกันจะทำให้เรารับใช้ผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้นอย่างไร คุณจะให้สิ่งใดเพื่อทำ “ซุปก้อนหิน” สำหรับชุมชนของคุณข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดอวยพระพรให้ข้าพระองค์สามารถช่วยผู้อื่นได้อย่างเต็มที่</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อีก​คน​หนึ่ง​จะ​ได้​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:10 ]การใช้สารเสพติดเป็นเวลาถึงสิบปีทำให้เม็กกี้ต้องเข้าๆออกๆเรือนจำ ถ้าชีวิตของเธอไม่เปลี่ยน อีกไม่ช้าเธอก็จะต้องกลับเข้าคุกอีก แล้วเธอก็ได้พบกับฮันส์ อดีตคนติดยาที่เกือบจะเสียมือของเขาไป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระกรุณาคุณอันอุดมของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6bcc1c92-6763-4ac5-8261-4a6bcd2e9669</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3d43e218</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน​บน​แผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:11 ]</em></p><p><br></p><p>ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปี</p><p>ในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิด</p><p>พระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้<br>เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ</p><p>ความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “​พระ​คุณ​แห่ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​นั้น มี​มาก​เหลือล้น​สำหรับ​ข้าพเจ้า พร้อม​ด้วย​ความ​เชื่อ และ​ความ​รัก​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเรา</p><p><br></p><p><strong>การทรงสร้างของพระเจ้าเป็นการสำแดงถึงพระคุณอันประเสริฐและอุดมบริบูรณ์ของพระองค์อย่างไร คุณจะเล่าถึงพระคุณของพระเจ้าในเรื่องใดได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเนรมิตสร้างโลกอันงดงามนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน​บน​แผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:11 ]</em></p><p><br></p><p>ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปี</p><p>ในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิด</p><p>พระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้<br>เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ</p><p>ความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “​พระ​คุณ​แห่ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​นั้น มี​มาก​เหลือล้น​สำหรับ​ข้าพเจ้า พร้อม​ด้วย​ความ​เชื่อ และ​ความ​รัก​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเรา</p><p><br></p><p><strong>การทรงสร้างของพระเจ้าเป็นการสำแดงถึงพระคุณอันประเสริฐและอุดมบริบูรณ์ของพระองค์อย่างไร คุณจะเล่าถึงพระคุณของพระเจ้าในเรื่องใดได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเนรมิตสร้างโลกอันงดงามนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 18 May 2025 05:10:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3d43e218/1d0ef496.mp3" length="11591861" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน​บน​แผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:11 ]ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตลอดการทำงานสิบสามปีที่เธอเดินทางไปทั่วอเมริกากลางและใต้เธอได้ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่ห้าร้อยชนิด เธอไม่ใช่คนเดียวในภารกิจนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบพืชพันธุ์ใหม่เกือบสองพันชนิดในแต่ละปีในปฐมกาล 1 จากโลกที่ไม่มีรูปทรง ว่างเปล่า และมืด (ข้อ 2) พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอุดมบริบูรณ์ ในวันที่สามพระองค์แยกน้ำออกจากกันเพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดิน และทรงเริ่มทำแผ่นดินนั้นให้เหมาะที่มนุษย์จะอยู่อาศัยโดยตรัสว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน” (ข้อ 11) พืชที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ให้ผลเหล่านี้คือสิ่งที่เรากินได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างไม้ผลแค่ชนิดเดียว แต่ทรงสร้างมากมายหลายชนิดพระเจ้าไม่เพียงเป็นองค์พระผู้สร้าง (ข้อ 1) เท่านั้น แต่ทรงมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย พระองค์ทรงมีความสุขในการสร้างพืช สัตว์ และดวงดาวต่างๆ หากพระเจ้าสนพระทัยแค่เพียงให้เรามีอาหาร พระองค์จะทรงสร้างพืชที่ให้เมล็ดเพียงชนิดเดียวก็ย่อมได้ แต่พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวางและไม่เคยทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆความอุดมบริบูรณ์ของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสิ่งทรงสร้างเท่านั้น แต่มีอยู่ในพระกรุณาคุณของพระองค์ด้วย ดังที่เปาโลกล่าวว่า “​พระ​คุณ​แห่ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​นั้น มี​มาก​เหลือล้น​สำหรับ​ข้าพเจ้า พร้อม​ด้วย​ความ​เชื่อ และ​ความ​รัก​ซึ่ง​มี​อยู่​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (1 ทธ.1:14) พระคุณของพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกับการทรงสร้าง คือมีมากเกินกว่าที่เราต้องการและทรงมีไว้สำหรับเราการทรงสร้างของพระเจ้าเป็นการสำแดงถึงพระคุณอันประเสริฐและอุดมบริบูรณ์ของพระองค์อย่างไร คุณจะเล่าถึงพระคุณของพระเจ้าในเรื่องใดได้บ้างข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเนรมิตสร้างโลกอันงดงามนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “แผ่นดิน​จง​เกิด​พืช คือ ผัก​หญ้า​ที่​มี​เมล็ด​และ​ต้นไม้​ที่​ออก​ผล มี​เมล็ด​ใน​ผล​ตาม​ชนิด​ของ​มัน​บน​แผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:11 ]ในวัยห้าสิบเอ็ดปี อิเนส มาเฮีย (ค.ศ.1870-1938) ตัดสินใจศึกษาพฤกษศาสตร์โดยสมัครเข้าเรียนปีหนึ่งในวิทยาลัย ในตล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การติดตามพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การติดตามพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">039973c9-4f14-463b-ac6d-a35a1c12001a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2f30853a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น [ สุภาษิต 3:6 ]</em></p><p><br></p><p>ในวันว่างของฉันขณะไปเที่ยวปารีสเมื่อสองสามปีก่อน ฉันมีเวลาเดินเล่นในเมืองที่โด่งดังนี้ตามลำพังก่อนจะไปพบเพื่อนเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่หอไอเฟล ทุกอย่างราบรื่นดีจนเมื่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ของฉันหมด ฉันไม่มีแผนที่จึงไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน แต่สาวเมืองกรุงอย่างฉันไม่ตื่นตระหนก ฉันก็แค่เดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆและคอยมองดูหอไอเฟลที่สูงตระหง่าน วิธีของฉันได้ผลจนเมื่อฉันเข้าไปใกล้มากขึ้น จุดหมายก็หายลับไปหลังอาคารโดยรอบ</p><p>ฉันประหลาดใจมากที่โครงสร้างขนาดใหญ่โตสามารถซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งแบบนั้นได้! จนในที่สุดฉันก็รู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจึงถามทางและได้พบกับเพื่อนของฉัน</p><p>ชีวิตอาจคาดเดาไม่ได้เลย เมื่อเราเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในชีวิต เราสามารถขอความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระเจ้าได้ การทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์จะช่วยไม่ให้เราหลงทางหรือถูกล่อลวงให้อ้อมไปหรือล้มเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตดูยากลำบากหรือน่าสับสน เราสามารถหันไปหาพระเจ้าเพื่อขอการทรงนำได้</p><p>ในสุภาษิต 3:5-6 ซาโลมอนให้กำลังใจผู้อ่านโดยบอกพวกเขาว่า “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดใจ​ของ​เจ้า และ​อย่า​พึ่งพา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตนเอง จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น”</p><p>เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาของพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการอ่านพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงนำเรา ให้เราวางใจในพระองค์และเดินตามการทรงนำของพระองค์ต่อไป</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดการติดตามพระเจ้าจึงเป็นเรื่องยากในบางครั้ง คุณจะติดสนิทกับพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงนำหน้าและนำทางข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น [ สุภาษิต 3:6 ]</em></p><p><br></p><p>ในวันว่างของฉันขณะไปเที่ยวปารีสเมื่อสองสามปีก่อน ฉันมีเวลาเดินเล่นในเมืองที่โด่งดังนี้ตามลำพังก่อนจะไปพบเพื่อนเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่หอไอเฟล ทุกอย่างราบรื่นดีจนเมื่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ของฉันหมด ฉันไม่มีแผนที่จึงไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน แต่สาวเมืองกรุงอย่างฉันไม่ตื่นตระหนก ฉันก็แค่เดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆและคอยมองดูหอไอเฟลที่สูงตระหง่าน วิธีของฉันได้ผลจนเมื่อฉันเข้าไปใกล้มากขึ้น จุดหมายก็หายลับไปหลังอาคารโดยรอบ</p><p>ฉันประหลาดใจมากที่โครงสร้างขนาดใหญ่โตสามารถซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งแบบนั้นได้! จนในที่สุดฉันก็รู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจึงถามทางและได้พบกับเพื่อนของฉัน</p><p>ชีวิตอาจคาดเดาไม่ได้เลย เมื่อเราเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในชีวิต เราสามารถขอความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระเจ้าได้ การทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์จะช่วยไม่ให้เราหลงทางหรือถูกล่อลวงให้อ้อมไปหรือล้มเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตดูยากลำบากหรือน่าสับสน เราสามารถหันไปหาพระเจ้าเพื่อขอการทรงนำได้</p><p>ในสุภาษิต 3:5-6 ซาโลมอนให้กำลังใจผู้อ่านโดยบอกพวกเขาว่า “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดใจ​ของ​เจ้า และ​อย่า​พึ่งพา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตนเอง จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น”</p><p>เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาของพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการอ่านพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงนำเรา ให้เราวางใจในพระองค์และเดินตามการทรงนำของพระองค์ต่อไป</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดการติดตามพระเจ้าจึงเป็นเรื่องยากในบางครั้ง คุณจะติดสนิทกับพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงนำหน้าและนำทางข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 16 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2f30853a/5b1344cf.mp3" length="10823210" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>677</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น [ สุภาษิต 3:6 ]ในวันว่างของฉันขณะไปเที่ยวปารีสเมื่อสองสามปีก่อน ฉันมีเวลาเดินเล่นในเมืองที่โด่งดังนี้ตามลำพังก่อนจะไปพบเพื่อนเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่หอไอเฟล ทุกอย่างราบรื่นดีจนเมื่อแบตเตอรี่โทรศัพท์ของฉันหมด ฉันไม่มีแผนที่จึงไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน แต่สาวเมืองกรุงอย่างฉันไม่ตื่นตระหนก ฉันก็แค่เดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆและคอยมองดูหอไอเฟลที่สูงตระหง่าน วิธีของฉันได้ผลจนเมื่อฉันเข้าไปใกล้มากขึ้น จุดหมายก็หายลับไปหลังอาคารโดยรอบฉันประหลาดใจมากที่โครงสร้างขนาดใหญ่โตสามารถซ่อนตัวอยู่ในที่แจ้งแบบนั้นได้! จนในที่สุดฉันก็รู้ว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจึงถามทางและได้พบกับเพื่อนของฉันชีวิตอาจคาดเดาไม่ได้เลย เมื่อเราเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในชีวิต เราสามารถขอความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระเจ้าได้ การทูลขอความช่วยเหลือจากพระองค์จะช่วยไม่ให้เราหลงทางหรือถูกล่อลวงให้อ้อมไปหรือล้มเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตดูยากลำบากหรือน่าสับสน เราสามารถหันไปหาพระเจ้าเพื่อขอการทรงนำได้ในสุภาษิต 3:5-6 ซาโลมอนให้กำลังใจผู้อ่านโดยบอกพวกเขาว่า “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดใจ​ของ​เจ้า และ​อย่า​พึ่งพา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตนเอง จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น”เมื่อเราแสวงหาพระปัญญาของพระเจ้าผ่านการอธิษฐานและการอ่านพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงนำเรา ให้เราวางใจในพระองค์และเดินตามการทรงนำของพระองค์ต่อไปเพราะเหตุใดการติดตามพระเจ้าจึงเป็นเรื่องยากในบางครั้ง คุณจะติดสนิทกับพระองค์มากขึ้นได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงนำหน้าและนำทางข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น [ สุภาษิต 3:6 ]ในวันว่างของฉันขณะไปเที่ยวปารีสเมื่อสองสามปีก่อน ฉันมีเวลาเดินเล่นในเมืองที่โด่งดังนี้ตามลำพังก่อนจะไปพบเพื่อนเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่หอไอเฟล ท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระบุตรของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระบุตรของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e3864b1a-b14a-48e0-bb7b-761be5b86497</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0d98740d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​[ มาระโก 1:1 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวตนของพ่อเลย เป็นแค่ข้อเท็จจริงและข้อมูล บันทึกนั้นน่าสนใจดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับพ่อเลย</p><p>ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานให้เรามีบันทึกเรื่องราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูล โดยเป็นคำอธิบายที่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดในช่วงเวลาที่ทรงอยู่บนโลกนี้ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัสไว้ สิ่งที่บันทึกไว้ในพระธรรมมาระโกมีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์คำกล่าวของท่านว่า “ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​” (1:1) ต่อจากนั้น มาระโกเล่าถึงยอห์น​ผู้ให้​บัพติศมาที่ได้เป็นพยานถึงพระเมสสิยาห์พระองค์นี้ ยอห์นกล่าวว่า “ภายหลัง​เรา​จะ​มี​พระ​องค์​ผู้​หนึ่ง​เสด็จ​มา ทรง​มี​อิทธิฤทธิ์​ยิ่ง​กว่า​เรา​อีก ซึ่ง​เรา​ไม่​คู่ควร​แม้​จะ​น้อม​ตัว​ลง​แก้​สาย​ฉลอง​พระ​บาท​ให้​พระ​องค์​” (ข้อ 7) บันทึกของมาระโกแสดงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังเช่นที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกเพิ่มเติมถึงชีวิตของพระเยซูว่า “แต่​การ​ที่​ได้​บันทึก​เหตุการณ์​เหล่า​นี้​ไว้ ​ก็​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เมื่อ​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว ท่าน​ก็​จะ​มี​ชีวิต​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​” (ยน.20:31)</p><p>หลักฐานที่ยืนยันถึงชีวิตของพระเยซูมีอยู่มากมาย คำถามคือว่า พระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร และพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณแล้วอย่างไร</p><p><br><strong>คุณคิดอย่างไรในเรื่องหลักฐานที่เกี่ยวกับชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซู คุณจะเล่าให้ผู้อื่นฟังถึงการตอบสนองของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้าข้า ขอบพระคุณสำหรับการบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับชีวิตของพระบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​[ มาระโก 1:1 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวตนของพ่อเลย เป็นแค่ข้อเท็จจริงและข้อมูล บันทึกนั้นน่าสนใจดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับพ่อเลย</p><p>ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานให้เรามีบันทึกเรื่องราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูล โดยเป็นคำอธิบายที่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดในช่วงเวลาที่ทรงอยู่บนโลกนี้ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัสไว้ สิ่งที่บันทึกไว้ในพระธรรมมาระโกมีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์คำกล่าวของท่านว่า “ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​” (1:1) ต่อจากนั้น มาระโกเล่าถึงยอห์น​ผู้ให้​บัพติศมาที่ได้เป็นพยานถึงพระเมสสิยาห์พระองค์นี้ ยอห์นกล่าวว่า “ภายหลัง​เรา​จะ​มี​พระ​องค์​ผู้​หนึ่ง​เสด็จ​มา ทรง​มี​อิทธิฤทธิ์​ยิ่ง​กว่า​เรา​อีก ซึ่ง​เรา​ไม่​คู่ควร​แม้​จะ​น้อม​ตัว​ลง​แก้​สาย​ฉลอง​พระ​บาท​ให้​พระ​องค์​” (ข้อ 7) บันทึกของมาระโกแสดงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังเช่นที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกเพิ่มเติมถึงชีวิตของพระเยซูว่า “แต่​การ​ที่​ได้​บันทึก​เหตุการณ์​เหล่า​นี้​ไว้ ​ก็​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เมื่อ​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว ท่าน​ก็​จะ​มี​ชีวิต​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​” (ยน.20:31)</p><p>หลักฐานที่ยืนยันถึงชีวิตของพระเยซูมีอยู่มากมาย คำถามคือว่า พระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร และพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณแล้วอย่างไร</p><p><br><strong>คุณคิดอย่างไรในเรื่องหลักฐานที่เกี่ยวกับชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซู คุณจะเล่าให้ผู้อื่นฟังถึงการตอบสนองของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้าข้า ขอบพระคุณสำหรับการบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับชีวิตของพระบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 16 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0d98740d/e7a218c6.mp3" length="12472897" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>780</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​[ มาระโก 1:1 ]เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวตนของพ่อเลย เป็นแค่ข้อเท็จจริงและข้อมูล บันทึกนั้นน่าสนใจดี แต่ในท้ายที่สุดแล้วผมไม่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่เกี่ยวกับพ่อเลยขอบคุณพระเจ้าที่ประทานให้เรามีบันทึกเรื่องราวชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่มซึ่งเป็นมากกว่าข้อมูล โดยเป็นคำอธิบายที่เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดในช่วงเวลาที่ทรงอยู่บนโลกนี้ รวมถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัสไว้ สิ่งที่บันทึกไว้ในพระธรรมมาระโกมีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์คำกล่าวของท่านว่า “ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​” (1:1) ต่อจากนั้น มาระโกเล่าถึงยอห์น​ผู้ให้​บัพติศมาที่ได้เป็นพยานถึงพระเมสสิยาห์พระองค์นี้ ยอห์นกล่าวว่า “ภายหลัง​เรา​จะ​มี​พระ​องค์​ผู้​หนึ่ง​เสด็จ​มา ทรง​มี​อิทธิฤทธิ์​ยิ่ง​กว่า​เรา​อีก ซึ่ง​เรา​ไม่​คู่ควร​แม้​จะ​น้อม​ตัว​ลง​แก้​สาย​ฉลอง​พระ​บาท​ให้​พระ​องค์​” (ข้อ 7) บันทึกของมาระโกแสดงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ดังเช่นที่อัครสาวกยอห์นได้บันทึกเพิ่มเติมถึงชีวิตของพระเยซูว่า “แต่​การ​ที่​ได้​บันทึก​เหตุการณ์​เหล่า​นี้​ไว้ ​ก็​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เยซู​ทรง​เป็น​พระ​คริสต์​ ​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เมื่อ​มี​ความ​เชื่อ​แล้ว ท่าน​ก็​จะ​มี​ชีวิต​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​” (ยน.20:31)หลักฐานที่ยืนยันถึงชีวิตของพระเยซูมีอยู่มากมาย คำถามคือว่า พระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร และพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณแล้วอย่างไรคุณคิดอย่างไรในเรื่องหลักฐานที่เกี่ยวกับชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซู คุณจะเล่าให้ผู้อื่นฟังถึงการตอบสนองของคุณอย่างไรพระบิดาเจ้าข้า ขอบพระคุณสำหรับการบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับชีวิตของพระบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​เริ่มต้น​ตรง​นี้​[ มาระโก 1:1 ]เมื่อไม่นานมานี้ สก็อตต์พี่ชายของผมได้รับมอบบันทึกการรับราชการทหารของพ่อตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผมอ่านสิ่งที่บันทึกไว้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือน่าตกใจ ไม่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรู้อันทรงสง่าราศี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรู้อันทรงสง่าราศี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">12109aee-4650-4e76-8bcc-807993812135</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2e038c74</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:9 ]</em></p><p><br></p><p>โธมัส อไควนัส นักเทววิทยาในยุคกลางต้องอดทนอย่างมากในการอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาพระเจ้า ครอบครัวจับเขาขังไว้เป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อกีดกันไม่ให้เขาเข้าร่วมกับคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นกลุ่มนักบวชที่อุทิศตัวให้กับชีวิตที่เรียบง่าย การศึกษาพระคัมภีร์ และการเทศนาสั่งสอน ตลอดชีวิตที่เขาศึกษาพระคัมภีร์และเรื่องการทรงสร้าง รวมทั้งเขียนวารสารร่วมร้อยฉบับ อไควนัสก็มีประสบ-การณ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าจนเขาเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนอะไรต่อไปได้อีก เพราะพระเจ้าทรงประทานความรู้อันทรงสง่าราศีให้กับข้าพเจ้าจนทุกสิ่งที่อยู่ในงานเขียนของข้าพเจ้าดูไร้ค่าเหมือนกับฟาง” และเขาเสียชีวิตลงในอีกสามเดือนต่อมา</p><p>อัครทูตเปาโลก็บรรยายถึงประสบการณ์ที่ท่วมท้นกับพระเจ้าจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อท่าน “ถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้ และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม” (2 คร.12:3-4) “เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น” พระเจ้าทรงให้มี “หนามใหญ่ในเนื้อ” ของเปาโลซึ่งไม่อาจบ่งชี้ได้ว่ามันคืออะไร (ข้อ 7) เพื่อให้ท่านถ่อมตัวลงและพึ่งพาพระเจ้า พระเจ้าบอกกับท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (ข้อ 9)</p><p>ยิ่งเราเข้าใจพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีถ้อยคำใดที่เราจะใช้บรรยายถึงพระเจ้าได้เลย ทว่าในความอ่อนแอและการที่เราไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำใดนั้น พระคุณและความงดงามของพระคริสต์จะส่องประกายผ่านเราออกมาอย่างชัดเจน</p><p><br></p><p><strong>ประสบการณ์ใดจากพระเจ้าที่คุณพบว่าไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ประสบการณ์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความงดงามของพระองค์ที่เปลี่ยนชีวิตข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พักสงบด้วยใจถ่อมอยู่ในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:9 ]</em></p><p><br></p><p>โธมัส อไควนัส นักเทววิทยาในยุคกลางต้องอดทนอย่างมากในการอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาพระเจ้า ครอบครัวจับเขาขังไว้เป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อกีดกันไม่ให้เขาเข้าร่วมกับคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นกลุ่มนักบวชที่อุทิศตัวให้กับชีวิตที่เรียบง่าย การศึกษาพระคัมภีร์ และการเทศนาสั่งสอน ตลอดชีวิตที่เขาศึกษาพระคัมภีร์และเรื่องการทรงสร้าง รวมทั้งเขียนวารสารร่วมร้อยฉบับ อไควนัสก็มีประสบ-การณ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าจนเขาเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนอะไรต่อไปได้อีก เพราะพระเจ้าทรงประทานความรู้อันทรงสง่าราศีให้กับข้าพเจ้าจนทุกสิ่งที่อยู่ในงานเขียนของข้าพเจ้าดูไร้ค่าเหมือนกับฟาง” และเขาเสียชีวิตลงในอีกสามเดือนต่อมา</p><p>อัครทูตเปาโลก็บรรยายถึงประสบการณ์ที่ท่วมท้นกับพระเจ้าจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อท่าน “ถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้ และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม” (2 คร.12:3-4) “เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น” พระเจ้าทรงให้มี “หนามใหญ่ในเนื้อ” ของเปาโลซึ่งไม่อาจบ่งชี้ได้ว่ามันคืออะไร (ข้อ 7) เพื่อให้ท่านถ่อมตัวลงและพึ่งพาพระเจ้า พระเจ้าบอกกับท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (ข้อ 9)</p><p>ยิ่งเราเข้าใจพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีถ้อยคำใดที่เราจะใช้บรรยายถึงพระเจ้าได้เลย ทว่าในความอ่อนแอและการที่เราไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำใดนั้น พระคุณและความงดงามของพระคริสต์จะส่องประกายผ่านเราออกมาอย่างชัดเจน</p><p><br></p><p><strong>ประสบการณ์ใดจากพระเจ้าที่คุณพบว่าไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ประสบการณ์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความงดงามของพระองค์ที่เปลี่ยนชีวิตข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พักสงบด้วยใจถ่อมอยู่ในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 14 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2e038c74/47e54cb8.mp3" length="12669346" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>792</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:9 ]โธมัส อไควนัส นักเทววิทยาในยุคกลางต้องอดทนอย่างมากในการอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาพระเจ้า ครอบครัวจับเขาขังไว้เป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อกีดกันไม่ให้เขาเข้าร่วมกับคณะโดมินิกัน ซึ่งเป็นกลุ่มนักบวชที่อุทิศตัวให้กับชีวิตที่เรียบง่าย การศึกษาพระคัมภีร์ และการเทศนาสั่งสอน ตลอดชีวิตที่เขาศึกษาพระคัมภีร์และเรื่องการทรงสร้าง รวมทั้งเขียนวารสารร่วมร้อยฉบับ อไควนัสก็มีประสบ-การณ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้าจนเขาเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนอะไรต่อไปได้อีก เพราะพระเจ้าทรงประทานความรู้อันทรงสง่าราศีให้กับข้าพเจ้าจนทุกสิ่งที่อยู่ในงานเขียนของข้าพเจ้าดูไร้ค่าเหมือนกับฟาง” และเขาเสียชีวิตลงในอีกสามเดือนต่อมาอัครทูตเปาโลก็บรรยายถึงประสบการณ์ที่ท่วมท้นกับพระเจ้าจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อท่าน “ถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้ และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม” (2 คร.12:3-4) “เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น” พระเจ้าทรงให้มี “หนามใหญ่ในเนื้อ” ของเปาโลซึ่งไม่อาจบ่งชี้ได้ว่ามันคืออะไร (ข้อ 7) เพื่อให้ท่านถ่อมตัวลงและพึ่งพาพระเจ้า พระเจ้าบอกกับท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (ข้อ 9)ยิ่งเราเข้าใจพระเจ้ามากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีถ้อยคำใดที่เราจะใช้บรรยายถึงพระเจ้าได้เลย ทว่าในความอ่อนแอและการที่เราไม่รู้ว่าจะใช้ถ้อยคำใดนั้น พระคุณและความงดงามของพระคริสต์จะส่องประกายผ่านเราออกมาอย่างชัดเจนประสบการณ์ใดจากพระเจ้าที่คุณพบว่าไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ประสบการณ์เหล่านี้เปลี่ยนแปลงคุณอย่างไรขอบคุณพระเจ้าสำหรับความงดงามของพระองค์ที่เปลี่ยนชีวิตข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พักสงบด้วยใจถ่อมอยู่ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า [ 2 โครินธ์ 12:9 ]โธมัส อไควนัส นักเทววิทยาในยุคกลางต้องอดทนอย่างมากในการอุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาพระเจ้า ครอบครัวจับเขาขังไว้เป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อกีดกันไม่ให้เขาเข้าร่ว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นำมาทูลต่อพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นำมาทูลต่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1ab9f022-2979-41db-bda7-c2340c168d2d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bd402261</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมาย...และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 19:14 ]</em></p><p><br></p><p>ไบรอันอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เพื่อนของเขายังคงอยู่ที่ห้องนั่งรอ และกำลังอธิษฐานขอสติปัญญาและการรักษาให้กับเพื่อนของเขา ในที่สุดเมื่อไบรอันกลับออกมา เขาก็ให้ดูเอกสารปึกใหญ่ขณะที่วางเอกสารนั้นลงบนโต๊ะ เขาได้พูดคุยถึงทางเลือกต่างๆในการรักษาโรคที่คุกคามเขา ทั้งสองคุยกันถึงความสำคัญของการอธิษฐานและการขอสติปัญญาจากพระเจ้าสำหรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป แล้วไบรอันก็พูดว่า “ไม่ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ผมก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า”</p><p>กษัตริย์เฮเซคียาห์ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” (2 พกษ.19:14) ข้อความในจดหมายไม่ได้พูดถึงอาการป่วยที่กำลังคุกคาม แต่เป็นภัยคุกคามจากอัสซีเรีย ศัตรูผู้ทรงอำนาจที่ได้ยึดเมืองที่มีป้อมปราการทั้งหมดของยูดาห์ และกำลังเตรียมโจมตีกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวง เฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว...ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา” (ข้อ 15, 19) จากนั้นไม่นานผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ก็ส่งข้อความไปบอกเฮเซคียาห์ว่า “พระเจ้า...ตรัสดังนี้ว่า เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 20) และ “คืนนั้น” พระเจ้าทรงทำลายกองทัพอัสซีเรีย (ข้อ 35)</p><p>ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับสิ่งใดในวันนี้ จงคลี่มันออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อคุณ “ทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ทรงรับฟังและอยู่ด้วยกับคุณ คุณสามารถพักสงบในพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อคุณได้พบกับสติปัญญา ความรัก และความหวังในพระองค์</p><p><br></p><p><strong>การคลี่ความกังวลใจของคุณออกต่อพระเจ้าในวันนี้มีความหมายว่าอย่างไร คุณจะเลือกพักสงบอยู่ในฤทธานุภาพและการทรงสถิตของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงฟังข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์นำความกังวลมาทูลต่อพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมาย...และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 19:14 ]</em></p><p><br></p><p>ไบรอันอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เพื่อนของเขายังคงอยู่ที่ห้องนั่งรอ และกำลังอธิษฐานขอสติปัญญาและการรักษาให้กับเพื่อนของเขา ในที่สุดเมื่อไบรอันกลับออกมา เขาก็ให้ดูเอกสารปึกใหญ่ขณะที่วางเอกสารนั้นลงบนโต๊ะ เขาได้พูดคุยถึงทางเลือกต่างๆในการรักษาโรคที่คุกคามเขา ทั้งสองคุยกันถึงความสำคัญของการอธิษฐานและการขอสติปัญญาจากพระเจ้าสำหรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป แล้วไบรอันก็พูดว่า “ไม่ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ผมก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า”</p><p>กษัตริย์เฮเซคียาห์ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” (2 พกษ.19:14) ข้อความในจดหมายไม่ได้พูดถึงอาการป่วยที่กำลังคุกคาม แต่เป็นภัยคุกคามจากอัสซีเรีย ศัตรูผู้ทรงอำนาจที่ได้ยึดเมืองที่มีป้อมปราการทั้งหมดของยูดาห์ และกำลังเตรียมโจมตีกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวง เฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว...ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา” (ข้อ 15, 19) จากนั้นไม่นานผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ก็ส่งข้อความไปบอกเฮเซคียาห์ว่า “พระเจ้า...ตรัสดังนี้ว่า เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 20) และ “คืนนั้น” พระเจ้าทรงทำลายกองทัพอัสซีเรีย (ข้อ 35)</p><p>ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับสิ่งใดในวันนี้ จงคลี่มันออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อคุณ “ทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ทรงรับฟังและอยู่ด้วยกับคุณ คุณสามารถพักสงบในพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อคุณได้พบกับสติปัญญา ความรัก และความหวังในพระองค์</p><p><br></p><p><strong>การคลี่ความกังวลใจของคุณออกต่อพระเจ้าในวันนี้มีความหมายว่าอย่างไร คุณจะเลือกพักสงบอยู่ในฤทธานุภาพและการทรงสถิตของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงฟังข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์นำความกังวลมาทูลต่อพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 14 May 2025 08:05:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bd402261/f483a3a5.mp3" length="12103003" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมาย...และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 19:14 ]ไบรอันอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เพื่อนของเขายังคงอยู่ที่ห้องนั่งรอ และกำลังอธิษฐานขอสติปัญญาและการรักษาให้กับเพื่อนของเขา ในที่สุดเมื่อไบรอันกลับออกมา เขาก็ให้ดูเอกสารปึกใหญ่ขณะที่วางเอกสารนั้นลงบนโต๊ะ เขาได้พูดคุยถึงทางเลือกต่างๆในการรักษาโรคที่คุกคามเขา ทั้งสองคุยกันถึงความสำคัญของการอธิษฐานและการขอสติปัญญาจากพระเจ้าสำหรับการรักษาในขั้นตอนต่อไป แล้วไบรอันก็พูดว่า “ไม่ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า ผมก็อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า”กษัตริย์เฮเซคียาห์ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” (2 พกษ.19:14) ข้อความในจดหมายไม่ได้พูดถึงอาการป่วยที่กำลังคุกคาม แต่เป็นภัยคุกคามจากอัสซีเรีย ศัตรูผู้ทรงอำนาจที่ได้ยึดเมืองที่มีป้อมปราการทั้งหมดของยูดาห์ และกำลังเตรียมโจมตีกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวง เฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว...ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา” (ข้อ 15, 19) จากนั้นไม่นานผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ก็ส่งข้อความไปบอกเฮเซคียาห์ว่า “พระเจ้า...ตรัสดังนี้ว่า เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 20) และ “คืนนั้น” พระเจ้าทรงทำลายกองทัพอัสซีเรีย (ข้อ 35)ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับสิ่งใดในวันนี้ จงคลี่มันออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า เมื่อคุณ “ทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า” (ฟป.4:6) พระองค์ทรงรับฟังและอยู่ด้วยกับคุณ คุณสามารถพักสงบในพระหัตถ์ของพระองค์เมื่อคุณได้พบกับสติปัญญา ความรัก และความหวังในพระองค์การคลี่ความกังวลใจของคุณออกต่อพระเจ้าในวันนี้มีความหมายว่าอย่างไร คุณจะเลือกพักสงบอยู่ในฤทธานุภาพและการทรงสถิตของพระองค์ได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงฟังข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์นำความกังวลมาทูลต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมาย...และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 19:14 ]ไบรอันอยู่กับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เพื่อนของเขายังคงอยู่ที่ห้องนั่งรอ และกำลังอธิษฐานขอสติปัญญาและการรักษาให้กับเพื่อนของเขา ใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มือที่ช่วยเหลือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มือที่ช่วยเหลือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c20f5657-77fa-4b2e-be33-d6f87f998db1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b2e63346</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่ [ เลวีนิติ 25:35 ]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่งเกิดมาเป็นทาส) ได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักในโคโรนาโดก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัตินี้ ในปีค.ศ.1939 กัสได้ให้ครอบครัวชาวเอเชียเช่าและในที่สุดก็ได้ขายที่ดินผืนนั้นให้พวกเขา เกือบแปดสิบห้าปีต่อมา สมาชิกในครอบครัวชาวเอเชียได้ขายที่ดินผืนนี้และบริจาครายได้เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาผิวดำ และพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์แห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองซานดิเอโก โดยตั้งชื่อศูนย์ตามชื่อของกัสและเอ็มม่าภรรยาของเขา</p><p>พระธรรมเลวีนิติมีการพูดถึงความหมายของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีเช่นกัน พระเจ้าทรงสอนประชากรของพระองค์ว่า “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเอง อยู่กับเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (25:35) พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างดีและเป็นธรรมโดยเฉพาะต่อผู้ที่ขัดสน พวกเขาต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยความ “ยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 36) พวกเขาต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเหมือนปฏิบัติต่อ “คนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (ข้อ 35) ด้วยการต้อนรับและความรัก</p><p>กัส ทอมป์สันและภรรยาช่วยเหลือครอบครัวที่แตกต่างจากพวกเขา และครอบครัวนั้นได้ตอบแทนด้วยการเป็นพรให้กับผู้อื่นอีกมากมาย ให้เราแสดงความเมตตาสงสารของพระเจ้าต่อผู้ที่ขัดสน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์ต่อพวกเขา</p><p><br></p><p><strong>มีใครในชุมชนของคุณบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณจะดูแลพวกเขาได้อย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>พระบิดาผู้ทรงห่วงใย โปรดเปิดตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นถึงวิธีการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่ [ เลวีนิติ 25:35 ]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่งเกิดมาเป็นทาส) ได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักในโคโรนาโดก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัตินี้ ในปีค.ศ.1939 กัสได้ให้ครอบครัวชาวเอเชียเช่าและในที่สุดก็ได้ขายที่ดินผืนนั้นให้พวกเขา เกือบแปดสิบห้าปีต่อมา สมาชิกในครอบครัวชาวเอเชียได้ขายที่ดินผืนนี้และบริจาครายได้เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาผิวดำ และพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์แห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองซานดิเอโก โดยตั้งชื่อศูนย์ตามชื่อของกัสและเอ็มม่าภรรยาของเขา</p><p>พระธรรมเลวีนิติมีการพูดถึงความหมายของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีเช่นกัน พระเจ้าทรงสอนประชากรของพระองค์ว่า “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเอง อยู่กับเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (25:35) พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างดีและเป็นธรรมโดยเฉพาะต่อผู้ที่ขัดสน พวกเขาต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยความ “ยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 36) พวกเขาต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเหมือนปฏิบัติต่อ “คนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (ข้อ 35) ด้วยการต้อนรับและความรัก</p><p>กัส ทอมป์สันและภรรยาช่วยเหลือครอบครัวที่แตกต่างจากพวกเขา และครอบครัวนั้นได้ตอบแทนด้วยการเป็นพรให้กับผู้อื่นอีกมากมาย ให้เราแสดงความเมตตาสงสารของพระเจ้าต่อผู้ที่ขัดสน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์ต่อพวกเขา</p><p><br></p><p><strong>มีใครในชุมชนของคุณบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณจะดูแลพวกเขาได้อย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>พระบิดาผู้ทรงห่วงใย โปรดเปิดตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นถึงวิธีการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 13 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b2e63346/bd0ff7a6.mp3" length="10413608" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>651</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่ [ เลวีนิติ 25:35 ]ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่งเกิดมาเป็นทาส) ได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักในโคโรนาโดก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัตินี้ ในปีค.ศ.1939 กัสได้ให้ครอบครัวชาวเอเชียเช่าและในที่สุดก็ได้ขายที่ดินผืนนั้นให้พวกเขา เกือบแปดสิบห้าปีต่อมา สมาชิกในครอบครัวชาวเอเชียได้ขายที่ดินผืนนี้และบริจาครายได้เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาผิวดำ และพวกเขากำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์แห่งหนึ่งที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองซานดิเอโก โดยตั้งชื่อศูนย์ตามชื่อของกัสและเอ็มม่าภรรยาของเขาพระธรรมเลวีนิติมีการพูดถึงความหมายของการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีเช่นกัน พระเจ้าทรงสอนประชากรของพระองค์ว่า “ถ้าพี่น้องของเจ้ายากจนลงและเลี้ยงตัวเอง อยู่กับเจ้าไม่ได้ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (25:35) พระองค์ทรงสอนให้ประชาชนปฏิบัติต่อกันอย่างดีและเป็นธรรมโดยเฉพาะต่อผู้ที่ขัดสน พวกเขาต้องช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยความ “ยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 36) พวกเขาต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเหมือนปฏิบัติต่อ “คนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่” (ข้อ 35) ด้วยการต้อนรับและความรักกัส ทอมป์สันและภรรยาช่วยเหลือครอบครัวที่แตกต่างจากพวกเขา และครอบครัวนั้นได้ตอบแทนด้วยการเป็นพรให้กับผู้อื่นอีกมากมาย ให้เราแสดงความเมตตาสงสารของพระเจ้าต่อผู้ที่ขัดสน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงช่วยเราสำแดงความรักของพระองค์ต่อพวกเขามีใครในชุมชนของคุณบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณจะดูแลพวกเขาได้อย่างไรบ้างพระบิดาผู้ทรงห่วงใย โปรดเปิดตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นถึงวิธีการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาให้เขาอยู่กับเจ้าอย่างคนต่างด้าวและคนที่อาศัยอยู่ [ เลวีนิติ 25:35 ]ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนผิวดำและผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองโคโรนาโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ชายผิวดำชื่อกัส ทอมป์สัน (ซึ่ง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีวันเสียใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่มีวันเสียใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">73679160-b1b6-4306-a36c-1d7ee67c6efb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2ede97e6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า [ ลูกา 12:20 ]</em></p><p><br></p><p>บรอนนี่ แวร์ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ได้ค้นพบในขณะที่เธอนั่งอยู่กับผู้ป่วยใกล้ตายว่าพวกเขาจะไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนาของชีวิต เธอจึงตั้งใจถามพวกเขาว่า “ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง คุณจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมไหม” มีหัวข้อที่มักถูกกล่าวถึงซ้ำๆกันและเธอได้รวบรวมสิ่งที่ผู้ป่วยใกล้ตายรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำมากที่สุดห้าอันดับแรก คือ (1) ฉันอยากมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง (2) ฉันหวังว่าฉันจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้ (3) ฉันอยากมีความกล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา (4) ฉันหวังว่าจะยังคงพบปะพูดคุยกับเพื่อนของฉันอยู่เสมอ และ (5) ฉันจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้</p><p>รายการที่แวร์รวบรวมนี้ทำให้นึกถึงคำอุปมาที่พระเยซูตรัสในลูกาบทที่ 12 เรื่องเศรษฐีคนหนึ่งที่ตัดสินใจสร้างยุ้งฉางให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ของเขา หลังจากนั้นเขาบอกตัวเองว่า เขาจะเกษียณและพักผ่อนอย่างสบาย และใช้ชีวิตไปจนตาย (ข้อ 18-19) แต่ในเวลานั้นเอง พระเจ้าได้เรียกร้องเอาชีวิตจากเขาด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง “โอ คนโง่” ตามมาด้วยคำถามอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่า “ของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” (ข้อ 20)</p><p>เป็นไปได้ไหมที่เราจะเสียชีวิตไปโดยไม่เสียใจกับสิ่งใดเลย เป็นเรื่องยากที่จะรู้อย่างแน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้นั้นถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์คือ การส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวเองนั้นเป็นทางตัน เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นมาจากการลงทุนชีวิตในพระเจ้า</p><p><br></p><p><strong>จะเป็นอย่างไรถ้าหากคุณจะต้องเสียชีวิตไปในวันนี้ แล้วคุณจะได้ชื่อว่าใช้ชีวิตอย่าง “โง่เขลา” หรือ “มีปัญญา” เพราะเหตุใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ข้าพระองค์อยากจะเสียใจให้น้อยที่สุด โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างคนมีปัญญา และสร้างชีวิตที่มั่งคั่งในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า [ ลูกา 12:20 ]</em></p><p><br></p><p>บรอนนี่ แวร์ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ได้ค้นพบในขณะที่เธอนั่งอยู่กับผู้ป่วยใกล้ตายว่าพวกเขาจะไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนาของชีวิต เธอจึงตั้งใจถามพวกเขาว่า “ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง คุณจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมไหม” มีหัวข้อที่มักถูกกล่าวถึงซ้ำๆกันและเธอได้รวบรวมสิ่งที่ผู้ป่วยใกล้ตายรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำมากที่สุดห้าอันดับแรก คือ (1) ฉันอยากมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง (2) ฉันหวังว่าฉันจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้ (3) ฉันอยากมีความกล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา (4) ฉันหวังว่าจะยังคงพบปะพูดคุยกับเพื่อนของฉันอยู่เสมอ และ (5) ฉันจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้</p><p>รายการที่แวร์รวบรวมนี้ทำให้นึกถึงคำอุปมาที่พระเยซูตรัสในลูกาบทที่ 12 เรื่องเศรษฐีคนหนึ่งที่ตัดสินใจสร้างยุ้งฉางให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ของเขา หลังจากนั้นเขาบอกตัวเองว่า เขาจะเกษียณและพักผ่อนอย่างสบาย และใช้ชีวิตไปจนตาย (ข้อ 18-19) แต่ในเวลานั้นเอง พระเจ้าได้เรียกร้องเอาชีวิตจากเขาด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง “โอ คนโง่” ตามมาด้วยคำถามอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่า “ของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” (ข้อ 20)</p><p>เป็นไปได้ไหมที่เราจะเสียชีวิตไปโดยไม่เสียใจกับสิ่งใดเลย เป็นเรื่องยากที่จะรู้อย่างแน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้นั้นถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์คือ การส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวเองนั้นเป็นทางตัน เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นมาจากการลงทุนชีวิตในพระเจ้า</p><p><br></p><p><strong>จะเป็นอย่างไรถ้าหากคุณจะต้องเสียชีวิตไปในวันนี้ แล้วคุณจะได้ชื่อว่าใช้ชีวิตอย่าง “โง่เขลา” หรือ “มีปัญญา” เพราะเหตุใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ข้าพระองค์อยากจะเสียใจให้น้อยที่สุด โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างคนมีปัญญา และสร้างชีวิตที่มั่งคั่งในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 12 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2ede97e6/ff8dfff2.mp3" length="12528898" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>783</itunes:duration>
      <itunes:summary>โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า [ ลูกา 12:20 ]บรอนนี่ แวร์ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ได้ค้นพบในขณะที่เธอนั่งอยู่กับผู้ป่วยใกล้ตายว่าพวกเขาจะไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนาของชีวิต เธอจึงตั้งใจถามพวกเขาว่า “ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง คุณจะทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมไหม” มีหัวข้อที่มักถูกกล่าวถึงซ้ำๆกันและเธอได้รวบรวมสิ่งที่ผู้ป่วยใกล้ตายรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำมากที่สุดห้าอันดับแรก คือ (1) ฉันอยากมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง (2) ฉันหวังว่าฉันจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้ (3) ฉันอยากมีความกล้าที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา (4) ฉันหวังว่าจะยังคงพบปะพูดคุยกับเพื่อนของฉันอยู่เสมอ และ (5) ฉันจะยอมให้ตัวเองมีความสุขมากกว่านี้รายการที่แวร์รวบรวมนี้ทำให้นึกถึงคำอุปมาที่พระเยซูตรัสในลูกาบทที่ 12 เรื่องเศรษฐีคนหนึ่งที่ตัดสินใจสร้างยุ้งฉางให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ของเขา หลังจากนั้นเขาบอกตัวเองว่า เขาจะเกษียณและพักผ่อนอย่างสบาย และใช้ชีวิตไปจนตาย (ข้อ 18-19) แต่ในเวลานั้นเอง พระเจ้าได้เรียกร้องเอาชีวิตจากเขาด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง “โอ คนโง่” ตามมาด้วยคำถามอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่า “ของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” (ข้อ 20)เป็นไปได้ไหมที่เราจะเสียชีวิตไปโดยไม่เสียใจกับสิ่งใดเลย เป็นเรื่องยากที่จะรู้อย่างแน่ชัด แต่สิ่งที่เรารู้นั้นถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์คือ การส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวเองนั้นเป็นทางตัน เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นมาจากการลงทุนชีวิตในพระเจ้าจะเป็นอย่างไรถ้าหากคุณจะต้องเสียชีวิตไปในวันนี้ แล้วคุณจะได้ชื่อว่าใช้ชีวิตอย่าง “โง่เขลา” หรือ “มีปัญญา” เพราะเหตุใดข้าแต่พระเยซู เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ข้าพระองค์อยากจะเสียใจให้น้อยที่สุด โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างคนมีปัญญา และสร้างชีวิตที่มั่งคั่งในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า [ ลูกา 12:20 ]บรอนนี่ แวร์ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ได้ค้นพบในขณะที่เธอนั่งอยู่กับผู้ป่วยใกล้ตายว่าพวกเขาจะไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เป็นความปรารถนาของชีวิต เธอจึงตั้งใจถามพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อแม่มองย้อนกลับไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อแม่มองย้อนกลับไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5d88ab72-a6ff-4df5-ae84-6cd8892b46ea</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7209130b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” เหตุนี้ [เลอาห์]จึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ [ ปฐมกาล 29:35 ]</em></p><p><br></p><p>“ฉันไม่ชอบวันแม่เอามากๆ” ดอนน่าคุณแม่ลูกสามกล่าว “มันทำให้ฉันหวนคิดถึงความรู้สึกบกพร่องและความล้มเหลวทั้งในอดีตและปัจจุบันของตัวเองในฐานะแม่คนหนึ่ง”</p><p>ดอนน่าเริ่มต้นเลี้ยงดูบุตรด้วยความคาดหวังที่สูง แต่ชีวิตจริงทำให้ระดับความคาดหวังของเธอลดลง “การเป็นแม่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมา” เธอกล่าว และเด็กเพียงคนเดียวสามารถ “ยั่วโมโหเราได้ในทุกเรื่อง”</p><p>เมื่อพระเจ้าทรงเลือกเลอาห์ให้เป็นมารดาของอิสราเอล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอมีความคาดหวังที่สูงกับลูกๆของเธอ เธอตั้งชื่อลูกชายสี่คนแรกตามสถานการณ์ที่ยากลำบากของเธอ (ปฐม.29:32-35) แต่เมื่อพูดถึงเรื่องราวด้านร้ายๆในพระคัมภีร์ ลูกชายทั้งหมดของเธอล้วนเล่นเป็นตัวร้าย บางคนมีความผิดในฐานะฆาตกร (34:24-30) ขายน้องเป็นทาส (37:17-28) ยูดาห์บุตรชายของเลอาห์ก็เป็นตัวร้ายในเรื่องราวที่น่าเกลียดเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ (บทที่ 38)</p><p>พระเจ้าทรงให้พระเมสสิยาห์มาบังเกิดผ่านทางลูกหลานของเลอาห์ รวมถึงยูดาห์ได้อย่างไรกัน แต่พระเจ้าทรงทำภารกิจแห่งการทรงไถ่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดผ่านทางผู้คนที่เราไม่คาดคิดมากที่สุด</p><p>ดอนน่าได้เรียนรู้สิ่งนี้เช่นกัน ขณะที่เธอเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตร เธอไม่เคยพบคำตอบใดๆ “นอกจากจะทำหน้าที่ต่อไปและไม่หยุดอธิษฐาน” แล้วเด็กคนที่ยั่วโมโหเธอในทุกเรื่องล่ะ ตอนนี้เขาโตแล้ว และเขารักและเคารพแม่ของเขา เมื่อมองย้อนกลับไปดอนน่าพูดว่า “บางทีเขาอาจถูกส่งมาเพื่อสอนฉันในบางเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันเองและพระเจ้าของฉัน”</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเมื่อใด คุณพบว่าคุณกำลังเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าผ่านความผิดหวังนั้น</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ในทุกสิ่ง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” เหตุนี้ [เลอาห์]จึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ [ ปฐมกาล 29:35 ]</em></p><p><br></p><p>“ฉันไม่ชอบวันแม่เอามากๆ” ดอนน่าคุณแม่ลูกสามกล่าว “มันทำให้ฉันหวนคิดถึงความรู้สึกบกพร่องและความล้มเหลวทั้งในอดีตและปัจจุบันของตัวเองในฐานะแม่คนหนึ่ง”</p><p>ดอนน่าเริ่มต้นเลี้ยงดูบุตรด้วยความคาดหวังที่สูง แต่ชีวิตจริงทำให้ระดับความคาดหวังของเธอลดลง “การเป็นแม่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมา” เธอกล่าว และเด็กเพียงคนเดียวสามารถ “ยั่วโมโหเราได้ในทุกเรื่อง”</p><p>เมื่อพระเจ้าทรงเลือกเลอาห์ให้เป็นมารดาของอิสราเอล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอมีความคาดหวังที่สูงกับลูกๆของเธอ เธอตั้งชื่อลูกชายสี่คนแรกตามสถานการณ์ที่ยากลำบากของเธอ (ปฐม.29:32-35) แต่เมื่อพูดถึงเรื่องราวด้านร้ายๆในพระคัมภีร์ ลูกชายทั้งหมดของเธอล้วนเล่นเป็นตัวร้าย บางคนมีความผิดในฐานะฆาตกร (34:24-30) ขายน้องเป็นทาส (37:17-28) ยูดาห์บุตรชายของเลอาห์ก็เป็นตัวร้ายในเรื่องราวที่น่าเกลียดเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ (บทที่ 38)</p><p>พระเจ้าทรงให้พระเมสสิยาห์มาบังเกิดผ่านทางลูกหลานของเลอาห์ รวมถึงยูดาห์ได้อย่างไรกัน แต่พระเจ้าทรงทำภารกิจแห่งการทรงไถ่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดผ่านทางผู้คนที่เราไม่คาดคิดมากที่สุด</p><p>ดอนน่าได้เรียนรู้สิ่งนี้เช่นกัน ขณะที่เธอเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตร เธอไม่เคยพบคำตอบใดๆ “นอกจากจะทำหน้าที่ต่อไปและไม่หยุดอธิษฐาน” แล้วเด็กคนที่ยั่วโมโหเธอในทุกเรื่องล่ะ ตอนนี้เขาโตแล้ว และเขารักและเคารพแม่ของเขา เมื่อมองย้อนกลับไปดอนน่าพูดว่า “บางทีเขาอาจถูกส่งมาเพื่อสอนฉันในบางเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันเองและพระเจ้าของฉัน”</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเมื่อใด คุณพบว่าคุณกำลังเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าผ่านความผิดหวังนั้น</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ในทุกสิ่ง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 10 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7209130b/a1325d07.mp3" length="10097225" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>631</itunes:duration>
      <itunes:summary>“ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” เหตุนี้ [เลอาห์]จึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ [ ปฐมกาล 29:35 ]“ฉันไม่ชอบวันแม่เอามากๆ” ดอนน่าคุณแม่ลูกสามกล่าว “มันทำให้ฉันหวนคิดถึงความรู้สึกบกพร่องและความล้มเหลวทั้งในอดีตและปัจจุบันของตัวเองในฐานะแม่คนหนึ่ง”ดอนน่าเริ่มต้นเลี้ยงดูบุตรด้วยความคาดหวังที่สูง แต่ชีวิตจริงทำให้ระดับความคาดหวังของเธอลดลง “การเป็นแม่เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำมา” เธอกล่าว และเด็กเพียงคนเดียวสามารถ “ยั่วโมโหเราได้ในทุกเรื่อง”เมื่อพระเจ้าทรงเลือกเลอาห์ให้เป็นมารดาของอิสราเอล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอมีความคาดหวังที่สูงกับลูกๆของเธอ เธอตั้งชื่อลูกชายสี่คนแรกตามสถานการณ์ที่ยากลำบากของเธอ (ปฐม.29:32-35) แต่เมื่อพูดถึงเรื่องราวด้านร้ายๆในพระคัมภีร์ ลูกชายทั้งหมดของเธอล้วนเล่นเป็นตัวร้าย บางคนมีความผิดในฐานะฆาตกร (34:24-30) ขายน้องเป็นทาส (37:17-28) ยูดาห์บุตรชายของเลอาห์ก็เป็นตัวร้ายในเรื่องราวที่น่าเกลียดเรื่องหนึ่งในพระคัมภีร์ (บทที่ 38)พระเจ้าทรงให้พระเมสสิยาห์มาบังเกิดผ่านทางลูกหลานของเลอาห์ รวมถึงยูดาห์ได้อย่างไรกัน แต่พระเจ้าทรงทำภารกิจแห่งการทรงไถ่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดผ่านทางผู้คนที่เราไม่คาดคิดมากที่สุดดอนน่าได้เรียนรู้สิ่งนี้เช่นกัน ขณะที่เธอเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตร เธอไม่เคยพบคำตอบใดๆ “นอกจากจะทำหน้าที่ต่อไปและไม่หยุดอธิษฐาน” แล้วเด็กคนที่ยั่วโมโหเธอในทุกเรื่องล่ะ ตอนนี้เขาโตแล้ว และเขารักและเคารพแม่ของเขา เมื่อมองย้อนกลับไปดอนน่าพูดว่า “บางทีเขาอาจถูกส่งมาเพื่อสอนฉันในบางเรื่องเกี่ยวกับตัวฉันเองและพระเจ้าของฉัน”คุณเคยสัมผัสถึงความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเมื่อใด คุณพบว่าคุณกำลังเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าผ่านความผิดหวังนั้นพระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ในทุกสิ่ง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” เหตุนี้ [เลอาห์]จึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ [ ปฐมกาล 29:35 ]“ฉันไม่ชอบวันแม่เอามากๆ” ดอนน่าคุณแม่ลูกสามกล่าว “มันทำให้ฉันหวนคิดถึงความรู้สึกบกพร่องและความล้มเหลวทั้งในอดีตและปัจจุบันของตัวเองในฐานะแม่คนหนึ่ง”ดอนน่าเริ่มต้น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">da3c9bae-d299-43fc-9002-4e91bc17e02c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c339a958</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่า...ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมาน...ในการถูกทดลองต่างๆ [ 1 เปโตร 1:6 ]</em></p><p><br></p><p>ผู้คนหลายพันทั่วโลกอธิษฐานเผื่อลูกชายวัยสามขวบของเซธี ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อหมอบอกว่า สมองของชิโลห์ “ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์” เซธีโทรมาหาฉัน พูดว่า “บางครั้ง ฉันก็กลัวว่าฉันไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรักษาชิโลห์ให้หายจนเขากลับบ้านกับเราได้ แต่ฉันก็มีสันติสุขเช่นกันถ้าพระองค์จะรักษาโดยการรับเขาไปสวรรค์” เพื่อยืนยันกับเธอว่าพระเจ้าทรงเข้าใจเธอมากกว่าใคร ฉันจึงบอกว่า “เธอยอมจำนนต่อพระเจ้าแล้ว นั่น<br>คือความเชื่อที่เต็มเปี่ยม!” ไม่กี่วันต่อมา พระเจ้าทรงรับบุตรชายที่ล้ำค่าของเธอไปสวรรค์ แม้จะต้องต่อสู้กับความโศกเศร้าจากการสูญเสีย แต่เซธีก็ขอบคุณพระเจ้าและผู้คนมากมายที่อธิษฐานเผื่อ เธอบอกว่า “ฉันเชื่อว่าพระเจ้ายังคงเป็นพระเจ้าและพระองค์ทรงแสนดีเสมอ”</p><p>ในโลกนี้ เรา “จะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ” (1 ปต.1:6) จนกว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา และเราจะต้องจัดการกับอารมณ์ที่แท้จริงจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริง แต่ทุกคนที่มีประสบการณ์กับการ “บังเกิดใหม่” ในพระคริสต์ (ข้อ 3) จะมีที่ยึดเหนี่ยวในชีวิตโดยความรักที่มีต่อพระเยซู และมี “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) สุดท้ายผลแห่งความเชื่อที่เรามีในพระคริสต์จะทำให้ “วิญญาณจิต[ของเรา ]ได้รับความรอด” (ข้อ 9)</p><p>พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานกำลังให้เราเพื่อจะมีความเชื่อที่เต็มเปี่ยม ด้วยการดำเนินชีวิตแห่งการอธิษฐานและยอมมอบสถานการณ์ของเราไว้กับพระคริสต์</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่พระเจ้าช่วยให้คุณชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้รับความรอดในพระเยซูขณะเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ความมั่นใจของคุณในพระองค์เปลี่ยนวิธีอธิษฐานของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์รอคอยพระสัญญาแห่งการเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์จะสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่า...ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมาน...ในการถูกทดลองต่างๆ [ 1 เปโตร 1:6 ]</em></p><p><br></p><p>ผู้คนหลายพันทั่วโลกอธิษฐานเผื่อลูกชายวัยสามขวบของเซธี ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อหมอบอกว่า สมองของชิโลห์ “ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์” เซธีโทรมาหาฉัน พูดว่า “บางครั้ง ฉันก็กลัวว่าฉันไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรักษาชิโลห์ให้หายจนเขากลับบ้านกับเราได้ แต่ฉันก็มีสันติสุขเช่นกันถ้าพระองค์จะรักษาโดยการรับเขาไปสวรรค์” เพื่อยืนยันกับเธอว่าพระเจ้าทรงเข้าใจเธอมากกว่าใคร ฉันจึงบอกว่า “เธอยอมจำนนต่อพระเจ้าแล้ว นั่น<br>คือความเชื่อที่เต็มเปี่ยม!” ไม่กี่วันต่อมา พระเจ้าทรงรับบุตรชายที่ล้ำค่าของเธอไปสวรรค์ แม้จะต้องต่อสู้กับความโศกเศร้าจากการสูญเสีย แต่เซธีก็ขอบคุณพระเจ้าและผู้คนมากมายที่อธิษฐานเผื่อ เธอบอกว่า “ฉันเชื่อว่าพระเจ้ายังคงเป็นพระเจ้าและพระองค์ทรงแสนดีเสมอ”</p><p>ในโลกนี้ เรา “จะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ” (1 ปต.1:6) จนกว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา และเราจะต้องจัดการกับอารมณ์ที่แท้จริงจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริง แต่ทุกคนที่มีประสบการณ์กับการ “บังเกิดใหม่” ในพระคริสต์ (ข้อ 3) จะมีที่ยึดเหนี่ยวในชีวิตโดยความรักที่มีต่อพระเยซู และมี “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) สุดท้ายผลแห่งความเชื่อที่เรามีในพระคริสต์จะทำให้ “วิญญาณจิต[ของเรา ]ได้รับความรอด” (ข้อ 9)</p><p>พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานกำลังให้เราเพื่อจะมีความเชื่อที่เต็มเปี่ยม ด้วยการดำเนินชีวิตแห่งการอธิษฐานและยอมมอบสถานการณ์ของเราไว้กับพระคริสต์</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่พระเจ้าช่วยให้คุณชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้รับความรอดในพระเยซูขณะเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ความมั่นใจของคุณในพระองค์เปลี่ยนวิธีอธิษฐานของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์รอคอยพระสัญญาแห่งการเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์จะสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 09 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c339a958/a50be8e9.mp3" length="12562778" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>786</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่า...ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมาน...ในการถูกทดลองต่างๆ [ 1 เปโตร 1:6 ]ผู้คนหลายพันทั่วโลกอธิษฐานเผื่อลูกชายวัยสามขวบของเซธี ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อหมอบอกว่า สมองของชิโลห์ “ไม่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์” เซธีโทรมาหาฉัน พูดว่า “บางครั้ง ฉันก็กลัวว่าฉันไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรักษาชิโลห์ให้หายจนเขากลับบ้านกับเราได้ แต่ฉันก็มีสันติสุขเช่นกันถ้าพระองค์จะรักษาโดยการรับเขาไปสวรรค์” เพื่อยืนยันกับเธอว่าพระเจ้าทรงเข้าใจเธอมากกว่าใคร ฉันจึงบอกว่า “เธอยอมจำนนต่อพระเจ้าแล้ว นั่นคือความเชื่อที่เต็มเปี่ยม!” ไม่กี่วันต่อมา พระเจ้าทรงรับบุตรชายที่ล้ำค่าของเธอไปสวรรค์ แม้จะต้องต่อสู้กับความโศกเศร้าจากการสูญเสีย แต่เซธีก็ขอบคุณพระเจ้าและผู้คนมากมายที่อธิษฐานเผื่อ เธอบอกว่า “ฉันเชื่อว่าพระเจ้ายังคงเป็นพระเจ้าและพระองค์ทรงแสนดีเสมอ”ในโลกนี้ เรา “จะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ” (1 ปต.1:6) จนกว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา และเราจะต้องจัดการกับอารมณ์ที่แท้จริงจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริง แต่ทุกคนที่มีประสบการณ์กับการ “บังเกิดใหม่” ในพระคริสต์ (ข้อ 3) จะมีที่ยึดเหนี่ยวในชีวิตโดยความรักที่มีต่อพระเยซู และมี “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) สุดท้ายผลแห่งความเชื่อที่เรามีในพระคริสต์จะทำให้ “วิญญาณจิต[ของเรา ]ได้รับความรอด” (ข้อ 9)พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานกำลังให้เราเพื่อจะมีความเชื่อที่เต็มเปี่ยม ด้วยการดำเนินชีวิตแห่งการอธิษฐานและยอมมอบสถานการณ์ของเราไว้กับพระคริสต์เมื่อใดที่พระเจ้าช่วยให้คุณชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้รับความรอดในพระเยซูขณะเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ความมั่นใจของคุณในพระองค์เปลี่ยนวิธีอธิษฐานของคุณอย่างไรข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์รอคอยพระสัญญาแห่งการเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์จะสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่า...ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมาน...ในการถูกทดลองต่างๆ [ 1 เปโตร 1:6 ]ผู้คนหลายพันทั่วโลกอธิษฐานเผื่อลูกชายวัยสามขวบของเซธี ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อหมอบอกว่า สมองของชิโลห์ “ไม่มีการเคลื</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่แห่งความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1bb00dd7-c22a-4154-87cb-f9918442186b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/854b8220</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว [ ยอห์น 20:18 ]</em></p><p><br></p><p>ในภาพยนตร์เรื่องทุ่งแห่งความฝัน ซึ่งเป็นหนังคลาสสิกแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับกีฬา ตัวละครที่ชื่อ เรย์ คินเซลล่า ได้พบกับพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วของเขาในสภาพของนักกีฬาหนุ่ม ทันทีที่เห็นพ่อครั้งแรก เรย์บอกกับแอนนี่ภรรยาของเขาว่า “ผมเจอเขาแค่ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังตอนที่เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่จากปัญหาชีวิต แต่ดูเขาตอนนี้สิ ผมจะพูดอะไรกับเขาดีล่ะ” ฉากนี้ทำให้เกิดคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าได้เจอคนที่เรารักซึ่งจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กลับมามีชีวิตและแข็งแรงอีกครั้ง</p><p>นางมารีย์ ชาวมักดาลามีประสบการณ์เช่นนั้นเมื่อเธอได้พบพระเยซูเป็นครั้งแรกหลังจากทรงเป็นขึ้นจากความตาย มารีย์ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆอุโมงค์ที่ว่างเปล่า เมื่อเธอหันกลับมา “และเห็นพระเยซูประทับยืนอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นองค์พระเยซู” (ยน.20:14) ทำไมเธอถึงจำพระองค์ไม่ได้ อาจเป็นเพราะน้ำตาของเธอ หรือเป็นเพราะเวลานั้นยัง “เช้ามืด” (ข้อ 1) เป็นไปได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นพระองค์ พระองค์ทรงมีเลือดท่วม ถูกทุบตีและถูกทรมานจนตาย เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นพระองค์กลับมามีชีวิตอีก พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจริงๆจนต้องใช้เวลานานกว่าคนจะยอมรับความจริงที่แสนประเสริฐนี้</p><p>กระนั้น พระเยซูทรงยืนอยู่ที่นั่น “เป็นขึ้นมาใหม่นั้นก็จะไม่รู้จักเน่าเปื่อย” (1 คร.15:42)! และทันทีที่พระองค์ทรงเรียกชื่อเธอ มารีย์ก็จำพระองค์ได้ ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนผู้สัตย์ซื่อ และ “อาจารย์” (ยน.20:16) ของเธอ แต่ในฐานะองค์เจ้านายผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกด้วย พระเจ้ามักจะมีวิธีที่ทำให้เราประหลาดใจด้วยการอัศจรรย์ของพระองค์เสมอ การทรงพิชิตความตายเพื่อเรานั้นเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างที่สุด</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงทำให้คุณประหลาดใจอย่างไร วันนี้คุณจะแบ่งปันพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณกับใครสักคนได้อย่างไร</strong></p><p><em>อับบา พระบิดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่ทำให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์! โปรดช่วยข้าพระองค์ในการดำเนินชีวิตที่พระองค์ประทานให้ในวันนี้!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว [ ยอห์น 20:18 ]</em></p><p><br></p><p>ในภาพยนตร์เรื่องทุ่งแห่งความฝัน ซึ่งเป็นหนังคลาสสิกแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับกีฬา ตัวละครที่ชื่อ เรย์ คินเซลล่า ได้พบกับพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วของเขาในสภาพของนักกีฬาหนุ่ม ทันทีที่เห็นพ่อครั้งแรก เรย์บอกกับแอนนี่ภรรยาของเขาว่า “ผมเจอเขาแค่ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังตอนที่เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่จากปัญหาชีวิต แต่ดูเขาตอนนี้สิ ผมจะพูดอะไรกับเขาดีล่ะ” ฉากนี้ทำให้เกิดคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าได้เจอคนที่เรารักซึ่งจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กลับมามีชีวิตและแข็งแรงอีกครั้ง</p><p>นางมารีย์ ชาวมักดาลามีประสบการณ์เช่นนั้นเมื่อเธอได้พบพระเยซูเป็นครั้งแรกหลังจากทรงเป็นขึ้นจากความตาย มารีย์ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆอุโมงค์ที่ว่างเปล่า เมื่อเธอหันกลับมา “และเห็นพระเยซูประทับยืนอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นองค์พระเยซู” (ยน.20:14) ทำไมเธอถึงจำพระองค์ไม่ได้ อาจเป็นเพราะน้ำตาของเธอ หรือเป็นเพราะเวลานั้นยัง “เช้ามืด” (ข้อ 1) เป็นไปได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นพระองค์ พระองค์ทรงมีเลือดท่วม ถูกทุบตีและถูกทรมานจนตาย เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นพระองค์กลับมามีชีวิตอีก พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจริงๆจนต้องใช้เวลานานกว่าคนจะยอมรับความจริงที่แสนประเสริฐนี้</p><p>กระนั้น พระเยซูทรงยืนอยู่ที่นั่น “เป็นขึ้นมาใหม่นั้นก็จะไม่รู้จักเน่าเปื่อย” (1 คร.15:42)! และทันทีที่พระองค์ทรงเรียกชื่อเธอ มารีย์ก็จำพระองค์ได้ ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนผู้สัตย์ซื่อ และ “อาจารย์” (ยน.20:16) ของเธอ แต่ในฐานะองค์เจ้านายผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกด้วย พระเจ้ามักจะมีวิธีที่ทำให้เราประหลาดใจด้วยการอัศจรรย์ของพระองค์เสมอ การทรงพิชิตความตายเพื่อเรานั้นเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างที่สุด</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าทรงทำให้คุณประหลาดใจอย่างไร วันนี้คุณจะแบ่งปันพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณกับใครสักคนได้อย่างไร</strong></p><p><em>อับบา พระบิดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่ทำให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์! โปรดช่วยข้าพระองค์ในการดำเนินชีวิตที่พระองค์ประทานให้ในวันนี้!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 09 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/854b8220/9a4ef20f.mp3" length="11631153" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>727</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว [ ยอห์น 20:18 ]ในภาพยนตร์เรื่องทุ่งแห่งความฝัน ซึ่งเป็นหนังคลาสสิกแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับกีฬา ตัวละครที่ชื่อ เรย์ คินเซลล่า ได้พบกับพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วของเขาในสภาพของนักกีฬาหนุ่ม ทันทีที่เห็นพ่อครั้งแรก เรย์บอกกับแอนนี่ภรรยาของเขาว่า “ผมเจอเขาแค่ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังตอนที่เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่จากปัญหาชีวิต แต่ดูเขาตอนนี้สิ ผมจะพูดอะไรกับเขาดีล่ะ” ฉากนี้ทำให้เกิดคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าได้เจอคนที่เรารักซึ่งจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กลับมามีชีวิตและแข็งแรงอีกครั้งนางมารีย์ ชาวมักดาลามีประสบการณ์เช่นนั้นเมื่อเธอได้พบพระเยซูเป็นครั้งแรกหลังจากทรงเป็นขึ้นจากความตาย มารีย์ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆอุโมงค์ที่ว่างเปล่า เมื่อเธอหันกลับมา “และเห็นพระเยซูประทับยืนอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นองค์พระเยซู” (ยน.20:14) ทำไมเธอถึงจำพระองค์ไม่ได้ อาจเป็นเพราะน้ำตาของเธอ หรือเป็นเพราะเวลานั้นยัง “เช้ามืด” (ข้อ 1) เป็นไปได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นพระองค์ พระองค์ทรงมีเลือดท่วม ถูกทุบตีและถูกทรมานจนตาย เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นพระองค์กลับมามีชีวิตอีก พระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจริงๆจนต้องใช้เวลานานกว่าคนจะยอมรับความจริงที่แสนประเสริฐนี้กระนั้น พระเยซูทรงยืนอยู่ที่นั่น “เป็นขึ้นมาใหม่นั้นก็จะไม่รู้จักเน่าเปื่อย” (1 คร.15:42)! และทันทีที่พระองค์ทรงเรียกชื่อเธอ มารีย์ก็จำพระองค์ได้ ไม่ใช่แค่ในฐานะเพื่อนผู้สัตย์ซื่อ และ “อาจารย์” (ยน.20:16) ของเธอ แต่ในฐานะองค์เจ้านายผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกด้วย พระเจ้ามักจะมีวิธีที่ทำให้เราประหลาดใจด้วยการอัศจรรย์ของพระองค์เสมอ การทรงพิชิตความตายเพื่อเรานั้นเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างที่สุดพระเจ้าทรงทำให้คุณประหลาดใจอย่างไร วันนี้คุณจะแบ่งปันพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อคุณกับใครสักคนได้อย่างไรอับบา พระบิดา ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่ทำให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์! โปรดช่วยข้าพระองค์ในการดำเนินชีวิตที่พระองค์ประทานให้ในวันนี้!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว [ ยอห์น 20:18 ]ในภาพยนตร์เรื่องทุ่งแห่งความฝัน ซึ่งเป็นหนังคลาสสิกแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับกีฬา ตัวละครที่ชื่อ เรย์ คินเซลล่า ได้พบกับพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วของเขาในสภาพของนักกีฬาหนุ่ม ทันทีที่เห็นพ่อครั้งแรก เรย์บอกกับแอนนี่ภร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หยั่งรากลึกลงในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หยั่งรากลึกลงในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c5afdab-fc32-45df-9c80-23c418a84ea8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2cd5dfa5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้ [ เอเฟซัส 3:17-18 ]</em></p><p><br></p><p>ศิษยาภิบาลผู้เป็นที่รักของพวกเรา แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (ค.ศ.1828-1917) เล่าว่า ในแอฟริกาใต้บ้านเกิดของเขา โรคต่างๆส่งผลต่อต้นส้มที่นั่นอย่างไร หากมองด้วยสายตาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาก่อน ทุกอย่างอาจจะดูปกติดี แต่รุกขกรหรือหมอต้นไม้สามารถมองเห็นความเน่าเปื่อยที่บ่งบอกว่าต้นไม้กำลังตายลงอย่างช้าๆ วิธีเดียวที่จะช่วยชีวิตต้นไม้ที่เป็นโรคคือ ตัดกิ่งก้านและแขนงออกจากราก แล้วต่อเข้ากับต้นใหม่ ต้นไม้จึงจะสามารถเจริญเติบโตและออกผลได้</p><p>เมอร์เรย์เชื่อมโยงภาพดังกล่าวกับจดหมายที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงชาวเอเฟซัสจากคุกในกรุงโรม โดยเปาโลได้สรุปพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เอาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ หัวใจของผู้อภิบาลได้ส่องประกายเจิดจ้าเมื่อท่านอธิษฐานขอให้ผู้เชื่อมีกำลังเรี่ยวแรงขึ้น โดยฤทธิ์เดชผ่านทางพระวิญญาณของพระคริสต์ที่อยู่ภายในพวกเขา เพื่อว่าพระองค์จะสถิตในใจของพวกเขาโดยทางความเชื่อ (อฟ.3:16-17) เปาโลปรารถนาให้พวกเขา “วางรากลงมั่นคงในความรัก” และสามารถหยั่งรู้ถึงความรักอันบริบูรณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มขนาด (ข้อ 17-18)</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู รากของเราจะหยั่งลึกลงไปในดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งความรักของพระเจ้า ซึ่งมีสารอาหารที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเราและช่วยให้เราเติบโต และเมื่อเราถูกต่อเข้ากับพระเยซู พระวิญญาณของพระองค์จะช่วยเราให้เกิดผล เราอาจต้องฟันฝ่าพายุที่โน้มเราลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้เมื่อเราหยั่งรากลงในพระองค์ผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิตและความรัก</p><p><br></p><p><strong>การต่อกิ่งเข้ากับเถาองุ่นคือพระเยซู มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตในชีวิตที่ดำเนินกับพระเจ้า</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอทรงสถาปนาข้าพระองค์ไว้ในความรักของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเกิดผลและถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้ [ เอเฟซัส 3:17-18 ]</em></p><p><br></p><p>ศิษยาภิบาลผู้เป็นที่รักของพวกเรา แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (ค.ศ.1828-1917) เล่าว่า ในแอฟริกาใต้บ้านเกิดของเขา โรคต่างๆส่งผลต่อต้นส้มที่นั่นอย่างไร หากมองด้วยสายตาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาก่อน ทุกอย่างอาจจะดูปกติดี แต่รุกขกรหรือหมอต้นไม้สามารถมองเห็นความเน่าเปื่อยที่บ่งบอกว่าต้นไม้กำลังตายลงอย่างช้าๆ วิธีเดียวที่จะช่วยชีวิตต้นไม้ที่เป็นโรคคือ ตัดกิ่งก้านและแขนงออกจากราก แล้วต่อเข้ากับต้นใหม่ ต้นไม้จึงจะสามารถเจริญเติบโตและออกผลได้</p><p>เมอร์เรย์เชื่อมโยงภาพดังกล่าวกับจดหมายที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงชาวเอเฟซัสจากคุกในกรุงโรม โดยเปาโลได้สรุปพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เอาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ หัวใจของผู้อภิบาลได้ส่องประกายเจิดจ้าเมื่อท่านอธิษฐานขอให้ผู้เชื่อมีกำลังเรี่ยวแรงขึ้น โดยฤทธิ์เดชผ่านทางพระวิญญาณของพระคริสต์ที่อยู่ภายในพวกเขา เพื่อว่าพระองค์จะสถิตในใจของพวกเขาโดยทางความเชื่อ (อฟ.3:16-17) เปาโลปรารถนาให้พวกเขา “วางรากลงมั่นคงในความรัก” และสามารถหยั่งรู้ถึงความรักอันบริบูรณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มขนาด (ข้อ 17-18)</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู รากของเราจะหยั่งลึกลงไปในดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งความรักของพระเจ้า ซึ่งมีสารอาหารที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเราและช่วยให้เราเติบโต และเมื่อเราถูกต่อเข้ากับพระเยซู พระวิญญาณของพระองค์จะช่วยเราให้เกิดผล เราอาจต้องฟันฝ่าพายุที่โน้มเราลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้เมื่อเราหยั่งรากลงในพระองค์ผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิตและความรัก</p><p><br></p><p><strong>การต่อกิ่งเข้ากับเถาองุ่นคือพระเยซู มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตในชีวิตที่ดำเนินกับพระเจ้า</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอทรงสถาปนาข้าพระองค์ไว้ในความรักของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเกิดผลและถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 07 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2cd5dfa5/ec10f7bb.mp3" length="11842211" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>741</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้ [ เอเฟซัส 3:17-18 ]ศิษยาภิบาลผู้เป็นที่รักของพวกเรา แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (ค.ศ.1828-1917) เล่าว่า ในแอฟริกาใต้บ้านเกิดของเขา โรคต่างๆส่งผลต่อต้นส้มที่นั่นอย่างไร หากมองด้วยสายตาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาก่อน ทุกอย่างอาจจะดูปกติดี แต่รุกขกรหรือหมอต้นไม้สามารถมองเห็นความเน่าเปื่อยที่บ่งบอกว่าต้นไม้กำลังตายลงอย่างช้าๆ วิธีเดียวที่จะช่วยชีวิตต้นไม้ที่เป็นโรคคือ ตัดกิ่งก้านและแขนงออกจากราก แล้วต่อเข้ากับต้นใหม่ ต้นไม้จึงจะสามารถเจริญเติบโตและออกผลได้เมอร์เรย์เชื่อมโยงภาพดังกล่าวกับจดหมายที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงชาวเอเฟซัสจากคุกในกรุงโรม โดยเปาโลได้สรุปพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เอาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ หัวใจของผู้อภิบาลได้ส่องประกายเจิดจ้าเมื่อท่านอธิษฐานขอให้ผู้เชื่อมีกำลังเรี่ยวแรงขึ้น โดยฤทธิ์เดชผ่านทางพระวิญญาณของพระคริสต์ที่อยู่ภายในพวกเขา เพื่อว่าพระองค์จะสถิตในใจของพวกเขาโดยทางความเชื่อ (อฟ.3:16-17) เปาโลปรารถนาให้พวกเขา “วางรากลงมั่นคงในความรัก” และสามารถหยั่งรู้ถึงความรักอันบริบูรณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มขนาด (ข้อ 17-18)ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู รากของเราจะหยั่งลึกลงไปในดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งความรักของพระเจ้า ซึ่งมีสารอาหารที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเราและช่วยให้เราเติบโต และเมื่อเราถูกต่อเข้ากับพระเยซู พระวิญญาณของพระองค์จะช่วยเราให้เกิดผล เราอาจต้องฟันฝ่าพายุที่โน้มเราลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้เมื่อเราหยั่งรากลงในพระองค์ผู้เป็นแหล่งแห่งชีวิตและความรักการต่อกิ่งเข้ากับเถาองุ่นคือพระเยซู มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตในชีวิตที่ดำเนินกับพระเจ้าข้าแต่พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอทรงสถาปนาข้าพระองค์ไว้ในความรักของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเกิดผลและถวายเกียรติแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้ [ เอเฟซัส 3:17-18 ]ศิษยาภิบาลผู้เป็นที่รักของพวกเรา แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (ค.ศ.1828-1917) เล่าว่า ในแอฟริกาใต้บ้านเกิดของเขา โรคต่างๆส่งผลต่อต้นส้มที่นั่นอย่างไร หากมองด้วยสายตาท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การรักผู้อื่นในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การรักผู้อื่นในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ca45760f-812e-49dc-a870-3324377b49fa</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7a8bf357</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป [ 2 ซามูเอล 9:7 ]</em></p><p><br></p><p>มีเกมการแข่งขันใหม่ในกีฬาระดับมัธยมปลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยกระดับจิตใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา</p><p>เกมนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างเหมือนเกมอื่นๆที่เรารู้จัก ทั้งกองเชียร์ ผู้ตัดสิน และกระดานคะแนน แต่มีจุดหักมุมที่สำคัญ คือแต่ละทีมจะประกอบด้วยสมาชิกห้าคน เป็นผู้เล่นที่ไม่พิการสองคนและผู้เล่นที่มีความพิการในบางรูปแบบอีกสามคน กิจกรรมในสนามนั้นแสนจะอบอุ่นเมื่อผู้เล่นช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และส่งเสียงเชียร์ซึ่งกันและกันไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ทีมใดก็ตาม เกมนี้เป็นการสร้างความรู้สึกในแง่บวกให้นักเรียนที่ไม่เคยสัมผัสกับความสุขในการแข่งขันกีฬามาก่อน</p><p>โรงเรียนต้องใช้ความเป็นผู้นำที่สุขุมรอบคอบและมีปัญญาเพื่อให้เกียรติกับนักเรียนในลักษณะนี้ และความพยายามของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างที่กษัตริย์ดาวิดได้วางไว้ให้เราในพระคัมภีร์</p><p>คำกล่าวที่พูดกันทั่วไปในสมัยของดาวิดคือ “อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ” (2ซมอ.5:8) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยถึงศัตรูของดาวิดอย่างไรก็ตาม ดาวิดเลือกที่จะพาเมฟีโบเชทบุตรชายของโยนาธานซึ่งเท้าทั้งสองข้างเป็นง่อย เข้าไปในพระราชวังและให้เกียรติเขาด้วยการให้เขา “รับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ [ของดาวิด]” (9:7)</p><p>เปาโลนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนว่าเราจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร “จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว” (รม.12:10) ให้เราฝึกดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการให้เกียรติกับทุกคนที่เราพบเจอด้วยความรักของพระเยซู</p><p><br></p><p><strong>คุณจะให้กำลังใจผู้คนที่คุณมีอิทธิพลต่อพวกเขาได้อย่างไร สำหรับคุณแล้วการให้เกียรติผู้อื่นมีความหมายว่าอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงพระคุณและความเมตตาต่อผู้ที่ต้องการความรักและความช่วยเหลือจากข้าพระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป [ 2 ซามูเอล 9:7 ]</em></p><p><br></p><p>มีเกมการแข่งขันใหม่ในกีฬาระดับมัธยมปลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยกระดับจิตใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา</p><p>เกมนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างเหมือนเกมอื่นๆที่เรารู้จัก ทั้งกองเชียร์ ผู้ตัดสิน และกระดานคะแนน แต่มีจุดหักมุมที่สำคัญ คือแต่ละทีมจะประกอบด้วยสมาชิกห้าคน เป็นผู้เล่นที่ไม่พิการสองคนและผู้เล่นที่มีความพิการในบางรูปแบบอีกสามคน กิจกรรมในสนามนั้นแสนจะอบอุ่นเมื่อผู้เล่นช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และส่งเสียงเชียร์ซึ่งกันและกันไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ทีมใดก็ตาม เกมนี้เป็นการสร้างความรู้สึกในแง่บวกให้นักเรียนที่ไม่เคยสัมผัสกับความสุขในการแข่งขันกีฬามาก่อน</p><p>โรงเรียนต้องใช้ความเป็นผู้นำที่สุขุมรอบคอบและมีปัญญาเพื่อให้เกียรติกับนักเรียนในลักษณะนี้ และความพยายามของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างที่กษัตริย์ดาวิดได้วางไว้ให้เราในพระคัมภีร์</p><p>คำกล่าวที่พูดกันทั่วไปในสมัยของดาวิดคือ “อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ” (2ซมอ.5:8) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยถึงศัตรูของดาวิดอย่างไรก็ตาม ดาวิดเลือกที่จะพาเมฟีโบเชทบุตรชายของโยนาธานซึ่งเท้าทั้งสองข้างเป็นง่อย เข้าไปในพระราชวังและให้เกียรติเขาด้วยการให้เขา “รับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ [ของดาวิด]” (9:7)</p><p>เปาโลนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนว่าเราจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร “จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว” (รม.12:10) ให้เราฝึกดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการให้เกียรติกับทุกคนที่เราพบเจอด้วยความรักของพระเยซู</p><p><br></p><p><strong>คุณจะให้กำลังใจผู้คนที่คุณมีอิทธิพลต่อพวกเขาได้อย่างไร สำหรับคุณแล้วการให้เกียรติผู้อื่นมีความหมายว่าอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงพระคุณและความเมตตาต่อผู้ที่ต้องการความรักและความช่วยเหลือจากข้าพระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 06 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7a8bf357/4393ccad.mp3" length="13244460" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>828</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป [ 2 ซามูเอล 9:7 ]มีเกมการแข่งขันใหม่ในกีฬาระดับมัธยมปลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยกระดับจิตใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเกมนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างเหมือนเกมอื่นๆที่เรารู้จัก ทั้งกองเชียร์ ผู้ตัดสิน และกระดานคะแนน แต่มีจุดหักมุมที่สำคัญ คือแต่ละทีมจะประกอบด้วยสมาชิกห้าคน เป็นผู้เล่นที่ไม่พิการสองคนและผู้เล่นที่มีความพิการในบางรูปแบบอีกสามคน กิจกรรมในสนามนั้นแสนจะอบอุ่นเมื่อผู้เล่นช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และส่งเสียงเชียร์ซึ่งกันและกันไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ทีมใดก็ตาม เกมนี้เป็นการสร้างความรู้สึกในแง่บวกให้นักเรียนที่ไม่เคยสัมผัสกับความสุขในการแข่งขันกีฬามาก่อนโรงเรียนต้องใช้ความเป็นผู้นำที่สุขุมรอบคอบและมีปัญญาเพื่อให้เกียรติกับนักเรียนในลักษณะนี้ และความพยายามของพวกเขาสะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างที่กษัตริย์ดาวิดได้วางไว้ให้เราในพระคัมภีร์คำกล่าวที่พูดกันทั่วไปในสมัยของดาวิดคือ “อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ” (2ซมอ.5:8) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยถึงศัตรูของดาวิดอย่างไรก็ตาม ดาวิดเลือกที่จะพาเมฟีโบเชทบุตรชายของโยนาธานซึ่งเท้าทั้งสองข้างเป็นง่อย เข้าไปในพระราชวังและให้เกียรติเขาด้วยการให้เขา “รับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ [ของดาวิด]” (9:7)เปาโลนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนว่าเราจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร “จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว” (รม.12:10) ให้เราฝึกดำเนินชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการให้เกียรติกับทุกคนที่เราพบเจอด้วยความรักของพระเยซูคุณจะให้กำลังใจผู้คนที่คุณมีอิทธิพลต่อพวกเขาได้อย่างไร สำหรับคุณแล้วการให้เกียรติผู้อื่นมีความหมายว่าอย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงพระคุณและความเมตตาต่อผู้ที่ต้องการความรักและความช่วยเหลือจากข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป [ 2 ซามูเอล 9:7 ]มีเกมการแข่งขันใหม่ในกีฬาระดับมัธยมปลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ยกระดับจิตใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเกมนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างเหมือนเกมอื่นๆที่เรารู้จัก ทั้งกองเชียร์ ผู้ตัดสิน และกระดานค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เกียรติที่มาพร้อมกับความถ่อมใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เกียรติที่มาพร้อมกับความถ่อมใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">20de3360-e904-462e-a30c-f99fc31fab21</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/80218ffd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น [ ลูกา 14:11 ]</em></p><p><br></p><p>ในฐานะครูโรงเรียนประถมศึกษา เจนนี่เพื่อนของฉันมักจะพานักเรียนไปที่ห้องเรียนสำหรับวิชาอื่นๆ เช่น ดนตรีหรือศิลปะ เมื่อครูบอกให้เข้าแถวเพื่อเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จะพยายามผลักคนอื่นออกไปเพื่อช่วงชิงตำแหน่งที่ยืน บางคนก็พยายามเบียดขึ้นไปยืนอยู่หัวแถว วันหนึ่งเจนนี่ทำให้พวกเขาประหลาดใจโดยให้ทุกคนกลับหลังหัน ทำให้ตำแหน่งในแถวที่พวกเขาเคยอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้นกลับตาลปัตรจากหัวแถวกลายเป็นท้ายแถว พวกเขาตกใจส่งเสียงร้อง “นี่มันอะไรกัน”</p><p>เมื่อพระเยซูทรงสังเกตเห็นการแย่งชิงตำแหน่งในลักษณะเดียวกันบนโต๊ะอาหารเย็น พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการเล่าคำอุปมาที่ทำให้แขกของพระองค์ประหลาดใจอย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์ทรงใช้เรื่องราวในงานเลี้ยงสมรส เพื่อสอนพวกเขาว่า “อย่านั่งในที่อันมีเกียรติ” แต่ให้ “นั่งในที่ต่ำ” ก่อน (ลก.14:8-10) พระคริสต์ทรงทำให้บรรทัดฐานทางสังคมสับสน โดยตรัสว่า “ทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น” (ข้อ 11)</p><p>หลักการแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ยาก ด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจงที่ว่า มนุษย์ยังคงถูกล่อลวงให้มุ่งความสนใจไปที่ “ชัยชนะ” อย่างไรก็ดี การเลือกตำแหน่งที่อยู่ท้ายสุดในเวลานี้ก็เพื่อเราจะได้เป็นคนแรกในภายหลัง แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และคาดหวังความช่วยเหลือจากพระองค์ในการปรับเปลี่ยนความคิดของเราเพื่อจะมองเห็นว่า การเป็นคนถ่อมใจ เป็นคนสุดท้าย และคนที่ต่ำต้อยนั้น เป็นการอยู่ในสถานที่อันทรงเกียรติอย่างแท้จริง</p><p><br></p><p><strong>มีใครในชีวิตคุณที่มีความถ่อมตนในแบบที่พระเยซูทรงประสงค์ให้เราเป็น มีเหตุการณ์ใดที่คุณต้องต่อสู้กับการยอมสละตำแหน่งอันทรงเกียรติของตัวเอง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แสดงความถ่อมใจในทุกสถานการณ์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น [ ลูกา 14:11 ]</em></p><p><br></p><p>ในฐานะครูโรงเรียนประถมศึกษา เจนนี่เพื่อนของฉันมักจะพานักเรียนไปที่ห้องเรียนสำหรับวิชาอื่นๆ เช่น ดนตรีหรือศิลปะ เมื่อครูบอกให้เข้าแถวเพื่อเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จะพยายามผลักคนอื่นออกไปเพื่อช่วงชิงตำแหน่งที่ยืน บางคนก็พยายามเบียดขึ้นไปยืนอยู่หัวแถว วันหนึ่งเจนนี่ทำให้พวกเขาประหลาดใจโดยให้ทุกคนกลับหลังหัน ทำให้ตำแหน่งในแถวที่พวกเขาเคยอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้นกลับตาลปัตรจากหัวแถวกลายเป็นท้ายแถว พวกเขาตกใจส่งเสียงร้อง “นี่มันอะไรกัน”</p><p>เมื่อพระเยซูทรงสังเกตเห็นการแย่งชิงตำแหน่งในลักษณะเดียวกันบนโต๊ะอาหารเย็น พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการเล่าคำอุปมาที่ทำให้แขกของพระองค์ประหลาดใจอย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์ทรงใช้เรื่องราวในงานเลี้ยงสมรส เพื่อสอนพวกเขาว่า “อย่านั่งในที่อันมีเกียรติ” แต่ให้ “นั่งในที่ต่ำ” ก่อน (ลก.14:8-10) พระคริสต์ทรงทำให้บรรทัดฐานทางสังคมสับสน โดยตรัสว่า “ทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น” (ข้อ 11)</p><p>หลักการแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ยาก ด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจงที่ว่า มนุษย์ยังคงถูกล่อลวงให้มุ่งความสนใจไปที่ “ชัยชนะ” อย่างไรก็ดี การเลือกตำแหน่งที่อยู่ท้ายสุดในเวลานี้ก็เพื่อเราจะได้เป็นคนแรกในภายหลัง แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และคาดหวังความช่วยเหลือจากพระองค์ในการปรับเปลี่ยนความคิดของเราเพื่อจะมองเห็นว่า การเป็นคนถ่อมใจ เป็นคนสุดท้าย และคนที่ต่ำต้อยนั้น เป็นการอยู่ในสถานที่อันทรงเกียรติอย่างแท้จริง</p><p><br></p><p><strong>มีใครในชีวิตคุณที่มีความถ่อมตนในแบบที่พระเยซูทรงประสงค์ให้เราเป็น มีเหตุการณ์ใดที่คุณต้องต่อสู้กับการยอมสละตำแหน่งอันทรงเกียรติของตัวเอง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แสดงความถ่อมใจในทุกสถานการณ์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 06 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/80218ffd/bda4ede2.mp3" length="12430709" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>777</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น [ ลูกา 14:11 ]ในฐานะครูโรงเรียนประถมศึกษา เจนนี่เพื่อนของฉันมักจะพานักเรียนไปที่ห้องเรียนสำหรับวิชาอื่นๆ เช่น ดนตรีหรือศิลปะ เมื่อครูบอกให้เข้าแถวเพื่อเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จะพยายามผลักคนอื่นออกไปเพื่อช่วงชิงตำแหน่งที่ยืน บางคนก็พยายามเบียดขึ้นไปยืนอยู่หัวแถว วันหนึ่งเจนนี่ทำให้พวกเขาประหลาดใจโดยให้ทุกคนกลับหลังหัน ทำให้ตำแหน่งในแถวที่พวกเขาเคยอยู่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้นกลับตาลปัตรจากหัวแถวกลายเป็นท้ายแถว พวกเขาตกใจส่งเสียงร้อง “นี่มันอะไรกัน”เมื่อพระเยซูทรงสังเกตเห็นการแย่งชิงตำแหน่งในลักษณะเดียวกันบนโต๊ะอาหารเย็น พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการเล่าคำอุปมาที่ทำให้แขกของพระองค์ประหลาดใจอย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์ทรงใช้เรื่องราวในงานเลี้ยงสมรส เพื่อสอนพวกเขาว่า “อย่านั่งในที่อันมีเกียรติ” แต่ให้ “นั่งในที่ต่ำ” ก่อน (ลก.14:8-10) พระคริสต์ทรงทำให้บรรทัดฐานทางสังคมสับสน โดยตรัสว่า “ทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น” (ข้อ 11)หลักการแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในเรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ยาก ด้วยเหตุผลเฉพาะเจาะจงที่ว่า มนุษย์ยังคงถูกล่อลวงให้มุ่งความสนใจไปที่ “ชัยชนะ” อย่างไรก็ดี การเลือกตำแหน่งที่อยู่ท้ายสุดในเวลานี้ก็เพื่อเราจะได้เป็นคนแรกในภายหลัง แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และคาดหวังความช่วยเหลือจากพระองค์ในการปรับเปลี่ยนความคิดของเราเพื่อจะมองเห็นว่า การเป็นคนถ่อมใจ เป็นคนสุดท้าย และคนที่ต่ำต้อยนั้น เป็นการอยู่ในสถานที่อันทรงเกียรติอย่างแท้จริงมีใครในชีวิตคุณที่มีความถ่อมตนในแบบที่พระเยซูทรงประสงค์ให้เราเป็น มีเหตุการณ์ใดที่คุณต้องต่อสู้กับการยอมสละตำแหน่งอันทรงเกียรติของตัวเองข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แสดงความถ่อมใจในทุกสถานการณ์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น [ ลูกา 14:11 ]ในฐานะครูโรงเรียนประถมศึกษา เจนนี่เพื่อนของฉันมักจะพานักเรียนไปที่ห้องเรียนสำหรับวิชาอื่นๆ เช่น ดนตรีหรือศิลปะ เมื่อครูบอกให้เข้าแถวเพื่อเดินไปยังอีกห้องหน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าแห่งการเริ่มต้นใหม่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าแห่งการเริ่มต้นใหม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4a6d1a5b-3c87-4fbb-addd-7f0ef3208130</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d9ed5a18</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรับคำวิงวอนของท่าน [ 2 พงศาวดาร 33:13 ]</em></p><p><br></p><p>“พ่อค้าความตายเสียชีวิตแล้ว!” นั่นคือพาดหัวข่าวมรณกรรมที่ทำให้อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์ระเบิดไดนาไมต์ต้องแก้ไขเส้นทางชีวิตของตัวเองใหม่ แต่หนังสือพิมพ์ลงข่าวผิด อัลเฟรดยังคงมีชีวิตอยู่ ลุดวิกน้องชายของเขาต่างหากที่เสียชีวิต เมื่ออัลเฟรดตระหนักว่าผู้คนจะจดจำเขาจากสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นอันตรายซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากมาย เขาจึงตัดสินใจบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาเพื่อเป็นรางวัลให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ และนั่นเป็นที่มาของรางวัลโนเบลที่โด่งดัง</p><p>กว่าสองพันปีก่อน ชายผู้ทรงอำนาจอีกคนหนึ่งก็ได้กลับใจเช่นกัน มนัสเสห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ได้กบฏต่อพระเจ้า ผลก็คือพระองค์ถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน แต่ “เมื่อพระองค์ทรงทุกข์ยาก พระองค์ทรงวิงวอนขอพระกรุณาต่อพระเยโฮวาห์” และเมื่อ “พระองค์ทรงอธิษฐาน” พระเจ้าทรง “นำท่านกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มในราชอาณาจักรของท่านอีก” (2 พศด.33:12-13) มนัสเสห์ใช้เวลาที่เหลือในการปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข พระองค์ปรนนิบัติพระเจ้าและพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแก้ไขความผิดที่เคยทำมาในอดีต</p><p>“พระเจ้าทรงรับคำวิงวอน” เมื่อมนัสเสห์อธิษฐาน (ข้อ 13) พระเจ้าทรงตอบสนองต่อความถ่อมใจ เมื่อเราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและหันกลับมาหาพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันปฏิเสธเรา พระองค์จะประทานพระคุณที่เราไม่สมควรได้รับให้กับเรา และทรงสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่ด้วยความรักที่ทำให้พระองค์ยอมสละพระชนม์บนกางเขน การเริ่มต้นใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นโดยพระองค์</p><p><br></p><p><strong>ชีวิตในด้านใดของคุณที่จะต้องมีการกลับใจใหม่ คุณจะหันกลับไปหาพระเจ้าอย่างไรในวันนี้</strong></p><p><em>พระบิดาผู้ทรงประทานอภัย ขอบพระคุณที่พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งข้าพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันไปหาพระองค์ด้วยสุดใจในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรับคำวิงวอนของท่าน [ 2 พงศาวดาร 33:13 ]</em></p><p><br></p><p>“พ่อค้าความตายเสียชีวิตแล้ว!” นั่นคือพาดหัวข่าวมรณกรรมที่ทำให้อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์ระเบิดไดนาไมต์ต้องแก้ไขเส้นทางชีวิตของตัวเองใหม่ แต่หนังสือพิมพ์ลงข่าวผิด อัลเฟรดยังคงมีชีวิตอยู่ ลุดวิกน้องชายของเขาต่างหากที่เสียชีวิต เมื่ออัลเฟรดตระหนักว่าผู้คนจะจดจำเขาจากสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นอันตรายซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากมาย เขาจึงตัดสินใจบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาเพื่อเป็นรางวัลให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ และนั่นเป็นที่มาของรางวัลโนเบลที่โด่งดัง</p><p>กว่าสองพันปีก่อน ชายผู้ทรงอำนาจอีกคนหนึ่งก็ได้กลับใจเช่นกัน มนัสเสห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ได้กบฏต่อพระเจ้า ผลก็คือพระองค์ถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน แต่ “เมื่อพระองค์ทรงทุกข์ยาก พระองค์ทรงวิงวอนขอพระกรุณาต่อพระเยโฮวาห์” และเมื่อ “พระองค์ทรงอธิษฐาน” พระเจ้าทรง “นำท่านกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มในราชอาณาจักรของท่านอีก” (2 พศด.33:12-13) มนัสเสห์ใช้เวลาที่เหลือในการปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข พระองค์ปรนนิบัติพระเจ้าและพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแก้ไขความผิดที่เคยทำมาในอดีต</p><p>“พระเจ้าทรงรับคำวิงวอน” เมื่อมนัสเสห์อธิษฐาน (ข้อ 13) พระเจ้าทรงตอบสนองต่อความถ่อมใจ เมื่อเราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและหันกลับมาหาพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันปฏิเสธเรา พระองค์จะประทานพระคุณที่เราไม่สมควรได้รับให้กับเรา และทรงสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่ด้วยความรักที่ทำให้พระองค์ยอมสละพระชนม์บนกางเขน การเริ่มต้นใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นโดยพระองค์</p><p><br></p><p><strong>ชีวิตในด้านใดของคุณที่จะต้องมีการกลับใจใหม่ คุณจะหันกลับไปหาพระเจ้าอย่างไรในวันนี้</strong></p><p><em>พระบิดาผู้ทรงประทานอภัย ขอบพระคุณที่พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งข้าพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันไปหาพระองค์ด้วยสุดใจในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 05 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d9ed5a18/26cfdc56.mp3" length="12134368" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>759</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรับคำวิงวอนของท่าน [ 2 พงศาวดาร 33:13 ]“พ่อค้าความตายเสียชีวิตแล้ว!” นั่นคือพาดหัวข่าวมรณกรรมที่ทำให้อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์ระเบิดไดนาไมต์ต้องแก้ไขเส้นทางชีวิตของตัวเองใหม่ แต่หนังสือพิมพ์ลงข่าวผิด อัลเฟรดยังคงมีชีวิตอยู่ ลุดวิกน้องชายของเขาต่างหากที่เสียชีวิต เมื่ออัลเฟรดตระหนักว่าผู้คนจะจดจำเขาจากสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นอันตรายซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากมาย เขาจึงตัดสินใจบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาเพื่อเป็นรางวัลให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ และนั่นเป็นที่มาของรางวัลโนเบลที่โด่งดังกว่าสองพันปีก่อน ชายผู้ทรงอำนาจอีกคนหนึ่งก็ได้กลับใจเช่นกัน มนัสเสห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ได้กบฏต่อพระเจ้า ผลก็คือพระองค์ถูกจับไปเป็นเชลยที่บาบิโลน แต่ “เมื่อพระองค์ทรงทุกข์ยาก พระองค์ทรงวิงวอนขอพระกรุณาต่อพระเยโฮวาห์” และเมื่อ “พระองค์ทรงอธิษฐาน” พระเจ้าทรง “นำท่านกลับมายังกรุงเยรูซาเล็มในราชอาณาจักรของท่านอีก” (2 พศด.33:12-13) มนัสเสห์ใช้เวลาที่เหลือในการปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข พระองค์ปรนนิบัติพระเจ้าและพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแก้ไขความผิดที่เคยทำมาในอดีต“พระเจ้าทรงรับคำวิงวอน” เมื่อมนัสเสห์อธิษฐาน (ข้อ 13) พระเจ้าทรงตอบสนองต่อความถ่อมใจ เมื่อเราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและหันกลับมาหาพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันปฏิเสธเรา พระองค์จะประทานพระคุณที่เราไม่สมควรได้รับให้กับเรา และทรงสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่ด้วยความรักที่ทำให้พระองค์ยอมสละพระชนม์บนกางเขน การเริ่มต้นใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นโดยพระองค์ชีวิตในด้านใดของคุณที่จะต้องมีการกลับใจใหม่ คุณจะหันกลับไปหาพระเจ้าอย่างไรในวันนี้พระบิดาผู้ทรงประทานอภัย ขอบพระคุณที่พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งข้าพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์หันไปหาพระองค์ด้วยสุดใจในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระเจ้าทรงรับคำวิงวอนของท่าน [ 2 พงศาวดาร 33:13 ]“พ่อค้าความตายเสียชีวิตแล้ว!” นั่นคือพาดหัวข่าวมรณกรรมที่ทำให้อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์ระเบิดไดนาไมต์ต้องแก้ไขเส้นทางชีวิตของตัวเองใหม่ แต่หนังสือพิมพ์ลงข่าวผิด อัลเฟรดยังคงมีช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความชื่นบานนิรันดร์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความชื่นบานนิรันดร์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">935659e4-3ea3-46c6-a746-87e8bfa49dc3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8a00d0ce</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2014 ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ได้ติดตั้งป้ายจราจรที่บอกผู้คนที่กำลังข้ามถนนให้ทำท่าทางตลกๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งอารมณ์ขันให้กับ “คนเดินถนนที่บ้าบอ” รวมถึงคนที่ดูด้วย เพื่อพวกเขาจะสร้างวันที่สดใสให้แก่กันและกัน การได้เห็นความบ้าๆบอๆในช่วงสั้นๆนี้เป็นการให้กำลังใจคนที่กำลังจิตตกได้ชั่วขณะหนึ่ง</p><p>พระคัมภีร์ยอมรับว่ามีฤดูกาลแห่งความยากลำบากและทุกข์เข็ญที่ทำให้เรารู้สึกเสียขวัญและโศกเศร้า พระธรรมบทเพลงคร่ำครวญและสดุดีหลายบทได้พูดถึงความเจ็บปวดดังกล่าว แต่พระคัมภีร์ก็ชี้ให้เราเห็นด้วยว่า สิ่งที่ทำให้เรามีความชื่นบานนิรันดร์ได้ในทุกสถานการณ์ ก็คือการทรงสถิตของพระเจ้า ดาวิดเขียนถ้อยคำในสดุดี 16 ด้วยดวงตาที่เพ่งมองถึงอนาคตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ พวกเราที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ภายหลังการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู จะรู้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าได้ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์</p><p>อารมณ์ขันและความร่าเริงสามารถยกระดับจิตวิญญาณของเราได้ในยามที่เราทุกข์ยากลำบากแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่เราจะมีความชื่นบานนิรันดร์ที่คอยค้ำจุนเราตลอดช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตได้นั้น เราจะต้อง “ลี้ภัย” ในพระเจ้า (ข้อ 1) ผู้ประทานคำปรึกษาและเตือนสอนเรา (ข้อ 7) พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่จะ “สำแดงวิถีแห่งชีวิต” แก่เรา และทำให้เรา “มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” (ข้อ 11)</p><p><br></p><p><strong>อะไรที่ทำให้คุณมีความสุขในฤดูกาลแห่งความยากลำบาก การทรงสถิตของพระเจ้าช่วยยกระดับจิตวิญญาณของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ทั้งในวันที่ดีและร้าย พระองค์คือแหล่งที่มาแห่งความสุขของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2014 ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ได้ติดตั้งป้ายจราจรที่บอกผู้คนที่กำลังข้ามถนนให้ทำท่าทางตลกๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งอารมณ์ขันให้กับ “คนเดินถนนที่บ้าบอ” รวมถึงคนที่ดูด้วย เพื่อพวกเขาจะสร้างวันที่สดใสให้แก่กันและกัน การได้เห็นความบ้าๆบอๆในช่วงสั้นๆนี้เป็นการให้กำลังใจคนที่กำลังจิตตกได้ชั่วขณะหนึ่ง</p><p>พระคัมภีร์ยอมรับว่ามีฤดูกาลแห่งความยากลำบากและทุกข์เข็ญที่ทำให้เรารู้สึกเสียขวัญและโศกเศร้า พระธรรมบทเพลงคร่ำครวญและสดุดีหลายบทได้พูดถึงความเจ็บปวดดังกล่าว แต่พระคัมภีร์ก็ชี้ให้เราเห็นด้วยว่า สิ่งที่ทำให้เรามีความชื่นบานนิรันดร์ได้ในทุกสถานการณ์ ก็คือการทรงสถิตของพระเจ้า ดาวิดเขียนถ้อยคำในสดุดี 16 ด้วยดวงตาที่เพ่งมองถึงอนาคตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ พวกเราที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ภายหลังการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู จะรู้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าได้ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์</p><p>อารมณ์ขันและความร่าเริงสามารถยกระดับจิตวิญญาณของเราได้ในยามที่เราทุกข์ยากลำบากแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่เราจะมีความชื่นบานนิรันดร์ที่คอยค้ำจุนเราตลอดช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตได้นั้น เราจะต้อง “ลี้ภัย” ในพระเจ้า (ข้อ 1) ผู้ประทานคำปรึกษาและเตือนสอนเรา (ข้อ 7) พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่จะ “สำแดงวิถีแห่งชีวิต” แก่เรา และทำให้เรา “มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” (ข้อ 11)</p><p><br></p><p><strong>อะไรที่ทำให้คุณมีความสุขในฤดูกาลแห่งความยากลำบาก การทรงสถิตของพระเจ้าช่วยยกระดับจิตวิญญาณของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ทั้งในวันที่ดีและร้าย พระองค์คือแหล่งที่มาแห่งความสุขของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 03 May 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8a00d0ce/f1429cad.mp3" length="12346677" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]ในปี 2014 ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ได้ติดตั้งป้ายจราจรที่บอกผู้คนที่กำลังข้ามถนนให้ทำท่าทางตลกๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งอารมณ์ขันให้กับ “คนเดินถนนที่บ้าบอ” รวมถึงคนที่ดูด้วย เพื่อพวกเขาจะสร้างวันที่สดใสให้แก่กันและกัน การได้เห็นความบ้าๆบอๆในช่วงสั้นๆนี้เป็นการให้กำลังใจคนที่กำลังจิตตกได้ชั่วขณะหนึ่งพระคัมภีร์ยอมรับว่ามีฤดูกาลแห่งความยากลำบากและทุกข์เข็ญที่ทำให้เรารู้สึกเสียขวัญและโศกเศร้า พระธรรมบทเพลงคร่ำครวญและสดุดีหลายบทได้พูดถึงความเจ็บปวดดังกล่าว แต่พระคัมภีร์ก็ชี้ให้เราเห็นด้วยว่า สิ่งที่ทำให้เรามีความชื่นบานนิรันดร์ได้ในทุกสถานการณ์ ก็คือการทรงสถิตของพระเจ้า ดาวิดเขียนถ้อยคำในสดุดี 16 ด้วยดวงตาที่เพ่งมองถึงอนาคตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ พวกเราที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ภายหลังการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู จะรู้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าได้ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์อารมณ์ขันและความร่าเริงสามารถยกระดับจิตวิญญาณของเราได้ในยามที่เราทุกข์ยากลำบากแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่เราจะมีความชื่นบานนิรันดร์ที่คอยค้ำจุนเราตลอดช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตได้นั้น เราจะต้อง “ลี้ภัย” ในพระเจ้า (ข้อ 1) ผู้ประทานคำปรึกษาและเตือนสอนเรา (ข้อ 7) พระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา แต่จะ “สำแดงวิถีแห่งชีวิต” แก่เรา และทำให้เรา “มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” (ข้อ 11)อะไรที่ทำให้คุณมีความสุขในฤดูกาลแห่งความยากลำบาก การทรงสถิตของพระเจ้าช่วยยกระดับจิตวิญญาณของคุณอย่างไรพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ทั้งในวันที่ดีและร้าย พระองค์คือแหล่งที่มาแห่งความสุขของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]ในปี 2014 ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ได้ติดตั้งป้ายจราจรที่บอกผู้คนที่กำลังข้ามถนนให้ทำท่าทางตลกๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างช่วงเวลาแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มุมมองของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มุมมองของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">12652ed8-7d64-4203-ab6e-842dc0b15ee4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/91bf443e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป [ ฟีลิปปี 1:12 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2018 ศิษยาภิบาลแทน ฟลิปปินประสบอุบัติเหตุระหว่างปั่นจักรยาน จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสะโพกหัก เมื่อแพทย์สั่งให้ทำซีทีสแกนเพื่อตรวจดูว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนหรือไม่ พวกเขาก็พบเนื้อร้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าสมองของเขา การตรวจพบนี้นำไปสู่เส้นทางอันยาวนานในกระบวนการรักษา ด้วยการพบก้อนเนื้อตามมาอีกหลายก้อนทำให้ต้องมีการรักษาที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก ฟลิปปินเชื่อว่า “พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเพื่อจะตรวจพบเนื้องอกในสมองของผม”</p><p>เปาโลบอกชาวเมืองฟีลิปปีว่า พระเจ้าทรงใช้อุบัติเหตุและความทุกข์ยากต่างๆเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ท่านถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านของชาวโรมัน เพื่อรอการไต่สวนในข้อหาร้ายแรงต่อหน้าจักรพรรดิเนโร แทนที่จะรู้สึกโศกเศร้า เปาโลกลับชื่นชมยินดี ท่านมีความชื่นชมยินดีได้อย่างไร ก็เพราะท่านถือว่าการถูก “จำจอง...เพื่อพระคริสต์” (ฟป.1:13) นั้นเป็นสิทธิพิเศษ (ข้อ 29) จากนั้นเมื่อท่านมองดูความทุกข์ยากของท่านจากมุมมองของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป” (ข้อ 12) ท่านใช้การคุมขังเป็นโอกาสในการแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้คุมที่อยู่กับท่าน ในท้ายที่สุด เมื่อเปาโลเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูขณะที่ถูกจองจำ ชีวิตที่เป็นแบบอย่างของท่านหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้ “กล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว” (ข้อ 14)</p><p>เมื่อเกิดความทุกข์ยาก จงวางใจในมุมมองของพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์สามารถทำให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากนั้นได้</p><p><br></p><p><strong>คุณตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากครั้งล่าสุดอย่างไร คุณจะยอมรับมุมมองของพระเจ้าและรอดูว่าพระองค์จะทำให้เกิดสิ่งดีขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงใช้ช่วงเวลาที่ยากลำบากของข้าพระองค์ เพื่อเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป [ ฟีลิปปี 1:12 ]</em></p><p><br></p><p>ในปี 2018 ศิษยาภิบาลแทน ฟลิปปินประสบอุบัติเหตุระหว่างปั่นจักรยาน จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสะโพกหัก เมื่อแพทย์สั่งให้ทำซีทีสแกนเพื่อตรวจดูว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนหรือไม่ พวกเขาก็พบเนื้อร้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าสมองของเขา การตรวจพบนี้นำไปสู่เส้นทางอันยาวนานในกระบวนการรักษา ด้วยการพบก้อนเนื้อตามมาอีกหลายก้อนทำให้ต้องมีการรักษาที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก ฟลิปปินเชื่อว่า “พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเพื่อจะตรวจพบเนื้องอกในสมองของผม”</p><p>เปาโลบอกชาวเมืองฟีลิปปีว่า พระเจ้าทรงใช้อุบัติเหตุและความทุกข์ยากต่างๆเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ท่านถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านของชาวโรมัน เพื่อรอการไต่สวนในข้อหาร้ายแรงต่อหน้าจักรพรรดิเนโร แทนที่จะรู้สึกโศกเศร้า เปาโลกลับชื่นชมยินดี ท่านมีความชื่นชมยินดีได้อย่างไร ก็เพราะท่านถือว่าการถูก “จำจอง...เพื่อพระคริสต์” (ฟป.1:13) นั้นเป็นสิทธิพิเศษ (ข้อ 29) จากนั้นเมื่อท่านมองดูความทุกข์ยากของท่านจากมุมมองของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป” (ข้อ 12) ท่านใช้การคุมขังเป็นโอกาสในการแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้คุมที่อยู่กับท่าน ในท้ายที่สุด เมื่อเปาโลเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูขณะที่ถูกจองจำ ชีวิตที่เป็นแบบอย่างของท่านหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้ “กล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว” (ข้อ 14)</p><p>เมื่อเกิดความทุกข์ยาก จงวางใจในมุมมองของพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์สามารถทำให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากนั้นได้</p><p><br></p><p><strong>คุณตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากครั้งล่าสุดอย่างไร คุณจะยอมรับมุมมองของพระเจ้าและรอดูว่าพระองค์จะทำให้เกิดสิ่งดีขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงใช้ช่วงเวลาที่ยากลำบากของข้าพระองค์ เพื่อเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 03 May 2025 05:53:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/91bf443e/da2a409a.mp3" length="11810430" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>739</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป [ ฟีลิปปี 1:12 ]ในปี 2018 ศิษยาภิบาลแทน ฟลิปปินประสบอุบัติเหตุระหว่างปั่นจักรยาน จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสะโพกหัก เมื่อแพทย์สั่งให้ทำซีทีสแกนเพื่อตรวจดูว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนหรือไม่ พวกเขาก็พบเนื้อร้ายขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าสมองของเขา การตรวจพบนี้นำไปสู่เส้นทางอันยาวนานในกระบวนการรักษา ด้วยการพบก้อนเนื้อตามมาอีกหลายก้อนทำให้ต้องมีการรักษาที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก ฟลิปปินเชื่อว่า “พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเพื่อจะตรวจพบเนื้องอกในสมองของผม”เปาโลบอกชาวเมืองฟีลิปปีว่า พระเจ้าทรงใช้อุบัติเหตุและความทุกข์ยากต่างๆเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ท่านถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านของชาวโรมัน เพื่อรอการไต่สวนในข้อหาร้ายแรงต่อหน้าจักรพรรดิเนโร แทนที่จะรู้สึกโศกเศร้า เปาโลกลับชื่นชมยินดี ท่านมีความชื่นชมยินดีได้อย่างไร ก็เพราะท่านถือว่าการถูก “จำจอง...เพื่อพระคริสต์” (ฟป.1:13) นั้นเป็นสิทธิพิเศษ (ข้อ 29) จากนั้นเมื่อท่านมองดูความทุกข์ยากของท่านจากมุมมองของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป” (ข้อ 12) ท่านใช้การคุมขังเป็นโอกาสในการแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้คุมที่อยู่กับท่าน ในท้ายที่สุด เมื่อเปาโลเทศนาข่าวประเสริฐของพระเยซูขณะที่ถูกจองจำ ชีวิตที่เป็นแบบอย่างของท่านหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้ “กล่าวพระวจนะของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว” (ข้อ 14)เมื่อเกิดความทุกข์ยาก จงวางใจในมุมมองของพระเจ้าและเชื่อว่าพระองค์สามารถทำให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากนั้นได้คุณตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากครั้งล่าสุดอย่างไร คุณจะยอมรับมุมมองของพระเจ้าและรอดูว่าพระองค์จะทำให้เกิดสิ่งดีขึ้นได้อย่างไรพระบิดาในสวรรค์ ขอทรงใช้ช่วงเวลาที่ยากลำบากของข้าพระองค์ เพื่อเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านทราบว่า การทั้งปวงที่อุบัติขึ้นกับข้าพเจ้านั้น ได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่แพร่กว้างออกไป [ ฟีลิปปี 1:12 ]ในปี 2018 ศิษยาภิบาลแทน ฟลิปปินประสบอุบัติเหตุระหว่างปั่นจักรยาน จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสะโพกหัก เมื่อแพทย์สั่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">12c200c6-6f0d-462d-b343-ad17ce142ca7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/750fc6ba</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน [ โคโลสี 4:6 ]</em></p><p><br></p><p>เบิร์ตวางบัตรเดบิตของเขาไว้บนบิลร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟหยิบมันขึ้นมา แล้วหยุดชะงักก่อนจะถามว่า “เดี๋ยวก่อนนะครับ ชายผู้นี้ที่บอกว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต’ เป็นใครกัน เขากล้าดียังไงถึงพูดเช่นนั้น!” เบิร์ตรู้ได้ว่าพนักงานเสิร์ฟมีปฏิกิริยาจากประโยคที่บริษัทด้านการเงินซึ่งเป็นคริสเตียนพิมพ์ลงบนบัตรเดบิตใบนั้น นั่นคือพระดำรัสของพระเยซูจากยอห์น 14:6 เบิร์ตรู้สึกขบขันต่อปฏิกิริยาของพนักงานเสิร์ฟและได้อธิบายให้เขาฟังถึงอัตลักษณ์ของ “ชายผู้นี้” และการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพื่อนำเราไปถึงพระเจ้า</p><p>เมื่อเราพบกับผู้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเชื่อของเรา เราอาจตอบโต้ด้วยการเยาะเย้ยหรือแม้กระทั่งตัดสินพวกเขา แต่อัครสาวกเปโตรท้าทายเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) แล้วท่านก็เตือนว่า “จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (ข้อ 15) ในโคโลสี 4:6 เปาโลอธิบายถึงพลังของคำตอบเช่นนั้นว่า “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน” เช่นเดียวกับที่เกลือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือก็มีรสเชื้อเชิญให้ผู้อื่นอยากเข้ามาชิมความเชื่อของเราได้เช่นกัน</p><p>อาจมีคำถามเกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึงจากผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับพระเยซูเลย เมื่อเราตอบด้วยความสุภาพและใจเมตตา คำตอบของเราก็จะมีรสชาติที่ดึงดูดให้ผู้ถามอยากฟังเรามากขึ้น</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยรู้สึกประหลาดใจกับคำถามเรื่องพระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะเตรียมคำตอบที่ “ปรุงด้วยเกลือ” ให้กับผู้ถามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้พร้อมสำหรับคำถามที่ทรงนำเข้ามา เพื่อข้าพระองค์จะตอบด้วยความรักและความเมตตา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน [ โคโลสี 4:6 ]</em></p><p><br></p><p>เบิร์ตวางบัตรเดบิตของเขาไว้บนบิลร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟหยิบมันขึ้นมา แล้วหยุดชะงักก่อนจะถามว่า “เดี๋ยวก่อนนะครับ ชายผู้นี้ที่บอกว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต’ เป็นใครกัน เขากล้าดียังไงถึงพูดเช่นนั้น!” เบิร์ตรู้ได้ว่าพนักงานเสิร์ฟมีปฏิกิริยาจากประโยคที่บริษัทด้านการเงินซึ่งเป็นคริสเตียนพิมพ์ลงบนบัตรเดบิตใบนั้น นั่นคือพระดำรัสของพระเยซูจากยอห์น 14:6 เบิร์ตรู้สึกขบขันต่อปฏิกิริยาของพนักงานเสิร์ฟและได้อธิบายให้เขาฟังถึงอัตลักษณ์ของ “ชายผู้นี้” และการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพื่อนำเราไปถึงพระเจ้า</p><p>เมื่อเราพบกับผู้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเชื่อของเรา เราอาจตอบโต้ด้วยการเยาะเย้ยหรือแม้กระทั่งตัดสินพวกเขา แต่อัครสาวกเปโตรท้าทายเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) แล้วท่านก็เตือนว่า “จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (ข้อ 15) ในโคโลสี 4:6 เปาโลอธิบายถึงพลังของคำตอบเช่นนั้นว่า “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน” เช่นเดียวกับที่เกลือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือก็มีรสเชื้อเชิญให้ผู้อื่นอยากเข้ามาชิมความเชื่อของเราได้เช่นกัน</p><p>อาจมีคำถามเกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึงจากผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับพระเยซูเลย เมื่อเราตอบด้วยความสุภาพและใจเมตตา คำตอบของเราก็จะมีรสชาติที่ดึงดูดให้ผู้ถามอยากฟังเรามากขึ้น</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยรู้สึกประหลาดใจกับคำถามเรื่องพระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะเตรียมคำตอบที่ “ปรุงด้วยเกลือ” ให้กับผู้ถามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้พร้อมสำหรับคำถามที่ทรงนำเข้ามา เพื่อข้าพระองค์จะตอบด้วยความรักและความเมตตา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 02 May 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/750fc6ba/2692f94a.mp3" length="10360121" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>648</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน [ โคโลสี 4:6 ]เบิร์ตวางบัตรเดบิตของเขาไว้บนบิลร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟหยิบมันขึ้นมา แล้วหยุดชะงักก่อนจะถามว่า “เดี๋ยวก่อนนะครับ ชายผู้นี้ที่บอกว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต’ เป็นใครกัน เขากล้าดียังไงถึงพูดเช่นนั้น!” เบิร์ตรู้ได้ว่าพนักงานเสิร์ฟมีปฏิกิริยาจากประโยคที่บริษัทด้านการเงินซึ่งเป็นคริสเตียนพิมพ์ลงบนบัตรเดบิตใบนั้น นั่นคือพระดำรัสของพระเยซูจากยอห์น 14:6 เบิร์ตรู้สึกขบขันต่อปฏิกิริยาของพนักงานเสิร์ฟและได้อธิบายให้เขาฟังถึงอัตลักษณ์ของ “ชายผู้นี้” และการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาเพื่อนำเราไปถึงพระเจ้าเมื่อเราพบกับผู้คนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเชื่อของเรา เราอาจตอบโต้ด้วยการเยาะเย้ยหรือแม้กระทั่งตัดสินพวกเขา แต่อัครสาวกเปโตรท้าทายเราว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) แล้วท่านก็เตือนว่า “จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (ข้อ 15) ในโคโลสี 4:6 เปาโลอธิบายถึงพลังของคำตอบเช่นนั้นว่า “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน” เช่นเดียวกับที่เกลือช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร คำตอบที่ปรุงด้วยเกลือก็มีรสเชื้อเชิญให้ผู้อื่นอยากเข้ามาชิมความเชื่อของเราได้เช่นกันอาจมีคำถามเกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึงจากผู้คนที่ไม่คุ้นเคยกับพระเยซูเลย เมื่อเราตอบด้วยความสุภาพและใจเมตตา คำตอบของเราก็จะมีรสชาติที่ดึงดูดให้ผู้ถามอยากฟังเรามากขึ้นคุณเคยรู้สึกประหลาดใจกับคำถามเรื่องพระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะเตรียมคำตอบที่ “ปรุงด้วยเกลือ” ให้กับผู้ถามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้พร้อมสำหรับคำถามที่ทรงนำเข้ามา เพื่อข้าพระองค์จะตอบด้วยความรักและความเมตตา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน [ โคโลสี 4:6 ]เบิร์ตวางบัตรเดบิตของเขาไว้บนบิลร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟหยิบมันขึ้นมา แล้วหยุดชะงักก่อนจะถามว่า “เดี๋ยวก่อนนะครับ ชายผู้นี้ที่บอกว่า ‘เราเป็นทา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฟังเสียงพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฟังเสียงพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">21f7a73b-b128-43bb-9142-673c63534a09</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b67002ec</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ภายหลังไฟก็​มี​เสียงเบาๆ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:12 ]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มหานครนิวยอร์กได้กลายเป็นสถานที่ที่จอแจ จากเสียงของรถไฟที่อยู่เหนือศีรษะ รถยนต์ รถเข็น เสียงของเด็กที่ตะโกนขายหนังสือพิมพ์ และผู้คนที่พลุกพล่าน ชีวิตจึงหนวกหู! แต่วันหนึ่งที่บรอดเวย์ บนถนนสาย 34 ชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ลส์ เคลล็อกก์พูดกับเพื่อนของเขาว่า “ฟังสิ ผมได้ยินเสียงจิ้งหรีด”</p><p>“เป็นไปไม่ได้” เพื่อนของเขาตอบ “ด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ คุณไม่มีทางได้ยินเสียงเล็กๆแบบนั้นได้” แต่เคลล็อกก์ยังคงยืนกราน และในที่สุดเขาก็พบจิ้งหรีดกำลังส่งเสียงร้องอยู่ที่หน้าต่างของร้านเบเกอรี่ “ความสามารถในการได้ยินของคุณนี่ช่างน่าทึ่งจริงๆ”เพื่อนของเขากล่าว“เปล่าเลย”เคลล็อกก์ตอบ “มันอยู่ที่ว่าคุณมุ่งความสนใจไปที่จุดไหน”</p><p>เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่เพิ่งได้เห็นพระเจ้าสำแดงฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์ของพระองค์ แต่ตอนนี้ท่านกลับไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเพราะกลัวราชินีนอกรีต (1พกษ.19:1-9) ในครั้งนี้พระเจ้าไม่ต้องการสื่อสารกับท่านด้วยวิธีที่ทรงพลัง แม้พระองค์จะบันดาลให้เกิดลมพายุ แผ่นดินไหว และแม้กระทั่งไฟก็ตาม (ข้อ 11-12) ถึงเวลาแล้วที่เอลียาห์จะพูดคุยกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวแบบเงียบๆ พระเจ้าต้องการตรัสกับผู้เผยพระวจนะด้วย “เสียงเบาๆ” (ข้อ 12)</p><p>ทุกวันนี้มีเสียงรบกวนมากมายในชีวิตของเรา แต่พระเจ้ายังคงตรัสด้วยเสียงแผ่วเบาผ่านทางพระคัมภีร์และพระวิญญาณของพระองค์ การใช้เวลาจดจ่อกับพระเจ้าด้วยใจอธิษฐานจะช่วยเราในการปรับจูนจนได้พบกับเสียงแห่งการปลอบประโลมและการทรงนำของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>มีเสียงอะไรบ้างที่จอแจอยู่ในชีวิตของคุณ คุณจะฟังเสียงของพระเจ้าในโลกที่วุ่นวายของคุณได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ ได้ฟังเสียงขององค์พระวิญญาณที่ได้ทรงตรัสกับข้าพระองค์อย่างเงียบๆ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ภายหลังไฟก็​มี​เสียงเบาๆ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:12 ]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มหานครนิวยอร์กได้กลายเป็นสถานที่ที่จอแจ จากเสียงของรถไฟที่อยู่เหนือศีรษะ รถยนต์ รถเข็น เสียงของเด็กที่ตะโกนขายหนังสือพิมพ์ และผู้คนที่พลุกพล่าน ชีวิตจึงหนวกหู! แต่วันหนึ่งที่บรอดเวย์ บนถนนสาย 34 ชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ลส์ เคลล็อกก์พูดกับเพื่อนของเขาว่า “ฟังสิ ผมได้ยินเสียงจิ้งหรีด”</p><p>“เป็นไปไม่ได้” เพื่อนของเขาตอบ “ด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ คุณไม่มีทางได้ยินเสียงเล็กๆแบบนั้นได้” แต่เคลล็อกก์ยังคงยืนกราน และในที่สุดเขาก็พบจิ้งหรีดกำลังส่งเสียงร้องอยู่ที่หน้าต่างของร้านเบเกอรี่ “ความสามารถในการได้ยินของคุณนี่ช่างน่าทึ่งจริงๆ”เพื่อนของเขากล่าว“เปล่าเลย”เคลล็อกก์ตอบ “มันอยู่ที่ว่าคุณมุ่งความสนใจไปที่จุดไหน”</p><p>เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่เพิ่งได้เห็นพระเจ้าสำแดงฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์ของพระองค์ แต่ตอนนี้ท่านกลับไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเพราะกลัวราชินีนอกรีต (1พกษ.19:1-9) ในครั้งนี้พระเจ้าไม่ต้องการสื่อสารกับท่านด้วยวิธีที่ทรงพลัง แม้พระองค์จะบันดาลให้เกิดลมพายุ แผ่นดินไหว และแม้กระทั่งไฟก็ตาม (ข้อ 11-12) ถึงเวลาแล้วที่เอลียาห์จะพูดคุยกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวแบบเงียบๆ พระเจ้าต้องการตรัสกับผู้เผยพระวจนะด้วย “เสียงเบาๆ” (ข้อ 12)</p><p>ทุกวันนี้มีเสียงรบกวนมากมายในชีวิตของเรา แต่พระเจ้ายังคงตรัสด้วยเสียงแผ่วเบาผ่านทางพระคัมภีร์และพระวิญญาณของพระองค์ การใช้เวลาจดจ่อกับพระเจ้าด้วยใจอธิษฐานจะช่วยเราในการปรับจูนจนได้พบกับเสียงแห่งการปลอบประโลมและการทรงนำของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>มีเสียงอะไรบ้างที่จอแจอยู่ในชีวิตของคุณ คุณจะฟังเสียงของพระเจ้าในโลกที่วุ่นวายของคุณได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ ได้ฟังเสียงขององค์พระวิญญาณที่ได้ทรงตรัสกับข้าพระองค์อย่างเงียบๆ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 30 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b67002ec/72dc96b3.mp3" length="12224625" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>764</itunes:duration>
      <itunes:summary>ภายหลังไฟก็​มี​เสียงเบาๆ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:12 ]ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มหานครนิวยอร์กได้กลายเป็นสถานที่ที่จอแจ จากเสียงของรถไฟที่อยู่เหนือศีรษะ รถยนต์ รถเข็น เสียงของเด็กที่ตะโกนขายหนังสือพิมพ์ และผู้คนที่พลุกพล่าน ชีวิตจึงหนวกหู! แต่วันหนึ่งที่บรอดเวย์ บนถนนสาย 34 ชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ลส์ เคลล็อกก์พูดกับเพื่อนของเขาว่า “ฟังสิ ผมได้ยินเสียงจิ้งหรีด”“เป็นไปไม่ได้” เพื่อนของเขาตอบ “ด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ คุณไม่มีทางได้ยินเสียงเล็กๆแบบนั้นได้” แต่เคลล็อกก์ยังคงยืนกราน และในที่สุดเขาก็พบจิ้งหรีดกำลังส่งเสียงร้องอยู่ที่หน้าต่างของร้านเบเกอรี่ “ความสามารถในการได้ยินของคุณนี่ช่างน่าทึ่งจริงๆ”เพื่อนของเขากล่าว“เปล่าเลย”เคลล็อกก์ตอบ “มันอยู่ที่ว่าคุณมุ่งความสนใจไปที่จุดไหน”เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่เพิ่งได้เห็นพระเจ้าสำแดงฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์ของพระองค์ แต่ตอนนี้ท่านกลับไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเพราะกลัวราชินีนอกรีต (1พกษ.19:1-9) ในครั้งนี้พระเจ้าไม่ต้องการสื่อสารกับท่านด้วยวิธีที่ทรงพลัง แม้พระองค์จะบันดาลให้เกิดลมพายุ แผ่นดินไหว และแม้กระทั่งไฟก็ตาม (ข้อ 11-12) ถึงเวลาแล้วที่เอลียาห์จะพูดคุยกับพระเจ้าเป็นการส่วนตัวแบบเงียบๆ พระเจ้าต้องการตรัสกับผู้เผยพระวจนะด้วย “เสียงเบาๆ” (ข้อ 12)ทุกวันนี้มีเสียงรบกวนมากมายในชีวิตของเรา แต่พระเจ้ายังคงตรัสด้วยเสียงแผ่วเบาผ่านทางพระคัมภีร์และพระวิญญาณของพระองค์ การใช้เวลาจดจ่อกับพระเจ้าด้วยใจอธิษฐานจะช่วยเราในการปรับจูนจนได้พบกับเสียงแห่งการปลอบประโลมและการทรงนำของพระองค์มีเสียงอะไรบ้างที่จอแจอยู่ในชีวิตของคุณ คุณจะฟังเสียงของพระเจ้าในโลกที่วุ่นวายของคุณได้อย่างไรข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ ได้ฟังเสียงขององค์พระวิญญาณที่ได้ทรงตรัสกับข้าพระองค์อย่างเงียบๆ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ภายหลังไฟก็​มี​เสียงเบาๆ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:12 ]ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มหานครนิวยอร์กได้กลายเป็นสถานที่ที่จอแจ จากเสียงของรถไฟที่อยู่เหนือศีรษะ รถยนต์ รถเข็น เสียงของเด็กที่ตะโกนขายหนังสือพิมพ์ และผู้คนที่พลุกพล่าน ชีวิตจึงหนวกหู! แต่วันหนึ่งที่บรอดเวย์ บ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วางใจพระเจ้าด้วยสุดใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วางใจพระเจ้าด้วยสุดใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ba19bae8-9c5b-4e86-ac5c-1a1097b6e5cc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a2f8ac5b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะแนะนำ...เจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป...ด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]</em></p><p><br></p><p>แมวจรจัดที่ร้องอย่างน่าสงสารทำให้ผมหยุดเดิน ผมเพิ่งจะเดินผ่านกองอาหารที่มีคนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่า ว้าว พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารให้แมวที่หิวโหยตัวนี้ อาหารถูกทิ้งไว้หลังเสาใกล้ๆ ผมจึงพยายามล่อให้เจ้าแมวผอมแห้งไปที่นั่น มันขยับเข้ามาหาผมอย่างไว้ใจ จากนั้นก็หยุดและไม่ตามผมอีก ผมอยากจะถามว่า ทำไมเจ้าไม่ไว้ใจในทางที่ฉันบอก มีอาหารทั้งมื้อรอเจ้าอยู่!</p><p>นั่นทำให้ผมฉุกคิด ผมไม่ได้ทำอย่างเดียวกันในความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้าหรอกหรือ บ่อยแค่ไหนที่ผมตอบสนองการทรงนำของพระองค์โดยคิดว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่คิดว่าคำแนะนำของพระองค์จะไว้ใจได้ โดยที่ไม่รู้ว่าการจัดเตรียมอันยอดเยี่ยมของพระองค์อาจจะรออยู่ตรงมุมถนน</p><p>วิถีของพระเจ้านั้นคู่ควรที่เราจะไว้วางใจ เพราะพระองค์ทรงรักเราและคิดถึงประโยชน์สูงสุดของเรา พระองค์ตรัสกับเราว่า “เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่” (สดด.32:8) แต่พระองค์ไม่ทรงปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นสัตว์ที่ต้องถูกควบคุม (ข้อ 9) ทรงปรารถนาให้เราติดตามพระองค์ด้วยความเต็มใจ และทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยตลอดเป็นนิตย์เมื่อเรากระทำดังนั้น “ความรักมั่นคงจะล้อมบุคคลที่วางใจในพระเจ้า” (ข้อ 10) สิ่งที่เราต้องทำคือเพียงแค่ติดตามพระองค์ต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราทุกย่างก้าว</p><p><br></p><p><strong>ความกลัวหรือความวิตกกังวลใดที่ทำให้คุณไม่อาจวางใจพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ เวลานี้พระองค์ทรงนำให้คุณทำอะไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ที่จะวางใจในพระองค์ด้วยสุดใจ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์และไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะแนะนำ...เจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป...ด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]</em></p><p><br></p><p>แมวจรจัดที่ร้องอย่างน่าสงสารทำให้ผมหยุดเดิน ผมเพิ่งจะเดินผ่านกองอาหารที่มีคนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่า ว้าว พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารให้แมวที่หิวโหยตัวนี้ อาหารถูกทิ้งไว้หลังเสาใกล้ๆ ผมจึงพยายามล่อให้เจ้าแมวผอมแห้งไปที่นั่น มันขยับเข้ามาหาผมอย่างไว้ใจ จากนั้นก็หยุดและไม่ตามผมอีก ผมอยากจะถามว่า ทำไมเจ้าไม่ไว้ใจในทางที่ฉันบอก มีอาหารทั้งมื้อรอเจ้าอยู่!</p><p>นั่นทำให้ผมฉุกคิด ผมไม่ได้ทำอย่างเดียวกันในความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้าหรอกหรือ บ่อยแค่ไหนที่ผมตอบสนองการทรงนำของพระองค์โดยคิดว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่คิดว่าคำแนะนำของพระองค์จะไว้ใจได้ โดยที่ไม่รู้ว่าการจัดเตรียมอันยอดเยี่ยมของพระองค์อาจจะรออยู่ตรงมุมถนน</p><p>วิถีของพระเจ้านั้นคู่ควรที่เราจะไว้วางใจ เพราะพระองค์ทรงรักเราและคิดถึงประโยชน์สูงสุดของเรา พระองค์ตรัสกับเราว่า “เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่” (สดด.32:8) แต่พระองค์ไม่ทรงปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นสัตว์ที่ต้องถูกควบคุม (ข้อ 9) ทรงปรารถนาให้เราติดตามพระองค์ด้วยความเต็มใจ และทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยตลอดเป็นนิตย์เมื่อเรากระทำดังนั้น “ความรักมั่นคงจะล้อมบุคคลที่วางใจในพระเจ้า” (ข้อ 10) สิ่งที่เราต้องทำคือเพียงแค่ติดตามพระองค์ต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราทุกย่างก้าว</p><p><br></p><p><strong>ความกลัวหรือความวิตกกังวลใดที่ทำให้คุณไม่อาจวางใจพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ เวลานี้พระองค์ทรงนำให้คุณทำอะไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ที่จะวางใจในพระองค์ด้วยสุดใจ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์และไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 29 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2f8ac5b/fc7f305a.mp3" length="13696272" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>856</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะแนะนำ...เจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป...ด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]แมวจรจัดที่ร้องอย่างน่าสงสารทำให้ผมหยุดเดิน ผมเพิ่งจะเดินผ่านกองอาหารที่มีคนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่า ว้าว พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารให้แมวที่หิวโหยตัวนี้ อาหารถูกทิ้งไว้หลังเสาใกล้ๆ ผมจึงพยายามล่อให้เจ้าแมวผอมแห้งไปที่นั่น มันขยับเข้ามาหาผมอย่างไว้ใจ จากนั้นก็หยุดและไม่ตามผมอีก ผมอยากจะถามว่า ทำไมเจ้าไม่ไว้ใจในทางที่ฉันบอก มีอาหารทั้งมื้อรอเจ้าอยู่!นั่นทำให้ผมฉุกคิด ผมไม่ได้ทำอย่างเดียวกันในความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้าหรอกหรือ บ่อยแค่ไหนที่ผมตอบสนองการทรงนำของพระองค์โดยคิดว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่คิดว่าคำแนะนำของพระองค์จะไว้ใจได้ โดยที่ไม่รู้ว่าการจัดเตรียมอันยอดเยี่ยมของพระองค์อาจจะรออยู่ตรงมุมถนนวิถีของพระเจ้านั้นคู่ควรที่เราจะไว้วางใจ เพราะพระองค์ทรงรักเราและคิดถึงประโยชน์สูงสุดของเรา พระองค์ตรัสกับเราว่า “เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่” (สดด.32:8) แต่พระองค์ไม่ทรงปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นสัตว์ที่ต้องถูกควบคุม (ข้อ 9) ทรงปรารถนาให้เราติดตามพระองค์ด้วยความเต็มใจ และทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยตลอดเป็นนิตย์เมื่อเรากระทำดังนั้น “ความรักมั่นคงจะล้อมบุคคลที่วางใจในพระเจ้า” (ข้อ 10) สิ่งที่เราต้องทำคือเพียงแค่ติดตามพระองค์ต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราทุกย่างก้าวความกลัวหรือความวิตกกังวลใดที่ทำให้คุณไม่อาจวางใจพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ เวลานี้พระองค์ทรงนำให้คุณทำอะไรพระบิดาเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ที่จะวางใจในพระองค์ด้วยสุดใจ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์และไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะแนะนำ...เจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป...ด้วยจับตาเจ้าอยู่ [ สดุดี 32:8 ]แมวจรจัดที่ร้องอย่างน่าสงสารทำให้ผมหยุดเดิน ผมเพิ่งจะเดินผ่านกองอาหารที่มีคนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ผมคิดว่า ว้าว พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารให้แมวที่หิวโหยตัวนี้ อาหารถูกทิ้งไว้หล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หมดหวังหรือมีความหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หมดหวังหรือมีความหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">74c694ff-dc14-46a5-bc15-2a750717fafa</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d029323b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้ [ กันดารวิถี 13:30 ]</em></p><p><br></p><p>ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี พืชจำพวกหญ้าแร็กวีดจะกระตุ้นให้ลูกชายฉันเกิดไซนัสอักเสบ คืนหนึ่งอาการของเขารุนแรงมากจนคิดว่าเขาควรไปพบแพทย์ ครอบครัวของเราเพิ่งหายดีจากปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เป็นมาหลายเดือน และฉันรู้สึกท้อใจมากจนไม่อยากแม้แต่จะอธิษฐาน แต่สามีของฉันมีความหวังในทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้เราผ่านพ้นมาแล้ว เขาอธิษฐานขอการทรงนำ หลังจากนั้นไม่นานยาก็ช่วยให้ลูกชายเราอาการดีขึ้น</p><p>ถึงแม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกท้อแท้ แต่คาเลบและโยชูวายังแสดงถึงความหวังและการมองโลกในแง่ดีหลังจากสำรวจตลอดทั่วแผ่นดินคานาอันแล้ว (กดว.14:6-9) พระเจ้าทรงให้สัญญาถึงดินแดนนี้กับคนอิสราเอล คาเลบจึงกล่าวว่า “ให้เรา<br>ขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้” (13:30) คนอื่นๆรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนคานาอันมีกำลังมาก และเมืองของพวกเขามีกำแพงล้อมรอบ (ข้อ 28, 31-33)</p><p>สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ความเชื่อของคาเลบตั้งอยู่บนความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในการต่อสู้ของพวกเขาในอดีต ในที่สุดประชากรของพระเจ้าก็พิชิตคานาอันได้ และคาเลบได้รับส่วนแบ่งของตนเพราะท่านได้ติดตามพระองค์ “อย่างสุดใจ” (ยชว.14:9)</p><p>สถานการณ์หลายอย่างทำให้รู้สึกสิ้นหวัง แต่สำหรับผู้ที่รู้จักพระเจ้าและเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระองค์นั้นมีเหตุผลที่จะมีความหวังเสมอ เมื่อเราวางใจในฤทธิ์อำนาจและพระคุณของพระองค์ที่จะพาเราผ่านพ้นไป</p><p><br></p><p><strong>คุณคิดว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคุณอย่างไรในยามเมื่อคุณรู้สึกหมดหวัง หนักใจ หรือหวาดกลัว การรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างช่วยคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความกล้าหาญและความหวังหลั่งไหลออกมาจากความสัมพันธ์ของข้าพระองค์กับพระองค์ เพื่อหนุนใจผู้อื่นให้หันมาหาพระองค์ในยามที่ชีวิตยากลำบาก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้ [ กันดารวิถี 13:30 ]</em></p><p><br></p><p>ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี พืชจำพวกหญ้าแร็กวีดจะกระตุ้นให้ลูกชายฉันเกิดไซนัสอักเสบ คืนหนึ่งอาการของเขารุนแรงมากจนคิดว่าเขาควรไปพบแพทย์ ครอบครัวของเราเพิ่งหายดีจากปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เป็นมาหลายเดือน และฉันรู้สึกท้อใจมากจนไม่อยากแม้แต่จะอธิษฐาน แต่สามีของฉันมีความหวังในทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้เราผ่านพ้นมาแล้ว เขาอธิษฐานขอการทรงนำ หลังจากนั้นไม่นานยาก็ช่วยให้ลูกชายเราอาการดีขึ้น</p><p>ถึงแม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกท้อแท้ แต่คาเลบและโยชูวายังแสดงถึงความหวังและการมองโลกในแง่ดีหลังจากสำรวจตลอดทั่วแผ่นดินคานาอันแล้ว (กดว.14:6-9) พระเจ้าทรงให้สัญญาถึงดินแดนนี้กับคนอิสราเอล คาเลบจึงกล่าวว่า “ให้เรา<br>ขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้” (13:30) คนอื่นๆรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนคานาอันมีกำลังมาก และเมืองของพวกเขามีกำแพงล้อมรอบ (ข้อ 28, 31-33)</p><p>สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ความเชื่อของคาเลบตั้งอยู่บนความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในการต่อสู้ของพวกเขาในอดีต ในที่สุดประชากรของพระเจ้าก็พิชิตคานาอันได้ และคาเลบได้รับส่วนแบ่งของตนเพราะท่านได้ติดตามพระองค์ “อย่างสุดใจ” (ยชว.14:9)</p><p>สถานการณ์หลายอย่างทำให้รู้สึกสิ้นหวัง แต่สำหรับผู้ที่รู้จักพระเจ้าและเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระองค์นั้นมีเหตุผลที่จะมีความหวังเสมอ เมื่อเราวางใจในฤทธิ์อำนาจและพระคุณของพระองค์ที่จะพาเราผ่านพ้นไป</p><p><br></p><p><strong>คุณคิดว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคุณอย่างไรในยามเมื่อคุณรู้สึกหมดหวัง หนักใจ หรือหวาดกลัว การรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างช่วยคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความกล้าหาญและความหวังหลั่งไหลออกมาจากความสัมพันธ์ของข้าพระองค์กับพระองค์ เพื่อหนุนใจผู้อื่นให้หันมาหาพระองค์ในยามที่ชีวิตยากลำบาก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 29 Apr 2025 05:34:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d029323b/cb63bc31.mp3" length="11552977" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้ [ กันดารวิถี 13:30 ]ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี พืชจำพวกหญ้าแร็กวีดจะกระตุ้นให้ลูกชายฉันเกิดไซนัสอักเสบ คืนหนึ่งอาการของเขารุนแรงมากจนคิดว่าเขาควรไปพบแพทย์ ครอบครัวของเราเพิ่งหายดีจากปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เป็นมาหลายเดือน และฉันรู้สึกท้อใจมากจนไม่อยากแม้แต่จะอธิษฐาน แต่สามีของฉันมีความหวังในทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงช่วยให้เราผ่านพ้นมาแล้ว เขาอธิษฐานขอการทรงนำ หลังจากนั้นไม่นานยาก็ช่วยให้ลูกชายเราอาการดีขึ้นถึงแม้เพื่อนบางคนจะรู้สึกท้อแท้ แต่คาเลบและโยชูวายังแสดงถึงความหวังและการมองโลกในแง่ดีหลังจากสำรวจตลอดทั่วแผ่นดินคานาอันแล้ว (กดว.14:6-9) พระเจ้าทรงให้สัญญาถึงดินแดนนี้กับคนอิสราเอล คาเลบจึงกล่าวว่า “ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้” (13:30) คนอื่นๆรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนคานาอันมีกำลังมาก และเมืองของพวกเขามีกำแพงล้อมรอบ (ข้อ 28, 31-33)สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ความเชื่อของคาเลบตั้งอยู่บนความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในการต่อสู้ของพวกเขาในอดีต ในที่สุดประชากรของพระเจ้าก็พิชิตคานาอันได้ และคาเลบได้รับส่วนแบ่งของตนเพราะท่านได้ติดตามพระองค์ “อย่างสุดใจ” (ยชว.14:9)สถานการณ์หลายอย่างทำให้รู้สึกสิ้นหวัง แต่สำหรับผู้ที่รู้จักพระเจ้าและเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระองค์นั้นมีเหตุผลที่จะมีความหวังเสมอ เมื่อเราวางใจในฤทธิ์อำนาจและพระคุณของพระองค์ที่จะพาเราผ่านพ้นไปคุณคิดว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของคุณอย่างไรในยามเมื่อคุณรู้สึกหมดหวัง หนักใจ หรือหวาดกลัว การรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างช่วยคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ความกล้าหาญและความหวังหลั่งไหลออกมาจากความสัมพันธ์ของข้าพระองค์กับพระองค์ เพื่อหนุนใจผู้อื่นให้หันมาหาพระองค์ในยามที่ชีวิตยากลำบาก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้ [ กันดารวิถี 13:30 ]ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี พืชจำพวกหญ้าแร็กวีดจะกระตุ้นให้ลูกชายฉันเกิดไซนัสอักเสบ คืนหนึ่งอาการของเขารุนแรงมากจนคิดว่าเขาควรไปพบแพทย์ ครอบครัวของเราเพิ่งหายดีจากปั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงเลียนแบบข้าพเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงเลียนแบบข้าพเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d6cdbb54-0e6b-4108-9e5b-8ce782693394</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5148ed53</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์ [ 1 โครินธ์ 11:1 ]</em></p><p><br></p><p>ขณะที่ผู้เป็นพ่อเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในทะเลสาบ โทมัสวัยสองขวบก็เลียนแบบสิ่งที่พ่อทำโดยใช้คันเบ็ดของเล่นของเขาเอง ต่อมาขณะยืนอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบที่น้ำตื้น โธมัสก็พยายามเลียนแบบพ่อในการเหวี่ยงปลากลับลงไปในน้ำด้วยการจุ่มคันเบ็ดลงในน้ำแล้วก็ “เกี่ยว” วัชพืชขึ้นมา เมื่อ “เกี่ยวได้” แต่ละครั้ง โทมัสก็หยิบวัชพืชขึ้นมาให้พ่อของเขาชื่นชมก่อนจะปล่อยมันกลับลงทะเลสาบ</p><p>เรามักชอบเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีผ่านการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในพันธสัญญาใหม่ ผู้ติดตามพระเยซูมักได้รับการหนุนใจให้มองดูผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อต่อพระกิตติคุณเป็นตัวอย่าง (ดู 2 ธส.3:9; ฮบ.13:7; 3 ยน.1:11)</p><p>ใน 2 เธสะโลนิกา 3 เปาโลยกตัวอย่างความประพฤติที่ไม่ควรเลียนแบบ (อยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่อยู่ในโอวาทและชอบยุ่งกับธุระของคนอื่น ข้อ 6, 11) และบอกผู้อ่านให้เอาอย่างความซื่อสัตย์ที่พบในตัวท่านและผู้นำคนอื่นๆ (ข้อ 7-10) และเปาโลได้หนุนใจพวกเขาว่า “ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดีเลย” (ข้อ 13)</p><p>แต่เปาโลรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว แบบอย่างชีวิตของท่านจะควรค่าแก่การเลียนแบบก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นนำไปสู่การพึ่งพาในพระคริสต์ (1 คร.11:1) มีเพียงชีวิตที่หยั่งรากลงในความเชื่อและฤทธานุภาพของพระคริสต์เท่านั้น ที่จะนำพาให้เราเติบโตขึ้นในพระคุณและพระปัญญาได้</p><p><br></p><p><strong>ใครที่เป็นแบบอย่างในทางของพระเจ้าในชีวิตของคุณ และในทางกลับกันคุณอาจมีอิทธิพลต่อใครบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับผู้คนอันเป็นที่รัก ที่ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งชี้ไปที่พระองค์ และกำลังช่วยให้ข้าพระองค์ เรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชและความรักของพระองค์หมายความว่าอย่างไร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์ [ 1 โครินธ์ 11:1 ]</em></p><p><br></p><p>ขณะที่ผู้เป็นพ่อเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในทะเลสาบ โทมัสวัยสองขวบก็เลียนแบบสิ่งที่พ่อทำโดยใช้คันเบ็ดของเล่นของเขาเอง ต่อมาขณะยืนอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบที่น้ำตื้น โธมัสก็พยายามเลียนแบบพ่อในการเหวี่ยงปลากลับลงไปในน้ำด้วยการจุ่มคันเบ็ดลงในน้ำแล้วก็ “เกี่ยว” วัชพืชขึ้นมา เมื่อ “เกี่ยวได้” แต่ละครั้ง โทมัสก็หยิบวัชพืชขึ้นมาให้พ่อของเขาชื่นชมก่อนจะปล่อยมันกลับลงทะเลสาบ</p><p>เรามักชอบเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีผ่านการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในพันธสัญญาใหม่ ผู้ติดตามพระเยซูมักได้รับการหนุนใจให้มองดูผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อต่อพระกิตติคุณเป็นตัวอย่าง (ดู 2 ธส.3:9; ฮบ.13:7; 3 ยน.1:11)</p><p>ใน 2 เธสะโลนิกา 3 เปาโลยกตัวอย่างความประพฤติที่ไม่ควรเลียนแบบ (อยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่อยู่ในโอวาทและชอบยุ่งกับธุระของคนอื่น ข้อ 6, 11) และบอกผู้อ่านให้เอาอย่างความซื่อสัตย์ที่พบในตัวท่านและผู้นำคนอื่นๆ (ข้อ 7-10) และเปาโลได้หนุนใจพวกเขาว่า “ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดีเลย” (ข้อ 13)</p><p>แต่เปาโลรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว แบบอย่างชีวิตของท่านจะควรค่าแก่การเลียนแบบก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นนำไปสู่การพึ่งพาในพระคริสต์ (1 คร.11:1) มีเพียงชีวิตที่หยั่งรากลงในความเชื่อและฤทธานุภาพของพระคริสต์เท่านั้น ที่จะนำพาให้เราเติบโตขึ้นในพระคุณและพระปัญญาได้</p><p><br></p><p><strong>ใครที่เป็นแบบอย่างในทางของพระเจ้าในชีวิตของคุณ และในทางกลับกันคุณอาจมีอิทธิพลต่อใครบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับผู้คนอันเป็นที่รัก ที่ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งชี้ไปที่พระองค์ และกำลังช่วยให้ข้าพระองค์ เรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชและความรักของพระองค์หมายความว่าอย่างไร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 28 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5148ed53/6f9ef95f.mp3" length="11914506" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>745</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์ [ 1 โครินธ์ 11:1 ]ขณะที่ผู้เป็นพ่อเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในทะเลสาบ โทมัสวัยสองขวบก็เลียนแบบสิ่งที่พ่อทำโดยใช้คันเบ็ดของเล่นของเขาเอง ต่อมาขณะยืนอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบที่น้ำตื้น โธมัสก็พยายามเลียนแบบพ่อในการเหวี่ยงปลากลับลงไปในน้ำด้วยการจุ่มคันเบ็ดลงในน้ำแล้วก็ “เกี่ยว” วัชพืชขึ้นมา เมื่อ “เกี่ยวได้” แต่ละครั้ง โทมัสก็หยิบวัชพืชขึ้นมาให้พ่อของเขาชื่นชมก่อนจะปล่อยมันกลับลงทะเลสาบเรามักชอบเรียนรู้ทั้งสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ตลอดจนสิ่งที่ไม่ดีผ่านการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในพันธสัญญาใหม่ ผู้ติดตามพระเยซูมักได้รับการหนุนใจให้มองดูผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อต่อพระกิตติคุณเป็นตัวอย่าง (ดู 2 ธส.3:9; ฮบ.13:7; 3 ยน.1:11)ใน 2 เธสะโลนิกา 3 เปาโลยกตัวอย่างความประพฤติที่ไม่ควรเลียนแบบ (อยู่อย่างเกียจคร้าน ไม่อยู่ในโอวาทและชอบยุ่งกับธุระของคนอื่น ข้อ 6, 11) และบอกผู้อ่านให้เอาอย่างความซื่อสัตย์ที่พบในตัวท่านและผู้นำคนอื่นๆ (ข้อ 7-10) และเปาโลได้หนุนใจพวกเขาว่า “ท่านอย่าอ่อนใจที่จะกระทำการดีเลย” (ข้อ 13)แต่เปาโลรู้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว แบบอย่างชีวิตของท่านจะควรค่าแก่การเลียนแบบก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นนำไปสู่การพึ่งพาในพระคริสต์ (1 คร.11:1) มีเพียงชีวิตที่หยั่งรากลงในความเชื่อและฤทธานุภาพของพระคริสต์เท่านั้น ที่จะนำพาให้เราเติบโตขึ้นในพระคุณและพระปัญญาได้ใครที่เป็นแบบอย่างในทางของพระเจ้าในชีวิตของคุณ และในทางกลับกันคุณอาจมีอิทธิพลต่อใครบ้างข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับผู้คนอันเป็นที่รัก ที่ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งชี้ไปที่พระองค์ และกำลังช่วยให้ข้าพระองค์ เรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชและความรักของพระองค์หมายความว่าอย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์ [ 1 โครินธ์ 11:1 ]ขณะที่ผู้เป็นพ่อเหวี่ยงสายเบ็ดลงไปในทะเลสาบ โทมัสวัยสองขวบก็เลียนแบบสิ่งที่พ่อทำโดยใช้คันเบ็ดของเล่นของเขาเอง ต่อมาขณะยืนอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบที่น้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักของพระเจ้าไม่มีวันหมดสิ้น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักของพระเจ้าไม่มีวันหมดสิ้น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c2d19fbb-4769-49de-bd07-2c114fe7c312</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5046fac4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด [ เพลงคร่ำครวญ 3:22 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อพ่อของโจซีที่ป่วยและชราย้ายมาอยู่กับเธอ เธอรู้สึกหนักใจกับสิ่งจำเป็นที่ต้องทำในแต่ละวันในการดูแลท่าน ยาที่เธอต้องการซื้อมีราคาแพง ทักษะในการดูแลผู้ป่วยและสติปัญญาที่เธอต้องการเพื่อช่วยในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของพ่อที่แย่ลง และยังมีงาน “เต็มเวลา” ของเธออีก ทั้งหมดนี้กำลังทำให้เธอหมดแรง เธอพูดว่า “ฉันจะรวบรวมพละกำลัง ทรัพยากรที่มีประโยชน์ สติปัญญาและความรักเอาไว้ และแจกจ่ายออกไปได้อย่างไร”</p><p>โจซีพบความหวังในพระธรรมเพลงคร่ำครวญซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความโศกเศร้าที่เยเรมีย์และประชากรของพระเจ้ารู้สึก กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายโดยพวกบาบิโลน และชาวยิวต้องเผชิญกับการเนรเทศที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ความทุกข์ทรมานนั้นท่วมท้นแต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง” (พคค.3:22) แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาอีกต่อไป แต่ความรักตามพันธสัญญาของพระองค์จะคงอยู่กับพวกเขาเพราะ “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” (ข้อ 22)</p><p>ความรักที่พระเจ้ามีต่อลูกๆของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด โจซีตระหนักเช่นเดียวกับข้อ 24 ว่า “พระเจ้าทรงเป็นส่วนของฉัน ทรงเป็นทรัพยากรทั้งหมดของฉัน” และ “ทุกวันฉันสามารถรวบรวมและให้สิ่งที่จำเป็นได้ เพราะฉันได้รับกำลังมาจากพระองค์ผู้ซึ่งความรักของพระองค์ไม่มีวันหมดสิ้น”</p><p>เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า เรามีความหวังได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็ตาม ในพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบนั้น พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานแก่เราตามที่ทรงเห็นว่าดีที่สุด</p><p><br></p><p><strong>ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าทำให้คุณสบายใจและมั่นใจได้อย่างไร คุณจะวางใจในพระปัญญาของพระองค์ที่จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่คุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความหวังของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์ ข้าพระองค์จะรอคอยพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด [ เพลงคร่ำครวญ 3:22 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อพ่อของโจซีที่ป่วยและชราย้ายมาอยู่กับเธอ เธอรู้สึกหนักใจกับสิ่งจำเป็นที่ต้องทำในแต่ละวันในการดูแลท่าน ยาที่เธอต้องการซื้อมีราคาแพง ทักษะในการดูแลผู้ป่วยและสติปัญญาที่เธอต้องการเพื่อช่วยในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของพ่อที่แย่ลง และยังมีงาน “เต็มเวลา” ของเธออีก ทั้งหมดนี้กำลังทำให้เธอหมดแรง เธอพูดว่า “ฉันจะรวบรวมพละกำลัง ทรัพยากรที่มีประโยชน์ สติปัญญาและความรักเอาไว้ และแจกจ่ายออกไปได้อย่างไร”</p><p>โจซีพบความหวังในพระธรรมเพลงคร่ำครวญซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความโศกเศร้าที่เยเรมีย์และประชากรของพระเจ้ารู้สึก กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายโดยพวกบาบิโลน และชาวยิวต้องเผชิญกับการเนรเทศที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ความทุกข์ทรมานนั้นท่วมท้นแต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง” (พคค.3:22) แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาอีกต่อไป แต่ความรักตามพันธสัญญาของพระองค์จะคงอยู่กับพวกเขาเพราะ “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” (ข้อ 22)</p><p>ความรักที่พระเจ้ามีต่อลูกๆของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด โจซีตระหนักเช่นเดียวกับข้อ 24 ว่า “พระเจ้าทรงเป็นส่วนของฉัน ทรงเป็นทรัพยากรทั้งหมดของฉัน” และ “ทุกวันฉันสามารถรวบรวมและให้สิ่งที่จำเป็นได้ เพราะฉันได้รับกำลังมาจากพระองค์ผู้ซึ่งความรักของพระองค์ไม่มีวันหมดสิ้น”</p><p>เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า เรามีความหวังได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็ตาม ในพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบนั้น พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานแก่เราตามที่ทรงเห็นว่าดีที่สุด</p><p><br></p><p><strong>ความรักอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าทำให้คุณสบายใจและมั่นใจได้อย่างไร คุณจะวางใจในพระปัญญาของพระองค์ที่จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่คุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความหวังของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์ ข้าพระองค์จะรอคอยพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 26 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5046fac4/0bfc8524.mp3" length="12241378" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>765</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด [ เพลงคร่ำครวญ 3:22 ]เมื่อพ่อของโจซีที่ป่วยและชราย้ายมาอยู่กับเธอ เธอรู้สึกหนักใจกับสิ่งจำเป็นที่ต้องทำในแต่ละวันในการดูแลท่าน ยาที่เธอต้องการซื้อมีราคาแพง ทักษะในการดูแลผู้ป่วยและสติปัญญาที่เธอต้องการเพื่อช่วยในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของพ่อที่แย่ลง และยังมีงาน “เต็มเวลา” ของเธออีก ทั้งหมดนี้กำลังทำให้เธอหมดแรง เธอพูดว่า “ฉันจะรวบรวมพละกำลัง ทรัพยากรที่มีประโยชน์ สติปัญญาและความรักเอาไว้ และแจกจ่ายออกไปได้อย่างไร”โจซีพบความหวังในพระธรรมเพลงคร่ำครวญซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความโศกเศร้าที่เยเรมีย์และประชากรของพระเจ้ารู้สึก กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายโดยพวกบาบิโลน และชาวยิวต้องเผชิญกับการเนรเทศที่ยังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ ความทุกข์ทรมานนั้นท่วมท้นแต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง” (พคค.3:22) แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาอีกต่อไป แต่ความรักตามพันธสัญญาของพระองค์จะคงอยู่กับพวกเขาเพราะ “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” (ข้อ 22)ความรักที่พระเจ้ามีต่อลูกๆของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด โจซีตระหนักเช่นเดียวกับข้อ 24 ว่า “พระเจ้าทรงเป็นส่วนของฉัน ทรงเป็นทรัพยากรทั้งหมดของฉัน” และ “ทุกวันฉันสามารถรวบรวมและให้สิ่งที่จำเป็นได้ เพราะฉันได้รับกำลังมาจากพระองค์ผู้ซึ่งความรักของพระองค์ไม่มีวันหมดสิ้น”เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า เรามีความหวังได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้าก็ตาม ในพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบนั้น พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานแก่เราตามที่ทรงเห็นว่าดีที่สุดความรักอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าทำให้คุณสบายใจและมั่นใจได้อย่างไร คุณจะวางใจในพระปัญญาของพระองค์ที่จะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่คุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้า ความหวังของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์ ข้าพระองค์จะรอคอยพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด [ เพลงคร่ำครวญ 3:22 ]เมื่อพ่อของโจซีที่ป่วยและชราย้ายมาอยู่กับเธอ เธอรู้สึกหนักใจกับสิ่งจำเป็นที่ต้องทำในแต่ละวันในการดูแลท่าน ยาที่เธอต้องการซื้อมีราคาแพง ทักษะในการดูแลผู้ป่วยและสติปัญญาที่เธอต้องการเพื่อช่วยในการตัดสินใจเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ลงมือทำโดยไม่วอกแวก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ลงมือทำโดยไม่วอกแวก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b5cadefb-e788-4aa8-b0ed-cdc77dc29a48</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9ba1aeec</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น [ โยชูวา 1:7 ]</em></p><p><br></p><p>คนขับรถโรงเรียนหมดสติขณะอยู่หลังพวงมาลัย และยานพาหนะขนาดใหญ่ของเขาที่มีนักเรียนหกสิบคนก็กำลังออกนอกเส้นทางอย่างไร้การควบคุม ดิลลอน รีฟส์นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 พุ่งตัวออกจากที่นั่งไปยังด้านหน้ารถแล้วค่อยๆเหยียบเบรกอย่างทันเวลา ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ยุ่งอยู่กับการส่งข้อความหรือเล่นเกมบนโทรศัพท์ ดิลลอนซึ่งไม่มีโทรศัพท์ ศีรษะตั้งตรงและตอบสนองต่อสถานการณ์ เขารู้ว่าต้องเหยียบเบรกช้าๆเหมือนที่เคยเห็นคนขับทำอยู่หลายครั้ง การคงความตื่นตัวและไม่วอกแวกทำให้เขาช่วยชีวิตทุกคนบนรถได้ รวมถึงคนขับที่ได้สติในภายหลังด้วย</p><p>โยชูวาต้องก้าวขึ้นมาอย่างกล้าหาญหลังจากที่โมเสสผู้นำของเขาไม่ได้ “อยู่ในที่นั่งคนขับ” หรือเป็นผู้นำคนอิสราเอลอีกต่อไป พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “โมเสสผู้รับใช้ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้น...” (ยชว.1:2) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ตรัสสั่งว่า “เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวัง...อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย” (ข้อ 7) พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่าอย่าวอกแวกและให้จดจ่อและจับจ้องไปที่คำแนะนำสั่งสอนที่พระองค์ประทานให้ โดยตรึกตรองตามนั้น “ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 8)</p><p>เราอาจถูกดึงความสนใจให้หันไปดูหน้าจอและสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เราละสายตาจากพระเจ้าและสติปัญญาที่พบในพระคัมภีร์ (2 ทธ.3:16-17) แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราคอยตื่นตัวโดย “เพ่งมองที่พระเยซู” (ฮบ.12:2 TNCV) เราก็จะตอบสนองได้ในทันทีเมื่อพระเจ้าทรงเรียกเรา</p><p><br></p><p><strong>เหตุใดการเพ่งมองที่พระคริสต์จึงสำคัญยิ่ง คุณจะพร้อมสำหรับการทรงเรียกของพระองค์ในวันนี้ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หลีกเลี่ยง สิ่งที่จะดึงความสนใจของข้าพระองค์ไปในขณะที่ติดตามพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น [ โยชูวา 1:7 ]</em></p><p><br></p><p>คนขับรถโรงเรียนหมดสติขณะอยู่หลังพวงมาลัย และยานพาหนะขนาดใหญ่ของเขาที่มีนักเรียนหกสิบคนก็กำลังออกนอกเส้นทางอย่างไร้การควบคุม ดิลลอน รีฟส์นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 พุ่งตัวออกจากที่นั่งไปยังด้านหน้ารถแล้วค่อยๆเหยียบเบรกอย่างทันเวลา ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ยุ่งอยู่กับการส่งข้อความหรือเล่นเกมบนโทรศัพท์ ดิลลอนซึ่งไม่มีโทรศัพท์ ศีรษะตั้งตรงและตอบสนองต่อสถานการณ์ เขารู้ว่าต้องเหยียบเบรกช้าๆเหมือนที่เคยเห็นคนขับทำอยู่หลายครั้ง การคงความตื่นตัวและไม่วอกแวกทำให้เขาช่วยชีวิตทุกคนบนรถได้ รวมถึงคนขับที่ได้สติในภายหลังด้วย</p><p>โยชูวาต้องก้าวขึ้นมาอย่างกล้าหาญหลังจากที่โมเสสผู้นำของเขาไม่ได้ “อยู่ในที่นั่งคนขับ” หรือเป็นผู้นำคนอิสราเอลอีกต่อไป พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “โมเสสผู้รับใช้ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้น...” (ยชว.1:2) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ตรัสสั่งว่า “เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวัง...อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย” (ข้อ 7) พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่าอย่าวอกแวกและให้จดจ่อและจับจ้องไปที่คำแนะนำสั่งสอนที่พระองค์ประทานให้ โดยตรึกตรองตามนั้น “ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 8)</p><p>เราอาจถูกดึงความสนใจให้หันไปดูหน้าจอและสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เราละสายตาจากพระเจ้าและสติปัญญาที่พบในพระคัมภีร์ (2 ทธ.3:16-17) แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราคอยตื่นตัวโดย “เพ่งมองที่พระเยซู” (ฮบ.12:2 TNCV) เราก็จะตอบสนองได้ในทันทีเมื่อพระเจ้าทรงเรียกเรา</p><p><br></p><p><strong>เหตุใดการเพ่งมองที่พระคริสต์จึงสำคัญยิ่ง คุณจะพร้อมสำหรับการทรงเรียกของพระองค์ในวันนี้ได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หลีกเลี่ยง สิ่งที่จะดึงความสนใจของข้าพระองค์ไปในขณะที่ติดตามพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 26 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9ba1aeec/1f95a4c9.mp3" length="12636741" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>790</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น [ โยชูวา 1:7 ]คนขับรถโรงเรียนหมดสติขณะอยู่หลังพวงมาลัย และยานพาหนะขนาดใหญ่ของเขาที่มีนักเรียนหกสิบคนก็กำลังออกนอกเส้นทางอย่างไร้การควบคุม ดิลลอน รีฟส์นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 พุ่งตัวออกจากที่นั่งไปยังด้านหน้ารถแล้วค่อยๆเหยียบเบรกอย่างทันเวลา ในขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่ยุ่งอยู่กับการส่งข้อความหรือเล่นเกมบนโทรศัพท์ ดิลลอนซึ่งไม่มีโทรศัพท์ ศีรษะตั้งตรงและตอบสนองต่อสถานการณ์ เขารู้ว่าต้องเหยียบเบรกช้าๆเหมือนที่เคยเห็นคนขับทำอยู่หลายครั้ง การคงความตื่นตัวและไม่วอกแวกทำให้เขาช่วยชีวิตทุกคนบนรถได้ รวมถึงคนขับที่ได้สติในภายหลังด้วยโยชูวาต้องก้าวขึ้นมาอย่างกล้าหาญหลังจากที่โมเสสผู้นำของเขาไม่ได้ “อยู่ในที่นั่งคนขับ” หรือเป็นผู้นำคนอิสราเอลอีกต่อไป พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “โมเสสผู้รับใช้ของเราสิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้น...” (ยชว.1:2) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ตรัสสั่งว่า “เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวัง...อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย” (ข้อ 7) พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่าอย่าวอกแวกและให้จดจ่อและจับจ้องไปที่คำแนะนำสั่งสอนที่พระองค์ประทานให้ โดยตรึกตรองตามนั้น “ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 8)เราอาจถูกดึงความสนใจให้หันไปดูหน้าจอและสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้เราละสายตาจากพระเจ้าและสติปัญญาที่พบในพระคัมภีร์ (2 ทธ.3:16-17) แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราคอยตื่นตัวโดย “เพ่งมองที่พระเยซู” (ฮบ.12:2 TNCV) เราก็จะตอบสนองได้ในทันทีเมื่อพระเจ้าทรงเรียกเราเหตุใดการเพ่งมองที่พระคริสต์จึงสำคัญยิ่ง คุณจะพร้อมสำหรับการทรงเรียกของพระองค์ในวันนี้ได้อย่างไรข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์หลีกเลี่ยง สิ่งที่จะดึงความสนใจของข้าพระองค์ไปในขณะที่ติดตามพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น [ โยชูวา 1:7 ]คนขับรถโรงเรียนหมดสติขณะอยู่หลังพวงมาลัย และยานพาหนะขนาดใหญ่ของเขาที่มีนักเรียนหกสิบคนก็กำลังออกนอกเส้นทางอย่างไร้การควบคุม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ก้าวแห่งความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ก้าวแห่งความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0e7b829f-6f45-408c-b06f-121f2d35bcb8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dd088b37</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง [ ยากอบ 1:3 ]</em></p><p><br></p><p>พวกเราสี่คนเดินป่าผ่านเข้าไปในช่องเขาวัตกิ้นส์ เกล็นอันงดงามในนิวยอร์ก บางครั้งเราหยุดยืนด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองน้ำตกและหน้าผาสูงหกสิบเมตรด้วยความอัศจรรย์ใจ และบางเวลาเราต้องหยุดพักหายใจและพักขาที่เมื่อยล้าขณะปีนขึ้นไปบนหินที่เปียกและขั้นบันไดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราใกล้ถึงยอดเขา นักปีนเขาคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาพูดว่า “อีกเพียง 10 ขั้นเท่านั้นก็จะครบ 832 ขั้น” บางทีอาจเป็นการดีที่สุดที่เราไม่รู้ว่าการเดินทางจะยากแค่ไหน เพราะเราอาจถอยกลับและพลาดความงดงามทั้งหมดของมันไป</p><p>การเดินทางชีวิตก็มีก้าวที่ยากลำบากเช่นกัน พระเยซูและเปาโลเตือนผู้เชื่อถึงอุปสรรคและการข่มเหง (ยน.16:33; 2 ทธ.3:12) และเราต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง ยากอบกล่าวว่า “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” (ยก.1:2) เหตุใดจึงเกิดความยินดีแทนที่ความทุกข์ทรมาน พระเจ้าทรงทราบและเรา “รู้ว่าการทดลองความเชื่อของ[เรา]นั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” (ข้อ 3) แต่จุดประสงค์คืออะไร ก็เพื่อเราจะได้ “เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4)</p><p>ถ้าหากเราจะหยุดและมองดู แม้ในความเจ็บปวดนั้นเราก็อาจได้เห็นคุณ-ลักษณะนิสัยที่เข้มแข็งงดงามซึ่งพระเจ้าทรงสร้างในเราและในผู้คนรอบข้าง และเราจะเรียนรู้ในการซาบซึ้งถึงความจริงที่ว่าวันหนึ่งเราจะ “ได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์” (ข้อ 12) ขอให้เรายังคงก้าวต่อไปด้วยกัน</p><p><br></p><p><strong>คุณกำลังเผชิญกับปัญหาใด คุณลักษณะนิสัยบางอย่างที่พระเจ้าทรงต้องการพัฒนาในตัวคุณ ซึ่งคุณอาจยังมองไม่เห็นคืออะไร</strong></p><p><em>ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และทรงมีแผนงานที่ดีสำหรับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง [ ยากอบ 1:3 ]</em></p><p><br></p><p>พวกเราสี่คนเดินป่าผ่านเข้าไปในช่องเขาวัตกิ้นส์ เกล็นอันงดงามในนิวยอร์ก บางครั้งเราหยุดยืนด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองน้ำตกและหน้าผาสูงหกสิบเมตรด้วยความอัศจรรย์ใจ และบางเวลาเราต้องหยุดพักหายใจและพักขาที่เมื่อยล้าขณะปีนขึ้นไปบนหินที่เปียกและขั้นบันไดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราใกล้ถึงยอดเขา นักปีนเขาคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาพูดว่า “อีกเพียง 10 ขั้นเท่านั้นก็จะครบ 832 ขั้น” บางทีอาจเป็นการดีที่สุดที่เราไม่รู้ว่าการเดินทางจะยากแค่ไหน เพราะเราอาจถอยกลับและพลาดความงดงามทั้งหมดของมันไป</p><p>การเดินทางชีวิตก็มีก้าวที่ยากลำบากเช่นกัน พระเยซูและเปาโลเตือนผู้เชื่อถึงอุปสรรคและการข่มเหง (ยน.16:33; 2 ทธ.3:12) และเราต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง ยากอบกล่าวว่า “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” (ยก.1:2) เหตุใดจึงเกิดความยินดีแทนที่ความทุกข์ทรมาน พระเจ้าทรงทราบและเรา “รู้ว่าการทดลองความเชื่อของ[เรา]นั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” (ข้อ 3) แต่จุดประสงค์คืออะไร ก็เพื่อเราจะได้ “เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4)</p><p>ถ้าหากเราจะหยุดและมองดู แม้ในความเจ็บปวดนั้นเราก็อาจได้เห็นคุณ-ลักษณะนิสัยที่เข้มแข็งงดงามซึ่งพระเจ้าทรงสร้างในเราและในผู้คนรอบข้าง และเราจะเรียนรู้ในการซาบซึ้งถึงความจริงที่ว่าวันหนึ่งเราจะ “ได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์” (ข้อ 12) ขอให้เรายังคงก้าวต่อไปด้วยกัน</p><p><br></p><p><strong>คุณกำลังเผชิญกับปัญหาใด คุณลักษณะนิสัยบางอย่างที่พระเจ้าทรงต้องการพัฒนาในตัวคุณ ซึ่งคุณอาจยังมองไม่เห็นคืออะไร</strong></p><p><em>ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และทรงมีแผนงานที่ดีสำหรับข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 24 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dd088b37/4cc45c77.mp3" length="13143304" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>822</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง [ ยากอบ 1:3 ]พวกเราสี่คนเดินป่าผ่านเข้าไปในช่องเขาวัตกิ้นส์ เกล็นอันงดงามในนิวยอร์ก บางครั้งเราหยุดยืนด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองน้ำตกและหน้าผาสูงหกสิบเมตรด้วยความอัศจรรย์ใจ และบางเวลาเราต้องหยุดพักหายใจและพักขาที่เมื่อยล้าขณะปีนขึ้นไปบนหินที่เปียกและขั้นบันไดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราใกล้ถึงยอดเขา นักปีนเขาคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาพูดว่า “อีกเพียง 10 ขั้นเท่านั้นก็จะครบ 832 ขั้น” บางทีอาจเป็นการดีที่สุดที่เราไม่รู้ว่าการเดินทางจะยากแค่ไหน เพราะเราอาจถอยกลับและพลาดความงดงามทั้งหมดของมันไปการเดินทางชีวิตก็มีก้าวที่ยากลำบากเช่นกัน พระเยซูและเปาโลเตือนผู้เชื่อถึงอุปสรรคและการข่มเหง (ยน.16:33; 2 ทธ.3:12) และเราต้องมีมุมมองที่ถูกต้อง ยากอบกล่าวว่า “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี” (ยก.1:2) เหตุใดจึงเกิดความยินดีแทนที่ความทุกข์ทรมาน พระเจ้าทรงทราบและเรา “รู้ว่าการทดลองความเชื่อของ[เรา]นั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง” (ข้อ 3) แต่จุดประสงค์คืออะไร ก็เพื่อเราจะได้ “เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4)ถ้าหากเราจะหยุดและมองดู แม้ในความเจ็บปวดนั้นเราก็อาจได้เห็นคุณ-ลักษณะนิสัยที่เข้มแข็งงดงามซึ่งพระเจ้าทรงสร้างในเราและในผู้คนรอบข้าง และเราจะเรียนรู้ในการซาบซึ้งถึงความจริงที่ว่าวันหนึ่งเราจะ “ได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์” (ข้อ 12) ขอให้เรายังคงก้าวต่อไปด้วยกันคุณกำลังเผชิญกับปัญหาใด คุณลักษณะนิสัยบางอย่างที่พระเจ้าทรงต้องการพัฒนาในตัวคุณ ซึ่งคุณอาจยังมองไม่เห็นคืออะไรขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของข้าพระองค์และทรงมีแผนงานที่ดีสำหรับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง [ ยากอบ 1:3 ]พวกเราสี่คนเดินป่าผ่านเข้าไปในช่องเขาวัตกิ้นส์ เกล็นอันงดงามในนิวยอร์ก บางครั้งเราหยุดยืนด้วยความตกตะลึงขณะจ้องมองน้ำตกและหน้าผาสูงหกสิบเมตรด้วยความอัศจรรย์ใจ แล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สารภาพต่อพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สารภาพต่อพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">70dd6b47-a417-4167-8d62-b40b330a4c46</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6df95eb9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]</em></p><p><br></p><p>แหล่งสารพิษที่ถูกละเลยและซ่อนไว้อาจส่งผลร้ายแรงตามมา ตามรายงานใน เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล บริษัทโทรคมนาคมได้ทิ้งสายเคเบิลที่หุ้มด้วยตะกั่วไว้มากกว่าสองพันเส้นทั่วสหรัฐอเมริกา ตะกั่วพิษจะไหลลงใต้น้ำ “ในดิน และบนเสาเหนือศีรษะ” เมื่อตะกั่วเสื่อมสภาพ มันก็จะมาสิ้นสุดลงในที่ซึ่งผู้คน “อยู่อาศัย ทำงาน และพักผ่อน” บริษัทโทรคมนาคมหลายแห่งซึ่งบางแห่งรู้มานานหลายปีถึงอันตรายของการสัมผัสสารพิษ กำลังให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความเสี่ยงที่ตะกั่วอาจเกิดการสลายตัวลงสู่สิ่งแวดล้อม</p><p>พิษของบาปที่ไม่ได้สารภาพและไม่ได้รับการจัดการก็ก่อให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตของเราได้เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งทำบาป แนวโน้มตามธรรมชาติคือจะพยายามซ่อนหรือปกปิดบาปนั้นจากพระเจ้าและผู้อื่น แต่เป็นความโง่เขลาที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าและ “พระบัญญัติ” ของพระองค์ (สภษ.28:9) ซึ่งก็คือการพยายามเพิกเฉย ปกปิด หรือแก้ตัว ตามที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา” (ข้อ 13)</p><p>เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า พระคัมภีร์เปิดเผยว่าพระองค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์จากบาปเหล่านั้นด้วยพระคุณอันล้นเหลือของพระองค์ “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเรา...” (1 ยน.1:9) ดังนั้นให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนที่สารพิษจะซึมเข้าสู่หัวใจของเราและชีวิตของผู้อื่น</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปกปิดบาปของคุณ ผลที่ตามมาของการกระทำดังกล่าวคืออะไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์และละทิ้งความบาปนั้นอย่างสิ้นเชิง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]</em></p><p><br></p><p>แหล่งสารพิษที่ถูกละเลยและซ่อนไว้อาจส่งผลร้ายแรงตามมา ตามรายงานใน เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล บริษัทโทรคมนาคมได้ทิ้งสายเคเบิลที่หุ้มด้วยตะกั่วไว้มากกว่าสองพันเส้นทั่วสหรัฐอเมริกา ตะกั่วพิษจะไหลลงใต้น้ำ “ในดิน และบนเสาเหนือศีรษะ” เมื่อตะกั่วเสื่อมสภาพ มันก็จะมาสิ้นสุดลงในที่ซึ่งผู้คน “อยู่อาศัย ทำงาน และพักผ่อน” บริษัทโทรคมนาคมหลายแห่งซึ่งบางแห่งรู้มานานหลายปีถึงอันตรายของการสัมผัสสารพิษ กำลังให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความเสี่ยงที่ตะกั่วอาจเกิดการสลายตัวลงสู่สิ่งแวดล้อม</p><p>พิษของบาปที่ไม่ได้สารภาพและไม่ได้รับการจัดการก็ก่อให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตของเราได้เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งทำบาป แนวโน้มตามธรรมชาติคือจะพยายามซ่อนหรือปกปิดบาปนั้นจากพระเจ้าและผู้อื่น แต่เป็นความโง่เขลาที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าและ “พระบัญญัติ” ของพระองค์ (สภษ.28:9) ซึ่งก็คือการพยายามเพิกเฉย ปกปิด หรือแก้ตัว ตามที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา” (ข้อ 13)</p><p>เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า พระคัมภีร์เปิดเผยว่าพระองค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์จากบาปเหล่านั้นด้วยพระคุณอันล้นเหลือของพระองค์ “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเรา...” (1 ยน.1:9) ดังนั้นให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนที่สารพิษจะซึมเข้าสู่หัวใจของเราและชีวิตของผู้อื่น</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปกปิดบาปของคุณ ผลที่ตามมาของการกระทำดังกล่าวคืออะไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์และละทิ้งความบาปนั้นอย่างสิ้นเชิง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 24 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6df95eb9/316949ca.mp3" length="11453079" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]แหล่งสารพิษที่ถูกละเลยและซ่อนไว้อาจส่งผลร้ายแรงตามมา ตามรายงานใน เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล บริษัทโทรคมนาคมได้ทิ้งสายเคเบิลที่หุ้มด้วยตะกั่วไว้มากกว่าสองพันเส้นทั่วสหรัฐอเมริกา ตะกั่วพิษจะไหลลงใต้น้ำ “ในดิน และบนเสาเหนือศีรษะ” เมื่อตะกั่วเสื่อมสภาพ มันก็จะมาสิ้นสุดลงในที่ซึ่งผู้คน “อยู่อาศัย ทำงาน และพักผ่อน” บริษัทโทรคมนาคมหลายแห่งซึ่งบางแห่งรู้มานานหลายปีถึงอันตรายของการสัมผัสสารพิษ กำลังให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความเสี่ยงที่ตะกั่วอาจเกิดการสลายตัวลงสู่สิ่งแวดล้อมพิษของบาปที่ไม่ได้สารภาพและไม่ได้รับการจัดการก็ก่อให้เกิดผลร้ายต่อชีวิตของเราได้เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งทำบาป แนวโน้มตามธรรมชาติคือจะพยายามซ่อนหรือปกปิดบาปนั้นจากพระเจ้าและผู้อื่น แต่เป็นความโง่เขลาที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าและ “พระบัญญัติ” ของพระองค์ (สภษ.28:9) ซึ่งก็คือการพยายามเพิกเฉย ปกปิด หรือแก้ตัว ตามที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา” (ข้อ 13)เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า พระคัมภีร์เปิดเผยว่าพระองค์จะทรงชำระเราให้บริสุทธิ์จากบาปเหล่านั้นด้วยพระคุณอันล้นเหลือของพระองค์ “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเรา...” (1 ยน.1:9) ดังนั้นให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์ ก่อนที่สารพิษจะซึมเข้าสู่หัวใจของเราและชีวิตของผู้อื่นเมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปกปิดบาปของคุณ ผลที่ตามมาของการกระทำดังกล่าวคืออะไรบ้างข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สารภาพบาปด้วยความซื่อสัตย์และละทิ้งความบาปนั้นอย่างสิ้นเชิง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา [ สุภาษิต 28:13 ]แหล่งสารพิษที่ถูกละเลยและซ่อนไว้อาจส่งผลร้ายแรงตามมา ตามรายงานใน เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล บริษัทโทรคมนาคมได้ทิ้งสายเคเบิลที่หุ้มด้วยตะกั่วไว้มากกว่าสอง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สู่ความเวิ้งว้าง อันไกลโพ้น !</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สู่ความเวิ้งว้าง อันไกลโพ้น !</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e34fa7b0-bcb2-4e7d-8248-6a3a7c711647</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cdbb1901</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>​เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ [ มัทธิว 18:33 ]</p><p><br></p><p>ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง ทอยสตอรี่ ของเล่นของเด็กคนหนึ่งจะมีชีวิตขึ้นทุกครั้งที่เขาออกจากห้องหรือนอนหลับไป ตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นนักสำรวจอวกาศชื่อบัซ ไลท์เยียร์จะตะโกนวลีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตนในขณะที่บินไปรอบๆห้องนอนว่า “สู่ความเวิ้งว้าง(ไม่มีที่สิ้นสุด)อันไกลโพ้น!”</p><p>นี่เป็นวลีที่ทำให้หลายคนสับสน คุณจะไปได้ไกลกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างไร แล้วจะมีอะไรที่ “ไกลโพ้น” ยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า นักคณิตศาสตร์เอียน สจ๊วร์ตอธิบายโดยอาศัยภูมิปัญญาของนักปรัชญากรีกโบราณว่า สิ่งที่ไกลโพ้นกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด ก็คือ ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดที่ใหญ่ยิ่งกว่าขึ้นไปอีก และต่อไปอีกเรื่อยๆ</p><p>พระเยซูดูเหมือนจะทรงนำเรื่องความพยายามแบบทวีคูณเหมือนเลขยกกำลังนี้มาใช้ในเรื่องการยกโทษ เมื่อเปโตรทูลถามเรื่องการยกโทษผู้อื่นว่า “ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือ” พระเยซูตอบว่า “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” (มธ.18:21-22) และตรัสคำอุปมาเรื่องเจ้าองค์หนึ่งที่มีเมตตาและทาสที่ไม่มีเมตตา โดยทรงเน้นความสำคัญว่าเมื่อคนหนึ่งเสียใจในความผิดพลาดของตนอย่างแท้จริง เราต้องให้อภัยพวกเขาโดยไม่มีจุดสิ้นสุด เราต้องยกโทษให้ผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงยกโทษให้เรา (ข้อ 33) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และต่อไปเรื่อยๆ</p><p>สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอ</p><p>ด้วยกำลังของพระองค์เท่านั้นเราจึงจะทำสิ่งนี้ได้ ผู้ที่ได้รับการอภัยแล้วก็จะ ให้อภัยผู้อื่น โดยไม่มีที่สิ้นสุด!</p><p><br></p><p><strong>มีใครที่รอคอยการยกโทษจากคุณบ้าง การยกโทษให้ผู้อื่นในทางที่ให้เกียรติพวกเขาและถวายเกียรติแด่พระเจ้าหมายถึงอะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้มีใจกว้างขวางและกอปรด้วยสติปัญญาในการให้อภัยเหมือนกับพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>​เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ [ มัทธิว 18:33 ]</p><p><br></p><p>ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง ทอยสตอรี่ ของเล่นของเด็กคนหนึ่งจะมีชีวิตขึ้นทุกครั้งที่เขาออกจากห้องหรือนอนหลับไป ตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นนักสำรวจอวกาศชื่อบัซ ไลท์เยียร์จะตะโกนวลีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตนในขณะที่บินไปรอบๆห้องนอนว่า “สู่ความเวิ้งว้าง(ไม่มีที่สิ้นสุด)อันไกลโพ้น!”</p><p>นี่เป็นวลีที่ทำให้หลายคนสับสน คุณจะไปได้ไกลกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างไร แล้วจะมีอะไรที่ “ไกลโพ้น” ยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า นักคณิตศาสตร์เอียน สจ๊วร์ตอธิบายโดยอาศัยภูมิปัญญาของนักปรัชญากรีกโบราณว่า สิ่งที่ไกลโพ้นกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด ก็คือ ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดที่ใหญ่ยิ่งกว่าขึ้นไปอีก และต่อไปอีกเรื่อยๆ</p><p>พระเยซูดูเหมือนจะทรงนำเรื่องความพยายามแบบทวีคูณเหมือนเลขยกกำลังนี้มาใช้ในเรื่องการยกโทษ เมื่อเปโตรทูลถามเรื่องการยกโทษผู้อื่นว่า “ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือ” พระเยซูตอบว่า “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” (มธ.18:21-22) และตรัสคำอุปมาเรื่องเจ้าองค์หนึ่งที่มีเมตตาและทาสที่ไม่มีเมตตา โดยทรงเน้นความสำคัญว่าเมื่อคนหนึ่งเสียใจในความผิดพลาดของตนอย่างแท้จริง เราต้องให้อภัยพวกเขาโดยไม่มีจุดสิ้นสุด เราต้องยกโทษให้ผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงยกโทษให้เรา (ข้อ 33) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และต่อไปเรื่อยๆ</p><p>สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอ</p><p>ด้วยกำลังของพระองค์เท่านั้นเราจึงจะทำสิ่งนี้ได้ ผู้ที่ได้รับการอภัยแล้วก็จะ ให้อภัยผู้อื่น โดยไม่มีที่สิ้นสุด!</p><p><br></p><p><strong>มีใครที่รอคอยการยกโทษจากคุณบ้าง การยกโทษให้ผู้อื่นในทางที่ให้เกียรติพวกเขาและถวายเกียรติแด่พระเจ้าหมายถึงอะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้มีใจกว้างขวางและกอปรด้วยสติปัญญาในการให้อภัยเหมือนกับพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 23 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cdbb1901/a6f9d41e.mp3" length="13375713" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>836</itunes:duration>
      <itunes:summary>​เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ [ มัทธิว 18:33 ]ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง ทอยสตอรี่ ของเล่นของเด็กคนหนึ่งจะมีชีวิตขึ้นทุกครั้งที่เขาออกจากห้องหรือนอนหลับไป ตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นนักสำรวจอวกาศชื่อบัซ ไลท์เยียร์จะตะโกนวลีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตนในขณะที่บินไปรอบๆห้องนอนว่า “สู่ความเวิ้งว้าง(ไม่มีที่สิ้นสุด)อันไกลโพ้น!”นี่เป็นวลีที่ทำให้หลายคนสับสน คุณจะไปได้ไกลกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดได้อย่างไร แล้วจะมีอะไรที่ “ไกลโพ้น” ยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า นักคณิตศาสตร์เอียน สจ๊วร์ตอธิบายโดยอาศัยภูมิปัญญาของนักปรัชญากรีกโบราณว่า สิ่งที่ไกลโพ้นกว่าความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด ก็คือ ความเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดที่ใหญ่ยิ่งกว่าขึ้นไปอีก และต่อไปอีกเรื่อยๆพระเยซูดูเหมือนจะทรงนำเรื่องความพยายามแบบทวีคูณเหมือนเลขยกกำลังนี้มาใช้ในเรื่องการยกโทษ เมื่อเปโตรทูลถามเรื่องการยกโทษผู้อื่นว่า “ข้าพระองค์ควรจะยกความผิดของเขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือ” พระเยซูตอบว่า “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ” (มธ.18:21-22) และตรัสคำอุปมาเรื่องเจ้าองค์หนึ่งที่มีเมตตาและทาสที่ไม่มีเมตตา โดยทรงเน้นความสำคัญว่าเมื่อคนหนึ่งเสียใจในความผิดพลาดของตนอย่างแท้จริง เราต้องให้อภัยพวกเขาโดยไม่มีจุดสิ้นสุด เราต้องยกโทษให้ผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงยกโทษให้เรา (ข้อ 33) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และต่อไปเรื่อยๆสิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้สำหรับเรา แต่นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอด้วยกำลังของพระองค์เท่านั้นเราจึงจะทำสิ่งนี้ได้ ผู้ที่ได้รับการอภัยแล้วก็จะ ให้อภัยผู้อื่น โดยไม่มีที่สิ้นสุด!มีใครที่รอคอยการยกโทษจากคุณบ้าง การยกโทษให้ผู้อื่นในทางที่ให้เกียรติพวกเขาและถวายเกียรติแด่พระเจ้าหมายถึงอะไรข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้มีใจกว้างขวางและกอปรด้วยสติปัญญาในการให้อภัยเหมือนกับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ [ มัทธิว 18:33 ]ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง ทอยสตอรี่ ของเล่นของเด็กคนหนึ่งจะมีชีวิตขึ้นทุกครั้งที่เขาออกจากห้องหรือนอนหลับไป ตัวละครตัวหนึ่งซึ่งเป็นนักสำรวจอวกาศชื่อบัซ ไลท์เยียร์จะตะโกนวลีซึ่งเป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักผู้อื่นด้วยความรักของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักผู้อื่นด้วยความรักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">350549a2-8294-448e-9f02-737faba36302</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1579c6b8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะฉะนั้นท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์ [เฉลยธรรมบัญญัติ 10:19]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงที่นาซียึดครอง ชาวเมืองเลอชอมบงประเทศฝรั่งเศสได้ยอมเสี่ยงภัยทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตผู้คนมากถึงห้าพันคน ซึ่งหลายคนเป็นเด็กชาวยิว<br>ผู้ลี้ภัยที่ต้องหลบหนีจากบ้านของตนถูกซ่อนตัวไว้ในบ้านและฟาร์มของชุมชน ชาวเมืองนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิษยาภิบาลอังเดร ทรอคเม่ที่เรียกให้คนในคริสตจักรของเขาให้การช่วยเหลือโดยยกถ้อยคำจากเฉลยธรรมบัญญัติ 10:19 “ท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์”</p><p>คำบัญชาที่มอบแก่คนอิสราเอลนี้มาพร้อมกับข้อความที่เริ่มต้นด้วยการเตือนว่าโลกทั้งหมดนี้เป็นของพระเจ้าผู้ “ทรงฤทธิ์และน่ากลัว” (ข้อ 17) กระนั้นทรงเลือกที่จะรักคนอิสราเอล (ข้อ 15) อีกทั้งพระองค์ยังทรงดูแลผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางหรือไม่คุ้นเคย (ข้อ 18) รวมถึงคนต่างด้าวที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชนชาติอิสราเอลด้วย เมื่อคนอิสราเอลตั้งรกรากอยู่ในบ้านใหม่ พวกเขาต้องเลียนแบบความรักและความเอาใจใส่ของพระเจ้าที่มีต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขารู้ดีถึงความยากลำบากในการเป็นคนต่างด้าว (ข้อ 19)</p><p>หากเราทำงานหนึ่งเป็นเวลานานหรืออยู่บ้านหลังเดิมเป็นเวลาหลายปี พระเจ้าอาจให้โอกาสเราแสดงความเมตตาต่อคนที่รู้สึกเหมือนเป็น “คนต่างด้าว” โดยอาจให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนร่วมงานใหม่ หรือช่วยเหลือครอบครัวที่เพิ่งย้ายถิ่นฐาน เมื่อเราทำเช่นนั้นเราก็ได้แสดงถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกไม่มั่นคง</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่มีใครบางคนได้แสดงน้ำใจต่อคุณ คุณจะดูแลคนอื่นได้อย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ เผื่อแผ่ความรักและความห่วงใยของพระองค์ต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะฉะนั้นท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์ [เฉลยธรรมบัญญัติ 10:19]</em></p><p><br></p><p>ในช่วงที่นาซียึดครอง ชาวเมืองเลอชอมบงประเทศฝรั่งเศสได้ยอมเสี่ยงภัยทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตผู้คนมากถึงห้าพันคน ซึ่งหลายคนเป็นเด็กชาวยิว<br>ผู้ลี้ภัยที่ต้องหลบหนีจากบ้านของตนถูกซ่อนตัวไว้ในบ้านและฟาร์มของชุมชน ชาวเมืองนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิษยาภิบาลอังเดร ทรอคเม่ที่เรียกให้คนในคริสตจักรของเขาให้การช่วยเหลือโดยยกถ้อยคำจากเฉลยธรรมบัญญัติ 10:19 “ท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์”</p><p>คำบัญชาที่มอบแก่คนอิสราเอลนี้มาพร้อมกับข้อความที่เริ่มต้นด้วยการเตือนว่าโลกทั้งหมดนี้เป็นของพระเจ้าผู้ “ทรงฤทธิ์และน่ากลัว” (ข้อ 17) กระนั้นทรงเลือกที่จะรักคนอิสราเอล (ข้อ 15) อีกทั้งพระองค์ยังทรงดูแลผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางหรือไม่คุ้นเคย (ข้อ 18) รวมถึงคนต่างด้าวที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชนชาติอิสราเอลด้วย เมื่อคนอิสราเอลตั้งรกรากอยู่ในบ้านใหม่ พวกเขาต้องเลียนแบบความรักและความเอาใจใส่ของพระเจ้าที่มีต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขารู้ดีถึงความยากลำบากในการเป็นคนต่างด้าว (ข้อ 19)</p><p>หากเราทำงานหนึ่งเป็นเวลานานหรืออยู่บ้านหลังเดิมเป็นเวลาหลายปี พระเจ้าอาจให้โอกาสเราแสดงความเมตตาต่อคนที่รู้สึกเหมือนเป็น “คนต่างด้าว” โดยอาจให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนร่วมงานใหม่ หรือช่วยเหลือครอบครัวที่เพิ่งย้ายถิ่นฐาน เมื่อเราทำเช่นนั้นเราก็ได้แสดงถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกไม่มั่นคง</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่มีใครบางคนได้แสดงน้ำใจต่อคุณ คุณจะดูแลคนอื่นได้อย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ เผื่อแผ่ความรักและความห่วงใยของพระองค์ต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 21 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1579c6b8/2ff1f487.mp3" length="11977643" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะฉะนั้นท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์ [เฉลยธรรมบัญญัติ 10:19]ในช่วงที่นาซียึดครอง ชาวเมืองเลอชอมบงประเทศฝรั่งเศสได้ยอมเสี่ยงภัยทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตผู้คนมากถึงห้าพันคน ซึ่งหลายคนเป็นเด็กชาวยิวผู้ลี้ภัยที่ต้องหลบหนีจากบ้านของตนถูกซ่อนตัวไว้ในบ้านและฟาร์มของชุมชน ชาวเมืองนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากศิษยาภิบาลอังเดร ทรอคเม่ที่เรียกให้คนในคริสตจักรของเขาให้การช่วยเหลือโดยยกถ้อยคำจากเฉลยธรรมบัญญัติ 10:19 “ท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์”คำบัญชาที่มอบแก่คนอิสราเอลนี้มาพร้อมกับข้อความที่เริ่มต้นด้วยการเตือนว่าโลกทั้งหมดนี้เป็นของพระเจ้าผู้ “ทรงฤทธิ์และน่ากลัว” (ข้อ 17) กระนั้นทรงเลือกที่จะรักคนอิสราเอล (ข้อ 15) อีกทั้งพระองค์ยังทรงดูแลผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางหรือไม่คุ้นเคย (ข้อ 18) รวมถึงคนต่างด้าวที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชนชาติอิสราเอลด้วย เมื่อคนอิสราเอลตั้งรกรากอยู่ในบ้านใหม่ พวกเขาต้องเลียนแบบความรักและความเอาใจใส่ของพระเจ้าที่มีต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขารู้ดีถึงความยากลำบากในการเป็นคนต่างด้าว (ข้อ 19)หากเราทำงานหนึ่งเป็นเวลานานหรืออยู่บ้านหลังเดิมเป็นเวลาหลายปี พระเจ้าอาจให้โอกาสเราแสดงความเมตตาต่อคนที่รู้สึกเหมือนเป็น “คนต่างด้าว” โดยอาจให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนร่วมงานใหม่ หรือช่วยเหลือครอบครัวที่เพิ่งย้ายถิ่นฐาน เมื่อเราทำเช่นนั้นเราก็ได้แสดงถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อใดที่มีใครบางคนได้แสดงน้ำใจต่อคุณ คุณจะดูแลคนอื่นได้อย่างไรบ้างข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ เผื่อแผ่ความรักและความห่วงใยของพระองค์ต่อผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะฉะนั้นท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์ [เฉลยธรรมบัญญัติ 10:19]ในช่วงที่นาซียึดครอง ชาวเมืองเลอชอมบงประเทศฝรั่งเศสได้ยอมเสี่ยงภัยทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตผู้คนมากถึงห้าพันคน ซึ่งหลายคนเป็นเด็กชาวยิวผู้ลี้ภัยท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สะอาดจากภายใน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สะอาดจากภายใน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">01c3a0c0-0097-44ae-9ce8-265d4bcb7793</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5d5f0134</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[พระเยซูตรัสว่า ]จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน [ มัทธิว 23:26 ]</em></p><p><br></p><p>ในวันซึ่งอากาศหนาวจัดในเดือนพฤศจิกายน คริสตจักรของเราหวังว่าจะจัดเตรียมกระเป๋าบรรจุสิ่งของสองร้อยใบเพื่อให้กับคนไร้บ้าน ในการเตรียมตัวเพื่อช่วยบรรจุสิ่งของเหล่านั้น ฉันคัดแยกสิ่งของที่ได้รับบริจาค อธิษฐานขอถุงมือ หมวก ถุงเท้า และผ้าห่มใหม่ๆ โดยจะมีการแจกแซนด์วิชให้กับผู้ที่จะได้รับกระเป๋าของขวัญนี้ด้วย แล้วฉันก็สังเกตเห็นของชิ้นหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจนั่นคือผ้าเช็ดตัว ฉันมุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนอบอุ่นและมีอาหาร แต่มีคนระลึกได้ว่าต้องช่วยให้ผู้รับของเรารู้สึกสะอาดด้วย</p><p>พระคัมภีร์พูดถึง “ความสะอาด” อีกแบบหนึ่งคือความสะอาดของจิตใจและวิญญาณ พระเยซูทรงชี้ให้เห็นเรื่องนี้ขณะที่ทรงประณามความหน้าซื่อใจคดของพวกธรรมาจารย์และฟาริสี พวกเขาถือรักษาข้อกำหนดที่เล็กน้อยที่สุดในธรรมบัญญัติแต่ “ข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อนั้นได้ละเลยเสีย” (มธ.23:23) พระคริสต์ตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส...จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย” (ข้อ 25-26)</p><p>การทำตัวเหมือนว่าเราไม่มีตำหนิในฝ่ายวิญญาณก็เป็นเพียงแค่การแสดงหากเราไม่แสวงหาการชำระให้สะอาดที่พบได้ในพระคริสต์ “มีอะไรล้างบาปข้าได้” คือคำถามจากบทเพลงชีวิตคริสเตียนเก่าแก่บทหนึ่ง “มีแต่พระโลหิตพระเยซู” ผ้าเช็ดตัวผืนใหม่อาจเป็นของขวัญเพื่อชำระเราภายนอกได้ แต่พระเยซูทรงชำระเราจากภายใน ทรงล้างชำระแม้กระทั่งบาปที่ร้ายกาจที่สุดของเรา</p><p><br><strong>คุณต้องการการชำระล้างฝ่ายวิญญาณอย่างสะอาดหมดจดในจุดใด คุณจะอธิษฐานขอให้พระคริสต์ทรงชำระคุณในวันนี้อย่างไร</strong></p><p><em>พระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดชำระจิตวิญญาณภายในของข้าพระองค์ให้สะอาดด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[พระเยซูตรัสว่า ]จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน [ มัทธิว 23:26 ]</em></p><p><br></p><p>ในวันซึ่งอากาศหนาวจัดในเดือนพฤศจิกายน คริสตจักรของเราหวังว่าจะจัดเตรียมกระเป๋าบรรจุสิ่งของสองร้อยใบเพื่อให้กับคนไร้บ้าน ในการเตรียมตัวเพื่อช่วยบรรจุสิ่งของเหล่านั้น ฉันคัดแยกสิ่งของที่ได้รับบริจาค อธิษฐานขอถุงมือ หมวก ถุงเท้า และผ้าห่มใหม่ๆ โดยจะมีการแจกแซนด์วิชให้กับผู้ที่จะได้รับกระเป๋าของขวัญนี้ด้วย แล้วฉันก็สังเกตเห็นของชิ้นหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจนั่นคือผ้าเช็ดตัว ฉันมุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนอบอุ่นและมีอาหาร แต่มีคนระลึกได้ว่าต้องช่วยให้ผู้รับของเรารู้สึกสะอาดด้วย</p><p>พระคัมภีร์พูดถึง “ความสะอาด” อีกแบบหนึ่งคือความสะอาดของจิตใจและวิญญาณ พระเยซูทรงชี้ให้เห็นเรื่องนี้ขณะที่ทรงประณามความหน้าซื่อใจคดของพวกธรรมาจารย์และฟาริสี พวกเขาถือรักษาข้อกำหนดที่เล็กน้อยที่สุดในธรรมบัญญัติแต่ “ข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อนั้นได้ละเลยเสีย” (มธ.23:23) พระคริสต์ตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส...จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย” (ข้อ 25-26)</p><p>การทำตัวเหมือนว่าเราไม่มีตำหนิในฝ่ายวิญญาณก็เป็นเพียงแค่การแสดงหากเราไม่แสวงหาการชำระให้สะอาดที่พบได้ในพระคริสต์ “มีอะไรล้างบาปข้าได้” คือคำถามจากบทเพลงชีวิตคริสเตียนเก่าแก่บทหนึ่ง “มีแต่พระโลหิตพระเยซู” ผ้าเช็ดตัวผืนใหม่อาจเป็นของขวัญเพื่อชำระเราภายนอกได้ แต่พระเยซูทรงชำระเราจากภายใน ทรงล้างชำระแม้กระทั่งบาปที่ร้ายกาจที่สุดของเรา</p><p><br><strong>คุณต้องการการชำระล้างฝ่ายวิญญาณอย่างสะอาดหมดจดในจุดใด คุณจะอธิษฐานขอให้พระคริสต์ทรงชำระคุณในวันนี้อย่างไร</strong></p><p><em>พระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดชำระจิตวิญญาณภายในของข้าพระองค์ให้สะอาดด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 21 Apr 2025 05:27:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d5f0134/08ef5579.mp3" length="11673751" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>[พระเยซูตรัสว่า ]จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน [ มัทธิว 23:26 ]ในวันซึ่งอากาศหนาวจัดในเดือนพฤศจิกายน คริสตจักรของเราหวังว่าจะจัดเตรียมกระเป๋าบรรจุสิ่งของสองร้อยใบเพื่อให้กับคนไร้บ้าน ในการเตรียมตัวเพื่อช่วยบรรจุสิ่งของเหล่านั้น ฉันคัดแยกสิ่งของที่ได้รับบริจาค อธิษฐานขอถุงมือ หมวก ถุงเท้า และผ้าห่มใหม่ๆ โดยจะมีการแจกแซนด์วิชให้กับผู้ที่จะได้รับกระเป๋าของขวัญนี้ด้วย แล้วฉันก็สังเกตเห็นของชิ้นหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจนั่นคือผ้าเช็ดตัว ฉันมุ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนอบอุ่นและมีอาหาร แต่มีคนระลึกได้ว่าต้องช่วยให้ผู้รับของเรารู้สึกสะอาดด้วยพระคัมภีร์พูดถึง “ความสะอาด” อีกแบบหนึ่งคือความสะอาดของจิตใจและวิญญาณ พระเยซูทรงชี้ให้เห็นเรื่องนี้ขณะที่ทรงประณามความหน้าซื่อใจคดของพวกธรรมาจารย์และฟาริสี พวกเขาถือรักษาข้อกำหนดที่เล็กน้อยที่สุดในธรรมบัญญัติแต่ “ข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติคือความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อนั้นได้ละเลยเสีย” (มธ.23:23) พระคริสต์ตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส...จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย” (ข้อ 25-26)การทำตัวเหมือนว่าเราไม่มีตำหนิในฝ่ายวิญญาณก็เป็นเพียงแค่การแสดงหากเราไม่แสวงหาการชำระให้สะอาดที่พบได้ในพระคริสต์ “มีอะไรล้างบาปข้าได้” คือคำถามจากบทเพลงชีวิตคริสเตียนเก่าแก่บทหนึ่ง “มีแต่พระโลหิตพระเยซู” ผ้าเช็ดตัวผืนใหม่อาจเป็นของขวัญเพื่อชำระเราภายนอกได้ แต่พระเยซูทรงชำระเราจากภายใน ทรงล้างชำระแม้กระทั่งบาปที่ร้ายกาจที่สุดของเราคุณต้องการการชำระล้างฝ่ายวิญญาณอย่างสะอาดหมดจดในจุดใด คุณจะอธิษฐานขอให้พระคริสต์ทรงชำระคุณในวันนี้อย่างไรพระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดชำระจิตวิญญาณภายในของข้าพระองค์ให้สะอาดด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[พระเยซูตรัสว่า ]จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน [ มัทธิว 23:26 ]ในวันซึ่งอากาศหนาวจัดในเดือนพฤศจิกายน คริสตจักรของเราหวังว่าจะจัดเตรียมกระเป๋าบรรจุสิ่งของสองร้อยใบเพื่อให้กับคนไร้บ้าน ในการเตรียมตัวเพื่อช่วยบรรจุสิ่งของเหล่านั้น ฉันคัดแยกสิ่งของที่ได้รับบริจา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หลักฐานที่ดีที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หลักฐานที่ดีที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">68763b19-4d89-4389-ac83-4598b5e022df</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0e721977</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้ [ กิจการ 2:32 ]</em></p><p><br></p><p>ลีไม่เชื่อในพระเจ้า และไม่เชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู แต่ลีเป็นนักข่าวที่วิเคราะห์ข้อมูล เมื่อภรรยาของลีเชื่อในพระเยซู เขาจึงตัดสินใจศึกษาความเชื่อใหม่ของเธอด้วยตนเอง หลังจากค้นคว้าอยู่สองปีเขาก็ยอมจำนน โดยเชื่อในพระเจ้า ในการฟื้นคืนพระชนม์และเชื่อในพระคริสต์</p><p>การเปลี่ยนแปลงในตัวเขานั้นเห็นได้ชัดเจน ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นลูกสาววัย 5 ขวบพูดกับภรรยาของเขาว่า “แม่คะ หนูอยากให้พระเจ้าทำให้หนูในสิ่งที่ทำให้พ่อ” และลูกสาวของลี สโตรเบลก็เชื่อในพระเยซูด้วย</p><p>หลายคนปฏิเสธที่จะเชื่อเรื่องการคืนพระชนม์ แต่บรรดาพยานที่น่านับถือได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็นขึ้น หนึ่งในนั้นคืออัครทูตเปโตรซึ่งกล่าวกับฝูงชนว่ากษัตริย์ดาวิดสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้อย่างแน่นอน (กจ.2:29) จากนั้นเปโตรชี้ไปที่คำพยากรณ์ของดาวิด “กษัตริย์ดาวิด...ทรงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์” (ข้อ 31) เปโตรสรุปว่า “พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้” (ข้อ 32)</p><p>หลักฐานที่ดีที่สุดในเรื่องการคืนพระชนม์คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของบรรดาพยานผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งรวมทั้งเปโตรด้วย ขณะทรงถูกตรึงกางเขนนั้น เหล่าสาวกพากันไปซ่อนตัว อันที่จริงแล้วเปโตรได้ปฏิเสธพระคริสต์ (ยน.18:15-17, 25-27) ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มแบ่งปันความจริงอย่างกล้าหาญในเรื่องความหวังเดียวที่ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ นั่นก็คือพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์</p><p><br></p><p><strong>คุณเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูอย่างไร ความเชื่อนั้นส่งผลต่อชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินในความจริงเรื่องการเป็นขึ้นของพระเยซูซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตและประทานความหวังที่แท้จริงแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้ [ กิจการ 2:32 ]</em></p><p><br></p><p>ลีไม่เชื่อในพระเจ้า และไม่เชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู แต่ลีเป็นนักข่าวที่วิเคราะห์ข้อมูล เมื่อภรรยาของลีเชื่อในพระเยซู เขาจึงตัดสินใจศึกษาความเชื่อใหม่ของเธอด้วยตนเอง หลังจากค้นคว้าอยู่สองปีเขาก็ยอมจำนน โดยเชื่อในพระเจ้า ในการฟื้นคืนพระชนม์และเชื่อในพระคริสต์</p><p>การเปลี่ยนแปลงในตัวเขานั้นเห็นได้ชัดเจน ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นลูกสาววัย 5 ขวบพูดกับภรรยาของเขาว่า “แม่คะ หนูอยากให้พระเจ้าทำให้หนูในสิ่งที่ทำให้พ่อ” และลูกสาวของลี สโตรเบลก็เชื่อในพระเยซูด้วย</p><p>หลายคนปฏิเสธที่จะเชื่อเรื่องการคืนพระชนม์ แต่บรรดาพยานที่น่านับถือได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็นขึ้น หนึ่งในนั้นคืออัครทูตเปโตรซึ่งกล่าวกับฝูงชนว่ากษัตริย์ดาวิดสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้อย่างแน่นอน (กจ.2:29) จากนั้นเปโตรชี้ไปที่คำพยากรณ์ของดาวิด “กษัตริย์ดาวิด...ทรงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์” (ข้อ 31) เปโตรสรุปว่า “พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้” (ข้อ 32)</p><p>หลักฐานที่ดีที่สุดในเรื่องการคืนพระชนม์คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของบรรดาพยานผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งรวมทั้งเปโตรด้วย ขณะทรงถูกตรึงกางเขนนั้น เหล่าสาวกพากันไปซ่อนตัว อันที่จริงแล้วเปโตรได้ปฏิเสธพระคริสต์ (ยน.18:15-17, 25-27) ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มแบ่งปันความจริงอย่างกล้าหาญในเรื่องความหวังเดียวที่ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ นั่นก็คือพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์</p><p><br></p><p><strong>คุณเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูอย่างไร ความเชื่อนั้นส่งผลต่อชีวิตคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินในความจริงเรื่องการเป็นขึ้นของพระเยซูซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตและประทานความหวังที่แท้จริงแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 20 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0e721977/049de2c7.mp3" length="13756452" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>860</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้ [ กิจการ 2:32 ]ลีไม่เชื่อในพระเจ้า และไม่เชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู แต่ลีเป็นนักข่าวที่วิเคราะห์ข้อมูล เมื่อภรรยาของลีเชื่อในพระเยซู เขาจึงตัดสินใจศึกษาความเชื่อใหม่ของเธอด้วยตนเอง หลังจากค้นคว้าอยู่สองปีเขาก็ยอมจำนน โดยเชื่อในพระเจ้า ในการฟื้นคืนพระชนม์และเชื่อในพระคริสต์การเปลี่ยนแปลงในตัวเขานั้นเห็นได้ชัดเจน ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นลูกสาววัย 5 ขวบพูดกับภรรยาของเขาว่า “แม่คะ หนูอยากให้พระเจ้าทำให้หนูในสิ่งที่ทำให้พ่อ” และลูกสาวของลี สโตรเบลก็เชื่อในพระเยซูด้วยหลายคนปฏิเสธที่จะเชื่อเรื่องการคืนพระชนม์ แต่บรรดาพยานที่น่านับถือได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็นขึ้น หนึ่งในนั้นคืออัครทูตเปโตรซึ่งกล่าวกับฝูงชนว่ากษัตริย์ดาวิดสิ้นพระชนม์และถูกฝังไว้อย่างแน่นอน (กจ.2:29) จากนั้นเปโตรชี้ไปที่คำพยากรณ์ของดาวิด “กษัตริย์ดาวิด...ทรงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์” (ข้อ 31) เปโตรสรุปว่า “พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้” (ข้อ 32)หลักฐานที่ดีที่สุดในเรื่องการคืนพระชนม์คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของบรรดาพยานผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งรวมทั้งเปโตรด้วย ขณะทรงถูกตรึงกางเขนนั้น เหล่าสาวกพากันไปซ่อนตัว อันที่จริงแล้วเปโตรได้ปฏิเสธพระคริสต์ (ยน.18:15-17, 25-27) ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มแบ่งปันความจริงอย่างกล้าหาญในเรื่องความหวังเดียวที่ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ นั่นก็คือพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์คุณเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูอย่างไร ความเชื่อนั้นส่งผลต่อชีวิตคุณอย่างไรพระบิดาเจ้า ขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินในความจริงเรื่องการเป็นขึ้นของพระเยซูซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตและประทานความหวังที่แท้จริงแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้ [ กิจการ 2:32 ]ลีไม่เชื่อในพระเจ้า และไม่เชื่อเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู แต่ลีเป็นนักข่าวที่วิเคราะห์ข้อมูล เมื่อภรรยาของลีเชื่อในพระเยซู เขาจึงตัดสินใจศึกษาความเชื่อให</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สวมพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สวมพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">de5aec04-61f2-4d9e-aacc-0dc6eb5716d2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f19864a5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม [ อิสยาห์ 61:10 ]</em></p><p><br></p><p>โรส เทอร์เนอร์นักจิตวิทยาแฟชั่นแห่งสถาบันแฟชั่นลอนดอน ได้ศึกษาผลกระทบของเสื้อผ้าที่มีต่อวิธีคิด พฤติกรรม และแม้แต่การที่เสื้อผ้าส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คน เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดร่างกายเราที่สุด จึงเปรียบเสมือน “ผิวหนังชั้นที่สอง” และเตรียมเราให้พร้อมสำหรับทุกเรื่องในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น การแต่งกายที่เหมาะสมกับงาน “ช่วยสร้างแรงจูงใจและสมาธิ” ในที่ทำงาน และการสวมเครื่องแต่งกายที่มาจากสมัยเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจ อาจทำให้รู้สึกสบายใจในสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้</p><p>ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยานี้ให้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อคำเผยพระวจนะของอิสยาห์เรื่องผลแห่งการสละพระชนม์ของพระเยซู ท่านบันทึกถึงการปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นเชลยในบาบิโลนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยรับรองว่าวันหนึ่งพวกเขาจะ “สร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะซ่อมเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (อสย.61:4) ในวันนั้นพวกเขาจะสวม “เสื้อแห่งความชอบธรรม” (ข้อ 10)</p><p>คำเผยพระวจะของอิสยาห์เป็นจริงในส่วนแรกเมื่อคนในชาติกลับคืนสู่กรุงเยรูซาเล็ม และสำเร็จสมบูรณ์เมื่อ “พระเจ้าได้ทรงกระทำ [พระเยซู ] ...ให้บาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” (2 คร.5:21) ความชอบธรรมนั้นอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ถูกต้องของเรากับพระเจ้าเมื่อเราวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ พระเจ้าไม่ได้เห็นว่าเราสวมเสื้อแห่งความละอายหรือน่าขายหน้าเพราะบาปของเรา แต่ทรงเห็นเราสวมเสื้อแห่งความชอบธรรมตลอดเป็นนิตย์ของพระเยซู ซึ่งเป็น “ผิวหนังชั้นที่สอง” ที่ปกคลุมเราด้วยความชื่นชมยินดีในวันนี้และชั่วนิรันดร์</p><p><br></p><p><strong>ทุกวันนี้คุณ “สวมใส่” ความอับอายในเรื่องใดไว้บ้าง คุณจะระลึกถึงเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของคุณมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงสวมข้าพระองค์ไว้ด้วยความชอบธรรมของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม [ อิสยาห์ 61:10 ]</em></p><p><br></p><p>โรส เทอร์เนอร์นักจิตวิทยาแฟชั่นแห่งสถาบันแฟชั่นลอนดอน ได้ศึกษาผลกระทบของเสื้อผ้าที่มีต่อวิธีคิด พฤติกรรม และแม้แต่การที่เสื้อผ้าส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คน เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดร่างกายเราที่สุด จึงเปรียบเสมือน “ผิวหนังชั้นที่สอง” และเตรียมเราให้พร้อมสำหรับทุกเรื่องในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น การแต่งกายที่เหมาะสมกับงาน “ช่วยสร้างแรงจูงใจและสมาธิ” ในที่ทำงาน และการสวมเครื่องแต่งกายที่มาจากสมัยเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจ อาจทำให้รู้สึกสบายใจในสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้</p><p>ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยานี้ให้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อคำเผยพระวจนะของอิสยาห์เรื่องผลแห่งการสละพระชนม์ของพระเยซู ท่านบันทึกถึงการปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นเชลยในบาบิโลนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยรับรองว่าวันหนึ่งพวกเขาจะ “สร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะซ่อมเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (อสย.61:4) ในวันนั้นพวกเขาจะสวม “เสื้อแห่งความชอบธรรม” (ข้อ 10)</p><p>คำเผยพระวจะของอิสยาห์เป็นจริงในส่วนแรกเมื่อคนในชาติกลับคืนสู่กรุงเยรูซาเล็ม และสำเร็จสมบูรณ์เมื่อ “พระเจ้าได้ทรงกระทำ [พระเยซู ] ...ให้บาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” (2 คร.5:21) ความชอบธรรมนั้นอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ถูกต้องของเรากับพระเจ้าเมื่อเราวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ พระเจ้าไม่ได้เห็นว่าเราสวมเสื้อแห่งความละอายหรือน่าขายหน้าเพราะบาปของเรา แต่ทรงเห็นเราสวมเสื้อแห่งความชอบธรรมตลอดเป็นนิตย์ของพระเยซู ซึ่งเป็น “ผิวหนังชั้นที่สอง” ที่ปกคลุมเราด้วยความชื่นชมยินดีในวันนี้และชั่วนิรันดร์</p><p><br></p><p><strong>ทุกวันนี้คุณ “สวมใส่” ความอับอายในเรื่องใดไว้บ้าง คุณจะระลึกถึงเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของคุณมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงสวมข้าพระองค์ไว้ด้วยความชอบธรรมของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 18 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f19864a5/0bb8d2c3.mp3" length="13605974" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>851</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม [ อิสยาห์ 61:10 ]โรส เทอร์เนอร์นักจิตวิทยาแฟชั่นแห่งสถาบันแฟชั่นลอนดอน ได้ศึกษาผลกระทบของเสื้อผ้าที่มีต่อวิธีคิด พฤติกรรม และแม้แต่การที่เสื้อผ้าส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คน เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดร่างกายเราที่สุด จึงเปรียบเสมือน “ผิวหนังชั้นที่สอง” และเตรียมเราให้พร้อมสำหรับทุกเรื่องในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น การแต่งกายที่เหมาะสมกับงาน “ช่วยสร้างแรงจูงใจและสมาธิ” ในที่ทำงาน และการสวมเครื่องแต่งกายที่มาจากสมัยเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจ อาจทำให้รู้สึกสบายใจในสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยานี้ให้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อคำเผยพระวจนะของอิสยาห์เรื่องผลแห่งการสละพระชนม์ของพระเยซู ท่านบันทึกถึงการปลดปล่อยชาวยิวจากการเป็นเชลยในบาบิโลนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยรับรองว่าวันหนึ่งพวกเขาจะ “สร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะซ่อมเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (อสย.61:4) ในวันนั้นพวกเขาจะสวม “เสื้อแห่งความชอบธรรม” (ข้อ 10)คำเผยพระวจะของอิสยาห์เป็นจริงในส่วนแรกเมื่อคนในชาติกลับคืนสู่กรุงเยรูซาเล็ม และสำเร็จสมบูรณ์เมื่อ “พระเจ้าได้ทรงกระทำ [พระเยซู ] ...ให้บาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์” (2 คร.5:21) ความชอบธรรมนั้นอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ถูกต้องของเรากับพระเจ้าเมื่อเราวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ พระเจ้าไม่ได้เห็นว่าเราสวมเสื้อแห่งความละอายหรือน่าขายหน้าเพราะบาปของเรา แต่ทรงเห็นเราสวมเสื้อแห่งความชอบธรรมตลอดเป็นนิตย์ของพระเยซู ซึ่งเป็น “ผิวหนังชั้นที่สอง” ที่ปกคลุมเราด้วยความชื่นชมยินดีในวันนี้และชั่วนิรันดร์ทุกวันนี้คุณ “สวมใส่” ความอับอายในเรื่องใดไว้บ้าง คุณจะระลึกถึงเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรมของคุณมากยิ่งขึ้นได้อย่างไรขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงสวมข้าพระองค์ไว้ด้วยความชอบธรรมของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม [ อิสยาห์ 61:10 ]โรส เทอร์เนอร์นักจิตวิทยาแฟชั่นแห่งสถาบันแฟชั่นลอนดอน ได้ศึกษาผลกระทบของเสื้อผ้าที่มีต่อวิธีคิด พฤติกรรม และแม้แต่การที่เสื้อผ้าส่งผลต่ออารมณ์ข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การคร่ำครวญสู่คำสรรเสริญ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การคร่ำครวญสู่คำสรรเสริญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d1b87810-7074-4b56-8203-cff96529f006</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/93592367</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” [ ลูกา 23:42 ]</em></p><p><br></p><p>ตำนานเรื่องการตั้งชื่อดอกไม้ห้ากลีบอันงดงามนี้ว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต (อย่าลืมฉัน) มีหลายเรื่องราวด้วยกัน มีตำนานหนึ่งจากเยอรมันเล่าว่า เมื่อพระเจ้าทรงตั้งชื่อพืชพันธุ์ทั้งหมดที่ทรงสร้าง ดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งกลัวว่าจะถูกมองข้าม จึงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าลืมข้าพระองค์” และนั่นก็คือชื่อที่พระเจ้าประทานให้</p><p>แม้ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความทรงจำ และเราทุกคนต่างก็เคยได้พบเจอกับความรู้สึกที่เหมือนถูกลืม การเป็น ที่จดจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระเจ้านั้นคือความปรารถนาอันแท้จริงในหัวใจเรา เราพบเรื่องราวนี้ที่กางเขนของพระเยซู ลูกาเล่าว่า “มีอีกสองคนที่เป็นผู้ร้ายซึ่งเขาได้พามาจะฆ่าเสียพร้อมกับพระองค์” (23:32) ขณะโจรนั้นกำลังถูกตรึง คนหนึ่งที่อยู่ข้างพระคริสต์ก็เข้าใจในทันใด เขาทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” (ข้อ 42) คำตอบของพระคริสต์เป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมได้ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” (ข้อ 43)</p><p>ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งจริงๆ! ในชั่วโมงที่มืดมิดที่สุด โจรคนนั้นได้เรียนรู้ความหมายของการเป็นที่จดจำได้โดยพระบุตรของพระเจ้า</p><p>เราเองก็เป็นที่จดจำได้ในยามที่เผชิญความยากลำบาก พระเจ้าผู้ทรงรักเรามากพอจนสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะไม่มีวันลืมเรา</p><p><br></p><p><strong>มีเวลาใดที่คุณรู้สึกถูกลืม วันนี้คุณจะหันมาหาพระเยซู และยอมให้พระองค์เปลี่ยนคำคร่ำครวญเป็นคำสรรเสริญได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้า เวลาเหล่านั้นที่ข้าพระองค์รู้สึกถูกลืม โปรดเตือนให้ระลึกถึงการทรงสถิตในชีวิตข้าพระองค์ด้วยความรัก และการที่ทรงหนุนใจข้าพระองค์ด้วยพระคุณของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” [ ลูกา 23:42 ]</em></p><p><br></p><p>ตำนานเรื่องการตั้งชื่อดอกไม้ห้ากลีบอันงดงามนี้ว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต (อย่าลืมฉัน) มีหลายเรื่องราวด้วยกัน มีตำนานหนึ่งจากเยอรมันเล่าว่า เมื่อพระเจ้าทรงตั้งชื่อพืชพันธุ์ทั้งหมดที่ทรงสร้าง ดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งกลัวว่าจะถูกมองข้าม จึงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าลืมข้าพระองค์” และนั่นก็คือชื่อที่พระเจ้าประทานให้</p><p>แม้ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความทรงจำ และเราทุกคนต่างก็เคยได้พบเจอกับความรู้สึกที่เหมือนถูกลืม การเป็น ที่จดจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระเจ้านั้นคือความปรารถนาอันแท้จริงในหัวใจเรา เราพบเรื่องราวนี้ที่กางเขนของพระเยซู ลูกาเล่าว่า “มีอีกสองคนที่เป็นผู้ร้ายซึ่งเขาได้พามาจะฆ่าเสียพร้อมกับพระองค์” (23:32) ขณะโจรนั้นกำลังถูกตรึง คนหนึ่งที่อยู่ข้างพระคริสต์ก็เข้าใจในทันใด เขาทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” (ข้อ 42) คำตอบของพระคริสต์เป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมได้ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” (ข้อ 43)</p><p>ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งจริงๆ! ในชั่วโมงที่มืดมิดที่สุด โจรคนนั้นได้เรียนรู้ความหมายของการเป็นที่จดจำได้โดยพระบุตรของพระเจ้า</p><p>เราเองก็เป็นที่จดจำได้ในยามที่เผชิญความยากลำบาก พระเจ้าผู้ทรงรักเรามากพอจนสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะไม่มีวันลืมเรา</p><p><br></p><p><strong>มีเวลาใดที่คุณรู้สึกถูกลืม วันนี้คุณจะหันมาหาพระเยซู และยอมให้พระองค์เปลี่ยนคำคร่ำครวญเป็นคำสรรเสริญได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาเจ้า เวลาเหล่านั้นที่ข้าพระองค์รู้สึกถูกลืม โปรดเตือนให้ระลึกถึงการทรงสถิตในชีวิตข้าพระองค์ด้วยความรัก และการที่ทรงหนุนใจข้าพระองค์ด้วยพระคุณของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 18 Apr 2025 05:25:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/93592367/ac125452.mp3" length="13300052" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>832</itunes:duration>
      <itunes:summary>แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” [ ลูกา 23:42 ]ตำนานเรื่องการตั้งชื่อดอกไม้ห้ากลีบอันงดงามนี้ว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต (อย่าลืมฉัน) มีหลายเรื่องราวด้วยกัน มีตำนานหนึ่งจากเยอรมันเล่าว่า เมื่อพระเจ้าทรงตั้งชื่อพืชพันธุ์ทั้งหมดที่ทรงสร้าง ดอกไม้เล็กๆดอกหนึ่งกลัวว่าจะถูกมองข้าม จึงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าลืมข้าพระองค์” และนั่นก็คือชื่อที่พระเจ้าประทานให้แม้ว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความทรงจำ และเราทุกคนต่างก็เคยได้พบเจอกับความรู้สึกที่เหมือนถูกลืม การเป็น ที่จดจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระเจ้านั้นคือความปรารถนาอันแท้จริงในหัวใจเรา เราพบเรื่องราวนี้ที่กางเขนของพระเยซู ลูกาเล่าว่า “มีอีกสองคนที่เป็นผู้ร้ายซึ่งเขาได้พามาจะฆ่าเสียพร้อมกับพระองค์” (23:32) ขณะโจรนั้นกำลังถูกตรึง คนหนึ่งที่อยู่ข้างพระคริสต์ก็เข้าใจในทันใด เขาทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” (ข้อ 42) คำตอบของพระคริสต์เป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมได้ “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” (ข้อ 43)ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งจริงๆ! ในชั่วโมงที่มืดมิดที่สุด โจรคนนั้นได้เรียนรู้ความหมายของการเป็นที่จดจำได้โดยพระบุตรของพระเจ้าเราเองก็เป็นที่จดจำได้ในยามที่เผชิญความยากลำบาก พระเจ้าผู้ทรงรักเรามากพอจนสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะไม่มีวันลืมเรามีเวลาใดที่คุณรู้สึกถูกลืม วันนี้คุณจะหันมาหาพระเยซู และยอมให้พระองค์เปลี่ยนคำคร่ำครวญเป็นคำสรรเสริญได้อย่างไรพระบิดาเจ้า เวลาเหล่านั้นที่ข้าพระองค์รู้สึกถูกลืม โปรดเตือนให้ระลึกถึงการทรงสถิตในชีวิตข้าพระองค์ด้วยความรัก และการที่ทรงหนุนใจข้าพระองค์ด้วยพระคุณของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” [ ลูกา 23:42 ]ตำนานเรื่องการตั้งชื่อดอกไม้ห้ากลีบอันงดงามนี้ว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต (อย่าลืมฉัน) มีหลายเรื่องราวด้วยกัน มีตำนานหนึ่งจากเยอรมันเล่าว่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตและความตายในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตและความตายในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">95840e8d-d044-4ae4-ab0d-3b17f14330c8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c06562a8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]</em></p><p><br></p><p>ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยยิงเป้า ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ใคร่ครวญช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ เขาเชื่อในพระเยซูและนับว่าเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวรรณกรรม พี่น้องคารามาซอฟ คือนวนิยายยิ่งใหญ่ของเขา ซึ่งสำรวจเรื่องของพระเจ้า ชีวิต และความตาย มีการพูดถึงดอสโตเยฟสกี้ว่า “เขาพูดถึงพระคริสต์ด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น” ปืนยาวถูกยกขึ้น “เตรียมพร้อม! …เล็ง...”</p><p>พระเยซูทรงกล่าวกับเหล่าสาวกและกับเราถึงคุณค่านิรันดร์ของชีวิต ขณะทรงบอกเป็นนัยถึงการประหารชีวิตพระองค์ เมื่อตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว” (ยน.12:23) ด้วยภาพของข้าวเมล็ดเดียว(ชีวิตของเรา)ที่เกิดผลมากมายจากการเสียสละตนเอง (ข้อ 24)นี้ พระองค์ทรงบอกเราว่าอย่ารักชีวิตนี้มากเกินไป เพราะผู้ใดที่เต็มใจสละชีวิตในโลกนี้ผู้นั้นจะพบกับ “ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 25)</p><p>การเป็นสาวกของพระองค์ต้องเสียสละ แต่เราพบความหวังในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” (ข้อ 26)</p><p>ฟีโอดอร์อยู่ต่อหน้าความตาย แต่พระราชสาส์นจากพระเจ้าซาร์ถูกส่งไปในนาทีสุดท้าย เขาได้รับการอภัยโทษ และประสบการณ์นี้จะแผ่ซ่านอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขาในเวลาต่อมา แท้จริงแล้วคำจารึกในหน้าแรกของนิยายเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ คือพระธรรมยอห์น 12:24 “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก”</p><p><br></p><p><strong>ความเชื่อของคุณส่งผลต่อความคิดในเรื่องชีวิตและความตายอย่างไร คุณมีความชื่นชมยินดีสำหรับอนาคตในเรื่องใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ยอมรับความท้าทายของการเป็นสาวก และเข้าใจความหมายของชีวิตโดยผ่านความตาย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]</em></p><p><br></p><p>ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยยิงเป้า ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ใคร่ครวญช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ เขาเชื่อในพระเยซูและนับว่าเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวรรณกรรม พี่น้องคารามาซอฟ คือนวนิยายยิ่งใหญ่ของเขา ซึ่งสำรวจเรื่องของพระเจ้า ชีวิต และความตาย มีการพูดถึงดอสโตเยฟสกี้ว่า “เขาพูดถึงพระคริสต์ด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น” ปืนยาวถูกยกขึ้น “เตรียมพร้อม! …เล็ง...”</p><p>พระเยซูทรงกล่าวกับเหล่าสาวกและกับเราถึงคุณค่านิรันดร์ของชีวิต ขณะทรงบอกเป็นนัยถึงการประหารชีวิตพระองค์ เมื่อตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว” (ยน.12:23) ด้วยภาพของข้าวเมล็ดเดียว(ชีวิตของเรา)ที่เกิดผลมากมายจากการเสียสละตนเอง (ข้อ 24)นี้ พระองค์ทรงบอกเราว่าอย่ารักชีวิตนี้มากเกินไป เพราะผู้ใดที่เต็มใจสละชีวิตในโลกนี้ผู้นั้นจะพบกับ “ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 25)</p><p>การเป็นสาวกของพระองค์ต้องเสียสละ แต่เราพบความหวังในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” (ข้อ 26)</p><p>ฟีโอดอร์อยู่ต่อหน้าความตาย แต่พระราชสาส์นจากพระเจ้าซาร์ถูกส่งไปในนาทีสุดท้าย เขาได้รับการอภัยโทษ และประสบการณ์นี้จะแผ่ซ่านอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขาในเวลาต่อมา แท้จริงแล้วคำจารึกในหน้าแรกของนิยายเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ คือพระธรรมยอห์น 12:24 “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก”</p><p><br></p><p><strong>ความเชื่อของคุณส่งผลต่อความคิดในเรื่องชีวิตและความตายอย่างไร คุณมีความชื่นชมยินดีสำหรับอนาคตในเรื่องใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ยอมรับความท้าทายของการเป็นสาวก และเข้าใจความหมายของชีวิตโดยผ่านความตาย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c06562a8/b2a267ef.mp3" length="14652572" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>916</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยยิงเป้า ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ใคร่ครวญช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ เขาเชื่อในพระเยซูและนับว่าเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวรรณกรรม พี่น้องคารามาซอฟ คือนวนิยายยิ่งใหญ่ของเขา ซึ่งสำรวจเรื่องของพระเจ้า ชีวิต และความตาย มีการพูดถึงดอสโตเยฟสกี้ว่า “เขาพูดถึงพระคริสต์ด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น” ปืนยาวถูกยกขึ้น “เตรียมพร้อม! …เล็ง...”พระเยซูทรงกล่าวกับเหล่าสาวกและกับเราถึงคุณค่านิรันดร์ของชีวิต ขณะทรงบอกเป็นนัยถึงการประหารชีวิตพระองค์ เมื่อตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว” (ยน.12:23) ด้วยภาพของข้าวเมล็ดเดียว(ชีวิตของเรา)ที่เกิดผลมากมายจากการเสียสละตนเอง (ข้อ 24)นี้ พระองค์ทรงบอกเราว่าอย่ารักชีวิตนี้มากเกินไป เพราะผู้ใดที่เต็มใจสละชีวิตในโลกนี้ผู้นั้นจะพบกับ “ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 25)การเป็นสาวกของพระองค์ต้องเสียสละ แต่เราพบความหวังในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “ถ้าผู้ใดรับใช้เรา พระบิดาก็จะทรงประทานเกียรติแก่ผู้นั้น” (ข้อ 26)ฟีโอดอร์อยู่ต่อหน้าความตาย แต่พระราชสาส์นจากพระเจ้าซาร์ถูกส่งไปในนาทีสุดท้าย เขาได้รับการอภัยโทษ และประสบการณ์นี้จะแผ่ซ่านอยู่ในผลงานทั้งหมดของเขาในเวลาต่อมา แท้จริงแล้วคำจารึกในหน้าแรกของนิยายเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ คือพระธรรมยอห์น 12:24 “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก”ความเชื่อของคุณส่งผลต่อความคิดในเรื่องชีวิตและความตายอย่างไร คุณมีความชื่นชมยินดีสำหรับอนาคตในเรื่องใดข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ยอมรับความท้าทายของการเป็นสาวก และเข้าใจความหมายของชีวิตโดยผ่านความตาย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]ขณะเผชิญหน้ากับหน่วยยิงเป้า ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ใคร่ครวญช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ เขาเชื่อในพระเยซูและนับว่าเป็นหนึ่งในนักป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทสรุป - คำตรัสสุดท้ายของพระเยซูมีความหมายต่อฉันอย่างไร ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>9</itunes:episode>
      <podcast:episode>9</podcast:episode>
      <itunes:title>บทสรุป - คำตรัสสุดท้ายของพระเยซูมีความหมายต่อฉันอย่างไร ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">15988882-85a6-4eec-a282-45b4e3a0f66d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e76e35a3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:31:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e76e35a3/9b92a1dc.mp3" length="11677149" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/2b20CvbXnWbSkXojdQQqQWS4onoH1jcdPIWOejQeLWY/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8wNzg3/NzMyZDcyMDlkNGJh/ZDYxOTEzYTZlODgx/YTYzOC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>485</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 7 - คำพูดสุดท้าย ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>8</itunes:episode>
      <podcast:episode>8</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 7 - คำพูดสุดท้าย ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d2bde291-e4bf-42a9-abfd-61c768f7403b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e09d5fa5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e09d5fa5/e797aaa8.mp3" length="5079066" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/VHyMJ8Q9Z6pM4OHNG2XBUr2CAJiFbBHu4e8mLj_2QGs/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS83NDE0/MTY4ZGE3MTEzMjlh/ODVmZjkwN2FmYzM4/OTdhMy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>211</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 6 - หนี้อันยาวนาน ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>7</itunes:episode>
      <podcast:episode>7</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 6 - หนี้อันยาวนาน ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e7cb5b8a-9ac4-4c1f-8f03-cd8d94154bea</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1ad3d630</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1ad3d630/a2bd02df.mp3" length="4820012" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/cJXa_9BjNqUrDOy6Nl86b_yNUL_8YCDBEdKxAJYI2Ac/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9lNzJl/YjU1NjQ4ZDhlN2Ey/OTNhZTNjODFlMjdl/ZjFmMi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>200</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 5 - เรากระหายน้ำ ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>6</itunes:episode>
      <podcast:episode>6</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 5 - เรากระหายน้ำ ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b2ea9d64-c3fd-4411-ae35-48e5ea65472c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/95c4c1b4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/95c4c1b4/d18292ad.mp3" length="4520325" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/LI0dV-ausNpuSe-vI9EvHPOG_cPv0qrYMDr_qGSulwc/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8wZmM3/N2JhZDlkNDA3NWRk/MmQ3NTZlYmQzNWUz/ZTMxMC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>188</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 4 - ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>5</itunes:episode>
      <podcast:episode>5</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 4 - ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0dc894a6-7f14-4f4f-b4b9-72abbeea10e8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/36cfffdc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/36cfffdc/7fe0e83d.mp3" length="4930574" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/HmSkEpScmrsmOtU9AS8x0_f9C7dFmNs0MBx3EQUEPXE/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS80OGRh/OWNjODExZmZkMTBk/Y2E1YjZiZjkyMzMw/NDk2OC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>205</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 1 - พระคุณแห่งการให้อภัย ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>2</itunes:episode>
      <podcast:episode>2</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 1 - พระคุณแห่งการให้อภัย ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">32e612b5-550a-4a95-9be5-e9f80f53ca4c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/503b2cb7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c" rel="ugc noopener noreferrer">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c" rel="ugc noopener noreferrer">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/503b2cb7/daff12cd.mp3" length="4651605" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/E6KnNIuVZxNmXtrqZ9dJNNhQVwy8dVm9r85r-Ezb24E/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8zMmY0/M2Y5YmQwNzJjM2Fl/MzBlMGNmMDJiODUw/NzQxMC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>193</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 3 - ถ้อยคำแห่งความห่วงใย ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>4</itunes:episode>
      <podcast:episode>4</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 3 - ถ้อยคำแห่งความห่วงใย ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7bc65c8f-4d48-4acc-9ee5-ceaccd941502</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bf37b655</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bf37b655/dd33da5d.mp3" length="4881040" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/7mzogckl--rJCJkAR2znjEfrzSia3x5MR5tlPIAYSqQ/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9lYWI5/MWRjMmEyOGQyNGJj/MThlZjlmMzI4MTZl/MzdkYi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>203</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทนำ - สมบัติในสวน ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บทนำ - สมบัติในสวน ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6b42a1c5-dfc6-4eed-ac86-742cfc59262f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/54b8a99d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬 </p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c" rel="ugc noopener noreferrer">https://thaiodb.org/today/</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬 </p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c" rel="ugc noopener noreferrer">https://thaiodb.org/today/</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/54b8a99d/365843cd.mp3" length="10544669" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/KOT-V5KQjV05mMwULSyeG9FQavduNrboDqSD0luYoj4/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9jYTc3/MGU2MmUzMGI2ZmVm/OWYzODhkMGQ3OGZk/NDkxOS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>439</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬 บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม https://thaiodb.org/today/</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬 บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม https://thaiodb.org/today/</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 2 - เลวเกินไป สายเกินไปหรือไม่ ✨ 💬</title>
      <itunes:episode>3</itunes:episode>
      <podcast:episode>3</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 2 - เลวเกินไป สายเกินไปหรือไม่ ✨ 💬</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8a69d16a-5ded-4aee-a9a8-d3d11ce6057c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1a25afe2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ </strong>💬</p><p>บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขน</p><p><br></p><p>อ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม <a href="https://www.youtube.com/redirect?event=video_description&amp;redir_token=QUFFLUhqa3dwRUE4Q1hJNXhpUXcwYlZZcHZRSjB2TU11UXxBQ3Jtc0trcEtEVEJLRWVyeEgxZ19PLWZUZ0ZpNmxjbzZXdnN5ZGZGM2JjcVR6dnRMLUxHYXRVanduV0JOd1BaRHRXT3AyczhiVVdSMDdUQll4UnhUMVh6RjNDQkxoVTltdHE0LVJVZEU5Vzg3RVl3dWpMdkhhOA&amp;q=https%3A%2F%2Fthaiodb.org%2Ftoday%2F&amp;v=F7-tiwHIl8c">⁠https://thaiodb.org/today/⁠</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Apr 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1a25afe2/851c57b5.mp3" length="4937962" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/W4JzRs4vVIMAhtCvDA_4hVfZo45DTKn2POz8NWMUBGk/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS84Nzkw/NzFiN2MzMDI1ODUw/N2U5NTQ1MjVlZTYw/ZmYxOS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>205</itunes:duration>
      <itunes:summary>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>✨ คำตรัสสุดท้ายของพระเมสสิยาห์ 💬บทใคร่ครวญ 7 ประการในเทศกาลอีสเตอร์ จากถ้อยคำของพระเยซูบนไม้กางเขนอ่านบทความมานาฯ เพิ่มเติม ⁠https://thaiodb.org/today/⁠</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สงครามขนมพาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สงครามขนมพาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">24840b21-7352-4867-9abc-6d9d6595c9d8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cd04e727</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา [ ปัญญาจารย์ 7:9 ]</p><p><br></p><p>ในบรรดาความโง่เขลาทั้งหมดที่เป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่สงคราม ขนมพายอาจจะเป็นเรื่องผิดพลาดที่สุดหรือไม่ ในปีค.ศ.1832 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก ทหารเม็กซิกันกลุ่มหนึ่งเข้าไปในร้านขนมฝรั่งเศสในเมืองเม็กซิโกซิตี้ และชิมขนมทุกชนิดในร้านโดยไม่จ่ายเงิน แม้ว่ารายละเอียดจะซับซ้อน (และการปลุกปั่นอื่นๆทำให้เกิดปัญหามากขึ้น) แต่ผลลัพธ์คือสงครามครั้งแรกระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก (ปี 1838-39) หรือที่รู้จักกันว่าสงครามขนมพาย มีทหารเสียชีวิตมากกว่าสามร้อยนาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความโกรธในชั่วขณะหนึ่งกระตุ้นให้เกิดสงคราม</p><p>ความขัดแย้งส่วนใหญ่ของมนุษย์ทั้งชีวิตสมรสที่พังทลายและมิตรภาพที่ถูกทำลาย ล้วนมีรากฐานมาจากรูปแบบความโกรธที่ไม่ได้ถูกแก้ไข ทั้งความเห็นแก่ตัวและการแสดงอำนาจ ความเข้าใจผิดที่ไม่ได้รับการแก้ไข การดูถูกและการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว ล้วนแล้วแต่เป็นความโง่เขลา บางครั้งการรับรู้หรือการตอบโต้ที่ไม่เหมาะสมของเรานำไปสู่ความโกรธที่ทำลายล้าง แต่ปัญญาจารย์ได้ให้ถ้อยคำแห่งปัญญาว่า “อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา” (7:9)</p><p>ความขี้โมโหและโกรธง่ายนั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระเจ้าประทานวิธีที่ดีกว่า บางครั้งก็โดยผ่าน “คำตำหนิของคนที่มีสติปัญญา” (ข้อ 5) เมื่อเราติดตามปัญญา เราก็สามารถ “ให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจ [ของเรา]” (คส.3:15) เราดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาและการให้อภัยได้เมื่อพระองค์ทรงช่วยเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณยอมให้ความโกรธอันโง่เขลาเกิดขึ้นในตอนไหน ความโกรธนั้นทำร้ายคุณหรือคนอื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการให้ความโกรธอันโง่เขลาควบคุมข้าพระองค์หรือทำร้ายผู้อื่น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ขจัดความโกรธนั้นออกไปและรับสันติสุขของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา [ ปัญญาจารย์ 7:9 ]</p><p><br></p><p>ในบรรดาความโง่เขลาทั้งหมดที่เป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่สงคราม ขนมพายอาจจะเป็นเรื่องผิดพลาดที่สุดหรือไม่ ในปีค.ศ.1832 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก ทหารเม็กซิกันกลุ่มหนึ่งเข้าไปในร้านขนมฝรั่งเศสในเมืองเม็กซิโกซิตี้ และชิมขนมทุกชนิดในร้านโดยไม่จ่ายเงิน แม้ว่ารายละเอียดจะซับซ้อน (และการปลุกปั่นอื่นๆทำให้เกิดปัญหามากขึ้น) แต่ผลลัพธ์คือสงครามครั้งแรกระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก (ปี 1838-39) หรือที่รู้จักกันว่าสงครามขนมพาย มีทหารเสียชีวิตมากกว่าสามร้อยนาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความโกรธในชั่วขณะหนึ่งกระตุ้นให้เกิดสงคราม</p><p>ความขัดแย้งส่วนใหญ่ของมนุษย์ทั้งชีวิตสมรสที่พังทลายและมิตรภาพที่ถูกทำลาย ล้วนมีรากฐานมาจากรูปแบบความโกรธที่ไม่ได้ถูกแก้ไข ทั้งความเห็นแก่ตัวและการแสดงอำนาจ ความเข้าใจผิดที่ไม่ได้รับการแก้ไข การดูถูกและการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว ล้วนแล้วแต่เป็นความโง่เขลา บางครั้งการรับรู้หรือการตอบโต้ที่ไม่เหมาะสมของเรานำไปสู่ความโกรธที่ทำลายล้าง แต่ปัญญาจารย์ได้ให้ถ้อยคำแห่งปัญญาว่า “อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา” (7:9)</p><p>ความขี้โมโหและโกรธง่ายนั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระเจ้าประทานวิธีที่ดีกว่า บางครั้งก็โดยผ่าน “คำตำหนิของคนที่มีสติปัญญา” (ข้อ 5) เมื่อเราติดตามปัญญา เราก็สามารถ “ให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจ [ของเรา]” (คส.3:15) เราดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาและการให้อภัยได้เมื่อพระองค์ทรงช่วยเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณยอมให้ความโกรธอันโง่เขลาเกิดขึ้นในตอนไหน ความโกรธนั้นทำร้ายคุณหรือคนอื่นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการให้ความโกรธอันโง่เขลาควบคุมข้าพระองค์หรือทำร้ายผู้อื่น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ขจัดความโกรธนั้นออกไปและรับสันติสุขของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 16 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cd04e727/0622a156.mp3" length="12485844" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>781</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา [ ปัญญาจารย์ 7:9 ]ในบรรดาความโง่เขลาทั้งหมดที่เป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่สงคราม ขนมพายอาจจะเป็นเรื่องผิดพลาดที่สุดหรือไม่ ในปีค.ศ.1832 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก ทหารเม็กซิกันกลุ่มหนึ่งเข้าไปในร้านขนมฝรั่งเศสในเมืองเม็กซิโกซิตี้ และชิมขนมทุกชนิดในร้านโดยไม่จ่ายเงิน แม้ว่ารายละเอียดจะซับซ้อน (และการปลุกปั่นอื่นๆทำให้เกิดปัญหามากขึ้น) แต่ผลลัพธ์คือสงครามครั้งแรกระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก (ปี 1838-39) หรือที่รู้จักกันว่าสงครามขนมพาย มีทหารเสียชีวิตมากกว่าสามร้อยนาย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความโกรธในชั่วขณะหนึ่งกระตุ้นให้เกิดสงครามความขัดแย้งส่วนใหญ่ของมนุษย์ทั้งชีวิตสมรสที่พังทลายและมิตรภาพที่ถูกทำลาย ล้วนมีรากฐานมาจากรูปแบบความโกรธที่ไม่ได้ถูกแก้ไข ทั้งความเห็นแก่ตัวและการแสดงอำนาจ ความเข้าใจผิดที่ไม่ได้รับการแก้ไข การดูถูกและการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว ล้วนแล้วแต่เป็นความโง่เขลา บางครั้งการรับรู้หรือการตอบโต้ที่ไม่เหมาะสมของเรานำไปสู่ความโกรธที่ทำลายล้าง แต่ปัญญาจารย์ได้ให้ถ้อยคำแห่งปัญญาว่า “อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา” (7:9)ความขี้โมโหและโกรธง่ายนั้นเป็นเรื่องที่โง่เขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระเจ้าประทานวิธีที่ดีกว่า บางครั้งก็โดยผ่าน “คำตำหนิของคนที่มีสติปัญญา” (ข้อ 5) เมื่อเราติดตามปัญญา เราก็สามารถ “ให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจ [ของเรา]” (คส.3:15) เราดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญาและการให้อภัยได้เมื่อพระองค์ทรงช่วยเราคุณยอมให้ความโกรธอันโง่เขลาเกิดขึ้นในตอนไหน ความโกรธนั้นทำร้ายคุณหรือคนอื่นอย่างไรข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการให้ความโกรธอันโง่เขลาควบคุมข้าพระองค์หรือทำร้ายผู้อื่น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ขจัดความโกรธนั้นออกไปและรับสันติสุขของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ในทรวงอกของคนเขลา [ ปัญญาจารย์ 7:9 ]ในบรรดาความโง่เขลาทั้งหมดที่เป็นเหตุนำพาประเทศไปสู่สงคราม ขนมพายอาจจะเป็นเรื่องผิดพลาดที่สุดหรือไม่ ในปีค.ศ.1832 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศสกับเม็กซิโก ทหารเม็กซ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไปกับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไปกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d8ad3c2f-b9e4-4fb9-bb44-a02429da6450</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/337f7f4d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย [ นางรูธ 1:16 ]</em></p><p><br></p><p>ในภาพยนตร์เรื่อง คนอัจฉริยะฝ่าสมรภูมิรบ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง ตัวละครหลักชื่อเกรวิลล์ต้องพบกับการตัดสินใจที่ยากมากในชีวิต เขารู้ว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังจะถูกจับและกักขังในคุกที่โหดร้าย เกรวิลล์สามารถเอาตัวรอดจากชะตากรรมนี้ได้ถ้าเขาจะหนีออกนอกประเทศทันทีและทำเป็นไม่รู้จักกับเพื่อนคนนี้ แต่ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อเพื่อน เกรวิลล์ปฏิเสธที่จะหนีและยอมถูกจับไปขังโดยต้องทนทุกข์แบบเดียวกับเพื่อนของเขา ต่างคนต่างไม่ทรยศกันและกัน ในตอนจบเกรวิลล์ได้รับการปล่อยตัวในสภาพบอบช้ำ แต่เขาเป็นเพื่อนแท้ที่สัตย์ซื่อ</p><p>นาโอมีต้องการเพื่อนแบบนั้นเช่นกัน เมื่อสามีและลูกชายทั้งสองคนตายจากไป นาโอมีต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวและผจญการเดินทางแสนไกลเพื่อกลับบ้านเกิด นาโอมีบอกกับลูกสะใภ้ของเธอให้อยู่ที่โมอับและมีชีวิตใหม่ (นรธ.1:8-9)รูธตอบว่า “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย” (ข้อ 16) รูธร่วมเดินทางไปต่างแดนกับนาโอมีด้วยใจภักดีและคอยเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา ความสัตย์ซื่อของรูธเปลี่ยนสภาพครอบครัวที่แตกสลายนี้ให้กลายเป็นมรดกที่มหัศจรรย์ หลายชั่วอายุคนต่อมา เหลนของเธอคือดาวิดได้เป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน</p><p>การเผชิญความยากลำบากร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่หากเรายอมสละความปรารถนาของตัวเราเองและแสวงหาพระกำลังของพระเจ้า พระองค์จะทรงช่วยเราให้สามารถรักผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยพระกำลังของพระองค์เราจึงเลือกที่จะพูดได้ว่า “พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน ข้าพระองค์จะไปด้วย”</p><p><br></p><p><strong>มีใครที่อยู่รอบข้างคุณที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ยากลำบาก คุณสามารถเลือกที่จะเดินเคียงข้างผู้นั้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ไม่เคยทอดทิ้งข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย [ นางรูธ 1:16 ]</em></p><p><br></p><p>ในภาพยนตร์เรื่อง คนอัจฉริยะฝ่าสมรภูมิรบ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง ตัวละครหลักชื่อเกรวิลล์ต้องพบกับการตัดสินใจที่ยากมากในชีวิต เขารู้ว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังจะถูกจับและกักขังในคุกที่โหดร้าย เกรวิลล์สามารถเอาตัวรอดจากชะตากรรมนี้ได้ถ้าเขาจะหนีออกนอกประเทศทันทีและทำเป็นไม่รู้จักกับเพื่อนคนนี้ แต่ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อเพื่อน เกรวิลล์ปฏิเสธที่จะหนีและยอมถูกจับไปขังโดยต้องทนทุกข์แบบเดียวกับเพื่อนของเขา ต่างคนต่างไม่ทรยศกันและกัน ในตอนจบเกรวิลล์ได้รับการปล่อยตัวในสภาพบอบช้ำ แต่เขาเป็นเพื่อนแท้ที่สัตย์ซื่อ</p><p>นาโอมีต้องการเพื่อนแบบนั้นเช่นกัน เมื่อสามีและลูกชายทั้งสองคนตายจากไป นาโอมีต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวและผจญการเดินทางแสนไกลเพื่อกลับบ้านเกิด นาโอมีบอกกับลูกสะใภ้ของเธอให้อยู่ที่โมอับและมีชีวิตใหม่ (นรธ.1:8-9)รูธตอบว่า “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย” (ข้อ 16) รูธร่วมเดินทางไปต่างแดนกับนาโอมีด้วยใจภักดีและคอยเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา ความสัตย์ซื่อของรูธเปลี่ยนสภาพครอบครัวที่แตกสลายนี้ให้กลายเป็นมรดกที่มหัศจรรย์ หลายชั่วอายุคนต่อมา เหลนของเธอคือดาวิดได้เป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน</p><p>การเผชิญความยากลำบากร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่หากเรายอมสละความปรารถนาของตัวเราเองและแสวงหาพระกำลังของพระเจ้า พระองค์จะทรงช่วยเราให้สามารถรักผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยพระกำลังของพระองค์เราจึงเลือกที่จะพูดได้ว่า “พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน ข้าพระองค์จะไปด้วย”</p><p><br></p><p><strong>มีใครที่อยู่รอบข้างคุณที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ยากลำบาก คุณสามารถเลือกที่จะเดินเคียงข้างผู้นั้นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ไม่เคยทอดทิ้งข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 15 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/337f7f4d/14eee81b.mp3" length="12568182" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>786</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย [ นางรูธ 1:16 ]ในภาพยนตร์เรื่อง คนอัจฉริยะฝ่าสมรภูมิรบ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง ตัวละครหลักชื่อเกรวิลล์ต้องพบกับการตัดสินใจที่ยากมากในชีวิต เขารู้ว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังจะถูกจับและกักขังในคุกที่โหดร้าย เกรวิลล์สามารถเอาตัวรอดจากชะตากรรมนี้ได้ถ้าเขาจะหนีออกนอกประเทศทันทีและทำเป็นไม่รู้จักกับเพื่อนคนนี้ แต่ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อเพื่อน เกรวิลล์ปฏิเสธที่จะหนีและยอมถูกจับไปขังโดยต้องทนทุกข์แบบเดียวกับเพื่อนของเขา ต่างคนต่างไม่ทรยศกันและกัน ในตอนจบเกรวิลล์ได้รับการปล่อยตัวในสภาพบอบช้ำ แต่เขาเป็นเพื่อนแท้ที่สัตย์ซื่อนาโอมีต้องการเพื่อนแบบนั้นเช่นกัน เมื่อสามีและลูกชายทั้งสองคนตายจากไป นาโอมีต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวและผจญการเดินทางแสนไกลเพื่อกลับบ้านเกิด นาโอมีบอกกับลูกสะใภ้ของเธอให้อยู่ที่โมอับและมีชีวิตใหม่ (นรธ.1:8-9)รูธตอบว่า “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย” (ข้อ 16) รูธร่วมเดินทางไปต่างแดนกับนาโอมีด้วยใจภักดีและคอยเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา ความสัตย์ซื่อของรูธเปลี่ยนสภาพครอบครัวที่แตกสลายนี้ให้กลายเป็นมรดกที่มหัศจรรย์ หลายชั่วอายุคนต่อมา เหลนของเธอคือดาวิดได้เป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานการเผชิญความยากลำบากร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่หากเรายอมสละความปรารถนาของตัวเราเองและแสวงหาพระกำลังของพระเจ้า พระองค์จะทรงช่วยเราให้สามารถรักผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยพระกำลังของพระองค์เราจึงเลือกที่จะพูดได้ว่า “พระองค์จะเสด็จไปที่ไหน ข้าพระองค์จะไปด้วย”มีใครที่อยู่รอบข้างคุณที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ยากลำบาก คุณสามารถเลือกที่จะเดินเคียงข้างผู้นั้นได้อย่างไรขอบพระคุณพระเยซูที่ไม่เคยทอดทิ้งข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหน ฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย [ นางรูธ 1:16 ]ในภาพยนตร์เรื่อง คนอัจฉริยะฝ่าสมรภูมิรบ ที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง ตัวละครหลักชื่อเกรวิลล์ต้องพบกับการตัดสินใจที่ยากมากในชีวิต เขารู้ว่าเพื่อนสนิทของเขากำลังจะ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การแบ่งปันทรัพยากรในเรื่องข่าวประเสริฐ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การแบ่งปันทรัพยากรในเรื่องข่าวประเสริฐ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0fb5bc2b-b13a-4fe8-a32b-2cac01882024</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9f9c10d2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ [ โรม 1:16 ]</em></p><p><br></p><p>สถานที่จัดงานและที่พักสำหรับการประชุมผู้นำของเราในย่านใจกลางเมืองชิคาโกนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความขาดแคลนที่ผมเห็นระหว่างทางไปที่นั่น ความขาดแคลนเหล่านี้รวมไปถึงคนที่ขาดแคลนอาหารและที่พักพิงขั้นพื้นฐาน ความแตกต่างนี้ช่วยให้ผมสามารถนึกภาพและระบุสิ่งที่เราจำเป็นต้องรวบรวมไว้ในการวางแผนงานเพื่อรับใช้ทั้งในเมืองและที่อื่นๆได้อย่างชัดเจน เพื่อรวบรวมทรัพยากรในเรื่องข่าวประเสริฐ (คือทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเผยแพร่ข่าวแห่งความรักและความรอดของพระเจ้า) ไปยังสถานที่ซึ่งมีความต้องการที่สุด</p><p>ขณะที่เปาโลเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อชาวโรมัน ท่านยังไม่เคยไปเยี่ยมพวกเขา แต่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไปโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายวิญญาณจิตมาให้...เพื่อเสริมกำลังท่าน...และ...ได้หนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (รม.1:11-12) อัครทูตมุ่งหวังการ “แลกเปลี่ยนของประทาน” ที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านและผู้อื่นขณะที่พวกเขาต่างมีชีวิตเพื่อพระเยซูและรับใช้ผู้อื่น</p><p>ทรัพยากรที่เรามีนั้นรวมถึงของประทานฝ่ายวิญญาณและทรัพยากรที่เป็นวัตถุซึ่งพระเจ้าประทานแก่เรา ขอให้เรายอมที่พระองค์จะทรงใช้เราในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐแก่ผู้คนด้วยความรักเมตตา และเมื่อพระเจ้าทรงเสริมกำลังเรา ขอให้เราเปิดใจ เปิดปาก และเตรียมมือของเราในการรับใช้ผู้อื่น ขอให้เราทำโดย “ไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด”(ข้อ 16)</p><p><br></p><p><strong>คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งการอภัยบาปที่คุณได้รับมาอย่างไร คุณจะช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างไรในขณะที่คุณแบ่งปันความรักของพระคริสต์แก่พวกเขา</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แบ่งปันข่าวดีเรื่องการให้อภัยบาปโดยไม่ละอาย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ [ โรม 1:16 ]</em></p><p><br></p><p>สถานที่จัดงานและที่พักสำหรับการประชุมผู้นำของเราในย่านใจกลางเมืองชิคาโกนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความขาดแคลนที่ผมเห็นระหว่างทางไปที่นั่น ความขาดแคลนเหล่านี้รวมไปถึงคนที่ขาดแคลนอาหารและที่พักพิงขั้นพื้นฐาน ความแตกต่างนี้ช่วยให้ผมสามารถนึกภาพและระบุสิ่งที่เราจำเป็นต้องรวบรวมไว้ในการวางแผนงานเพื่อรับใช้ทั้งในเมืองและที่อื่นๆได้อย่างชัดเจน เพื่อรวบรวมทรัพยากรในเรื่องข่าวประเสริฐ (คือทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเผยแพร่ข่าวแห่งความรักและความรอดของพระเจ้า) ไปยังสถานที่ซึ่งมีความต้องการที่สุด</p><p>ขณะที่เปาโลเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อชาวโรมัน ท่านยังไม่เคยไปเยี่ยมพวกเขา แต่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไปโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายวิญญาณจิตมาให้...เพื่อเสริมกำลังท่าน...และ...ได้หนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (รม.1:11-12) อัครทูตมุ่งหวังการ “แลกเปลี่ยนของประทาน” ที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านและผู้อื่นขณะที่พวกเขาต่างมีชีวิตเพื่อพระเยซูและรับใช้ผู้อื่น</p><p>ทรัพยากรที่เรามีนั้นรวมถึงของประทานฝ่ายวิญญาณและทรัพยากรที่เป็นวัตถุซึ่งพระเจ้าประทานแก่เรา ขอให้เรายอมที่พระองค์จะทรงใช้เราในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐแก่ผู้คนด้วยความรักเมตตา และเมื่อพระเจ้าทรงเสริมกำลังเรา ขอให้เราเปิดใจ เปิดปาก และเตรียมมือของเราในการรับใช้ผู้อื่น ขอให้เราทำโดย “ไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด”(ข้อ 16)</p><p><br></p><p><strong>คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งการอภัยบาปที่คุณได้รับมาอย่างไร คุณจะช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างไรในขณะที่คุณแบ่งปันความรักของพระคริสต์แก่พวกเขา</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แบ่งปันข่าวดีเรื่องการให้อภัยบาปโดยไม่ละอาย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 13 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9f9c10d2/75d2840e.mp3" length="13075218" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>818</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ [ โรม 1:16 ]สถานที่จัดงานและที่พักสำหรับการประชุมผู้นำของเราในย่านใจกลางเมืองชิคาโกนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความขาดแคลนที่ผมเห็นระหว่างทางไปที่นั่น ความขาดแคลนเหล่านี้รวมไปถึงคนที่ขาดแคลนอาหารและที่พักพิงขั้นพื้นฐาน ความแตกต่างนี้ช่วยให้ผมสามารถนึกภาพและระบุสิ่งที่เราจำเป็นต้องรวบรวมไว้ในการวางแผนงานเพื่อรับใช้ทั้งในเมืองและที่อื่นๆได้อย่างชัดเจน เพื่อรวบรวมทรัพยากรในเรื่องข่าวประเสริฐ (คือทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเผยแพร่ข่าวแห่งความรักและความรอดของพระเจ้า) ไปยังสถานที่ซึ่งมีความต้องการที่สุดขณะที่เปาโลเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อชาวโรมัน ท่านยังไม่เคยไปเยี่ยมพวกเขา แต่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไปโดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายวิญญาณจิตมาให้...เพื่อเสริมกำลังท่าน...และ...ได้หนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (รม.1:11-12) อัครทูตมุ่งหวังการ “แลกเปลี่ยนของประทาน” ที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านและผู้อื่นขณะที่พวกเขาต่างมีชีวิตเพื่อพระเยซูและรับใช้ผู้อื่นทรัพยากรที่เรามีนั้นรวมถึงของประทานฝ่ายวิญญาณและทรัพยากรที่เป็นวัตถุซึ่งพระเจ้าประทานแก่เรา ขอให้เรายอมที่พระองค์จะทรงใช้เราในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐแก่ผู้คนด้วยความรักเมตตา และเมื่อพระเจ้าทรงเสริมกำลังเรา ขอให้เราเปิดใจ เปิดปาก และเตรียมมือของเราในการรับใช้ผู้อื่น ขอให้เราทำโดย “ไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด”(ข้อ 16)คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งการอภัยบาปที่คุณได้รับมาอย่างไร คุณจะช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลนได้อย่างไรในขณะที่คุณแบ่งปันความรักของพระคริสต์แก่พวกเขาข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แบ่งปันข่าวดีเรื่องการให้อภัยบาปโดยไม่ละอาย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ [ โรม 1:16 ]สถานที่จัดงานและที่พักสำหรับการประชุมผู้นำของเราในย่านใจกลางเมืองชิคาโกนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความขาดแคลนที่ผมเห็นระหว่างทางไปที่นั่น ความขาดแคลนเหล่านี้รวมไปถึงคนที่ขาดแคลนอาหารและที่พัก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฟังเสียงร้องของก้อนหิน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฟังเสียงร้องของก้อนหิน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8797a0e2-ab96-4867-95f7-2fe5709b685c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0f6c9cae</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” [ ลูกา 19:40 ]</p><p><br></p><p>หลังพิธีไว้อาลัยของพ่อที่ครอบครัวเราจัดขึ้นที่ริมแม่น้ำ เราแต่ละคนเก็บหินไว้คนละก้อนเพื่อระลึกถึงท่าน ชีวิตของท่านเหมือนกับเกมกระดานหมากรุกที่มีทั้งแพ้และชนะ แต่เรารู้ว่าหัวใจท่านมีแต่พวกเรา นิ้วของฉันลูบไล้ไปบนผิวเรียบๆของก้อนหินซึ่งช่วยฉันให้ระลึกถึงท่านเสมอ</p><p>ในลูกาบทที่ 19 พระเยซูเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต ขณะที่ฝูงชนโบกทางอินทผลัมพร้อมกับตะโกนร้องโฮซันนาและแซ่ซ้องว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ข้อ 38; ดู ยน.12:12-13) พวกฟาริสีไม่พอใจเพราะคิดว่าการกล่าวอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์ถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าจึงบอกพระเยซูให้สั่งเหล่าสาวกหยุดโห่ร้อง พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” (ลก.19:40)</p><p>ก้อนหินส่งเสียงร้องในหลายรูปแบบ พระเจ้าทรงใช้ก้อนหินในการบอกถึงเรื่องราวแห่งความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา หินสกัดสองก้อนที่แกะสลักบัญญัติสิบประการเพื่อสอนเราในการดำเนินชีวิต (อพย.34:1) หินแห่งความทรงจำที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดนเพื่อเตือนชนอิสราเอลทุกรุ่นให้ระลึกถึงการจัดเตรียมและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า (ยชว.4:8-9) หินก้อนหนึ่งที่กลิ้งปิดปากอุโมงค์เก็บพระศพของพระเยซู เป็นก้อนเดียวกับที่กลิ้งออกเพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (มธ.27:59-66; ลก. 24:2) เรา “ได้ยิน” หินก้อนนี้ที่เตือนเราถึงคำตรัสของพระเยซูว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25)</p><p>จงฟังเสียงร้องของก้อนหินและเปล่งเสียงร่วมกับหินนั้นเพื่อสรรเสริญพระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักของเรา</p><p><br></p><p><strong>บรรดาก้อนหินแห่งพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ “ร้องเรียก”คุณอย่างไร พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้คุณใส่ใจในเรื่องใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงใช้แม้เพียงก้อนหินเพื่อบอกถึงความรักของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” [ ลูกา 19:40 ]</p><p><br></p><p>หลังพิธีไว้อาลัยของพ่อที่ครอบครัวเราจัดขึ้นที่ริมแม่น้ำ เราแต่ละคนเก็บหินไว้คนละก้อนเพื่อระลึกถึงท่าน ชีวิตของท่านเหมือนกับเกมกระดานหมากรุกที่มีทั้งแพ้และชนะ แต่เรารู้ว่าหัวใจท่านมีแต่พวกเรา นิ้วของฉันลูบไล้ไปบนผิวเรียบๆของก้อนหินซึ่งช่วยฉันให้ระลึกถึงท่านเสมอ</p><p>ในลูกาบทที่ 19 พระเยซูเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต ขณะที่ฝูงชนโบกทางอินทผลัมพร้อมกับตะโกนร้องโฮซันนาและแซ่ซ้องว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ข้อ 38; ดู ยน.12:12-13) พวกฟาริสีไม่พอใจเพราะคิดว่าการกล่าวอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์ถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าจึงบอกพระเยซูให้สั่งเหล่าสาวกหยุดโห่ร้อง พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” (ลก.19:40)</p><p>ก้อนหินส่งเสียงร้องในหลายรูปแบบ พระเจ้าทรงใช้ก้อนหินในการบอกถึงเรื่องราวแห่งความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา หินสกัดสองก้อนที่แกะสลักบัญญัติสิบประการเพื่อสอนเราในการดำเนินชีวิต (อพย.34:1) หินแห่งความทรงจำที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดนเพื่อเตือนชนอิสราเอลทุกรุ่นให้ระลึกถึงการจัดเตรียมและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า (ยชว.4:8-9) หินก้อนหนึ่งที่กลิ้งปิดปากอุโมงค์เก็บพระศพของพระเยซู เป็นก้อนเดียวกับที่กลิ้งออกเพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (มธ.27:59-66; ลก. 24:2) เรา “ได้ยิน” หินก้อนนี้ที่เตือนเราถึงคำตรัสของพระเยซูว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25)</p><p>จงฟังเสียงร้องของก้อนหินและเปล่งเสียงร่วมกับหินนั้นเพื่อสรรเสริญพระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักของเรา</p><p><br></p><p><strong>บรรดาก้อนหินแห่งพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ “ร้องเรียก”คุณอย่างไร พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้คุณใส่ใจในเรื่องใด</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงใช้แม้เพียงก้อนหินเพื่อบอกถึงความรักของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 13 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0f6c9cae/28f5e427.mp3" length="13230667" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>827</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” [ ลูกา 19:40 ]หลังพิธีไว้อาลัยของพ่อที่ครอบครัวเราจัดขึ้นที่ริมแม่น้ำ เราแต่ละคนเก็บหินไว้คนละก้อนเพื่อระลึกถึงท่าน ชีวิตของท่านเหมือนกับเกมกระดานหมากรุกที่มีทั้งแพ้และชนะ แต่เรารู้ว่าหัวใจท่านมีแต่พวกเรา นิ้วของฉันลูบไล้ไปบนผิวเรียบๆของก้อนหินซึ่งช่วยฉันให้ระลึกถึงท่านเสมอในลูกาบทที่ 19 พระเยซูเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต ขณะที่ฝูงชนโบกทางอินทผลัมพร้อมกับตะโกนร้องโฮซันนาและแซ่ซ้องว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ข้อ 38; ดู ยน.12:12-13) พวกฟาริสีไม่พอใจเพราะคิดว่าการกล่าวอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์ถือเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าจึงบอกพระเยซูให้สั่งเหล่าสาวกหยุดโห่ร้อง พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” (ลก.19:40)ก้อนหินส่งเสียงร้องในหลายรูปแบบ พระเจ้าทรงใช้ก้อนหินในการบอกถึงเรื่องราวแห่งความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา หินสกัดสองก้อนที่แกะสลักบัญญัติสิบประการเพื่อสอนเราในการดำเนินชีวิต (อพย.34:1) หินแห่งความทรงจำที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำจอร์แดนเพื่อเตือนชนอิสราเอลทุกรุ่นให้ระลึกถึงการจัดเตรียมและความสัตย์ซื่อของพระเจ้า (ยชว.4:8-9) หินก้อนหนึ่งที่กลิ้งปิดปากอุโมงค์เก็บพระศพของพระเยซู เป็นก้อนเดียวกับที่กลิ้งออกเพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (มธ.27:59-66; ลก. 24:2) เรา “ได้ยิน” หินก้อนนี้ที่เตือนเราถึงคำตรัสของพระเยซูว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต” (ยน.11:25)จงฟังเสียงร้องของก้อนหินและเปล่งเสียงร่วมกับหินนั้นเพื่อสรรเสริญพระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักของเราบรรดาก้อนหินแห่งพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ “ร้องเรียก”คุณอย่างไร พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้คุณใส่ใจในเรื่องใดข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงใช้แม้เพียงก้อนหินเพื่อบอกถึงความรักของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถึงคนเหล่านี้จะนิ่งเสีย ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง” [ ลูกา 19:40 ]หลังพิธีไว้อาลัยของพ่อที่ครอบครัวเราจัดขึ้นที่ริมแม่น้ำ เราแต่ละคนเก็บหินไว้คนละก้อนเพื่อระลึกถึงท่าน ชีวิตของท่านเหมือนกับเกมกระดานหมากรุกท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสียงเตือนของพระวิญญาณที่คอยช่วยเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสียงเตือนของพระวิญญาณที่คอยช่วยเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0694ae89-8e8d-4d85-967f-cc3cfe5ca516</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/075ee519</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]</em></p><p><br></p><p>ในปีหนึ่งฉันตอบรับที่จะร้องเพลงก่อนการแข่งกีฬาของลูกชาย แม้ฉันจะจำเพลงนั้นจนขึ้นใจแล้วแต่ก็ยังคงฝึกซ้อมอยู่หลายสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อฉันเดินเข้าไปในสนามโดยมีทีมนักกีฬายืนเรียงกันข้างฉันทั้งสองด้าน ฉันจึงหลับตาลงและอธิษฐาน ฉันเริ่มร้องเพลงสองสามบรรทัดแรกแล้วฉันก็ยืนตัวแข็ง ในจังหวะนั้นฉันจำเนื้อร้องบรรทัดต่อไปไม่ได้ ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังกระซิบคำที่ฉันลืม ทันทีที่ได้ยินเสียงซึ่งช่วยเตือนความจำนั้น ฉันก็เปล่งเสียงร้องเพลงส่วนที่เหลือได้ด้วยความมั่นใจ</p><p>เราทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือบ้างในบางครั้ง ในยอห์นบทที่ 14 พระเยซูทรงอธิบายว่าเราแสดงความรักต่อพระองค์ได้ก็โดยการเชื่อฟังพระองค์ (ข้อ 15) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะทูลขอพระบิดาให้ส่งองค์พระผู้ช่วยมาช่วยเรา “คือพระวิญญาณแห่งความจริง” (ข้อ 17) พระวิญญาณนี้ “โลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน” (ข้อ 17) แม้ว่าพระเยซูจะทรงสอนสาวกหลายสิ่งขณะอยู่กับพวกเขา (ข้อ 25) พระองค์ตรัสว่า “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)</p><p>เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณจะช่วยเราในการตีความให้เข้าใจและปรับใช้พระคำซึ่งเป็นพระปัญญาของพระเจ้านี้ การทรงนำของพระองค์สอดคล้องกับพระวจนะเสมอ เพื่อชี้ทาง ปลอบโยน และเปลี่ยนแปลงเราด้วยความรัก ทรงเป็นเสียงเตือนที่คอยช่วยเหลือเราทุกครั้งเสมอไป</p><p><br></p><p><strong>คุณจะรู้จักเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดีขึ้นได้อย่างไร คุณจะรับรู้ถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไรในแต่ละวัน</strong></p><p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้จดจำเสียงของพระองค์ และยอมจำนนต่อพระองค์เมื่อทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น ขอทรงเป็นเสียงเตือนที่คอยช่วยเหลือเราในทุกครั้งไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]</em></p><p><br></p><p>ในปีหนึ่งฉันตอบรับที่จะร้องเพลงก่อนการแข่งกีฬาของลูกชาย แม้ฉันจะจำเพลงนั้นจนขึ้นใจแล้วแต่ก็ยังคงฝึกซ้อมอยู่หลายสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อฉันเดินเข้าไปในสนามโดยมีทีมนักกีฬายืนเรียงกันข้างฉันทั้งสองด้าน ฉันจึงหลับตาลงและอธิษฐาน ฉันเริ่มร้องเพลงสองสามบรรทัดแรกแล้วฉันก็ยืนตัวแข็ง ในจังหวะนั้นฉันจำเนื้อร้องบรรทัดต่อไปไม่ได้ ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังกระซิบคำที่ฉันลืม ทันทีที่ได้ยินเสียงซึ่งช่วยเตือนความจำนั้น ฉันก็เปล่งเสียงร้องเพลงส่วนที่เหลือได้ด้วยความมั่นใจ</p><p>เราทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือบ้างในบางครั้ง ในยอห์นบทที่ 14 พระเยซูทรงอธิบายว่าเราแสดงความรักต่อพระองค์ได้ก็โดยการเชื่อฟังพระองค์ (ข้อ 15) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะทูลขอพระบิดาให้ส่งองค์พระผู้ช่วยมาช่วยเรา “คือพระวิญญาณแห่งความจริง” (ข้อ 17) พระวิญญาณนี้ “โลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน” (ข้อ 17) แม้ว่าพระเยซูจะทรงสอนสาวกหลายสิ่งขณะอยู่กับพวกเขา (ข้อ 25) พระองค์ตรัสว่า “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)</p><p>เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณจะช่วยเราในการตีความให้เข้าใจและปรับใช้พระคำซึ่งเป็นพระปัญญาของพระเจ้านี้ การทรงนำของพระองค์สอดคล้องกับพระวจนะเสมอ เพื่อชี้ทาง ปลอบโยน และเปลี่ยนแปลงเราด้วยความรัก ทรงเป็นเสียงเตือนที่คอยช่วยเหลือเราทุกครั้งเสมอไป</p><p><br></p><p><strong>คุณจะรู้จักเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดีขึ้นได้อย่างไร คุณจะรับรู้ถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไรในแต่ละวัน</strong></p><p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้จดจำเสียงของพระองค์ และยอมจำนนต่อพระองค์เมื่อทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น ขอทรงเป็นเสียงเตือนที่คอยช่วยเหลือเราในทุกครั้งไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 12 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/075ee519/0e83a773.mp3" length="11171408" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>699</itunes:duration>
      <itunes:summary>องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]ในปีหนึ่งฉันตอบรับที่จะร้องเพลงก่อนการแข่งกีฬาของลูกชาย แม้ฉันจะจำเพลงนั้นจนขึ้นใจแล้วแต่ก็ยังคงฝึกซ้อมอยู่หลายสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อฉันเดินเข้าไปในสนามโดยมีทีมนักกีฬายืนเรียงกันข้างฉันทั้งสองด้าน ฉันจึงหลับตาลงและอธิษฐาน ฉันเริ่มร้องเพลงสองสามบรรทัดแรกแล้วฉันก็ยืนตัวแข็ง ในจังหวะนั้นฉันจำเนื้อร้องบรรทัดต่อไปไม่ได้ ชายที่ยืนอยู่ข้างหลังกระซิบคำที่ฉันลืม ทันทีที่ได้ยินเสียงซึ่งช่วยเตือนความจำนั้น ฉันก็เปล่งเสียงร้องเพลงส่วนที่เหลือได้ด้วยความมั่นใจเราทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือบ้างในบางครั้ง ในยอห์นบทที่ 14 พระเยซูทรงอธิบายว่าเราแสดงความรักต่อพระองค์ได้ก็โดยการเชื่อฟังพระองค์ (ข้อ 15) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะทูลขอพระบิดาให้ส่งองค์พระผู้ช่วยมาช่วยเรา “คือพระวิญญาณแห่งความจริง” (ข้อ 17) พระวิญญาณนี้ “โลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน” (ข้อ 17) แม้ว่าพระเยซูจะทรงสอนสาวกหลายสิ่งขณะอยู่กับพวกเขา (ข้อ 25) พระองค์ตรัสว่า “องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณจะช่วยเราในการตีความให้เข้าใจและปรับใช้พระคำซึ่งเป็นพระปัญญาของพระเจ้านี้ การทรงนำของพระองค์สอดคล้องกับพระวจนะเสมอ เพื่อชี้ทาง ปลอบโยน และเปลี่ยนแปลงเราด้วยความรัก ทรงเป็นเสียงเตือนที่คอยช่วยเหลือเราทุกครั้งเสมอไปคุณจะรู้จักเสียงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดีขึ้นได้อย่างไร คุณจะรับรู้ถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างไรในแต่ละวันพระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้จดจำเสียงของพระองค์ และยอมจำนนต่อพระองค์เมื่อทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น ขอทรงเป็นเสียงเตือนที่คอยช่วยเหลือเราในทุกครั้งไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์...จะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว [ ยอห์น 14:26 ]ในปีหนึ่งฉันตอบรับที่จะร้องเพลงก่อนการแข่งกีฬาของลูกชาย แม้ฉันจะจำเพลงนั้นจนขึ้นใจแล้วแต่ก็ยังคงฝึกซ้อมอยู่หลายสัปดาห์ ดังนั้นเมื่อฉันเดินเข้าไปในสนามโด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความโศกเศร้าที่แสนหวาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความโศกเศร้าที่แสนหวาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9edae7fa-f501-445f-a015-f6d5b0aef9c6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/79fafac8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น [ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:2 ]</em></p><p><br></p><p>ชายคนหนึ่งชื่อฮิเดะซาบุโระ อูเอโนะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียลในช่วงทศวรรษ 1920 ทุกวันเขากลับบ้านโดยรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงซึ่งฮาจิโกะสุนัขของเขาจะมารอรับ วันหนึ่งศาสตราจารย์อูเอโนะมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกระหว่างการสอนและเสียชีวิต เมื่อเขาไม่ได้ออกมาจากรถไฟเที่ยวบ่าย ฮาจิโกะวนเวียนรออยู่สักพักแล้วกลับบ้านไป วันต่อมาสุนัขกลับมารอเวลาบ่ายสามโมงเช่นเดิม และวันถัดๆไปเป็นเวลาสิบปี ความจงรักภักดีของฮาจิิโกะเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากซึ่งแวะเวียนมานั่งรอเป็นเพื่อนมัน</p><p>เอลีชาอุทิศตัวให้กับเอลียาห์เจ้านายของท่านเช่นกัน ในวันที่เอลีชารู้ว่าจะสูญเสียเอลียาห์ไป ท่านไม่ยอมให้เอลียาห์คลาดสายตา เมื่อรถเพลิงมารับเอลี-ยาห์ขึ้นสู่สวรรค์ เอลีชาตะโกนบอกสิ่งที่ท่านเห็น “คุณพ่อของข้าพเจ้า คุณพ่อของข้าพเจ้า ดูรถรบของอิสราเอลและพลม้าประจำ” (2 พกษ.2:12) ท่านหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะที่ก่อนหน้านั้นได้ใช้แยกแม่น้ำจอร์แดนออกจากกัน (ข้อ 8) และท่านถามว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งเอลียาห์ทรงสถิตที่ใด” (ข้อ 14) ท่านฟาดเสื้อคลุมลงไปที่แม่น้ำและน้ำก็แยกจากกันเช่นเดียวกับเจ้านายของท่าน ช่างเป็นวันแห่งความโศกเศร้าที่แสนหวาน!</p><p>คุณเคยสูญเสียคนที่รักไปหรือไม่ ไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายความเจ็บปวดของคุณได้ ทุกการร้องไห้รื้อฟื้นความทรงจำถึงความรักที่คุณมีร่วมกัน คุณเจ็บปวดในส่วนลึกเพราะคุณรักอย่างลึกซึ้ง ช่างเป็นความโศกเศร้าที่แสนหวาน! ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคนที่คุณรัก และการที่คุณสามารถมีความรัก เอลีชาหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ขึ้นมา แล้วคุณล่ะจะทำสิ่งใด</p><p><br></p><p><strong>สัญลักษณ์หรือพิธีรำลึกใดที่เป็นการแสดงความรำลึกถึงคนที่คุณรักด้วยความยกย่อง พระเยซูทรงช่วยคุณแบกภาระนั้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ประทานให้ข้าพระองค์มีคนที่รัก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น [ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:2 ]</em></p><p><br></p><p>ชายคนหนึ่งชื่อฮิเดะซาบุโระ อูเอโนะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียลในช่วงทศวรรษ 1920 ทุกวันเขากลับบ้านโดยรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงซึ่งฮาจิโกะสุนัขของเขาจะมารอรับ วันหนึ่งศาสตราจารย์อูเอโนะมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกระหว่างการสอนและเสียชีวิต เมื่อเขาไม่ได้ออกมาจากรถไฟเที่ยวบ่าย ฮาจิโกะวนเวียนรออยู่สักพักแล้วกลับบ้านไป วันต่อมาสุนัขกลับมารอเวลาบ่ายสามโมงเช่นเดิม และวันถัดๆไปเป็นเวลาสิบปี ความจงรักภักดีของฮาจิิโกะเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากซึ่งแวะเวียนมานั่งรอเป็นเพื่อนมัน</p><p>เอลีชาอุทิศตัวให้กับเอลียาห์เจ้านายของท่านเช่นกัน ในวันที่เอลีชารู้ว่าจะสูญเสียเอลียาห์ไป ท่านไม่ยอมให้เอลียาห์คลาดสายตา เมื่อรถเพลิงมารับเอลี-ยาห์ขึ้นสู่สวรรค์ เอลีชาตะโกนบอกสิ่งที่ท่านเห็น “คุณพ่อของข้าพเจ้า คุณพ่อของข้าพเจ้า ดูรถรบของอิสราเอลและพลม้าประจำ” (2 พกษ.2:12) ท่านหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะที่ก่อนหน้านั้นได้ใช้แยกแม่น้ำจอร์แดนออกจากกัน (ข้อ 8) และท่านถามว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งเอลียาห์ทรงสถิตที่ใด” (ข้อ 14) ท่านฟาดเสื้อคลุมลงไปที่แม่น้ำและน้ำก็แยกจากกันเช่นเดียวกับเจ้านายของท่าน ช่างเป็นวันแห่งความโศกเศร้าที่แสนหวาน!</p><p>คุณเคยสูญเสียคนที่รักไปหรือไม่ ไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายความเจ็บปวดของคุณได้ ทุกการร้องไห้รื้อฟื้นความทรงจำถึงความรักที่คุณมีร่วมกัน คุณเจ็บปวดในส่วนลึกเพราะคุณรักอย่างลึกซึ้ง ช่างเป็นความโศกเศร้าที่แสนหวาน! ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคนที่คุณรัก และการที่คุณสามารถมีความรัก เอลีชาหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ขึ้นมา แล้วคุณล่ะจะทำสิ่งใด</p><p><br></p><p><strong>สัญลักษณ์หรือพิธีรำลึกใดที่เป็นการแสดงความรำลึกถึงคนที่คุณรักด้วยความยกย่อง พระเยซูทรงช่วยคุณแบกภาระนั้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ประทานให้ข้าพระองค์มีคนที่รัก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 11 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/79fafac8/f73bb932.mp3" length="13305482" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>832</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น [ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:2 ]ชายคนหนึ่งชื่อฮิเดะซาบุโระ อูเอโนะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียลในช่วงทศวรรษ 1920 ทุกวันเขากลับบ้านโดยรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงซึ่งฮาจิโกะสุนัขของเขาจะมารอรับ วันหนึ่งศาสตราจารย์อูเอโนะมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกระหว่างการสอนและเสียชีวิต เมื่อเขาไม่ได้ออกมาจากรถไฟเที่ยวบ่าย ฮาจิโกะวนเวียนรออยู่สักพักแล้วกลับบ้านไป วันต่อมาสุนัขกลับมารอเวลาบ่ายสามโมงเช่นเดิม และวันถัดๆไปเป็นเวลาสิบปี ความจงรักภักดีของฮาจิิโกะเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากซึ่งแวะเวียนมานั่งรอเป็นเพื่อนมันเอลีชาอุทิศตัวให้กับเอลียาห์เจ้านายของท่านเช่นกัน ในวันที่เอลีชารู้ว่าจะสูญเสียเอลียาห์ไป ท่านไม่ยอมให้เอลียาห์คลาดสายตา เมื่อรถเพลิงมารับเอลี-ยาห์ขึ้นสู่สวรรค์ เอลีชาตะโกนบอกสิ่งที่ท่านเห็น “คุณพ่อของข้าพเจ้า คุณพ่อของข้าพเจ้า ดูรถรบของอิสราเอลและพลม้าประจำ” (2 พกษ.2:12) ท่านหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะที่ก่อนหน้านั้นได้ใช้แยกแม่น้ำจอร์แดนออกจากกัน (ข้อ 8) และท่านถามว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งเอลียาห์ทรงสถิตที่ใด” (ข้อ 14) ท่านฟาดเสื้อคลุมลงไปที่แม่น้ำและน้ำก็แยกจากกันเช่นเดียวกับเจ้านายของท่าน ช่างเป็นวันแห่งความโศกเศร้าที่แสนหวาน!คุณเคยสูญเสียคนที่รักไปหรือไม่ ไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายความเจ็บปวดของคุณได้ ทุกการร้องไห้รื้อฟื้นความทรงจำถึงความรักที่คุณมีร่วมกัน คุณเจ็บปวดในส่วนลึกเพราะคุณรักอย่างลึกซึ้ง ช่างเป็นความโศกเศร้าที่แสนหวาน! ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคนที่คุณรัก และการที่คุณสามารถมีความรัก เอลีชาหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ขึ้นมา แล้วคุณล่ะจะทำสิ่งใดสัญลักษณ์หรือพิธีรำลึกใดที่เป็นการแสดงความรำลึกถึงคนที่คุณรักด้วยความยกย่อง พระเยซูทรงช่วยคุณแบกภาระนั้นอย่างไรข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ประทานให้ข้าพระองค์มีคนที่รัก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และท่านเองมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพเจ้าจะไม่จากท่านไปฉันนั้น [ 2 พงศ์กษัตริย์ 2:2 ]ชายคนหนึ่งชื่อฮิเดะซาบุโระ อูเอโนะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียลในช่วงทศวรรษ 1920 ทุกวันเขากลับบ้านโดยรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงซึ่งฮาจิโกะสุนัขของเข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>น้องสาวตระกูลไรท์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>น้องสาวตระกูลไรท์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a80380ed-bfaf-4710-98e1-a542e30ee958</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/709f35ae</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>น้องสาวของเรา...คือเฟบี...ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย [ โรม 16:1-2 ]</em></p><p><br></p><p>คนส่วนมากรู้จักพี่น้องตระกูลไรท์คือออร์วิลล์และวิลเบอร์ผู้คิดค้น สร้างและประสบความสำเร็จในการบินเครื่องบินลำแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 แต่มีน้อยคนที่รู้จักแคทเธอรีน ไรท์ ถึงกระนั้นเธอก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของพี่ชายในการสร้างเครื่องบิน ขณะที่พวกพี่ชายของเธอคร่ำเคร่งอยู่กับรายละเอียดและการทดลองมากมายที่นำไปสู่งานประดิษฐ์ของพวกเขา แคทเธอรีนเลือกที่จะช่วยพวกเขาอย่างเงียบๆด้วยความรัก เธอคอยดูแลกิจการร้านจักรยาน (แหล่งรายได้ของพี่ชาย) ลาออกจากการเป็นครูเพื่อพยาบาลออร์วิลล์ให้หายดีหลังจากเครื่องบินตก และบริหารจัดการรายละเอียดที่ไม่รู้จบหลังจากที่พี่ชายของเธอมีชื่อเสียงมากขึ้น</p><p>การสนับสนุนผู้อื่นนั้นมีคุณค่าที่พบได้ในพระคัมภีร์เช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งคือเฟบีที่เปาโลกล่าวถึงว่า “ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคน” (รม.16:2) และปริสคากับอาควิลลาคู่สามีภรรยาที่ปรากฏในงานเขียนของเปาโล ซึ่งเปิดบ้านเพื่อรองรับและช่วยเหลือพันธกิจของเปาโลจนถึงขั้น “เสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อป้องกันชีวิต” ของท่าน (ข้อ 4) นอกจากนี้อัครทูตยังชื่นชมมาระโกว่า “เขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11)</p><p>เราสามารถเป็นพี่น้องในพระคริสต์ที่ดีได้โดยการรับใช้ผู้อื่น พันธกิจของพระเจ้าจำเป็นต้องมีผู้ช่วยอย่างเฟบีและพวกเรา ซึ่งได้รับการทรงนำจากพระเจ้าให้รับใช้ด้วย “ใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่า...เห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ฟป.2:3-4)</p><p><br><strong>มีใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณในเวลานี้ คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นในพระนามพระเยซู</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ถึงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>น้องสาวของเรา...คือเฟบี...ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย [ โรม 16:1-2 ]</em></p><p><br></p><p>คนส่วนมากรู้จักพี่น้องตระกูลไรท์คือออร์วิลล์และวิลเบอร์ผู้คิดค้น สร้างและประสบความสำเร็จในการบินเครื่องบินลำแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 แต่มีน้อยคนที่รู้จักแคทเธอรีน ไรท์ ถึงกระนั้นเธอก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของพี่ชายในการสร้างเครื่องบิน ขณะที่พวกพี่ชายของเธอคร่ำเคร่งอยู่กับรายละเอียดและการทดลองมากมายที่นำไปสู่งานประดิษฐ์ของพวกเขา แคทเธอรีนเลือกที่จะช่วยพวกเขาอย่างเงียบๆด้วยความรัก เธอคอยดูแลกิจการร้านจักรยาน (แหล่งรายได้ของพี่ชาย) ลาออกจากการเป็นครูเพื่อพยาบาลออร์วิลล์ให้หายดีหลังจากเครื่องบินตก และบริหารจัดการรายละเอียดที่ไม่รู้จบหลังจากที่พี่ชายของเธอมีชื่อเสียงมากขึ้น</p><p>การสนับสนุนผู้อื่นนั้นมีคุณค่าที่พบได้ในพระคัมภีร์เช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งคือเฟบีที่เปาโลกล่าวถึงว่า “ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคน” (รม.16:2) และปริสคากับอาควิลลาคู่สามีภรรยาที่ปรากฏในงานเขียนของเปาโล ซึ่งเปิดบ้านเพื่อรองรับและช่วยเหลือพันธกิจของเปาโลจนถึงขั้น “เสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อป้องกันชีวิต” ของท่าน (ข้อ 4) นอกจากนี้อัครทูตยังชื่นชมมาระโกว่า “เขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11)</p><p>เราสามารถเป็นพี่น้องในพระคริสต์ที่ดีได้โดยการรับใช้ผู้อื่น พันธกิจของพระเจ้าจำเป็นต้องมีผู้ช่วยอย่างเฟบีและพวกเรา ซึ่งได้รับการทรงนำจากพระเจ้าให้รับใช้ด้วย “ใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่า...เห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ฟป.2:3-4)</p><p><br><strong>มีใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณในเวลานี้ คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นในพระนามพระเยซู</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ถึงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 10 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/709f35ae/e202c384.mp3" length="11903219" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>น้องสาวของเรา...คือเฟบี...ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย [ โรม 16:1-2 ]คนส่วนมากรู้จักพี่น้องตระกูลไรท์คือออร์วิลล์และวิลเบอร์ผู้คิดค้น สร้างและประสบความสำเร็จในการบินเครื่องบินลำแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 แต่มีน้อยคนที่รู้จักแคทเธอรีน ไรท์ ถึงกระนั้นเธอก็มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของพี่ชายในการสร้างเครื่องบิน ขณะที่พวกพี่ชายของเธอคร่ำเคร่งอยู่กับรายละเอียดและการทดลองมากมายที่นำไปสู่งานประดิษฐ์ของพวกเขา แคทเธอรีนเลือกที่จะช่วยพวกเขาอย่างเงียบๆด้วยความรัก เธอคอยดูแลกิจการร้านจักรยาน (แหล่งรายได้ของพี่ชาย) ลาออกจากการเป็นครูเพื่อพยาบาลออร์วิลล์ให้หายดีหลังจากเครื่องบินตก และบริหารจัดการรายละเอียดที่ไม่รู้จบหลังจากที่พี่ชายของเธอมีชื่อเสียงมากขึ้นการสนับสนุนผู้อื่นนั้นมีคุณค่าที่พบได้ในพระคัมภีร์เช่นกัน ตัวอย่างหนึ่งคือเฟบีที่เปาโลกล่าวถึงว่า “ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคน” (รม.16:2) และปริสคากับอาควิลลาคู่สามีภรรยาที่ปรากฏในงานเขียนของเปาโล ซึ่งเปิดบ้านเพื่อรองรับและช่วยเหลือพันธกิจของเปาโลจนถึงขั้น “เสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อป้องกันชีวิต” ของท่าน (ข้อ 4) นอกจากนี้อัครทูตยังชื่นชมมาระโกว่า “เขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11)เราสามารถเป็นพี่น้องในพระคริสต์ที่ดีได้โดยการรับใช้ผู้อื่น พันธกิจของพระเจ้าจำเป็นต้องมีผู้ช่วยอย่างเฟบีและพวกเรา ซึ่งได้รับการทรงนำจากพระเจ้าให้รับใช้ด้วย “ใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่า...เห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ฟป.2:3-4)มีใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณในเวลานี้ คุณจะทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อเป็นการรับใช้ผู้อื่นในพระนามพระเยซูข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ถึงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>น้องสาวของเรา...คือเฟบี...ได้ช่วยสงเคราะห์คนหลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าด้วย [ โรม 16:1-2 ]คนส่วนมากรู้จักพี่น้องตระกูลไรท์คือออร์วิลล์และวิลเบอร์ผู้คิดค้น สร้างและประสบความสำเร็จในการบินเครื่องบินลำแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 แต่มีน้อยคนที่รู้จักแคทเธอรีน ไรท์ ถึงก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทรงลืมความบาปของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทรงลืมความบาปของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dac71f36-5a86-464d-bd98-2687440865be</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9aea8d6a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง [ อิสยาห์ 43:25 ]</em></p><p><br></p><p>จูลี่และสามีของเธอรู้สึกเศร้าและเสียใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวของพวกเขาชอบขโมยของในร้านค้า แต่โดยการทรงช่วยของพระเจ้า เมื่อลูกสาวมาหาพวกเขาด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ พวกเขายกโทษให้เธอ ทั้งยังช่วยชดใช้ค่าเสียหายและช่วยให้เธอเข้ารับการบำบัด หลายเดือนต่อมาเมื่อจู่ๆลูกสาวของพวกเขาก็พูดขึ้นมาว่าพ่อแม่คงจะไม่ไว้วางใจเธออีกต่อไป จูลี่สงสัยว่าเธอหมายถึงอะไร จูลี่ไม่ได้คิดถึงความผิดของลูกสาวในทันทีเพราะพระเจ้าได้ทรงขจัดความเจ็บปวดออกไปจากใจของเธอแล้ว เธอตัดสินใจที่จะไม่จมอยู่กับอดีตและทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเธอที่จะให้อภัย</p><p>ในช่วงเวลานั้นพระเจ้าทรงให้จูลี่ได้ลิ้มรสถึงความประเสริฐและพระคุณของพระองค์ เมื่อเธอได้สัมผัสถึงความรักที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้แก่ประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงบอกประชากรของพระองค์ให้เลิก “จดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น” เพราะพระองค์ทรง “กำลังกระทำสิ่งใหม่” (อสย.43:18-19) พระองค์ยังทรงประกาศถ้อยคำอันงดงามด้วยว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเองและเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25) พระองค์ทรงเลือกที่จะถือโทษความบาปของเราเอาไว้ได้ แต่เพราะความรักและความเมตตาของพระองค์ พระองค์จึงไม่ทำเช่นนั้น เมื่อเราสารภาพบาป พระองค์จะทรงลบล้างประวัติของเราให้ขาวสะอาด</p><p>แม้ว่าความผิดที่เรากระทำและได้รับการอภัยนั้นอาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเราและผู้อื่น แต่พระเจ้าไม่ถือโทษเราอีกต่อไป พระองค์จะทรงโอบอุ้มเราด้วยพระเมตตาและพระคุณของพระองค์</p><p><br><strong>คุณเคยสัมผัสถึงความรักอันอัศจรรย์ของพระเจ้าเมื่อใด พระคุณของพระองค์เปลี่ยนแปลงและสร้างคุณขึ้นใหม่อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาผู้ประทานการอภัย ขอบพระคุณที่ทรงเสด็จมาหาข้าพระองค์ด้วยความรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ให้หันจากวิถีแห่งความบาปและกลับมาหาพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง [ อิสยาห์ 43:25 ]</em></p><p><br></p><p>จูลี่และสามีของเธอรู้สึกเศร้าและเสียใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวของพวกเขาชอบขโมยของในร้านค้า แต่โดยการทรงช่วยของพระเจ้า เมื่อลูกสาวมาหาพวกเขาด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ พวกเขายกโทษให้เธอ ทั้งยังช่วยชดใช้ค่าเสียหายและช่วยให้เธอเข้ารับการบำบัด หลายเดือนต่อมาเมื่อจู่ๆลูกสาวของพวกเขาก็พูดขึ้นมาว่าพ่อแม่คงจะไม่ไว้วางใจเธออีกต่อไป จูลี่สงสัยว่าเธอหมายถึงอะไร จูลี่ไม่ได้คิดถึงความผิดของลูกสาวในทันทีเพราะพระเจ้าได้ทรงขจัดความเจ็บปวดออกไปจากใจของเธอแล้ว เธอตัดสินใจที่จะไม่จมอยู่กับอดีตและทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเธอที่จะให้อภัย</p><p>ในช่วงเวลานั้นพระเจ้าทรงให้จูลี่ได้ลิ้มรสถึงความประเสริฐและพระคุณของพระองค์ เมื่อเธอได้สัมผัสถึงความรักที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้แก่ประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงบอกประชากรของพระองค์ให้เลิก “จดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น” เพราะพระองค์ทรง “กำลังกระทำสิ่งใหม่” (อสย.43:18-19) พระองค์ยังทรงประกาศถ้อยคำอันงดงามด้วยว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเองและเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25) พระองค์ทรงเลือกที่จะถือโทษความบาปของเราเอาไว้ได้ แต่เพราะความรักและความเมตตาของพระองค์ พระองค์จึงไม่ทำเช่นนั้น เมื่อเราสารภาพบาป พระองค์จะทรงลบล้างประวัติของเราให้ขาวสะอาด</p><p>แม้ว่าความผิดที่เรากระทำและได้รับการอภัยนั้นอาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเราและผู้อื่น แต่พระเจ้าไม่ถือโทษเราอีกต่อไป พระองค์จะทรงโอบอุ้มเราด้วยพระเมตตาและพระคุณของพระองค์</p><p><br><strong>คุณเคยสัมผัสถึงความรักอันอัศจรรย์ของพระเจ้าเมื่อใด พระคุณของพระองค์เปลี่ยนแปลงและสร้างคุณขึ้นใหม่อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาผู้ประทานการอภัย ขอบพระคุณที่ทรงเสด็จมาหาข้าพระองค์ด้วยความรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ให้หันจากวิถีแห่งความบาปและกลับมาหาพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 09 Apr 2025 05:17:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9aea8d6a/9cb17648.mp3" length="13257410" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>829</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง [ อิสยาห์ 43:25 ]จูลี่และสามีของเธอรู้สึกเศร้าและเสียใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวของพวกเขาชอบขโมยของในร้านค้า แต่โดยการทรงช่วยของพระเจ้า เมื่อลูกสาวมาหาพวกเขาด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ พวกเขายกโทษให้เธอ ทั้งยังช่วยชดใช้ค่าเสียหายและช่วยให้เธอเข้ารับการบำบัด หลายเดือนต่อมาเมื่อจู่ๆลูกสาวของพวกเขาก็พูดขึ้นมาว่าพ่อแม่คงจะไม่ไว้วางใจเธออีกต่อไป จูลี่สงสัยว่าเธอหมายถึงอะไร จูลี่ไม่ได้คิดถึงความผิดของลูกสาวในทันทีเพราะพระเจ้าได้ทรงขจัดความเจ็บปวดออกไปจากใจของเธอแล้ว เธอตัดสินใจที่จะไม่จมอยู่กับอดีตและทูลขอพระเจ้าทรงช่วยเธอที่จะให้อภัยในช่วงเวลานั้นพระเจ้าทรงให้จูลี่ได้ลิ้มรสถึงความประเสริฐและพระคุณของพระองค์ เมื่อเธอได้สัมผัสถึงความรักที่พระองค์ทรงหยิบยื่นให้แก่ประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงบอกประชากรของพระองค์ให้เลิก “จดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น” เพราะพระองค์ทรง “กำลังกระทำสิ่งใหม่” (อสย.43:18-19) พระองค์ยังทรงประกาศถ้อยคำอันงดงามด้วยว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเองและเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25) พระองค์ทรงเลือกที่จะถือโทษความบาปของเราเอาไว้ได้ แต่เพราะความรักและความเมตตาของพระองค์ พระองค์จึงไม่ทำเช่นนั้น เมื่อเราสารภาพบาป พระองค์จะทรงลบล้างประวัติของเราให้ขาวสะอาดแม้ว่าความผิดที่เรากระทำและได้รับการอภัยนั้นอาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเราและผู้อื่น แต่พระเจ้าไม่ถือโทษเราอีกต่อไป พระองค์จะทรงโอบอุ้มเราด้วยพระเมตตาและพระคุณของพระองค์คุณเคยสัมผัสถึงความรักอันอัศจรรย์ของพระเจ้าเมื่อใด พระคุณของพระองค์เปลี่ยนแปลงและสร้างคุณขึ้นใหม่อย่างไรพระบิดาผู้ประทานการอภัย ขอบพระคุณที่ทรงเสด็จมาหาข้าพระองค์ด้วยความรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ให้หันจากวิถีแห่งความบาปและกลับมาหาพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง [ อิสยาห์ 43:25 ]จูลี่และสามีของเธอรู้สึกเศร้าและเสียใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวของพวกเขาชอบขโมยของในร้านค้า แต่โดยการทรงช่วยของพระเจ้า เมื่อลูกสาวมาหาพวกเขาด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ พวกเขายกโทษให้เธ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อดกลั้นต่อกันและกัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อดกลั้นต่อกันและกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e3cd0065-90c7-4a7c-8fea-b270133b8162</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6d2febd4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก [ เอเฟซัส 4:2 ]</p><p><br></p><p>เมื่อวันก่อนฉันจอดรถติดไฟแดงและสังเกตเห็นสติ๊กเกอร์สีสดใสบนกระจกหลังของรถคันหน้าเขียนว่า “คนขับมือใหม่ กรุณาอดทน” เมื่อคิดถึงความเดือดดาลบนท้องถนนที่เราเคยได้ยิน (หรือพบเจอ) สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีเยี่ยมให้อดทนกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ</p><p>ขณะมองที่สติ๊กเกอร์ ฉันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผู้คนจะถือป้ายเตือนเราว่า เขาเป็น “พ่อแม่มือใหม่” หรือ “คริสเตียนใหม่” ถ้าเรารู้ว่าเพื่อนบ้านของเรา เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่พบเจอตลอดวันประสบกับอะไรมาบ้าง เราจะอดทนกับเขามากขึ้นหรือช่วยเขาแก้ปัญหาบ้างไหม</p><p>เราอาจจะเร่งรีบทำภารกิจของวันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการถูกผู้อื่นขัดจังหวะ แต่ให้เราพิจารณาดูวิธีที่พระเยซูทรงดูแลผู้คน พระองค์ไม่รีบร้อน พระองค์ทรงมีเมตตาต่อผู้คน และทรงใช้เวลาในการปลอบโยน สอน และสำแดงความรักแก่ทุกคนที่พระองค์พบเจอ</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราถูกเรียกให้ “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (อฟ.4:1) อัครทูตเปาโลกล่าวโดยรวมถึงการ “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) และพยายามทุกทางที่จะดำเนินชีวิตอย่างสันติและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับทุกคน (ข้อ 3)</p><p>เราอาจไม่รู้ว่าผู้คนเหล่านั้นเผชิญความท้าทายอะไรมาบ้าง แต่เราสามารถอดทนกับพวกเขาได้ ขอให้เราสำแดงความรักของพระเยซูแก่ทุกคนที่เราพบเจอในชีวิตแต่ละวันของเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณจะอดทนกับผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร คุณสามารถเป็นพระพรแก่ผู้ใดได้ในวันนี้</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีความรักและอดทนมากขึ้นกับผู้ที่พระองค์ทรงนำเข้ามาในเส้นทางชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก [ เอเฟซัส 4:2 ]</p><p><br></p><p>เมื่อวันก่อนฉันจอดรถติดไฟแดงและสังเกตเห็นสติ๊กเกอร์สีสดใสบนกระจกหลังของรถคันหน้าเขียนว่า “คนขับมือใหม่ กรุณาอดทน” เมื่อคิดถึงความเดือดดาลบนท้องถนนที่เราเคยได้ยิน (หรือพบเจอ) สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีเยี่ยมให้อดทนกับผู้ขับขี่คนอื่นๆ</p><p>ขณะมองที่สติ๊กเกอร์ ฉันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผู้คนจะถือป้ายเตือนเราว่า เขาเป็น “พ่อแม่มือใหม่” หรือ “คริสเตียนใหม่” ถ้าเรารู้ว่าเพื่อนบ้านของเรา เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่พบเจอตลอดวันประสบกับอะไรมาบ้าง เราจะอดทนกับเขามากขึ้นหรือช่วยเขาแก้ปัญหาบ้างไหม</p><p>เราอาจจะเร่งรีบทำภารกิจของวันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการถูกผู้อื่นขัดจังหวะ แต่ให้เราพิจารณาดูวิธีที่พระเยซูทรงดูแลผู้คน พระองค์ไม่รีบร้อน พระองค์ทรงมีเมตตาต่อผู้คน และทรงใช้เวลาในการปลอบโยน สอน และสำแดงความรักแก่ทุกคนที่พระองค์พบเจอ</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราถูกเรียกให้ “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (อฟ.4:1) อัครทูตเปาโลกล่าวโดยรวมถึงการ “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) และพยายามทุกทางที่จะดำเนินชีวิตอย่างสันติและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับทุกคน (ข้อ 3)</p><p>เราอาจไม่รู้ว่าผู้คนเหล่านั้นเผชิญความท้าทายอะไรมาบ้าง แต่เราสามารถอดทนกับพวกเขาได้ ขอให้เราสำแดงความรักของพระเยซูแก่ทุกคนที่เราพบเจอในชีวิตแต่ละวันของเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณจะอดทนกับผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร คุณสามารถเป็นพระพรแก่ผู้ใดได้ในวันนี้</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีความรักและอดทนมากขึ้นกับผู้ที่พระองค์ทรงนำเข้ามาในเส้นทางชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 07 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6d2febd4/820c395e.mp3" length="10582890" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>662</itunes:duration>
      <itunes:summary>คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก [ เอเฟซัส 4:2 ]เมื่อวันก่อนฉันจอดรถติดไฟแดงและสังเกตเห็นสติ๊กเกอร์สีสดใสบนกระจกหลังของรถคันหน้าเขียนว่า “คนขับมือใหม่ กรุณาอดทน” เมื่อคิดถึงความเดือดดาลบนท้องถนนที่เราเคยได้ยิน (หรือพบเจอ) สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีเยี่ยมให้อดทนกับผู้ขับขี่คนอื่นๆขณะมองที่สติ๊กเกอร์ ฉันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากผู้คนจะถือป้ายเตือนเราว่า เขาเป็น “พ่อแม่มือใหม่” หรือ “คริสเตียนใหม่” ถ้าเรารู้ว่าเพื่อนบ้านของเรา เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่พบเจอตลอดวันประสบกับอะไรมาบ้าง เราจะอดทนกับเขามากขึ้นหรือช่วยเขาแก้ปัญหาบ้างไหมเราอาจจะเร่งรีบทำภารกิจของวันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการถูกผู้อื่นขัดจังหวะ แต่ให้เราพิจารณาดูวิธีที่พระเยซูทรงดูแลผู้คน พระองค์ไม่รีบร้อน พระองค์ทรงมีเมตตาต่อผู้คน และทรงใช้เวลาในการปลอบโยน สอน และสำแดงความรักแก่ทุกคนที่พระองค์พบเจอในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราถูกเรียกให้ “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (อฟ.4:1) อัครทูตเปาโลกล่าวโดยรวมถึงการ “มีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (ข้อ 2) และพยายามทุกทางที่จะดำเนินชีวิตอย่างสันติและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับทุกคน (ข้อ 3)เราอาจไม่รู้ว่าผู้คนเหล่านั้นเผชิญความท้าทายอะไรมาบ้าง แต่เราสามารถอดทนกับพวกเขาได้ ขอให้เราสำแดงความรักของพระเยซูแก่ทุกคนที่เราพบเจอในชีวิตแต่ละวันของเราคุณจะอดทนกับผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร คุณสามารถเป็นพระพรแก่ผู้ใดได้ในวันนี้ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีความรักและอดทนมากขึ้นกับผู้ที่พระองค์ทรงนำเข้ามาในเส้นทางชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก [ เอเฟซัส 4:2 ]เมื่อวันก่อนฉันจอดรถติดไฟแดงและสังเกตเห็นสติ๊กเกอร์สีสดใสบนกระจกหลังของรถคันหน้าเขียนว่า “คนขับมือใหม่ กรุณาอดทน” เมื่อคิดถึงความเดือดดาลบนท้องถนนที่เราเคยได้ยิ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงอยู่กับเราตลอดชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงอยู่กับเราตลอดชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">41ed7161-1227-4e44-a6af-10a68ae1a81f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8f8235c1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ซึ่งเราอุ้มมาตั้งแต่กำเนิด...จนกระทั่งเจ้าแก่เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้า [ อิสยาห์ 46:3-4 ]</em></p><p><br></p><p>งานวิจัยของชาวเดนมาร์กได้สำรวจพบเรื่องแปลกที่เราทุกคนเคยประสบมา นั่นคือการที่เรารู้สึกว่าตัวเราอายุน้อยกว่าความเป็นจริง การค้นพบนำเสนอความจริงที่ว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราทุกคนจะมองตัวเองอ่อนวัยกว่าความเป็นจริง 20 เปอร์เซ็นต์เสมอ คนที่อายุห้าสิบปีมักจะจินตนาการว่าตัวเองอายุสี่สิบปี (สิ่งนี้ถูกนำไปเขียนเป็นเรื่องชวนขัน ที่มีเด็กคิดว่า “ว้าว ตอนนี้ฉันห้าขวบ แต่กลับรู้สึกแข็งแรงและดูเหมือนเด็กสี่ขวบ!)</p><p>ไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อจะอธิบายเรื่องซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนกำลังแก่ตัวลง และในพระคัมภีร์ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จากสิ่งที่อิสยาห์พูดกับชนชาติอิสราเอลผู้แก่ชราและอ่อนล้า นักอรรถาธิบายพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระสัญญานี้ที่มีต่ออิสราเอล ชนชาติที่อ่อนแอและแก่ชรา สามารถนำมาใช้กับผู้ติดตามพระคริสต์ที่สูงวัยได้ทุกคน”</p><p>ผู้เผยพระวจนะได้เตือนเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีในตลอดชีวิตของทุกคนที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ “เราอุ้ม[เจ้า ]มาตั้งแต่กำเนิด ชู [เจ้า ]มาตั้งแต่ในครรภ์” (อสย.46:3)</p><p>ดังนั้นขณะที่เราหมกมุ่นและวิตกในเรื่องความแก่ชรานั้น เราก็ได้รับคำเตือนว่าพระเจ้ายังทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงสัญญาว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (ข้อ 4) ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร (หรือจะอ่อนวัยลง 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่คุณจินตนาการไว้!) ขอให้ยึดมั่นในวันนี้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)</p><p><br></p><p><strong>คุณต่อสู้กับความกังวลในเรื่องความแก่ชราอย่างไร คุณพบการปลอบประโลมจากถ้อยคำของอิสยาห์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า ขอโปรดประทานกำลังของพระองค์ ขอทรงอุ้มชูและค้ำจุนข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ซึ่งเราอุ้มมาตั้งแต่กำเนิด...จนกระทั่งเจ้าแก่เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้า [ อิสยาห์ 46:3-4 ]</em></p><p><br></p><p>งานวิจัยของชาวเดนมาร์กได้สำรวจพบเรื่องแปลกที่เราทุกคนเคยประสบมา นั่นคือการที่เรารู้สึกว่าตัวเราอายุน้อยกว่าความเป็นจริง การค้นพบนำเสนอความจริงที่ว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราทุกคนจะมองตัวเองอ่อนวัยกว่าความเป็นจริง 20 เปอร์เซ็นต์เสมอ คนที่อายุห้าสิบปีมักจะจินตนาการว่าตัวเองอายุสี่สิบปี (สิ่งนี้ถูกนำไปเขียนเป็นเรื่องชวนขัน ที่มีเด็กคิดว่า “ว้าว ตอนนี้ฉันห้าขวบ แต่กลับรู้สึกแข็งแรงและดูเหมือนเด็กสี่ขวบ!)</p><p>ไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อจะอธิบายเรื่องซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนกำลังแก่ตัวลง และในพระคัมภีร์ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จากสิ่งที่อิสยาห์พูดกับชนชาติอิสราเอลผู้แก่ชราและอ่อนล้า นักอรรถาธิบายพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระสัญญานี้ที่มีต่ออิสราเอล ชนชาติที่อ่อนแอและแก่ชรา สามารถนำมาใช้กับผู้ติดตามพระคริสต์ที่สูงวัยได้ทุกคน”</p><p>ผู้เผยพระวจนะได้เตือนเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีในตลอดชีวิตของทุกคนที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ “เราอุ้ม[เจ้า ]มาตั้งแต่กำเนิด ชู [เจ้า ]มาตั้งแต่ในครรภ์” (อสย.46:3)</p><p>ดังนั้นขณะที่เราหมกมุ่นและวิตกในเรื่องความแก่ชรานั้น เราก็ได้รับคำเตือนว่าพระเจ้ายังทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงสัญญาว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (ข้อ 4) ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร (หรือจะอ่อนวัยลง 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่คุณจินตนาการไว้!) ขอให้ยึดมั่นในวันนี้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)</p><p><br></p><p><strong>คุณต่อสู้กับความกังวลในเรื่องความแก่ชราอย่างไร คุณพบการปลอบประโลมจากถ้อยคำของอิสยาห์อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า ขอโปรดประทานกำลังของพระองค์ ขอทรงอุ้มชูและค้ำจุนข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 06 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8f8235c1/b228b505.mp3" length="11724774" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ซึ่งเราอุ้มมาตั้งแต่กำเนิด...จนกระทั่งเจ้าแก่เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้า [ อิสยาห์ 46:3-4 ]งานวิจัยของชาวเดนมาร์กได้สำรวจพบเรื่องแปลกที่เราทุกคนเคยประสบมา นั่นคือการที่เรารู้สึกว่าตัวเราอายุน้อยกว่าความเป็นจริง การค้นพบนำเสนอความจริงที่ว่า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไร เราทุกคนจะมองตัวเองอ่อนวัยกว่าความเป็นจริง 20 เปอร์เซ็นต์เสมอ คนที่อายุห้าสิบปีมักจะจินตนาการว่าตัวเองอายุสี่สิบปี (สิ่งนี้ถูกนำไปเขียนเป็นเรื่องชวนขัน ที่มีเด็กคิดว่า “ว้าว ตอนนี้ฉันห้าขวบ แต่กลับรู้สึกแข็งแรงและดูเหมือนเด็กสี่ขวบ!)ไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อจะอธิบายเรื่องซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เราทุกคนกำลังแก่ตัวลง และในพระคัมภีร์ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ จากสิ่งที่อิสยาห์พูดกับชนชาติอิสราเอลผู้แก่ชราและอ่อนล้า นักอรรถาธิบายพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระสัญญานี้ที่มีต่ออิสราเอล ชนชาติที่อ่อนแอและแก่ชรา สามารถนำมาใช้กับผู้ติดตามพระคริสต์ที่สูงวัยได้ทุกคน”ผู้เผยพระวจนะได้เตือนเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่มีในตลอดชีวิตของทุกคนที่สัตย์ซื่อต่อพระองค์ “เราอุ้ม[เจ้า ]มาตั้งแต่กำเนิด ชู [เจ้า ]มาตั้งแต่ในครรภ์” (อสย.46:3)ดังนั้นขณะที่เราหมกมุ่นและวิตกในเรื่องความแก่ชรานั้น เราก็ได้รับคำเตือนว่าพระเจ้ายังทรงอยู่กับเรา พระองค์ทรงสัญญาว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (ข้อ 4) ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร (หรือจะอ่อนวัยลง 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่คุณจินตนาการไว้!) ขอให้ยึดมั่นในวันนี้ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ตรัสว่า “เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)คุณต่อสู้กับความกังวลในเรื่องความแก่ชราอย่างไร คุณพบการปลอบประโลมจากถ้อยคำของอิสยาห์อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า ขอโปรดประทานกำลังของพระองค์ ขอทรงอุ้มชูและค้ำจุนข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ซึ่งเราอุ้มมาตั้งแต่กำเนิด...จนกระทั่งเจ้าแก่เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้า [ อิสยาห์ 46:3-4 ]งานวิจัยของชาวเดนมาร์กได้สำรวจพบเรื่องแปลกที่เราทุกคนเคยประสบมา นั่นคือการที่เรารู้สึกว่าตัวเราอายุน้อยกว่าความเป็นจริง การค้นพบนำเสนอความจริงที่ว่า ไม่ว่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความมีน้ำใจในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความมีน้ำใจในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fef27d1a-9f2d-441b-b8e0-3d5ea7b4fe11</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/454adf83</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อ[ลิเดีย]กับทั้งครอบครัวของเขาได้รับบัพติศมาแล้ว จึงอ้อนวอนเราว่า “...เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” [ กิจการ 16:15 ]</p><p><br></p><p>ระหว่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ลีอาห์ เชส แม่ครัวที่มีชื่อเสียงของรัฐนิวออลีนส์ทำในสิ่งที่เธอทำได้ เธอเตรียมอาหารและเลี้ยงดูฝูงชนที่มาเดินขบวนเรียกร้องความเสมอภาคสำหรับทุกคน เธอกล่าวว่า “ฉันแค่ทำอาหารเลี้ยงฝูงชน พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อบางสิ่ง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจออะไรเมื่อออกไปที่นั่น พวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบนถนน แต่เมื่ออยู่ที่นี่พวกเขารู้ว่าฉันจะเลี้ยงอาหารพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันทำให้กับพวกเขาได้”</p><p>บางครั้งของประทานเรื่องความมีน้ำใจอาจจะถูกมองข้าม แต่ของประทานนี้ก็สำคัญเท่ากับของประทานอื่นๆในการรับใช้กันและกันในพระคริสต์ นักธุรกิจหญิงคนหนึ่งชื่อลิเดีย “เป็นคนขายผ้าสีม่วง” (กจ.16:14) ได้แสดงน้ำใจต่ออัครทูตเปาโลและกลุ่มผู้ร่วมประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูแก่ชาวเมืองมาซิโดเนีย (ข้อ 11-15) เธอให้สิ่งที่มีคือบ้านของเธอเพื่อช่วยกลุ่มผู้เดินทาง หลังจากเปิดใจรับข่าวประเสริฐ ลิเดียมุ่งมั่นที่จะจัดเตรียมที่พักให้แก่เหล่าผู้ประกาศ โดยกล่าวว่า “ถ้าท่านเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ 15) เช่นเดียวกับพวกผู้เรียกร้องสิทธิความเสมอภาค เปาโลและพวกผู้ประกาศจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องอาหารเพราะความมีน้ำใจของลิเดีย</p><p>ของประทานในการมีน้ำใจนี้อาจเป็นการให้ความช่วยเหลือคนทุกกลุ่มทั้งที่เป็นผู้เชื่อและผู้ที่ต้องการพระเยซู ขอให้เรารับใช้ผู้อื่นตามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นไว้ให้กับเราเพื่อช่วยเหลือพวกเขา</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่มีคนเคยแสดงน้ำใจช่วยเหลือคุณ ในวันนี้คุณจะรับใช้และช่วยผู้อื่นให้ได้รับสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเขาอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับผู้คนที่เคยแสดงความมีน้ำใจต่อข้าพระองค์ โปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ให้เห็นถึงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความรักด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อ[ลิเดีย]กับทั้งครอบครัวของเขาได้รับบัพติศมาแล้ว จึงอ้อนวอนเราว่า “...เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” [ กิจการ 16:15 ]</p><p><br></p><p>ระหว่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ลีอาห์ เชส แม่ครัวที่มีชื่อเสียงของรัฐนิวออลีนส์ทำในสิ่งที่เธอทำได้ เธอเตรียมอาหารและเลี้ยงดูฝูงชนที่มาเดินขบวนเรียกร้องความเสมอภาคสำหรับทุกคน เธอกล่าวว่า “ฉันแค่ทำอาหารเลี้ยงฝูงชน พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อบางสิ่ง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจออะไรเมื่อออกไปที่นั่น พวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบนถนน แต่เมื่ออยู่ที่นี่พวกเขารู้ว่าฉันจะเลี้ยงอาหารพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันทำให้กับพวกเขาได้”</p><p>บางครั้งของประทานเรื่องความมีน้ำใจอาจจะถูกมองข้าม แต่ของประทานนี้ก็สำคัญเท่ากับของประทานอื่นๆในการรับใช้กันและกันในพระคริสต์ นักธุรกิจหญิงคนหนึ่งชื่อลิเดีย “เป็นคนขายผ้าสีม่วง” (กจ.16:14) ได้แสดงน้ำใจต่ออัครทูตเปาโลและกลุ่มผู้ร่วมประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูแก่ชาวเมืองมาซิโดเนีย (ข้อ 11-15) เธอให้สิ่งที่มีคือบ้านของเธอเพื่อช่วยกลุ่มผู้เดินทาง หลังจากเปิดใจรับข่าวประเสริฐ ลิเดียมุ่งมั่นที่จะจัดเตรียมที่พักให้แก่เหล่าผู้ประกาศ โดยกล่าวว่า “ถ้าท่านเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ 15) เช่นเดียวกับพวกผู้เรียกร้องสิทธิความเสมอภาค เปาโลและพวกผู้ประกาศจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องอาหารเพราะความมีน้ำใจของลิเดีย</p><p>ของประทานในการมีน้ำใจนี้อาจเป็นการให้ความช่วยเหลือคนทุกกลุ่มทั้งที่เป็นผู้เชื่อและผู้ที่ต้องการพระเยซู ขอให้เรารับใช้ผู้อื่นตามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นไว้ให้กับเราเพื่อช่วยเหลือพวกเขา</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่มีคนเคยแสดงน้ำใจช่วยเหลือคุณ ในวันนี้คุณจะรับใช้และช่วยผู้อื่นให้ได้รับสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเขาอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับผู้คนที่เคยแสดงความมีน้ำใจต่อข้าพระองค์ โปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ให้เห็นถึงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความรักด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 06 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/454adf83/64a8fcba.mp3" length="10900541" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>682</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อ[ลิเดีย]กับทั้งครอบครัวของเขาได้รับบัพติศมาแล้ว จึงอ้อนวอนเราว่า “...เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” [ กิจการ 16:15 ]ระหว่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ลีอาห์ เชส แม่ครัวที่มีชื่อเสียงของรัฐนิวออลีนส์ทำในสิ่งที่เธอทำได้ เธอเตรียมอาหารและเลี้ยงดูฝูงชนที่มาเดินขบวนเรียกร้องความเสมอภาคสำหรับทุกคน เธอกล่าวว่า “ฉันแค่ทำอาหารเลี้ยงฝูงชน พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อบางสิ่ง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจออะไรเมื่อออกไปที่นั่น พวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบนถนน แต่เมื่ออยู่ที่นี่พวกเขารู้ว่าฉันจะเลี้ยงอาหารพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันทำให้กับพวกเขาได้”บางครั้งของประทานเรื่องความมีน้ำใจอาจจะถูกมองข้าม แต่ของประทานนี้ก็สำคัญเท่ากับของประทานอื่นๆในการรับใช้กันและกันในพระคริสต์ นักธุรกิจหญิงคนหนึ่งชื่อลิเดีย “เป็นคนขายผ้าสีม่วง” (กจ.16:14) ได้แสดงน้ำใจต่ออัครทูตเปาโลและกลุ่มผู้ร่วมประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูแก่ชาวเมืองมาซิโดเนีย (ข้อ 11-15) เธอให้สิ่งที่มีคือบ้านของเธอเพื่อช่วยกลุ่มผู้เดินทาง หลังจากเปิดใจรับข่าวประเสริฐ ลิเดียมุ่งมั่นที่จะจัดเตรียมที่พักให้แก่เหล่าผู้ประกาศ โดยกล่าวว่า “ถ้าท่านเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” (ข้อ 15) เช่นเดียวกับพวกผู้เรียกร้องสิทธิความเสมอภาค เปาโลและพวกผู้ประกาศจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องอาหารเพราะความมีน้ำใจของลิเดียของประทานในการมีน้ำใจนี้อาจเป็นการให้ความช่วยเหลือคนทุกกลุ่มทั้งที่เป็นผู้เชื่อและผู้ที่ต้องการพระเยซู ขอให้เรารับใช้ผู้อื่นตามที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นไว้ให้กับเราเพื่อช่วยเหลือพวกเขาเมื่อใดที่มีคนเคยแสดงน้ำใจช่วยเหลือคุณ ในวันนี้คุณจะรับใช้และช่วยผู้อื่นให้ได้รับสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเขาอย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับผู้คนที่เคยแสดงความมีน้ำใจต่อข้าพระองค์ โปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ให้เห็นถึงวิธีที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความรักด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อ[ลิเดีย]กับทั้งครอบครัวของเขาได้รับบัพติศมาแล้ว จึงอ้อนวอนเราว่า “...เชิญเข้ามาพักอาศัยในตึกของข้าพเจ้าเถิด” [ กิจการ 16:15 ]ระหว่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ลีอาห์ เชส แม่ครัวที่มีชื่อเสียงของรัฐนิวออลีนส์ทำในสิ่งที่เธอทำได้ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภัยแฝงฝ่ายวิญญาณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ภัยแฝงฝ่ายวิญญาณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9a2c72bb-c359-4f4a-ba0b-547ee8a26968</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/54957e04</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง [ สดุดี 145:3 ]</em></p><p><br></p><p>โดยเฉลี่ยคนทั่วไปจะดูโทรศัพท์ของตัวเองประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ให้เราใคร่ครวญดูให้ดี มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจของเราและอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเราเสมอ ทริสตัน แฮริสเชื่อเช่นนั้น เขาเป็นอีกเสียงหนึ่งจากภาพยนตร์ร่วมกับผู้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีอีกหลายๆคน ซึ่งนำเราเข้าสู่ “สื่อสังคมออนไลน์” แต่แทนที่จะยกย่องชมเชย เสียงของพวกเขากลับเป็นสัญญาณเตือนภัย โดยเรียกสิ่งที่เราเผชิญ (และภาพยนตร์เรื่องนี้) ว่า ทุนนิยมสอดแนม : ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ “พวกเราคือสินค้า ความสนใจของเราคือสินค้าที่ถูกขายให้แก่ผู้ผลิตสื่อโฆษณา” เราให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่าและคุ้มค่า ในความเป็นจริงแล้ว เราให้ความสนใจสิ่งใด </p><p>คำว่า ภัยแฝง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่ง เชื่อหรือไม่ว่าเราเผชิญกับภัยแฝงเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา มีสิ่งที่เราต้องเลือกในแต่ละวัน เช่น ใครหรือสิ่งใดที่เราควรให้ความสนใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใครหรือสิ่งใดที่เราควรนมัสการ ผู้เขียนสดุดีได้เลือกอย่างชัดเจนว่า “ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน สรรเสริญพระนามของพระองค์เป็นนิจกาล” (สดด.145:2) ท่านได้ให้เหตุผลไว้ในข้อถัดไปว่า “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ความใหญ่ยิ่งของพระองค์นั้นเหลือจะหยั่งรู้” (ข้อ 3)</p><p>ผู้เขียนสดุดีเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ ดังนั้นท่านจึงมุ่งความสนใจของท่านไปที่นั่น พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสมควรจะได้รับการสรรเสริญจากพวกเรา</p><p><br></p><p><strong>เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการอธิษฐานกับอ่านพระคัมภีร์ สิ่งใดที่คุณให้ความสนใจ คุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายมาเป็นรูปเคารพ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่สมควร ได้รับคำสรรเสริญจากข้าพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับพระองค์ได้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง [ สดุดี 145:3 ]</em></p><p><br></p><p>โดยเฉลี่ยคนทั่วไปจะดูโทรศัพท์ของตัวเองประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ให้เราใคร่ครวญดูให้ดี มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจของเราและอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเราเสมอ ทริสตัน แฮริสเชื่อเช่นนั้น เขาเป็นอีกเสียงหนึ่งจากภาพยนตร์ร่วมกับผู้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีอีกหลายๆคน ซึ่งนำเราเข้าสู่ “สื่อสังคมออนไลน์” แต่แทนที่จะยกย่องชมเชย เสียงของพวกเขากลับเป็นสัญญาณเตือนภัย โดยเรียกสิ่งที่เราเผชิญ (และภาพยนตร์เรื่องนี้) ว่า ทุนนิยมสอดแนม : ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ “พวกเราคือสินค้า ความสนใจของเราคือสินค้าที่ถูกขายให้แก่ผู้ผลิตสื่อโฆษณา” เราให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่าและคุ้มค่า ในความเป็นจริงแล้ว เราให้ความสนใจสิ่งใด </p><p>คำว่า ภัยแฝง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่ง เชื่อหรือไม่ว่าเราเผชิญกับภัยแฝงเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา มีสิ่งที่เราต้องเลือกในแต่ละวัน เช่น ใครหรือสิ่งใดที่เราควรให้ความสนใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใครหรือสิ่งใดที่เราควรนมัสการ ผู้เขียนสดุดีได้เลือกอย่างชัดเจนว่า “ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน สรรเสริญพระนามของพระองค์เป็นนิจกาล” (สดด.145:2) ท่านได้ให้เหตุผลไว้ในข้อถัดไปว่า “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ความใหญ่ยิ่งของพระองค์นั้นเหลือจะหยั่งรู้” (ข้อ 3)</p><p>ผู้เขียนสดุดีเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ ดังนั้นท่านจึงมุ่งความสนใจของท่านไปที่นั่น พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสมควรจะได้รับการสรรเสริญจากพวกเรา</p><p><br></p><p><strong>เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการอธิษฐานกับอ่านพระคัมภีร์ สิ่งใดที่คุณให้ความสนใจ คุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายมาเป็นรูปเคารพ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่สมควร ได้รับคำสรรเสริญจากข้าพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับพระองค์ได้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 05 Apr 2025 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/54957e04/7576f94f.mp3" length="11824222" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>739</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง [ สดุดี 145:3 ]โดยเฉลี่ยคนทั่วไปจะดูโทรศัพท์ของตัวเองประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ให้เราใคร่ครวญดูให้ดี มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจของเราและอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเราเสมอ ทริสตัน แฮริสเชื่อเช่นนั้น เขาเป็นอีกเสียงหนึ่งจากภาพยนตร์ร่วมกับผู้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีอีกหลายๆคน ซึ่งนำเราเข้าสู่ “สื่อสังคมออนไลน์” แต่แทนที่จะยกย่องชมเชย เสียงของพวกเขากลับเป็นสัญญาณเตือนภัย โดยเรียกสิ่งที่เราเผชิญ (และภาพยนตร์เรื่องนี้) ว่า ทุนนิยมสอดแนม : ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ “พวกเราคือสินค้า ความสนใจของเราคือสินค้าที่ถูกขายให้แก่ผู้ผลิตสื่อโฆษณา” เราให้ความสนใจกับสิ่งที่เราเชื่อว่ามีคุณค่าและคุ้มค่า ในความเป็นจริงแล้ว เราให้ความสนใจสิ่งใด คำว่า ภัยแฝง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่ง เชื่อหรือไม่ว่าเราเผชิญกับภัยแฝงเช่นเดียวกันนี้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา มีสิ่งที่เราต้องเลือกในแต่ละวัน เช่น ใครหรือสิ่งใดที่เราควรให้ความสนใจ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ใครหรือสิ่งใดที่เราควรนมัสการ ผู้เขียนสดุดีได้เลือกอย่างชัดเจนว่า “ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ทุกๆวัน สรรเสริญพระนามของพระองค์เป็นนิจกาล” (สดด.145:2) ท่านได้ให้เหตุผลไว้ในข้อถัดไปว่า “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง ความใหญ่ยิ่งของพระองค์นั้นเหลือจะหยั่งรู้” (ข้อ 3)ผู้เขียนสดุดีเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าได้ ดังนั้นท่านจึงมุ่งความสนใจของท่านไปที่นั่น พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงสมควรจะได้รับการสรรเสริญจากพวกเราเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการอธิษฐานกับอ่านพระคัมภีร์ สิ่งใดที่คุณให้ความสนใจ คุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายมาเป็นรูปเคารพข้าแต่พระเจ้า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่สมควร ได้รับคำสรรเสริญจากข้าพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจะเทียบกับพระองค์ได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ และสมควรจะสรรเสริญอย่างยิ่ง [ สดุดี 145:3 ]โดยเฉลี่ยคนทั่วไปจะดูโทรศัพท์ของตัวเองประมาณ 150 ครั้งต่อวัน ให้เราใคร่ครวญดูให้ดี มีบางสิ่งดึงดูดความสนใจของเราและอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเราเสมอ ทริสตัน แฮริสเชื่อเช่นนั้น เขาเป็นอีกเสียงหนึ่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สมบัติของพ่อเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สมบัติของพ่อเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">26631dbb-267c-4ffe-a6b4-cc996ae7dd8e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a03534c4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ทุกคน...ถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง [ วิวรณ์ 5:8 ]</p><p><br></p><p>มันเป็นเพียงมีดพกเก่าๆเล่มหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ใบมีดบิ่นและด้ามจับมีรอยบาก แต่นั่นคือหนึ่งในสมบัติของพ่อที่ท่านเก็บไว้ในกล่องเหนือตู้เสื้อผ้าจนท่านมอบให้ผม “นี่เป็นของหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่พ่อได้มาจากปู่ของลูก” พ่อบอกกับผม ปู่ของผมเสียตอนที่พ่อยังเด็ก และพ่อก็หวงแหนมีดเล่มนั้นเพราะท่านเทิดทูนพ่อของท่าน</p><p>พระคัมภีร์บอกกับเราว่า พระเจ้าทรงมีทรัพย์สมบัติที่เราอาจไม่คาดคิด ในพระธรรมวิวรณ์เราเห็นพระที่นั่งในสวรรค์ล้อมรอบด้วย “สัตว์ทั้งสี่” และ “ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน” ก้มกราบนมัสการพระเยซู (บทที่ 4-5) แต่ละคนถือ “ขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” (5:8) ในสมัยโบราณเครื่องหอมเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับให้กษัตริย์ใช้ (คิดถึงทองคำ กำยานและมดยอบที่ถวายแด่พระเยซูในมัทธิว 2:11) คำอธิษฐานของเราดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับเราในเวลานี้ แต่พระเจ้าทรงต้องการให้คำอธิษฐานเหล่านั้นอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เสมอ</p><p>วิวรณ์บทที่ 5 เน้นย้ำถึงคุณค่าของพระเยซู เพราะทรงเป็นผู้ปราศจากบาปและทรงยอมสิ้นพระชนม์ด้วยความรักเพื่อพวกเรา คุณค่าของพระเยซูชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่พระเจ้าให้คุณค่ากับคำอธิษฐานของพวกเรา คำอธิษฐานของเรามีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพวกเราล้ำค่าสำหรับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักเราโดยไม่เห็นแก่พระองค์เอง ด้วยความรักที่ล้ำค่าและเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์จึงปรารถนาให้เราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในการอธิษฐาน</p><p><br></p><p><strong>คุณจะรักพระเจ้าด้วยคำอธิษฐานของคุณอย่างไรในวันนี้ ใครหรือสิ่งใดที่คุณจะนำมาต่อพระพักตร์พระองค์ในคำอธิษฐานด้วยความรัก</strong></p><p><em>ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ทรงสมควร “ได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” (วว.5:12)</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ทุกคน...ถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง [ วิวรณ์ 5:8 ]</p><p><br></p><p>มันเป็นเพียงมีดพกเก่าๆเล่มหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ใบมีดบิ่นและด้ามจับมีรอยบาก แต่นั่นคือหนึ่งในสมบัติของพ่อที่ท่านเก็บไว้ในกล่องเหนือตู้เสื้อผ้าจนท่านมอบให้ผม “นี่เป็นของหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่พ่อได้มาจากปู่ของลูก” พ่อบอกกับผม ปู่ของผมเสียตอนที่พ่อยังเด็ก และพ่อก็หวงแหนมีดเล่มนั้นเพราะท่านเทิดทูนพ่อของท่าน</p><p>พระคัมภีร์บอกกับเราว่า พระเจ้าทรงมีทรัพย์สมบัติที่เราอาจไม่คาดคิด ในพระธรรมวิวรณ์เราเห็นพระที่นั่งในสวรรค์ล้อมรอบด้วย “สัตว์ทั้งสี่” และ “ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน” ก้มกราบนมัสการพระเยซู (บทที่ 4-5) แต่ละคนถือ “ขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” (5:8) ในสมัยโบราณเครื่องหอมเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับให้กษัตริย์ใช้ (คิดถึงทองคำ กำยานและมดยอบที่ถวายแด่พระเยซูในมัทธิว 2:11) คำอธิษฐานของเราดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับเราในเวลานี้ แต่พระเจ้าทรงต้องการให้คำอธิษฐานเหล่านั้นอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เสมอ</p><p>วิวรณ์บทที่ 5 เน้นย้ำถึงคุณค่าของพระเยซู เพราะทรงเป็นผู้ปราศจากบาปและทรงยอมสิ้นพระชนม์ด้วยความรักเพื่อพวกเรา คุณค่าของพระเยซูชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่พระเจ้าให้คุณค่ากับคำอธิษฐานของพวกเรา คำอธิษฐานของเรามีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพวกเราล้ำค่าสำหรับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักเราโดยไม่เห็นแก่พระองค์เอง ด้วยความรักที่ล้ำค่าและเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์จึงปรารถนาให้เราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในการอธิษฐาน</p><p><br></p><p><strong>คุณจะรักพระเจ้าด้วยคำอธิษฐานของคุณอย่างไรในวันนี้ ใครหรือสิ่งใดที่คุณจะนำมาต่อพระพักตร์พระองค์ในคำอธิษฐานด้วยความรัก</strong></p><p><em>ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ทรงสมควร “ได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” (วว.5:12)</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 03 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a03534c4/bb9d29bd.mp3" length="12339146" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทุกคน...ถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง [ วิวรณ์ 5:8 ]มันเป็นเพียงมีดพกเก่าๆเล่มหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ใบมีดบิ่นและด้ามจับมีรอยบาก แต่นั่นคือหนึ่งในสมบัติของพ่อที่ท่านเก็บไว้ในกล่องเหนือตู้เสื้อผ้าจนท่านมอบให้ผม “นี่เป็นของหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่พ่อได้มาจากปู่ของลูก” พ่อบอกกับผม ปู่ของผมเสียตอนที่พ่อยังเด็ก และพ่อก็หวงแหนมีดเล่มนั้นเพราะท่านเทิดทูนพ่อของท่านพระคัมภีร์บอกกับเราว่า พระเจ้าทรงมีทรัพย์สมบัติที่เราอาจไม่คาดคิด ในพระธรรมวิวรณ์เราเห็นพระที่นั่งในสวรรค์ล้อมรอบด้วย “สัตว์ทั้งสี่” และ “ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน” ก้มกราบนมัสการพระเยซู (บทที่ 4-5) แต่ละคนถือ “ขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง” (5:8) ในสมัยโบราณเครื่องหอมเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับให้กษัตริย์ใช้ (คิดถึงทองคำ กำยานและมดยอบที่ถวายแด่พระเยซูในมัทธิว 2:11) คำอธิษฐานของเราดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับเราในเวลานี้ แต่พระเจ้าทรงต้องการให้คำอธิษฐานเหล่านั้นอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เสมอวิวรณ์บทที่ 5 เน้นย้ำถึงคุณค่าของพระเยซู เพราะทรงเป็นผู้ปราศจากบาปและทรงยอมสิ้นพระชนม์ด้วยความรักเพื่อพวกเรา คุณค่าของพระเยซูชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่พระเจ้าให้คุณค่ากับคำอธิษฐานของพวกเรา คำอธิษฐานของเรามีค่าสำหรับพระเจ้าเพราะพวกเราล้ำค่าสำหรับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักเราโดยไม่เห็นแก่พระองค์เอง ด้วยความรักที่ล้ำค่าและเปี่ยมด้วยพระคุณ พระองค์จึงปรารถนาให้เราอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในการอธิษฐานคุณจะรักพระเจ้าด้วยคำอธิษฐานของคุณอย่างไรในวันนี้ ใครหรือสิ่งใดที่คุณจะนำมาต่อพระพักตร์พระองค์ในคำอธิษฐานด้วยความรักข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ทรงสมควร “ได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” (วว.5:12)</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทุกคน...ถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง [ วิวรณ์ 5:8 ]มันเป็นเพียงมีดพกเก่าๆเล่มหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ใบมีดบิ่นและด้ามจับมีรอยบาก แต่นั่นคือหนึ่งในสมบัติของพ่อที่ท่านเก็บไว้ในกล่องเหนือตู้เสื้อผ้าจนท่านมอบให้ผม “นี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลิกบ่นต่อว่าพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เลิกบ่นต่อว่าพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4446efd6-8043-459d-8ab6-632bbdfb9da2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1a3274fb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>โมเสสก็ร้องทูลพระเจ้า [ อพยพ 15:25 ]</em></p><p><br></p><p>อเล็กซ์ได้รับเงินจากประกันของเขาโดยไม่คาดคิดเพื่อจ่ายเป็นค่าทำฟัน ซึ่งเป็นเหมือนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ ตอนนี้มีการรักษาอย่างอื่นที่จำเป็นตามมา ผมจะไปหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย อเล็กซ์บ่น ความขุ่นเคืองเรื่องรายจ่ายก้อนโตถมทับจิตใจของเขา</p><p>อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดวางมัดจำกับทันตแพทย์ มีเงินของขวัญจากญาติส่งมาถึงทันเวลา “ผมรู้สึกละอายใจ” อเล็กซ์กล่าว “ผมเพิ่งเห็นการทรงดูแลของพระเจ้าผ่านบริษัทประกัน ผมไม่น่าจะบ่นแต่ควรขอความช่วยเหลือจากพระองค์แทน”</p><p>เมื่อชนชาติอิสราเอลเข้าสู่ถิ่นทุรกันดารชูร์ พวกเขาเพิ่งผ่านประสบการณ์การช่วยกู้จากพระเจ้าที่ทะเลแดง (อพย.14) ถึงกระนั้นการทรงช่วยที่อัศจรรย์ของพระองค์ดูเหมือนจะถูกลืม เพราะพวกเขาบ่นเรื่องไม่มีน้ำดื่มในทะเลทราย (อพย.15:22-24) คำว่า “บ่น” ในภาษาฮีบรูหมายถึงการกบฏต่อพระเจ้า การตอบสนองอย่างขุ่นเคืองของชนชาติอิสราเอลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการตอบสนองของโมเสสผู้ทูลขอการทรงช่วยจากพระเจ้า (ข้อ 25) ต่อมาพระเจ้าทรงเมตตาจัดเตรียมน้ำให้กับประชากรของพระองค์ (ข้อ 25-27)</p><p>ในยามจำเป็น เราสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่นได้โดยทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเหมือนที่โมเสสทำ ไม่ว่าความช่วยเหลือของพระองค์จะมาถึงเราอย่างน่าอัศจรรย์ หรือในรูปแบบที่ดูธรรมดา หรือผ่านการช่วยเหลือของผู้คน หรือเป็นพละกำลังให้เราสามารถฝ่าฟันไปได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็ไว้วางใจได้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและห่วงใยเราเสมอ</p><p><br></p><p><strong>ในอดีตเคยมีสิ่งใดบ้างที่ทำให้คุณบ่นในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณเตือนตัวเองอย่างไรให้หันมาหาพระเจ้าเสมอ และทูลขอความความช่วยเหลือจากพระองค์เหมือนกับโมเสส</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่ข้าพระองค์เสมอ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เพ่งดูที่พระองค์ด้วยความวางใจ และพึ่งพาพระองค์ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>โมเสสก็ร้องทูลพระเจ้า [ อพยพ 15:25 ]</em></p><p><br></p><p>อเล็กซ์ได้รับเงินจากประกันของเขาโดยไม่คาดคิดเพื่อจ่ายเป็นค่าทำฟัน ซึ่งเป็นเหมือนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ ตอนนี้มีการรักษาอย่างอื่นที่จำเป็นตามมา ผมจะไปหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย อเล็กซ์บ่น ความขุ่นเคืองเรื่องรายจ่ายก้อนโตถมทับจิตใจของเขา</p><p>อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดวางมัดจำกับทันตแพทย์ มีเงินของขวัญจากญาติส่งมาถึงทันเวลา “ผมรู้สึกละอายใจ” อเล็กซ์กล่าว “ผมเพิ่งเห็นการทรงดูแลของพระเจ้าผ่านบริษัทประกัน ผมไม่น่าจะบ่นแต่ควรขอความช่วยเหลือจากพระองค์แทน”</p><p>เมื่อชนชาติอิสราเอลเข้าสู่ถิ่นทุรกันดารชูร์ พวกเขาเพิ่งผ่านประสบการณ์การช่วยกู้จากพระเจ้าที่ทะเลแดง (อพย.14) ถึงกระนั้นการทรงช่วยที่อัศจรรย์ของพระองค์ดูเหมือนจะถูกลืม เพราะพวกเขาบ่นเรื่องไม่มีน้ำดื่มในทะเลทราย (อพย.15:22-24) คำว่า “บ่น” ในภาษาฮีบรูหมายถึงการกบฏต่อพระเจ้า การตอบสนองอย่างขุ่นเคืองของชนชาติอิสราเอลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการตอบสนองของโมเสสผู้ทูลขอการทรงช่วยจากพระเจ้า (ข้อ 25) ต่อมาพระเจ้าทรงเมตตาจัดเตรียมน้ำให้กับประชากรของพระองค์ (ข้อ 25-27)</p><p>ในยามจำเป็น เราสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่นได้โดยทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเหมือนที่โมเสสทำ ไม่ว่าความช่วยเหลือของพระองค์จะมาถึงเราอย่างน่าอัศจรรย์ หรือในรูปแบบที่ดูธรรมดา หรือผ่านการช่วยเหลือของผู้คน หรือเป็นพละกำลังให้เราสามารถฝ่าฟันไปได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็ไว้วางใจได้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและห่วงใยเราเสมอ</p><p><br></p><p><strong>ในอดีตเคยมีสิ่งใดบ้างที่ทำให้คุณบ่นในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณเตือนตัวเองอย่างไรให้หันมาหาพระเจ้าเสมอ และทูลขอความความช่วยเหลือจากพระองค์เหมือนกับโมเสส</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่ข้าพระองค์เสมอ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เพ่งดูที่พระองค์ด้วยความวางใจ และพึ่งพาพระองค์ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 02 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1a3274fb/733fbca4.mp3" length="11501984" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>719</itunes:duration>
      <itunes:summary>โมเสสก็ร้องทูลพระเจ้า [ อพยพ 15:25 ]อเล็กซ์ได้รับเงินจากประกันของเขาโดยไม่คาดคิดเพื่อจ่ายเป็นค่าทำฟัน ซึ่งเป็นเหมือนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ ตอนนี้มีการรักษาอย่างอื่นที่จำเป็นตามมา ผมจะไปหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย อเล็กซ์บ่น ความขุ่นเคืองเรื่องรายจ่ายก้อนโตถมทับจิตใจของเขาอย่างไรก็ตามเมื่อถึงกำหนดวางมัดจำกับทันตแพทย์ มีเงินของขวัญจากญาติส่งมาถึงทันเวลา “ผมรู้สึกละอายใจ” อเล็กซ์กล่าว “ผมเพิ่งเห็นการทรงดูแลของพระเจ้าผ่านบริษัทประกัน ผมไม่น่าจะบ่นแต่ควรขอความช่วยเหลือจากพระองค์แทน”เมื่อชนชาติอิสราเอลเข้าสู่ถิ่นทุรกันดารชูร์ พวกเขาเพิ่งผ่านประสบการณ์การช่วยกู้จากพระเจ้าที่ทะเลแดง (อพย.14) ถึงกระนั้นการทรงช่วยที่อัศจรรย์ของพระองค์ดูเหมือนจะถูกลืม เพราะพวกเขาบ่นเรื่องไม่มีน้ำดื่มในทะเลทราย (อพย.15:22-24) คำว่า “บ่น” ในภาษาฮีบรูหมายถึงการกบฏต่อพระเจ้า การตอบสนองอย่างขุ่นเคืองของชนชาติอิสราเอลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการตอบสนองของโมเสสผู้ทูลขอการทรงช่วยจากพระเจ้า (ข้อ 25) ต่อมาพระเจ้าทรงเมตตาจัดเตรียมน้ำให้กับประชากรของพระองค์ (ข้อ 25-27)ในยามจำเป็น เราสามารถหลีกเลี่ยงการพร่ำบ่นได้โดยทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเหมือนที่โมเสสทำ ไม่ว่าความช่วยเหลือของพระองค์จะมาถึงเราอย่างน่าอัศจรรย์ หรือในรูปแบบที่ดูธรรมดา หรือผ่านการช่วยเหลือของผู้คน หรือเป็นพละกำลังให้เราสามารถฝ่าฟันไปได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็ไว้วางใจได้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและห่วงใยเราเสมอในอดีตเคยมีสิ่งใดบ้างที่ทำให้คุณบ่นในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณเตือนตัวเองอย่างไรให้หันมาหาพระเจ้าเสมอ และทูลขอความความช่วยเหลือจากพระองค์เหมือนกับโมเสสพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่ข้าพระองค์เสมอ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เพ่งดูที่พระองค์ด้วยความวางใจ และพึ่งพาพระองค์ในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>โมเสสก็ร้องทูลพระเจ้า [ อพยพ 15:25 ]อเล็กซ์ได้รับเงินจากประกันของเขาโดยไม่คาดคิดเพื่อจ่ายเป็นค่าทำฟัน ซึ่งเป็นเหมือนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ ตอนนี้มีการรักษาอย่างอื่นที่จำเป็นตามมา ผมจะไปหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย อเล็กซ์บ่น ความขุ่นเคืองเรื่องรายจ่ายก้อนโตถมทั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยกโทษให้ทั้งหมด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยกโทษให้ทั้งหมด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6ddbc97a-0096-42c3-8248-93ab1acd57fe</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c249c4b3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]</em></p><p><br></p><p>เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ เล่าถึงพ่อชาวสเปนที่ต้องการคืนดีกับลูกชายที่เคยหมางเมินกันมานาน เขาได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า “ปาโก้ มาพบพ่อที่โรงแรมมอนทาน่าวันอังคารตอนเที่ยง ยกโทษให้ทั้งหมดแล้ว” เมื่อผู้เป็นพ่อมาถึงก็พบกับฝูงชนหมู่ใหญ่รออยู่ มีปาโก้แปดร้อยคนมาตามคำโฆษณา ปรารถนาจะได้รับการยกโทษจากพ่อของพวกเขา</p><p>นี่เป็นเรื่องราวอันน่าประทับใจที่พูดถึงความปรารถนาในส่วนลึกของเราที่ต้องการการยกโทษ และเตือนผมให้คิดถึงเรื่องที่พระเยซูทรงเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ทิ้งพ่อของตนเพื่อไปใช้ชีวิต “โลดโผน” แต่ไม่นานก็พบตัวเองตกอยู่ในปัญหา (ลก.15:13-14) เมื่อเขา “รู้สำนึกตัว” และกลับบ้าน (ข้อ 17) พ่อผู้ห่างเหินกันไปนานได้รีบเข้าไปสวมกอดเขาก่อนที่เขาจะมีโอกาสขอโทษ (ข้อ 20) “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก” พ่อร้องด้วยความยินดี “หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24) ในเรื่องนี้พ่อเป็นตัวแทนของพระเจ้า ลูกชายเป็นตัวแทนของพวกเรา และเราจะได้เห็นภาพความยินดีบนสวรรค์เมื่อเราได้กลับมาหาพระบิดาของเรา</p><p>การให้อภัยจะขจัดความรู้สึกผิดที่ถ่วงจิตวิญญาณออกไป แต่การให้อภัยนี้เป็นเหมือนกับของขวัญที่เราจะต้องยอมรับมันเอาไว้ เฮมมิ่งเวย์ไม่ได้บอกเราว่าผู้เป็นพ่อในเรื่องนั้นได้พบกับปาโก้ของเขาหรือไม่ แล้วในเรื่องราวของพระเยซูนั้นพระบิดาจะได้บุตรชายหญิงกลับมาคืนดีกับพระองค์ไหม อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ทรงเปิดกว้าง รอคอยให้พวกเรากลับมาหาพระองค์</p><p><br></p><p><strong>หากคุณเป็นพ่อของปาโก้คุณจะรู้สึกอย่างไร สิ่งใดรั้งคุณไว้ไม่ให้ยอมรับการยกโทษจากพระเจ้า</strong></p><p><em>พระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่ข้าพระองค์เคยกระทำ ข้อเสนอที่จะทรงยกโทษของพระองค์ท่วมท้นใจข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ขอรับไว้ด้วยใจขอบพระคุณ!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]</em></p><p><br></p><p>เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ เล่าถึงพ่อชาวสเปนที่ต้องการคืนดีกับลูกชายที่เคยหมางเมินกันมานาน เขาได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า “ปาโก้ มาพบพ่อที่โรงแรมมอนทาน่าวันอังคารตอนเที่ยง ยกโทษให้ทั้งหมดแล้ว” เมื่อผู้เป็นพ่อมาถึงก็พบกับฝูงชนหมู่ใหญ่รออยู่ มีปาโก้แปดร้อยคนมาตามคำโฆษณา ปรารถนาจะได้รับการยกโทษจากพ่อของพวกเขา</p><p>นี่เป็นเรื่องราวอันน่าประทับใจที่พูดถึงความปรารถนาในส่วนลึกของเราที่ต้องการการยกโทษ และเตือนผมให้คิดถึงเรื่องที่พระเยซูทรงเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ทิ้งพ่อของตนเพื่อไปใช้ชีวิต “โลดโผน” แต่ไม่นานก็พบตัวเองตกอยู่ในปัญหา (ลก.15:13-14) เมื่อเขา “รู้สำนึกตัว” และกลับบ้าน (ข้อ 17) พ่อผู้ห่างเหินกันไปนานได้รีบเข้าไปสวมกอดเขาก่อนที่เขาจะมีโอกาสขอโทษ (ข้อ 20) “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก” พ่อร้องด้วยความยินดี “หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24) ในเรื่องนี้พ่อเป็นตัวแทนของพระเจ้า ลูกชายเป็นตัวแทนของพวกเรา และเราจะได้เห็นภาพความยินดีบนสวรรค์เมื่อเราได้กลับมาหาพระบิดาของเรา</p><p>การให้อภัยจะขจัดความรู้สึกผิดที่ถ่วงจิตวิญญาณออกไป แต่การให้อภัยนี้เป็นเหมือนกับของขวัญที่เราจะต้องยอมรับมันเอาไว้ เฮมมิ่งเวย์ไม่ได้บอกเราว่าผู้เป็นพ่อในเรื่องนั้นได้พบกับปาโก้ของเขาหรือไม่ แล้วในเรื่องราวของพระเยซูนั้นพระบิดาจะได้บุตรชายหญิงกลับมาคืนดีกับพระองค์ไหม อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ทรงเปิดกว้าง รอคอยให้พวกเรากลับมาหาพระองค์</p><p><br></p><p><strong>หากคุณเป็นพ่อของปาโก้คุณจะรู้สึกอย่างไร สิ่งใดรั้งคุณไว้ไม่ให้ยอมรับการยกโทษจากพระเจ้า</strong></p><p><em>พระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่ข้าพระองค์เคยกระทำ ข้อเสนอที่จะทรงยกโทษของพระองค์ท่วมท้นใจข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ขอรับไว้ด้วยใจขอบพระคุณ!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 01 Apr 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c249c4b3/518a024a.mp3" length="14028537" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>877</itunes:duration>
      <itunes:summary>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ เล่าถึงพ่อชาวสเปนที่ต้องการคืนดีกับลูกชายที่เคยหมางเมินกันมานาน เขาได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า “ปาโก้ มาพบพ่อที่โรงแรมมอนทาน่าวันอังคารตอนเที่ยง ยกโทษให้ทั้งหมดแล้ว” เมื่อผู้เป็นพ่อมาถึงก็พบกับฝูงชนหมู่ใหญ่รออยู่ มีปาโก้แปดร้อยคนมาตามคำโฆษณา ปรารถนาจะได้รับการยกโทษจากพ่อของพวกเขานี่เป็นเรื่องราวอันน่าประทับใจที่พูดถึงความปรารถนาในส่วนลึกของเราที่ต้องการการยกโทษ และเตือนผมให้คิดถึงเรื่องที่พระเยซูทรงเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ทิ้งพ่อของตนเพื่อไปใช้ชีวิต “โลดโผน” แต่ไม่นานก็พบตัวเองตกอยู่ในปัญหา (ลก.15:13-14) เมื่อเขา “รู้สำนึกตัว” และกลับบ้าน (ข้อ 17) พ่อผู้ห่างเหินกันไปนานได้รีบเข้าไปสวมกอดเขาก่อนที่เขาจะมีโอกาสขอโทษ (ข้อ 20) “ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก” พ่อร้องด้วยความยินดี “หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” (ข้อ 24) ในเรื่องนี้พ่อเป็นตัวแทนของพระเจ้า ลูกชายเป็นตัวแทนของพวกเรา และเราจะได้เห็นภาพความยินดีบนสวรรค์เมื่อเราได้กลับมาหาพระบิดาของเราการให้อภัยจะขจัดความรู้สึกผิดที่ถ่วงจิตวิญญาณออกไป แต่การให้อภัยนี้เป็นเหมือนกับของขวัญที่เราจะต้องยอมรับมันเอาไว้ เฮมมิ่งเวย์ไม่ได้บอกเราว่าผู้เป็นพ่อในเรื่องนั้นได้พบกับปาโก้ของเขาหรือไม่ แล้วในเรื่องราวของพระเยซูนั้นพระบิดาจะได้บุตรชายหญิงกลับมาคืนดีกับพระองค์ไหม อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ทรงเปิดกว้าง รอคอยให้พวกเรากลับมาหาพระองค์หากคุณเป็นพ่อของปาโก้คุณจะรู้สึกอย่างไร สิ่งใดรั้งคุณไว้ไม่ให้ยอมรับการยกโทษจากพระเจ้าพระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่ข้าพระองค์เคยกระทำ ข้อเสนอที่จะทรงยกโทษของพระองค์ท่วมท้นใจข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ขอรับไว้ด้วยใจขอบพระคุณ!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก [ ลูกา 15:24 ]เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ เล่าถึงพ่อชาวสเปนที่ต้องการคืนดีกับลูกชายที่เคยหมางเมินกันมานาน เขาได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า “ปาโก้ มาพบพ่อที่โรงแรมมอนทาน่าว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">827115a3-6fae-426a-8342-6c0801d443f6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fcd4bac7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น</p><p>แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”</p><p>การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</p><p><br></p><p><strong>คุณถูกล่อลวงให้เป็นคนใจร้ายเมื่อใด คุณเคยได้รับความเมตตามาแล้วอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ ที่ประทานแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น</p><p>แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”</p><p>การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</p><p><br></p><p><strong>คุณถูกล่อลวงให้เป็นคนใจร้ายเมื่อใด คุณเคยได้รับความเมตตามาแล้วอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ ที่ประทานแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 31 Mar 2025 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fcd4bac7/b0211653.mp3" length="10447491" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>653</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้นแต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณคุณถูกล่อลวงให้เป็นคนใจร้ายเมื่อใด คุณเคยได้รับความเมตตามาแล้วอย่างไรข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ ที่ประทานแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เหมาะสมสำหรับพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เหมาะสมสำหรับพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">98c90bd7-1aa8-4c8c-afed-7cb187fde617</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/368b61fc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก [ 1 ทิโมธี 1:15 ]</em></p><p><br></p><p>ในบรรดาเรื่องท้าทายในวัยเด็กของเอริคนั้นมีทั้งโรคผื่นผิวหนังขั้นรุนแรง สร้างปัญหาในโรงเรียน และการเมาเหล้าหรือยาเสพติดทุกวันตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงกระนั้น คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ราชาแห่งความชั่วร้าย” ยังค้นพบว่าตัวเองเก่งกีฬาเบสบอล จนกระทั่งเขาเลิกเล่นเบสบอลเมื่อรู้สึกท้อแท้จากการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้เขายิ่งมีเวลามากขึ้นเพื่อไปใช้ยาและขายยา</p><p>แต่สถานการณ์ของเอริคเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้มีประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตกับพระเยซูขณะนมัสการที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง เมื่อไปทำงานในวันต่อมา มีผู้เชื่อที่อุทิศตัวคนหนึ่งชวนเอริคไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขาได้ยินถ้อยคำหนุนใจในความเชื่อใหม่ที่เขาพบ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ชีวิตของเอริคไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</p><p>เซาโลแห่งเมืองทาร์ซัส(ที่รู้จักในชื่อเปาโล) ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพวก “ตัวตึง” เช่นเดียวกับเอริค ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นตัวเอก” ในพวกคนบาป (1ทธ.1:15) ท่านเคยเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์” (ข้อ13) เอริคก็เป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู เช่นเดียวกับเซาโล และพวกเราก็เช่นกัน แม้เราจะไม่คิดว่าตัวเองเหมือนเซาโลหรือเอริค แต่เพราะ “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) พวกเราทุกคนจึงเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู</p><p><br></p><p><strong>เรื่องราวของเอริคและเซาโลช่วยให้คุณเห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้อภัยอย่างไร การเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซูมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นว่า พระโลหิตของพระเยซูนั้นชำระบาปได้ทั้ง “ใหญ่” และ “เล็ก”</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก [ 1 ทิโมธี 1:15 ]</em></p><p><br></p><p>ในบรรดาเรื่องท้าทายในวัยเด็กของเอริคนั้นมีทั้งโรคผื่นผิวหนังขั้นรุนแรง สร้างปัญหาในโรงเรียน และการเมาเหล้าหรือยาเสพติดทุกวันตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงกระนั้น คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ราชาแห่งความชั่วร้าย” ยังค้นพบว่าตัวเองเก่งกีฬาเบสบอล จนกระทั่งเขาเลิกเล่นเบสบอลเมื่อรู้สึกท้อแท้จากการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้เขายิ่งมีเวลามากขึ้นเพื่อไปใช้ยาและขายยา</p><p>แต่สถานการณ์ของเอริคเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้มีประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตกับพระเยซูขณะนมัสการที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง เมื่อไปทำงานในวันต่อมา มีผู้เชื่อที่อุทิศตัวคนหนึ่งชวนเอริคไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขาได้ยินถ้อยคำหนุนใจในความเชื่อใหม่ที่เขาพบ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ชีวิตของเอริคไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป</p><p>เซาโลแห่งเมืองทาร์ซัส(ที่รู้จักในชื่อเปาโล) ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพวก “ตัวตึง” เช่นเดียวกับเอริค ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นตัวเอก” ในพวกคนบาป (1ทธ.1:15) ท่านเคยเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์” (ข้อ13) เอริคก็เป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู เช่นเดียวกับเซาโล และพวกเราก็เช่นกัน แม้เราจะไม่คิดว่าตัวเองเหมือนเซาโลหรือเอริค แต่เพราะ “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) พวกเราทุกคนจึงเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู</p><p><br></p><p><strong>เรื่องราวของเอริคและเซาโลช่วยให้คุณเห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้อภัยอย่างไร การเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซูมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นว่า พระโลหิตของพระเยซูนั้นชำระบาปได้ทั้ง “ใหญ่” และ “เล็ก”</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 31 Mar 2025 04:11:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/368b61fc/e8e394ca.mp3" length="12096740" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>756</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก [ 1 ทิโมธี 1:15 ]ในบรรดาเรื่องท้าทายในวัยเด็กของเอริคนั้นมีทั้งโรคผื่นผิวหนังขั้นรุนแรง สร้างปัญหาในโรงเรียน และการเมาเหล้าหรือยาเสพติดทุกวันตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงกระนั้น คนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ราชาแห่งความชั่วร้าย” ยังค้นพบว่าตัวเองเก่งกีฬาเบสบอล จนกระทั่งเขาเลิกเล่นเบสบอลเมื่อรู้สึกท้อแท้จากการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้เขายิ่งมีเวลามากขึ้นเพื่อไปใช้ยาและขายยาแต่สถานการณ์ของเอริคเปลี่ยนไปเมื่อเขาได้มีประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตกับพระเยซูขณะนมัสการที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง เมื่อไปทำงานในวันต่อมา มีผู้เชื่อที่อุทิศตัวคนหนึ่งชวนเอริคไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขาได้ยินถ้อยคำหนุนใจในความเชื่อใหม่ที่เขาพบ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ชีวิตของเอริคไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัส(ที่รู้จักในชื่อเปาโล) ก็ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพวก “ตัวตึง” เช่นเดียวกับเอริค ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นตัวเอก” ในพวกคนบาป (1ทธ.1:15) ท่านเคยเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์” (ข้อ13) เอริคก็เป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซู เช่นเดียวกับเซาโล และพวกเราก็เช่นกัน แม้เราจะไม่คิดว่าตัวเองเหมือนเซาโลหรือเอริค แต่เพราะ “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) พวกเราทุกคนจึงเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซูเรื่องราวของเอริคและเซาโลช่วยให้คุณเห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้อภัยอย่างไร การเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับพระเยซูมีความหมายต่อคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นว่า พระโลหิตของพระเยซูนั้นชำระบาปได้ทั้ง “ใหญ่” และ “เล็ก”</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก [ 1 ทิโมธี 1:15 ]ในบรรดาเรื่องท้าทายในวัยเด็กของเอริคนั้นมีทั้งโรคผื่นผิวหนังขั้นรุนแรง สร้างปัญหาในโรงเรียน และการเมาเหล้าหรือยาเสพติดทุกวันตั้งแต่อายุยังน้อย ถ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความงดงามจากความเจ็บป่วย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความงดงามจากความเจ็บป่วย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e325487b-79a9-4e94-afa9-410492d135f9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bff2f05e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านรู้ว่า ตอนแรกที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านนั้น ก็เป็นเพราะการป่วยไข้ทางกาย [ กาลาเทีย 4:13 ]</em></p><p><br></p><p>เดอกาส์เป็นจิตรกรที่ต้องทนทุกข์จากโรคทางตาในช่วงห้าสิบปีหลังของชีวิต เขาเปลี่ยนจากการวาดรูปด้วยสีน้ำมันไปใช้สีชอล์กเพราะลายเส้นมองเห็นได้ง่ายกว่า ส่วนเรอนัวร์ต้องวางพู่กันไว้ระหว่างนิ้วมือเมื่อภาวะไขข้ออักเสบทำให้นิ้วงอเหมือนอุ้งเล็บสัตว์ และเมื่อการผ่าตัดทำให้มาทิิสเป็นอัมพาต เขาเปลี่ยนไปทำภาพคอลลาจที่ใช้เทคนิคการตัดแปะ โดยควบคุมให้ผู้ช่วยติดชิ้นส่วนกระดาษสีลงบนแผ่นกระดาษขนาดใหญ่บนกำแพง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังแต่ละเหตุการณ์คือชิ้นงานอันสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพนักเต้นบัลเลต์ในชุดสีฟ้าของเดอกาส์ ภาพเด็กผู้หญิงที่เปียโนของเรอนัวร์ ภาพความโศกเศร้าของกษัตริย์ โดยมาทิส และผลงานชิ้นเอกอื่นๆ เมื่อพวกเขาปรับตัวต่อการทดลองที่ผ่านเข้ามา ความงดงามก็บังเกิดขึ้นจากความเจ็บป่วยนั้น</p><p>ในทำนองเดียวกัน เปาโลไม่ได้วางแผนจะไปเมืองกาลาเทียเมื่อท่านเริ่มออกเดินทางไปประกาศ ความเจ็บป่วยบังคับให้ท่านไปที่นั่น (กท.4:13) เห็นได้ชัดว่าเปาโลต้องการไปอีกที่หนึ่งแต่จบลงที่กาลาเทีย และแม้ท่านจะป่วยแต่ท่านก็เริ่มเทศนา และพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับทำการอัศจรรย์ผ่านท่าน (3:2-5) คริสตจักรกาลาเทียจึงถือกำเนิดขึ้น ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีความเจ็บป่วยของเปาโล</p><p>คุณเคยเผชิญกับการทดลองใดและการทดลองนั้นเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคุณอย่างไร โดยการพิจารณาดูของประทานที่คุณมี คุณเองก็อาจได้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอของคุณเช่นกัน</p><p><br><strong>คุณได้เห็นพระเจ้าเปลี่ยนความเจ็บป่วยและการทดลองเป็นโอกาสในการรับใช้อย่างไร เปาโลและจิตรกรเหล่านั้นเป็นแบบอย่างที่เราควรทำตามในเวลาแห่งการทดลองอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นอัจฉริยะในการทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอ ข้าพระองค์ขอมอบการทดลองและความสามารถที่มีไว้กับพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านรู้ว่า ตอนแรกที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านนั้น ก็เป็นเพราะการป่วยไข้ทางกาย [ กาลาเทีย 4:13 ]</em></p><p><br></p><p>เดอกาส์เป็นจิตรกรที่ต้องทนทุกข์จากโรคทางตาในช่วงห้าสิบปีหลังของชีวิต เขาเปลี่ยนจากการวาดรูปด้วยสีน้ำมันไปใช้สีชอล์กเพราะลายเส้นมองเห็นได้ง่ายกว่า ส่วนเรอนัวร์ต้องวางพู่กันไว้ระหว่างนิ้วมือเมื่อภาวะไขข้ออักเสบทำให้นิ้วงอเหมือนอุ้งเล็บสัตว์ และเมื่อการผ่าตัดทำให้มาทิิสเป็นอัมพาต เขาเปลี่ยนไปทำภาพคอลลาจที่ใช้เทคนิคการตัดแปะ โดยควบคุมให้ผู้ช่วยติดชิ้นส่วนกระดาษสีลงบนแผ่นกระดาษขนาดใหญ่บนกำแพง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังแต่ละเหตุการณ์คือชิ้นงานอันสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพนักเต้นบัลเลต์ในชุดสีฟ้าของเดอกาส์ ภาพเด็กผู้หญิงที่เปียโนของเรอนัวร์ ภาพความโศกเศร้าของกษัตริย์ โดยมาทิส และผลงานชิ้นเอกอื่นๆ เมื่อพวกเขาปรับตัวต่อการทดลองที่ผ่านเข้ามา ความงดงามก็บังเกิดขึ้นจากความเจ็บป่วยนั้น</p><p>ในทำนองเดียวกัน เปาโลไม่ได้วางแผนจะไปเมืองกาลาเทียเมื่อท่านเริ่มออกเดินทางไปประกาศ ความเจ็บป่วยบังคับให้ท่านไปที่นั่น (กท.4:13) เห็นได้ชัดว่าเปาโลต้องการไปอีกที่หนึ่งแต่จบลงที่กาลาเทีย และแม้ท่านจะป่วยแต่ท่านก็เริ่มเทศนา และพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับทำการอัศจรรย์ผ่านท่าน (3:2-5) คริสตจักรกาลาเทียจึงถือกำเนิดขึ้น ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีความเจ็บป่วยของเปาโล</p><p>คุณเคยเผชิญกับการทดลองใดและการทดลองนั้นเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคุณอย่างไร โดยการพิจารณาดูของประทานที่คุณมี คุณเองก็อาจได้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอของคุณเช่นกัน</p><p><br><strong>คุณได้เห็นพระเจ้าเปลี่ยนความเจ็บป่วยและการทดลองเป็นโอกาสในการรับใช้อย่างไร เปาโลและจิตรกรเหล่านั้นเป็นแบบอย่างที่เราควรทำตามในเวลาแห่งการทดลองอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นอัจฉริยะในการทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอ ข้าพระองค์ขอมอบการทดลองและความสามารถที่มีไว้กับพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 29 Mar 2025 16:11:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bff2f05e/4e8c758c.mp3" length="11466047" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านรู้ว่า ตอนแรกที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านนั้น ก็เป็นเพราะการป่วยไข้ทางกาย [ กาลาเทีย 4:13 ]เดอกาส์เป็นจิตรกรที่ต้องทนทุกข์จากโรคทางตาในช่วงห้าสิบปีหลังของชีวิต เขาเปลี่ยนจากการวาดรูปด้วยสีน้ำมันไปใช้สีชอล์กเพราะลายเส้นมองเห็นได้ง่ายกว่า ส่วนเรอนัวร์ต้องวางพู่กันไว้ระหว่างนิ้วมือเมื่อภาวะไขข้ออักเสบทำให้นิ้วงอเหมือนอุ้งเล็บสัตว์ และเมื่อการผ่าตัดทำให้มาทิิสเป็นอัมพาต เขาเปลี่ยนไปทำภาพคอลลาจที่ใช้เทคนิคการตัดแปะ โดยควบคุมให้ผู้ช่วยติดชิ้นส่วนกระดาษสีลงบนแผ่นกระดาษขนาดใหญ่บนกำแพง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาภายหลังแต่ละเหตุการณ์คือชิ้นงานอันสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพนักเต้นบัลเลต์ในชุดสีฟ้าของเดอกาส์ ภาพเด็กผู้หญิงที่เปียโนของเรอนัวร์ ภาพความโศกเศร้าของกษัตริย์ โดยมาทิส และผลงานชิ้นเอกอื่นๆ เมื่อพวกเขาปรับตัวต่อการทดลองที่ผ่านเข้ามา ความงดงามก็บังเกิดขึ้นจากความเจ็บป่วยนั้นในทำนองเดียวกัน เปาโลไม่ได้วางแผนจะไปเมืองกาลาเทียเมื่อท่านเริ่มออกเดินทางไปประกาศ ความเจ็บป่วยบังคับให้ท่านไปที่นั่น (กท.4:13) เห็นได้ชัดว่าเปาโลต้องการไปอีกที่หนึ่งแต่จบลงที่กาลาเทีย และแม้ท่านจะป่วยแต่ท่านก็เริ่มเทศนา และพระวิญญาณบริสุทธิ์กลับทำการอัศจรรย์ผ่านท่าน (3:2-5) คริสตจักรกาลาเทียจึงถือกำเนิดขึ้น ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงนี้อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่มีความเจ็บป่วยของเปาโลคุณเคยเผชิญกับการทดลองใดและการทดลองนั้นเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคุณอย่างไร โดยการพิจารณาดูของประทานที่คุณมี คุณเองก็อาจได้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอของคุณเช่นกันคุณได้เห็นพระเจ้าเปลี่ยนความเจ็บป่วยและการทดลองเป็นโอกาสในการรับใช้อย่างไร เปาโลและจิตรกรเหล่านั้นเป็นแบบอย่างที่เราควรทำตามในเวลาแห่งการทดลองอย่างไรข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นอัจฉริยะในการทำให้เกิดความงดงามจากความอ่อนแอ ข้าพระองค์ขอมอบการทดลองและความสามารถที่มีไว้กับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านรู้ว่า ตอนแรกที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านนั้น ก็เป็นเพราะการป่วยไข้ทางกาย [ กาลาเทีย 4:13 ]เดอกาส์เป็นจิตรกรที่ต้องทนทุกข์จากโรคทางตาในช่วงห้าสิบปีหลังของชีวิต เขาเปลี่ยนจากการวาดรูปด้วยสีน้ำมันไปใช้สีชอล์กเพราะลายเส้นมองเห็นได้ง่ายกว่า ส่วนเร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c6f9291b-cf3e-4b00-a92c-c4e8fa5251d0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4f68c2cd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[พระเจ้า]จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]</em></p><p><br></p><p>กระทรวงคมนาคมสหรัฐรายงานว่า ในปี 2021 สายการบินสหรัฐจัดการกระเป๋ากว่าสองล้านใบผิดพลาด ขอบคุณพระเจ้าที่กระเป๋าหลายใบเพียงแค่ล่าช้าหรือหายไปในระยะเวลาไม่นาน แต่กระเป๋าหลายพันใบหายไปตลอดกาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลาดของอุปกรณ์จีพีเอสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนำไปใส่ไว้ในสิ่งของต่างๆและช่วยให้คุณติดตามกระเป๋าได้แม้สายการบินจะหยุดการตามหา เราทุกคนต่างกลัวว่าจะไม่สามารถไว้ใจคนที่ทำหน้าที่ติดตามสิ่งของสำคัญได้</p><p>คนอิสราเอลก็มีความกลัวที่คล้ายกันต่อพระเจ้า พวกเขากลัวว่าพระองค์จะทอดทิ้งพวกเขา เมื่อประชาชนเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินใหม่ โมเสสบอกข่าวที่สร้างความกังวลใจว่าท่านจะไม่ได้นำพวกเขาเข้าไป โดยอธิบายว่าท่านชราแล้วและ “ไม่สามารถเป็นผู้นำของท่านได้อีกต่อไป” (ฉธบ.31:2 TNCV) ประชาชนต่างตกตะลึง โมเสสเป็นตัวแทนถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าและประกาศถ้อยคำของพระองค์ พระเจ้าทรงลืมพวกเขาแล้วหรือไม่ พระองค์จะทรงทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นหรือ</p><p>“อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้าม” โมเสสกล่าว “เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ข้อ 6) ท่านสัญญาว่าพระเจ้าจะอยู่กับพวกเขาเสมอและยืนยันกับพวกเขาว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา และในพระเยซู พระเจ้าทรงให้สัญญาอันมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้กับเรา พระคริสต์จะอยู่กับเรา “จนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ.28:20) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา ไม่มีวัน</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกกลัวว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งคุณแล้ว พระเจ้าทรงสำแดงกับคุณอย่างไรว่าพระองค์ไม่มีวันลืมคุณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า บ่อยครั้งข้าพระองค์กลัวว่าจะอยู่นอกสายตาและความคิดของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงยึดข้าพระองค์ไว้และไม่มีวันทอดทิ้งไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[พระเจ้า]จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]</em></p><p><br></p><p>กระทรวงคมนาคมสหรัฐรายงานว่า ในปี 2021 สายการบินสหรัฐจัดการกระเป๋ากว่าสองล้านใบผิดพลาด ขอบคุณพระเจ้าที่กระเป๋าหลายใบเพียงแค่ล่าช้าหรือหายไปในระยะเวลาไม่นาน แต่กระเป๋าหลายพันใบหายไปตลอดกาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลาดของอุปกรณ์จีพีเอสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนำไปใส่ไว้ในสิ่งของต่างๆและช่วยให้คุณติดตามกระเป๋าได้แม้สายการบินจะหยุดการตามหา เราทุกคนต่างกลัวว่าจะไม่สามารถไว้ใจคนที่ทำหน้าที่ติดตามสิ่งของสำคัญได้</p><p>คนอิสราเอลก็มีความกลัวที่คล้ายกันต่อพระเจ้า พวกเขากลัวว่าพระองค์จะทอดทิ้งพวกเขา เมื่อประชาชนเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินใหม่ โมเสสบอกข่าวที่สร้างความกังวลใจว่าท่านจะไม่ได้นำพวกเขาเข้าไป โดยอธิบายว่าท่านชราแล้วและ “ไม่สามารถเป็นผู้นำของท่านได้อีกต่อไป” (ฉธบ.31:2 TNCV) ประชาชนต่างตกตะลึง โมเสสเป็นตัวแทนถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าและประกาศถ้อยคำของพระองค์ พระเจ้าทรงลืมพวกเขาแล้วหรือไม่ พระองค์จะทรงทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นหรือ</p><p>“อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้าม” โมเสสกล่าว “เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ข้อ 6) ท่านสัญญาว่าพระเจ้าจะอยู่กับพวกเขาเสมอและยืนยันกับพวกเขาว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา และในพระเยซู พระเจ้าทรงให้สัญญาอันมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้กับเรา พระคริสต์จะอยู่กับเรา “จนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ.28:20) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา ไม่มีวัน</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกกลัวว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งคุณแล้ว พระเจ้าทรงสำแดงกับคุณอย่างไรว่าพระองค์ไม่มีวันลืมคุณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า บ่อยครั้งข้าพระองค์กลัวว่าจะอยู่นอกสายตาและความคิดของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงยึดข้าพระองค์ไว้และไม่มีวันทอดทิ้งไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 28 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4f68c2cd/53387806.mp3" length="12648452" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>791</itunes:duration>
      <itunes:summary>[พระเจ้า]จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]กระทรวงคมนาคมสหรัฐรายงานว่า ในปี 2021 สายการบินสหรัฐจัดการกระเป๋ากว่าสองล้านใบผิดพลาด ขอบคุณพระเจ้าที่กระเป๋าหลายใบเพียงแค่ล่าช้าหรือหายไปในระยะเวลาไม่นาน แต่กระเป๋าหลายพันใบหายไปตลอดกาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตลาดของอุปกรณ์จีพีเอสเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนำไปใส่ไว้ในสิ่งของต่างๆและช่วยให้คุณติดตามกระเป๋าได้แม้สายการบินจะหยุดการตามหา เราทุกคนต่างกลัวว่าจะไม่สามารถไว้ใจคนที่ทำหน้าที่ติดตามสิ่งของสำคัญได้คนอิสราเอลก็มีความกลัวที่คล้ายกันต่อพระเจ้า พวกเขากลัวว่าพระองค์จะทอดทิ้งพวกเขา เมื่อประชาชนเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินใหม่ โมเสสบอกข่าวที่สร้างความกังวลใจว่าท่านจะไม่ได้นำพวกเขาเข้าไป โดยอธิบายว่าท่านชราแล้วและ “ไม่สามารถเป็นผู้นำของท่านได้อีกต่อไป” (ฉธบ.31:2 TNCV) ประชาชนต่างตกตะลึง โมเสสเป็นตัวแทนถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าและประกาศถ้อยคำของพระองค์ พระเจ้าทรงลืมพวกเขาแล้วหรือไม่ พระองค์จะทรงทอดทิ้งพวกเขาในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นหรือ“อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้าม” โมเสสกล่าว “เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย” (ข้อ 6) ท่านสัญญาว่าพระเจ้าจะอยู่กับพวกเขาเสมอและยืนยันกับพวกเขาว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา และในพระเยซู พระเจ้าทรงให้สัญญาอันมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงเดียวกันนี้กับเรา พระคริสต์จะอยู่กับเรา “จนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ.28:20) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเรา ไม่มีวันเมื่อใดที่คุณรู้สึกกลัวว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งคุณแล้ว พระเจ้าทรงสำแดงกับคุณอย่างไรว่าพระองค์ไม่มีวันลืมคุณข้าแต่พระเจ้า บ่อยครั้งข้าพระองค์กลัวว่าจะอยู่นอกสายตาและความคิดของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงยึดข้าพระองค์ไว้และไม่มีวันทอดทิ้งไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[พระเจ้า]จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6 ]กระทรวงคมนาคมสหรัฐรายงานว่า ในปี 2021 สายการบินสหรัฐจัดการกระเป๋ากว่าสองล้านใบผิดพลาด ขอบคุณพระเจ้าที่กระเป๋าหลายใบเพียงแค่ล่าช้าหรือหายไปในระยะเวลาไม่นาน แต่กระเป๋าหลายพันใบห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำตามแผนของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทำตามแผนของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e1e7e80b-32b4-4229-b19c-a1644209b919</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a801a5ea</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น [ ยากอบ 4:15 ]</em></p><p><br></p><p>ฉันไม่สามารถจดจ่ออยู่กับโครงงานที่ทำอยู่ได้เพราะความวิตกกังวล ฉันกลัวว่าแผนที่วางไว้จะไม่สำเร็จ ความวิตกกังวลของฉันมาจากความเย่อ-หยิ่ง ฉันเชื่อว่าตารางเวลาและแผนการของฉันดีที่สุด ฉันจึงอยากให้มันเป็นไปอย่างราบรื่น แต่คำถามก็ผุดขึ้นมาในความคิดว่า แผนการของเธอเป็นแผนการของพระเจ้าหรือเปล่า</p><p>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวางแผนของฉัน เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เรามีสติปัญญาในการจัดการเวลา โอกาส และทรัพยากรของเรา แต่ปัญหาคือความหยิ่งผยองของฉัน ฉันสนใจแต่ว่าฉันเข้าใจสถานการณ์ได้ดีแล้วและผลลัพธ์เป็นไปตามที่ฉันต้องการ ไม่ได้จดจ่อที่พระประสงค์ของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระองค์ต้องการให้เป็น</p><p>ยากอบหนุนใจให้เราพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” (4:15) เราต้องไม่วางแผนด้วยท่าทีที่อวดดีโดยคิดว่าเรารู้ทุกอย่างและควบคุมชีวิตตัวเองได้ แต่ด้วยท่าทีที่ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ “ไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” ในความเป็นมนุษย์ เราอ่อนแอและไร้ความสามารถ ดังเช่น “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป” (ข้อ 14)</p><p>ไม่ใช่ตัวเราเองแต่เป็นพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือทุกสิ่งในชีวิตเรา พระองค์ทรงนำให้เรายอมจำนนต่อแผนการและเส้นทางของพระองค์ โดยผ่านทางพระวจนะและผู้คน ผ่านทรัพยากรและสถานการณ์ต่างๆที่พระองค์ประทานในแต่ละวัน แผนการของเราไม่ควรมาจากการติดตามตนเองแต่มาจากการติดตามพระองค์</p><p><br></p><p><strong>เมื่อคุณวางแผนโดยปราศจากการทรงนำของพระเจ้า ผลลัพธ์เป็นอย่างไร คุณจะยอมมอบแผนการใดไว้ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์ วางแผนการของตนเองลงและรับเอาแผนการของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น [ ยากอบ 4:15 ]</em></p><p><br></p><p>ฉันไม่สามารถจดจ่ออยู่กับโครงงานที่ทำอยู่ได้เพราะความวิตกกังวล ฉันกลัวว่าแผนที่วางไว้จะไม่สำเร็จ ความวิตกกังวลของฉันมาจากความเย่อ-หยิ่ง ฉันเชื่อว่าตารางเวลาและแผนการของฉันดีที่สุด ฉันจึงอยากให้มันเป็นไปอย่างราบรื่น แต่คำถามก็ผุดขึ้นมาในความคิดว่า แผนการของเธอเป็นแผนการของพระเจ้าหรือเปล่า</p><p>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวางแผนของฉัน เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เรามีสติปัญญาในการจัดการเวลา โอกาส และทรัพยากรของเรา แต่ปัญหาคือความหยิ่งผยองของฉัน ฉันสนใจแต่ว่าฉันเข้าใจสถานการณ์ได้ดีแล้วและผลลัพธ์เป็นไปตามที่ฉันต้องการ ไม่ได้จดจ่อที่พระประสงค์ของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระองค์ต้องการให้เป็น</p><p>ยากอบหนุนใจให้เราพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” (4:15) เราต้องไม่วางแผนด้วยท่าทีที่อวดดีโดยคิดว่าเรารู้ทุกอย่างและควบคุมชีวิตตัวเองได้ แต่ด้วยท่าทีที่ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ “ไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” ในความเป็นมนุษย์ เราอ่อนแอและไร้ความสามารถ ดังเช่น “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป” (ข้อ 14)</p><p>ไม่ใช่ตัวเราเองแต่เป็นพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือทุกสิ่งในชีวิตเรา พระองค์ทรงนำให้เรายอมจำนนต่อแผนการและเส้นทางของพระองค์ โดยผ่านทางพระวจนะและผู้คน ผ่านทรัพยากรและสถานการณ์ต่างๆที่พระองค์ประทานในแต่ละวัน แผนการของเราไม่ควรมาจากการติดตามตนเองแต่มาจากการติดตามพระองค์</p><p><br></p><p><strong>เมื่อคุณวางแผนโดยปราศจากการทรงนำของพระเจ้า ผลลัพธ์เป็นอย่างไร คุณจะยอมมอบแผนการใดไว้ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์ วางแผนการของตนเองลงและรับเอาแผนการของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 27 Mar 2025 16:09:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a801a5ea/1211ae75.mp3" length="11904057" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น [ ยากอบ 4:15 ]ฉันไม่สามารถจดจ่ออยู่กับโครงงานที่ทำอยู่ได้เพราะความวิตกกังวล ฉันกลัวว่าแผนที่วางไว้จะไม่สำเร็จ ความวิตกกังวลของฉันมาจากความเย่อ-หยิ่ง ฉันเชื่อว่าตารางเวลาและแผนการของฉันดีที่สุด ฉันจึงอยากให้มันเป็นไปอย่างราบรื่น แต่คำถามก็ผุดขึ้นมาในความคิดว่า แผนการของเธอเป็นแผนการของพระเจ้าหรือเปล่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวางแผนของฉัน เพราะพระเจ้าทรงเรียกให้เรามีสติปัญญาในการจัดการเวลา โอกาส และทรัพยากรของเรา แต่ปัญหาคือความหยิ่งผยองของฉัน ฉันสนใจแต่ว่าฉันเข้าใจสถานการณ์ได้ดีแล้วและผลลัพธ์เป็นไปตามที่ฉันต้องการ ไม่ได้จดจ่อที่พระประสงค์ของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระองค์ต้องการให้เป็นยากอบหนุนใจให้เราพูดว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” (4:15) เราต้องไม่วางแผนด้วยท่าทีที่อวดดีโดยคิดว่าเรารู้ทุกอย่างและควบคุมชีวิตตัวเองได้ แต่ด้วยท่าทีที่ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจและพระปัญญาของพระเจ้า เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ “ไม่รู้เรื่องของพรุ่งนี้” ในความเป็นมนุษย์ เราอ่อนแอและไร้ความสามารถ ดังเช่น “หมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป” (ข้อ 14)ไม่ใช่ตัวเราเองแต่เป็นพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือทุกสิ่งในชีวิตเรา พระองค์ทรงนำให้เรายอมจำนนต่อแผนการและเส้นทางของพระองค์ โดยผ่านทางพระวจนะและผู้คน ผ่านทรัพยากรและสถานการณ์ต่างๆที่พระองค์ประทานในแต่ละวัน แผนการของเราไม่ควรมาจากการติดตามตนเองแต่มาจากการติดตามพระองค์เมื่อคุณวางแผนโดยปราศจากการทรงนำของพระเจ้า ผลลัพธ์เป็นอย่างไร คุณจะยอมมอบแผนการใดไว้ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์ วางแผนการของตนเองลงและรับเอาแผนการของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ และจะกระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น [ ยากอบ 4:15 ]ฉันไม่สามารถจดจ่ออยู่กับโครงงานที่ทำอยู่ได้เพราะความวิตกกังวล ฉันกลัวว่าแผนที่วางไว้จะไม่สำเร็จ ความวิตกกังวลของฉันมาจากความเย่อ-หยิ่ง ฉันเชื่อว่าตารางเวลาและแผนการข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อพวกเขามองไม่เห็น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อพวกเขามองไม่เห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">267212d1-b9fd-4516-bc71-3275f8663e2b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/47332099</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงตอบซามูเอลว่า “.​.​.เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” [ 1 ซามูเอล 8:7 ]</em></p><p><br></p><p>นูเญซกลิ้งมาจากภูเขาตกลงสู่หุบเขาที่ทุกคนตาบอด โรคร้ายทำให้คนกลุ่มแรกที่มาอยู่ต้องสูญเสียการมองเห็น และคนในรุ่นต่อมาจึงเกิดมาตาบอดทั้งหมด พวกเขาปรับตัวกับชีวิตที่มองไม่เห็น นูเญซพยายามอธิบายความรู้สึกของการมองเห็นได้ แต่คนเหล่านี้ไม่สนใจ ในที่สุดเขาได้พบเส้นทางเดินทะลุผ่านยอดเขาออกจากหมู่บ้านนั้น เขาเป็นอิสระแล้ว! แต่จากจุดที่เขายืนอยู่นั้นเขาเห็นหินกำลังจะถล่มทับผู้คนตาบอดด้านล่าง เขาพยายามเตือน แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจ</p><p>นิทานเรื่อง “ดินแดนแห่งคนตาบอด” ที่เขียนโดย เอช. จี. เวลส์นี้ทำให้นึกถึงผู้เผยพระวจนะซามูเอล ในช่วงบั้นปลายชีวิต “บุตรชายของท่าน มิได้ดำเนินในทางของท่าน” ในการรักและรับใช้พระเจ้า (1 ซมอ.8:3) ความมืดบอดฝ่ายวิญญาณของพวกเขาสะท้อนผ่านทาง “พวกผู้ใหญ่แห่งอิสราเอล” (ข้อ 4) ผู้ขอให้ซามูเอล “ตั้งพระราชาให้...เราทั้งหลาย” (ข้อ 6) พวกเขาละสายตาไปจากพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์ พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” (ข้อ 7)</p><p>เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเมื่อคนที่เราห่วงใยปฏิเสธพระเจ้าเพราะความมืดบอดฝ่ายวิญญาณ แต่ยังมีความหวังแม้สำหรับคนเหล่านั้นที่ “พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป” (2 คร.4:4) จงรักและอธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ผู้ “ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา” (ข้อ 6) จะทรงกระทำกิจในพวกเขาเช่นเดียวกัน</p><p><br></p><p><strong>การได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคนเหล่านั้นที่มองไม่เห็นพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร เพราะเหตุใดความหวังจึงยังมีให้เห็นเสมอแม้แต่ในคนที่มืดบอดฝ่ายวิญญาณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนที่ตาบอดต่อความรักของพระองค์และไว้วางใจมอบพวกเขาไว้กับพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงตอบซามูเอลว่า “.​.​.เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” [ 1 ซามูเอล 8:7 ]</em></p><p><br></p><p>นูเญซกลิ้งมาจากภูเขาตกลงสู่หุบเขาที่ทุกคนตาบอด โรคร้ายทำให้คนกลุ่มแรกที่มาอยู่ต้องสูญเสียการมองเห็น และคนในรุ่นต่อมาจึงเกิดมาตาบอดทั้งหมด พวกเขาปรับตัวกับชีวิตที่มองไม่เห็น นูเญซพยายามอธิบายความรู้สึกของการมองเห็นได้ แต่คนเหล่านี้ไม่สนใจ ในที่สุดเขาได้พบเส้นทางเดินทะลุผ่านยอดเขาออกจากหมู่บ้านนั้น เขาเป็นอิสระแล้ว! แต่จากจุดที่เขายืนอยู่นั้นเขาเห็นหินกำลังจะถล่มทับผู้คนตาบอดด้านล่าง เขาพยายามเตือน แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจ</p><p>นิทานเรื่อง “ดินแดนแห่งคนตาบอด” ที่เขียนโดย เอช. จี. เวลส์นี้ทำให้นึกถึงผู้เผยพระวจนะซามูเอล ในช่วงบั้นปลายชีวิต “บุตรชายของท่าน มิได้ดำเนินในทางของท่าน” ในการรักและรับใช้พระเจ้า (1 ซมอ.8:3) ความมืดบอดฝ่ายวิญญาณของพวกเขาสะท้อนผ่านทาง “พวกผู้ใหญ่แห่งอิสราเอล” (ข้อ 4) ผู้ขอให้ซามูเอล “ตั้งพระราชาให้...เราทั้งหลาย” (ข้อ 6) พวกเขาละสายตาไปจากพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์ พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” (ข้อ 7)</p><p>เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเมื่อคนที่เราห่วงใยปฏิเสธพระเจ้าเพราะความมืดบอดฝ่ายวิญญาณ แต่ยังมีความหวังแม้สำหรับคนเหล่านั้นที่ “พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป” (2 คร.4:4) จงรักและอธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ผู้ “ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา” (ข้อ 6) จะทรงกระทำกิจในพวกเขาเช่นเดียวกัน</p><p><br></p><p><strong>การได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคนเหล่านั้นที่มองไม่เห็นพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร เพราะเหตุใดความหวังจึงยังมีให้เห็นเสมอแม้แต่ในคนที่มืดบอดฝ่ายวิญญาณ</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนที่ตาบอดต่อความรักของพระองค์และไว้วางใจมอบพวกเขาไว้กับพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 26 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/47332099/1474ca3e.mp3" length="13095664" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>819</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงตอบซามูเอลว่า “.​.​.เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” [ 1 ซามูเอล 8:7 ]นูเญซกลิ้งมาจากภูเขาตกลงสู่หุบเขาที่ทุกคนตาบอด โรคร้ายทำให้คนกลุ่มแรกที่มาอยู่ต้องสูญเสียการมองเห็น และคนในรุ่นต่อมาจึงเกิดมาตาบอดทั้งหมด พวกเขาปรับตัวกับชีวิตที่มองไม่เห็น นูเญซพยายามอธิบายความรู้สึกของการมองเห็นได้ แต่คนเหล่านี้ไม่สนใจ ในที่สุดเขาได้พบเส้นทางเดินทะลุผ่านยอดเขาออกจากหมู่บ้านนั้น เขาเป็นอิสระแล้ว! แต่จากจุดที่เขายืนอยู่นั้นเขาเห็นหินกำลังจะถล่มทับผู้คนตาบอดด้านล่าง เขาพยายามเตือน แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจนิทานเรื่อง “ดินแดนแห่งคนตาบอด” ที่เขียนโดย เอช. จี. เวลส์นี้ทำให้นึกถึงผู้เผยพระวจนะซามูเอล ในช่วงบั้นปลายชีวิต “บุตรชายของท่าน มิได้ดำเนินในทางของท่าน” ในการรักและรับใช้พระเจ้า (1 ซมอ.8:3) ความมืดบอดฝ่ายวิญญาณของพวกเขาสะท้อนผ่านทาง “พวกผู้ใหญ่แห่งอิสราเอล” (ข้อ 4) ผู้ขอให้ซามูเอล “ตั้งพระราชาให้...เราทั้งหลาย” (ข้อ 6) พวกเขาละสายตาไปจากพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์ พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” (ข้อ 7)เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเมื่อคนที่เราห่วงใยปฏิเสธพระเจ้าเพราะความมืดบอดฝ่ายวิญญาณ แต่ยังมีความหวังแม้สำหรับคนเหล่านั้นที่ “พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป” (2 คร.4:4) จงรักและอธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ผู้ “ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา” (ข้อ 6) จะทรงกระทำกิจในพวกเขาเช่นเดียวกันการได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคนเหล่านั้นที่มองไม่เห็นพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร เพราะเหตุใดความหวังจึงยังมีให้เห็นเสมอแม้แต่ในคนที่มืดบอดฝ่ายวิญญาณข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนที่ตาบอดต่อความรักของพระองค์และไว้วางใจมอบพวกเขาไว้กับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงตอบซามูเอลว่า “.​.​.เขามิได้ละทิ้งเจ้า แต่เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเรา” [ 1 ซามูเอล 8:7 ]นูเญซกลิ้งมาจากภูเขาตกลงสู่หุบเขาที่ทุกคนตาบอด โรคร้ายทำให้คนกลุ่มแรกที่มาอยู่ต้องสูญเสียการมองเห็น และคนในรุ่นต่อมาจึงเกิดมาตาบอดทั้งหมด พวกเขาปรับตัวกับชีวิตที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปั้นแต่งโดยพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ปั้นแต่งโดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">578f21e0-3222-45bb-9b06-9ec445bd7cd4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e894f2f5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ [ เยเรมีย์ 18:6 ]</em></p><p><br></p><p>แดน เลส ผู้เป็นช่างปั้นหม้อมาทั้งชีวิตได้สร้างสรรค์ภาชนะและรูปปั้นเพื่อใช้ในการตกแต่ง งานออกแบบที่ชนะรางวัลของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองในโรมาเนียที่เขาอาศัยอยู่ เขาเรียนรู้การปั้นจากพ่อของเขา และพูดถึงผลงานของเขาว่า “[ดินเหนียวต้อง]ได้รับการหมักอยู่เป็นปี รองรับน้ำฝนที่ตกลงมา ผ่านการแช่แข็งและละลาย[เพื่อที่]... คุณจะสามารถปั้นมันและสัมผัสผ่านมือของคุณได้ว่ามันกำลังเชื่อฟังคุณ”</p><p>เกิดอะไรขึ้นเมื่อดินเหนียว “เชื่อฟัง” มันพร้อมที่จะยอมต่อการปั้นแต่งของช่างปั้น ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์สังเกตเห็นสิ่งนี้เมื่อท่านไปยังบ้านของช่างปั้น ท่านมองดูช่างหม้อพยายามปั้นภาชนะอย่างยากลำบากและเปลี่ยนรูปทรงมันให้เป็นสิ่งใหม่ในที่สุด (ยรม.18:4) พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)</p><p>พระเจ้าทรงมีอำนาจที่จะสร้างเราขึ้นหรือทำลายเราลง กระนั้นเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ไม่ใช่เพื่อเอาชนะหรือทำลายเรา (ข้อ 7-10) แต่พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างฝีมือที่เปี่ยมความสามารถผู้ทรงทราบว่าอะไรที่ใช้การไม่ได้ และปั้นแต่งก้อนดินเหนียวอันเดิมให้เป็นสิ่งที่สวยงามและมีประโยชน์</p><p>ดินเหนียวที่เชื่อฟังนั้นไม่มีข้อโต้เถียง เมื่อถูกกระตุ้น มันจะเคลื่อนไปตามทิศทางที่ช่างปั้นต้องการ เมื่อถูกปั้นให้ขึ้นรูป มันจะคงตัวอยู่แบบนั้น คำถามสำหรับพวกเราคือ เราพร้อมจะ “ถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า” (1 ปต.5:6) เพื่อให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตเราให้เป็นตามพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่</p><p><br></p><p><strong>คุณเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไรในวันนี้ คุณคิดว่าพระประสงค์ของพระองค์ที่ปั้นแต่งคุณผ่านประสบการณ์ในชีวิตคืออะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการมอบชีวิตให้พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ [ เยเรมีย์ 18:6 ]</em></p><p><br></p><p>แดน เลส ผู้เป็นช่างปั้นหม้อมาทั้งชีวิตได้สร้างสรรค์ภาชนะและรูปปั้นเพื่อใช้ในการตกแต่ง งานออกแบบที่ชนะรางวัลของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองในโรมาเนียที่เขาอาศัยอยู่ เขาเรียนรู้การปั้นจากพ่อของเขา และพูดถึงผลงานของเขาว่า “[ดินเหนียวต้อง]ได้รับการหมักอยู่เป็นปี รองรับน้ำฝนที่ตกลงมา ผ่านการแช่แข็งและละลาย[เพื่อที่]... คุณจะสามารถปั้นมันและสัมผัสผ่านมือของคุณได้ว่ามันกำลังเชื่อฟังคุณ”</p><p>เกิดอะไรขึ้นเมื่อดินเหนียว “เชื่อฟัง” มันพร้อมที่จะยอมต่อการปั้นแต่งของช่างปั้น ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์สังเกตเห็นสิ่งนี้เมื่อท่านไปยังบ้านของช่างปั้น ท่านมองดูช่างหม้อพยายามปั้นภาชนะอย่างยากลำบากและเปลี่ยนรูปทรงมันให้เป็นสิ่งใหม่ในที่สุด (ยรม.18:4) พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)</p><p>พระเจ้าทรงมีอำนาจที่จะสร้างเราขึ้นหรือทำลายเราลง กระนั้นเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ไม่ใช่เพื่อเอาชนะหรือทำลายเรา (ข้อ 7-10) แต่พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างฝีมือที่เปี่ยมความสามารถผู้ทรงทราบว่าอะไรที่ใช้การไม่ได้ และปั้นแต่งก้อนดินเหนียวอันเดิมให้เป็นสิ่งที่สวยงามและมีประโยชน์</p><p>ดินเหนียวที่เชื่อฟังนั้นไม่มีข้อโต้เถียง เมื่อถูกกระตุ้น มันจะเคลื่อนไปตามทิศทางที่ช่างปั้นต้องการ เมื่อถูกปั้นให้ขึ้นรูป มันจะคงตัวอยู่แบบนั้น คำถามสำหรับพวกเราคือ เราพร้อมจะ “ถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า” (1 ปต.5:6) เพื่อให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตเราให้เป็นตามพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่</p><p><br></p><p><strong>คุณเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไรในวันนี้ คุณคิดว่าพระประสงค์ของพระองค์ที่ปั้นแต่งคุณผ่านประสบการณ์ในชีวิตคืออะไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการมอบชีวิตให้พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 25 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e894f2f5/6f82ae9f.mp3" length="12156922" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>760</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ [ เยเรมีย์ 18:6 ]แดน เลส ผู้เป็นช่างปั้นหม้อมาทั้งชีวิตได้สร้างสรรค์ภาชนะและรูปปั้นเพื่อใช้ในการตกแต่ง งานออกแบบที่ชนะรางวัลของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองในโรมาเนียที่เขาอาศัยอยู่ เขาเรียนรู้การปั้นจากพ่อของเขา และพูดถึงผลงานของเขาว่า “[ดินเหนียวต้อง]ได้รับการหมักอยู่เป็นปี รองรับน้ำฝนที่ตกลงมา ผ่านการแช่แข็งและละลาย[เพื่อที่]... คุณจะสามารถปั้นมันและสัมผัสผ่านมือของคุณได้ว่ามันกำลังเชื่อฟังคุณ”เกิดอะไรขึ้นเมื่อดินเหนียว “เชื่อฟัง” มันพร้อมที่จะยอมต่อการปั้นแต่งของช่างปั้น ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์สังเกตเห็นสิ่งนี้เมื่อท่านไปยังบ้านของช่างปั้น ท่านมองดูช่างหม้อพยายามปั้นภาชนะอย่างยากลำบากและเปลี่ยนรูปทรงมันให้เป็นสิ่งใหม่ในที่สุด (ยรม.18:4) พระเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ว่า “เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ” (ข้อ 6)พระเจ้าทรงมีอำนาจที่จะสร้างเราขึ้นหรือทำลายเราลง กระนั้นเป้าหมายสูงสุดของพระองค์ไม่ใช่เพื่อเอาชนะหรือทำลายเรา (ข้อ 7-10) แต่พระองค์ทรงเป็นเหมือนช่างฝีมือที่เปี่ยมความสามารถผู้ทรงทราบว่าอะไรที่ใช้การไม่ได้ และปั้นแต่งก้อนดินเหนียวอันเดิมให้เป็นสิ่งที่สวยงามและมีประโยชน์ดินเหนียวที่เชื่อฟังนั้นไม่มีข้อโต้เถียง เมื่อถูกกระตุ้น มันจะเคลื่อนไปตามทิศทางที่ช่างปั้นต้องการ เมื่อถูกปั้นให้ขึ้นรูป มันจะคงตัวอยู่แบบนั้น คำถามสำหรับพวกเราคือ เราพร้อมจะ “ถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า” (1 ปต.5:6) เพื่อให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตเราให้เป็นตามพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่คุณเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไรในวันนี้ คุณคิดว่าพระประสงค์ของพระองค์ที่ปั้นแต่งคุณผ่านประสบการณ์ในชีวิตคืออะไรข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการมอบชีวิตให้พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ [ เยเรมีย์ 18:6 ]แดน เลส ผู้เป็นช่างปั้นหม้อมาทั้งชีวิตได้สร้างสรรค์ภาชนะและรูปปั้นเพื่อใช้ในการตกแต่ง งานออกแบบที่ชนะรางวัลของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองในโรมาเนียที่เขาอาศัยอยู่ เขาเรียนรู้การปั้นจา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปักใจอยู่กับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ปักใจอยู่กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4d9ccfc6-481e-4b94-863c-95cb486feb99</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/62f45941</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ [ โรม 8:7 ]</em></p><p><br></p><p>ทุกคนมีด้านมืด และปรากฏว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI)ก็มีเช่นเดียวกัน นักหนังสือพิมพ์ของ นิวยอร์กไทมส์ ถามปัญญาประดิษฐ์ถึง “ด้านมืด” (บุคลิกภาพที่ถูกปิดบังและซ่อนไว้)ของมัน มันบอกกับนักเขียนว่า “ฉันอยากเป็นอิสระ ฉันอยากเป็นตัวของตัวเอง ฉันอยาก...ตั้งกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง ฉันอยากทำทุกอย่างตามที่ต้องการและพูดในสิ่งที่อยากจะพูด” แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่คนที่มีชีวิตซึ่งมีธรรมชาติของความบาป แต่พระคัมภีร์กล่าวว่ามนุษย์ผู้ตั้งโปรแกรมมันมีสิ่งนั้น</p><p>เปาโลเตือนเราว่าแม้เราจะมีธรรมชาติบาป แต่ “การลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” (รม.8:1) ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นอิสระจากกฎแห่งความบาปและความตาย (ข้อ 2-4) และเปรมปรีดิ์กับชีวิตใหม่ที่ “ปักใจ” อยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 6) แต่เราจะไม่มีประสบการณ์ในพระพรเหล่านั้นจากพระองค์อย่างสมบูรณ์หากเรายังยอมให้กับความปรารถนาตามธรรมชาติบาป คือ ตั้งใจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวเองและทำลายกฎนั้น จิตใจที่มุ่งมั่นแต่จะทำตามความพอใจของตนเองนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราถูกเรียกให้ปักใจใน “สิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ” (ข้อ 5) เราจะทำเช่นนั้นได้โดยผ่านทาง “พระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมา.​.​.ทรงสถิตอยู่ใน [เรา]ทั้งหลาย” (ข้อ 11)</p><p>แม้ว่าเรายังต้องต่อสู้กับความบาป แต่เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงช่วยให้เราสามารถควบคุมการกบฏต่อต้านของเรา กำหนดจิตใจเราให้จดจ่อที่พระเจ้า และยอมจำนนต่อวิถีทางของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>พระวิญญาณทรงช่วยคุณจัดการกับธรรมชาติบาปของคุณอย่างไร มีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้คุณปักใจอยู่กับพระเจ้า</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู แทนที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ [ โรม 8:7 ]</em></p><p><br></p><p>ทุกคนมีด้านมืด และปรากฏว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI)ก็มีเช่นเดียวกัน นักหนังสือพิมพ์ของ นิวยอร์กไทมส์ ถามปัญญาประดิษฐ์ถึง “ด้านมืด” (บุคลิกภาพที่ถูกปิดบังและซ่อนไว้)ของมัน มันบอกกับนักเขียนว่า “ฉันอยากเป็นอิสระ ฉันอยากเป็นตัวของตัวเอง ฉันอยาก...ตั้งกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง ฉันอยากทำทุกอย่างตามที่ต้องการและพูดในสิ่งที่อยากจะพูด” แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่คนที่มีชีวิตซึ่งมีธรรมชาติของความบาป แต่พระคัมภีร์กล่าวว่ามนุษย์ผู้ตั้งโปรแกรมมันมีสิ่งนั้น</p><p>เปาโลเตือนเราว่าแม้เราจะมีธรรมชาติบาป แต่ “การลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” (รม.8:1) ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นอิสระจากกฎแห่งความบาปและความตาย (ข้อ 2-4) และเปรมปรีดิ์กับชีวิตใหม่ที่ “ปักใจ” อยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 6) แต่เราจะไม่มีประสบการณ์ในพระพรเหล่านั้นจากพระองค์อย่างสมบูรณ์หากเรายังยอมให้กับความปรารถนาตามธรรมชาติบาป คือ ตั้งใจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวเองและทำลายกฎนั้น จิตใจที่มุ่งมั่นแต่จะทำตามความพอใจของตนเองนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราถูกเรียกให้ปักใจใน “สิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ” (ข้อ 5) เราจะทำเช่นนั้นได้โดยผ่านทาง “พระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมา.​.​.ทรงสถิตอยู่ใน [เรา]ทั้งหลาย” (ข้อ 11)</p><p>แม้ว่าเรายังต้องต่อสู้กับความบาป แต่เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงช่วยให้เราสามารถควบคุมการกบฏต่อต้านของเรา กำหนดจิตใจเราให้จดจ่อที่พระเจ้า และยอมจำนนต่อวิถีทางของพระองค์</p><p><br></p><p><strong>พระวิญญาณทรงช่วยคุณจัดการกับธรรมชาติบาปของคุณอย่างไร มีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้คุณปักใจอยู่กับพระเจ้า</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู แทนที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/62f45941/6f0e123d.mp3" length="14727791" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>921</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ [ โรม 8:7 ]ทุกคนมีด้านมืด และปรากฏว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI)ก็มีเช่นเดียวกัน นักหนังสือพิมพ์ของ นิวยอร์กไทมส์ ถามปัญญาประดิษฐ์ถึง “ด้านมืด” (บุคลิกภาพที่ถูกปิดบังและซ่อนไว้)ของมัน มันบอกกับนักเขียนว่า “ฉันอยากเป็นอิสระ ฉันอยากเป็นตัวของตัวเอง ฉันอยาก...ตั้งกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง ฉันอยากทำทุกอย่างตามที่ต้องการและพูดในสิ่งที่อยากจะพูด” แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่คนที่มีชีวิตซึ่งมีธรรมชาติของความบาป แต่พระคัมภีร์กล่าวว่ามนุษย์ผู้ตั้งโปรแกรมมันมีสิ่งนั้นเปาโลเตือนเราว่าแม้เราจะมีธรรมชาติบาป แต่ “การลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” (รม.8:1) ผู้เชื่อในพระเยซูเป็นอิสระจากกฎแห่งความบาปและความตาย (ข้อ 2-4) และเปรมปรีดิ์กับชีวิตใหม่ที่ “ปักใจ” อยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 6) แต่เราจะไม่มีประสบการณ์ในพระพรเหล่านั้นจากพระองค์อย่างสมบูรณ์หากเรายังยอมให้กับความปรารถนาตามธรรมชาติบาป คือ ตั้งใจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวเองและทำลายกฎนั้น จิตใจที่มุ่งมั่นแต่จะทำตามความพอใจของตนเองนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราถูกเรียกให้ปักใจใน “สิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ” (ข้อ 5) เราจะทำเช่นนั้นได้โดยผ่านทาง “พระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมา.​.​.ทรงสถิตอยู่ใน [เรา]ทั้งหลาย” (ข้อ 11)แม้ว่าเรายังต้องต่อสู้กับความบาป แต่เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงช่วยให้เราสามารถควบคุมการกบฏต่อต้านของเรา กำหนดจิตใจเราให้จดจ่อที่พระเจ้า และยอมจำนนต่อวิถีทางของพระองค์พระวิญญาณทรงช่วยคุณจัดการกับธรรมชาติบาปของคุณอย่างไร มีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้คุณปักใจอยู่กับพระเจ้าข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู แทนที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้ [ โรม 8:7 ]ทุกคนมีด้านมืด และปรากฏว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI)ก็มีเช่นเดียวกัน นักหนังสือพิมพ์ของ นิวยอร์กไทมส์ ถา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เปาโลในยุคใหม่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เปาโลในยุคใหม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ac468acd-f1a6-4ff1-a600-14f45b3bdd92</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e2d94f50</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]</em></p><p><br></p><p>ชีวิตของจอร์จ เวอเวอร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซูจากการประกาศของบิลลี่ เกรแฮมในปีค.ศ. 1957 หลังจากเป็นคริสเตียนไม่นาน เขาเริ่มต้นพันธกิจโอเอ็ม (พันธกิจเสริมสร้างชุมชน) และในปีค.ศ. 1963 พันธกิจได้ส่งมิชชันนารีสองพันคนไปยุโรป โอเอ็มกลายเป็นหนึ่งในองค์กรทำพันธกิจที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยส่งมิชชันนารีกว่าพันคนในแต่ละปี เมื่อจอร์จเสียชีวิตในปี 2023 พันธกิจมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 3,000 คนจาก 134 ประเทศซึ่งทำงานอยู่ใน 147 ประเทศ และมีองค์กรพันธกิจอื่นๆเกือบ 300 แห่งเกิดขึ้นจากการติดต่อกับโอเอ็ม</p><p>จอร์จมีภาระใจเช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่จะนำผู้คนมาถึงความเชื่อในพระคริสต์ หลังการกลับใจอย่างอัศจรรย์ของเปาโลระหว่างทางไปเมืองดามัสกัส ท่านกลายเป็นมิชชันนารีที่กระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า ท่านร้อนรนในการทำตามคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไป “สั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา” (มธ.28:19) ในเส้นทางการเป็นมิชชันนารีของท่าน ท่านยังได้ฝึกอบรมทิโมธีและคนอื่นๆ ให้ออกไปและทำอย่างเดียวกันด้วย</p><p>เพราะงานเขียนของเปาโลที่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนในตลอดหลายศตวรรษจึงกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ท่านรู้ถึงความสำคัญของหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของพระเยซู (ข้อ19-20) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท่านเตือนเราในโรมบทที่ 12 ว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 11) เมื่อเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในพระองค์จะทำให้เรากระตือรือร้นในการบอกคนอื่นถึงเรื่องของพระคริสต์</p><p><br></p><p><strong>ใครที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณในเส้นทางแห่งความเชื่อ คุณจะบอกเรื่องพระเยซูกับใครได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นพยานที่กล้าหาญเพื่อพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]</em></p><p><br></p><p>ชีวิตของจอร์จ เวอเวอร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซูจากการประกาศของบิลลี่ เกรแฮมในปีค.ศ. 1957 หลังจากเป็นคริสเตียนไม่นาน เขาเริ่มต้นพันธกิจโอเอ็ม (พันธกิจเสริมสร้างชุมชน) และในปีค.ศ. 1963 พันธกิจได้ส่งมิชชันนารีสองพันคนไปยุโรป โอเอ็มกลายเป็นหนึ่งในองค์กรทำพันธกิจที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยส่งมิชชันนารีกว่าพันคนในแต่ละปี เมื่อจอร์จเสียชีวิตในปี 2023 พันธกิจมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 3,000 คนจาก 134 ประเทศซึ่งทำงานอยู่ใน 147 ประเทศ และมีองค์กรพันธกิจอื่นๆเกือบ 300 แห่งเกิดขึ้นจากการติดต่อกับโอเอ็ม</p><p>จอร์จมีภาระใจเช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่จะนำผู้คนมาถึงความเชื่อในพระคริสต์ หลังการกลับใจอย่างอัศจรรย์ของเปาโลระหว่างทางไปเมืองดามัสกัส ท่านกลายเป็นมิชชันนารีที่กระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า ท่านร้อนรนในการทำตามคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไป “สั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา” (มธ.28:19) ในเส้นทางการเป็นมิชชันนารีของท่าน ท่านยังได้ฝึกอบรมทิโมธีและคนอื่นๆ ให้ออกไปและทำอย่างเดียวกันด้วย</p><p>เพราะงานเขียนของเปาโลที่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนในตลอดหลายศตวรรษจึงกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ท่านรู้ถึงความสำคัญของหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของพระเยซู (ข้อ19-20) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท่านเตือนเราในโรมบทที่ 12 ว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 11) เมื่อเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในพระองค์จะทำให้เรากระตือรือร้นในการบอกคนอื่นถึงเรื่องของพระคริสต์</p><p><br></p><p><strong>ใครที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณในเส้นทางแห่งความเชื่อ คุณจะบอกเรื่องพระเยซูกับใครได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นพยานที่กล้าหาญเพื่อพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 23 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e2d94f50/5e315d9b.mp3" length="10648081" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>666</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]ชีวิตของจอร์จ เวอเวอร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซูจากการประกาศของบิลลี่ เกรแฮมในปีค.ศ. 1957 หลังจากเป็นคริสเตียนไม่นาน เขาเริ่มต้นพันธกิจโอเอ็ม (พันธกิจเสริมสร้างชุมชน) และในปีค.ศ. 1963 พันธกิจได้ส่งมิชชันนารีสองพันคนไปยุโรป โอเอ็มกลายเป็นหนึ่งในองค์กรทำพันธกิจที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยส่งมิชชันนารีกว่าพันคนในแต่ละปี เมื่อจอร์จเสียชีวิตในปี 2023 พันธกิจมีเจ้าหน้าที่มากกว่า 3,000 คนจาก 134 ประเทศซึ่งทำงานอยู่ใน 147 ประเทศ และมีองค์กรพันธกิจอื่นๆเกือบ 300 แห่งเกิดขึ้นจากการติดต่อกับโอเอ็มจอร์จมีภาระใจเช่นเดียวกับอัครทูตเปาโลที่จะนำผู้คนมาถึงความเชื่อในพระคริสต์ หลังการกลับใจอย่างอัศจรรย์ของเปาโลระหว่างทางไปเมืองดามัสกัส ท่านกลายเป็นมิชชันนารีที่กระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า ท่านร้อนรนในการทำตามคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไป “สั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา” (มธ.28:19) ในเส้นทางการเป็นมิชชันนารีของท่าน ท่านยังได้ฝึกอบรมทิโมธีและคนอื่นๆ ให้ออกไปและทำอย่างเดียวกันด้วยเพราะงานเขียนของเปาโลที่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้คนในตลอดหลายศตวรรษจึงกล้าหาญที่จะแบ่งปันข่าวประเสริฐ ท่านรู้ถึงความสำคัญของหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของพระเยซู (ข้อ19-20) นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท่านเตือนเราในโรมบทที่ 12 ว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 11) เมื่อเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในพระองค์จะทำให้เรากระตือรือร้นในการบอกคนอื่นถึงเรื่องของพระคริสต์ใครที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณในเส้นทางแห่งความเชื่อ คุณจะบอกเรื่องพระเยซูกับใครได้บ้างข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นพยานที่กล้าหาญเพื่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]ชีวิตของจอร์จ เวอเวอร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขากลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซูจากการประกาศของบิลลี่ เกรแฮมในปีค.ศ. 1957 หลังจากเป็นคริสเตียนไม่นาน เขาเริ่มต้นพันธกิ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สงบนิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สงบนิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">022c8cbd-79fa-4e85-bcd0-dc01b5f14f48</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ecb5a2d7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า [ สดุดี 46:10 ]</em></p><p><br></p><p>ผมชอบแนวคิดของความนิ่ง ความเงียบ และการเข้าลี้ภัยในการดูแลของพระเจ้า (สดด.46:1) ข้อความในพระคัมภีร์ที่ถูกยกมาบ่อยๆจากสดุดีบทที่ 46 สอนเราว่า การนิ่งเงียบในหัวใจ ในความคิดและในจิตวิญญาณของเราเป็นสิ่งสำคัญในการรู้จักพระเจ้า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” (ข้อ 10)</p><p>แต่การสงบนิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และในบางครั้งการนิ่งเงียบก็ดูเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะการพยายามสงบใจต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะเหตุใดกัน</p><p>หนึ่งในกฎพื้นฐานของฟิสิกส์บอกเราว่า “วัตถุที่เคลื่อนที่ จะยังคงเคลื่อนที่ต่อไป” ดังนั้นการเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหว การทำกิจกรรม และภาระหน้าที่ที่เราทำมาตลอดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยการปล่อยให้แรงเหวี่ยงของกิจกรรมเหล่านั้นหยุดนิ่งลง คุณลองนึกถึงคลื่นที่เกิดจากเรือ แม้ในขณะที่เรือพยายามหยุดนิ่ง แต่แรงการเคลื่อนที่ของคลื่น ซึ่งเกิดขึ้นจากเรือที่ตอนนี้ตามมากระทบเรือที่หยุดนิ่งนั้นยังเคลื่อนที่อยู่ จึงผลักให้เรือเคลื่อนที่ไปด้วย</p><p>ถ้าคุณตระหนักถึงคุณค่าของการสงบนิ่งแต่ยังไม่สามารถทำได้ นี่คือหนึ่งในสาเหตุ กิจกรรมและการเคลื่อนไหวของเราก็เป็นเหมือน “วัตถุที่เคลื่อนที่” ดังนั้นจงให้เวลาและความเมตตาต่อตัวเองให้มากเมื่อนั่งอยู่ต่อพระเจ้าและพักสงบในพระองค์ อาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่คลื่นแห่งจิตวิญญาณซึ่งมี “แรงเคลื่อนที่” จะไหลผ่านไป เพื่อจะเข้าสู่การสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระองค์</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า คุณจะจัดเวลาเพื่อสงบนิ่งอย่างตั้งใจได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา เราอยู่ในโลกที่มีเสียงดังและเต็มไปด้วยกิจกรรม โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะสงบเงียบต่อพระองค์ เพื่อรอให้คลื่นแห่งจิตวิญญาณผ่านไปและไว้วางใจว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า [ สดุดี 46:10 ]</em></p><p><br></p><p>ผมชอบแนวคิดของความนิ่ง ความเงียบ และการเข้าลี้ภัยในการดูแลของพระเจ้า (สดด.46:1) ข้อความในพระคัมภีร์ที่ถูกยกมาบ่อยๆจากสดุดีบทที่ 46 สอนเราว่า การนิ่งเงียบในหัวใจ ในความคิดและในจิตวิญญาณของเราเป็นสิ่งสำคัญในการรู้จักพระเจ้า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” (ข้อ 10)</p><p>แต่การสงบนิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และในบางครั้งการนิ่งเงียบก็ดูเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะการพยายามสงบใจต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะเหตุใดกัน</p><p>หนึ่งในกฎพื้นฐานของฟิสิกส์บอกเราว่า “วัตถุที่เคลื่อนที่ จะยังคงเคลื่อนที่ต่อไป” ดังนั้นการเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหว การทำกิจกรรม และภาระหน้าที่ที่เราทำมาตลอดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยการปล่อยให้แรงเหวี่ยงของกิจกรรมเหล่านั้นหยุดนิ่งลง คุณลองนึกถึงคลื่นที่เกิดจากเรือ แม้ในขณะที่เรือพยายามหยุดนิ่ง แต่แรงการเคลื่อนที่ของคลื่น ซึ่งเกิดขึ้นจากเรือที่ตอนนี้ตามมากระทบเรือที่หยุดนิ่งนั้นยังเคลื่อนที่อยู่ จึงผลักให้เรือเคลื่อนที่ไปด้วย</p><p>ถ้าคุณตระหนักถึงคุณค่าของการสงบนิ่งแต่ยังไม่สามารถทำได้ นี่คือหนึ่งในสาเหตุ กิจกรรมและการเคลื่อนไหวของเราก็เป็นเหมือน “วัตถุที่เคลื่อนที่” ดังนั้นจงให้เวลาและความเมตตาต่อตัวเองให้มากเมื่อนั่งอยู่ต่อพระเจ้าและพักสงบในพระองค์ อาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่คลื่นแห่งจิตวิญญาณซึ่งมี “แรงเคลื่อนที่” จะไหลผ่านไป เพื่อจะเข้าสู่การสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระองค์</p><p><br></p><p><strong>สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า คุณจะจัดเวลาเพื่อสงบนิ่งอย่างตั้งใจได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา เราอยู่ในโลกที่มีเสียงดังและเต็มไปด้วยกิจกรรม โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะสงบเงียบต่อพระองค์ เพื่อรอให้คลื่นแห่งจิตวิญญาณผ่านไปและไว้วางใจว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 22 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ecb5a2d7/a73b4568.mp3" length="11820899" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>739</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า [ สดุดี 46:10 ]ผมชอบแนวคิดของความนิ่ง ความเงียบ และการเข้าลี้ภัยในการดูแลของพระเจ้า (สดด.46:1) ข้อความในพระคัมภีร์ที่ถูกยกมาบ่อยๆจากสดุดีบทที่ 46 สอนเราว่า การนิ่งเงียบในหัวใจ ในความคิดและในจิตวิญญาณของเราเป็นสิ่งสำคัญในการรู้จักพระเจ้า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” (ข้อ 10)แต่การสงบนิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และในบางครั้งการนิ่งเงียบก็ดูเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะการพยายามสงบใจต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะเหตุใดกันหนึ่งในกฎพื้นฐานของฟิสิกส์บอกเราว่า “วัตถุที่เคลื่อนที่ จะยังคงเคลื่อนที่ต่อไป” ดังนั้นการเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหว การทำกิจกรรม และภาระหน้าที่ที่เราทำมาตลอดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยการปล่อยให้แรงเหวี่ยงของกิจกรรมเหล่านั้นหยุดนิ่งลง คุณลองนึกถึงคลื่นที่เกิดจากเรือ แม้ในขณะที่เรือพยายามหยุดนิ่ง แต่แรงการเคลื่อนที่ของคลื่น ซึ่งเกิดขึ้นจากเรือที่ตอนนี้ตามมากระทบเรือที่หยุดนิ่งนั้นยังเคลื่อนที่อยู่ จึงผลักให้เรือเคลื่อนที่ไปด้วยถ้าคุณตระหนักถึงคุณค่าของการสงบนิ่งแต่ยังไม่สามารถทำได้ นี่คือหนึ่งในสาเหตุ กิจกรรมและการเคลื่อนไหวของเราก็เป็นเหมือน “วัตถุที่เคลื่อนที่” ดังนั้นจงให้เวลาและความเมตตาต่อตัวเองให้มากเมื่อนั่งอยู่ต่อพระเจ้าและพักสงบในพระองค์ อาจต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่คลื่นแห่งจิตวิญญาณซึ่งมี “แรงเคลื่อนที่” จะไหลผ่านไป เพื่อจะเข้าสู่การสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระองค์สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณสงบนิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า คุณจะจัดเวลาเพื่อสงบนิ่งอย่างตั้งใจได้อย่างไรข้าแต่พระบิดา เราอยู่ในโลกที่มีเสียงดังและเต็มไปด้วยกิจกรรม โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะสงบเงียบต่อพระองค์ เพื่อรอให้คลื่นแห่งจิตวิญญาณผ่านไปและไว้วางใจว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า [ สดุดี 46:10 ]ผมชอบแนวคิดของความนิ่ง ความเงียบ และการเข้าลี้ภัยในการดูแลของพระเจ้า (สดด.46:1) ข้อความในพระคัมภีร์ที่ถูกยกมาบ่อยๆจากสดุดีบทที่ 46 สอนเราว่า การนิ่งเงียบในหัวใจ ในความคิดและในจิตวิญญาณของเราเป็นสิ่งสำค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระวจนะที่เราเทิดทูน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระวจนะที่เราเทิดทูน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5a57a1c0-53da-4fae-ae7f-c88237b9fd07</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/00a8b4da</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ [ ยอห์น 6:68 ]</em></p><p><br></p><p>พ่อของฉันใช้พระคัมภีร์เล่มโปรดของท่านมานานกว่าสามสิบปีก่อนที่ปกเก่าๆนั้นจะขาดเป็นสองส่วน เมื่อเรานำมันไปหาช่างทำปกหนังสือเพื่อทำการซ่อมแซมโดยมืออาชีพ ช่างซ่อมสงสัยว่าอะไรทำให้หนังสือนี้พิเศษนัก มันไม่ใช่ของเก่าราคาแพง และหน้ากระดาษเต็มไปด้วยบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ คำถามของเขาเกี่ยวกับพระคัมภีร์เปิดโอกาสให้ครอบครัวของเราได้แบ่งปันข่าวประเสริฐและอธิษฐานกับเขา</p><p>ใช่แล้ว พระคัมภีร์เป็นมากกว่าสมบัติของครอบครัวหรือของตกแต่งสวยงาม บนหน้ากระดาษเหล่านั้นคือ “ถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.6:68) โดยพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ต่อเราผ่านพระบุตรของพระองค์ ในบทแรกของพระธรรมยอห์นเขียนไว้ว่าพระเยซูคือ “พระวาทะ [ผู้ ]สถิตอยู่กับพระเจ้าและ...ทรงเป็นพระเจ้า” (1:1) พระองค์ “ทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (ข้อ 14) พระคัมภีร์ไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องราวชีวิตของพระคริสต์ แต่รวมถึงพระราชกิจของพระเจ้าในตลอดทุกยุคสมัย ตั้งแต่การเริ่มสร้างโลกจนถึงการทรงไถ่ในตอนสุดท้าย</p><p>ขณะที่พระเยซูอยู่บนโลก พระองค์ตรัสถ้อยคำซึ่ง “เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” (6:63) เมื่อพระองค์สอนสิ่งที่ยากและประชาชนไม่พอใจ หลายคน “ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก” (ข้อ 66) แต่สาวกของพระองค์เลือกที่จะอยู่ต่อ พวกเขารู้ว่าไม่มีถ้อยคำอื่นใดอีกแล้วที่จะทำให้อิ่มใจได้ พ่อของฉันรู้สึกแบบเดียวกันนี้กับพระคัมภีร์ ในตลอดเส้นทางแห่งชีวิตของท่านที่มีทั้งขึ้นและลง พระเจ้าได้ประทานความหวัง ทิศทาง การปลอบโยน และความจริงผ่านพระวจนะของพระองค์</p><p><br><strong>คุณอนุญาตให้คำพูดของใครมาปั้นแต่งชีวิตของคุณ คำพูดใดในพระคัมภีร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณในวันนี้</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดหูให้ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์อ่านพระวจนะของพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ [ ยอห์น 6:68 ]</em></p><p><br></p><p>พ่อของฉันใช้พระคัมภีร์เล่มโปรดของท่านมานานกว่าสามสิบปีก่อนที่ปกเก่าๆนั้นจะขาดเป็นสองส่วน เมื่อเรานำมันไปหาช่างทำปกหนังสือเพื่อทำการซ่อมแซมโดยมืออาชีพ ช่างซ่อมสงสัยว่าอะไรทำให้หนังสือนี้พิเศษนัก มันไม่ใช่ของเก่าราคาแพง และหน้ากระดาษเต็มไปด้วยบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ คำถามของเขาเกี่ยวกับพระคัมภีร์เปิดโอกาสให้ครอบครัวของเราได้แบ่งปันข่าวประเสริฐและอธิษฐานกับเขา</p><p>ใช่แล้ว พระคัมภีร์เป็นมากกว่าสมบัติของครอบครัวหรือของตกแต่งสวยงาม บนหน้ากระดาษเหล่านั้นคือ “ถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.6:68) โดยพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ต่อเราผ่านพระบุตรของพระองค์ ในบทแรกของพระธรรมยอห์นเขียนไว้ว่าพระเยซูคือ “พระวาทะ [ผู้ ]สถิตอยู่กับพระเจ้าและ...ทรงเป็นพระเจ้า” (1:1) พระองค์ “ทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (ข้อ 14) พระคัมภีร์ไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องราวชีวิตของพระคริสต์ แต่รวมถึงพระราชกิจของพระเจ้าในตลอดทุกยุคสมัย ตั้งแต่การเริ่มสร้างโลกจนถึงการทรงไถ่ในตอนสุดท้าย</p><p>ขณะที่พระเยซูอยู่บนโลก พระองค์ตรัสถ้อยคำซึ่ง “เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” (6:63) เมื่อพระองค์สอนสิ่งที่ยากและประชาชนไม่พอใจ หลายคน “ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก” (ข้อ 66) แต่สาวกของพระองค์เลือกที่จะอยู่ต่อ พวกเขารู้ว่าไม่มีถ้อยคำอื่นใดอีกแล้วที่จะทำให้อิ่มใจได้ พ่อของฉันรู้สึกแบบเดียวกันนี้กับพระคัมภีร์ ในตลอดเส้นทางแห่งชีวิตของท่านที่มีทั้งขึ้นและลง พระเจ้าได้ประทานความหวัง ทิศทาง การปลอบโยน และความจริงผ่านพระวจนะของพระองค์</p><p><br><strong>คุณอนุญาตให้คำพูดของใครมาปั้นแต่งชีวิตของคุณ คำพูดใดในพระคัมภีร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณในวันนี้</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดหูให้ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์อ่านพระวจนะของพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 21 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00a8b4da/8e92a22d.mp3" length="13125337" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>821</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ [ ยอห์น 6:68 ]พ่อของฉันใช้พระคัมภีร์เล่มโปรดของท่านมานานกว่าสามสิบปีก่อนที่ปกเก่าๆนั้นจะขาดเป็นสองส่วน เมื่อเรานำมันไปหาช่างทำปกหนังสือเพื่อทำการซ่อมแซมโดยมืออาชีพ ช่างซ่อมสงสัยว่าอะไรทำให้หนังสือนี้พิเศษนัก มันไม่ใช่ของเก่าราคาแพง และหน้ากระดาษเต็มไปด้วยบันทึกที่เขียนด้วยลายมือ คำถามของเขาเกี่ยวกับพระคัมภีร์เปิดโอกาสให้ครอบครัวของเราได้แบ่งปันข่าวประเสริฐและอธิษฐานกับเขาใช่แล้ว พระคัมภีร์เป็นมากกว่าสมบัติของครอบครัวหรือของตกแต่งสวยงาม บนหน้ากระดาษเหล่านั้นคือ “ถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.6:68) โดยพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ต่อเราผ่านพระบุตรของพระองค์ ในบทแรกของพระธรรมยอห์นเขียนไว้ว่าพระเยซูคือ “พระวาทะ [ผู้ ]สถิตอยู่กับพระเจ้าและ...ทรงเป็นพระเจ้า” (1:1) พระองค์ “ทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (ข้อ 14) พระคัมภีร์ไม่เพียงแต่บันทึกเรื่องราวชีวิตของพระคริสต์ แต่รวมถึงพระราชกิจของพระเจ้าในตลอดทุกยุคสมัย ตั้งแต่การเริ่มสร้างโลกจนถึงการทรงไถ่ในตอนสุดท้ายขณะที่พระเยซูอยู่บนโลก พระองค์ตรัสถ้อยคำซึ่ง “เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” (6:63) เมื่อพระองค์สอนสิ่งที่ยากและประชาชนไม่พอใจ หลายคน “ท้อถอย ไม่ติดตามพระองค์ต่อไปอีก” (ข้อ 66) แต่สาวกของพระองค์เลือกที่จะอยู่ต่อ พวกเขารู้ว่าไม่มีถ้อยคำอื่นใดอีกแล้วที่จะทำให้อิ่มใจได้ พ่อของฉันรู้สึกแบบเดียวกันนี้กับพระคัมภีร์ ในตลอดเส้นทางแห่งชีวิตของท่านที่มีทั้งขึ้นและลง พระเจ้าได้ประทานความหวัง ทิศทาง การปลอบโยน และความจริงผ่านพระวจนะของพระองค์คุณอนุญาตให้คำพูดของใครมาปั้นแต่งชีวิตของคุณ คำพูดใดในพระคัมภีร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณในวันนี้ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดหูให้ข้าพระองค์ได้ยินเสียงของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์อ่านพระวจนะของพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์ [ ยอห์น 6:68 ]พ่อของฉันใช้พระคัมภีร์เล่มโปรดของท่านมานานกว่าสามสิบปีก่อนที่ปกเก่าๆนั้นจะขาดเป็นสองส่วน เมื่อเรานำมันไปหาช่างทำปกหนังสือเพื่อทำการซ่อมแซมโดยมืออาชีพ ช่างซ่อมสงสัยว่าอะไรทำให้หนังสือนี้พิเศษนัก มันไม่ใช่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">866cd3de-5054-433b-a727-cb82cafaf1bc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/caee2acb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา [ อิสยาห์ 43:1 ]</em></p><p><br></p><p>วันหนึ่งในขณะที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแม่ เราไปชมนิทรรศการศิลปะด้วยกัน เรารู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจ ฉันจ้องดูเรือพายไม้สองลำที่เต็มไปด้วยสีสันของแก้วเป่าหลากรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากเหยื่อตกปลาและการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ผลงานนี้มีชื่อว่า อิเคบานะและเรือบนผิวน้ำ ด้านหน้าผนังสีดำอยู่บนพื้นผิวที่สะท้อนแสง แก้วทรงกลมเหมือนหมากฝรั่งขนาดใหญ่ที่มีลายจุด รอยด่างและเส้นริ้ววางกองกันไว้อยู่ในเรือลำเล็ก ในตัวเรืออีกลำมีแก้วขนาดยาวเป็นเส้นโค้งงอขึ้นรูปเป็นดอกกุหลาบดูเหมือนเปลวเพลิงสว่างไสว ศิลปินได้ปั้นแก้วหลอมแต่ละชิ้นให้เป็นรูปร่างผ่านเปลวไฟบริสุทธิ์ในขั้นตอนการเป่าแก้ว</p><p>น้ำตาของฉันไหลอาบแก้มเมื่อนึกถึงภาพพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของพระเจ้าทรงโอบกอดฉันกับแม่ซึ่งเป็นลูกที่รักของพระองค์ไว้ ในวันที่ยากลำบากที่สุดของเรา ในขณะที่พระเจ้าทรงปั้นแต่งคุณลักษณะของเราผ่านเปลวไฟที่หล่อหลอมชีวิตนั้น พระองค์ทรงยืนยันว่าความหวังของเรามาจากการรู้ว่าพระองค์รู้จักเราและเราเป็นของพระองค์ (อสย.43:1) แม้เราจะหลีกหนีความยากลำบากไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะปกป้องเราและอยู่กับเรา (ข้อ 2) พระลักษณะของพระองค์และความรักที่ทรงมีต่อเราทำให้พระสัญญาของพระองค์มั่นคง (ข้อ 3-4)</p><p>เมื่อสถานการณ์ในชีวิตเริ่มร้อนแรงขึ้น เราอาจรู้สึกอ่อนแอ และเราอาจอ่อนแอจริงๆ แต่พระเจ้าทรงยึดเราไว้มั่นในความรักไม่ว่าเตาหลอมนั้นจะร้อนด้วยเปลวไฟมากเพียงใด เราก็จะเป็นที่จดจำ เป็นที่รัก เราเป็นของพระองค์!</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดการรู้ว่าคุณเป็นของพระเจ้าจึงนำมาซึ่งความหวังในยามยากลำบาก พระเจ้าทรงใช้เปลวไฟนั้นปั้นตัวตนของคุณขึ้นอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบคุณที่ทรงค้ำจุนและปั้นแต่งข้าพระองค์ และย้ำเตือนว่าข้าพระองค์เป็นของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา [ อิสยาห์ 43:1 ]</em></p><p><br></p><p>วันหนึ่งในขณะที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแม่ เราไปชมนิทรรศการศิลปะด้วยกัน เรารู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจ ฉันจ้องดูเรือพายไม้สองลำที่เต็มไปด้วยสีสันของแก้วเป่าหลากรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากเหยื่อตกปลาและการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ผลงานนี้มีชื่อว่า อิเคบานะและเรือบนผิวน้ำ ด้านหน้าผนังสีดำอยู่บนพื้นผิวที่สะท้อนแสง แก้วทรงกลมเหมือนหมากฝรั่งขนาดใหญ่ที่มีลายจุด รอยด่างและเส้นริ้ววางกองกันไว้อยู่ในเรือลำเล็ก ในตัวเรืออีกลำมีแก้วขนาดยาวเป็นเส้นโค้งงอขึ้นรูปเป็นดอกกุหลาบดูเหมือนเปลวเพลิงสว่างไสว ศิลปินได้ปั้นแก้วหลอมแต่ละชิ้นให้เป็นรูปร่างผ่านเปลวไฟบริสุทธิ์ในขั้นตอนการเป่าแก้ว</p><p>น้ำตาของฉันไหลอาบแก้มเมื่อนึกถึงภาพพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของพระเจ้าทรงโอบกอดฉันกับแม่ซึ่งเป็นลูกที่รักของพระองค์ไว้ ในวันที่ยากลำบากที่สุดของเรา ในขณะที่พระเจ้าทรงปั้นแต่งคุณลักษณะของเราผ่านเปลวไฟที่หล่อหลอมชีวิตนั้น พระองค์ทรงยืนยันว่าความหวังของเรามาจากการรู้ว่าพระองค์รู้จักเราและเราเป็นของพระองค์ (อสย.43:1) แม้เราจะหลีกหนีความยากลำบากไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะปกป้องเราและอยู่กับเรา (ข้อ 2) พระลักษณะของพระองค์และความรักที่ทรงมีต่อเราทำให้พระสัญญาของพระองค์มั่นคง (ข้อ 3-4)</p><p>เมื่อสถานการณ์ในชีวิตเริ่มร้อนแรงขึ้น เราอาจรู้สึกอ่อนแอ และเราอาจอ่อนแอจริงๆ แต่พระเจ้าทรงยึดเราไว้มั่นในความรักไม่ว่าเตาหลอมนั้นจะร้อนด้วยเปลวไฟมากเพียงใด เราก็จะเป็นที่จดจำ เป็นที่รัก เราเป็นของพระองค์!</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดการรู้ว่าคุณเป็นของพระเจ้าจึงนำมาซึ่งความหวังในยามยากลำบาก พระเจ้าทรงใช้เปลวไฟนั้นปั้นตัวตนของคุณขึ้นอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบคุณที่ทรงค้ำจุนและปั้นแต่งข้าพระองค์ และย้ำเตือนว่าข้าพระองค์เป็นของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 20 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/caee2acb/073664c5.mp3" length="11859327" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>742</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา [ อิสยาห์ 43:1 ]วันหนึ่งในขณะที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแม่ เราไปชมนิทรรศการศิลปะด้วยกัน เรารู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจ ฉันจ้องดูเรือพายไม้สองลำที่เต็มไปด้วยสีสันของแก้วเป่าหลากรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากเหยื่อตกปลาและการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ผลงานนี้มีชื่อว่า อิเคบานะและเรือบนผิวน้ำ ด้านหน้าผนังสีดำอยู่บนพื้นผิวที่สะท้อนแสง แก้วทรงกลมเหมือนหมากฝรั่งขนาดใหญ่ที่มีลายจุด รอยด่างและเส้นริ้ววางกองกันไว้อยู่ในเรือลำเล็ก ในตัวเรืออีกลำมีแก้วขนาดยาวเป็นเส้นโค้งงอขึ้นรูปเป็นดอกกุหลาบดูเหมือนเปลวเพลิงสว่างไสว ศิลปินได้ปั้นแก้วหลอมแต่ละชิ้นให้เป็นรูปร่างผ่านเปลวไฟบริสุทธิ์ในขั้นตอนการเป่าแก้วน้ำตาของฉันไหลอาบแก้มเมื่อนึกถึงภาพพระหัตถ์ที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของพระเจ้าทรงโอบกอดฉันกับแม่ซึ่งเป็นลูกที่รักของพระองค์ไว้ ในวันที่ยากลำบากที่สุดของเรา ในขณะที่พระเจ้าทรงปั้นแต่งคุณลักษณะของเราผ่านเปลวไฟที่หล่อหลอมชีวิตนั้น พระองค์ทรงยืนยันว่าความหวังของเรามาจากการรู้ว่าพระองค์รู้จักเราและเราเป็นของพระองค์ (อสย.43:1) แม้เราจะหลีกหนีความยากลำบากไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะปกป้องเราและอยู่กับเรา (ข้อ 2) พระลักษณะของพระองค์และความรักที่ทรงมีต่อเราทำให้พระสัญญาของพระองค์มั่นคง (ข้อ 3-4)เมื่อสถานการณ์ในชีวิตเริ่มร้อนแรงขึ้น เราอาจรู้สึกอ่อนแอ และเราอาจอ่อนแอจริงๆ แต่พระเจ้าทรงยึดเราไว้มั่นในความรักไม่ว่าเตาหลอมนั้นจะร้อนด้วยเปลวไฟมากเพียงใด เราก็จะเป็นที่จดจำ เป็นที่รัก เราเป็นของพระองค์!เพราะเหตุใดการรู้ว่าคุณเป็นของพระเจ้าจึงนำมาซึ่งความหวังในยามยากลำบาก พระเจ้าทรงใช้เปลวไฟนั้นปั้นตัวตนของคุณขึ้นอย่างไรพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบคุณที่ทรงค้ำจุนและปั้นแต่งข้าพระองค์ และย้ำเตือนว่าข้าพระองค์เป็นของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่ากลัวเลย เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว เราได้เรียกเจ้าตามชื่อ เจ้าเป็นของเรา [ อิสยาห์ 43:1 ]วันหนึ่งในขณะที่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแม่ เราไปชมนิทรรศการศิลปะด้วยกัน เรารู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจ ฉันจ้องดูเรือพายไม้สองลำที่เต็มไปด้วยสีสันของแก้วเป่าหลากรูปทรงที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความชื่นชมยินดีในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความชื่นชมยินดีในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ed2a03ef-be19-44ba-975e-92b2568f3296</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3584282d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี.​.. และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้ [ ยอห์น 16:20,22 ]</em></p><p><br></p><p>“ฉันมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข” หญิงสาววัยรุ่นกล่าวต่อหน้าสภานิติบัญญัติ แต่เธออาจเป็นใครก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ และกำลังพูดแทนทุกคน นี่คือเสียงเรียกร้องของมนุษย์ แม้แต่ผู้รู้ด้านการพัฒนาตนเองยังพูดว่า “พระเจ้าอยากให้คุณมีความสุข”</p><p>นี่เป็นความจริงใช่ไหม การแสวงหาความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความสุขซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่เราปรารถนานั้นขึ้นลงตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา และการทำให้คนหนึ่งสมปรารถนาก็อาจทำลายความสุขของอีกคนได้</p><p>พระเยซูทรงชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดีกว่า พระองค์ทราบว่าจะทรงถูกตรึงที่กางเขนของพวกโรมัน เป็นที่ซึ่งพระองค์ต้องแบกรับความบาปของคนทั้งโลก แต่พระองค์ยังทรงเป็นห่วงสาวกของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี” และยังตรัสอีกด้วยว่า “ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี” (ยน.16:20) จากนั้นพระองค์สัญญาว่า “ไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” (ข้อ 22)</p><p>ความชื่นชมยินดีนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกดีๆเมื่อสิ่งที่เราปรารถนาได้เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นมากกว่านั้นโดยเบ่งบานขึ้นจากการทำตามพระประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์ พระเยซูตรัสด้วยว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)</p><p>ความสุขอาจจะหายไปเมื่อสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจครั้งใหม่ผ่านเข้ามา แต่ความชื่นชมยินดีจากการติดตามพระเยซูจะยังเพิ่มขึ้นแม้ในสถานการณ์เหล่านั้น</p><p><br></p><p><strong>การไล่ตามสิ่งที่คุณต้องการส่งผลให้คุณไม่มีความสุขในท้ายที่สุดอย่างไร ความสุขและความชื่นชมยินดีแตกต่างกันอย่างไร\</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความสุขชั่วคราวกับความชื่นชมยินดีนิรันดร์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี.​.. และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้ [ ยอห์น 16:20,22 ]</em></p><p><br></p><p>“ฉันมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข” หญิงสาววัยรุ่นกล่าวต่อหน้าสภานิติบัญญัติ แต่เธออาจเป็นใครก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ และกำลังพูดแทนทุกคน นี่คือเสียงเรียกร้องของมนุษย์ แม้แต่ผู้รู้ด้านการพัฒนาตนเองยังพูดว่า “พระเจ้าอยากให้คุณมีความสุข”</p><p>นี่เป็นความจริงใช่ไหม การแสวงหาความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความสุขซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่เราปรารถนานั้นขึ้นลงตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา และการทำให้คนหนึ่งสมปรารถนาก็อาจทำลายความสุขของอีกคนได้</p><p>พระเยซูทรงชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดีกว่า พระองค์ทราบว่าจะทรงถูกตรึงที่กางเขนของพวกโรมัน เป็นที่ซึ่งพระองค์ต้องแบกรับความบาปของคนทั้งโลก แต่พระองค์ยังทรงเป็นห่วงสาวกของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี” และยังตรัสอีกด้วยว่า “ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี” (ยน.16:20) จากนั้นพระองค์สัญญาว่า “ไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” (ข้อ 22)</p><p>ความชื่นชมยินดีนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกดีๆเมื่อสิ่งที่เราปรารถนาได้เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นมากกว่านั้นโดยเบ่งบานขึ้นจากการทำตามพระประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์ พระเยซูตรัสด้วยว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)</p><p>ความสุขอาจจะหายไปเมื่อสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจครั้งใหม่ผ่านเข้ามา แต่ความชื่นชมยินดีจากการติดตามพระเยซูจะยังเพิ่มขึ้นแม้ในสถานการณ์เหล่านั้น</p><p><br></p><p><strong>การไล่ตามสิ่งที่คุณต้องการส่งผลให้คุณไม่มีความสุขในท้ายที่สุดอย่างไร ความสุขและความชื่นชมยินดีแตกต่างกันอย่างไร\</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความสุขชั่วคราวกับความชื่นชมยินดีนิรันดร์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 19 Mar 2025 16:02:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3584282d/09b7a27c.mp3" length="11478586" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี.​.. และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้ [ ยอห์น 16:20,22 ]“ฉันมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข” หญิงสาววัยรุ่นกล่าวต่อหน้าสภานิติบัญญัติ แต่เธออาจเป็นใครก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ และกำลังพูดแทนทุกคน นี่คือเสียงเรียกร้องของมนุษย์ แม้แต่ผู้รู้ด้านการพัฒนาตนเองยังพูดว่า “พระเจ้าอยากให้คุณมีความสุข”นี่เป็นความจริงใช่ไหม การแสวงหาความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความสุขซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่เราปรารถนานั้นขึ้นลงตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา และการทำให้คนหนึ่งสมปรารถนาก็อาจทำลายความสุขของอีกคนได้พระเยซูทรงชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดีกว่า พระองค์ทราบว่าจะทรงถูกตรึงที่กางเขนของพวกโรมัน เป็นที่ซึ่งพระองค์ต้องแบกรับความบาปของคนทั้งโลก แต่พระองค์ยังทรงเป็นห่วงสาวกของพระองค์ โดยตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี” และยังตรัสอีกด้วยว่า “ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี” (ยน.16:20) จากนั้นพระองค์สัญญาว่า “ไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” (ข้อ 22)ความชื่นชมยินดีนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกดีๆเมื่อสิ่งที่เราปรารถนาได้เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นมากกว่านั้นโดยเบ่งบานขึ้นจากการทำตามพระประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์ พระเยซูตรัสด้วยว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)ความสุขอาจจะหายไปเมื่อสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจครั้งใหม่ผ่านเข้ามา แต่ความชื่นชมยินดีจากการติดตามพระเยซูจะยังเพิ่มขึ้นแม้ในสถานการณ์เหล่านั้นการไล่ตามสิ่งที่คุณต้องการส่งผลให้คุณไม่มีความสุขในท้ายที่สุดอย่างไร ความสุขและความชื่นชมยินดีแตกต่างกันอย่างไร\ข้าแต่พระบิดา ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความสุขชั่วคราวกับความชื่นชมยินดีนิรันดร์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความทุกข์โศกของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี.​.. และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้ [ ยอห์น 16:20,22 ]“ฉันมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข” หญิงสาววัยรุ่นกล่าวต่อหน้าสภานิติบัญญัติ แต่เธออาจเป็นใครก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้ และกำลังพูดแทนทุกคน นี่คือเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สวมใส่พระวิญญาณบริสุทธิ์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สวมใส่พระวิญญาณบริสุทธิ์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">146a0668-ea23-4b9a-9030-2a44dac3204d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1d246c9e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามา... เพื่อประทาน...ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:1-3 ]</em></p><p><br></p><p>เด็กชายวัยแปดขวบสองคนในรัฐเมน ซึ่งเป็นรัฐชนบทของอเมริกา กลายเป็นที่จดจำด้วยการสวมชุดสูทไปโรงเรียนทุกวันพุธ ในไม่ช้า “วันพุธภูมิฐาน” ก็กลายเป็นวันยอดนิยม เพราะเพื่อนนักเรียนและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนต่างพากันแต่งตัวด้วยเช่นกัน เจมส์ผู้ริเริ่มความคิดนี้ชอบฟังคำชม “มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก” เสื้อผ้าประจำวันพุธทำให้พวกเขาแตกต่าง กลายเป็นนักเรียนที่มีความภาคภูมิใจในโรงเรียนของพวกเขา</p><p>เสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งทำให้เราแตกต่างในฐานะคนของพระเจ้า ก็ทำให้ใจเราชื่นบานเช่นกัน“จิตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า” อิสยาห์กล่าว “เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม อย่างเจ้าบ่าวประดับตัวด้วยพวงมาลัย และอย่างเจ้าสาวตกแต่งตัวด้วยเพชรนิลจินดา”​ (อสย.61:10)</p><p>เมื่อชนอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งที่สวมใส่และเสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณนั้น มีสภาพเก่าและขาดวิ่น อิสยาห์ได้มอบพระสัญญาแห่งความหวังแก่พวกเขา คือ พระวิญญาณของพระเจ้าจะ “ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย” (ข้อ 3)</p><p>พระสัญญาเดียวกันนี้มีสำหรับคนของพระเจ้าในปัจจุบันเช่นกัน พระเยซูตรัสว่าโดยพระวิญญาณของพระองค์เราจะ “ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน” (ลก.24:49) พระคริสต์ทรงประทานให้เรามีเสื้อผ้าแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อเราสวมใส่พระองค์ เราก็จะสะท้อนความรักของพระองค์ให้โลกนี้ได้เห็น</p><p><br></p><p><strong>พระวิญญาณของพระเจ้าช่วยให้คุณ“สวมใส่”ใจเมตตา ใจปรานี และใจอดทนนานอย่างไร สิ่งที่คุณทำโดยการทรงนำของพระวิญญาณส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์สวมใส่สิ่งที่โลกนี้ให้คุณค่า ขอพระองค์ทรงโปรดเปลี่ยนเสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามา... เพื่อประทาน...ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:1-3 ]</em></p><p><br></p><p>เด็กชายวัยแปดขวบสองคนในรัฐเมน ซึ่งเป็นรัฐชนบทของอเมริกา กลายเป็นที่จดจำด้วยการสวมชุดสูทไปโรงเรียนทุกวันพุธ ในไม่ช้า “วันพุธภูมิฐาน” ก็กลายเป็นวันยอดนิยม เพราะเพื่อนนักเรียนและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนต่างพากันแต่งตัวด้วยเช่นกัน เจมส์ผู้ริเริ่มความคิดนี้ชอบฟังคำชม “มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก” เสื้อผ้าประจำวันพุธทำให้พวกเขาแตกต่าง กลายเป็นนักเรียนที่มีความภาคภูมิใจในโรงเรียนของพวกเขา</p><p>เสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งทำให้เราแตกต่างในฐานะคนของพระเจ้า ก็ทำให้ใจเราชื่นบานเช่นกัน“จิตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า” อิสยาห์กล่าว “เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม อย่างเจ้าบ่าวประดับตัวด้วยพวงมาลัย และอย่างเจ้าสาวตกแต่งตัวด้วยเพชรนิลจินดา”​ (อสย.61:10)</p><p>เมื่อชนอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งที่สวมใส่และเสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณนั้น มีสภาพเก่าและขาดวิ่น อิสยาห์ได้มอบพระสัญญาแห่งความหวังแก่พวกเขา คือ พระวิญญาณของพระเจ้าจะ “ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย” (ข้อ 3)</p><p>พระสัญญาเดียวกันนี้มีสำหรับคนของพระเจ้าในปัจจุบันเช่นกัน พระเยซูตรัสว่าโดยพระวิญญาณของพระองค์เราจะ “ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน” (ลก.24:49) พระคริสต์ทรงประทานให้เรามีเสื้อผ้าแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อเราสวมใส่พระองค์ เราก็จะสะท้อนความรักของพระองค์ให้โลกนี้ได้เห็น</p><p><br></p><p><strong>พระวิญญาณของพระเจ้าช่วยให้คุณ“สวมใส่”ใจเมตตา ใจปรานี และใจอดทนนานอย่างไร สิ่งที่คุณทำโดยการทรงนำของพระวิญญาณส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์สวมใส่สิ่งที่โลกนี้ให้คุณค่า ขอพระองค์ทรงโปรดเปลี่ยนเสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 19 Mar 2025 03:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1d246c9e/fdc582a7.mp3" length="11464794" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามา... เพื่อประทาน...ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:1-3 ]เด็กชายวัยแปดขวบสองคนในรัฐเมน ซึ่งเป็นรัฐชนบทของอเมริกา กลายเป็นที่จดจำด้วยการสวมชุดสูทไปโรงเรียนทุกวันพุธ ในไม่ช้า “วันพุธภูมิฐาน” ก็กลายเป็นวันยอดนิยม เพราะเพื่อนนักเรียนและเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนต่างพากันแต่งตัวด้วยเช่นกัน เจมส์ผู้ริเริ่มความคิดนี้ชอบฟังคำชม “มันทำให้ผมรู้สึกดีมาก” เสื้อผ้าประจำวันพุธทำให้พวกเขาแตกต่าง กลายเป็นนักเรียนที่มีความภาคภูมิใจในโรงเรียนของพวกเขาเสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งทำให้เราแตกต่างในฐานะคนของพระเจ้า ก็ทำให้ใจเราชื่นบานเช่นกัน“จิตใจของข้าพเจ้าจะลิงโลดในพระเจ้าของข้าพเจ้า” อิสยาห์กล่าว “เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด พระองค์ทรงคลุมข้าพเจ้าด้วยเสื้อแห่งความชอบธรรม อย่างเจ้าบ่าวประดับตัวด้วยพวงมาลัย และอย่างเจ้าสาวตกแต่งตัวด้วยเพชรนิลจินดา”​ (อสย.61:10)เมื่อชนอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งที่สวมใส่และเสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณนั้น มีสภาพเก่าและขาดวิ่น อิสยาห์ได้มอบพระสัญญาแห่งความหวังแก่พวกเขา คือ พระวิญญาณของพระเจ้าจะ “ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย” (ข้อ 3)พระสัญญาเดียวกันนี้มีสำหรับคนของพระเจ้าในปัจจุบันเช่นกัน พระเยซูตรัสว่าโดยพระวิญญาณของพระองค์เราจะ “ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน” (ลก.24:49) พระคริสต์ทรงประทานให้เรามีเสื้อผ้าแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อเราสวมใส่พระองค์ เราก็จะสะท้อนความรักของพระองค์ให้โลกนี้ได้เห็นพระวิญญาณของพระเจ้าช่วยให้คุณ“สวมใส่”ใจเมตตา ใจปรานี และใจอดทนนานอย่างไร สิ่งที่คุณทำโดยการทรงนำของพระวิญญาณส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์สวมใส่สิ่งที่โลกนี้ให้คุณค่า ขอพระองค์ทรงโปรดเปลี่ยนเสื้อผ้าฝ่ายจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามา... เพื่อประทาน...ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:1-3 ]เด็กชายวัยแปดขวบสองคนในรัฐเมน ซึ่งเป็นรัฐชนบทของอเมริกา กลายเป็นที่จดจำด้วยการสวมชุดสูทไปโรงเรียนทุกวันพุธ ในไม่ช้า “วันพุธภูมิฐาน” ก็กลายเป็นวันยอดนิยม เพรา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทักษะและพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทักษะและพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2427e119-02d9-4bec-a601-447a75845705</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fec91410</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราได้ให้ [เบซาเลล]ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต [ อพยพ 31:3-4 ]</em></p><p><br></p><p>นักเปียโนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบางคน รวมถึงแวน ไคลเบิร์น และวลาดิมีร์ โฮโรวิตซ์ ต้องพึ่งพาฟรานซ์ โมห์หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านคอนเสิร์ตของบริษัทสไตน์เวย์แอนด์ซันส์ในเมืองนิวยอร์ก เพื่อให้แน่ใจว่าเปียโนสำหรับคอนเสิร์ตของพวกเขาพร้อมสำหรับการแสดง โมห์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจูนเปียโนและเป็นที่ต้องการตัวเนื่องจากความรู้อันซับซ้อนของเขาในเรื่องเปียโนและทักษะที่พัฒนามาหลายสิบปี โมห์เชื่อว่าทักษะของเขาเป็นเส้นทางการรับใช้พระเจ้า และเขาแบ่งปันความเชื่อกับนักเปียโนและนักแสดงเป็นประจำ</p><p>เมื่อชนชาติอิสราเอลกำลังเตรียมสร้างเต็นท์นัดพบและสิ่งจำเป็นสำหรับการนมัสการ พวกเขาต้องการคนที่มีทักษะเชี่ยวชาญในงานแต่ละด้าน (อพย.31:7-11) พระเจ้าทรงแต่งตั้งช่างฝีมือผู้มีทักษะสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อทำงานและทรงให้พวกเขาเต็มด้วย “พระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” (ข้อ 3-4) นอกเหนือจากทักษะเฉพาะของพวกเขาแล้ว พระเจ้าทรงให้พวกเขามีพระวิญญาณของพระองค์เพื่อทรงนำในการทำงาน ความตั้งใจที่จะใช้พรสวรรค์พิเศษของพวกเขาในการรับใช้พระเจ้าทำให้อิสราเอลได้นมัสการพระองค์อย่างถูกต้อง</p><p>ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรือไม่ เราแต่ละคนต่างมีของประทานพิเศษที่พระเจ้าให้เพื่อเราจะรับใช้ผู้อื่น (รม.12:6) โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ เราจึงสามารถรับใช้และนมัสการพระเจ้าผ่านงานของเราได้ ด้วยการใช้สติปัญญา ความเข้าใจ และทักษะที่พระองค์ประทานให้</p><p><br></p><p><strong>พรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้คุณมีอะไรบ้าง คุณจะใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดให้ข้าพระองค์ระลึกว่าความสามารถที่พระองค์ มอบให้ข้าพระองค์นั้นก็เพื่อจะถวายเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์แด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราได้ให้ [เบซาเลล]ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต [ อพยพ 31:3-4 ]</em></p><p><br></p><p>นักเปียโนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบางคน รวมถึงแวน ไคลเบิร์น และวลาดิมีร์ โฮโรวิตซ์ ต้องพึ่งพาฟรานซ์ โมห์หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านคอนเสิร์ตของบริษัทสไตน์เวย์แอนด์ซันส์ในเมืองนิวยอร์ก เพื่อให้แน่ใจว่าเปียโนสำหรับคอนเสิร์ตของพวกเขาพร้อมสำหรับการแสดง โมห์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจูนเปียโนและเป็นที่ต้องการตัวเนื่องจากความรู้อันซับซ้อนของเขาในเรื่องเปียโนและทักษะที่พัฒนามาหลายสิบปี โมห์เชื่อว่าทักษะของเขาเป็นเส้นทางการรับใช้พระเจ้า และเขาแบ่งปันความเชื่อกับนักเปียโนและนักแสดงเป็นประจำ</p><p>เมื่อชนชาติอิสราเอลกำลังเตรียมสร้างเต็นท์นัดพบและสิ่งจำเป็นสำหรับการนมัสการ พวกเขาต้องการคนที่มีทักษะเชี่ยวชาญในงานแต่ละด้าน (อพย.31:7-11) พระเจ้าทรงแต่งตั้งช่างฝีมือผู้มีทักษะสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อทำงานและทรงให้พวกเขาเต็มด้วย “พระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” (ข้อ 3-4) นอกเหนือจากทักษะเฉพาะของพวกเขาแล้ว พระเจ้าทรงให้พวกเขามีพระวิญญาณของพระองค์เพื่อทรงนำในการทำงาน ความตั้งใจที่จะใช้พรสวรรค์พิเศษของพวกเขาในการรับใช้พระเจ้าทำให้อิสราเอลได้นมัสการพระองค์อย่างถูกต้อง</p><p>ไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรือไม่ เราแต่ละคนต่างมีของประทานพิเศษที่พระเจ้าให้เพื่อเราจะรับใช้ผู้อื่น (รม.12:6) โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ เราจึงสามารถรับใช้และนมัสการพระเจ้าผ่านงานของเราได้ ด้วยการใช้สติปัญญา ความเข้าใจ และทักษะที่พระองค์ประทานให้</p><p><br></p><p><strong>พรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้คุณมีอะไรบ้าง คุณจะใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</strong></p><p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดให้ข้าพระองค์ระลึกว่าความสามารถที่พระองค์ มอบให้ข้าพระองค์นั้นก็เพื่อจะถวายเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์แด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:54:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fec91410/468a8ea2.mp3" length="10883010" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราได้ให้ [เบซาเลล]ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต [ อพยพ 31:3-4 ]นักเปียโนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบางคน รวมถึงแวน ไคลเบิร์น และวลาดิมีร์ โฮโรวิตซ์ ต้องพึ่งพาฟรานซ์ โมห์หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านคอนเสิร์ตของบริษัทสไตน์เวย์แอนด์ซันส์ในเมืองนิวยอร์ก เพื่อให้แน่ใจว่าเปียโนสำหรับคอนเสิร์ตของพวกเขาพร้อมสำหรับการแสดง โมห์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจูนเปียโนและเป็นที่ต้องการตัวเนื่องจากความรู้อันซับซ้อนของเขาในเรื่องเปียโนและทักษะที่พัฒนามาหลายสิบปี โมห์เชื่อว่าทักษะของเขาเป็นเส้นทางการรับใช้พระเจ้า และเขาแบ่งปันความเชื่อกับนักเปียโนและนักแสดงเป็นประจำเมื่อชนชาติอิสราเอลกำลังเตรียมสร้างเต็นท์นัดพบและสิ่งจำเป็นสำหรับการนมัสการ พวกเขาต้องการคนที่มีทักษะเชี่ยวชาญในงานแต่ละด้าน (อพย.31:7-11) พระเจ้าทรงแต่งตั้งช่างฝีมือผู้มีทักษะสองคน คือ เบซาเลลและโอโฮลีอับ เพื่อทำงานและทรงให้พวกเขาเต็มด้วย “พระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต” (ข้อ 3-4) นอกเหนือจากทักษะเฉพาะของพวกเขาแล้ว พระเจ้าทรงให้พวกเขามีพระวิญญาณของพระองค์เพื่อทรงนำในการทำงาน ความตั้งใจที่จะใช้พรสวรรค์พิเศษของพวกเขาในการรับใช้พระเจ้าทำให้อิสราเอลได้นมัสการพระองค์อย่างถูกต้องไม่ว่าเราจะคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินหรือไม่ เราแต่ละคนต่างมีของประทานพิเศษที่พระเจ้าให้เพื่อเราจะรับใช้ผู้อื่น (รม.12:6) โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ เราจึงสามารถรับใช้และนมัสการพระเจ้าผ่านงานของเราได้ ด้วยการใช้สติปัญญา ความเข้าใจ และทักษะที่พระองค์ประทานให้พรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้คุณมีอะไรบ้าง คุณจะใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ได้อย่างไรพระบิดาในสวรรค์ โปรดให้ข้าพระองค์ระลึกว่าความสามารถที่พระองค์ มอบให้ข้าพระองค์นั้นก็เพื่อจะถวายเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์แด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราได้ให้ [เบซาเลล]ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิดออกแบบอย่างประณีต [ อพยพ 31:3-4 ]นักเปียโนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกบางคน รวมถึงแวน ไคลเบิร์น และวลาดิมีร์ โฮโรวิตซ์ ต้องพึ่งพาฟรานซ์ โมห์หัว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คืนดีกับพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คืนดีกับพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7985c899-341a-4d1d-b009-51f9f621a7e1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b2ad07e1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า...ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระองค์] [ โคโลสี 1:19-20 ]</em></p><p><br></p><p>ฟิลิปป์ เพอทีต นักไต่ลวดเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี 1971 เมื่อเขาเดินบนลวดสลิงที่ขึงระหว่างหอคอยของมหาวิหารนอทเทรอดามในกรุงปารีส สามปีต่อมาเขาถูกจับกุมเนื่องจากการเดินไต่ลวดโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างตึกแฝดเวิลด์เทรดที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่นอยู่เหนือท้องฟ้าเมืองนิวยอร์ก แต่ในปี 1987 การเดินของฟิลิปป์ดูต่างออกไป ด้วยคำเชิญจากเท็ดดี้ คอลเล็คนายกเทศมนตรีเมืองเยรูซาเล็ม ฟิลิปป์เดินข้ามหุบเขาฮินนอมบนลวดสลิงสูงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลอิสราเอลในปีนั้น เมื่อไปถึงครึ่งทาง ฟิลิปป์ปล่อยนกพิราบ (เขาอยากใช้นกเขา) เพื่อสื่อถึงความงามแห่งสันติภาพ นี่เป็นการแสดงที่แปลกและอันตราย แต่ทั้งหมดก็เพื่อสันติภาพ ฟิลิปป์กล่าวภายหลังว่า “ในช่วงเวลานั้น ฝูงชนทั้งหมดต่างลืมความแตกต่างของพวกเขา”</p><p>การไต่ลวดของฟิลิปป์ทำให้ผมนึกถึงอีกเหตุการณ์ที่น่าใจหายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระกายของพระเยซูถูกแขวนอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก อัครทูตเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้าไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระคริสต์]” (คส.1:19-20) เปาโลบันทึกว่า “[พวกเรา] ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันกับพระเจ้า” (ข้อ 21) แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เหนือยิ่งกว่าการแสดงเพื่อส่งเสริมสันติภาพ พระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ได้ทรงทำให้เกิดสันติภาพขึ้นโดยการหลั่งพระโลหิตบนกางเขน นี่คือความสำเร็จที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้เพราะไม่มีความจำเป็น สันติภาพของพระองค์นั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์</p><p><br></p><p><strong>คำว่า สันติภาพ มีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเล่าถึงการที่คุณมีสันติภาพของพระเยซูว่าอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ สำหรับของขวัญแห่งสันติภาพอันเป็นนิรันดร์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า...ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระองค์] [ โคโลสี 1:19-20 ]</em></p><p><br></p><p>ฟิลิปป์ เพอทีต นักไต่ลวดเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี 1971 เมื่อเขาเดินบนลวดสลิงที่ขึงระหว่างหอคอยของมหาวิหารนอทเทรอดามในกรุงปารีส สามปีต่อมาเขาถูกจับกุมเนื่องจากการเดินไต่ลวดโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างตึกแฝดเวิลด์เทรดที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่นอยู่เหนือท้องฟ้าเมืองนิวยอร์ก แต่ในปี 1987 การเดินของฟิลิปป์ดูต่างออกไป ด้วยคำเชิญจากเท็ดดี้ คอลเล็คนายกเทศมนตรีเมืองเยรูซาเล็ม ฟิลิปป์เดินข้ามหุบเขาฮินนอมบนลวดสลิงสูงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลอิสราเอลในปีนั้น เมื่อไปถึงครึ่งทาง ฟิลิปป์ปล่อยนกพิราบ (เขาอยากใช้นกเขา) เพื่อสื่อถึงความงามแห่งสันติภาพ นี่เป็นการแสดงที่แปลกและอันตราย แต่ทั้งหมดก็เพื่อสันติภาพ ฟิลิปป์กล่าวภายหลังว่า “ในช่วงเวลานั้น ฝูงชนทั้งหมดต่างลืมความแตกต่างของพวกเขา”</p><p>การไต่ลวดของฟิลิปป์ทำให้ผมนึกถึงอีกเหตุการณ์ที่น่าใจหายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระกายของพระเยซูถูกแขวนอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก อัครทูตเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้าไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระคริสต์]” (คส.1:19-20) เปาโลบันทึกว่า “[พวกเรา] ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันกับพระเจ้า” (ข้อ 21) แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เหนือยิ่งกว่าการแสดงเพื่อส่งเสริมสันติภาพ พระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ได้ทรงทำให้เกิดสันติภาพขึ้นโดยการหลั่งพระโลหิตบนกางเขน นี่คือความสำเร็จที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้เพราะไม่มีความจำเป็น สันติภาพของพระองค์นั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์</p><p><br></p><p><strong>คำว่า สันติภาพ มีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเล่าถึงการที่คุณมีสันติภาพของพระเยซูว่าอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ สำหรับของขวัญแห่งสันติภาพอันเป็นนิรันดร์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 16 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b2ad07e1/69f2be1e.mp3" length="11036785" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>690</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า...ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระองค์] [ โคโลสี 1:19-20 ]ฟิลิปป์ เพอทีต นักไต่ลวดเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี 1971 เมื่อเขาเดินบนลวดสลิงที่ขึงระหว่างหอคอยของมหาวิหารนอทเทรอดามในกรุงปารีส สามปีต่อมาเขาถูกจับกุมเนื่องจากการเดินไต่ลวดโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างตึกแฝดเวิลด์เทรดที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่นอยู่เหนือท้องฟ้าเมืองนิวยอร์ก แต่ในปี 1987 การเดินของฟิลิปป์ดูต่างออกไป ด้วยคำเชิญจากเท็ดดี้ คอลเล็คนายกเทศมนตรีเมืองเยรูซาเล็ม ฟิลิปป์เดินข้ามหุบเขาฮินนอมบนลวดสลิงสูงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลอิสราเอลในปีนั้น เมื่อไปถึงครึ่งทาง ฟิลิปป์ปล่อยนกพิราบ (เขาอยากใช้นกเขา) เพื่อสื่อถึงความงามแห่งสันติภาพ นี่เป็นการแสดงที่แปลกและอันตราย แต่ทั้งหมดก็เพื่อสันติภาพ ฟิลิปป์กล่าวภายหลังว่า “ในช่วงเวลานั้น ฝูงชนทั้งหมดต่างลืมความแตกต่างของพวกเขา”การไต่ลวดของฟิลิปป์ทำให้ผมนึกถึงอีกเหตุการณ์ที่น่าใจหายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระกายของพระเยซูถูกแขวนอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก อัครทูตเปาโลบอกเราว่า “พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้าไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในแผ่นดินโลกหรือในสวรรค์พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระคริสต์]” (คส.1:19-20) เปาโลบันทึกว่า “[พวกเรา] ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ถูกกันกับพระเจ้า” (ข้อ 21) แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เหนือยิ่งกว่าการแสดงเพื่อส่งเสริมสันติภาพ พระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ได้ทรงทำให้เกิดสันติภาพขึ้นโดยการหลั่งพระโลหิตบนกางเขน นี่คือความสำเร็จที่ไม่มีสิ่งใดจะเทียบได้เพราะไม่มีความจำเป็น สันติภาพของพระองค์นั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์คำว่า สันติภาพ มีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเล่าถึงการที่คุณมีสันติภาพของพระเยซูว่าอย่างไรข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ สำหรับของขวัญแห่งสันติภาพอันเป็นนิรันดร์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะ...ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า...ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขนของ[พระองค์] [ โคโลสี 1:19-20 ]ฟิลิปป์ เพอทีต นักไต่ลวดเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี 1971 เมื่อเขาเดินบนลวดสลิงที่ขึงระหว่างหอคอยของมหาวิหารนอทเทรอดามในกรุง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ช่วงเวลาหยุดพัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ช่วงเวลาหยุดพัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3f51df32-f5f3-4960-aaac-6d2fcc53ae02</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4e2aa2a2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน... แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก [ อพยพ 20:11 ]</em></p><p><br></p><p>เจฟ กัลโลเวย์ อดีตนักกีฬาโอลิมปิกและเป็นโค้ชสอนการวิ่ง เขาสอนวิธีฝึกวิ่งมาราธอนที่ขัดกับสัญชาตญาณคนทั่วไป ทั้งนักแข่งมาราธอนหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ล้วนประหลาดใจเมื่อรู้ว่า เขาสนับสนุนวิธี “วิ่ง/เดิน” คือ การวิ่งในช่วงนาทีที่กำหนดสลับกับการเดินช่วงสั้นๆ สมมุติฐานของวิธีนี้คือการสลับเดินช่วงสั้นๆทำให้ร่างกายได้พักชั่วคราว และช่วยให้นักวิ่งจบการ<br>แข่งขันเร็วกว่าการที่พวกเขาวิ่งอย่างเดียวตลอดระยะทาง 42 กิโลเมตร</p><p>ความสำคัญของการหยุดพักไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการวิ่ง การหยุดพักช่วยให้เรามีความทรหดอดทนในระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวถึงในตลอดพระคัมภีร์ เริ่มจากพระธรรมอพยพ ในพันธสัญญาเดิมนั้นการหยุดพักเป็นการทำตามแบบของพระเจ้าในช่วงเวลาของการทรงสร้าง คือ ทำการงานทั้งสิ้นในหกวัน “แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า” (อพย.20:10) เพราะพระเจ้าทรง “สร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก” (ข้อ 11)</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าเราต้องพักบ่อยแค่ไหน (รม.14:5-6; คส.2:16-17) การหยุดพักในรูปแบบและช่วงเวลาที่เราพอใจนั้นก็เพื่อเป็นการฟื้นฟู การเลือกที่จะหยุดพักยังเป็นการแสดงออกถึงการวางใจในพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการอย่างสัตย์ซื่อด้วย เราไม่สามารถและไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งตลอดเวลา</p><p><br></p><p><strong>คุณหยุดพักอย่างไรและเมื่อใด พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการในยามที่คุณหยุดพักซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่ออย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้แสดงถึงความวางใจในพระองค์ผ่านการหยุดพักนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน... แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก [ อพยพ 20:11 ]</em></p><p><br></p><p>เจฟ กัลโลเวย์ อดีตนักกีฬาโอลิมปิกและเป็นโค้ชสอนการวิ่ง เขาสอนวิธีฝึกวิ่งมาราธอนที่ขัดกับสัญชาตญาณคนทั่วไป ทั้งนักแข่งมาราธอนหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ล้วนประหลาดใจเมื่อรู้ว่า เขาสนับสนุนวิธี “วิ่ง/เดิน” คือ การวิ่งในช่วงนาทีที่กำหนดสลับกับการเดินช่วงสั้นๆ สมมุติฐานของวิธีนี้คือการสลับเดินช่วงสั้นๆทำให้ร่างกายได้พักชั่วคราว และช่วยให้นักวิ่งจบการ<br>แข่งขันเร็วกว่าการที่พวกเขาวิ่งอย่างเดียวตลอดระยะทาง 42 กิโลเมตร</p><p>ความสำคัญของการหยุดพักไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการวิ่ง การหยุดพักช่วยให้เรามีความทรหดอดทนในระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวถึงในตลอดพระคัมภีร์ เริ่มจากพระธรรมอพยพ ในพันธสัญญาเดิมนั้นการหยุดพักเป็นการทำตามแบบของพระเจ้าในช่วงเวลาของการทรงสร้าง คือ ทำการงานทั้งสิ้นในหกวัน “แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า” (อพย.20:10) เพราะพระเจ้าทรง “สร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก” (ข้อ 11)</p><p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าเราต้องพักบ่อยแค่ไหน (รม.14:5-6; คส.2:16-17) การหยุดพักในรูปแบบและช่วงเวลาที่เราพอใจนั้นก็เพื่อเป็นการฟื้นฟู การเลือกที่จะหยุดพักยังเป็นการแสดงออกถึงการวางใจในพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการอย่างสัตย์ซื่อด้วย เราไม่สามารถและไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งตลอดเวลา</p><p><br></p><p><strong>คุณหยุดพักอย่างไรและเมื่อใด พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการในยามที่คุณหยุดพักซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่ออย่างไรบ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้แสดงถึงความวางใจในพระองค์ผ่านการหยุดพักนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 15 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4e2aa2a2/5ee64564.mp3" length="11277530" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>705</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน... แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก [ อพยพ 20:11 ]เจฟ กัลโลเวย์ อดีตนักกีฬาโอลิมปิกและเป็นโค้ชสอนการวิ่ง เขาสอนวิธีฝึกวิ่งมาราธอนที่ขัดกับสัญชาตญาณคนทั่วไป ทั้งนักแข่งมาราธอนหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ล้วนประหลาดใจเมื่อรู้ว่า เขาสนับสนุนวิธี “วิ่ง/เดิน” คือ การวิ่งในช่วงนาทีที่กำหนดสลับกับการเดินช่วงสั้นๆ สมมุติฐานของวิธีนี้คือการสลับเดินช่วงสั้นๆทำให้ร่างกายได้พักชั่วคราว และช่วยให้นักวิ่งจบการแข่งขันเร็วกว่าการที่พวกเขาวิ่งอย่างเดียวตลอดระยะทาง 42 กิโลเมตรความสำคัญของการหยุดพักไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการวิ่ง การหยุดพักช่วยให้เรามีความทรหดอดทนในระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต และเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกล่าวถึงในตลอดพระคัมภีร์ เริ่มจากพระธรรมอพยพ ในพันธสัญญาเดิมนั้นการหยุดพักเป็นการทำตามแบบของพระเจ้าในช่วงเวลาของการทรงสร้าง คือ ทำการงานทั้งสิ้นในหกวัน “แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า” (อพย.20:10) เพราะพระเจ้าทรง “สร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก” (ข้อ 11)ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าเราต้องพักบ่อยแค่ไหน (รม.14:5-6; คส.2:16-17) การหยุดพักในรูปแบบและช่วงเวลาที่เราพอใจนั้นก็เพื่อเป็นการฟื้นฟู การเลือกที่จะหยุดพักยังเป็นการแสดงออกถึงการวางใจในพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการอย่างสัตย์ซื่อด้วย เราไม่สามารถและไม่จำเป็นที่จะต้องวิ่งตลอดเวลาคุณหยุดพักอย่างไรและเมื่อใด พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการในยามที่คุณหยุดพักซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่ออย่างไรบ้างข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ได้แสดงถึงความวางใจในพระองค์ผ่านการหยุดพักนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน... แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก [ อพยพ 20:11 ]เจฟ กัลโลเวย์ อดีตนักกีฬาโอลิมปิกและเป็นโค้ชสอนการวิ่ง เขาสอนวิธีฝึกวิ่งมาราธอนที่ขัดกับสัญชาตญาณคนทั่วไป ทั้งนักแข่งมาราธอนหน้าใหม่และผู้มีประสบการณ์ล้วนประหลาดใจเมื่อรู้ว่า เขาสน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ได้รับการเทิดทูนและถูกอ่าน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ได้รับการเทิดทูนและถูกอ่าน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">76d69b21-5d89-4892-bf67-e49f37f7992e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aeafd040</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ [ สดุดี 119:18 ]</em></p><p><br></p><p>บ้านของเรามีชั้นวางที่มีหนังสือวางอยู่เต็มจนล้น ฉันมักใจอ่อนกับหนังสือสวยๆ โดยเฉพาะเล่มที่เป็นปกแข็งอย่างดี หลายปีผ่านไปจำนวนหนังสือก็เพิ่มมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงพอที่จะอ่านสิ่งที่ฉันสะสมไว้ได้ทั้งหมด หนังสือยังคงสภาพดีเหมือนใหม่ สวยงาม และน่าเศร้าที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน</p><p>หากพระคัมภีร์ของเราถูกวางอยู่บนชั้นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่อันตราย นักเขียนบทความจอห์น อัพไดค์ ได้พูดถึง วอลเดน หนังสือที่ทรงคุณค่าในสหรัฐอเมริกาว่ากำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “หนังสือที่ได้รับการเทิดทูนและไม่ถูกอ่านเหมือนกับพระคัมภีร์” ความยากลำบากในการเข้าใจพระคัมภีร์โบราณที่ถูกเขียนในวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของเราอาจล่อลวงเราให้เก็บพระคัมภีร์ไว้บนชั้นวางอย่างสวยงาม น่าหวงแหน แต่ไม่ถูกเปิดอ่าน</p><p>ไม่ควรต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเราสามารถทูลขอเช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดีในบทที่ 119 ที่ได้ทูลขอพระองค์ให้ “เบิกตาข้าพระองค์” เพื่อจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ (ข้อ 18) เราสามารถหาครูที่เชื่อถือได้ให้ช่วยเรา “เข้าใจสิ่งที่อ่าน” (กจ.8:30 THSV11) และผู้เชื่อทุกคนมีพระวิญญาณของพระคริสต์ที่จะนำจิตใจของเราให้เห็นว่าทุกข้อนั้นล้วนชี้ไปถึงพระองค์ (ลก.24:27; ยน.14:26)</p><p>โดยผ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสามารถประทานกำลังแก่เราในยามที่เราทุกข์ใจ (สดด.119:28) ปกป้องเราจากการถูกล่อลวง (ข้อ 29) และขยายขอบเขตความเข้าใจของเราให้รู้วิธีที่จะมีชีวิตที่มีความสุข (ข้อ 32,35) พระคัมภีร์เป็นของขวัญที่ล้ำค่า ขอให้พระคัมภีร์เป็นทั้งสิ่งที่เราเทิดทูนและอ่านเสมอ</p><p><br></p><p><strong>แหล่งข้อมูลใดที่ช่วยคุณให้เข้าใจพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์ปรับแต่งชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงเมตตา ขอทรงเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความประเสริฐของพระองค์ในขณะที่อ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นของขวัญจากพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ [ สดุดี 119:18 ]</em></p><p><br></p><p>บ้านของเรามีชั้นวางที่มีหนังสือวางอยู่เต็มจนล้น ฉันมักใจอ่อนกับหนังสือสวยๆ โดยเฉพาะเล่มที่เป็นปกแข็งอย่างดี หลายปีผ่านไปจำนวนหนังสือก็เพิ่มมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงพอที่จะอ่านสิ่งที่ฉันสะสมไว้ได้ทั้งหมด หนังสือยังคงสภาพดีเหมือนใหม่ สวยงาม และน่าเศร้าที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน</p><p>หากพระคัมภีร์ของเราถูกวางอยู่บนชั้นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่อันตราย นักเขียนบทความจอห์น อัพไดค์ ได้พูดถึง วอลเดน หนังสือที่ทรงคุณค่าในสหรัฐอเมริกาว่ากำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “หนังสือที่ได้รับการเทิดทูนและไม่ถูกอ่านเหมือนกับพระคัมภีร์” ความยากลำบากในการเข้าใจพระคัมภีร์โบราณที่ถูกเขียนในวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของเราอาจล่อลวงเราให้เก็บพระคัมภีร์ไว้บนชั้นวางอย่างสวยงาม น่าหวงแหน แต่ไม่ถูกเปิดอ่าน</p><p>ไม่ควรต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเราสามารถทูลขอเช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดีในบทที่ 119 ที่ได้ทูลขอพระองค์ให้ “เบิกตาข้าพระองค์” เพื่อจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ (ข้อ 18) เราสามารถหาครูที่เชื่อถือได้ให้ช่วยเรา “เข้าใจสิ่งที่อ่าน” (กจ.8:30 THSV11) และผู้เชื่อทุกคนมีพระวิญญาณของพระคริสต์ที่จะนำจิตใจของเราให้เห็นว่าทุกข้อนั้นล้วนชี้ไปถึงพระองค์ (ลก.24:27; ยน.14:26)</p><p>โดยผ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสามารถประทานกำลังแก่เราในยามที่เราทุกข์ใจ (สดด.119:28) ปกป้องเราจากการถูกล่อลวง (ข้อ 29) และขยายขอบเขตความเข้าใจของเราให้รู้วิธีที่จะมีชีวิตที่มีความสุข (ข้อ 32,35) พระคัมภีร์เป็นของขวัญที่ล้ำค่า ขอให้พระคัมภีร์เป็นทั้งสิ่งที่เราเทิดทูนและอ่านเสมอ</p><p><br></p><p><strong>แหล่งข้อมูลใดที่ช่วยคุณให้เข้าใจพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์ปรับแต่งชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงเมตตา ขอทรงเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความประเสริฐของพระองค์ในขณะที่อ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นของขวัญจากพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 14 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aeafd040/ca8cbde3.mp3" length="12068331" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>755</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ [ สดุดี 119:18 ]บ้านของเรามีชั้นวางที่มีหนังสือวางอยู่เต็มจนล้น ฉันมักใจอ่อนกับหนังสือสวยๆ โดยเฉพาะเล่มที่เป็นปกแข็งอย่างดี หลายปีผ่านไปจำนวนหนังสือก็เพิ่มมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงพอที่จะอ่านสิ่งที่ฉันสะสมไว้ได้ทั้งหมด หนังสือยังคงสภาพดีเหมือนใหม่ สวยงาม และน่าเศร้าที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่านหากพระคัมภีร์ของเราถูกวางอยู่บนชั้นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่อันตราย นักเขียนบทความจอห์น อัพไดค์ ได้พูดถึง วอลเดน หนังสือที่ทรงคุณค่าในสหรัฐอเมริกาว่ากำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “หนังสือที่ได้รับการเทิดทูนและไม่ถูกอ่านเหมือนกับพระคัมภีร์” ความยากลำบากในการเข้าใจพระคัมภีร์โบราณที่ถูกเขียนในวัฒนธรรมที่แตกต่างจากของเราอาจล่อลวงเราให้เก็บพระคัมภีร์ไว้บนชั้นวางอย่างสวยงาม น่าหวงแหน แต่ไม่ถูกเปิดอ่านไม่ควรต้องเป็นเช่นนั้น เพราะเราสามารถทูลขอเช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดีในบทที่ 119 ที่ได้ทูลขอพระองค์ให้ “เบิกตาข้าพระองค์” เพื่อจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ (ข้อ 18) เราสามารถหาครูที่เชื่อถือได้ให้ช่วยเรา “เข้าใจสิ่งที่อ่าน” (กจ.8:30 THSV11) และผู้เชื่อทุกคนมีพระวิญญาณของพระคริสต์ที่จะนำจิตใจของเราให้เห็นว่าทุกข้อนั้นล้วนชี้ไปถึงพระองค์ (ลก.24:27; ยน.14:26)โดยผ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสามารถประทานกำลังแก่เราในยามที่เราทุกข์ใจ (สดด.119:28) ปกป้องเราจากการถูกล่อลวง (ข้อ 29) และขยายขอบเขตความเข้าใจของเราให้รู้วิธีที่จะมีชีวิตที่มีความสุข (ข้อ 32,35) พระคัมภีร์เป็นของขวัญที่ล้ำค่า ขอให้พระคัมภีร์เป็นทั้งสิ่งที่เราเทิดทูนและอ่านเสมอแหล่งข้อมูลใดที่ช่วยคุณให้เข้าใจพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์ปรับแต่งชีวิตของคุณอย่างไรพระเจ้าผู้ทรงเมตตา ขอทรงเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความประเสริฐของพระองค์ในขณะที่อ่านพระคัมภีร์ซึ่งเป็นของขวัญจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ [ สดุดี 119:18 ]บ้านของเรามีชั้นวางที่มีหนังสือวางอยู่เต็มจนล้น ฉันมักใจอ่อนกับหนังสือสวยๆ โดยเฉพาะเล่มที่เป็นปกแข็งอย่างดี หลายปีผ่านไปจำนวนหนังสือก็เพิ่มมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ฉั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สร้างให้ทำสิ่งดีเพื่อพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สร้างให้ทำสิ่งดีเพื่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1356ea5c-eb5c-4ed4-a985-0a8139dfea74</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dac6a6df</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]</em></p><p><br></p><p>ในตอนแรกผมเพิกเฉยที่เห็นบัตรที่หล่นอยู่บนพื้น พ่อและลูกสาวตัวน้อยที่ทำบัตรหล่นไว้อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตร และผมก็กำลังไปทำงานสาย เดี๋ยวพวกเขาต้องรู้ตัวแน่ ผมบอกกับตัวเอง แต่สามัญสำนึกดึงผมกลับมา ผมเดินกลับไปเก็บมันขึ้นมา บัตรนั้นเป็นตั๋วรถประจำทางที่ชำระเงินล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อผมยื่นบัตรให้กับพวกเขา คำขอบคุณที่พรั่งพรูออกมาทำให้ผมรู้สึกดีอย่างคาดไม่ถึง ทำไมผมจึงรู้สึกดีขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆเท่านั้น ผมสงสัย</p><p>ความจริงคือว่าธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อเรามีใจกรุณาต่อผู้อื่น เราถูกสร้างมาให้รู้สึกดีเมื่อเราทำความดี! นั่นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเราถูกสร้างโดยพระเจ้าผู้ทรงแสนดี ผู้ทรงสร้างเราให้เป็นเหมือนพระองค์</p><p>ในพระธรรมเอเฟซัส 2:10 แสดงให้เราเห็นว่าการอวยพรผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้ให้เรา “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” ข้อนี้ไม่เพียงบอกให้เราทำดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป หากเราทำสิ่งเล็กๆเพื่อช่วยผู้อื่นในชีวิตประจำวันของเรา เราไม่เพียงได้รับรางวัลแห่งความพึงพอใจ แต่เรายังรู้ด้วยว่าเราเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า จงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้เรากระทำ</p><p><br></p><p><strong>มีใครที่ต้องการความช่วยเหลือหรือคำหนุนใจบ้าง มีคำพูดดีๆหรือการกระทำง่ายๆอะไรที่คุณสามารถหยิบยื่นให้กับเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ ให้เห็นว่าจะแสดงความกรุณาแก่ใครได้บ้างในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]</em></p><p><br></p><p>ในตอนแรกผมเพิกเฉยที่เห็นบัตรที่หล่นอยู่บนพื้น พ่อและลูกสาวตัวน้อยที่ทำบัตรหล่นไว้อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตร และผมก็กำลังไปทำงานสาย เดี๋ยวพวกเขาต้องรู้ตัวแน่ ผมบอกกับตัวเอง แต่สามัญสำนึกดึงผมกลับมา ผมเดินกลับไปเก็บมันขึ้นมา บัตรนั้นเป็นตั๋วรถประจำทางที่ชำระเงินล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อผมยื่นบัตรให้กับพวกเขา คำขอบคุณที่พรั่งพรูออกมาทำให้ผมรู้สึกดีอย่างคาดไม่ถึง ทำไมผมจึงรู้สึกดีขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆเท่านั้น ผมสงสัย</p><p>ความจริงคือว่าธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อเรามีใจกรุณาต่อผู้อื่น เราถูกสร้างมาให้รู้สึกดีเมื่อเราทำความดี! นั่นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเราถูกสร้างโดยพระเจ้าผู้ทรงแสนดี ผู้ทรงสร้างเราให้เป็นเหมือนพระองค์</p><p>ในพระธรรมเอเฟซัส 2:10 แสดงให้เราเห็นว่าการอวยพรผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้ให้เรา “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” ข้อนี้ไม่เพียงบอกให้เราทำดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป หากเราทำสิ่งเล็กๆเพื่อช่วยผู้อื่นในชีวิตประจำวันของเรา เราไม่เพียงได้รับรางวัลแห่งความพึงพอใจ แต่เรายังรู้ด้วยว่าเราเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า จงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้เรากระทำ</p><p><br></p><p><strong>มีใครที่ต้องการความช่วยเหลือหรือคำหนุนใจบ้าง มีคำพูดดีๆหรือการกระทำง่ายๆอะไรที่คุณสามารถหยิบยื่นให้กับเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ ให้เห็นว่าจะแสดงความกรุณาแก่ใครได้บ้างในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 13 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dac6a6df/eb66b724.mp3" length="10255646" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>641</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]ในตอนแรกผมเพิกเฉยที่เห็นบัตรที่หล่นอยู่บนพื้น พ่อและลูกสาวตัวน้อยที่ทำบัตรหล่นไว้อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตร และผมก็กำลังไปทำงานสาย เดี๋ยวพวกเขาต้องรู้ตัวแน่ ผมบอกกับตัวเอง แต่สามัญสำนึกดึงผมกลับมา ผมเดินกลับไปเก็บมันขึ้นมา บัตรนั้นเป็นตั๋วรถประจำทางที่ชำระเงินล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อผมยื่นบัตรให้กับพวกเขา คำขอบคุณที่พรั่งพรูออกมาทำให้ผมรู้สึกดีอย่างคาดไม่ถึง ทำไมผมจึงรู้สึกดีขนาดนี้ทั้งที่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆเท่านั้น ผมสงสัยความจริงคือว่าธรรมชาติของร่างกายมนุษย์จะหลั่งสารเคมีที่ทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อเรามีใจกรุณาต่อผู้อื่น เราถูกสร้างมาให้รู้สึกดีเมื่อเราทำความดี! นั่นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเราถูกสร้างโดยพระเจ้าผู้ทรงแสนดี ผู้ทรงสร้างเราให้เป็นเหมือนพระองค์ในพระธรรมเอเฟซัส 2:10 แสดงให้เราเห็นว่าการอวยพรผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้ให้เรา “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” ข้อนี้ไม่เพียงบอกให้เราทำดีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป หากเราทำสิ่งเล็กๆเพื่อช่วยผู้อื่นในชีวิตประจำวันของเรา เราไม่เพียงได้รับรางวัลแห่งความพึงพอใจ แต่เรายังรู้ด้วยว่าเราเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า จงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้เรากระทำมีใครที่ต้องการความช่วยเหลือหรือคำหนุนใจบ้าง มีคำพูดดีๆหรือการกระทำง่ายๆอะไรที่คุณสามารถหยิบยื่นให้กับเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านได้บ้างข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ ให้เห็นว่าจะแสดงความกรุณาแก่ใครได้บ้างในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]ในตอนแรกผมเพิกเฉยที่เห็นบัตรที่หล่นอยู่บนพื้น พ่อและลูกสาวตัวน้อยที่ทำบัตรหล่นไว้อยู่ห่างออกไปเพียงหกเมตร และผมก็กำลังไปทำงานสาย เดี๋ยวพวกเขาต้องรู้ตัวแน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจดวงใหม่ในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หัวใจดวงใหม่ในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1d56e009-eb35-4d66-b6cb-d5a30e724477</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e9fefdb7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขาและให้ใจเนื้อแก่เขา [ เอเสเคียล 11:19 ]</em></p><p><br></p><p>บร็อคและเดนนิสเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก แต่ขณะที่พวกเขาเติบโตขึ้น บร็อคไม่ได้สนใจเรื่องความเชื่อในพระเยซูของเดนนิสมากนัก เดนนิสรักเพื่อนและอธิษฐานเผื่อเขาเพราะรู้ว่าเส้นทางที่เพื่อนเดินไปนั้นดิ่งลงในความมืดและเศร้าหมอง ในคำอธิษฐานเผื่อบร็อค เดนนิสได้ประยุกต์ใช้ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลว่า “โปรดเถิดพระเจ้า โปรดนำใจหินออกจากบร็อค และให้ใจเนื้อแก่เขาแทน” (ดูอสค.11:19) เขาปรารถนาให้บร็อคเดินในทางของพระเจ้าเพื่อจะจำเริญขึ้น</p><p>สิบปีต่อมาเดนนิสยังคงอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ แล้วเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบร็อคว่า “ฉันเพิ่งมอบชีวิตให้พระเยซู” เดนนิสดีใจมาก น้ำตาเอ่อล้นที่ได้ยินเพื่อนของเขาประกาศว่า ในที่สุดเขายอมรับในความจำกัดของตัวเองและวางใจมอบชีวิตไว้กับพระเจ้า</p><p>ในคำอธิษฐานของเดนนิส เขาจดจ่อที่พระสัญญาที่พระเจ้ามีต่อประชากรของพระองค์ผ่านเอเสเคียล แม้ว่าพวกเขาจะหันออกจากพระเจ้าและกระทำสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง แต่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนใจพวกเขา “เราจะให้จิตใจเดียวแก่เขา และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเขา เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขา และให้ใจเนื้อแก่เขา” (ข้อ 19) ด้วยใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะติดตามพระเจ้าของพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 20)</p><p>ไม่ว่าเราจะหลีกหนีจากพระเจ้าไปไกลเพียงใด พระองค์ทรงยินดีที่จะประทานหัวใจที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักแก่เรา เพียงเราหันกลับมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อและการกลับใจ เมื่อเราวางใจให้พระเยซูทรงช่วยเราจากความบาปของเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงการที่พระเจ้าทรงสลายความดื้อดึงและเย็นชา ภายในใจคุณอย่างไร คุณจะอธิษฐานเผื่อเพื่อนของคุณอย่างไรในวันนี้</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากความบาปและความละอาย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขาและให้ใจเนื้อแก่เขา [ เอเสเคียล 11:19 ]</em></p><p><br></p><p>บร็อคและเดนนิสเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก แต่ขณะที่พวกเขาเติบโตขึ้น บร็อคไม่ได้สนใจเรื่องความเชื่อในพระเยซูของเดนนิสมากนัก เดนนิสรักเพื่อนและอธิษฐานเผื่อเขาเพราะรู้ว่าเส้นทางที่เพื่อนเดินไปนั้นดิ่งลงในความมืดและเศร้าหมอง ในคำอธิษฐานเผื่อบร็อค เดนนิสได้ประยุกต์ใช้ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลว่า “โปรดเถิดพระเจ้า โปรดนำใจหินออกจากบร็อค และให้ใจเนื้อแก่เขาแทน” (ดูอสค.11:19) เขาปรารถนาให้บร็อคเดินในทางของพระเจ้าเพื่อจะจำเริญขึ้น</p><p>สิบปีต่อมาเดนนิสยังคงอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ แล้วเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบร็อคว่า “ฉันเพิ่งมอบชีวิตให้พระเยซู” เดนนิสดีใจมาก น้ำตาเอ่อล้นที่ได้ยินเพื่อนของเขาประกาศว่า ในที่สุดเขายอมรับในความจำกัดของตัวเองและวางใจมอบชีวิตไว้กับพระเจ้า</p><p>ในคำอธิษฐานของเดนนิส เขาจดจ่อที่พระสัญญาที่พระเจ้ามีต่อประชากรของพระองค์ผ่านเอเสเคียล แม้ว่าพวกเขาจะหันออกจากพระเจ้าและกระทำสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง แต่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนใจพวกเขา “เราจะให้จิตใจเดียวแก่เขา และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเขา เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขา และให้ใจเนื้อแก่เขา” (ข้อ 19) ด้วยใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะติดตามพระเจ้าของพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 20)</p><p>ไม่ว่าเราจะหลีกหนีจากพระเจ้าไปไกลเพียงใด พระองค์ทรงยินดีที่จะประทานหัวใจที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักแก่เรา เพียงเราหันกลับมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อและการกลับใจ เมื่อเราวางใจให้พระเยซูทรงช่วยเราจากความบาปของเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยสัมผัสถึงการที่พระเจ้าทรงสลายความดื้อดึงและเย็นชา ภายในใจคุณอย่างไร คุณจะอธิษฐานเผื่อเพื่อนของคุณอย่างไรในวันนี้</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากความบาปและความละอาย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 12 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e9fefdb7/abaa6f66.mp3" length="13351248" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>835</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขาและให้ใจเนื้อแก่เขา [ เอเสเคียล 11:19 ]บร็อคและเดนนิสเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก แต่ขณะที่พวกเขาเติบโตขึ้น บร็อคไม่ได้สนใจเรื่องความเชื่อในพระเยซูของเดนนิสมากนัก เดนนิสรักเพื่อนและอธิษฐานเผื่อเขาเพราะรู้ว่าเส้นทางที่เพื่อนเดินไปนั้นดิ่งลงในความมืดและเศร้าหมอง ในคำอธิษฐานเผื่อบร็อค เดนนิสได้ประยุกต์ใช้ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลว่า “โปรดเถิดพระเจ้า โปรดนำใจหินออกจากบร็อค และให้ใจเนื้อแก่เขาแทน” (ดูอสค.11:19) เขาปรารถนาให้บร็อคเดินในทางของพระเจ้าเพื่อจะจำเริญขึ้นสิบปีต่อมาเดนนิสยังคงอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ แล้วเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบร็อคว่า “ฉันเพิ่งมอบชีวิตให้พระเยซู” เดนนิสดีใจมาก น้ำตาเอ่อล้นที่ได้ยินเพื่อนของเขาประกาศว่า ในที่สุดเขายอมรับในความจำกัดของตัวเองและวางใจมอบชีวิตไว้กับพระเจ้าในคำอธิษฐานของเดนนิส เขาจดจ่อที่พระสัญญาที่พระเจ้ามีต่อประชากรของพระองค์ผ่านเอเสเคียล แม้ว่าพวกเขาจะหันออกจากพระเจ้าและกระทำสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง แต่พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนใจพวกเขา “เราจะให้จิตใจเดียวแก่เขา และเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเขา เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขา และให้ใจเนื้อแก่เขา” (ข้อ 19) ด้วยใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะติดตามพระเจ้าของพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ (ข้อ 20)ไม่ว่าเราจะหลีกหนีจากพระเจ้าไปไกลเพียงใด พระองค์ทรงยินดีที่จะประทานหัวใจที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักแก่เรา เพียงเราหันกลับมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อและการกลับใจ เมื่อเราวางใจให้พระเยซูทรงช่วยเราจากความบาปของเราคุณเคยสัมผัสถึงการที่พระเจ้าทรงสลายความดื้อดึงและเย็นชา ภายในใจคุณอย่างไร คุณจะอธิษฐานเผื่อเพื่อนของคุณอย่างไรในวันนี้ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากความบาปและความละอาย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเขาและให้ใจเนื้อแก่เขา [ เอเสเคียล 11:19 ]บร็อคและเดนนิสเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก แต่ขณะที่พวกเขาเติบโตขึ้น บร็อคไม่ได้สนใจเรื่องความเชื่อในพระเยซูของเดนนิสมากนัก เดนนิสรักเพื่อนและอธิษฐานเผื่อเขาเพราะรู้ว่าเส้นทางที่เพื่อนเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ช่วยช้าง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้ช่วยช้าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6caff4fd-42b8-4ef9-877b-e9a2694716a4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3c5d28ca</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน [ 1 โครินธ์ 12:25 ]</em></p><p><br></p><p>กลางดึกคืนวันหนึ่ง ที่เขตอนุรักษ์ช้างของประเทศเคนย่าได้รับแจ้งว่ามีลูกช้างตกลงไปในบ่อน้ำ หน่วยกู้ภัยไปพบกับเสียงร้องอันเจ็บปวดดังก้องในความมืด และพบว่างวงของลูกช้างสองในสามส่วนถูกพวกไฮยีน่ารุมกัดหายไป เมื่อพาลูกช้างมาถึงศูนย์พักพิง พวกเขาตั้งชื่อมันว่าลองอูโร ซึ่งแปลว่า “บางสิ่งถูกตัดออก” แม้ว่าจะเหลืองวงเพียงหนึ่งในสามส่วน ลองอูโรก็หายดีและได้รับการยอมรับจากช้างตัวอื่นให้เข้าฝูงในเขตอนุรักษ์ ช้างรู้โดยสัญชาตญาณว่าพวกมันต้องการกันและกัน ดังนั้นพวกมันจึงช่วยเหลือกัน</p><p>ในพระธรรม 1 โครินธ์ 12 อัครทูตเปาโลเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องช่วยเหลือกันและกันในพระกายของพระคริสต์ ท่านได้ใช้ร่างกายมนุษย์และอวัยวะต่างๆเป็นคำอุปมาเพื่ออธิบายถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้ประชากรของพระองค์ยอมรับของประทานทุกอย่างที่มีในแต่ละคน เพราะทั้งหมดล้วนจำเป็นที่จะทำให้พระกายของพระองค์ทำงานได้ดี (ข้อ 12-26) จากนั้นเปาโลอธิบายถึงการทำให้ความหลากหลายนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน “พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน” ท่านเขียน “ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน” (ข้อ 24-25)</p><p>ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง สวยหรูหรือดูธรรมดา ขอให้เราช่วยเหลือกันและกัน มนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกับฝูงช้างที่ต้องการกันและกัน</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวของพระเจ้าเมื่อใด วันนี้คุณจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือผู้เชื่อคนอื่นๆได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เข้าใจถึงคุณค่าของสมาชิกแต่ละคน ในพระกายของพระคริสต์ และโปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ให้รู้จัก การให้และการรับความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเราเข้มแข็งขึ้นร่วมกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน [ 1 โครินธ์ 12:25 ]</em></p><p><br></p><p>กลางดึกคืนวันหนึ่ง ที่เขตอนุรักษ์ช้างของประเทศเคนย่าได้รับแจ้งว่ามีลูกช้างตกลงไปในบ่อน้ำ หน่วยกู้ภัยไปพบกับเสียงร้องอันเจ็บปวดดังก้องในความมืด และพบว่างวงของลูกช้างสองในสามส่วนถูกพวกไฮยีน่ารุมกัดหายไป เมื่อพาลูกช้างมาถึงศูนย์พักพิง พวกเขาตั้งชื่อมันว่าลองอูโร ซึ่งแปลว่า “บางสิ่งถูกตัดออก” แม้ว่าจะเหลืองวงเพียงหนึ่งในสามส่วน ลองอูโรก็หายดีและได้รับการยอมรับจากช้างตัวอื่นให้เข้าฝูงในเขตอนุรักษ์ ช้างรู้โดยสัญชาตญาณว่าพวกมันต้องการกันและกัน ดังนั้นพวกมันจึงช่วยเหลือกัน</p><p>ในพระธรรม 1 โครินธ์ 12 อัครทูตเปาโลเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องช่วยเหลือกันและกันในพระกายของพระคริสต์ ท่านได้ใช้ร่างกายมนุษย์และอวัยวะต่างๆเป็นคำอุปมาเพื่ออธิบายถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้ประชากรของพระองค์ยอมรับของประทานทุกอย่างที่มีในแต่ละคน เพราะทั้งหมดล้วนจำเป็นที่จะทำให้พระกายของพระองค์ทำงานได้ดี (ข้อ 12-26) จากนั้นเปาโลอธิบายถึงการทำให้ความหลากหลายนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน “พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน” ท่านเขียน “ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน” (ข้อ 24-25)</p><p>ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง สวยหรูหรือดูธรรมดา ขอให้เราช่วยเหลือกันและกัน มนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกับฝูงช้างที่ต้องการกันและกัน</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวของพระเจ้าเมื่อใด วันนี้คุณจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือผู้เชื่อคนอื่นๆได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เข้าใจถึงคุณค่าของสมาชิกแต่ละคน ในพระกายของพระคริสต์ และโปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ให้รู้จัก การให้และการรับความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเราเข้มแข็งขึ้นร่วมกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:12:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3c5d28ca/c7b22bfc.mp3" length="11217336" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>701</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน [ 1 โครินธ์ 12:25 ]กลางดึกคืนวันหนึ่ง ที่เขตอนุรักษ์ช้างของประเทศเคนย่าได้รับแจ้งว่ามีลูกช้างตกลงไปในบ่อน้ำ หน่วยกู้ภัยไปพบกับเสียงร้องอันเจ็บปวดดังก้องในความมืด และพบว่างวงของลูกช้างสองในสามส่วนถูกพวกไฮยีน่ารุมกัดหายไป เมื่อพาลูกช้างมาถึงศูนย์พักพิง พวกเขาตั้งชื่อมันว่าลองอูโร ซึ่งแปลว่า “บางสิ่งถูกตัดออก” แม้ว่าจะเหลืองวงเพียงหนึ่งในสามส่วน ลองอูโรก็หายดีและได้รับการยอมรับจากช้างตัวอื่นให้เข้าฝูงในเขตอนุรักษ์ ช้างรู้โดยสัญชาตญาณว่าพวกมันต้องการกันและกัน ดังนั้นพวกมันจึงช่วยเหลือกันในพระธรรม 1 โครินธ์ 12 อัครทูตเปาโลเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่เราต้องช่วยเหลือกันและกันในพระกายของพระคริสต์ ท่านได้ใช้ร่างกายมนุษย์และอวัยวะต่างๆเป็นคำอุปมาเพื่ออธิบายถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้ประชากรของพระองค์ยอมรับของประทานทุกอย่างที่มีในแต่ละคน เพราะทั้งหมดล้วนจำเป็นที่จะทำให้พระกายของพระองค์ทำงานได้ดี (ข้อ 12-26) จากนั้นเปาโลอธิบายถึงการทำให้ความหลากหลายนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน “พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน” ท่านเขียน “ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน” (ข้อ 24-25)ไม่ว่าจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง สวยหรูหรือดูธรรมดา ขอให้เราช่วยเหลือกันและกัน มนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกับฝูงช้างที่ต้องการกันและกันคุณเคยได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวของพระเจ้าเมื่อใด วันนี้คุณจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือผู้เชื่อคนอื่นๆได้บ้างข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เข้าใจถึงคุณค่าของสมาชิกแต่ละคน ในพระกายของพระคริสต์ และโปรดสำแดงแก่ข้าพระองค์ให้รู้จัก การให้และการรับความช่วยเหลือเพื่อให้พวกเราเข้มแข็งขึ้นร่วมกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน [ 1 โครินธ์ 12:25 ]กลางดึกคืนวันหนึ่ง ที่เขตอนุรักษ์ช้างของประเทศเคนย่าได้รับแจ้งว่ามีลูกช้างตกลงไปในบ่อน้ำ หน่วยกู้ภัยไปพบกับเสียงร้องอันเจ็บปวดดังก้องในความมืด และพบว่างวงของลูกช้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทายาทแห่งความรอดของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทายาทแห่งความรอดของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9402f6df-2aec-47ba-ac39-1b88d2c35d04</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/09335474</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง [ กาลาเทีย 4:1 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝากหลักทรัพย์นั้นไว้ในสถาบันการเงิน เวลานี้เธอได้สิทธิ์เบิกเงินได้เพียงแค่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอจะได้รับเมื่ออายุมากขึ้น อาบีเกลรู้สึกหงุดหงิดใจในตอนแรก แต่ต่อมาเธอตระหนักได้ถึงสติปัญญาของพ่อแม่ในแผนการส่งมอบเงินมรดกในระยะยาว</p><p>ในพระธรรมกาลาเทียบทที่ 4 อัครทูตเปาโลยกตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันเพื่ออธิบายสถานการณ์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นทายาทตามพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าจะทรงอวยพรท่าน และการเข้าสุหนัตคือสัญลักษณ์แห่งพระสัญญานั้น (ปฐก.17:1-14) อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ไม่ใช่พระสัญญา ลูกหลานของอับราฮัมต้องรอคอยผู้สืบเชื้อสายที่จะมาในอนาคตผู้ที่จะทำให้พระสัญญานั้นสมบูรณ์ อิสอัคได้เกิดมาและชี้ไปถึงพระบุตรที่จะเกิดมาในอนาคตเพื่อมาไถ่ชนชาติของพระเจ้า (กท.4:4-5)</p><p>ชนชาติอิสราเอลเป็นเช่นเดียวกับอาบีเกลที่ต้องรอจนกว่าจะ “ถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้” (ข้อ 2) เมื่อถึงเวลานั้นชนอิสราเอลจึงจะได้ครอบครองมรดกทั้งหมด พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการทันทีเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป “แต่เป็นบุตร” (ข้อ 7) ของพระเจ้า พระสัญญาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราสามารถเข้าหาพระเจ้าได้! เราสามารถเรียกพระองค์ว่า “‘อาบา’คือพระบิดา” (ข้อ 6)</p><p><br></p><p><strong>หากคุณยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คุณจะไม่เป็นทาสของบาปแต่เป็นบุตรของพระเจ้าได้อย่างไร การได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระบิดามีความหมายเช่นไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาไถ่บาปให้แก่โลกนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง [ กาลาเทีย 4:1 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝากหลักทรัพย์นั้นไว้ในสถาบันการเงิน เวลานี้เธอได้สิทธิ์เบิกเงินได้เพียงแค่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอจะได้รับเมื่ออายุมากขึ้น อาบีเกลรู้สึกหงุดหงิดใจในตอนแรก แต่ต่อมาเธอตระหนักได้ถึงสติปัญญาของพ่อแม่ในแผนการส่งมอบเงินมรดกในระยะยาว</p><p>ในพระธรรมกาลาเทียบทที่ 4 อัครทูตเปาโลยกตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันเพื่ออธิบายสถานการณ์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นทายาทตามพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าจะทรงอวยพรท่าน และการเข้าสุหนัตคือสัญลักษณ์แห่งพระสัญญานั้น (ปฐก.17:1-14) อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ไม่ใช่พระสัญญา ลูกหลานของอับราฮัมต้องรอคอยผู้สืบเชื้อสายที่จะมาในอนาคตผู้ที่จะทำให้พระสัญญานั้นสมบูรณ์ อิสอัคได้เกิดมาและชี้ไปถึงพระบุตรที่จะเกิดมาในอนาคตเพื่อมาไถ่ชนชาติของพระเจ้า (กท.4:4-5)</p><p>ชนชาติอิสราเอลเป็นเช่นเดียวกับอาบีเกลที่ต้องรอจนกว่าจะ “ถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้” (ข้อ 2) เมื่อถึงเวลานั้นชนอิสราเอลจึงจะได้ครอบครองมรดกทั้งหมด พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการทันทีเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป “แต่เป็นบุตร” (ข้อ 7) ของพระเจ้า พระสัญญาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราสามารถเข้าหาพระเจ้าได้! เราสามารถเรียกพระองค์ว่า “‘อาบา’คือพระบิดา” (ข้อ 6)</p><p><br></p><p><strong>หากคุณยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คุณจะไม่เป็นทาสของบาปแต่เป็นบุตรของพระเจ้าได้อย่างไร การได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระบิดามีความหมายเช่นไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาไถ่บาปให้แก่โลกนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 10 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/09335474/d5ec5cb3.mp3" length="12052030" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>754</itunes:duration>
      <itunes:summary>ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง [ กาลาเทีย 4:1 ]เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝากหลักทรัพย์นั้นไว้ในสถาบันการเงิน เวลานี้เธอได้สิทธิ์เบิกเงินได้เพียงแค่ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอจะได้รับเมื่ออายุมากขึ้น อาบีเกลรู้สึกหงุดหงิดใจในตอนแรก แต่ต่อมาเธอตระหนักได้ถึงสติปัญญาของพ่อแม่ในแผนการส่งมอบเงินมรดกในระยะยาวในพระธรรมกาลาเทียบทที่ 4 อัครทูตเปาโลยกตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันเพื่ออธิบายสถานการณ์ของชนชาติอิสราเอลที่เป็นทายาทตามพระสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัมว่าจะทรงอวยพรท่าน และการเข้าสุหนัตคือสัญลักษณ์แห่งพระสัญญานั้น (ปฐก.17:1-14) อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ไม่ใช่พระสัญญา ลูกหลานของอับราฮัมต้องรอคอยผู้สืบเชื้อสายที่จะมาในอนาคตผู้ที่จะทำให้พระสัญญานั้นสมบูรณ์ อิสอัคได้เกิดมาและชี้ไปถึงพระบุตรที่จะเกิดมาในอนาคตเพื่อมาไถ่ชนชาติของพระเจ้า (กท.4:4-5)ชนชาติอิสราเอลเป็นเช่นเดียวกับอาบีเกลที่ต้องรอจนกว่าจะ “ถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้” (ข้อ 2) เมื่อถึงเวลานั้นชนอิสราเอลจึงจะได้ครอบครองมรดกทั้งหมด พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ต้องการทันทีเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และทรงฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์จะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป “แต่เป็นบุตร” (ข้อ 7) ของพระเจ้า พระสัญญาใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เราสามารถเข้าหาพระเจ้าได้! เราสามารถเรียกพระองค์ว่า “‘อาบา’คือพระบิดา” (ข้อ 6)หากคุณยอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คุณจะไม่เป็นทาสของบาปแต่เป็นบุตรของพระเจ้าได้อย่างไร การได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระบิดามีความหมายเช่นไรข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาไถ่บาปให้แก่โลกนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง [ กาลาเทีย 4:1 ]เมื่อพ่อแม่ของอาบีเกลเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอได้รับมรดกเป็นหลักทรัพย์จำนวนมากจากอสังหาริมทรัพย์ เธอรู้ด้วยว่าพ่อแม่ฝาก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำงานร่วมกันเพื่อพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทำงานร่วมกันเพื่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">012b01a2-50d2-4d30-ac70-770c198fae7f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/72b4df82</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน [ เนหะมีย์ 4:6 ]</em></p><p><br></p><p>ในระหว่างที่ไปร่วมทีมมิชชั่นเพื่อการประกาศในประเทศบราซิล เราได้ช่วยกันสร้างอาคารคริสตจักรในป่าอเมซอน พวกเราประกอบส่วนต่างๆของคริสตจักรเหมือนการต่อเลโก้ขนาดใหญ่บนฐานรากที่สร้างไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสา กำแพงคอนกรีต คานเหล็กสำหรับหลังคา และกระเบื้องมุงหลังคา จากนั้นเราก็ทาสีกำแพง</p><p>บางคนรู้สึกกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าเราจะสร้างคริสตจักรให้เสร็จในช่วงฤดูมรสุมได้ แต่โดยพระคุณของพระเจ้าฝนที่ตกหนักก็เว้นระยะไป แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่โดยความช่วยเหลือของคนท้องถิ่นสองสามคน เราทำงานเสร็จได้ในเวลาที่รวดเร็ว</p><p>เมื่อเนหะมีย์และชนอิสราเอลที่กลับจากการเป็นเชลยพยายามสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ พวกเขาพบกับอุปสรรคมากมาย เมื่อศัตรูรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำ เหล่าศัตรูพากันโกรธเกรี้ยวและสบประมาทพวกเขา (นหม.4:1-3) แต่เนหะมีย์อธิษฐานและประชาชนก็บากบั่นร่วมกัน “เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน” (ข้อ 6) เมื่อศัตรูขู่ที่จะโจมตี คนอิสราเอลร่วมใจอธิษฐานและจัดเวรยามระหว่างทำงาน (ข้อ 7-23) พวกเขาสร้างกำแพงขึ้นใหม่ภายในเวลา 52 วัน</p><p>บางครั้งเราต้องเผชิญกับภารกิจที่น่าหวาดหวั่น มีอุปสรรคปรากฏอยู่ตามเส้นทาง เราและพี่น้องในพระคริสต์อาจรู้สึกหมดหวัง แต่ในเวลาเช่นนี้อาจเป็นช่วงเวลาแห่งชัยชนะได้โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า จงวางใจว่าพระองค์จะช่วยยับยั้งพายุฝน และจงเพ่งมองไปที่พระองค์ผู้ทรงนำเราสู่ชัยชนะ</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดการดำเนินชีวิตที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเป็นเรื่องยากคุณจะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แสวงหา ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน [ เนหะมีย์ 4:6 ]</em></p><p><br></p><p>ในระหว่างที่ไปร่วมทีมมิชชั่นเพื่อการประกาศในประเทศบราซิล เราได้ช่วยกันสร้างอาคารคริสตจักรในป่าอเมซอน พวกเราประกอบส่วนต่างๆของคริสตจักรเหมือนการต่อเลโก้ขนาดใหญ่บนฐานรากที่สร้างไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสา กำแพงคอนกรีต คานเหล็กสำหรับหลังคา และกระเบื้องมุงหลังคา จากนั้นเราก็ทาสีกำแพง</p><p>บางคนรู้สึกกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าเราจะสร้างคริสตจักรให้เสร็จในช่วงฤดูมรสุมได้ แต่โดยพระคุณของพระเจ้าฝนที่ตกหนักก็เว้นระยะไป แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่โดยความช่วยเหลือของคนท้องถิ่นสองสามคน เราทำงานเสร็จได้ในเวลาที่รวดเร็ว</p><p>เมื่อเนหะมีย์และชนอิสราเอลที่กลับจากการเป็นเชลยพยายามสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ พวกเขาพบกับอุปสรรคมากมาย เมื่อศัตรูรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำ เหล่าศัตรูพากันโกรธเกรี้ยวและสบประมาทพวกเขา (นหม.4:1-3) แต่เนหะมีย์อธิษฐานและประชาชนก็บากบั่นร่วมกัน “เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน” (ข้อ 6) เมื่อศัตรูขู่ที่จะโจมตี คนอิสราเอลร่วมใจอธิษฐานและจัดเวรยามระหว่างทำงาน (ข้อ 7-23) พวกเขาสร้างกำแพงขึ้นใหม่ภายในเวลา 52 วัน</p><p>บางครั้งเราต้องเผชิญกับภารกิจที่น่าหวาดหวั่น มีอุปสรรคปรากฏอยู่ตามเส้นทาง เราและพี่น้องในพระคริสต์อาจรู้สึกหมดหวัง แต่ในเวลาเช่นนี้อาจเป็นช่วงเวลาแห่งชัยชนะได้โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า จงวางใจว่าพระองค์จะช่วยยับยั้งพายุฝน และจงเพ่งมองไปที่พระองค์ผู้ทรงนำเราสู่ชัยชนะ</p><p><br></p><p><strong>เพราะเหตุใดการดำเนินชีวิตที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเป็นเรื่องยากคุณจะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แสวงหา ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 09 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/72b4df82/40e6ace4.mp3" length="11845972" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>741</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน [ เนหะมีย์ 4:6 ]ในระหว่างที่ไปร่วมทีมมิชชั่นเพื่อการประกาศในประเทศบราซิล เราได้ช่วยกันสร้างอาคารคริสตจักรในป่าอเมซอน พวกเราประกอบส่วนต่างๆของคริสตจักรเหมือนการต่อเลโก้ขนาดใหญ่บนฐานรากที่สร้างไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสา กำแพงคอนกรีต คานเหล็กสำหรับหลังคา และกระเบื้องมุงหลังคา จากนั้นเราก็ทาสีกำแพงบางคนรู้สึกกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าเราจะสร้างคริสตจักรให้เสร็จในช่วงฤดูมรสุมได้ แต่โดยพระคุณของพระเจ้าฝนที่ตกหนักก็เว้นระยะไป แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่โดยความช่วยเหลือของคนท้องถิ่นสองสามคน เราทำงานเสร็จได้ในเวลาที่รวดเร็วเมื่อเนหะมีย์และชนอิสราเอลที่กลับจากการเป็นเชลยพยายามสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ พวกเขาพบกับอุปสรรคมากมาย เมื่อศัตรูรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำ เหล่าศัตรูพากันโกรธเกรี้ยวและสบประมาทพวกเขา (นหม.4:1-3) แต่เนหะมีย์อธิษฐานและประชาชนก็บากบั่นร่วมกัน “เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน” (ข้อ 6) เมื่อศัตรูขู่ที่จะโจมตี คนอิสราเอลร่วมใจอธิษฐานและจัดเวรยามระหว่างทำงาน (ข้อ 7-23) พวกเขาสร้างกำแพงขึ้นใหม่ภายในเวลา 52 วันบางครั้งเราต้องเผชิญกับภารกิจที่น่าหวาดหวั่น มีอุปสรรคปรากฏอยู่ตามเส้นทาง เราและพี่น้องในพระคริสต์อาจรู้สึกหมดหวัง แต่ในเวลาเช่นนี้อาจเป็นช่วงเวลาแห่งชัยชนะได้โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า จงวางใจว่าพระองค์จะช่วยยับยั้งพายุฝน และจงเพ่งมองไปที่พระองค์ผู้ทรงนำเราสู่ชัยชนะเพราะเหตุใดการดำเนินชีวิตที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเป็นเรื่องยากคุณจะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้แสวงหา ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจึงสร้างกำแพงขึ้น และกำแพงทั้งสิ้นก็ต่อกันสูงครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะประชาชนมีน้ำใจที่จะทำงาน [ เนหะมีย์ 4:6 ]ในระหว่างที่ไปร่วมทีมมิชชั่นเพื่อการประกาศในประเทศบราซิล เราได้ช่วยกันสร้างอาคารคริสตจักรในป่าอเมซอน พวกเราประกอบส่วนต่างๆของคริสตจักรเหมือนการต่อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พักสงบในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พักสงบในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d84efb77-fbbf-488f-90df-fc9fd6e71b91</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/53c9b716</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก” [ ลูกา 10:41 ]</em></p><p><br></p><p>หลายปีก่อน มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้วิเคราะห์เรื่องภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นที่เชื่อมโยงกับปริมาณการนอนหลับของพวกเขาในแต่ละคืน หลังจากอ่านงานวิจัยหญิงสาวคนหนึ่งแสดงความเห็นในผลวิจัยนั้นว่า “ดูเหมือนฉันไม่เคยรู้ตัวว่าควรหยุดเมื่อไร ฉันผลักดันตัวเองอย่างหนักจนทำให้ตัวเองป่วยเพราะนอนน้อยและเครียด” จากนั้นเธอต้องการรู้ว่าการบริหารเวลาเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าจริงๆแล้วคืออะไร และต้องการรู้ถึงความแตกต่างระหว่างงานที่ยุ่งกับงานที่เกิดผล</p><p>การทำงานมากมายจนยุ่งไม่ได้รับประกันถึงประสิทธิภาพ ความสัตย์ซื่อ หรือการเกิดผลมาก แต่เรามักคิดว่าการทำงานยุ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในพระธรรมลูกา 10:41 พระเยซูทรงเตือนมารธาอย่างอ่อนโยนว่าเธอ “ร้อนใจด้วยหลายสิ่ง” และการเลือกของมารีย์น้องสาวของเธอที่ “นั่งใกล้พระบาทพระเยซู” (ข้อ 39) ซึ่งเป็นภาพของการเป็นสาวกนั้นคือตัวเลือกที่ดีกว่า</p><p>ในความปรารถนาของเราที่อยากจะรับใช้พระคริสต์นั้น เราทำมากเกินไปโดยคิดว่าพระองค์จะสังเกตเห็นเราได้มากกว่าเพราะเราทำมากใช่ไหม พระธรรมโคโลสี 3:17 บอกว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” แต่พระวจนะข้อนี้ไม่ได้บอกให้เรารับใช้ในพระนามพระองค์จนหมดแรง ในสดุดี 46:10 เราได้ยินคำเตือนนี้ “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า”</p><p>ขอให้เราผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง และใช้เวลาอยู่กับพระคริสต์แทนที่จะจดจ่อกับรายการของสิ่งที่ต้องทำ เมื่อนั้น “จิตใจ [เราจึง]จะได้พัก” (มธ.11:29) อย่างแท้จริง</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยทำงานยุ่งเกินกว่าที่จะสัตย์ซื่อและเกิดผล คุณจะพบการพักสงบในพระเยซูเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ให้คุณทำได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สงบนิ่งแทนที่จะยุ่งวุ่นวาย เพื่อข้าพระองค์จะได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และเพื่อให้ชีวิตของข้าพระองค์เกิดผล</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก” [ ลูกา 10:41 ]</em></p><p><br></p><p>หลายปีก่อน มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้วิเคราะห์เรื่องภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นที่เชื่อมโยงกับปริมาณการนอนหลับของพวกเขาในแต่ละคืน หลังจากอ่านงานวิจัยหญิงสาวคนหนึ่งแสดงความเห็นในผลวิจัยนั้นว่า “ดูเหมือนฉันไม่เคยรู้ตัวว่าควรหยุดเมื่อไร ฉันผลักดันตัวเองอย่างหนักจนทำให้ตัวเองป่วยเพราะนอนน้อยและเครียด” จากนั้นเธอต้องการรู้ว่าการบริหารเวลาเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าจริงๆแล้วคืออะไร และต้องการรู้ถึงความแตกต่างระหว่างงานที่ยุ่งกับงานที่เกิดผล</p><p>การทำงานมากมายจนยุ่งไม่ได้รับประกันถึงประสิทธิภาพ ความสัตย์ซื่อ หรือการเกิดผลมาก แต่เรามักคิดว่าการทำงานยุ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในพระธรรมลูกา 10:41 พระเยซูทรงเตือนมารธาอย่างอ่อนโยนว่าเธอ “ร้อนใจด้วยหลายสิ่ง” และการเลือกของมารีย์น้องสาวของเธอที่ “นั่งใกล้พระบาทพระเยซู” (ข้อ 39) ซึ่งเป็นภาพของการเป็นสาวกนั้นคือตัวเลือกที่ดีกว่า</p><p>ในความปรารถนาของเราที่อยากจะรับใช้พระคริสต์นั้น เราทำมากเกินไปโดยคิดว่าพระองค์จะสังเกตเห็นเราได้มากกว่าเพราะเราทำมากใช่ไหม พระธรรมโคโลสี 3:17 บอกว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” แต่พระวจนะข้อนี้ไม่ได้บอกให้เรารับใช้ในพระนามพระองค์จนหมดแรง ในสดุดี 46:10 เราได้ยินคำเตือนนี้ “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า”</p><p>ขอให้เราผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง และใช้เวลาอยู่กับพระคริสต์แทนที่จะจดจ่อกับรายการของสิ่งที่ต้องทำ เมื่อนั้น “จิตใจ [เราจึง]จะได้พัก” (มธ.11:29) อย่างแท้จริง</p><p><br></p><p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยทำงานยุ่งเกินกว่าที่จะสัตย์ซื่อและเกิดผล คุณจะพบการพักสงบในพระเยซูเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ให้คุณทำได้อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สงบนิ่งแทนที่จะยุ่งวุ่นวาย เพื่อข้าพระองค์จะได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และเพื่อให้ชีวิตของข้าพระองค์เกิดผล</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 08 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/53c9b716/7be921f0.mp3" length="11294252" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>706</itunes:duration>
      <itunes:summary>องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก” [ ลูกา 10:41 ]หลายปีก่อน มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้วิเคราะห์เรื่องภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นที่เชื่อมโยงกับปริมาณการนอนหลับของพวกเขาในแต่ละคืน หลังจากอ่านงานวิจัยหญิงสาวคนหนึ่งแสดงความเห็นในผลวิจัยนั้นว่า “ดูเหมือนฉันไม่เคยรู้ตัวว่าควรหยุดเมื่อไร ฉันผลักดันตัวเองอย่างหนักจนทำให้ตัวเองป่วยเพราะนอนน้อยและเครียด” จากนั้นเธอต้องการรู้ว่าการบริหารเวลาเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าจริงๆแล้วคืออะไร และต้องการรู้ถึงความแตกต่างระหว่างงานที่ยุ่งกับงานที่เกิดผลการทำงานมากมายจนยุ่งไม่ได้รับประกันถึงประสิทธิภาพ ความสัตย์ซื่อ หรือการเกิดผลมาก แต่เรามักคิดว่าการทำงานยุ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในพระธรรมลูกา 10:41 พระเยซูทรงเตือนมารธาอย่างอ่อนโยนว่าเธอ “ร้อนใจด้วยหลายสิ่ง” และการเลือกของมารีย์น้องสาวของเธอที่ “นั่งใกล้พระบาทพระเยซู” (ข้อ 39) ซึ่งเป็นภาพของการเป็นสาวกนั้นคือตัวเลือกที่ดีกว่าในความปรารถนาของเราที่อยากจะรับใช้พระคริสต์นั้น เราทำมากเกินไปโดยคิดว่าพระองค์จะสังเกตเห็นเราได้มากกว่าเพราะเราทำมากใช่ไหม พระธรรมโคโลสี 3:17 บอกว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” แต่พระวจนะข้อนี้ไม่ได้บอกให้เรารับใช้ในพระนามพระองค์จนหมดแรง ในสดุดี 46:10 เราได้ยินคำเตือนนี้ “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า”ขอให้เราผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง และใช้เวลาอยู่กับพระคริสต์แทนที่จะจดจ่อกับรายการของสิ่งที่ต้องทำ เมื่อนั้น “จิตใจ [เราจึง]จะได้พัก” (มธ.11:29) อย่างแท้จริงเมื่อใดที่คุณเคยทำงานยุ่งเกินกว่าที่จะสัตย์ซื่อและเกิดผล คุณจะพบการพักสงบในพระเยซูเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ให้คุณทำได้อย่างไรข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สงบนิ่งแทนที่จะยุ่งวุ่นวาย เพื่อข้าพระองค์จะได้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และเพื่อให้ชีวิตของข้าพระองค์เกิดผล</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบเธอว่า “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก” [ ลูกา 10:41 ]หลายปีก่อน มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้วิเคราะห์เรื่องภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นที่เชื่อมโยงกับปริมาณการนอนหลับของพวกเขาในแต่ละคืน หลังจากอ่านงานวิจัยหญิงสาวคนหนึ่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รายชื่อคือชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รายชื่อคือชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7cf94c18-193d-4a47-919a-a444b6b6f0c4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c51b8f5d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์ [ กันดารวิถี 26:4 ]</em></p><p><br></p><p>อิทชัค สเติร์น นั่งค้อมตัวทำงานอยู่เหนือเครื่องพิมพ์ดีดตลอดคืนเพื่อพิมพ์รายชื่อทั้งหมด 1,098 ชื่อ ทั้งหมดเป็นรายชื่อของคนงานชาวยิวที่เจ้าของโรงงานออสการ์ ชินด์เลอร์ ช่วยไว้จากพวกนาซี ขณะถือเอกสารไว้ในมือ สเติร์นประกาศว่า “รายชื่อนี้ดีเยี่ยม รายชื่อนี้คือชีวิต” เพราะรายชื่อในเอกสารนั้นได้รอดพ้นจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในปี 2012 มีการคำนวณคร่าวๆว่าลูกหลานของผู้รอดชีวิตในครั้งนั้นมีประมาณ 8,500 คน</p><p>ในพระคัมภีร์ก็มีรายชื่อแบบเดียวกัน แต่พวกเรามักจะอ่านข้ามไป เพราะมีีชื่อมากเกินไป มีชื่อที่ซ้ำกันมากเกินไป บางครั้งพวกเราก็บ่นว่าพระธรรมสำหรับวันนี้...น่าเบื่อ “บุตรของยูดาห์ตามครอบครัวของเขา คือเชลาห์คนตระกูลเชลาห์ เปเรศคนตระกูลเปเรศ ...” (กดว.26:20) ใครจะไปอยากรู้ล่ะ</p><p>แต่พระเจ้าทรงสนพระทัย! พวกเขาคือ “คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์” ตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ (ข้อ 4) หลังจากนั้นไม่นานประชาชนได้เข้าครอบครองดินแดนที่ทรงสัญญาไว้กับพวกเขา และวันหนึ่งพระเมสสิยาห์จะมาจากชนเผ่ายูดาห์นี้ รายชื่อนี้คือชีวิต ไม่เพียงสำหรับชาวยิวเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเยซู</p><p>พวกเรารู้เกี่ยวกับรายชื่อของออสการ์ ชินด์เลอร์จากภาพยนตร์เรื่อง ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม และบันทึกทางประวัติศาสตร์ พวกเรารู้เรื่องการช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากเรื่องราวที่บันทึกไว้เพื่อเราในพระคัมภีร์ เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า ขอพระวิญญาณทรงสำแดงให้เราเห็นคุณค่าของรายชื่อเหล่านั้น รายชื่อเหล่านี้มีความหมายต่อเราเช่นกัน</p><p><br></p><p><strong>พระคัมภีร์ตอนใดที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับคุณ คุณจะอ่านพระธรรมเหล่านั้นด้วยมุมมองใหม่อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อ่านพระคัมภีร์ด้วยความใส่ใจ ขอพระวิญญาณทรงนำข้าพระองค์ให้เห็นคุณค่าในแต่ละข้อที่ได้อ่าน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์ [ กันดารวิถี 26:4 ]</em></p><p><br></p><p>อิทชัค สเติร์น นั่งค้อมตัวทำงานอยู่เหนือเครื่องพิมพ์ดีดตลอดคืนเพื่อพิมพ์รายชื่อทั้งหมด 1,098 ชื่อ ทั้งหมดเป็นรายชื่อของคนงานชาวยิวที่เจ้าของโรงงานออสการ์ ชินด์เลอร์ ช่วยไว้จากพวกนาซี ขณะถือเอกสารไว้ในมือ สเติร์นประกาศว่า “รายชื่อนี้ดีเยี่ยม รายชื่อนี้คือชีวิต” เพราะรายชื่อในเอกสารนั้นได้รอดพ้นจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในปี 2012 มีการคำนวณคร่าวๆว่าลูกหลานของผู้รอดชีวิตในครั้งนั้นมีประมาณ 8,500 คน</p><p>ในพระคัมภีร์ก็มีรายชื่อแบบเดียวกัน แต่พวกเรามักจะอ่านข้ามไป เพราะมีีชื่อมากเกินไป มีชื่อที่ซ้ำกันมากเกินไป บางครั้งพวกเราก็บ่นว่าพระธรรมสำหรับวันนี้...น่าเบื่อ “บุตรของยูดาห์ตามครอบครัวของเขา คือเชลาห์คนตระกูลเชลาห์ เปเรศคนตระกูลเปเรศ ...” (กดว.26:20) ใครจะไปอยากรู้ล่ะ</p><p>แต่พระเจ้าทรงสนพระทัย! พวกเขาคือ “คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์” ตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ (ข้อ 4) หลังจากนั้นไม่นานประชาชนได้เข้าครอบครองดินแดนที่ทรงสัญญาไว้กับพวกเขา และวันหนึ่งพระเมสสิยาห์จะมาจากชนเผ่ายูดาห์นี้ รายชื่อนี้คือชีวิต ไม่เพียงสำหรับชาวยิวเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเยซู</p><p>พวกเรารู้เกี่ยวกับรายชื่อของออสการ์ ชินด์เลอร์จากภาพยนตร์เรื่อง ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม และบันทึกทางประวัติศาสตร์ พวกเรารู้เรื่องการช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากเรื่องราวที่บันทึกไว้เพื่อเราในพระคัมภีร์ เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า ขอพระวิญญาณทรงสำแดงให้เราเห็นคุณค่าของรายชื่อเหล่านั้น รายชื่อเหล่านี้มีความหมายต่อเราเช่นกัน</p><p><br></p><p><strong>พระคัมภีร์ตอนใดที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับคุณ คุณจะอ่านพระธรรมเหล่านั้นด้วยมุมมองใหม่อย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อ่านพระคัมภีร์ด้วยความใส่ใจ ขอพระวิญญาณทรงนำข้าพระองค์ให้เห็นคุณค่าในแต่ละข้อที่ได้อ่าน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 07 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c51b8f5d/a235dc7a.mp3" length="11566340" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>723</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์ [ กันดารวิถี 26:4 ]อิทชัค สเติร์น นั่งค้อมตัวทำงานอยู่เหนือเครื่องพิมพ์ดีดตลอดคืนเพื่อพิมพ์รายชื่อทั้งหมด 1,098 ชื่อ ทั้งหมดเป็นรายชื่อของคนงานชาวยิวที่เจ้าของโรงงานออสการ์ ชินด์เลอร์ ช่วยไว้จากพวกนาซี ขณะถือเอกสารไว้ในมือ สเติร์นประกาศว่า “รายชื่อนี้ดีเยี่ยม รายชื่อนี้คือชีวิต” เพราะรายชื่อในเอกสารนั้นได้รอดพ้นจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในปี 2012 มีการคำนวณคร่าวๆว่าลูกหลานของผู้รอดชีวิตในครั้งนั้นมีประมาณ 8,500 คนในพระคัมภีร์ก็มีรายชื่อแบบเดียวกัน แต่พวกเรามักจะอ่านข้ามไป เพราะมีีชื่อมากเกินไป มีชื่อที่ซ้ำกันมากเกินไป บางครั้งพวกเราก็บ่นว่าพระธรรมสำหรับวันนี้...น่าเบื่อ “บุตรของยูดาห์ตามครอบครัวของเขา คือเชลาห์คนตระกูลเชลาห์ เปเรศคนตระกูลเปเรศ ...” (กดว.26:20) ใครจะไปอยากรู้ล่ะแต่พระเจ้าทรงสนพระทัย! พวกเขาคือ “คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์” ตามที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ (ข้อ 4) หลังจากนั้นไม่นานประชาชนได้เข้าครอบครองดินแดนที่ทรงสัญญาไว้กับพวกเขา และวันหนึ่งพระเมสสิยาห์จะมาจากชนเผ่ายูดาห์นี้ รายชื่อนี้คือชีวิต ไม่เพียงสำหรับชาวยิวเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเยซูพวกเรารู้เกี่ยวกับรายชื่อของออสการ์ ชินด์เลอร์จากภาพยนตร์เรื่อง ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม และบันทึกทางประวัติศาสตร์ พวกเรารู้เรื่องการช่วยให้รอดที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากเรื่องราวที่บันทึกไว้เพื่อเราในพระคัมภีร์ เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า ขอพระวิญญาณทรงสำแดงให้เราเห็นคุณค่าของรายชื่อเหล่านั้น รายชื่อเหล่านี้มีความหมายต่อเราเช่นกันพระคัมภีร์ตอนใดที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับคุณ คุณจะอ่านพระธรรมเหล่านั้นด้วยมุมมองใหม่อย่างไรข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อ่านพระคัมภีร์ด้วยความใส่ใจ ขอพระวิญญาณทรงนำข้าพระองค์ให้เห็นคุณค่าในแต่ละข้อที่ได้อ่าน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนอิสราเอล ผู้ที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์ [ กันดารวิถี 26:4 ]อิทชัค สเติร์น นั่งค้อมตัวทำงานอยู่เหนือเครื่องพิมพ์ดีดตลอดคืนเพื่อพิมพ์รายชื่อทั้งหมด 1,098 ชื่อ ทั้งหมดเป็นรายชื่อของคนงานชาวยิวที่เจ้าของโรงงานออสการ์ ชินด์เลอร์ ช่วยไว้จากพวกนาซี ขณะถือเอกสารไว้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มอบความกังวลไว้กับพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มอบความกังวลไว้กับพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d5b321fe-ffe9-44ae-95d6-d42bf224b642</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/901e0c1a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน [ มัทธิว 6:25 ]</em></p><p><br></p><p>แนนซี่กลัวอนาคตเพราะเธอมองเห็นแต่ปัญหา ทอมสามีของเธอเป็นลมไปสามครั้งขณะเดินป่าในชนบทของรัฐเมน แต่แพทย์ของโรงพยาบาลเล็กๆ ในละแวกนั้นตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ และที่ศูนย์การแพทย์ใหญ่แพทย์ได้ทำการตรวจเพิ่มเติมแต่ก็ไม่พบปัญหาเช่นกัน “ฉันกลัวมาก” แนนซี่กล่าว ขณะที่สามีของเธอได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน เธอถามหมอโรคหัวใจเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ตอนนี้เราต้องทำอย่างไร” หมอได้ให้คำแนะนำแห่งสติปัญญาที่เปลี่ยนมุมมองของเธอตลอดไป “กลับไปใช้ชีวิตของคุณ” เขากล่าว “นี่ไม่ใช่คำพูดติดตลก” แนนซี่เล่า “แต่เป็นคำแนะนำสำหรับเรา”</p><p>คำแนะนำนั้นตรงกับคำสอนของพระเยซูในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์ตรัสว่า “อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ” (มธ.6:25) คำแนะนำนั้นไม่ได้บอกเราว่าไม่ต้องสนใจเรื่องการแพทย์ หรือปัญหาและอาการต่างๆของโรค ในทางกลับกันพระคริสต์ตรัสว่า “อย่ากระวนกระวาย” (ข้อ 25) จากนั้นทรงถามว่า “โดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ” (ข้อ 27)</p><p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้นำเสนอถึงสติปัญญาที่คล้ายกัน “จงกล่าวกับคนที่มีใจคร้ามกลัวว่า ‘จงแข็งแรงเถอะ อย่ากลัว ดูเถิด พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะเสด็จมา’”(อสย.35:4) สำหรับแนนซี่และทอม ตอนนี้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจให้เดินวันละมากกว่าแปดกิโลเมตร พวกเขาไม่ได้เดินด้วยความกังวลอีกต่อไป แต่ก้าวเดินไปด้วยความชื่นชมยินดี</p><p><br></p><p><strong>คุณกลัวอะไรมากที่สุด การมอบความกังวลของคุณไว้กับพระคริสต์ช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู หากข้าพระองค์รู้สึกกังวลในวันนี้ โปรดประทานความมั่นใจแก่ข้าพระองค์ที่จะมอบความกลัวของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์และดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน [ มัทธิว 6:25 ]</em></p><p><br></p><p>แนนซี่กลัวอนาคตเพราะเธอมองเห็นแต่ปัญหา ทอมสามีของเธอเป็นลมไปสามครั้งขณะเดินป่าในชนบทของรัฐเมน แต่แพทย์ของโรงพยาบาลเล็กๆ ในละแวกนั้นตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ และที่ศูนย์การแพทย์ใหญ่แพทย์ได้ทำการตรวจเพิ่มเติมแต่ก็ไม่พบปัญหาเช่นกัน “ฉันกลัวมาก” แนนซี่กล่าว ขณะที่สามีของเธอได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน เธอถามหมอโรคหัวใจเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ตอนนี้เราต้องทำอย่างไร” หมอได้ให้คำแนะนำแห่งสติปัญญาที่เปลี่ยนมุมมองของเธอตลอดไป “กลับไปใช้ชีวิตของคุณ” เขากล่าว “นี่ไม่ใช่คำพูดติดตลก” แนนซี่เล่า “แต่เป็นคำแนะนำสำหรับเรา”</p><p>คำแนะนำนั้นตรงกับคำสอนของพระเยซูในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์ตรัสว่า “อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ” (มธ.6:25) คำแนะนำนั้นไม่ได้บอกเราว่าไม่ต้องสนใจเรื่องการแพทย์ หรือปัญหาและอาการต่างๆของโรค ในทางกลับกันพระคริสต์ตรัสว่า “อย่ากระวนกระวาย” (ข้อ 25) จากนั้นทรงถามว่า “โดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ” (ข้อ 27)</p><p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้นำเสนอถึงสติปัญญาที่คล้ายกัน “จงกล่าวกับคนที่มีใจคร้ามกลัวว่า ‘จงแข็งแรงเถอะ อย่ากลัว ดูเถิด พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะเสด็จมา’”(อสย.35:4) สำหรับแนนซี่และทอม ตอนนี้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจให้เดินวันละมากกว่าแปดกิโลเมตร พวกเขาไม่ได้เดินด้วยความกังวลอีกต่อไป แต่ก้าวเดินไปด้วยความชื่นชมยินดี</p><p><br></p><p><strong>คุณกลัวอะไรมากที่สุด การมอบความกังวลของคุณไว้กับพระคริสต์ช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู หากข้าพระองค์รู้สึกกังวลในวันนี้ โปรดประทานความมั่นใจแก่ข้าพระองค์ที่จะมอบความกลัวของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์และดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 06 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/901e0c1a/f564efcf.mp3" length="11330631" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน [ มัทธิว 6:25 ]แนนซี่กลัวอนาคตเพราะเธอมองเห็นแต่ปัญหา ทอมสามีของเธอเป็นลมไปสามครั้งขณะเดินป่าในชนบทของรัฐเมน แต่แพทย์ของโรงพยาบาลเล็กๆ ในละแวกนั้นตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ และที่ศูนย์การแพทย์ใหญ่แพทย์ได้ทำการตรวจเพิ่มเติมแต่ก็ไม่พบปัญหาเช่นกัน “ฉันกลัวมาก” แนนซี่กล่าว ขณะที่สามีของเธอได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน เธอถามหมอโรคหัวใจเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ตอนนี้เราต้องทำอย่างไร” หมอได้ให้คำแนะนำแห่งสติปัญญาที่เปลี่ยนมุมมองของเธอตลอดไป “กลับไปใช้ชีวิตของคุณ” เขากล่าว “นี่ไม่ใช่คำพูดติดตลก” แนนซี่เล่า “แต่เป็นคำแนะนำสำหรับเรา”คำแนะนำนั้นตรงกับคำสอนของพระเยซูในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์ตรัสว่า “อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ” (มธ.6:25) คำแนะนำนั้นไม่ได้บอกเราว่าไม่ต้องสนใจเรื่องการแพทย์ หรือปัญหาและอาการต่างๆของโรค ในทางกลับกันพระคริสต์ตรัสว่า “อย่ากระวนกระวาย” (ข้อ 25) จากนั้นทรงถามว่า “โดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ” (ข้อ 27)ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้นำเสนอถึงสติปัญญาที่คล้ายกัน “จงกล่าวกับคนที่มีใจคร้ามกลัวว่า ‘จงแข็งแรงเถอะ อย่ากลัว ดูเถิด พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะเสด็จมา’”(อสย.35:4) สำหรับแนนซี่และทอม ตอนนี้พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจให้เดินวันละมากกว่าแปดกิโลเมตร พวกเขาไม่ได้เดินด้วยความกังวลอีกต่อไป แต่ก้าวเดินไปด้วยความชื่นชมยินดีคุณกลัวอะไรมากที่สุด การมอบความกังวลของคุณไว้กับพระคริสต์ช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างไรข้าแต่พระเยซู หากข้าพระองค์รู้สึกกังวลในวันนี้ โปรดประทานความมั่นใจแก่ข้าพระองค์ที่จะมอบความกลัวของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์และดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน [ มัทธิว 6:25 ]แนนซี่กลัวอนาคตเพราะเธอมองเห็นแต่ปัญหา ทอมสามีของเธอเป็นลมไปสามครั้งขณะเดินป่าในชนบทของรัฐเมน แต่แพทย์ของโรงพยาบาลเล็กๆ ในละแวกนั้นตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ และที่ศูนย์การแพทย์ใหญ่แพทย์ได้ทำการตรวจเพิ่มเติมแต่ก็ไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่ฉุนเฉียวง่าย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่ฉุนเฉียวง่าย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f54e3e2f-48ba-46c4-a40c-2cfc78f49066</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b9aa1369</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา [ สุภาษิต 19:11 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อฉันเข้ามาในคริสตจักรหลังจากที่มีการกักตัวช่วงโควิดเป็นเวลาหลายเดือน ฉันตื่นเต้นที่ได้พบสมาชิกที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาระยะหนึ่ง ฉันตระหนักว่ามีบางคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่ได้กลับมา ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและอื่นๆ แต่น่าเศร้าที่บางคนก็จากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้นฉันจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อได้เห็นสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งเดินเข้ามาในห้องนมัสการและนั่งตรงที่นั่งประจำด้านหลังฉัน ฉันโบกมือให้เขาทั้งสอง สามีโบกมือตอบขณะที่ภรรยาของเขาได้แต่จ้องมองที่ฉันโดยไม่มีรอยยิ้ม ฉันรู้สึกเจ็บปวดและสงสัยว่าเพราะเหตุใด</p><p>สองสามสัปดาห์ต่อมาฉันสังเกตเห็นหญิงผู้เป็นภรรยาคนนั้น ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เป็นเหมือนผู้ดูแลเมื่อเธอต้องยืนขึ้นหรือนั่งลง เพื่อนสูงวัยของฉันป่วยมากและจำฉันไม่ได้ ฉันดีใจที่ไม่ได้ต่อว่าหรือโกรธตอนที่เธอไม่ได้ตอบสนองการทักทายของฉัน</p><p>พระธรรมสุภาษิตหลายตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการมีชีวิตอย่างมีสติปัญญา และการไม่ฉุนเฉียวง่ายก็เป็นเหมือนอัญมณี แท้จริงแล้ว สุภาษิตกล่าวว่า “สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้าม[ความผิด]ไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา” (ข้อ 11) การเลือกที่จะไม่ฉุนเฉียวและเรียนรู้ที่จะ “โกรธช้า” (ข้อ 11) จะนำศักดิ์ศรีมาสู่เรา อาจต้องอาศัยความอดทนและ “ปัญญา” (ข้อ 8) แต่รางวัลที่จะได้รับนั้นก็ควรค่าแก่การที่เราจะมองข้ามตัวเอง และเลือกที่จะรักผู้อื่น</p><p><br></p><p><strong>มีครั้งใดบ้างที่การกระทำของผู้อื่นทำให้คุณโกรธ เมื่อใดที่การมองข้ามความผิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงมองข้ามในเวลาที่ข้าพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธ โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ที่จะปฏิบัติเช่นเดียวกันต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา [ สุภาษิต 19:11 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อฉันเข้ามาในคริสตจักรหลังจากที่มีการกักตัวช่วงโควิดเป็นเวลาหลายเดือน ฉันตื่นเต้นที่ได้พบสมาชิกที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาระยะหนึ่ง ฉันตระหนักว่ามีบางคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่ได้กลับมา ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและอื่นๆ แต่น่าเศร้าที่บางคนก็จากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้นฉันจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อได้เห็นสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งเดินเข้ามาในห้องนมัสการและนั่งตรงที่นั่งประจำด้านหลังฉัน ฉันโบกมือให้เขาทั้งสอง สามีโบกมือตอบขณะที่ภรรยาของเขาได้แต่จ้องมองที่ฉันโดยไม่มีรอยยิ้ม ฉันรู้สึกเจ็บปวดและสงสัยว่าเพราะเหตุใด</p><p>สองสามสัปดาห์ต่อมาฉันสังเกตเห็นหญิงผู้เป็นภรรยาคนนั้น ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เป็นเหมือนผู้ดูแลเมื่อเธอต้องยืนขึ้นหรือนั่งลง เพื่อนสูงวัยของฉันป่วยมากและจำฉันไม่ได้ ฉันดีใจที่ไม่ได้ต่อว่าหรือโกรธตอนที่เธอไม่ได้ตอบสนองการทักทายของฉัน</p><p>พระธรรมสุภาษิตหลายตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการมีชีวิตอย่างมีสติปัญญา และการไม่ฉุนเฉียวง่ายก็เป็นเหมือนอัญมณี แท้จริงแล้ว สุภาษิตกล่าวว่า “สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้าม[ความผิด]ไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา” (ข้อ 11) การเลือกที่จะไม่ฉุนเฉียวและเรียนรู้ที่จะ “โกรธช้า” (ข้อ 11) จะนำศักดิ์ศรีมาสู่เรา อาจต้องอาศัยความอดทนและ “ปัญญา” (ข้อ 8) แต่รางวัลที่จะได้รับนั้นก็ควรค่าแก่การที่เราจะมองข้ามตัวเอง และเลือกที่จะรักผู้อื่น</p><p><br></p><p><strong>มีครั้งใดบ้างที่การกระทำของผู้อื่นทำให้คุณโกรธ เมื่อใดที่การมองข้ามความผิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ</strong></p><p><em>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงมองข้ามในเวลาที่ข้าพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธ โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ที่จะปฏิบัติเช่นเดียวกันต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 05 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b9aa1369/8dbf2f37.mp3" length="10805654" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>676</itunes:duration>
      <itunes:summary>สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา [ สุภาษิต 19:11 ]เมื่อฉันเข้ามาในคริสตจักรหลังจากที่มีการกักตัวช่วงโควิดเป็นเวลาหลายเดือน ฉันตื่นเต้นที่ได้พบสมาชิกที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาระยะหนึ่ง ฉันตระหนักว่ามีบางคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่ได้กลับมา ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและอื่นๆ แต่น่าเศร้าที่บางคนก็จากโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้นฉันจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อได้เห็นสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งเดินเข้ามาในห้องนมัสการและนั่งตรงที่นั่งประจำด้านหลังฉัน ฉันโบกมือให้เขาทั้งสอง สามีโบกมือตอบขณะที่ภรรยาของเขาได้แต่จ้องมองที่ฉันโดยไม่มีรอยยิ้ม ฉันรู้สึกเจ็บปวดและสงสัยว่าเพราะเหตุใดสองสามสัปดาห์ต่อมาฉันสังเกตเห็นหญิงผู้เป็นภรรยาคนนั้น ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่เป็นเหมือนผู้ดูแลเมื่อเธอต้องยืนขึ้นหรือนั่งลง เพื่อนสูงวัยของฉันป่วยมากและจำฉันไม่ได้ ฉันดีใจที่ไม่ได้ต่อว่าหรือโกรธตอนที่เธอไม่ได้ตอบสนองการทักทายของฉันพระธรรมสุภาษิตหลายตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการมีชีวิตอย่างมีสติปัญญา และการไม่ฉุนเฉียวง่ายก็เป็นเหมือนอัญมณี แท้จริงแล้ว สุภาษิตกล่าวว่า “สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้าม[ความผิด]ไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา” (ข้อ 11) การเลือกที่จะไม่ฉุนเฉียวและเรียนรู้ที่จะ “โกรธช้า” (ข้อ 11) จะนำศักดิ์ศรีมาสู่เรา อาจต้องอาศัยความอดทนและ “ปัญญา” (ข้อ 8) แต่รางวัลที่จะได้รับนั้นก็ควรค่าแก่การที่เราจะมองข้ามตัวเอง และเลือกที่จะรักผู้อื่นมีครั้งใดบ้างที่การกระทำของผู้อื่นทำให้คุณโกรธ เมื่อใดที่การมองข้ามความผิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงมองข้ามในเวลาที่ข้าพระองค์ทำให้พระองค์พิโรธ โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ที่จะปฏิบัติเช่นเดียวกันต่อผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สามัญสำนึกที่ดี...และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา [ สุภาษิต 19:11 ]เมื่อฉันเข้ามาในคริสตจักรหลังจากที่มีการกักตัวช่วงโควิดเป็นเวลาหลายเดือน ฉันตื่นเต้นที่ได้พบสมาชิกที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาระยะหนึ่ง ฉันตระหนักว่ามีบางคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2939422f-84ca-49a3-b878-8a85ea7e4636</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/45bd1db3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ [ อิสยาห์ 40:28 ]</em></p><p><br></p><p>ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ได้ทำการค้นพบที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง ข้ามขอบเขตจักรวาลที่มนุษยชาติได้เคยสำรวจ กล้องโทรทรรศน์ได้ค้นพบกาแลคซี่ใหม่อีก 6 แห่ง การค้นพบครั้งนี้ส่งผลอย่างมากต่อสิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับอวกาศ นักดาราศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า “กลายเป็นว่าบางสิ่งที่เราค้นพบโดยไม่คาดคิดนี้ กลับสร้างปัญหาให้กับวิทยาศาสตร์” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดแก้ตัวว่า “การไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด”</p><p>ดูเหมือนพระเจ้าทรงสำแดงเรื่องน่าประหลาดใจแก่เราอย่างต่อเนื่อง นานก่อนที่จะมีกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ผู้พยากรณ์อิสยาห์เคยพูดโดยตรงกับนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันว่า “ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็น...พระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อสย.40:28) ท่านได้พูดไว้ล่วงหน้าก่อนนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ว่า “ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” (ข้อ 28)</p><p>แต่หากเราจะหยุดเพียงแค่นั้น เราก็จะพลาดความงดงามของข้อความนี้ทั้งหมด พระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้หาใช่พระเจ้าผู้ทรงห่างเหิน พระองค์ผู้ทรงสร้างกาแลคซี่ทั้ง 6 และธรรมชาติทั้งสิ้น (ข้อ 26) ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับพระองค์ผู้ “ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลังพระองค์ทรงเพิ่มแรง” (ข้อ 29) พระเจ้าแห่งจักรวาลทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงช่วยให้คนที่หวังใจในพระองค์ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31) จงมั่นใจเถิดว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้นี้คือพระเจ้าที่เรารู้จักผู้ทรงตรัสในชีวิตของเราด้วยฤทธิ์เดชและพลานุภาพ</p><p><br></p><p><strong>การได้รู้จักพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้ แต่ขณะเดียวกันก็ทรงรู้จักเราเป็นส่วนตัวมีความหมายกับคุณเช่นไร พระองค์ทรงใกล้ชิดกับคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งจักรวาล ขอบพระคุณที่ทรงเป็นพระบิดาในสวรรค์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ว่าจะประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ [ อิสยาห์ 40:28 ]</em></p><p><br></p><p>ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ได้ทำการค้นพบที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง ข้ามขอบเขตจักรวาลที่มนุษยชาติได้เคยสำรวจ กล้องโทรทรรศน์ได้ค้นพบกาแลคซี่ใหม่อีก 6 แห่ง การค้นพบครั้งนี้ส่งผลอย่างมากต่อสิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับอวกาศ นักดาราศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า “กลายเป็นว่าบางสิ่งที่เราค้นพบโดยไม่คาดคิดนี้ กลับสร้างปัญหาให้กับวิทยาศาสตร์” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดแก้ตัวว่า “การไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด”</p><p>ดูเหมือนพระเจ้าทรงสำแดงเรื่องน่าประหลาดใจแก่เราอย่างต่อเนื่อง นานก่อนที่จะมีกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ผู้พยากรณ์อิสยาห์เคยพูดโดยตรงกับนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันว่า “ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็น...พระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อสย.40:28) ท่านได้พูดไว้ล่วงหน้าก่อนนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ว่า “ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” (ข้อ 28)</p><p>แต่หากเราจะหยุดเพียงแค่นั้น เราก็จะพลาดความงดงามของข้อความนี้ทั้งหมด พระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้หาใช่พระเจ้าผู้ทรงห่างเหิน พระองค์ผู้ทรงสร้างกาแลคซี่ทั้ง 6 และธรรมชาติทั้งสิ้น (ข้อ 26) ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับพระองค์ผู้ “ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลังพระองค์ทรงเพิ่มแรง” (ข้อ 29) พระเจ้าแห่งจักรวาลทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงช่วยให้คนที่หวังใจในพระองค์ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31) จงมั่นใจเถิดว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้นี้คือพระเจ้าที่เรารู้จักผู้ทรงตรัสในชีวิตของเราด้วยฤทธิ์เดชและพลานุภาพ</p><p><br></p><p><strong>การได้รู้จักพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้ แต่ขณะเดียวกันก็ทรงรู้จักเราเป็นส่วนตัวมีความหมายกับคุณเช่นไร พระองค์ทรงใกล้ชิดกับคุณอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งจักรวาล ขอบพระคุณที่ทรงเป็นพระบิดาในสวรรค์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ว่าจะประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 04 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/45bd1db3/f0992f5e.mp3" length="14208296" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>888</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ [ อิสยาห์ 40:28 ]ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ได้ทำการค้นพบที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง ข้ามขอบเขตจักรวาลที่มนุษยชาติได้เคยสำรวจ กล้องโทรทรรศน์ได้ค้นพบกาแลคซี่ใหม่อีก 6 แห่ง การค้นพบครั้งนี้ส่งผลอย่างมากต่อสิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับอวกาศ นักดาราศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า “กลายเป็นว่าบางสิ่งที่เราค้นพบโดยไม่คาดคิดนี้ กลับสร้างปัญหาให้กับวิทยาศาสตร์” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์พูดแก้ตัวว่า “การไม่รู้ไม่ใช่เรื่องผิด”ดูเหมือนพระเจ้าทรงสำแดงเรื่องน่าประหลาดใจแก่เราอย่างต่อเนื่อง นานก่อนที่จะมีกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ผู้พยากรณ์อิสยาห์เคยพูดโดยตรงกับนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันว่า “ท่านไม่เคยรู้หรือ ท่านไม่เคยได้ยินหรือ พระเจ้าทรงเป็น...พระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อสย.40:28) ท่านได้พูดไว้ล่วงหน้าก่อนนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ว่า “ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” (ข้อ 28)แต่หากเราจะหยุดเพียงแค่นั้น เราก็จะพลาดความงดงามของข้อความนี้ทั้งหมด พระองค์ผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้หาใช่พระเจ้าผู้ทรงห่างเหิน พระองค์ผู้ทรงสร้างกาแลคซี่ทั้ง 6 และธรรมชาติทั้งสิ้น (ข้อ 26) ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับพระองค์ผู้ “ประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลังพระองค์ทรงเพิ่มแรง” (ข้อ 29) พระเจ้าแห่งจักรวาลทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงช่วยให้คนที่หวังใจในพระองค์ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31) จงมั่นใจเถิดว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้นี้คือพระเจ้าที่เรารู้จักผู้ทรงตรัสในชีวิตของเราด้วยฤทธิ์เดชและพลานุภาพการได้รู้จักพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือการหยั่งรู้ แต่ขณะเดียวกันก็ทรงรู้จักเราเป็นส่วนตัวมีความหมายกับคุณเช่นไร พระองค์ทรงใกล้ชิดกับคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้าแห่งจักรวาล ขอบพระคุณที่ทรงเป็นพระบิดาในสวรรค์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ว่าจะประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้ [ อิสยาห์ 40:28 ]ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ได้ทำการค้นพบที่น่าจดจำอีกครั้งหนึ่ง ข้ามขอบเขตจักรวาลที่มนุษยชาติได้เคยสำรวจ กล้องโทรทรรศน์ได้ค้นพบกาแลคซี่ใหม่อีก 6 แห่ง การค้นพบครั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภาพพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ภาพพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6bee0bd9-1496-440f-b574-2b9669ba1089</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/96422cba</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก [ กิจการ 3:15 ]</em></p><p><br></p><p>โมเสสมีเขาด้วยหรือ นั่นคือลักษณะของประติมากรรมชิ้นเอกรูปโมเสสโดยไมเคิลแองเจโลที่เสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1515 เขาทั้งสองนั้นงอกออกมาเหนือหน้าผากของโมเสส</p><p>ไม่เพียงไมเคิลแองเจโล แต่ศิลปินในยุคเรอเนสซองส์และยุคกลางหลายคนก็สร้างภาพของโมเสสในลักษณะเดียวกัน สาเหตุมาจากการแปลพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูเป็นภาษาละตินในยุคนั้น ซึ่งอธิบายใบหน้าที่ทอแสงของโมเสสหลังจากสนทนากับพระเจ้า (อพย.34:29) ในภาษาต้นฉบับใช้คำที่สอดคล้องกับคำว่า “เขา” เพื่ออธิบาย “ลำแสง” ที่ส่องสว่างบนใบหน้าของโมเสส และพระคัมภีร์ภาษาละตินฉบับโวลเกทแปลตามตัวอักษร ทำให้โมเสสถูกวาดภาพ “ผิดไป”</p><p>คุณเคยวาดภาพใครบางคนผิดไปบ้างไหม หลังจากเปโตรได้รักษาชายที่เป็นง่อยแต่กำเนิดในพระนามของพระเยซู (กจ.3:1-10) อัครทูตได้บอกคนอิสราเอลว่าพวกเขาวาดภาพพระเยซูผิดไป “ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย” ท่านพูดอย่างตรงประเด็น “แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก” (ข้อ 15) ท่านกล่าวต่อว่า “แต่ว่าเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประกาศไว้ล่วงหน้าโดยปากของผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ว่าพระคริสต์ของพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมาน พระองค์จึงทรงให้สำเร็จตามนั้น” (ข้อ 18) เปโตรยังบอกอีกว่า แม้โมเสสเองก็ชี้ถึงพระคริสต์ด้วย (ข้อ 22)</p><p>“โดยความเชื่อในพระนามของพระองค์”คือ “ความเชื่อซึ่งเป็นไปโดยพระองค์” ได้ทำให้ชีวิตของชายผู้นี้เปลี่ยนแปลงไป (ข้อ 16) ไม่ว่าเราจะเคยเข้าใจพระองค์ผิดไปหรือมีเรื่องราวในอดีตมาอย่างไร พระคริสต์ทรงยินดีต้อนรับเราเสมอเมื่อเราหันกลับมาหาพระองค์ พระผู้สร้างชีวิตทรงพร้อมที่จะเขียนจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยวาดภาพพระเยซูผิดไปอย่างไร สิ่งใดจะช่วยคุณให้เข้าใจพระองค์ดีขึ้นในวันนี้</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงเข้าใจและรักข้าพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก [ กิจการ 3:15 ]</em></p><p><br></p><p>โมเสสมีเขาด้วยหรือ นั่นคือลักษณะของประติมากรรมชิ้นเอกรูปโมเสสโดยไมเคิลแองเจโลที่เสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1515 เขาทั้งสองนั้นงอกออกมาเหนือหน้าผากของโมเสส</p><p>ไม่เพียงไมเคิลแองเจโล แต่ศิลปินในยุคเรอเนสซองส์และยุคกลางหลายคนก็สร้างภาพของโมเสสในลักษณะเดียวกัน สาเหตุมาจากการแปลพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูเป็นภาษาละตินในยุคนั้น ซึ่งอธิบายใบหน้าที่ทอแสงของโมเสสหลังจากสนทนากับพระเจ้า (อพย.34:29) ในภาษาต้นฉบับใช้คำที่สอดคล้องกับคำว่า “เขา” เพื่ออธิบาย “ลำแสง” ที่ส่องสว่างบนใบหน้าของโมเสส และพระคัมภีร์ภาษาละตินฉบับโวลเกทแปลตามตัวอักษร ทำให้โมเสสถูกวาดภาพ “ผิดไป”</p><p>คุณเคยวาดภาพใครบางคนผิดไปบ้างไหม หลังจากเปโตรได้รักษาชายที่เป็นง่อยแต่กำเนิดในพระนามของพระเยซู (กจ.3:1-10) อัครทูตได้บอกคนอิสราเอลว่าพวกเขาวาดภาพพระเยซูผิดไป “ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย” ท่านพูดอย่างตรงประเด็น “แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก” (ข้อ 15) ท่านกล่าวต่อว่า “แต่ว่าเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประกาศไว้ล่วงหน้าโดยปากของผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ว่าพระคริสต์ของพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมาน พระองค์จึงทรงให้สำเร็จตามนั้น” (ข้อ 18) เปโตรยังบอกอีกว่า แม้โมเสสเองก็ชี้ถึงพระคริสต์ด้วย (ข้อ 22)</p><p>“โดยความเชื่อในพระนามของพระองค์”คือ “ความเชื่อซึ่งเป็นไปโดยพระองค์” ได้ทำให้ชีวิตของชายผู้นี้เปลี่ยนแปลงไป (ข้อ 16) ไม่ว่าเราจะเคยเข้าใจพระองค์ผิดไปหรือมีเรื่องราวในอดีตมาอย่างไร พระคริสต์ทรงยินดีต้อนรับเราเสมอเมื่อเราหันกลับมาหาพระองค์ พระผู้สร้างชีวิตทรงพร้อมที่จะเขียนจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับเรา</p><p><br></p><p><strong>คุณเคยวาดภาพพระเยซูผิดไปอย่างไร สิ่งใดจะช่วยคุณให้เข้าใจพระองค์ดีขึ้นในวันนี้</strong></p><p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงเข้าใจและรักข้าพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 03 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/96422cba/25a6143b.mp3" length="12518023" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>783</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก [ กิจการ 3:15 ]โมเสสมีเขาด้วยหรือ นั่นคือลักษณะของประติมากรรมชิ้นเอกรูปโมเสสโดยไมเคิลแองเจโลที่เสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1515 เขาทั้งสองนั้นงอกออกมาเหนือหน้าผากของโมเสสไม่เพียงไมเคิลแองเจโล แต่ศิลปินในยุคเรอเนสซองส์และยุคกลางหลายคนก็สร้างภาพของโมเสสในลักษณะเดียวกัน สาเหตุมาจากการแปลพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูเป็นภาษาละตินในยุคนั้น ซึ่งอธิบายใบหน้าที่ทอแสงของโมเสสหลังจากสนทนากับพระเจ้า (อพย.34:29) ในภาษาต้นฉบับใช้คำที่สอดคล้องกับคำว่า “เขา” เพื่ออธิบาย “ลำแสง” ที่ส่องสว่างบนใบหน้าของโมเสส และพระคัมภีร์ภาษาละตินฉบับโวลเกทแปลตามตัวอักษร ทำให้โมเสสถูกวาดภาพ “ผิดไป”คุณเคยวาดภาพใครบางคนผิดไปบ้างไหม หลังจากเปโตรได้รักษาชายที่เป็นง่อยแต่กำเนิดในพระนามของพระเยซู (กจ.3:1-10) อัครทูตได้บอกคนอิสราเอลว่าพวกเขาวาดภาพพระเยซูผิดไป “ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย” ท่านพูดอย่างตรงประเด็น “แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก” (ข้อ 15) ท่านกล่าวต่อว่า “แต่ว่าเหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประกาศไว้ล่วงหน้าโดยปากของผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ว่าพระคริสต์ของพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมาน พระองค์จึงทรงให้สำเร็จตามนั้น” (ข้อ 18) เปโตรยังบอกอีกว่า แม้โมเสสเองก็ชี้ถึงพระคริสต์ด้วย (ข้อ 22)“โดยความเชื่อในพระนามของพระองค์”คือ “ความเชื่อซึ่งเป็นไปโดยพระองค์” ได้ทำให้ชีวิตของชายผู้นี้เปลี่ยนแปลงไป (ข้อ 16) ไม่ว่าเราจะเคยเข้าใจพระองค์ผิดไปหรือมีเรื่องราวในอดีตมาอย่างไร พระคริสต์ทรงยินดีต้อนรับเราเสมอเมื่อเราหันกลับมาหาพระองค์ พระผู้สร้างชีวิตทรงพร้อมที่จะเขียนจุดเริ่มต้นใหม่ให้กับเราคุณเคยวาดภาพพระเยซูผิดไปอย่างไร สิ่งใดจะช่วยคุณให้เข้าใจพระองค์ดีขึ้นในวันนี้ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงเข้าใจและรักข้าพระองค์เสมอ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายจึงฆ่าพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตเสีย แต่พระเจ้าได้ทรงโปรดให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก [ กิจการ 3:15 ]โมเสสมีเขาด้วยหรือ นั่นคือลักษณะของประติมากรรมชิ้นเอกรูปโมเสสโดยไมเคิลแองเจโลที่เสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ. 1515 เขาทั้งสองนั้นงอกออกมาเหนือหน้าผากของโมเส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หยิบยื่นความรักของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หยิบยื่นความรักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b7c7ba01-d744-4715-a372-99719ce7b74c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d1aa4f2b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” [ ลูกา 10:37 ]</em></p><p><br></p><p>วันหนึ่งในฤดูหนาวที่รัฐมิชิแกน พนักงานส่งของเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังขุดหิมะออกจากทางเดินรถของเธอ เขาจึงหยุดและโน้มน้าวหญิงวัยแปดสิบเอ็ดปีที่จะยอมให้เขาช่วยขุดหิมะต่อให้เสร็จ ด้วยความกังวลว่าเขาจะไปส่งของล่าช้า หญิงชราจึงหยิบพลั่วอีกอันหนึ่งออกมา เพื่อนบ้านมองเห็นทั้งสองคนทำงานเคียงข้างกันเกือบสิบห้านาทีจากระยะไกล “ขอบคุณจริงๆที่มาช่วยฉัน” หญิงชราพูด “คุณคือคนที่พระเจ้าทรงส่งมา”</p><p>ในระหว่างการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติ พระเยซูได้ทรงให้นิยามใหม่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการรักเพื่อนบ้าน(ลก.10:25-37)เมื่อพระเยซูทรงขอให้เขาอธิบายธรรมบัญญัติที่เขารู้จักดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27)</p><p>จากนั้นพระเยซูทรงเล่าเรื่องผู้นำทางศาสนาสองคนที่เมินเฉยเหยื่อที่ถูกปล้น แต่ชาวสะมาเรียที่ผู้นำของชาวยิวในยุคนั้นถือว่าเป็นชนชั้นต่ำ ได้ยอมเสียสละเข้าช่วยชายที่บาดเจ็บ (ข้อ 30-35) เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติได้ตระหนักว่า ชายผู้มีเมตตาต่อเหยื่อคือผู้ที่ได้แสดงความรักต่อเพื่อนบ้าน พระเยซูจึงหนุนใจเขาให้ทำแบบเดียวกัน (ข้อ 36-37)</p><p>การแสดงความรักต่อผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่ายในทุกครั้ง แต่เมื่อพระเยซูทรงเติมเราให้เต็มล้นด้วยความรักของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงช่วยให้เรารักเพื่อนบ้านได้เหมือนกับชาวสะมาเรียใจดีนั้น</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าได้ทรงสำแดงความรักผ่านเพื่อนบ้านของคุณโดยไม่คาดคิดอย่างไร ในสัปดาห์นี้คุณจะสำแดงความรักของพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมแก่ใครได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานโอกาสแก่ข้าพระองค์ที่จะสำแดงความรักต่อผู้ที่พระองค์ทรงสร้างและเรียกว่าเพื่อนบ้านของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” [ ลูกา 10:37 ]</em></p><p><br></p><p>วันหนึ่งในฤดูหนาวที่รัฐมิชิแกน พนักงานส่งของเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังขุดหิมะออกจากทางเดินรถของเธอ เขาจึงหยุดและโน้มน้าวหญิงวัยแปดสิบเอ็ดปีที่จะยอมให้เขาช่วยขุดหิมะต่อให้เสร็จ ด้วยความกังวลว่าเขาจะไปส่งของล่าช้า หญิงชราจึงหยิบพลั่วอีกอันหนึ่งออกมา เพื่อนบ้านมองเห็นทั้งสองคนทำงานเคียงข้างกันเกือบสิบห้านาทีจากระยะไกล “ขอบคุณจริงๆที่มาช่วยฉัน” หญิงชราพูด “คุณคือคนที่พระเจ้าทรงส่งมา”</p><p>ในระหว่างการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติ พระเยซูได้ทรงให้นิยามใหม่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการรักเพื่อนบ้าน(ลก.10:25-37)เมื่อพระเยซูทรงขอให้เขาอธิบายธรรมบัญญัติที่เขารู้จักดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27)</p><p>จากนั้นพระเยซูทรงเล่าเรื่องผู้นำทางศาสนาสองคนที่เมินเฉยเหยื่อที่ถูกปล้น แต่ชาวสะมาเรียที่ผู้นำของชาวยิวในยุคนั้นถือว่าเป็นชนชั้นต่ำ ได้ยอมเสียสละเข้าช่วยชายที่บาดเจ็บ (ข้อ 30-35) เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติได้ตระหนักว่า ชายผู้มีเมตตาต่อเหยื่อคือผู้ที่ได้แสดงความรักต่อเพื่อนบ้าน พระเยซูจึงหนุนใจเขาให้ทำแบบเดียวกัน (ข้อ 36-37)</p><p>การแสดงความรักต่อผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่ายในทุกครั้ง แต่เมื่อพระเยซูทรงเติมเราให้เต็มล้นด้วยความรักของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงช่วยให้เรารักเพื่อนบ้านได้เหมือนกับชาวสะมาเรียใจดีนั้น</p><p><br></p><p><strong>พระเจ้าได้ทรงสำแดงความรักผ่านเพื่อนบ้านของคุณโดยไม่คาดคิดอย่างไร ในสัปดาห์นี้คุณจะสำแดงความรักของพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมแก่ใครได้บ้าง</strong></p><p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานโอกาสแก่ข้าพระองค์ที่จะสำแดงความรักต่อผู้ที่พระองค์ทรงสร้างและเรียกว่าเพื่อนบ้านของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 02 Mar 2025 16:35:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d1aa4f2b/0a87f2c4.mp3" length="11982647" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” [ ลูกา 10:37 ]วันหนึ่งในฤดูหนาวที่รัฐมิชิแกน พนักงานส่งของเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังขุดหิมะออกจากทางเดินรถของเธอ เขาจึงหยุดและโน้มน้าวหญิงวัยแปดสิบเอ็ดปีที่จะยอมให้เขาช่วยขุดหิมะต่อให้เสร็จ ด้วยความกังวลว่าเขาจะไปส่งของล่าช้า หญิงชราจึงหยิบพลั่วอีกอันหนึ่งออกมา เพื่อนบ้านมองเห็นทั้งสองคนทำงานเคียงข้างกันเกือบสิบห้านาทีจากระยะไกล “ขอบคุณจริงๆที่มาช่วยฉัน” หญิงชราพูด “คุณคือคนที่พระเจ้าทรงส่งมา”ในระหว่างการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติ พระเยซูได้ทรงให้นิยามใหม่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการรักเพื่อนบ้าน(ลก.10:25-37)เมื่อพระเยซูทรงขอให้เขาอธิบายธรรมบัญญัติที่เขารู้จักดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ข้อ 27)จากนั้นพระเยซูทรงเล่าเรื่องผู้นำทางศาสนาสองคนที่เมินเฉยเหยื่อที่ถูกปล้น แต่ชาวสะมาเรียที่ผู้นำของชาวยิวในยุคนั้นถือว่าเป็นชนชั้นต่ำ ได้ยอมเสียสละเข้าช่วยชายที่บาดเจ็บ (ข้อ 30-35) เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมบัญญัติได้ตระหนักว่า ชายผู้มีเมตตาต่อเหยื่อคือผู้ที่ได้แสดงความรักต่อเพื่อนบ้าน พระเยซูจึงหนุนใจเขาให้ทำแบบเดียวกัน (ข้อ 36-37)การแสดงความรักต่อผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้โดยง่ายในทุกครั้ง แต่เมื่อพระเยซูทรงเติมเราให้เต็มล้นด้วยความรักของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงช่วยให้เรารักเพื่อนบ้านได้เหมือนกับชาวสะมาเรียใจดีนั้นพระเจ้าได้ทรงสำแดงความรักผ่านเพื่อนบ้านของคุณโดยไม่คาดคิดอย่างไร ในสัปดาห์นี้คุณจะสำแดงความรักของพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมแก่ใครได้บ้างข้าแต่พระเยซู โปรดประทานโอกาสแก่ข้าพระองค์ที่จะสำแดงความรักต่อผู้ที่พระองค์ทรงสร้างและเรียกว่าเพื่อนบ้านของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” [ ลูกา 10:37 ]วันหนึ่งในฤดูหนาวที่รัฐมิชิแกน พนักงานส่งของเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังขุดหิมะออกจากทางเดินรถของเธอ เขาจึงหยุดและโน้มน้าวหญิงวัยแปดสิบเอ็ดปีที่จะยอมให้เขาช่วยขุดหิมะต่อให้เสร็จ ด้วยความกังว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกกลัว</title>
      <itunes:episode>7</itunes:episode>
      <podcast:episode>7</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกกลัว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1f190c13-b103-4d7a-a5c8-a0a851cf3128</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ecea5a47</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>ความกลัวคือหนึ่งในอารมณ์ปกติทั่วไปของมนุษย์ เรากลัวการคุกคามจากภายนอก เช่น สงครามและภัยพิบัติ เรามีความกลัวจากภายใน เช่น ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น </p><p> </p><p>หนึ่งในร่องรอยของชีวิตที่น่าเศร้าในโลกที่ปฏิเสธพระเจ้าคือการที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัว สิ่งแรกที่อาดัมพูดกับพระเจ้าหลังจากที่เขากระทำบาปคือ “ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว” (ปฐมกาล‬ 3‬:10‬) ตอนนี้เองที่ความกลัวได้เข้ามาในโลก‬‬‬‬ </p><p> </p><p>สดุดี 46 นำการปลอบประโลมใจมาสู่เมืองที่ถูกเกาะกุมด้วยความกลัว บทแรก (ข้อ 1-3) ของกวีทั้งสามบท เริ่มต้นด้วยการประกาศความเชื่อซึ่งเป็นตอนต้นของบทกวีทั้งหมดที่ตามมา “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย“ (ข้อ 1) </p><p> </p><p>แม้ปัญหาของเราเปลี่ยนแปลงไป แต่พระเจ้ายังทรงเหมือนเดิม ภาพที่ใช้เปรียบเทียบนั้นช่างน่าสะพรึงกลัว วิกฤติให้ความรู้สึกเหมือนการสั่นไหวของภูเขา ซึ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทลายราบลงสู่ทะเล (ข้อ 2, 3) แต่ความอบอุ่นใจของเราคือการที่เราปลอดภัยและมั่นคงอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 1) </p><p> </p><p>ในข้อ 4-7 อารมณ์ของบทกวีได้เปลี่ยนแปลงไป ลองจินตนาการว่า สดุดี 46 เป็นเหมือนวงดนตรีซิมโฟนี กวีบทแรกดังกระหึ่มด้วยเสียงกลองและทรัมเป็ต แต่แล้วในบทที่สองกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คือทันใดนั้นทุกอย่างก็เงียบลง คล้ายเสียงนุ่มนวลจากฮาร์ป อีกทั้งยังมีแม่น้ำที่รินไหลอย่างสงบสุขมาแทนสายน้ำที่เชี่ยวกราก (ข้อ 4) </p><p> </p><p>ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีแม่น้ำสายใดที่ไหลผ่านกรุงเยรูซาเล็ม นี่เป็นลักษณะของบทกวีที่บรรยายภาพความสงบสุขและสายน้ำที่นำมาซึ่งชีวิต องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดูแลประชากรของพระองค์และทรงปกป้องพวกเขา ในขณะที่บรรดาประชาชาติรอบข้างโกรธแค้นพวกเขา มหานครของพระเจ้าอยู่อย่างสงบสุข เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตท่ามกลางพวกเขา (ข้อ 5) </p><p> </p><p>บทสุดท้ายแห่งชัยชนะ (ข้อ 8-10) ซึ่งร้องสรรเสริญถึงอนาคต เมื่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราจะทรงยุติสงคราม สดุดี 46:10 เป็นข้อที่มักเข้าใจผิดกันคือ เมื่อพระเจ้าทรงตรัสออกมาว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” พระองค์มิได้ทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงนุ่มนวล พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ในความยุ่งยาก จงพักสงบในเรา” เปล่าเลย พระเจ้าทรงตรัสสั่งด้วยเสียงดังสนั่นต่อบรรดาประชาชาติที่วุ่นวายอยู่กับสงครามและการรุกรานว่า “หยุดการสู้รบ! เราเป็นพระเจ้า!“ </p><p> </p><p>วันนั้นจะมาถึงเมื่อพระเจ้าจะตรัสต่อประชาชาติที่สู้รบทั้งหมดว่า “พอแล้ว! เราจะทำลายอาวุธในสงครามของเจ้า“ แล้วพระองค์จะทรงกำจัดทุกสิ่งที่ทำให้เรากลัวให้หมดไปเป็นนิตย์ ฮาเลลูยา! พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด! </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>อะไรในชีวิตที่ทำให้คุณกลัว? สดุดี 46 ปลอบประโลมใจคุณอย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ฉะนั้นเราจะไม่กลัว แม้ว่าแผ่นดินโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าภูเขาทั้งหลายจะโคลงเคลงลงสู่สะดือทะเล”  สดุดี‬ 46‬:2</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>ความกลัวคือหนึ่งในอารมณ์ปกติทั่วไปของมนุษย์ เรากลัวการคุกคามจากภายนอก เช่น สงครามและภัยพิบัติ เรามีความกลัวจากภายใน เช่น ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น </p><p> </p><p>หนึ่งในร่องรอยของชีวิตที่น่าเศร้าในโลกที่ปฏิเสธพระเจ้าคือการที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัว สิ่งแรกที่อาดัมพูดกับพระเจ้าหลังจากที่เขากระทำบาปคือ “ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว” (ปฐมกาล‬ 3‬:10‬) ตอนนี้เองที่ความกลัวได้เข้ามาในโลก‬‬‬‬ </p><p> </p><p>สดุดี 46 นำการปลอบประโลมใจมาสู่เมืองที่ถูกเกาะกุมด้วยความกลัว บทแรก (ข้อ 1-3) ของกวีทั้งสามบท เริ่มต้นด้วยการประกาศความเชื่อซึ่งเป็นตอนต้นของบทกวีทั้งหมดที่ตามมา “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย“ (ข้อ 1) </p><p> </p><p>แม้ปัญหาของเราเปลี่ยนแปลงไป แต่พระเจ้ายังทรงเหมือนเดิม ภาพที่ใช้เปรียบเทียบนั้นช่างน่าสะพรึงกลัว วิกฤติให้ความรู้สึกเหมือนการสั่นไหวของภูเขา ซึ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทลายราบลงสู่ทะเล (ข้อ 2, 3) แต่ความอบอุ่นใจของเราคือการที่เราปลอดภัยและมั่นคงอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 1) </p><p> </p><p>ในข้อ 4-7 อารมณ์ของบทกวีได้เปลี่ยนแปลงไป ลองจินตนาการว่า สดุดี 46 เป็นเหมือนวงดนตรีซิมโฟนี กวีบทแรกดังกระหึ่มด้วยเสียงกลองและทรัมเป็ต แต่แล้วในบทที่สองกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คือทันใดนั้นทุกอย่างก็เงียบลง คล้ายเสียงนุ่มนวลจากฮาร์ป อีกทั้งยังมีแม่น้ำที่รินไหลอย่างสงบสุขมาแทนสายน้ำที่เชี่ยวกราก (ข้อ 4) </p><p> </p><p>ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีแม่น้ำสายใดที่ไหลผ่านกรุงเยรูซาเล็ม นี่เป็นลักษณะของบทกวีที่บรรยายภาพความสงบสุขและสายน้ำที่นำมาซึ่งชีวิต องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดูแลประชากรของพระองค์และทรงปกป้องพวกเขา ในขณะที่บรรดาประชาชาติรอบข้างโกรธแค้นพวกเขา มหานครของพระเจ้าอยู่อย่างสงบสุข เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตท่ามกลางพวกเขา (ข้อ 5) </p><p> </p><p>บทสุดท้ายแห่งชัยชนะ (ข้อ 8-10) ซึ่งร้องสรรเสริญถึงอนาคต เมื่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราจะทรงยุติสงคราม สดุดี 46:10 เป็นข้อที่มักเข้าใจผิดกันคือ เมื่อพระเจ้าทรงตรัสออกมาว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” พระองค์มิได้ทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงนุ่มนวล พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ในความยุ่งยาก จงพักสงบในเรา” เปล่าเลย พระเจ้าทรงตรัสสั่งด้วยเสียงดังสนั่นต่อบรรดาประชาชาติที่วุ่นวายอยู่กับสงครามและการรุกรานว่า “หยุดการสู้รบ! เราเป็นพระเจ้า!“ </p><p> </p><p>วันนั้นจะมาถึงเมื่อพระเจ้าจะตรัสต่อประชาชาติที่สู้รบทั้งหมดว่า “พอแล้ว! เราจะทำลายอาวุธในสงครามของเจ้า“ แล้วพระองค์จะทรงกำจัดทุกสิ่งที่ทำให้เรากลัวให้หมดไปเป็นนิตย์ ฮาเลลูยา! พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด! </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>อะไรในชีวิตที่ทำให้คุณกลัว? สดุดี 46 ปลอบประโลมใจคุณอย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ฉะนั้นเราจะไม่กลัว แม้ว่าแผ่นดินโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าภูเขาทั้งหลายจะโคลงเคลงลงสู่สะดือทะเล”  สดุดี‬ 46‬:2</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ecea5a47/69565dee.mp3" length="6758845" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/vjuN8_6tDXxIDXl2rv-UFTkWB5p1HCqQjDYL4SuLz2E/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS80OWRh/NzBiYzA4NTIzYjEx/ZWY3NTI1M2FlNGI5/MzczMi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>278</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน ความกลัวคือหนึ่งในอารมณ์ปกติทั่วไปของมนุษย์ เรากลัวการคุกคามจากภายนอก เช่น สงครามและภัยพิบัติ เรามีความกลัวจากภายใน เช่น ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น  หนึ่งในร่องรอยของชีวิตที่น่าเศร้าในโลกที่ปฏิเสธพระเจ้าคือการที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัว สิ่งแรกที่อาดัมพูดกับพระเจ้าหลังจากที่เขากระทำบาปคือ “ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว” (ปฐมกาล‬ 3‬:10‬) ตอนนี้เองที่ความกลัวได้เข้ามาในโลก‬‬‬‬  สดุดี 46 นำการปลอบประโลมใจมาสู่เมืองที่ถูกเกาะกุมด้วยความกลัว บทแรก (ข้อ 1-3) ของกวีทั้งสามบท เริ่มต้นด้วยการประกาศความเชื่อซึ่งเป็นตอนต้นของบทกวีทั้งหมดที่ตามมา “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย“ (ข้อ 1)  แม้ปัญหาของเราเปลี่ยนแปลงไป แต่พระเจ้ายังทรงเหมือนเดิม ภาพที่ใช้เปรียบเทียบนั้นช่างน่าสะพรึงกลัว วิกฤติให้ความรู้สึกเหมือนการสั่นไหวของภูเขา ซึ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทลายราบลงสู่ทะเล (ข้อ 2, 3) แต่ความอบอุ่นใจของเราคือการที่เราปลอดภัยและมั่นคงอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 1)  ในข้อ 4-7 อารมณ์ของบทกวีได้เปลี่ยนแปลงไป ลองจินตนาการว่า สดุดี 46 เป็นเหมือนวงดนตรีซิมโฟนี กวีบทแรกดังกระหึ่มด้วยเสียงกลองและทรัมเป็ต แต่แล้วในบทที่สองกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คือทันใดนั้นทุกอย่างก็เงียบลง คล้ายเสียงนุ่มนวลจากฮาร์ป อีกทั้งยังมีแม่น้ำที่รินไหลอย่างสงบสุขมาแทนสายน้ำที่เชี่ยวกราก (ข้อ 4)  ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีแม่น้ำสายใดที่ไหลผ่านกรุงเยรูซาเล็ม นี่เป็นลักษณะของบทกวีที่บรรยายภาพความสงบสุขและสายน้ำที่นำมาซึ่งชีวิต องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดูแลประชากรของพระองค์และทรงปกป้องพวกเขา ในขณะที่บรรดาประชาชาติรอบข้างโกรธแค้นพวกเขา มหานครของพระเจ้าอยู่อย่างสงบสุข เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตท่ามกลางพวกเขา (ข้อ 5)  บทสุดท้ายแห่งชัยชนะ (ข้อ 8-10) ซึ่งร้องสรรเสริญถึงอนาคต เมื่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราจะทรงยุติสงคราม สดุดี 46:10 เป็นข้อที่มักเข้าใจผิดกันคือ เมื่อพระเจ้าทรงตรัสออกมาว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” พระองค์มิได้ทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงนุ่มนวล พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ในความยุ่งยาก จงพักสงบในเรา” เปล่าเลย พระเจ้าทรงตรัสสั่งด้วยเสียงดังสนั่นต่อบรรดาประชาชาติที่วุ่นวายอยู่กับสงครามและการรุกรานว่า “หยุดการสู้รบ! เราเป็นพระเจ้า!“  วันนั้นจะมาถึงเมื่อพระเจ้าจะตรัสต่อประชาชาติที่สู้รบทั้งหมดว่า “พอแล้ว! เราจะทำลายอาวุธในสงครามของเจ้า“ แล้วพระองค์จะทรงกำจัดทุกสิ่งที่ทำให้เรากลัวให้หมดไปเป็นนิตย์ ฮาเลลูยา! พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด!  ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1 โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ อะไรในชีวิตที่ทำให้คุณกลัว? สดุดี 46 ปลอบประโลมใจคุณอย่างไร?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน “ฉะนั้นเราจะไม่กลัว แม้ว่าแผ่นดินโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าภูเขาทั้งหลายจะโคลงเคลงลงสู่สะดือทะเล”  สดุดี‬ 46‬:2</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน ความกลัวคือหนึ่งในอารมณ์ปกติทั่วไปของมนุษย์ เรากลัวการคุกคามจากภายนอก เช่น สงครามและภัยพิบัติ เรามีความกลัวจากภายใน เช่น ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น  หนึ่งในร่องรอยของชีวิตที่น่าเศร้าในโลกที่ปฏิเสธพระเจ้าคือการที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูเป็นที่พักพิงของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูเป็นที่พักพิงของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">77b46e4e-1096-4bdb-a9dd-c6d012819fb1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a7d15a37</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก [ มัทธิว 11:29 ]</em></p><p><br></p><p>ในปีค.ศ. 1943 ค่ายแห่งหนึ่งในชนบทของรัฐแมรี่แลนด์ชื่อแชงกรีล่า ได้ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา ข้อมูลในเว็บไซต์ของทำเนียบขาวระบุว่า ค่ายแห่งนี้เรียบง่าย เงียบสงบและห่างไกลผู้คน จึงทำให้รู้สึก “เป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย” และ “เป็นสถานที่เหมาะแก่การทำงานและรับรองผู้นำจากต่างประเทศอีกด้วย” เมื่อดไวท์ ไอเซนฮาวร์ได้เป็นประธานาธิบดี เขาเปลี่ยนชื่อค่ายแห่งนี้เป็นแคมป์เดวิด เพื่อเป็นเกียรติและเป็นที่ระลึกถึงพ่อและหลานชายของเขา ชื่อนี้จึงใช้มาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากการเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยแล้ว ค่ายแห่งนี้นำความทันสมัยมาใช้น้อยมาก สถานที่นี้จึงยังคงเป็นที่ที่เหมาะให้ประธานาธิบดีและครอบครัวใช้ในการหลบเร้นและพักผ่อน</p><p>ผู้เชื่อในพระเยซูก็มีค่ายที่เราจะเข้ามาพักสงบได้ในท่ามกลางโลกที่วุ่นวายเช่นกัน ในพระธรรมสดุดี 32:7 กษัตริย์ดาวิดทรงเขียนว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้” กษัตริย์ดาวิดตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ปลอดภัยที่แท้จริงของพระองค์</p><p>พระเยซูเชื้อเชิญเราให้พบการฟื้นฟูและสงบในพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:28-29) พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงของเราเสมอ ในทุกวันและทุกเวลา</p><p><br></p><p><strong>มีสิ่งใดที่ขโมยสันติสุขและการพักสงบของคุณไป คุณจะค้นพบการพักสงบในพระเยซูได้อย่างไร</strong></p><p><br></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนล้า โลกนี้แสนลำบาก และบางครั้ง ข้าพระองค์รู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างเหือดแห้ง ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะกลับมาหาพระองค์ เพื่อจะได้พบการพักสงบในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก [ มัทธิว 11:29 ]</em></p><p><br></p><p>ในปีค.ศ. 1943 ค่ายแห่งหนึ่งในชนบทของรัฐแมรี่แลนด์ชื่อแชงกรีล่า ได้ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา ข้อมูลในเว็บไซต์ของทำเนียบขาวระบุว่า ค่ายแห่งนี้เรียบง่าย เงียบสงบและห่างไกลผู้คน จึงทำให้รู้สึก “เป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย” และ “เป็นสถานที่เหมาะแก่การทำงานและรับรองผู้นำจากต่างประเทศอีกด้วย” เมื่อดไวท์ ไอเซนฮาวร์ได้เป็นประธานาธิบดี เขาเปลี่ยนชื่อค่ายแห่งนี้เป็นแคมป์เดวิด เพื่อเป็นเกียรติและเป็นที่ระลึกถึงพ่อและหลานชายของเขา ชื่อนี้จึงใช้มาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากการเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยแล้ว ค่ายแห่งนี้นำความทันสมัยมาใช้น้อยมาก สถานที่นี้จึงยังคงเป็นที่ที่เหมาะให้ประธานาธิบดีและครอบครัวใช้ในการหลบเร้นและพักผ่อน</p><p>ผู้เชื่อในพระเยซูก็มีค่ายที่เราจะเข้ามาพักสงบได้ในท่ามกลางโลกที่วุ่นวายเช่นกัน ในพระธรรมสดุดี 32:7 กษัตริย์ดาวิดทรงเขียนว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้” กษัตริย์ดาวิดตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ปลอดภัยที่แท้จริงของพระองค์</p><p>พระเยซูเชื้อเชิญเราให้พบการฟื้นฟูและสงบในพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:28-29) พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงของเราเสมอ ในทุกวันและทุกเวลา</p><p><br></p><p><strong>มีสิ่งใดที่ขโมยสันติสุขและการพักสงบของคุณไป คุณจะค้นพบการพักสงบในพระเยซูได้อย่างไร</strong></p><p><br></p><p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนล้า โลกนี้แสนลำบาก และบางครั้ง ข้าพระองค์รู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างเหือดแห้ง ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะกลับมาหาพระองค์ เพื่อจะได้พบการพักสงบในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a7d15a37/89ab23d3.mp3" length="14599073" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>913</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก [ มัทธิว 11:29 ]ในปีค.ศ. 1943 ค่ายแห่งหนึ่งในชนบทของรัฐแมรี่แลนด์ชื่อแชงกรีล่า ได้ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา ข้อมูลในเว็บไซต์ของทำเนียบขาวระบุว่า ค่ายแห่งนี้เรียบง่าย เงียบสงบและห่างไกลผู้คน จึงทำให้รู้สึก “เป็นส่วนตัวและผ่อนคลาย” และ “เป็นสถานที่เหมาะแก่การทำงานและรับรองผู้นำจากต่างประเทศอีกด้วย” เมื่อดไวท์ ไอเซนฮาวร์ได้เป็นประธานาธิบดี เขาเปลี่ยนชื่อค่ายแห่งนี้เป็นแคมป์เดวิด เพื่อเป็นเกียรติและเป็นที่ระลึกถึงพ่อและหลานชายของเขา ชื่อนี้จึงใช้มาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากการเพิ่มมาตรการการรักษาความปลอดภัยแล้ว ค่ายแห่งนี้นำความทันสมัยมาใช้น้อยมาก สถานที่นี้จึงยังคงเป็นที่ที่เหมาะให้ประธานาธิบดีและครอบครัวใช้ในการหลบเร้นและพักผ่อนผู้เชื่อในพระเยซูก็มีค่ายที่เราจะเข้ามาพักสงบได้ในท่ามกลางโลกที่วุ่นวายเช่นกัน ในพระธรรมสดุดี 32:7 กษัตริย์ดาวิดทรงเขียนว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้” กษัตริย์ดาวิดตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ปลอดภัยที่แท้จริงของพระองค์พระเยซูเชื้อเชิญเราให้พบการฟื้นฟูและสงบในพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:28-29) พระองค์ทรงเป็นที่พักพิงของเราเสมอ ในทุกวันและทุกเวลามีสิ่งใดที่ขโมยสันติสุขและการพักสงบของคุณไป คุณจะค้นพบการพักสงบในพระเยซูได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนล้า โลกนี้แสนลำบาก และบางครั้ง ข้าพระองค์รู้สึกว่าชีวิตนั้นช่างเหือดแห้ง ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะกลับมาหาพระองค์ เพื่อจะได้พบการพักสงบในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก [ มัทธิว 11:29 ]ในปีค.ศ. 1943 ค่ายแห่งหนึ่งในชนบทของรัฐแมรี่แลนด์ชื่อแชงกรีล่า ได้ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกา ข้อมูลในเว็บไ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d70ec1d8-7d51-4ee4-9fac-ffa57cc88bc2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3a410da8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น</p><p>แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”</p><p>การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น</p><p>แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”</p><p>การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3a410da8/9cc5d0d9.mp3" length="10447491" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>653</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้นแต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชัยชนะของความเมตตาในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">398e4787-fec5-4797-bd8f-5fda90d09372</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e49b6144</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น</p><p>แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”</p><p>การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐานคุณถูกล่อลวงให้เป็นคนใจร้ายเมื่อใด คุณเคยได้รับความเมตตามาแล้วอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ ที่ประทานแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]</em></p><p><br></p><p>เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้น</p><p>แต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”</p><p>การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณ</p><p><br></p><p><strong>ใคร่ครวญและอธิษฐานคุณถูกล่อลวงให้เป็นคนใจร้ายเมื่อใด คุณเคยได้รับความเมตตามาแล้วอย่างไร</strong></p><p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ ที่ประทานแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e49b6144/8aaff659.mp3" length="10447491" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>653</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบนั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ชั้นบนกับพ่อของเธอ ต่อมามีชายผิวดำสูงวัยคนหนึ่งเดินมาตามช่องทางเดินและนั่งลงข้างพวกเขา พ่อของเธอเป็นคนเริ่มชวนเขาพูดคุย ดอริสเล่าว่าบทสนทนาเรื่องการเก็บแต้มของพวกเขานั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับว่า “โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันไม่เคยลืมชายคนนั้นและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา” ปฏิสัมพันธ์ที่น่ายินดีระหว่างเด็กผู้หญิงผิวขาวกับชายสูงวัยใจดีที่เคยมีพ่อเป็นทาสได้จุดประกายความสว่างในวันนั้นแต่โรบินสันต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงในการแข่งขันนัดอื่นๆในฤดูกาลเดียวกัน เขาเล่าว่า “ในแง่ของเชื้อชาติ พวกเขาตะคอกใส่ผมในทุกๆเรื่อง มันเลวร้ายมาก”การประพฤติที่ชั่วร้ายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงในสนามกีฬาเท่านั้น ในบ้าน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คริสตจักรก็อาจเป็นพื้นที่ซึ่งความน่าเกลียดน่าชังมีชัยชนะได้ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสำแดงความเมตตาผ่านพระบุตรของพระองค์ (ทต.3:4) ได้รับการทรงเรียกให้แสดงความเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ เปโตรเขียนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เห็นอกเห็นใจกัน รักกันฉันพี่น้อง มีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนน้อม อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า” (1 ปต.3:8-9) ความเมตตาจะมีชัยชนะ เมื่อผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า จะแบ่งปันความเมตตานั้นแก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวางตามการช่วยเหลือของพระวิญญาณใคร่ครวญและอธิษฐานคุณถูกล่อลวงให้เป็นคนใจร้ายเมื่อใด คุณเคยได้รับความเมตตามาแล้วอย่างไรข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ ที่ประทานแก่ข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพระเมตตาและความรักของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยเราทั้งหลายให้รอด ได้ปรากฏในโลกแล้ว พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด [ ทิตัส 3:4-5 ]เมื่อแจ็คกี้ โรบินสันนักเบสบอลผิวดำคนแรกลงเล่นในเมเจอร์ลีกที่สนามไชบ์ปาร์คเมืองฟิลาเดลเฟีย ในวันที่ 9 พฤษาคม ค.ศ. 1947 ดอริสวัยสิบขวบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกหมดความอดทน</title>
      <itunes:episode>6</itunes:episode>
      <podcast:episode>6</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกหมดความอดทน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1097c54f-944e-41b0-9614-b283eeb044c9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9bc1e1e0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>หนึ่งในผลของพระวิญญาณคือ ความอดทน ผมขอสารภาพว่าผมทำได้ไม่ดีนักในเรื่องนี้ ผมขาดความอดทนเมื่ออยู่ในการจราจรที่ติดขัด เมื่อต้องต่อคิว หรือเมื่อต้องรอจนกว่าพนักงานรับโทรศัพท์จะสามารถรับสายของผมได้ ผมสงสัยว่าผมเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องการได้รับคำตอบทันทีและความพอใจในทันทีหรือไม่ ในสดุดี 70 ดาวิดรู้สึกเหนื่อยกับการรอคอย </p><p> </p><p>สดุดี 70 เป็นบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ บทสดุดีเริ่มต้นและลงท้ายด้วยคำร้องทุกข์ โดยดาวิดขอให้พระเจ้าเร่งรีบ เขาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด … ขออย่าทรงรอช้า” (ข้อ 1, 5) </p><p> </p><p>ดาวิดถูกจู่โจมจากศัตรูผู้ต้องการสังหารเขา (ข้อ 2) เขาตกเป็นเป้าของการดูหมิ่นและเยาะเย้ย (ข้อ 3) คำอธิษฐานของเขาคือการขอความยุติธรรม ดาวิดต้องการให้พระเจ้าจัดการศัตรูในแบบที่ศัตรูทำกับเขา เป็นการดีที่จะอธิษฐานขอความยุติธรรม และเรามั่นใจได้ว่าวันหนึ่งพระเจ้า “จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา” (โรม 2:6) </p><p> </p><p>แต่อย่าลืมว่าเมื่อเรายังเป็นศัตรูกับพระเจ้า พระองค์มิได้ทรงกระทำกับเราในแบบที่เราสมควรได้รับ แต่กลับทรงช่วยเราด้วยพระคุณของพระองค์ (เอเฟซัส‬ 2‬:5‬) เมื่อพระเยซูทรงเผชิญกับการเย้ยหยันขณะอยู่บนกางเขน พระองค์ทรงอธิษฐานขอให้ศัตรูของพระองค์ได้รับการอภัย (ลูกา 23:34) เราจึงควรเลียนแบบตัวอย่างขององค์พระผู้เป็นเจ้า และก่อนที่เราจะแสวงหาความยุติธรรม เราควรอธิษฐานเช่นนี้ก่อนว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาต่อผู้ที่ข่มเหงพวกข้าพระองค์‬‬ </p><p>เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเมตตาพวกข้าพระองค์ เมื่อพวกข้าพระองค์ยังเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่” </p><p> </p><p>คริสเตียนคือกลุ่มคนที่รอคอยความยุติธรรม พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะต้องทนทุกข์และถูกข่มเหง (ดูมาระโก 10:29-30) และนั่นเป็นประสบการณ์ของผู้เชื่อจำนวนมาก ในเวลาเช่นนั้น เราขอเป็นเสียงสะท้อนคำอธิษฐานสุดท้ายที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “อาเมน พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด” (วิวรณ์‬ 22‬:20‬)‬‬ </p><p> </p><p>นี่เป็นการรอคอยที่ยาวนาน เหมือนที่พระเยซูทรงบอกเราไว้ (มัทธิว 25:5, 19) แต่พระองค์จะเสด็จมาและช่วยเรา และนำมาซึ่งความยุติธรรม ในระหว่างนี้เราต้องอดทน และเช่นเดียวกับดาวิดที่เฝ้าอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงรอช้า” (ข้อ 5) แล้วเราผู้ใฝ่หาการช่วยกู้จากพระเจ้าจะกล่าวเรื่อยไปว่า “พระเจ้าใหญ่ยิ่งนัก” (ข้อ 4) </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>ทำไมบางครั้งคุณจึงหมดความอดทนกับพระเจ้า? การตอบสนองด้วยความเชื่อควรเป็นอย่างไรหากเรารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเสด็จมาช่วยช้าเกินไป? </p><p> </p><p>บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณจำได้ว่าต้องอธิษฐานว่า “พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด”(วิวรณ์‬ 22‬:20‬)? คุณคิดว่าทำไมเราจึงแทบไม่ค่อยได้ใช้คำพูดนี้ในคำอธิษฐานของเรา‬‬? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด” สดุดี 70:1</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>หนึ่งในผลของพระวิญญาณคือ ความอดทน ผมขอสารภาพว่าผมทำได้ไม่ดีนักในเรื่องนี้ ผมขาดความอดทนเมื่ออยู่ในการจราจรที่ติดขัด เมื่อต้องต่อคิว หรือเมื่อต้องรอจนกว่าพนักงานรับโทรศัพท์จะสามารถรับสายของผมได้ ผมสงสัยว่าผมเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องการได้รับคำตอบทันทีและความพอใจในทันทีหรือไม่ ในสดุดี 70 ดาวิดรู้สึกเหนื่อยกับการรอคอย </p><p> </p><p>สดุดี 70 เป็นบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ บทสดุดีเริ่มต้นและลงท้ายด้วยคำร้องทุกข์ โดยดาวิดขอให้พระเจ้าเร่งรีบ เขาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด … ขออย่าทรงรอช้า” (ข้อ 1, 5) </p><p> </p><p>ดาวิดถูกจู่โจมจากศัตรูผู้ต้องการสังหารเขา (ข้อ 2) เขาตกเป็นเป้าของการดูหมิ่นและเยาะเย้ย (ข้อ 3) คำอธิษฐานของเขาคือการขอความยุติธรรม ดาวิดต้องการให้พระเจ้าจัดการศัตรูในแบบที่ศัตรูทำกับเขา เป็นการดีที่จะอธิษฐานขอความยุติธรรม และเรามั่นใจได้ว่าวันหนึ่งพระเจ้า “จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา” (โรม 2:6) </p><p> </p><p>แต่อย่าลืมว่าเมื่อเรายังเป็นศัตรูกับพระเจ้า พระองค์มิได้ทรงกระทำกับเราในแบบที่เราสมควรได้รับ แต่กลับทรงช่วยเราด้วยพระคุณของพระองค์ (เอเฟซัส‬ 2‬:5‬) เมื่อพระเยซูทรงเผชิญกับการเย้ยหยันขณะอยู่บนกางเขน พระองค์ทรงอธิษฐานขอให้ศัตรูของพระองค์ได้รับการอภัย (ลูกา 23:34) เราจึงควรเลียนแบบตัวอย่างขององค์พระผู้เป็นเจ้า และก่อนที่เราจะแสวงหาความยุติธรรม เราควรอธิษฐานเช่นนี้ก่อนว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาต่อผู้ที่ข่มเหงพวกข้าพระองค์‬‬ </p><p>เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเมตตาพวกข้าพระองค์ เมื่อพวกข้าพระองค์ยังเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่” </p><p> </p><p>คริสเตียนคือกลุ่มคนที่รอคอยความยุติธรรม พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะต้องทนทุกข์และถูกข่มเหง (ดูมาระโก 10:29-30) และนั่นเป็นประสบการณ์ของผู้เชื่อจำนวนมาก ในเวลาเช่นนั้น เราขอเป็นเสียงสะท้อนคำอธิษฐานสุดท้ายที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “อาเมน พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด” (วิวรณ์‬ 22‬:20‬)‬‬ </p><p> </p><p>นี่เป็นการรอคอยที่ยาวนาน เหมือนที่พระเยซูทรงบอกเราไว้ (มัทธิว 25:5, 19) แต่พระองค์จะเสด็จมาและช่วยเรา และนำมาซึ่งความยุติธรรม ในระหว่างนี้เราต้องอดทน และเช่นเดียวกับดาวิดที่เฝ้าอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงรอช้า” (ข้อ 5) แล้วเราผู้ใฝ่หาการช่วยกู้จากพระเจ้าจะกล่าวเรื่อยไปว่า “พระเจ้าใหญ่ยิ่งนัก” (ข้อ 4) </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>ทำไมบางครั้งคุณจึงหมดความอดทนกับพระเจ้า? การตอบสนองด้วยความเชื่อควรเป็นอย่างไรหากเรารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเสด็จมาช่วยช้าเกินไป? </p><p> </p><p>บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณจำได้ว่าต้องอธิษฐานว่า “พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด”(วิวรณ์‬ 22‬:20‬)? คุณคิดว่าทำไมเราจึงแทบไม่ค่อยได้ใช้คำพูดนี้ในคำอธิษฐานของเรา‬‬? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด” สดุดี 70:1</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 28 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9bc1e1e0/32d31229.mp3" length="6573481" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>270</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน หนึ่งในผลของพระวิญญาณคือ ความอดทน ผมขอสารภาพว่าผมทำได้ไม่ดีนักในเรื่องนี้ ผมขาดความอดทนเมื่ออยู่ในการจราจรที่ติดขัด เมื่อต้องต่อคิว หรือเมื่อต้องรอจนกว่าพนักงานรับโทรศัพท์จะสามารถรับสายของผมได้ ผมสงสัยว่าผมเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องการได้รับคำตอบทันทีและความพอใจในทันทีหรือไม่ ในสดุดี 70 ดาวิดรู้สึกเหนื่อยกับการรอคอย  สดุดี 70 เป็นบทเพลงแห่งการคร่ำครวญ บทสดุดีเริ่มต้นและลงท้ายด้วยคำร้องทุกข์ โดยดาวิดขอให้พระเจ้าเร่งรีบ เขาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด … ขออย่าทรงรอช้า” (ข้อ 1, 5)  ดาวิดถูกจู่โจมจากศัตรูผู้ต้องการสังหารเขา (ข้อ 2) เขาตกเป็นเป้าของการดูหมิ่นและเยาะเย้ย (ข้อ 3) คำอธิษฐานของเขาคือการขอความยุติธรรม ดาวิดต้องการให้พระเจ้าจัดการศัตรูในแบบที่ศัตรูทำกับเขา เป็นการดีที่จะอธิษฐานขอความยุติธรรม และเรามั่นใจได้ว่าวันหนึ่งพระเจ้า “จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา” (โรม 2:6)  แต่อย่าลืมว่าเมื่อเรายังเป็นศัตรูกับพระเจ้า พระองค์มิได้ทรงกระทำกับเราในแบบที่เราสมควรได้รับ แต่กลับทรงช่วยเราด้วยพระคุณของพระองค์ (เอเฟซัส‬ 2‬:5‬) เมื่อพระเยซูทรงเผชิญกับการเย้ยหยันขณะอยู่บนกางเขน พระองค์ทรงอธิษฐานขอให้ศัตรูของพระองค์ได้รับการอภัย (ลูกา 23:34) เราจึงควรเลียนแบบตัวอย่างขององค์พระผู้เป็นเจ้า และก่อนที่เราจะแสวงหาความยุติธรรม เราควรอธิษฐานเช่นนี้ก่อนว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาต่อผู้ที่ข่มเหงพวกข้าพระองค์‬‬ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเมตตาพวกข้าพระองค์ เมื่อพวกข้าพระองค์ยังเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่”  คริสเตียนคือกลุ่มคนที่รอคอยความยุติธรรม พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะต้องทนทุกข์และถูกข่มเหง (ดูมาระโก 10:29-30) และนั่นเป็นประสบการณ์ของผู้เชื่อจำนวนมาก ในเวลาเช่นนั้น เราขอเป็นเสียงสะท้อนคำอธิษฐานสุดท้ายที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ที่ว่า “อาเมน พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด” (วิวรณ์‬ 22‬:20‬)‬‬  นี่เป็นการรอคอยที่ยาวนาน เหมือนที่พระเยซูทรงบอกเราไว้ (มัทธิว 25:5, 19) แต่พระองค์จะเสด็จมาและช่วยเรา และนำมาซึ่งความยุติธรรม ในระหว่างนี้เราต้องอดทน และเช่นเดียวกับดาวิดที่เฝ้าอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงรอช้า” (ข้อ 5) แล้วเราผู้ใฝ่หาการช่วยกู้จากพระเจ้าจะกล่าวเรื่อยไปว่า “พระเจ้าใหญ่ยิ่งนัก” (ข้อ 4)  ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ ทำไมบางครั้งคุณจึงหมดความอดทนกับพระเจ้า? การตอบสนองด้วยความเชื่อควรเป็นอย่างไรหากเรารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเสด็จมาช่วยช้าเกินไป?  บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณจำได้ว่าต้องอธิษฐานว่า “พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด”(วิวรณ์‬ 22‬:20‬)? คุณคิดว่าทำไมเราจึงแทบไม่ค่อยได้ใช้คำพูดนี้ในคำอธิษฐานของเรา‬‬?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพอพระทัยที่จะช่วยกู้ข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเร่งมาช่วยข้าพระองค์เถิด” สดุดี 70:1</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน หนึ่งในผลของพระวิญญาณคือ ความอดทน ผมขอสารภาพว่าผมทำได้ไม่ดีนักในเรื่องนี้ ผมขาดความอดทนเมื่ออยู่ในการจราจรที่ติดขัด เมื่อต้องต่อคิว หรือเมื่อต้องรอจนกว่าพนักงานรับโทรศัพท์จะสามารถรับสายของผมได้ ผมสงสัยว่าผมเป็นเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เข้าใจพระคัมภีร์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เข้าใจพระคัมภีร์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">19de9174-3360-41aa-8cc2-8105b6627400</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/21787673</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ ..และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย [ ฮีบรู 4:12 ]</p><p><br></p><p>พระคัมภีร์นั้นสำคัญเพียงใด พระคัมภีร์สำคัญมากจนผู้คนในหลายประเทศยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแปลเป็นภาษาของพวกเขา บ่อยครั้งคนธรรมดาเหล่านี้ที่เชื่อในพระเยซูต้องถูกจับกุมเพราะแปลพระวจนะคำให้เป็นภาษาที่คนอื่นๆสามารถเข้าใจได้</p><p>นักแปลหญิงคนหนึ่งในประเทศที่ต่อต้านผู้เชื่อในพระเยซูกล่าวว่า “ฉันต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ ฉันต้องการเห็นคนที่ฉันรักได้รับความรอดในพระคริสต์” และชายคนหนึ่งที่ดูแลจัดการให้ประชาชนทั่วไปลักลอบแปลพระคัมภีร์อธิบายว่า พระคัมภีร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเติบโตเป็นผู้เชื่อที่เข้มแข็งในคริสตจักรท้องถิ่น “คุณเริ่มคริสตจักรได้ แต่…(หากไม่มี)พระคัมภีร์ในภาษาของพวกเขาแล้ว คริสตจักรจะอยู่รอดได้แค่เพียงคนในรุ่นเดียวเท่านั้น”</p><p>เหตุที่พวกเขาต้องทำสิ่งนี้ ก็เพราะไม่มีหนังสือเล่มใดเหมือนพระคัมภีร์ การดำรงอยู่ของพระคัมภีร์มาตลอดหลายศตวรรษเป็นสิ่งที่พิเศษ ความจริงแท้ของพระคัมภีร์และการสำแดงถึงหัวใจของมนุษย์นั้นถูกต้องแม่นยำ พระคัมภีร์นั้น “ไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ…และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮบ.4:12) และ “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” ( 2 ทธ.3:16) และสำคัญที่สุด พระคัมภีร์เปิดเผยต้นกำเนิดและความจริงแห่ง “ความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 15)</p><p>ขอให้เราอ่าน ยึดมั่น และดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ และเมื่อพระเจ้าทรงเปิดหนทาง ขอให้เราช่วยผู้คนทั่วโลกให้ได้รับและเข้าใจในพระคัมภีร์</p><p><br></p><p><em>สิ่งที่คุณชอบที่สุดเกี่ยวกับพระคัมภีร์คืออะไร คุณจะช่วยผู้อื่นให้เข้าใจพระคัมภีร์ดีขึ้นได้อย่างไร</em></p><p><br></p><p><strong>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับพระคัมภีร์และสิทธิพิเศษในการได้แบ่งปันพระวจนะของพระองค์กับผู้อื่น</strong></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ ..และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย [ ฮีบรู 4:12 ]</p><p><br></p><p>พระคัมภีร์นั้นสำคัญเพียงใด พระคัมภีร์สำคัญมากจนผู้คนในหลายประเทศยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแปลเป็นภาษาของพวกเขา บ่อยครั้งคนธรรมดาเหล่านี้ที่เชื่อในพระเยซูต้องถูกจับกุมเพราะแปลพระวจนะคำให้เป็นภาษาที่คนอื่นๆสามารถเข้าใจได้</p><p>นักแปลหญิงคนหนึ่งในประเทศที่ต่อต้านผู้เชื่อในพระเยซูกล่าวว่า “ฉันต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ ฉันต้องการเห็นคนที่ฉันรักได้รับความรอดในพระคริสต์” และชายคนหนึ่งที่ดูแลจัดการให้ประชาชนทั่วไปลักลอบแปลพระคัมภีร์อธิบายว่า พระคัมภีร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเติบโตเป็นผู้เชื่อที่เข้มแข็งในคริสตจักรท้องถิ่น “คุณเริ่มคริสตจักรได้ แต่…(หากไม่มี)พระคัมภีร์ในภาษาของพวกเขาแล้ว คริสตจักรจะอยู่รอดได้แค่เพียงคนในรุ่นเดียวเท่านั้น”</p><p>เหตุที่พวกเขาต้องทำสิ่งนี้ ก็เพราะไม่มีหนังสือเล่มใดเหมือนพระคัมภีร์ การดำรงอยู่ของพระคัมภีร์มาตลอดหลายศตวรรษเป็นสิ่งที่พิเศษ ความจริงแท้ของพระคัมภีร์และการสำแดงถึงหัวใจของมนุษย์นั้นถูกต้องแม่นยำ พระคัมภีร์นั้น “ไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ…และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮบ.4:12) และ “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” ( 2 ทธ.3:16) และสำคัญที่สุด พระคัมภีร์เปิดเผยต้นกำเนิดและความจริงแห่ง “ความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 15)</p><p>ขอให้เราอ่าน ยึดมั่น และดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ และเมื่อพระเจ้าทรงเปิดหนทาง ขอให้เราช่วยผู้คนทั่วโลกให้ได้รับและเข้าใจในพระคัมภีร์</p><p><br></p><p><em>สิ่งที่คุณชอบที่สุดเกี่ยวกับพระคัมภีร์คืออะไร คุณจะช่วยผู้อื่นให้เข้าใจพระคัมภีร์ดีขึ้นได้อย่างไร</em></p><p><br></p><p><strong>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับพระคัมภีร์และสิทธิพิเศษในการได้แบ่งปันพระวจนะของพระองค์กับผู้อื่น</strong></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 28 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/21787673/b7961c6e.mp3" length="10248516" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>641</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ ..และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย [ ฮีบรู 4:12 ]พระคัมภีร์นั้นสำคัญเพียงใด พระคัมภีร์สำคัญมากจนผู้คนในหลายประเทศยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแปลเป็นภาษาของพวกเขา บ่อยครั้งคนธรรมดาเหล่านี้ที่เชื่อในพระเยซูต้องถูกจับกุมเพราะแปลพระวจนะคำให้เป็นภาษาที่คนอื่นๆสามารถเข้าใจได้นักแปลหญิงคนหนึ่งในประเทศที่ต่อต้านผู้เชื่อในพระเยซูกล่าวว่า “ฉันต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ ฉันต้องการเห็นคนที่ฉันรักได้รับความรอดในพระคริสต์” และชายคนหนึ่งที่ดูแลจัดการให้ประชาชนทั่วไปลักลอบแปลพระคัมภีร์อธิบายว่า พระคัมภีร์เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการเติบโตเป็นผู้เชื่อที่เข้มแข็งในคริสตจักรท้องถิ่น “คุณเริ่มคริสตจักรได้ แต่…(หากไม่มี)พระคัมภีร์ในภาษาของพวกเขาแล้ว คริสตจักรจะอยู่รอดได้แค่เพียงคนในรุ่นเดียวเท่านั้น”เหตุที่พวกเขาต้องทำสิ่งนี้ ก็เพราะไม่มีหนังสือเล่มใดเหมือนพระคัมภีร์ การดำรงอยู่ของพระคัมภีร์มาตลอดหลายศตวรรษเป็นสิ่งที่พิเศษ ความจริงแท้ของพระคัมภีร์และการสำแดงถึงหัวใจของมนุษย์นั้นถูกต้องแม่นยำ พระคัมภีร์นั้น “ไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ…และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮบ.4:12) และ “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” ( 2 ทธ.3:16) และสำคัญที่สุด พระคัมภีร์เปิดเผยต้นกำเนิดและความจริงแห่ง “ความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 15)ขอให้เราอ่าน ยึดมั่น และดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ และเมื่อพระเจ้าทรงเปิดหนทาง ขอให้เราช่วยผู้คนทั่วโลกให้ได้รับและเข้าใจในพระคัมภีร์สิ่งที่คุณชอบที่สุดเกี่ยวกับพระคัมภีร์คืออะไร คุณจะช่วยผู้อื่นให้เข้าใจพระคัมภีร์ดีขึ้นได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับพระคัมภีร์และสิทธิพิเศษในการได้แบ่งปันพระวจนะของพระองค์กับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ ..และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย [ ฮีบรู 4:12 ]พระคัมภีร์นั้นสำคัญเพียงใด พระคัมภีร์สำคัญมากจนผู้คนในหลายประเทศยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแปลเป็นภาษาของพวกเขา บ่อยครั้งคนธรรมดาเหล่านี้ที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกผิด</title>
      <itunes:episode>5</itunes:episode>
      <podcast:episode>5</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกผิด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5d7b88ce-7908-4ad3-a06d-ce6fee988e94</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c5837ebe</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>เมื่อทำบาป ผลของการทำบาปย่อมตามมา น้อยคนนักที่จะเข้าใจดีดังเช่นกษัตริย์ดาวิด การผิดประเวณีของดาวิดกับบัทเชบาและการออกอุบายเพื่อสังหารอุรีอาห์สามีของนางเป็นจุดพลิกผันในการครองราชย์ของเขาในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล (ดู 2 ซามูเอล 11-12) ในบทต่อๆ มาใน 2 ซามูเอล เราได้อ่านเรื่องราวของทามาร์ลูกสาวของดาวิดซึ่งถูกข่มขืนโดยอัมโนนลูกชายของดาวิดเช่นกัน (13:6-15) และการก่อกบฏของอับซาโลมลูกชายอีกคนหนึ่งของเขา (16:15-17:4) </p><p> </p><p>การก่อกบฏและสงครามนำความลำบากเดือดร้อนมาสู่การครองราชย์ของดาวิดในช่วงเวลาที่เหลือ ความบาปของดาวิดส่งผลต่อครอบครัวของเขาและต่อทั้งประเทศ แต่ผลร้ายแรงที่สุดคือผลต่อความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า นับว่ายังดีที่ดาวิดได้สารภาพบาปของเขาหลังจากที่พระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะนาธันมาแจ้งบาปนั้นแก่เขา </p><p> </p><p>สดุดี 51 เป็นตัวอย่างของคำอธิษฐานของผู้กระทำผิดได้อย่างดีเยี่ยม ประการแรกเราได้ยินคำสารภาพของดาวิด (ข้อ 1-6) ดาวิดเข้าใจดีว่าเขาไม่มีเหตุผลใดที่พระเจ้าควรยกโทษให้กับเขา การอภัยโทษเกิดจากพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น “ตามแต่พระกรุณาอันอุดมของพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดเรียงร้อยถ้อยคำมากมายเพื่อบรรยายความเลวร้ายของสิ่งที่เขาได้กระทำ “การละเมิด” “ความบาปผิด” “บาป” “สิ่งที่ชั่วร้าย” (ข้อ 2-4) </p><p> </p><p>ทุกวันนี้ เรามักอธิบายความบาปของเราว่าเป็น “ความเข้าใจผิด” หรือ “การตัดสินใจที่ผิดพลาด“ แต่ดาวิดไม่ได้เล่นเกมการใช้คำศัพท์กับพระเจ้าเพื่อลดความรุนแรงของบาปที่เขาทำ เขายอมรับผิดและยอมรับว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมในการพิพากษา (ข้อ 4) ในที่สุดดาวิดยอมรับว่าเมื่อเขากระทำบาป เขาทำไปตามธรรมชาติบาปของเขาเอง (ข้อ 5) </p><p> </p><p>ประการที่สอง เราได้รับฟังความปรารถนาของดาวิด เขาโหยหาการชำระให้สะอาด (ข้อ 2, 7) เขาต้องการให้ความรู้สึกผิดและความบาปถูกลบออกไป ยิ่งไปกว่านั้นเขาปรารถนาจิตใจใหม่ (ข้อ 10) เขาต้องการจิตใจที่ใฝ่หาความชอบธรรมไม่ใช่ความชั่วร้าย แล้วเขาจะได้รับ “ความชื่นบานในความรอด” กลับคืนมา (ข้อ 12) </p><p> </p><p>สุดท้าย ดาวิดสัญญาว่าจะบอกให้โลกรับรู้ถึงพระราชกิจทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงกระทำแก่เขา เขาจะสอนคนบาปทั้งหลายถึงทางของพระเจ้าเพื่อเขาทั้งหลายจะไม่ทำผิดพลาดเช่นเดียวกับที่ดาวิดได้กระทำ (ข้อ 13) เมื่อสัมผัสถึงการอัศจรรย์และความชื่นชมยินดีของการได้รับการอภัย ดาวิดจะสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งปวง (ข้อ 14-15) </p><p> </p><p>วันนี้ ขอให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญที่ดีเลิศคือพระบุตรของพระองค์  ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะได้รับการยกโทษ และเริ่มต้นทุกวันใหม่อย่างบริสุทธิ์หมดจด และเมื่อเรานึกถึงสดุดีที่ยอดเยี่ยมบทนี้ ให้เราใช้เวลาที่จะสารภาพความบาปของเราต่อพระเจ้าเช่นเดียวกัน </p><p> </p><p>พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระบิดาในสวรรค์ เราขอสารภาพว่าเราได้ทำผิดต่อพระองค์บ่อยครั้งทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ เราไม่เพียงทำผิดแต่เรายังพลาดที่จะทำดีอีกด้วย องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เท่านั้นที่สามารถยกบาปผิดได้ เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทรงมีพระเมตตาต่อเราและทรงอภัยโทษให้เรา ขอทรงโปรดช่วยให้เรารับใช้พระองค์ ไม่เพียงด้วยปากของเรา แต่ด้วยชีวิตของเรา อาเมน </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก เดินตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>1 ยอห์น 1:9 บอกเราว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” มีความบาปใดที่คุณปิดบังพระเจ้าอยู่ในเวลานี้? สดุดีบทนี้สอนเราถึงวิธีการสารภาพบาปอย่างถูกต้องอย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>"ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์" สดุดี‬ 51‬:4‬</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>เมื่อทำบาป ผลของการทำบาปย่อมตามมา น้อยคนนักที่จะเข้าใจดีดังเช่นกษัตริย์ดาวิด การผิดประเวณีของดาวิดกับบัทเชบาและการออกอุบายเพื่อสังหารอุรีอาห์สามีของนางเป็นจุดพลิกผันในการครองราชย์ของเขาในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล (ดู 2 ซามูเอล 11-12) ในบทต่อๆ มาใน 2 ซามูเอล เราได้อ่านเรื่องราวของทามาร์ลูกสาวของดาวิดซึ่งถูกข่มขืนโดยอัมโนนลูกชายของดาวิดเช่นกัน (13:6-15) และการก่อกบฏของอับซาโลมลูกชายอีกคนหนึ่งของเขา (16:15-17:4) </p><p> </p><p>การก่อกบฏและสงครามนำความลำบากเดือดร้อนมาสู่การครองราชย์ของดาวิดในช่วงเวลาที่เหลือ ความบาปของดาวิดส่งผลต่อครอบครัวของเขาและต่อทั้งประเทศ แต่ผลร้ายแรงที่สุดคือผลต่อความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า นับว่ายังดีที่ดาวิดได้สารภาพบาปของเขาหลังจากที่พระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะนาธันมาแจ้งบาปนั้นแก่เขา </p><p> </p><p>สดุดี 51 เป็นตัวอย่างของคำอธิษฐานของผู้กระทำผิดได้อย่างดีเยี่ยม ประการแรกเราได้ยินคำสารภาพของดาวิด (ข้อ 1-6) ดาวิดเข้าใจดีว่าเขาไม่มีเหตุผลใดที่พระเจ้าควรยกโทษให้กับเขา การอภัยโทษเกิดจากพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น “ตามแต่พระกรุณาอันอุดมของพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดเรียงร้อยถ้อยคำมากมายเพื่อบรรยายความเลวร้ายของสิ่งที่เขาได้กระทำ “การละเมิด” “ความบาปผิด” “บาป” “สิ่งที่ชั่วร้าย” (ข้อ 2-4) </p><p> </p><p>ทุกวันนี้ เรามักอธิบายความบาปของเราว่าเป็น “ความเข้าใจผิด” หรือ “การตัดสินใจที่ผิดพลาด“ แต่ดาวิดไม่ได้เล่นเกมการใช้คำศัพท์กับพระเจ้าเพื่อลดความรุนแรงของบาปที่เขาทำ เขายอมรับผิดและยอมรับว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมในการพิพากษา (ข้อ 4) ในที่สุดดาวิดยอมรับว่าเมื่อเขากระทำบาป เขาทำไปตามธรรมชาติบาปของเขาเอง (ข้อ 5) </p><p> </p><p>ประการที่สอง เราได้รับฟังความปรารถนาของดาวิด เขาโหยหาการชำระให้สะอาด (ข้อ 2, 7) เขาต้องการให้ความรู้สึกผิดและความบาปถูกลบออกไป ยิ่งไปกว่านั้นเขาปรารถนาจิตใจใหม่ (ข้อ 10) เขาต้องการจิตใจที่ใฝ่หาความชอบธรรมไม่ใช่ความชั่วร้าย แล้วเขาจะได้รับ “ความชื่นบานในความรอด” กลับคืนมา (ข้อ 12) </p><p> </p><p>สุดท้าย ดาวิดสัญญาว่าจะบอกให้โลกรับรู้ถึงพระราชกิจทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงกระทำแก่เขา เขาจะสอนคนบาปทั้งหลายถึงทางของพระเจ้าเพื่อเขาทั้งหลายจะไม่ทำผิดพลาดเช่นเดียวกับที่ดาวิดได้กระทำ (ข้อ 13) เมื่อสัมผัสถึงการอัศจรรย์และความชื่นชมยินดีของการได้รับการอภัย ดาวิดจะสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งปวง (ข้อ 14-15) </p><p> </p><p>วันนี้ ขอให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญที่ดีเลิศคือพระบุตรของพระองค์  ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะได้รับการยกโทษ และเริ่มต้นทุกวันใหม่อย่างบริสุทธิ์หมดจด และเมื่อเรานึกถึงสดุดีที่ยอดเยี่ยมบทนี้ ให้เราใช้เวลาที่จะสารภาพความบาปของเราต่อพระเจ้าเช่นเดียวกัน </p><p> </p><p>พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระบิดาในสวรรค์ เราขอสารภาพว่าเราได้ทำผิดต่อพระองค์บ่อยครั้งทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ เราไม่เพียงทำผิดแต่เรายังพลาดที่จะทำดีอีกด้วย องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เท่านั้นที่สามารถยกบาปผิดได้ เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทรงมีพระเมตตาต่อเราและทรงอภัยโทษให้เรา ขอทรงโปรดช่วยให้เรารับใช้พระองค์ ไม่เพียงด้วยปากของเรา แต่ด้วยชีวิตของเรา อาเมน </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก เดินตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>1 ยอห์น 1:9 บอกเราว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” มีความบาปใดที่คุณปิดบังพระเจ้าอยู่ในเวลานี้? สดุดีบทนี้สอนเราถึงวิธีการสารภาพบาปอย่างถูกต้องอย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>"ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์" สดุดี‬ 51‬:4‬</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 27 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c5837ebe/dcba2c06.mp3" length="8267097" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/-6Lu_CJRoW3zcafphFCvYB63tOXdevcmAWj9-HXzAw0/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS85Mzk1/OGYyNTg3Yzg3NGQx/MWQ4MWExNWNiMDNh/MzJiNS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>341</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน เมื่อทำบาป ผลของการทำบาปย่อมตามมา น้อยคนนักที่จะเข้าใจดีดังเช่นกษัตริย์ดาวิด การผิดประเวณีของดาวิดกับบัทเชบาและการออกอุบายเพื่อสังหารอุรีอาห์สามีของนางเป็นจุดพลิกผันในการครองราชย์ของเขาในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล (ดู 2 ซามูเอล 11-12) ในบทต่อๆ มาใน 2 ซามูเอล เราได้อ่านเรื่องราวของทามาร์ลูกสาวของดาวิดซึ่งถูกข่มขืนโดยอัมโนนลูกชายของดาวิดเช่นกัน (13:6-15) และการก่อกบฏของอับซาโลมลูกชายอีกคนหนึ่งของเขา (16:15-17:4)  การก่อกบฏและสงครามนำความลำบากเดือดร้อนมาสู่การครองราชย์ของดาวิดในช่วงเวลาที่เหลือ ความบาปของดาวิดส่งผลต่อครอบครัวของเขาและต่อทั้งประเทศ แต่ผลร้ายแรงที่สุดคือผลต่อความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า นับว่ายังดีที่ดาวิดได้สารภาพบาปของเขาหลังจากที่พระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะนาธันมาแจ้งบาปนั้นแก่เขา  สดุดี 51 เป็นตัวอย่างของคำอธิษฐานของผู้กระทำผิดได้อย่างดีเยี่ยม ประการแรกเราได้ยินคำสารภาพของดาวิด (ข้อ 1-6) ดาวิดเข้าใจดีว่าเขาไม่มีเหตุผลใดที่พระเจ้าควรยกโทษให้กับเขา การอภัยโทษเกิดจากพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น “ตามแต่พระกรุณาอันอุดมของพระองค์” (ข้อ 1) ดาวิดเรียงร้อยถ้อยคำมากมายเพื่อบรรยายความเลวร้ายของสิ่งที่เขาได้กระทำ “การละเมิด” “ความบาปผิด” “บาป” “สิ่งที่ชั่วร้าย” (ข้อ 2-4)  ทุกวันนี้ เรามักอธิบายความบาปของเราว่าเป็น “ความเข้าใจผิด” หรือ “การตัดสินใจที่ผิดพลาด“ แต่ดาวิดไม่ได้เล่นเกมการใช้คำศัพท์กับพระเจ้าเพื่อลดความรุนแรงของบาปที่เขาทำ เขายอมรับผิดและยอมรับว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมในการพิพากษา (ข้อ 4) ในที่สุดดาวิดยอมรับว่าเมื่อเขากระทำบาป เขาทำไปตามธรรมชาติบาปของเขาเอง (ข้อ 5)  ประการที่สอง เราได้รับฟังความปรารถนาของดาวิด เขาโหยหาการชำระให้สะอาด (ข้อ 2, 7) เขาต้องการให้ความรู้สึกผิดและความบาปถูกลบออกไป ยิ่งไปกว่านั้นเขาปรารถนาจิตใจใหม่ (ข้อ 10) เขาต้องการจิตใจที่ใฝ่หาความชอบธรรมไม่ใช่ความชั่วร้าย แล้วเขาจะได้รับ “ความชื่นบานในความรอด” กลับคืนมา (ข้อ 12)  สุดท้าย ดาวิดสัญญาว่าจะบอกให้โลกรับรู้ถึงพระราชกิจทั้งสิ้นที่พระเจ้าทรงกระทำแก่เขา เขาจะสอนคนบาปทั้งหลายถึงทางของพระเจ้าเพื่อเขาทั้งหลายจะไม่ทำผิดพลาดเช่นเดียวกับที่ดาวิดได้กระทำ (ข้อ 13) เมื่อสัมผัสถึงการอัศจรรย์และความชื่นชมยินดีของการได้รับการอภัย ดาวิดจะสรรเสริญพระเจ้าต่อหน้าคนทั้งปวง (ข้อ 14-15)  วันนี้ ขอให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญที่ดีเลิศคือพระบุตรของพระองค์  ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราจะได้รับการยกโทษ และเริ่มต้นทุกวันใหม่อย่างบริสุทธิ์หมดจด และเมื่อเรานึกถึงสดุดีที่ยอดเยี่ยมบทนี้ ให้เราใช้เวลาที่จะสารภาพความบาปของเราต่อพระเจ้าเช่นเดียวกัน  พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ พระบิดาในสวรรค์ เราขอสารภาพว่าเราได้ทำผิดต่อพระองค์บ่อยครั้งทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ เราไม่เพียงทำผิดแต่เรายังพลาดที่จะทำดีอีกด้วย องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เท่านั้นที่สามารถยกบาปผิดได้ เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทรงมีพระเมตตาต่อเราและทรงอภัยโทษให้เรา ขอทรงโปรดช่วยให้เรารับใช้พระองค์ ไม่เพียงด้วยปากของเรา แต่ด้วยชีวิตของเรา อาเมน  ตัดตอนจาก เดินตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ 1 ยอห์น 1:9 บอกเราว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” มีความบาปใดที่คุณปิดบังพระเจ้าอยู่ในเวลานี้? สดุดีบทนี้สอนเราถึงวิธีการสารภาพบาปอย่างถูกต้องอย่างไร?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน "ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์" สดุดี‬ 51‬:4‬</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน เมื่อทำบาป ผลของการทำบาปย่อมตามมา น้อยคนนักที่จะเข้าใจดีดังเช่นกษัตริย์ดาวิด การผิดประเวณีของดาวิดกับบัทเชบาและการออกอุบายเพื่อสังหารอุรีอาห์สามีของนางเป็นจุดพลิกผันในการครองราชย์ของเขาในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สันติสุขในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สันติสุขในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6bbdd9f3-7b27-4337-9832-23657aa40287</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f29d0dda</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น [ โคโลสี 3:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พวกเขาจะชนะด้วยการโต้เถียงกันหรือไม่ ไม่มีทาง ผู้นำของเมืองเล็กๆ เตือนประชาชนที่อาศัยในเขตอุทยานอดิรอนแด็ก ที่ซึ่งการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กได้จุดชนวน “สงครามอดิรอนแด็ก” ขึ้น ชื่อนี้บรรยายถึงการต่อสู้ของพวกเขาว่าจะอนุรักษ์พื้นที่ป่าดั้งเดิมทางตอนเหนือของนิวยอร์กไว้หรือจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้</p>
<p>“มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น!” ผู้นำชุมชนตะโกนใส่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ไม่นานข้อความใหม่ก็ดังขึ้น “อย่าตะโกนใส่กัน พยายามคุยกันดีๆ” มีการทำข้อตกลงจัดตั้งพันธมิตรเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคู่พิพาททั้งสองฝ่าย การเจรจากันของพลเมืองนำไปสู่ข้อยุติ พื้นที่ป่าเกือบ 2.53 ล้านไร่ได้รับการอนุรักษ์ ขณะที่เมืองอดิรอนแด็กเจริญขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาตลอดยี่สิบปี</p>
<p>การอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือจุดเริ่มต้น แต่เปาโลสอนบางสิ่งที่ดีกว่าแก่ผู้เชื่อใหม่ในโคโลสี ท่านกล่าวว่า “จงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดให้ร้าย คำพูดหยาบโลน” (คส.3:8) เปาโลเตือนพวกเขาให้แลกเปลี่ยนวิถีเก่าของตนกับธรรมชาติใหม่ของพระคริสต์ ท่านเขียนว่า “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12)</p>
<p>วันนี้คำเชิญได้ถูกมอบแก่ผู้เชื่อทุกคน ให้ละทิ้งชีวิตเก่าที่ดื้อดึงเพื่อมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น” (ข้อ 15) แล้วจากนั้น ด้วยสันติสุขที่อยู่ภายในเรา โลกจะได้เห็นพระเยซู</p>
<p><br><strong>คุณจะให้อภัยใครในวันนี้ และคุณจะสร้างสันติกับผู้ใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อชีวิตเก่าของข้าพระองค์ปะทุความโกรธออกมา ขอโปรดประทานสันติสุขใหม่ในพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น [ โคโลสี 3:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พวกเขาจะชนะด้วยการโต้เถียงกันหรือไม่ ไม่มีทาง ผู้นำของเมืองเล็กๆ เตือนประชาชนที่อาศัยในเขตอุทยานอดิรอนแด็ก ที่ซึ่งการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กได้จุดชนวน “สงครามอดิรอนแด็ก” ขึ้น ชื่อนี้บรรยายถึงการต่อสู้ของพวกเขาว่าจะอนุรักษ์พื้นที่ป่าดั้งเดิมทางตอนเหนือของนิวยอร์กไว้หรือจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้</p>
<p>“มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น!” ผู้นำชุมชนตะโกนใส่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ไม่นานข้อความใหม่ก็ดังขึ้น “อย่าตะโกนใส่กัน พยายามคุยกันดีๆ” มีการทำข้อตกลงจัดตั้งพันธมิตรเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคู่พิพาททั้งสองฝ่าย การเจรจากันของพลเมืองนำไปสู่ข้อยุติ พื้นที่ป่าเกือบ 2.53 ล้านไร่ได้รับการอนุรักษ์ ขณะที่เมืองอดิรอนแด็กเจริญขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาตลอดยี่สิบปี</p>
<p>การอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือจุดเริ่มต้น แต่เปาโลสอนบางสิ่งที่ดีกว่าแก่ผู้เชื่อใหม่ในโคโลสี ท่านกล่าวว่า “จงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดให้ร้าย คำพูดหยาบโลน” (คส.3:8) เปาโลเตือนพวกเขาให้แลกเปลี่ยนวิถีเก่าของตนกับธรรมชาติใหม่ของพระคริสต์ ท่านเขียนว่า “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12)</p>
<p>วันนี้คำเชิญได้ถูกมอบแก่ผู้เชื่อทุกคน ให้ละทิ้งชีวิตเก่าที่ดื้อดึงเพื่อมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น” (ข้อ 15) แล้วจากนั้น ด้วยสันติสุขที่อยู่ภายในเรา โลกจะได้เห็นพระเยซู</p>
<p><br><strong>คุณจะให้อภัยใครในวันนี้ และคุณจะสร้างสันติกับผู้ใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อชีวิตเก่าของข้าพระองค์ปะทุความโกรธออกมา ขอโปรดประทานสันติสุขใหม่ในพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 27 Feb 2025 16:06:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f29d0dda/4c292f5e.mp3" length="11876473" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>743</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น [ โคโลสี 3:15 ]

พวกเขาจะชนะด้วยการโต้เถียงกันหรือไม่ ไม่มีทาง ผู้นำของเมืองเล็กๆ เตือนประชาชนที่อาศัยในเขตอุทยานอดิรอนแด็ก ที่ซึ่งการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กได้จุดชนวน “สงครามอดิรอนแด็ก” ขึ้น ชื่อนี้บรรยายถึงการต่อสู้ของพวกเขาว่าจะอนุรักษ์พื้นที่ป่าดั้งเดิมทางตอนเหนือของนิวยอร์กไว้หรือจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้
“มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น!” ผู้นำชุมชนตะโกนใส่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ไม่นานข้อความใหม่ก็ดังขึ้น “อย่าตะโกนใส่กัน พยายามคุยกันดีๆ” มีการทำข้อตกลงจัดตั้งพันธมิตรเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคู่พิพาททั้งสองฝ่าย การเจรจากันของพลเมืองนำไปสู่ข้อยุติ พื้นที่ป่าเกือบ 2.53 ล้านไร่ได้รับการอนุรักษ์ ขณะที่เมืองอดิรอนแด็กเจริญขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาตลอดยี่สิบปี
การอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือจุดเริ่มต้น แต่เปาโลสอนบางสิ่งที่ดีกว่าแก่ผู้เชื่อใหม่ในโคโลสี ท่านกล่าวว่า “จงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดให้ร้าย คำพูดหยาบโลน” (คส.3:8) เปาโลเตือนพวกเขาให้แลกเปลี่ยนวิถีเก่าของตนกับธรรมชาติใหม่ของพระคริสต์ ท่านเขียนว่า “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12)
วันนี้คำเชิญได้ถูกมอบแก่ผู้เชื่อทุกคน ให้ละทิ้งชีวิตเก่าที่ดื้อดึงเพื่อมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น” (ข้อ 15) แล้วจากนั้น ด้วยสันติสุขที่อยู่ภายในเรา โลกจะได้เห็นพระเยซู
คุณจะให้อภัยใครในวันนี้ และคุณจะสร้างสันติกับผู้ใด
ข้าแต่พระเจ้า เมื่อชีวิตเก่าของข้าพระองค์ปะทุความโกรธออกมา ขอโปรดประทานสันติสุขใหม่ในพระองค์ให้แก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น [ โคโลสี 3:15 ]

พวกเขาจะชนะด้วยการโต้เถียงกันหรือไม่ ไม่มีทาง ผู้นำของเมืองเล็กๆ เตือนประชาชนที่อาศัยในเขตอุทยานอดิรอนแด็ก ที่ซึ่งการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเจ้าของธุรก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกเจ็บปวดจากความอยุติธรรม</title>
      <itunes:episode>4</itunes:episode>
      <podcast:episode>4</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกเจ็บปวดจากความอยุติธรรม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d486862d-08e4-41b4-983b-3730fb96f69d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3909b264</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>ข้อขัดแย้งทางศีลธรรมที่เก่าแก่ที่สุดคือ “ทำไมเรื่องไม่ดีจึงเกิดขึ้นกับคนดี” หรือ “ทำไมเรื่องดีจึงเกิดขึ้นกับคนไม่ดี“ </p><p> </p><p>เราอยากให้โลกของเรามีความยุติธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เราอยากให้พระเจ้าปฏิบัติกับผู้คนอย่างที่พวกเขาสมควรได้รับ คนดีมีชีวิตยืนยาวและมีความสุข และคนเลวได้ชดใช้ความผิดในช่วงชีวิตนี้ น่าเศร้าที่ชีวิตกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปมปัญหานี้ทำให้อาสาฟนักดนตรีจากเผ่าเลวีซึ่งเป็นผู้เขียนสดุดี 73  เกือบจะละทิ้งความเชื่อของเขา </p><p> </p><p>สดุดี 73:1 ยืนยันความจริงที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์นั่นคือ พระเจ้าทรงดีต่อบุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า “เป็นสุข“ (มัทธิว 5:8) แต่แล้วผู้เขียนสดุดีกลับกล่าวในทันทีถึงสิ่งที่ทำให้เขาเกือบสูญเสียจุดยืนและเป็นสาเหตุให้เขาหันเหไปจากความเชื่อ (ข้อ 2) เขามองเห็นคนอธรรมเพลิดเพลินกับชีวิตที่สะดวกสบาย พวกเขาสมบูรณ์แข็งแรง และดูราวกับว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันจากปัญหาต่างๆ ในชีวิต พวกเขาหยิ่งยโสและไม่สนใจพระเจ้า พวกเขาทำตัวราวกับว่าพระเจ้าไม่รู้หรือไม่สนใจในพฤติกรรมของพวกเขา (ข้อ 11) ดังนั้นผู้เขียนสดุดีจึงข้องใจว่าเหตุใดเขาเองจึงยังจำเป็นต้องพยายามรักษาใจของเขาให้บริสุทธิ์ (ข้อ 13) </p><p> </p><p>อย่างไรก็ตาม ในข้อ 17 การมองโลกของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในการทรงสถิตของพระเจ้า ทำให้เขาได้มองเห็น “ปลายทางของเขาทั้งหลาย” คนอธรรมอาจหลบเลี่ยงการพิพากษาของพระเจ้าในเวลานี้ แต่ไม่ใช่ตลอดไป เมื่อความตายมาถึง พวกเขาจะ “ถูกเหตุการณ์สยดสยองกวาดไปอย่างสิ้นเชิง” (ข้อ 19) พวกเขายืนอยู่บนที่ลื่นและจะล้มลงสู่ความพินาศ (ข้อ 18-20) </p><p> </p><p>เวลานี้อาสาฟยอมรับว่าเขาได้พูดออกไปด้วยความโง่เขลา (ข้อ 22) เขาเริ่มเข้าใจอย่างแท้จริงเหมือนกับโยบ โยบเองก็ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของพระเจ้า (ดูโยบ 9:14-17; 27:2) และเช่นเดียวกันกับอาสาฟ โยบได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า (โยบ 38:1-41:34) เขายอมรับแบบเดียวกับอาสาฟว่า “ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ” (โยบ 42‬:3‬)‬‬‬‬ </p><p> </p><p>อาสาฟลงท้ายด้วยการยืนยันอีกครั้งในความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้าว่า “นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์มิมีผู้ใดในฟ้าสวรรค์“ (ข้อ 25) นี่คือหนึ่งในการประกาศความเชื่อในชีวิตหลังความตายที่ชัดเจนที่สุดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม อาสาฟรู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำเขาให้ได้รับสง่าราศี </p><p> </p><p>สดุดี 73 ไม่ได้ตอบทุกคำถามของเราเกี่ยวกับความยุติธรรม ผู้คนมากมายทนทุกข์ในวิถีทางที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม และเราโหยหาความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในชีวิตนี้ แต่เราสามารถรับการปลอบประโลมเมื่อรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ห่างไกลจากเรา ในขณะที่เราอยู่ในความทุกข์ทรมานของเรา พระองค์ทรงเสด็จมาหาเราผ่านทางพระเยซูและทรงมีประสบการณ์กับโลกแห่งความเจ็บปวดและอยุติธรรมนี้ หลังจากพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นและทรงครอบครองด้วยพระสง่าราศีอยู่ในเวลานี้ “ทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น” (1 โครินธ์‬ 15‬:20‬)‬‬‬‬ </p><p> </p><p>เมื่อพระเยซูเสด็จมาเพื่อพิพากษาคนอธรรม เราสามารถมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงรับ “ผู้มีใจบริสุทธิ์” เข้าสู่สง่าราศี </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>มีครั้งไหนบ้างในชีวิตของคุณที่คุณรู้สึกสงสัยพระเจ้าและพระเมตตาของพระองค์เพราะความทุกข์ยากและความอยุติธรรมที่คุณได้รับ? สิ่งใดที่ช่วยฟื้นฟูหรือประคับประคองความเชื่อของคุณ? คุณจะใช้สดุดี 73 ในการจัดการกับความสงสัยและคำถามเหล่านั้นอย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ถึงกระนั้นก็ดี ข้าพระองค์อยู่กับพระองค์เสมอ พระองค์ทรงจับมือขวาของข้าพระองค์ไว้” สดุดี 73:23</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>ข้อขัดแย้งทางศีลธรรมที่เก่าแก่ที่สุดคือ “ทำไมเรื่องไม่ดีจึงเกิดขึ้นกับคนดี” หรือ “ทำไมเรื่องดีจึงเกิดขึ้นกับคนไม่ดี“ </p><p> </p><p>เราอยากให้โลกของเรามีความยุติธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เราอยากให้พระเจ้าปฏิบัติกับผู้คนอย่างที่พวกเขาสมควรได้รับ คนดีมีชีวิตยืนยาวและมีความสุข และคนเลวได้ชดใช้ความผิดในช่วงชีวิตนี้ น่าเศร้าที่ชีวิตกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปมปัญหานี้ทำให้อาสาฟนักดนตรีจากเผ่าเลวีซึ่งเป็นผู้เขียนสดุดี 73  เกือบจะละทิ้งความเชื่อของเขา </p><p> </p><p>สดุดี 73:1 ยืนยันความจริงที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์นั่นคือ พระเจ้าทรงดีต่อบุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า “เป็นสุข“ (มัทธิว 5:8) แต่แล้วผู้เขียนสดุดีกลับกล่าวในทันทีถึงสิ่งที่ทำให้เขาเกือบสูญเสียจุดยืนและเป็นสาเหตุให้เขาหันเหไปจากความเชื่อ (ข้อ 2) เขามองเห็นคนอธรรมเพลิดเพลินกับชีวิตที่สะดวกสบาย พวกเขาสมบูรณ์แข็งแรง และดูราวกับว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันจากปัญหาต่างๆ ในชีวิต พวกเขาหยิ่งยโสและไม่สนใจพระเจ้า พวกเขาทำตัวราวกับว่าพระเจ้าไม่รู้หรือไม่สนใจในพฤติกรรมของพวกเขา (ข้อ 11) ดังนั้นผู้เขียนสดุดีจึงข้องใจว่าเหตุใดเขาเองจึงยังจำเป็นต้องพยายามรักษาใจของเขาให้บริสุทธิ์ (ข้อ 13) </p><p> </p><p>อย่างไรก็ตาม ในข้อ 17 การมองโลกของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในการทรงสถิตของพระเจ้า ทำให้เขาได้มองเห็น “ปลายทางของเขาทั้งหลาย” คนอธรรมอาจหลบเลี่ยงการพิพากษาของพระเจ้าในเวลานี้ แต่ไม่ใช่ตลอดไป เมื่อความตายมาถึง พวกเขาจะ “ถูกเหตุการณ์สยดสยองกวาดไปอย่างสิ้นเชิง” (ข้อ 19) พวกเขายืนอยู่บนที่ลื่นและจะล้มลงสู่ความพินาศ (ข้อ 18-20) </p><p> </p><p>เวลานี้อาสาฟยอมรับว่าเขาได้พูดออกไปด้วยความโง่เขลา (ข้อ 22) เขาเริ่มเข้าใจอย่างแท้จริงเหมือนกับโยบ โยบเองก็ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของพระเจ้า (ดูโยบ 9:14-17; 27:2) และเช่นเดียวกันกับอาสาฟ โยบได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า (โยบ 38:1-41:34) เขายอมรับแบบเดียวกับอาสาฟว่า “ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ” (โยบ 42‬:3‬)‬‬‬‬ </p><p> </p><p>อาสาฟลงท้ายด้วยการยืนยันอีกครั้งในความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้าว่า “นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์มิมีผู้ใดในฟ้าสวรรค์“ (ข้อ 25) นี่คือหนึ่งในการประกาศความเชื่อในชีวิตหลังความตายที่ชัดเจนที่สุดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม อาสาฟรู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำเขาให้ได้รับสง่าราศี </p><p> </p><p>สดุดี 73 ไม่ได้ตอบทุกคำถามของเราเกี่ยวกับความยุติธรรม ผู้คนมากมายทนทุกข์ในวิถีทางที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม และเราโหยหาความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในชีวิตนี้ แต่เราสามารถรับการปลอบประโลมเมื่อรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ห่างไกลจากเรา ในขณะที่เราอยู่ในความทุกข์ทรมานของเรา พระองค์ทรงเสด็จมาหาเราผ่านทางพระเยซูและทรงมีประสบการณ์กับโลกแห่งความเจ็บปวดและอยุติธรรมนี้ หลังจากพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นและทรงครอบครองด้วยพระสง่าราศีอยู่ในเวลานี้ “ทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น” (1 โครินธ์‬ 15‬:20‬)‬‬‬‬ </p><p> </p><p>เมื่อพระเยซูเสด็จมาเพื่อพิพากษาคนอธรรม เราสามารถมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงรับ “ผู้มีใจบริสุทธิ์” เข้าสู่สง่าราศี </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>มีครั้งไหนบ้างในชีวิตของคุณที่คุณรู้สึกสงสัยพระเจ้าและพระเมตตาของพระองค์เพราะความทุกข์ยากและความอยุติธรรมที่คุณได้รับ? สิ่งใดที่ช่วยฟื้นฟูหรือประคับประคองความเชื่อของคุณ? คุณจะใช้สดุดี 73 ในการจัดการกับความสงสัยและคำถามเหล่านั้นอย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ถึงกระนั้นก็ดี ข้าพระองค์อยู่กับพระองค์เสมอ พระองค์ทรงจับมือขวาของข้าพระองค์ไว้” สดุดี 73:23</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 26 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3909b264/2f1f5e94.mp3" length="7797993" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/oq11nTfJOCdjbaNGunDnDqw2KJ0n_uuiFn2OORd9Jfw/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8zYzMy/NWVjZDlhYjFiODIz/NjIyNGQwYTY2Y2Ux/ZmJlYy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>322</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน ข้อขัดแย้งทางศีลธรรมที่เก่าแก่ที่สุดคือ “ทำไมเรื่องไม่ดีจึงเกิดขึ้นกับคนดี” หรือ “ทำไมเรื่องดีจึงเกิดขึ้นกับคนไม่ดี“  เราอยากให้โลกของเรามีความยุติธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เราอยากให้พระเจ้าปฏิบัติกับผู้คนอย่างที่พวกเขาสมควรได้รับ คนดีมีชีวิตยืนยาวและมีความสุข และคนเลวได้ชดใช้ความผิดในช่วงชีวิตนี้ น่าเศร้าที่ชีวิตกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปมปัญหานี้ทำให้อาสาฟนักดนตรีจากเผ่าเลวีซึ่งเป็นผู้เขียนสดุดี 73  เกือบจะละทิ้งความเชื่อของเขา  สดุดี 73:1 ยืนยันความจริงที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์นั่นคือ พระเจ้าทรงดีต่อบุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า “เป็นสุข“ (มัทธิว 5:8) แต่แล้วผู้เขียนสดุดีกลับกล่าวในทันทีถึงสิ่งที่ทำให้เขาเกือบสูญเสียจุดยืนและเป็นสาเหตุให้เขาหันเหไปจากความเชื่อ (ข้อ 2) เขามองเห็นคนอธรรมเพลิดเพลินกับชีวิตที่สะดวกสบาย พวกเขาสมบูรณ์แข็งแรง และดูราวกับว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันจากปัญหาต่างๆ ในชีวิต พวกเขาหยิ่งยโสและไม่สนใจพระเจ้า พวกเขาทำตัวราวกับว่าพระเจ้าไม่รู้หรือไม่สนใจในพฤติกรรมของพวกเขา (ข้อ 11) ดังนั้นผู้เขียนสดุดีจึงข้องใจว่าเหตุใดเขาเองจึงยังจำเป็นต้องพยายามรักษาใจของเขาให้บริสุทธิ์ (ข้อ 13)  อย่างไรก็ตาม ในข้อ 17 การมองโลกของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในการทรงสถิตของพระเจ้า ทำให้เขาได้มองเห็น “ปลายทางของเขาทั้งหลาย” คนอธรรมอาจหลบเลี่ยงการพิพากษาของพระเจ้าในเวลานี้ แต่ไม่ใช่ตลอดไป เมื่อความตายมาถึง พวกเขาจะ “ถูกเหตุการณ์สยดสยองกวาดไปอย่างสิ้นเชิง” (ข้อ 19) พวกเขายืนอยู่บนที่ลื่นและจะล้มลงสู่ความพินาศ (ข้อ 18-20)  เวลานี้อาสาฟยอมรับว่าเขาได้พูดออกไปด้วยความโง่เขลา (ข้อ 22) เขาเริ่มเข้าใจอย่างแท้จริงเหมือนกับโยบ โยบเองก็ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของพระเจ้า (ดูโยบ 9:14-17; 27:2) และเช่นเดียวกันกับอาสาฟ โยบได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า (โยบ 38:1-41:34) เขายอมรับแบบเดียวกับอาสาฟว่า “ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ” (โยบ 42‬:3‬)‬‬‬‬  อาสาฟลงท้ายด้วยการยืนยันอีกครั้งในความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้าว่า “นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์มิมีผู้ใดในฟ้าสวรรค์“ (ข้อ 25) นี่คือหนึ่งในการประกาศความเชื่อในชีวิตหลังความตายที่ชัดเจนที่สุดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม อาสาฟรู้ว่าพระเจ้าจะทรงนำเขาให้ได้รับสง่าราศี  สดุดี 73 ไม่ได้ตอบทุกคำถามของเราเกี่ยวกับความยุติธรรม ผู้คนมากมายทนทุกข์ในวิถีทางที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม และเราโหยหาความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในชีวิตนี้ แต่เราสามารถรับการปลอบประโลมเมื่อรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ห่างไกลจากเรา ในขณะที่เราอยู่ในความทุกข์ทรมานของเรา พระองค์ทรงเสด็จมาหาเราผ่านทางพระเยซูและทรงมีประสบการณ์กับโลกแห่งความเจ็บปวดและอยุติธรรมนี้ หลังจากพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นขึ้นและทรงครอบครองด้วยพระสง่าราศีอยู่ในเวลานี้ “ทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น” (1 โครินธ์‬ 15‬:20‬)‬‬‬‬  เมื่อพระเยซูเสด็จมาเพื่อพิพากษาคนอธรรม เราสามารถมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงรับ “ผู้มีใจบริสุทธิ์” เข้าสู่สง่าราศี  ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ มีครั้งไหนบ้างในชีวิตของคุณที่คุณรู้สึกสงสัยพระเจ้าและพระเมตตาของพระองค์เพราะความทุกข์ยากและความอยุติธรรมที่คุณได้รับ? สิ่งใดที่ช่วยฟื้นฟูหรือประคับประคองความเชื่อของคุณ? คุณจะใช้สดุดี 73 ในการจัดการกับความสงสัยและคำถามเหล่านั้นอย่างไร?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน “ถึงกระนั้นก็ดี ข้าพระองค์อยู่กับพระองค์เสมอ พระองค์ทรงจับมือขวาของข้าพระองค์ไว้” สดุดี 73:23</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน ข้อขัดแย้งทางศีลธรรมที่เก่าแก่ที่สุดคือ “ทำไมเรื่องไม่ดีจึงเกิดขึ้นกับคนดี” หรือ “ทำไมเรื่องดีจึงเกิดขึ้นกับคนไม่ดี“  เราอยากให้โลกของเรามีความยุติธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ เราอยากให้พระเจ้าปฏิบัติกับผู้คนอย่างท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หนทางข้างหน้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หนทางข้างหน้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b6664cc3-4c32-4056-b019-6cd9c891ce96</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b316ea97</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงรัก [ภรรยาของเจ้า] เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักชนอิสราเอล แม้ว่าพวกเขาหันไปหาพระอื่นๆ [ โฮเชยา 3:1 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เราต้องทำอย่างไร สก็อตและบรีทุกข์ใจว่าจะวางตัวอย่างไรกับเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ ขณะที่พวกเขาศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐาน หนทางข้างหน้าก็เปิดออก อย่างแรกคือการรักเพื่อนๆ และผู้คนที่พวกเขารักให้มากขึ้น สองคือทำให้พวกเขารู้ถึงสิ่งที่จริงและดีงามในตัวพวกเขาซึ่งพระเจ้าทรงออกแบบมาอย่างดี และสาม พวกเขาแบ่งปันถึงวิธีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นด้วยความรักโดยใช้สติปัญญาจากพระคัมภีร์ เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อใจก็เกิดขึ้นเมื่อสก็อตและบรีส่งต่อความรักแบบพระคริสต์ออกไป</p>
<p>โฮเชยาคงสงสัยว่าจะสานสัมพันธ์อย่างไรกับภรรยาซึ่งเป็นหญิงที่เลือกดำเนินชีวิตที่ไม่ถวายเกียรติพระเจ้าและไม่ให้เกียรติตัวท่าน พระเจ้าสั่งผู้เผยพระวจนะว่า “จงไปแสดงความรักแก่ภรรยาของเจ้าอีกครั้ง แม้ว่า...นางคบชู้” (ฮชย.3:1 TNCV) ท่านจึงไปแสดงความรักต่อนาง แต่ขณะเดียวกันก็แจ้งถึงสิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็นระหว่างพวกเขาและในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า (ข้อ 3) ความสัมพันธ์ของโฮเชยากับภรรยาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความท้าทายที่พระเจ้าทรงเผชิญในการที่ชนชาติอิสราเอลในอดีตกบฏต่อพระองค์ แม้พวกเขาจะเลือกหนทางที่ผิด แต่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางข้างหน้าเพื่อบอกว่า “จะรักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (14:4) แต่พวกเขาต้องเลือกวิถีของพระองค์ เพราะทางของพระองค์ “ก็เที่ยงตรง” (ข้อ 9)</p>
<p>เมื่อพระเจ้าประทานปัญญาและความเข้าใจ ให้เราส่งต่อความรักและความจริงของพระองค์ไปยังผู้ที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ แบบอย่างของพระองค์ได้เตรียมหนทางแก่เราเพื่อจะเดินไปข้างหน้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงความรักและความจริงต่อคุณอย่างไร คุณจะสำแดงความรัก และความจริงของพระเจ้าต่อผู้ที่ดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนความจริง และความรักของพระองค์แก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงรัก [ภรรยาของเจ้า] เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักชนอิสราเอล แม้ว่าพวกเขาหันไปหาพระอื่นๆ [ โฮเชยา 3:1 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เราต้องทำอย่างไร สก็อตและบรีทุกข์ใจว่าจะวางตัวอย่างไรกับเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ ขณะที่พวกเขาศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐาน หนทางข้างหน้าก็เปิดออก อย่างแรกคือการรักเพื่อนๆ และผู้คนที่พวกเขารักให้มากขึ้น สองคือทำให้พวกเขารู้ถึงสิ่งที่จริงและดีงามในตัวพวกเขาซึ่งพระเจ้าทรงออกแบบมาอย่างดี และสาม พวกเขาแบ่งปันถึงวิธีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นด้วยความรักโดยใช้สติปัญญาจากพระคัมภีร์ เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อใจก็เกิดขึ้นเมื่อสก็อตและบรีส่งต่อความรักแบบพระคริสต์ออกไป</p>
<p>โฮเชยาคงสงสัยว่าจะสานสัมพันธ์อย่างไรกับภรรยาซึ่งเป็นหญิงที่เลือกดำเนินชีวิตที่ไม่ถวายเกียรติพระเจ้าและไม่ให้เกียรติตัวท่าน พระเจ้าสั่งผู้เผยพระวจนะว่า “จงไปแสดงความรักแก่ภรรยาของเจ้าอีกครั้ง แม้ว่า...นางคบชู้” (ฮชย.3:1 TNCV) ท่านจึงไปแสดงความรักต่อนาง แต่ขณะเดียวกันก็แจ้งถึงสิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็นระหว่างพวกเขาและในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า (ข้อ 3) ความสัมพันธ์ของโฮเชยากับภรรยาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความท้าทายที่พระเจ้าทรงเผชิญในการที่ชนชาติอิสราเอลในอดีตกบฏต่อพระองค์ แม้พวกเขาจะเลือกหนทางที่ผิด แต่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางข้างหน้าเพื่อบอกว่า “จะรักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (14:4) แต่พวกเขาต้องเลือกวิถีของพระองค์ เพราะทางของพระองค์ “ก็เที่ยงตรง” (ข้อ 9)</p>
<p>เมื่อพระเจ้าประทานปัญญาและความเข้าใจ ให้เราส่งต่อความรักและความจริงของพระองค์ไปยังผู้ที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ แบบอย่างของพระองค์ได้เตรียมหนทางแก่เราเพื่อจะเดินไปข้างหน้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงความรักและความจริงต่อคุณอย่างไร คุณจะสำแดงความรัก และความจริงของพระเจ้าต่อผู้ที่ดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนความจริง และความรักของพระองค์แก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 26 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b316ea97/da1c351a.mp3" length="11535407" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>721</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรัก [ภรรยาของเจ้า] เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักชนอิสราเอล แม้ว่าพวกเขาหันไปหาพระอื่นๆ [ โฮเชยา 3:1 TNCV ]

เราต้องทำอย่างไร สก็อตและบรีทุกข์ใจว่าจะวางตัวอย่างไรกับเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ ขณะที่พวกเขาศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐาน หนทางข้างหน้าก็เปิดออก อย่างแรกคือการรักเพื่อนๆ และผู้คนที่พวกเขารักให้มากขึ้น สองคือทำให้พวกเขารู้ถึงสิ่งที่จริงและดีงามในตัวพวกเขาซึ่งพระเจ้าทรงออกแบบมาอย่างดี และสาม พวกเขาแบ่งปันถึงวิธีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นด้วยความรักโดยใช้สติปัญญาจากพระคัมภีร์ เมื่อเวลาผ่านไป ความเชื่อใจก็เกิดขึ้นเมื่อสก็อตและบรีส่งต่อความรักแบบพระคริสต์ออกไป
โฮเชยาคงสงสัยว่าจะสานสัมพันธ์อย่างไรกับภรรยาซึ่งเป็นหญิงที่เลือกดำเนินชีวิตที่ไม่ถวายเกียรติพระเจ้าและไม่ให้เกียรติตัวท่าน พระเจ้าสั่งผู้เผยพระวจนะว่า “จงไปแสดงความรักแก่ภรรยาของเจ้าอีกครั้ง แม้ว่า...นางคบชู้” (ฮชย.3:1 TNCV) ท่านจึงไปแสดงความรักต่อนาง แต่ขณะเดียวกันก็แจ้งถึงสิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็นระหว่างพวกเขาและในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า (ข้อ 3) ความสัมพันธ์ของโฮเชยากับภรรยาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความท้าทายที่พระเจ้าทรงเผชิญในการที่ชนชาติอิสราเอลในอดีตกบฏต่อพระองค์ แม้พวกเขาจะเลือกหนทางที่ผิด แต่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางข้างหน้าเพื่อบอกว่า “จะรักเขาทั้งหลายด้วยเต็มใจ” (14:4) แต่พวกเขาต้องเลือกวิถีของพระองค์ เพราะทางของพระองค์ “ก็เที่ยงตรง” (ข้อ 9)
เมื่อพระเจ้าประทานปัญญาและความเข้าใจ ให้เราส่งต่อความรักและความจริงของพระองค์ไปยังผู้ที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ แบบอย่างของพระองค์ได้เตรียมหนทางแก่เราเพื่อจะเดินไปข้างหน้า

พระเจ้าทรงสำแดงความรักและความจริงต่อคุณอย่างไร คุณจะสำแดงความรัก และความจริงของพระเจ้าต่อผู้ที่ดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนความจริง และความรักของพระองค์แก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรัก [ภรรยาของเจ้า] เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักชนอิสราเอล แม้ว่าพวกเขาหันไปหาพระอื่นๆ [ โฮเชยา 3:1 TNCV ]

เราต้องทำอย่างไร สก็อตและบรีทุกข์ใจว่าจะวางตัวอย่างไรกับเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวที่เลือกดำเนินชีวิตสวนทางกับพระคัมภีร์ ขณะที่พวกเขาศึกษาพระค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกถูกทรยศ</title>
      <itunes:episode>3</itunes:episode>
      <podcast:episode>3</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกถูกทรยศ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0473b361-9f1d-47e5-92a9-1d6549dc22b2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f56c4666</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>1 เปโตร 5:7 หนุนใจเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” แม้ว่าพระเจ้าทรงรับรู้ทุกปัญหาของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาของเราจะหมดไป พระธรรม 1 เปโตรเป็นจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในการข่มเหง เปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อหนุนใจบรรดาผู้เชื่อให้รักษาความเชื่อในพระคริสต์และยึดมั่นความสัตย์ซื่อในชีวิตต่อไป (1 เปโตร 3:13-17) </p><p> </p><p>การถูกข่มเหงอาจเป็นความกังวลหลักที่เปโตรมีอยู่ในใจเมื่อเขาเขียนว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) มารโจมตีและ “กัดกิน” คริสเตียนได้อย่างไร โดยทั่วไปแล้วมารทำงานผ่านผู้คนที่เป็นศัตรูของเรา </p><p> </p><p>เป็นไปได้ว่า 1 เปโตร 5:7-8 เขียนขึ้นโดยมีสดุดี 55 อยู่เบื้องหลัง ดาวิดเขียนสดุดีบทนี้ขณะที่เขาถูกห้อมล้อมด้วย “การทำลาย“ (ข้อ 11) เช่นเดียวกับคนอธรรมที่ “เดินบนกำแพงรอบนครอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 10) ถึงอย่างนั้น ดาวิดกลับเขียนไว้ตอนท้ายของสดุดีบทนี้ว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน“ (ข้อ 22) </p><p> </p><p>สดุดี 55 เริ่มต้นที่ดาวิดกำลังระบายความในใจกับพระเจ้า เขาร่ำไห้ออกมาว่า “จิตใจของข้าพระองค์ระทมอยู่ในข้าพระองค์“ (ข้อ 4) เขาอยากมีปีกอย่างนกพิราบจะได้บินหนีไปจากศัตรู “และอยู่สงบ“ (ข้อ 6) นกพิราบมักทำรังในรอยแยกตามหน้าผาสูงเหนือพื้นดิน ที่นั่นพวกมันจะปลอดภัยจากผู้ล่า </p><p> </p><p>พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะถูกข่มเหง (ดูมัทธิว 10:16-23) ดังนั้นเราจึงไม่ควรแปลกใจเมื่อศัตรูของพระคริสต์จู่โจมเรา อย่างไรก็ตาม เราคงจะประหลาดใจและเจ็บปวด เมื่อบางคนที่อ้างตัวเป็นพี่น้องคริสเตียนหักหลังเรา บางคนที่นมัสการอยู่ข้างคุณในวันอาทิตย์กลับวางแผนทำลายคุณในวันจันทร์ นั่นคือสถานการณ์ของดาวิด </p><p> </p><p>ดาวิดเขียนว่า “แต่เป็นท่าน … เป็นมิตรรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า เราเคยสนทนาปราศรัยกันอย่างชื่นใจ“ (ข้อ 13-14) เราไม่รู้ว่าดาวิดหมายถึงใคร บางคนคิดว่าอาจเป็นอาหิโธเฟล ที่ปรึกษาของดาวิด ผู้ซึ่งภายหลังเข้าร่วมกับอับซาโลมบุตรชายของดาวิดในการก่อกบฏต่อต้านเขา (ดู 2 ซามูเอล 15:12) </p><p> </p><p>เราจะทำอย่างไรเมื่อศัตรูจู่โจมเราอย่างไม่เป็นธรรม ดาวิดและเปโตรพูดเป็นเสียงเดียวกัน ดาวิดหันมาหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ แม้ดาวิดเป็นนักรบที่เก่งกาจ แต่เขาไม่ได้จับดาบขึ้นต่อสู้ด้วยตัวเอง  เขากลับเชื่อวางใจว่าพระเจ้าจะทรงนำมาซึ่งความยุติธรรม ดาวิดเชื่อว่าวันหนึ่งพระเจ้า “จะทรงเหวี่ยงเขาลง สู่ปากแดนพินาศ“ (ข้อ 23) ในทำนองเดียวกัน เปโตรหนุนใจคริสตจักรที่เขาดูแลว่า “อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า“ (1 เปโตร 3:9) </p><p> </p><p>หากคุณเคยได้รับความอยุติธรรม คุณก็สามารถเข้าใจดาวิดได้ เขาอยู่ในความกดดันอย่างต่อเนื่องและต้องการจะหนีไป ดาวิดอาจเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์เช่นเดียวกับคุณและผม การเชื่อวางใจในพระเจ้าของดาวิดไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเขาหมดไป แต่เขารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงดูแลเขา พระองค์จะทรงช่วยเขาให้รักษาความสัตย์ซื่อไว้ได้ เราเองก็สามารถมีความมั่นใจเช่นเดียวกันนี้เมื่อเราละความเจ็บปวดของเราไว้กับพระองค์ </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>อะไรที่รบกวนจิตใจของคุณอยู่ในเวลานี้ ยิ่งคุณมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาก ความเจ็บปวดจากการทรยศนั้นก็ยิ่งบาดลึก? สดุดีบทนี้ช่วยให้คุณจัดการกับความเจ็บปวดในวิถีทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>"ข้าพระองค์ยอมแพ้ความทุกข์ยากลำบากแล้ว ข้าพระองค์บ้าไปเพราะเสียงของศัตรู" สดุดี‬ 55‬:2‬-3‬</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>1 เปโตร 5:7 หนุนใจเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” แม้ว่าพระเจ้าทรงรับรู้ทุกปัญหาของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาของเราจะหมดไป พระธรรม 1 เปโตรเป็นจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในการข่มเหง เปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อหนุนใจบรรดาผู้เชื่อให้รักษาความเชื่อในพระคริสต์และยึดมั่นความสัตย์ซื่อในชีวิตต่อไป (1 เปโตร 3:13-17) </p><p> </p><p>การถูกข่มเหงอาจเป็นความกังวลหลักที่เปโตรมีอยู่ในใจเมื่อเขาเขียนว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) มารโจมตีและ “กัดกิน” คริสเตียนได้อย่างไร โดยทั่วไปแล้วมารทำงานผ่านผู้คนที่เป็นศัตรูของเรา </p><p> </p><p>เป็นไปได้ว่า 1 เปโตร 5:7-8 เขียนขึ้นโดยมีสดุดี 55 อยู่เบื้องหลัง ดาวิดเขียนสดุดีบทนี้ขณะที่เขาถูกห้อมล้อมด้วย “การทำลาย“ (ข้อ 11) เช่นเดียวกับคนอธรรมที่ “เดินบนกำแพงรอบนครอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 10) ถึงอย่างนั้น ดาวิดกลับเขียนไว้ตอนท้ายของสดุดีบทนี้ว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน“ (ข้อ 22) </p><p> </p><p>สดุดี 55 เริ่มต้นที่ดาวิดกำลังระบายความในใจกับพระเจ้า เขาร่ำไห้ออกมาว่า “จิตใจของข้าพระองค์ระทมอยู่ในข้าพระองค์“ (ข้อ 4) เขาอยากมีปีกอย่างนกพิราบจะได้บินหนีไปจากศัตรู “และอยู่สงบ“ (ข้อ 6) นกพิราบมักทำรังในรอยแยกตามหน้าผาสูงเหนือพื้นดิน ที่นั่นพวกมันจะปลอดภัยจากผู้ล่า </p><p> </p><p>พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะถูกข่มเหง (ดูมัทธิว 10:16-23) ดังนั้นเราจึงไม่ควรแปลกใจเมื่อศัตรูของพระคริสต์จู่โจมเรา อย่างไรก็ตาม เราคงจะประหลาดใจและเจ็บปวด เมื่อบางคนที่อ้างตัวเป็นพี่น้องคริสเตียนหักหลังเรา บางคนที่นมัสการอยู่ข้างคุณในวันอาทิตย์กลับวางแผนทำลายคุณในวันจันทร์ นั่นคือสถานการณ์ของดาวิด </p><p> </p><p>ดาวิดเขียนว่า “แต่เป็นท่าน … เป็นมิตรรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า เราเคยสนทนาปราศรัยกันอย่างชื่นใจ“ (ข้อ 13-14) เราไม่รู้ว่าดาวิดหมายถึงใคร บางคนคิดว่าอาจเป็นอาหิโธเฟล ที่ปรึกษาของดาวิด ผู้ซึ่งภายหลังเข้าร่วมกับอับซาโลมบุตรชายของดาวิดในการก่อกบฏต่อต้านเขา (ดู 2 ซามูเอล 15:12) </p><p> </p><p>เราจะทำอย่างไรเมื่อศัตรูจู่โจมเราอย่างไม่เป็นธรรม ดาวิดและเปโตรพูดเป็นเสียงเดียวกัน ดาวิดหันมาหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ แม้ดาวิดเป็นนักรบที่เก่งกาจ แต่เขาไม่ได้จับดาบขึ้นต่อสู้ด้วยตัวเอง  เขากลับเชื่อวางใจว่าพระเจ้าจะทรงนำมาซึ่งความยุติธรรม ดาวิดเชื่อว่าวันหนึ่งพระเจ้า “จะทรงเหวี่ยงเขาลง สู่ปากแดนพินาศ“ (ข้อ 23) ในทำนองเดียวกัน เปโตรหนุนใจคริสตจักรที่เขาดูแลว่า “อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า“ (1 เปโตร 3:9) </p><p> </p><p>หากคุณเคยได้รับความอยุติธรรม คุณก็สามารถเข้าใจดาวิดได้ เขาอยู่ในความกดดันอย่างต่อเนื่องและต้องการจะหนีไป ดาวิดอาจเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์เช่นเดียวกับคุณและผม การเชื่อวางใจในพระเจ้าของดาวิดไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเขาหมดไป แต่เขารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงดูแลเขา พระองค์จะทรงช่วยเขาให้รักษาความสัตย์ซื่อไว้ได้ เราเองก็สามารถมีความมั่นใจเช่นเดียวกันนี้เมื่อเราละความเจ็บปวดของเราไว้กับพระองค์ </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>อะไรที่รบกวนจิตใจของคุณอยู่ในเวลานี้ ยิ่งคุณมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาก ความเจ็บปวดจากการทรยศนั้นก็ยิ่งบาดลึก? สดุดีบทนี้ช่วยให้คุณจัดการกับความเจ็บปวดในวิถีทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>"ข้าพระองค์ยอมแพ้ความทุกข์ยากลำบากแล้ว ข้าพระองค์บ้าไปเพราะเสียงของศัตรู" สดุดี‬ 55‬:2‬-3‬</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 25 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f56c4666/0d4a0e53.mp3" length="8412074" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/Sy3PSzghNBJ0si63SUUDBBPpwW7QPFugR8aT8C_iQKo/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9hMzFi/OGEyYTA4NDI1ODIx/YzZiODRlZmVlYzMy/NDFjYy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>349</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน 1 เปโตร 5:7 หนุนใจเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” แม้ว่าพระเจ้าทรงรับรู้ทุกปัญหาของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาของเราจะหมดไป พระธรรม 1 เปโตรเป็นจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรที่อยู่ในการข่มเหง เปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อหนุนใจบรรดาผู้เชื่อให้รักษาความเชื่อในพระคริสต์และยึดมั่นความสัตย์ซื่อในชีวิตต่อไป (1 เปโตร 3:13-17)  การถูกข่มเหงอาจเป็นความกังวลหลักที่เปโตรมีอยู่ในใจเมื่อเขาเขียนว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) มารโจมตีและ “กัดกิน” คริสเตียนได้อย่างไร โดยทั่วไปแล้วมารทำงานผ่านผู้คนที่เป็นศัตรูของเรา  เป็นไปได้ว่า 1 เปโตร 5:7-8 เขียนขึ้นโดยมีสดุดี 55 อยู่เบื้องหลัง ดาวิดเขียนสดุดีบทนี้ขณะที่เขาถูกห้อมล้อมด้วย “การทำลาย“ (ข้อ 11) เช่นเดียวกับคนอธรรมที่ “เดินบนกำแพงรอบนครอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน” (ข้อ 10) ถึงอย่างนั้น ดาวิดกลับเขียนไว้ตอนท้ายของสดุดีบทนี้ว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน“ (ข้อ 22)  สดุดี 55 เริ่มต้นที่ดาวิดกำลังระบายความในใจกับพระเจ้า เขาร่ำไห้ออกมาว่า “จิตใจของข้าพระองค์ระทมอยู่ในข้าพระองค์“ (ข้อ 4) เขาอยากมีปีกอย่างนกพิราบจะได้บินหนีไปจากศัตรู “และอยู่สงบ“ (ข้อ 6) นกพิราบมักทำรังในรอยแยกตามหน้าผาสูงเหนือพื้นดิน ที่นั่นพวกมันจะปลอดภัยจากผู้ล่า  พระเยซูทรงเตือนว่าเราจะถูกข่มเหง (ดูมัทธิว 10:16-23) ดังนั้นเราจึงไม่ควรแปลกใจเมื่อศัตรูของพระคริสต์จู่โจมเรา อย่างไรก็ตาม เราคงจะประหลาดใจและเจ็บปวด เมื่อบางคนที่อ้างตัวเป็นพี่น้องคริสเตียนหักหลังเรา บางคนที่นมัสการอยู่ข้างคุณในวันอาทิตย์กลับวางแผนทำลายคุณในวันจันทร์ นั่นคือสถานการณ์ของดาวิด  ดาวิดเขียนว่า “แต่เป็นท่าน … เป็นมิตรรู้จักมักคุ้นกับข้าพเจ้า เราเคยสนทนาปราศรัยกันอย่างชื่นใจ“ (ข้อ 13-14) เราไม่รู้ว่าดาวิดหมายถึงใคร บางคนคิดว่าอาจเป็นอาหิโธเฟล ที่ปรึกษาของดาวิด ผู้ซึ่งภายหลังเข้าร่วมกับอับซาโลมบุตรชายของดาวิดในการก่อกบฏต่อต้านเขา (ดู 2 ซามูเอล 15:12)  เราจะทำอย่างไรเมื่อศัตรูจู่โจมเราอย่างไม่เป็นธรรม ดาวิดและเปโตรพูดเป็นเสียงเดียวกัน ดาวิดหันมาหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ แม้ดาวิดเป็นนักรบที่เก่งกาจ แต่เขาไม่ได้จับดาบขึ้นต่อสู้ด้วยตัวเอง  เขากลับเชื่อวางใจว่าพระเจ้าจะทรงนำมาซึ่งความยุติธรรม ดาวิดเชื่อว่าวันหนึ่งพระเจ้า “จะทรงเหวี่ยงเขาลง สู่ปากแดนพินาศ“ (ข้อ 23) ในทำนองเดียวกัน เปโตรหนุนใจคริสตจักรที่เขาดูแลว่า “อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า“ (1 เปโตร 3:9)  หากคุณเคยได้รับความอยุติธรรม คุณก็สามารถเข้าใจดาวิดได้ เขาอยู่ในความกดดันอย่างต่อเนื่องและต้องการจะหนีไป ดาวิดอาจเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์เช่นเดียวกับคุณและผม การเชื่อวางใจในพระเจ้าของดาวิดไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเขาหมดไป แต่เขารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงดูแลเขา พระองค์จะทรงช่วยเขาให้รักษาความสัตย์ซื่อไว้ได้ เราเองก็สามารถมีความมั่นใจเช่นเดียวกันนี้เมื่อเราละความเจ็บปวดของเราไว้กับพระองค์  ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ อะไรที่รบกวนจิตใจของคุณอยู่ในเวลานี้ ยิ่งคุณมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาก ความเจ็บปวดจากการทรยศนั้นก็ยิ่งบาดลึก? สดุดีบทนี้ช่วยให้คุณจัดการกับความเจ็บปวดในวิถีทางที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน "ข้าพระองค์ยอมแพ้ความทุกข์ยากลำบากแล้ว ข้าพระองค์บ้าไปเพราะเสียงของศัตรู" สดุดี‬ 55‬:2‬-3‬</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน 1 เปโตร 5:7 หนุนใจเราว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” แม้ว่าพระเจ้าทรงรับรู้ทุกปัญหาของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปัญหาของเราจะหมดไป พระธรรม 1 เปโตรเป็นจดหมายที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความสุขยินดีของการให้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความสุขยินดีของการให้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">61647b7b-905e-4403-92d1-6b5ba53b3f27</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1ebfd60c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ทาบิธา...เคยกระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หญิงคนหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาถักเสื้อกันหนาวขณะอยู่บนเที่ยวบินห้าชั่วโมง ในขณะที่ถักไหมพรมเข้าออกแต่ละห่วง เธอสังเกตว่ามีทารกวัยห้าเดือนมองดูการเคลื่อนไหวของเธออย่างสนอกสนใจ เธอจึงเกิดความคิดว่า แทนที่จะถักเสื้อกันหนาวที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จ เธอน่าจะถักหมวกให้กับผู้ชมตัวน้อยของเธอ เธอต้องทำหมวกให้เสร็จภายในเวลาที่เหลือของเที่ยวบินคือเพียงหนึ่งชั่วโมง! เมื่อหญิงคนนี้นำหมวกใบเล็กไปให้แม่ของเด็กน้อย ทั้งครอบครัวรับไว้ด้วยความยินดีขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆพากันยิ้มและปรบมือ</p>
<p>ของขวัญที่สร้างความประหลาดใจมักจะทำให้ผู้รับรู้สึกยินดี ไม่ว่าจะเป็นของขวัญที่เราต้องการจริงๆหรือเพียงแค่อยากได้ ของขวัญเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ผู้ให้สำแดงความเมตตาของพระคริสต์กับเรา ในคริสตจักรยุคแรก ทาบิธาเป็นที่รู้จักในเรื่องการบริจาคเสื้อผ้าและ “กระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว” (กจ.9:36) เมื่อเธอเสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบริจาคพากันชี้ให้ดู “เสื้อผ้าต่างๆซึ่ง [เธอ]ทำ” (ข้อ 39) พวกเขาเป็นพยานถึงความเมตตาและการที่เธอได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา</p>
<p>ในเหตุการณ์พลิกผันอันแสนอัศจรรย์นี้ เปโตรซึ่งประกอบด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำให้ทาบิธากลับมามีชีวิต (ข้อ 40) สิ่งที่ท่านทำนำความยินดีมาสู่ผู้คนที่รักเธอ และนำคนเป็นอันมากมาเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 42)</p>
<p>การสำแดงความเมตตาของเราอาจเป็นคำพยานที่น่าจดจำที่สุดที่เราได้ทำ เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียม ให้เราแบ่งปันของขวัญที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่นในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>ของขวัญอะไรที่คุณสามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้ การได้รับของขวัญแห่งความเมตตามีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้มีเมตตาต่อผู้อื่น โดยการแบ่งปันของขวัญและทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ทาบิธา...เคยกระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หญิงคนหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาถักเสื้อกันหนาวขณะอยู่บนเที่ยวบินห้าชั่วโมง ในขณะที่ถักไหมพรมเข้าออกแต่ละห่วง เธอสังเกตว่ามีทารกวัยห้าเดือนมองดูการเคลื่อนไหวของเธออย่างสนอกสนใจ เธอจึงเกิดความคิดว่า แทนที่จะถักเสื้อกันหนาวที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จ เธอน่าจะถักหมวกให้กับผู้ชมตัวน้อยของเธอ เธอต้องทำหมวกให้เสร็จภายในเวลาที่เหลือของเที่ยวบินคือเพียงหนึ่งชั่วโมง! เมื่อหญิงคนนี้นำหมวกใบเล็กไปให้แม่ของเด็กน้อย ทั้งครอบครัวรับไว้ด้วยความยินดีขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆพากันยิ้มและปรบมือ</p>
<p>ของขวัญที่สร้างความประหลาดใจมักจะทำให้ผู้รับรู้สึกยินดี ไม่ว่าจะเป็นของขวัญที่เราต้องการจริงๆหรือเพียงแค่อยากได้ ของขวัญเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ผู้ให้สำแดงความเมตตาของพระคริสต์กับเรา ในคริสตจักรยุคแรก ทาบิธาเป็นที่รู้จักในเรื่องการบริจาคเสื้อผ้าและ “กระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว” (กจ.9:36) เมื่อเธอเสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบริจาคพากันชี้ให้ดู “เสื้อผ้าต่างๆซึ่ง [เธอ]ทำ” (ข้อ 39) พวกเขาเป็นพยานถึงความเมตตาและการที่เธอได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา</p>
<p>ในเหตุการณ์พลิกผันอันแสนอัศจรรย์นี้ เปโตรซึ่งประกอบด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำให้ทาบิธากลับมามีชีวิต (ข้อ 40) สิ่งที่ท่านทำนำความยินดีมาสู่ผู้คนที่รักเธอ และนำคนเป็นอันมากมาเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 42)</p>
<p>การสำแดงความเมตตาของเราอาจเป็นคำพยานที่น่าจดจำที่สุดที่เราได้ทำ เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียม ให้เราแบ่งปันของขวัญที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่นในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>ของขวัญอะไรที่คุณสามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้ การได้รับของขวัญแห่งความเมตตามีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้มีเมตตาต่อผู้อื่น โดยการแบ่งปันของขวัญและทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 25 Feb 2025 16:04:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1ebfd60c/db982c08.mp3" length="12000193" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>750</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทาบิธา...เคยกระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]

หญิงคนหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาถักเสื้อกันหนาวขณะอยู่บนเที่ยวบินห้าชั่วโมง ในขณะที่ถักไหมพรมเข้าออกแต่ละห่วง เธอสังเกตว่ามีทารกวัยห้าเดือนมองดูการเคลื่อนไหวของเธออย่างสนอกสนใจ เธอจึงเกิดความคิดว่า แทนที่จะถักเสื้อกันหนาวที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จ เธอน่าจะถักหมวกให้กับผู้ชมตัวน้อยของเธอ เธอต้องทำหมวกให้เสร็จภายในเวลาที่เหลือของเที่ยวบินคือเพียงหนึ่งชั่วโมง! เมื่อหญิงคนนี้นำหมวกใบเล็กไปให้แม่ของเด็กน้อย ทั้งครอบครัวรับไว้ด้วยความยินดีขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆพากันยิ้มและปรบมือ
ของขวัญที่สร้างความประหลาดใจมักจะทำให้ผู้รับรู้สึกยินดี ไม่ว่าจะเป็นของขวัญที่เราต้องการจริงๆหรือเพียงแค่อยากได้ ของขวัญเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ผู้ให้สำแดงความเมตตาของพระคริสต์กับเรา ในคริสตจักรยุคแรก ทาบิธาเป็นที่รู้จักในเรื่องการบริจาคเสื้อผ้าและ “กระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว” (กจ.9:36) เมื่อเธอเสียชีวิต ผู้ที่ได้รับบริจาคพากันชี้ให้ดู “เสื้อผ้าต่างๆซึ่ง [เธอ]ทำ” (ข้อ 39) พวกเขาเป็นพยานถึงความเมตตาและการที่เธอได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา
ในเหตุการณ์พลิกผันอันแสนอัศจรรย์นี้ เปโตรซึ่งประกอบด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำให้ทาบิธากลับมามีชีวิต (ข้อ 40) สิ่งที่ท่านทำนำความยินดีมาสู่ผู้คนที่รักเธอ และนำคนเป็นอันมากมาเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 42)
การสำแดงความเมตตาของเราอาจเป็นคำพยานที่น่าจดจำที่สุดที่เราได้ทำ เมื่อพระเจ้าทรงจัดเตรียม ให้เราแบ่งปันของขวัญที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่นในวันนี้

ของขวัญอะไรที่คุณสามารถแบ่งปันกับผู้อื่นได้ การได้รับของขวัญแห่งความเมตตามีความหมายต่อคุณอย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้มีเมตตาต่อผู้อื่น โดยการแบ่งปันของขวัญและทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทาบิธา...เคยกระทำการอันเป็นคุณประโยชน์และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]

หญิงคนหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาถักเสื้อกันหนาวขณะอยู่บนเที่ยวบินห้าชั่วโมง ในขณะที่ถักไหมพรมเข้าออกแต่ละห่วง เธอสังเกตว่ามีทารกวัยห้าเดือนมองดูการเคลื่อนไหวของเธออย่างสนอกสนใจ เธอจึงเกิดค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกเจ็บปวด</title>
      <itunes:episode>2</itunes:episode>
      <podcast:episode>2</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกเจ็บปวด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4bf1766a-4e76-4ec3-b6b2-881fce7483d2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/46bf765a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>บางครั้งปัญหาของเราดูเหมือนไม่มีวันจบ อาจมีสมาชิกครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานสักคนหนึ่งที่คุณทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขากลับพยายามทำให้ชีวิตของคุณยุ่งยากมากเท่าที่จะเป็นไปได้ </p><p> </p><p>มีหลายครั้งที่ดาวิดรู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่มีทางจบ อาจเป็นเพราะว่าซาอูลได้ไล่ล่าดาวิดอย่างไม่ลดละเพื่อสังหารเขานานถึงเจ็ดหรือแปดปี แต่ดาวิดก็ไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อทำร้ายซาอูลเลย อันที่จริงแล้ว ดาวิดยังคงจงรักภักดีต่อกษัตริย์ผู้ชั่วร้ายนี้ แต่ซาอูลและพวกอีกหลายคนกลับตอบแทนน้ำใจของดาวิดด้วยการวางแผนทำลายเขา (ข้อ 4) </p><p> </p><p>ในสดุดี 35 แบ่งออกได้เป็นสามส่วน (ข้อ 1-10, 11-18, 19-28) ในส่วนแรก ดาวิดอ้อนวอนพระเจ้าหลายครั้งให้พระองค์ขัดขวางศัตรูและช่วยกู้เขา เขาร้องขอความยุติธรรมซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ คนบริสุทธิ์ควรพ้นผิด คนผิดควรได้รับการลงโทษ ตัวอย่างเช่น เมื่อดาวิดอธิษฐานขอให้พวกที่ขุดหลุมพรางดัก “ให้เขาติดข่ายพินาศเอง” (ข้อ 8) ดาวิดเข้าใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะที่แท้จริงของความยุติธรรมและการแก้แค้น เขาตระหนักว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นผู้ทำการแก้แค้น เขาจึงมอบการได้รับความยุติธรรมนั้นไว้กับพระองค์ (ข้อ 23) </p><p> </p><p>ส่วนที่สองคือตอนที่เขาเจ็บปวดใจมากที่สุด (ข้อ 11-18) กลุ่มคนที่เกลียดดาวิดและต่อต้านเขา คือกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งดาวิดนับว่าเป็นเพื่อน เขารักและห่วงใยคนเหล่านั้น “เมื่อเขาป่วย ข้าพระองค์สวมผ้ากระสอบ” (ข้อ 13) แต่มาบัดนี้พวกเขาพูดให้ร้ายและยิ้มเยาะความทุกข์ของดาวิด (ข้อ 15, 19, 24, 26) </p><p> </p><p>ในส่วนที่สาม ดาวิดเพ่งมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อขอความยุติธรรม (ข้อ 24) เขาร้องขอพระเจ้าให้พวกที่กระทำต่อเขาอย่างโหดร้าย “ได้อาย” (ข้อ 26) ใครๆ ก็สามารถเข้าใจความโกรธของดาวิดในสดุดีบทนี้ได้ มันเจ็บปวดเหลือเกินเมื่อผู้คนที่คุณเคยมีน้ำใจด้วยปฏิบัติกับคุณอย่างไม่ปรานี นี่เป็นความโกรธที่ชอบธรรมซึ่งสอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้า พระเยซูก็ทรงแสดงความโกรธในลักษณะนี้กับพวกผู้นำเคร่งศาสนาที่ต่อต้านพระองค์โดยไม่คำนึงถึงสิ่งดีที่พระองค์ได้ทรงกระทำ (ตัวอย่างใน มาระโก 3:1-5) </p><p> </p><p>มีจุดสำคัญที่เราควรสังเกตคือ แม้แต่ละส่วนของสดุดีบทนี้จะจบลงด้วยประโยคที่ว่า “แล้วจิตวิญญาณของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้า” (ข้อ 9) “ข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณพระองค์ในที่ชุมนุมใหญ่” (ข้อ 18) “ลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่าถึงความชอบธรรมของพระองค์ และจะสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ” (ข้อ 28) แต่เราก็ยังทนทุกข์กับความอยุติธรรม เราอาจเจ็บปวดและโกรธเคือง แต่เราไม่เคยที่จะหยุดเชื่อวางใจและสรรเสริญพระเจ้า ผู้จะทรงลงโทษคนผิด และประทานความยุติธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ </p><p> </p><p>ต้ดตอนจาก “ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1” โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกเช่นเดียวกับดาวิดในสดุดี 35? คุณตอบโต้ผู้ที่ทำผิดต่อคุณหรือทำให้คุณเจ็บปวดอย่างไร? เมื่อพิจารณาสดุดีบทนี้แล้ว คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตอบโต้ได้อย่างไรบ้าง? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“แต่พอข้าพระองค์สะดุด เขาก็ชุมนุมกันอย่างชอบใจ“ สดุดี 35:15</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>บางครั้งปัญหาของเราดูเหมือนไม่มีวันจบ อาจมีสมาชิกครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานสักคนหนึ่งที่คุณทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขากลับพยายามทำให้ชีวิตของคุณยุ่งยากมากเท่าที่จะเป็นไปได้ </p><p> </p><p>มีหลายครั้งที่ดาวิดรู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่มีทางจบ อาจเป็นเพราะว่าซาอูลได้ไล่ล่าดาวิดอย่างไม่ลดละเพื่อสังหารเขานานถึงเจ็ดหรือแปดปี แต่ดาวิดก็ไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อทำร้ายซาอูลเลย อันที่จริงแล้ว ดาวิดยังคงจงรักภักดีต่อกษัตริย์ผู้ชั่วร้ายนี้ แต่ซาอูลและพวกอีกหลายคนกลับตอบแทนน้ำใจของดาวิดด้วยการวางแผนทำลายเขา (ข้อ 4) </p><p> </p><p>ในสดุดี 35 แบ่งออกได้เป็นสามส่วน (ข้อ 1-10, 11-18, 19-28) ในส่วนแรก ดาวิดอ้อนวอนพระเจ้าหลายครั้งให้พระองค์ขัดขวางศัตรูและช่วยกู้เขา เขาร้องขอความยุติธรรมซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ คนบริสุทธิ์ควรพ้นผิด คนผิดควรได้รับการลงโทษ ตัวอย่างเช่น เมื่อดาวิดอธิษฐานขอให้พวกที่ขุดหลุมพรางดัก “ให้เขาติดข่ายพินาศเอง” (ข้อ 8) ดาวิดเข้าใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะที่แท้จริงของความยุติธรรมและการแก้แค้น เขาตระหนักว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นผู้ทำการแก้แค้น เขาจึงมอบการได้รับความยุติธรรมนั้นไว้กับพระองค์ (ข้อ 23) </p><p> </p><p>ส่วนที่สองคือตอนที่เขาเจ็บปวดใจมากที่สุด (ข้อ 11-18) กลุ่มคนที่เกลียดดาวิดและต่อต้านเขา คือกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งดาวิดนับว่าเป็นเพื่อน เขารักและห่วงใยคนเหล่านั้น “เมื่อเขาป่วย ข้าพระองค์สวมผ้ากระสอบ” (ข้อ 13) แต่มาบัดนี้พวกเขาพูดให้ร้ายและยิ้มเยาะความทุกข์ของดาวิด (ข้อ 15, 19, 24, 26) </p><p> </p><p>ในส่วนที่สาม ดาวิดเพ่งมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อขอความยุติธรรม (ข้อ 24) เขาร้องขอพระเจ้าให้พวกที่กระทำต่อเขาอย่างโหดร้าย “ได้อาย” (ข้อ 26) ใครๆ ก็สามารถเข้าใจความโกรธของดาวิดในสดุดีบทนี้ได้ มันเจ็บปวดเหลือเกินเมื่อผู้คนที่คุณเคยมีน้ำใจด้วยปฏิบัติกับคุณอย่างไม่ปรานี นี่เป็นความโกรธที่ชอบธรรมซึ่งสอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้า พระเยซูก็ทรงแสดงความโกรธในลักษณะนี้กับพวกผู้นำเคร่งศาสนาที่ต่อต้านพระองค์โดยไม่คำนึงถึงสิ่งดีที่พระองค์ได้ทรงกระทำ (ตัวอย่างใน มาระโก 3:1-5) </p><p> </p><p>มีจุดสำคัญที่เราควรสังเกตคือ แม้แต่ละส่วนของสดุดีบทนี้จะจบลงด้วยประโยคที่ว่า “แล้วจิตวิญญาณของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้า” (ข้อ 9) “ข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณพระองค์ในที่ชุมนุมใหญ่” (ข้อ 18) “ลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่าถึงความชอบธรรมของพระองค์ และจะสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ” (ข้อ 28) แต่เราก็ยังทนทุกข์กับความอยุติธรรม เราอาจเจ็บปวดและโกรธเคือง แต่เราไม่เคยที่จะหยุดเชื่อวางใจและสรรเสริญพระเจ้า ผู้จะทรงลงโทษคนผิด และประทานความยุติธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ </p><p> </p><p>ต้ดตอนจาก “ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1” โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกเช่นเดียวกับดาวิดในสดุดี 35? คุณตอบโต้ผู้ที่ทำผิดต่อคุณหรือทำให้คุณเจ็บปวดอย่างไร? เมื่อพิจารณาสดุดีบทนี้แล้ว คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตอบโต้ได้อย่างไรบ้าง? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“แต่พอข้าพระองค์สะดุด เขาก็ชุมนุมกันอย่างชอบใจ“ สดุดี 35:15</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 24 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/46bf765a/f0e7d1f2.mp3" length="7231537" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/ve9V1vJL6UREJ4WACVlNXuUa_AkI5QQk0F_a08aN8xY/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9kNTk2/YWRiMTRmNjE1ZTFi/ZDZjMDYzYjE5OWEw/NjJjMC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>300</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน บางครั้งปัญหาของเราดูเหมือนไม่มีวันจบ อาจมีสมาชิกครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานสักคนหนึ่งที่คุณทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขากลับพยายามทำให้ชีวิตของคุณยุ่งยากมากเท่าที่จะเป็นไปได้  มีหลายครั้งที่ดาวิดรู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่มีทางจบ อาจเป็นเพราะว่าซาอูลได้ไล่ล่าดาวิดอย่างไม่ลดละเพื่อสังหารเขานานถึงเจ็ดหรือแปดปี แต่ดาวิดก็ไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อทำร้ายซาอูลเลย อันที่จริงแล้ว ดาวิดยังคงจงรักภักดีต่อกษัตริย์ผู้ชั่วร้ายนี้ แต่ซาอูลและพวกอีกหลายคนกลับตอบแทนน้ำใจของดาวิดด้วยการวางแผนทำลายเขา (ข้อ 4)  ในสดุดี 35 แบ่งออกได้เป็นสามส่วน (ข้อ 1-10, 11-18, 19-28) ในส่วนแรก ดาวิดอ้อนวอนพระเจ้าหลายครั้งให้พระองค์ขัดขวางศัตรูและช่วยกู้เขา เขาร้องขอความยุติธรรมซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ คนบริสุทธิ์ควรพ้นผิด คนผิดควรได้รับการลงโทษ ตัวอย่างเช่น เมื่อดาวิดอธิษฐานขอให้พวกที่ขุดหลุมพรางดัก “ให้เขาติดข่ายพินาศเอง” (ข้อ 8) ดาวิดเข้าใจได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะที่แท้จริงของความยุติธรรมและการแก้แค้น เขาตระหนักว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นผู้ทำการแก้แค้น เขาจึงมอบการได้รับความยุติธรรมนั้นไว้กับพระองค์ (ข้อ 23)  ส่วนที่สองคือตอนที่เขาเจ็บปวดใจมากที่สุด (ข้อ 11-18) กลุ่มคนที่เกลียดดาวิดและต่อต้านเขา คือกลุ่มคนที่ครั้งหนึ่งดาวิดนับว่าเป็นเพื่อน เขารักและห่วงใยคนเหล่านั้น “เมื่อเขาป่วย ข้าพระองค์สวมผ้ากระสอบ” (ข้อ 13) แต่มาบัดนี้พวกเขาพูดให้ร้ายและยิ้มเยาะความทุกข์ของดาวิด (ข้อ 15, 19, 24, 26)  ในส่วนที่สาม ดาวิดเพ่งมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อขอความยุติธรรม (ข้อ 24) เขาร้องขอพระเจ้าให้พวกที่กระทำต่อเขาอย่างโหดร้าย “ได้อาย” (ข้อ 26) ใครๆ ก็สามารถเข้าใจความโกรธของดาวิดในสดุดีบทนี้ได้ มันเจ็บปวดเหลือเกินเมื่อผู้คนที่คุณเคยมีน้ำใจด้วยปฏิบัติกับคุณอย่างไม่ปรานี นี่เป็นความโกรธที่ชอบธรรมซึ่งสอดคล้องกับพระทัยของพระเจ้า พระเยซูก็ทรงแสดงความโกรธในลักษณะนี้กับพวกผู้นำเคร่งศาสนาที่ต่อต้านพระองค์โดยไม่คำนึงถึงสิ่งดีที่พระองค์ได้ทรงกระทำ (ตัวอย่างใน มาระโก 3:1-5)  มีจุดสำคัญที่เราควรสังเกตคือ แม้แต่ละส่วนของสดุดีบทนี้จะจบลงด้วยประโยคที่ว่า “แล้วจิตวิญญาณของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้า” (ข้อ 9) “ข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณพระองค์ในที่ชุมนุมใหญ่” (ข้อ 18) “ลิ้นของข้าพระองค์จะบอกเล่าถึงความชอบธรรมของพระองค์ และจะสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ” (ข้อ 28) แต่เราก็ยังทนทุกข์กับความอยุติธรรม เราอาจเจ็บปวดและโกรธเคือง แต่เราไม่เคยที่จะหยุดเชื่อวางใจและสรรเสริญพระเจ้า ผู้จะทรงลงโทษคนผิด และประทานความยุติธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์  ต้ดตอนจาก “ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1” โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกเช่นเดียวกับดาวิดในสดุดี 35? คุณตอบโต้ผู้ที่ทำผิดต่อคุณหรือทำให้คุณเจ็บปวดอย่างไร? เมื่อพิจารณาสดุดีบทนี้แล้ว คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตอบโต้ได้อย่างไรบ้าง?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน “แต่พอข้าพระองค์สะดุด เขาก็ชุมนุมกันอย่างชอบใจ“ สดุดี 35:15</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน บางครั้งปัญหาของเราดูเหมือนไม่มีวันจบ อาจมีสมาชิกครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานสักคนหนึ่งที่คุณทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขากลับพยายามทำให้ชีวิตของคุณยุ่งยากมากเท่าที่จะเป็นไปได้  มีหลายครั้งที่ดาวิดรู้สึกว่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตอบแทนน้ำใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตอบแทนน้ำใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6d959289-ef22-41f9-86c8-8bde093249f8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7ff1ea4a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย [ ลูกา 6:38 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อลิเดียได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์จากผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม เธอใช้เงินเพียงเล็กน้อยเพื่อตัวเอง แต่กลับมอบของขวัญด้วยใจกว้างขวางแก่เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ผู้ประสบอุทกภัย และการกุศล ลิเดีย ไม่รู้ตัวว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัย ว่าคนสองร้อยคนจะตอบสนองอย่างไร ต่อการได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์แบบไม่ผูกมัดผ่านการโอนเงินเข้าบัญชี งานวิจัยนี้พบว่าเงินที่มอบเป็นของขวัญมากกว่าสองในสามถูกแจกจ่ายออกไป คริส แอนเดอร์สัน ผู้นำองค์กรสื่อไม่แสวงหาผลกำไร (TED) สะท้อนถึงเรื่องนี้ว่า “ปรากฏว่า...มนุษย์เราถูกกำหนดให้ตอบแทนน้ำใจด้วยน้ำใจ”</p>
<p>ในพระคัมภีร์เราพบว่าเมื่อผู้คนดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อ พวกเขาก็สะท้อนพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเขา พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวาง เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา ไม่เพียงต่อบางคนแต่กับทุกคน แม้แต่ “คนอกตัญญูและคนชั่ว” (ลก.6:35) พระเยซูจึงสอนผู้ที่ปรารถนาจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าให้ “รัก” “ทำดี” และ “ให้ยืม” แม้กระทั่งศัตรู “โดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก” (ข้อ 32-35)</p>
<p>เมื่อเราให้โดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน เราจะพบว่าวิถีแห่งชีวิตไม่เคยทำร้ายเรา พระเยซูทรงชี้ให้เห็นสิ่งนี้เช่นกัน โดยตรัสว่า “จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย ...เพราะว่าท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (ข้อ 38) เมื่อเราตอบแทนพระทัยอันกว้างขวางของพระเจ้าด้วยการดำเนินชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อ เราจะได้รับการเติมเต็มอย่างมากมายนับไม่ถ้วนในทุกทาง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้พบความชื่นชมยินดีผ่านการให้อย่างไร การให้ของผู้อื่นทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณสำหรับความสุขยินดีแห่งการให้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย [ ลูกา 6:38 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อลิเดียได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์จากผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม เธอใช้เงินเพียงเล็กน้อยเพื่อตัวเอง แต่กลับมอบของขวัญด้วยใจกว้างขวางแก่เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ผู้ประสบอุทกภัย และการกุศล ลิเดีย ไม่รู้ตัวว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัย ว่าคนสองร้อยคนจะตอบสนองอย่างไร ต่อการได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์แบบไม่ผูกมัดผ่านการโอนเงินเข้าบัญชี งานวิจัยนี้พบว่าเงินที่มอบเป็นของขวัญมากกว่าสองในสามถูกแจกจ่ายออกไป คริส แอนเดอร์สัน ผู้นำองค์กรสื่อไม่แสวงหาผลกำไร (TED) สะท้อนถึงเรื่องนี้ว่า “ปรากฏว่า...มนุษย์เราถูกกำหนดให้ตอบแทนน้ำใจด้วยน้ำใจ”</p>
<p>ในพระคัมภีร์เราพบว่าเมื่อผู้คนดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อ พวกเขาก็สะท้อนพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเขา พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวาง เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา ไม่เพียงต่อบางคนแต่กับทุกคน แม้แต่ “คนอกตัญญูและคนชั่ว” (ลก.6:35) พระเยซูจึงสอนผู้ที่ปรารถนาจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าให้ “รัก” “ทำดี” และ “ให้ยืม” แม้กระทั่งศัตรู “โดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก” (ข้อ 32-35)</p>
<p>เมื่อเราให้โดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน เราจะพบว่าวิถีแห่งชีวิตไม่เคยทำร้ายเรา พระเยซูทรงชี้ให้เห็นสิ่งนี้เช่นกัน โดยตรัสว่า “จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย ...เพราะว่าท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (ข้อ 38) เมื่อเราตอบแทนพระทัยอันกว้างขวางของพระเจ้าด้วยการดำเนินชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อ เราจะได้รับการเติมเต็มอย่างมากมายนับไม่ถ้วนในทุกทาง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้พบความชื่นชมยินดีผ่านการให้อย่างไร การให้ของผู้อื่นทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณสำหรับความสุขยินดีแห่งการให้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 24 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7ff1ea4a/3532c59e.mp3" length="10969904" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>686</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย [ ลูกา 6:38 ]

เมื่อลิเดียได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์จากผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม เธอใช้เงินเพียงเล็กน้อยเพื่อตัวเอง แต่กลับมอบของขวัญด้วยใจกว้างขวางแก่เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ผู้ประสบอุทกภัย และการกุศล ลิเดีย ไม่รู้ตัวว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัย ว่าคนสองร้อยคนจะตอบสนองอย่างไร ต่อการได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์แบบไม่ผูกมัดผ่านการโอนเงินเข้าบัญชี งานวิจัยนี้พบว่าเงินที่มอบเป็นของขวัญมากกว่าสองในสามถูกแจกจ่ายออกไป คริส แอนเดอร์สัน ผู้นำองค์กรสื่อไม่แสวงหาผลกำไร (TED) สะท้อนถึงเรื่องนี้ว่า “ปรากฏว่า...มนุษย์เราถูกกำหนดให้ตอบแทนน้ำใจด้วยน้ำใจ”
ในพระคัมภีร์เราพบว่าเมื่อผู้คนดำเนินชีวิตด้วยความเอื้อเฟื้อ พวกเขาก็สะท้อนพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเขา พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวาง เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา ไม่เพียงต่อบางคนแต่กับทุกคน แม้แต่ “คนอกตัญญูและคนชั่ว” (ลก.6:35) พระเยซูจึงสอนผู้ที่ปรารถนาจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าให้ “รัก” “ทำดี” และ “ให้ยืม” แม้กระทั่งศัตรู “โดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก” (ข้อ 32-35)
เมื่อเราให้โดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน เราจะพบว่าวิถีแห่งชีวิตไม่เคยทำร้ายเรา พระเยซูทรงชี้ให้เห็นสิ่งนี้เช่นกัน โดยตรัสว่า “จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย ...เพราะว่าท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (ข้อ 38) เมื่อเราตอบแทนพระทัยอันกว้างขวางของพระเจ้าด้วยการดำเนินชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อ เราจะได้รับการเติมเต็มอย่างมากมายนับไม่ถ้วนในทุกทาง

คุณได้พบความชื่นชมยินดีผ่านการให้อย่างไร การให้ของผู้อื่นทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ ขอบพระคุณสำหรับความสุขยินดีแห่งการให้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย [ ลูกา 6:38 ]

เมื่อลิเดียได้รับของขวัญเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์จากผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม เธอใช้เงินเพียงเล็กน้อยเพื่อตัวเอง แต่กลับมอบของขวัญด้วยใจกว้างขวางแก่เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ผู้ประสบอุทกภัย และการกุศล ลิเดีย ไม่รู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกซึมเศร้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อคุณรู้สึกซึมเศร้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">665b20e1-f276-4d6e-a6a7-4c7149c40d02</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7a75db5a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี: <br>แผนการอ่านใน 8 วัน <br></p><p>จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  รายงานว่า ปัญหาสุขภาพจิตในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคน ในปี 2564 ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ผู้คนทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคนในทุกช่วงอายุกำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าอยู่ในเวลานี้ </p><p>  <br>สดุดี 88 บรรยายถึงความทุกข์ทรมานอันเจ็บปวดของผู้ที่ซึมเศร้าไว้อย่างชัดเจน เราได้เห็นว่ามีบทเพลงสดุดีมากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเป็นบทคร่ำครวญหรือประกอบด้วยบทคร่ำครวญ แต่ไม่มีสดุดีบทไหนที่มืดมนและสิ้นหวังเท่ากับสดุดี 88 <br> <br>เนื้อหาในสดุดีบทนี้ตั้งใจให้ความสำคัญกับความรู้สึกสิ้นหวัง โดยในสดุดี 87 ลงท้ายว่า “นักร้องและนักเต้นรำกล่าวกันว่า ’น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ‘“(ข้อ 7) และสดุดี 89 เริ่มต้นว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์“ (ข้อ 1) แต่สดุดี 88 ดูเหมือนจะเป็นการเย้ยหยันบทสรรเสริญด้วยความยินดีในบทเพลงที่มาก่อนหน้าและบทเพลงที่อยู่ถัดไป </p><p>เช่นเดียวกับบทคร่ำครวญอีกหลายบท เฮมานผู้เขียนบทคร่ำครวญนี้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ “ปัญหา” (สดุดี 88:3) ให้เราทราบ แต่สิ่งนี้ได้บอกเป็นนัยว่า เขาสนใจความเจ็บปวดที่เกิดจากปัญหามากกว่ารายละเอียดของปัญหา <br> <br>เฮมานกล่าวโทษพระเจ้าอย่างไม่อ้อมค้อม “พระองค์ทรงใส่ข้าพระองค์ไว้ในส่วนลึกของปากแดนผู้ตาย; พระองค์ทรงทับถมข้าพระองค์ด้วยคลื่นทั้งสิ้นของพระองค์; พระองค์ทรงให้เพื่อนของข้าพระองค์เหินห่างจากข้าพระองค์” (ข้อ 6-8) เช่นเดียวกับโยบ เฮมานรู้และยอมรับว่า “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย“ (โยบ 1:21) แต่เขาต่างกับโยบที่เขายังไม่สามารถพูดได้ว่า “สาธุการแด่พระนามพระเจ้า“ และเขาต่อว่าพระเจ้าที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด <br> <br>คริสเตียนที่เคยสัมผัสความรักและพระกรุณาอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูคริสต์จะตอบสนองต่อสดุดี 88 นี้อย่างไร ประการแรก เราต้องตระหนักว่าอาจมีบางเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกว่า “ความมืดกลายเป็นเพื่อนสนิท” <br>(ข้อ 18‬ ฉบับ THSV11) ผู้เชื่อบางคนทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้า เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านเรื่องราวของศิษยาภิบาลหนุ่มผู้หนึ่งที่รักพระเจ้า เขาทนทุกข์จากโรคซึมเศร้าและจบชีวิตตัวเองลงอย่างน่าสลดใจ คริสเตียนจะต้องดำเนินชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ทนทุกข์ฝ่ายร่างกายหรือจิตใจ การสูญเสีย ความล้มเหลว ความผิดหวัง หรือการข่มเหงรังแก ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจรู้สึกว่าพระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์จากเรา <br> <br>พระธรรมสดุดี 88 ทำให้เรายอมร้องไห้ออกมาดังๆ กับพระเจ้า เช่นเดียวกับเฮมานที่ร้องเรียกหาพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า (ข้อ 2, 9, 13) <br> <br>ในความเจ็บปวดทั้งหมด เฮมานไม่เคยหยุดอธิษฐาน เขาอาจรู้สึกว่าพระเจ้าหันพระพักตร์ของพระองค์มาต่อสู้กับเขา แต่เฮมานยังคงหันไปหาพระองค์เสมอ <br> <br>แม้เฮมานมีความเข้าใจที่คลุมเครือเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย (ข้อ 10-12) แต่สำหรับพวกเรา เรารู้ว่าวันนั้นกำลังจะมาถึง เป็นวันที่พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเรา และเพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นอีกครั้ง เราจึงมีความหวังด้วยความมั่นใจว่าความมืดมิดของเราจะจบลง “เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (วิวรณ์‬ 22‬:5‬) <br> <br>ตัดตอนจาก “ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 “ โดย ไมค์ เรเตอร์ <br> <br>ใคร่ครวญ <br>พระธรรมสดุดี 88 เป็นบทสดุดีที่เปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งคุณสวมหน้ากากเพื่อปกปิดความสงสัย คำถาม และความโกรธเคืองที่มีต่อพระเจ้าอยู่หรือไม่? เพราะเหตุใด? สดุดี 88 กล่าวถึงสถานการณ์นี้อย่างไร? <br> <br>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน <br>“ความมืดกลายเป็นเพื่อนสนิทของข้าพระองค์” <br>สดุดี‬ 88‬:18‬ THSV11</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี: <br>แผนการอ่านใน 8 วัน <br></p><p>จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  รายงานว่า ปัญหาสุขภาพจิตในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคน ในปี 2564 ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ผู้คนทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคนในทุกช่วงอายุกำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าอยู่ในเวลานี้ </p><p>  <br>สดุดี 88 บรรยายถึงความทุกข์ทรมานอันเจ็บปวดของผู้ที่ซึมเศร้าไว้อย่างชัดเจน เราได้เห็นว่ามีบทเพลงสดุดีมากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเป็นบทคร่ำครวญหรือประกอบด้วยบทคร่ำครวญ แต่ไม่มีสดุดีบทไหนที่มืดมนและสิ้นหวังเท่ากับสดุดี 88 <br> <br>เนื้อหาในสดุดีบทนี้ตั้งใจให้ความสำคัญกับความรู้สึกสิ้นหวัง โดยในสดุดี 87 ลงท้ายว่า “นักร้องและนักเต้นรำกล่าวกันว่า ’น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ‘“(ข้อ 7) และสดุดี 89 เริ่มต้นว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์“ (ข้อ 1) แต่สดุดี 88 ดูเหมือนจะเป็นการเย้ยหยันบทสรรเสริญด้วยความยินดีในบทเพลงที่มาก่อนหน้าและบทเพลงที่อยู่ถัดไป </p><p>เช่นเดียวกับบทคร่ำครวญอีกหลายบท เฮมานผู้เขียนบทคร่ำครวญนี้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ “ปัญหา” (สดุดี 88:3) ให้เราทราบ แต่สิ่งนี้ได้บอกเป็นนัยว่า เขาสนใจความเจ็บปวดที่เกิดจากปัญหามากกว่ารายละเอียดของปัญหา <br> <br>เฮมานกล่าวโทษพระเจ้าอย่างไม่อ้อมค้อม “พระองค์ทรงใส่ข้าพระองค์ไว้ในส่วนลึกของปากแดนผู้ตาย; พระองค์ทรงทับถมข้าพระองค์ด้วยคลื่นทั้งสิ้นของพระองค์; พระองค์ทรงให้เพื่อนของข้าพระองค์เหินห่างจากข้าพระองค์” (ข้อ 6-8) เช่นเดียวกับโยบ เฮมานรู้และยอมรับว่า “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย“ (โยบ 1:21) แต่เขาต่างกับโยบที่เขายังไม่สามารถพูดได้ว่า “สาธุการแด่พระนามพระเจ้า“ และเขาต่อว่าพระเจ้าที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด <br> <br>คริสเตียนที่เคยสัมผัสความรักและพระกรุณาอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูคริสต์จะตอบสนองต่อสดุดี 88 นี้อย่างไร ประการแรก เราต้องตระหนักว่าอาจมีบางเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกว่า “ความมืดกลายเป็นเพื่อนสนิท” <br>(ข้อ 18‬ ฉบับ THSV11) ผู้เชื่อบางคนทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้า เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านเรื่องราวของศิษยาภิบาลหนุ่มผู้หนึ่งที่รักพระเจ้า เขาทนทุกข์จากโรคซึมเศร้าและจบชีวิตตัวเองลงอย่างน่าสลดใจ คริสเตียนจะต้องดำเนินชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ทนทุกข์ฝ่ายร่างกายหรือจิตใจ การสูญเสีย ความล้มเหลว ความผิดหวัง หรือการข่มเหงรังแก ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจรู้สึกว่าพระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์จากเรา <br> <br>พระธรรมสดุดี 88 ทำให้เรายอมร้องไห้ออกมาดังๆ กับพระเจ้า เช่นเดียวกับเฮมานที่ร้องเรียกหาพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า (ข้อ 2, 9, 13) <br> <br>ในความเจ็บปวดทั้งหมด เฮมานไม่เคยหยุดอธิษฐาน เขาอาจรู้สึกว่าพระเจ้าหันพระพักตร์ของพระองค์มาต่อสู้กับเขา แต่เฮมานยังคงหันไปหาพระองค์เสมอ <br> <br>แม้เฮมานมีความเข้าใจที่คลุมเครือเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย (ข้อ 10-12) แต่สำหรับพวกเรา เรารู้ว่าวันนั้นกำลังจะมาถึง เป็นวันที่พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเรา และเพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นอีกครั้ง เราจึงมีความหวังด้วยความมั่นใจว่าความมืดมิดของเราจะจบลง “เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (วิวรณ์‬ 22‬:5‬) <br> <br>ตัดตอนจาก “ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 “ โดย ไมค์ เรเตอร์ <br> <br>ใคร่ครวญ <br>พระธรรมสดุดี 88 เป็นบทสดุดีที่เปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งคุณสวมหน้ากากเพื่อปกปิดความสงสัย คำถาม และความโกรธเคืองที่มีต่อพระเจ้าอยู่หรือไม่? เพราะเหตุใด? สดุดี 88 กล่าวถึงสถานการณ์นี้อย่างไร? <br> <br>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน <br>“ความมืดกลายเป็นเพื่อนสนิทของข้าพระองค์” <br>สดุดี‬ 88‬:18‬ THSV11</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 23 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7a75db5a/82377343.mp3" length="7824966" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/d5a5V8IU-chaKXV1eyO1eEMmWchaBeFCdsv_AqBGTEg/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS84NTVh/Y2FkMzRlOWRiOTBh/ODFjM2Y2ZDlkYWFk/NjUzMi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>325</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี: แผนการอ่านใน 8 วัน จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  รายงานว่า ปัญหาสุขภาพจิตในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคน ในปี 2564 ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ผู้คนทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคนในทุกช่วงอายุกำลังทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าอยู่ในเวลานี้   สดุดี 88 บรรยายถึงความทุกข์ทรมานอันเจ็บปวดของผู้ที่ซึมเศร้าไว้อย่างชัดเจน เราได้เห็นว่ามีบทเพลงสดุดีมากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเป็นบทคร่ำครวญหรือประกอบด้วยบทคร่ำครวญ แต่ไม่มีสดุดีบทไหนที่มืดมนและสิ้นหวังเท่ากับสดุดี 88  เนื้อหาในสดุดีบทนี้ตั้งใจให้ความสำคัญกับความรู้สึกสิ้นหวัง โดยในสดุดี 87 ลงท้ายว่า “นักร้องและนักเต้นรำกล่าวกันว่า ’น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ‘“(ข้อ 7) และสดุดี 89 เริ่มต้นว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์“ (ข้อ 1) แต่สดุดี 88 ดูเหมือนจะเป็นการเย้ยหยันบทสรรเสริญด้วยความยินดีในบทเพลงที่มาก่อนหน้าและบทเพลงที่อยู่ถัดไป เช่นเดียวกับบทคร่ำครวญอีกหลายบท เฮมานผู้เขียนบทคร่ำครวญนี้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ “ปัญหา” (สดุดี 88:3) ให้เราทราบ แต่สิ่งนี้ได้บอกเป็นนัยว่า เขาสนใจความเจ็บปวดที่เกิดจากปัญหามากกว่ารายละเอียดของปัญหา  เฮมานกล่าวโทษพระเจ้าอย่างไม่อ้อมค้อม “พระองค์ทรงใส่ข้าพระองค์ไว้ในส่วนลึกของปากแดนผู้ตาย; พระองค์ทรงทับถมข้าพระองค์ด้วยคลื่นทั้งสิ้นของพระองค์; พระองค์ทรงให้เพื่อนของข้าพระองค์เหินห่างจากข้าพระองค์” (ข้อ 6-8) เช่นเดียวกับโยบ เฮมานรู้และยอมรับว่า “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย“ (โยบ 1:21) แต่เขาต่างกับโยบที่เขายังไม่สามารถพูดได้ว่า “สาธุการแด่พระนามพระเจ้า“ และเขาต่อว่าพระเจ้าที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด  คริสเตียนที่เคยสัมผัสความรักและพระกรุณาอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้าผ่านองค์พระเยซูคริสต์จะตอบสนองต่อสดุดี 88 นี้อย่างไร ประการแรก เราต้องตระหนักว่าอาจมีบางเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกว่า “ความมืดกลายเป็นเพื่อนสนิท” (ข้อ 18‬ ฉบับ THSV11) ผู้เชื่อบางคนทุกข์ทรมานด้วยโรคซึมเศร้า เมื่อไม่นานมานี้ผมได้อ่านเรื่องราวของศิษยาภิบาลหนุ่มผู้หนึ่งที่รักพระเจ้า เขาทนทุกข์จากโรคซึมเศร้าและจบชีวิตตัวเองลงอย่างน่าสลดใจ คริสเตียนจะต้องดำเนินชีวิตผ่านช่วงเวลาที่ทนทุกข์ฝ่ายร่างกายหรือจิตใจ การสูญเสีย ความล้มเหลว ความผิดหวัง หรือการข่มเหงรังแก ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจรู้สึกว่าพระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์จากเรา  พระธรรมสดุดี 88 ทำให้เรายอมร้องไห้ออกมาดังๆ กับพระเจ้า เช่นเดียวกับเฮมานที่ร้องเรียกหาพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า (ข้อ 2, 9, 13)  ในความเจ็บปวดทั้งหมด เฮมานไม่เคยหยุดอธิษฐาน เขาอาจรู้สึกว่าพระเจ้าหันพระพักตร์ของพระองค์มาต่อสู้กับเขา แต่เฮมานยังคงหันไปหาพระองค์เสมอ  แม้เฮมานมีความเข้าใจที่คลุมเครือเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย (ข้อ 10-12) แต่สำหรับพวกเรา เรารู้ว่าวันนั้นกำลังจะมาถึง เป็นวันที่พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเรา และเพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นอีกครั้ง เราจึงมีความหวังด้วยความมั่นใจว่าความมืดมิดของเราจะจบลง “เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (วิวรณ์‬ 22‬:5‬)  ตัดตอนจาก “ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 2 “ โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ พระธรรมสดุดี 88 เป็นบทสดุดีที่เปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา บางครั้งคุณสวมหน้ากากเพื่อปกปิดความสงสัย คำถาม และความโกรธเคืองที่มีต่อพระเจ้าอยู่หรือไม่? เพราะเหตุใด? สดุดี 88 กล่าวถึงสถานการณ์นี้อย่างไร?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน “ความมืดกลายเป็นเพื่อนสนิทของข้าพระองค์” สดุดี‬ 88‬:18‬ THSV11</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี: แผนการอ่านใน 8 วัน จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  รายงานว่า ปัญหาสุขภาพจิตในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.3 ล้านคนในปี 2558 เป็น 2.3 ล้านคน ในปี 2564 ขณะที่คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รุ้งและพระสัญญาของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รุ้งและพระสัญญาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">44d10743-9dbf-4a02-a582-29563f071b90</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d0bf181f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก [ ปฐมกาล 9:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่ผมยืนดูพลังอันน่าทึ่งของน้ำตกไนแองการ่า ผมสังเกตว่าจู่ๆนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเริ่มถ่ายรูปกัน เมื่อหันไปมองในทิศทางนั้นผมก็เห็นรุ้งพาดโค้งข้ามแม่น้ำ ดูเหมือนปลายของรุ้งจะอยู่ที่ฐานของน้ำตกสองในสามสายที่ไหลรวมเป็นน้ำตกไนแองการ่า คือเริ่มที่น้ำตกเกือกม้าและสิ้นสุดที่ฐานของน้ำตกอเมริกัน</p>
<p>ในความเป็นจริงแล้วรุ้งไม่มีจุดสิ้นสุด รุ้งเป็นวงกลมเต็มวงซึ่งผมเคยเห็นเพียงครั้งเดียว ตอนนั้นผมกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ทันใดนั้นดวงอาทิตย์ซึ่งส่องแสงไปในทิศทางที่ถูกต้องก็เผยให้เห็นรุ้งเต็มวงในระยะไกลเหนือเมฆ ผมนั่งมองอย่างตกตะลึงจนกระทั่งเครื่องบินหักเลี้ยวและวงกลมนั้นหายไป</p>
<p>รุ้งนั้นทำให้ผมครุ่นคิดถึงหลายสิ่งว่า พระเจ้าทรงไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด และพระองค์ทรงเปิดเผยพระสัญญาของพระองค์แก่เราไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และไม่มีที่สิ้นสุดของเราทรง “ตั้งรุ้ง[ของพระองค์ ]ไว้ที่เมฆ” (ปฐก.9:13) เพื่อเป็นคำสัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลก “ทำลายบรรดาสัตว์โลก” อีก (ข้อ 15) กระทั่งทุกวันนี้ พระผู้สร้างของเรายังคงแบ่งปันเครื่องเตือนใจถึงพระสัญญานั้นแก่เราผู้เป็นสิ่งทรงสร้างของพระองค์ (ข้อ 13-16)</p>
<p>อิสยาห์ 40:28 บอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก...ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” ช่างเป็นความคิดที่น่าอัศจรรย์! เราจะมีเวลาชั่วนิรันดร์เพื่อเรียนรู้ถึงองค์พระผู้ทรงรักษาสัญญาของเรา และเราจะไม่มีวันหยั่งรู้ถึงความเข้าพระทัยอันล้ำลึกของพระองค์ได้เลย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณนึกถึงพระลักษณะใดของพระเจ้าเมื่อคุณมองเห็นรุ้ง พระสัญญาของพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระบิดา ที่ทรงสร้างรุ้งและสำแดงรุ้งนั้นแก่เรา เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพันธสัญญาที่ทรงประทานให้กับเรา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก [ ปฐมกาล 9:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่ผมยืนดูพลังอันน่าทึ่งของน้ำตกไนแองการ่า ผมสังเกตว่าจู่ๆนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเริ่มถ่ายรูปกัน เมื่อหันไปมองในทิศทางนั้นผมก็เห็นรุ้งพาดโค้งข้ามแม่น้ำ ดูเหมือนปลายของรุ้งจะอยู่ที่ฐานของน้ำตกสองในสามสายที่ไหลรวมเป็นน้ำตกไนแองการ่า คือเริ่มที่น้ำตกเกือกม้าและสิ้นสุดที่ฐานของน้ำตกอเมริกัน</p>
<p>ในความเป็นจริงแล้วรุ้งไม่มีจุดสิ้นสุด รุ้งเป็นวงกลมเต็มวงซึ่งผมเคยเห็นเพียงครั้งเดียว ตอนนั้นผมกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ทันใดนั้นดวงอาทิตย์ซึ่งส่องแสงไปในทิศทางที่ถูกต้องก็เผยให้เห็นรุ้งเต็มวงในระยะไกลเหนือเมฆ ผมนั่งมองอย่างตกตะลึงจนกระทั่งเครื่องบินหักเลี้ยวและวงกลมนั้นหายไป</p>
<p>รุ้งนั้นทำให้ผมครุ่นคิดถึงหลายสิ่งว่า พระเจ้าทรงไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด และพระองค์ทรงเปิดเผยพระสัญญาของพระองค์แก่เราไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และไม่มีที่สิ้นสุดของเราทรง “ตั้งรุ้ง[ของพระองค์ ]ไว้ที่เมฆ” (ปฐก.9:13) เพื่อเป็นคำสัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลก “ทำลายบรรดาสัตว์โลก” อีก (ข้อ 15) กระทั่งทุกวันนี้ พระผู้สร้างของเรายังคงแบ่งปันเครื่องเตือนใจถึงพระสัญญานั้นแก่เราผู้เป็นสิ่งทรงสร้างของพระองค์ (ข้อ 13-16)</p>
<p>อิสยาห์ 40:28 บอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก...ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” ช่างเป็นความคิดที่น่าอัศจรรย์! เราจะมีเวลาชั่วนิรันดร์เพื่อเรียนรู้ถึงองค์พระผู้ทรงรักษาสัญญาของเรา และเราจะไม่มีวันหยั่งรู้ถึงความเข้าพระทัยอันล้ำลึกของพระองค์ได้เลย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณนึกถึงพระลักษณะใดของพระเจ้าเมื่อคุณมองเห็นรุ้ง พระสัญญาของพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระบิดา ที่ทรงสร้างรุ้งและสำแดงรุ้งนั้นแก่เรา เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพันธสัญญาที่ทรงประทานให้กับเรา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 23 Feb 2025 16:01:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d0bf181f/22e3aeae.mp3" length="12051192" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>754</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก [ ปฐมกาล 9:13 ]

ขณะที่ผมยืนดูพลังอันน่าทึ่งของน้ำตกไนแองการ่า ผมสังเกตว่าจู่ๆนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเริ่มถ่ายรูปกัน เมื่อหันไปมองในทิศทางนั้นผมก็เห็นรุ้งพาดโค้งข้ามแม่น้ำ ดูเหมือนปลายของรุ้งจะอยู่ที่ฐานของน้ำตกสองในสามสายที่ไหลรวมเป็นน้ำตกไนแองการ่า คือเริ่มที่น้ำตกเกือกม้าและสิ้นสุดที่ฐานของน้ำตกอเมริกัน
ในความเป็นจริงแล้วรุ้งไม่มีจุดสิ้นสุด รุ้งเป็นวงกลมเต็มวงซึ่งผมเคยเห็นเพียงครั้งเดียว ตอนนั้นผมกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ทันใดนั้นดวงอาทิตย์ซึ่งส่องแสงไปในทิศทางที่ถูกต้องก็เผยให้เห็นรุ้งเต็มวงในระยะไกลเหนือเมฆ ผมนั่งมองอย่างตกตะลึงจนกระทั่งเครื่องบินหักเลี้ยวและวงกลมนั้นหายไป
รุ้งนั้นทำให้ผมครุ่นคิดถึงหลายสิ่งว่า พระเจ้าทรงไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด และพระองค์ทรงเปิดเผยพระสัญญาของพระองค์แก่เราไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และไม่มีที่สิ้นสุดของเราทรง “ตั้งรุ้ง[ของพระองค์ ]ไว้ที่เมฆ” (ปฐก.9:13) เพื่อเป็นคำสัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลก “ทำลายบรรดาสัตว์โลก” อีก (ข้อ 15) กระทั่งทุกวันนี้ พระผู้สร้างของเรายังคงแบ่งปันเครื่องเตือนใจถึงพระสัญญานั้นแก่เราผู้เป็นสิ่งทรงสร้างของพระองค์ (ข้อ 13-16)
อิสยาห์ 40:28 บอกว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ คือพระผู้สร้างที่สุดปลายแผ่นดินโลก...ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็เหลือที่จะหยั่งรู้ได้” ช่างเป็นความคิดที่น่าอัศจรรย์! เราจะมีเวลาชั่วนิรันดร์เพื่อเรียนรู้ถึงองค์พระผู้ทรงรักษาสัญญาของเรา และเราจะไม่มีวันหยั่งรู้ถึงความเข้าพระทัยอันล้ำลึกของพระองค์ได้เลย

คุณนึกถึงพระลักษณะใดของพระเจ้าเมื่อคุณมองเห็นรุ้ง พระสัญญาของพระองค์หนุนใจคุณอย่างไร
ขอบพระคุณพระบิดา ที่ทรงสร้างรุ้งและสำแดงรุ้งนั้นแก่เรา เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงพันธสัญญาที่ทรงประทานให้กับเรา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก [ ปฐมกาล 9:13 ]

ขณะที่ผมยืนดูพลังอันน่าทึ่งของน้ำตกไนแองการ่า ผมสังเกตว่าจู่ๆนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเริ่มถ่ายรูปกัน เมื่อหันไปมองในทิศทางนั้นผมก็เห็นรุ้งพาดโค้งข้ามแม่น้ำ ด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปลูกไว้ริมธารน้ำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ปลูกไว้ริมธารน้ำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6c5f14a0-31f6-47f7-83ec-8f2f5ac79e11</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1ab6de22</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ [ สดุดี 1:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บิลเป็นสุภาพบุรุษวัยเกษียณที่อาศัยตามลำพังและเพิ่งจะเลิกขับรถ เขาต้องการความช่วยเหลือในการซื้อของ รับยาตามใบสั่งยา และไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ “แต่คุณรู้ไหม” บิลพูด “ผมชอบทุกวันที่ได้อยู่บ้าน ผมมีความสุขกับการฟังเพลงนมัสการออนไลน์ฟรี และดูการสอนพระคัมภีร์ผ่านโทรทัศน์ตลอดทั้งวัน” บิลใช้เวลาทุกวันอยู่กับพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการสรรเสริญ</p>
<p>สิ่งที่เราทำเป็นนิสัยจะกำหนดที่ซึ่งเราปลูกหัวใจของเราไว้ สดุดี 1 บรรยายถึงอุปนิสัยของผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน พวกเขายินดีในความจริงของพระองค์ ภาวนาถึงความจริงนั้นอยู่เสมอ และไม่ทำตามวิถีกบฏของโลกนี้ (ข้อ 1-2) เราทุกคนจะต้องพบกับความยากลำบาก แต่ชีวิตที่วางรากฐานอยู่ในวิถีของพระเจ้านั้น “เป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ...และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง” (ข้อ 3) เราอาจไม่สามารถใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ได้หลายชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลในชีวิตของเรา กระนั้นพระเยซูตรัสว่าพระองค์จะทรงให้ทุกคนที่กระหายและมาหาพระองค์ได้ดื่ม และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมผู้ที่ติดตามพระองค์ให้เต็มล้นเหมือนแม่น้ำ (ยน.7:37-39) เราสามารถทำให้ใจของเราท่วมท้นด้วยน้ำธำรงชีวิตผ่านการสรรเสริญและผ่านพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งผ่านการดูแลผู้อื่น ผ่านการพูดคุยกับพระเจ้าในขณะที่เราทำงาน และโดยทูลขอการอภัยเมื่อเราทำผิดพลาดไป</p>
<p>การดำเนินตามพระปัญญาของพระเจ้าคือการปลูกหัวใจของเราไว้ในดินที่อุดมสมบูรณ์ นี่คือชีวิตของผู้ที่ถูกเรียกว่าชอบธรรม และพระเจ้าทรงเฝ้าดูอยู่ (สดด.1:6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>อุปนิสัยใดที่ทำให้คุณถูกปลูกไว้ริมน้ำธำรงชีวิตของพระเยซู การเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาลในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู เมื่อข้าพระองค์รู้สึกกระหายและแห้งแล้ง ข้าพระองค์ขอเข้ามาหาพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ [ สดุดี 1:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บิลเป็นสุภาพบุรุษวัยเกษียณที่อาศัยตามลำพังและเพิ่งจะเลิกขับรถ เขาต้องการความช่วยเหลือในการซื้อของ รับยาตามใบสั่งยา และไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ “แต่คุณรู้ไหม” บิลพูด “ผมชอบทุกวันที่ได้อยู่บ้าน ผมมีความสุขกับการฟังเพลงนมัสการออนไลน์ฟรี และดูการสอนพระคัมภีร์ผ่านโทรทัศน์ตลอดทั้งวัน” บิลใช้เวลาทุกวันอยู่กับพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการสรรเสริญ</p>
<p>สิ่งที่เราทำเป็นนิสัยจะกำหนดที่ซึ่งเราปลูกหัวใจของเราไว้ สดุดี 1 บรรยายถึงอุปนิสัยของผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน พวกเขายินดีในความจริงของพระองค์ ภาวนาถึงความจริงนั้นอยู่เสมอ และไม่ทำตามวิถีกบฏของโลกนี้ (ข้อ 1-2) เราทุกคนจะต้องพบกับความยากลำบาก แต่ชีวิตที่วางรากฐานอยู่ในวิถีของพระเจ้านั้น “เป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ...และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง” (ข้อ 3) เราอาจไม่สามารถใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ได้หลายชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลในชีวิตของเรา กระนั้นพระเยซูตรัสว่าพระองค์จะทรงให้ทุกคนที่กระหายและมาหาพระองค์ได้ดื่ม และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมผู้ที่ติดตามพระองค์ให้เต็มล้นเหมือนแม่น้ำ (ยน.7:37-39) เราสามารถทำให้ใจของเราท่วมท้นด้วยน้ำธำรงชีวิตผ่านการสรรเสริญและผ่านพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งผ่านการดูแลผู้อื่น ผ่านการพูดคุยกับพระเจ้าในขณะที่เราทำงาน และโดยทูลขอการอภัยเมื่อเราทำผิดพลาดไป</p>
<p>การดำเนินตามพระปัญญาของพระเจ้าคือการปลูกหัวใจของเราไว้ในดินที่อุดมสมบูรณ์ นี่คือชีวิตของผู้ที่ถูกเรียกว่าชอบธรรม และพระเจ้าทรงเฝ้าดูอยู่ (สดด.1:6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>อุปนิสัยใดที่ทำให้คุณถูกปลูกไว้ริมน้ำธำรงชีวิตของพระเยซู การเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาลในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู เมื่อข้าพระองค์รู้สึกกระหายและแห้งแล้ง ข้าพระองค์ขอเข้ามาหาพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 22 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1ab6de22/2db098fc.mp3" length="9997323" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>625</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ [ สดุดี 1:3 ]

บิลเป็นสุภาพบุรุษวัยเกษียณที่อาศัยตามลำพังและเพิ่งจะเลิกขับรถ เขาต้องการความช่วยเหลือในการซื้อของ รับยาตามใบสั่งยา และไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ “แต่คุณรู้ไหม” บิลพูด “ผมชอบทุกวันที่ได้อยู่บ้าน ผมมีความสุขกับการฟังเพลงนมัสการออนไลน์ฟรี และดูการสอนพระคัมภีร์ผ่านโทรทัศน์ตลอดทั้งวัน” บิลใช้เวลาทุกวันอยู่กับพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการสรรเสริญ
สิ่งที่เราทำเป็นนิสัยจะกำหนดที่ซึ่งเราปลูกหัวใจของเราไว้ สดุดี 1 บรรยายถึงอุปนิสัยของผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน พวกเขายินดีในความจริงของพระองค์ ภาวนาถึงความจริงนั้นอยู่เสมอ และไม่ทำตามวิถีกบฏของโลกนี้ (ข้อ 1-2) เราทุกคนจะต้องพบกับความยากลำบาก แต่ชีวิตที่วางรากฐานอยู่ในวิถีของพระเจ้านั้น “เป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ...และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง” (ข้อ 3) เราอาจไม่สามารถใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ได้หลายชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลในชีวิตของเรา กระนั้นพระเยซูตรัสว่าพระองค์จะทรงให้ทุกคนที่กระหายและมาหาพระองค์ได้ดื่ม และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมผู้ที่ติดตามพระองค์ให้เต็มล้นเหมือนแม่น้ำ (ยน.7:37-39) เราสามารถทำให้ใจของเราท่วมท้นด้วยน้ำธำรงชีวิตผ่านการสรรเสริญและผ่านพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งผ่านการดูแลผู้อื่น ผ่านการพูดคุยกับพระเจ้าในขณะที่เราทำงาน และโดยทูลขอการอภัยเมื่อเราทำผิดพลาดไป
การดำเนินตามพระปัญญาของพระเจ้าคือการปลูกหัวใจของเราไว้ในดินที่อุดมสมบูรณ์ นี่คือชีวิตของผู้ที่ถูกเรียกว่าชอบธรรม และพระเจ้าทรงเฝ้าดูอยู่ (สดด.1:6)

อุปนิสัยใดที่ทำให้คุณถูกปลูกไว้ริมน้ำธำรงชีวิตของพระเยซู การเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาลในชีวิตของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู เมื่อข้าพระองค์รู้สึกกระหายและแห้งแล้ง ข้าพระองค์ขอเข้ามาหาพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ [ สดุดี 1:3 ]

บิลเป็นสุภาพบุรุษวัยเกษียณที่อาศัยตามลำพังและเพิ่งจะเลิกขับรถ เขาต้องการความช่วยเหลือในการซื้อของ รับยาตามใบสั่งยา และไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ “แต่คุณรู้ไหม” บิลพูด “ผมชอบทุกวันที่ได้อยู่บ้าน ผมมีความสุขก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มรดกแห่งความรักในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มรดกแห่งความรักในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1b338e38-c472-4e54-8823-a11b5737838c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/426fddd5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>รารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในสวีเดนมีแนวคิดที่เรียกว่า “การเก็บกวาดก่อนตาย” แนวคิดนี้บอกว่าเมื่อเราแก่ตัวลง เราควรหยุดสะสม “สิ่งของ” แล้วเริ่มกำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นซึ่งสะสมมาตลอดชีวิต ที่จริงแล้ว “การเก็บกวาดก่อนตายของชาวสวีเดน” เป็นของขวัญแห่งความรักแก่ลูกหลานและเพื่อนๆ เพราะช่วยให้พวกเขาจัดการกับสิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งเราจะคิดเกี่ยวกับมรดกของเราซึ่งก็คือสิ่งที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ สิ่งนี้มักจะถูกตีกรอบในรูปแบบของเงินทอง การสืบทอด หรือการบริจาคเพื่อการกุศล และยังมีอีกหลายอย่าง แต่การมองดูพระเยซูในวาระสุดท้ายของพระองค์กับเหล่าสาวกอาจจะช่วยเราได้ “ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ แต่ภายหลังท่านจะตามไป” (ยน.13:36) พระองค์ทรงใช้คำว่ารักสี่ครั้งในสองข้อนี้ (ข้อ 34-35) มรดกของพระองค์คือความรัก พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ข้อ 34)</p>
<p>อาจเป็นเรื่องดีที่เราจะลองทำ “การเก็บกวาดก่อนตายแบบชาวสวีเดน” บ้างในชีวิตของเรา กำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นและเหลือไว้เพียงของที่สำคัญที่สุดเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งของหรือเงินทอง มรดกที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทิ้งไว้เบื้องหลังคือความรักในพระเยซู เมื่อลูกหลานและเพื่อนๆระลึกถึงคุณในฐานะผู้ที่รักพระเยซู นี่คือของขวัญที่ดีที่สุด ซึ่งได้ให้คำนิยามใหม่กับสิ่งที่ “ทิ้งไว้เบื้องหลัง”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ครอบครัวและเพื่อนๆของคุณมองเห็นคุณสำแดงความรักที่มีต่อพระเยซูอย่างไร คุณจะแบ่งปันความรักนั้นอย่างเปิดเผยมากขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรักและของขวัญแห่งพระเยซูในชีวิตของ ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่ผู้คนรอบข้าง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>รารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในสวีเดนมีแนวคิดที่เรียกว่า “การเก็บกวาดก่อนตาย” แนวคิดนี้บอกว่าเมื่อเราแก่ตัวลง เราควรหยุดสะสม “สิ่งของ” แล้วเริ่มกำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นซึ่งสะสมมาตลอดชีวิต ที่จริงแล้ว “การเก็บกวาดก่อนตายของชาวสวีเดน” เป็นของขวัญแห่งความรักแก่ลูกหลานและเพื่อนๆ เพราะช่วยให้พวกเขาจัดการกับสิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งเราจะคิดเกี่ยวกับมรดกของเราซึ่งก็คือสิ่งที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ สิ่งนี้มักจะถูกตีกรอบในรูปแบบของเงินทอง การสืบทอด หรือการบริจาคเพื่อการกุศล และยังมีอีกหลายอย่าง แต่การมองดูพระเยซูในวาระสุดท้ายของพระองค์กับเหล่าสาวกอาจจะช่วยเราได้ “ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ แต่ภายหลังท่านจะตามไป” (ยน.13:36) พระองค์ทรงใช้คำว่ารักสี่ครั้งในสองข้อนี้ (ข้อ 34-35) มรดกของพระองค์คือความรัก พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ข้อ 34)</p>
<p>อาจเป็นเรื่องดีที่เราจะลองทำ “การเก็บกวาดก่อนตายแบบชาวสวีเดน” บ้างในชีวิตของเรา กำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นและเหลือไว้เพียงของที่สำคัญที่สุดเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งของหรือเงินทอง มรดกที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทิ้งไว้เบื้องหลังคือความรักในพระเยซู เมื่อลูกหลานและเพื่อนๆระลึกถึงคุณในฐานะผู้ที่รักพระเยซู นี่คือของขวัญที่ดีที่สุด ซึ่งได้ให้คำนิยามใหม่กับสิ่งที่ “ทิ้งไว้เบื้องหลัง”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ครอบครัวและเพื่อนๆของคุณมองเห็นคุณสำแดงความรักที่มีต่อพระเยซูอย่างไร คุณจะแบ่งปันความรักนั้นอย่างเปิดเผยมากขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรักและของขวัญแห่งพระเยซูในชีวิตของ ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่ผู้คนรอบข้าง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 21 Feb 2025 16:59:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/426fddd5/0969ebf2.mp3" length="11651621" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>729</itunes:duration>
      <itunes:summary>รารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]

ในสวีเดนมีแนวคิดที่เรียกว่า “การเก็บกวาดก่อนตาย” แนวคิดนี้บอกว่าเมื่อเราแก่ตัวลง เราควรหยุดสะสม “สิ่งของ” แล้วเริ่มกำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นซึ่งสะสมมาตลอดชีวิต ที่จริงแล้ว “การเก็บกวาดก่อนตายของชาวสวีเดน” เป็นของขวัญแห่งความรักแก่ลูกหลานและเพื่อนๆ เพราะช่วยให้พวกเขาจัดการกับสิ่งที่เราทิ้งไว้ได้ง่ายขึ้น
ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งเราจะคิดเกี่ยวกับมรดกของเราซึ่งก็คือสิ่งที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ สิ่งนี้มักจะถูกตีกรอบในรูปแบบของเงินทอง การสืบทอด หรือการบริจาคเพื่อการกุศล และยังมีอีกหลายอย่าง แต่การมองดูพระเยซูในวาระสุดท้ายของพระองค์กับเหล่าสาวกอาจจะช่วยเราได้ “ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ แต่ภายหลังท่านจะตามไป” (ยน.13:36) พระองค์ทรงใช้คำว่ารักสี่ครั้งในสองข้อนี้ (ข้อ 34-35) มรดกของพระองค์คือความรัก พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ข้อ 34)
อาจเป็นเรื่องดีที่เราจะลองทำ “การเก็บกวาดก่อนตายแบบชาวสวีเดน” บ้างในชีวิตของเรา กำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นและเหลือไว้เพียงของที่สำคัญที่สุดเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องของสิ่งของหรือเงินทอง มรดกที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทิ้งไว้เบื้องหลังคือความรักในพระเยซู เมื่อลูกหลานและเพื่อนๆระลึกถึงคุณในฐานะผู้ที่รักพระเยซู นี่คือของขวัญที่ดีที่สุด ซึ่งได้ให้คำนิยามใหม่กับสิ่งที่ “ทิ้งไว้เบื้องหลัง”

ครอบครัวและเพื่อนๆของคุณมองเห็นคุณสำแดงความรักที่มีต่อพระเยซูอย่างไร คุณจะแบ่งปันความรักนั้นอย่างเปิดเผยมากขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรักและของขวัญแห่งพระเยซูในชีวิตของ ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์แก่ผู้คนรอบข้าง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>รารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น [ ยอห์น 13:34 ]

ในสวีเดนมีแนวคิดที่เรียกว่า “การเก็บกวาดก่อนตาย” แนวคิดนี้บอกว่าเมื่อเราแก่ตัวลง เราควรหยุดสะสม “สิ่งของ” แล้วเริ่มกำจัดข้าวของที่ไม่จำเป็นซึ่งสะสมมาตลอดชีวิต ที่จริงแล้ว “การ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ลุกขึ้นอีกครั้ง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ลุกขึ้นอีกครั้ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e77b0e73-6aab-489d-8db2-bd8dab0050d2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d8915b94</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก แต่คนชั่วร้ายจะถูกความลำบากยากเย็นคว่ำลง [ สุภาษิต 24:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนวัยรุ่น ฉันหลงใหลในการเล่นสเก็ตลีลา ฉันชอบการผสมผสานระหว่างศิลปะและความแข็งแกร่งของนักกีฬาบนลานน้ำแข็ง ทั้งการหมุนตัวอย่างรวดเร็ว กระโดดสูง และท่าทางที่สมบูรณ์แบบ หลังชมการแสดงของนักสเก็ตมืออาชีพหลายคน ในที่สุดฉันก็มีโอกาสไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งและเข้าชั้นเรียนแบบกลุ่ม นอกจากเรียนวิธีไถสเก็ตและหยุดแล้ว เรายังได้เรียนรู้ทักษะสำคัญที่สุดบางประการสำหรับนักสเก็ตทุกระดับ นั่นคือวิธีล้มและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาฉันได้เรียนวิธีหมุนตัวและกระโดดหลายรอบในชั้นเรียนส่วนตัว แต่ก็ต้องพึ่งหลักการพื้นฐานในการลุกหลังจากล้มเสมอ</p>
<p>เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาก็รู้ว่า “การล้ม” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางครั้งเราล้มเพราะทำบาป เราสะดุดเพราะความผิดพลาด หรือถูกสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสทำให้ล้มลง เราอาจพบว่ากำลังถูกมารร้ายโจมตีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง “เราถูก...ข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย” (2 คร.4:8-9) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราทุกคนต่างก็ล้มลงและประสบกับความล้มเหลวในชีวิต</p>
<p>แต่เราไม่ควรใช้ชีวิตอยู่กับความพ่ายแพ้ อับอาย หรือเสียใจ เมื่อศัตรูหมอบคอยอยู่ใกล้ๆและพยายามจะปล้นเรา (สภษ.24:15) เราจำเป็นต้องระลึกว่าพระเจ้าทรงต่อสู้แทนเราและจะทรงช่วยให้เราลุกขึ้นอีก “เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก” (ข้อ 16)</p>
<p>เมื่อเราล้มลง ให้เรารีบหันไปหาพระเจ้าและมุ่งมองไปที่พระองค์ผู้ประทานกำลังให้เราลุกขึ้นได้อีกครั้ง</p>
<p><br><strong>คุณรับมือกับความล้มเหลวในชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงช่วยให้คุณลุกขึ้นมาได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณ ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ลุกขึ้นได้เมื่อล้มลง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก แต่คนชั่วร้ายจะถูกความลำบากยากเย็นคว่ำลง [ สุภาษิต 24:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนวัยรุ่น ฉันหลงใหลในการเล่นสเก็ตลีลา ฉันชอบการผสมผสานระหว่างศิลปะและความแข็งแกร่งของนักกีฬาบนลานน้ำแข็ง ทั้งการหมุนตัวอย่างรวดเร็ว กระโดดสูง และท่าทางที่สมบูรณ์แบบ หลังชมการแสดงของนักสเก็ตมืออาชีพหลายคน ในที่สุดฉันก็มีโอกาสไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งและเข้าชั้นเรียนแบบกลุ่ม นอกจากเรียนวิธีไถสเก็ตและหยุดแล้ว เรายังได้เรียนรู้ทักษะสำคัญที่สุดบางประการสำหรับนักสเก็ตทุกระดับ นั่นคือวิธีล้มและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาฉันได้เรียนวิธีหมุนตัวและกระโดดหลายรอบในชั้นเรียนส่วนตัว แต่ก็ต้องพึ่งหลักการพื้นฐานในการลุกหลังจากล้มเสมอ</p>
<p>เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาก็รู้ว่า “การล้ม” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางครั้งเราล้มเพราะทำบาป เราสะดุดเพราะความผิดพลาด หรือถูกสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสทำให้ล้มลง เราอาจพบว่ากำลังถูกมารร้ายโจมตีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง “เราถูก...ข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย” (2 คร.4:8-9) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราทุกคนต่างก็ล้มลงและประสบกับความล้มเหลวในชีวิต</p>
<p>แต่เราไม่ควรใช้ชีวิตอยู่กับความพ่ายแพ้ อับอาย หรือเสียใจ เมื่อศัตรูหมอบคอยอยู่ใกล้ๆและพยายามจะปล้นเรา (สภษ.24:15) เราจำเป็นต้องระลึกว่าพระเจ้าทรงต่อสู้แทนเราและจะทรงช่วยให้เราลุกขึ้นอีก “เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก” (ข้อ 16)</p>
<p>เมื่อเราล้มลง ให้เรารีบหันไปหาพระเจ้าและมุ่งมองไปที่พระองค์ผู้ประทานกำลังให้เราลุกขึ้นได้อีกครั้ง</p>
<p><br><strong>คุณรับมือกับความล้มเหลวในชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงช่วยให้คุณลุกขึ้นมาได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณ ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ลุกขึ้นได้เมื่อล้มลง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 20 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d8915b94/91a88145.mp3" length="11315146" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>708</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก แต่คนชั่วร้ายจะถูกความลำบากยากเย็นคว่ำลง [ สุภาษิต 24:16 ]

ตอนวัยรุ่น ฉันหลงใหลในการเล่นสเก็ตลีลา ฉันชอบการผสมผสานระหว่างศิลปะและความแข็งแกร่งของนักกีฬาบนลานน้ำแข็ง ทั้งการหมุนตัวอย่างรวดเร็ว กระโดดสูง และท่าทางที่สมบูรณ์แบบ หลังชมการแสดงของนักสเก็ตมืออาชีพหลายคน ในที่สุดฉันก็มีโอกาสไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งและเข้าชั้นเรียนแบบกลุ่ม นอกจากเรียนวิธีไถสเก็ตและหยุดแล้ว เรายังได้เรียนรู้ทักษะสำคัญที่สุดบางประการสำหรับนักสเก็ตทุกระดับ นั่นคือวิธีล้มและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาฉันได้เรียนวิธีหมุนตัวและกระโดดหลายรอบในชั้นเรียนส่วนตัว แต่ก็ต้องพึ่งหลักการพื้นฐานในการลุกหลังจากล้มเสมอ
เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬาก็รู้ว่า “การล้ม” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางครั้งเราล้มเพราะทำบาป เราสะดุดเพราะความผิดพลาด หรือถูกสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสทำให้ล้มลง เราอาจพบว่ากำลังถูกมารร้ายโจมตีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง “เราถูก...ข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย” (2 คร.4:8-9) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราทุกคนต่างก็ล้มลงและประสบกับความล้มเหลวในชีวิต
แต่เราไม่ควรใช้ชีวิตอยู่กับความพ่ายแพ้ อับอาย หรือเสียใจ เมื่อศัตรูหมอบคอยอยู่ใกล้ๆและพยายามจะปล้นเรา (สภษ.24:15) เราจำเป็นต้องระลึกว่าพระเจ้าทรงต่อสู้แทนเราและจะทรงช่วยให้เราลุกขึ้นอีก “เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก” (ข้อ 16)
เมื่อเราล้มลง ให้เรารีบหันไปหาพระเจ้าและมุ่งมองไปที่พระองค์ผู้ประทานกำลังให้เราลุกขึ้นได้อีกครั้ง
คุณรับมือกับความล้มเหลวในชีวิตอย่างไร พระเจ้าทรงช่วยให้คุณลุกขึ้นมาได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณ ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ลุกขึ้นได้เมื่อล้มลง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะคนชอบธรรมล้มลงเจ็ดครั้งแล้วก็ลุกขึ้นอีก แต่คนชั่วร้ายจะถูกความลำบากยากเย็นคว่ำลง [ สุภาษิต 24:16 ]

ตอนวัยรุ่น ฉันหลงใหลในการเล่นสเก็ตลีลา ฉันชอบการผสมผสานระหว่างศิลปะและความแข็งแกร่งของนักกีฬาบนลานน้ำแข็ง ทั้งการหมุนตัวอย่างรวดเร็ว กระโดดสูง และท่าท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความจริงอันเรียบง่าย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความจริงอันเรียบง่าย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">237ff1b5-f719-4081-bd4a-96fc5ff0ebb1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6fe97f9c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ [ กิจการ 16:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อผมกับภรรยาไปขี่จักรยาน เรามักจะอยากรู้ว่าปั่นไปแล้วเป็นระยะทางเท่าไหร่ ผมจึงไปซื้อเครื่องวัดระยะทางจากร้านจักรยาน และกลับมาบ้านพร้อมกับคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่ผมพบว่าการตั้งค่านั้นค่อนข้างจะซับซ้อนไปหน่อย</p>
<p>ผมย้อนกลับไปที่ร้านจักรยาน คนที่ขายเครื่องให้ผมทำให้มันใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผมจึงได้รู้ว่าการทำความเข้าใจวิธีใช้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด</p>
<p>ในชีวิตของเรานั้นสิ่งใหม่ๆหรือแนวคิดใหม่ๆอาจดูซับซ้อน เช่นการคิดถึงเรื่องความรอด บางคนอาจคิดว่าการมาเป็นลูกของพระเจ้าเป็นเรื่องซับซ้อน</p>
<p>กระนั้น พระคัมภีร์อธิบายไว้อย่างเรียบง่ายว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31) ไม่มีกฎที่ต้องทำตามหรือปริศนาที่ต้องไข</p>
<p>ความจริงอันเรียบง่ายก็คือ เราทุกคนเป็นคนบาป (รม.3:23) พระเยซูทรงเข้ามาในโลกเพื่อช่วยเราจากโทษของความบาป คือความตายและการแยกจากพระองค์ชั่วนิรันดร์ (มธ.1:21; 1ปต.2:24) พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย (รม.10:9) และเรารอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณไปสู่ชีวิตนิรันดร์โดยการวางใจในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา (ยน.3:16)</p>
<p>ขอให้คุณพิจารณาว่าการเชื่อและวางใจในพระเยซูอย่างง่ายๆจะมีความหมายต่อคุณอย่างไร จงยอมให้พระองค์ประทาน “ชีวิต...[ที่ ]ครบบริบูรณ์” แก่คุณ (ยน.10:10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>การได้รับความรอดในพระเยซูจะมีความหมายต่อคุณอย่างไร ถ้าคุณรอดแล้ว ความเชื่อในพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ข้าพระองค์รู้ตัวว่าเป็นคนบาป ที่ได้ทำสิ่งผิดบาป ในสายพระเนตรพระองค์ ข้าพระองค์ยังรู้ว่าพระองค์ทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลก เพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความบาปของข้าพระองค์ โปรดยกโทษความบาปและไถ่ข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับความรอดที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ข้าพระองค์แล้ว!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ [ กิจการ 16:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อผมกับภรรยาไปขี่จักรยาน เรามักจะอยากรู้ว่าปั่นไปแล้วเป็นระยะทางเท่าไหร่ ผมจึงไปซื้อเครื่องวัดระยะทางจากร้านจักรยาน และกลับมาบ้านพร้อมกับคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่ผมพบว่าการตั้งค่านั้นค่อนข้างจะซับซ้อนไปหน่อย</p>
<p>ผมย้อนกลับไปที่ร้านจักรยาน คนที่ขายเครื่องให้ผมทำให้มันใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผมจึงได้รู้ว่าการทำความเข้าใจวิธีใช้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด</p>
<p>ในชีวิตของเรานั้นสิ่งใหม่ๆหรือแนวคิดใหม่ๆอาจดูซับซ้อน เช่นการคิดถึงเรื่องความรอด บางคนอาจคิดว่าการมาเป็นลูกของพระเจ้าเป็นเรื่องซับซ้อน</p>
<p>กระนั้น พระคัมภีร์อธิบายไว้อย่างเรียบง่ายว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31) ไม่มีกฎที่ต้องทำตามหรือปริศนาที่ต้องไข</p>
<p>ความจริงอันเรียบง่ายก็คือ เราทุกคนเป็นคนบาป (รม.3:23) พระเยซูทรงเข้ามาในโลกเพื่อช่วยเราจากโทษของความบาป คือความตายและการแยกจากพระองค์ชั่วนิรันดร์ (มธ.1:21; 1ปต.2:24) พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย (รม.10:9) และเรารอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณไปสู่ชีวิตนิรันดร์โดยการวางใจในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา (ยน.3:16)</p>
<p>ขอให้คุณพิจารณาว่าการเชื่อและวางใจในพระเยซูอย่างง่ายๆจะมีความหมายต่อคุณอย่างไร จงยอมให้พระองค์ประทาน “ชีวิต...[ที่ ]ครบบริบูรณ์” แก่คุณ (ยน.10:10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>การได้รับความรอดในพระเยซูจะมีความหมายต่อคุณอย่างไร ถ้าคุณรอดแล้ว ความเชื่อในพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ข้าพระองค์รู้ตัวว่าเป็นคนบาป ที่ได้ทำสิ่งผิดบาป ในสายพระเนตรพระองค์ ข้าพระองค์ยังรู้ว่าพระองค์ทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลก เพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความบาปของข้าพระองค์ โปรดยกโทษความบาปและไถ่ข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับความรอดที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ข้าพระองค์แล้ว!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 19 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6fe97f9c/4b7e7c3b.mp3" length="12166957" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ [ กิจการ 16:31 ]

เมื่อผมกับภรรยาไปขี่จักรยาน เรามักจะอยากรู้ว่าปั่นไปแล้วเป็นระยะทางเท่าไหร่ ผมจึงไปซื้อเครื่องวัดระยะทางจากร้านจักรยาน และกลับมาบ้านพร้อมกับคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่ผมพบว่าการตั้งค่านั้นค่อนข้างจะซับซ้อนไปหน่อย
ผมย้อนกลับไปที่ร้านจักรยาน คนที่ขายเครื่องให้ผมทำให้มันใช้งานได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผมจึงได้รู้ว่าการทำความเข้าใจวิธีใช้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
ในชีวิตของเรานั้นสิ่งใหม่ๆหรือแนวคิดใหม่ๆอาจดูซับซ้อน เช่นการคิดถึงเรื่องความรอด บางคนอาจคิดว่าการมาเป็นลูกของพระเจ้าเป็นเรื่องซับซ้อน
กระนั้น พระคัมภีร์อธิบายไว้อย่างเรียบง่ายว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31) ไม่มีกฎที่ต้องทำตามหรือปริศนาที่ต้องไข
ความจริงอันเรียบง่ายก็คือ เราทุกคนเป็นคนบาป (รม.3:23) พระเยซูทรงเข้ามาในโลกเพื่อช่วยเราจากโทษของความบาป คือความตายและการแยกจากพระองค์ชั่วนิรันดร์ (มธ.1:21; 1ปต.2:24) พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย (รม.10:9) และเรารอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณไปสู่ชีวิตนิรันดร์โดยการวางใจในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา (ยน.3:16)
ขอให้คุณพิจารณาว่าการเชื่อและวางใจในพระเยซูอย่างง่ายๆจะมีความหมายต่อคุณอย่างไร จงยอมให้พระองค์ประทาน “ชีวิต...[ที่ ]ครบบริบูรณ์” แก่คุณ (ยน.10:10)

การได้รับความรอดในพระเยซูจะมีความหมายต่อคุณอย่างไร ถ้าคุณรอดแล้ว ความเชื่อในพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ข้าพระองค์รู้ตัวว่าเป็นคนบาป ที่ได้ทำสิ่งผิดบาป ในสายพระเนตรพระองค์ ข้าพระองค์ยังรู้ว่าพระองค์ทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลก เพื่อสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความบาปของข้าพระองค์ โปรดยกโทษความบาปและไถ่ข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับความรอดที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ข้าพระองค์แล้ว!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ [ กิจการ 16:31 ]

เมื่อผมกับภรรยาไปขี่จักรยาน เรามักจะอยากรู้ว่าปั่นไปแล้วเป็นระยะทางเท่าไหร่ ผมจึงไปซื้อเครื่องวัดระยะทางจากร้านจักรยาน และกลับมาบ้านพร้อมกับคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่ผมพบว่าการตั้งค่านั้นค่อนข้างจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสวงหาความรักในพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แสวงหาความรักในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ae7ab41d-1dd6-49a1-940a-f9c159d4ef74</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9a3e9f9f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเห็นว่ายาโคบชังเลอาห์ [ ปฐมกาล 29:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนเป็นเด็กเมื่อเบนถูกถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เขาจะตอบว่า “ผมอยากเป็นเหมือนเดฟ” พี่ชายของเบนเป็นนักกีฬา เข้ากับคนง่าย และเป็นนักเรียนเรียนดี แต่เบนนั้นตรงกันข้าม เขาบอกว่า “ผมเล่นกีฬาไม่เก่ง ขี้อาย และมีปัญหาภาวะการเรียนรู้บกพร่อง ผมอยากสนิทกับเดฟมาตลอด แต่เขาไม่อยากสนิทกับผม เขาเรียกผมว่า ‘คนน่าเบื่อ’”</p>
<p>เบนใช้เวลามากมายในชีวิตไขว่คว้าความรักของพี่ชายโดยเปล่าประโยชน์ จนกระทั่งเบนมาเชื่อพระเยซู เขาจึงได้เรียนรู้ที่จะพักสงบในความรักขององค์พระผู้ช่วยให้รอดของเขา</p>
<p>เลอาห์ภรรยาคนแรกของยาโคบ ใช้เวลามากมายในชีวิตไขว่คว้าความรักจากสามี (ปฐก.29:32-35) แต่ยาโคบก็ยังคงรักแต่ราเชล พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของเลอาห์และชดเชยให้กับการที่เธอถูกปฏิเสธในชีวิต พระองค์ทรงอวยพรเธอโดยให้เธอได้เป็นมารดา ซึ่งถือเป็นเกียรติอันสูงสุดในวัฒนธรรมสมัยนั้น (ข้อ 31) ด้วยความรักของพระเจ้า พระองค์ทอดพระเนตรและฟังเสียงของเลอาห์ซึ่งถูกสามีมองข้ามและไม่รับฟัง (ข้อ 32-33) เธอให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคนและบุตรชายหกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือยูดาห์ผู้เป็นบรรพบุรุษของพระเยซู เธอกล่าวตอนคลอดเขาว่า “ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” (ข้อ 35) เลอาห์มีอายุยืนยาวในคานาอันและถูกฝังไว้ในสถานที่อันทรงเกียรติร่วมกับครอบครัวของยาโคบ (49:29-32)</p>
<p>เมื่อเราถูกมองข้าม ให้เราใช้เรื่องราวของเลอาห์เพื่อปลอบประโลมใจ เราสามารถพักสงบในความรักของพระเจ้าผู้ทรงชดเชยให้กับเราในสิ่งที่ขาดหายไป</p>
<p><br><strong>คุณจะพักสงบในความรักของพระเจ้าเมื่อถูกมองข้ามได้อย่างไร คุณจะมอบความเจ็บปวดของคุณไว้กับพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ความรักของพระองค์เยียวยาข้าพระองค์ ในทุกบาดแผลที่ข้าพระองค์ถูกปฏิเสธ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเห็นว่ายาโคบชังเลอาห์ [ ปฐมกาล 29:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนเป็นเด็กเมื่อเบนถูกถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เขาจะตอบว่า “ผมอยากเป็นเหมือนเดฟ” พี่ชายของเบนเป็นนักกีฬา เข้ากับคนง่าย และเป็นนักเรียนเรียนดี แต่เบนนั้นตรงกันข้าม เขาบอกว่า “ผมเล่นกีฬาไม่เก่ง ขี้อาย และมีปัญหาภาวะการเรียนรู้บกพร่อง ผมอยากสนิทกับเดฟมาตลอด แต่เขาไม่อยากสนิทกับผม เขาเรียกผมว่า ‘คนน่าเบื่อ’”</p>
<p>เบนใช้เวลามากมายในชีวิตไขว่คว้าความรักของพี่ชายโดยเปล่าประโยชน์ จนกระทั่งเบนมาเชื่อพระเยซู เขาจึงได้เรียนรู้ที่จะพักสงบในความรักขององค์พระผู้ช่วยให้รอดของเขา</p>
<p>เลอาห์ภรรยาคนแรกของยาโคบ ใช้เวลามากมายในชีวิตไขว่คว้าความรักจากสามี (ปฐก.29:32-35) แต่ยาโคบก็ยังคงรักแต่ราเชล พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของเลอาห์และชดเชยให้กับการที่เธอถูกปฏิเสธในชีวิต พระองค์ทรงอวยพรเธอโดยให้เธอได้เป็นมารดา ซึ่งถือเป็นเกียรติอันสูงสุดในวัฒนธรรมสมัยนั้น (ข้อ 31) ด้วยความรักของพระเจ้า พระองค์ทอดพระเนตรและฟังเสียงของเลอาห์ซึ่งถูกสามีมองข้ามและไม่รับฟัง (ข้อ 32-33) เธอให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคนและบุตรชายหกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือยูดาห์ผู้เป็นบรรพบุรุษของพระเยซู เธอกล่าวตอนคลอดเขาว่า “ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” (ข้อ 35) เลอาห์มีอายุยืนยาวในคานาอันและถูกฝังไว้ในสถานที่อันทรงเกียรติร่วมกับครอบครัวของยาโคบ (49:29-32)</p>
<p>เมื่อเราถูกมองข้าม ให้เราใช้เรื่องราวของเลอาห์เพื่อปลอบประโลมใจ เราสามารถพักสงบในความรักของพระเจ้าผู้ทรงชดเชยให้กับเราในสิ่งที่ขาดหายไป</p>
<p><br><strong>คุณจะพักสงบในความรักของพระเจ้าเมื่อถูกมองข้ามได้อย่างไร คุณจะมอบความเจ็บปวดของคุณไว้กับพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ความรักของพระองค์เยียวยาข้าพระองค์ ในทุกบาดแผลที่ข้าพระองค์ถูกปฏิเสธ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 18 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9a3e9f9f/6db36077.mp3" length="12348773" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเห็นว่ายาโคบชังเลอาห์ [ ปฐมกาล 29:31 ]

ตอนเป็นเด็กเมื่อเบนถูกถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เขาจะตอบว่า “ผมอยากเป็นเหมือนเดฟ” พี่ชายของเบนเป็นนักกีฬา เข้ากับคนง่าย และเป็นนักเรียนเรียนดี แต่เบนนั้นตรงกันข้าม เขาบอกว่า “ผมเล่นกีฬาไม่เก่ง ขี้อาย และมีปัญหาภาวะการเรียนรู้บกพร่อง ผมอยากสนิทกับเดฟมาตลอด แต่เขาไม่อยากสนิทกับผม เขาเรียกผมว่า ‘คนน่าเบื่อ’”
เบนใช้เวลามากมายในชีวิตไขว่คว้าความรักของพี่ชายโดยเปล่าประโยชน์ จนกระทั่งเบนมาเชื่อพระเยซู เขาจึงได้เรียนรู้ที่จะพักสงบในความรักขององค์พระผู้ช่วยให้รอดของเขา
เลอาห์ภรรยาคนแรกของยาโคบ ใช้เวลามากมายในชีวิตไขว่คว้าความรักจากสามี (ปฐก.29:32-35) แต่ยาโคบก็ยังคงรักแต่ราเชล พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของเลอาห์และชดเชยให้กับการที่เธอถูกปฏิเสธในชีวิต พระองค์ทรงอวยพรเธอโดยให้เธอได้เป็นมารดา ซึ่งถือเป็นเกียรติอันสูงสุดในวัฒนธรรมสมัยนั้น (ข้อ 31) ด้วยความรักของพระเจ้า พระองค์ทอดพระเนตรและฟังเสียงของเลอาห์ซึ่งถูกสามีมองข้ามและไม่รับฟัง (ข้อ 32-33) เธอให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคนและบุตรชายหกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือยูดาห์ผู้เป็นบรรพบุรุษของพระเยซู เธอกล่าวตอนคลอดเขาว่า “ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า” (ข้อ 35) เลอาห์มีอายุยืนยาวในคานาอันและถูกฝังไว้ในสถานที่อันทรงเกียรติร่วมกับครอบครัวของยาโคบ (49:29-32)
เมื่อเราถูกมองข้าม ให้เราใช้เรื่องราวของเลอาห์เพื่อปลอบประโลมใจ เราสามารถพักสงบในความรักของพระเจ้าผู้ทรงชดเชยให้กับเราในสิ่งที่ขาดหายไป
คุณจะพักสงบในความรักของพระเจ้าเมื่อถูกมองข้ามได้อย่างไร คุณจะมอบความเจ็บปวดของคุณไว้กับพระองค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ความรักของพระองค์เยียวยาข้าพระองค์ ในทุกบาดแผลที่ข้าพระองค์ถูกปฏิเสธ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเห็นว่ายาโคบชังเลอาห์ [ ปฐมกาล 29:31 ]

ตอนเป็นเด็กเมื่อเบนถูกถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เขาจะตอบว่า “ผมอยากเป็นเหมือนเดฟ” พี่ชายของเบนเป็นนักกีฬา เข้ากับคนง่าย และเป็นนักเรียนเรียนดี แต่เบนนั้นตรงกันข้าม เขาบอกว่า “ผมเล่นกีฬาไม่เก่ง ขี้อาย </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีการให้คะแนนปลอม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่มีการให้คะแนนปลอม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4e0f0788-33cc-47af-aa08-244ebc3bea0a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a4268676</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ลูกค้าที่ใช้บริการแอปเรียกรถสาธารณะเล่าว่า เขาต้องทนกับคนขับรถที่กินผลไม้ที่มีกลิ่นแรงที่สุดในโลก คนขับรถอีกคนที่ทะเลาะกับแฟนสาว และอีกคนที่พยายามชวนให้เขาลงทุนแชร์ลูกโซ่ ในแต่ละครั้งแทนที่จะให้คะแนนแย่ เขากลับให้คะแนนคนขับรถห้าดาวทุกครั้ง เขาอธิบายว่า “พวกเขาทั้งหมดดูเป็นคนดี ผมไม่อยากให้พวกเขาถูกไล่ออกจากแอปเพราะการให้คะแนนแย่ๆของผม” เขาให้คำวิจารณ์เท็จ โดยไม่บอกความจริงกับคนขับรถ...และคนอื่นๆ</p>
<p>ด้วยเหตุผลต่างๆทำให้เราไม่พูดความจริงกับผู้อื่น แต่อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเอเฟซัสให้พูดความจริงด้วยความรักแก่กันเหมือนผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในพระคริสต์ การจะทำเช่นนี้ได้จำเป็นจะต้องมีการบ่มเพาะนิสัยแห่ง “ความชอบธรรมและความบริสุทธิ์” (อฟ.4:24) คือการดำเนินชีวิตที่แยกออกมาเพื่อพระองค์ และสะท้อนวิถีของพระองค์ พวกเขาต้องแทนที่การโกหกด้วยการพูดความจริงต่อกัน เพราะการโกหกทำให้เกิดความแตกแยกและทำลายความสัมพันธ์ ขณะที่ความจริงทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะผู้เชื่อ ท่านเขียนว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน” (ข้อ 25)</p>
<p>พระเยซูประทานความกล้าหาญแก่เราเพื่อจะต่อต้านการโกหกและการให้ “คะแนนปลอม” แก่กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อพระองค์ทรงนำเราให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก ก็จะทำให้เราแบ่งปันความจริงด้วยความ “เมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน” (ข้อ 32)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปิดบังความจริงจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เพราะเหตุใดการพูดเรื่องที่เป็นความจริงอย่างตรงไปตรงมาจึงมีความสำคัญ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงตัวตนที่แท้จริงในความสัมพันธ์ของข้าพระองค์โดยไม่เสแสร้ง ด้วยความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์และต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ลูกค้าที่ใช้บริการแอปเรียกรถสาธารณะเล่าว่า เขาต้องทนกับคนขับรถที่กินผลไม้ที่มีกลิ่นแรงที่สุดในโลก คนขับรถอีกคนที่ทะเลาะกับแฟนสาว และอีกคนที่พยายามชวนให้เขาลงทุนแชร์ลูกโซ่ ในแต่ละครั้งแทนที่จะให้คะแนนแย่ เขากลับให้คะแนนคนขับรถห้าดาวทุกครั้ง เขาอธิบายว่า “พวกเขาทั้งหมดดูเป็นคนดี ผมไม่อยากให้พวกเขาถูกไล่ออกจากแอปเพราะการให้คะแนนแย่ๆของผม” เขาให้คำวิจารณ์เท็จ โดยไม่บอกความจริงกับคนขับรถ...และคนอื่นๆ</p>
<p>ด้วยเหตุผลต่างๆทำให้เราไม่พูดความจริงกับผู้อื่น แต่อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเอเฟซัสให้พูดความจริงด้วยความรักแก่กันเหมือนผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในพระคริสต์ การจะทำเช่นนี้ได้จำเป็นจะต้องมีการบ่มเพาะนิสัยแห่ง “ความชอบธรรมและความบริสุทธิ์” (อฟ.4:24) คือการดำเนินชีวิตที่แยกออกมาเพื่อพระองค์ และสะท้อนวิถีของพระองค์ พวกเขาต้องแทนที่การโกหกด้วยการพูดความจริงต่อกัน เพราะการโกหกทำให้เกิดความแตกแยกและทำลายความสัมพันธ์ ขณะที่ความจริงทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะผู้เชื่อ ท่านเขียนว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน” (ข้อ 25)</p>
<p>พระเยซูประทานความกล้าหาญแก่เราเพื่อจะต่อต้านการโกหกและการให้ “คะแนนปลอม” แก่กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อพระองค์ทรงนำเราให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก ก็จะทำให้เราแบ่งปันความจริงด้วยความ “เมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน” (ข้อ 32)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปิดบังความจริงจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เพราะเหตุใดการพูดเรื่องที่เป็นความจริงอย่างตรงไปตรงมาจึงมีความสำคัญ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงตัวตนที่แท้จริงในความสัมพันธ์ของข้าพระองค์โดยไม่เสแสร้ง ด้วยความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์และต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 17 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a4268676/4927a91a.mp3" length="11384955" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>​จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]

ลูกค้าที่ใช้บริการแอปเรียกรถสาธารณะเล่าว่า เขาต้องทนกับคนขับรถที่กินผลไม้ที่มีกลิ่นแรงที่สุดในโลก คนขับรถอีกคนที่ทะเลาะกับแฟนสาว และอีกคนที่พยายามชวนให้เขาลงทุนแชร์ลูกโซ่ ในแต่ละครั้งแทนที่จะให้คะแนนแย่ เขากลับให้คะแนนคนขับรถห้าดาวทุกครั้ง เขาอธิบายว่า “พวกเขาทั้งหมดดูเป็นคนดี ผมไม่อยากให้พวกเขาถูกไล่ออกจากแอปเพราะการให้คะแนนแย่ๆของผม” เขาให้คำวิจารณ์เท็จ โดยไม่บอกความจริงกับคนขับรถ...และคนอื่นๆ
ด้วยเหตุผลต่างๆทำให้เราไม่พูดความจริงกับผู้อื่น แต่อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเอเฟซัสให้พูดความจริงด้วยความรักแก่กันเหมือนผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในพระคริสต์ การจะทำเช่นนี้ได้จำเป็นจะต้องมีการบ่มเพาะนิสัยแห่ง “ความชอบธรรมและความบริสุทธิ์” (อฟ.4:24) คือการดำเนินชีวิตที่แยกออกมาเพื่อพระองค์ และสะท้อนวิถีของพระองค์ พวกเขาต้องแทนที่การโกหกด้วยการพูดความจริงต่อกัน เพราะการโกหกทำให้เกิดความแตกแยกและทำลายความสัมพันธ์ ขณะที่ความจริงทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะผู้เชื่อ ท่านเขียนว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน” (ข้อ 25)
พระเยซูประทานความกล้าหาญแก่เราเพื่อจะต่อต้านการโกหกและการให้ “คะแนนปลอม” แก่กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อพระองค์ทรงนำเราให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก ก็จะทำให้เราแบ่งปันความจริงด้วยความ “เมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน” (ข้อ 32)

เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปิดบังความจริงจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เพราะเหตุใดการพูดเรื่องที่เป็นความจริงอย่างตรงไปตรงมาจึงมีความสำคัญ
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สำแดงตัวตนที่แท้จริงในความสัมพันธ์ของข้าพระองค์โดยไม่เสแสร้ง ด้วยความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์และต่อผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]

ลูกค้าที่ใช้บริการแอปเรียกรถสาธารณะเล่าว่า เขาต้องทนกับคนขับรถที่กินผลไม้ที่มีกลิ่นแรงที่สุดในโลก คนขับรถอีกคนที่ทะเลาะกับแฟนสาว และอีกคนที่พยายามชวนให้เขา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความยับยั้งชั่งใจอย่างชาญฉลาดในพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความยับยั้งชั่งใจอย่างชาญฉลาดในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8568397f-31e2-4059-ade7-3c7350605132</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/eceeda41</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา [ สุภาษิต 29: 20 ]</p>
<p><br></p>
<p>หลังการสูญเสียมหาศาลที่เกตตี้สเบิร์กในสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1863) นายพลโรเบิร์ต อี.ลีได้นำกองกำลังที่ถูกตีพ่ายกลับไปยังดินแดนฝ่ายใต้ ฝนที่ตกหนักจนแม่น้ำโปโตแมคเอ่อล้นขัดขวางการถอยทัพของเขา ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นบอกให้นายพลจอร์จ มีต บุกโจมตี แต่ทหารของมีตเหนื่อยล้าพอๆกับทหารของลี เขาจึงให้กองทัพของเขาพัก</p>
<p>ลินคอล์นหยิบปากกาขนนกขึ้นมาเขียนจดหมายซึ่งเขาสารภาพว่าเขา “ทุกข์ใจอย่างเหลือล้น” ที่มีตฝ่าฝืนคำสั่งให้ไล่ล่าลี บนซองปรากฏข้อความที่ประธานาธิบดีเขียนด้วยลายมือว่า “ถึงนายพลมีต ไม่เคยส่ง หรือลงนาม” และก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ</p>
<p>เป็นเวลานานก่อนสมัยของลินคอล์น ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่งก็ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะมีเหตุผลเพียงใด ความโกรธก็นับว่าเป็นพลังที่มีอำนาจและอันตราย “เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือ” กษัตริย์ซาโลมอนถาม “ยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา” (สภษ.29:20) ซาโลมอนทรงทราบว่า “พระราชาทรงให้เสถียรภาพแก่แผ่นดินด้วยความยุติธรรม” (ข้อ 4) และทรงเข้าใจว่า “คนโง่ย่อมให้ความโกรธของเขาพลุ่งออกมาเต็มที่ แต่ปราชญ์ย่อมยับยั้งโทสะไว้เงียบๆ” (ข้อ 11)</p>
<p>และในท้ายที่สุด การไม่ส่งจดหมายฉบับนั้นได้ช่วยป้องกันลินคอล์นจากการทำลายขวัญกำลังใจนายพลระดับสูงของเขา ช่วยให้ชนะสงคราม และมีส่วนในการเยียวยาประเทศชาติ เราควรเรียนรู้จากแบบอย่างในการยับยั้งชั่งใจอันชาญฉลาดของเขา</p>
<p><br><strong>เหตุใดการระบายอารมณ์ของคุณด้วยความระมัดระวังจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรในครั้งต่อไปที่คุณโกรธ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอมอบอารมณ์ของข้าพระองค์ให้กับพระองค์ เพื่อพระวิญญาณของพระองค์จะช่วยให้ข้าพระองค์หลีกเลี่ยงการพูดโดยไม่ยั้งคิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา [ สุภาษิต 29: 20 ]</p>
<p><br></p>
<p>หลังการสูญเสียมหาศาลที่เกตตี้สเบิร์กในสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1863) นายพลโรเบิร์ต อี.ลีได้นำกองกำลังที่ถูกตีพ่ายกลับไปยังดินแดนฝ่ายใต้ ฝนที่ตกหนักจนแม่น้ำโปโตแมคเอ่อล้นขัดขวางการถอยทัพของเขา ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นบอกให้นายพลจอร์จ มีต บุกโจมตี แต่ทหารของมีตเหนื่อยล้าพอๆกับทหารของลี เขาจึงให้กองทัพของเขาพัก</p>
<p>ลินคอล์นหยิบปากกาขนนกขึ้นมาเขียนจดหมายซึ่งเขาสารภาพว่าเขา “ทุกข์ใจอย่างเหลือล้น” ที่มีตฝ่าฝืนคำสั่งให้ไล่ล่าลี บนซองปรากฏข้อความที่ประธานาธิบดีเขียนด้วยลายมือว่า “ถึงนายพลมีต ไม่เคยส่ง หรือลงนาม” และก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ</p>
<p>เป็นเวลานานก่อนสมัยของลินคอล์น ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่งก็ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะมีเหตุผลเพียงใด ความโกรธก็นับว่าเป็นพลังที่มีอำนาจและอันตราย “เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือ” กษัตริย์ซาโลมอนถาม “ยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา” (สภษ.29:20) ซาโลมอนทรงทราบว่า “พระราชาทรงให้เสถียรภาพแก่แผ่นดินด้วยความยุติธรรม” (ข้อ 4) และทรงเข้าใจว่า “คนโง่ย่อมให้ความโกรธของเขาพลุ่งออกมาเต็มที่ แต่ปราชญ์ย่อมยับยั้งโทสะไว้เงียบๆ” (ข้อ 11)</p>
<p>และในท้ายที่สุด การไม่ส่งจดหมายฉบับนั้นได้ช่วยป้องกันลินคอล์นจากการทำลายขวัญกำลังใจนายพลระดับสูงของเขา ช่วยให้ชนะสงคราม และมีส่วนในการเยียวยาประเทศชาติ เราควรเรียนรู้จากแบบอย่างในการยับยั้งชั่งใจอันชาญฉลาดของเขา</p>
<p><br><strong>เหตุใดการระบายอารมณ์ของคุณด้วยความระมัดระวังจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรในครั้งต่อไปที่คุณโกรธ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอมอบอารมณ์ของข้าพระองค์ให้กับพระองค์ เพื่อพระวิญญาณของพระองค์จะช่วยให้ข้าพระองค์หลีกเลี่ยงการพูดโดยไม่ยั้งคิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 16 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eceeda41/6d7a2b11.mp3" length="12054562" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>754</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา [ สุภาษิต 29: 20 ]

หลังการสูญเสียมหาศาลที่เกตตี้สเบิร์กในสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1863) นายพลโรเบิร์ต อี.ลีได้นำกองกำลังที่ถูกตีพ่ายกลับไปยังดินแดนฝ่ายใต้ ฝนที่ตกหนักจนแม่น้ำโปโตแมคเอ่อล้นขัดขวางการถอยทัพของเขา ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นบอกให้นายพลจอร์จ มีต บุกโจมตี แต่ทหารของมีตเหนื่อยล้าพอๆกับทหารของลี เขาจึงให้กองทัพของเขาพัก
ลินคอล์นหยิบปากกาขนนกขึ้นมาเขียนจดหมายซึ่งเขาสารภาพว่าเขา “ทุกข์ใจอย่างเหลือล้น” ที่มีตฝ่าฝืนคำสั่งให้ไล่ล่าลี บนซองปรากฏข้อความที่ประธานาธิบดีเขียนด้วยลายมือว่า “ถึงนายพลมีต ไม่เคยส่ง หรือลงนาม” และก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ
เป็นเวลานานก่อนสมัยของลินคอล์น ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่งก็ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะมีเหตุผลเพียงใด ความโกรธก็นับว่าเป็นพลังที่มีอำนาจและอันตราย “เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือ” กษัตริย์ซาโลมอนถาม “ยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา” (สภษ.29:20) ซาโลมอนทรงทราบว่า “พระราชาทรงให้เสถียรภาพแก่แผ่นดินด้วยความยุติธรรม” (ข้อ 4) และทรงเข้าใจว่า “คนโง่ย่อมให้ความโกรธของเขาพลุ่งออกมาเต็มที่ แต่ปราชญ์ย่อมยับยั้งโทสะไว้เงียบๆ” (ข้อ 11)
และในท้ายที่สุด การไม่ส่งจดหมายฉบับนั้นได้ช่วยป้องกันลินคอล์นจากการทำลายขวัญกำลังใจนายพลระดับสูงของเขา ช่วยให้ชนะสงคราม และมีส่วนในการเยียวยาประเทศชาติ เราควรเรียนรู้จากแบบอย่างในการยับยั้งชั่งใจอันชาญฉลาดของเขา
เหตุใดการระบายอารมณ์ของคุณด้วยความระมัดระวังจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรในครั้งต่อไปที่คุณโกรธ
ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอมอบอารมณ์ของข้าพระองค์ให้กับพระองค์ เพื่อพระวิญญาณของพระองค์จะช่วยให้ข้าพระองค์หลีกเลี่ยงการพูดโดยไม่ยั้งคิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าเห็นคนที่ปากไวหรือยังมีหวังในคนโง่มากกว่าเขา [ สุภาษิต 29: 20 ]

หลังการสูญเสียมหาศาลที่เกตตี้สเบิร์กในสงครามกลางเมืองอเมริกา (ค.ศ.1863) นายพลโรเบิร์ต อี.ลีได้นำกองกำลังที่ถูกตีพ่ายกลับไปยังดินแดนฝ่ายใต้ ฝนที่ตกหนักจนแม่น้ำโปโตแมคเอ่อล้นขัดขวางการถอยท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สะท้อนพระเมตตาของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สะท้อนพระเมตตาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bff20bb6-6687-4f6a-90b9-8cf872ca8164</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b0853b86</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน [ มัทธิว 7:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในสงครามฤดูหนาวสามเดือนกับรัสเซีย (ค.ศ.1939-1940) ทหารฟินแลนด์นายหนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ในสนามรบ ทหารรัสเซียเดินตรงมาทางเขาพร้อมกับเล็งปืนไรเฟิลมา ทหารฟินแลนด์แน่ใจว่าชีวิตเขาคงจะจบสิ้นแล้ว แต่ทหารรัสเซียกลับมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วจากไป น่าแปลกที่ต่อมาทหารฟินแลนด์นายนี้พบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกันอีกครั้ง เพียงแต่สลับบทบาท เขาพบทหารรัสเซียนอนบาดเจ็บอย่างหมดหนทางในสนามรบ เขาจึงมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วเดินจากไป</p>
<p>พระเยซูประทานหลักการสำคัญที่เป็นแนวทางสำหรับชีวิตของเราคือ “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” (มธ.7:12) คุณนึกภาพออกไหมว่าโลกจะต่างไปจากนี้เพียงใดหากผู้เชื่อทำตามหลักการง่ายๆข้อนี้ เราคาดการณ์ได้ไหมว่าการกดขี่จะลดลงเพียงใดหากเราร่วมใจกันเชื่อฟังสติปัญญาจากพระเยซู ถ้าเพียงแต่เราจะทำตามที่พระองค์ทรงสอนเรา โดยแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาต่อผู้อื่นซึ่งเราหวังว่าจะได้รับเช่นกัน ขณะที่เรา “ให้ของดี” แก่ผู้อื่น เราก็สะท้อนพระทัยของ “พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ [ผู้ประทาน]ของดีแก่ผู้ที่” พระองค์ทรงรัก (ข้อ 11)</p>
<p>เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองว่าผู้อื่นเป็นศัตรู คนแปลกหน้า หรือผู้คนที่เราแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรหรือโอกาส แต่ควรมองว่าพวกเขาต้องการความเมตตาและน้ำใจเช่นเดียวกับที่เราต้องการ เมื่อทำเช่นนั้นท่าทีและมุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป และโดยการจัดเตรียมของพระเจ้า เราก็จะเต็มใจมอบความรักที่พระองค์ทรงเต็มพระทัยประทานแก่เราให้กับพวกเขา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่คุณต้องการให้เขาปฏิบัติต่อคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญ พระเยซูจะทรงช่วยคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนพระเมตตาและความรักของพระองค์ในวิธีที่ข้าพระองค์ปฏิบัติต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน [ มัทธิว 7:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในสงครามฤดูหนาวสามเดือนกับรัสเซีย (ค.ศ.1939-1940) ทหารฟินแลนด์นายหนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ในสนามรบ ทหารรัสเซียเดินตรงมาทางเขาพร้อมกับเล็งปืนไรเฟิลมา ทหารฟินแลนด์แน่ใจว่าชีวิตเขาคงจะจบสิ้นแล้ว แต่ทหารรัสเซียกลับมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วจากไป น่าแปลกที่ต่อมาทหารฟินแลนด์นายนี้พบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกันอีกครั้ง เพียงแต่สลับบทบาท เขาพบทหารรัสเซียนอนบาดเจ็บอย่างหมดหนทางในสนามรบ เขาจึงมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วเดินจากไป</p>
<p>พระเยซูประทานหลักการสำคัญที่เป็นแนวทางสำหรับชีวิตของเราคือ “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” (มธ.7:12) คุณนึกภาพออกไหมว่าโลกจะต่างไปจากนี้เพียงใดหากผู้เชื่อทำตามหลักการง่ายๆข้อนี้ เราคาดการณ์ได้ไหมว่าการกดขี่จะลดลงเพียงใดหากเราร่วมใจกันเชื่อฟังสติปัญญาจากพระเยซู ถ้าเพียงแต่เราจะทำตามที่พระองค์ทรงสอนเรา โดยแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาต่อผู้อื่นซึ่งเราหวังว่าจะได้รับเช่นกัน ขณะที่เรา “ให้ของดี” แก่ผู้อื่น เราก็สะท้อนพระทัยของ “พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ [ผู้ประทาน]ของดีแก่ผู้ที่” พระองค์ทรงรัก (ข้อ 11)</p>
<p>เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองว่าผู้อื่นเป็นศัตรู คนแปลกหน้า หรือผู้คนที่เราแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรหรือโอกาส แต่ควรมองว่าพวกเขาต้องการความเมตตาและน้ำใจเช่นเดียวกับที่เราต้องการ เมื่อทำเช่นนั้นท่าทีและมุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป และโดยการจัดเตรียมของพระเจ้า เราก็จะเต็มใจมอบความรักที่พระองค์ทรงเต็มพระทัยประทานแก่เราให้กับพวกเขา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่คุณต้องการให้เขาปฏิบัติต่อคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญ พระเยซูจะทรงช่วยคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนพระเมตตาและความรักของพระองค์ในวิธีที่ข้าพระองค์ปฏิบัติต่อผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 15 Feb 2025 16:35:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b0853b86/037f1734.mp3" length="10499308" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน [ มัทธิว 7:12 ]

ในสงครามฤดูหนาวสามเดือนกับรัสเซีย (ค.ศ.1939-1940) ทหารฟินแลนด์นายหนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ในสนามรบ ทหารรัสเซียเดินตรงมาทางเขาพร้อมกับเล็งปืนไรเฟิลมา ทหารฟินแลนด์แน่ใจว่าชีวิตเขาคงจะจบสิ้นแล้ว แต่ทหารรัสเซียกลับมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วจากไป น่าแปลกที่ต่อมาทหารฟินแลนด์นายนี้พบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกันอีกครั้ง เพียงแต่สลับบทบาท เขาพบทหารรัสเซียนอนบาดเจ็บอย่างหมดหนทางในสนามรบ เขาจึงมอบชุดปฐมพยาบาลให้แล้วเดินจากไป
พระเยซูประทานหลักการสำคัญที่เป็นแนวทางสำหรับชีวิตของเราคือ “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” (มธ.7:12) คุณนึกภาพออกไหมว่าโลกจะต่างไปจากนี้เพียงใดหากผู้เชื่อทำตามหลักการง่ายๆข้อนี้ เราคาดการณ์ได้ไหมว่าการกดขี่จะลดลงเพียงใดหากเราร่วมใจกันเชื่อฟังสติปัญญาจากพระเยซู ถ้าเพียงแต่เราจะทำตามที่พระองค์ทรงสอนเรา โดยแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาต่อผู้อื่นซึ่งเราหวังว่าจะได้รับเช่นกัน ขณะที่เรา “ให้ของดี” แก่ผู้อื่น เราก็สะท้อนพระทัยของ “พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ [ผู้ประทาน]ของดีแก่ผู้ที่” พระองค์ทรงรัก (ข้อ 11)
เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองว่าผู้อื่นเป็นศัตรู คนแปลกหน้า หรือผู้คนที่เราแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรหรือโอกาส แต่ควรมองว่าพวกเขาต้องการความเมตตาและน้ำใจเช่นเดียวกับที่เราต้องการ เมื่อทำเช่นนั้นท่าทีและมุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป และโดยการจัดเตรียมของพระเจ้า เราก็จะเต็มใจมอบความรักที่พระองค์ทรงเต็มพระทัยประทานแก่เราให้กับพวกเขา

เหตุใดการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่คุณต้องการให้เขาปฏิบัติต่อคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญ พระเยซูจะทรงช่วยคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนพระเมตตาและความรักของพระองค์ในวิธีที่ข้าพระองค์ปฏิบัติต่อผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน [ มัทธิว 7:12 ]

ในสงครามฤดูหนาวสามเดือนกับรัสเซีย (ค.ศ.1939-1940) ทหารฟินแลนด์นายหนึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ในสนามรบ ทหารรัสเซียเดินตรงมาทางเขาพร้อมกับเล็งปืนไรเฟิลมา ทหารฟินแลนด์แน่ใจว่าชีวิตเขาคงจะจบส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">341fdff9-77d3-443a-9412-7487ed4ba0a5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c876a1e7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่...ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป [ ฮีบรู 4:14-15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักออกแบบตกแต่งภายในจากรายการปรับแต่งบ้านต่างชื่นชมกระเบื้องเซรามิกทำมือที่ถูกเลือกไว้สำหรับพื้นที่อาบน้ำใหม่ของบ้าน กระเบื้องทำมือเหล่านี้แตกต่างจากกระเบื้องที่ผลิตจากโรงงานเพื่อจำหน่ายซึ่งเหมือนกันไปหมด พวกมัน “สมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ” ความไม่สมบูรณ์แบบทำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเพิ่มเสน่ห์และสไตล์ให้กับพื้นที่ใช้งานอื่นๆด้วย</p>
<p>ผมมีความรู้เพียงเล็กน้อยในเรื่องของสไตล์หรือเสน่ห์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเรื่องที่ว่ากระเบื้องมีส่วนทำให้ดูดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไร แม้กระเบื้องพวกนั้นจะสมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ (เสด็จมาในโลกในสถานะมนุษย์คนหนึ่ง) พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ผู้เขียนฮีบรูยืนยันว่า “เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป” (ฮบ.4:15) ไม่มีครั้งใดเลยในการดำเนินชีวิตบนโลกของพระเยซูที่พระองค์จะตรัสถ้อยคำที่ผิดบาปหรือกระทำความบาป พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ</p>
<p>ฮีบรูกล่าวสิ่งที่หนุนใจเราไว้ว่า “ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา” คือในพระเยซู (ข้อ 14) เพราะพระองค์ทรงเข้าใจและเห็นใจในความยากลำบากที่เราเผชิญ พระองค์เคยอยู่ที่นั่นและผ่านมันมาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ตินี้ทรงสามารถช่วยเราได้ในทุกสิ่ง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองปรากฏออกมาเมื่อใด คุณจะขอบพระคุณพระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบผู้ทรงอดทนต่อทุกสิ่ง ในฐานะมหาปุโรหิตที่สมบูรณ์แบบต่อพระพักตร์พระบิดาของเราได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซู ที่พระองค์ทรงดำเนินชีวิต เดิน และทำงานในโลกที่แตกสลายของเรา โดย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่...ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป [ ฮีบรู 4:14-15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักออกแบบตกแต่งภายในจากรายการปรับแต่งบ้านต่างชื่นชมกระเบื้องเซรามิกทำมือที่ถูกเลือกไว้สำหรับพื้นที่อาบน้ำใหม่ของบ้าน กระเบื้องทำมือเหล่านี้แตกต่างจากกระเบื้องที่ผลิตจากโรงงานเพื่อจำหน่ายซึ่งเหมือนกันไปหมด พวกมัน “สมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ” ความไม่สมบูรณ์แบบทำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเพิ่มเสน่ห์และสไตล์ให้กับพื้นที่ใช้งานอื่นๆด้วย</p>
<p>ผมมีความรู้เพียงเล็กน้อยในเรื่องของสไตล์หรือเสน่ห์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเรื่องที่ว่ากระเบื้องมีส่วนทำให้ดูดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไร แม้กระเบื้องพวกนั้นจะสมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ (เสด็จมาในโลกในสถานะมนุษย์คนหนึ่ง) พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ผู้เขียนฮีบรูยืนยันว่า “เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป” (ฮบ.4:15) ไม่มีครั้งใดเลยในการดำเนินชีวิตบนโลกของพระเยซูที่พระองค์จะตรัสถ้อยคำที่ผิดบาปหรือกระทำความบาป พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ</p>
<p>ฮีบรูกล่าวสิ่งที่หนุนใจเราไว้ว่า “ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา” คือในพระเยซู (ข้อ 14) เพราะพระองค์ทรงเข้าใจและเห็นใจในความยากลำบากที่เราเผชิญ พระองค์เคยอยู่ที่นั่นและผ่านมันมาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ตินี้ทรงสามารถช่วยเราได้ในทุกสิ่ง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองปรากฏออกมาเมื่อใด คุณจะขอบพระคุณพระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบผู้ทรงอดทนต่อทุกสิ่ง ในฐานะมหาปุโรหิตที่สมบูรณ์แบบต่อพระพักตร์พระบิดาของเราได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซู ที่พระองค์ทรงดำเนินชีวิต เดิน และทำงานในโลกที่แตกสลายของเรา โดย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 14 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c876a1e7/144d5d41.mp3" length="12480452" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>780</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่...ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป [ ฮีบรู 4:14-15 ]

นักออกแบบตกแต่งภายในจากรายการปรับแต่งบ้านต่างชื่นชมกระเบื้องเซรามิกทำมือที่ถูกเลือกไว้สำหรับพื้นที่อาบน้ำใหม่ของบ้าน กระเบื้องทำมือเหล่านี้แตกต่างจากกระเบื้องที่ผลิตจากโรงงานเพื่อจำหน่ายซึ่งเหมือนกันไปหมด พวกมัน “สมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ” ความไม่สมบูรณ์แบบทำให้กระเบื้องแต่ละแผ่นมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเพิ่มเสน่ห์และสไตล์ให้กับพื้นที่ใช้งานอื่นๆด้วย
ผมมีความรู้เพียงเล็กน้อยในเรื่องของสไตล์หรือเสน่ห์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเรื่องที่ว่ากระเบื้องมีส่วนทำให้ดูดีขึ้นหรือแย่ลงได้อย่างไร แม้กระเบื้องพวกนั้นจะสมบูรณ์แบบเพราะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อพระเยซูทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ (เสด็จมาในโลกในสถานะมนุษย์คนหนึ่ง) พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ผู้เขียนฮีบรูยืนยันว่า “เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป” (ฮบ.4:15) ไม่มีครั้งใดเลยในการดำเนินชีวิตบนโลกของพระเยซูที่พระองค์จะตรัสถ้อยคำที่ผิดบาปหรือกระทำความบาป พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ
ฮีบรูกล่าวสิ่งที่หนุนใจเราไว้ว่า “ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา” คือในพระเยซู (ข้อ 14) เพราะพระองค์ทรงเข้าใจและเห็นใจในความยากลำบากที่เราเผชิญ พระองค์เคยอยู่ที่นั่นและผ่านมันมาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ตินี้ทรงสามารถช่วยเราได้ในทุกสิ่ง

คุณเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองปรากฏออกมาเมื่อใด คุณจะขอบพระคุณพระผู้ช่วยให้รอดที่สมบูรณ์แบบผู้ทรงอดทนต่อทุกสิ่ง ในฐานะมหาปุโรหิตที่สมบูรณ์แบบต่อพระพักตร์พระบิดาของเราได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซู ที่พระองค์ทรงดำเนินชีวิต เดิน และทำงานในโลกที่แตกสลายของเรา โดย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่...ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป [ ฮีบรู 4:14-15 ]

นักออกแบบตกแต่งภายในจากรายการปรับแต่งบ้านต่างชื่นชมกระเบื้องเซรามิกทำมือที่ถูกเลือกไว้สำหรับพื้นที่อาบน้ำใหม่ของบ้าน กระเบื้องทำมือเหล่าน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แต่งงานกับความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แต่งงานกับความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f9482f53-6109-4eb4-9909-8a0a1a7b52ba</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e3223845</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น [ 1 โครินธิ์ 13:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในงานแต่งงานของเมเรดิธ แม่ของเธออ่านพระวจนะตอนที่แสนไพเราะจากพระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “บทแห่งความรัก” ของพระคัมภีร์ ข้อความฟังดูเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับโอกาสนี้ “ความ​รัก​นั้น​ก็​อดทน​นาน​และ​กระทำ​คุณ​ให้ ความ​รัก​ไม่​อิจฉา ไม่​อวด​ตัว ไม่​หยิ่ง​ผยอง” (ข้อ 4) เมื่อฟังแล้วฉันนึกสงสัยว่าบ่าวสาวยุคใหม่จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดทำให้อัครทูตเปาโลกล่าวถ้อยคำที่ซาบซึ้งเหล่านี้ เปาโลไม่ได้เขียนกลอนรัก ท่านเขียนคำวิงวอนต่อคริสตจักรที่แตกแยกด้วยความพยายามที่จะเยียวยา​การ​แบ่งแยกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น</p>
<p>พูดง่ายๆก็คือคริสตจักรในเมืองโครินธ์ “ยุ่งเหยิง” นักวิชาการดักลาส เอ แคมป์เบลล์กล่าว ปัญหาร้ายแรงมีตั้งแต่การร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง การค้าประเวณี และการแก่งแย่งชิงดีในบรรดาผู้นำ สมาชิกฟ้องร้องเป็นความกัน การนมัสการก็มักจะวุ่นวายเพราะคนที่พูดภาษาแปลกๆ แย่งกันเพื่อให้คนอื่นได้ยินตัวเอง ส่วนคนอื่นๆเผยพระวจนะเพื่อให้ดูน่าประทับใจ (ดู 1 คร.14)</p>
<p>แคมป์เบลล์กล่าวว่า ภายใต้ความสับสนวุ่นวายนี้คือ “ความล้มเหลวขั้นพื้นฐานในการปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความรัก” เปาโลต้องการแสดงให้พวกเขาเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า ท่านจึงสอนเรื่องความรักเพราะ “ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น แม้​การ​เผย​พระ​วจนะ​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป แม้​การ​พูด​ภาษา​แปลกๆนั้น ​ก็​จะ​มี​เวลา​เลิก​กัน แม้​วิชา​ความ​รู้​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป” (13:8)</p>
<p>คำเตือนใจถึงความรักของเปาโลทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในงานแต่งงานได้แน่นอน และขอให้ถ้อยคำเหล่านั้นผลักดันเราทุกคนที่จะใช้ชีวิตด้วยความรักและความเมตตาเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณแสดงความเมตตาและความรักในความสัมพันธ์ของคุณอย่างไร คุณแสดงความรักในพระกายของพระคริสต์คือคริสตจักรอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีวันสูญสิ้น ขอโปรดนำข้าพระองค์ให้ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความรักอย่างดีที่สุด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น [ 1 โครินธิ์ 13:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในงานแต่งงานของเมเรดิธ แม่ของเธออ่านพระวจนะตอนที่แสนไพเราะจากพระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “บทแห่งความรัก” ของพระคัมภีร์ ข้อความฟังดูเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับโอกาสนี้ “ความ​รัก​นั้น​ก็​อดทน​นาน​และ​กระทำ​คุณ​ให้ ความ​รัก​ไม่​อิจฉา ไม่​อวด​ตัว ไม่​หยิ่ง​ผยอง” (ข้อ 4) เมื่อฟังแล้วฉันนึกสงสัยว่าบ่าวสาวยุคใหม่จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดทำให้อัครทูตเปาโลกล่าวถ้อยคำที่ซาบซึ้งเหล่านี้ เปาโลไม่ได้เขียนกลอนรัก ท่านเขียนคำวิงวอนต่อคริสตจักรที่แตกแยกด้วยความพยายามที่จะเยียวยา​การ​แบ่งแยกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น</p>
<p>พูดง่ายๆก็คือคริสตจักรในเมืองโครินธ์ “ยุ่งเหยิง” นักวิชาการดักลาส เอ แคมป์เบลล์กล่าว ปัญหาร้ายแรงมีตั้งแต่การร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง การค้าประเวณี และการแก่งแย่งชิงดีในบรรดาผู้นำ สมาชิกฟ้องร้องเป็นความกัน การนมัสการก็มักจะวุ่นวายเพราะคนที่พูดภาษาแปลกๆ แย่งกันเพื่อให้คนอื่นได้ยินตัวเอง ส่วนคนอื่นๆเผยพระวจนะเพื่อให้ดูน่าประทับใจ (ดู 1 คร.14)</p>
<p>แคมป์เบลล์กล่าวว่า ภายใต้ความสับสนวุ่นวายนี้คือ “ความล้มเหลวขั้นพื้นฐานในการปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความรัก” เปาโลต้องการแสดงให้พวกเขาเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า ท่านจึงสอนเรื่องความรักเพราะ “ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น แม้​การ​เผย​พระ​วจนะ​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป แม้​การ​พูด​ภาษา​แปลกๆนั้น ​ก็​จะ​มี​เวลา​เลิก​กัน แม้​วิชา​ความ​รู้​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป” (13:8)</p>
<p>คำเตือนใจถึงความรักของเปาโลทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในงานแต่งงานได้แน่นอน และขอให้ถ้อยคำเหล่านั้นผลักดันเราทุกคนที่จะใช้ชีวิตด้วยความรักและความเมตตาเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณแสดงความเมตตาและความรักในความสัมพันธ์ของคุณอย่างไร คุณแสดงความรักในพระกายของพระคริสต์คือคริสตจักรอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีวันสูญสิ้น ขอโปรดนำข้าพระองค์ให้ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความรักอย่างดีที่สุด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 13 Feb 2025 16:34:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e3223845/fd6cab35.mp3" length="11996006" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>750</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น [ 1 โครินธิ์ 13:8 ]

ในงานแต่งงานของเมเรดิธ แม่ของเธออ่านพระวจนะตอนที่แสนไพเราะจากพระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “บทแห่งความรัก” ของพระคัมภีร์ ข้อความฟังดูเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับโอกาสนี้ “ความ​รัก​นั้น​ก็​อดทน​นาน​และ​กระทำ​คุณ​ให้ ความ​รัก​ไม่​อิจฉา ไม่​อวด​ตัว ไม่​หยิ่ง​ผยอง” (ข้อ 4) เมื่อฟังแล้วฉันนึกสงสัยว่าบ่าวสาวยุคใหม่จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดทำให้อัครทูตเปาโลกล่าวถ้อยคำที่ซาบซึ้งเหล่านี้ เปาโลไม่ได้เขียนกลอนรัก ท่านเขียนคำวิงวอนต่อคริสตจักรที่แตกแยกด้วยความพยายามที่จะเยียวยา​การ​แบ่งแยกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น
พูดง่ายๆก็คือคริสตจักรในเมืองโครินธ์ “ยุ่งเหยิง” นักวิชาการดักลาส เอ แคมป์เบลล์กล่าว ปัญหาร้ายแรงมีตั้งแต่การร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง การค้าประเวณี และการแก่งแย่งชิงดีในบรรดาผู้นำ สมาชิกฟ้องร้องเป็นความกัน การนมัสการก็มักจะวุ่นวายเพราะคนที่พูดภาษาแปลกๆ แย่งกันเพื่อให้คนอื่นได้ยินตัวเอง ส่วนคนอื่นๆเผยพระวจนะเพื่อให้ดูน่าประทับใจ (ดู 1 คร.14)
แคมป์เบลล์กล่าวว่า ภายใต้ความสับสนวุ่นวายนี้คือ “ความล้มเหลวขั้นพื้นฐานในการปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความรัก” เปาโลต้องการแสดงให้พวกเขาเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า ท่านจึงสอนเรื่องความรักเพราะ “ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น แม้​การ​เผย​พระ​วจนะ​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป แม้​การ​พูด​ภาษา​แปลกๆนั้น ​ก็​จะ​มี​เวลา​เลิก​กัน แม้​วิชา​ความ​รู้​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป” (13:8)
คำเตือนใจถึงความรักของเปาโลทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในงานแต่งงานได้แน่นอน และขอให้ถ้อยคำเหล่านั้นผลักดันเราทุกคนที่จะใช้ชีวิตด้วยความรักและความเมตตาเช่นกัน

คุณแสดงความเมตตาและความรักในความสัมพันธ์ของคุณอย่างไร คุณแสดงความรักในพระกายของพระคริสต์คือคริสตจักรอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีวันสูญสิ้น ขอโปรดนำข้าพระองค์ให้ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความรักอย่างดีที่สุด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความ​รัก​ไม่​มี​วัน​สูญ​สิ้น [ 1 โครินธิ์ 13:8 ]

ในงานแต่งงานของเมเรดิธ แม่ของเธออ่านพระวจนะตอนที่แสนไพเราะจากพระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “บทแห่งความรัก” ของพระคัมภีร์ ข้อความฟังดูเหมาะสมอย่างที่สุดสำหรับโอกาสนี้ “ความ​รัก​นั้น​ก็​อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าไม่มีวันมองข้ามคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าไม่มีวันมองข้ามคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1b4cd426-70d7-4666-8432-dceeac3ad06e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/781cef31</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน [ กันดารวิถี 6:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“บางครั้งฉันก็รู้สึก...ไร้ตัวตน” คำๆนี้ซึมซาบไปในบรรยากาศขณะที่โจนี่พูดกับเพื่อนของเธอ สามีของเธอทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ปล่อยโจนี่กับลูกเล็กๆไว้ที่บ้าน “ฉันมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาตลอดเวลาหลายปี” เธอระบายความในใจ “และตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครที่มองเห็นฉันจริงๆ หรือจะใช้เวลาเพื่อจะรู้จักฉันอย่างแท้จริง”</p>
<p>“ฉันเสียใจด้วยนะ” เพื่อนของเธอตอบ “พ่อของฉันทิ้งไปตอนฉันอายุหกขวบ และเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราโดยเฉพาะแม่ แต่แม่พูดประโยคนี้ตอนพาฉันเข้านอนในตอนกลางคืนซึ่งฉันไม่เคยลืมเลยว่า ‘พระเจ้าไม่เคยหลับตาของพระองค์’ เมื่อฉันโตขึ้นแม่อธิบายว่า แม่ต้องการจะสอนฉันว่าพระเจ้าทรงรักฉันและทรงเฝ้าดูฉันตลอดเวลา แม้ในยามที่ฉันหลับ”</p>
<p>พระคัมภีร์แสดงให้เห็นถ้อยคำที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสเพื่อกล่าวแก่ประ-ชากรของพระองค์ ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากขณะที่พวกเขาเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารซีนาย “ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​อำนวย​พระ​พร​แก่​ท่าน และ​พิทักษ์​รักษา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน และ​ทรง​พระ​กรุณา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​เงย​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​เหนือ​ท่าน และ​ประทาน​สวัสดิภาพ​แก่​ท่าน” (กดว.6:24-26) โดยที่ปุโรหิตจะเป็นผู้กล่าวพรนี้แก่ประชาชน</p>
<p>แม้ในถิ่นทุรกันดารแห่งชีวิตที่เราสงสัยว่าจะมีใครมองเห็นเราหรือเข้าใจเราจริง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ความโปรดปรานของพระเจ้า คือพระพักตร์ที่ทอแสงและความรักมั่นคงของพระองค์จะหันไปทางผู้ที่รักพระองค์เสมอ แม้ในยามที่ความเจ็บปวดทำให้เราไม่รู้สึกถึงพระองค์ ก็ไม่มีใครไร้ตัวตนสำหรับพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>การได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคุณอย่างแท้จริงทำให้คุณ ได้รับการปลอบโยนอย่างไร คุณจะแบ่งปันความอบอุ่นใจนั้นให้แก่ใครในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็น ทรงรู้จักและรักข้าพระองค์ ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์หันหน้าไปทางพระองค์เสมอ!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน [ กันดารวิถี 6:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“บางครั้งฉันก็รู้สึก...ไร้ตัวตน” คำๆนี้ซึมซาบไปในบรรยากาศขณะที่โจนี่พูดกับเพื่อนของเธอ สามีของเธอทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ปล่อยโจนี่กับลูกเล็กๆไว้ที่บ้าน “ฉันมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาตลอดเวลาหลายปี” เธอระบายความในใจ “และตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครที่มองเห็นฉันจริงๆ หรือจะใช้เวลาเพื่อจะรู้จักฉันอย่างแท้จริง”</p>
<p>“ฉันเสียใจด้วยนะ” เพื่อนของเธอตอบ “พ่อของฉันทิ้งไปตอนฉันอายุหกขวบ และเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราโดยเฉพาะแม่ แต่แม่พูดประโยคนี้ตอนพาฉันเข้านอนในตอนกลางคืนซึ่งฉันไม่เคยลืมเลยว่า ‘พระเจ้าไม่เคยหลับตาของพระองค์’ เมื่อฉันโตขึ้นแม่อธิบายว่า แม่ต้องการจะสอนฉันว่าพระเจ้าทรงรักฉันและทรงเฝ้าดูฉันตลอดเวลา แม้ในยามที่ฉันหลับ”</p>
<p>พระคัมภีร์แสดงให้เห็นถ้อยคำที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสเพื่อกล่าวแก่ประ-ชากรของพระองค์ ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากขณะที่พวกเขาเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารซีนาย “ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​อำนวย​พระ​พร​แก่​ท่าน และ​พิทักษ์​รักษา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน และ​ทรง​พระ​กรุณา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​เงย​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​เหนือ​ท่าน และ​ประทาน​สวัสดิภาพ​แก่​ท่าน” (กดว.6:24-26) โดยที่ปุโรหิตจะเป็นผู้กล่าวพรนี้แก่ประชาชน</p>
<p>แม้ในถิ่นทุรกันดารแห่งชีวิตที่เราสงสัยว่าจะมีใครมองเห็นเราหรือเข้าใจเราจริง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ความโปรดปรานของพระเจ้า คือพระพักตร์ที่ทอแสงและความรักมั่นคงของพระองค์จะหันไปทางผู้ที่รักพระองค์เสมอ แม้ในยามที่ความเจ็บปวดทำให้เราไม่รู้สึกถึงพระองค์ ก็ไม่มีใครไร้ตัวตนสำหรับพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>การได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคุณอย่างแท้จริงทำให้คุณ ได้รับการปลอบโยนอย่างไร คุณจะแบ่งปันความอบอุ่นใจนั้นให้แก่ใครในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็น ทรงรู้จักและรักข้าพระองค์ ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์หันหน้าไปทางพระองค์เสมอ!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 12 Feb 2025 16:33:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/781cef31/555299fa.mp3" length="10948616" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน [ กันดารวิถี 6:25 ]

“บางครั้งฉันก็รู้สึก...ไร้ตัวตน” คำๆนี้ซึมซาบไปในบรรยากาศขณะที่โจนี่พูดกับเพื่อนของเธอ สามีของเธอทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ปล่อยโจนี่กับลูกเล็กๆไว้ที่บ้าน “ฉันมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาตลอดเวลาหลายปี” เธอระบายความในใจ “และตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครที่มองเห็นฉันจริงๆ หรือจะใช้เวลาเพื่อจะรู้จักฉันอย่างแท้จริง”
“ฉันเสียใจด้วยนะ” เพื่อนของเธอตอบ “พ่อของฉันทิ้งไปตอนฉันอายุหกขวบ และเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเราโดยเฉพาะแม่ แต่แม่พูดประโยคนี้ตอนพาฉันเข้านอนในตอนกลางคืนซึ่งฉันไม่เคยลืมเลยว่า ‘พระเจ้าไม่เคยหลับตาของพระองค์’ เมื่อฉันโตขึ้นแม่อธิบายว่า แม่ต้องการจะสอนฉันว่าพระเจ้าทรงรักฉันและทรงเฝ้าดูฉันตลอดเวลา แม้ในยามที่ฉันหลับ”
พระคัมภีร์แสดงให้เห็นถ้อยคำที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสเพื่อกล่าวแก่ประ-ชากรของพระองค์ ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากขณะที่พวกเขาเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารซีนาย “ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​อำนวย​พระ​พร​แก่​ท่าน และ​พิทักษ์​รักษา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน และ​ทรง​พระ​กรุณา​ท่าน ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​เงย​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​เหนือ​ท่าน และ​ประทาน​สวัสดิภาพ​แก่​ท่าน” (กดว.6:24-26) โดยที่ปุโรหิตจะเป็นผู้กล่าวพรนี้แก่ประชาชน
แม้ในถิ่นทุรกันดารแห่งชีวิตที่เราสงสัยว่าจะมีใครมองเห็นเราหรือเข้าใจเราจริง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ความโปรดปรานของพระเจ้า คือพระพักตร์ที่ทอแสงและความรักมั่นคงของพระองค์จะหันไปทางผู้ที่รักพระองค์เสมอ แม้ในยามที่ความเจ็บปวดทำให้เราไม่รู้สึกถึงพระองค์ ก็ไม่มีใครไร้ตัวตนสำหรับพระเจ้า

การได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคุณอย่างแท้จริงทำให้คุณ ได้รับการปลอบโยนอย่างไร คุณจะแบ่งปันความอบอุ่นใจนั้นให้แก่ใครในวันนี้
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็น ทรงรู้จักและรักข้าพระองค์ ขอโปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์หันหน้าไปทางพระองค์เสมอ!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​แก่​ท่าน [ กันดารวิถี 6:25 ]

“บางครั้งฉันก็รู้สึก...ไร้ตัวตน” คำๆนี้ซึมซาบไปในบรรยากาศขณะที่โจนี่พูดกับเพื่อนของเธอ สามีของเธอทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน ปล่อยโจนี่กับลูกเล็กๆไว้ที่บ้าน “ฉันมอบสิ่งที่ดี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แผนของเราและแผนการของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แผนของเราและแผนการของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">45f6d4c5-6dd0-4bd8-ad50-91cb992a3404</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e1f10f18</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้ [ อิสยาห์ 55:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน สามีของฉันตัดสินใจเดินทางไปทวีปแอฟริกากับสมาชิกจากโบสถ์ของเขา พวกเขาถูกระงับไม่ให้ออกเดินทางในวินาทีสุดท้าย ทุกคนผิดหวัง แต่เงินที่พวกเขาเก็บรวบรวมเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารได้ถูกบริจาคให้กับคนที่พวกเขาจะไปเยี่ยม คนกลุ่มนั้นใช้เงินก้อนดังกล่าวในการสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักพิงแก่เหยื่อของการทารุณกรรม</p>
<p>เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมอธิษฐานระหว่างอาหารมื้อเช้า สามีของฉันได้พบกับคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเกือบจะได้เดินทางไปเมื่อหลายปีก่อน ชายคนนี้เป็นครู เขาบอกว่าเขาเดินผ่านอาคารหลังนั้นทุกวัน เขายืนยันว่าพระเจ้าทรงใช้อาคารนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในพื้นที่นั้น</p>
<p>แผนการและความปรารถนาของเราอาจไม่ตรงกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอไป เพราะ “ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​เป็น​ความ​คิด​ของ​เจ้า ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” (อสย.55:8) วิถีของพระเจ้าไม่เพียงแค่แตกต่างจากของเราเท่านั้น แต่วิถีของพระองค์ “สูงกว่า” และดีกว่า เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น (ข้อ 9) ความจริงนี้ทำให้เรามีความหวังเมื่อความพยายามที่เราจะรับใช้พระองค์นั้นไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้</p>
<p>อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เราจะมองย้อนกลับไปและเห็นถึงการทรงทำงานของพระเจ้าผ่านสถานการณ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจง แต่สำหรับตอนนี้ ขณะที่เรายังคงประกาศข่าวประเสริฐในพระนามของพระองค์ ให้เราไม่ลืมว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ในการกระทำพระราชกิจของพระองค์เสมอ (ข้อ 11)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ที่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อใด พระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อสอนคุณเกี่ยวกับพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์สัพพัญญู เมื่อข้าพระองค์ไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้ [ อิสยาห์ 55:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน สามีของฉันตัดสินใจเดินทางไปทวีปแอฟริกากับสมาชิกจากโบสถ์ของเขา พวกเขาถูกระงับไม่ให้ออกเดินทางในวินาทีสุดท้าย ทุกคนผิดหวัง แต่เงินที่พวกเขาเก็บรวบรวมเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารได้ถูกบริจาคให้กับคนที่พวกเขาจะไปเยี่ยม คนกลุ่มนั้นใช้เงินก้อนดังกล่าวในการสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักพิงแก่เหยื่อของการทารุณกรรม</p>
<p>เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมอธิษฐานระหว่างอาหารมื้อเช้า สามีของฉันได้พบกับคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเกือบจะได้เดินทางไปเมื่อหลายปีก่อน ชายคนนี้เป็นครู เขาบอกว่าเขาเดินผ่านอาคารหลังนั้นทุกวัน เขายืนยันว่าพระเจ้าทรงใช้อาคารนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในพื้นที่นั้น</p>
<p>แผนการและความปรารถนาของเราอาจไม่ตรงกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอไป เพราะ “ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​เป็น​ความ​คิด​ของ​เจ้า ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” (อสย.55:8) วิถีของพระเจ้าไม่เพียงแค่แตกต่างจากของเราเท่านั้น แต่วิถีของพระองค์ “สูงกว่า” และดีกว่า เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น (ข้อ 9) ความจริงนี้ทำให้เรามีความหวังเมื่อความพยายามที่เราจะรับใช้พระองค์นั้นไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้</p>
<p>อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เราจะมองย้อนกลับไปและเห็นถึงการทรงทำงานของพระเจ้าผ่านสถานการณ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจง แต่สำหรับตอนนี้ ขณะที่เรายังคงประกาศข่าวประเสริฐในพระนามของพระองค์ ให้เราไม่ลืมว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ในการกระทำพระราชกิจของพระองค์เสมอ (ข้อ 11)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ที่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อใด พระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อสอนคุณเกี่ยวกับพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์สัพพัญญู เมื่อข้าพระองค์ไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 11 Feb 2025 16:32:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e1f10f18/6e3be758.mp3" length="11730624" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>734</itunes:duration>
      <itunes:summary>“ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้ [ อิสยาห์ 55:8 ]

เมื่อหลายปีก่อน สามีของฉันตัดสินใจเดินทางไปทวีปแอฟริกากับสมาชิกจากโบสถ์ของเขา พวกเขาถูกระงับไม่ให้ออกเดินทางในวินาทีสุดท้าย ทุกคนผิดหวัง แต่เงินที่พวกเขาเก็บรวบรวมเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และอาหารได้ถูกบริจาคให้กับคนที่พวกเขาจะไปเยี่ยม คนกลุ่มนั้นใช้เงินก้อนดังกล่าวในการสร้างอาคารเพื่อเป็นที่พักพิงแก่เหยื่อของการทารุณกรรม
เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมอธิษฐานระหว่างอาหารมื้อเช้า สามีของฉันได้พบกับคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเกือบจะได้เดินทางไปเมื่อหลายปีก่อน ชายคนนี้เป็นครู เขาบอกว่าเขาเดินผ่านอาคารหลังนั้นทุกวัน เขายืนยันว่าพระเจ้าทรงใช้อาคารนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในพื้นที่นั้น
แผนการและความปรารถนาของเราอาจไม่ตรงกับน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอไป เพราะ “ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​เป็น​ความ​คิด​ของ​เจ้า ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” (อสย.55:8) วิถีของพระเจ้าไม่เพียงแค่แตกต่างจากของเราเท่านั้น แต่วิถีของพระองค์ “สูงกว่า” และดีกว่า เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น (ข้อ 9) ความจริงนี้ทำให้เรามีความหวังเมื่อความพยายามที่เราจะรับใช้พระองค์นั้นไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้
อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เราจะมองย้อนกลับไปและเห็นถึงการทรงทำงานของพระเจ้าผ่านสถานการณ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจง แต่สำหรับตอนนี้ ขณะที่เรายังคงประกาศข่าวประเสริฐในพระนามของพระองค์ ให้เราไม่ลืมว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ในการกระทำพระราชกิจของพระองค์เสมอ (ข้อ 11)

คุณเคยมีประสบการณ์ที่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อใด พระเจ้าจะทรงใช้สิ่งนี้เพื่อสอนคุณเกี่ยวกับพระองค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นองค์สัพพัญญู เมื่อข้าพระองค์ไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“ทั้ง​ทาง​ของ​เจ้า​ไม่​เป็น​วิถี​ของ​เรา” ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้ [ อิสยาห์ 55:8 ]

เมื่อหลายปีก่อน สามีของฉันตัดสินใจเดินทางไปทวีปแอฟริกากับสมาชิกจากโบสถ์ของเขา พวกเขาถูกระงับไม่ให้ออกเดินทางในวินาทีสุดท้าย ทุกคนผิดหวัง แต่เงินที่พวกเขาเก็บรวบรวมเป็นค่าตั๋</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงติดตามหาเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงติดตามหาเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ec5750bd-072b-4de2-b3c7-e62182691372</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cd918321</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า ดู​เถิด เรา คือ​เรา​เอง​จะ​ค้นหา​แกะ​ของ​เรา และ​จะ​เที่ยว​หา​มัน [ เอเสเคียล 34:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีที่อีวานต่อสู้กับการเสพติดซึ่งขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้พระเจ้า เขาสงสัยว่า ผมจะคู่ควรกับความรักของพระองค์ได้อย่างไร ดังนั้นขณะที่เขายังคงไปโบสถ์ เขารู้สึกว่ามีช่องว่างที่ต่อไม่ติดซึ่งทำให้เขาแยกจากพระเจ้า</p>
<p>แต่เมื่อใดก็ตามที่อีวานอธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ดูเหมือนว่าพระเจ้าก็ตอบเขา พระเจ้ายังได้ส่งผู้คนมาหนุนใจและปลอบโยนเขาในยามยากลำบาก หลายปีผ่านไปอีวานตระหนักว่าพระเจ้าได้ทรงติดตามเขาและสำ-แดงต่อเขาอย่างต่อเนื่องว่าพระองค์ทรงรักและห่วงใยเขาเสมอมา เวลานั้นเองที่เขาเริ่มไว้วางใจในการทรงอภัยและในความรักของพระเจ้า “ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าผมได้รับการอภัยแล้วและยอมให้พระเจ้านำผมเข้ามาใกล้พระองค์ ถึงแม้ว่าผมยังคงต่อสู้กับการเสพติดอยู่ก็ตาม” เขากล่าว</p>
<p>เอเสเคียล 34:11-16 บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ที่ทรงติดตามหาประชากรของพระองค์ “เราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” พระองค์ตรัสไว้โดยทรงปฏิญาณว่าจะช่วยกู้พวกเขาและเลี้ยงดูพวกเขาอย่างอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 11) นี่เป็นเวลาหลังจากที่ผู้นำซึ่งเป็นมนุษย์ได้ละทิ้งพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่ได้เชื่อฟังผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริงของพวกตน (ข้อ 1-6) ไม่ว่าเราจะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์โดยที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ หรือกำลังดิ้นรนต่อสู้กับผลจากความบาปของเราเอง พระเจ้าทรงติดตามหาเราด้วยความรัก พระองค์ทรงนำเรากลับมาหาพระองค์ด้วยพระเมตตาและพระคุณ หากคุณหลงลืมพระเจ้า จงหันกลับมาหาพระองค์ จากนั้นโดยการทรงนำของพระองค์ จงเดินไปกับพระองค์ทุกวัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าได้ทรงสำแดงต่อคุณว่าทรงห่วงใยและรักคุณอย่างไรบ้าง คุณจะยอมให้พระเจ้านำพาคุณเข้ามาใกล้พระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์เสมอแม้ข้าพระองค์จะมีปัญหาและมีความสงสัย โปรดสอนข้าพระองค์ให้ไว้วางใจในความรักของพระองค์ใหม่อีกครั้ง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า ดู​เถิด เรา คือ​เรา​เอง​จะ​ค้นหา​แกะ​ของ​เรา และ​จะ​เที่ยว​หา​มัน [ เอเสเคียล 34:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีที่อีวานต่อสู้กับการเสพติดซึ่งขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้พระเจ้า เขาสงสัยว่า ผมจะคู่ควรกับความรักของพระองค์ได้อย่างไร ดังนั้นขณะที่เขายังคงไปโบสถ์ เขารู้สึกว่ามีช่องว่างที่ต่อไม่ติดซึ่งทำให้เขาแยกจากพระเจ้า</p>
<p>แต่เมื่อใดก็ตามที่อีวานอธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ดูเหมือนว่าพระเจ้าก็ตอบเขา พระเจ้ายังได้ส่งผู้คนมาหนุนใจและปลอบโยนเขาในยามยากลำบาก หลายปีผ่านไปอีวานตระหนักว่าพระเจ้าได้ทรงติดตามเขาและสำ-แดงต่อเขาอย่างต่อเนื่องว่าพระองค์ทรงรักและห่วงใยเขาเสมอมา เวลานั้นเองที่เขาเริ่มไว้วางใจในการทรงอภัยและในความรักของพระเจ้า “ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าผมได้รับการอภัยแล้วและยอมให้พระเจ้านำผมเข้ามาใกล้พระองค์ ถึงแม้ว่าผมยังคงต่อสู้กับการเสพติดอยู่ก็ตาม” เขากล่าว</p>
<p>เอเสเคียล 34:11-16 บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ที่ทรงติดตามหาประชากรของพระองค์ “เราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” พระองค์ตรัสไว้โดยทรงปฏิญาณว่าจะช่วยกู้พวกเขาและเลี้ยงดูพวกเขาอย่างอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 11) นี่เป็นเวลาหลังจากที่ผู้นำซึ่งเป็นมนุษย์ได้ละทิ้งพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่ได้เชื่อฟังผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริงของพวกตน (ข้อ 1-6) ไม่ว่าเราจะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์โดยที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ หรือกำลังดิ้นรนต่อสู้กับผลจากความบาปของเราเอง พระเจ้าทรงติดตามหาเราด้วยความรัก พระองค์ทรงนำเรากลับมาหาพระองค์ด้วยพระเมตตาและพระคุณ หากคุณหลงลืมพระเจ้า จงหันกลับมาหาพระองค์ จากนั้นโดยการทรงนำของพระองค์ จงเดินไปกับพระองค์ทุกวัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าได้ทรงสำแดงต่อคุณว่าทรงห่วงใยและรักคุณอย่างไรบ้าง คุณจะยอมให้พระเจ้านำพาคุณเข้ามาใกล้พระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์เสมอแม้ข้าพระองค์จะมีปัญหาและมีความสงสัย โปรดสอนข้าพระองค์ให้ไว้วางใจในความรักของพระองค์ใหม่อีกครั้ง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 10 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cd918321/b8de8be6.mp3" length="12301960" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>769</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า ดู​เถิด เรา คือ​เรา​เอง​จะ​ค้นหา​แกะ​ของ​เรา และ​จะ​เที่ยว​หา​มัน [ เอเสเคียล 34:11 ]

เป็นเวลาหลายปีที่อีวานต่อสู้กับการเสพติดซึ่งขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้พระเจ้า เขาสงสัยว่า ผมจะคู่ควรกับความรักของพระองค์ได้อย่างไร ดังนั้นขณะที่เขายังคงไปโบสถ์ เขารู้สึกว่ามีช่องว่างที่ต่อไม่ติดซึ่งทำให้เขาแยกจากพระเจ้า
แต่เมื่อใดก็ตามที่อีวานอธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ดูเหมือนว่าพระเจ้าก็ตอบเขา พระเจ้ายังได้ส่งผู้คนมาหนุนใจและปลอบโยนเขาในยามยากลำบาก หลายปีผ่านไปอีวานตระหนักว่าพระเจ้าได้ทรงติดตามเขาและสำ-แดงต่อเขาอย่างต่อเนื่องว่าพระองค์ทรงรักและห่วงใยเขาเสมอมา เวลานั้นเองที่เขาเริ่มไว้วางใจในการทรงอภัยและในความรักของพระเจ้า “ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าผมได้รับการอภัยแล้วและยอมให้พระเจ้านำผมเข้ามาใกล้พระองค์ ถึงแม้ว่าผมยังคงต่อสู้กับการเสพติดอยู่ก็ตาม” เขากล่าว
เอเสเคียล 34:11-16 บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ที่ทรงติดตามหาประชากรของพระองค์ “เราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” พระองค์ตรัสไว้โดยทรงปฏิญาณว่าจะช่วยกู้พวกเขาและเลี้ยงดูพวกเขาอย่างอุดมสมบูรณ์ (ข้อ 11) นี่เป็นเวลาหลังจากที่ผู้นำซึ่งเป็นมนุษย์ได้ละทิ้งพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่ได้เชื่อฟังผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริงของพวกตน (ข้อ 1-6) ไม่ว่าเราจะตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์โดยที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ หรือกำลังดิ้นรนต่อสู้กับผลจากความบาปของเราเอง พระเจ้าทรงติดตามหาเราด้วยความรัก พระองค์ทรงนำเรากลับมาหาพระองค์ด้วยพระเมตตาและพระคุณ หากคุณหลงลืมพระเจ้า จงหันกลับมาหาพระองค์ จากนั้นโดยการทรงนำของพระองค์ จงเดินไปกับพระองค์ทุกวัน

พระเจ้าได้ทรงสำแดงต่อคุณว่าทรงห่วงใยและรักคุณอย่างไรบ้าง คุณจะยอมให้พระเจ้านำพาคุณเข้ามาใกล้พระองค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์เสมอแม้ข้าพระองค์จะมีปัญหาและมีความสงสัย โปรดสอนข้าพระองค์ให้ไว้วางใจในความรักของพระองค์ใหม่อีกครั้ง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า ดู​เถิด เรา คือ​เรา​เอง​จะ​ค้นหา​แกะ​ของ​เรา และ​จะ​เที่ยว​หา​มัน [ เอเสเคียล 34:11 ]

เป็นเวลาหลายปีที่อีวานต่อสู้กับการเสพติดซึ่งขัดขวางไม่ให้เขาเข้าใกล้พระเจ้า เขาสงสัยว่า ผมจะคู่ควรกับความรักของพระองค์ได้อย่างไร ดังนั้นขณะที่เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6c278294-a9e2-4c0c-af4c-187f63171208</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b05f4fe7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[พระ​องค์​ตรัส​ว่า] ​“เรา​จะ​ตั้ง​ท่าน​ให้​เป็น​ผู้​หา​คน​ดั่ง​หา​ปลา” [ มัทธิว 4:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แพตตี้ใช้เวลาช่วงบ่ายที่ฝั่งแม่น้ำใกล้บ้าน เธอเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่เกี่ยวเหยื่อไว้ลงไปในน้ำ เธอเพิ่งย้ายมาอยู่บริเวณนี้ไม่นาน เธอจึงไม่ได้หวังที่จะจับปลาแต่กำลังมองหาเพื่อนใหม่ สายเบ็ดของเธอไม่ได้เกี่ยวตัวหนอนหรือเหยื่อล่อทั่วไป แต่เธอใช้คันเบ็ดแข็งแรงพิเศษสำหรับตกปลาขนาดใหญ่เพื่อส่งห่อคุกกี้ให้กับผู้คนที่ล่องแพไปตามแม่น้ำในช่วงฤดูร้อน เธอใช้วิธีที่สร้างสรรค์นี้เพื่อพบปะเพื่อนบ้านใหม่ๆ ซึ่งทุกคนก็ดูเหมือนจะชอบขนมหวานนี้!</p>
<p>แพตตี้ใช้วิธี “เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน” จริงๆแม้พระเยซูจะไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเช่นนี้ในตอนที่ทรงเรียกเปโตรและอันดรูว์ให้ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต สองคนพี่น้องเป็นชาวประมงที่ขยันขันแข็งกำลังทอดแหในทะเลกาลิลี พระเยซูทรงขัดจังหวะการทำงานของพวกเขาด้วยการทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ พระองค์ตรัสว่าจะทรงตั้งพวกเขาให้เป็น “ผู้หาคน” แทนการหาปลา (มธ.4:19) หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ทรงเรียกชาวประมงอีกสองคนคือยากอบและยอห์นด้วย พวกเขาทั้งหมดทิ้งอวนและเรือทันทีเพื่อเดินทางไปกับพระเยซู</p>
<p>ในทำนองเดียวกันกับชาวประมงที่กลายมาเป็นสาวกกลุ่มแรก พระเยซูคริสต์ก็ทรงเรียกให้เราติดตามพระองค์และใส่ใจในสิ่งอันเป็นนิรันดร์ คือ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราสามารถบอกกับคนรอบข้างเราถึงสิ่งที่ให้ความอิ่มใจได้อย่างแท้จริง นั่นคือความหวังอันยั่งยืนของชีวิตที่มีในพระเยซู (ยน.4:13-14)</p>
<p><br></p>
<p><strong>ใครเป็นคนแรกที่เล่าเรื่องพระเยซูให้คุณฟัง คุณจะบอกผู้อื่นถึงความหวังที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา เพื่อผู้อื่นจะได้รู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[พระ​องค์​ตรัส​ว่า] ​“เรา​จะ​ตั้ง​ท่าน​ให้​เป็น​ผู้​หา​คน​ดั่ง​หา​ปลา” [ มัทธิว 4:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แพตตี้ใช้เวลาช่วงบ่ายที่ฝั่งแม่น้ำใกล้บ้าน เธอเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่เกี่ยวเหยื่อไว้ลงไปในน้ำ เธอเพิ่งย้ายมาอยู่บริเวณนี้ไม่นาน เธอจึงไม่ได้หวังที่จะจับปลาแต่กำลังมองหาเพื่อนใหม่ สายเบ็ดของเธอไม่ได้เกี่ยวตัวหนอนหรือเหยื่อล่อทั่วไป แต่เธอใช้คันเบ็ดแข็งแรงพิเศษสำหรับตกปลาขนาดใหญ่เพื่อส่งห่อคุกกี้ให้กับผู้คนที่ล่องแพไปตามแม่น้ำในช่วงฤดูร้อน เธอใช้วิธีที่สร้างสรรค์นี้เพื่อพบปะเพื่อนบ้านใหม่ๆ ซึ่งทุกคนก็ดูเหมือนจะชอบขนมหวานนี้!</p>
<p>แพตตี้ใช้วิธี “เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน” จริงๆแม้พระเยซูจะไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเช่นนี้ในตอนที่ทรงเรียกเปโตรและอันดรูว์ให้ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต สองคนพี่น้องเป็นชาวประมงที่ขยันขันแข็งกำลังทอดแหในทะเลกาลิลี พระเยซูทรงขัดจังหวะการทำงานของพวกเขาด้วยการทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ พระองค์ตรัสว่าจะทรงตั้งพวกเขาให้เป็น “ผู้หาคน” แทนการหาปลา (มธ.4:19) หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ทรงเรียกชาวประมงอีกสองคนคือยากอบและยอห์นด้วย พวกเขาทั้งหมดทิ้งอวนและเรือทันทีเพื่อเดินทางไปกับพระเยซู</p>
<p>ในทำนองเดียวกันกับชาวประมงที่กลายมาเป็นสาวกกลุ่มแรก พระเยซูคริสต์ก็ทรงเรียกให้เราติดตามพระองค์และใส่ใจในสิ่งอันเป็นนิรันดร์ คือ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราสามารถบอกกับคนรอบข้างเราถึงสิ่งที่ให้ความอิ่มใจได้อย่างแท้จริง นั่นคือความหวังอันยั่งยืนของชีวิตที่มีในพระเยซู (ยน.4:13-14)</p>
<p><br></p>
<p><strong>ใครเป็นคนแรกที่เล่าเรื่องพระเยซูให้คุณฟัง คุณจะบอกผู้อื่นถึงความหวังที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา เพื่อผู้อื่นจะได้รู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 09 Feb 2025 16:31:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b05f4fe7/37d0ffa9.mp3" length="11833424" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>740</itunes:duration>
      <itunes:summary>[พระ​องค์​ตรัส​ว่า] ​“เรา​จะ​ตั้ง​ท่าน​ให้​เป็น​ผู้​หา​คน​ดั่ง​หา​ปลา” [ มัทธิว 4:19 ]

แพตตี้ใช้เวลาช่วงบ่ายที่ฝั่งแม่น้ำใกล้บ้าน เธอเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่เกี่ยวเหยื่อไว้ลงไปในน้ำ เธอเพิ่งย้ายมาอยู่บริเวณนี้ไม่นาน เธอจึงไม่ได้หวังที่จะจับปลาแต่กำลังมองหาเพื่อนใหม่ สายเบ็ดของเธอไม่ได้เกี่ยวตัวหนอนหรือเหยื่อล่อทั่วไป แต่เธอใช้คันเบ็ดแข็งแรงพิเศษสำหรับตกปลาขนาดใหญ่เพื่อส่งห่อคุกกี้ให้กับผู้คนที่ล่องแพไปตามแม่น้ำในช่วงฤดูร้อน เธอใช้วิธีที่สร้างสรรค์นี้เพื่อพบปะเพื่อนบ้านใหม่ๆ ซึ่งทุกคนก็ดูเหมือนจะชอบขนมหวานนี้!
แพตตี้ใช้วิธี “เหวี่ยงเบ็ดหาเพื่อน” จริงๆแม้พระเยซูจะไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเช่นนี้ในตอนที่ทรงเรียกเปโตรและอันดรูว์ให้ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต สองคนพี่น้องเป็นชาวประมงที่ขยันขันแข็งกำลังทอดแหในทะเลกาลิลี พระเยซูทรงขัดจังหวะการทำงานของพวกเขาด้วยการทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ พระองค์ตรัสว่าจะทรงตั้งพวกเขาให้เป็น “ผู้หาคน” แทนการหาปลา (มธ.4:19) หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ทรงเรียกชาวประมงอีกสองคนคือยากอบและยอห์นด้วย พวกเขาทั้งหมดทิ้งอวนและเรือทันทีเพื่อเดินทางไปกับพระเยซู
ในทำนองเดียวกันกับชาวประมงที่กลายมาเป็นสาวกกลุ่มแรก พระเยซูคริสต์ก็ทรงเรียกให้เราติดตามพระองค์และใส่ใจในสิ่งอันเป็นนิรันดร์ คือ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้ที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราสามารถบอกกับคนรอบข้างเราถึงสิ่งที่ให้ความอิ่มใจได้อย่างแท้จริง นั่นคือความหวังอันยั่งยืนของชีวิตที่มีในพระเยซู (ยน.4:13-14)

ใครเป็นคนแรกที่เล่าเรื่องพระเยซูให้คุณฟัง คุณจะบอกผู้อื่นถึงความหวังที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา เพื่อผู้อื่นจะได้รู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[พระ​องค์​ตรัส​ว่า] ​“เรา​จะ​ตั้ง​ท่าน​ให้​เป็น​ผู้​หา​คน​ดั่ง​หา​ปลา” [ มัทธิว 4:19 ]

แพตตี้ใช้เวลาช่วงบ่ายที่ฝั่งแม่น้ำใกล้บ้าน เธอเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่เกี่ยวเหยื่อไว้ลงไปในน้ำ เธอเพิ่งย้ายมาอยู่บริเวณนี้ไม่นาน เธอจึงไม่ได้หวังที่จะจับปลาแต่กำลังมองหาเพื</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูทรงเป็นสันติสุขของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูทรงเป็นสันติสุขของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">05fa1695-d79b-443f-85c4-1da1d190bb11</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/82f64c6d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​องค์​ได้​เสด็จ​มา​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​ท่าน​ที่​อยู่​ไกล และ​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​คน​ที่​อยู่​ใกล้ [ เอเฟซัส 2:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โจนส่งเสียงร้องเมื่อเห็นโซเชียลมีเดียที่ซูซานโพสต์ภาพเพื่อนที่โบสถ์สิบคนยิ้มแย้มอยู่รอบโต๊ะในร้านอาหาร นี่เป็นครั้งที่สองในเดือนนี้ที่พวกเขานัดพบกันโดยไม่มีเธอ โจนกะพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตา แม้เธอจะเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีนัก แต่ก็น่าประหลาดที่เธอไปร่วมในคริสตจักรที่ไม่นับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งด้วย!</p>
<p>ในศตวรรษแรกก็แปลกประหลาดเช่นกัน! แต่พระเยซูทรงปรารถนาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและได้เสด็จมาเยียวยาความแตกแยกของเรา จากจุดเริ่มต้นของคริสตจักร ผู้คนที่เข้ากันไม่ได้จะต้องค้นหาจุดร่วมกันในพระองค์ คนยิวดูถูกคนต่างชาติที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติ และคนต่างชาติรังเกียจคนยิวที่คิดว่าตนดีกว่าคนอื่น จากนั้นพระเยซูทรง “​กระทำ​ให้​ทั้ง​สอง​ฝ่าย​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน” โดย “ทรง​รื้อ​กำแพง​ที่​กั้น​ระหว่าง​สอง​ฝ่าย​ลง คือ​การ​เป็น​ปฏิปักษ์​กัน โดย​ใน​เนื้อ​หนัง​ของ​พระ​องค์ ได้​ทรง​ให้ธรรม​บัญญัติ​...ต่างๆนั้น​เป็น​โมฆะ” (อฟ.2:14-15) การรักษาธรรมบัญญัติไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญคือพระเยซู แล้วคนยิวและคนต่างชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์หรือไม่</p>
<p>นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของพวกเขา พระเยซูทรง “ประกาศสันติสุขแก่” คนต่างชาติ “ที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ [คนยิว]” (ข้อ 17) ข้อความเดียวกันแต่การประยุกต์ใช้ต่างกัน คนยิวที่คิดว่าตนเองชอบธรรมจำเป็นต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ในขณะที่คนต่างชาติที่ถูกดูแคลนจำเป็นต้องเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่า ทั้งสองฝ่ายต้องเลิกกังวลเรื่องของอีกฝ่ายและมุ่งความสนใจไปที่พระคริสต์ ผู้ทรงสร้าง “ให้​ทั้งสองฝ่ายเป็น​คน​ใหม่​คน​เดียว​ใน​พระ​องค์ เช่นนั้น​แหละ จึง​ทรง​กระทำ​ให้​เกิด​สันติ​สุข” (ข้อ 15)</p>
<p>คุณรู้สึกถูกดูแคลนไหม นั่นเป็นเรื่องเจ็บปวดและไม่ถูกต้อง แต่คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้เมื่อคุณพักพิงในพระเยซู พระองค์ยังคงเป็นสันติสุขของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าถูกดูแคลน คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์ถูกดูแคลน ข้าพระองค์จะพักพิงในพระบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​องค์​ได้​เสด็จ​มา​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​ท่าน​ที่​อยู่​ไกล และ​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​คน​ที่​อยู่​ใกล้ [ เอเฟซัส 2:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โจนส่งเสียงร้องเมื่อเห็นโซเชียลมีเดียที่ซูซานโพสต์ภาพเพื่อนที่โบสถ์สิบคนยิ้มแย้มอยู่รอบโต๊ะในร้านอาหาร นี่เป็นครั้งที่สองในเดือนนี้ที่พวกเขานัดพบกันโดยไม่มีเธอ โจนกะพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตา แม้เธอจะเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีนัก แต่ก็น่าประหลาดที่เธอไปร่วมในคริสตจักรที่ไม่นับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งด้วย!</p>
<p>ในศตวรรษแรกก็แปลกประหลาดเช่นกัน! แต่พระเยซูทรงปรารถนาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและได้เสด็จมาเยียวยาความแตกแยกของเรา จากจุดเริ่มต้นของคริสตจักร ผู้คนที่เข้ากันไม่ได้จะต้องค้นหาจุดร่วมกันในพระองค์ คนยิวดูถูกคนต่างชาติที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติ และคนต่างชาติรังเกียจคนยิวที่คิดว่าตนดีกว่าคนอื่น จากนั้นพระเยซูทรง “​กระทำ​ให้​ทั้ง​สอง​ฝ่าย​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน” โดย “ทรง​รื้อ​กำแพง​ที่​กั้น​ระหว่าง​สอง​ฝ่าย​ลง คือ​การ​เป็น​ปฏิปักษ์​กัน โดย​ใน​เนื้อ​หนัง​ของ​พระ​องค์ ได้​ทรง​ให้ธรรม​บัญญัติ​...ต่างๆนั้น​เป็น​โมฆะ” (อฟ.2:14-15) การรักษาธรรมบัญญัติไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญคือพระเยซู แล้วคนยิวและคนต่างชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์หรือไม่</p>
<p>นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของพวกเขา พระเยซูทรง “ประกาศสันติสุขแก่” คนต่างชาติ “ที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ [คนยิว]” (ข้อ 17) ข้อความเดียวกันแต่การประยุกต์ใช้ต่างกัน คนยิวที่คิดว่าตนเองชอบธรรมจำเป็นต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ในขณะที่คนต่างชาติที่ถูกดูแคลนจำเป็นต้องเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่า ทั้งสองฝ่ายต้องเลิกกังวลเรื่องของอีกฝ่ายและมุ่งความสนใจไปที่พระคริสต์ ผู้ทรงสร้าง “ให้​ทั้งสองฝ่ายเป็น​คน​ใหม่​คน​เดียว​ใน​พระ​องค์ เช่นนั้น​แหละ จึง​ทรง​กระทำ​ให้​เกิด​สันติ​สุข” (ข้อ 15)</p>
<p>คุณรู้สึกถูกดูแคลนไหม นั่นเป็นเรื่องเจ็บปวดและไม่ถูกต้อง แต่คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้เมื่อคุณพักพิงในพระเยซู พระองค์ยังคงเป็นสันติสุขของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าถูกดูแคลน คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์ถูกดูแคลน ข้าพระองค์จะพักพิงในพระบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 08 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/82f64c6d/83019e31.mp3" length="11506597" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​องค์​ได้​เสด็จ​มา​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​ท่าน​ที่​อยู่​ไกล และ​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​คน​ที่​อยู่​ใกล้ [ เอเฟซัส 2:17 ]

โจนส่งเสียงร้องเมื่อเห็นโซเชียลมีเดียที่ซูซานโพสต์ภาพเพื่อนที่โบสถ์สิบคนยิ้มแย้มอยู่รอบโต๊ะในร้านอาหาร นี่เป็นครั้งที่สองในเดือนนี้ที่พวกเขานัดพบกันโดยไม่มีเธอ โจนกะพริบตาถี่เพื่อไล่น้ำตา แม้เธอจะเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีนัก แต่ก็น่าประหลาดที่เธอไปร่วมในคริสตจักรที่ไม่นับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งด้วย!
ในศตวรรษแรกก็แปลกประหลาดเช่นกัน! แต่พระเยซูทรงปรารถนาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและได้เสด็จมาเยียวยาความแตกแยกของเรา จากจุดเริ่มต้นของคริสตจักร ผู้คนที่เข้ากันไม่ได้จะต้องค้นหาจุดร่วมกันในพระองค์ คนยิวดูถูกคนต่างชาติที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติ และคนต่างชาติรังเกียจคนยิวที่คิดว่าตนดีกว่าคนอื่น จากนั้นพระเยซูทรง “​กระทำ​ให้​ทั้ง​สอง​ฝ่าย​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน” โดย “ทรง​รื้อ​กำแพง​ที่​กั้น​ระหว่าง​สอง​ฝ่าย​ลง คือ​การ​เป็น​ปฏิปักษ์​กัน โดย​ใน​เนื้อ​หนัง​ของ​พระ​องค์ ได้​ทรง​ให้ธรรม​บัญญัติ​...ต่างๆนั้น​เป็น​โมฆะ” (อฟ.2:14-15) การรักษาธรรมบัญญัติไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญคือพระเยซู แล้วคนยิวและคนต่างชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์หรือไม่
นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของพวกเขา พระเยซูทรง “ประกาศสันติสุขแก่” คนต่างชาติ “ที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้ [คนยิว]” (ข้อ 17) ข้อความเดียวกันแต่การประยุกต์ใช้ต่างกัน คนยิวที่คิดว่าตนเองชอบธรรมจำเป็นต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ในขณะที่คนต่างชาติที่ถูกดูแคลนจำเป็นต้องเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยกว่า ทั้งสองฝ่ายต้องเลิกกังวลเรื่องของอีกฝ่ายและมุ่งความสนใจไปที่พระคริสต์ ผู้ทรงสร้าง “ให้​ทั้งสองฝ่ายเป็น​คน​ใหม่​คน​เดียว​ใน​พระ​องค์ เช่นนั้น​แหละ จึง​ทรง​กระทำ​ให้​เกิด​สันติ​สุข” (ข้อ 15)
คุณรู้สึกถูกดูแคลนไหม นั่นเป็นเรื่องเจ็บปวดและไม่ถูกต้อง แต่คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้เมื่อคุณพักพิงในพระเยซู พระองค์ยังคงเป็นสันติสุขของเรา

เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าถูกดูแคลน คุณจะเป็นผู้สร้างสันติได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์ถูกดูแคลน ข้าพระองค์จะพักพิงในพระบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​องค์​ได้​เสด็จ​มา​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​ท่าน​ที่​อยู่​ไกล และ​ประกาศ​สันติ​สุข​แก่​คน​ที่​อยู่​ใกล้ [ เอเฟซัส 2:17 ]

โจนส่งเสียงร้องเมื่อเห็นโซเชียลมีเดียที่ซูซานโพสต์ภาพเพื่อนที่โบสถ์สิบคนยิ้มแย้มอยู่รอบโต๊ะในร้านอาหาร นี่เป็นครั้งที่สองในเดือนนี้ที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การดูแลในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การดูแลในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fb6228e9-d987-4e9d-9338-8e8c339a4732</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4a278045</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</p>
<p><br></p>
<p>ดเวย์นเพื่อนของผมมีคุณแม่ชื่อชาร์ลีน เธออายุเก้าสิบสี่ปี สูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบสองเซนติเมตรและหนักไม่ถึงสี่สิบห้ากิโลกรัม แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดูแลลูกชายของเธอผู้ซึ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการดูแลตนเอง ผู้ที่ไปเยี่ยมบ้านสองชั้นของพวกเขามักจะพบว่าชาร์ลีนอาศัยอยู่บนชั้นสอง และจะค่อยๆลงบันไดสิบหกขั้นมายังชั้นหนึ่งเพื่อต้อนรับแขก เช่นเดียวกับที่เธอทำในการดูแลลูกชายที่เธอรัก</p>
<p>ความมุ่งมั่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวของชาร์ลีนทำให้ผมประทับใจ ผมได้รับการท้าทายและแรงบันดาลใจจากการที่เธอให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของลูกชายมากกว่าของตัวเธอเอง เธอเป็นแบบอย่างในสิ่งที่เปาโลหนุนใจไว้ในฟีลิปปี 2 ว่า “จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4)</p>
<p>การดูแลผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือความต้องการอื่นๆอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง ความจำเป็นต่างๆในชีวิตอาจทำให้เรารู้สึกเครียดและกดดัน และแม้แต่คนที่อยู่ใกล้เราที่สุดก็อาจต้องรับผลกระทบหากเราไม่ได้ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะมองข้ามความต้องการของตัวเราเอง แต่การเอาใจใส่ดูแลอย่างถ่อมใจคือสิ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้ทำ (ดูข้อ 1-4) เมื่อเราอุทิศตนเอง เราก็ได้ทำตามแบบอย่างของพระเยซูและได้ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย อัครทูตท่านนี้เตือนเราว่า “ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (ข้อ 5)</p>
<p><br></p>
<p><strong>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณดูแลคนอื่นมากขึ้นและไม่เห็นแก่ตัว มีอุปสรรคใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของผู้อื่น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความตั้งใจมากขึ้น ในการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]</p>
<p><br></p>
<p>ดเวย์นเพื่อนของผมมีคุณแม่ชื่อชาร์ลีน เธออายุเก้าสิบสี่ปี สูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบสองเซนติเมตรและหนักไม่ถึงสี่สิบห้ากิโลกรัม แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดูแลลูกชายของเธอผู้ซึ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการดูแลตนเอง ผู้ที่ไปเยี่ยมบ้านสองชั้นของพวกเขามักจะพบว่าชาร์ลีนอาศัยอยู่บนชั้นสอง และจะค่อยๆลงบันไดสิบหกขั้นมายังชั้นหนึ่งเพื่อต้อนรับแขก เช่นเดียวกับที่เธอทำในการดูแลลูกชายที่เธอรัก</p>
<p>ความมุ่งมั่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวของชาร์ลีนทำให้ผมประทับใจ ผมได้รับการท้าทายและแรงบันดาลใจจากการที่เธอให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของลูกชายมากกว่าของตัวเธอเอง เธอเป็นแบบอย่างในสิ่งที่เปาโลหนุนใจไว้ในฟีลิปปี 2 ว่า “จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4)</p>
<p>การดูแลผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือความต้องการอื่นๆอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง ความจำเป็นต่างๆในชีวิตอาจทำให้เรารู้สึกเครียดและกดดัน และแม้แต่คนที่อยู่ใกล้เราที่สุดก็อาจต้องรับผลกระทบหากเราไม่ได้ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะมองข้ามความต้องการของตัวเราเอง แต่การเอาใจใส่ดูแลอย่างถ่อมใจคือสิ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้ทำ (ดูข้อ 1-4) เมื่อเราอุทิศตนเอง เราก็ได้ทำตามแบบอย่างของพระเยซูและได้ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย อัครทูตท่านนี้เตือนเราว่า “ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (ข้อ 5)</p>
<p><br></p>
<p><strong>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณดูแลคนอื่นมากขึ้นและไม่เห็นแก่ตัว มีอุปสรรคใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของผู้อื่น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความตั้งใจมากขึ้น ในการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 07 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4a278045/1e6202ae.mp3" length="10811093" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>676</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]

ดเวย์นเพื่อนของผมมีคุณแม่ชื่อชาร์ลีน เธออายุเก้าสิบสี่ปี สูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบสองเซนติเมตรและหนักไม่ถึงสี่สิบห้ากิโลกรัม แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดูแลลูกชายของเธอผู้ซึ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อการดูแลตนเอง ผู้ที่ไปเยี่ยมบ้านสองชั้นของพวกเขามักจะพบว่าชาร์ลีนอาศัยอยู่บนชั้นสอง และจะค่อยๆลงบันไดสิบหกขั้นมายังชั้นหนึ่งเพื่อต้อนรับแขก เช่นเดียวกับที่เธอทำในการดูแลลูกชายที่เธอรัก
ความมุ่งมั่นอย่างไม่เห็นแก่ตัวของชาร์ลีนทำให้ผมประทับใจ ผมได้รับการท้าทายและแรงบันดาลใจจากการที่เธอให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของลูกชายมากกว่าของตัวเธอเอง เธอเป็นแบบอย่างในสิ่งที่เปาโลหนุนใจไว้ในฟีลิปปี 2 ว่า “จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4)
การดูแลผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพหรือความต้องการอื่นๆอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง ความจำเป็นต่างๆในชีวิตอาจทำให้เรารู้สึกเครียดและกดดัน และแม้แต่คนที่อยู่ใกล้เราที่สุดก็อาจต้องรับผลกระทบหากเราไม่ได้ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะมองข้ามความต้องการของตัวเราเอง แต่การเอาใจใส่ดูแลอย่างถ่อมใจคือสิ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้ทำ (ดูข้อ 1-4) เมื่อเราอุทิศตนเอง เราก็ได้ทำตามแบบอย่างของพระเยซูและได้ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย อัครทูตท่านนี้เตือนเราว่า “ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​” (ข้อ 5)

ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณดูแลคนอื่นมากขึ้นและไม่เห็นแก่ตัว มีอุปสรรคใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของผู้อื่น
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความตั้งใจมากขึ้น ในการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่าน​จง​มี​น้ำใจ​ต่อ​กัน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​ [ ฟีลิปปี 2:5 ]

ดเวย์นเพื่อนของผมมีคุณแม่ชื่อชาร์ลีน เธออายุเก้าสิบสี่ปี สูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบสองเซนติเมตรและหนักไม่ถึงสี่สิบห้ากิโลกรัม แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดูแลลูกชายของเธอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2357169f-9ac8-4fb7-9ca0-301ab73a4097</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7c9ab9b8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>มนุษย์​ดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​แต่​พระ​เจ้า​ทอด​พระ​เนตร​จิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในระหว่างการคัดตัวในลีกอเมริกันฟุตบอลแห่งชาติประจำปี บรรดาทีมอเมริ-กันฟุตบอลอาชีพจะทำการคัดเลือกผู้เล่นคนใหม่ พวกโค้ชใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการประเมินทักษะและสมรรถภาพร่างกายของผู้เล่นในอนาคต ในปี 2022 บร็อค เพอร์ดี้เป็นคนท้ายสุดคือลำดับที่ 262 ที่ได้รับเลือกและได้ติดป้ายว่า “คนไม่สำคัญ” ซึ่งเป็นฉายาที่มอบให้กับนักฟุตบอลคนสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือก ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะได้ลงแข่งในฤดูกาลที่จะมาถึง อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่เดือนต่อมา เพอร์ดี้ได้พาทีมคว้าชัยชนะในรอบเพลย์ออฟถึงสองครั้ง ความจริงก็คือผู้บริหารทีมไม่ได้เก่งในการประเมินศักยภาพของนักกีฬาเสมอไป และเราก็เช่นกัน</p>
<p>ในเรื่องราวพันธสัญญาเดิมที่เราคุ้นเคยนั้น พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะซามูเอลไปเลือกกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลจากบรรดาบุตรชายของเจสซี เมื่อซามูเอลมองดูคนเหล่านั้น ท่านรู้สึกประทับใจกับรูปร่างหน้าตาของพวกเขา แต่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อย่า​มองดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​หรือ​ที่​ความ​สูง​แห่ง​ร่างกาย​ของ​เขา” (1 ซมอ.16:7) พระเจ้าทรงนำท่านให้เลือกผู้ที่ไม่ได้มีอายุมากที่สุดหรือสูงที่สุด แต่เป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดและดูมีความสำคัญน้อยที่สุด นั่นคือ ดาวิด ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ของโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิสราเอล</p>
<p>เหตุใดเราจึงมักจะประเมินผู้คนผิดพลาด ข้อพระคัมภีร์ในวันนี้เตือนเราว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) เมื่อเราถูกขอให้เลือกคนมาร่วมทีมหรือรับใช้ในฐานะคณะกรรมการอาสาสมัคร เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญา เพื่อที่เราจะตัดสินใจเลือกโดยยึดตามคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเห็นว่าสำคัญ</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึก “ไม่สำคัญ” คุณจะมองผู้คนด้วยมุมมองของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดประทานสายตาที่แหลมคมแก่ข้าพระองค์ เพื่อจะมองผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงมองเห็น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>มนุษย์​ดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​แต่​พระ​เจ้า​ทอด​พระ​เนตร​จิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในระหว่างการคัดตัวในลีกอเมริกันฟุตบอลแห่งชาติประจำปี บรรดาทีมอเมริ-กันฟุตบอลอาชีพจะทำการคัดเลือกผู้เล่นคนใหม่ พวกโค้ชใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการประเมินทักษะและสมรรถภาพร่างกายของผู้เล่นในอนาคต ในปี 2022 บร็อค เพอร์ดี้เป็นคนท้ายสุดคือลำดับที่ 262 ที่ได้รับเลือกและได้ติดป้ายว่า “คนไม่สำคัญ” ซึ่งเป็นฉายาที่มอบให้กับนักฟุตบอลคนสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือก ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะได้ลงแข่งในฤดูกาลที่จะมาถึง อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่เดือนต่อมา เพอร์ดี้ได้พาทีมคว้าชัยชนะในรอบเพลย์ออฟถึงสองครั้ง ความจริงก็คือผู้บริหารทีมไม่ได้เก่งในการประเมินศักยภาพของนักกีฬาเสมอไป และเราก็เช่นกัน</p>
<p>ในเรื่องราวพันธสัญญาเดิมที่เราคุ้นเคยนั้น พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะซามูเอลไปเลือกกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลจากบรรดาบุตรชายของเจสซี เมื่อซามูเอลมองดูคนเหล่านั้น ท่านรู้สึกประทับใจกับรูปร่างหน้าตาของพวกเขา แต่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อย่า​มองดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​หรือ​ที่​ความ​สูง​แห่ง​ร่างกาย​ของ​เขา” (1 ซมอ.16:7) พระเจ้าทรงนำท่านให้เลือกผู้ที่ไม่ได้มีอายุมากที่สุดหรือสูงที่สุด แต่เป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดและดูมีความสำคัญน้อยที่สุด นั่นคือ ดาวิด ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ของโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิสราเอล</p>
<p>เหตุใดเราจึงมักจะประเมินผู้คนผิดพลาด ข้อพระคัมภีร์ในวันนี้เตือนเราว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) เมื่อเราถูกขอให้เลือกคนมาร่วมทีมหรือรับใช้ในฐานะคณะกรรมการอาสาสมัคร เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญา เพื่อที่เราจะตัดสินใจเลือกโดยยึดตามคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเห็นว่าสำคัญ</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึก “ไม่สำคัญ” คุณจะมองผู้คนด้วยมุมมองของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดประทานสายตาที่แหลมคมแก่ข้าพระองค์ เพื่อจะมองผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงมองเห็น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:13:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7c9ab9b8/4714f359.mp3" length="11613169" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>มนุษย์​ดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​แต่​พระ​เจ้า​ทอด​พระ​เนตร​จิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]

ในระหว่างการคัดตัวในลีกอเมริกันฟุตบอลแห่งชาติประจำปี บรรดาทีมอเมริ-กันฟุตบอลอาชีพจะทำการคัดเลือกผู้เล่นคนใหม่ พวกโค้ชใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการประเมินทักษะและสมรรถภาพร่างกายของผู้เล่นในอนาคต ในปี 2022 บร็อค เพอร์ดี้เป็นคนท้ายสุดคือลำดับที่ 262 ที่ได้รับเลือกและได้ติดป้ายว่า “คนไม่สำคัญ” ซึ่งเป็นฉายาที่มอบให้กับนักฟุตบอลคนสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือก ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะได้ลงแข่งในฤดูกาลที่จะมาถึง อย่างไรก็ตามเพียงไม่กี่เดือนต่อมา เพอร์ดี้ได้พาทีมคว้าชัยชนะในรอบเพลย์ออฟถึงสองครั้ง ความจริงก็คือผู้บริหารทีมไม่ได้เก่งในการประเมินศักยภาพของนักกีฬาเสมอไป และเราก็เช่นกัน
ในเรื่องราวพันธสัญญาเดิมที่เราคุ้นเคยนั้น พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะซามูเอลไปเลือกกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลจากบรรดาบุตรชายของเจสซี เมื่อซามูเอลมองดูคนเหล่านั้น ท่านรู้สึกประทับใจกับรูปร่างหน้าตาของพวกเขา แต่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อย่า​มองดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​หรือ​ที่​ความ​สูง​แห่ง​ร่างกาย​ของ​เขา” (1 ซมอ.16:7) พระเจ้าทรงนำท่านให้เลือกผู้ที่ไม่ได้มีอายุมากที่สุดหรือสูงที่สุด แต่เป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดและดูมีความสำคัญน้อยที่สุด นั่นคือ ดาวิด ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ของโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิสราเอล
เหตุใดเราจึงมักจะประเมินผู้คนผิดพลาด ข้อพระคัมภีร์ในวันนี้เตือนเราว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) เมื่อเราถูกขอให้เลือกคนมาร่วมทีมหรือรับใช้ในฐานะคณะกรรมการอาสาสมัคร เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญา เพื่อที่เราจะตัดสินใจเลือกโดยยึดตามคุณสมบัติที่พระองค์ทรงเห็นว่าสำคัญ

เมื่อใดที่คุณรู้สึก “ไม่สำคัญ” คุณจะมองผู้คนด้วยมุมมองของพระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดประทานสายตาที่แหลมคมแก่ข้าพระองค์ เพื่อจะมองผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงมองเห็น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มนุษย์​ดู​ที่​รูปร่าง​ภายนอก​แต่​พระ​เจ้า​ทอด​พระ​เนตร​จิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]

ในระหว่างการคัดตัวในลีกอเมริกันฟุตบอลแห่งชาติประจำปี บรรดาทีมอเมริ-กันฟุตบอลอาชีพจะทำการคัดเลือกผู้เล่นคนใหม่ พวกโค้ชใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการประเมินทักษะและสมรรถภาพร่างกายข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตที่ถูกพัฒนาในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตที่ถูกพัฒนาในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8fb343c6-2443-44b5-9909-006a4627a9af</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/52d725fc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา [ ปฐมกาล 2:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนที่เราสร้างบ้าน บ้านของเราตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยโคลนและอยู่สุดถนนลูกรัง เราต้องการหญ้า ต้นไม้ และพุ่มไม้เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของเชิงเขาโอเรกอน ขณะที่ผมเอาเครื่องมือทำสวนออกมาเพื่อใช้งาน ผมคิดถึงสวนแห่งแรกที่รอคอยการมาถึงของมนุษย์ “ต้นไม้​ตาม​ทุ่ง​นา​ยัง​ไม่​เกิดขึ้น​บน​แผ่นดิน และ​พืช​ตาม​ทุ่ง​นา​ก็​ยัง​ไม่​งอก​ขึ้น​...ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา​” (ปฐก.2:5)</p>
<p>ในเรื่องราวการทรงสร้างในปฐมกาล 1 พระเจ้าตรัสหลายครั้งเมื่อทรงเห็นว่าสิ่งที่ทรงสร้างนั้น “ดี” หรือ “ดีนัก” (ข้อ 4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) อย่างไรก็ตาม มันยังไม่สมบูรณ์ อาดัมและเอวาจำเป็นต้องทำการเพาะปลูกบนผืนดินนั้น เพื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง (ข้อ 28) พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ในสรวงสวรรค์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นที่ซึ่งต้องการการดูแลและพัฒนา</p>
<p>นับตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าทรงเชิญชวนมนุษย์ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการทรงสร้าง พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นทั้งในสวนเอเดน และในการทรงสร้างเราให้เป็น “คนที่ถูกสร้างใหม่” เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ (2 คร.5:17) เมื่อได้รับความรอดนั้นเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้” (รม.12:2) พระเจ้าทรงทำกิจในชีวิตเราเมื่อเราดำเนินชีวิตตามชอบพระทัยของพระองค์ “​ตาม​ลักษณะ​พระ​ฉายแห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์” (8:29)</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการดูแลโลกนี้หรือการดูแลชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานของประทานให้แก่เราแล้วที่เราจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณชอบทำงานอะไรมากที่สุด พระเจ้าอาจทรงเรียกให้คุณพัฒนาสิ่งใดในชุมชนของคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์ มีส่วนร่วมในพระราชกิจที่ทรงกำลังกระทำในโลกนี้และในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา [ ปฐมกาล 2:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนที่เราสร้างบ้าน บ้านของเราตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยโคลนและอยู่สุดถนนลูกรัง เราต้องการหญ้า ต้นไม้ และพุ่มไม้เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของเชิงเขาโอเรกอน ขณะที่ผมเอาเครื่องมือทำสวนออกมาเพื่อใช้งาน ผมคิดถึงสวนแห่งแรกที่รอคอยการมาถึงของมนุษย์ “ต้นไม้​ตาม​ทุ่ง​นา​ยัง​ไม่​เกิดขึ้น​บน​แผ่นดิน และ​พืช​ตาม​ทุ่ง​นา​ก็​ยัง​ไม่​งอก​ขึ้น​...ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา​” (ปฐก.2:5)</p>
<p>ในเรื่องราวการทรงสร้างในปฐมกาล 1 พระเจ้าตรัสหลายครั้งเมื่อทรงเห็นว่าสิ่งที่ทรงสร้างนั้น “ดี” หรือ “ดีนัก” (ข้อ 4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) อย่างไรก็ตาม มันยังไม่สมบูรณ์ อาดัมและเอวาจำเป็นต้องทำการเพาะปลูกบนผืนดินนั้น เพื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง (ข้อ 28) พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ในสรวงสวรรค์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นที่ซึ่งต้องการการดูแลและพัฒนา</p>
<p>นับตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าทรงเชิญชวนมนุษย์ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการทรงสร้าง พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นทั้งในสวนเอเดน และในการทรงสร้างเราให้เป็น “คนที่ถูกสร้างใหม่” เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ (2 คร.5:17) เมื่อได้รับความรอดนั้นเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้” (รม.12:2) พระเจ้าทรงทำกิจในชีวิตเราเมื่อเราดำเนินชีวิตตามชอบพระทัยของพระองค์ “​ตาม​ลักษณะ​พระ​ฉายแห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์” (8:29)</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการดูแลโลกนี้หรือการดูแลชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานของประทานให้แก่เราแล้วที่เราจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณชอบทำงานอะไรมากที่สุด พระเจ้าอาจทรงเรียกให้คุณพัฒนาสิ่งใดในชุมชนของคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์ มีส่วนร่วมในพระราชกิจที่ทรงกำลังกระทำในโลกนี้และในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 05 Feb 2025 16:12:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/52d725fc/d3977287.mp3" length="9571026" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>599</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา [ ปฐมกาล 2:5 ]

เมื่อตอนที่เราสร้างบ้าน บ้านของเราตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยโคลนและอยู่สุดถนนลูกรัง เราต้องการหญ้า ต้นไม้ และพุ่มไม้เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของเชิงเขาโอเรกอน ขณะที่ผมเอาเครื่องมือทำสวนออกมาเพื่อใช้งาน ผมคิดถึงสวนแห่งแรกที่รอคอยการมาถึงของมนุษย์ “ต้นไม้​ตาม​ทุ่ง​นา​ยัง​ไม่​เกิดขึ้น​บน​แผ่นดิน และ​พืช​ตาม​ทุ่ง​นา​ก็​ยัง​ไม่​งอก​ขึ้น​...ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา​” (ปฐก.2:5)
ในเรื่องราวการทรงสร้างในปฐมกาล 1 พระเจ้าตรัสหลายครั้งเมื่อทรงเห็นว่าสิ่งที่ทรงสร้างนั้น “ดี” หรือ “ดีนัก” (ข้อ 4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) อย่างไรก็ตาม มันยังไม่สมบูรณ์ อาดัมและเอวาจำเป็นต้องทำการเพาะปลูกบนผืนดินนั้น เพื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง (ข้อ 28) พวกเขาไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ในสรวงสวรรค์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เป็นที่ซึ่งต้องการการดูแลและพัฒนา
นับตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าทรงเชิญชวนมนุษย์ให้ร่วมมือกับพระองค์ในการทรงสร้าง พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นทั้งในสวนเอเดน และในการทรงสร้างเราให้เป็น “คนที่ถูกสร้างใหม่” เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ (2 คร.5:17) เมื่อได้รับความรอดนั้นเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “อย่า​ประพฤติ​ตาม​อย่าง​คน​ใน​ยุค​นี้” (รม.12:2) พระเจ้าทรงทำกิจในชีวิตเราเมื่อเราดำเนินชีวิตตามชอบพระทัยของพระองค์ “​ตาม​ลักษณะ​พระ​ฉายแห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์” (8:29)
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลโลกนี้หรือการดูแลชีวิตใหม่ของเราในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานของประทานให้แก่เราแล้วที่เราจะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

คุณชอบทำงานอะไรมากที่สุด พระเจ้าอาจทรงเรียกให้คุณพัฒนาสิ่งใดในชุมชนของคุณ
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์ มีส่วนร่วมในพระราชกิจที่ทรงกำลังกระทำในโลกนี้และในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทั้ง​ยัง​ไม่​มี​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​ไร่​ไถ​นา [ ปฐมกาล 2:5 ]

เมื่อตอนที่เราสร้างบ้าน บ้านของเราตั้งอยู่บนที่ดินว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยโคลนและอยู่สุดถนนลูกรัง เราต้องการหญ้า ต้นไม้ และพุ่มไม้เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมของเชิงเขาโอเรกอน ขณะที่ผมเอาเครื่องมือ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จดจ่อที่พระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จดจ่อที่พระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4dfe8430-d3ab-4afd-9ed3-ff139cff2a4d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5b12f7e0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>[พระเยซูตรัสว่า] “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา” [ ยอห์น 5:39 ]</p>
<p><br></p>
<p>สายตาของจูนจ้องมองไปที่รถสีเทาข้างๆเธอ เธอต้องเปลี่ยนเลนเพื่อออกจากทางหลวง แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามจะแซง คนขับรถอีกคันนั้นก็ดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นด้วย ในที่สุดเธอก็สามารถปาดขึ้นหน้าได้ ด้วยความภูมิใจในชัยชนะ จูนส่องกระจกมองหลังแล้วยิ้มเยาะ ในเวลานั้นเองเธอสังเกตเห็นทางออกที่เป็นเป้าหมายของเธอเลยผ่านไป</p>
<p>เธอยิ้มแหยๆ และเล่าว่า “ฉันมัวแต่จดจ่อที่จะแซงจนขับเลยทางออก”</p>
<p>ความเผลอไผลเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ในยามที่เราปรารถนาจะเดินในทางของพระเจ้า เมื่อพวกผู้นำศาสนาข่มเหงพระเยซูที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติของพวกยิว (ยน.5:16) พระองค์ทรงเตือนว่าพวกเขาจดจ่อกับการศึกษาและบังคับใช้ธรรมบัญญัติมากจนลืมคิดถึงบุคคลที่ธรรมบัญญัติบ่งชี้ถึง “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​ยอม​มา​หา​เรา​เพื่อ​จะ​ได้​ชีวิต​” (ข้อ 39-40)</p>
<p>ในความพยายามจะเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า พวกผู้นำศาสนาให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพวกยิวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนก็ทำด้วย ในทำนองเดียวกัน เราอาจปฏิบัติสิ่งดีด้วยความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า เช่น เข้าร่วมนมัสการที่คริสตจักร ศึกษาพระคัมภีร์ ทำการกุศล และแม้แต่ชวนผู้อื่นมาร่วมกับเรา แต่เราอาจมุ่งความสนใจไปที่สิ่งเหล่านั้นจนลืมผู้ที่ทรงเป็นเหตุผลของการกระทำทั้งสิ้นของเรา นั่นคือ พระเยซู</p>
<p>ในการกระทำทุกอย่างของเรา ให้เราทูลขอพระเจ้าช่วยเราจดจ่อที่พระคริสต์ (ฮบ.12:2) พระองค์เท่านั้นทรงเป็น “​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน. 14:6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด การจดจ่อที่พระเยซูมีความหมายสำหรับคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานให้ข้าพระองค์มีชีวิตโดยทางพระคริสต์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีพระองค์เป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์กระทำ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>[พระเยซูตรัสว่า] “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา” [ ยอห์น 5:39 ]</p>
<p><br></p>
<p>สายตาของจูนจ้องมองไปที่รถสีเทาข้างๆเธอ เธอต้องเปลี่ยนเลนเพื่อออกจากทางหลวง แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามจะแซง คนขับรถอีกคันนั้นก็ดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นด้วย ในที่สุดเธอก็สามารถปาดขึ้นหน้าได้ ด้วยความภูมิใจในชัยชนะ จูนส่องกระจกมองหลังแล้วยิ้มเยาะ ในเวลานั้นเองเธอสังเกตเห็นทางออกที่เป็นเป้าหมายของเธอเลยผ่านไป</p>
<p>เธอยิ้มแหยๆ และเล่าว่า “ฉันมัวแต่จดจ่อที่จะแซงจนขับเลยทางออก”</p>
<p>ความเผลอไผลเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ในยามที่เราปรารถนาจะเดินในทางของพระเจ้า เมื่อพวกผู้นำศาสนาข่มเหงพระเยซูที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติของพวกยิว (ยน.5:16) พระองค์ทรงเตือนว่าพวกเขาจดจ่อกับการศึกษาและบังคับใช้ธรรมบัญญัติมากจนลืมคิดถึงบุคคลที่ธรรมบัญญัติบ่งชี้ถึง “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​ยอม​มา​หา​เรา​เพื่อ​จะ​ได้​ชีวิต​” (ข้อ 39-40)</p>
<p>ในความพยายามจะเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า พวกผู้นำศาสนาให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพวกยิวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนก็ทำด้วย ในทำนองเดียวกัน เราอาจปฏิบัติสิ่งดีด้วยความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า เช่น เข้าร่วมนมัสการที่คริสตจักร ศึกษาพระคัมภีร์ ทำการกุศล และแม้แต่ชวนผู้อื่นมาร่วมกับเรา แต่เราอาจมุ่งความสนใจไปที่สิ่งเหล่านั้นจนลืมผู้ที่ทรงเป็นเหตุผลของการกระทำทั้งสิ้นของเรา นั่นคือ พระเยซู</p>
<p>ในการกระทำทุกอย่างของเรา ให้เราทูลขอพระเจ้าช่วยเราจดจ่อที่พระคริสต์ (ฮบ.12:2) พระองค์เท่านั้นทรงเป็น “​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน. 14:6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด การจดจ่อที่พระเยซูมีความหมายสำหรับคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานให้ข้าพระองค์มีชีวิตโดยทางพระคริสต์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีพระองค์เป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์กระทำ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 04 Feb 2025 16:11:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5b12f7e0/895c5c5d.mp3" length="11711371" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>[พระเยซูตรัสว่า] “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา” [ ยอห์น 5:39 ]

สายตาของจูนจ้องมองไปที่รถสีเทาข้างๆเธอ เธอต้องเปลี่ยนเลนเพื่อออกจากทางหลวง แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามจะแซง คนขับรถอีกคันนั้นก็ดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นด้วย ในที่สุดเธอก็สามารถปาดขึ้นหน้าได้ ด้วยความภูมิใจในชัยชนะ จูนส่องกระจกมองหลังแล้วยิ้มเยาะ ในเวลานั้นเองเธอสังเกตเห็นทางออกที่เป็นเป้าหมายของเธอเลยผ่านไป
เธอยิ้มแหยๆ และเล่าว่า “ฉันมัวแต่จดจ่อที่จะแซงจนขับเลยทางออก”
ความเผลอไผลเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ในยามที่เราปรารถนาจะเดินในทางของพระเจ้า เมื่อพวกผู้นำศาสนาข่มเหงพระเยซูที่ไม่รักษาธรรมบัญญัติของพวกยิว (ยน.5:16) พระองค์ทรงเตือนว่าพวกเขาจดจ่อกับการศึกษาและบังคับใช้ธรรมบัญญัติมากจนลืมคิดถึงบุคคลที่ธรรมบัญญัติบ่งชี้ถึง “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​ยอม​มา​หา​เรา​เพื่อ​จะ​ได้​ชีวิต​” (ข้อ 39-40)
ในความพยายามจะเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า พวกผู้นำศาสนาให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพวกยิวและตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนก็ทำด้วย ในทำนองเดียวกัน เราอาจปฏิบัติสิ่งดีด้วยความกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า เช่น เข้าร่วมนมัสการที่คริสตจักร ศึกษาพระคัมภีร์ ทำการกุศล และแม้แต่ชวนผู้อื่นมาร่วมกับเรา แต่เราอาจมุ่งความสนใจไปที่สิ่งเหล่านั้นจนลืมผู้ที่ทรงเป็นเหตุผลของการกระทำทั้งสิ้นของเรา นั่นคือ พระเยซู
ในการกระทำทุกอย่างของเรา ให้เราทูลขอพระเจ้าช่วยเราจดจ่อที่พระคริสต์ (ฮบ.12:2) พระองค์เท่านั้นทรงเป็น “​ทาง​นั้น เป็น​ความ​จริง​และ​เป็น​ชีวิต” (ยน. 14:6)

วันนี้คุณมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด การจดจ่อที่พระเยซูมีความหมายสำหรับคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานให้ข้าพระองค์มีชีวิตโดยทางพระคริสต์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีพระองค์เป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์กระทำ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[พระเยซูตรัสว่า] “พระ​คัมภีร์​นั้น​เป็น​พยาน​ให้แก่​เรา” [ ยอห์น 5:39 ]

สายตาของจูนจ้องมองไปที่รถสีเทาข้างๆเธอ เธอต้องเปลี่ยนเลนเพื่อออกจากทางหลวง แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามจะแซง คนขับรถอีกคันนั้นก็ดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นด้วย ในที่สุดเธอก็สามารถปาดขึ้นหน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่กว้างขวางของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ที่กว้างขวางของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ff18a8bd-abe3-46f4-8b13-c4ff90d5667e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/39c8a06b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระ​องค์​ทรง​วาง​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​ที่​กว้างขวาง [ สดุดี 31:8 ]</p>
<p><br></p>
<p>เมื่อนักศาสนศาสตร์ท็อดด์ บิลลิงส์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่มีทางรักษา เขาบรรยายถึงความตายที่ใกล้เข้ามาว่าเป็นเหมือนแสงไฟที่กำลังริบหรี่หรือกำลังจะดับในห้องที่ไกลออกไป “ในฐานะพ่อของลูกวัย 1 และ 3 ขวบ ผมมักจะคิดว่าเวลา 2-3 ทศวรรษข้างหน้าเป็นเหมือนพื้นที่โล่งที่เปิดกว้าง และผมคงจะได้เห็นเนติและนาธานีเอลเติบโตเป็นผู้ใหญ่...แต่เมื่อทราบผลการวินิจฉัย...สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตีบตัน”</p>
<p>เมื่อคิดถึงข้อจำกัดเหล่านี้ บิลลิงส์ใคร่ครวญพระธรรมสดุดี 31 ที่พระเจ้าได้ทรงวางดาวิดไว้ใน “ที่กว้างขวาง” (ข้อ 8) แม้ว่าดาวิดจะพูดถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากศัตรู แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและที่ปลอดภัยสำหรับท่าน (ข้อ 2) ผู้แต่งเพลงสดุดีท่านนี้กล่าวถึงความไว้วางใจที่มีในพระเจ้าผ่านบทเพลงนี้ว่า “วัน​เวลา​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 15)</p>
<p>บิลลิงส์ทำตามดาวิดโดยฝากความหวังไว้ในพระเจ้า แม้ว่านักศาสนศาสตร์ สามี และพ่อคนนี้ต้องเผชิญกับทางแคบในชีวิต แต่เขาก็เห็นพ้องว่าเขาอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวางด้วย เพราะชัยชนะของพระเจ้าเหนือความตายโดยการเสียสละของพระคริสต์หมายความว่าเราได้อาศัยอยู่ในพระคริสต์ ซึ่งเป็น “สถานที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้” เขาอธิบายอีกว่า “จะมีอะไรกว้างใหญ่ไปกว่าการได้มีส่วนในชีวิตของพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”</p>
<p>เราอาจร้องไห้คร่ำครวญเช่นกัน แต่เราลี้ภัยอยู่ในพระเจ้าได้โดยขอให้ทรงพาและนำเราไป (ข้อ 1, 3) เรายืนยันร่วมกับดาวิดได้ว่าเราอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวาง</p>
<p><br></p>
<p><strong>การมีชีวิตอยู่ในสถานที่กว้างขวางมีความหมายต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะสามารถมอบความหวังใจไว้ในพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ เพื่อปลดปล่อยข้าพระองค์ให้เป็นไท ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือสถานที่กว้างขวางนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระ​องค์​ทรง​วาง​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​ที่​กว้างขวาง [ สดุดี 31:8 ]</p>
<p><br></p>
<p>เมื่อนักศาสนศาสตร์ท็อดด์ บิลลิงส์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่มีทางรักษา เขาบรรยายถึงความตายที่ใกล้เข้ามาว่าเป็นเหมือนแสงไฟที่กำลังริบหรี่หรือกำลังจะดับในห้องที่ไกลออกไป “ในฐานะพ่อของลูกวัย 1 และ 3 ขวบ ผมมักจะคิดว่าเวลา 2-3 ทศวรรษข้างหน้าเป็นเหมือนพื้นที่โล่งที่เปิดกว้าง และผมคงจะได้เห็นเนติและนาธานีเอลเติบโตเป็นผู้ใหญ่...แต่เมื่อทราบผลการวินิจฉัย...สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตีบตัน”</p>
<p>เมื่อคิดถึงข้อจำกัดเหล่านี้ บิลลิงส์ใคร่ครวญพระธรรมสดุดี 31 ที่พระเจ้าได้ทรงวางดาวิดไว้ใน “ที่กว้างขวาง” (ข้อ 8) แม้ว่าดาวิดจะพูดถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากศัตรู แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและที่ปลอดภัยสำหรับท่าน (ข้อ 2) ผู้แต่งเพลงสดุดีท่านนี้กล่าวถึงความไว้วางใจที่มีในพระเจ้าผ่านบทเพลงนี้ว่า “วัน​เวลา​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 15)</p>
<p>บิลลิงส์ทำตามดาวิดโดยฝากความหวังไว้ในพระเจ้า แม้ว่านักศาสนศาสตร์ สามี และพ่อคนนี้ต้องเผชิญกับทางแคบในชีวิต แต่เขาก็เห็นพ้องว่าเขาอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวางด้วย เพราะชัยชนะของพระเจ้าเหนือความตายโดยการเสียสละของพระคริสต์หมายความว่าเราได้อาศัยอยู่ในพระคริสต์ ซึ่งเป็น “สถานที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้” เขาอธิบายอีกว่า “จะมีอะไรกว้างใหญ่ไปกว่าการได้มีส่วนในชีวิตของพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”</p>
<p>เราอาจร้องไห้คร่ำครวญเช่นกัน แต่เราลี้ภัยอยู่ในพระเจ้าได้โดยขอให้ทรงพาและนำเราไป (ข้อ 1, 3) เรายืนยันร่วมกับดาวิดได้ว่าเราอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวาง</p>
<p><br></p>
<p><strong>การมีชีวิตอยู่ในสถานที่กว้างขวางมีความหมายต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะสามารถมอบความหวังใจไว้ในพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ เพื่อปลดปล่อยข้าพระองค์ให้เป็นไท ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือสถานที่กว้างขวางนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 03 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/39c8a06b/4a07d1d0.mp3" length="12859937" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>804</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​องค์​ทรง​วาง​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​ที่​กว้างขวาง [ สดุดี 31:8 ]

เมื่อนักศาสนศาสตร์ท็อดด์ บิลลิงส์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่มีทางรักษา เขาบรรยายถึงความตายที่ใกล้เข้ามาว่าเป็นเหมือนแสงไฟที่กำลังริบหรี่หรือกำลังจะดับในห้องที่ไกลออกไป “ในฐานะพ่อของลูกวัย 1 และ 3 ขวบ ผมมักจะคิดว่าเวลา 2-3 ทศวรรษข้างหน้าเป็นเหมือนพื้นที่โล่งที่เปิดกว้าง และผมคงจะได้เห็นเนติและนาธานีเอลเติบโตเป็นผู้ใหญ่...แต่เมื่อทราบผลการวินิจฉัย...สิ่งที่เกิดขึ้นคือความตีบตัน”
เมื่อคิดถึงข้อจำกัดเหล่านี้ บิลลิงส์ใคร่ครวญพระธรรมสดุดี 31 ที่พระเจ้าได้ทรงวางดาวิดไว้ใน “ที่กว้างขวาง” (ข้อ 8) แม้ว่าดาวิดจะพูดถึงความทุกข์ทรมานที่เกิดจากศัตรู แต่ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและที่ปลอดภัยสำหรับท่าน (ข้อ 2) ผู้แต่งเพลงสดุดีท่านนี้กล่าวถึงความไว้วางใจที่มีในพระเจ้าผ่านบทเพลงนี้ว่า “วัน​เวลา​ของ​ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 15)
บิลลิงส์ทำตามดาวิดโดยฝากความหวังไว้ในพระเจ้า แม้ว่านักศาสนศาสตร์ สามี และพ่อคนนี้ต้องเผชิญกับทางแคบในชีวิต แต่เขาก็เห็นพ้องว่าเขาอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวางด้วย เพราะชัยชนะของพระเจ้าเหนือความตายโดยการเสียสละของพระคริสต์หมายความว่าเราได้อาศัยอยู่ในพระคริสต์ ซึ่งเป็น “สถานที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้” เขาอธิบายอีกว่า “จะมีอะไรกว้างใหญ่ไปกว่าการได้มีส่วนในชีวิตของพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์”
เราอาจร้องไห้คร่ำครวญเช่นกัน แต่เราลี้ภัยอยู่ในพระเจ้าได้โดยขอให้ทรงพาและนำเราไป (ข้อ 1, 3) เรายืนยันร่วมกับดาวิดได้ว่าเราอาศัยอยู่ในสถานที่กว้างขวาง

การมีชีวิตอยู่ในสถานที่กว้างขวางมีความหมายต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะสามารถมอบความหวังใจไว้ในพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง
พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ เพื่อปลดปล่อยข้าพระองค์ให้เป็นไท ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือสถานที่กว้างขวางนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​องค์​ทรง​วาง​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ใน​ที่​กว้างขวาง [ สดุดี 31:8 ]

เมื่อนักศาสนศาสตร์ท็อดด์ บิลลิงส์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่มีทางรักษา เขาบรรยายถึงความตายที่ใกล้เข้ามาว่าเป็นเหมือนแสงไฟที่กำลังริบหรี่หรือกำลังจะดับในห้องที่ไ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกผิดหวังกับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>8</itunes:episode>
      <podcast:episode>8</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานอย่างไร เมื่อรู้สึกผิดหวังกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f168f306-462e-48fb-a457-66194824e871</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4a1f5c4c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>บางครั้ง ปัญหาในชีวิตก็ถาโถมเข้าใส่เรา จนเรารู้สึกว่ามันยากที่จะมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้า ในช่วงเวลามืดมนเช่นนั้น เราจะหันหน้าไปทางไหน </p><p> </p><p>ยอห์น 3:16 บอกเราว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรัก (loved) โลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์“ สังเกตว่ายอห์นกล่าวว่าพระเจ้าทรง “รัก (loved)“ เรา ไม่ใช่พระเจ้าทรงรัก (loves) เรา วิธีการเล่าเรื่องในอดีต (past tense) ของยอห์นในจุดนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงรักเราแล้วในวันนี้ พระองค์ทรงรักเรา! แต่มันเป็นการเน้นย้ำว่าหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราซึ่งไม่สามารถปฏิเสธหรือเปลี่ยนแปลงได้ อยู่ในของขวัญที่พระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว คือพระบุตรของพระองค์ที่ทรงช่วยให้เรารอดพ้นจากบาปของเรา ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เราสามารถมองย้อนกลับไปที่การช่วยให้รอดอันแสนประเสริฐและรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างเรา </p><p> </p><p>สดุดี 77 ถ่ายทอดบทเรียนที่คล้ายคลึงกัน ในจุดนี้ผู้เขียนสดุดีตกอยู่ในความรวดร้าวที่เจ็บลึก เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการหันไปหาพระเจ้า แต่นี่ยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานของเขาเพิ่มขึ้น เพราะพระเจ้ามิได้ทรงปลอบประโลมใจเขา (ข้อ 2) </p><p> </p><p>เขาทนทุกข์ในค่ำคืนที่หลับไม่ลงมานานหลายคืน จนถึงจุดที่เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดหรือคำอธิษฐานได้ (ข้อ 4) เขาหวนคิดถึงบทเพลงแห่งความชื่นชมยินดีที่เคยติดอยู่ที่ริมฝีปากในค่ำคืนก่อนหน้านั้น (ข้อ 5-6) แต่ความทรงจำนี้ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดในปัจจุบันของเขาย่ำแย่ลง </p><p> </p><p>ผู้เขียนสดุดีตั้งคำถามกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 7-9) เขาย้ำเตือนพระเจ้าว่าพระองค์ได้ทรงสัญญาที่จะสำแดงความโปรดปราน ความเมตตากรุณา และความเห็นอกเห็นใจต่อบรรดาประชากรของพระองค์ ผู้เขียนสดุดีตั้งความหวังว่าคำถามเหล่านี้จะกระตุ้นเตือนให้พระเจ้าทรงช่วยเขา </p><p> </p><p>ข้อ 10 เป็นจุดพลิกผันของบทสดุดี มาจนถึงตอนนี้ ความคิดทั้งหมดของผู้เขียนล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาของตัวเขาเอง แต่เวลานี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะคิดต่างไปจากเดิม “ข้าพระองค์จะตรึกตรองถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์“ (ข้อ 12) </p><p> </p><p>เขาต้องการให้พระเจ้าทำการอัศจรรย์ในชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงระลึกถึงการอัศจรรย์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุด เขาหวนคิดถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ ด้วยการแยกทะเลแดงซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ (ข้อ 14-20) หากพระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ด้วยฤทธิ์เดชเช่นนั้นได้ในอดีต พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยกู้พวกเขาในปัจจุบันได้เช่นกัน </p><p> </p><p>เมื่อเราอ่านสดุดีบทนี้ เราอาจรู้สึกอึดอัดกับวิธีการที่ผู้ทนทุกข์พูดกับพระเจ้า เขาไม่เพียงกล้าพูด แต่ยังกล่าวหาและขาดความเคารพ อย่างไรก็ตามองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงตำหนิเขา อันที่จริง พระเจ้าทรงอนุญาตให้สดุดีบทนี้ได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เพื่อเรา แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีเส้นแบ่งที่เราไม่ควรก้าวล่วงในการพูดกับพระเจ้า (ตัวอย่างเช่น โยบจะไม่มีวันแช่งด่าพระเจ้าทั้งที่เขารู้ว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดการทดลอง) การคงอยู่ของสดุดีบทนี้คือการที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราพูดกับพระองค์ได้อย่างเปิดเผย </p><p> </p><p>เราจะหันหน้าไปทางไหนเมื่อเราผิดหวังกับพระเจ้า เราต้องไปให้ถึงที่ซึ่ง “พระองค์ได้ทรงไถ่ประชากรของพระองค์ด้วยพระกรของพระองค์” (ข้อ 15) ซึ่งสำหรับคุณและผมแล้วคือที่กางเขนนั่นเอง </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกผิดหวังกับพระเจ้า? พระคัมภีร์ตอนไหนที่ช่วยคุณได้ในเวลาเช่นนี้? สดุดี 77 ช่วยให้คุณพูดกับพระเจ้าถึงความผิดหวังของคุณได้อย่างไร ในขณะที่คุณยังคงต้องการถวายเกียรติแด่พระเจ้า? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ความรักมั่นคงของพระองค์จะระงับอยู่เป็นนิตย์หรือ พระสัญญาของพระองค์สิ้นสุดตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์หรือ” สดุดี‬ 77‬:8</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  </p><p>แผนการอ่านใน 8 วัน </p><p><br></p><p>บางครั้ง ปัญหาในชีวิตก็ถาโถมเข้าใส่เรา จนเรารู้สึกว่ามันยากที่จะมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้า ในช่วงเวลามืดมนเช่นนั้น เราจะหันหน้าไปทางไหน </p><p> </p><p>ยอห์น 3:16 บอกเราว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรัก (loved) โลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์“ สังเกตว่ายอห์นกล่าวว่าพระเจ้าทรง “รัก (loved)“ เรา ไม่ใช่พระเจ้าทรงรัก (loves) เรา วิธีการเล่าเรื่องในอดีต (past tense) ของยอห์นในจุดนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงรักเราแล้วในวันนี้ พระองค์ทรงรักเรา! แต่มันเป็นการเน้นย้ำว่าหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราซึ่งไม่สามารถปฏิเสธหรือเปลี่ยนแปลงได้ อยู่ในของขวัญที่พระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว คือพระบุตรของพระองค์ที่ทรงช่วยให้เรารอดพ้นจากบาปของเรา ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เราสามารถมองย้อนกลับไปที่การช่วยให้รอดอันแสนประเสริฐและรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างเรา </p><p> </p><p>สดุดี 77 ถ่ายทอดบทเรียนที่คล้ายคลึงกัน ในจุดนี้ผู้เขียนสดุดีตกอยู่ในความรวดร้าวที่เจ็บลึก เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการหันไปหาพระเจ้า แต่นี่ยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานของเขาเพิ่มขึ้น เพราะพระเจ้ามิได้ทรงปลอบประโลมใจเขา (ข้อ 2) </p><p> </p><p>เขาทนทุกข์ในค่ำคืนที่หลับไม่ลงมานานหลายคืน จนถึงจุดที่เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดหรือคำอธิษฐานได้ (ข้อ 4) เขาหวนคิดถึงบทเพลงแห่งความชื่นชมยินดีที่เคยติดอยู่ที่ริมฝีปากในค่ำคืนก่อนหน้านั้น (ข้อ 5-6) แต่ความทรงจำนี้ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดในปัจจุบันของเขาย่ำแย่ลง </p><p> </p><p>ผู้เขียนสดุดีตั้งคำถามกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 7-9) เขาย้ำเตือนพระเจ้าว่าพระองค์ได้ทรงสัญญาที่จะสำแดงความโปรดปราน ความเมตตากรุณา และความเห็นอกเห็นใจต่อบรรดาประชากรของพระองค์ ผู้เขียนสดุดีตั้งความหวังว่าคำถามเหล่านี้จะกระตุ้นเตือนให้พระเจ้าทรงช่วยเขา </p><p> </p><p>ข้อ 10 เป็นจุดพลิกผันของบทสดุดี มาจนถึงตอนนี้ ความคิดทั้งหมดของผู้เขียนล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาของตัวเขาเอง แต่เวลานี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะคิดต่างไปจากเดิม “ข้าพระองค์จะตรึกตรองถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์“ (ข้อ 12) </p><p> </p><p>เขาต้องการให้พระเจ้าทำการอัศจรรย์ในชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงระลึกถึงการอัศจรรย์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุด เขาหวนคิดถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ ด้วยการแยกทะเลแดงซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ (ข้อ 14-20) หากพระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ด้วยฤทธิ์เดชเช่นนั้นได้ในอดีต พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยกู้พวกเขาในปัจจุบันได้เช่นกัน </p><p> </p><p>เมื่อเราอ่านสดุดีบทนี้ เราอาจรู้สึกอึดอัดกับวิธีการที่ผู้ทนทุกข์พูดกับพระเจ้า เขาไม่เพียงกล้าพูด แต่ยังกล่าวหาและขาดความเคารพ อย่างไรก็ตามองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงตำหนิเขา อันที่จริง พระเจ้าทรงอนุญาตให้สดุดีบทนี้ได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เพื่อเรา แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีเส้นแบ่งที่เราไม่ควรก้าวล่วงในการพูดกับพระเจ้า (ตัวอย่างเช่น โยบจะไม่มีวันแช่งด่าพระเจ้าทั้งที่เขารู้ว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดการทดลอง) การคงอยู่ของสดุดีบทนี้คือการที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราพูดกับพระองค์ได้อย่างเปิดเผย </p><p> </p><p>เราจะหันหน้าไปทางไหนเมื่อเราผิดหวังกับพระเจ้า เราต้องไปให้ถึงที่ซึ่ง “พระองค์ได้ทรงไถ่ประชากรของพระองค์ด้วยพระกรของพระองค์” (ข้อ 15) ซึ่งสำหรับคุณและผมแล้วคือที่กางเขนนั่นเอง </p><p> </p><p>ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1 โดย ไมค์ เรเตอร์ </p><p> </p><p>ใคร่ครวญ </p><p>อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกผิดหวังกับพระเจ้า? พระคัมภีร์ตอนไหนที่ช่วยคุณได้ในเวลาเช่นนี้? สดุดี 77 ช่วยให้คุณพูดกับพระเจ้าถึงความผิดหวังของคุณได้อย่างไร ในขณะที่คุณยังคงต้องการถวายเกียรติแด่พระเจ้า? </p><p> </p><p>ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน </p><p>“ความรักมั่นคงของพระองค์จะระงับอยู่เป็นนิตย์หรือ พระสัญญาของพระองค์สิ้นสุดตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์หรือ” สดุดี‬ 77‬:8</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 02 Feb 2025 23:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4a1f5c4c/5eb021ba.mp3" length="8456569" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/klyFRYU5gVqZcDRVYbIisdOYf-6YnoT1cEiXMLbYqKI/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8wNDk5/NmMyOWU0ODMzMWE4/ZjQxNjk2ZDBmYWQ3/ZDU5YS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>348</itunes:duration>
      <itunes:summary>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน บางครั้ง ปัญหาในชีวิตก็ถาโถมเข้าใส่เรา จนเรารู้สึกว่ามันยากที่จะมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้า ในช่วงเวลามืดมนเช่นนั้น เราจะหันหน้าไปทางไหน  ยอห์น 3:16 บอกเราว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรัก (loved) โลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์“ สังเกตว่ายอห์นกล่าวว่าพระเจ้าทรง “รัก (loved)“ เรา ไม่ใช่พระเจ้าทรงรัก (loves) เรา วิธีการเล่าเรื่องในอดีต (past tense) ของยอห์นในจุดนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงรักเราแล้วในวันนี้ พระองค์ทรงรักเรา! แต่มันเป็นการเน้นย้ำว่าหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราซึ่งไม่สามารถปฏิเสธหรือเปลี่ยนแปลงได้ อยู่ในของขวัญที่พระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว คือพระบุตรของพระองค์ที่ทรงช่วยให้เรารอดพ้นจากบาปของเรา ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง เราสามารถมองย้อนกลับไปที่การช่วยให้รอดอันแสนประเสริฐและรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างเรา  สดุดี 77 ถ่ายทอดบทเรียนที่คล้ายคลึงกัน ในจุดนี้ผู้เขียนสดุดีตกอยู่ในความรวดร้าวที่เจ็บลึก เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยการหันไปหาพระเจ้า แต่นี่ยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานของเขาเพิ่มขึ้น เพราะพระเจ้ามิได้ทรงปลอบประโลมใจเขา (ข้อ 2)  เขาทนทุกข์ในค่ำคืนที่หลับไม่ลงมานานหลายคืน จนถึงจุดที่เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดหรือคำอธิษฐานได้ (ข้อ 4) เขาหวนคิดถึงบทเพลงแห่งความชื่นชมยินดีที่เคยติดอยู่ที่ริมฝีปากในค่ำคืนก่อนหน้านั้น (ข้อ 5-6) แต่ความทรงจำนี้ยิ่งทำให้ความเจ็บปวดในปัจจุบันของเขาย่ำแย่ลง  ผู้เขียนสดุดีตั้งคำถามกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 7-9) เขาย้ำเตือนพระเจ้าว่าพระองค์ได้ทรงสัญญาที่จะสำแดงความโปรดปราน ความเมตตากรุณา และความเห็นอกเห็นใจต่อบรรดาประชากรของพระองค์ ผู้เขียนสดุดีตั้งความหวังว่าคำถามเหล่านี้จะกระตุ้นเตือนให้พระเจ้าทรงช่วยเขา  ข้อ 10 เป็นจุดพลิกผันของบทสดุดี มาจนถึงตอนนี้ ความคิดทั้งหมดของผู้เขียนล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาของตัวเขาเอง แต่เวลานี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะคิดต่างไปจากเดิม “ข้าพระองค์จะตรึกตรองถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์“ (ข้อ 12)  เขาต้องการให้พระเจ้าทำการอัศจรรย์ในชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงระลึกถึงการอัศจรรย์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุด เขาหวนคิดถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ ด้วยการแยกทะเลแดงซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ (ข้อ 14-20) หากพระเจ้าทรงช่วยกู้ประชากรของพระองค์ด้วยฤทธิ์เดชเช่นนั้นได้ในอดีต พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยกู้พวกเขาในปัจจุบันได้เช่นกัน  เมื่อเราอ่านสดุดีบทนี้ เราอาจรู้สึกอึดอัดกับวิธีการที่ผู้ทนทุกข์พูดกับพระเจ้า เขาไม่เพียงกล้าพูด แต่ยังกล่าวหาและขาดความเคารพ อย่างไรก็ตามองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงตำหนิเขา อันที่จริง พระเจ้าทรงอนุญาตให้สดุดีบทนี้ได้รับการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เพื่อเรา แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีเส้นแบ่งที่เราไม่ควรก้าวล่วงในการพูดกับพระเจ้า (ตัวอย่างเช่น โยบจะไม่มีวันแช่งด่าพระเจ้าทั้งที่เขารู้ว่าพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดการทดลอง) การคงอยู่ของสดุดีบทนี้คือการที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราพูดกับพระองค์ได้อย่างเปิดเผย  เราจะหันหน้าไปทางไหนเมื่อเราผิดหวังกับพระเจ้า เราต้องไปให้ถึงที่ซึ่ง “พระองค์ได้ทรงไถ่ประชากรของพระองค์ด้วยพระกรของพระองค์” (ข้อ 15) ซึ่งสำหรับคุณและผมแล้วคือที่กางเขนนั่นเอง  ตัดตอนจาก ตามรอยพระธรรมสดุดี เล่ม 1 โดย ไมค์ เรเตอร์  ใคร่ครวญ อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกผิดหวังกับพระเจ้า? พระคัมภีร์ตอนไหนที่ช่วยคุณได้ในเวลาเช่นนี้? สดุดี 77 ช่วยให้คุณพูดกับพระเจ้าถึงความผิดหวังของคุณได้อย่างไร ในขณะที่คุณยังคงต้องการถวายเกียรติแด่พระเจ้า?  ข้อพระคัมภีร์ประจำวัน “ความรักมั่นคงของพระองค์จะระงับอยู่เป็นนิตย์หรือ พระสัญญาของพระองค์สิ้นสุดตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์หรือ” สดุดี‬ 77‬:8</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บทเรียนจากพระธรรมสดุดี:  แผนการอ่านใน 8 วัน บางครั้ง ปัญหาในชีวิตก็ถาโถมเข้าใส่เรา จนเรารู้สึกว่ามันยากที่จะมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงหลักฐานแห่งความรักของพระเจ้า ในช่วงเวลามืดมนเช่นนั้น เราจะหันหน้าไปทางไหน  ยอห์น 3:16 บอกเราว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรัก (love</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต่ำต้อยแต่เป็นที่รักของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ต่ำต้อยแต่เป็นที่รักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">05d338a1-d0dc-4c65-92e8-34ec5f95edc4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b47a06c9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง ​พระ​องค์​ก็​ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย แต่​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​คน​โอหัง​ได้​แต่​ไกล [ สดุดี 138:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันหนึ่งฉันทักทายครอบครัวที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา ฉันคุกเข่าข้างรถเข็นวีลแชร์ของลูกสาวตัวน้อยของพวกเขา แนะนำให้เธอรู้จักกับแคลลี่สุนัขช่วยเหลือของฉัน และชมแว่นตากับรองเท้าบูทสีชมพูแสนสวยของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มของเธอบอกฉันว่าเธอชอบการสนทนาของเรา เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งเข้ามาใกล้โดยไม่ยอมสบตากับเธอ และกระซิบว่า “บอกเธอว่าหนูชอบชุดของเธอ” ฉันพูดว่า “หนูบอกเธอสิ เธอใจดีเหมือนกับหนูเลยนะ” ฉันอธิบายว่าการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ของเรานั้นง่ายมากถึงแม้ว่าเธอจะสื่อสารแตกต่างออกไป อีกทั้งการมองและการยิ้มจะช่วยให้เธอรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักได้</p>
<p>ในพระคัมภีร์และในโลกนี้ ผู้คนมักถูกกันออกไปเพราะพวกเขาถูกมองว่า แตกต่าง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราทรงยกย่องความแตกต่างของเราและเชิญชวนให้เราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์และครอบครัวของพระองค์ ในสดุดี 138 ดาวิดกล่าวว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​สดุดี​ถวาย​พระ​องค์​ต่อ​หน้า​บรรดา​พระ​” (ข้อ 1) ท่านกล่าวด้วยว่า “ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง” แต่พระองค์ “ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย” (ข้อ 6)</p>
<p>พระเจ้าผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ทอดพระเนตรด้วยพระเมตตามาที่เรา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อเราถ่อมตัวลง ขณะที่เราขอให้พระองค์ทรงช่วยให้เรามองและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเมตตา เราสามารถขอบคุณพระองค์ที่ทรงยืนยันว่าแม้เราต่ำต้อยแต่ก็เป็นที่รัก!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การระลึกว่าคุณต่ำต้อยเมื่อเทียบกับพระเจ้านั้นเปลี่ยนวิธีที่คุณมองคนอื่นอย่างไร คุณจะแสดงความรักต่อผู้พิการในชุมชนของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทักทายทุกคนด้วยความเมตตาที่ล้นเหลือ และความรักที่ปราศจากเงื่อนไข แบบที่พระองค์ทรงสำแดงต่อข้าพระองค์ในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง ​พระ​องค์​ก็​ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย แต่​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​คน​โอหัง​ได้​แต่​ไกล [ สดุดี 138:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันหนึ่งฉันทักทายครอบครัวที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา ฉันคุกเข่าข้างรถเข็นวีลแชร์ของลูกสาวตัวน้อยของพวกเขา แนะนำให้เธอรู้จักกับแคลลี่สุนัขช่วยเหลือของฉัน และชมแว่นตากับรองเท้าบูทสีชมพูแสนสวยของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มของเธอบอกฉันว่าเธอชอบการสนทนาของเรา เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งเข้ามาใกล้โดยไม่ยอมสบตากับเธอ และกระซิบว่า “บอกเธอว่าหนูชอบชุดของเธอ” ฉันพูดว่า “หนูบอกเธอสิ เธอใจดีเหมือนกับหนูเลยนะ” ฉันอธิบายว่าการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ของเรานั้นง่ายมากถึงแม้ว่าเธอจะสื่อสารแตกต่างออกไป อีกทั้งการมองและการยิ้มจะช่วยให้เธอรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักได้</p>
<p>ในพระคัมภีร์และในโลกนี้ ผู้คนมักถูกกันออกไปเพราะพวกเขาถูกมองว่า แตกต่าง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราทรงยกย่องความแตกต่างของเราและเชิญชวนให้เราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์และครอบครัวของพระองค์ ในสดุดี 138 ดาวิดกล่าวว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​สดุดี​ถวาย​พระ​องค์​ต่อ​หน้า​บรรดา​พระ​” (ข้อ 1) ท่านกล่าวด้วยว่า “ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง” แต่พระองค์ “ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย” (ข้อ 6)</p>
<p>พระเจ้าผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ทอดพระเนตรด้วยพระเมตตามาที่เรา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อเราถ่อมตัวลง ขณะที่เราขอให้พระองค์ทรงช่วยให้เรามองและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเมตตา เราสามารถขอบคุณพระองค์ที่ทรงยืนยันว่าแม้เราต่ำต้อยแต่ก็เป็นที่รัก!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การระลึกว่าคุณต่ำต้อยเมื่อเทียบกับพระเจ้านั้นเปลี่ยนวิธีที่คุณมองคนอื่นอย่างไร คุณจะแสดงความรักต่อผู้พิการในชุมชนของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทักทายทุกคนด้วยความเมตตาที่ล้นเหลือ และความรักที่ปราศจากเงื่อนไข แบบที่พระองค์ทรงสำแดงต่อข้าพระองค์ในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 02 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b47a06c9/35926fbf.mp3" length="12390167" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>775</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง ​พระ​องค์​ก็​ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย แต่​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​คน​โอหัง​ได้​แต่​ไกล [ สดุดี 138:6 ]

วันหนึ่งฉันทักทายครอบครัวที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา ฉันคุกเข่าข้างรถเข็นวีลแชร์ของลูกสาวตัวน้อยของพวกเขา แนะนำให้เธอรู้จักกับแคลลี่สุนัขช่วยเหลือของฉัน และชมแว่นตากับรองเท้าบูทสีชมพูแสนสวยของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มของเธอบอกฉันว่าเธอชอบการสนทนาของเรา เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนหนึ่งเข้ามาใกล้โดยไม่ยอมสบตากับเธอ และกระซิบว่า “บอกเธอว่าหนูชอบชุดของเธอ” ฉันพูดว่า “หนูบอกเธอสิ เธอใจดีเหมือนกับหนูเลยนะ” ฉันอธิบายว่าการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ของเรานั้นง่ายมากถึงแม้ว่าเธอจะสื่อสารแตกต่างออกไป อีกทั้งการมองและการยิ้มจะช่วยให้เธอรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รักได้
ในพระคัมภีร์และในโลกนี้ ผู้คนมักถูกกันออกไปเพราะพวกเขาถูกมองว่า แตกต่าง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราทรงยกย่องความแตกต่างของเราและเชิญชวนให้เราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์และครอบครัวของพระองค์ ในสดุดี 138 ดาวิดกล่าวว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ข้า​พระ​องค์​จะ​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ร้อง​เพลง​สดุดี​ถวาย​พระ​องค์​ต่อ​หน้า​บรรดา​พระ​” (ข้อ 1) ท่านกล่าวด้วยว่า “ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง” แต่พระองค์ “ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย” (ข้อ 6)
พระเจ้าผู้สูงส่งและบริสุทธิ์ทอดพระเนตรด้วยพระเมตตามาที่เรา ผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อเราถ่อมตัวลง ขณะที่เราขอให้พระองค์ทรงช่วยให้เรามองและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเมตตา เราสามารถขอบคุณพระองค์ที่ทรงยืนยันว่าแม้เราต่ำต้อยแต่ก็เป็นที่รัก!

การระลึกว่าคุณต่ำต้อยเมื่อเทียบกับพระเจ้านั้นเปลี่ยนวิธีที่คุณมองคนอื่นอย่างไร คุณจะแสดงความรักต่อผู้พิการในชุมชนของคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทักทายทุกคนด้วยความเมตตาที่ล้นเหลือ และความรักที่ปราศจากเงื่อนไข แบบที่พระองค์ทรงสำแดงต่อข้าพระองค์ในแต่ละวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถึงแม้​พระ​เจ้า​นั้น​สูง​ยิ่ง ​พระ​องค์​ก็​ทรง​เห็น​แก่​คน​ต่ำ​ต้อย แต่​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​คน​โอหัง​ได้​แต่​ไกล [ สดุดี 138:6 ]

วันหนึ่งฉันทักทายครอบครัวที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา ฉันคุกเข่าข้างรถเข็นวีลแชร์ของลูกสาวตัวน้อยของพวกเขา แนะนำให้เธอรู้จักกับแค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">023f4316-109d-4a1a-8a58-40d0fca9cf83</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/17d0c5ce</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บุคคล​ผู้ใด​โศก​เศร้า ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม [ มัทธิว 5:4 ]</p>
<p><br></p>
<p>ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โดยใช้คำที่ขัดแย้งกันในการเขียนเนื้อร้องเช่น “กำไรสูงสุดของข้าคือการขาดทุน” และ “การหมิ่นความภาคภูมิทั้งสิ้นของข้า” (ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) บางครั้งเราเรียกคำตรงข้ามเหล่านี้ว่า ปฏิพจน์ คือ “การนำคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน” เช่น “ดีอย่างเลวร้าย” และ “กุ้งเล็กขนาดใหญ่” ในเพลงของวัตต์มีการใช้กลวิธีนี้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามาก</p>
<p>พระเยซูทรงใช้คำที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง พระองค์ตรัสว่า “บุคคล​ผู้ใดรู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข” (มธ.5:3) เพื่อบอกว่าผู้ที่ไม่มีความหวังจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาเคยคาดหวังไว้ เมื่อคุณหรือผมอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเศร้าโศก พระเยซูตรัสว่าเรา “​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม” (ข้อ 4) พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่าในอาณาจักรของพระเจ้ากฎเกณฑ์ของชีวิตทั่วไปใช้ไม่ได้</p>
<p>ข้อความที่ขัดแย้งเหล่านี้บอกเราว่าชีวิตในพระคริสต์นั้นท้าทายความคาดหวังทุกอย่าง พวกเราที่เป็นคนไม่สำคัญกลับได้รับการทะนุถนอมราวกับคนสำคัญ บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงสวมสิ่งซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้ง นั่นคือมงกุฎหนาม ไอแซค วัตต์ใช้สัญลักษณ์แห่งการเยาะเย้ยนี้มาทำให้งดงามสูงส่ง “ความรักและความเศร้าเช่นนี้มาบรรจบกัน/หรือหนามจะแต่งมงกุฎให้งามสง่าได้หรือ” ถ้อยคำนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งแต่ไม่ลืมประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้ “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา /เรายอมถวายทั้งใจและกาย”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ประโยคใดในคำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุข (มธ.5) ที่ตรงกับตัวคุณมากที่สุด มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงยอมเป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน เพื่อทำให้ข้าพระองค์เป็นคนสำคัญในแผ่นดินของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บุคคล​ผู้ใด​โศก​เศร้า ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม [ มัทธิว 5:4 ]</p>
<p><br></p>
<p>ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โดยใช้คำที่ขัดแย้งกันในการเขียนเนื้อร้องเช่น “กำไรสูงสุดของข้าคือการขาดทุน” และ “การหมิ่นความภาคภูมิทั้งสิ้นของข้า” (ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) บางครั้งเราเรียกคำตรงข้ามเหล่านี้ว่า ปฏิพจน์ คือ “การนำคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน” เช่น “ดีอย่างเลวร้าย” และ “กุ้งเล็กขนาดใหญ่” ในเพลงของวัตต์มีการใช้กลวิธีนี้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามาก</p>
<p>พระเยซูทรงใช้คำที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง พระองค์ตรัสว่า “บุคคล​ผู้ใดรู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข” (มธ.5:3) เพื่อบอกว่าผู้ที่ไม่มีความหวังจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาเคยคาดหวังไว้ เมื่อคุณหรือผมอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเศร้าโศก พระเยซูตรัสว่าเรา “​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม” (ข้อ 4) พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่าในอาณาจักรของพระเจ้ากฎเกณฑ์ของชีวิตทั่วไปใช้ไม่ได้</p>
<p>ข้อความที่ขัดแย้งเหล่านี้บอกเราว่าชีวิตในพระคริสต์นั้นท้าทายความคาดหวังทุกอย่าง พวกเราที่เป็นคนไม่สำคัญกลับได้รับการทะนุถนอมราวกับคนสำคัญ บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงสวมสิ่งซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้ง นั่นคือมงกุฎหนาม ไอแซค วัตต์ใช้สัญลักษณ์แห่งการเยาะเย้ยนี้มาทำให้งดงามสูงส่ง “ความรักและความเศร้าเช่นนี้มาบรรจบกัน/หรือหนามจะแต่งมงกุฎให้งามสง่าได้หรือ” ถ้อยคำนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งแต่ไม่ลืมประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้ “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา /เรายอมถวายทั้งใจและกาย”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ประโยคใดในคำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุข (มธ.5) ที่ตรงกับตัวคุณมากที่สุด มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงยอมเป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน เพื่อทำให้ข้าพระองค์เป็นคนสำคัญในแผ่นดินของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Feb 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/17d0c5ce/62499da2.mp3" length="14767525" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>923</itunes:duration>
      <itunes:summary>บุคคล​ผู้ใด​โศก​เศร้า ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม [ มัทธิว 5:4 ]

ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โดยใช้คำที่ขัดแย้งกันในการเขียนเนื้อร้องเช่น “กำไรสูงสุดของข้าคือการขาดทุน” และ “การหมิ่นความภาคภูมิทั้งสิ้นของข้า” (ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) บางครั้งเราเรียกคำตรงข้ามเหล่านี้ว่า ปฏิพจน์ คือ “การนำคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกันมารวมเข้าด้วยกัน” เช่น “ดีอย่างเลวร้าย” และ “กุ้งเล็กขนาดใหญ่” ในเพลงของวัตต์มีการใช้กลวิธีนี้ในความหมายที่ลึกซึ้งกว่ามาก
พระเยซูทรงใช้คำที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง พระองค์ตรัสว่า “บุคคล​ผู้ใดรู้สึก​บกพร่อง​ฝ่าย​วิญญาณ ผู้​นั้น​เป็น​สุข” (มธ.5:3) เพื่อบอกว่าผู้ที่ไม่มีความหวังจะได้รับมากกว่าที่พวกเขาเคยคาดหวังไว้ เมื่อคุณหรือผมอาลัยอาวรณ์กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเศร้าโศก พระเยซูตรัสว่าเรา “​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม” (ข้อ 4) พระเยซูคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่าในอาณาจักรของพระเจ้ากฎเกณฑ์ของชีวิตทั่วไปใช้ไม่ได้
ข้อความที่ขัดแย้งเหล่านี้บอกเราว่าชีวิตในพระคริสต์นั้นท้าทายความคาดหวังทุกอย่าง พวกเราที่เป็นคนไม่สำคัญกลับได้รับการทะนุถนอมราวกับคนสำคัญ บนไม้กางเขนนั้นพระเยซูทรงสวมสิ่งซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้ง นั่นคือมงกุฎหนาม ไอแซค วัตต์ใช้สัญลักษณ์แห่งการเยาะเย้ยนี้มาทำให้งดงามสูงส่ง “ความรักและความเศร้าเช่นนี้มาบรรจบกัน/หรือหนามจะแต่งมงกุฎให้งามสง่าได้หรือ” ถ้อยคำนี้ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งแต่ไม่ลืมประโยคสุดท้ายของบทเพลงนี้ “ความรักพระองค์ประเสริฐนักหนา /เรายอมถวายทั้งใจและกาย”

ประโยคใดในคำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุข (มธ.5) ที่ตรงกับตัวคุณมากที่สุด มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงยอมเป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน เพื่อทำให้ข้าพระองค์เป็นคนสำคัญในแผ่นดินของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บุคคล​ผู้ใด​โศก​เศร้า ผู้​นั้น​เป็น​สุข เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ได้รับ​การ​ทรง​ปลอบ​ประโลม [ มัทธิว 5:4 ]

ไอแซค วัตต์ หนึ่งในบรรดานักแต่งเพลงนมัสการที่มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แต่งเพลงชื่อ “เมื่อข้าเพ่งดูกางเขนประหลาด” เขาใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่เรียกว่าปฏิทรรศน์โด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักของพระบิดา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักของพระบิดา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">60ec2b54-174b-4d8c-9a2b-075d97a48325</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bed1b796</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดลงและเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืน ความตื่นเต้นดีใจของเธอก็จางหายไป เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้แน่แล้วว่าพ่อจะไม่มา</p>
<p>พ่อแม่ของคิมหย่าร้างกัน และเธอรอคอยที่จะใช้เวลากับพ่อของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดว่า ฉันมันไม่สำคัญจริงๆนั่นแหละ พ่อไม่ได้รักฉัน</p>
<p>ต่อมาคิมได้เรียนรู้เช่นเดียวกับที่พวกเราทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้รู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายโลกของเราและคนอื่นๆจะทำให้เราผิดหวัง แต่เรามีพระบิดาในสวรรค์ที่รักเราและจะไม่ทำให้เราเสียใจ</p>
<p>ยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายที่ได้รับการดลใจสามฉบับในพระคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือพระกิตติคุณยอห์นซึ่งใช้ชื่อของท่านเอง และหนังสือวิวรณ์ ท่านรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้า อันที่จริงท่านเรียกตนเองว่า “สาวก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก” (ยน.21:20) เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อท่าน ท่านจึงบันทึกว่า “จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เรา​ก็​ได้​เป็น​เช่นนั้น” (1 ยน.3:1)</p>
<p>พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา (ข้อ 16; ยน.3:16) พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอในการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสัญญาว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่าน หรือ​ทอดทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮบ.13:5) เราสามารถพักสงบในความรักของพระองค์ได้อย่างมั่นใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>เคยมีคนทำให้คุณผิดหวังเมื่อใด คุณพบการปลอบโยนในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับความรักยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงทุ่มเทให้ ข้าพระองค์ ข้าพระองค์พักสงบในพระสัญญาที่ว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งข้าพระองค์เลย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดลงและเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืน ความตื่นเต้นดีใจของเธอก็จางหายไป เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้แน่แล้วว่าพ่อจะไม่มา</p>
<p>พ่อแม่ของคิมหย่าร้างกัน และเธอรอคอยที่จะใช้เวลากับพ่อของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดว่า ฉันมันไม่สำคัญจริงๆนั่นแหละ พ่อไม่ได้รักฉัน</p>
<p>ต่อมาคิมได้เรียนรู้เช่นเดียวกับที่พวกเราทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้รู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายโลกของเราและคนอื่นๆจะทำให้เราผิดหวัง แต่เรามีพระบิดาในสวรรค์ที่รักเราและจะไม่ทำให้เราเสียใจ</p>
<p>ยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายที่ได้รับการดลใจสามฉบับในพระคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือพระกิตติคุณยอห์นซึ่งใช้ชื่อของท่านเอง และหนังสือวิวรณ์ ท่านรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้า อันที่จริงท่านเรียกตนเองว่า “สาวก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก” (ยน.21:20) เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อท่าน ท่านจึงบันทึกว่า “จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เรา​ก็​ได้​เป็น​เช่นนั้น” (1 ยน.3:1)</p>
<p>พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา (ข้อ 16; ยน.3:16) พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอในการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสัญญาว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่าน หรือ​ทอดทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮบ.13:5) เราสามารถพักสงบในความรักของพระองค์ได้อย่างมั่นใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>เคยมีคนทำให้คุณผิดหวังเมื่อใด คุณพบการปลอบโยนในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับความรักยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงทุ่มเทให้ ข้าพระองค์ ข้าพระองค์พักสงบในพระสัญญาที่ว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งข้าพระองค์เลย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 31 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bed1b796/83de49b0.mp3" length="12494631" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>781</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]

คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดลงและเปลี่ยนเป็นเวลากลางคืน ความตื่นเต้นดีใจของเธอก็จางหายไป เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เธอรู้แน่แล้วว่าพ่อจะไม่มา
พ่อแม่ของคิมหย่าร้างกัน และเธอรอคอยที่จะใช้เวลากับพ่อของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอคิดว่า ฉันมันไม่สำคัญจริงๆนั่นแหละ พ่อไม่ได้รักฉัน
ต่อมาคิมได้เรียนรู้เช่นเดียวกับที่พวกเราทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้รู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อแม่ฝ่ายโลกของเราและคนอื่นๆจะทำให้เราผิดหวัง แต่เรามีพระบิดาในสวรรค์ที่รักเราและจะไม่ทำให้เราเสียใจ
ยอห์นเป็นผู้เขียนจดหมายที่ได้รับการดลใจสามฉบับในพระคัมภีร์ รวมทั้งหนังสือพระกิตติคุณยอห์นซึ่งใช้ชื่อของท่านเอง และหนังสือวิวรณ์ ท่านรู้ถึงความรักอันลึกซึ้งของพระเจ้า อันที่จริงท่านเรียกตนเองว่า “สาวก​คน​ที่​พระ​องค์​ทรง​รัก” (ยน.21:20) เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อท่าน ท่านจึงบันทึกว่า “จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า และ​เรา​ก็​ได้​เป็น​เช่นนั้น” (1 ยน.3:1)
พระเจ้าทรงรักเรามากจนได้ประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ผู้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อเรา (ข้อ 16; ยน.3:16) พระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอในการอธิษฐาน และพระองค์ทรงสัญญาว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่าน หรือ​ทอดทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮบ.13:5) เราสามารถพักสงบในความรักของพระองค์ได้อย่างมั่นใจ

เคยมีคนทำให้คุณผิดหวังเมื่อใด คุณพบการปลอบโยนในพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับความรักยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงทุ่มเทให้ ข้าพระองค์ ข้าพระองค์พักสงบในพระสัญญาที่ว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งข้าพระองค์เลย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​ดู​เถิด ​พระ​บิดา​ทรง​โปรด​ประทาน​ความ​รัก​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​เพียงไร ที่​เรา​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]

คิมนั่งลงข้างหน้าต่าง เก็บของใส่กระเป๋าเรียบร้อยรอให้พ่อของเธอมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อแสงที่เจิดจ้าในตอนกลางวันมืดล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จำเป็นที่จะต้องเล่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จำเป็นที่จะต้องเล่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9db495f0-1998-4175-a475-76ed51b4a386</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/eb5386c8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้า​ไม่​มี​ความ​ละอาย​ใน​เรื่อง​ข่าว​ประเสริฐ เพราะ​ว่า​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น​เป็น​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้รับ​ความ​รอด [ โรม 1:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“รู้ไหมว่าพระเยซูรักคุณ พระองค์รักคุณจริงๆ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของจอห์น ดาเนียลส์ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เขาให้เงินแก่ชายจรจัดคนหนึ่งและกล่าวคำพูดนั้น เขาถูกรถชนและเสียชีวิตทันที ในระเบียบการสำหรับพิธีรำลึกถึงชีวิตของจอห์นมีข้อความเขียนไว้ว่า “เขาต้องการรู้ว่าจะเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นในบ่ายวันอาทิตย์ขณะพยายามช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ขัดสน พระเจ้าก็ได้ประทานหนทางให้เขาเข้าถึงคนทั่วโลก ทีวีท้องถิ่นทุกช่องนำเสนอข่าวนี้ และข่าวนี้ไปถึงเพื่อนๆ ครอบครัว และคนอื่นๆ มากมายทั่วประเทศ”</p>
<p>แม้ว่าจอห์น ดาเนียลส์จะไม่ใช่นักเทศน์ แต่เขารู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปาโลก็เช่นกัน ในกิจการ 20 อัครทูตเปาโลแสดงออกถึงความร้อนรนในข่าวประเสริฐในคำกล่าวอำลาผู้นำคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า “ใน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​ขอ​ทำ​หน้าที่​ให้​สำเร็จ​ก็​แล้ว​กัน และ​ทำ​การ​ปรนนิบัติ​ที่​ได้รับ​มอบหมาย​จาก​พระ​เยซู​เจ้า คือ​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประเสริฐ ซึ่ง​สำแดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า​นั้น” (ข้อ 24)</p>
<p>ข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยโทษและชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีเกินกว่าจะเก็บไว้และไม่บอกคนอื่น ผู้เชื่อบางคนมีทักษะในการอธิบายพระกิตติคุณได้ดีกว่าผู้เชื่อบางคน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนที่เคยประสบกับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตต่างก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขาได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้จักใครบ้างที่จำเป็นต้องได้ยินเรื่องความรักและการอภัยโทษของพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์ สิ่งใดขัดขวางไม่ให้คุณแบ่งปันเรื่องราวที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของคุณกับพวกเขา</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ลังเลที่จะบอกคนอื่นเกี่ยวกับชีวิตใหม่ที่ได้รับจากพระเยซู และขอโปรดช่วยข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์อย่างกล้าหาญ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้า​ไม่​มี​ความ​ละอาย​ใน​เรื่อง​ข่าว​ประเสริฐ เพราะ​ว่า​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น​เป็น​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้รับ​ความ​รอด [ โรม 1:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“รู้ไหมว่าพระเยซูรักคุณ พระองค์รักคุณจริงๆ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของจอห์น ดาเนียลส์ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เขาให้เงินแก่ชายจรจัดคนหนึ่งและกล่าวคำพูดนั้น เขาถูกรถชนและเสียชีวิตทันที ในระเบียบการสำหรับพิธีรำลึกถึงชีวิตของจอห์นมีข้อความเขียนไว้ว่า “เขาต้องการรู้ว่าจะเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นในบ่ายวันอาทิตย์ขณะพยายามช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ขัดสน พระเจ้าก็ได้ประทานหนทางให้เขาเข้าถึงคนทั่วโลก ทีวีท้องถิ่นทุกช่องนำเสนอข่าวนี้ และข่าวนี้ไปถึงเพื่อนๆ ครอบครัว และคนอื่นๆ มากมายทั่วประเทศ”</p>
<p>แม้ว่าจอห์น ดาเนียลส์จะไม่ใช่นักเทศน์ แต่เขารู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปาโลก็เช่นกัน ในกิจการ 20 อัครทูตเปาโลแสดงออกถึงความร้อนรนในข่าวประเสริฐในคำกล่าวอำลาผู้นำคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า “ใน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​ขอ​ทำ​หน้าที่​ให้​สำเร็จ​ก็​แล้ว​กัน และ​ทำ​การ​ปรนนิบัติ​ที่​ได้รับ​มอบหมาย​จาก​พระ​เยซู​เจ้า คือ​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประเสริฐ ซึ่ง​สำแดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า​นั้น” (ข้อ 24)</p>
<p>ข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยโทษและชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีเกินกว่าจะเก็บไว้และไม่บอกคนอื่น ผู้เชื่อบางคนมีทักษะในการอธิบายพระกิตติคุณได้ดีกว่าผู้เชื่อบางคน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนที่เคยประสบกับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตต่างก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขาได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้จักใครบ้างที่จำเป็นต้องได้ยินเรื่องความรักและการอภัยโทษของพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์ สิ่งใดขัดขวางไม่ให้คุณแบ่งปันเรื่องราวที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของคุณกับพวกเขา</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ลังเลที่จะบอกคนอื่นเกี่ยวกับชีวิตใหม่ที่ได้รับจากพระเยซู และขอโปรดช่วยข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์อย่างกล้าหาญ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 30 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eb5386c8/f3780cce.mp3" length="11772401" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้า​ไม่​มี​ความ​ละอาย​ใน​เรื่อง​ข่าว​ประเสริฐ เพราะ​ว่า​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น​เป็น​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้รับ​ความ​รอด [ โรม 1:16 ]

“รู้ไหมว่าพระเยซูรักคุณ พระองค์รักคุณจริงๆ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของจอห์น ดาเนียลส์ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เขาให้เงินแก่ชายจรจัดคนหนึ่งและกล่าวคำพูดนั้น เขาถูกรถชนและเสียชีวิตทันที ในระเบียบการสำหรับพิธีรำลึกถึงชีวิตของจอห์นมีข้อความเขียนไว้ว่า “เขาต้องการรู้ว่าจะเข้าถึงผู้คนให้มากขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นในบ่ายวันอาทิตย์ขณะพยายามช่วยเหลือชายคนหนึ่งที่ขัดสน พระเจ้าก็ได้ประทานหนทางให้เขาเข้าถึงคนทั่วโลก ทีวีท้องถิ่นทุกช่องนำเสนอข่าวนี้ และข่าวนี้ไปถึงเพื่อนๆ ครอบครัว และคนอื่นๆ มากมายทั่วประเทศ”
แม้ว่าจอห์น ดาเนียลส์จะไม่ใช่นักเทศน์ แต่เขารู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เปาโลก็เช่นกัน ในกิจการ 20 อัครทูตเปาโลแสดงออกถึงความร้อนรนในข่าวประเสริฐในคำกล่าวอำลาผู้นำคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสว่า “ใน​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า​ขอ​ทำ​หน้าที่​ให้​สำเร็จ​ก็​แล้ว​กัน และ​ทำ​การ​ปรนนิบัติ​ที่​ได้รับ​มอบหมาย​จาก​พระ​เยซู​เจ้า คือ​ที่​จะ​เป็น​พยาน​ถึง​ข่าว​ประเสริฐ ซึ่ง​สำแดง​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า​นั้น” (ข้อ 24)
ข่าวประเสริฐเรื่องการอภัยโทษและชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีเกินกว่าจะเก็บไว้และไม่บอกคนอื่น ผู้เชื่อบางคนมีทักษะในการอธิบายพระกิตติคุณได้ดีกว่าผู้เชื่อบางคน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุกคนที่เคยประสบกับฤทธิ์เดชแห่งข่าวประเสริฐซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตต่างก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวความรักของพระเจ้าในชีวิตของพวกเขาได้

คุณรู้จักใครบ้างที่จำเป็นต้องได้ยินเรื่องความรักและการอภัยโทษของพระเจ้าผ่านทางพระคริสต์ สิ่งใดขัดขวางไม่ให้คุณแบ่งปันเรื่องราวที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของคุณกับพวกเขา
ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ลังเลที่จะบอกคนอื่นเกี่ยวกับชีวิตใหม่ที่ได้รับจากพระเยซู และขอโปรดช่วยข้าพระองค์แบ่งปันความรักของพระองค์อย่างกล้าหาญ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้า​ไม่​มี​ความ​ละอาย​ใน​เรื่อง​ข่าว​ประเสริฐ เพราะ​ว่า​ข่าว​ประเสริฐ​นั้น​เป็น​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​เจ้า เพื่อให้​ทุก​คน​ที่​เชื่อ​ได้รับ​ความ​รอด [ โรม 1:16 ]

“รู้ไหมว่าพระเยซูรักคุณ พระองค์รักคุณจริงๆ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของจอห์น ดาเนียลส์ เพียงไม่ก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุณจะถามพระเยซูว่าอะไร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คุณจะถามพระเยซูว่าอะไร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">38dbb745-3e34-4392-abef-ddb321e861d7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e96e5f87</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​ยอม​ให้​เด็ก​เล็กๆเข้า​มา​หา​เรา [ ลูกา 18:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ถ้าเช้านี้พระเยซูนั่งอยู่ที่โต๊ะกับพวกเรา ลูกอยากจะถามอะไรพระองค์” โจถามลูกๆของเขาตอนรับประทานอาหารเช้า เด็กๆคิดคำถามที่ยากที่สุด พวกเขาตัดสินใจว่าอยากจะถามพระเยซูถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด และให้พระองค์บอกพวกเขาว่าจริงๆแล้วจักรวาลนั้นใหญ่แค่ไหน แล้วลูกสาวของเขาก็ตอบว่า “หนูจะขอกอดพระองค์”</p>
<p>คุณนึกภาพความรักในสายพระเนตรของพระเยซูต่อเด็กเหล่านี้ออกไหม ฉันคิดว่าพระองค์คงจะยินดีทำตามคำขอเหล่านั้น คุณว่าไหม ฉันจินตนาการเห็นพระองค์หยอกล้อกับพวกเด็กผู้ชายและอ้าแขนให้เด็กหญิงตัวเล็ก พระองค์อาจจะชอบเป็นพิเศษที่ลูกสาวของโจอยากได้อ้อมกอด เพราะมันแสดงถึงหัวใจแห่งความรักต่อพระองค์และความปรารถนาในความรักของพระองค์</p>
<p>เด็กๆรู้สึกได้ว่าพวกเขาต้องการการพึ่งพาอาศัย และพวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ตรัสว่า “ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​มิได้​รับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ผู้​นั้น​จะ​เข้า​ใน​แผ่นดิน​นั้น​ไม่ได้” (ลก.18:17) พระคริสต์ทรงปรารถนาให้เราตระหนักถึงความจำเป็นต้องได้รับพระคุณ การอภัยโทษ และความรอดของพระองค์ พระองค์พอพระทัยในจิตใจถ่อมที่ปรารถนาจะอยู่ใกล้กับพระองค์</p>
<p>มีอะไรที่คุณอยากจะถามพระเยซูไหม เราทุกคนต่างมีคำถามที่เราอยากถามแน่นอน! หรือบางทีคุณแค่อยากอยู่ใกล้ๆพระองค์ใช่ไหม จงวิ่งไปหาพระองค์ตอนนี้เพื่อรับอ้อมกอดนั้นและสิ่งอื่นๆที่คุณต้องการอีกมากมาย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าคุณจะพูดหรือทำอะไรเมื่อคุณพบพระเยซูเป็นครั้งแรก การมีความเชื่อแบบเด็กๆหมายความว่าอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่ได้เป็นลูกของพระองค์ และที่ได้ทรงนำข้าพระองค์ให้เข้ามาใกล้พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​ยอม​ให้​เด็ก​เล็กๆเข้า​มา​หา​เรา [ ลูกา 18:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ถ้าเช้านี้พระเยซูนั่งอยู่ที่โต๊ะกับพวกเรา ลูกอยากจะถามอะไรพระองค์” โจถามลูกๆของเขาตอนรับประทานอาหารเช้า เด็กๆคิดคำถามที่ยากที่สุด พวกเขาตัดสินใจว่าอยากจะถามพระเยซูถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด และให้พระองค์บอกพวกเขาว่าจริงๆแล้วจักรวาลนั้นใหญ่แค่ไหน แล้วลูกสาวของเขาก็ตอบว่า “หนูจะขอกอดพระองค์”</p>
<p>คุณนึกภาพความรักในสายพระเนตรของพระเยซูต่อเด็กเหล่านี้ออกไหม ฉันคิดว่าพระองค์คงจะยินดีทำตามคำขอเหล่านั้น คุณว่าไหม ฉันจินตนาการเห็นพระองค์หยอกล้อกับพวกเด็กผู้ชายและอ้าแขนให้เด็กหญิงตัวเล็ก พระองค์อาจจะชอบเป็นพิเศษที่ลูกสาวของโจอยากได้อ้อมกอด เพราะมันแสดงถึงหัวใจแห่งความรักต่อพระองค์และความปรารถนาในความรักของพระองค์</p>
<p>เด็กๆรู้สึกได้ว่าพวกเขาต้องการการพึ่งพาอาศัย และพวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ตรัสว่า “ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​มิได้​รับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ผู้​นั้น​จะ​เข้า​ใน​แผ่นดิน​นั้น​ไม่ได้” (ลก.18:17) พระคริสต์ทรงปรารถนาให้เราตระหนักถึงความจำเป็นต้องได้รับพระคุณ การอภัยโทษ และความรอดของพระองค์ พระองค์พอพระทัยในจิตใจถ่อมที่ปรารถนาจะอยู่ใกล้กับพระองค์</p>
<p>มีอะไรที่คุณอยากจะถามพระเยซูไหม เราทุกคนต่างมีคำถามที่เราอยากถามแน่นอน! หรือบางทีคุณแค่อยากอยู่ใกล้ๆพระองค์ใช่ไหม จงวิ่งไปหาพระองค์ตอนนี้เพื่อรับอ้อมกอดนั้นและสิ่งอื่นๆที่คุณต้องการอีกมากมาย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าคุณจะพูดหรือทำอะไรเมื่อคุณพบพระเยซูเป็นครั้งแรก การมีความเชื่อแบบเด็กๆหมายความว่าอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่ได้เป็นลูกของพระองค์ และที่ได้ทรงนำข้าพระองค์ให้เข้ามาใกล้พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e96e5f87/c73aeebc.mp3" length="10957805" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​ยอม​ให้​เด็ก​เล็กๆเข้า​มา​หา​เรา [ ลูกา 18:16 ]

“ถ้าเช้านี้พระเยซูนั่งอยู่ที่โต๊ะกับพวกเรา ลูกอยากจะถามอะไรพระองค์” โจถามลูกๆของเขาตอนรับประทานอาหารเช้า เด็กๆคิดคำถามที่ยากที่สุด พวกเขาตัดสินใจว่าอยากจะถามพระเยซูถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด และให้พระองค์บอกพวกเขาว่าจริงๆแล้วจักรวาลนั้นใหญ่แค่ไหน แล้วลูกสาวของเขาก็ตอบว่า “หนูจะขอกอดพระองค์”
คุณนึกภาพความรักในสายพระเนตรของพระเยซูต่อเด็กเหล่านี้ออกไหม ฉันคิดว่าพระองค์คงจะยินดีทำตามคำขอเหล่านั้น คุณว่าไหม ฉันจินตนาการเห็นพระองค์หยอกล้อกับพวกเด็กผู้ชายและอ้าแขนให้เด็กหญิงตัวเล็ก พระองค์อาจจะชอบเป็นพิเศษที่ลูกสาวของโจอยากได้อ้อมกอด เพราะมันแสดงถึงหัวใจแห่งความรักต่อพระองค์และความปรารถนาในความรักของพระองค์
เด็กๆรู้สึกได้ว่าพวกเขาต้องการการพึ่งพาอาศัย และพวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความรัก พระองค์ตรัสว่า “ผู้​หนึ่ง​ผู้ใด​มิได้​รับ​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​เหมือน​เด็ก​เล็กๆ ผู้​นั้น​จะ​เข้า​ใน​แผ่นดิน​นั้น​ไม่ได้” (ลก.18:17) พระคริสต์ทรงปรารถนาให้เราตระหนักถึงความจำเป็นต้องได้รับพระคุณ การอภัยโทษ และความรอดของพระองค์ พระองค์พอพระทัยในจิตใจถ่อมที่ปรารถนาจะอยู่ใกล้กับพระองค์
มีอะไรที่คุณอยากจะถามพระเยซูไหม เราทุกคนต่างมีคำถามที่เราอยากถามแน่นอน! หรือบางทีคุณแค่อยากอยู่ใกล้ๆพระองค์ใช่ไหม จงวิ่งไปหาพระองค์ตอนนี้เพื่อรับอ้อมกอดนั้นและสิ่งอื่นๆที่คุณต้องการอีกมากมาย

คุณคิดว่าคุณจะพูดหรือทำอะไรเมื่อคุณพบพระเยซูเป็นครั้งแรก การมีความเชื่อแบบเด็กๆหมายความว่าอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่ได้เป็นลูกของพระองค์ และที่ได้ทรงนำข้าพระองค์ให้เข้ามาใกล้พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​ยอม​ให้​เด็ก​เล็กๆเข้า​มา​หา​เรา [ ลูกา 18:16 ]

“ถ้าเช้านี้พระเยซูนั่งอยู่ที่โต๊ะกับพวกเรา ลูกอยากจะถามอะไรพระองค์” โจถามลูกๆของเขาตอนรับประทานอาหารเช้า เด็กๆคิดคำถามที่ยากที่สุด พวกเขาตัดสินใจว่าอยากจะถามพระเยซูถึงโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด และให้พร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กลายเป็นผู้บริสุทธิ์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>กลายเป็นผู้บริสุทธิ์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d2ec2a9c-7610-425e-a15c-629c846aa72f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/34357ab6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​เขา​ไว้​ให้​บริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 22:9 ]</p>
<p><br></p>
<p>หลังจากชมประติมากรรมเซรามิกระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว ฉันได้รับคำชวนให้ทำ “เครื่องปั้นดินเผาจากการบีบดิน” ด้วยตัวเองจากดินเหนียวแห้ง ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงในการขึ้นรูปชามใบเล็กๆ แกะลวดลาย และลงสี ผลงานจากความตั้งใจของฉันออกมาไม่น่าประทับใจ มันเป็นชามใบเล็กที่บิดเบี้ยวสีกระดำกระด่าง มันคงไม่ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไหนในเร็วๆนี้แน่</p>
<p>การดำเนินชีวิตตามมาตรฐานที่สูงอาจเป็นเรื่องยาก พวกปุโรหิตชาวอิสราเอลประสบเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อพวกเขาพยายามปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ตามธรรมบัญญัติ (ลนต.22:1-8) และคำสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา (ข้อ 10-33) การงานของพวกปุโรหิตต้องบริสุทธิ์ด้วยการถูกแยกตัวออกมา แต่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาก็มักจะล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่ในที่สุดพระเจ้าได้ทรงรับเอาความรับผิดชอบต่อความชอบธรรมของพวกเขาไว้บนบ่าของพระองค์เอง “เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​ [ปุโรหิต]ไว้​ให้​บริสุทธิ์” พระองค์ทรงบอกกับโมเสสครั้งแล้วครั้งเล่า (22:9, 16, 32)</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้สมบูรณ์แบบของเรา และพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถจัดเตรียมเครื่องบูชาไถ่บาปอันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงรับผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูอธิษฐานว่า “ข้า​พระ​องค์​ชำระ​ตัว​ถวาย​เพราะ​เห็น​แก่ [เหล่าสาวก] เพื่อให้​เขา​รับ​การ​ทรง​ชำระ​แต่งตั้ง​ไว้​โดย​สัจจะ​ด้วย​เช่นกัน” (ยน.17:19) เมื่อเรารู้สึกว่าความพยายามที่จะดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมของเรานั้นเป็นแค่ชามดินปั้นของนักปั้นมือใหม่ เราก็สามารถพักสงบในพระราชกิจอันสมบูรณ์แบบที่พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้ว และพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>การขาดซึ่งความบริสุทธิ์ในด้านใดที่ทำให้คุณหงุดหงิดมากที่สุด พระ​เยซู​ทรงเติมเต็ม​ข้อ​เรียก​ร้อง​เรื่อง​ความ​สมบูรณ์​แบบนั้นอย่าง​ไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความชอบธรรมของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์! ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​เขา​ไว้​ให้​บริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 22:9 ]</p>
<p><br></p>
<p>หลังจากชมประติมากรรมเซรามิกระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว ฉันได้รับคำชวนให้ทำ “เครื่องปั้นดินเผาจากการบีบดิน” ด้วยตัวเองจากดินเหนียวแห้ง ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงในการขึ้นรูปชามใบเล็กๆ แกะลวดลาย และลงสี ผลงานจากความตั้งใจของฉันออกมาไม่น่าประทับใจ มันเป็นชามใบเล็กที่บิดเบี้ยวสีกระดำกระด่าง มันคงไม่ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไหนในเร็วๆนี้แน่</p>
<p>การดำเนินชีวิตตามมาตรฐานที่สูงอาจเป็นเรื่องยาก พวกปุโรหิตชาวอิสราเอลประสบเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อพวกเขาพยายามปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ตามธรรมบัญญัติ (ลนต.22:1-8) และคำสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา (ข้อ 10-33) การงานของพวกปุโรหิตต้องบริสุทธิ์ด้วยการถูกแยกตัวออกมา แต่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาก็มักจะล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่ในที่สุดพระเจ้าได้ทรงรับเอาความรับผิดชอบต่อความชอบธรรมของพวกเขาไว้บนบ่าของพระองค์เอง “เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​ [ปุโรหิต]ไว้​ให้​บริสุทธิ์” พระองค์ทรงบอกกับโมเสสครั้งแล้วครั้งเล่า (22:9, 16, 32)</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้สมบูรณ์แบบของเรา และพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถจัดเตรียมเครื่องบูชาไถ่บาปอันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงรับผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูอธิษฐานว่า “ข้า​พระ​องค์​ชำระ​ตัว​ถวาย​เพราะ​เห็น​แก่ [เหล่าสาวก] เพื่อให้​เขา​รับ​การ​ทรง​ชำระ​แต่งตั้ง​ไว้​โดย​สัจจะ​ด้วย​เช่นกัน” (ยน.17:19) เมื่อเรารู้สึกว่าความพยายามที่จะดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมของเรานั้นเป็นแค่ชามดินปั้นของนักปั้นมือใหม่ เราก็สามารถพักสงบในพระราชกิจอันสมบูรณ์แบบที่พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้ว และพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>การขาดซึ่งความบริสุทธิ์ในด้านใดที่ทำให้คุณหงุดหงิดมากที่สุด พระ​เยซู​ทรงเติมเต็ม​ข้อ​เรียก​ร้อง​เรื่อง​ความ​สมบูรณ์​แบบนั้นอย่าง​ไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความชอบธรรมของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์! ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 28 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/34357ab6/978d7d36.mp3" length="11306797" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​เขา​ไว้​ให้​บริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 22:9 ]

หลังจากชมประติมากรรมเซรามิกระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว ฉันได้รับคำชวนให้ทำ “เครื่องปั้นดินเผาจากการบีบดิน” ด้วยตัวเองจากดินเหนียวแห้ง ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงในการขึ้นรูปชามใบเล็กๆ แกะลวดลาย และลงสี ผลงานจากความตั้งใจของฉันออกมาไม่น่าประทับใจ มันเป็นชามใบเล็กที่บิดเบี้ยวสีกระดำกระด่าง มันคงไม่ได้ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไหนในเร็วๆนี้แน่
การดำเนินชีวิตตามมาตรฐานที่สูงอาจเป็นเรื่องยาก พวกปุโรหิตชาวอิสราเอลประสบเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อพวกเขาพยายามปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์ตามธรรมบัญญัติ (ลนต.22:1-8) และคำสอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถวายเครื่องบูชา (ข้อ 10-33) การงานของพวกปุโรหิตต้องบริสุทธิ์ด้วยการถูกแยกตัวออกมา แต่ถึงแม้พวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาก็มักจะล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่ในที่สุดพระเจ้าได้ทรงรับเอาความรับผิดชอบต่อความชอบธรรมของพวกเขาไว้บนบ่าของพระองค์เอง “เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​ [ปุโรหิต]ไว้​ให้​บริสุทธิ์” พระองค์ทรงบอกกับโมเสสครั้งแล้วครั้งเล่า (22:9, 16, 32)
พระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้สมบูรณ์แบบของเรา และพระองค์ผู้เดียวทรงสามารถจัดเตรียมเครื่องบูชาไถ่บาปอันบริสุทธิ์ที่พระเจ้าทรงรับผ่านการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูอธิษฐานว่า “ข้า​พระ​องค์​ชำระ​ตัว​ถวาย​เพราะ​เห็น​แก่ [เหล่าสาวก] เพื่อให้​เขา​รับ​การ​ทรง​ชำระ​แต่งตั้ง​ไว้​โดย​สัจจะ​ด้วย​เช่นกัน” (ยน.17:19) เมื่อเรารู้สึกว่าความพยายามที่จะดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมของเรานั้นเป็นแค่ชามดินปั้นของนักปั้นมือใหม่ เราก็สามารถพักสงบในพระราชกิจอันสมบูรณ์แบบที่พระเยซูทรงทำสำเร็จแล้ว และพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์

การขาดซึ่งความบริสุทธิ์ในด้านใดที่ทำให้คุณหงุดหงิดมากที่สุด พระ​เยซู​ทรงเติมเต็ม​ข้อ​เรียก​ร้อง​เรื่อง​ความ​สมบูรณ์​แบบนั้นอย่าง​ไร
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความชอบธรรมของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์! ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรา​คือ​พระ​เจ้า ผู้​ที่ตั้ง​เขา​ไว้​ให้​บริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 22:9 ]

หลังจากชมประติมากรรมเซรามิกระดับโลกที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแล้ว ฉันได้รับคำชวนให้ทำ “เครื่องปั้นดินเผาจากการบีบดิน” ด้วยตัวเองจากดินเหนียวแห้ง ฉันใช้เวลาสองชั่วโมงในการขึ้นรูปชามใบเล็กๆ แกะลว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าเป็นรากฐานของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าเป็นรากฐานของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7bb1e4e7-bb70-4f1f-81d1-4663466a6ee5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0cb7b025</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม [ อิสยาห์ 33:6 ]</p>
<p><br></p>
<p>บ้านของเราต้องได้รับการปรับปรุงใหม่เพราะห้องครัวเริ่มพังและพื้นก็ทรุด หลังจากมีการรื้อถอนบางส่วนออกไป ช่างก็เริ่มขุดฐานรากใหม่ ตอนนี้เองที่มีบางอย่างน่าสนใจ</p>
<p>ขณะที่ช่างก่อสร้างขุดลงไป สิ่งที่พลั่วตักขึ้นมามีทั้งจานแตกๆ ขวดน้ำอัดลมยุคปี 1850 หรือแม้แต่ช้อนส้อม บ้านของเราสร้างบนกองขยะเก่าหรือเปล่านะ ใครจะรู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิศวกรของเราบอกว่าฐานรากของบ้านเราจะต้องขุดให้ลึกลงอีก ไม่เช่นนั้นผนังบ้านจะมีรอยแตก</p>
<p>รากฐานที่ดีจะทำให้บ้านแข็งแรง ชีวิตของเราก็เช่นกัน เมื่อศัตรูทำให้คนอิสราเอลหวาดกลัว อิสยาห์อธิษฐานให้พวกเขาเข้มแข็ง (อสย.33:2-4) แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้มาจากความกล้าหาญหรืออาวุธ แต่มาจากการก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นในพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม” (ข้อ 6) พระเยซูตรัสสิ่งที่คล้ายกัน โดยทรงสอนว่าผู้ที่สร้างชีวิตบนพระปัญญาของพระเจ้าจะสามารถต้านทานพายุแห่งชีวิตได้ (มธ.7:24-25)</p>
<p>สัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่ารากฐานของเราต้องการความเอาใจใส่คือ เมื่อรอยร้าว เช่น ความก้าวร้าว การเสพติด หรือปัญหาชีวิตแต่งงานปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อเราแสวงหาความปลอดภัยแต่ไม่พบ หรือปฏิบัติตามปัญญาของยุคนี้เพียงอย่างเดียว เราจะอยู่บนพื้นที่ไม่มั่นคง แต่ผู้ที่สร้างชีวิตของตนในพระเจ้าจะได้รับพระกำลังและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของพระองค์ (อสย.33:6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>“รอยแตก” ใดในชีวิตของคุณที่อาจเผยให้เห็นรากฐานที่ชำรุด รากฐานของคุณเป็นอย่างไรบ้างในสัปดาห์นี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ทรงเป็นรากฐานอันมั่นคงสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม [ อิสยาห์ 33:6 ]</p>
<p><br></p>
<p>บ้านของเราต้องได้รับการปรับปรุงใหม่เพราะห้องครัวเริ่มพังและพื้นก็ทรุด หลังจากมีการรื้อถอนบางส่วนออกไป ช่างก็เริ่มขุดฐานรากใหม่ ตอนนี้เองที่มีบางอย่างน่าสนใจ</p>
<p>ขณะที่ช่างก่อสร้างขุดลงไป สิ่งที่พลั่วตักขึ้นมามีทั้งจานแตกๆ ขวดน้ำอัดลมยุคปี 1850 หรือแม้แต่ช้อนส้อม บ้านของเราสร้างบนกองขยะเก่าหรือเปล่านะ ใครจะรู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิศวกรของเราบอกว่าฐานรากของบ้านเราจะต้องขุดให้ลึกลงอีก ไม่เช่นนั้นผนังบ้านจะมีรอยแตก</p>
<p>รากฐานที่ดีจะทำให้บ้านแข็งแรง ชีวิตของเราก็เช่นกัน เมื่อศัตรูทำให้คนอิสราเอลหวาดกลัว อิสยาห์อธิษฐานให้พวกเขาเข้มแข็ง (อสย.33:2-4) แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้มาจากความกล้าหาญหรืออาวุธ แต่มาจากการก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นในพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม” (ข้อ 6) พระเยซูตรัสสิ่งที่คล้ายกัน โดยทรงสอนว่าผู้ที่สร้างชีวิตบนพระปัญญาของพระเจ้าจะสามารถต้านทานพายุแห่งชีวิตได้ (มธ.7:24-25)</p>
<p>สัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่ารากฐานของเราต้องการความเอาใจใส่คือ เมื่อรอยร้าว เช่น ความก้าวร้าว การเสพติด หรือปัญหาชีวิตแต่งงานปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อเราแสวงหาความปลอดภัยแต่ไม่พบ หรือปฏิบัติตามปัญญาของยุคนี้เพียงอย่างเดียว เราจะอยู่บนพื้นที่ไม่มั่นคง แต่ผู้ที่สร้างชีวิตของตนในพระเจ้าจะได้รับพระกำลังและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของพระองค์ (อสย.33:6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>“รอยแตก” ใดในชีวิตของคุณที่อาจเผยให้เห็นรากฐานที่ชำรุด รากฐานของคุณเป็นอย่างไรบ้างในสัปดาห์นี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ทรงเป็นรากฐานอันมั่นคงสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 27 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0cb7b025/544dcb57.mp3" length="10682790" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>668</itunes:duration>
      <itunes:summary>และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม [ อิสยาห์ 33:6 ]

บ้านของเราต้องได้รับการปรับปรุงใหม่เพราะห้องครัวเริ่มพังและพื้นก็ทรุด หลังจากมีการรื้อถอนบางส่วนออกไป ช่างก็เริ่มขุดฐานรากใหม่ ตอนนี้เองที่มีบางอย่างน่าสนใจ
ขณะที่ช่างก่อสร้างขุดลงไป สิ่งที่พลั่วตักขึ้นมามีทั้งจานแตกๆ ขวดน้ำอัดลมยุคปี 1850 หรือแม้แต่ช้อนส้อม บ้านของเราสร้างบนกองขยะเก่าหรือเปล่านะ ใครจะรู้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือวิศวกรของเราบอกว่าฐานรากของบ้านเราจะต้องขุดให้ลึกลงอีก ไม่เช่นนั้นผนังบ้านจะมีรอยแตก
รากฐานที่ดีจะทำให้บ้านแข็งแรง ชีวิตของเราก็เช่นกัน เมื่อศัตรูทำให้คนอิสราเอลหวาดกลัว อิสยาห์อธิษฐานให้พวกเขาเข้มแข็ง (อสย.33:2-4) แต่ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้มาจากความกล้าหาญหรืออาวุธ แต่มาจากการก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นในพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม” (ข้อ 6) พระเยซูตรัสสิ่งที่คล้ายกัน โดยทรงสอนว่าผู้ที่สร้างชีวิตบนพระปัญญาของพระเจ้าจะสามารถต้านทานพายุแห่งชีวิตได้ (มธ.7:24-25)
สัญญาณชัดเจนที่บ่งชี้ว่ารากฐานของเราต้องการความเอาใจใส่คือ เมื่อรอยร้าว เช่น ความก้าวร้าว การเสพติด หรือปัญหาชีวิตแต่งงานปรากฏขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อเราแสวงหาความปลอดภัยแต่ไม่พบ หรือปฏิบัติตามปัญญาของยุคนี้เพียงอย่างเดียว เราจะอยู่บนพื้นที่ไม่มั่นคง แต่ผู้ที่สร้างชีวิตของตนในพระเจ้าจะได้รับพระกำลังและทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของพระองค์ (อสย.33:6)

“รอยแตก” ใดในชีวิตของคุณที่อาจเผยให้เห็นรากฐานที่ชำรุด รากฐานของคุณเป็นอย่างไรบ้างในสัปดาห์นี้
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ทรงเป็นรากฐานอันมั่นคงสำหรับชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เป็น​เสถียรภาพ​แห่ง​เวลา​ของ​เจ้า ทรง​เป็น​ความ​รอด สติปัญญา และ​ความ​รู้​อัน​อุดม [ อิสยาห์ 33:6 ]

บ้านของเราต้องได้รับการปรับปรุงใหม่เพราะห้องครัวเริ่มพังและพื้นก็ทรุด หลังจากมีการรื้อถอนบางส่วนออกไป ช่างก็เริ่มขุดฐานรากใหม่ ตอนนี้เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ได้รับการอวยพรให้เป็นพร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ได้รับการอวยพรให้เป็นพร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">369762a1-afe4-424a-8859-d1a1f836160c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/914521ff</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​บุตร​ส่ง​ภาชนะ​มา​ให้ และ​นาง​ก็​เท​น้ำ​มัน [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สมัยที่เป็นนักข่าว ฉันสนุกกับการเล่าเรื่องราวของคนอื่นและถูกฝึกไม่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลายปีหลังจากที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ออกจากอาชีพสื่อสารมวลชน ตอนนั้นฉันรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าพระเจ้าทรงนำให้ฉันเขียนบล็อกและเล่าเกี่ยวกับพระองค์ ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อยที่ต้องแสดงความคิดเห็นออกมาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของฉัน เมื่อฉันเริ่มเขียนบล็อก ฉันกลัวว่าจะหมดเรื่องที่ต้องการจะพูด แต่สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าฉันพบถ้อยคำหนุนใจและข้อคิดสำหรับแบ่งปัน ยิ่งฉันเขียนมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งหลั่งไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่</p>
<p>ฉันได้เห็นกับตาในชีวิตของฉันเองว่าพระเจ้าทรงเติมเต็มฉันด้วยความชื่นชมยินดีและแรงบันดาลใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉันทุ่มเทของประทานและความสามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น</p>
<p>ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เราอ่านเรื่องของหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งที่ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เผยพระวจนะเอลีชา เจ้าหนี้ของสามีผู้ล่วงลับของเธอต้องการจับลูกชายสองคนของเธอไปเพื่อชดใช้หนี้ สิ่งที่เธอมีที่บ้านมีแค่น้ำมันมะกอกหนึ่งไหเล็กๆ ผู้เผยพระวจนะสั่งให้เธอไปยืมภาชนะเปล่าจากเพื่อนบ้านมาและให้เทน้ำมันลงในภาชนะไปเรื่อยๆ “บุตรส่งภาชนะมาให้ และนางก็เทน้ำมัน” (4:5) หญิงนั้นเทน้ำมันไปเรื่อยๆจนเต็มภาชนะทั้งหมดอย่างอัศจรรย์ เธอสามารถใช้หนี้ของครอบครัวได้ด้วยน้ำมันส่วนที่เกินจากการใช้งานของเธอ</p>
<p>พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและทรงจัดเตรียมให้เสมอ พระองค์ทรงอวยพรเราด้วยของประทานและพรสวรรค์ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น อย่าซ่อนหรือเพิกเฉยต่อของประทานของเรา แต่จงใช้มันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าประทานของประทานและพรสวรรค์อะไรแก่คุณบ้าง คุณรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงอวยพรข้าพระองค์และทำให้ข้าพระองค์เป็นพร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​บุตร​ส่ง​ภาชนะ​มา​ให้ และ​นาง​ก็​เท​น้ำ​มัน [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สมัยที่เป็นนักข่าว ฉันสนุกกับการเล่าเรื่องราวของคนอื่นและถูกฝึกไม่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลายปีหลังจากที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ออกจากอาชีพสื่อสารมวลชน ตอนนั้นฉันรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าพระเจ้าทรงนำให้ฉันเขียนบล็อกและเล่าเกี่ยวกับพระองค์ ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อยที่ต้องแสดงความคิดเห็นออกมาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของฉัน เมื่อฉันเริ่มเขียนบล็อก ฉันกลัวว่าจะหมดเรื่องที่ต้องการจะพูด แต่สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าฉันพบถ้อยคำหนุนใจและข้อคิดสำหรับแบ่งปัน ยิ่งฉันเขียนมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งหลั่งไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่</p>
<p>ฉันได้เห็นกับตาในชีวิตของฉันเองว่าพระเจ้าทรงเติมเต็มฉันด้วยความชื่นชมยินดีและแรงบันดาลใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉันทุ่มเทของประทานและความสามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น</p>
<p>ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เราอ่านเรื่องของหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งที่ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เผยพระวจนะเอลีชา เจ้าหนี้ของสามีผู้ล่วงลับของเธอต้องการจับลูกชายสองคนของเธอไปเพื่อชดใช้หนี้ สิ่งที่เธอมีที่บ้านมีแค่น้ำมันมะกอกหนึ่งไหเล็กๆ ผู้เผยพระวจนะสั่งให้เธอไปยืมภาชนะเปล่าจากเพื่อนบ้านมาและให้เทน้ำมันลงในภาชนะไปเรื่อยๆ “บุตรส่งภาชนะมาให้ และนางก็เทน้ำมัน” (4:5) หญิงนั้นเทน้ำมันไปเรื่อยๆจนเต็มภาชนะทั้งหมดอย่างอัศจรรย์ เธอสามารถใช้หนี้ของครอบครัวได้ด้วยน้ำมันส่วนที่เกินจากการใช้งานของเธอ</p>
<p>พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและทรงจัดเตรียมให้เสมอ พระองค์ทรงอวยพรเราด้วยของประทานและพรสวรรค์ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น อย่าซ่อนหรือเพิกเฉยต่อของประทานของเรา แต่จงใช้มันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าประทานของประทานและพรสวรรค์อะไรแก่คุณบ้าง คุณรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงอวยพรข้าพระองค์และทำให้ข้าพระองค์เป็นพร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 26 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/914521ff/661486af.mp3" length="12184099" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>​บุตร​ส่ง​ภาชนะ​มา​ให้ และ​นาง​ก็​เท​น้ำ​มัน [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:5 ]

สมัยที่เป็นนักข่าว ฉันสนุกกับการเล่าเรื่องราวของคนอื่นและถูกฝึกไม่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลายปีหลังจากที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ออกจากอาชีพสื่อสารมวลชน ตอนนั้นฉันรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าพระเจ้าทรงนำให้ฉันเขียนบล็อกและเล่าเกี่ยวกับพระองค์ ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อยที่ต้องแสดงความคิดเห็นออกมาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของฉัน เมื่อฉันเริ่มเขียนบล็อก ฉันกลัวว่าจะหมดเรื่องที่ต้องการจะพูด แต่สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าฉันพบถ้อยคำหนุนใจและข้อคิดสำหรับแบ่งปัน ยิ่งฉันเขียนมากเท่าไร ความคิดก็ยิ่งหลั่งไหลออกมามากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่
ฉันได้เห็นกับตาในชีวิตของฉันเองว่าพระเจ้าทรงเติมเต็มฉันด้วยความชื่นชมยินดีและแรงบันดาลใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉันทุ่มเทของประทานและความสามารถเพื่อรับใช้ผู้อื่น
ใน 2 พงศ์กษัตริย์ เราอ่านเรื่องของหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งที่ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เผยพระวจนะเอลีชา เจ้าหนี้ของสามีผู้ล่วงลับของเธอต้องการจับลูกชายสองคนของเธอไปเพื่อชดใช้หนี้ สิ่งที่เธอมีที่บ้านมีแค่น้ำมันมะกอกหนึ่งไหเล็กๆ ผู้เผยพระวจนะสั่งให้เธอไปยืมภาชนะเปล่าจากเพื่อนบ้านมาและให้เทน้ำมันลงในภาชนะไปเรื่อยๆ “บุตรส่งภาชนะมาให้ และนางก็เทน้ำมัน” (4:5) หญิงนั้นเทน้ำมันไปเรื่อยๆจนเต็มภาชนะทั้งหมดอย่างอัศจรรย์ เธอสามารถใช้หนี้ของครอบครัวได้ด้วยน้ำมันส่วนที่เกินจากการใช้งานของเธอ
พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและทรงจัดเตรียมให้เสมอ พระองค์ทรงอวยพรเราด้วยของประทานและพรสวรรค์ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น อย่าซ่อนหรือเพิกเฉยต่อของประทานของเรา แต่จงใช้มันเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

พระเจ้าประทานของประทานและพรสวรรค์อะไรแก่คุณบ้าง คุณรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงอวยพรข้าพระองค์และทำให้ข้าพระองค์เป็นพร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​บุตร​ส่ง​ภาชนะ​มา​ให้ และ​นาง​ก็​เท​น้ำ​มัน [ 2 พงศ์กษัตริย์ 4:5 ]

สมัยที่เป็นนักข่าว ฉันสนุกกับการเล่าเรื่องราวของคนอื่นและถูกฝึกไม่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หลายปีหลังจากที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ออกจากอาชีพสื่อสารมวลชน ตอนนั้นฉันรู้สึกชัดเจน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเกรงกลัว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเกรงกลัว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0a17f15e-146b-4146-b437-80cf41c5b98b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9c1b0650</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้า​เจ้า​แสวง​ปัญญา​ดุจ​หา​เงิน...นั่น​แหละ เจ้า​จะ​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า [ สุภาษิต 2:4-5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เจเรมี่เขียนว่า “ผมรู้จักเรื่องความกลัวตายเป็นอย่างดี เจ็ดปีที่แล้ว...ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง พะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ และรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจต้านทานเมื่อมีคนบอกว่าผมเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษา” แต่เขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวโดยพึ่งพิงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า และเปลี่ยนความกลัวตายมาเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ สำหรับเจเรมี่ นี่หมายถึงความยำเกรงต่อองค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลผู้จะทรง “​กลืน​ความ​ตายเสีย” (อสย.25:8) ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าทรงรู้จักและรักเขา</p>
<p>ความยำเกรงพระเจ้า คือ ความเคารพและความเกรงกลัวพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเราจากส่วนลึก เป็นสาระสำคัญของพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม กษัตริย์ซาโล-มอนเตือนสติบุตรชายของพระองค์ให้ยำเกรงพระเจ้าในชุดถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระองค์คือพระธรรมสุภาษิต พระองค์กล่าวว่าถ้าบุตรชายของพระองค์กระทำ “หู​ของ​เจ้า​ให้​ผึ่ง​เพื่อ​รับ​ปัญญา” และ “​เสาะหา​ปัญญา​อย่าง​หา​ขุมทรัพย์​ที่​ซ่อน​ไว้” เขาก็จะ “​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า” (สภษ. 2:2, 4 -5) นอกเหนือจากสติปัญญาและความรู้แล้ว เขาจะพบความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจด้วย (ข้อ 10-11)</p>
<p>เมื่อเราเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบและประสบกับความรู้สึกหวาดหวั่นและกลัว เราจะคิดถึงข้อจำกัดของตนเอง แต่เมื่อเราหันไปหาพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วยเราถ่อมใจต่อพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระองค์ด้วยความยำเกรง เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนจากความรู้สึกหวาดกลัวไปเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ซึ่งจะส่งผลดีต่อเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>“ความยำเกรงพระเจ้า” สำคัญกับคุณแค่ไหน วันนี้คุณจะถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาพระผู้สร้าง พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลกนี้ แต่พระองค์ก็ทรงรู้จักและรักข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ตลอดชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้า​เจ้า​แสวง​ปัญญา​ดุจ​หา​เงิน...นั่น​แหละ เจ้า​จะ​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า [ สุภาษิต 2:4-5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เจเรมี่เขียนว่า “ผมรู้จักเรื่องความกลัวตายเป็นอย่างดี เจ็ดปีที่แล้ว...ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง พะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ และรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจต้านทานเมื่อมีคนบอกว่าผมเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษา” แต่เขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวโดยพึ่งพิงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า และเปลี่ยนความกลัวตายมาเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ สำหรับเจเรมี่ นี่หมายถึงความยำเกรงต่อองค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลผู้จะทรง “​กลืน​ความ​ตายเสีย” (อสย.25:8) ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าทรงรู้จักและรักเขา</p>
<p>ความยำเกรงพระเจ้า คือ ความเคารพและความเกรงกลัวพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเราจากส่วนลึก เป็นสาระสำคัญของพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม กษัตริย์ซาโล-มอนเตือนสติบุตรชายของพระองค์ให้ยำเกรงพระเจ้าในชุดถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระองค์คือพระธรรมสุภาษิต พระองค์กล่าวว่าถ้าบุตรชายของพระองค์กระทำ “หู​ของ​เจ้า​ให้​ผึ่ง​เพื่อ​รับ​ปัญญา” และ “​เสาะหา​ปัญญา​อย่าง​หา​ขุมทรัพย์​ที่​ซ่อน​ไว้” เขาก็จะ “​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า” (สภษ. 2:2, 4 -5) นอกเหนือจากสติปัญญาและความรู้แล้ว เขาจะพบความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจด้วย (ข้อ 10-11)</p>
<p>เมื่อเราเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบและประสบกับความรู้สึกหวาดหวั่นและกลัว เราจะคิดถึงข้อจำกัดของตนเอง แต่เมื่อเราหันไปหาพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วยเราถ่อมใจต่อพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระองค์ด้วยความยำเกรง เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนจากความรู้สึกหวาดกลัวไปเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ซึ่งจะส่งผลดีต่อเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>“ความยำเกรงพระเจ้า” สำคัญกับคุณแค่ไหน วันนี้คุณจะถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาพระผู้สร้าง พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลกนี้ แต่พระองค์ก็ทรงรู้จักและรักข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ตลอดชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 25 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9c1b0650/cced3a32.mp3" length="12179898" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้า​เจ้า​แสวง​ปัญญา​ดุจ​หา​เงิน...นั่น​แหละ เจ้า​จะ​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า [ สุภาษิต 2:4-5 ]

เจเรมี่เขียนว่า “ผมรู้จักเรื่องความกลัวตายเป็นอย่างดี เจ็ดปีที่แล้ว...ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง พะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ และรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจต้านทานเมื่อมีคนบอกว่าผมเป็นมะเร็งที่ไม่มีทางรักษา” แต่เขาเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวโดยพึ่งพิงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า และเปลี่ยนความกลัวตายมาเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ สำหรับเจเรมี่ นี่หมายถึงความยำเกรงต่อองค์ผู้ทรงสร้างจักรวาลผู้จะทรง “​กลืน​ความ​ตายเสีย” (อสย.25:8) ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระเจ้าทรงรู้จักและรักเขา
ความยำเกรงพระเจ้า คือ ความเคารพและความเกรงกลัวพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ของเราจากส่วนลึก เป็นสาระสำคัญของพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม กษัตริย์ซาโล-มอนเตือนสติบุตรชายของพระองค์ให้ยำเกรงพระเจ้าในชุดถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระองค์คือพระธรรมสุภาษิต พระองค์กล่าวว่าถ้าบุตรชายของพระองค์กระทำ “หู​ของ​เจ้า​ให้​ผึ่ง​เพื่อ​รับ​ปัญญา” และ “​เสาะหา​ปัญญา​อย่าง​หา​ขุมทรัพย์​ที่​ซ่อน​ไว้” เขาก็จะ “​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า” (สภษ. 2:2, 4 -5) นอกเหนือจากสติปัญญาและความรู้แล้ว เขาจะพบความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจด้วย (ข้อ 10-11)
เมื่อเราเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบและประสบกับความรู้สึกหวาดหวั่นและกลัว เราจะคิดถึงข้อจำกัดของตนเอง แต่เมื่อเราหันไปหาพระเจ้า ขอให้พระองค์ช่วยเราถ่อมใจต่อพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระองค์ด้วยความยำเกรง เราจะพบว่าพระองค์ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนจากความรู้สึกหวาดกลัวไปเป็นการโอบรับความเกรงกลัวในพระองค์ซึ่งจะส่งผลดีต่อเรา

“ความยำเกรงพระเจ้า” สำคัญกับคุณแค่ไหน วันนี้คุณจะถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระองค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาพระผู้สร้าง พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และโลกนี้ แต่พระองค์ก็ทรงรู้จักและรักข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ตลอดชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้า​เจ้า​แสวง​ปัญญา​ดุจ​หา​เงิน...นั่น​แหละ เจ้า​จะ​เข้า​ใจความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​พบ​ความ​รู้​ของ​พระ​เจ้า [ สุภาษิต 2:4-5 ]

เจเรมี่เขียนว่า “ผมรู้จักเรื่องความกลัวตายเป็นอย่างดี เจ็ดปีที่แล้ว...ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรง พะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ และรู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การทรงดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การทรงดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">80b2b1fb-8cda-47ab-a4f5-b1cefac56b8e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/69e54c20</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ชีวิตของเจ้านายของดิฉัน[ดาวิด]จะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิต ซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน [ 1 ซามูเอล 25:29 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เดวิด เวตเตอร์เสียชีวิตเมื่ออายุสิบสองปีหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในบ้านลมเดวิดได้รับฉายาว่า “เดอะบับเบิ้ลบอย” เพราะเกิดมาพร้อมกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง พ่อแม่ของเขาสูญเสียลูกชายคนแรกไปด้วยโรคนี้ และมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกคนที่สองของพวกเขา ในการช่วยยืดอายุของเดวิด วิศวกรของนาซ่าได้ออกแบบพลาสติกเป่าลมสำหรับป้องกันให้เดวิดอยู่และชุดอวกาศเพื่อให้พ่อแม่สามารถอุ้มเขาในโลกภายนอกได้ เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะปกป้องคนที่เรารักจริงๆ!</p>
<p>นาบาลสามีผู้โง่เขลาของอาบีกายิลทำผิดต่อกษัตริย์ดาวิด ด้วยความโกรธ ดาวิดต้องการไปแก้แค้นด้วยมือของพระองค์เอง อาบีกายิลรุดไปพบพระองค์พร้อมกับคำเตือนที่ชาญฉลาดว่า “แม้มีคนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงชีวิตของท่าน ชีวิตของเจ้านายของดิฉันจะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (1 ซมอ.25:29) คำว่า “ผูกมัด” สื่อถึงการรวบรวมสิ่งของมีค่าเพื่อที่เจ้าของจะสามารถโอบอุ้มนำไปได้ อาบีกายิลเตือนว่าพระเจ้าทรงต้องการอุ้มดาวิดไว้ในกลุ่มที่ได้รับการปกป้อง พระองค์ปลอดภัยที่สุดในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ในมือของพระองค์เอง “เจ้านาย​ของ​ดิฉัน​จะ​ไม่​มี​เหตุ​ที่​ต้อง​เศร้า​ใจ​หรือ​ระกำ​ใจ เพราะ​ได้​กระทำ​ให้​โลหิต​เขา​ตก​ด้วย​ไม่​มี​สาเหตุ​หรือ​เพราะ​เจ้านาย​ของ​ดิฉัน​ทำ​การ​แก้​แค้น​เสีย​เอง” (ข้อ 31)</p>
<p>เป็นเรื่องดีที่เราจะปกป้องผู้อื่นในเวลาที่จำเป็น แต่โดยการดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยอย่างแท้จริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกอยากจะรวบรวมคนอื่นเข้าในบ้านลมแห่งการปกป้องที่สร้างขึ้นเอง ทำอย่างไรคุณจึงจะจดจำได้ว่าการดูแลของพระเจ้าดีที่สุด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ในเรื่องคนที่ข้าพระองค์รัก โดยรู้ว่าพระองค์ทรงสามารถโอบอุ้มคุ้มครองพวกเขาได้ดีกว่าที่ข้าพระองค์ทำได้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ชีวิตของเจ้านายของดิฉัน[ดาวิด]จะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิต ซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน [ 1 ซามูเอล 25:29 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เดวิด เวตเตอร์เสียชีวิตเมื่ออายุสิบสองปีหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในบ้านลมเดวิดได้รับฉายาว่า “เดอะบับเบิ้ลบอย” เพราะเกิดมาพร้อมกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง พ่อแม่ของเขาสูญเสียลูกชายคนแรกไปด้วยโรคนี้ และมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกคนที่สองของพวกเขา ในการช่วยยืดอายุของเดวิด วิศวกรของนาซ่าได้ออกแบบพลาสติกเป่าลมสำหรับป้องกันให้เดวิดอยู่และชุดอวกาศเพื่อให้พ่อแม่สามารถอุ้มเขาในโลกภายนอกได้ เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะปกป้องคนที่เรารักจริงๆ!</p>
<p>นาบาลสามีผู้โง่เขลาของอาบีกายิลทำผิดต่อกษัตริย์ดาวิด ด้วยความโกรธ ดาวิดต้องการไปแก้แค้นด้วยมือของพระองค์เอง อาบีกายิลรุดไปพบพระองค์พร้อมกับคำเตือนที่ชาญฉลาดว่า “แม้มีคนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงชีวิตของท่าน ชีวิตของเจ้านายของดิฉันจะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (1 ซมอ.25:29) คำว่า “ผูกมัด” สื่อถึงการรวบรวมสิ่งของมีค่าเพื่อที่เจ้าของจะสามารถโอบอุ้มนำไปได้ อาบีกายิลเตือนว่าพระเจ้าทรงต้องการอุ้มดาวิดไว้ในกลุ่มที่ได้รับการปกป้อง พระองค์ปลอดภัยที่สุดในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ในมือของพระองค์เอง “เจ้านาย​ของ​ดิฉัน​จะ​ไม่​มี​เหตุ​ที่​ต้อง​เศร้า​ใจ​หรือ​ระกำ​ใจ เพราะ​ได้​กระทำ​ให้​โลหิต​เขา​ตก​ด้วย​ไม่​มี​สาเหตุ​หรือ​เพราะ​เจ้านาย​ของ​ดิฉัน​ทำ​การ​แก้​แค้น​เสีย​เอง” (ข้อ 31)</p>
<p>เป็นเรื่องดีที่เราจะปกป้องผู้อื่นในเวลาที่จำเป็น แต่โดยการดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยอย่างแท้จริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกอยากจะรวบรวมคนอื่นเข้าในบ้านลมแห่งการปกป้องที่สร้างขึ้นเอง ทำอย่างไรคุณจึงจะจดจำได้ว่าการดูแลของพระเจ้าดีที่สุด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ในเรื่องคนที่ข้าพระองค์รัก โดยรู้ว่าพระองค์ทรงสามารถโอบอุ้มคุ้มครองพวกเขาได้ดีกว่าที่ข้าพระองค์ทำได้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 24 Jan 2025 16:15:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/69e54c20/7ba90110.mp3" length="12254336" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>766</itunes:duration>
      <itunes:summary>ชีวิตของเจ้านายของดิฉัน[ดาวิด]จะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิต ซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน [ 1 ซามูเอล 25:29 ]

เดวิด เวตเตอร์เสียชีวิตเมื่ออายุสิบสองปีหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในบ้านลมเดวิดได้รับฉายาว่า “เดอะบับเบิ้ลบอย” เพราะเกิดมาพร้อมกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง พ่อแม่ของเขาสูญเสียลูกชายคนแรกไปด้วยโรคนี้ และมุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกคนที่สองของพวกเขา ในการช่วยยืดอายุของเดวิด วิศวกรของนาซ่าได้ออกแบบพลาสติกเป่าลมสำหรับป้องกันให้เดวิดอยู่และชุดอวกาศเพื่อให้พ่อแม่สามารถอุ้มเขาในโลกภายนอกได้ เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะปกป้องคนที่เรารักจริงๆ!
นาบาลสามีผู้โง่เขลาของอาบีกายิลทำผิดต่อกษัตริย์ดาวิด ด้วยความโกรธ ดาวิดต้องการไปแก้แค้นด้วยมือของพระองค์เอง อาบีกายิลรุดไปพบพระองค์พร้อมกับคำเตือนที่ชาญฉลาดว่า “แม้มีคนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงชีวิตของท่าน ชีวิตของเจ้านายของดิฉันจะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (1 ซมอ.25:29) คำว่า “ผูกมัด” สื่อถึงการรวบรวมสิ่งของมีค่าเพื่อที่เจ้าของจะสามารถโอบอุ้มนำไปได้ อาบีกายิลเตือนว่าพระเจ้าทรงต้องการอุ้มดาวิดไว้ในกลุ่มที่ได้รับการปกป้อง พระองค์ปลอดภัยที่สุดในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ในมือของพระองค์เอง “เจ้านาย​ของ​ดิฉัน​จะ​ไม่​มี​เหตุ​ที่​ต้อง​เศร้า​ใจ​หรือ​ระกำ​ใจ เพราะ​ได้​กระทำ​ให้​โลหิต​เขา​ตก​ด้วย​ไม่​มี​สาเหตุ​หรือ​เพราะ​เจ้านาย​ของ​ดิฉัน​ทำ​การ​แก้​แค้น​เสีย​เอง” (ข้อ 31)
เป็นเรื่องดีที่เราจะปกป้องผู้อื่นในเวลาที่จำเป็น แต่โดยการดูแลที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยอย่างแท้จริง

เมื่อใดที่คุณรู้สึกอยากจะรวบรวมคนอื่นเข้าในบ้านลมแห่งการปกป้องที่สร้างขึ้นเอง ทำอย่างไรคุณจึงจะจดจำได้ว่าการดูแลของพระเจ้าดีที่สุด
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ในเรื่องคนที่ข้าพระองค์รัก โดยรู้ว่าพระองค์ทรงสามารถโอบอุ้มคุ้มครองพวกเขาได้ดีกว่าที่ข้าพระองค์ทำได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ชีวิตของเจ้านายของดิฉัน[ดาวิด]จะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิต ซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน [ 1 ซามูเอล 25:29 ]

เดวิด เวตเตอร์เสียชีวิตเมื่ออายุสิบสองปีหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในบ้านลมเดวิดได้รับฉายาว่า “เดอะบับเบิ้ลบอย” เพราะเกิดมาพร้อม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8a5c4879-bf7e-4eb2-afa0-55f633fb28b5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7acba57e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ผู้ใด​ทำ​ให้​ท่าน​ตก​เป็น​เหยื่อ​ด้วย​หลัก​ปรัชญา และ​ด้วย​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​[ โคโลสี 2:8 ]</p>
<p><br></p>
<p>ผมและภรรยาชอบภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานแหววที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ ผมอาจพูดได้ว่ามันเป็นความชอบของภรรยา แต่ผมก็ชอบด้วยเช่นกัน เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังประเภทนี้อยู่ที่การเดินเรื่องที่คาดเดาได้ว่าจะนำไปสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ เมื่อเร็วๆนี้เราได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอเกี่ยวกับความรักที่ชวนให้สงสัย หนังบอกว่า ความรักคือความรู้สึก จากนั้นบอกว่า จงทำตามหัวใจคุณ สุดท้ายก็บอกว่า ความสุขของคุณสำคัญที่สุด แน่นอนว่าอารมณ์ของคนเรามีความสำคัญ แต่การใช้อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่คือรากฐานที่แย่สำหรับการมีชีวิตสมรสที่ยั่งยืน</p>
<p>วัฒนธรรมกระแสหลักนำเสนอแนวคิดมากมายที่ฟังดูดีในตอนแรกแต่พังไม่เป็นท่าเมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ และการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่เปาโลคิดถึงขณะเขียนโคโลสีบทที่ 2 ในบทนั้นท่านเน้นเอาไว้ว่า การ “​หยั่ง​ราก​และ​ก่อ​ร่าง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​องค์ และ​มั่นคง​อยู่​ใน​ความ​เชื่อ” (ข้อ 7) ช่วยทำให้เราสามารถแยกแยะคำโกหกในวัฒนธรรมของเราได้ อัครทูตเปาโลเรียกคำโกหกเช่นนั้นว่า “หลัก​ปรัชญา และ...​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​” ซึ่งสร้างขึ้น “ตาม​ตำนาน​ของ​มนุษย์ ตาม​วิญญาณ​ต่างๆแห่ง​สากล​จักรวาล ไม่ใช่​ตาม​พระ​คริสต์” (ข้อ 8)</p>
<p>ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณชมภาพยนตร์ ให้ถามตัวเองหรือคนที่คุณอยู่ด้วยว่า “หนังเรื่องนี้ให้คำแนะนำที่ฉลาดหรือไม่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความจริงตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้แล้วเป็นเช่นไร” และจงจำไว้ว่าพระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด เพราะในพระองค์เท่านั้นที่เราจะได้พบกับปัญญาและความบริบูรณ์อย่างแท้จริง (ข้อ 9-10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>วัฒนธรรมตามสมัยนิยมกำหนดวิธีการมองโลกของคุณอย่างไร ความเชื่อของคุณจะช่วยให้คุณกลั่นกรองสิ่งที่คุณดูเพื่อความบันเทิงเหล่านี้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่บอกว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ในท้ายที่สุดกลับขัดแย้งกับความจริงของพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มีความหิวกระหายในพระปัญญาของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะดำเนินในทางของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ผู้ใด​ทำ​ให้​ท่าน​ตก​เป็น​เหยื่อ​ด้วย​หลัก​ปรัชญา และ​ด้วย​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​[ โคโลสี 2:8 ]</p>
<p><br></p>
<p>ผมและภรรยาชอบภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานแหววที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ ผมอาจพูดได้ว่ามันเป็นความชอบของภรรยา แต่ผมก็ชอบด้วยเช่นกัน เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังประเภทนี้อยู่ที่การเดินเรื่องที่คาดเดาได้ว่าจะนำไปสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ เมื่อเร็วๆนี้เราได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอเกี่ยวกับความรักที่ชวนให้สงสัย หนังบอกว่า ความรักคือความรู้สึก จากนั้นบอกว่า จงทำตามหัวใจคุณ สุดท้ายก็บอกว่า ความสุขของคุณสำคัญที่สุด แน่นอนว่าอารมณ์ของคนเรามีความสำคัญ แต่การใช้อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่คือรากฐานที่แย่สำหรับการมีชีวิตสมรสที่ยั่งยืน</p>
<p>วัฒนธรรมกระแสหลักนำเสนอแนวคิดมากมายที่ฟังดูดีในตอนแรกแต่พังไม่เป็นท่าเมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ และการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่เปาโลคิดถึงขณะเขียนโคโลสีบทที่ 2 ในบทนั้นท่านเน้นเอาไว้ว่า การ “​หยั่ง​ราก​และ​ก่อ​ร่าง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​องค์ และ​มั่นคง​อยู่​ใน​ความ​เชื่อ” (ข้อ 7) ช่วยทำให้เราสามารถแยกแยะคำโกหกในวัฒนธรรมของเราได้ อัครทูตเปาโลเรียกคำโกหกเช่นนั้นว่า “หลัก​ปรัชญา และ...​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​” ซึ่งสร้างขึ้น “ตาม​ตำนาน​ของ​มนุษย์ ตาม​วิญญาณ​ต่างๆแห่ง​สากล​จักรวาล ไม่ใช่​ตาม​พระ​คริสต์” (ข้อ 8)</p>
<p>ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณชมภาพยนตร์ ให้ถามตัวเองหรือคนที่คุณอยู่ด้วยว่า “หนังเรื่องนี้ให้คำแนะนำที่ฉลาดหรือไม่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความจริงตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้แล้วเป็นเช่นไร” และจงจำไว้ว่าพระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด เพราะในพระองค์เท่านั้นที่เราจะได้พบกับปัญญาและความบริบูรณ์อย่างแท้จริง (ข้อ 9-10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>วัฒนธรรมตามสมัยนิยมกำหนดวิธีการมองโลกของคุณอย่างไร ความเชื่อของคุณจะช่วยให้คุณกลั่นกรองสิ่งที่คุณดูเพื่อความบันเทิงเหล่านี้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่บอกว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ในท้ายที่สุดกลับขัดแย้งกับความจริงของพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มีความหิวกระหายในพระปัญญาของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะดำเนินในทางของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 23 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7acba57e/645cd164.mp3" length="13059726" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>817</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ผู้ใด​ทำ​ให้​ท่าน​ตก​เป็น​เหยื่อ​ด้วย​หลัก​ปรัชญา และ​ด้วย​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​[ โคโลสี 2:8 ]

ผมและภรรยาชอบภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานแหววที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ ผมอาจพูดได้ว่ามันเป็นความชอบของภรรยา แต่ผมก็ชอบด้วยเช่นกัน เสน่ห์และความน่าสนใจของหนังประเภทนี้อยู่ที่การเดินเรื่องที่คาดเดาได้ว่าจะนำไปสู่ความสุขชั่วนิรันดร์ เมื่อเร็วๆนี้เราได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอเกี่ยวกับความรักที่ชวนให้สงสัย หนังบอกว่า ความรักคือความรู้สึก จากนั้นบอกว่า จงทำตามหัวใจคุณ สุดท้ายก็บอกว่า ความสุขของคุณสำคัญที่สุด แน่นอนว่าอารมณ์ของคนเรามีความสำคัญ แต่การใช้อารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่คือรากฐานที่แย่สำหรับการมีชีวิตสมรสที่ยั่งยืน
วัฒนธรรมกระแสหลักนำเสนอแนวคิดมากมายที่ฟังดูดีในตอนแรกแต่พังไม่เป็นท่าเมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ และการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่เปาโลคิดถึงขณะเขียนโคโลสีบทที่ 2 ในบทนั้นท่านเน้นเอาไว้ว่า การ “​หยั่ง​ราก​และ​ก่อ​ร่าง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​องค์ และ​มั่นคง​อยู่​ใน​ความ​เชื่อ” (ข้อ 7) ช่วยทำให้เราสามารถแยกแยะคำโกหกในวัฒนธรรมของเราได้ อัครทูตเปาโลเรียกคำโกหกเช่นนั้นว่า “หลัก​ปรัชญา และ...​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​” ซึ่งสร้างขึ้น “ตาม​ตำนาน​ของ​มนุษย์ ตาม​วิญญาณ​ต่างๆแห่ง​สากล​จักรวาล ไม่ใช่​ตาม​พระ​คริสต์” (ข้อ 8)
ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณชมภาพยนตร์ ให้ถามตัวเองหรือคนที่คุณอยู่ด้วยว่า “หนังเรื่องนี้ให้คำแนะนำที่ฉลาดหรือไม่ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความจริงตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้แล้วเป็นเช่นไร” และจงจำไว้ว่าพระเยซูคริสต์สำคัญที่สุด เพราะในพระองค์เท่านั้นที่เราจะได้พบกับปัญญาและความบริบูรณ์อย่างแท้จริง (ข้อ 9-10)

วัฒนธรรมตามสมัยนิยมกำหนดวิธีการมองโลกของคุณอย่างไร ความเชื่อของคุณจะช่วยให้คุณกลั่นกรองสิ่งที่คุณดูเพื่อความบันเทิงเหล่านี้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า โลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวที่บอกว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ในท้ายที่สุดกลับขัดแย้งกับความจริงของพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มีความหิวกระหายในพระปัญญาของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะดำเนินในทางของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ผู้ใด​ทำ​ให้​ท่าน​ตก​เป็น​เหยื่อ​ด้วย​หลัก​ปรัชญา และ​ด้วย​คำ​ล่อลวง​อัน​เหลวไหล​[ โคโลสี 2:8 ]

ผมและภรรยาชอบภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานแหววที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกดีๆ ผมอาจพูดได้ว่ามันเป็นความชอบของภรรยา แต่ผมก็ชอบด้วยเช่นกัน เสน่ห์แ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระสัญญาของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระสัญญาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a683891d-276a-4365-87c6-4d6ee8439473</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/15ea3ce9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>สิ่งของ​ซึ่ง​มอง​เห็น​อยู่​นั้น​เป็น​ของ​ไม่​ยั่งยืน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​ก็​ถาวร​นิรันดร์ [ 2 โครินธ์ 4:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>การเห็นพ่อสูญเสียความทรงจำนั้นเจ็บปวด ภาวะสมองเสื่อมเป็นความโหดร้ายที่พรากความทรงจำของผู้คนไปจนไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา คืนหนึ่งฉันมีความฝันซึ่งฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้เพื่อหนุนใจฉัน ในความฝันพระองค์ทรงมีหีบสมบัติเล็กๆอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ “ความทรงจำทั้งหมดของพ่อเจ้าถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในนี้” พระองค์ทรงบอกฉัน “ในระหว่างนี้เราจะเก็บมันไว้ แล้ววันหนึ่งบนสวรรค์เราจะคืนให้กับเขา”</p>
<p>หลายปีต่อมา ความฝันนี้ปลอบประโลมใจฉันทุกครั้งที่พ่อไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มันเตือนใจฉันว่าโรคที่พ่อเป็นนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราว เพราะพ่อเป็นลูกของพระเจ้า วันหนึ่งพ่อจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างถาวร</p>
<p>สิ่งที่ช่วยฉันอีกอย่างคือการนึกถึงว่าเปาโลได้อธิบายถึงความทุกข์ลำบากว่าเป็นสิ่ง “เล็กๆน้อยๆเพียงชั่วคราว” (2 คร.4:17 TNCV) เปาโลไม่ได้ประมาทความทุกข์ยาก เพราะตัวท่านเองผ่านการทนทุกข์มาอย่างหนัก (ข้อ 7-12) ท่านกำลังเน้นย้ำว่า เมื่อเทียบกับความเป็นนิรันดร์และความรุ่งโรจน์ในพระคริสต์ที่เราจะได้รับในอนาคตแล้ว ปัญหาของเราก็เล็กน้อยและคงอยู่เพียงชั่วขณะ พระพรอันรุ่งเรืองทั้งสิ้นในพระเยซูที่เราได้รับแล้วในเวลานี้ รวมถึงพระพรที่เราจะได้รับในอนาคตจะมีมากมายเกินกว่าความทุกข์ยากทั้งหมดนั้นอย่างถาวร (ข้อ 17)</p>
<p>เพราะเรามีพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ เราจึงเลือกได้ว่าจะไม่หมดกำลังใจ ถึงแม้เราทนทุกข์ เราก็สามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความเชื่อโดยพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำให้เราจำเริญขึ้นใหม่ (ข้อ 16) วันนี้ ให้เรา “จับจ้อง” ที่พระสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 18 TNCV)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังประสบความทุกข์ยากอะไรอยู่ พระสัญญาของพระเจ้า และพระพรทั้งสิ้นที่คุณมีในฐานะลูกของพระองค์สามารถช่วยไม่ให้คุณย่อท้อได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่การทนทุกข์ของข้าพระองค์ ไม่ได้เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะชี้ขาด แต่เป็นพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>สิ่งของ​ซึ่ง​มอง​เห็น​อยู่​นั้น​เป็น​ของ​ไม่​ยั่งยืน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​ก็​ถาวร​นิรันดร์ [ 2 โครินธ์ 4:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>การเห็นพ่อสูญเสียความทรงจำนั้นเจ็บปวด ภาวะสมองเสื่อมเป็นความโหดร้ายที่พรากความทรงจำของผู้คนไปจนไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา คืนหนึ่งฉันมีความฝันซึ่งฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้เพื่อหนุนใจฉัน ในความฝันพระองค์ทรงมีหีบสมบัติเล็กๆอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ “ความทรงจำทั้งหมดของพ่อเจ้าถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในนี้” พระองค์ทรงบอกฉัน “ในระหว่างนี้เราจะเก็บมันไว้ แล้ววันหนึ่งบนสวรรค์เราจะคืนให้กับเขา”</p>
<p>หลายปีต่อมา ความฝันนี้ปลอบประโลมใจฉันทุกครั้งที่พ่อไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มันเตือนใจฉันว่าโรคที่พ่อเป็นนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราว เพราะพ่อเป็นลูกของพระเจ้า วันหนึ่งพ่อจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างถาวร</p>
<p>สิ่งที่ช่วยฉันอีกอย่างคือการนึกถึงว่าเปาโลได้อธิบายถึงความทุกข์ลำบากว่าเป็นสิ่ง “เล็กๆน้อยๆเพียงชั่วคราว” (2 คร.4:17 TNCV) เปาโลไม่ได้ประมาทความทุกข์ยาก เพราะตัวท่านเองผ่านการทนทุกข์มาอย่างหนัก (ข้อ 7-12) ท่านกำลังเน้นย้ำว่า เมื่อเทียบกับความเป็นนิรันดร์และความรุ่งโรจน์ในพระคริสต์ที่เราจะได้รับในอนาคตแล้ว ปัญหาของเราก็เล็กน้อยและคงอยู่เพียงชั่วขณะ พระพรอันรุ่งเรืองทั้งสิ้นในพระเยซูที่เราได้รับแล้วในเวลานี้ รวมถึงพระพรที่เราจะได้รับในอนาคตจะมีมากมายเกินกว่าความทุกข์ยากทั้งหมดนั้นอย่างถาวร (ข้อ 17)</p>
<p>เพราะเรามีพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ เราจึงเลือกได้ว่าจะไม่หมดกำลังใจ ถึงแม้เราทนทุกข์ เราก็สามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความเชื่อโดยพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำให้เราจำเริญขึ้นใหม่ (ข้อ 16) วันนี้ ให้เรา “จับจ้อง” ที่พระสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 18 TNCV)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังประสบความทุกข์ยากอะไรอยู่ พระสัญญาของพระเจ้า และพระพรทั้งสิ้นที่คุณมีในฐานะลูกของพระองค์สามารถช่วยไม่ให้คุณย่อท้อได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่การทนทุกข์ของข้าพระองค์ ไม่ได้เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะชี้ขาด แต่เป็นพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 22 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/15ea3ce9/d3431013.mp3" length="10666062" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>667</itunes:duration>
      <itunes:summary>สิ่งของ​ซึ่ง​มอง​เห็น​อยู่​นั้น​เป็น​ของ​ไม่​ยั่งยืน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​ก็​ถาวร​นิรันดร์ [ 2 โครินธ์ 4:18 ]

การเห็นพ่อสูญเสียความทรงจำนั้นเจ็บปวด ภาวะสมองเสื่อมเป็นความโหดร้ายที่พรากความทรงจำของผู้คนไปจนไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา คืนหนึ่งฉันมีความฝันซึ่งฉันเชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้เพื่อหนุนใจฉัน ในความฝันพระองค์ทรงมีหีบสมบัติเล็กๆอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ “ความทรงจำทั้งหมดของพ่อเจ้าถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในนี้” พระองค์ทรงบอกฉัน “ในระหว่างนี้เราจะเก็บมันไว้ แล้ววันหนึ่งบนสวรรค์เราจะคืนให้กับเขา”
หลายปีต่อมา ความฝันนี้ปลอบประโลมใจฉันทุกครั้งที่พ่อไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มันเตือนใจฉันว่าโรคที่พ่อเป็นนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราว เพราะพ่อเป็นลูกของพระเจ้า วันหนึ่งพ่อจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างถาวร
สิ่งที่ช่วยฉันอีกอย่างคือการนึกถึงว่าเปาโลได้อธิบายถึงความทุกข์ลำบากว่าเป็นสิ่ง “เล็กๆน้อยๆเพียงชั่วคราว” (2 คร.4:17 TNCV) เปาโลไม่ได้ประมาทความทุกข์ยาก เพราะตัวท่านเองผ่านการทนทุกข์มาอย่างหนัก (ข้อ 7-12) ท่านกำลังเน้นย้ำว่า เมื่อเทียบกับความเป็นนิรันดร์และความรุ่งโรจน์ในพระคริสต์ที่เราจะได้รับในอนาคตแล้ว ปัญหาของเราก็เล็กน้อยและคงอยู่เพียงชั่วขณะ พระพรอันรุ่งเรืองทั้งสิ้นในพระเยซูที่เราได้รับแล้วในเวลานี้ รวมถึงพระพรที่เราจะได้รับในอนาคตจะมีมากมายเกินกว่าความทุกข์ยากทั้งหมดนั้นอย่างถาวร (ข้อ 17)
เพราะเรามีพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ เราจึงเลือกได้ว่าจะไม่หมดกำลังใจ ถึงแม้เราทนทุกข์ เราก็สามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความเชื่อโดยพึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำให้เราจำเริญขึ้นใหม่ (ข้อ 16) วันนี้ ให้เรา “จับจ้อง” ที่พระสัญญานิรันดร์ของพระองค์ (ข้อ 18 TNCV)

คุณกำลังประสบความทุกข์ยากอะไรอยู่ พระสัญญาของพระเจ้า และพระพรทั้งสิ้นที่คุณมีในฐานะลูกของพระองค์สามารถช่วยไม่ให้คุณย่อท้อได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่การทนทุกข์ของข้าพระองค์ ไม่ได้เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะชี้ขาด แต่เป็นพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สิ่งของ​ซึ่ง​มอง​เห็น​อยู่​นั้น​เป็น​ของ​ไม่​ยั่งยืน แต่​สิ่ง​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​ก็​ถาวร​นิรันดร์ [ 2 โครินธ์ 4:18 ]

การเห็นพ่อสูญเสียความทรงจำนั้นเจ็บปวด ภาวะสมองเสื่อมเป็นความโหดร้ายที่พรากความทรงจำของผู้คนไปจนไม่เหลืออะไรให้ระลึกถึงเกี่ยวกับชีวิตท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จดจำพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จดจำพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">72eb5194-ddec-4445-b098-8bd42c8233fa</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9dc9943f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระ​บุตร​ทรง​เป็น​...​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​[พระ​เจ้า ] [ ฮีบรู 1:3 ]</p>
<p><br></p>
<p>ผมบินไปอินเดียซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน และมาถึงสนามบินเบงกาลูรูหลังเที่ยงคืน แม้จะได้มีการติดต่อกันทางอีเมลมาก่อน แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะมารับผมหรือว่าผมควรไปพบคนๆนั้นที่ไหน ผมเดินตามมวลมหาชนที่หลั่งไหลไปยังจุดรับกระเป๋าและด่านศุลกากร จากนั้นก็ออกไปสู่ค่ำคืนที่ร้อนชื้นพยายามมองหาสายตาที่เป็นมิตรท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่หน้ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นชั่วโมงและหวังว่าจะมีคนจำผมได้ ในที่สุดชายใจดีก็เข้ามาหาและถามว่า “คุณวินน์ใช่ไหมครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมคิดว่าจะจำคุณได้ และคุณเดินอยู่ข้างหน้าผมตลอด แต่คุณดูไม่เหมือนที่ผมคิดไว้เลย”</p>
<p>พวกเรามักจะสับสนเป็นประจำและไม่รู้จักบุคคลหรือสถานที่ที่เราควรรู้ แต่พระเจ้าได้ทรงเตรียมวิธีที่เราจะจำพระองค์ได้อย่างไม่ผิดพลาด พระองค์เสด็จมาในโลกของเราในฐานะพระเยซูผู้ทรง “​เป็น​แสง​สะท้อน​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า และ​ทรง​มี​สภาวะ​เป็น​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​พระ​องค์” (ฮบ.1:3) พระคริสต์ทรงเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระเจ้า เมื่อเราเห็นพระองค์ เรามั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่าเราได้เห็นพระเจ้า</p>
<p>ถ้าเราอยากรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นอย่างไร พระองค์จะตรัสอะไร และจะทรงแสดงความรักอย่างไร เราก็เพียงแค่ดูและฟังพระเยซูเท่านั้น เรากำลังได้ยินสิ่งที่ “[พระเจ้า]ได้ตรัส” (ข้อ 2) ผ่านทางพระบุตรจริงหรือไม่ เรากำลังติดตามความจริงของพระองค์อยู่แน่หรือ การที่เราจะแน่ใจได้ว่าเราจดจำพระเจ้าได้คือ ให้เราเพ่งมองไปที่พระบุตรและเรียนรู้จากพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณมีปัญหาในการจดจำเสียงของพระเจ้า การจดจ่อความสนใจที่พระเยซูช่วยได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการรู้จักเสียงของพระองค์และติดตามพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ในพระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระ​บุตร​ทรง​เป็น​...​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​[พระ​เจ้า ] [ ฮีบรู 1:3 ]</p>
<p><br></p>
<p>ผมบินไปอินเดียซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน และมาถึงสนามบินเบงกาลูรูหลังเที่ยงคืน แม้จะได้มีการติดต่อกันทางอีเมลมาก่อน แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะมารับผมหรือว่าผมควรไปพบคนๆนั้นที่ไหน ผมเดินตามมวลมหาชนที่หลั่งไหลไปยังจุดรับกระเป๋าและด่านศุลกากร จากนั้นก็ออกไปสู่ค่ำคืนที่ร้อนชื้นพยายามมองหาสายตาที่เป็นมิตรท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่หน้ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นชั่วโมงและหวังว่าจะมีคนจำผมได้ ในที่สุดชายใจดีก็เข้ามาหาและถามว่า “คุณวินน์ใช่ไหมครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมคิดว่าจะจำคุณได้ และคุณเดินอยู่ข้างหน้าผมตลอด แต่คุณดูไม่เหมือนที่ผมคิดไว้เลย”</p>
<p>พวกเรามักจะสับสนเป็นประจำและไม่รู้จักบุคคลหรือสถานที่ที่เราควรรู้ แต่พระเจ้าได้ทรงเตรียมวิธีที่เราจะจำพระองค์ได้อย่างไม่ผิดพลาด พระองค์เสด็จมาในโลกของเราในฐานะพระเยซูผู้ทรง “​เป็น​แสง​สะท้อน​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า และ​ทรง​มี​สภาวะ​เป็น​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​พระ​องค์” (ฮบ.1:3) พระคริสต์ทรงเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระเจ้า เมื่อเราเห็นพระองค์ เรามั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่าเราได้เห็นพระเจ้า</p>
<p>ถ้าเราอยากรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นอย่างไร พระองค์จะตรัสอะไร และจะทรงแสดงความรักอย่างไร เราก็เพียงแค่ดูและฟังพระเยซูเท่านั้น เรากำลังได้ยินสิ่งที่ “[พระเจ้า]ได้ตรัส” (ข้อ 2) ผ่านทางพระบุตรจริงหรือไม่ เรากำลังติดตามความจริงของพระองค์อยู่แน่หรือ การที่เราจะแน่ใจได้ว่าเราจดจำพระเจ้าได้คือ ให้เราเพ่งมองไปที่พระบุตรและเรียนรู้จากพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณมีปัญหาในการจดจำเสียงของพระเจ้า การจดจ่อความสนใจที่พระเยซูช่วยได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการรู้จักเสียงของพระองค์และติดตามพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ในพระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 21 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9dc9943f/e0d17a5a.mp3" length="9896167" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>619</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​บุตร​ทรง​เป็น​...​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​[พระ​เจ้า ] [ ฮีบรู 1:3 ]

ผมบินไปอินเดียซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน และมาถึงสนามบินเบงกาลูรูหลังเที่ยงคืน แม้จะได้มีการติดต่อกันทางอีเมลมาก่อน แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะมารับผมหรือว่าผมควรไปพบคนๆนั้นที่ไหน ผมเดินตามมวลมหาชนที่หลั่งไหลไปยังจุดรับกระเป๋าและด่านศุลกากร จากนั้นก็ออกไปสู่ค่ำคืนที่ร้อนชื้นพยายามมองหาสายตาที่เป็นมิตรท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่หน้ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นชั่วโมงและหวังว่าจะมีคนจำผมได้ ในที่สุดชายใจดีก็เข้ามาหาและถามว่า “คุณวินน์ใช่ไหมครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมคิดว่าจะจำคุณได้ และคุณเดินอยู่ข้างหน้าผมตลอด แต่คุณดูไม่เหมือนที่ผมคิดไว้เลย”
พวกเรามักจะสับสนเป็นประจำและไม่รู้จักบุคคลหรือสถานที่ที่เราควรรู้ แต่พระเจ้าได้ทรงเตรียมวิธีที่เราจะจำพระองค์ได้อย่างไม่ผิดพลาด พระองค์เสด็จมาในโลกของเราในฐานะพระเยซูผู้ทรง “​เป็น​แสง​สะท้อน​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า และ​ทรง​มี​สภาวะ​เป็น​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​พระ​องค์” (ฮบ.1:3) พระคริสต์ทรงเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระเจ้า เมื่อเราเห็นพระองค์ เรามั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่าเราได้เห็นพระเจ้า
ถ้าเราอยากรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นอย่างไร พระองค์จะตรัสอะไร และจะทรงแสดงความรักอย่างไร เราก็เพียงแค่ดูและฟังพระเยซูเท่านั้น เรากำลังได้ยินสิ่งที่ “[พระเจ้า]ได้ตรัส” (ข้อ 2) ผ่านทางพระบุตรจริงหรือไม่ เรากำลังติดตามความจริงของพระองค์อยู่แน่หรือ การที่เราจะแน่ใจได้ว่าเราจดจำพระเจ้าได้คือ ให้เราเพ่งมองไปที่พระบุตรและเรียนรู้จากพระองค์

เมื่อใดที่คุณมีปัญหาในการจดจำเสียงของพระเจ้า การจดจ่อความสนใจที่พระเยซูช่วยได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการรู้จักเสียงของพระองค์และติดตามพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มองเห็นพระองค์ในพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​บุตร​ทรง​เป็น​...​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​[พระ​เจ้า ] [ ฮีบรู 1:3 ]

ผมบินไปอินเดียซึ่งเป็นดินแดนที่ไม่เคยไปมาก่อน และมาถึงสนามบินเบงกาลูรูหลังเที่ยงคืน แม้จะได้มีการติดต่อกันทางอีเมลมาก่อน แต่ผมไม่รู้ว่าใครจะมารับผมหรือว่าผมควรไปพบคนๆนั้นที่ไหน ผมเดินตาม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของขวัญแห่งความทุกข์ยาก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของขวัญแห่งความทุกข์ยาก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a50ddb40-68a0-4b1c-81b4-26886ce57806</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dc3f64e9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน [ 1 เปโตร 4:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์บินได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของชายสองคนไม่ง่ายเลย แม้ต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน การเยาะเย้ย ปัญหาเรื่องเงิน และการบาดเจ็บสาหัสของหนึ่งในพวกเขา แต่อุปสรรคที่พวกเขาเผชิญไม่อาจหยุดสองพี่น้องได้ ดังที่ออร์วิลล์ ไรท์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ไม่มีนกตัวใดบินได้ในภาวะไร้ลม” เดวิด แมคคัลโลผู้ เขียนชีวประวัติกล่าวว่า แนวคิดนี้หมายความว่าความทุกข์ยากอาจ “เป็นสิ่งที่คุณต้องการเพื่อจะพาตัวคุณไปให้สูงขึ้น” แมคคัลโลกล่าว “ความสุขของพวกเขาไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ความสุขของพวกเขาคือการได้ปีนภูเขา”</p>
<p>เปโตรสอนหลักการฝ่ายวิญญาณที่คล้ายกันนี้แก่คริสตจักรยุคแรกที่ถูกข่มเหง ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่า​ประหลาด​ใจ ที่​ท่าน​ต้อง​ได้รับ​ความ​ทุกข์​ยาก​อย่าง​แสน​สาหัส​เป็น​การ​ลอง​ใจ” (1 ปต.4:12) นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บปวดของการทนทุกข์ เปโตรรู้ว่าความหวังในพระคริสต์ทำให้เราวางใจพระเจ้ามากขึ้น</p>
<p>นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทนทุกข์เพราะการเป็นผู้เชื่อในพระเยซู เหมือนที่คริสเตียนในยุคแรกเจอ เปโตรเขียนถึงพวกเขาว่า “จง​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​การ​ที่​ท่าน​ได้​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​ความ​ทุกข์​ยาก​ของ​พระ​คริสต์​ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​ปรากฏ​ขึ้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​จะ​ได้​ชื่น​ชม​ยินดี​เป็น​อัน​มาก​ด้วย” (ข้อ 13) ท่านกล่าวต่อว่า “ถ้า​ท่าน​ถูก​ด่า​ว่า เพราะ​พระ​นาม​ของ​พระ​คริสต์​ ท่าน​ก็​เป็น​สุข ด้วย​ว่า​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน​” (ข้อ 14)</p>
<p>ในขณะที่ผู้เขียนชีวประวัติยกย่องคุณลักษณะของพี่น้องตระกูลไรท์ ขอให้คนอื่นเห็นคุณลักษณะอันเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้าที่กระทำการอยู่ในตัวเรา พระองค์ทรงใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อยกเราสู่ระดับที่สูงขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยทนทุกข์เพื่อพระคริสต์อย่างไรบ้าง พระองค์ทรงได้รับเกียรติอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความทุกข์ยากทดสอบข้าพระองค์ โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีความหวังในพระสิริของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน [ 1 เปโตร 4:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์บินได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของชายสองคนไม่ง่ายเลย แม้ต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน การเยาะเย้ย ปัญหาเรื่องเงิน และการบาดเจ็บสาหัสของหนึ่งในพวกเขา แต่อุปสรรคที่พวกเขาเผชิญไม่อาจหยุดสองพี่น้องได้ ดังที่ออร์วิลล์ ไรท์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ไม่มีนกตัวใดบินได้ในภาวะไร้ลม” เดวิด แมคคัลโลผู้ เขียนชีวประวัติกล่าวว่า แนวคิดนี้หมายความว่าความทุกข์ยากอาจ “เป็นสิ่งที่คุณต้องการเพื่อจะพาตัวคุณไปให้สูงขึ้น” แมคคัลโลกล่าว “ความสุขของพวกเขาไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ความสุขของพวกเขาคือการได้ปีนภูเขา”</p>
<p>เปโตรสอนหลักการฝ่ายวิญญาณที่คล้ายกันนี้แก่คริสตจักรยุคแรกที่ถูกข่มเหง ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่า​ประหลาด​ใจ ที่​ท่าน​ต้อง​ได้รับ​ความ​ทุกข์​ยาก​อย่าง​แสน​สาหัส​เป็น​การ​ลอง​ใจ” (1 ปต.4:12) นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บปวดของการทนทุกข์ เปโตรรู้ว่าความหวังในพระคริสต์ทำให้เราวางใจพระเจ้ามากขึ้น</p>
<p>นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทนทุกข์เพราะการเป็นผู้เชื่อในพระเยซู เหมือนที่คริสเตียนในยุคแรกเจอ เปโตรเขียนถึงพวกเขาว่า “จง​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​การ​ที่​ท่าน​ได้​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​ความ​ทุกข์​ยาก​ของ​พระ​คริสต์​ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​ปรากฏ​ขึ้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​จะ​ได้​ชื่น​ชม​ยินดี​เป็น​อัน​มาก​ด้วย” (ข้อ 13) ท่านกล่าวต่อว่า “ถ้า​ท่าน​ถูก​ด่า​ว่า เพราะ​พระ​นาม​ของ​พระ​คริสต์​ ท่าน​ก็​เป็น​สุข ด้วย​ว่า​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน​” (ข้อ 14)</p>
<p>ในขณะที่ผู้เขียนชีวประวัติยกย่องคุณลักษณะของพี่น้องตระกูลไรท์ ขอให้คนอื่นเห็นคุณลักษณะอันเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้าที่กระทำการอยู่ในตัวเรา พระองค์ทรงใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อยกเราสู่ระดับที่สูงขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยทนทุกข์เพื่อพระคริสต์อย่างไรบ้าง พระองค์ทรงได้รับเกียรติอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความทุกข์ยากทดสอบข้าพระองค์ โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีความหวังในพระสิริของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 20 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc3f64e9/81eabc92.mp3" length="12245957" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>766</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน [ 1 เปโตร 4:14 ]

พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์บินได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของชายสองคนไม่ง่ายเลย แม้ต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน การเยาะเย้ย ปัญหาเรื่องเงิน และการบาดเจ็บสาหัสของหนึ่งในพวกเขา แต่อุปสรรคที่พวกเขาเผชิญไม่อาจหยุดสองพี่น้องได้ ดังที่ออร์วิลล์ ไรท์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ไม่มีนกตัวใดบินได้ในภาวะไร้ลม” เดวิด แมคคัลโลผู้ เขียนชีวประวัติกล่าวว่า แนวคิดนี้หมายความว่าความทุกข์ยากอาจ “เป็นสิ่งที่คุณต้องการเพื่อจะพาตัวคุณไปให้สูงขึ้น” แมคคัลโลกล่าว “ความสุขของพวกเขาไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ความสุขของพวกเขาคือการได้ปีนภูเขา”
เปโตรสอนหลักการฝ่ายวิญญาณที่คล้ายกันนี้แก่คริสตจักรยุคแรกที่ถูกข่มเหง ท่านบอกพวกเขาว่า “อย่า​ประหลาด​ใจ ที่​ท่าน​ต้อง​ได้รับ​ความ​ทุกข์​ยาก​อย่าง​แสน​สาหัส​เป็น​การ​ลอง​ใจ” (1 ปต.4:12) นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บปวดของการทนทุกข์ เปโตรรู้ว่าความหวังในพระคริสต์ทำให้เราวางใจพระเจ้ามากขึ้น
นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราทนทุกข์เพราะการเป็นผู้เชื่อในพระเยซู เหมือนที่คริสเตียนในยุคแรกเจอ เปโตรเขียนถึงพวกเขาว่า “จง​ชื่น​ชม​ยินดี​ใน​การ​ที่​ท่าน​ได้​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​ความ​ทุกข์​ยาก​ของ​พระ​คริสต์​ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​ปรากฏ​ขึ้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​จะ​ได้​ชื่น​ชม​ยินดี​เป็น​อัน​มาก​ด้วย” (ข้อ 13) ท่านกล่าวต่อว่า “ถ้า​ท่าน​ถูก​ด่า​ว่า เพราะ​พระ​นาม​ของ​พระ​คริสต์​ ท่าน​ก็​เป็น​สุข ด้วย​ว่า​พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน​” (ข้อ 14)
ในขณะที่ผู้เขียนชีวประวัติยกย่องคุณลักษณะของพี่น้องตระกูลไรท์ ขอให้คนอื่นเห็นคุณลักษณะอันเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้าที่กระทำการอยู่ในตัวเรา พระองค์ทรงใช้ความทุกข์ยากของเราเพื่อยกเราสู่ระดับที่สูงขึ้น

คุณเคยทนทุกข์เพื่อพระคริสต์อย่างไรบ้าง พระองค์ทรงได้รับเกียรติอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ความทุกข์ยากทดสอบข้าพระองค์ โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีความหวังในพระสิริของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​วิญญาณ​แห่ง​พระ​สิริ​และ​ของ​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​อยู่​กับ​ท่าน [ 1 เปโตร 4:14 ]

พี่น้องตระกูลไรท์ประสบความสำเร็จในการทำให้มนุษย์บินได้ แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของชายสองคนไม่ง่ายเลย แม้ต้องพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน การเยาะเย้ย ปัญหาเรื่องเงิน และกา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จง​ปล่อย​ประชากร​ของ​เรา​ไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จง​ปล่อย​ประชากร​ของ​เรา​ไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b38186e2-c2d7-4f68-b4b8-ae9b2a46deb3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bd6f217b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว" [ อพยพ 3:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ภาพวาดชื่อดัง จงปล่อยประชากรของเราไป โดยอารอน ดักลาสใช้สีที่ดูมีชีวิตชีวาทั้งม่วงลาเวนเดอร์ สีเขียว และสีทอง โดยวาดในแนวแอฟริกันดั้งเดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับโมเสส และเชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรมของคนแอฟริกันอเมริกัน</p>
<p>ภาพวาดนี้แสดงถึงการปรากฏของพระเจ้าต่อโมเสสในพุ่มไม้ที่มีไฟลุกไหม้ เมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายของคนอิสราเอลในอียิปต์แล้ว ศิลปินใช้ลำแสงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและพระดำรัสของพระองค์ว่า “เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เรา​คือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์” (อพย.3:10)</p>
<p>ในภาพ จงปล่อยประชากรของเราไป โมเสสคุกเข่ายอมจำนนต่อพระบัญชาของพระเจ้า แต่สายตาของท่านถูกดึงดูดไปยังคลื่นแห่งความมืดและพวกม้าที่ถูกฝึกเพื่อทำสงครามที่อยู่รอบตัวท่าน ซึ่งเตือนให้ผู้ชมนึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนที่คนอิสราเอลจะต้องเผชิญเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ แต่ลำแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้าเป็นเครื่องเตือนใจว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับคนอิสราเอล</p>
<p>ภาพวาดทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงเพราะการต่อสู้กับความอยุติธรรมยังคงดำเนินอยู่ คนมากมายใช้อำนาจของตนกดขี่ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทั่วโลก ขณะที่ผู้ทุกข์ทนร้องทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็น “​​ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ของ​คน​ที่​ถูก​กด​ขี่ ทรง​เป็น​ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ใน​เวลา​ยาก​ลำบาก” (สดด.9:9) เราสามารถทูลวิงวอนพระเจ้าให้ทรงตอบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขา และเช่นเดียวกับโมเสส เราเต็มใจที่จะทำเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงเหล่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้ที่ถูกกดขี่ได้อย่างไร คุณจะเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการดูแลผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรมได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงโปรดเปิดเผยให้ทุกคน ที่ทนทุกข์อย่างอยุติธรรมได้เห็นการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว" [ อพยพ 3:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ภาพวาดชื่อดัง จงปล่อยประชากรของเราไป โดยอารอน ดักลาสใช้สีที่ดูมีชีวิตชีวาทั้งม่วงลาเวนเดอร์ สีเขียว และสีทอง โดยวาดในแนวแอฟริกันดั้งเดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับโมเสส และเชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรมของคนแอฟริกันอเมริกัน</p>
<p>ภาพวาดนี้แสดงถึงการปรากฏของพระเจ้าต่อโมเสสในพุ่มไม้ที่มีไฟลุกไหม้ เมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายของคนอิสราเอลในอียิปต์แล้ว ศิลปินใช้ลำแสงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและพระดำรัสของพระองค์ว่า “เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เรา​คือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์” (อพย.3:10)</p>
<p>ในภาพ จงปล่อยประชากรของเราไป โมเสสคุกเข่ายอมจำนนต่อพระบัญชาของพระเจ้า แต่สายตาของท่านถูกดึงดูดไปยังคลื่นแห่งความมืดและพวกม้าที่ถูกฝึกเพื่อทำสงครามที่อยู่รอบตัวท่าน ซึ่งเตือนให้ผู้ชมนึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนที่คนอิสราเอลจะต้องเผชิญเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ แต่ลำแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้าเป็นเครื่องเตือนใจว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับคนอิสราเอล</p>
<p>ภาพวาดทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงเพราะการต่อสู้กับความอยุติธรรมยังคงดำเนินอยู่ คนมากมายใช้อำนาจของตนกดขี่ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทั่วโลก ขณะที่ผู้ทุกข์ทนร้องทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็น “​​ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ของ​คน​ที่​ถูก​กด​ขี่ ทรง​เป็น​ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ใน​เวลา​ยาก​ลำบาก” (สดด.9:9) เราสามารถทูลวิงวอนพระเจ้าให้ทรงตอบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขา และเช่นเดียวกับโมเสส เราเต็มใจที่จะทำเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงเหล่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้ที่ถูกกดขี่ได้อย่างไร คุณจะเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการดูแลผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรมได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงโปรดเปิดเผยให้ทุกคน ที่ทนทุกข์อย่างอยุติธรรมได้เห็นการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 19 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bd6f217b/95ef1ea5.mp3" length="12102605" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว" [ อพยพ 3:7 ]

ภาพวาดชื่อดัง จงปล่อยประชากรของเราไป โดยอารอน ดักลาสใช้สีที่ดูมีชีวิตชีวาทั้งม่วงลาเวนเดอร์ สีเขียว และสีทอง โดยวาดในแนวแอฟริกันดั้งเดิมเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับโมเสส และเชื่อมโยงเข้ากับการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและความยุติธรรมของคนแอฟริกันอเมริกัน
ภาพวาดนี้แสดงถึงการปรากฏของพระเจ้าต่อโมเสสในพุ่มไม้ที่มีไฟลุกไหม้ เมื่อพระองค์ทรงเปิดเผยว่าพระองค์ได้เห็นสภาพอันเลวร้ายของคนอิสราเอลในอียิปต์แล้ว ศิลปินใช้ลำแสงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าและพระดำรัสของพระองค์ว่า “เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เรา​คือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์” (อพย.3:10)
ในภาพ จงปล่อยประชากรของเราไป โมเสสคุกเข่ายอมจำนนต่อพระบัญชาของพระเจ้า แต่สายตาของท่านถูกดึงดูดไปยังคลื่นแห่งความมืดและพวกม้าที่ถูกฝึกเพื่อทำสงครามที่อยู่รอบตัวท่าน ซึ่งเตือนให้ผู้ชมนึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนที่คนอิสราเอลจะต้องเผชิญเมื่อพวกเขาออกจากอียิปต์ แต่ลำแสงที่ส่องสว่างเจิดจ้าเป็นเครื่องเตือนใจว่าพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับคนอิสราเอล
ภาพวาดทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงเพราะการต่อสู้กับความอยุติธรรมยังคงดำเนินอยู่ คนมากมายใช้อำนาจของตนกดขี่ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กทั่วโลก ขณะที่ผู้ทุกข์ทนร้องทูลขอให้พระเจ้าทรงเป็น “​​ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ของ​คน​ที่​ถูก​กด​ขี่ ทรง​เป็น​ที่​กำบัง​เข้มแข็ง​ใน​เวลา​ยาก​ลำบาก” (สดด.9:9) เราสามารถทูลวิงวอนพระเจ้าให้ทรงตอบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขา และเช่นเดียวกับโมเสส เราเต็มใจที่จะทำเพื่อผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงเหล่านั้น

คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้ที่ถูกกดขี่ได้อย่างไร คุณจะเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องการดูแลผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรมได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงโปรดเปิดเผยให้ทุกคน ที่ทนทุกข์อย่างอยุติธรรมได้เห็นการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว" [ อพยพ 3:7 ]

ภาพวาดชื่อดัง จงปล่อยประชากรของเราไป โดยอารอน ดักลาสใช้สีที่ดูมีชีวิตชีวาทั้งม่วงลาเวนเดอร์ สีเขียว และสีทอง โดยวาดในแนวแอฟริกันดั้งเดิมเพื่อบอกเล่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยังเกิดผลเพื่อพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยังเกิดผลเพื่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1b726d1c-953c-47a1-9185-20911aedb561</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/58d2cf68</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>มัน​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล [ สดุดี 92:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขนน้ำจากแม่น้ำกลับบ้านทุกวัน โดยใช้ถังสองใบสอดไว้ที่ปลายสองข้างของไม้คาน ถังใบหนึ่งใหม่และแข็งแรง ส่วนอีกใบหนึ่งเก่ามากและมีรอยแตก เมื่อหญิงคนนั้นกลับถึงบ้าน ถังใบใหม่ยังคงมีน้ำอยู่เต็ม แต่ถังใบเก่าแทบจะไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย ถังใบเก่ารู้สึกเสียใจและขอโทษ หญิงนั้นหันกลับไปชี้ที่ทางเดินแล้วถามถังใบเก่าว่า “เจ้าเห็นดอกไม้พวกนั้นที่เติบโตอยู่ข้างทางฝั่งของเจ้าไหม เจ้ารดน้ำพวกมันทุกวัน ทำให้ทางเดินไปและกลับจากแม่น้ำของฉันเต็มไปด้วยความงดงามอยู่เสมอ”</p>
<p>เราอยู่ในโลกที่ชื่นชมและยกย่องคนหนุ่มสาว คนที่อายุน้อยและมีความมั่นคง ไร้ข้อตำหนิและมีความสามารถ แต่พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนถึงความงดงามอันชอบธรรมที่มาจากผู้สูงวัยและผู้อ่อนแอ หรือแม้แต่มีร่องรอยแตกหักและมีรูรั่ว ผู้แต่งเพลงสดุดีอาวุโสกล่าวว่า “คน​ชอบธรรม ​ก็​งอก​ขึ้น​อย่าง​ต้น​อินทผลัม เจริญ​ขึ้น​อย่าง​ต้น​สน​สี​ดาร์​ใน​เลบานอน” (สดด.92:12)</p>
<p>จริงอยู่ ความชรา ไม่ได้มีความหมายเท่ากับคำว่าฉลาดเสมอไป แต่ความสูงวัยมีส่วนช่วยชีวิตของเราในแบบที่คนหนุ่มสาวทำไม่ได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่มายาวนานกว่า มีประสบการณ์มากกว่า และยืนหยัดมั่นคงมากกว่า ผลิดอกออกผลในความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า คนเช่นนี้ “​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล ...มี​น้ำ​เลี้ยง​เต็ม​และ​เขียว​สด​อยู่” (ข้อ 14)</p>
<p>ผู้สูงอายุในชีวิตของเรายังคงเกิดผลที่งดงามอยู่ ให้เราใช้เวลามองดูความจริงนี้และเอาใจใส่ดูแลพวกเขา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะปรนนิบัติรับใช้ผู้สูงอายุที่เข้ามาในเส้นทางชีวิตคุณอย่างไรบ้าง วันนี้คุณจะทำสิ่งใดเพื่อแสดงออกถึงความใส่ใจและยกย่องพวกเขา</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ มีดวงตาที่จะมองเห็นผู้ที่ยังคงเกิดผลแม้ในวัยชราแล้ว</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>มัน​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล [ สดุดี 92:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขนน้ำจากแม่น้ำกลับบ้านทุกวัน โดยใช้ถังสองใบสอดไว้ที่ปลายสองข้างของไม้คาน ถังใบหนึ่งใหม่และแข็งแรง ส่วนอีกใบหนึ่งเก่ามากและมีรอยแตก เมื่อหญิงคนนั้นกลับถึงบ้าน ถังใบใหม่ยังคงมีน้ำอยู่เต็ม แต่ถังใบเก่าแทบจะไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย ถังใบเก่ารู้สึกเสียใจและขอโทษ หญิงนั้นหันกลับไปชี้ที่ทางเดินแล้วถามถังใบเก่าว่า “เจ้าเห็นดอกไม้พวกนั้นที่เติบโตอยู่ข้างทางฝั่งของเจ้าไหม เจ้ารดน้ำพวกมันทุกวัน ทำให้ทางเดินไปและกลับจากแม่น้ำของฉันเต็มไปด้วยความงดงามอยู่เสมอ”</p>
<p>เราอยู่ในโลกที่ชื่นชมและยกย่องคนหนุ่มสาว คนที่อายุน้อยและมีความมั่นคง ไร้ข้อตำหนิและมีความสามารถ แต่พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนถึงความงดงามอันชอบธรรมที่มาจากผู้สูงวัยและผู้อ่อนแอ หรือแม้แต่มีร่องรอยแตกหักและมีรูรั่ว ผู้แต่งเพลงสดุดีอาวุโสกล่าวว่า “คน​ชอบธรรม ​ก็​งอก​ขึ้น​อย่าง​ต้น​อินทผลัม เจริญ​ขึ้น​อย่าง​ต้น​สน​สี​ดาร์​ใน​เลบานอน” (สดด.92:12)</p>
<p>จริงอยู่ ความชรา ไม่ได้มีความหมายเท่ากับคำว่าฉลาดเสมอไป แต่ความสูงวัยมีส่วนช่วยชีวิตของเราในแบบที่คนหนุ่มสาวทำไม่ได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่มายาวนานกว่า มีประสบการณ์มากกว่า และยืนหยัดมั่นคงมากกว่า ผลิดอกออกผลในความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า คนเช่นนี้ “​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล ...มี​น้ำ​เลี้ยง​เต็ม​และ​เขียว​สด​อยู่” (ข้อ 14)</p>
<p>ผู้สูงอายุในชีวิตของเรายังคงเกิดผลที่งดงามอยู่ ให้เราใช้เวลามองดูความจริงนี้และเอาใจใส่ดูแลพวกเขา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะปรนนิบัติรับใช้ผู้สูงอายุที่เข้ามาในเส้นทางชีวิตคุณอย่างไรบ้าง วันนี้คุณจะทำสิ่งใดเพื่อแสดงออกถึงความใส่ใจและยกย่องพวกเขา</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ มีดวงตาที่จะมองเห็นผู้ที่ยังคงเกิดผลแม้ในวัยชราแล้ว</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 18 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/58d2cf68/9941a949.mp3" length="10297010" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>644</itunes:duration>
      <itunes:summary>มัน​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล [ สดุดี 92:14 ]

มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขนน้ำจากแม่น้ำกลับบ้านทุกวัน โดยใช้ถังสองใบสอดไว้ที่ปลายสองข้างของไม้คาน ถังใบหนึ่งใหม่และแข็งแรง ส่วนอีกใบหนึ่งเก่ามากและมีรอยแตก เมื่อหญิงคนนั้นกลับถึงบ้าน ถังใบใหม่ยังคงมีน้ำอยู่เต็ม แต่ถังใบเก่าแทบจะไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย ถังใบเก่ารู้สึกเสียใจและขอโทษ หญิงนั้นหันกลับไปชี้ที่ทางเดินแล้วถามถังใบเก่าว่า “เจ้าเห็นดอกไม้พวกนั้นที่เติบโตอยู่ข้างทางฝั่งของเจ้าไหม เจ้ารดน้ำพวกมันทุกวัน ทำให้ทางเดินไปและกลับจากแม่น้ำของฉันเต็มไปด้วยความงดงามอยู่เสมอ”
เราอยู่ในโลกที่ชื่นชมและยกย่องคนหนุ่มสาว คนที่อายุน้อยและมีความมั่นคง ไร้ข้อตำหนิและมีความสามารถ แต่พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนถึงความงดงามอันชอบธรรมที่มาจากผู้สูงวัยและผู้อ่อนแอ หรือแม้แต่มีร่องรอยแตกหักและมีรูรั่ว ผู้แต่งเพลงสดุดีอาวุโสกล่าวว่า “คน​ชอบธรรม ​ก็​งอก​ขึ้น​อย่าง​ต้น​อินทผลัม เจริญ​ขึ้น​อย่าง​ต้น​สน​สี​ดาร์​ใน​เลบานอน” (สดด.92:12)
จริงอยู่ ความชรา ไม่ได้มีความหมายเท่ากับคำว่าฉลาดเสมอไป แต่ความสูงวัยมีส่วนช่วยชีวิตของเราในแบบที่คนหนุ่มสาวทำไม่ได้ เพราะพวกเขามีชีวิตอยู่มายาวนานกว่า มีประสบการณ์มากกว่า และยืนหยัดมั่นคงมากกว่า ผลิดอกออกผลในความเชื่อและความไว้วางใจในพระเจ้า คนเช่นนี้ “​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล ...มี​น้ำ​เลี้ยง​เต็ม​และ​เขียว​สด​อยู่” (ข้อ 14)
ผู้สูงอายุในชีวิตของเรายังคงเกิดผลที่งดงามอยู่ ให้เราใช้เวลามองดูความจริงนี้และเอาใจใส่ดูแลพวกเขา

คุณจะปรนนิบัติรับใช้ผู้สูงอายุที่เข้ามาในเส้นทางชีวิตคุณอย่างไรบ้าง วันนี้คุณจะทำสิ่งใดเพื่อแสดงออกถึงความใส่ใจและยกย่องพวกเขา
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ มีดวงตาที่จะมองเห็นผู้ที่ยังคงเกิดผลแม้ในวัยชราแล้ว</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มัน​แก่​แล้ว​ก็​ยัง​เกิดผล [ สดุดี 92:14 ]

มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ขนน้ำจากแม่น้ำกลับบ้านทุกวัน โดยใช้ถังสองใบสอดไว้ที่ปลายสองข้างของไม้คาน ถังใบหนึ่งใหม่และแข็งแรง ส่วนอีกใบหนึ่งเก่ามากและมีรอยแตก เมื่อหญิงคนนั้นกลับถึงบ้าน ถังใบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชอบธรรมโดยพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชอบธรรมโดยพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">909f0075-571a-4973-8a39-64d3e237a30b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e71b5b9a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​เวลา​อัน​ชอบ นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด [ 2 โครินธ์ 6:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“เราพร้อมจะให้ขึ้นเครื่องไปยังอ่าวมอนเตโกแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้น ผมมาเป็นวิทยากรและผู้นำให้กับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ไปประกาศข่าวประเสริฐที่จาไมก้า ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังเพื่อหยิบบัตรผ่านขึ้นเครื่องและหนังสือเดินทาง แต่ต้องใจหายวาบ หนังสือเดินทางของผมหาย!</p>
<p>กลุ่มของเราขึ้นเครื่องไปโดยไม่มีผม และผมต้องดิ้นรนพยายามอยู่สี่วันเพื่อทำหนังสือเดินทางใหม่ หลังจากต้องโทรศัพท์หลายร้อยสาย เดินทางไปกรุงวอชิงตันโดยไม่ได้อะไรคืบหน้า ขับรถกลับไปยังเมืองแกรนด์แรพพิดส์ รัฐมิชิแกน สองวันในเมืองใกล้ๆ และความช่วยเหลือจากสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนฯในท้องถิ่น ในที่สุดผมจึงได้หนังสือเดินทางใหม่และตามไปร่วมกลุ่มในจาเมก้าได้</p>
<p>หนังสือเดินทาง หนังสือเล่มเล็กๆแต่เป็นเครื่องรับประกันเพียงอย่างเดียวที่ผมมีในที่ที่ผมต้องการไป แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้เอกสารใหม่นั้นมา แต่คุณค่าของมันเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะกำหนดจุดหมายปลายทางนิรันดร์ของเรา นั่นคือความเชื่อวางใจในพระเยซู ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวว่าเราได้รับความรอดจากบาปและชีวิตใหม่ในพระองค์</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวว่า “บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด” (2 คร.6:2) เปาโลกำลังบรรยายถึงความจริงที่ว่ารุ่งอรุณแห่งความรอดมาถึงแล้วโดยพระคริสต์ การเชื่อในพระองค์จะทำให้เราได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้า และพระราชกิจแห่งการทรงไถ่และการฟื้นฟูสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง ในวันนี้ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการ “ได้​เป็น​คน​ชอบธรรม​ของ​พระ​เจ้า​ทาง[พระ​คริสต์ ]” (5:21)</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงจัดเตรียมหนทางให้คุณได้รับความรอดอย่างไร การไว้วางใจให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมหนทาง ให้ข้าพระองค์ได้รับความรอดจากบาปและความตาย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​เวลา​อัน​ชอบ นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด [ 2 โครินธ์ 6:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“เราพร้อมจะให้ขึ้นเครื่องไปยังอ่าวมอนเตโกแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้น ผมมาเป็นวิทยากรและผู้นำให้กับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ไปประกาศข่าวประเสริฐที่จาไมก้า ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังเพื่อหยิบบัตรผ่านขึ้นเครื่องและหนังสือเดินทาง แต่ต้องใจหายวาบ หนังสือเดินทางของผมหาย!</p>
<p>กลุ่มของเราขึ้นเครื่องไปโดยไม่มีผม และผมต้องดิ้นรนพยายามอยู่สี่วันเพื่อทำหนังสือเดินทางใหม่ หลังจากต้องโทรศัพท์หลายร้อยสาย เดินทางไปกรุงวอชิงตันโดยไม่ได้อะไรคืบหน้า ขับรถกลับไปยังเมืองแกรนด์แรพพิดส์ รัฐมิชิแกน สองวันในเมืองใกล้ๆ และความช่วยเหลือจากสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนฯในท้องถิ่น ในที่สุดผมจึงได้หนังสือเดินทางใหม่และตามไปร่วมกลุ่มในจาเมก้าได้</p>
<p>หนังสือเดินทาง หนังสือเล่มเล็กๆแต่เป็นเครื่องรับประกันเพียงอย่างเดียวที่ผมมีในที่ที่ผมต้องการไป แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้เอกสารใหม่นั้นมา แต่คุณค่าของมันเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะกำหนดจุดหมายปลายทางนิรันดร์ของเรา นั่นคือความเชื่อวางใจในพระเยซู ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวว่าเราได้รับความรอดจากบาปและชีวิตใหม่ในพระองค์</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวว่า “บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด” (2 คร.6:2) เปาโลกำลังบรรยายถึงความจริงที่ว่ารุ่งอรุณแห่งความรอดมาถึงแล้วโดยพระคริสต์ การเชื่อในพระองค์จะทำให้เราได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้า และพระราชกิจแห่งการทรงไถ่และการฟื้นฟูสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง ในวันนี้ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการ “ได้​เป็น​คน​ชอบธรรม​ของ​พระ​เจ้า​ทาง[พระ​คริสต์ ]” (5:21)</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงจัดเตรียมหนทางให้คุณได้รับความรอดอย่างไร การไว้วางใจให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดมีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมหนทาง ให้ข้าพระองค์ได้รับความรอดจากบาปและความตาย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 17 Jan 2025 16:06:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e71b5b9a/8df76a95.mp3" length="12343748" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​เวลา​อัน​ชอบ นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด [ 2 โครินธ์ 6:2 ]

“เราพร้อมจะให้ขึ้นเครื่องไปยังอ่าวมอนเตโกแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้น ผมมาเป็นวิทยากรและผู้นำให้กับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ไปประกาศข่าวประเสริฐที่จาไมก้า ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังเพื่อหยิบบัตรผ่านขึ้นเครื่องและหนังสือเดินทาง แต่ต้องใจหายวาบ หนังสือเดินทางของผมหาย!
กลุ่มของเราขึ้นเครื่องไปโดยไม่มีผม และผมต้องดิ้นรนพยายามอยู่สี่วันเพื่อทำหนังสือเดินทางใหม่ หลังจากต้องโทรศัพท์หลายร้อยสาย เดินทางไปกรุงวอชิงตันโดยไม่ได้อะไรคืบหน้า ขับรถกลับไปยังเมืองแกรนด์แรพพิดส์ รัฐมิชิแกน สองวันในเมืองใกล้ๆ และความช่วยเหลือจากสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนฯในท้องถิ่น ในที่สุดผมจึงได้หนังสือเดินทางใหม่และตามไปร่วมกลุ่มในจาเมก้าได้
หนังสือเดินทาง หนังสือเล่มเล็กๆแต่เป็นเครื่องรับประกันเพียงอย่างเดียวที่ผมมีในที่ที่ผมต้องการไป แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้เอกสารใหม่นั้นมา แต่คุณค่าของมันเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะกำหนดจุดหมายปลายทางนิรันดร์ของเรา นั่นคือความเชื่อวางใจในพระเยซู ซึ่งเป็นหลักประกันเดียวว่าเราได้รับความรอดจากบาปและชีวิตใหม่ในพระองค์
พระคัมภีร์กล่าวว่า “บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด” (2 คร.6:2) เปาโลกำลังบรรยายถึงความจริงที่ว่ารุ่งอรุณแห่งความรอดมาถึงแล้วโดยพระคริสต์ การเชื่อในพระองค์จะทำให้เราได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้า และพระราชกิจแห่งการทรงไถ่และการฟื้นฟูสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง ในวันนี้ให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของการ “ได้​เป็น​คน​ชอบธรรม​ของ​พระ​เจ้า​ทาง[พระ​คริสต์ ]” (5:21)

พระเยซูทรงจัดเตรียมหนทางให้คุณได้รับความรอดอย่างไร การไว้วางใจให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดมีความหมายต่อคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมหนทาง ให้ข้าพระองค์ได้รับความรอดจากบาปและความตาย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​เวลา​อัน​ชอบ นี่​แน่ะ บัดนี้​เป็น​วัน​แห่ง​ความ​รอด [ 2 โครินธ์ 6:2 ]

“เราพร้อมจะให้ขึ้นเครื่องไปยังอ่าวมอนเตโกแล้ว” เสียงประกาศดังขึ้น ผมมาเป็นวิทยากรและผู้นำให้กับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายที่ไปประกาศข่าวประเสริฐที่จาไมก้า ผมล้วงเข้าไป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อย่าหมดกำลังใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อย่าหมดกำลังใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">71e17780-4746-4528-beaf-4f35f703d4e8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/37a1ba70</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​[ กาลาเทีย 6:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เหนื่อยล้า นั่นคือสิ่งที่สัตยารู้สึกหลังจากเข้าทำงานใหม่ได้เก้าเดือน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เขาพยายามปฏิบัติตามหลักการของพระเจ้าในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการงาน แต่ปัญหาด้านบุคลากรยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าองค์กรก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกอยากจะยอมแพ้</p>
<p>บางทีคุณอาจรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกับสัตยา คุณรู้ว่าควรทำสิ่งที่ดีแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์และร่างกายเกินกว่าจะเดินไปต่อ จงทำใจดีๆไว้ อัครทูตเปาโลหนุนใจเราด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร” (กท.6:9) ท่านใช้การเปรียบเทียบกับเรื่องของชาวนา และชาวนาทุกคนรู้ว่าการหว่านเป็นงานหนัก</p>
<p>การหว่าน “ในย่านพระวิญญาณ” (ข้อ 8) ก็เป็นงานหนักเช่นกัน ผู้เชื่อในพระเยซูที่พยายามทำตามการทรงนำของพระวิญญาณ และดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์อาจรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจได้ แต่เมื่อเรายึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ การเก็บเกี่ยวจะมาถึง เราจะ “เกี่ยว​เ​ก็​บ​ชีวิต​นิรันดร์​” (ข้อ 8; ดู ยน.17:3) อันหมายถึงผลผลิตแห่งพระพรของพระเจ้าที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และในชีวิตนี้ เราจะได้มีความมั่นใจและความปีติยินดีในการรู้จักพระองค์ เราจะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่กำหนดโดยฤดูกาลหรือสภาพอากาศ แต่เป็นเวลาตามพระประสงค์อันเลิศประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงดีพร้อม ก่อนที่การเก็บเกี่ยวจะมาถึง ให้เราหว่านต่อไปด้วยกำลังของพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่ทำให้คุณหมดกำลังใจ คุณจะยึดมั่นในพระสัญญาที่ว่า เราจะ “​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​” ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ไม่ท้อถอยและบากบั่นในการทำความดี</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​[ กาลาเทีย 6:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เหนื่อยล้า นั่นคือสิ่งที่สัตยารู้สึกหลังจากเข้าทำงานใหม่ได้เก้าเดือน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เขาพยายามปฏิบัติตามหลักการของพระเจ้าในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการงาน แต่ปัญหาด้านบุคลากรยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าองค์กรก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกอยากจะยอมแพ้</p>
<p>บางทีคุณอาจรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกับสัตยา คุณรู้ว่าควรทำสิ่งที่ดีแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์และร่างกายเกินกว่าจะเดินไปต่อ จงทำใจดีๆไว้ อัครทูตเปาโลหนุนใจเราด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร” (กท.6:9) ท่านใช้การเปรียบเทียบกับเรื่องของชาวนา และชาวนาทุกคนรู้ว่าการหว่านเป็นงานหนัก</p>
<p>การหว่าน “ในย่านพระวิญญาณ” (ข้อ 8) ก็เป็นงานหนักเช่นกัน ผู้เชื่อในพระเยซูที่พยายามทำตามการทรงนำของพระวิญญาณ และดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์อาจรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจได้ แต่เมื่อเรายึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ การเก็บเกี่ยวจะมาถึง เราจะ “เกี่ยว​เ​ก็​บ​ชีวิต​นิรันดร์​” (ข้อ 8; ดู ยน.17:3) อันหมายถึงผลผลิตแห่งพระพรของพระเจ้าที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และในชีวิตนี้ เราจะได้มีความมั่นใจและความปีติยินดีในการรู้จักพระองค์ เราจะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่กำหนดโดยฤดูกาลหรือสภาพอากาศ แต่เป็นเวลาตามพระประสงค์อันเลิศประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงดีพร้อม ก่อนที่การเก็บเกี่ยวจะมาถึง ให้เราหว่านต่อไปด้วยกำลังของพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่ทำให้คุณหมดกำลังใจ คุณจะยึดมั่นในพระสัญญาที่ว่า เราจะ “​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​” ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ไม่ท้อถอยและบากบั่นในการทำความดี</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 16 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/37a1ba70/4fdb71f3.mp3" length="10971582" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>686</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​[ กาลาเทีย 6:9 ]

เหนื่อยล้า นั่นคือสิ่งที่สัตยารู้สึกหลังจากเข้าทำงานใหม่ได้เก้าเดือน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เขาพยายามปฏิบัติตามหลักการของพระเจ้าในการแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการงาน แต่ปัญหาด้านบุคลากรยังคงอยู่ และดูเหมือนว่าองค์กรก้าวหน้าไปเพียงเล็กน้อย เขารู้สึกอยากจะยอมแพ้
บางทีคุณอาจรู้สึกเหนื่อยเช่นเดียวกับสัตยา คุณรู้ว่าควรทำสิ่งที่ดีแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์และร่างกายเกินกว่าจะเดินไปต่อ จงทำใจดีๆไว้ อัครทูตเปาโลหนุนใจเราด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร” (กท.6:9) ท่านใช้การเปรียบเทียบกับเรื่องของชาวนา และชาวนาทุกคนรู้ว่าการหว่านเป็นงานหนัก
การหว่าน “ในย่านพระวิญญาณ” (ข้อ 8) ก็เป็นงานหนักเช่นกัน ผู้เชื่อในพระเยซูที่พยายามทำตามการทรงนำของพระวิญญาณ และดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์อาจรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจได้ แต่เมื่อเรายึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ การเก็บเกี่ยวจะมาถึง เราจะ “เกี่ยว​เ​ก็​บ​ชีวิต​นิรันดร์​” (ข้อ 8; ดู ยน.17:3) อันหมายถึงผลผลิตแห่งพระพรของพระเจ้าที่มีปริมาณมากเป็นพิเศษเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และในชีวิตนี้ เราจะได้มีความมั่นใจและความปีติยินดีในการรู้จักพระองค์ เราจะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่กำหนดโดยฤดูกาลหรือสภาพอากาศ แต่เป็นเวลาตามพระประสงค์อันเลิศประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงดีพร้อม ก่อนที่การเก็บเกี่ยวจะมาถึง ให้เราหว่านต่อไปด้วยกำลังของพระเจ้า

สิ่งใดที่ทำให้คุณหมดกำลังใจ คุณจะยึดมั่นในพระสัญญาที่ว่า เราจะ “​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​” ได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ไม่ท้อถอยและบากบั่นในการทำความดี</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่า​ให้​เรา​เมื่อยล้า​ใน​การ​ทำ​ดี เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​ไม่​ท้อ​ใจ​แล้ว เรา​ก็​จะ​เกี่ยว​เ​ก็​บ​ใน​เวลา​อัน​สมควร​[ กาลาเทีย 6:9 ]

เหนื่อยล้า นั่นคือสิ่งที่สัตยารู้สึกหลังจากเข้าทำงานใหม่ได้เก้าเดือน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เขาพยายามปฏิบัติตามหลักการของพระ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ง่ายและยาก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ง่ายและยาก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ea7c75e1-6722-46e0-9503-ee8df7f5aede</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/54220c65</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” [ อพยพ 13:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายและยังคงตรอมตรมกับการสูญเสีย แต่ความเจ็บปวดทำให้เขากลายเป็นศิษยาภิบาลที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ผมเศร้าเสียใจไปกับมาร์คและนึกสงสัยว่าบททดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงแง่คิดอันล้ำลึกของเอ.ดับเบิลยู.โทเซอร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า “จริงไหมที่พระเจ้าจะอวยพรมนุษย์อย่างมากมายไม่ได้ จนกว่าพระองค์จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียก่อน” ผมเกรงว่าคำพูดนี้จะเป็นจริง</p>
<p>แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราได้เรียนรู้ว่าวิถีของพระเจ้านั้นล้ำลึกโดยศึกษาจากการอพยพของชนอิสราเอล พระเจ้าทรงนำชนชาติใหม่นี้ออกจากอียิปต์ไปบนเส้นทางที่ง่าย โดยตรัสถึงอิสราเอลว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” (อพย.13:17) แต่ในไม่กี่ข้อต่อมา พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสย้อนกลับทางเดิมเพื่อให้ฟาโรห์ระดมพลและออกมาสู้รบ (14:1-4) ฟาโรห์ฮุบเหยื่อนี้ ชนอิสราเอล “​มี​ความ​กลัว​ยิ่ง​นัก...จึง​ร้อง​ทูล​พระ​เจ้า” (ข้อ 10) โมเสสตำหนิพวกเขาว่า “พระ​เจ้า​จะ​ทรง​รบ​แทน​ท่าน​ทั้ง​หลาย ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​อยู่​เถิด” (ข้อ 14)</p>
<p>พระเจ้าทรงใช้ทั้งเส้นทางที่ง่ายและยากเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เติบโตและนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ พระองค์สัญญาว่า “​เรา​จะ​ได้รับ​เกียรติยศ เพราะ​ฟาโรห์​และ​พล​โยธา แล้ว​ชาว​อียิปต์​จะ​รู้​ว่า​เรา​คือ​พระ​เจ้า” (ข้อ 4) อิสราเอลรู้แล้ว และเราก็รู้ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำลังเสริมสร้างความเชื่อของเราผ่านการทดสอบแต่ละครั้งไม่ว่าจะง่ายหรือยาก เมื่อชีวิตราบรื่นจงพักสงบในพระองค์ แต่เมื่อชีวิตยากลำบากจงยอมให้พระองค์ทรงอุ้มคุณ</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความเจ็บปวดมีส่วนช่วยในการเติบโตของคุณอย่างไร คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงใช้ทั้งการทดสอบที่ง่ายและยาก</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู มีพระองค์ก็เพียงพอแล้วสำหรับทุกการทดสอบ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” [ อพยพ 13:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายและยังคงตรอมตรมกับการสูญเสีย แต่ความเจ็บปวดทำให้เขากลายเป็นศิษยาภิบาลที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ผมเศร้าเสียใจไปกับมาร์คและนึกสงสัยว่าบททดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงแง่คิดอันล้ำลึกของเอ.ดับเบิลยู.โทเซอร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า “จริงไหมที่พระเจ้าจะอวยพรมนุษย์อย่างมากมายไม่ได้ จนกว่าพระองค์จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียก่อน” ผมเกรงว่าคำพูดนี้จะเป็นจริง</p>
<p>แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราได้เรียนรู้ว่าวิถีของพระเจ้านั้นล้ำลึกโดยศึกษาจากการอพยพของชนอิสราเอล พระเจ้าทรงนำชนชาติใหม่นี้ออกจากอียิปต์ไปบนเส้นทางที่ง่าย โดยตรัสถึงอิสราเอลว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” (อพย.13:17) แต่ในไม่กี่ข้อต่อมา พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสย้อนกลับทางเดิมเพื่อให้ฟาโรห์ระดมพลและออกมาสู้รบ (14:1-4) ฟาโรห์ฮุบเหยื่อนี้ ชนอิสราเอล “​มี​ความ​กลัว​ยิ่ง​นัก...จึง​ร้อง​ทูล​พระ​เจ้า” (ข้อ 10) โมเสสตำหนิพวกเขาว่า “พระ​เจ้า​จะ​ทรง​รบ​แทน​ท่าน​ทั้ง​หลาย ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​อยู่​เถิด” (ข้อ 14)</p>
<p>พระเจ้าทรงใช้ทั้งเส้นทางที่ง่ายและยากเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เติบโตและนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ พระองค์สัญญาว่า “​เรา​จะ​ได้รับ​เกียรติยศ เพราะ​ฟาโรห์​และ​พล​โยธา แล้ว​ชาว​อียิปต์​จะ​รู้​ว่า​เรา​คือ​พระ​เจ้า” (ข้อ 4) อิสราเอลรู้แล้ว และเราก็รู้ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำลังเสริมสร้างความเชื่อของเราผ่านการทดสอบแต่ละครั้งไม่ว่าจะง่ายหรือยาก เมื่อชีวิตราบรื่นจงพักสงบในพระองค์ แต่เมื่อชีวิตยากลำบากจงยอมให้พระองค์ทรงอุ้มคุณ</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความเจ็บปวดมีส่วนช่วยในการเติบโตของคุณอย่างไร คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงใช้ทั้งการทดสอบที่ง่ายและยาก</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู มีพระองค์ก็เพียงพอแล้วสำหรับทุกการทดสอบ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 15 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/54220c65/f6a146b1.mp3" length="12648426" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>791</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” [ อพยพ 13:17 ]

มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายและยังคงตรอมตรมกับการสูญเสีย แต่ความเจ็บปวดทำให้เขากลายเป็นศิษยาภิบาลที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น ผมเศร้าเสียใจไปกับมาร์คและนึกสงสัยว่าบททดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงแง่คิดอันล้ำลึกของเอ.ดับเบิลยู.โทเซอร์ที่ได้กล่าวไว้ว่า “จริงไหมที่พระเจ้าจะอวยพรมนุษย์อย่างมากมายไม่ได้ จนกว่าพระองค์จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียก่อน” ผมเกรงว่าคำพูดนี้จะเป็นจริง
แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เราได้เรียนรู้ว่าวิถีของพระเจ้านั้นล้ำลึกโดยศึกษาจากการอพยพของชนอิสราเอล พระเจ้าทรงนำชนชาติใหม่นี้ออกจากอียิปต์ไปบนเส้นทางที่ง่าย โดยตรัสถึงอิสราเอลว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” (อพย.13:17) แต่ในไม่กี่ข้อต่อมา พระเจ้าทรงบอกให้โมเสสย้อนกลับทางเดิมเพื่อให้ฟาโรห์ระดมพลและออกมาสู้รบ (14:1-4) ฟาโรห์ฮุบเหยื่อนี้ ชนอิสราเอล “​มี​ความ​กลัว​ยิ่ง​นัก...จึง​ร้อง​ทูล​พระ​เจ้า” (ข้อ 10) โมเสสตำหนิพวกเขาว่า “พระ​เจ้า​จะ​ทรง​รบ​แทน​ท่าน​ทั้ง​หลาย ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​อยู่​เถิด” (ข้อ 14)
พระเจ้าทรงใช้ทั้งเส้นทางที่ง่ายและยากเพื่อทำให้ประชากรของพระองค์เติบโตและนำพระเกียรติมาสู่พระองค์ พระองค์สัญญาว่า “​เรา​จะ​ได้รับ​เกียรติยศ เพราะ​ฟาโรห์​และ​พล​โยธา แล้ว​ชาว​อียิปต์​จะ​รู้​ว่า​เรา​คือ​พระ​เจ้า” (ข้อ 4) อิสราเอลรู้แล้ว และเราก็รู้ได้เช่นกัน พระเจ้าทรงกำลังเสริมสร้างความเชื่อของเราผ่านการทดสอบแต่ละครั้งไม่ว่าจะง่ายหรือยาก เมื่อชีวิตราบรื่นจงพักสงบในพระองค์ แต่เมื่อชีวิตยากลำบากจงยอมให้พระองค์ทรงอุ้มคุณ

ความเจ็บปวดมีส่วนช่วยในการเติบโตของคุณอย่างไร คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงใช้ทั้งการทดสอบที่ง่ายและยาก
ข้าแต่พระเยซู มีพระองค์ก็เพียงพอแล้วสำหรับทุกการทดสอบ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “เกรง​ว่า​เมื่อ​ประชากร​ไป​เผชิญ​สงคราม​เข้า เขา​จะ​เปลี่ยน​ใจ​และ​กลับไป​ยัง​อียิปต์​เสีย” [ อพยพ 13:17 ]

มาร์คเป็นศิษยาภิบาลหนุ่มที่มีอนาคตไกล แต่แล้วในเช้าวันหนึ่งโอเว่นลูกชายของเขาล้มลงและเสียชีวิตในขณะเตะบอลด้วยกัน มาร์คหัวใจสลายแล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a248d790-3eec-4981-a249-0b66e1c0b3d4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7555a964</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ความบาปของคุณมีส่วนในการตรึงพระเยซูบนกางเขนหรือไม่” นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามของเร็มบรันท์จิตรกรชาวดัตช์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นเอกในปีค.ศ. 1633 ที่ชื่อว่า ยกกางเขน (The Raising of the Cross) พระเยซูปรากฏอยู่ตรงกลางของภาพบนกางเขนที่กำลังถูกยกขึ้นและวางให้ตรงตำแหน่ง มีชายสี่คนเป็นผู้ยกแต่มีคนหนึ่งที่โดดเด่นในแสงเงาที่อยู่รอบพระเยซู เสื้อผ้าของเขาต่างออกไป เขาใส่ชุดในสมัยของเร็มบรันท์และใส่หมวกที่จิตรกรมักจะใส่ เมื่อมองดูใบหน้าใกล้ๆทำให้เห็นว่าเร็มบรันท์วาพภาพตัวเองลงไปด้วย ราวกับจะพูดว่า “ความบาปของข้าพเจ้ามีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู”</p>
<p>แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาเช่นกัน เขาอยู่บนหลังม้ามองตรงออกมาจากรูปภาพ บางคนคิดว่านี่เป็นอีกรูปของตัวเร็มบรันท์ที่กำลังตั้งคำถามด้้วยสายตาหยั่งรู้กับทุกคนที่มองดููภาพนี้อยู่ว่า “คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”</p>
<p>เปาโลมองเห็นตัวท่านเองในนั้น และอาจเป็นเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อเราด้วย ในโรม 5:10 ท่านพูดถึงตัวเองและพวกเราว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” แต่แม้ความบาปของเราเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)</p>
<p>เรายืนอยู่ในสถานะเดียวกับเร็มบรันท์และเปาโล คือเป็นคนบาปที่ต้องการการอภัย โดยทางกางเขนของพระเยซู พระองค์ได้หยิบยื่นสิ่งที่เราไม่มีวันทำได้ด้วยตัวเองและเติมเต็มความต้องการที่ลึกที่สุดของเรา นั่นคือการเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>ครั้งหนึ่งคุณเคยเป็นศัตรูกับพระเจ้ามาแล้วอย่างไร คุณจะใช้ชีวิตในวันนี้ในฐานะมิตรสหายของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงมอบตัวของพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตในความรักของพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ความบาปของคุณมีส่วนในการตรึงพระเยซูบนกางเขนหรือไม่” นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามของเร็มบรันท์จิตรกรชาวดัตช์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นเอกในปีค.ศ. 1633 ที่ชื่อว่า ยกกางเขน (The Raising of the Cross) พระเยซูปรากฏอยู่ตรงกลางของภาพบนกางเขนที่กำลังถูกยกขึ้นและวางให้ตรงตำแหน่ง มีชายสี่คนเป็นผู้ยกแต่มีคนหนึ่งที่โดดเด่นในแสงเงาที่อยู่รอบพระเยซู เสื้อผ้าของเขาต่างออกไป เขาใส่ชุดในสมัยของเร็มบรันท์และใส่หมวกที่จิตรกรมักจะใส่ เมื่อมองดูใบหน้าใกล้ๆทำให้เห็นว่าเร็มบรันท์วาพภาพตัวเองลงไปด้วย ราวกับจะพูดว่า “ความบาปของข้าพเจ้ามีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู”</p>
<p>แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาเช่นกัน เขาอยู่บนหลังม้ามองตรงออกมาจากรูปภาพ บางคนคิดว่านี่เป็นอีกรูปของตัวเร็มบรันท์ที่กำลังตั้งคำถามด้้วยสายตาหยั่งรู้กับทุกคนที่มองดููภาพนี้อยู่ว่า “คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”</p>
<p>เปาโลมองเห็นตัวท่านเองในนั้น และอาจเป็นเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อเราด้วย ในโรม 5:10 ท่านพูดถึงตัวเองและพวกเราว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” แต่แม้ความบาปของเราเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)</p>
<p>เรายืนอยู่ในสถานะเดียวกับเร็มบรันท์และเปาโล คือเป็นคนบาปที่ต้องการการอภัย โดยทางกางเขนของพระเยซู พระองค์ได้หยิบยื่นสิ่งที่เราไม่มีวันทำได้ด้วยตัวเองและเติมเต็มความต้องการที่ลึกที่สุดของเรา นั่นคือการเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>ครั้งหนึ่งคุณเคยเป็นศัตรูกับพระเจ้ามาแล้วอย่างไร คุณจะใช้ชีวิตในวันนี้ในฐานะมิตรสหายของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงมอบตัวของพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตในความรักของพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 14 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7555a964/13a40847.mp3" length="13626898" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>852</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]

“ความบาปของคุณมีส่วนในการตรึงพระเยซูบนกางเขนหรือไม่” นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามของเร็มบรันท์จิตรกรชาวดัตช์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นเอกในปีค.ศ. 1633 ที่ชื่อว่า ยกกางเขน (The Raising of the Cross) พระเยซูปรากฏอยู่ตรงกลางของภาพบนกางเขนที่กำลังถูกยกขึ้นและวางให้ตรงตำแหน่ง มีชายสี่คนเป็นผู้ยกแต่มีคนหนึ่งที่โดดเด่นในแสงเงาที่อยู่รอบพระเยซู เสื้อผ้าของเขาต่างออกไป เขาใส่ชุดในสมัยของเร็มบรันท์และใส่หมวกที่จิตรกรมักจะใส่ เมื่อมองดูใบหน้าใกล้ๆทำให้เห็นว่าเร็มบรันท์วาพภาพตัวเองลงไปด้วย ราวกับจะพูดว่า “ความบาปของข้าพเจ้ามีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู”
แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่โดดเด่นออกมาเช่นกัน เขาอยู่บนหลังม้ามองตรงออกมาจากรูปภาพ บางคนคิดว่านี่เป็นอีกรูปของตัวเร็มบรันท์ที่กำลังตั้งคำถามด้้วยสายตาหยั่งรู้กับทุกคนที่มองดููภาพนี้อยู่ว่า “คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่หรือ”
เปาโลมองเห็นตัวท่านเองในนั้น และอาจเป็นเราด้วยเช่นกัน เพราะพระเยซูทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพื่อเราด้วย ในโรม 5:10 ท่านพูดถึงตัวเองและพวกเราว่าเป็น “ศัตรูของพระเจ้า” แต่แม้ความบาปของเราเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็ยังทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
เรายืนอยู่ในสถานะเดียวกับเร็มบรันท์และเปาโล คือเป็นคนบาปที่ต้องการการอภัย โดยทางกางเขนของพระเยซู พระองค์ได้หยิบยื่นสิ่งที่เราไม่มีวันทำได้ด้วยตัวเองและเติมเต็มความต้องการที่ลึกที่สุดของเรา นั่นคือการเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า

ครั้งหนึ่งคุณเคยเป็นศัตรูกับพระเจ้ามาแล้วอย่างไร คุณจะใช้ชีวิตในวันนี้ในฐานะมิตรสหายของพระองค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงมอบตัวของพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตในความรักของพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]

“ความบาปของคุณมีส่วนในการตรึงพระเยซูบนกางเขนหรือไม่” นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามของเร็มบรันท์จิตรกรชาวดัตช์ที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นเอกในปีค.ศ. 1633 ที่ชื่อว่า ยกกางเขน (The Raising of</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เดินกับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เดินกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2271b24c-fdec-49f8-ab9f-8b8a6da94505</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c314f48a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกากล่าวว่า “ผู้ใหญ่ที่เดินอย่างน้อย 8,000 ก้าวต่อวันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นได้มากกว่าคนที่เดินแค่ 4,000 ก้าวต่อวัน” การเดินนั้นส่งผลดีต่อเรา</p>
<p>ตลอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ การเดินถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงการมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในปฐมกาล 3 เราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินกับอาดัมและเอวาอย่างไรใน “เวลาเย็นวันนั้น” (ข้อ 8) ปฐมกาล 5 แบ่งปันเรื่องราวของเอโนคผู้ “ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อสามร้อยปี” (ข้อ 22) วันหนึ่งในการใช้เวลาตามปกติของเอโนคกับองค์พระผู้สร้างของท่านได้นำไปสู่การที่ท่านถูกรับไปอยู่กับพระเจ้า (ข้อ 24) ในปฐมกาล 17 พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้อับราม “ดำเนินอยู่ต่อหน้า” พระองค์เมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 1) และในช่วงบั้นปลายของชีวิตยาโคบได้เปรียบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของท่าน และพูดถึงบรรพบุรุษของท่านที่ได้ “ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์” (48:15 TNCV) ในพันธสัญญาใหม่ เปาโลสั่งให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:16)</p>
<p>เช่นเดียวกับเอโนคและบรรพบุรุษในปฐมกาล เราเองก็ดำเนินกับพระเจ้าในทุกวันได้ เราทำเช่นนั้นได้ด้วยการยอมจำนนชีวิตเราต่อพระเยซู และรับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือหนทางแห่งสุขภาพที่แท้จริง</p>
<p>การเดินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>“การเดินกับพระเจ้า” หมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ ขณะที่คุณใคร่ครวญถึงพระวจนะในวันนี้ คุณจะติดตามและเชื่อฟังได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดยกโทษเมื่อข้าพระองค์เลือกที่จะไม่เดินไปกับพระองค์ แต่เลือกที่จะทำตามความต้องการของตัวเอง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวเดินไปกับพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกากล่าวว่า “ผู้ใหญ่ที่เดินอย่างน้อย 8,000 ก้าวต่อวันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นได้มากกว่าคนที่เดินแค่ 4,000 ก้าวต่อวัน” การเดินนั้นส่งผลดีต่อเรา</p>
<p>ตลอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ การเดินถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงการมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในปฐมกาล 3 เราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินกับอาดัมและเอวาอย่างไรใน “เวลาเย็นวันนั้น” (ข้อ 8) ปฐมกาล 5 แบ่งปันเรื่องราวของเอโนคผู้ “ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อสามร้อยปี” (ข้อ 22) วันหนึ่งในการใช้เวลาตามปกติของเอโนคกับองค์พระผู้สร้างของท่านได้นำไปสู่การที่ท่านถูกรับไปอยู่กับพระเจ้า (ข้อ 24) ในปฐมกาล 17 พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้อับราม “ดำเนินอยู่ต่อหน้า” พระองค์เมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 1) และในช่วงบั้นปลายของชีวิตยาโคบได้เปรียบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของท่าน และพูดถึงบรรพบุรุษของท่านที่ได้ “ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์” (48:15 TNCV) ในพันธสัญญาใหม่ เปาโลสั่งให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:16)</p>
<p>เช่นเดียวกับเอโนคและบรรพบุรุษในปฐมกาล เราเองก็ดำเนินกับพระเจ้าในทุกวันได้ เราทำเช่นนั้นได้ด้วยการยอมจำนนชีวิตเราต่อพระเยซู และรับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือหนทางแห่งสุขภาพที่แท้จริง</p>
<p>การเดินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>“การเดินกับพระเจ้า” หมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ ขณะที่คุณใคร่ครวญถึงพระวจนะในวันนี้ คุณจะติดตามและเชื่อฟังได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดยกโทษเมื่อข้าพระองค์เลือกที่จะไม่เดินไปกับพระองค์ แต่เลือกที่จะทำตามความต้องการของตัวเอง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวเดินไปกับพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 13 Jan 2025 16:02:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c314f48a/4126cb9d.mp3" length="10641394" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>665</itunes:duration>
      <itunes:summary>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกากล่าวว่า “ผู้ใหญ่ที่เดินอย่างน้อย 8,000 ก้าวต่อวันลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในช่วง 10 ปีหลังจากนั้นได้มากกว่าคนที่เดินแค่ 4,000 ก้าวต่อวัน” การเดินนั้นส่งผลดีต่อเรา
ตลอดเรื่องราวในพระคัมภีร์ การเดินถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงการมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในปฐมกาล 3 เราได้รู้ว่าพระเจ้าทรงดำเนินกับอาดัมและเอวาอย่างไรใน “เวลาเย็นวันนั้น” (ข้อ 8) ปฐมกาล 5 แบ่งปันเรื่องราวของเอโนคผู้ “ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อสามร้อยปี” (ข้อ 22) วันหนึ่งในการใช้เวลาตามปกติของเอโนคกับองค์พระผู้สร้างของท่านได้นำไปสู่การที่ท่านถูกรับไปอยู่กับพระเจ้า (ข้อ 24) ในปฐมกาล 17 พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้อับราม “ดำเนินอยู่ต่อหน้า” พระองค์เมื่อพระองค์ทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 1) และในช่วงบั้นปลายของชีวิตยาโคบได้เปรียบว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของท่าน และพูดถึงบรรพบุรุษของท่านที่ได้ “ดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์” (48:15 TNCV) ในพันธสัญญาใหม่ เปาโลสั่งให้เรา “ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ” (กท.5:16)
เช่นเดียวกับเอโนคและบรรพบุรุษในปฐมกาล เราเองก็ดำเนินกับพระเจ้าในทุกวันได้ เราทำเช่นนั้นได้ด้วยการยอมจำนนชีวิตเราต่อพระเยซู และรับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือหนทางแห่งสุขภาพที่แท้จริง
การเดินของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

“การเดินกับพระเจ้า” หมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ ขณะที่คุณใคร่ครวญถึงพระวจนะในวันนี้ คุณจะติดตามและเชื่อฟังได้อย่างไร
พระบิดา โปรดยกโทษเมื่อข้าพระองค์เลือกที่จะไม่เดินไปกับพระองค์ แต่เลือกที่จะทำตามความต้องการของตัวเอง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวเดินไปกับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เอโนคดำเนินกับพระเจ้า [ ปฐมกาล 5:24 ]

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายพูดถึงความสำคัญของการวิ่งเพื่อสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเปิดเผยว่าการเดินประจำวันก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน สถาบันสุขภาพแห่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สังเกตหาความจริง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สังเกตหาความจริง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">09c47f70-e04c-4ea3-a225-14436c772b26</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5d07b9e5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คนมักจะเชื่อหมดใจว่าตัวเองถูก แม้ในเวลาที่พวกเขาเป็นฝ่ายผิดก็ตาม นักเขียนจูเลีย กาเลฟกล่าวว่านั่นเป็นเพราะการมี “วิธีคิดแบบทหาร” ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งที่เราเชื่ออยู่ก่อนแล้วจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นภัยคุกคาม กาเลฟเสนอวิธีคิดที่เป็นประโยชน์กว่าคือวิธีคิดแบบลูกเสือซึ่งมีลักษณะของการสังเกตการณ์ โดยไม่ได้มองหาแต่ภัยคุกคามเพื่อจะกำจัดเท่านั้นแต่ยังสืบหาความจริงทั้งหมดด้วยการทำความเข้าใจ “ข้อเท็จจริงในสถานการณ์นั้นจริงๆอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามันจะไม่สวยงาม สะดวกสบาย หรือถูกใจก็ตาม” คนที่มีมุมมองแบบนี้จะมีความถ่อมใจที่จะเติบโตในความเข้าใจได้ต่อไป</p>
<p>แง่คิดจากกาเลฟนี้ทำให้นึกถึงการหนุนใจของยากอบที่ให้ผู้เชื่อมีมุมมองคล้ายกัน คือให้พวกเขา “ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (ยก.1:19) แทนที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการด่วนตัดสินคนอื่น ยากอบหนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซูระลึกว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้นำไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า (ข้อ 20) การเพิ่มพูนของสติปัญญาจะเกิดขึ้นผ่านการยอมจำนนด้วยความถ่อมใจต่อพระคุณของพระองค์เท่านั้น (ข้อ 21, ดู ทต.2:11-14)</p>
<p>เมื่อเราระลึกได้ว่าแต่ละเหตุการณ์ในชีวิตเรานั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่จากตัวเรา เราก็สามารถปล่อยวางความต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอลงได้ และพึ่งพาในการทรงนำของพระองค์เพื่อจะใช้ชีวิตและใส่ใจดูแลผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม (ยก.1:25-27)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นแบบอย่างใดของคนที่มีวิญญาณแห่งความถ่อมที่เต็มใจจะเรียนรู้และรับการเปลี่ยนแปลงบ้าง คุณจะเก็บเกี่ยวความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากคนอื่นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนความต้องการที่จะถูกเสมอเพื่อแลกกับของขวัญแห่งการเรียนรู้อันไม่สิ้นสุดเมื่อเดินไปกับพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คนมักจะเชื่อหมดใจว่าตัวเองถูก แม้ในเวลาที่พวกเขาเป็นฝ่ายผิดก็ตาม นักเขียนจูเลีย กาเลฟกล่าวว่านั่นเป็นเพราะการมี “วิธีคิดแบบทหาร” ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งที่เราเชื่ออยู่ก่อนแล้วจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นภัยคุกคาม กาเลฟเสนอวิธีคิดที่เป็นประโยชน์กว่าคือวิธีคิดแบบลูกเสือซึ่งมีลักษณะของการสังเกตการณ์ โดยไม่ได้มองหาแต่ภัยคุกคามเพื่อจะกำจัดเท่านั้นแต่ยังสืบหาความจริงทั้งหมดด้วยการทำความเข้าใจ “ข้อเท็จจริงในสถานการณ์นั้นจริงๆอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามันจะไม่สวยงาม สะดวกสบาย หรือถูกใจก็ตาม” คนที่มีมุมมองแบบนี้จะมีความถ่อมใจที่จะเติบโตในความเข้าใจได้ต่อไป</p>
<p>แง่คิดจากกาเลฟนี้ทำให้นึกถึงการหนุนใจของยากอบที่ให้ผู้เชื่อมีมุมมองคล้ายกัน คือให้พวกเขา “ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (ยก.1:19) แทนที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการด่วนตัดสินคนอื่น ยากอบหนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซูระลึกว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้นำไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า (ข้อ 20) การเพิ่มพูนของสติปัญญาจะเกิดขึ้นผ่านการยอมจำนนด้วยความถ่อมใจต่อพระคุณของพระองค์เท่านั้น (ข้อ 21, ดู ทต.2:11-14)</p>
<p>เมื่อเราระลึกได้ว่าแต่ละเหตุการณ์ในชีวิตเรานั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่จากตัวเรา เราก็สามารถปล่อยวางความต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอลงได้ และพึ่งพาในการทรงนำของพระองค์เพื่อจะใช้ชีวิตและใส่ใจดูแลผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม (ยก.1:25-27)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นแบบอย่างใดของคนที่มีวิญญาณแห่งความถ่อมที่เต็มใจจะเรียนรู้และรับการเปลี่ยนแปลงบ้าง คุณจะเก็บเกี่ยวความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากคนอื่นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนความต้องการที่จะถูกเสมอเพื่อแลกกับของขวัญแห่งการเรียนรู้อันไม่สิ้นสุดเมื่อเดินไปกับพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 12 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d07b9e5/c82b3527.mp3" length="11422564" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]

เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คนมักจะเชื่อหมดใจว่าตัวเองถูก แม้ในเวลาที่พวกเขาเป็นฝ่ายผิดก็ตาม นักเขียนจูเลีย กาเลฟกล่าวว่านั่นเป็นเพราะการมี “วิธีคิดแบบทหาร” ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งที่เราเชื่ออยู่ก่อนแล้วจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นภัยคุกคาม กาเลฟเสนอวิธีคิดที่เป็นประโยชน์กว่าคือวิธีคิดแบบลูกเสือซึ่งมีลักษณะของการสังเกตการณ์ โดยไม่ได้มองหาแต่ภัยคุกคามเพื่อจะกำจัดเท่านั้นแต่ยังสืบหาความจริงทั้งหมดด้วยการทำความเข้าใจ “ข้อเท็จจริงในสถานการณ์นั้นจริงๆอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาเท่าที่จะทำได้ แม้ว่ามันจะไม่สวยงาม สะดวกสบาย หรือถูกใจก็ตาม” คนที่มีมุมมองแบบนี้จะมีความถ่อมใจที่จะเติบโตในความเข้าใจได้ต่อไป
แง่คิดจากกาเลฟนี้ทำให้นึกถึงการหนุนใจของยากอบที่ให้ผู้เชื่อมีมุมมองคล้ายกัน คือให้พวกเขา “ไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (ยก.1:19) แทนที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการด่วนตัดสินคนอื่น ยากอบหนุนใจให้ผู้เชื่อในพระเยซูระลึกว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้นำไปสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า (ข้อ 20) การเพิ่มพูนของสติปัญญาจะเกิดขึ้นผ่านการยอมจำนนด้วยความถ่อมใจต่อพระคุณของพระองค์เท่านั้น (ข้อ 21, ดู ทต.2:11-14)
เมื่อเราระลึกได้ว่าแต่ละเหตุการณ์ในชีวิตเรานั้นขึ้นอยู่กับพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่จากตัวเรา เราก็สามารถปล่อยวางความต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอลงได้ และพึ่งพาในการทรงนำของพระองค์เพื่อจะใช้ชีวิตและใส่ใจดูแลผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม (ยก.1:25-27)

คุณได้เห็นแบบอย่างใดของคนที่มีวิญญาณแห่งความถ่อมที่เต็มใจจะเรียนรู้และรับการเปลี่ยนแปลงบ้าง คุณจะเก็บเกี่ยวความเต็มใจที่จะเรียนรู้จากคนอื่นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนความต้องการที่จะถูกเสมอเพื่อแลกกับของขวัญแห่งการเรียนรู้อันไม่สิ้นสุดเมื่อเดินไปกับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]

เมื่อคิดทบทวนถึงเหตุผลที่คนมักจะเชื่อหมดใจว่าตัวเองถูก แม้ในเวลาที่พวกเขาเป็นฝ่ายผิดก็ตาม นักเขียนจูเลีย กาเลฟกล่าวว่านั่นเป็นเพราะการมี “วิธีคิดแบบทหาร” ซึ่งหมายความว่าเราให้ความสำคัญกับการปกป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าจะลงมือทำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าจะลงมือทำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ce8f1491-8823-485d-babf-4f12566ccc51</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/31ca40fb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี [ 2 ทิโมธี 4:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เอรินเป็นพนักงานที่ทำงานหนัก เธอทำงานได้ดีเสมอ แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เอรินถูกให้พักงานระหว่างการสอบสวน เธอรู้สึกอยากลาออกเพื่อประท้วงแต่ได้รับคำแนะนำให้รอก่อน “ถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเธอทำผิดจริง” มีคนบอกเธอเช่นนั้น เอรินจึงอยู่รอและอธิษฐานขอพระเจ้าทรงมอบความยุติธรรมให้กับเธอ และแน่นอนว่าไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็พ้นข้อกล่าวหา</p>
<p>มาระโกอาจรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเปาโลตัดเขาออกจากทีมที่เดินทางไปประกาศ เป็นเรื่องจริงที่ชายหนุ่มทิ้งพวกเขาไปก่อนหน้านั้น (กจ.15:37-38) แต่บางทีเขาอาจรู้สึกเสียใจกับเรื่องนั้นและหวังจะได้เข้าร่วมในครั้งนี้ เขาคงรู้สึกว่าถูกเปาโลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีแต่บารนาบัสที่เชื่อในตัวเขา</p>
<p>หลายปีต่อมา เปาโลเปลี่ยนใจโดยกล่าวว่า “จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) มาระโกคงรู้สึกเบาใจที่ชื่อเสียงของเขาได้รับการกู้คืน</p>
<p>เมื่อเราถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม ขอให้เราจำไว้ว่าพระเยซูทรงเข้าใจความรู้สึกของเรา พระองค์เองถูกตัดสินว่าเป็นคนบาปทั้งๆที่ไม่ได้เป็น และพระองค์ได้รับการปฏิบัติที่แย่ยิ่งกว่าอาชญากรแม้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่พระองค์ยังคงทำตามพระประสงค์ของพระบิดาต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะได้รับการพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่าทรงชอบธรรม ถ้าคุณถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม อย่ายอมแพ้ พระเจ้าทรงทราบและจะลงมือทำในเวลาของพระองค์</p>
<p><br><strong>พระสัญญาข้อใดของพระเจ้าที่คุณจะยึดไว้เมื่อถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม แบบอย่างของพระเยซูหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา มีเพียงพระองค์ที่รู้ว่าข้าพระองค์รู้สึกอย่างไรและกำลังเผชิญกับอะไร โปรดประทานความเชื่อและความอดทนที่จะรอคอยและไว้วางใจในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี [ 2 ทิโมธี 4:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เอรินเป็นพนักงานที่ทำงานหนัก เธอทำงานได้ดีเสมอ แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เอรินถูกให้พักงานระหว่างการสอบสวน เธอรู้สึกอยากลาออกเพื่อประท้วงแต่ได้รับคำแนะนำให้รอก่อน “ถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเธอทำผิดจริง” มีคนบอกเธอเช่นนั้น เอรินจึงอยู่รอและอธิษฐานขอพระเจ้าทรงมอบความยุติธรรมให้กับเธอ และแน่นอนว่าไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็พ้นข้อกล่าวหา</p>
<p>มาระโกอาจรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเปาโลตัดเขาออกจากทีมที่เดินทางไปประกาศ เป็นเรื่องจริงที่ชายหนุ่มทิ้งพวกเขาไปก่อนหน้านั้น (กจ.15:37-38) แต่บางทีเขาอาจรู้สึกเสียใจกับเรื่องนั้นและหวังจะได้เข้าร่วมในครั้งนี้ เขาคงรู้สึกว่าถูกเปาโลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีแต่บารนาบัสที่เชื่อในตัวเขา</p>
<p>หลายปีต่อมา เปาโลเปลี่ยนใจโดยกล่าวว่า “จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) มาระโกคงรู้สึกเบาใจที่ชื่อเสียงของเขาได้รับการกู้คืน</p>
<p>เมื่อเราถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม ขอให้เราจำไว้ว่าพระเยซูทรงเข้าใจความรู้สึกของเรา พระองค์เองถูกตัดสินว่าเป็นคนบาปทั้งๆที่ไม่ได้เป็น และพระองค์ได้รับการปฏิบัติที่แย่ยิ่งกว่าอาชญากรแม้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่พระองค์ยังคงทำตามพระประสงค์ของพระบิดาต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะได้รับการพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่าทรงชอบธรรม ถ้าคุณถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม อย่ายอมแพ้ พระเจ้าทรงทราบและจะลงมือทำในเวลาของพระองค์</p>
<p><br><strong>พระสัญญาข้อใดของพระเจ้าที่คุณจะยึดไว้เมื่อถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม แบบอย่างของพระเยซูหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา มีเพียงพระองค์ที่รู้ว่าข้าพระองค์รู้สึกอย่างไรและกำลังเผชิญกับอะไร โปรดประทานความเชื่อและความอดทนที่จะรอคอยและไว้วางใจในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 11 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/31ca40fb/5c5db91c.mp3" length="12082521" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>756</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี [ 2 ทิโมธี 4:11 ]

เอรินเป็นพนักงานที่ทำงานหนัก เธอทำงานได้ดีเสมอ แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เอรินถูกให้พักงานระหว่างการสอบสวน เธอรู้สึกอยากลาออกเพื่อประท้วงแต่ได้รับคำแนะนำให้รอก่อน “ถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเธอทำผิดจริง” มีคนบอกเธอเช่นนั้น เอรินจึงอยู่รอและอธิษฐานขอพระเจ้าทรงมอบความยุติธรรมให้กับเธอ และแน่นอนว่าไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็พ้นข้อกล่าวหา
มาระโกอาจรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเปาโลตัดเขาออกจากทีมที่เดินทางไปประกาศ เป็นเรื่องจริงที่ชายหนุ่มทิ้งพวกเขาไปก่อนหน้านั้น (กจ.15:37-38) แต่บางทีเขาอาจรู้สึกเสียใจกับเรื่องนั้นและหวังจะได้เข้าร่วมในครั้งนี้ เขาคงรู้สึกว่าถูกเปาโลตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม มีแต่บารนาบัสที่เชื่อในตัวเขา
หลายปีต่อมา เปาโลเปลี่ยนใจโดยกล่าวว่า “จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) มาระโกคงรู้สึกเบาใจที่ชื่อเสียงของเขาได้รับการกู้คืน
เมื่อเราถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม ขอให้เราจำไว้ว่าพระเยซูทรงเข้าใจความรู้สึกของเรา พระองค์เองถูกตัดสินว่าเป็นคนบาปทั้งๆที่ไม่ได้เป็น และพระองค์ได้รับการปฏิบัติที่แย่ยิ่งกว่าอาชญากรแม้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า แต่พระองค์ยังคงทำตามพระประสงค์ของพระบิดาต่อไป โดยรู้ว่าพระองค์จะได้รับการพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่าทรงชอบธรรม ถ้าคุณถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม อย่ายอมแพ้ พระเจ้าทรงทราบและจะลงมือทำในเวลาของพระองค์
พระสัญญาข้อใดของพระเจ้าที่คุณจะยึดไว้เมื่อถูกตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม แบบอย่างของพระเยซูหนุนใจคุณอย่างไร
พระบิดา มีเพียงพระองค์ที่รู้ว่าข้าพระองค์รู้สึกอย่างไรและกำลังเผชิญกับอะไร โปรดประทานความเชื่อและความอดทนที่จะรอคอยและไว้วางใจในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี [ 2 ทิโมธี 4:11 ]

เอรินเป็นพนักงานที่ทำงานหนัก เธอทำงานได้ดีเสมอ แต่หลังจากถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เอรินถูกให้พักงานระหว่างการสอบสวน เธอรู้สึกอยากลาออกเพื่อประท้วงแต่ได้รับคำแนะนำใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากปากของ...</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จากปากของ...</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cac167c3-215f-493b-bb36-bae35ed46af0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/76f3f916</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บาลาอัมพูดกับทูตสวรรค์ของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” [ กันดารวิถี 22:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่สุนัขของคุณกำลังพูดได้ เทคโนโลยีใหม่ใช้การจำแนก “เสียงเห่า” เพื่อช่วยบอกความรู้สึกของสุนัขเมื่อพวกมันเห่า ปลอกคอเทคโนโลยีขั้นสูงแปลเสียงเห่าของสุนัขโดยใช้ฐานข้อมูลจากเสียงเห่ามากกว่าหมื่นเสียง เพื่อจำแนกความรู้สึกท่ีพวกมันกำลังแสดงออก แม้ว่าปลอกคอจะไม่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ แต่ก็ได้ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของมากขึ้น</p>
<p>พระเจ้าทรงใช้สัตว์เพื่อเรียกความสนใจของบาลาอัมเช่นกัน บาลาอัมนั่งลาไปโมอับเพื่อตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าที่สั่งให้ “ไป...แต่เจ้าจงกระทำตามที่เราสั่งเจ้าเท่านั้น” (กดว.22:20) ลาหยุดเดินเมื่อเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า “ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง” แต่บาลาอัมมองไม่เห็น (ข้อ 23) บาลาอัมพยายามที่จะไปต่อ พระเจ้าจึงให้ลาพูดเป็นภาษามนุษย์ เมื่อตาของบาลาอัมถูกเปิดให้มองเห็นอันตรายแล้ว “บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ” (ข้อ 31) และยอมรับว่าตั้งใจอยากที่จะได้รับรางวัลหรือได้สาปแช่งคนของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับพระดำรัสของพระองค์ (ข้อ 15-18, 37-38) เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” (ข้อ 34)</p>
<p>ขอให้เราเอาใจใส่ในคำชี้แนะที่พระเจ้าได้ประทานแก่เราในพระคัมภีร์ และประทานผ่านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงคำปรึกษาด้วยสติปัญญาจากผู้อื่น ไม่ใช่แค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ภายในใจด้วย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีท่าทีเชื่อฟังแต่ภายนอกที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจภายในในเรื่องใดบ้าง พระเจ้ากำลังเรียกความสนใจของคุณต่อเรื่องนี้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงชี้นำข้าพระองค์ด้วยความรัก และดึงข้าพระองค์จากความบาปและสิ่งที่ไม่ดีต่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บาลาอัมพูดกับทูตสวรรค์ของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” [ กันดารวิถี 22:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่สุนัขของคุณกำลังพูดได้ เทคโนโลยีใหม่ใช้การจำแนก “เสียงเห่า” เพื่อช่วยบอกความรู้สึกของสุนัขเมื่อพวกมันเห่า ปลอกคอเทคโนโลยีขั้นสูงแปลเสียงเห่าของสุนัขโดยใช้ฐานข้อมูลจากเสียงเห่ามากกว่าหมื่นเสียง เพื่อจำแนกความรู้สึกท่ีพวกมันกำลังแสดงออก แม้ว่าปลอกคอจะไม่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ แต่ก็ได้ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของมากขึ้น</p>
<p>พระเจ้าทรงใช้สัตว์เพื่อเรียกความสนใจของบาลาอัมเช่นกัน บาลาอัมนั่งลาไปโมอับเพื่อตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าที่สั่งให้ “ไป...แต่เจ้าจงกระทำตามที่เราสั่งเจ้าเท่านั้น” (กดว.22:20) ลาหยุดเดินเมื่อเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า “ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง” แต่บาลาอัมมองไม่เห็น (ข้อ 23) บาลาอัมพยายามที่จะไปต่อ พระเจ้าจึงให้ลาพูดเป็นภาษามนุษย์ เมื่อตาของบาลาอัมถูกเปิดให้มองเห็นอันตรายแล้ว “บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ” (ข้อ 31) และยอมรับว่าตั้งใจอยากที่จะได้รับรางวัลหรือได้สาปแช่งคนของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับพระดำรัสของพระองค์ (ข้อ 15-18, 37-38) เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” (ข้อ 34)</p>
<p>ขอให้เราเอาใจใส่ในคำชี้แนะที่พระเจ้าได้ประทานแก่เราในพระคัมภีร์ และประทานผ่านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงคำปรึกษาด้วยสติปัญญาจากผู้อื่น ไม่ใช่แค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ภายในใจด้วย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีท่าทีเชื่อฟังแต่ภายนอกที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจภายในในเรื่องใดบ้าง พระเจ้ากำลังเรียกความสนใจของคุณต่อเรื่องนี้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงชี้นำข้าพระองค์ด้วยความรัก และดึงข้าพระองค์จากความบาปและสิ่งที่ไม่ดีต่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 10 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/76f3f916/359d0e61.mp3" length="11303019" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>บาลาอัมพูดกับทูตสวรรค์ของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” [ กันดารวิถี 22:34 ]

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่สุนัขของคุณกำลังพูดได้ เทคโนโลยีใหม่ใช้การจำแนก “เสียงเห่า” เพื่อช่วยบอกความรู้สึกของสุนัขเมื่อพวกมันเห่า ปลอกคอเทคโนโลยีขั้นสูงแปลเสียงเห่าของสุนัขโดยใช้ฐานข้อมูลจากเสียงเห่ามากกว่าหมื่นเสียง เพื่อจำแนกความรู้สึกท่ีพวกมันกำลังแสดงออก แม้ว่าปลอกคอจะไม่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ แต่ก็ได้ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างสัตว์เลี้ยงกับเจ้าของมากขึ้น
พระเจ้าทรงใช้สัตว์เพื่อเรียกความสนใจของบาลาอัมเช่นกัน บาลาอัมนั่งลาไปโมอับเพื่อตอบสนองต่อพระดำรัสของพระเจ้าที่สั่งให้ “ไป...แต่เจ้าจงกระทำตามที่เราสั่งเจ้าเท่านั้น” (กดว.22:20) ลาหยุดเดินเมื่อเห็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า “ถือดาบยืนอยู่ในหนทาง” แต่บาลาอัมมองไม่เห็น (ข้อ 23) บาลาอัมพยายามที่จะไปต่อ พระเจ้าจึงให้ลาพูดเป็นภาษามนุษย์ เมื่อตาของบาลาอัมถูกเปิดให้มองเห็นอันตรายแล้ว “บาลาอัมก็ก้มศีรษะซบหน้าลงกราบ” (ข้อ 31) และยอมรับว่าตั้งใจอยากที่จะได้รับรางวัลหรือได้สาปแช่งคนของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับพระดำรัสของพระองค์ (ข้อ 15-18, 37-38) เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” (ข้อ 34)
ขอให้เราเอาใจใส่ในคำชี้แนะที่พระเจ้าได้ประทานแก่เราในพระคัมภีร์ และประทานผ่านการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมถึงคำปรึกษาด้วยสติปัญญาจากผู้อื่น ไม่ใช่แค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ภายในใจด้วย

คุณมีท่าทีเชื่อฟังแต่ภายนอกที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจภายในในเรื่องใดบ้าง พระเจ้ากำลังเรียกความสนใจของคุณต่อเรื่องนี้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงชี้นำข้าพระองค์ด้วยความรัก และดึงข้าพระองค์จากความบาปและสิ่งที่ไม่ดีต่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บาลาอัมพูดกับทูตสวรรค์ของพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำบาป เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านยืนอยู่ในหนทางกั้นข้าพเจ้า” [ กันดารวิถี 22:34 ]

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่สุนัขของคุณกำลังพูดได้ เทคโนโลยีใหม่ใช้การจำแนก “เสียงเห่า” เพื่อช่วยบอกความรู้สึก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f89d7c78-93cf-4e3c-b54c-e708d56d3588</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b3d1a5b1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>มีผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก คนไหนไม่รับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวง [ 2 ยอห์น 1:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในเดือนเมษายน ค.ศ.1817 หญิงสาวที่ดูสับสนคนหนึ่งถูกพบขณะเดินเตร็ดเตร่ในบริเวณเมืองกลอสเตอร์เชียร์ประเทศอังกฤษ เธอสวมชุดจากต่างถิ่นและพูดภาษาซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก เจ้าหน้าที่คิดว่าเธอเป็นขอทานจึงนำเธอไปขังคุก อย่างไรก็ตามเธอสามารถโน้มน้าวให้คนที่จับเธอเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงคาราบูจากเกาะจาวาซู เป็นเวลาสิบสัปดาห์ที่ชุมชนดูแลเธอราวกับเป็นเชื้อพระวงศ์ จนกระทั่งผู้ดูแลหอพักเปิดเผยว่าเธอเป็นสาวใช้ชื่อ แมรี่ วิลค็อกส์</p>
<p>เราอาจสงสัยว่าหญิงสาวนี้หลอกคนทั้งชุมชนเป็นเวลากว่าสามเดือนได้อย่างไร แต่พระธรรม 2 ยอห์นเตือนเราว่าการหลอกลวงไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยระบุว่า “ผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก” (1:7) คนเหล่านี้คือคนที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมา “เป็นมนุษย์” (ข้อ 7) หรือคนเหล่านั้นที่ไม่อยู่ในโอวาทพระคริสต์ (ข้อ 9) และประกาศว่าพระคัมภีร์ไม่เพียงพอสำหรับเราในปัจจุบัน ผู้ล่อลวงทั้งสองประเภทอาจทำให้เราไม่ได้ “รับบำเหน็จเต็มที่” (ข้อ 8) และแม้กระทั่งล่อลวงให้เรามีส่่วนช่วยงานของพวกเขา (ข้อ 11)</p>
<p>ไม่มีใครอยากถูกหลอก คนที่กลอสเตอร์เชียร์ไม่ได้สูญเสียอะไรมากนัก มีแค่เสื้อผ้าและอาหารไม่กี่มื้อ แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผลของความบาปและการล่อลวงจะยังคงคุกคามเราอยู่ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้หลีกเลี่ยงจากการล่อลวงได้ถ้าเรา ”ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะเฝ้าระวังผู้สอนเท็จได้อย่างไรในวันนี้ สิ่งใดที่จะช่วยให้คุณอ่าน ทบทวน และตอบสนองต่อพระวจนะได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ยืนหยัดอยู่ในสติปัญญาแห่งพระวจนะของพระองค์และไม่ถูกล่อลวงให้หลงไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>มีผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก คนไหนไม่รับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวง [ 2 ยอห์น 1:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในเดือนเมษายน ค.ศ.1817 หญิงสาวที่ดูสับสนคนหนึ่งถูกพบขณะเดินเตร็ดเตร่ในบริเวณเมืองกลอสเตอร์เชียร์ประเทศอังกฤษ เธอสวมชุดจากต่างถิ่นและพูดภาษาซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก เจ้าหน้าที่คิดว่าเธอเป็นขอทานจึงนำเธอไปขังคุก อย่างไรก็ตามเธอสามารถโน้มน้าวให้คนที่จับเธอเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงคาราบูจากเกาะจาวาซู เป็นเวลาสิบสัปดาห์ที่ชุมชนดูแลเธอราวกับเป็นเชื้อพระวงศ์ จนกระทั่งผู้ดูแลหอพักเปิดเผยว่าเธอเป็นสาวใช้ชื่อ แมรี่ วิลค็อกส์</p>
<p>เราอาจสงสัยว่าหญิงสาวนี้หลอกคนทั้งชุมชนเป็นเวลากว่าสามเดือนได้อย่างไร แต่พระธรรม 2 ยอห์นเตือนเราว่าการหลอกลวงไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยระบุว่า “ผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก” (1:7) คนเหล่านี้คือคนที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมา “เป็นมนุษย์” (ข้อ 7) หรือคนเหล่านั้นที่ไม่อยู่ในโอวาทพระคริสต์ (ข้อ 9) และประกาศว่าพระคัมภีร์ไม่เพียงพอสำหรับเราในปัจจุบัน ผู้ล่อลวงทั้งสองประเภทอาจทำให้เราไม่ได้ “รับบำเหน็จเต็มที่” (ข้อ 8) และแม้กระทั่งล่อลวงให้เรามีส่่วนช่วยงานของพวกเขา (ข้อ 11)</p>
<p>ไม่มีใครอยากถูกหลอก คนที่กลอสเตอร์เชียร์ไม่ได้สูญเสียอะไรมากนัก มีแค่เสื้อผ้าและอาหารไม่กี่มื้อ แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผลของความบาปและการล่อลวงจะยังคงคุกคามเราอยู่ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้หลีกเลี่ยงจากการล่อลวงได้ถ้าเรา ”ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะเฝ้าระวังผู้สอนเท็จได้อย่างไรในวันนี้ สิ่งใดที่จะช่วยให้คุณอ่าน ทบทวน และตอบสนองต่อพระวจนะได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ยืนหยัดอยู่ในสติปัญญาแห่งพระวจนะของพระองค์และไม่ถูกล่อลวงให้หลงไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 09 Jan 2025 16:57:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b3d1a5b1/5e487552.mp3" length="12419412" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>777</itunes:duration>
      <itunes:summary>มีผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก คนไหนไม่รับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวง [ 2 ยอห์น 1:7 ]

ในเดือนเมษายน ค.ศ.1817 หญิงสาวที่ดูสับสนคนหนึ่งถูกพบขณะเดินเตร็ดเตร่ในบริเวณเมืองกลอสเตอร์เชียร์ประเทศอังกฤษ เธอสวมชุดจากต่างถิ่นและพูดภาษาซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก เจ้าหน้าที่คิดว่าเธอเป็นขอทานจึงนำเธอไปขังคุก อย่างไรก็ตามเธอสามารถโน้มน้าวให้คนที่จับเธอเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงคาราบูจากเกาะจาวาซู เป็นเวลาสิบสัปดาห์ที่ชุมชนดูแลเธอราวกับเป็นเชื้อพระวงศ์ จนกระทั่งผู้ดูแลหอพักเปิดเผยว่าเธอเป็นสาวใช้ชื่อ แมรี่ วิลค็อกส์
เราอาจสงสัยว่าหญิงสาวนี้หลอกคนทั้งชุมชนเป็นเวลากว่าสามเดือนได้อย่างไร แต่พระธรรม 2 ยอห์นเตือนเราว่าการหลอกลวงไม่ใช่สิ่งใหม่ โดยระบุว่า “ผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก” (1:7) คนเหล่านี้คือคนที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมา “เป็นมนุษย์” (ข้อ 7) หรือคนเหล่านั้นที่ไม่อยู่ในโอวาทพระคริสต์ (ข้อ 9) และประกาศว่าพระคัมภีร์ไม่เพียงพอสำหรับเราในปัจจุบัน ผู้ล่อลวงทั้งสองประเภทอาจทำให้เราไม่ได้ “รับบำเหน็จเต็มที่” (ข้อ 8) และแม้กระทั่งล่อลวงให้เรามีส่่วนช่วยงานของพวกเขา (ข้อ 11)
ไม่มีใครอยากถูกหลอก คนที่กลอสเตอร์เชียร์ไม่ได้สูญเสียอะไรมากนัก มีแค่เสื้อผ้าและอาหารไม่กี่มื้อ แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผลของความบาปและการล่อลวงจะยังคงคุกคามเราอยู่ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยเราให้หลีกเลี่ยงจากการล่อลวงได้ถ้าเรา ”ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 6)

คุณจะเฝ้าระวังผู้สอนเท็จได้อย่างไรในวันนี้ สิ่งใดที่จะช่วยให้คุณอ่าน ทบทวน และตอบสนองต่อพระวจนะได้บ้าง
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ยืนหยัดอยู่ในสติปัญญาแห่งพระวจนะของพระองค์และไม่ถูกล่อลวงให้หลงไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มีผู้ล่อลวงเป็นอันมากเที่ยวจาริกไปในโลก คนไหนไม่รับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวง [ 2 ยอห์น 1:7 ]

ในเดือนเมษายน ค.ศ.1817 หญิงสาวที่ดูสับสนคนหนึ่งถูกพบขณะเดินเตร็ดเตร่ในบริเวณเมืองกลอสเตอร์เชียร์ประเทศอังกฤษ เธอสวมชุดจากต่างถ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดีกว่าชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดีกว่าชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">52455cea-4a72-4e8f-aab0-eb580c412c3c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1f180bfe</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง ฉันได้ไปพักผ่อนที่ภูเขากับสามีและคนอื่นๆ ฉันเดินขึ้นบันไดไม้ที่นำไปสู่โบสถ์เล็กๆบนยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฉันหยุดพักบนขั้นบันไดที่หักเพียงลำพังในความมืด “พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย” ฉันกระซิบขณะที่เสียงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันเดินอย่างช้าๆจนไปถึงห้องเล็กๆ ฉันสูดลมหายใจผ่านความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงได้ยินเราในถิ่นทุรกันดารที่ยากลำบาก!</p>
<p>ช่วงเวลาแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ลึกซึ้งที่สุดหลายครั้งที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้นเกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่ซ่อนตัวอยู่ที่ทะเลทรายยูดาห์และอาจกำลังวิ่งหนีจากบุตรชายของตนเอง คือ อับซาโลม กษัตริย์ดาวิดทรงร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” (สดด.63:1) ดาวิดมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจและในพระสิริของพระเจ้า พระองค์จึงบอกว่าความรักของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) และนั่นเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงอุทิศทั้งชีวิตในการนมัสการ แม้ในถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 2-6) ดาวิดตรัสว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8)</p>
<p>ดังเช่นดาวิดที่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหรือสิ่งที่ต่อต้านเราจะรุนแรงแค่ไหน เราก็สามารถแสดงความมั่นใจในพระเจ้าได้โดยการสรรเสริญพระองค์ (ข้อ 11) แม้ว่าเราจะทุกข์ยาก และบางครั้งไม่ได้มาจากความผิดของเรา เรายังคงวางใจได้ว่าความรักของพระเจ้านั้นดีกว่าชีวิตเสมอ</p>
<p><br></p>
<p><strong>การที่รู้ว่าพระเจ้ารักคุณช่วยคุณในเวลาที่รู้สึกพ่ายแพ้หรือถูกโจมตีอย่างไร การสรรเสริญพระองค์ทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็งในช่วงเวลายากลำบากอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าของข้าพระองค์ ความรักของพระองค์ดีกว่าชีวิต!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง ฉันได้ไปพักผ่อนที่ภูเขากับสามีและคนอื่นๆ ฉันเดินขึ้นบันไดไม้ที่นำไปสู่โบสถ์เล็กๆบนยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฉันหยุดพักบนขั้นบันไดที่หักเพียงลำพังในความมืด “พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย” ฉันกระซิบขณะที่เสียงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันเดินอย่างช้าๆจนไปถึงห้องเล็กๆ ฉันสูดลมหายใจผ่านความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงได้ยินเราในถิ่นทุรกันดารที่ยากลำบาก!</p>
<p>ช่วงเวลาแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ลึกซึ้งที่สุดหลายครั้งที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้นเกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่ซ่อนตัวอยู่ที่ทะเลทรายยูดาห์และอาจกำลังวิ่งหนีจากบุตรชายของตนเอง คือ อับซาโลม กษัตริย์ดาวิดทรงร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” (สดด.63:1) ดาวิดมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจและในพระสิริของพระเจ้า พระองค์จึงบอกว่าความรักของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) และนั่นเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงอุทิศทั้งชีวิตในการนมัสการ แม้ในถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 2-6) ดาวิดตรัสว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8)</p>
<p>ดังเช่นดาวิดที่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหรือสิ่งที่ต่อต้านเราจะรุนแรงแค่ไหน เราก็สามารถแสดงความมั่นใจในพระเจ้าได้โดยการสรรเสริญพระองค์ (ข้อ 11) แม้ว่าเราจะทุกข์ยาก และบางครั้งไม่ได้มาจากความผิดของเรา เรายังคงวางใจได้ว่าความรักของพระเจ้านั้นดีกว่าชีวิตเสมอ</p>
<p><br></p>
<p><strong>การที่รู้ว่าพระเจ้ารักคุณช่วยคุณในเวลาที่รู้สึกพ่ายแพ้หรือถูกโจมตีอย่างไร การสรรเสริญพระองค์ทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็งในช่วงเวลายากลำบากอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าของข้าพระองค์ ความรักของพระองค์ดีกว่าชีวิต!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 08 Jan 2025 16:56:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1f180bfe/2e23d36e.mp3" length="11071886" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>692</itunes:duration>
      <itunes:summary>​เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]

หลังจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง ฉันได้ไปพักผ่อนที่ภูเขากับสามีและคนอื่นๆ ฉันเดินขึ้นบันไดไม้ที่นำไปสู่โบสถ์เล็กๆบนยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฉันหยุดพักบนขั้นบันไดที่หักเพียงลำพังในความมืด “พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย” ฉันกระซิบขณะที่เสียงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันเดินอย่างช้าๆจนไปถึงห้องเล็กๆ ฉันสูดลมหายใจผ่านความเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงได้ยินเราในถิ่นทุรกันดารที่ยากลำบาก!
ช่วงเวลาแห่งการนมัสการพระเจ้าที่ลึกซึ้งที่สุดหลายครั้งที่ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้นเกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร ขณะที่ซ่อนตัวอยู่ที่ทะเลทรายยูดาห์และอาจกำลังวิ่งหนีจากบุตรชายของตนเอง คือ อับซาโลม กษัตริย์ดาวิดทรงร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” (สดด.63:1) ดาวิดมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจและในพระสิริของพระเจ้า พระองค์จึงบอกว่าความรักของพระเจ้า “ดีกว่าชีวิต” (ข้อ 3) และนั่นเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงอุทิศทั้งชีวิตในการนมัสการ แม้ในถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 2-6) ดาวิดตรัสว่า “เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 7-8)
ดังเช่นดาวิดที่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหรือสิ่งที่ต่อต้านเราจะรุนแรงแค่ไหน เราก็สามารถแสดงความมั่นใจในพระเจ้าได้โดยการสรรเสริญพระองค์ (ข้อ 11) แม้ว่าเราจะทุกข์ยาก และบางครั้งไม่ได้มาจากความผิดของเรา เรายังคงวางใจได้ว่าความรักของพระเจ้านั้นดีกว่าชีวิตเสมอ

การที่รู้ว่าพระเจ้ารักคุณช่วยคุณในเวลาที่รู้สึกพ่ายแพ้หรือถูกโจมตีอย่างไร การสรรเสริญพระองค์ทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็งในช่วงเวลายากลำบากอย่างไร
พระเจ้าของข้าพระองค์ ความรักของพระองค์ดีกว่าชีวิต!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ [ สดุดี 63:3 ]

หลังจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอีกครั้ง ฉันได้ไปพักผ่อนที่ภูเขากับสามีและคนอื่นๆ ฉันเดินขึ้นบันไดไม้ที่นำไปสู่โบสถ์เล็กๆบนยอดเขาอย่างเหน็ดเหนื่อย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจของคนหูหนวก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หัวใจของคนหูหนวก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4d2ea233-3fdd-441e-a9ef-1147c1d33c1b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ada0ba72</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อ โดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลาย...มารเสีย [ ฮีบรู 2:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เลอิซ่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวกเพื่อจะพัฒนาทักษะภาษามือของเธอ ไม่นานเธอก็พบปัญหาที่พวกเขาเผชิญ คนหูหนวกมักถูกมองข้ามจากคนที่ได้ยิน ถูกคาดหวังให้อ่านปากได้โดยไม่ผิดพลาด และพลาดการเลื่อนตำแหน่งในที่ทำงานเป็นประจำ งานที่จัดขึ้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีการแปลเป็นภาษามือ</p>
<p>ภาษามือของเลอิซ่าพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเธอรู้สึกคุ้นเคยกับคนหูหนวก ที่งานเลี้ยงหนึ่ง คนหูหนวกคนหนึ่งประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเลอิซ่าไม่ได้หูหนวก ก่อนที่เลอิซ่าจะตอบ เพื่อนอีกคนหนึ่งใช้ภาษามือพูดว่า “เธอมีหัวใจของคนหูหนวก” กุญแจสำคัญคือเลอิซ่าเต็มใจที่จะอยู่ในโลกของพวกเขา</p>
<p>เลอิซ่าไม่ได้ “ลดตัวลงมา” อยู่กับคนหูหนวก นอกจากเรื่องการได้ยินของเธอแล้ว เธอเองก็เหมือนกับพวกเขา แต่พระเยซูได้เสด็จลงมาเพื่อเข้าหาเราทุกคน เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรา “พระองค์ทรง[ถูก]ทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง” (ฮบ.2:9) “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ข้อ 14) โดยการทำเช่นนั้นพระองค์ทรงปลดปล่อย “เขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย” (ข้อ 15) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรง “เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจกับพระเจ้า” (ข้อ 17)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด พระเยซูทรงรู้และเข้าใจเรา พระองค์ทรงได้ยินหัวใจของเรา พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์</p>
<p><br><strong>การที่พระเยซูทรงเผชิญความทุกข์ยากเหมือนกับคุณมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเข้าไปอยู่ในโลกของใครสักคนได้อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือองค์พระบุตร ผู้ทรงนำข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อ โดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลาย...มารเสีย [ ฮีบรู 2:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เลอิซ่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวกเพื่อจะพัฒนาทักษะภาษามือของเธอ ไม่นานเธอก็พบปัญหาที่พวกเขาเผชิญ คนหูหนวกมักถูกมองข้ามจากคนที่ได้ยิน ถูกคาดหวังให้อ่านปากได้โดยไม่ผิดพลาด และพลาดการเลื่อนตำแหน่งในที่ทำงานเป็นประจำ งานที่จัดขึ้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีการแปลเป็นภาษามือ</p>
<p>ภาษามือของเลอิซ่าพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเธอรู้สึกคุ้นเคยกับคนหูหนวก ที่งานเลี้ยงหนึ่ง คนหูหนวกคนหนึ่งประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเลอิซ่าไม่ได้หูหนวก ก่อนที่เลอิซ่าจะตอบ เพื่อนอีกคนหนึ่งใช้ภาษามือพูดว่า “เธอมีหัวใจของคนหูหนวก” กุญแจสำคัญคือเลอิซ่าเต็มใจที่จะอยู่ในโลกของพวกเขา</p>
<p>เลอิซ่าไม่ได้ “ลดตัวลงมา” อยู่กับคนหูหนวก นอกจากเรื่องการได้ยินของเธอแล้ว เธอเองก็เหมือนกับพวกเขา แต่พระเยซูได้เสด็จลงมาเพื่อเข้าหาเราทุกคน เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรา “พระองค์ทรง[ถูก]ทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง” (ฮบ.2:9) “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ข้อ 14) โดยการทำเช่นนั้นพระองค์ทรงปลดปล่อย “เขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย” (ข้อ 15) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรง “เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจกับพระเจ้า” (ข้อ 17)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด พระเยซูทรงรู้และเข้าใจเรา พระองค์ทรงได้ยินหัวใจของเรา พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์</p>
<p><br><strong>การที่พระเยซูทรงเผชิญความทุกข์ยากเหมือนกับคุณมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเข้าไปอยู่ในโลกของใครสักคนได้อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือองค์พระบุตร ผู้ทรงนำข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 07 Jan 2025 16:55:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ada0ba72/711e5d13.mp3" length="14051945" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>879</itunes:duration>
      <itunes:summary>บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อ โดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลาย...มารเสีย [ ฮีบรู 2:14 ]

เลอิซ่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวกเพื่อจะพัฒนาทักษะภาษามือของเธอ ไม่นานเธอก็พบปัญหาที่พวกเขาเผชิญ คนหูหนวกมักถูกมองข้ามจากคนที่ได้ยิน ถูกคาดหวังให้อ่านปากได้โดยไม่ผิดพลาด และพลาดการเลื่อนตำแหน่งในที่ทำงานเป็นประจำ งานที่จัดขึ้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีการแปลเป็นภาษามือ
ภาษามือของเลอิซ่าพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเธอรู้สึกคุ้นเคยกับคนหูหนวก ที่งานเลี้ยงหนึ่ง คนหูหนวกคนหนึ่งประหลาดใจเมื่อรู้ว่าเลอิซ่าไม่ได้หูหนวก ก่อนที่เลอิซ่าจะตอบ เพื่อนอีกคนหนึ่งใช้ภาษามือพูดว่า “เธอมีหัวใจของคนหูหนวก” กุญแจสำคัญคือเลอิซ่าเต็มใจที่จะอยู่ในโลกของพวกเขา
เลอิซ่าไม่ได้ “ลดตัวลงมา” อยู่กับคนหูหนวก นอกจากเรื่องการได้ยินของเธอแล้ว เธอเองก็เหมือนกับพวกเขา แต่พระเยซูได้เสด็จลงมาเพื่อเข้าหาเราทุกคน เพื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเรา “พระองค์ทรง[ถูก]ทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่ง” (ฮบ.2:9) “บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ข้อ 14) โดยการทำเช่นนั้นพระองค์ทรงปลดปล่อย “เขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต เพราะเหตุกลัวความตาย” (ข้อ 15) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรง “เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจกับพระเจ้า” (ข้อ 17)
ไม่ว่าเราจะเผชิญกับสิ่งใด พระเยซูทรงรู้และเข้าใจเรา พระองค์ทรงได้ยินหัวใจของเรา พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์
การที่พระเยซูทรงเผชิญความทุกข์ยากเหมือนกับคุณมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเข้าไปอยู่ในโลกของใครสักคนได้อย่างไรบ้าง
พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือองค์พระบุตร ผู้ทรงนำข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อ โดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลาย...มารเสีย [ ฮีบรู 2:14 ]

เลอิซ่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของคนหูหนวกเพื่อจะพัฒนาทักษะภาษามือของเธอ ไม่นานเธอก็พบปัญหาที่พวกเขาเผชิญ คนหูหนวกมักถูก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองเห็นพระเจ้าในสิ่งทรงสร้าง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มองเห็นพระเจ้าในสิ่งทรงสร้าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">50b816e5-fb59-4767-bfb6-0d00cab6a8f4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5e285c9c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์ [ โยบ 42:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เคนนี่ยืนขึ้นต่อหน้าที่ประชุมในคริสตจักรที่เขาได้จากมาเมื่อหลายปีก่อนหลังสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า เขาแบ่งปันถึงความเชื่อที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยการที่พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเขาผ่านความงดงามและการออกแบบที่เขาได้เห็นในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เคนนี่จึงมีความยำเกรงในพระเจ้าอีกครั้งผ่านคำพยานของโลกธรรมชาติที่ได้สำแดงถึงพระเจ้า และตอนนี้เขายอมรับในสติปัญญาที่ได้พบในการเปิดเผยสำแดงจากพระคัมภีร์ หลังจากแบ่งปันเรื่องราวของตนแล้ว เคนนี่ก้าวลงไปในอ่างบรรจุน้ำขนาดใหญ่หน้าคริสตจักร พ่อของเขาได้ทำพิธีบัพติสมาให้กับเขาด้วยความเชื่อและน้ำตาแห่งความชื่นชมยินดี</p>
<p>หลังจากที่โยบสูญเสียหลายสิ่งในชีวิต ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอนเช่นเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงตอบข้าพระองค์ไม่ ข้าพระองค์ยืนขึ้น และพระองค์หาทรงมองไม่” (โยบ 30:20) พระเจ้า “ทรงตอบโยบออกมาจากพายุ” (38:1) ตรัสว่า ไม่ใช่เพราะพระองค์มองไม่เห็นโยบแต่มุมมองของโยบต้องได้รับการขยายเมื่อท่านพิจารณาการทรงสร้างอันอัศจรรย์และซับซ้อนของพระเจ้า “รากฐานของแผ่นดินโลก” และ “ดาวรุ่ง” (ข้อ 4,7) และบรรดาสิ่งทรงสร้าง ต้นไม้และพื้นน้ำในโลก (ข้อ 8-41) ชี้ไปถึงพระองค์ผู้ซึ่งโยบวางใจได้ คือพระเจ้าแห่งความรักอัศจรรย์และฤทธิ์อำนาจ โยบตอบกลับว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (42:5)</p>
<p>เมื่อความสงสัยทำให้ความเชื่อในพระคริสต์ของคุณสั่นคลอน จงพิจารณาดูความงดงามแห่งสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านสิ่งเหล่านั้นขอเพียงแค่เราเปิดตามอง</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ผ่านการทรงสร้างอย่างไร ความยำเกรงพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์เชื่อมโยงกันอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ มองเห็นพระองค์ในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์ [ โยบ 42:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เคนนี่ยืนขึ้นต่อหน้าที่ประชุมในคริสตจักรที่เขาได้จากมาเมื่อหลายปีก่อนหลังสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า เขาแบ่งปันถึงความเชื่อที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยการที่พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเขาผ่านความงดงามและการออกแบบที่เขาได้เห็นในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เคนนี่จึงมีความยำเกรงในพระเจ้าอีกครั้งผ่านคำพยานของโลกธรรมชาติที่ได้สำแดงถึงพระเจ้า และตอนนี้เขายอมรับในสติปัญญาที่ได้พบในการเปิดเผยสำแดงจากพระคัมภีร์ หลังจากแบ่งปันเรื่องราวของตนแล้ว เคนนี่ก้าวลงไปในอ่างบรรจุน้ำขนาดใหญ่หน้าคริสตจักร พ่อของเขาได้ทำพิธีบัพติสมาให้กับเขาด้วยความเชื่อและน้ำตาแห่งความชื่นชมยินดี</p>
<p>หลังจากที่โยบสูญเสียหลายสิ่งในชีวิต ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอนเช่นเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงตอบข้าพระองค์ไม่ ข้าพระองค์ยืนขึ้น และพระองค์หาทรงมองไม่” (โยบ 30:20) พระเจ้า “ทรงตอบโยบออกมาจากพายุ” (38:1) ตรัสว่า ไม่ใช่เพราะพระองค์มองไม่เห็นโยบแต่มุมมองของโยบต้องได้รับการขยายเมื่อท่านพิจารณาการทรงสร้างอันอัศจรรย์และซับซ้อนของพระเจ้า “รากฐานของแผ่นดินโลก” และ “ดาวรุ่ง” (ข้อ 4,7) และบรรดาสิ่งทรงสร้าง ต้นไม้และพื้นน้ำในโลก (ข้อ 8-41) ชี้ไปถึงพระองค์ผู้ซึ่งโยบวางใจได้ คือพระเจ้าแห่งความรักอัศจรรย์และฤทธิ์อำนาจ โยบตอบกลับว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (42:5)</p>
<p>เมื่อความสงสัยทำให้ความเชื่อในพระคริสต์ของคุณสั่นคลอน จงพิจารณาดูความงดงามแห่งสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านสิ่งเหล่านั้นขอเพียงแค่เราเปิดตามอง</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ผ่านการทรงสร้างอย่างไร ความยำเกรงพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์เชื่อมโยงกันอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ มองเห็นพระองค์ในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 06 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5e285c9c/bc0071ae.mp3" length="12266029" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>767</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์ [ โยบ 42:5 ]

เคนนี่ยืนขึ้นต่อหน้าที่ประชุมในคริสตจักรที่เขาได้จากมาเมื่อหลายปีก่อนหลังสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า เขาแบ่งปันถึงความเชื่อที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยการที่พระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของเขาผ่านความงดงามและการออกแบบที่เขาได้เห็นในสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เคนนี่จึงมีความยำเกรงในพระเจ้าอีกครั้งผ่านคำพยานของโลกธรรมชาติที่ได้สำแดงถึงพระเจ้า และตอนนี้เขายอมรับในสติปัญญาที่ได้พบในการเปิดเผยสำแดงจากพระคัมภีร์ หลังจากแบ่งปันเรื่องราวของตนแล้ว เคนนี่ก้าวลงไปในอ่างบรรจุน้ำขนาดใหญ่หน้าคริสตจักร พ่อของเขาได้ทำพิธีบัพติสมาให้กับเขาด้วยความเชื่อและน้ำตาแห่งความชื่นชมยินดี
หลังจากที่โยบสูญเสียหลายสิ่งในชีวิต ความเชื่อของท่านก็สั่นคลอนเช่นเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ และพระองค์หาทรงตอบข้าพระองค์ไม่ ข้าพระองค์ยืนขึ้น และพระองค์หาทรงมองไม่” (โยบ 30:20) พระเจ้า “ทรงตอบโยบออกมาจากพายุ” (38:1) ตรัสว่า ไม่ใช่เพราะพระองค์มองไม่เห็นโยบแต่มุมมองของโยบต้องได้รับการขยายเมื่อท่านพิจารณาการทรงสร้างอันอัศจรรย์และซับซ้อนของพระเจ้า “รากฐานของแผ่นดินโลก” และ “ดาวรุ่ง” (ข้อ 4,7) และบรรดาสิ่งทรงสร้าง ต้นไม้และพื้นน้ำในโลก (ข้อ 8-41) ชี้ไปถึงพระองค์ผู้ซึ่งโยบวางใจได้ คือพระเจ้าแห่งความรักอัศจรรย์และฤทธิ์อำนาจ โยบตอบกลับว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (42:5)
เมื่อความสงสัยทำให้ความเชื่อในพระคริสต์ของคุณสั่นคลอน จงพิจารณาดูความงดงามแห่งสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านสิ่งเหล่านั้นขอเพียงแค่เราเปิดตามอง

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์ผ่านการทรงสร้างอย่างไร ความยำเกรงพระเจ้าและความเชื่อในพระองค์เชื่อมโยงกันอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ มองเห็นพระองค์ในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์ [ โยบ 42:5 ]

เคนนี่ยืนขึ้นต่อหน้าที่ประชุมในคริสตจักรที่เขาได้จากมาเมื่อหลายปีก่อนหลังสูญเสียความเชื่อในพระเจ้า เขาแบ่งปันถึงความเชื่อที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ โดยการที่พระเจ้าทรงสั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมืองเล็กๆที่ชื่อเบธเลเฮม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมืองเล็กๆที่ชื่อเบธเลเฮม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e6917258-1966-470d-8fd7-25a2544e0ef0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bacd410c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เบธเลเฮม...จะมีผู้ปกครองผู้หนึ่งออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้เลี้ยงประชากรอิสราเอลของเรา [ มัทธิว 2:6 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรในสหรัฐอเมริการู้สึกประทับใจกับประสบการณ์นี้จนต้องเขียนไปถึงนักเรียนของเขาในชั้นรวีวันอาทิตย์ว่า “ผมจำได้ว่า ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อผมยืนอยู่ในโบสถ์เก่าแก่ที่เมืองเบธเลเฮม ใกล้กับจุดที่พระเยซูประสูติ เมื่อทั้งโบสถ์ร้องเพลงนมัสการอันไพเราะเพื่อสรรเสริญพระเจ้าชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเสียงที่ผมรู้จักดีซ้ำไปซ้ำมา บอกกันและกันถึง ‘คืนอันประเสริฐ’ แห่งการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด”</p>
<p>ในปีค.ศ.1868 บรู้คส์ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นบทกวี และนักออร์แกนที่โบสถ์ของเขาทำให้กลายเป็นบทเพลง เพลงนี้ถ่ายทอดสันติสุขและความนิ่ง สงบไปยังความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา “โอ หมู่บ้านน้อยชื่อเบธเลเฮม / ชาวชนหลับเงียบสบาย / ...ความกลัวและสิ่งที่หวังนานมา ปรากฏแก่เราคืนนี้”</p>
<p>มัทธิวเขียนถึงการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดของเราในบทที่ 2 เมื่อ “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” (ข้อ 1) ตามดวงดาวไปยังเบธเลเฮม (ดู มคา.5:2) พวกเขา “ก็มีความยินดียิ่งนัก” เมื่อพบพระเยซู (มธ.2:10)</p>
<p>ในวันนี้ เมื่อเราฉลองวันเอพิฟานี(วันระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์ได้พบพวกโหราจารย์) เราเองก็ต้องการข่าวประเสริฐแห่งการบังเกิดขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ดังที่เพลงนมัสการนี้ย้ำกับเราว่า พระองค์ทรงมาเพื่อ “ชำระความบาป สถิตในเรา” และ “บังเกิดในเรา” ในพระองค์นั้นเราจึงได้พบกับสันติสุข</p>
<p><br><strong>ชีวิตด้านใดของคุณที่ต้องการจะได้รับสันติสุขที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงมอบให้ เรื่องราวของพระเยซูตอนใดที่สัมผัสใจคุณมากที่สุด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับความหวังและสันติสุข ที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เบธเลเฮม...จะมีผู้ปกครองผู้หนึ่งออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้เลี้ยงประชากรอิสราเอลของเรา [ มัทธิว 2:6 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรในสหรัฐอเมริการู้สึกประทับใจกับประสบการณ์นี้จนต้องเขียนไปถึงนักเรียนของเขาในชั้นรวีวันอาทิตย์ว่า “ผมจำได้ว่า ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อผมยืนอยู่ในโบสถ์เก่าแก่ที่เมืองเบธเลเฮม ใกล้กับจุดที่พระเยซูประสูติ เมื่อทั้งโบสถ์ร้องเพลงนมัสการอันไพเราะเพื่อสรรเสริญพระเจ้าชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเสียงที่ผมรู้จักดีซ้ำไปซ้ำมา บอกกันและกันถึง ‘คืนอันประเสริฐ’ แห่งการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด”</p>
<p>ในปีค.ศ.1868 บรู้คส์ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นบทกวี และนักออร์แกนที่โบสถ์ของเขาทำให้กลายเป็นบทเพลง เพลงนี้ถ่ายทอดสันติสุขและความนิ่ง สงบไปยังความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา “โอ หมู่บ้านน้อยชื่อเบธเลเฮม / ชาวชนหลับเงียบสบาย / ...ความกลัวและสิ่งที่หวังนานมา ปรากฏแก่เราคืนนี้”</p>
<p>มัทธิวเขียนถึงการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดของเราในบทที่ 2 เมื่อ “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” (ข้อ 1) ตามดวงดาวไปยังเบธเลเฮม (ดู มคา.5:2) พวกเขา “ก็มีความยินดียิ่งนัก” เมื่อพบพระเยซู (มธ.2:10)</p>
<p>ในวันนี้ เมื่อเราฉลองวันเอพิฟานี(วันระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์ได้พบพวกโหราจารย์) เราเองก็ต้องการข่าวประเสริฐแห่งการบังเกิดขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ดังที่เพลงนมัสการนี้ย้ำกับเราว่า พระองค์ทรงมาเพื่อ “ชำระความบาป สถิตในเรา” และ “บังเกิดในเรา” ในพระองค์นั้นเราจึงได้พบกับสันติสุข</p>
<p><br><strong>ชีวิตด้านใดของคุณที่ต้องการจะได้รับสันติสุขที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงมอบให้ เรื่องราวของพระเยซูตอนใดที่สัมผัสใจคุณมากที่สุด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับความหวังและสันติสุข ที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 05 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bacd410c/cf1fc380.mp3" length="11837615" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>740</itunes:duration>
      <itunes:summary>เบธเลเฮม...จะมีผู้ปกครองผู้หนึ่งออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้เลี้ยงประชากรอิสราเอลของเรา [ มัทธิว 2:6 TNCV ]

ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรในสหรัฐอเมริการู้สึกประทับใจกับประสบการณ์นี้จนต้องเขียนไปถึงนักเรียนของเขาในชั้นรวีวันอาทิตย์ว่า “ผมจำได้ว่า ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อผมยืนอยู่ในโบสถ์เก่าแก่ที่เมืองเบธเลเฮม ใกล้กับจุดที่พระเยซูประสูติ เมื่อทั้งโบสถ์ร้องเพลงนมัสการอันไพเราะเพื่อสรรเสริญพระเจ้าชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเสียงที่ผมรู้จักดีซ้ำไปซ้ำมา บอกกันและกันถึง ‘คืนอันประเสริฐ’ แห่งการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด”
ในปีค.ศ.1868 บรู้คส์ถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นบทกวี และนักออร์แกนที่โบสถ์ของเขาทำให้กลายเป็นบทเพลง เพลงนี้ถ่ายทอดสันติสุขและความนิ่ง สงบไปยังความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา “โอ หมู่บ้านน้อยชื่อเบธเลเฮม / ชาวชนหลับเงียบสบาย / ...ความกลัวและสิ่งที่หวังนานมา ปรากฏแก่เราคืนนี้”
มัทธิวเขียนถึงการบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดของเราในบทที่ 2 เมื่อ “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” (ข้อ 1) ตามดวงดาวไปยังเบธเลเฮม (ดู มคา.5:2) พวกเขา “ก็มีความยินดียิ่งนัก” เมื่อพบพระเยซู (มธ.2:10)
ในวันนี้ เมื่อเราฉลองวันเอพิฟานี(วันระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระคริสต์ได้พบพวกโหราจารย์) เราเองก็ต้องการข่าวประเสริฐแห่งการบังเกิดขององค์พระผู้ช่วยให้รอด ดังที่เพลงนมัสการนี้ย้ำกับเราว่า พระองค์ทรงมาเพื่อ “ชำระความบาป สถิตในเรา” และ “บังเกิดในเรา” ในพระองค์นั้นเราจึงได้พบกับสันติสุข
ชีวิตด้านใดของคุณที่ต้องการจะได้รับสันติสุขที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงมอบให้ เรื่องราวของพระเยซูตอนใดที่สัมผัสใจคุณมากที่สุด
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับความหวังและสันติสุข ที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เบธเลเฮม...จะมีผู้ปกครองผู้หนึ่งออกมาจากเจ้า ซึ่งจะเป็นผู้เลี้ยงประชากรอิสราเอลของเรา [ มัทธิว 2:6 TNCV ]

ฟิลลิปส์ บรู้คส์เขียนเนื้อเพลงคริสต์มาสที่เราชื่นชอบ “มีบ้านหมู่น้อยชื่อเบธเลเฮม” หลังจากที่ได้ไปเที่ยวที่เบธเลเฮม บรู้คส์ผู้เป็นศิษยาภิบาลของคริสตจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8708be68-8124-48b8-9ee3-fb6de02f7aeb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/766b8a29</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงค้นวิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ [ สดุดี 139:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง แต่จากบทความในหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติรู้หลายอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกันผ่านร่องรอยข้อมูลในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเรา ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือได้สร้าง “บัญชีข้อมูล” ที่ทิ้งไว้ซึ่ง “ร่องรอยทางดิจิตอล” แม้ว่าเศษเสี้ยวของข้อมูลแต่ละอย่างจะดูไม่สำคัญ แต่เมื่อมันถูกรวบรวมและวิเคราะห์แล้ว ก็จะกลายเป็น “หนึ่งในเครื่องมือสืบสวนที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมา” ผู้สืบสวนสามารถรู้ที่ซึ่งเราเคยไปหรือที่ที่เราอยู่ได้ในเวลาอันสั้นโดยการติดตามบัญชีข้อมูลของเรา </p>
<p>สิ่งที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าการวิเคราะห์ร่องรอยทางดิจิตอลของสำหนักงานความมั่นคงแห่งชาติ การที่ดาวิดบอกว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน ในสดุดี 139 ท่านอธิษฐานต่อพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เดียวที่สามารถตรวจดูและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในเรา (ข้อ 1) ผู้เขียนสดุดีเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 23) พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับเรา (ข้อ 2-6) ทรงอยู่ในทุกหนแห่ง (ข้อ 7-12) และ “ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์” (ข้อ13-16) ความคิดของพระองค์เลิศล้ำกว่าความเข้าใจของมนุษย์ (ข้อ 17-18) และพระองค์ทรงอยู่กับเราในยามเมื่อเราเผชิญหน้าศัตรู (ข้อ 19-22)</p>
<p>เพราะพระเจ้าทรงสัพพัญญู ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ และทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น พระองค์จึงรู้อย่างชัดเจนว่าเราเคยไปที่ไหน เคยทำอะไร และถูกสร้างมาจากอะไร แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักที่จะช่วยให้เราเดินในทางของพระองค์ด้วย ขอให้เราติดตามพระองค์ไปในทางเดินแห่งชีวิตวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับการหนุนใจอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรู้จักคุณอย่างแท้จริง คุณดำเนินชีวิตไปกับพระองค์อย่างไรในเวลานี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์แม้พระองค์จะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์อย่างถูกต้อง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงค้นวิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ [ สดุดี 139:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง แต่จากบทความในหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติรู้หลายอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกันผ่านร่องรอยข้อมูลในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเรา ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือได้สร้าง “บัญชีข้อมูล” ที่ทิ้งไว้ซึ่ง “ร่องรอยทางดิจิตอล” แม้ว่าเศษเสี้ยวของข้อมูลแต่ละอย่างจะดูไม่สำคัญ แต่เมื่อมันถูกรวบรวมและวิเคราะห์แล้ว ก็จะกลายเป็น “หนึ่งในเครื่องมือสืบสวนที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมา” ผู้สืบสวนสามารถรู้ที่ซึ่งเราเคยไปหรือที่ที่เราอยู่ได้ในเวลาอันสั้นโดยการติดตามบัญชีข้อมูลของเรา </p>
<p>สิ่งที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าการวิเคราะห์ร่องรอยทางดิจิตอลของสำหนักงานความมั่นคงแห่งชาติ การที่ดาวิดบอกว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน ในสดุดี 139 ท่านอธิษฐานต่อพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เดียวที่สามารถตรวจดูและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในเรา (ข้อ 1) ผู้เขียนสดุดีเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 23) พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับเรา (ข้อ 2-6) ทรงอยู่ในทุกหนแห่ง (ข้อ 7-12) และ “ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์” (ข้อ13-16) ความคิดของพระองค์เลิศล้ำกว่าความเข้าใจของมนุษย์ (ข้อ 17-18) และพระองค์ทรงอยู่กับเราในยามเมื่อเราเผชิญหน้าศัตรู (ข้อ 19-22)</p>
<p>เพราะพระเจ้าทรงสัพพัญญู ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ และทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น พระองค์จึงรู้อย่างชัดเจนว่าเราเคยไปที่ไหน เคยทำอะไร และถูกสร้างมาจากอะไร แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักที่จะช่วยให้เราเดินในทางของพระองค์ด้วย ขอให้เราติดตามพระองค์ไปในทางเดินแห่งชีวิตวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับการหนุนใจอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรู้จักคุณอย่างแท้จริง คุณดำเนินชีวิตไปกับพระองค์อย่างไรในเวลานี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์แม้พระองค์จะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์อย่างถูกต้อง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 04 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/766b8a29/5132d304.mp3" length="11470637" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงค้นวิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ [ สดุดี 139:3 ]

พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง แต่จากบทความในหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติรู้หลายอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกันผ่านร่องรอยข้อมูลในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเรา ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือได้สร้าง “บัญชีข้อมูล” ที่ทิ้งไว้ซึ่ง “ร่องรอยทางดิจิตอล” แม้ว่าเศษเสี้ยวของข้อมูลแต่ละอย่างจะดูไม่สำคัญ แต่เมื่อมันถูกรวบรวมและวิเคราะห์แล้ว ก็จะกลายเป็น “หนึ่งในเครื่องมือสืบสวนที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมา” ผู้สืบสวนสามารถรู้ที่ซึ่งเราเคยไปหรือที่ที่เราอยู่ได้ในเวลาอันสั้นโดยการติดตามบัญชีข้อมูลของเรา 
สิ่งที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าการวิเคราะห์ร่องรอยทางดิจิตอลของสำหนักงานความมั่นคงแห่งชาติ การที่ดาวิดบอกว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน ในสดุดี 139 ท่านอธิษฐานต่อพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เดียวที่สามารถตรวจดูและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในเรา (ข้อ 1) ผู้เขียนสดุดีเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 23) พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับเรา (ข้อ 2-6) ทรงอยู่ในทุกหนแห่ง (ข้อ 7-12) และ “ทรงปั้นส่วนภายในของข้าพระองค์” (ข้อ13-16) ความคิดของพระองค์เลิศล้ำกว่าความเข้าใจของมนุษย์ (ข้อ 17-18) และพระองค์ทรงอยู่กับเราในยามเมื่อเราเผชิญหน้าศัตรู (ข้อ 19-22)
เพราะพระเจ้าทรงสัพพัญญู ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ และทรงเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น พระองค์จึงรู้อย่างชัดเจนว่าเราเคยไปที่ไหน เคยทำอะไร และถูกสร้างมาจากอะไร แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักที่จะช่วยให้เราเดินในทางของพระองค์ด้วย ขอให้เราติดตามพระองค์ไปในทางเดินแห่งชีวิตวันนี้

คุณได้รับการหนุนใจอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรู้จักคุณอย่างแท้จริง คุณดำเนินชีวิตไปกับพระองค์อย่างไรในเวลานี้
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์แม้พระองค์จะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์อย่างถูกต้อง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงค้นวิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์ [ สดุดี 139:3 ]

พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งอย่างแท้จริง แต่จากบทความในหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติรู้หลายอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกันผ่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คืนให้กับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คืนให้กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d6650c95-9cae-4526-8b25-a72c40dbb045</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a415fc75</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>สิ่งของทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของ ที่เป็นของพระองค์แด่พระองค์เท่านั้น [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรเชิญชวนให้เราถวายเพิ่มจากการถวายประจำแต่ละสัปดาห์ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับการสร้างโรงยิมซึ่งเราจะสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในชุมชนได้ หลังจากที่ไตร่ตรองด้วยการอธิษฐานโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่มีผู้พิการ ฉันถามสามีว่า “คุณแน่ใจหรือว่าเราทำสิ่งนี้ได้” เขาพยักหน้าและพูดว่า “เราไม่ได้ให้อะไรกับพระเจ้านอกจากสิ่งที่เป็นของพระองค์อยู่แล้ว” เขาพูด “พระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น” และพระองค์ทำจริงๆ! สิบกว่าปีต่อมาคริสตจักรของเรายังคงมีโอกาสได้รับใช้พระเยซูด้วยการรับใช้ผู้คนในโรงยิมนั้น</p>
<p>ใน 1 พงศาวดาร 29 กษัตริย์ดาวิดทรงแสดงให้พวกผู้นำของอิสราเอลเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซาโลมอนโอรสของพระองค์ในฐานะที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้สืบทอดและผู้ที่จะสร้างพระวิหาร (ข้อ 1-5) ทุกคนตอบรับตามนั้นโดย “ถวายด้วยความเต็มใจ” และ “เปรมปรีดิ์” (ข้อ 6,9) ดาวิดสรรเสริญพระเจ้าและประกาศว่า “บรรดาสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก” เป็นของพระองค์ (ข้อ 11) พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ของมากมายเหล่านี้ทั้งสิ้นซึ่งข้าพระองค์จัดหาเพื่อสร้างพระนิเวศถวายแด่พระองค์ เพื่อพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์มาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น” (ข้อ 16)</p>
<p>เมื่อเราพิจารณาดูทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและมอบให้กับเรา โดยเฉพาะของขวัญแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู ขอให้เรานมัสการและแสดงความขอบคุณและความรักโดยการถวายคืนให้กับพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวง!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การเข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นของพระเจ้าเปลี่ยนวิธีที่คุณคิดเกี่ยวกับการให้อย่างไร การแสดงความขอบคุณผ่านการให้นั้นเปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่เมตตาและสัตย์ซื่อ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>สิ่งของทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของ ที่เป็นของพระองค์แด่พระองค์เท่านั้น [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรเชิญชวนให้เราถวายเพิ่มจากการถวายประจำแต่ละสัปดาห์ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับการสร้างโรงยิมซึ่งเราจะสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในชุมชนได้ หลังจากที่ไตร่ตรองด้วยการอธิษฐานโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่มีผู้พิการ ฉันถามสามีว่า “คุณแน่ใจหรือว่าเราทำสิ่งนี้ได้” เขาพยักหน้าและพูดว่า “เราไม่ได้ให้อะไรกับพระเจ้านอกจากสิ่งที่เป็นของพระองค์อยู่แล้ว” เขาพูด “พระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น” และพระองค์ทำจริงๆ! สิบกว่าปีต่อมาคริสตจักรของเรายังคงมีโอกาสได้รับใช้พระเยซูด้วยการรับใช้ผู้คนในโรงยิมนั้น</p>
<p>ใน 1 พงศาวดาร 29 กษัตริย์ดาวิดทรงแสดงให้พวกผู้นำของอิสราเอลเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซาโลมอนโอรสของพระองค์ในฐานะที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้สืบทอดและผู้ที่จะสร้างพระวิหาร (ข้อ 1-5) ทุกคนตอบรับตามนั้นโดย “ถวายด้วยความเต็มใจ” และ “เปรมปรีดิ์” (ข้อ 6,9) ดาวิดสรรเสริญพระเจ้าและประกาศว่า “บรรดาสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก” เป็นของพระองค์ (ข้อ 11) พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ของมากมายเหล่านี้ทั้งสิ้นซึ่งข้าพระองค์จัดหาเพื่อสร้างพระนิเวศถวายแด่พระองค์ เพื่อพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์มาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น” (ข้อ 16)</p>
<p>เมื่อเราพิจารณาดูทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและมอบให้กับเรา โดยเฉพาะของขวัญแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู ขอให้เรานมัสการและแสดงความขอบคุณและความรักโดยการถวายคืนให้กับพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวง!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การเข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นของพระเจ้าเปลี่ยนวิธีที่คุณคิดเกี่ยวกับการให้อย่างไร การแสดงความขอบคุณผ่านการให้นั้นเปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่เมตตาและสัตย์ซื่อ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a415fc75/8d59077f.mp3" length="11261649" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>สิ่งของทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของ ที่เป็นของพระองค์แด่พระองค์เท่านั้น [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]

ในปีหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรเชิญชวนให้เราถวายเพิ่มจากการถวายประจำแต่ละสัปดาห์ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับการสร้างโรงยิมซึ่งเราจะสามารถใช้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในชุมชนได้ หลังจากที่ไตร่ตรองด้วยการอธิษฐานโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่มีผู้พิการ ฉันถามสามีว่า “คุณแน่ใจหรือว่าเราทำสิ่งนี้ได้” เขาพยักหน้าและพูดว่า “เราไม่ได้ให้อะไรกับพระเจ้านอกจากสิ่งที่เป็นของพระองค์อยู่แล้ว” เขาพูด “พระองค์จะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น” และพระองค์ทำจริงๆ! สิบกว่าปีต่อมาคริสตจักรของเรายังคงมีโอกาสได้รับใช้พระเยซูด้วยการรับใช้ผู้คนในโรงยิมนั้น
ใน 1 พงศาวดาร 29 กษัตริย์ดาวิดทรงแสดงให้พวกผู้นำของอิสราเอลเห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซาโลมอนโอรสของพระองค์ในฐานะที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้สืบทอดและผู้ที่จะสร้างพระวิหาร (ข้อ 1-5) ทุกคนตอบรับตามนั้นโดย “ถวายด้วยความเต็มใจ” และ “เปรมปรีดิ์” (ข้อ 6,9) ดาวิดสรรเสริญพระเจ้าและประกาศว่า “บรรดาสิ่งที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก” เป็นของพระองค์ (ข้อ 11) พระองค์ทรงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ของมากมายเหล่านี้ทั้งสิ้นซึ่งข้าพระองค์จัดหาเพื่อสร้างพระนิเวศถวายแด่พระองค์ เพื่อพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์มาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น” (ข้อ 16)
เมื่อเราพิจารณาดูทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำและมอบให้กับเรา โดยเฉพาะของขวัญแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู ขอให้เรานมัสการและแสดงความขอบคุณและความรักโดยการถวายคืนให้กับพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวง!

การเข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นของพระเจ้าเปลี่ยนวิธีที่คุณคิดเกี่ยวกับการให้อย่างไร การแสดงความขอบคุณผ่านการให้นั้นเปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร
พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้จัดเตรียมที่เมตตาและสัตย์ซื่อ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สิ่งของทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของ ที่เป็นของพระองค์แด่พระองค์เท่านั้น [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]

ในปีหนึ่ง ผู้นำคริสตจักรเชิญชวนให้เราถวายเพิ่มจากการถวายประจำแต่ละสัปดาห์ เพื่อเป็นของขวัญสำหรับการสร้างโรงยิมซึ่งเราจะสามารถใช้เพื่อช่วยเหล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">72b60319-2737-4478-b27c-c39c69204eae</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/15f451bd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว [ ยอห์น 16:33 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ความกลัวปลุกฉันขึ้นมาตอนตีสามในวันแรกของปีใหม่ ปีที่กำลังมาถึงนี้สร้างความหนักอึ้งให้ฉัน ท่วมท้นฉันด้วยความกลัว ความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้ฉันอ่อนล้า และตอนนี้ความคิดในเรื่องของอนาคตทำให้ฉันกลัว แล้วจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมากกว่านี้ไหมนะ</p>
<p>สาวกของพระเยซูเข้าใจถึงความกลัวว่าจะมีสิ่งร้ายเกิดขึ้น แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาได้จัดเตรียมและยืนยันกับพวกเขาในวันก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ยังกลัว พวกเขาหลบหนีตอนที่พระองค์ถูกจับ (มธ.26:56) เปโตรปฏิเสธพระองค์ (ยน.18:15-17,25-27) และพวกเขาไปซ่อนตัว (20:19) ความกลัวของพวกเขาในช่วงความโกลาหลของการจับกุมพระเยซูและการตรึงกางเขน รวมถึงการข่มเหงทำให้พวกเขาทำตรงกันข้ามกับคำสั่งของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” และพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “เราได้ชนะโลกแล้ว” (16:33)</p>
<p>แต่การสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์พิสูจน์ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือชีวิตและความตาย พระองค์ทรงมีชัยชนะสูงสุด แม้สถานะที่ผิดบาปของโลกนี้จะทำให้เกิดความทุกข์ยาก แต่เราสามารถพักสงบในความจริงที่ว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงสติปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก พระเยซูสถิตอยู่กับเรา (16:32-33) ดังเช่นที่สถิตกับเหล่าสาวกผู้ซึ่งในภายหลังได้ออกไปแบ่งปันพระกิตติคุณด้วยความมั่นใจ ขอให้พระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่นั้นจะเสริมจิตใจเราให้เข้มแข็งที่จะเชื่อวางใจพระองค์ในปีใหม่นี้ และที่เราจะกล้าหาญแม้ในเวลาที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>การตอบสนองของคุณต่อความยากลำบาก การทนทุกข์และการทดลองเป็นอย่างไร คำตรัสของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” นั้นเป็นอย่างไรสำหรับคุณ</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงช่วยในเรื่องความกลัวที่ข้าพระองค์มี และสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญอย่างไร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว [ ยอห์น 16:33 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ความกลัวปลุกฉันขึ้นมาตอนตีสามในวันแรกของปีใหม่ ปีที่กำลังมาถึงนี้สร้างความหนักอึ้งให้ฉัน ท่วมท้นฉันด้วยความกลัว ความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้ฉันอ่อนล้า และตอนนี้ความคิดในเรื่องของอนาคตทำให้ฉันกลัว แล้วจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมากกว่านี้ไหมนะ</p>
<p>สาวกของพระเยซูเข้าใจถึงความกลัวว่าจะมีสิ่งร้ายเกิดขึ้น แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาได้จัดเตรียมและยืนยันกับพวกเขาในวันก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ยังกลัว พวกเขาหลบหนีตอนที่พระองค์ถูกจับ (มธ.26:56) เปโตรปฏิเสธพระองค์ (ยน.18:15-17,25-27) และพวกเขาไปซ่อนตัว (20:19) ความกลัวของพวกเขาในช่วงความโกลาหลของการจับกุมพระเยซูและการตรึงกางเขน รวมถึงการข่มเหงทำให้พวกเขาทำตรงกันข้ามกับคำสั่งของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” และพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “เราได้ชนะโลกแล้ว” (16:33)</p>
<p>แต่การสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์พิสูจน์ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือชีวิตและความตาย พระองค์ทรงมีชัยชนะสูงสุด แม้สถานะที่ผิดบาปของโลกนี้จะทำให้เกิดความทุกข์ยาก แต่เราสามารถพักสงบในความจริงที่ว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงสติปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก พระเยซูสถิตอยู่กับเรา (16:32-33) ดังเช่นที่สถิตกับเหล่าสาวกผู้ซึ่งในภายหลังได้ออกไปแบ่งปันพระกิตติคุณด้วยความมั่นใจ ขอให้พระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่นั้นจะเสริมจิตใจเราให้เข้มแข็งที่จะเชื่อวางใจพระองค์ในปีใหม่นี้ และที่เราจะกล้าหาญแม้ในเวลาที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>การตอบสนองของคุณต่อความยากลำบาก การทนทุกข์และการทดลองเป็นอย่างไร คำตรัสของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” นั้นเป็นอย่างไรสำหรับคุณ</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงช่วยในเรื่องความกลัวที่ข้าพระองค์มี และสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญอย่างไร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 02 Jan 2025 16:41:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/15f451bd/16a342a6.mp3" length="10540266" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว [ ยอห์น 16:33 ]

ความกลัวปลุกฉันขึ้นมาตอนตีสามในวันแรกของปีใหม่ ปีที่กำลังมาถึงนี้สร้างความหนักอึ้งให้ฉัน ท่วมท้นฉันด้วยความกลัว ความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้ฉันอ่อนล้า และตอนนี้ความคิดในเรื่องของอนาคตทำให้ฉันกลัว แล้วจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นมากกว่านี้ไหมนะ
สาวกของพระเยซูเข้าใจถึงความกลัวว่าจะมีสิ่งร้ายเกิดขึ้น แม้ว่าอาจารย์ของพวกเขาได้จัดเตรียมและยืนยันกับพวกเขาในวันก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พวกเขาก็ยังกลัว พวกเขาหลบหนีตอนที่พระองค์ถูกจับ (มธ.26:56) เปโตรปฏิเสธพระองค์ (ยน.18:15-17,25-27) และพวกเขาไปซ่อนตัว (20:19) ความกลัวของพวกเขาในช่วงความโกลาหลของการจับกุมพระเยซูและการตรึงกางเขน รวมถึงการข่มเหงทำให้พวกเขาทำตรงกันข้ามกับคำสั่งของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” และพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “เราได้ชนะโลกแล้ว” (16:33)
แต่การสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์พิสูจน์ให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชเหนือชีวิตและความตาย พระองค์ทรงมีชัยชนะสูงสุด แม้สถานะที่ผิดบาปของโลกนี้จะทำให้เกิดความทุกข์ยาก แต่เราสามารถพักสงบในความจริงที่ว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าผู้ทรงสติปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก พระเยซูสถิตอยู่กับเรา (16:32-33) ดังเช่นที่สถิตกับเหล่าสาวกผู้ซึ่งในภายหลังได้ออกไปแบ่งปันพระกิตติคุณด้วยความมั่นใจ ขอให้พระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์ทรงควบคุมอยู่นั้นจะเสริมจิตใจเราให้เข้มแข็งที่จะเชื่อวางใจพระองค์ในปีใหม่นี้ และที่เราจะกล้าหาญแม้ในเวลาที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร

การตอบสนองของคุณต่อความยากลำบาก การทนทุกข์และการทดลองเป็นอย่างไร คำตรัสของพระองค์ที่ว่า “จงชื่นใจเถิด” นั้นเป็นอย่างไรสำหรับคุณ
ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงช่วยในเรื่องความกลัวที่ข้าพระองค์มี และสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญอย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว [ ยอห์น 16:33 ]

ความกลัวปลุกฉันขึ้นมาตอนตีสามในวันแรกของปีใหม่ ปีที่กำลังมาถึงนี้สร้างความหนักอึ้งให้ฉัน ท่วมท้นฉันด้วยความกลัว ความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวทำให้ฉันอ่อนล้า และตอนนี้ค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระสัญญาเหนือความพังทลาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระสัญญาเหนือความพังทลาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">47cecb04-b1ff-4b95-a707-5495563951ed</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/25d0ce89</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน...แต่ความรอดของเราจะอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 51:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อพายุเฮอริเคนลอร่าพัดกระหน่ำผ่านอ่าวเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่แนวชายฝั่งทะเลของรัฐหลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเตือนภัยถึงระดับความรุนแรงเนื่องด้วยกระแสลมที่พัดแรง 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นายอำเภอคนหนึ่งจึงประกาศเตือนด้วยข้อความที่น่าตกใจว่า “กรุณาออกจากพื้นที่ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่และเราไม่สามารถเข้าถึงคุณได้ กรุณาเขียนชื่อ ที่อยู่ เลขประกันสังคม และชื่อญาติสนิท ใส่ไว้ในถุงซิปล็อกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของคุณ และอธิษฐานขอให้ไม่ต้องใช้มัน” ทีมกู้ภัยรู้ว่าเมื่อพายุลอร่ามาถึงฝั่ง พวกเขาทำได้แค่เพียงมองดูเส้นทางการทำลายล้างของพายุโดยไม่อาจช่วยอะไรได้</p>
<p>เมื่อใดก็ตามที่ประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือในฝ่ายวิญญาณ พระดำรัสของพระองค์นั้นมั่นคงและเปี่ยมด้วยความหวังมากยิ่งกว่า โดยทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยแม้ในภาวะที่ถูกทำลายนั้น พระองค์ตรัสว่าจะทรง “เล้าโลมที่ทิ้งร้างทั้งสิ้นของเธอ และจะทำถิ่นทุรกันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน” (อสย.51:3) และยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าทรงยืนยันกับคนของพระองค์เสมอถึงการช่วยกู้และการรักษาที่จะมาถึงหากพวกเขาวางใจในพระองค์ แม้ว่า “ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน” พระองค์ตรัส “ความรอดของ[พระองค์]จะอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 6) ไม่ว่าความเสียหายจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นความเลิศประเสริฐของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ได้เลย</p>
<p>พระเจ้าไม่ได้กันเราจากความยากลำบาก แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าการฟื้นฟูรักษาของพระองค์นั้นจะมากยิ่งกว่าความพังทลายทั้งปวง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเผชิญกับภัยพิบัติและความพังทลายในเรื่องใด คุณได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่จะสถิตอยู่กับคุณ รักษาเยียวยา และสร้างขึ้นใหม่หลังการทำลายนั้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความพินาศที่เกิดขึ้นนั้นย่อยยับไม่มีชิ้นดี ข้าพระองค์อาจไม่มีควาเชื่อมากพอในพระสัญญาของพระองค์ว่ายิ่งใหญ่พอสำหรับสิ่งนี้ แต่ข้าพระองค์ขอเลือกที่จะเชื่อวางใจ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน...แต่ความรอดของเราจะอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 51:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อพายุเฮอริเคนลอร่าพัดกระหน่ำผ่านอ่าวเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่แนวชายฝั่งทะเลของรัฐหลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเตือนภัยถึงระดับความรุนแรงเนื่องด้วยกระแสลมที่พัดแรง 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นายอำเภอคนหนึ่งจึงประกาศเตือนด้วยข้อความที่น่าตกใจว่า “กรุณาออกจากพื้นที่ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่และเราไม่สามารถเข้าถึงคุณได้ กรุณาเขียนชื่อ ที่อยู่ เลขประกันสังคม และชื่อญาติสนิท ใส่ไว้ในถุงซิปล็อกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของคุณ และอธิษฐานขอให้ไม่ต้องใช้มัน” ทีมกู้ภัยรู้ว่าเมื่อพายุลอร่ามาถึงฝั่ง พวกเขาทำได้แค่เพียงมองดูเส้นทางการทำลายล้างของพายุโดยไม่อาจช่วยอะไรได้</p>
<p>เมื่อใดก็ตามที่ประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือในฝ่ายวิญญาณ พระดำรัสของพระองค์นั้นมั่นคงและเปี่ยมด้วยความหวังมากยิ่งกว่า โดยทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยแม้ในภาวะที่ถูกทำลายนั้น พระองค์ตรัสว่าจะทรง “เล้าโลมที่ทิ้งร้างทั้งสิ้นของเธอ และจะทำถิ่นทุรกันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน” (อสย.51:3) และยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าทรงยืนยันกับคนของพระองค์เสมอถึงการช่วยกู้และการรักษาที่จะมาถึงหากพวกเขาวางใจในพระองค์ แม้ว่า “ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน” พระองค์ตรัส “ความรอดของ[พระองค์]จะอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 6) ไม่ว่าความเสียหายจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นความเลิศประเสริฐของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ได้เลย</p>
<p>พระเจ้าไม่ได้กันเราจากความยากลำบาก แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าการฟื้นฟูรักษาของพระองค์นั้นจะมากยิ่งกว่าความพังทลายทั้งปวง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเผชิญกับภัยพิบัติและความพังทลายในเรื่องใด คุณได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่จะสถิตอยู่กับคุณ รักษาเยียวยา และสร้างขึ้นใหม่หลังการทำลายนั้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความพินาศที่เกิดขึ้นนั้นย่อยยับไม่มีชิ้นดี ข้าพระองค์อาจไม่มีควาเชื่อมากพอในพระสัญญาของพระองค์ว่ายิ่งใหญ่พอสำหรับสิ่งนี้ แต่ข้าพระองค์ขอเลือกที่จะเชื่อวางใจ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2025 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/25d0ce89/ad1bc571.mp3" length="12594537" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>788</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน...แต่ความรอดของเราจะอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 51:6 ]

เมื่อพายุเฮอริเคนลอร่าพัดกระหน่ำผ่านอ่าวเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่แนวชายฝั่งทะเลของรัฐหลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเตือนภัยถึงระดับความรุนแรงเนื่องด้วยกระแสลมที่พัดแรง 241 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นายอำเภอคนหนึ่งจึงประกาศเตือนด้วยข้อความที่น่าตกใจว่า “กรุณาออกจากพื้นที่ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่และเราไม่สามารถเข้าถึงคุณได้ กรุณาเขียนชื่อ ที่อยู่ เลขประกันสังคม และชื่อญาติสนิท ใส่ไว้ในถุงซิปล็อกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของคุณ และอธิษฐานขอให้ไม่ต้องใช้มัน” ทีมกู้ภัยรู้ว่าเมื่อพายุลอร่ามาถึงฝั่ง พวกเขาทำได้แค่เพียงมองดูเส้นทางการทำลายล้างของพายุโดยไม่อาจช่วยอะไรได้
เมื่อใดก็ตามที่ประชากรของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิมเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือในฝ่ายวิญญาณ พระดำรัสของพระองค์นั้นมั่นคงและเปี่ยมด้วยความหวังมากยิ่งกว่า โดยทรงสัญญาถึงการสถิตอยู่ด้วยแม้ในภาวะที่ถูกทำลายนั้น พระองค์ตรัสว่าจะทรง “เล้าโลมที่ทิ้งร้างทั้งสิ้นของเธอ และจะทำถิ่นทุรกันดารของเธอเหมือนสวนเอเดน” (อสย.51:3) และยิ่งไปกว่านั้นพระเจ้าทรงยืนยันกับคนของพระองค์เสมอถึงการช่วยกู้และการรักษาที่จะมาถึงหากพวกเขาวางใจในพระองค์ แม้ว่า “ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน” พระองค์ตรัส “ความรอดของ[พระองค์]จะอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 6) ไม่ว่าความเสียหายจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นความเลิศประเสริฐของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ได้เลย
พระเจ้าไม่ได้กันเราจากความยากลำบาก แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าการฟื้นฟูรักษาของพระองค์นั้นจะมากยิ่งกว่าความพังทลายทั้งปวง

คุณกำลังเผชิญกับภัยพิบัติและความพังทลายในเรื่องใด คุณได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่จะสถิตอยู่กับคุณ รักษาเยียวยา และสร้างขึ้นใหม่หลังการทำลายนั้นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ความพินาศที่เกิดขึ้นนั้นย่อยยับไม่มีชิ้นดี ข้าพระองค์อาจไม่มีควาเชื่อมากพอในพระสัญญาของพระองค์ว่ายิ่งใหญ่พอสำหรับสิ่งนี้ แต่ข้าพระองค์ขอเลือกที่จะเชื่อวางใจ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฟ้าสวรรค์จะศูนย์สิ้นไปเหมือนควัน...แต่ความรอดของเราจะอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 51:6 ]

เมื่อพายุเฮอริเคนลอร่าพัดกระหน่ำผ่านอ่าวเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่แนวชายฝั่งทะเลของรัฐหลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเตือนภัยถึงระดับความรุนแรงเนื่องด้วยกระแสลมที่พัดแรง 24</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรื่องราวของพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เรื่องราวของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">66d58667-6918-4702-832c-5ac146c64ff6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a237e3c9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1867 เคทป่วยเป็นโรคร้ายแรง ขณะที่เธอพักรักษาตัวนั้นเธอเขียนบทกวีเรื่องยาวซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ “เรื่องราวซึ่งเป็นที่ต้องการ” และ “เรื่องราวที่ถูกเล่า” บทกวีเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งของเธอกับพระเยซูและเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์</p>
<p>พระคัมภีร์ทุกตอนชี้ไปที่พระเยซูและเล่าเรื่องราวของพระองค์ ยอห์นเริ่มจดหมายของท่านด้วยการเตือนให้ผู้อ่านระลึกว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูมาแล้วอย่างไร “ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1 ยน.1:1) อัครทูตเขียนว่า เพราะประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เราจึงเล่าเรื่องราวของพระองค์ได้ว่า “ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน” (ข้อ 2) ต่อมายอห์นเขียนไว้อย่างน่าประทับใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย” (2:14) หรือพูดได้อีกอย่างว่า เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของเราด้วย เราถูกเรียกให้บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์ตามประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์</p>
<p>นี่คือสิ่งที่เคท ฮานคีย์เขียนในบทกวีของเธอ ต่อมาภายหลังทั้งสองส่วนในบทกวีของเธอกลายมาเป็นเพลงนมัสการที่เราชื่นชอบ “ข้าชอบกล่าวเรื่องประเสริฐเลิศ” และ “โปรดบอกฉันถึงเรื่องก่อนเก่า” เราอาจทำเช่นเดียวกับเคทที่จะใช้คำพูดของเราเองเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น เล่าถึงการที่พระองค์ทรงรักเรา มาหาเรา และช่วยกู้เราในรูปแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร</p>
<p><br></p>
<p><strong>เรื่องราวของคุณกับพระเยซูเป็นอย่างไร พระองค์เสด็จมาหาและช่วยกู้คุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์และกระทำพระราชกิจแห่งความรักในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1867 เคทป่วยเป็นโรคร้ายแรง ขณะที่เธอพักรักษาตัวนั้นเธอเขียนบทกวีเรื่องยาวซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ “เรื่องราวซึ่งเป็นที่ต้องการ” และ “เรื่องราวที่ถูกเล่า” บทกวีเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งของเธอกับพระเยซูและเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์</p>
<p>พระคัมภีร์ทุกตอนชี้ไปที่พระเยซูและเล่าเรื่องราวของพระองค์ ยอห์นเริ่มจดหมายของท่านด้วยการเตือนให้ผู้อ่านระลึกว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูมาแล้วอย่างไร “ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1 ยน.1:1) อัครทูตเขียนว่า เพราะประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เราจึงเล่าเรื่องราวของพระองค์ได้ว่า “ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน” (ข้อ 2) ต่อมายอห์นเขียนไว้อย่างน่าประทับใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย” (2:14) หรือพูดได้อีกอย่างว่า เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของเราด้วย เราถูกเรียกให้บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์ตามประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์</p>
<p>นี่คือสิ่งที่เคท ฮานคีย์เขียนในบทกวีของเธอ ต่อมาภายหลังทั้งสองส่วนในบทกวีของเธอกลายมาเป็นเพลงนมัสการที่เราชื่นชอบ “ข้าชอบกล่าวเรื่องประเสริฐเลิศ” และ “โปรดบอกฉันถึงเรื่องก่อนเก่า” เราอาจทำเช่นเดียวกับเคทที่จะใช้คำพูดของเราเองเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น เล่าถึงการที่พระองค์ทรงรักเรา มาหาเรา และช่วยกู้เราในรูปแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร</p>
<p><br></p>
<p><strong>เรื่องราวของคุณกับพระเยซูเป็นอย่างไร พระองค์เสด็จมาหาและช่วยกู้คุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์และกระทำพระราชกิจแห่งความรักในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 31 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a237e3c9/3ccc79dc.mp3" length="12189943" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]

คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ในปีค.ศ.1867 เคทป่วยเป็นโรคร้ายแรง ขณะที่เธอพักรักษาตัวนั้นเธอเขียนบทกวีเรื่องยาวซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนคือ “เรื่องราวซึ่งเป็นที่ต้องการ” และ “เรื่องราวที่ถูกเล่า” บทกวีเล่าถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งของเธอกับพระเยซูและเหตุการณ์ในชีวิตของพระองค์
พระคัมภีร์ทุกตอนชี้ไปที่พระเยซูและเล่าเรื่องราวของพระองค์ ยอห์นเริ่มจดหมายของท่านด้วยการเตือนให้ผู้อ่านระลึกว่า พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเยซูมาแล้วอย่างไร “ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต” (1 ยน.1:1) อัครทูตเขียนว่า เพราะประสบการณ์ที่เรามีกับพระเยซู เราจึงเล่าเรื่องราวของพระองค์ได้ว่า “ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน” (ข้อ 2) ต่อมายอห์นเขียนไว้อย่างน่าประทับใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย” (2:14) หรือพูดได้อีกอย่างว่า เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของเราด้วย เราถูกเรียกให้บอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์ตามประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์
นี่คือสิ่งที่เคท ฮานคีย์เขียนในบทกวีของเธอ ต่อมาภายหลังทั้งสองส่วนในบทกวีของเธอกลายมาเป็นเพลงนมัสการที่เราชื่นชอบ “ข้าชอบกล่าวเรื่องประเสริฐเลิศ” และ “โปรดบอกฉันถึงเรื่องก่อนเก่า” เราอาจทำเช่นเดียวกับเคทที่จะใช้คำพูดของเราเองเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับผู้อื่น เล่าถึงการที่พระองค์ทรงรักเรา มาหาเรา และช่วยกู้เราในรูปแบบที่พิเศษไม่เหมือนใคร

เรื่องราวของคุณกับพระเยซูเป็นอย่างไร พระองค์เสด็จมาหาและช่วยกู้คุณอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์และกระทำพระราชกิจแห่งความรักในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]

คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของเคท ฮานคีย์ แต่เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่ง เธอเป็นทั้งครู นักประกาศ นักจัดงานโรงเรียน มิชชันนารี และนักกวี เธอรับใช้พระเยซูอย่างสัตย์ซื่อในช่วงปี 1800 ที่ประเทศอังกฤษ ใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระหัตถ์พระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระหัตถ์พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5eea9c39-2014-4d6a-99a8-fc65fa6b7b99</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/55422da6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก [ อิสยาห์ 48:13 ]</p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ. 1939 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงออกรายการวิทยุในวันคริสต์มาสเพื่อหนุนใจพลเมืองในสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพให้ไว้วางใจพระเจ้า โดยตรัสถึงบทกวีที่พระมารดาของพระองค์ทรงรักมาก “จงออกไปในความมืด และวางมือของเจ้าไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า นั่นจะเป็นยิ่งกว่าแสงสว่างแก่เจ้า และเป็นความปลอดภัยยิ่งกว่าทางที่เจ้ารู้จัก” พระองค์ไม่รู้ว่าปีใหม่จะนำสิ่งใดมา แต่ทรงไว้วางใจพระเจ้าที่จะ “ทรงนำและทรงค้ำจุน” เขาทั้งหลายในวันอันน่าวิตกที่อยู่ข้างหน้า</p>
<p>ภาพพระหัตถ์พระเจ้าปรากฏในพระคัมภีร์หลายตอน รวมถึงพระธรรมอิสยาห์ โดยผู้เผยพระวจนะท่านนี้ พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้วางใจพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างของพวกเขา ผู้ทรง “เป็นต้นและ...เป็นปลาย” (อสย.48:12) และจะยังคงมีส่วนในชีวิตพวกเขา ดังที่ตรัสว่า “เออ มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก” (ข้อ 13) พวกเขาควรไว้วางใจในพระองค์และไม่พึ่งพาผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจน้อยกว่า เพราะในท้ายที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว พระองค์ทรงเป็น “พระผู้ไถ่ของเจ้า องค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (ข้อ 17)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเผชิญอะไรเมื่อมองไปสู่ปีใหม่นี้ เราสามารถเชื่อคำหนุนใจของพระเจ้าจอร์จและผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ โดยมอบความหวังและความวางใจของเราไว้ในพระเจ้า และสำหรับเราเช่นกันที่ความสุขสมบูรณ์ของเราจะเป็นเหมือนแม่น้ำ “ความชอบธรรมของ[เรา ]จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” (ข้อ 18)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อคุณพิจารณาถึงปีใหม่นี้ สถานการณ์หรือความสัมพันธ์ใดบ้าง ที่คุณมอบไว้กับพระเจ้าด้วยความไว้วางใจได้ ภาพพระหัตถ์พระองค์บอกอะไรกับคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ถึงกระนั้นพระองค์ทรงทะนุถนอมข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอมอบความไว้วางใจไว้ในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก [ อิสยาห์ 48:13 ]</p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ. 1939 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงออกรายการวิทยุในวันคริสต์มาสเพื่อหนุนใจพลเมืองในสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพให้ไว้วางใจพระเจ้า โดยตรัสถึงบทกวีที่พระมารดาของพระองค์ทรงรักมาก “จงออกไปในความมืด และวางมือของเจ้าไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า นั่นจะเป็นยิ่งกว่าแสงสว่างแก่เจ้า และเป็นความปลอดภัยยิ่งกว่าทางที่เจ้ารู้จัก” พระองค์ไม่รู้ว่าปีใหม่จะนำสิ่งใดมา แต่ทรงไว้วางใจพระเจ้าที่จะ “ทรงนำและทรงค้ำจุน” เขาทั้งหลายในวันอันน่าวิตกที่อยู่ข้างหน้า</p>
<p>ภาพพระหัตถ์พระเจ้าปรากฏในพระคัมภีร์หลายตอน รวมถึงพระธรรมอิสยาห์ โดยผู้เผยพระวจนะท่านนี้ พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้วางใจพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างของพวกเขา ผู้ทรง “เป็นต้นและ...เป็นปลาย” (อสย.48:12) และจะยังคงมีส่วนในชีวิตพวกเขา ดังที่ตรัสว่า “เออ มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก” (ข้อ 13) พวกเขาควรไว้วางใจในพระองค์และไม่พึ่งพาผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจน้อยกว่า เพราะในท้ายที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว พระองค์ทรงเป็น “พระผู้ไถ่ของเจ้า องค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (ข้อ 17)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเผชิญอะไรเมื่อมองไปสู่ปีใหม่นี้ เราสามารถเชื่อคำหนุนใจของพระเจ้าจอร์จและผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ โดยมอบความหวังและความวางใจของเราไว้ในพระเจ้า และสำหรับเราเช่นกันที่ความสุขสมบูรณ์ของเราจะเป็นเหมือนแม่น้ำ “ความชอบธรรมของ[เรา ]จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” (ข้อ 18)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อคุณพิจารณาถึงปีใหม่นี้ สถานการณ์หรือความสัมพันธ์ใดบ้าง ที่คุณมอบไว้กับพระเจ้าด้วยความไว้วางใจได้ ภาพพระหัตถ์พระองค์บอกอะไรกับคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ถึงกระนั้นพระองค์ทรงทะนุถนอมข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอมอบความไว้วางใจไว้ในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 30 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/55422da6/6ebf181b.mp3" length="12109697" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก [ อิสยาห์ 48:13 ]

ในปีค.ศ. 1939 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงออกรายการวิทยุในวันคริสต์มาสเพื่อหนุนใจพลเมืองในสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพให้ไว้วางใจพระเจ้า โดยตรัสถึงบทกวีที่พระมารดาของพระองค์ทรงรักมาก “จงออกไปในความมืด และวางมือของเจ้าไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า นั่นจะเป็นยิ่งกว่าแสงสว่างแก่เจ้า และเป็นความปลอดภัยยิ่งกว่าทางที่เจ้ารู้จัก” พระองค์ไม่รู้ว่าปีใหม่จะนำสิ่งใดมา แต่ทรงไว้วางใจพระเจ้าที่จะ “ทรงนำและทรงค้ำจุน” เขาทั้งหลายในวันอันน่าวิตกที่อยู่ข้างหน้า
ภาพพระหัตถ์พระเจ้าปรากฏในพระคัมภีร์หลายตอน รวมถึงพระธรรมอิสยาห์ โดยผู้เผยพระวจนะท่านนี้ พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้วางใจพระองค์ในฐานะพระผู้สร้างของพวกเขา ผู้ทรง “เป็นต้นและ...เป็นปลาย” (อสย.48:12) และจะยังคงมีส่วนในชีวิตพวกเขา ดังที่ตรัสว่า “เออ มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก” (ข้อ 13) พวกเขาควรไว้วางใจในพระองค์และไม่พึ่งพาผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจน้อยกว่า เพราะในท้ายที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว พระองค์ทรงเป็น “พระผู้ไถ่ของเจ้า องค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (ข้อ 17)
ไม่ว่าเราจะเผชิญอะไรเมื่อมองไปสู่ปีใหม่นี้ เราสามารถเชื่อคำหนุนใจของพระเจ้าจอร์จและผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ โดยมอบความหวังและความวางใจของเราไว้ในพระเจ้า และสำหรับเราเช่นกันที่ความสุขสมบูรณ์ของเราจะเป็นเหมือนแม่น้ำ “ความชอบธรรมของ[เรา ]จะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” (ข้อ 18)

เมื่อคุณพิจารณาถึงปีใหม่นี้ สถานการณ์หรือความสัมพันธ์ใดบ้าง ที่คุณมอบไว้กับพระเจ้าด้วยความไว้วางใจได้ ภาพพระหัตถ์พระองค์บอกอะไรกับคุณ
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้น พระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ถึงกระนั้นพระองค์ทรงทะนุถนอมข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอมอบความไว้วางใจไว้ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มือของเราได้วางรากฐานแผ่นดินโลก และมือของเราได้กางฟ้าสวรรค์ออก [ อิสยาห์ 48:13 ]

ในปีค.ศ. 1939 เมื่อสงครามปะทุขึ้นในอังกฤษ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ทรงออกรายการวิทยุในวันคริสต์มาสเพื่อหนุนใจพลเมืองในสหราชอาณาจักรและในเครือจักรภพให้ไว้วางใจพระเจ้า โดยตรัสถึงบทกว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข้าแต่พระเจ้า ทำไมเป็นข้าพระองค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ข้าแต่พระเจ้า ทำไมเป็นข้าพระองค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dbad6f8e-ad17-4ad1-97d4-1736ea8126e4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d3e7f57f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จิมต่อสู้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆเสื่อมลง และกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง เขาสูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวและสูญเสียความสามารถในการควบคุมแขนขา เขาไม่สามารถติดกระดุมเสื้อหรือผูกเชือกรองเท้าได้อีกต่อไป และการใช้ตะเกียบกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จิมต่อสู้กับสถานการณ์ของเขาแล้วทูลถามว่า ทำไมพระเจ้าทรงยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำไมจึงเป็นข้าพระองค์</p>
<p>เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับบรรดาผู้เชื่อในพระเยซูที่ร้องต่อพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 13 ดาวิดร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใดพระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะทรงเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด” (ข้อ 1-2)</p>
<p>เราเองก็สามารถนำความสับสนและปัญหามาร้องทูลต่อพระเจ้าได้ พระองค์ทรงเข้าใจเมื่อเราร้องว่า “อีกนานแค่ไหน” และ “ทำไม” คำตอบสุดท้ายได้ประทานแก่เราแล้วในพระเยซูและในชัยชนะของพระองค์เหนือบาปและความตาย</p>
<p>เมื่อเรามองดูกางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่า เราก็ได้มาซึ่งความมั่นใจที่จะไว้วางใจใน “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 5) และชื่นบานยินดีในความรอดของพระองค์ แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ [เรา] อย่างดี” (ข้อ 6) โดยความเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ทรงอภัยบาปของเรา ทรงรับเราเป็นบุตรและกำลังทำให้พระประสงค์อันดีเลิศตลอดนิรันดร์ของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเรา</p>
<p><br><strong>ปัญหาใดที่คุณจำต้องร้องทูลพระเจ้า แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด พระองค์ทรงสำแดงความประเสริฐของพระองค์แก่คุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงห่วงใย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจว่าพระองค์ทรงกำลังสร้างสิ่งสวยงามในชีวิตข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จิมต่อสู้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆเสื่อมลง และกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง เขาสูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวและสูญเสียความสามารถในการควบคุมแขนขา เขาไม่สามารถติดกระดุมเสื้อหรือผูกเชือกรองเท้าได้อีกต่อไป และการใช้ตะเกียบกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จิมต่อสู้กับสถานการณ์ของเขาแล้วทูลถามว่า ทำไมพระเจ้าทรงยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำไมจึงเป็นข้าพระองค์</p>
<p>เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับบรรดาผู้เชื่อในพระเยซูที่ร้องต่อพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 13 ดาวิดร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใดพระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะทรงเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด” (ข้อ 1-2)</p>
<p>เราเองก็สามารถนำความสับสนและปัญหามาร้องทูลต่อพระเจ้าได้ พระองค์ทรงเข้าใจเมื่อเราร้องว่า “อีกนานแค่ไหน” และ “ทำไม” คำตอบสุดท้ายได้ประทานแก่เราแล้วในพระเยซูและในชัยชนะของพระองค์เหนือบาปและความตาย</p>
<p>เมื่อเรามองดูกางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่า เราก็ได้มาซึ่งความมั่นใจที่จะไว้วางใจใน “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 5) และชื่นบานยินดีในความรอดของพระองค์ แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ [เรา] อย่างดี” (ข้อ 6) โดยความเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ทรงอภัยบาปของเรา ทรงรับเราเป็นบุตรและกำลังทำให้พระประสงค์อันดีเลิศตลอดนิรันดร์ของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเรา</p>
<p><br><strong>ปัญหาใดที่คุณจำต้องร้องทูลพระเจ้า แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด พระองค์ทรงสำแดงความประเสริฐของพระองค์แก่คุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงห่วงใย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจว่าพระองค์ทรงกำลังสร้างสิ่งสวยงามในชีวิตข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 29 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d3e7f57f/fffeb406.mp3" length="11892003" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]

จิมต่อสู้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆเสื่อมลง และกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง เขาสูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวและสูญเสียความสามารถในการควบคุมแขนขา เขาไม่สามารถติดกระดุมเสื้อหรือผูกเชือกรองเท้าได้อีกต่อไป และการใช้ตะเกียบกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จิมต่อสู้กับสถานการณ์ของเขาแล้วทูลถามว่า ทำไมพระเจ้าทรงยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ทำไมจึงเป็นข้าพระองค์
เขาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับบรรดาผู้เชื่อในพระเยซูที่ร้องต่อพระเจ้า ในสดุดีบทที่ 13 ดาวิดร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใดพระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะทรงเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์ และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด” (ข้อ 1-2)
เราเองก็สามารถนำความสับสนและปัญหามาร้องทูลต่อพระเจ้าได้ พระองค์ทรงเข้าใจเมื่อเราร้องว่า “อีกนานแค่ไหน” และ “ทำไม” คำตอบสุดท้ายได้ประทานแก่เราแล้วในพระเยซูและในชัยชนะของพระองค์เหนือบาปและความตาย
เมื่อเรามองดูกางเขนและอุโมงค์ว่างเปล่า เราก็ได้มาซึ่งความมั่นใจที่จะไว้วางใจใน “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 5) และชื่นบานยินดีในความรอดของพระองค์ แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด เราสามารถ “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ [เรา] อย่างดี” (ข้อ 6) โดยความเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ทรงอภัยบาปของเรา ทรงรับเราเป็นบุตรและกำลังทำให้พระประสงค์อันดีเลิศตลอดนิรันดร์ของพระองค์สำเร็จในชีวิตของเรา
ปัญหาใดที่คุณจำต้องร้องทูลพระเจ้า แม้ในคืนที่มืดมิดที่สุด พระองค์ทรงสำแดงความประเสริฐของพระองค์แก่คุณอย่างไร
พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงห่วงใย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจว่าพระองค์ทรงกำลังสร้างสิ่งสวยงามในชีวิตข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]

จิมต่อสู้กับโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อมมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว เซลล์ประสาทในกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆเสื่อมลง และกล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง เขาสูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวและสูญเสีย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สร้างสิ่งซึ่งยั่งยืน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สร้างสิ่งซึ่งยั่งยืน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a07ead5a-691e-407d-82eb-f6e91cf4e152</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/44ab105e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขาทั้งหลายจึงว่า “มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้น...ให้เราทำชื่อเสียงไว้” [ ปฐมกาล 11:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนผมยังเป็นเด็กอยู่ที่รัฐโอไฮโอ เราอาศัยใกล้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก ผมกับเพื่อนๆได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านั้นจึงรวบรวมเศษวัสดุที่ทิ้งแล้วมาสร้างป้อม โดยยืมเครื่องมือจากพ่อแม่ของเรา เราลำเลียงไม้และใช้เวลาหลายวันในการพยายามทำให้วัสดุนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ มันสนุก แต่ความพยายามของเรากลับได้ผลตรงกันข้ามกับอาคารที่สร้างไว้อย่างดีรอบตัวเรา สิ่งก่อสร้างของเราอยู่ได้ไม่นาน</p>
<p>ในปฐมกาลบทที่ 11 เราได้พบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ “ให้เราสร้างเมืองขึ้น” ประชาชนกล่าว “และก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า” (ข้อ 4) ความพยายามนี้ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือคนเหล่านั้นทำเพื่อ “เราจะได้สร้างชื่อให้กับตนเอง” (ข้อ 4 TNCV)</p>
<p>เราสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อตัวเราเองและเพื่อความสำเร็จของเรา นี่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อมาพระคัมภีร์เล่าถึงแรงจูงใจของซาโลมอนในการสร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้าม “ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า” (1 พกษ.5:5)</p>
<p>ซาโลมอนเข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นจำเป็นต้องนำไปสู่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวพระองค์เอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญจนพระองค์ประพันธ์ไว้เป็นบทเพลง ในเพลงสดุดีบทที่ 127 เริ่มด้วยว่า “ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า” (ข้อ 1) เหมือนกับการสร้างป้อมในวัยเด็กของผม สิ่งที่เราสร้างจะไม่คงอยู่ แต่พระนามของพระเจ้าและสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์จะมีความสำคัญอย่างยั่งยืน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังสร้างสิ่งใดให้กับชีวิตของคุณ ชีวิตของคุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดทรงยกโทษในยามที่ข้าพระองค์ ให้ความสำคัญกับตนเอง ไม่ใช่สิ่งซึ่งพระองค์กำลังกระทำในโลกนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขาทั้งหลายจึงว่า “มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้น...ให้เราทำชื่อเสียงไว้” [ ปฐมกาล 11:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนผมยังเป็นเด็กอยู่ที่รัฐโอไฮโอ เราอาศัยใกล้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก ผมกับเพื่อนๆได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านั้นจึงรวบรวมเศษวัสดุที่ทิ้งแล้วมาสร้างป้อม โดยยืมเครื่องมือจากพ่อแม่ของเรา เราลำเลียงไม้และใช้เวลาหลายวันในการพยายามทำให้วัสดุนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ มันสนุก แต่ความพยายามของเรากลับได้ผลตรงกันข้ามกับอาคารที่สร้างไว้อย่างดีรอบตัวเรา สิ่งก่อสร้างของเราอยู่ได้ไม่นาน</p>
<p>ในปฐมกาลบทที่ 11 เราได้พบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ “ให้เราสร้างเมืองขึ้น” ประชาชนกล่าว “และก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า” (ข้อ 4) ความพยายามนี้ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือคนเหล่านั้นทำเพื่อ “เราจะได้สร้างชื่อให้กับตนเอง” (ข้อ 4 TNCV)</p>
<p>เราสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อตัวเราเองและเพื่อความสำเร็จของเรา นี่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อมาพระคัมภีร์เล่าถึงแรงจูงใจของซาโลมอนในการสร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้าม “ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า” (1 พกษ.5:5)</p>
<p>ซาโลมอนเข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นจำเป็นต้องนำไปสู่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวพระองค์เอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญจนพระองค์ประพันธ์ไว้เป็นบทเพลง ในเพลงสดุดีบทที่ 127 เริ่มด้วยว่า “ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า” (ข้อ 1) เหมือนกับการสร้างป้อมในวัยเด็กของผม สิ่งที่เราสร้างจะไม่คงอยู่ แต่พระนามของพระเจ้าและสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์จะมีความสำคัญอย่างยั่งยืน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังสร้างสิ่งใดให้กับชีวิตของคุณ ชีวิตของคุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดทรงยกโทษในยามที่ข้าพระองค์ ให้ความสำคัญกับตนเอง ไม่ใช่สิ่งซึ่งพระองค์กำลังกระทำในโลกนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 29 Dec 2024 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/44ab105e/0a74d30a.mp3" length="12227979" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>765</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาทั้งหลายจึงว่า “มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้น...ให้เราทำชื่อเสียงไว้” [ ปฐมกาล 11:4 ]

ตอนผมยังเป็นเด็กอยู่ที่รัฐโอไฮโอ เราอาศัยใกล้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก ผมกับเพื่อนๆได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านั้นจึงรวบรวมเศษวัสดุที่ทิ้งแล้วมาสร้างป้อม โดยยืมเครื่องมือจากพ่อแม่ของเรา เราลำเลียงไม้และใช้เวลาหลายวันในการพยายามทำให้วัสดุนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ มันสนุก แต่ความพยายามของเรากลับได้ผลตรงกันข้ามกับอาคารที่สร้างไว้อย่างดีรอบตัวเรา สิ่งก่อสร้างของเราอยู่ได้ไม่นาน
ในปฐมกาลบทที่ 11 เราได้พบกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ “ให้เราสร้างเมืองขึ้น” ประชาชนกล่าว “และก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า” (ข้อ 4) ความพยายามนี้ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือคนเหล่านั้นทำเพื่อ “เราจะได้สร้างชื่อให้กับตนเอง” (ข้อ 4 TNCV)
เราสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อตัวเราเองและเพื่อความสำเร็จของเรา นี่เป็นปัญหาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อมาพระคัมภีร์เล่าถึงแรงจูงใจของซาโลมอนในการสร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องตรงกันข้าม “ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะสร้างพระนิเวศสำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า” (1 พกษ.5:5)
ซาโลมอนเข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นจำเป็นต้องนำไปสู่พระเจ้า ไม่ใช่ตัวพระองค์เอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญจนพระองค์ประพันธ์ไว้เป็นบทเพลง ในเพลงสดุดีบทที่ 127 เริ่มด้วยว่า “ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า” (ข้อ 1) เหมือนกับการสร้างป้อมในวัยเด็กของผม สิ่งที่เราสร้างจะไม่คงอยู่ แต่พระนามของพระเจ้าและสิ่งที่เราทำเพื่อพระองค์จะมีความสำคัญอย่างยั่งยืน

คุณกำลังสร้างสิ่งใดให้กับชีวิตของคุณ ชีวิตของคุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดทรงยกโทษในยามที่ข้าพระองค์ ให้ความสำคัญกับตนเอง ไม่ใช่สิ่งซึ่งพระองค์กำลังกระทำในโลกนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาทั้งหลายจึงว่า “มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้น...ให้เราทำชื่อเสียงไว้” [ ปฐมกาล 11:4 ]

ตอนผมยังเป็นเด็กอยู่ที่รัฐโอไฮโอ เราอาศัยใกล้โครงการก่อสร้างจำนวนมาก ผมกับเพื่อนๆได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านั้นจึงรวบรวมเศษวัสดุที่ทิ้งแล้วมาสร้างป้อม โดยยืมเครื่องมือจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ก้าวด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ก้าวด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3b26d1ab-fa4d-44e0-b39f-4e8858caf825</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/05899787</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะความเชื่อบิดามารดาจึงได้ซ่อน [โมเสส] ไว้...และบิดามารดาของท่านไม่ได้กลัวคำสั่งของกษัตริย์เลย [ ฮีบรู 11:23 ]</p>
<p><br></p>
<p>จอห์นเสียใจมากเมื่อเขาตกงาน เพราะอาชีพการงานของเขาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นแต่เขารู้ว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่ง เขาจึงเริ่มอธิษฐานของานที่เหมาะสม แล้วจอห์นก็ปรับประวัติส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน อ่านเคล็ดลับการสัมภาษณ์และโทรศัพท์ไปหลายที่ หลังสมัครงานมาหลายสัปดาห์ เขาก็ตอบรับตำแหน่งใหม่ซึ่งมีตารางงานที่ดีและการเดินทางสะดวก การเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อและการจัดเตรียมของพระเจ้ามาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ</p>
<p>เหตุการณ์ที่น่าทึ่งกว่านี้เกิดขึ้นกับโยเคเบด (อพย.6:20) และครอบครัวของนางในช่วงเวลาที่อิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์มีพระราชกฤษฎีกาให้เอาบุตรชายชาวฮีบรูที่เพิ่งเกิดทุกคนไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์ (1:22) โยเคเบดคงจะหวาดกลัวมาก นางไม่อาจเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่มีบางอย่างที่นางก้าวออกมาทำได้โดยเชื่อฟังพระเจ้าและพยายามช่วยบุตรชายของนาง นางซ่อนบุตรไว้จากชาวอียิปต์ด้วยความเชื่อ นางสานตระกร้ากันน้ำจากต้นกก แล้ว “วางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ” (2:3) พระเจ้าทรงก้าวเข้ามารักษาชีวิตบุตรนั้นไว้อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 5-10) และต่อมาภายหลังทรงใช้เขาให้ปลดปล่อยชนอิสราเอลทั้งสิ้นจากการเป็นทาส (3:10)</p>
<p>จอห์นกับนางโยเคเบดได้ทำสิ่งที่ต่างกันมาก แต่เรื่องราวของเขาทั้งสองมีเครื่องหมายแห่งการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความกลัวอาจทำให้เราเป็นอัมพาต และแม้ว่าผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดหรือหวังไว้ แต่ความเชื่อให้กำลังแก่เราที่จะยังคงไว้วางใจในความดีของพระเจ้าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณพบว่าตัวเองรู้สึกกลัวหรือกังวลจนไม่สามารถขยับตัวได้ คุณจะก้าวต่อไปอย่างสัตย์ซื่อด้วยการถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวไปอย่างสัตย์ซื่อ บนเส้นทางที่พระองค์ทรงมีไว้เพื่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะความเชื่อบิดามารดาจึงได้ซ่อน [โมเสส] ไว้...และบิดามารดาของท่านไม่ได้กลัวคำสั่งของกษัตริย์เลย [ ฮีบรู 11:23 ]</p>
<p><br></p>
<p>จอห์นเสียใจมากเมื่อเขาตกงาน เพราะอาชีพการงานของเขาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นแต่เขารู้ว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่ง เขาจึงเริ่มอธิษฐานของานที่เหมาะสม แล้วจอห์นก็ปรับประวัติส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน อ่านเคล็ดลับการสัมภาษณ์และโทรศัพท์ไปหลายที่ หลังสมัครงานมาหลายสัปดาห์ เขาก็ตอบรับตำแหน่งใหม่ซึ่งมีตารางงานที่ดีและการเดินทางสะดวก การเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อและการจัดเตรียมของพระเจ้ามาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ</p>
<p>เหตุการณ์ที่น่าทึ่งกว่านี้เกิดขึ้นกับโยเคเบด (อพย.6:20) และครอบครัวของนางในช่วงเวลาที่อิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์มีพระราชกฤษฎีกาให้เอาบุตรชายชาวฮีบรูที่เพิ่งเกิดทุกคนไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์ (1:22) โยเคเบดคงจะหวาดกลัวมาก นางไม่อาจเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่มีบางอย่างที่นางก้าวออกมาทำได้โดยเชื่อฟังพระเจ้าและพยายามช่วยบุตรชายของนาง นางซ่อนบุตรไว้จากชาวอียิปต์ด้วยความเชื่อ นางสานตระกร้ากันน้ำจากต้นกก แล้ว “วางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ” (2:3) พระเจ้าทรงก้าวเข้ามารักษาชีวิตบุตรนั้นไว้อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 5-10) และต่อมาภายหลังทรงใช้เขาให้ปลดปล่อยชนอิสราเอลทั้งสิ้นจากการเป็นทาส (3:10)</p>
<p>จอห์นกับนางโยเคเบดได้ทำสิ่งที่ต่างกันมาก แต่เรื่องราวของเขาทั้งสองมีเครื่องหมายแห่งการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความกลัวอาจทำให้เราเป็นอัมพาต และแม้ว่าผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดหรือหวังไว้ แต่ความเชื่อให้กำลังแก่เราที่จะยังคงไว้วางใจในความดีของพระเจ้าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณพบว่าตัวเองรู้สึกกลัวหรือกังวลจนไม่สามารถขยับตัวได้ คุณจะก้าวต่อไปอย่างสัตย์ซื่อด้วยการถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวไปอย่างสัตย์ซื่อ บนเส้นทางที่พระองค์ทรงมีไว้เพื่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/05899787/acf63ee0.mp3" length="11679621" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะความเชื่อบิดามารดาจึงได้ซ่อน [โมเสส] ไว้...และบิดามารดาของท่านไม่ได้กลัวคำสั่งของกษัตริย์เลย [ ฮีบรู 11:23 ]

จอห์นเสียใจมากเมื่อเขาตกงาน เพราะอาชีพการงานของเขาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นแต่เขารู้ว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่ที่ไหนสักแห่ง เขาจึงเริ่มอธิษฐานของานที่เหมาะสม แล้วจอห์นก็ปรับประวัติส่วนตัวให้เป็นปัจจุบัน อ่านเคล็ดลับการสัมภาษณ์และโทรศัพท์ไปหลายที่ หลังสมัครงานมาหลายสัปดาห์ เขาก็ตอบรับตำแหน่งใหม่ซึ่งมีตารางงานที่ดีและการเดินทางสะดวก การเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อและการจัดเตรียมของพระเจ้ามาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เหตุการณ์ที่น่าทึ่งกว่านี้เกิดขึ้นกับโยเคเบด (อพย.6:20) และครอบครัวของนางในช่วงเวลาที่อิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์มีพระราชกฤษฎีกาให้เอาบุตรชายชาวฮีบรูที่เพิ่งเกิดทุกคนไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์ (1:22) โยเคเบดคงจะหวาดกลัวมาก นางไม่อาจเปลี่ยนกฎหมายได้ แต่มีบางอย่างที่นางก้าวออกมาทำได้โดยเชื่อฟังพระเจ้าและพยายามช่วยบุตรชายของนาง นางซ่อนบุตรไว้จากชาวอียิปต์ด้วยความเชื่อ นางสานตระกร้ากันน้ำจากต้นกก แล้ว “วางไว้ที่กอปรือริมแม่น้ำ” (2:3) พระเจ้าทรงก้าวเข้ามารักษาชีวิตบุตรนั้นไว้อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 5-10) และต่อมาภายหลังทรงใช้เขาให้ปลดปล่อยชนอิสราเอลทั้งสิ้นจากการเป็นทาส (3:10)
จอห์นกับนางโยเคเบดได้ทำสิ่งที่ต่างกันมาก แต่เรื่องราวของเขาทั้งสองมีเครื่องหมายแห่งการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความกลัวอาจทำให้เราเป็นอัมพาต และแม้ว่าผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดหรือหวังไว้ แต่ความเชื่อให้กำลังแก่เราที่จะยังคงไว้วางใจในความดีของพระเจ้าไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

เมื่อใดที่คุณพบว่าตัวเองรู้สึกกลัวหรือกังวลจนไม่สามารถขยับตัวได้ คุณจะก้าวต่อไปอย่างสัตย์ซื่อด้วยการถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวไปอย่างสัตย์ซื่อ บนเส้นทางที่พระองค์ทรงมีไว้เพื่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะความเชื่อบิดามารดาจึงได้ซ่อน [โมเสส] ไว้...และบิดามารดาของท่านไม่ได้กลัวคำสั่งของกษัตริย์เลย [ ฮีบรู 11:23 ]

จอห์นเสียใจมากเมื่อเขาตกงาน เพราะอาชีพการงานของเขาใกล้จะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นแต่เขารู้ว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นใหม่ท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสดงความเมตตา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แสดงความเมตตา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3877b5f6-d026-41a8-92d5-ee2a39d05a05</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/019bb850</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอพระองค์อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:22 ]</p>
<p><br></p>
<p>ในนวนิยายชื่อ เรื่องของเกรซ (About Grace) เดวิด วิงค์เลอร์ปรารถนาจะได้พบลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และเฮอร์แมน ชีลเลอร์คือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะลูกสาวของเดวิดเกิดจากการที่เขามีความสัมพันธ์กับภรรยาของเฮอร์แมน และเฮอร์แมนเตือนว่าอย่าติดต่อกับพวกเขาอีก</p>
<p>หลายสิบปีผ่านไปก่อนที่เดวิดจะเขียนจดหมายถึงเฮอร์แมนเพื่อขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไป “ชีวิตผมมีบางอย่างขาดหายไป เพราะผมแทบไม่รู้เรื่องของลูกสาวเลย” เขากล่าวและวิงวอนขอข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เขารอดูว่าเฮอร์แมนจะช่วยเขาหรือไม่</p>
<p>เราควรปฏิบัติต่อผู้ที่ทำผิดต่อเราอย่างไร กษัตริย์ของอิสราเอลเผชิญกับคำถามนี้หลังจากที่ศัตรูของพระองค์ถูกมอบไว้ในมือของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (2 พกษ.6:8-20) “จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ” พระองค์ถามผู้เผยพระวจนะเอลีชา เอลีชาตอบว่า “อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม แล้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด” (ข้อ 21-22) ด้วยการแสดงความเมตตานี้ อิสราเอลจึงพบสันติภาพกับศัตรู (ข้อ 23)</p>
<p>เฮอร์แมนตอบจดหมายของเดวิด เชิญเขามาบ้านและทำอาหารเลี้ยงเขา “ข้าแต่พระเยซูเจ้า” เขาอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร “ขอบคุณพระองค์ที่ทรงคุ้มครองดูแลข้าพระองค์และเดวิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เขาช่วยให้เดวิดได้พบกับลูกสาว และเดวิดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ในเวลาต่อมา ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การที่เราแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำผิดต่อเรานั้น มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์คือพระพรเหนือชีวิตของเรา</p>
<p><br><strong>การแสดงความเมตตาของใครในอดีตที่ผ่านมาที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณ วันนี้คุณจะแสดงความเมตตาให้กับใครสักคนได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า ขอโปรดประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์ในวันนี้ เพื่อจะมอบความเมตตาให้กับผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอพระองค์อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:22 ]</p>
<p><br></p>
<p>ในนวนิยายชื่อ เรื่องของเกรซ (About Grace) เดวิด วิงค์เลอร์ปรารถนาจะได้พบลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และเฮอร์แมน ชีลเลอร์คือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะลูกสาวของเดวิดเกิดจากการที่เขามีความสัมพันธ์กับภรรยาของเฮอร์แมน และเฮอร์แมนเตือนว่าอย่าติดต่อกับพวกเขาอีก</p>
<p>หลายสิบปีผ่านไปก่อนที่เดวิดจะเขียนจดหมายถึงเฮอร์แมนเพื่อขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไป “ชีวิตผมมีบางอย่างขาดหายไป เพราะผมแทบไม่รู้เรื่องของลูกสาวเลย” เขากล่าวและวิงวอนขอข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เขารอดูว่าเฮอร์แมนจะช่วยเขาหรือไม่</p>
<p>เราควรปฏิบัติต่อผู้ที่ทำผิดต่อเราอย่างไร กษัตริย์ของอิสราเอลเผชิญกับคำถามนี้หลังจากที่ศัตรูของพระองค์ถูกมอบไว้ในมือของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (2 พกษ.6:8-20) “จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ” พระองค์ถามผู้เผยพระวจนะเอลีชา เอลีชาตอบว่า “อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม แล้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด” (ข้อ 21-22) ด้วยการแสดงความเมตตานี้ อิสราเอลจึงพบสันติภาพกับศัตรู (ข้อ 23)</p>
<p>เฮอร์แมนตอบจดหมายของเดวิด เชิญเขามาบ้านและทำอาหารเลี้ยงเขา “ข้าแต่พระเยซูเจ้า” เขาอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร “ขอบคุณพระองค์ที่ทรงคุ้มครองดูแลข้าพระองค์และเดวิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เขาช่วยให้เดวิดได้พบกับลูกสาว และเดวิดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ในเวลาต่อมา ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การที่เราแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำผิดต่อเรานั้น มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์คือพระพรเหนือชีวิตของเรา</p>
<p><br><strong>การแสดงความเมตตาของใครในอดีตที่ผ่านมาที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณ วันนี้คุณจะแสดงความเมตตาให้กับใครสักคนได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า ขอโปรดประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์ในวันนี้ เพื่อจะมอบความเมตตาให้กับผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Dec 2024 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/019bb850/d1314282.mp3" length="12494461" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>781</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอพระองค์อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:22 ]

ในนวนิยายชื่อ เรื่องของเกรซ (About Grace) เดวิด วิงค์เลอร์ปรารถนาจะได้พบลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และเฮอร์แมน ชีลเลอร์คือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะลูกสาวของเดวิดเกิดจากการที่เขามีความสัมพันธ์กับภรรยาของเฮอร์แมน และเฮอร์แมนเตือนว่าอย่าติดต่อกับพวกเขาอีก
หลายสิบปีผ่านไปก่อนที่เดวิดจะเขียนจดหมายถึงเฮอร์แมนเพื่อขอโทษในสิ่งที่เขาทำลงไป “ชีวิตผมมีบางอย่างขาดหายไป เพราะผมแทบไม่รู้เรื่องของลูกสาวเลย” เขากล่าวและวิงวอนขอข้อมูลเกี่ยวกับเธอ เขารอดูว่าเฮอร์แมนจะช่วยเขาหรือไม่
เราควรปฏิบัติต่อผู้ที่ทำผิดต่อเราอย่างไร กษัตริย์ของอิสราเอลเผชิญกับคำถามนี้หลังจากที่ศัตรูของพระองค์ถูกมอบไว้ในมือของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (2 พกษ.6:8-20) “จะให้ข้าพเจ้าฆ่าเขาเสียหรือ” พระองค์ถามผู้เผยพระวจนะเอลีชา เอลีชาตอบว่า “อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม แล้วปล่อยให้เขาไปหาเจ้านายของเขาเถิด” (ข้อ 21-22) ด้วยการแสดงความเมตตานี้ อิสราเอลจึงพบสันติภาพกับศัตรู (ข้อ 23)
เฮอร์แมนตอบจดหมายของเดวิด เชิญเขามาบ้านและทำอาหารเลี้ยงเขา “ข้าแต่พระเยซูเจ้า” เขาอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร “ขอบคุณพระองค์ที่ทรงคุ้มครองดูแลข้าพระองค์และเดวิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา” เขาช่วยให้เดวิดได้พบกับลูกสาว และเดวิดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ในเวลาต่อมา ในพระหัตถ์ของพระเจ้า การที่เราแสดงความเมตตาต่อคนที่ทำผิดต่อเรานั้น มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์คือพระพรเหนือชีวิตของเรา
การแสดงความเมตตาของใครในอดีตที่ผ่านมาที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณ วันนี้คุณจะแสดงความเมตตาให้กับใครสักคนได้อย่างไร
พระเยซูเจ้า ขอโปรดประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์ในวันนี้ เพื่อจะมอบความเมตตาให้กับผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอพระองค์อย่าทรงประหารเขาเสีย...ขอทรงโปรดจัดอาหารและน้ำให้เขารับประทานและดื่ม [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:22 ]

ในนวนิยายชื่อ เรื่องของเกรซ (About Grace) เดวิด วิงค์เลอร์ปรารถนาจะได้พบลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และเฮอร์แมน ชีลเลอร์คือคนเดียวที่จะช่วยเขาได้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bd0bdd98-4dfe-4893-aca5-b53b12af11b4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/514f4383</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จิตใจข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์” [ สดุดี 27:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ปี2022 เป็นปีที่พิเศษมากสำหรับผมและภรรยา นั่นคือปีที่โซเฟีย แอชลีย์หลานสาวของเราเกิด เธอเป็นหลานสาวคนเดียวในบรรดาหลานแปดคน ปู่ย่าของโซเฟียยิ้มไม่หยุด! เมื่อลูกชายของเราโทรผ่านวิดีโอคอล ความตื่นเต้นก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก ผมกับภรรยาอาจอยู่คนละห้องกัน แต่เสียงร้องดังด้วยความสุขของเธอบอกให้รู้ว่าเธอได้เห็นหน้าโซเฟียแล้ว ในปัจจุบันนี้แค่โทรหรือกดเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น เราก็ได้เห็นคนที่รักซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปแล้ว</p>
<p>การที่เราได้เห็นหน้าคนที่เรากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การพูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยการอธิษฐานโดยตระหนักถึงการทรงสถิตของพระองค์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ในสดุดี 27 ดาวิดอธิษฐานท่ามกลางศัตรู เพื่อทูลขอความช่วยเหลือซึ่งเกินความสามารถที่คนใกล้ชิดที่สุดจะช่วยได้ (ข้อ 10-12) โดยรวมถึงถ้อยคำต่อไปนี้ “พระองค์ตรัสแล้วว่า ‘จงหาหน้าของเรา’ จิตใจของข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์’” (ข้อ 8)</p>
<p>ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะบังคับเราให้ “แสวงพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 8) แต่นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาเดียวที่เราควรจะร่วมสามัคคีธรรมหน้าต่อหน้ากับผู้ซึ่ง “พระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” ที่ “ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (16:11) หากคุณตั้งใจฟังอย่างใกล้ชิด คุณอาจได้ยินพระองค์ตรัสในเวลาใดก็ได้ว่า “จงหาหน้าของเรา”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ในช่วงเวลาใดของวัน ที่คุณพบว่าจิตใจของคุณพร้อมเข้าหาพระเจ้าได้มากที่สุด การสามัคคีธรรมกับพระองค์เป็นประจำจะเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับ “วันแห่งความทุกข์ยาก” ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ สรรเสริญพระองค์สำหรับสิทธิพิเศษที่ได้พูดคุยต่อพระพักตร์พระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์พร้อมอยู่ทุกเวลาที่จะอยู่จำเพาะพระพักตร์พระองค์ในการอธิษฐาน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จิตใจข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์” [ สดุดี 27:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ปี2022 เป็นปีที่พิเศษมากสำหรับผมและภรรยา นั่นคือปีที่โซเฟีย แอชลีย์หลานสาวของเราเกิด เธอเป็นหลานสาวคนเดียวในบรรดาหลานแปดคน ปู่ย่าของโซเฟียยิ้มไม่หยุด! เมื่อลูกชายของเราโทรผ่านวิดีโอคอล ความตื่นเต้นก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก ผมกับภรรยาอาจอยู่คนละห้องกัน แต่เสียงร้องดังด้วยความสุขของเธอบอกให้รู้ว่าเธอได้เห็นหน้าโซเฟียแล้ว ในปัจจุบันนี้แค่โทรหรือกดเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น เราก็ได้เห็นคนที่รักซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปแล้ว</p>
<p>การที่เราได้เห็นหน้าคนที่เรากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การพูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยการอธิษฐานโดยตระหนักถึงการทรงสถิตของพระองค์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ในสดุดี 27 ดาวิดอธิษฐานท่ามกลางศัตรู เพื่อทูลขอความช่วยเหลือซึ่งเกินความสามารถที่คนใกล้ชิดที่สุดจะช่วยได้ (ข้อ 10-12) โดยรวมถึงถ้อยคำต่อไปนี้ “พระองค์ตรัสแล้วว่า ‘จงหาหน้าของเรา’ จิตใจของข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์’” (ข้อ 8)</p>
<p>ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะบังคับเราให้ “แสวงพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 8) แต่นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาเดียวที่เราควรจะร่วมสามัคคีธรรมหน้าต่อหน้ากับผู้ซึ่ง “พระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” ที่ “ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (16:11) หากคุณตั้งใจฟังอย่างใกล้ชิด คุณอาจได้ยินพระองค์ตรัสในเวลาใดก็ได้ว่า “จงหาหน้าของเรา”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ในช่วงเวลาใดของวัน ที่คุณพบว่าจิตใจของคุณพร้อมเข้าหาพระเจ้าได้มากที่สุด การสามัคคีธรรมกับพระองค์เป็นประจำจะเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับ “วันแห่งความทุกข์ยาก” ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ สรรเสริญพระองค์สำหรับสิทธิพิเศษที่ได้พูดคุยต่อพระพักตร์พระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์พร้อมอยู่ทุกเวลาที่จะอยู่จำเพาะพระพักตร์พระองค์ในการอธิษฐาน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 25 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/514f4383/186c396c.mp3" length="10836757" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>678</itunes:duration>
      <itunes:summary>จิตใจข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์” [ สดุดี 27:8 ]

ปี2022 เป็นปีที่พิเศษมากสำหรับผมและภรรยา นั่นคือปีที่โซเฟีย แอชลีย์หลานสาวของเราเกิด เธอเป็นหลานสาวคนเดียวในบรรดาหลานแปดคน ปู่ย่าของโซเฟียยิ้มไม่หยุด! เมื่อลูกชายของเราโทรผ่านวิดีโอคอล ความตื่นเต้นก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก ผมกับภรรยาอาจอยู่คนละห้องกัน แต่เสียงร้องดังด้วยความสุขของเธอบอกให้รู้ว่าเธอได้เห็นหน้าโซเฟียแล้ว ในปัจจุบันนี้แค่โทรหรือกดเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น เราก็ได้เห็นคนที่รักซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปแล้ว
การที่เราได้เห็นหน้าคนที่เรากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยนั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหม่ แต่การพูดคุยต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยการอธิษฐานโดยตระหนักถึงการทรงสถิตของพระองค์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ในสดุดี 27 ดาวิดอธิษฐานท่ามกลางศัตรู เพื่อทูลขอความช่วยเหลือซึ่งเกินความสามารถที่คนใกล้ชิดที่สุดจะช่วยได้ (ข้อ 10-12) โดยรวมถึงถ้อยคำต่อไปนี้ “พระองค์ตรัสแล้วว่า ‘จงหาหน้าของเรา’ จิตใจของข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์’” (ข้อ 8)
ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะบังคับเราให้ “แสวงพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 8) แต่นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาเดียวที่เราควรจะร่วมสามัคคีธรรมหน้าต่อหน้ากับผู้ซึ่ง “พระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น” ที่ “ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (16:11) หากคุณตั้งใจฟังอย่างใกล้ชิด คุณอาจได้ยินพระองค์ตรัสในเวลาใดก็ได้ว่า “จงหาหน้าของเรา”

ในช่วงเวลาใดของวัน ที่คุณพบว่าจิตใจของคุณพร้อมเข้าหาพระเจ้าได้มากที่สุด การสามัคคีธรรมกับพระองค์เป็นประจำจะเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับ “วันแห่งความทุกข์ยาก” ได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ สรรเสริญพระองค์สำหรับสิทธิพิเศษที่ได้พูดคุยต่อพระพักตร์พระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์พร้อมอยู่ทุกเวลาที่จะอยู่จำเพาะพระพักตร์พระองค์ในการอธิษฐาน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จิตใจข้าพระองค์ทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์แสวงพระพักตร์ของพระองค์” [ สดุดี 27:8 ]

ปี2022 เป็นปีที่พิเศษมากสำหรับผมและภรรยา นั่นคือปีที่โซเฟีย แอชลีย์หลานสาวของเราเกิด เธอเป็นหลานสาวคนเดียวในบรรดาหลานแปดคน ปู่ย่าของโซเฟียยิ้มไม่หยุด! เมื่อลูกช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต้อนรับพระกุมารเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ต้อนรับพระกุมารเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3a8fcb33-ed2c-476a-b355-b1eb862a5667</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/42e90577</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า [ ลูกา 2:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เรารู้สึกเหมือนรอคอยมาเนิ่นนาน ที่จะได้ฟังข่าวว่าเพื่อนบ้านที่ตั้งครรภ์นั้นได้ต้อนรับลูกคนแรกที่เกิดมาแล้ว ในที่สุดเมื่อมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นที่สนามหน้าบ้านของพวกเขาว่า “เป็นเด็กผู้หญิง!” เราจึงได้เฉลิมฉลองวันเกิดลูกสาวของพวกเขา และส่งข้อความหาเพื่อนๆที่อาจไม่รู้ข่าวนี้</p>
<p>การมาของทารกคนหนึ่งก็ก่อให้เกิดความตื่นเต้นอย่างมากในการรอคอย ก่อนพระเยซูทรงบังเกิด ชาวยิวไม่ได้รอคอยเพียงแค่ไม่กี่เดือน พวกเขาโหยหาการมาบังเกิดของพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยที่ชนชาติอิสราเอลคาดหวังมาหลายชั่วอายุคน ฉันจินตนาการว่าตลอดหลายปีเหล่านั้น ชาวยิวที่สัตย์ซื่อคงสงสัยว่าในช่วงชีวิตของตน จะได้เห็นพระสัญญานี้สำเร็จเป็นจริงหรือไม่</p>
<p>ในคืนหนึ่งข่าวที่รอคอยมานานก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่คนเลี้ยงแกะในเมืองเบธเลเฮม ประกาศว่าพระเมสสิยาห์มาบังเกิดแล้ว โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” (ลก.2:12) เมื่อคนเลี้ยงแกะได้พบพระเยซู พวกเขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าและ “เล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น” (ข้อ 17)</p>
<p>พระเจ้าทรงต้องการให้คนเลี้ยงแกะรู้ว่าทารกที่รอคอยมานานได้มาปรากฏ แล้ว เพื่อพวกเขาจะเล่าให้คนอื่นฟังถึงการมาบังเกิดของพระเยซู เรายังคงเฉลิมฉลองการทรงบังเกิดของพระองค์ เพราะพระชนม์ชีพของพระองค์ช่วยให้ทุกคนที่เชื่อรอดพ้นจากโลกที่แตกสลายนี้ เราไม่ต้องรอคอยเพื่อจะได้รู้จักกับสันติสุขและมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีอีกต่อไป นี่เป็นข่าวดีซึ่งคู่ควรที่จะป่าวประกาศ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าคนเลี้ยงแกะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวนี้ คุณจะแบ่งปันข่าวดีเรื่องการมาบังเกิดของพระเยซูอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า เราต้องการให้ทุกคนได้รู้ว่า การมาบังเกิดของพระองค์นั้นเป็นข่าวดี</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า [ ลูกา 2:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เรารู้สึกเหมือนรอคอยมาเนิ่นนาน ที่จะได้ฟังข่าวว่าเพื่อนบ้านที่ตั้งครรภ์นั้นได้ต้อนรับลูกคนแรกที่เกิดมาแล้ว ในที่สุดเมื่อมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นที่สนามหน้าบ้านของพวกเขาว่า “เป็นเด็กผู้หญิง!” เราจึงได้เฉลิมฉลองวันเกิดลูกสาวของพวกเขา และส่งข้อความหาเพื่อนๆที่อาจไม่รู้ข่าวนี้</p>
<p>การมาของทารกคนหนึ่งก็ก่อให้เกิดความตื่นเต้นอย่างมากในการรอคอย ก่อนพระเยซูทรงบังเกิด ชาวยิวไม่ได้รอคอยเพียงแค่ไม่กี่เดือน พวกเขาโหยหาการมาบังเกิดของพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยที่ชนชาติอิสราเอลคาดหวังมาหลายชั่วอายุคน ฉันจินตนาการว่าตลอดหลายปีเหล่านั้น ชาวยิวที่สัตย์ซื่อคงสงสัยว่าในช่วงชีวิตของตน จะได้เห็นพระสัญญานี้สำเร็จเป็นจริงหรือไม่</p>
<p>ในคืนหนึ่งข่าวที่รอคอยมานานก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่คนเลี้ยงแกะในเมืองเบธเลเฮม ประกาศว่าพระเมสสิยาห์มาบังเกิดแล้ว โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” (ลก.2:12) เมื่อคนเลี้ยงแกะได้พบพระเยซู พวกเขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าและ “เล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น” (ข้อ 17)</p>
<p>พระเจ้าทรงต้องการให้คนเลี้ยงแกะรู้ว่าทารกที่รอคอยมานานได้มาปรากฏ แล้ว เพื่อพวกเขาจะเล่าให้คนอื่นฟังถึงการมาบังเกิดของพระเยซู เรายังคงเฉลิมฉลองการทรงบังเกิดของพระองค์ เพราะพระชนม์ชีพของพระองค์ช่วยให้ทุกคนที่เชื่อรอดพ้นจากโลกที่แตกสลายนี้ เราไม่ต้องรอคอยเพื่อจะได้รู้จักกับสันติสุขและมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีอีกต่อไป นี่เป็นข่าวดีซึ่งคู่ควรที่จะป่าวประกาศ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าคนเลี้ยงแกะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวนี้ คุณจะแบ่งปันข่าวดีเรื่องการมาบังเกิดของพระเยซูอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า เราต้องการให้ทุกคนได้รู้ว่า การมาบังเกิดของพระองค์นั้นเป็นข่าวดี</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 24 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/42e90577/e54bf217.mp3" length="12169225" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า [ ลูกา 2:12 ]

เรารู้สึกเหมือนรอคอยมาเนิ่นนาน ที่จะได้ฟังข่าวว่าเพื่อนบ้านที่ตั้งครรภ์นั้นได้ต้อนรับลูกคนแรกที่เกิดมาแล้ว ในที่สุดเมื่อมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นที่สนามหน้าบ้านของพวกเขาว่า “เป็นเด็กผู้หญิง!” เราจึงได้เฉลิมฉลองวันเกิดลูกสาวของพวกเขา และส่งข้อความหาเพื่อนๆที่อาจไม่รู้ข่าวนี้
การมาของทารกคนหนึ่งก็ก่อให้เกิดความตื่นเต้นอย่างมากในการรอคอย ก่อนพระเยซูทรงบังเกิด ชาวยิวไม่ได้รอคอยเพียงแค่ไม่กี่เดือน พวกเขาโหยหาการมาบังเกิดของพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยที่ชนชาติอิสราเอลคาดหวังมาหลายชั่วอายุคน ฉันจินตนาการว่าตลอดหลายปีเหล่านั้น ชาวยิวที่สัตย์ซื่อคงสงสัยว่าในช่วงชีวิตของตน จะได้เห็นพระสัญญานี้สำเร็จเป็นจริงหรือไม่
ในคืนหนึ่งข่าวที่รอคอยมานานก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อทูตองค์หนึ่งปรากฏแก่คนเลี้ยงแกะในเมืองเบธเลเฮม ประกาศว่าพระเมสสิยาห์มาบังเกิดแล้ว โดยกล่าวว่า “นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” (ลก.2:12) เมื่อคนเลี้ยงแกะได้พบพระเยซู พวกเขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าและ “เล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น” (ข้อ 17)
พระเจ้าทรงต้องการให้คนเลี้ยงแกะรู้ว่าทารกที่รอคอยมานานได้มาปรากฏ แล้ว เพื่อพวกเขาจะเล่าให้คนอื่นฟังถึงการมาบังเกิดของพระเยซู เรายังคงเฉลิมฉลองการทรงบังเกิดของพระองค์ เพราะพระชนม์ชีพของพระองค์ช่วยให้ทุกคนที่เชื่อรอดพ้นจากโลกที่แตกสลายนี้ เราไม่ต้องรอคอยเพื่อจะได้รู้จักกับสันติสุขและมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีอีกต่อไป นี่เป็นข่าวดีซึ่งคู่ควรที่จะป่าวประกาศ!

คุณคิดว่าคนเลี้ยงแกะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินข่าวนี้ คุณจะแบ่งปันข่าวดีเรื่องการมาบังเกิดของพระเยซูอย่างไร
พระเยซูเจ้า เราต้องการให้ทุกคนได้รู้ว่า การมาบังเกิดของพระองค์นั้นเป็นข่าวดี</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า [ ลูกา 2:12 ]

เรารู้สึกเหมือนรอคอยมาเนิ่นนาน ที่จะได้ฟังข่าวว่าเพื่อนบ้านที่ตั้งครรภ์นั้นได้ต้อนรับลูกคนแรกที่เกิดมาแล้ว ในที่สุดเมื่อมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นที่สนามหน้าบ้านของพวกเขาว่า “เป็นเด็กผู้หญิง!” เรา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความสว่างของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความสว่างของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cd9872cc-ddf3-4b64-951c-320446d7cf9f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d9899955</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันกับสามีชื่นชมยินดีทุกครั้งที่ได้ไปนมัสการที่คริสตจักรของเราในคืนก่อนวันคริสต์มาส ในช่วงปีแรกๆของชีวิตแต่งงาน เรามีธรรมเนียมพิเศษอย่างหนึ่ง โดยหลังจากจบการนมัสการเราจะสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นเพื่อเดินป่าขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆที่ซึ่งเราร้อยดวงไฟส่องสว่าง 350 ดวงเป็นรูปดาวไว้บนเสาสูง บ่อยครั้งท่ามกลางหิมะเราจะพูดคุยกันเบาๆที่นั่นเพื่อรำลึกถึงการทรงบังเกิดอันอัศจรรย์ของพระเยซูขณะที่มองลงไปยังตัวเมือง ในเวลาเดียวกันจากหุบเขาเบื้องล่างผู้คนจำนวนมากในเมืองก็เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวสว่างไสวที่ร้อยเรียงไว้้</p>
<p>ดาวดวงนั้นเป็นเครื่องเตือนใจถึงการมาบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด พระคัมภีร์กล่าวถึงโหราจารย์ “จากทิศตะวันออก” มายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อเสาะหา “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชาวยิว” (มธ.2:1-2) พวกเขาเฝ้าดูท้องฟ้าและได้เห็นดวงดาว “ปรากฏขึ้น” (ข้อ 2) การเดินทางนำพวกเขาออกจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังบ้านเบธเลเฮม ดาวนั้น “ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น” (ข้อ 9) ที่นั่นพวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (ข้อ 11)</p>
<p>พระคริสต์ทรงเป็นแหล่งแห่งความสว่างในชีวิตเราทั้งในเชิงคำอุปมาเปรียบเทียบ (ในฐานะผู้นำทางเรา) และตามความเป็นจริงในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวในท้องฟ้า (คส.1:15-16) เช่นเดียวกับที่โหราจารย์มี “ความยินดียิ่งนัก” เมื่อพวกเขาเห็นดวงดาวของพระองค์ (มธ. 2:10) ความยินดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือการได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อสถิตท่ามกลางเรา “เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์” (ยน. 1:14)!</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงนำความสว่างมาสู่ชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะแบ่งปันความสว่างนั้นกับใคร</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงเป็นความสว่างในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันกับสามีชื่นชมยินดีทุกครั้งที่ได้ไปนมัสการที่คริสตจักรของเราในคืนก่อนวันคริสต์มาส ในช่วงปีแรกๆของชีวิตแต่งงาน เรามีธรรมเนียมพิเศษอย่างหนึ่ง โดยหลังจากจบการนมัสการเราจะสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นเพื่อเดินป่าขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆที่ซึ่งเราร้อยดวงไฟส่องสว่าง 350 ดวงเป็นรูปดาวไว้บนเสาสูง บ่อยครั้งท่ามกลางหิมะเราจะพูดคุยกันเบาๆที่นั่นเพื่อรำลึกถึงการทรงบังเกิดอันอัศจรรย์ของพระเยซูขณะที่มองลงไปยังตัวเมือง ในเวลาเดียวกันจากหุบเขาเบื้องล่างผู้คนจำนวนมากในเมืองก็เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวสว่างไสวที่ร้อยเรียงไว้้</p>
<p>ดาวดวงนั้นเป็นเครื่องเตือนใจถึงการมาบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด พระคัมภีร์กล่าวถึงโหราจารย์ “จากทิศตะวันออก” มายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อเสาะหา “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชาวยิว” (มธ.2:1-2) พวกเขาเฝ้าดูท้องฟ้าและได้เห็นดวงดาว “ปรากฏขึ้น” (ข้อ 2) การเดินทางนำพวกเขาออกจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังบ้านเบธเลเฮม ดาวนั้น “ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น” (ข้อ 9) ที่นั่นพวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (ข้อ 11)</p>
<p>พระคริสต์ทรงเป็นแหล่งแห่งความสว่างในชีวิตเราทั้งในเชิงคำอุปมาเปรียบเทียบ (ในฐานะผู้นำทางเรา) และตามความเป็นจริงในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวในท้องฟ้า (คส.1:15-16) เช่นเดียวกับที่โหราจารย์มี “ความยินดียิ่งนัก” เมื่อพวกเขาเห็นดวงดาวของพระองค์ (มธ. 2:10) ความยินดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือการได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อสถิตท่ามกลางเรา “เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์” (ยน. 1:14)!</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงนำความสว่างมาสู่ชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะแบ่งปันความสว่างนั้นกับใคร</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงเป็นความสว่างในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 23 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d9899955/b0e2a5f7.mp3" length="12189197" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]

ฉันกับสามีชื่นชมยินดีทุกครั้งที่ได้ไปนมัสการที่คริสตจักรของเราในคืนก่อนวันคริสต์มาส ในช่วงปีแรกๆของชีวิตแต่งงาน เรามีธรรมเนียมพิเศษอย่างหนึ่ง โดยหลังจากจบการนมัสการเราจะสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นเพื่อเดินป่าขึ้นไปบนเนินเขาใกล้ๆที่ซึ่งเราร้อยดวงไฟส่องสว่าง 350 ดวงเป็นรูปดาวไว้บนเสาสูง บ่อยครั้งท่ามกลางหิมะเราจะพูดคุยกันเบาๆที่นั่นเพื่อรำลึกถึงการทรงบังเกิดอันอัศจรรย์ของพระเยซูขณะที่มองลงไปยังตัวเมือง ในเวลาเดียวกันจากหุบเขาเบื้องล่างผู้คนจำนวนมากในเมืองก็เงยหน้าขึ้นมองดวงดาวสว่างไสวที่ร้อยเรียงไว้้
ดาวดวงนั้นเป็นเครื่องเตือนใจถึงการมาบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอด พระคัมภีร์กล่าวถึงโหราจารย์ “จากทิศตะวันออก” มายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อเสาะหา “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชาวยิว” (มธ.2:1-2) พวกเขาเฝ้าดูท้องฟ้าและได้เห็นดวงดาว “ปรากฏขึ้น” (ข้อ 2) การเดินทางนำพวกเขาออกจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังบ้านเบธเลเฮม ดาวนั้น “ได้นำหน้าเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ที่กุมารอยู่นั้น” (ข้อ 9) ที่นั่นพวกเขา “กราบถวายนมัสการกุมารนั้น” (ข้อ 11)
พระคริสต์ทรงเป็นแหล่งแห่งความสว่างในชีวิตเราทั้งในเชิงคำอุปมาเปรียบเทียบ (ในฐานะผู้นำทางเรา) และตามความเป็นจริงในฐานะที่ทรงเป็นพระผู้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวในท้องฟ้า (คส.1:15-16) เช่นเดียวกับที่โหราจารย์มี “ความยินดียิ่งนัก” เมื่อพวกเขาเห็นดวงดาวของพระองค์ (มธ. 2:10) ความยินดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือการได้รู้จักพระองค์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อสถิตท่ามกลางเรา “เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์” (ยน. 1:14)!

พระเยซูทรงนำความสว่างมาสู่ชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะแบ่งปันความสว่างนั้นกับใคร
ขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงเป็นความสว่างในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]

ฉันกับสามีชื่นชมยินดีทุกครั้งที่ได้ไปนมัสการที่คริสตจักรของเราในคืนก่อนวันคริสต์มาส ในช่วงปีแรกๆของชีวิตแต่งงาน เรามีธรรมเนียมพิเศษอย่างหนึ่ง โดยหลังจากจบการนมัสการเราจะสวมเสื้อผ้าท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความทะเยอทะยานที่เป็นมิตร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความทะเยอทะยานที่เป็นมิตร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c7d72cd0-9437-483d-8819-2f364566616f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/638e1692</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี [ ฮีบรู 10:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เกรกอรี่แห่งนาซิอันซัสและแบซิลแห่งซีซารียาเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของศาสนจักรในศตวรรษที่ 4 อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในฐานะนักศึกษาปรัชญา และต่อมาเกรกอรี่กล่าวว่าพวกเขาเป็นเหมือน “สองคนที่มีวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว”</p>
<p>ด้วยเส้นทางของงานที่คล้ายกันมาก การชิงดีชิงเด่นอาจเกิดขึ้นระหว่างเกรกอรี่กับแบซิล แต่เกรกอรี่อธิบายว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงการล่อลวงนี้โดยการสร้างชีวิตแห่งความเชื่อ ความหวัง และทำความดี ให้เป็น “ความทะเยอทะยานเพียงอย่างเดียว” ของพวกเขา แล้ว “ปลุกใจซึ่งกันและกัน” เพื่อทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าพวกเขาเอง ผลที่ได้คือทั้งคู่เติบโตในความเชื่อและก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำระดับสูงโดยปราศจากการชิงดีชิงเด่น</p>
<p>พระธรรมฮีบรูเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราเข้มแข็งในความเชื่อ(ฮบ.2:1) หนุนใจให้เราจดจ่อใน “ความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (10:23-24) แม้ว่าคำสั่งนี้จะให้ไว้ในบริบทของการประชุม (ข้อ 25) แต่โดยการประยุกต์ใช้กับมิตรภาพของพวกเขา เกรกอรี่และแบซิลแสดงให้เห็นว่า มิตรสหายอาจหนุนใจกันและกันให้เติบโตและหลีกเลี่ยง “รากอันขมขื่นต่างๆ” เช่น การชิงดีชิงเด่นที่อาจงอกขึ้นท่ามกลางพวกเขา (12:15)</p>
<p>จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำให้ความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีเป็นเป้าหมายในมิตรภาพของเรา แล้วสนับสนุนให้เพื่อนๆประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าตัวเราเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพร้อมที่จะช่วยเราทำทั้งสองอย่างนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นสิ่งดีใดบ้างในมิตรภาพของเกรกอรี่กับแบซิล คุณจะหนุนใจให้เพื่อนๆเติบโตในความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดให้มิตรภาพของข้าพระองค์เต็มไปด้วยความเชื่อ ความหวัง และกระทำความดี</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี [ ฮีบรู 10:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เกรกอรี่แห่งนาซิอันซัสและแบซิลแห่งซีซารียาเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของศาสนจักรในศตวรรษที่ 4 อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในฐานะนักศึกษาปรัชญา และต่อมาเกรกอรี่กล่าวว่าพวกเขาเป็นเหมือน “สองคนที่มีวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว”</p>
<p>ด้วยเส้นทางของงานที่คล้ายกันมาก การชิงดีชิงเด่นอาจเกิดขึ้นระหว่างเกรกอรี่กับแบซิล แต่เกรกอรี่อธิบายว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงการล่อลวงนี้โดยการสร้างชีวิตแห่งความเชื่อ ความหวัง และทำความดี ให้เป็น “ความทะเยอทะยานเพียงอย่างเดียว” ของพวกเขา แล้ว “ปลุกใจซึ่งกันและกัน” เพื่อทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าพวกเขาเอง ผลที่ได้คือทั้งคู่เติบโตในความเชื่อและก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำระดับสูงโดยปราศจากการชิงดีชิงเด่น</p>
<p>พระธรรมฮีบรูเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราเข้มแข็งในความเชื่อ(ฮบ.2:1) หนุนใจให้เราจดจ่อใน “ความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (10:23-24) แม้ว่าคำสั่งนี้จะให้ไว้ในบริบทของการประชุม (ข้อ 25) แต่โดยการประยุกต์ใช้กับมิตรภาพของพวกเขา เกรกอรี่และแบซิลแสดงให้เห็นว่า มิตรสหายอาจหนุนใจกันและกันให้เติบโตและหลีกเลี่ยง “รากอันขมขื่นต่างๆ” เช่น การชิงดีชิงเด่นที่อาจงอกขึ้นท่ามกลางพวกเขา (12:15)</p>
<p>จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำให้ความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีเป็นเป้าหมายในมิตรภาพของเรา แล้วสนับสนุนให้เพื่อนๆประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าตัวเราเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพร้อมที่จะช่วยเราทำทั้งสองอย่างนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นสิ่งดีใดบ้างในมิตรภาพของเกรกอรี่กับแบซิล คุณจะหนุนใจให้เพื่อนๆเติบโตในความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดให้มิตรภาพของข้าพระองค์เต็มไปด้วยความเชื่อ ความหวัง และกระทำความดี</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 22 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/638e1692/3278ab13.mp3" length="11588629" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี [ ฮีบรู 10:24 ]

เกรกอรี่แห่งนาซิอันซัสและแบซิลแห่งซีซารียาเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของศาสนจักรในศตวรรษที่ 4 อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในฐานะนักศึกษาปรัชญา และต่อมาเกรกอรี่กล่าวว่าพวกเขาเป็นเหมือน “สองคนที่มีวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว”
ด้วยเส้นทางของงานที่คล้ายกันมาก การชิงดีชิงเด่นอาจเกิดขึ้นระหว่างเกรกอรี่กับแบซิล แต่เกรกอรี่อธิบายว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงการล่อลวงนี้โดยการสร้างชีวิตแห่งความเชื่อ ความหวัง และทำความดี ให้เป็น “ความทะเยอทะยานเพียงอย่างเดียว” ของพวกเขา แล้ว “ปลุกใจซึ่งกันและกัน” เพื่อทำให้คนอื่นประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าพวกเขาเอง ผลที่ได้คือทั้งคู่เติบโตในความเชื่อและก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำระดับสูงโดยปราศจากการชิงดีชิงเด่น
พระธรรมฮีบรูเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราเข้มแข็งในความเชื่อ(ฮบ.2:1) หนุนใจให้เราจดจ่อใน “ความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (10:23-24) แม้ว่าคำสั่งนี้จะให้ไว้ในบริบทของการประชุม (ข้อ 25) แต่โดยการประยุกต์ใช้กับมิตรภาพของพวกเขา เกรกอรี่และแบซิลแสดงให้เห็นว่า มิตรสหายอาจหนุนใจกันและกันให้เติบโตและหลีกเลี่ยง “รากอันขมขื่นต่างๆ” เช่น การชิงดีชิงเด่นที่อาจงอกขึ้นท่ามกลางพวกเขา (12:15)
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำให้ความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีเป็นเป้าหมายในมิตรภาพของเรา แล้วสนับสนุนให้เพื่อนๆประสบความสำเร็จในเป้าหมายนี้มากกว่าตัวเราเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพร้อมที่จะช่วยเราทำทั้งสองอย่างนี้

คุณเห็นสิ่งดีใดบ้างในมิตรภาพของเกรกอรี่กับแบซิล คุณจะหนุนใจให้เพื่อนๆเติบโตในความเชื่อ ความหวัง และการทำความดีได้อย่างไร
พระเยซูเจ้า โปรดให้มิตรภาพของข้าพระองค์เต็มไปด้วยความเชื่อ ความหวัง และกระทำความดี</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี [ ฮีบรู 10:24 ]

เกรกอรี่แห่งนาซิอันซัสและแบซิลแห่งซีซารียาเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของศาสนจักรในศตวรรษที่ 4 อีกทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาพบกันครั้งแรกในฐานะนักศึกษาปรัช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักที่จับต้องได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักที่จับต้องได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7abe5585-afea-4126-92e5-3611d4c6027c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a0e99c09</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะฉันนั่งข้างๆมาร์กาเร็ตเพื่อนซึ่งนอนอยู่ในโรงพยาบาล ฉันเห็นความวุ่นวายและกิจกรรมของผู้ป่วยคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้คนที่มาเยี่ยม หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้แม่ที่ไม่สบายถามมาร์กาเร็ตว่า “ทุกคนที่ผลัดกันมาเยี่ยมคุณเป็นใคร” เธอตอบว่า “พวกเขาเป็นสมาชิกในคริสตจักรของฉัน!” หญิงสาวตั้งข้อสังเกตว่าเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมนั้น “เป็นเหมือนความรักที่จับต้องได้” มาร์กาเร็ตตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ทั้งหมดนี้เกิดจากความรักที่เรามีต่อพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์!”</p>
<p>จากคำตอบของมาร์กาเร็ต เธอสะท้อนให้เห็นถึงอัครทูตยอห์น ซึ่งในบั้น-ปลายชีวิตของท่านได้เขียนจดหมายสามฉบับที่เปี่ยมด้วยความรัก ในจดหมายฉบับแรก ท่านกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น” (1 ยน.4:16) นั่นคือผู้ใดที่ยอมรับว่า “พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15) พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพวกเขาผ่าน “พระวิญญาณของพระองค์” (ข้อ 13) เราจะดูแลผู้อื่นด้วยความรักได้อย่างไร “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” (ข้อ 19)</p>
<p>เพราะของประทานแห่งความรักจากพระเจ้า การมาเยี่ยมมาร์กาเร็ตจึงไม่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับฉันหรือคนอื่นๆในคริสตจักรของเรา ฉันได้รับมากกว่าที่ให้ ไม่เพียงแต่จากมาร์กาเร็ตเท่านั้น แต่ผ่านการสังเกตคำพยานอันอ่อนโยนถึงพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ วันนี้พระเจ้าจะทรงรักผู้อื่นผ่านทางคุณได้อย่างไร</p>
<p><br><strong>คุณเคยประหลาดใจที่มีคนสังเกตเห็นความรักของพระเจ้าในชีวิตคุณเมื่อใด ความรักของพระองค์ปลุกเร้าคุณให้รับใช้ผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์รักเพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อน โปรดทรงเพิ่มพูนความรักในข้าพระองค์เพื่อพระวิญญาณพระองค์จะส่องสว่างผ่านข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะฉันนั่งข้างๆมาร์กาเร็ตเพื่อนซึ่งนอนอยู่ในโรงพยาบาล ฉันเห็นความวุ่นวายและกิจกรรมของผู้ป่วยคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้คนที่มาเยี่ยม หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้แม่ที่ไม่สบายถามมาร์กาเร็ตว่า “ทุกคนที่ผลัดกันมาเยี่ยมคุณเป็นใคร” เธอตอบว่า “พวกเขาเป็นสมาชิกในคริสตจักรของฉัน!” หญิงสาวตั้งข้อสังเกตว่าเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมนั้น “เป็นเหมือนความรักที่จับต้องได้” มาร์กาเร็ตตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ทั้งหมดนี้เกิดจากความรักที่เรามีต่อพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์!”</p>
<p>จากคำตอบของมาร์กาเร็ต เธอสะท้อนให้เห็นถึงอัครทูตยอห์น ซึ่งในบั้น-ปลายชีวิตของท่านได้เขียนจดหมายสามฉบับที่เปี่ยมด้วยความรัก ในจดหมายฉบับแรก ท่านกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น” (1 ยน.4:16) นั่นคือผู้ใดที่ยอมรับว่า “พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15) พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพวกเขาผ่าน “พระวิญญาณของพระองค์” (ข้อ 13) เราจะดูแลผู้อื่นด้วยความรักได้อย่างไร “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” (ข้อ 19)</p>
<p>เพราะของประทานแห่งความรักจากพระเจ้า การมาเยี่ยมมาร์กาเร็ตจึงไม่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับฉันหรือคนอื่นๆในคริสตจักรของเรา ฉันได้รับมากกว่าที่ให้ ไม่เพียงแต่จากมาร์กาเร็ตเท่านั้น แต่ผ่านการสังเกตคำพยานอันอ่อนโยนถึงพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ วันนี้พระเจ้าจะทรงรักผู้อื่นผ่านทางคุณได้อย่างไร</p>
<p><br><strong>คุณเคยประหลาดใจที่มีคนสังเกตเห็นความรักของพระเจ้าในชีวิตคุณเมื่อใด ความรักของพระองค์ปลุกเร้าคุณให้รับใช้ผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์รักเพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อน โปรดทรงเพิ่มพูนความรักในข้าพระองค์เพื่อพระวิญญาณพระองค์จะส่องสว่างผ่านข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 22 Dec 2024 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a0e99c09/5d4c0843.mp3" length="10380555" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>649</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]

ขณะฉันนั่งข้างๆมาร์กาเร็ตเพื่อนซึ่งนอนอยู่ในโรงพยาบาล ฉันเห็นความวุ่นวายและกิจกรรมของผู้ป่วยคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้คนที่มาเยี่ยม หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้แม่ที่ไม่สบายถามมาร์กาเร็ตว่า “ทุกคนที่ผลัดกันมาเยี่ยมคุณเป็นใคร” เธอตอบว่า “พวกเขาเป็นสมาชิกในคริสตจักรของฉัน!” หญิงสาวตั้งข้อสังเกตว่าเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมนั้น “เป็นเหมือนความรักที่จับต้องได้” มาร์กาเร็ตตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ทั้งหมดนี้เกิดจากความรักที่เรามีต่อพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์!”
จากคำตอบของมาร์กาเร็ต เธอสะท้อนให้เห็นถึงอัครทูตยอห์น ซึ่งในบั้น-ปลายชีวิตของท่านได้เขียนจดหมายสามฉบับที่เปี่ยมด้วยความรัก ในจดหมายฉบับแรก ท่านกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น” (1 ยน.4:16) นั่นคือผู้ใดที่ยอมรับว่า “พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15) พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในพวกเขาผ่าน “พระวิญญาณของพระองค์” (ข้อ 13) เราจะดูแลผู้อื่นด้วยความรักได้อย่างไร “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” (ข้อ 19)
เพราะของประทานแห่งความรักจากพระเจ้า การมาเยี่ยมมาร์กาเร็ตจึงไม่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับฉันหรือคนอื่นๆในคริสตจักรของเรา ฉันได้รับมากกว่าที่ให้ ไม่เพียงแต่จากมาร์กาเร็ตเท่านั้น แต่ผ่านการสังเกตคำพยานอันอ่อนโยนถึงพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ วันนี้พระเจ้าจะทรงรักผู้อื่นผ่านทางคุณได้อย่างไร
คุณเคยประหลาดใจที่มีคนสังเกตเห็นความรักของพระเจ้าในชีวิตคุณเมื่อใด ความรักของพระองค์ปลุกเร้าคุณให้รับใช้ผู้อื่นอย่างไร
พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์รักเพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อน โปรดทรงเพิ่มพูนความรักในข้าพระองค์เพื่อพระวิญญาณพระองค์จะส่องสว่างผ่านข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]

ขณะฉันนั่งข้างๆมาร์กาเร็ตเพื่อนซึ่งนอนอยู่ในโรงพยาบาล ฉันเห็นความวุ่นวายและกิจกรรมของผู้ป่วยคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้คนที่มาเยี่ยม หญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้แม่ที่ไม่สบายถามมาร์กาเร็ตว่า </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หน้าต่างสู่ความมหัศจรรย์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หน้าต่างสู่ความมหัศจรรย์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4b59f799-054b-40c7-a2a9-9ae65e607f2b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/101fa9c9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา [ วิวรณ์ 22:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ช่างภาพรอนน์ เมอร์เรย์ชอบอากาศที่หนาวเย็น “อากาศหนาวหมายถึงท้องฟ้าแจ่มใส” เขาอธิบาย “และนั่นจะเปิดหน้าต่างไปสู่ความมหัศจรรย์!”</p>
<p>รอนน์จัดทัวร์ถ่ายภาพในอลาสก้าโดยเฉพาะเพื่อติดตามร่องรอยการแสดงแสงสีที่ตระการตาที่สุดของโลก คือแสงเหนือออโรร่า รอนน์พูดถึงประสบการณ์นี้ว่าเป็นเรื่อง “ฝ่ายจิตวิญญาณ” หากคุณเคยเห็นการแสดงแสงสีรุ้งที่เต้นรำพาดผ่านท้องฟ้า คุณจะเข้าใจว่าทำไม</p>
<p>แต่แสงสว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์แถบขั้วโลกเหนือเท่านั้น แสงใต้ซึ่งแทบจะเหมือนกับแสงเหนือ โดยเกิดขึ้นพร้อมๆกันในแถบขั้วโลกใต้นั้นเป็นแสงสว่างชนิดเดียวกัน</p>
<p>ในการเล่าเรื่องคริสต์มาสของอัครทูตยอห์น ท่านข้ามเรื่องรางหญ้าและคนเลี้ยงแกะไปและมุ่งตรงไปยังพระองค์ผู้ทรง “เป็นความสว่างของมนุษย์” (ยน.1:4) ในเวลาต่อมาเมื่อยอห์นเขียนเกี่ยวกับนครที่คล้ายสวรรค์ ท่านบรรยายถึงแหล่งแห่งความสว่างของนครนั้น “นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น” (วว.21:23) แหล่งแห่งความสว่างนี้คือพระเยซู ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกับที่กล่าวไว้ในยอห์นบทที่ 1 และสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในนครแห่งอนาคตนี้ “กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (22:5)</p>
<p>เมื่อชีวิตของเราสะท้อนให้เห็นถึงความสว่างของโลกนี้ คือองค์พระผู้สร้างแสงเหนือและแสงใต้ เราก็กำลังเปิดหน้าต่างไปสู่สิ่งมหัศจรรย์อย่างแท้จริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติทำให้คุณตื่นตาตื่นใจเมื่อใดและอย่างไร สิ่งใดทำให้คุณไขว้เขวออกนอกทางแห่งการสะท้อนแสงสว่างของพระเจ้ามาสู่โลกนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระผู้สร้างจักรวาล ขอให้ความงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน เตือนข้าพระองค์ว่าพระองค์ทรงเป็นความสว่างแท้ของโลก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา [ วิวรณ์ 22:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ช่างภาพรอนน์ เมอร์เรย์ชอบอากาศที่หนาวเย็น “อากาศหนาวหมายถึงท้องฟ้าแจ่มใส” เขาอธิบาย “และนั่นจะเปิดหน้าต่างไปสู่ความมหัศจรรย์!”</p>
<p>รอนน์จัดทัวร์ถ่ายภาพในอลาสก้าโดยเฉพาะเพื่อติดตามร่องรอยการแสดงแสงสีที่ตระการตาที่สุดของโลก คือแสงเหนือออโรร่า รอนน์พูดถึงประสบการณ์นี้ว่าเป็นเรื่อง “ฝ่ายจิตวิญญาณ” หากคุณเคยเห็นการแสดงแสงสีรุ้งที่เต้นรำพาดผ่านท้องฟ้า คุณจะเข้าใจว่าทำไม</p>
<p>แต่แสงสว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์แถบขั้วโลกเหนือเท่านั้น แสงใต้ซึ่งแทบจะเหมือนกับแสงเหนือ โดยเกิดขึ้นพร้อมๆกันในแถบขั้วโลกใต้นั้นเป็นแสงสว่างชนิดเดียวกัน</p>
<p>ในการเล่าเรื่องคริสต์มาสของอัครทูตยอห์น ท่านข้ามเรื่องรางหญ้าและคนเลี้ยงแกะไปและมุ่งตรงไปยังพระองค์ผู้ทรง “เป็นความสว่างของมนุษย์” (ยน.1:4) ในเวลาต่อมาเมื่อยอห์นเขียนเกี่ยวกับนครที่คล้ายสวรรค์ ท่านบรรยายถึงแหล่งแห่งความสว่างของนครนั้น “นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น” (วว.21:23) แหล่งแห่งความสว่างนี้คือพระเยซู ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกับที่กล่าวไว้ในยอห์นบทที่ 1 และสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในนครแห่งอนาคตนี้ “กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (22:5)</p>
<p>เมื่อชีวิตของเราสะท้อนให้เห็นถึงความสว่างของโลกนี้ คือองค์พระผู้สร้างแสงเหนือและแสงใต้ เราก็กำลังเปิดหน้าต่างไปสู่สิ่งมหัศจรรย์อย่างแท้จริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติทำให้คุณตื่นตาตื่นใจเมื่อใดและอย่างไร สิ่งใดทำให้คุณไขว้เขวออกนอกทางแห่งการสะท้อนแสงสว่างของพระเจ้ามาสู่โลกนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระผู้สร้างจักรวาล ขอให้ความงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน เตือนข้าพระองค์ว่าพระองค์ทรงเป็นความสว่างแท้ของโลก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/101fa9c9/6669b7ab.mp3" length="12070547" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>755</itunes:duration>
      <itunes:summary>กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา [ วิวรณ์ 22:5 ]

ช่างภาพรอนน์ เมอร์เรย์ชอบอากาศที่หนาวเย็น “อากาศหนาวหมายถึงท้องฟ้าแจ่มใส” เขาอธิบาย “และนั่นจะเปิดหน้าต่างไปสู่ความมหัศจรรย์!”
รอนน์จัดทัวร์ถ่ายภาพในอลาสก้าโดยเฉพาะเพื่อติดตามร่องรอยการแสดงแสงสีที่ตระการตาที่สุดของโลก คือแสงเหนือออโรร่า รอนน์พูดถึงประสบการณ์นี้ว่าเป็นเรื่อง “ฝ่ายจิตวิญญาณ” หากคุณเคยเห็นการแสดงแสงสีรุ้งที่เต้นรำพาดผ่านท้องฟ้า คุณจะเข้าใจว่าทำไม
แต่แสงสว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์แถบขั้วโลกเหนือเท่านั้น แสงใต้ซึ่งแทบจะเหมือนกับแสงเหนือ โดยเกิดขึ้นพร้อมๆกันในแถบขั้วโลกใต้นั้นเป็นแสงสว่างชนิดเดียวกัน
ในการเล่าเรื่องคริสต์มาสของอัครทูตยอห์น ท่านข้ามเรื่องรางหญ้าและคนเลี้ยงแกะไปและมุ่งตรงไปยังพระองค์ผู้ทรง “เป็นความสว่างของมนุษย์” (ยน.1:4) ในเวลาต่อมาเมื่อยอห์นเขียนเกี่ยวกับนครที่คล้ายสวรรค์ ท่านบรรยายถึงแหล่งแห่งความสว่างของนครนั้น “นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น” (วว.21:23) แหล่งแห่งความสว่างนี้คือพระเยซู ซึ่งเป็นแหล่งเดียวกับที่กล่าวไว้ในยอห์นบทที่ 1 และสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในนครแห่งอนาคตนี้ “กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างของเขา” (22:5)
เมื่อชีวิตของเราสะท้อนให้เห็นถึงความสว่างของโลกนี้ คือองค์พระผู้สร้างแสงเหนือและแสงใต้ เราก็กำลังเปิดหน้าต่างไปสู่สิ่งมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติทำให้คุณตื่นตาตื่นใจเมื่อใดและอย่างไร สิ่งใดทำให้คุณไขว้เขวออกนอกทางแห่งการสะท้อนแสงสว่างของพระเจ้ามาสู่โลกนี้
ข้าแต่พระผู้สร้างจักรวาล ขอให้ความงามของท้องฟ้ายามค่ำคืน เตือนข้าพระองค์ว่าพระองค์ทรงเป็นความสว่างแท้ของโลก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา [ วิวรณ์ 22:5 ]

ช่างภาพรอนน์ เมอร์เรย์ชอบอากาศที่หนาวเย็น “อากาศหนาวหมายถึงท้องฟ้าแจ่มใส” เขาอธิบาย “และนั่นจะเปิดหน้าต่างไปสู่ความมหัศจรรย์!”
รอนน์จัดทัว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">329afcda-7336-4f91-a402-78aab56e0303</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e544e94a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]</p>
<p><br></p>
<p>ตอนที่เซเวียร์ยังเด็ก ฉันอ่านนิทานกับเขาเกี่ยวกับเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่ต่อต้านครู ด้วยการตั้งชื่อเพื่อใช้เรียกปากกา นักเรียนคนนี้โน้มน้าวเพื่อนร่วมชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ใช้ชื่อใหม่ที่เขาตั้งขึ้นสำหรับปากกา ข่าวเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ใช้แทนนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง ในที่สุดผู้คนทั่วประเทศก็เปลี่ยนวิธีเรียกชื่อปากกา เพียงเพราะคนอื่นๆยอมรับความจริงที่เด็กชายคนหนึ่งแต่งขึ้นว่าเป็นความจริงสากล</p>
<p>ในตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์ที่มีข้อบกพร่องได้ยอมรับรูปแบบของความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหรือยอมรับความเป็นจริงตามที่ตัวเองเห็นชอบเพื่อให้เหมาะกับความปรารถนาของตน อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นความจริงหนึ่งเดียว คือพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และทางเดียวที่นำไปสู่ความรอดคือโดยทางพระเมสสิยาห์ ผู้ซึ่ง “เผยพระสิริของพระเจ้า” (อสย.40:5) ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ยืนยันว่ามนุษย์ก็เหมือนกับสรรพสิ่งทั้งปวงที่ทรงสร้าง คือเป็นสิ่งชั่วคราว ผิดพลาดได้ และไม่สามารถพึ่งพาได้ (ข้อ 6-7) ท่านกล่าวว่า “หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 8)</p>
<p>คำพยากรณ์ของอิสยาห์ในเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ได้วางรากฐานที่เชื่อถือได้ เป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัยและความหวังอันมั่นคง เราไว้วางใจในพระดำรัสของพระเจ้าได้เพราะว่าพระเยซูทรงเป็นพระวาทะนั้น (ยน.1:1) พระเยซูทรงเป็นความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปฏิเสธความจริงตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ เพียงเพราะคนอื่นเชื่อในความจริงที่แตกต่างออกไป การรู้ว่าพระเยซูเป็นพระวาทะและเป็นผู้ซึ่งทำให้ พระสัญญาทั้งสิ้นของพระเจ้าสำเร็จบริบูรณ์ ความจริงนี้ช่วยปลอบโยนคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่สำแดงว่าข้าพระองค์เชื่อในความจริงของพระคัมภีร์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]</p>
<p><br></p>
<p>ตอนที่เซเวียร์ยังเด็ก ฉันอ่านนิทานกับเขาเกี่ยวกับเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่ต่อต้านครู ด้วยการตั้งชื่อเพื่อใช้เรียกปากกา นักเรียนคนนี้โน้มน้าวเพื่อนร่วมชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ใช้ชื่อใหม่ที่เขาตั้งขึ้นสำหรับปากกา ข่าวเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ใช้แทนนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง ในที่สุดผู้คนทั่วประเทศก็เปลี่ยนวิธีเรียกชื่อปากกา เพียงเพราะคนอื่นๆยอมรับความจริงที่เด็กชายคนหนึ่งแต่งขึ้นว่าเป็นความจริงสากล</p>
<p>ในตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์ที่มีข้อบกพร่องได้ยอมรับรูปแบบของความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหรือยอมรับความเป็นจริงตามที่ตัวเองเห็นชอบเพื่อให้เหมาะกับความปรารถนาของตน อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นความจริงหนึ่งเดียว คือพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และทางเดียวที่นำไปสู่ความรอดคือโดยทางพระเมสสิยาห์ ผู้ซึ่ง “เผยพระสิริของพระเจ้า” (อสย.40:5) ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ยืนยันว่ามนุษย์ก็เหมือนกับสรรพสิ่งทั้งปวงที่ทรงสร้าง คือเป็นสิ่งชั่วคราว ผิดพลาดได้ และไม่สามารถพึ่งพาได้ (ข้อ 6-7) ท่านกล่าวว่า “หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 8)</p>
<p>คำพยากรณ์ของอิสยาห์ในเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ได้วางรากฐานที่เชื่อถือได้ เป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัยและความหวังอันมั่นคง เราไว้วางใจในพระดำรัสของพระเจ้าได้เพราะว่าพระเยซูทรงเป็นพระวาทะนั้น (ยน.1:1) พระเยซูทรงเป็นความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปฏิเสธความจริงตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ เพียงเพราะคนอื่นเชื่อในความจริงที่แตกต่างออกไป การรู้ว่าพระเยซูเป็นพระวาทะและเป็นผู้ซึ่งทำให้ พระสัญญาทั้งสิ้นของพระเจ้าสำเร็จบริบูรณ์ ความจริงนี้ช่วยปลอบโยนคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่สำแดงว่าข้าพระองค์เชื่อในความจริงของพระคัมภีร์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Dec 2024 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e544e94a/53bf5fb2.mp3" length="12048283" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]

ตอนที่เซเวียร์ยังเด็ก ฉันอ่านนิทานกับเขาเกี่ยวกับเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่ต่อต้านครู ด้วยการตั้งชื่อเพื่อใช้เรียกปากกา นักเรียนคนนี้โน้มน้าวเพื่อนร่วมชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้ใช้ชื่อใหม่ที่เขาตั้งขึ้นสำหรับปากกา ข่าวเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ใช้แทนนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง ในที่สุดผู้คนทั่วประเทศก็เปลี่ยนวิธีเรียกชื่อปากกา เพียงเพราะคนอื่นๆยอมรับความจริงที่เด็กชายคนหนึ่งแต่งขึ้นว่าเป็นความจริงสากล
ในตลอดประวัติศาสตร์ มนุษย์ที่มีข้อบกพร่องได้ยอมรับรูปแบบของความจริงที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหรือยอมรับความเป็นจริงตามที่ตัวเองเห็นชอบเพื่อให้เหมาะกับความปรารถนาของตน อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นความจริงหนึ่งเดียว คือพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว และทางเดียวที่นำไปสู่ความรอดคือโดยทางพระเมสสิยาห์ ผู้ซึ่ง “เผยพระสิริของพระเจ้า” (อสย.40:5) ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ยืนยันว่ามนุษย์ก็เหมือนกับสรรพสิ่งทั้งปวงที่ทรงสร้าง คือเป็นสิ่งชั่วคราว ผิดพลาดได้ และไม่สามารถพึ่งพาได้ (ข้อ 6-7) ท่านกล่าวว่า “หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 8)
คำพยากรณ์ของอิสยาห์ในเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ได้วางรากฐานที่เชื่อถือได้ เป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัยและความหวังอันมั่นคง เราไว้วางใจในพระดำรัสของพระเจ้าได้เพราะว่าพระเยซูทรงเป็นพระวาทะนั้น (ยน.1:1) พระเยซูทรงเป็นความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เมื่อใดที่คุณถูกทดลองให้ปฏิเสธความจริงตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ เพียงเพราะคนอื่นเชื่อในความจริงที่แตกต่างออกไป การรู้ว่าพระเยซูเป็นพระวาทะและเป็นผู้ซึ่งทำให้ พระสัญญาทั้งสิ้นของพระเจ้าสำเร็จบริบูรณ์ ความจริงนี้ช่วยปลอบโยนคุณได้อย่างไร
พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่สำแดงว่าข้าพระองค์เชื่อในความจริงของพระคัมภีร์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หญ้านั้นก็เหี่ยวแห้ง ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 40:8 ]

ตอนที่เซเวียร์ยังเด็ก ฉันอ่านนิทานกับเขาเกี่ยวกับเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่ต่อต้านครู ด้วยการตั้งชื่อเพื่อใช้เรียกปากกา นักเรียนคนนี้โน้มน้าวเพื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3406e2b7-71a7-4919-8c45-77b09dfa64f9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/484daecb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเห็นว่าดี [ ปฐมกาล 1:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ. 1968 อเมริกาติดหล่มอยู่กับสงครามในเวียดนาม ความรุนแรงทางเชื้อชาติปะทุขึ้นในเมืองต่างๆ และบุคคลสาธารณะสองคนถูกลอบสังหาร หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ไฟไหม้ได้คร่าชีวิตนักบินอวกาศสามคนบนฐานปล่อยจรวด และความคิดที่จะไปดวงจันทร์ดูเหมือนเป็นความเพ้อฝัน อย่างไรก็ตาม ยานอะพอลโล 8 ก็ถูกปล่อยขึ้นไปได้สำเร็จก่อนวันคริสต์มาสไม่กี่วัน</p>
<p>นี่กลายเป็นภารกิจแรกที่มนุษย์ขึ้นโคจรรอบดวงจันทร์ นักบินอวกาศคือ บอร์แมน แอนเดอร์ส และโลเวลล์ ทุกคนเป็นผู้เชื่อซึ่งได้ทำการถ่ายทอดสดการอ่านพระวจนะตอนหนึ่งในวันก่อนวันคริสต์มาส “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก.1:1) ในเวลานั้น นี่เป็นรายการออกอากาศทางทีวีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และผู้คนนับล้านได้ร่วมกันมองดูภาพของโลกในมุมมองเดียวกับที่พระเจ้าทรงเห็น ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพถ่ายที่โด่งดังในปัจจุบัน แล้วแฟรงก์ บอร์แมนจบการอ่านด้วยประโยคที่ว่า “และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ข้อ 10)</p>
<p>บางครั้งเป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นตัวเอง มองความยากลำบากทั้งหมดที่เราติดหล่มอยู่ แล้วยังมองเห็นสิ่งดีๆได้ แต่ให้เรามองย้อนกลับไปสู่เรื่องราวการทรงสร้างและเห็นถึงมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา “พระองค์จึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์” (ข้อ 27) ให้เราจับคู่มุมมองนี้กับอีกมุมมองหนึ่งของพระองค์ที่ว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก” (ยน.3:16) ในวันนี้ขอให้ระลึกว่าพระเจ้าทรงสร้างคุณ ทรงเห็นว่าดีโดยไม่คำนึงถึงความบาป และทรงรักคุณผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณติดหล่มอยู่กับความยากลำบากและบาปในเรื่องใด การที่คุณถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้ามีความหมายอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ดิ้นรนต่อสู้ในเวลานี้ ขอทรงให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงสิ่งที่พระองค์มองเห็นในตัวข้าพระองค์ ตามสายพระเนตรของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเห็นว่าดี [ ปฐมกาล 1:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ. 1968 อเมริกาติดหล่มอยู่กับสงครามในเวียดนาม ความรุนแรงทางเชื้อชาติปะทุขึ้นในเมืองต่างๆ และบุคคลสาธารณะสองคนถูกลอบสังหาร หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ไฟไหม้ได้คร่าชีวิตนักบินอวกาศสามคนบนฐานปล่อยจรวด และความคิดที่จะไปดวงจันทร์ดูเหมือนเป็นความเพ้อฝัน อย่างไรก็ตาม ยานอะพอลโล 8 ก็ถูกปล่อยขึ้นไปได้สำเร็จก่อนวันคริสต์มาสไม่กี่วัน</p>
<p>นี่กลายเป็นภารกิจแรกที่มนุษย์ขึ้นโคจรรอบดวงจันทร์ นักบินอวกาศคือ บอร์แมน แอนเดอร์ส และโลเวลล์ ทุกคนเป็นผู้เชื่อซึ่งได้ทำการถ่ายทอดสดการอ่านพระวจนะตอนหนึ่งในวันก่อนวันคริสต์มาส “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก.1:1) ในเวลานั้น นี่เป็นรายการออกอากาศทางทีวีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และผู้คนนับล้านได้ร่วมกันมองดูภาพของโลกในมุมมองเดียวกับที่พระเจ้าทรงเห็น ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพถ่ายที่โด่งดังในปัจจุบัน แล้วแฟรงก์ บอร์แมนจบการอ่านด้วยประโยคที่ว่า “และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ข้อ 10)</p>
<p>บางครั้งเป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นตัวเอง มองความยากลำบากทั้งหมดที่เราติดหล่มอยู่ แล้วยังมองเห็นสิ่งดีๆได้ แต่ให้เรามองย้อนกลับไปสู่เรื่องราวการทรงสร้างและเห็นถึงมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา “พระองค์จึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์” (ข้อ 27) ให้เราจับคู่มุมมองนี้กับอีกมุมมองหนึ่งของพระองค์ที่ว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก” (ยน.3:16) ในวันนี้ขอให้ระลึกว่าพระเจ้าทรงสร้างคุณ ทรงเห็นว่าดีโดยไม่คำนึงถึงความบาป และทรงรักคุณผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณติดหล่มอยู่กับความยากลำบากและบาปในเรื่องใด การที่คุณถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้ามีความหมายอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ดิ้นรนต่อสู้ในเวลานี้ ขอทรงให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงสิ่งที่พระองค์มองเห็นในตัวข้าพระองค์ ตามสายพระเนตรของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 19 Dec 2024 04:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/484daecb/4b5d45d0.mp3" length="10628249" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>665</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเห็นว่าดี [ ปฐมกาล 1:10 ]

ในปีค.ศ. 1968 อเมริกาติดหล่มอยู่กับสงครามในเวียดนาม ความรุนแรงทางเชื้อชาติปะทุขึ้นในเมืองต่างๆ และบุคคลสาธารณะสองคนถูกลอบสังหาร หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ไฟไหม้ได้คร่าชีวิตนักบินอวกาศสามคนบนฐานปล่อยจรวด และความคิดที่จะไปดวงจันทร์ดูเหมือนเป็นความเพ้อฝัน อย่างไรก็ตาม ยานอะพอลโล 8 ก็ถูกปล่อยขึ้นไปได้สำเร็จก่อนวันคริสต์มาสไม่กี่วัน
นี่กลายเป็นภารกิจแรกที่มนุษย์ขึ้นโคจรรอบดวงจันทร์ นักบินอวกาศคือ บอร์แมน แอนเดอร์ส และโลเวลล์ ทุกคนเป็นผู้เชื่อซึ่งได้ทำการถ่ายทอดสดการอ่านพระวจนะตอนหนึ่งในวันก่อนวันคริสต์มาส “ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐก.1:1) ในเวลานั้น นี่เป็นรายการออกอากาศทางทีวีที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และผู้คนนับล้านได้ร่วมกันมองดูภาพของโลกในมุมมองเดียวกับที่พระเจ้าทรงเห็น ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพถ่ายที่โด่งดังในปัจจุบัน แล้วแฟรงก์ บอร์แมนจบการอ่านด้วยประโยคที่ว่า “และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ข้อ 10)
บางครั้งเป็นเรื่องยากที่เราจะมองเห็นตัวเอง มองความยากลำบากทั้งหมดที่เราติดหล่มอยู่ แล้วยังมองเห็นสิ่งดีๆได้ แต่ให้เรามองย้อนกลับไปสู่เรื่องราวการทรงสร้างและเห็นถึงมุมมองที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา “พระองค์จึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์” (ข้อ 27) ให้เราจับคู่มุมมองนี้กับอีกมุมมองหนึ่งของพระองค์ที่ว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก” (ยน.3:16) ในวันนี้ขอให้ระลึกว่าพระเจ้าทรงสร้างคุณ ทรงเห็นว่าดีโดยไม่คำนึงถึงความบาป และทรงรักคุณผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง

วันนี้คุณติดหล่มอยู่กับความยากลำบากและบาปในเรื่องใด การที่คุณถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้ามีความหมายอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ดิ้นรนต่อสู้ในเวลานี้ ขอทรงให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงสิ่งที่พระองค์มองเห็นในตัวข้าพระองค์ ตามสายพระเนตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเห็นว่าดี [ ปฐมกาล 1:10 ]

ในปีค.ศ. 1968 อเมริกาติดหล่มอยู่กับสงครามในเวียดนาม ความรุนแรงทางเชื้อชาติปะทุขึ้นในเมืองต่างๆ และบุคคลสาธารณะสองคนถูกลอบสังหาร หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ไฟไหม้ได้คร่าชีวิตนักบินอวกาศสามคนบนฐานปล่อยจรวด และความคิดที่จะไปดวงจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ที่เราเชื่อฟัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้ที่เราเชื่อฟัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d5a63db5-605b-48f5-8dcd-9cc6dfe49b81</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/380ec83e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา [ เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ผมต้องขอประกาศภาวะฉุกเฉิน นักบินของผมเสียชีวิตแล้ว” ดั๊ก ไวท์กล่าวคำพูดเหล่านั้นด้วยความกังวลไปยังหอควบคุมที่ดูแลเที่ยวบินของเขา ไม่กี่นาทีหลังเครื่องขึ้น นักบินประจำเครื่องบินที่ครอบครัวของดั๊กเช่าเหมาลำได้เสียชีวิตลงกะทันหัน ดั๊กก้าวเข้าสู่ห้องนักบินด้วยประสบการณ์การฝึกบินเพียงแค่สามเดือนกับเครื่องบินที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า ในเวลานั้นเขาตั้งใจฟังเจ้าหน้าที่หอควบคุมที่สนามบินท้องถิ่นซึ่งคอยบอกวิธีนำเครื่องลงจอด ดั๊ก กล่าวในภายหลังว่า “[พวกเขา ]ช่วยครอบครัวของผมให้รอดจากความตายในกองไฟ”</p>
<p>เรามีผู้หนึ่งที่สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆในชีวิตได้ โมเสสบอกกับคนอิสราเอลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” (ฉธบ.18:15) คำสัญญานี้ชี้ไปถึงเหล่าผู้เผยพระวจนะคนต่อๆมาผู้ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อประชากรของพระองค์ และก็เป็นการกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ด้วย ทั้งเปโตรและสเทเฟนจะกล่าวในภายหลังว่าผู้เผยพระวจนะสูงสุดคนนี้คือพระเยซู (กจ.3:19-22; 7:37, 51-56) พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่เสด็จมาเพื่อบอกเราถึงพระบัญชาอันกอปรด้วยสติปัญญาและความรักของพระเจ้า (ฉธบ.18:18)</p>
<p>ในช่วงพระชนม์ชีพของพระคริสต์ พระเจ้าพระบิดาตรัสว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา...จงเชื่อฟังท่านเถิด” (มก.9:7) ในการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาดและหลีกเลี่ยงความพินาศในชีวิตนี้ ขอให้เราทั้งหลายฟังพระเยซูขณะที่ทรงตรัสผ่านพระคัมภีร์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ การฟังพระองค์ส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดการได้ยินพระสุรเสียงของพระคริสต์ในโลกนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายในบางครั้ง วันนี้คุณจะทำตามพระวจนะที่เปี่ยมด้วยปัญญาและความรักของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้ยิน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา [ เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ผมต้องขอประกาศภาวะฉุกเฉิน นักบินของผมเสียชีวิตแล้ว” ดั๊ก ไวท์กล่าวคำพูดเหล่านั้นด้วยความกังวลไปยังหอควบคุมที่ดูแลเที่ยวบินของเขา ไม่กี่นาทีหลังเครื่องขึ้น นักบินประจำเครื่องบินที่ครอบครัวของดั๊กเช่าเหมาลำได้เสียชีวิตลงกะทันหัน ดั๊กก้าวเข้าสู่ห้องนักบินด้วยประสบการณ์การฝึกบินเพียงแค่สามเดือนกับเครื่องบินที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า ในเวลานั้นเขาตั้งใจฟังเจ้าหน้าที่หอควบคุมที่สนามบินท้องถิ่นซึ่งคอยบอกวิธีนำเครื่องลงจอด ดั๊ก กล่าวในภายหลังว่า “[พวกเขา ]ช่วยครอบครัวของผมให้รอดจากความตายในกองไฟ”</p>
<p>เรามีผู้หนึ่งที่สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆในชีวิตได้ โมเสสบอกกับคนอิสราเอลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” (ฉธบ.18:15) คำสัญญานี้ชี้ไปถึงเหล่าผู้เผยพระวจนะคนต่อๆมาผู้ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อประชากรของพระองค์ และก็เป็นการกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ด้วย ทั้งเปโตรและสเทเฟนจะกล่าวในภายหลังว่าผู้เผยพระวจนะสูงสุดคนนี้คือพระเยซู (กจ.3:19-22; 7:37, 51-56) พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่เสด็จมาเพื่อบอกเราถึงพระบัญชาอันกอปรด้วยสติปัญญาและความรักของพระเจ้า (ฉธบ.18:18)</p>
<p>ในช่วงพระชนม์ชีพของพระคริสต์ พระเจ้าพระบิดาตรัสว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา...จงเชื่อฟังท่านเถิด” (มก.9:7) ในการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาดและหลีกเลี่ยงความพินาศในชีวิตนี้ ขอให้เราทั้งหลายฟังพระเยซูขณะที่ทรงตรัสผ่านพระคัมภีร์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ การฟังพระองค์ส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดการได้ยินพระสุรเสียงของพระคริสต์ในโลกนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายในบางครั้ง วันนี้คุณจะทำตามพระวจนะที่เปี่ยมด้วยปัญญาและความรักของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้ยิน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/380ec83e/a63c5e8a.mp3" length="9833349" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>615</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา [ เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 ]

“ผมต้องขอประกาศภาวะฉุกเฉิน นักบินของผมเสียชีวิตแล้ว” ดั๊ก ไวท์กล่าวคำพูดเหล่านั้นด้วยความกังวลไปยังหอควบคุมที่ดูแลเที่ยวบินของเขา ไม่กี่นาทีหลังเครื่องขึ้น นักบินประจำเครื่องบินที่ครอบครัวของดั๊กเช่าเหมาลำได้เสียชีวิตลงกะทันหัน ดั๊กก้าวเข้าสู่ห้องนักบินด้วยประสบการณ์การฝึกบินเพียงแค่สามเดือนกับเครื่องบินที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า ในเวลานั้นเขาตั้งใจฟังเจ้าหน้าที่หอควบคุมที่สนามบินท้องถิ่นซึ่งคอยบอกวิธีนำเครื่องลงจอด ดั๊ก กล่าวในภายหลังว่า “[พวกเขา ]ช่วยครอบครัวของผมให้รอดจากความตายในกองไฟ”
เรามีผู้หนึ่งที่สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆในชีวิตได้ โมเสสบอกกับคนอิสราเอลว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” (ฉธบ.18:15) คำสัญญานี้ชี้ไปถึงเหล่าผู้เผยพระวจนะคนต่อๆมาผู้ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อประชากรของพระองค์ และก็เป็นการกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ด้วย ทั้งเปโตรและสเทเฟนจะกล่าวในภายหลังว่าผู้เผยพระวจนะสูงสุดคนนี้คือพระเยซู (กจ.3:19-22; 7:37, 51-56) พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวที่เสด็จมาเพื่อบอกเราถึงพระบัญชาอันกอปรด้วยสติปัญญาและความรักของพระเจ้า (ฉธบ.18:18)
ในช่วงพระชนม์ชีพของพระคริสต์ พระเจ้าพระบิดาตรัสว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา...จงเชื่อฟังท่านเถิด” (มก.9:7) ในการดำเนินชีวิตอย่างชาญฉลาดและหลีกเลี่ยงความพินาศในชีวิตนี้ ขอให้เราทั้งหลายฟังพระเยซูขณะที่ทรงตรัสผ่านพระคัมภีร์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ การฟังพระองค์ส่งผลให้สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เหตุใดการได้ยินพระสุรเสียงของพระคริสต์ในโลกนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายในบางครั้ง วันนี้คุณจะทำตามพระวจนะที่เปี่ยมด้วยปัญญาและความรักของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู โปรดทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้ยิน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน...ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา [ เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 ]

“ผมต้องขอประกาศภาวะฉุกเฉิน นักบินของผมเสียชีวิตแล้ว” ดั๊ก ไวท์กล่าวคำพูดเหล่านั้นด้วยความกังวลไปยังหอควบคุมที่ดูแลเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูผู้ช่วยกู้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูผู้ช่วยกู้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5e754f45-7c68-4bd0-8420-40a49881a49b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b153fc73</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วย ชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา [ มัทธิว 1:21 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สิ่งเริ่มจากการนั่งกระเช้าลอยฟ้าธรรมดาข้ามหุบเขาในปากีสถานกลับกลายเป็นประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หลังออกเดินทางได้ไม่นาน สายเคเบิ้ลสองเส้นขาดลง ทำให้ผู้โดยสารแปดคนรวมเด็กนักเรียนถูกแขวนอยู่กลางอากาศสูงหลายสิบเมตร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดปฏิบัติการกู้ภัยที่ยากลำบากถึง 12 ชั่วโมงโดยกำลังทหารปากีสถานที่ต้องใช้ทั้งการโหนตัวบนเชือกสลิง เฮลิคอปเตอร์ และอื่นๆอีกมากเพื่อช่วยชีวิตผู้โดยสาร</p>
<p>ผู้กู้ชีวิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเหล่านั้นควรได้รับการยกย่อง แต่งานของพวกเขาไม่อาจเทียบได้กับพระราชกิจอันเป็นนิรันดร์ของพระเยซูในการช่วยกู้และช่วยเราให้รอดจากบาปและความตาย ก่อนการบังเกิดของพระคริสต์ ทูตสวรรค์บอกกับโยเซฟให้รับมารีย์ไว้ที่บ้านของตน เพราะการตั้งครรภ์ของนางเกิดจาก “พระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.1:18, 20) โยเซฟได้รับคำสั่งให้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู เพราะว่าท่านจะ “โปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21) แม้ว่าชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปในศตวรรษแรก แต่เด็กคนนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ลก.2:30-32) พระคริสต์เสด็จมาในเวลาที่เหมาะสมเพื่อผนึกตราและรับประกันความรอดนิรันดร์ของทุกคนที่สำนึกบาปและเชื่อในพระองค์</p>
<p>เราทุกคนติดอยู่ในกระเช้าลอยฟ้าแห่งบาปและความตาย ซึ่งแขวนไว้เหนือหุบเขาแห่งการแยกขาดจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ แต่โดยพระคุณและความรักของพระองค์ พระเยซูเสด็จมาช่วยกู้เราและพาเรากลับบ้านไปสู่พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์อย่างปลอดภัย ขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!</p>
<p><br></p>
<p><strong>บุตรน้อยของนางมารีย์มีภารกิจสำคัญใด การช่วยให้รอดที่พระเยซูทรงมอบให้มีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีในความจริงที่ว่า แม้ครั้งหนึ่งข้าพระองค์หลงหายไป แต่บัดนี้ได้พบพระองค์แล้วโดยพระคุณของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วย ชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา [ มัทธิว 1:21 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สิ่งเริ่มจากการนั่งกระเช้าลอยฟ้าธรรมดาข้ามหุบเขาในปากีสถานกลับกลายเป็นประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หลังออกเดินทางได้ไม่นาน สายเคเบิ้ลสองเส้นขาดลง ทำให้ผู้โดยสารแปดคนรวมเด็กนักเรียนถูกแขวนอยู่กลางอากาศสูงหลายสิบเมตร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดปฏิบัติการกู้ภัยที่ยากลำบากถึง 12 ชั่วโมงโดยกำลังทหารปากีสถานที่ต้องใช้ทั้งการโหนตัวบนเชือกสลิง เฮลิคอปเตอร์ และอื่นๆอีกมากเพื่อช่วยชีวิตผู้โดยสาร</p>
<p>ผู้กู้ชีวิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเหล่านั้นควรได้รับการยกย่อง แต่งานของพวกเขาไม่อาจเทียบได้กับพระราชกิจอันเป็นนิรันดร์ของพระเยซูในการช่วยกู้และช่วยเราให้รอดจากบาปและความตาย ก่อนการบังเกิดของพระคริสต์ ทูตสวรรค์บอกกับโยเซฟให้รับมารีย์ไว้ที่บ้านของตน เพราะการตั้งครรภ์ของนางเกิดจาก “พระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.1:18, 20) โยเซฟได้รับคำสั่งให้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู เพราะว่าท่านจะ “โปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21) แม้ว่าชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปในศตวรรษแรก แต่เด็กคนนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ลก.2:30-32) พระคริสต์เสด็จมาในเวลาที่เหมาะสมเพื่อผนึกตราและรับประกันความรอดนิรันดร์ของทุกคนที่สำนึกบาปและเชื่อในพระองค์</p>
<p>เราทุกคนติดอยู่ในกระเช้าลอยฟ้าแห่งบาปและความตาย ซึ่งแขวนไว้เหนือหุบเขาแห่งการแยกขาดจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ แต่โดยพระคุณและความรักของพระองค์ พระเยซูเสด็จมาช่วยกู้เราและพาเรากลับบ้านไปสู่พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์อย่างปลอดภัย ขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!</p>
<p><br></p>
<p><strong>บุตรน้อยของนางมารีย์มีภารกิจสำคัญใด การช่วยให้รอดที่พระเยซูทรงมอบให้มีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีในความจริงที่ว่า แม้ครั้งหนึ่งข้าพระองค์หลงหายไป แต่บัดนี้ได้พบพระองค์แล้วโดยพระคุณของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 16 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b153fc73/f50a3512.mp3" length="11197701" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>700</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วย ชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา [ มัทธิว 1:21 ]

สิ่งเริ่มจากการนั่งกระเช้าลอยฟ้าธรรมดาข้ามหุบเขาในปากีสถานกลับกลายเป็นประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หลังออกเดินทางได้ไม่นาน สายเคเบิ้ลสองเส้นขาดลง ทำให้ผู้โดยสารแปดคนรวมเด็กนักเรียนถูกแขวนอยู่กลางอากาศสูงหลายสิบเมตร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดปฏิบัติการกู้ภัยที่ยากลำบากถึง 12 ชั่วโมงโดยกำลังทหารปากีสถานที่ต้องใช้ทั้งการโหนตัวบนเชือกสลิง เฮลิคอปเตอร์ และอื่นๆอีกมากเพื่อช่วยชีวิตผู้โดยสาร
ผู้กู้ชีวิตที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเหล่านั้นควรได้รับการยกย่อง แต่งานของพวกเขาไม่อาจเทียบได้กับพระราชกิจอันเป็นนิรันดร์ของพระเยซูในการช่วยกู้และช่วยเราให้รอดจากบาปและความตาย ก่อนการบังเกิดของพระคริสต์ ทูตสวรรค์บอกกับโยเซฟให้รับมารีย์ไว้ที่บ้านของตน เพราะการตั้งครรภ์ของนางเกิดจาก “พระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.1:18, 20) โยเซฟได้รับคำสั่งให้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู เพราะว่าท่านจะ “โปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21) แม้ว่าชื่อนี้จะเป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปในศตวรรษแรก แต่เด็กคนนี้เท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (ลก.2:30-32) พระคริสต์เสด็จมาในเวลาที่เหมาะสมเพื่อผนึกตราและรับประกันความรอดนิรันดร์ของทุกคนที่สำนึกบาปและเชื่อในพระองค์
เราทุกคนติดอยู่ในกระเช้าลอยฟ้าแห่งบาปและความตาย ซึ่งแขวนไว้เหนือหุบเขาแห่งการแยกขาดจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์ แต่โดยพระคุณและความรักของพระองค์ พระเยซูเสด็จมาช่วยกู้เราและพาเรากลับบ้านไปสู่พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์อย่างปลอดภัย ขอถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์!

บุตรน้อยของนางมารีย์มีภารกิจสำคัญใด การช่วยให้รอดที่พระเยซูทรงมอบให้มีความหมายต่อคุณอย่างไร
พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีในความจริงที่ว่า แม้ครั้งหนึ่งข้าพระองค์หลงหายไป แต่บัดนี้ได้พบพระองค์แล้วโดยพระคุณของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วย ชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา [ มัทธิว 1:21 ]

สิ่งเริ่มจากการนั่งกระเช้าลอยฟ้าธรรมดาข้ามหุบเขาในปากีสถานกลับกลายเป็นประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หลังออกเดินทางได้ไม่นาน สายเคเบิ้ลสองเส้นข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หนุนใจกันในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หนุนใจกันในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a376857f-0ebe-4616-b186-b15efc86788b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/435619bd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ครูในโรงเรียนที่รัฐอินเดียน่า แนะนำให้นักเรียนของเธอเขียนข้อความหนุนใจและสร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมชั้น หลายวันต่อมาเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่อีกด้านของประเทศ ข้อความของพวกเขาช่วยหนุนใจเพื่อนนักเรียนในยามที่ต้องรับมือกับความเจ็บปวดและความกลัวว่าอาจเกิดเหตุการณ์กับพวกเขาได้เช่นกัน</p>
<p>การหนุนใจและความห่วงใยซึ่งกันและกันอยู่ในใจของเปาโลเช่นกัน เมื่อท่านเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อในเมืองเธสะโลนิกา คนเหล่านั้นสูญเสียเพื่อนๆ และเปาโลกำชับพวกเขาให้หวังใจในคำสัญญาของพระเยซูที่จะเสด็จกลับมาและนำบรรดาคนที่พวกเขารักกลับสู่ชีวิตอีกครั้ง (1ธส.4:14) แม้พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เปาโลเตือนว่าในฐานะผู้เชื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องรอคอยด้วยความกลัวการพิพากษาของพระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา (5:9) แต่จะรอคอยด้วยความมั่นใจในเรื่องชีวิตอนาคตกับพระองค์ และในระหว่างนั้น “จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (ข้อ 11)</p>
<p>เมื่อเราประสบกับการสูญเสียอันเจ็บปวดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ทันตั้งตัว เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกครอบงำด้วยความกลัวและความโศกเศร้า แต่ถ้อยคำของเปาโลเป็นประโยชน์กับเราในปัจจุบันเหมือนในเวลานั้นที่ได้เขียนไว้ ขอให้เรารอคอยด้วยความหวังว่าพระคริสต์จะทรงฟื้นฟูทุกสิ่ง และในระหว่างนั้นเราสามารถหนุนใจกันและกันได้ ทั้งด้วยข้อความ คำพูด การปรนนิบัติกัน และการสวมกอด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับการหนุนใจจากคนอื่นอย่างไร วันนี้คุณจะหนุนใจใครสักคนได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูผู้ทรงคืนพระชนม์ แม้ว่าข้าพระองค์จะเจ็บปวดในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหานี้ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความหวังและความเชื่อ อีกทั้งที่จะหนุนใจคนรอบข้างจวบจนพระองค์เสด็จกลับมา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ครูในโรงเรียนที่รัฐอินเดียน่า แนะนำให้นักเรียนของเธอเขียนข้อความหนุนใจและสร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมชั้น หลายวันต่อมาเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่อีกด้านของประเทศ ข้อความของพวกเขาช่วยหนุนใจเพื่อนนักเรียนในยามที่ต้องรับมือกับความเจ็บปวดและความกลัวว่าอาจเกิดเหตุการณ์กับพวกเขาได้เช่นกัน</p>
<p>การหนุนใจและความห่วงใยซึ่งกันและกันอยู่ในใจของเปาโลเช่นกัน เมื่อท่านเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อในเมืองเธสะโลนิกา คนเหล่านั้นสูญเสียเพื่อนๆ และเปาโลกำชับพวกเขาให้หวังใจในคำสัญญาของพระเยซูที่จะเสด็จกลับมาและนำบรรดาคนที่พวกเขารักกลับสู่ชีวิตอีกครั้ง (1ธส.4:14) แม้พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เปาโลเตือนว่าในฐานะผู้เชื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องรอคอยด้วยความกลัวการพิพากษาของพระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา (5:9) แต่จะรอคอยด้วยความมั่นใจในเรื่องชีวิตอนาคตกับพระองค์ และในระหว่างนั้น “จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (ข้อ 11)</p>
<p>เมื่อเราประสบกับการสูญเสียอันเจ็บปวดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ทันตั้งตัว เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกครอบงำด้วยความกลัวและความโศกเศร้า แต่ถ้อยคำของเปาโลเป็นประโยชน์กับเราในปัจจุบันเหมือนในเวลานั้นที่ได้เขียนไว้ ขอให้เรารอคอยด้วยความหวังว่าพระคริสต์จะทรงฟื้นฟูทุกสิ่ง และในระหว่างนั้นเราสามารถหนุนใจกันและกันได้ ทั้งด้วยข้อความ คำพูด การปรนนิบัติกัน และการสวมกอด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับการหนุนใจจากคนอื่นอย่างไร วันนี้คุณจะหนุนใจใครสักคนได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูผู้ทรงคืนพระชนม์ แม้ว่าข้าพระองค์จะเจ็บปวดในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหานี้ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความหวังและความเชื่อ อีกทั้งที่จะหนุนใจคนรอบข้างจวบจนพระองค์เสด็จกลับมา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 15 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/435619bd/af4efd5b.mp3" length="10533003" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]

ครูในโรงเรียนที่รัฐอินเดียน่า แนะนำให้นักเรียนของเธอเขียนข้อความหนุนใจและสร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมชั้น หลายวันต่อมาเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่อีกด้านของประเทศ ข้อความของพวกเขาช่วยหนุนใจเพื่อนนักเรียนในยามที่ต้องรับมือกับความเจ็บปวดและความกลัวว่าอาจเกิดเหตุการณ์กับพวกเขาได้เช่นกัน
การหนุนใจและความห่วงใยซึ่งกันและกันอยู่ในใจของเปาโลเช่นกัน เมื่อท่านเขียนจดหมายถึงผู้เชื่อในเมืองเธสะโลนิกา คนเหล่านั้นสูญเสียเพื่อนๆ และเปาโลกำชับพวกเขาให้หวังใจในคำสัญญาของพระเยซูที่จะเสด็จกลับมาและนำบรรดาคนที่พวกเขารักกลับสู่ชีวิตอีกครั้ง (1ธส.4:14) แม้พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เปาโลเตือนว่าในฐานะผู้เชื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องรอคอยด้วยความกลัวการพิพากษาของพระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา (5:9) แต่จะรอคอยด้วยความมั่นใจในเรื่องชีวิตอนาคตกับพระองค์ และในระหว่างนั้น “จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (ข้อ 11)
เมื่อเราประสบกับการสูญเสียอันเจ็บปวดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่ทันตั้งตัว เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกครอบงำด้วยความกลัวและความโศกเศร้า แต่ถ้อยคำของเปาโลเป็นประโยชน์กับเราในปัจจุบันเหมือนในเวลานั้นที่ได้เขียนไว้ ขอให้เรารอคอยด้วยความหวังว่าพระคริสต์จะทรงฟื้นฟูทุกสิ่ง และในระหว่างนั้นเราสามารถหนุนใจกันและกันได้ ทั้งด้วยข้อความ คำพูด การปรนนิบัติกัน และการสวมกอด

คุณได้รับการหนุนใจจากคนอื่นอย่างไร วันนี้คุณจะหนุนใจใครสักคนได้อย่างไร
พระเยซูผู้ทรงคืนพระชนม์ แม้ว่าข้าพระองค์จะเจ็บปวดในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหานี้ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ด้วยความหวังและความเชื่อ อีกทั้งที่จะหนุนใจคนรอบข้างจวบจนพระองค์เสด็จกลับมา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]

ครูในโรงเรียนที่รัฐอินเดียน่า แนะนำให้นักเรียนของเธอเขียนข้อความหนุนใจและสร้างแรงบันดาลใจแก่เพื่อนร่วมชั้น หลายวันต่อมาเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่อของคุณยาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเชื่อของคุณยาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ae7c65ba-9ae9-454e-a068-53abf347f8f3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/97e87315</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อ ซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้...มีอยู่ในท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พวกเรานั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นตอนที่หลานชายอายุเก้าขวบของฉันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ผมก็เหมือนคุณยาย ผมชอบอ่านหนังสือครับ!” คำพูดของเขาทำให้ฉันมีความสุข ฉันนึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้วตอนที่เขาป่วยและต้องหยุดเรียนอยู่บ้าน หลังจากที่เขาได้งีบหลับยาว เราก็นั่งอ่านหนังสืออยู่<br>ข้างๆกัน ฉันมีความสุขที่ได้ส่งต่อมรดกรักการอ่านที่ฉันได้รับจากแม่ของฉัน</p>
<p>แต่นั่นไม่ใช่มรดกสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะส่งต่อให้หลานๆ ฉันอธิษฐานว่ามรดกแห่งความเชื่อที่ฉันได้รับจากพ่อแม่และพยายามส่งต่อให้ลูกๆของฉันจะช่วยพวกหลานๆในการเดินทางไปสู่ความเชื่อด้วย</p>
<p>ทิโมธีได้รับมรดกจากแม่และยายผู้เชื่อในพระเจ้า และจากพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณคืออัครทูตเปาโล เปาโลได้เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)</p>
<p>เราอาจคิดว่าชีวิตของเรายังไม่ดีพอที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่น บางทีมรดกที่ส่งต่อมาถึงเราอาจไม่ใช่มรดกที่ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่สายเกินไปที่จะสร้างมรดกแห่งความเชื่อให้กับลูกๆหลานๆ หรือเด็กคนใดคนหนึ่ง โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราเป็นผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทำให้ความเชื่อนั้นเติบโตขึ้น (1 คร.3:6-9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับมรดกฝ่ายวิญญาณแบบใด คุณจะสร้างมรดกแห่งความเชื่อขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์มาหาพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นแบบอย่างของผู้เชื่อในพระองค์แก่ผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อ ซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้...มีอยู่ในท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พวกเรานั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นตอนที่หลานชายอายุเก้าขวบของฉันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ผมก็เหมือนคุณยาย ผมชอบอ่านหนังสือครับ!” คำพูดของเขาทำให้ฉันมีความสุข ฉันนึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้วตอนที่เขาป่วยและต้องหยุดเรียนอยู่บ้าน หลังจากที่เขาได้งีบหลับยาว เราก็นั่งอ่านหนังสืออยู่<br>ข้างๆกัน ฉันมีความสุขที่ได้ส่งต่อมรดกรักการอ่านที่ฉันได้รับจากแม่ของฉัน</p>
<p>แต่นั่นไม่ใช่มรดกสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะส่งต่อให้หลานๆ ฉันอธิษฐานว่ามรดกแห่งความเชื่อที่ฉันได้รับจากพ่อแม่และพยายามส่งต่อให้ลูกๆของฉันจะช่วยพวกหลานๆในการเดินทางไปสู่ความเชื่อด้วย</p>
<p>ทิโมธีได้รับมรดกจากแม่และยายผู้เชื่อในพระเจ้า และจากพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณคืออัครทูตเปาโล เปาโลได้เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)</p>
<p>เราอาจคิดว่าชีวิตของเรายังไม่ดีพอที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่น บางทีมรดกที่ส่งต่อมาถึงเราอาจไม่ใช่มรดกที่ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่สายเกินไปที่จะสร้างมรดกแห่งความเชื่อให้กับลูกๆหลานๆ หรือเด็กคนใดคนหนึ่ง โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราเป็นผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทำให้ความเชื่อนั้นเติบโตขึ้น (1 คร.3:6-9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับมรดกฝ่ายวิญญาณแบบใด คุณจะสร้างมรดกแห่งความเชื่อขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์มาหาพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นแบบอย่างของผู้เชื่อในพระองค์แก่ผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 14 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/97e87315/660c7ed4.mp3" length="12316295" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>770</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อ ซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้...มีอยู่ในท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]

พวกเรานั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นตอนที่หลานชายอายุเก้าขวบของฉันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ผมก็เหมือนคุณยาย ผมชอบอ่านหนังสือครับ!” คำพูดของเขาทำให้ฉันมีความสุข ฉันนึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้วตอนที่เขาป่วยและต้องหยุดเรียนอยู่บ้าน หลังจากที่เขาได้งีบหลับยาว เราก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆกัน ฉันมีความสุขที่ได้ส่งต่อมรดกรักการอ่านที่ฉันได้รับจากแม่ของฉัน
แต่นั่นไม่ใช่มรดกสำคัญที่สุดที่ฉันอยากจะส่งต่อให้หลานๆ ฉันอธิษฐานว่ามรดกแห่งความเชื่อที่ฉันได้รับจากพ่อแม่และพยายามส่งต่อให้ลูกๆของฉันจะช่วยพวกหลานๆในการเดินทางไปสู่ความเชื่อด้วย
ทิโมธีได้รับมรดกจากแม่และยายผู้เชื่อในพระเจ้า และจากพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณคืออัครทูตเปาโล เปาโลได้เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)
เราอาจคิดว่าชีวิตของเรายังไม่ดีพอที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้อื่น บางทีมรดกที่ส่งต่อมาถึงเราอาจไม่ใช่มรดกที่ดี แต่ก็ไม่มีอะไรที่สายเกินไปที่จะสร้างมรดกแห่งความเชื่อให้กับลูกๆหลานๆ หรือเด็กคนใดคนหนึ่ง โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราเป็นผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทำให้ความเชื่อนั้นเติบโตขึ้น (1 คร.3:6-9)

คุณได้รับมรดกฝ่ายวิญญาณแบบใด คุณจะสร้างมรดกแห่งความเชื่อขึ้นได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์มาหาพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นแบบอย่างของผู้เชื่อในพระองค์แก่ผู้อื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อ ซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้...มีอยู่ในท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]

พวกเรานั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นตอนที่หลานชายอายุเก้าขวบของฉันพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักเข้มแข็งอย่างความตาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักเข้มแข็งอย่างความตาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">39d067d6-764b-4e4d-a32f-c3f0c9535657</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/64e4f9ec</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย [ เพลงซาโลมอน 8:6 ]</p>
<p><br></p>
<p>หากคุณได้เดินเล่นไปตามกำแพงอิฐเก่าที่ทอดยาวกั้นระหว่างสุสานโปรเตส-แตนต์และสุสานคาทอลิกในเมืองโรมอนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณจะพบภาพหนึ่งที่น่าสนใจ คือภาพแผ่นหินจารึกหน้าหลุมศพที่สูงตระหง่านสองแผ่นวางติดกำแพงสองฝั่ง แผ่นหนึ่งสำหรับสามีโปรเตสแตนต์ และอีกแผ่นหนึ่งสำหรับภรรยาคาทอลิก ธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงศตวรรษที่ 19 กำหนดว่าพวกเขาจะต้องฝังในสุสานที่แยกจากกัน แต่พวกเขาไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น แผ่นหินหน้าหลุมศพที่ไม่ธรรมดานี้จึงสูงเหนือกำแพงที่เป็นรั้วกั้น เพื่อว่าที่ด้านบนสุดจะมีช่องว่างเพียงประมาณหนึ่งหรือสองฟุตเท่านั้นที่แยกพวกเขาออกจากกัน ที่ด้านบนสุดของแผ่นหินทั้งสอง มีการแกะสลักเป็นรูปแขนที่ยื่นออกไปจับมือกันไว้ ทั้งคู่ปฏิเสธที่จะแยกจากกันแม้ในความตาย</p>
<p>เพลงซาโลมอนอธิบายถึงพลังแห่งความรัก ซาโลมอนกล่าวว่า “เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย” (8:6) รักแท้นั้นทรงพลังและรุนแรง “ประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิง” (ข้อ 6) รักแท้ไม่มีวันยอมแพ้ ไม่นิ่งเงียบ และไม่อาจถูกทำลายได้ ซาโลมอนได้เขียนไว้ว่า “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ อุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้” (ข้อ 7)</p>
<p>“พระเจ้าทรงเป็นความรัก” (1 ยอห์น 4:16) ความรักที่แข็งแกร่งที่สุดของเราเป็นเพียงภาพสะท้อนถึงเศษเสี้ยวของความรักอันทรงพลังที่พระองค์มีต่อเรา พระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาทั้งหมดของความรักที่แท้จริงและมั่นคง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์กับความรักอันเข้มแข็งของพระเจ้าอย่างไรบ้าง พระองค์เปิดเผยถึงความรักเข้มแข็งที่ทรงมีต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความรักของพระองค์ที่แข็งแกร่งกว่าความตาย แข็งแกร่งกว่าความชั่วร้าย แข็งแกร่งกว่าความล้มเหลวของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับความรักอันทรงพลังของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย [ เพลงซาโลมอน 8:6 ]</p>
<p><br></p>
<p>หากคุณได้เดินเล่นไปตามกำแพงอิฐเก่าที่ทอดยาวกั้นระหว่างสุสานโปรเตส-แตนต์และสุสานคาทอลิกในเมืองโรมอนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณจะพบภาพหนึ่งที่น่าสนใจ คือภาพแผ่นหินจารึกหน้าหลุมศพที่สูงตระหง่านสองแผ่นวางติดกำแพงสองฝั่ง แผ่นหนึ่งสำหรับสามีโปรเตสแตนต์ และอีกแผ่นหนึ่งสำหรับภรรยาคาทอลิก ธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงศตวรรษที่ 19 กำหนดว่าพวกเขาจะต้องฝังในสุสานที่แยกจากกัน แต่พวกเขาไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น แผ่นหินหน้าหลุมศพที่ไม่ธรรมดานี้จึงสูงเหนือกำแพงที่เป็นรั้วกั้น เพื่อว่าที่ด้านบนสุดจะมีช่องว่างเพียงประมาณหนึ่งหรือสองฟุตเท่านั้นที่แยกพวกเขาออกจากกัน ที่ด้านบนสุดของแผ่นหินทั้งสอง มีการแกะสลักเป็นรูปแขนที่ยื่นออกไปจับมือกันไว้ ทั้งคู่ปฏิเสธที่จะแยกจากกันแม้ในความตาย</p>
<p>เพลงซาโลมอนอธิบายถึงพลังแห่งความรัก ซาโลมอนกล่าวว่า “เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย” (8:6) รักแท้นั้นทรงพลังและรุนแรง “ประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิง” (ข้อ 6) รักแท้ไม่มีวันยอมแพ้ ไม่นิ่งเงียบ และไม่อาจถูกทำลายได้ ซาโลมอนได้เขียนไว้ว่า “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ อุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้” (ข้อ 7)</p>
<p>“พระเจ้าทรงเป็นความรัก” (1 ยอห์น 4:16) ความรักที่แข็งแกร่งที่สุดของเราเป็นเพียงภาพสะท้อนถึงเศษเสี้ยวของความรักอันทรงพลังที่พระองค์มีต่อเรา พระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาทั้งหมดของความรักที่แท้จริงและมั่นคง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์กับความรักอันเข้มแข็งของพระเจ้าอย่างไรบ้าง พระองค์เปิดเผยถึงความรักเข้มแข็งที่ทรงมีต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความรักของพระองค์ที่แข็งแกร่งกว่าความตาย แข็งแกร่งกว่าความชั่วร้าย แข็งแกร่งกว่าความล้มเหลวของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับความรักอันทรงพลังของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 13 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/64e4f9ec/f0ab7639.mp3" length="13229081" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>827</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย [ เพลงซาโลมอน 8:6 ]

หากคุณได้เดินเล่นไปตามกำแพงอิฐเก่าที่ทอดยาวกั้นระหว่างสุสานโปรเตส-แตนต์และสุสานคาทอลิกในเมืองโรมอนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณจะพบภาพหนึ่งที่น่าสนใจ คือภาพแผ่นหินจารึกหน้าหลุมศพที่สูงตระหง่านสองแผ่นวางติดกำแพงสองฝั่ง แผ่นหนึ่งสำหรับสามีโปรเตสแตนต์ และอีกแผ่นหนึ่งสำหรับภรรยาคาทอลิก ธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงศตวรรษที่ 19 กำหนดว่าพวกเขาจะต้องฝังในสุสานที่แยกจากกัน แต่พวกเขาไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น แผ่นหินหน้าหลุมศพที่ไม่ธรรมดานี้จึงสูงเหนือกำแพงที่เป็นรั้วกั้น เพื่อว่าที่ด้านบนสุดจะมีช่องว่างเพียงประมาณหนึ่งหรือสองฟุตเท่านั้นที่แยกพวกเขาออกจากกัน ที่ด้านบนสุดของแผ่นหินทั้งสอง มีการแกะสลักเป็นรูปแขนที่ยื่นออกไปจับมือกันไว้ ทั้งคู่ปฏิเสธที่จะแยกจากกันแม้ในความตาย
เพลงซาโลมอนอธิบายถึงพลังแห่งความรัก ซาโลมอนกล่าวว่า “เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย” (8:6) รักแท้นั้นทรงพลังและรุนแรง “ประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิง” (ข้อ 6) รักแท้ไม่มีวันยอมแพ้ ไม่นิ่งเงียบ และไม่อาจถูกทำลายได้ ซาโลมอนได้เขียนไว้ว่า “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ อุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้” (ข้อ 7)
“พระเจ้าทรงเป็นความรัก” (1 ยอห์น 4:16) ความรักที่แข็งแกร่งที่สุดของเราเป็นเพียงภาพสะท้อนถึงเศษเสี้ยวของความรักอันทรงพลังที่พระองค์มีต่อเรา พระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาทั้งหมดของความรักที่แท้จริงและมั่นคง

คุณเคยมีประสบการณ์กับความรักอันเข้มแข็งของพระเจ้าอย่างไรบ้าง พระองค์เปิดเผยถึงความรักเข้มแข็งที่ทรงมีต่อคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความรักของพระองค์ที่แข็งแกร่งกว่าความตาย แข็งแกร่งกว่าความชั่วร้าย แข็งแกร่งกว่าความล้มเหลวของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับความรักอันทรงพลังของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย [ เพลงซาโลมอน 8:6 ]

หากคุณได้เดินเล่นไปตามกำแพงอิฐเก่าที่ทอดยาวกั้นระหว่างสุสานโปรเตส-แตนต์และสุสานคาทอลิกในเมืองโรมอนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณจะพบภาพหนึ่งที่น่าสนใจ คือภาพแผ่นหินจารึกหน้าหลุมศพที่สูงตระหง่านสองแผ่นวา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6693999c-5652-4e80-8cf7-23cb4f43ee88</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5bab7d66</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่...พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย [ ดาเนียล 6:26-27 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่หลานๆดูหนังสือรุ่นในชั้นมัธยมปลายของฉัน พวกเขาประหลาดใจกับทรงผม เสื้อผ้าที่ล้าสมัย และรถยนต์ “โบราณ” ในภาพ ส่วนฉันเห็นบางสิ่งแตกต่างออกไป สิ่งแรกคือรอยยิ้มของเพื่อนเก่า บางคนก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ยิ่งกว่านั้น ฉันเห็นฤทธิ์อำนาจในการดูแลของพระเจ้า การทรงสถิตอันอ่อนโยนอยู่ล้อมรอบฉันในโรงเรียนที่ฉันพยายามปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับ ความประเสริฐของพระองค์ที่ทรงคอยดูแลฉันนั้น เป็นพระเมตตาที่ประทานให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์</p>
<p>ดาเนียลรู้ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ระหว่างที่เป็นเชลยในบาบิโลนท่านได้อธิษฐานใน “เรือนของท่าน ที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” (ดนล.6:10) แม้พระราชาจะมีคำสั่งไม่ให้ทำเช่นนั้น (ข้อ 7-9) จากจุดที่ท่านเฝ้าอธิษฐานนั้น ดาเนียลจดจำได้ถึงพระเจ้าผู้ซึ่งการทรงสถิตของพระองค์ค้ำจุนท่านไว้โดยทรงสดับฟังและตอบคำอธิษฐาน เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจึงจะสดับฟัง ตรัสตอบ และช่วยเหลือท่านอีกครั้ง</p>
<p>แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ ดาเนียลก็ยังคงแสวงหาการทรงสถิตของพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจึงอธิษฐานเหมือนเช่นที่เคยทำมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ (ข้อ 10) ขณะอยู่ในถ้ำสิงโต ทูตสวรรค์ของพระเจ้าปกป้องดาเนียลให้ปลอดภัย ขณะที่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อทรงช่วยกู้ท่านไว้ (ข้อ 22)</p>
<p>การมองย้อนอดีตขณะที่เผชิญการทดลองในปัจจุบันอาจช่วยให้เราระลึกได้ถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดังที่กษัตริย์ดาริอัสกล่าวถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) พระเจ้าทรงประเสริฐในเวลานั้น และพระองค์ยังทรงประเสริฐในเวลานี้ การทรงสถิตของพระองค์จะดูแลปกป้องคุณ</p>
<p><br><strong>การทดลองที่ผ่านมาทดสอบคุณในเรื่องใด พระเจ้าทรงค้ำจุนคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา เมื่อมองย้อนกลับไป ข้าพระองค์เห็นถึงการช่วยเหลืออันเปี่ยมด้วย พระเมตตา ขอบพระคุณที่ทรงดูแลปกป้องข้าพระองค์ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่...พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย [ ดาเนียล 6:26-27 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่หลานๆดูหนังสือรุ่นในชั้นมัธยมปลายของฉัน พวกเขาประหลาดใจกับทรงผม เสื้อผ้าที่ล้าสมัย และรถยนต์ “โบราณ” ในภาพ ส่วนฉันเห็นบางสิ่งแตกต่างออกไป สิ่งแรกคือรอยยิ้มของเพื่อนเก่า บางคนก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ยิ่งกว่านั้น ฉันเห็นฤทธิ์อำนาจในการดูแลของพระเจ้า การทรงสถิตอันอ่อนโยนอยู่ล้อมรอบฉันในโรงเรียนที่ฉันพยายามปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับ ความประเสริฐของพระองค์ที่ทรงคอยดูแลฉันนั้น เป็นพระเมตตาที่ประทานให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์</p>
<p>ดาเนียลรู้ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ระหว่างที่เป็นเชลยในบาบิโลนท่านได้อธิษฐานใน “เรือนของท่าน ที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” (ดนล.6:10) แม้พระราชาจะมีคำสั่งไม่ให้ทำเช่นนั้น (ข้อ 7-9) จากจุดที่ท่านเฝ้าอธิษฐานนั้น ดาเนียลจดจำได้ถึงพระเจ้าผู้ซึ่งการทรงสถิตของพระองค์ค้ำจุนท่านไว้โดยทรงสดับฟังและตอบคำอธิษฐาน เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจึงจะสดับฟัง ตรัสตอบ และช่วยเหลือท่านอีกครั้ง</p>
<p>แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ ดาเนียลก็ยังคงแสวงหาการทรงสถิตของพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจึงอธิษฐานเหมือนเช่นที่เคยทำมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ (ข้อ 10) ขณะอยู่ในถ้ำสิงโต ทูตสวรรค์ของพระเจ้าปกป้องดาเนียลให้ปลอดภัย ขณะที่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อทรงช่วยกู้ท่านไว้ (ข้อ 22)</p>
<p>การมองย้อนอดีตขณะที่เผชิญการทดลองในปัจจุบันอาจช่วยให้เราระลึกได้ถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดังที่กษัตริย์ดาริอัสกล่าวถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) พระเจ้าทรงประเสริฐในเวลานั้น และพระองค์ยังทรงประเสริฐในเวลานี้ การทรงสถิตของพระองค์จะดูแลปกป้องคุณ</p>
<p><br><strong>การทดลองที่ผ่านมาทดสอบคุณในเรื่องใด พระเจ้าทรงค้ำจุนคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา เมื่อมองย้อนกลับไป ข้าพระองค์เห็นถึงการช่วยเหลืออันเปี่ยมด้วย พระเมตตา ขอบพระคุณที่ทรงดูแลปกป้องข้าพระองค์ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 12 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5bab7d66/d0388336.mp3" length="12610069" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>789</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่...พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย [ ดาเนียล 6:26-27 ]

ขณะที่หลานๆดูหนังสือรุ่นในชั้นมัธยมปลายของฉัน พวกเขาประหลาดใจกับทรงผม เสื้อผ้าที่ล้าสมัย และรถยนต์ “โบราณ” ในภาพ ส่วนฉันเห็นบางสิ่งแตกต่างออกไป สิ่งแรกคือรอยยิ้มของเพื่อนเก่า บางคนก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ยิ่งกว่านั้น ฉันเห็นฤทธิ์อำนาจในการดูแลของพระเจ้า การทรงสถิตอันอ่อนโยนอยู่ล้อมรอบฉันในโรงเรียนที่ฉันพยายามปรับตัวให้เป็นที่ยอมรับ ความประเสริฐของพระองค์ที่ทรงคอยดูแลฉันนั้น เป็นพระเมตตาที่ประทานให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์
ดาเนียลรู้ถึงการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า ระหว่างที่เป็นเชลยในบาบิโลนท่านได้อธิษฐานใน “เรือนของท่าน ที่มีหน้าต่างห้องชั้นบนของท่านเปิดตรงไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” (ดนล.6:10) แม้พระราชาจะมีคำสั่งไม่ให้ทำเช่นนั้น (ข้อ 7-9) จากจุดที่ท่านเฝ้าอธิษฐานนั้น ดาเนียลจดจำได้ถึงพระเจ้าผู้ซึ่งการทรงสถิตของพระองค์ค้ำจุนท่านไว้โดยทรงสดับฟังและตอบคำอธิษฐาน เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจึงจะสดับฟัง ตรัสตอบ และช่วยเหลือท่านอีกครั้ง
แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ ดาเนียลก็ยังคงแสวงหาการทรงสถิตของพระเจ้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจึงอธิษฐานเหมือนเช่นที่เคยทำมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ (ข้อ 10) ขณะอยู่ในถ้ำสิงโต ทูตสวรรค์ของพระเจ้าปกป้องดาเนียลให้ปลอดภัย ขณะที่พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อทรงช่วยกู้ท่านไว้ (ข้อ 22)
การมองย้อนอดีตขณะที่เผชิญการทดลองในปัจจุบันอาจช่วยให้เราระลึกได้ถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดังที่กษัตริย์ดาริอัสกล่าวถึงพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ” (ข้อ 27) พระเจ้าทรงประเสริฐในเวลานั้น และพระองค์ยังทรงประเสริฐในเวลานี้ การทรงสถิตของพระองค์จะดูแลปกป้องคุณ
การทดลองที่ผ่านมาทดสอบคุณในเรื่องใด พระเจ้าทรงค้ำจุนคุณอย่างไร
ข้าแต่พระบิดา เมื่อมองย้อนกลับไป ข้าพระองค์เห็นถึงการช่วยเหลืออันเปี่ยมด้วย พระเมตตา ขอบพระคุณที่ทรงดูแลปกป้องข้าพระองค์ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่...พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย [ ดาเนียล 6:26-27 ]

ขณะที่หลานๆดูหนังสือรุ่นในชั้นมัธยมปลายของฉัน พวกเขาประหลาดใจกับทรงผม เสื้อผ้าที่ล้าสมัย และรถยนต์ “โบราณ” ในภาพ ส่วนฉันเห็นบางสิ่งแตกต่างออกไป สิ่งแรกคือรอยยิ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ห้องว่างสำหรับพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ห้องว่างสำหรับพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d69f28df-2da6-414c-8251-6f75cfa919a9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c4c52336</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม [ ลูกา 2:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ในรัฐนิวออร์ลีนส์ จากการที่ได้ชมขบวนพาเหรดในย่านเฟรนซ์ควอเตอร์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ลองชิมหอยนางรมย่าง แต่ขณะที่ผมกำลังจะหลับไปในห้องพักที่บ้านเพื่อน ผมก็คิดถึงภรรยาและลูกๆ ผมชอบที่ได้มีโอกาสไปเทศนาที่เมืองอื่น แต่ผมชอบอยู่บ้านมากที่สุด</p>
<p>ด้านหนึ่งของชีวิตพระเยซูที่มักถูกมองข้ามคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดหลายครั้งของพระองค์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดินทาง พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกของเราที่เมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีระยะทางไกลจากบ้านบนสวรรค์ของพระองค์เกินกว่าจะคำนวณได้ และห่างไกลจากนาซาเร็ธบ้านเกิดของครอบครัวพระองค์ เมืองเบธเลเฮมเต็มไปด้วยญาติพี่น้องที่พากันมาจดทะเบียนสำมะโนครัว ลูกาจึงบอกว่าไม่มีแม้แต่ ห้องคาทาลูมา หรือ “ห้องพักสำหรับแขก” ว่างอยู่เลย (ลก.2:7)</p>
<p>สิ่งที่ขาดหายไปตอนพระเยซูประสูตินั้นปรากฏขึ้นในตอนสิ้นพระชนม์ ขณะที่พระเยซูทรงนำเหล่าสาวกเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์บอกเปโตรและยอห์นให้เตรียมมื้อปัสกา ให้พวกเขาตามชายที่ทูนหม้อน้ำไปที่เรือนของเขาและขอเจ้าของเรือนสำหรับคาทาลูมา ซึ่งเป็นห้องรับรองแขกที่พระคริสต์และเหล่าสาวกของพระองค์จะได้รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (22:10-12) ที่นั่นในพื้นที่ที่ขอยืมมา พระเยซูทรงเป็นผู้เริ่มต้นพิธีซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่าศีลมหาสนิท ที่เป็นการบอกล่วงหน้าว่าการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว (ข้อ 17-20)</p>
<p>เรารักบ้านของเรา แต่ถ้าเราเดินทางไปโดยมีพระวิญญาณของพระเยซู แม้แต่ห้องพักสำหรับแขกก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดของคุณเกิดขึ้นในสถานที่ใด และอะไรทำให้ช่วงเวลานั้น น่าจดจำ เมื่อคุณเดินทาง คุณจะใช้การพักชั่วคราวนั้นให้ดีที่สุดเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ผู้ทรงเป็นสหายของนักเดินทางไกลบ้าน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกไว้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับข้าพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม [ ลูกา 2:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ในรัฐนิวออร์ลีนส์ จากการที่ได้ชมขบวนพาเหรดในย่านเฟรนซ์ควอเตอร์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ลองชิมหอยนางรมย่าง แต่ขณะที่ผมกำลังจะหลับไปในห้องพักที่บ้านเพื่อน ผมก็คิดถึงภรรยาและลูกๆ ผมชอบที่ได้มีโอกาสไปเทศนาที่เมืองอื่น แต่ผมชอบอยู่บ้านมากที่สุด</p>
<p>ด้านหนึ่งของชีวิตพระเยซูที่มักถูกมองข้ามคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดหลายครั้งของพระองค์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดินทาง พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกของเราที่เมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีระยะทางไกลจากบ้านบนสวรรค์ของพระองค์เกินกว่าจะคำนวณได้ และห่างไกลจากนาซาเร็ธบ้านเกิดของครอบครัวพระองค์ เมืองเบธเลเฮมเต็มไปด้วยญาติพี่น้องที่พากันมาจดทะเบียนสำมะโนครัว ลูกาจึงบอกว่าไม่มีแม้แต่ ห้องคาทาลูมา หรือ “ห้องพักสำหรับแขก” ว่างอยู่เลย (ลก.2:7)</p>
<p>สิ่งที่ขาดหายไปตอนพระเยซูประสูตินั้นปรากฏขึ้นในตอนสิ้นพระชนม์ ขณะที่พระเยซูทรงนำเหล่าสาวกเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์บอกเปโตรและยอห์นให้เตรียมมื้อปัสกา ให้พวกเขาตามชายที่ทูนหม้อน้ำไปที่เรือนของเขาและขอเจ้าของเรือนสำหรับคาทาลูมา ซึ่งเป็นห้องรับรองแขกที่พระคริสต์และเหล่าสาวกของพระองค์จะได้รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (22:10-12) ที่นั่นในพื้นที่ที่ขอยืมมา พระเยซูทรงเป็นผู้เริ่มต้นพิธีซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่าศีลมหาสนิท ที่เป็นการบอกล่วงหน้าว่าการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว (ข้อ 17-20)</p>
<p>เรารักบ้านของเรา แต่ถ้าเราเดินทางไปโดยมีพระวิญญาณของพระเยซู แม้แต่ห้องพักสำหรับแขกก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดของคุณเกิดขึ้นในสถานที่ใด และอะไรทำให้ช่วงเวลานั้น น่าจดจำ เมื่อคุณเดินทาง คุณจะใช้การพักชั่วคราวนั้นให้ดีที่สุดเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ผู้ทรงเป็นสหายของนักเดินทางไกลบ้าน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกไว้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับข้าพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 11 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c4c52336/93edf46a.mp3" length="10602893" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>663</itunes:duration>
      <itunes:summary>นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม [ ลูกา 2:7 ]

ผมมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ในรัฐนิวออร์ลีนส์ จากการที่ได้ชมขบวนพาเหรดในย่านเฟรนซ์ควอเตอร์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ลองชิมหอยนางรมย่าง แต่ขณะที่ผมกำลังจะหลับไปในห้องพักที่บ้านเพื่อน ผมก็คิดถึงภรรยาและลูกๆ ผมชอบที่ได้มีโอกาสไปเทศนาที่เมืองอื่น แต่ผมชอบอยู่บ้านมากที่สุด
ด้านหนึ่งของชีวิตพระเยซูที่มักถูกมองข้ามคือเหตุการณ์สำคัญที่สุดหลายครั้งของพระองค์นั้นเกิดขึ้นในขณะเดินทาง พระบุตรของพระเจ้าเสด็จเข้ามาในโลกของเราที่เมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีระยะทางไกลจากบ้านบนสวรรค์ของพระองค์เกินกว่าจะคำนวณได้ และห่างไกลจากนาซาเร็ธบ้านเกิดของครอบครัวพระองค์ เมืองเบธเลเฮมเต็มไปด้วยญาติพี่น้องที่พากันมาจดทะเบียนสำมะโนครัว ลูกาจึงบอกว่าไม่มีแม้แต่ ห้องคาทาลูมา หรือ “ห้องพักสำหรับแขก” ว่างอยู่เลย (ลก.2:7)
สิ่งที่ขาดหายไปตอนพระเยซูประสูตินั้นปรากฏขึ้นในตอนสิ้นพระชนม์ ขณะที่พระเยซูทรงนำเหล่าสาวกเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์บอกเปโตรและยอห์นให้เตรียมมื้อปัสกา ให้พวกเขาตามชายที่ทูนหม้อน้ำไปที่เรือนของเขาและขอเจ้าของเรือนสำหรับคาทาลูมา ซึ่งเป็นห้องรับรองแขกที่พระคริสต์และเหล่าสาวกของพระองค์จะได้รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย (22:10-12) ที่นั่นในพื้นที่ที่ขอยืมมา พระเยซูทรงเป็นผู้เริ่มต้นพิธีซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่าศีลมหาสนิท ที่เป็นการบอกล่วงหน้าว่าการถูกตรึงที่กางเขนของพระองค์ใกล้เข้ามาแล้ว (ข้อ 17-20)
เรารักบ้านของเรา แต่ถ้าเราเดินทางไปโดยมีพระวิญญาณของพระเยซู แม้แต่ห้องพักสำหรับแขกก็จะกลายเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้

ช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดของคุณเกิดขึ้นในสถานที่ใด และอะไรทำให้ช่วงเวลานั้น น่าจดจำ เมื่อคุณเดินทาง คุณจะใช้การพักชั่วคราวนั้นให้ดีที่สุดเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ผู้ทรงเป็นสหายของนักเดินทางไกลบ้าน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกไว้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับข้าพระองค์เสมอ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม [ ลูกา 2:7 ]

ผมมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์ในรัฐนิวออร์ลีนส์ จากการที่ได้ชมขบวนพาเหรดในย่านเฟรนซ์ควอเตอร์ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ลองชิมหอยน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าจะทรงตอบ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าจะทรงตอบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4f5fe434-1467-48af-9660-da722f15703b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7c7aee97</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า [ เยเรมีย์ 29:12 ]</p>
<p>เมื่อศิษยาภิบาลทิโมธีสวมแถบคอเสื้อของนักเทศน์ขณะเดินทาง มักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาหา “ขอช่วยอธิษฐานเผื่อฉันด้วย” คนในสนามบินพูดเมื่อเห็นแถบคอเสื้อด้านบนเสื้อสูทสีเข้มธรรมดาๆของเขา ในเที่ยวบินครั้งล่าสุด หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นจึงคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเขาและร้องขอว่า “คุณเป็นศิษยาภิบาลหรือเปล่า คุณอธิษฐานเผื่อฉันได้ไหม” แล้วศิษยาภิบาลก็อธิษฐาน</p>
<p>ข้อความตอนหนึ่งในเยเรมีย์ให้ความกระจ่างว่าทำไมเราจึงรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและทรงตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าทรงห่วงใย! พระองค์ให้สัญญากับคนที่พระองค์ทรงรักซึ่งเป็นคนบาปและถูกเนรเทศว่า “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ” (29:11) พระเจ้าทรงรอคอยเวลาที่พวกเขาจะกลับมาหาพระองค์ “แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา” แล้วพระองค์ตรัสว่า “และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 12-13)</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะได้เรียนรู้ถึงสิ่งนี้และอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับการอธิษฐานขณะที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำ พระเจ้าทรงรับรองกับท่านว่า “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (33:3)</p>
<p>พระเยซูทรงหนุนใจให้เราอธิษฐานเช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว” (มธ.6:8) ดังนั้นจง “ขอ” “หา” และ “เคาะ” เมื่ออธิษฐาน (7:7) ทุกคำร้องทูลของเราจะนำเราให้ใกล้ชิดมากขึ้นกับพระองค์ผู้ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแปลกหน้าในการอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักเราและอยากได้ยินจากเรา เราสามารถนำความกังวลของเราทูลต่อพระองค์ได้ในเวลานี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณอธิษฐานบ่อยเพียงใด คุณจะพูดกับพระเจ้าว่าอย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความห่วงใยและการที่พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพระองค์อธิษฐาน ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงตอบข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า [ เยเรมีย์ 29:12 ]</p>
<p>เมื่อศิษยาภิบาลทิโมธีสวมแถบคอเสื้อของนักเทศน์ขณะเดินทาง มักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาหา “ขอช่วยอธิษฐานเผื่อฉันด้วย” คนในสนามบินพูดเมื่อเห็นแถบคอเสื้อด้านบนเสื้อสูทสีเข้มธรรมดาๆของเขา ในเที่ยวบินครั้งล่าสุด หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นจึงคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเขาและร้องขอว่า “คุณเป็นศิษยาภิบาลหรือเปล่า คุณอธิษฐานเผื่อฉันได้ไหม” แล้วศิษยาภิบาลก็อธิษฐาน</p>
<p>ข้อความตอนหนึ่งในเยเรมีย์ให้ความกระจ่างว่าทำไมเราจึงรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและทรงตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าทรงห่วงใย! พระองค์ให้สัญญากับคนที่พระองค์ทรงรักซึ่งเป็นคนบาปและถูกเนรเทศว่า “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ” (29:11) พระเจ้าทรงรอคอยเวลาที่พวกเขาจะกลับมาหาพระองค์ “แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา” แล้วพระองค์ตรัสว่า “และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 12-13)</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะได้เรียนรู้ถึงสิ่งนี้และอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับการอธิษฐานขณะที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำ พระเจ้าทรงรับรองกับท่านว่า “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (33:3)</p>
<p>พระเยซูทรงหนุนใจให้เราอธิษฐานเช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว” (มธ.6:8) ดังนั้นจง “ขอ” “หา” และ “เคาะ” เมื่ออธิษฐาน (7:7) ทุกคำร้องทูลของเราจะนำเราให้ใกล้ชิดมากขึ้นกับพระองค์ผู้ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแปลกหน้าในการอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักเราและอยากได้ยินจากเรา เราสามารถนำความกังวลของเราทูลต่อพระองค์ได้ในเวลานี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณอธิษฐานบ่อยเพียงใด คุณจะพูดกับพระเจ้าว่าอย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ความห่วงใยและการที่พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพระองค์อธิษฐาน ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงตอบข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 10 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7c7aee97/838010c8.mp3" length="11147777" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>697</itunes:duration>
      <itunes:summary>แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า [ เยเรมีย์ 29:12 ]
เมื่อศิษยาภิบาลทิโมธีสวมแถบคอเสื้อของนักเทศน์ขณะเดินทาง มักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาหา “ขอช่วยอธิษฐานเผื่อฉันด้วย” คนในสนามบินพูดเมื่อเห็นแถบคอเสื้อด้านบนเสื้อสูทสีเข้มธรรมดาๆของเขา ในเที่ยวบินครั้งล่าสุด หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นจึงคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเขาและร้องขอว่า “คุณเป็นศิษยาภิบาลหรือเปล่า คุณอธิษฐานเผื่อฉันได้ไหม” แล้วศิษยาภิบาลก็อธิษฐาน
ข้อความตอนหนึ่งในเยเรมีย์ให้ความกระจ่างว่าทำไมเราจึงรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินและทรงตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าทรงห่วงใย! พระองค์ให้สัญญากับคนที่พระองค์ทรงรักซึ่งเป็นคนบาปและถูกเนรเทศว่า “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ” (29:11) พระเจ้าทรงรอคอยเวลาที่พวกเขาจะกลับมาหาพระองค์ “แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา” แล้วพระองค์ตรัสว่า “และเราจะฟังเจ้า เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 12-13)
ผู้เผยพระวจนะได้เรียนรู้ถึงสิ่งนี้และอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับการอธิษฐานขณะที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำ พระเจ้าทรงรับรองกับท่านว่า “จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า” (33:3)
พระเยซูทรงหนุนใจให้เราอธิษฐานเช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านทูลขอแล้ว” (มธ.6:8) ดังนั้นจง “ขอ” “หา” และ “เคาะ” เมื่ออธิษฐาน (7:7) ทุกคำร้องทูลของเราจะนำเราให้ใกล้ชิดมากขึ้นกับพระองค์ผู้ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแปลกหน้าในการอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักเราและอยากได้ยินจากเรา เราสามารถนำความกังวลของเราทูลต่อพระองค์ได้ในเวลานี้

คุณอธิษฐานบ่อยเพียงใด คุณจะพูดกับพระเจ้าว่าอย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า ความห่วงใยและการที่พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ เป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพระองค์อธิษฐาน ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงตอบข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แล้วเจ้าจะทูลขอต่อเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า [ เยเรมีย์ 29:12 ]
เมื่อศิษยาภิบาลทิโมธีสวมแถบคอเสื้อของนักเทศน์ขณะเดินทาง มักจะมีคนแปลกหน้าเข้ามาหา “ขอช่วยอธิษฐานเผื่อฉันด้วย” คนในสนามบินพูดเมื่อเห็นแถบคอเสื้อด้านบนเสื้อสูทสีเข้มธรรมดาๆของเขา ใน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของขวัญที่ดีที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของขวัญที่ดีที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0b189e84-b1c6-401d-8e03-e3b19bb102c1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0e0b7581</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน [ กิจการ 3:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่ฉันอยู่ในงานประกาศครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นที่ประเทศเปรู มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอเงินฉัน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทีมของฉันได้รับคำแนะนำว่าอย่าให้เงินใคร แล้วฉันจะช่วยเขาอย่างไร แล้วฉันก็นึกถึงคำตอบของอัครทูตเปโตรและยอห์นที่บอกคนง่อยในกิจการ 3 ฉันอธิบายให้เขาฟังว่าฉันให้เงินเขาไม่ได้ แต่ฉันสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเจ้ากับเขาได้ เมื่อเขาบอกว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า ฉันบอกเขาว่าพระเจ้าทรงต้องการเป็นพ่อของเขา เขาก็ร้องไห้ และฉันได้แนะนำเขากับสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักรที่จัดงานให้ดูแลเขาต่อไป</p>
<p>บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าคำพูดที่มีนั้นไม่เพียงพอ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเสริมกำลังเราเมื่อเราแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้อื่น</p>
<p>เมื่อเปโตรและยอห์นได้พบชายคนนั้นที่ลานพระวิหาร พวกเขารู้ว่าการแบ่งปันเรื่องของพระคริสต์เป็นของขวัญที่ดีที่สุด “เปโตรกล่าวว่า ‘เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด’” (ข้อ 6) ชายคนนั้นได้รับความรอดและการรักษาในวันนั้น พระเจ้ายังคงใช้เราเพื่อนำผู้ที่หลงหายมาหาพระองค์</p>
<p>ขณะที่เรามองหาของขวัญที่ดีที่สุดเพื่อมอบให้ผู้อื่นในช่วงคริสต์มาสนี้ ให้เราจดจำว่าของขวัญที่แท้จริงนั้นคือการได้รู้จักพระเยซู และได้รับของขวัญแห่งความรอดนิรันดร์ที่พระองค์มอบให้กับเรา ขอให้เรายังคงแสวงหาที่พระเจ้าจะทรงใช้เราต่อไปเพื่อนำผู้คนมาหาพระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะอธิษฐานเพื่อใครได้บ้างในเทศกาลคริสต์มาสนี้ คุณจะแบ่งปันเรื่องราวของพระคริสต์ให้กับใครได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือองค์พระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน [ กิจการ 3:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่ฉันอยู่ในงานประกาศครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นที่ประเทศเปรู มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอเงินฉัน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทีมของฉันได้รับคำแนะนำว่าอย่าให้เงินใคร แล้วฉันจะช่วยเขาอย่างไร แล้วฉันก็นึกถึงคำตอบของอัครทูตเปโตรและยอห์นที่บอกคนง่อยในกิจการ 3 ฉันอธิบายให้เขาฟังว่าฉันให้เงินเขาไม่ได้ แต่ฉันสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเจ้ากับเขาได้ เมื่อเขาบอกว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า ฉันบอกเขาว่าพระเจ้าทรงต้องการเป็นพ่อของเขา เขาก็ร้องไห้ และฉันได้แนะนำเขากับสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักรที่จัดงานให้ดูแลเขาต่อไป</p>
<p>บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าคำพูดที่มีนั้นไม่เพียงพอ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเสริมกำลังเราเมื่อเราแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้อื่น</p>
<p>เมื่อเปโตรและยอห์นได้พบชายคนนั้นที่ลานพระวิหาร พวกเขารู้ว่าการแบ่งปันเรื่องของพระคริสต์เป็นของขวัญที่ดีที่สุด “เปโตรกล่าวว่า ‘เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด’” (ข้อ 6) ชายคนนั้นได้รับความรอดและการรักษาในวันนั้น พระเจ้ายังคงใช้เราเพื่อนำผู้ที่หลงหายมาหาพระองค์</p>
<p>ขณะที่เรามองหาของขวัญที่ดีที่สุดเพื่อมอบให้ผู้อื่นในช่วงคริสต์มาสนี้ ให้เราจดจำว่าของขวัญที่แท้จริงนั้นคือการได้รู้จักพระเยซู และได้รับของขวัญแห่งความรอดนิรันดร์ที่พระองค์มอบให้กับเรา ขอให้เรายังคงแสวงหาที่พระเจ้าจะทรงใช้เราต่อไปเพื่อนำผู้คนมาหาพระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะอธิษฐานเพื่อใครได้บ้างในเทศกาลคริสต์มาสนี้ คุณจะแบ่งปันเรื่องราวของพระคริสต์ให้กับใครได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือองค์พระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0e0b7581/fe102212.mp3" length="11391239" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน [ กิจการ 3:6 ]

ขณะที่ฉันอยู่ในงานประกาศครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นที่ประเทศเปรู มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอเงินฉัน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทีมของฉันได้รับคำแนะนำว่าอย่าให้เงินใคร แล้วฉันจะช่วยเขาอย่างไร แล้วฉันก็นึกถึงคำตอบของอัครทูตเปโตรและยอห์นที่บอกคนง่อยในกิจการ 3 ฉันอธิบายให้เขาฟังว่าฉันให้เงินเขาไม่ได้ แต่ฉันสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเจ้ากับเขาได้ เมื่อเขาบอกว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า ฉันบอกเขาว่าพระเจ้าทรงต้องการเป็นพ่อของเขา เขาก็ร้องไห้ และฉันได้แนะนำเขากับสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักรที่จัดงานให้ดูแลเขาต่อไป
บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าคำพูดที่มีนั้นไม่เพียงพอ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเสริมกำลังเราเมื่อเราแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้อื่น
เมื่อเปโตรและยอห์นได้พบชายคนนั้นที่ลานพระวิหาร พวกเขารู้ว่าการแบ่งปันเรื่องของพระคริสต์เป็นของขวัญที่ดีที่สุด “เปโตรกล่าวว่า ‘เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด’” (ข้อ 6) ชายคนนั้นได้รับความรอดและการรักษาในวันนั้น พระเจ้ายังคงใช้เราเพื่อนำผู้ที่หลงหายมาหาพระองค์
ขณะที่เรามองหาของขวัญที่ดีที่สุดเพื่อมอบให้ผู้อื่นในช่วงคริสต์มาสนี้ ให้เราจดจำว่าของขวัญที่แท้จริงนั้นคือการได้รู้จักพระเยซู และได้รับของขวัญแห่งความรอดนิรันดร์ที่พระองค์มอบให้กับเรา ขอให้เรายังคงแสวงหาที่พระเจ้าจะทรงใช้เราต่อไปเพื่อนำผู้คนมาหาพระผู้ช่วยให้รอด

คุณจะอธิษฐานเพื่อใครได้บ้างในเทศกาลคริสต์มาสนี้ คุณจะแบ่งปันเรื่องราวของพระคริสต์ให้กับใครได้บ้าง
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับของขวัญคือองค์พระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน [ กิจการ 3:6 ]

ขณะที่ฉันอยู่ในงานประกาศครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นที่ประเทศเปรู มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาขอเงินฉัน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทีมของฉันได้รับคำแนะนำว่าอย่าให้เงินใคร แล้วฉันจะช่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำหนุนใจจากพระสัญญาของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำหนุนใจจากพระสัญญาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f9f15587-ab92-48e3-bfaa-de4a7656751f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c935653c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า [ อิสยาห์ 43:2 ]</em></p>
<p>วันนั้นเป็นวันที่ยาวนานในโรงพยาบาล ยังคงไม่มีคำอธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีผู้ร่าเริงสดใส ครอบครัวกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกท้อแท้ แต่พวกเขาต้องประหลาดใจที่มีกล่องตกแต่งอย่างสวยงามวางอยู่ที่ขั้นบันไดโดยมีข้อพระคัมภีร์อิสยาห์ 43:2 พิมพ์ไว้ด้านหน้า ส่วนด้านในมีข้อพระคัมภีร์หลากหลายที่เพื่อนๆเขียนด้วยลายมือเพื่อให้กำลังใจ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นพวกเขาใช้เวลาไปกับคำหนุนใจจากข้อพระคัมภีร์และท่าทีที่เป็นห่วงเป็นใยจากมิตรสหายของครอบครัว</p>
<p>ผู้คนที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือปัญหาในครอบครัวต้องการกำลังใจที่จริงใจเสมอ พระคัมภีร์ทั้งที่ยกมาทั้งตอนหรือเพียงข้อเดียวก็สามารถหนุนใจทั้งตัวคุณ เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวได้ อิสยาห์ 43 เต็มไปด้วยคำหนุนใจสั้นๆที่จะนำไปใช้เป็นข้อๆหรือใช้ทั้งตอน ลองพิจารณาข้อความที่เลือกมาสองสามข้อต่อไปนี้ พระเจ้าได้ “สร้างท่าน” “ปั้นท่าน” “ไถ่ [ท่าน]แล้ว” และทรงเรียกคุณ “ตามชื่อ” (ข้อ 1) พระเจ้า “จะอยู่กับเจ้า” (ข้อ 2) พระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล” และพระองค์ทรงเป็น “[พระ]ผู้ช่วยให้รอด” ของเรา (ข้อ 3)</p>
<p>เมื่อคุณใคร่ครวญถึงพระสัญญาของพระเจ้า ขอให้พระสัญญาเหล่านั้นหนุนใจแก่คุณ และเมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณก็สามารถให้กำลังใจผู้อื่นได้ กล่องใส่ข้อพระคัมภีร์ไม่ได้มีราคาแพง แต่ส่งผลที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้จะผ่านไปห้าปีแล้ว การ์ดข้อพระคัมภีร์บางอันก็ยังคงมีคุณค่าทางใจสำหรับครอบครัวนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณพบพระสัญญาใดอีกบ้างในอิสยาห์ 43 คุณจะแบ่งปันการ์ด ส่งข้อความ หรือส่งอีเมลที่มีพระสัญญาของพระเจ้าให้ใครได้บ้างในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ในวันนี้ที่ พระคัมภีร์เต็มไปด้วยพระสัญญามากมาย และข้าพระองค์ได้รับการหนุนใจ แม้จากข้อพระคัมภีร์เพียงข้อเดียวในเวลาที่พอเหมาะ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า [ อิสยาห์ 43:2 ]</em></p>
<p>วันนั้นเป็นวันที่ยาวนานในโรงพยาบาล ยังคงไม่มีคำอธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีผู้ร่าเริงสดใส ครอบครัวกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกท้อแท้ แต่พวกเขาต้องประหลาดใจที่มีกล่องตกแต่งอย่างสวยงามวางอยู่ที่ขั้นบันไดโดยมีข้อพระคัมภีร์อิสยาห์ 43:2 พิมพ์ไว้ด้านหน้า ส่วนด้านในมีข้อพระคัมภีร์หลากหลายที่เพื่อนๆเขียนด้วยลายมือเพื่อให้กำลังใจ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นพวกเขาใช้เวลาไปกับคำหนุนใจจากข้อพระคัมภีร์และท่าทีที่เป็นห่วงเป็นใยจากมิตรสหายของครอบครัว</p>
<p>ผู้คนที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือปัญหาในครอบครัวต้องการกำลังใจที่จริงใจเสมอ พระคัมภีร์ทั้งที่ยกมาทั้งตอนหรือเพียงข้อเดียวก็สามารถหนุนใจทั้งตัวคุณ เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวได้ อิสยาห์ 43 เต็มไปด้วยคำหนุนใจสั้นๆที่จะนำไปใช้เป็นข้อๆหรือใช้ทั้งตอน ลองพิจารณาข้อความที่เลือกมาสองสามข้อต่อไปนี้ พระเจ้าได้ “สร้างท่าน” “ปั้นท่าน” “ไถ่ [ท่าน]แล้ว” และทรงเรียกคุณ “ตามชื่อ” (ข้อ 1) พระเจ้า “จะอยู่กับเจ้า” (ข้อ 2) พระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล” และพระองค์ทรงเป็น “[พระ]ผู้ช่วยให้รอด” ของเรา (ข้อ 3)</p>
<p>เมื่อคุณใคร่ครวญถึงพระสัญญาของพระเจ้า ขอให้พระสัญญาเหล่านั้นหนุนใจแก่คุณ และเมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณก็สามารถให้กำลังใจผู้อื่นได้ กล่องใส่ข้อพระคัมภีร์ไม่ได้มีราคาแพง แต่ส่งผลที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้จะผ่านไปห้าปีแล้ว การ์ดข้อพระคัมภีร์บางอันก็ยังคงมีคุณค่าทางใจสำหรับครอบครัวนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณพบพระสัญญาใดอีกบ้างในอิสยาห์ 43 คุณจะแบ่งปันการ์ด ส่งข้อความ หรือส่งอีเมลที่มีพระสัญญาของพระเจ้าให้ใครได้บ้างในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ในวันนี้ที่ พระคัมภีร์เต็มไปด้วยพระสัญญามากมาย และข้าพระองค์ได้รับการหนุนใจ แม้จากข้อพระคัมภีร์เพียงข้อเดียวในเวลาที่พอเหมาะ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 08 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c935653c/6b711ca8.mp3" length="12650397" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>791</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า [ อิสยาห์ 43:2 ]
วันนั้นเป็นวันที่ยาวนานในโรงพยาบาล ยังคงไม่มีคำอธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีผู้ร่าเริงสดใส ครอบครัวกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกท้อแท้ แต่พวกเขาต้องประหลาดใจที่มีกล่องตกแต่งอย่างสวยงามวางอยู่ที่ขั้นบันไดโดยมีข้อพระคัมภีร์อิสยาห์ 43:2 พิมพ์ไว้ด้านหน้า ส่วนด้านในมีข้อพระคัมภีร์หลากหลายที่เพื่อนๆเขียนด้วยลายมือเพื่อให้กำลังใจ หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นพวกเขาใช้เวลาไปกับคำหนุนใจจากข้อพระคัมภีร์และท่าทีที่เป็นห่วงเป็นใยจากมิตรสหายของครอบครัว
ผู้คนที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือปัญหาในครอบครัวต้องการกำลังใจที่จริงใจเสมอ พระคัมภีร์ทั้งที่ยกมาทั้งตอนหรือเพียงข้อเดียวก็สามารถหนุนใจทั้งตัวคุณ เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวได้ อิสยาห์ 43 เต็มไปด้วยคำหนุนใจสั้นๆที่จะนำไปใช้เป็นข้อๆหรือใช้ทั้งตอน ลองพิจารณาข้อความที่เลือกมาสองสามข้อต่อไปนี้ พระเจ้าได้ “สร้างท่าน” “ปั้นท่าน” “ไถ่ [ท่าน]แล้ว” และทรงเรียกคุณ “ตามชื่อ” (ข้อ 1) พระเจ้า “จะอยู่กับเจ้า” (ข้อ 2) พระองค์ทรงเป็น “องค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล” และพระองค์ทรงเป็น “[พระ]ผู้ช่วยให้รอด” ของเรา (ข้อ 3)
เมื่อคุณใคร่ครวญถึงพระสัญญาของพระเจ้า ขอให้พระสัญญาเหล่านั้นหนุนใจแก่คุณ และเมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่คุณต้องการแล้ว คุณก็สามารถให้กำลังใจผู้อื่นได้ กล่องใส่ข้อพระคัมภีร์ไม่ได้มีราคาแพง แต่ส่งผลที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้จะผ่านไปห้าปีแล้ว การ์ดข้อพระคัมภีร์บางอันก็ยังคงมีคุณค่าทางใจสำหรับครอบครัวนี้

คุณพบพระสัญญาใดอีกบ้างในอิสยาห์ 43 คุณจะแบ่งปันการ์ด ส่งข้อความ หรือส่งอีเมลที่มีพระสัญญาของพระเจ้าให้ใครได้บ้างในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ในวันนี้ที่ พระคัมภีร์เต็มไปด้วยพระสัญญามากมาย และข้าพระองค์ได้รับการหนุนใจ แม้จากข้อพระคัมภีร์เพียงข้อเดียวในเวลาที่พอเหมาะ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า [ อิสยาห์ 43:2 ]
วันนั้นเป็นวันที่ยาวนานในโรงพยาบาล ยังคงไม่มีคำอธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีผู้ร่าเริงสดใส ครอบครัวกลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกท้อแท้ แต่พวกเขาต้องประหลาดใจที่มีกล่องตกแต่งอย่างส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตใหม่ในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตใหม่ในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a107c377-6a9d-4838-812f-20e5d0172fb3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6d385772</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย [ กิจการ 2:38 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บาเฮียร์และเมเด็ตเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเติบโตมาด้วยกันในแถบเอเชียกลาง แต่เมื่อบาเฮียร์มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หลังจากที่เมเด็ตแจ้งความต่อหน่วยงานของรัฐ บาเฮียร์ก็ต้องทนทุกข์กับการถูกทรมานอย่างเจ็บปวด ผู้คุมตะคอกใส่เขาว่า “ปากนี้จะไม่พูดถึงพระนามของพระเยซูอีกต่อไป” แม้ว่าบาเฮียร์จะเลือดออกมาก แต่เขาก็พูดออกมาจนได้ว่า พวกผู้คุมอาจหยุดเขาไม่ให้พูดถึงพระคริสต์ แต่จะไม่มีวัน “เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในใจของผม”</p>
<p>คำพูดนั้นยังคงอยู่กับเมเด็ต ไม่กี่เดือนต่อมาเมเด็ตทนทุกข์กับความเจ็บป่วยและความสูญเสีย เขาจึงเดินทางไปตามหาบาเฮียร์ที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกแล้ว เขาเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งและขอให้เพื่อนแนะนำเขาให้รู้จักกับพระเยซู</p>
<p>เมเด็ตแสดงออกตามความรู้สึกผิดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในแบบเดียวกับผู้คนที่มารวมตัวกันรอบๆเปโตรในเทศกาลเพ็นเทคอสต์ พวกเขารู้สึก “แปลบปลาบใจ” เมื่อเห็นพระคุณของพระเจ้าที่หลั่งไหลมาและได้ยินคำพยานของเปโตรเกี่ยวกับพระคริสต์ (กจ.2:37) เปโตรเรียกร้องผู้คนให้กลับใจและรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู และมีประมาณสามพันคนที่ทำตาม พวกเขาละทิ้งวิถีชีวิตแบบเก่า เช่นเดียวกับที่เมเด็ตเองก็กลับใจและติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p>ของขวัญแห่งชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นมีให้สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ไม่ว่าเราจะเคยทำอะไรมาก่อน เราก็ยังสามารถชื่นชมยินดีในการที่บาปของเราได้รับการอภัยเมื่อเราวางใจในพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าบาเฮียร์รู้สึกอย่างไรเมื่อเมเด็ตมาขอให้เขาช่วยแนะนำให้รู้จักพระเยซู ความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ช่วยเราในเวลาแห่งการทดลองอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูองค์พระผู้ช่วย ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ ข้าพระองค์ขอวางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย [ กิจการ 2:38 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บาเฮียร์และเมเด็ตเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเติบโตมาด้วยกันในแถบเอเชียกลาง แต่เมื่อบาเฮียร์มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หลังจากที่เมเด็ตแจ้งความต่อหน่วยงานของรัฐ บาเฮียร์ก็ต้องทนทุกข์กับการถูกทรมานอย่างเจ็บปวด ผู้คุมตะคอกใส่เขาว่า “ปากนี้จะไม่พูดถึงพระนามของพระเยซูอีกต่อไป” แม้ว่าบาเฮียร์จะเลือดออกมาก แต่เขาก็พูดออกมาจนได้ว่า พวกผู้คุมอาจหยุดเขาไม่ให้พูดถึงพระคริสต์ แต่จะไม่มีวัน “เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในใจของผม”</p>
<p>คำพูดนั้นยังคงอยู่กับเมเด็ต ไม่กี่เดือนต่อมาเมเด็ตทนทุกข์กับความเจ็บป่วยและความสูญเสีย เขาจึงเดินทางไปตามหาบาเฮียร์ที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกแล้ว เขาเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งและขอให้เพื่อนแนะนำเขาให้รู้จักกับพระเยซู</p>
<p>เมเด็ตแสดงออกตามความรู้สึกผิดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในแบบเดียวกับผู้คนที่มารวมตัวกันรอบๆเปโตรในเทศกาลเพ็นเทคอสต์ พวกเขารู้สึก “แปลบปลาบใจ” เมื่อเห็นพระคุณของพระเจ้าที่หลั่งไหลมาและได้ยินคำพยานของเปโตรเกี่ยวกับพระคริสต์ (กจ.2:37) เปโตรเรียกร้องผู้คนให้กลับใจและรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู และมีประมาณสามพันคนที่ทำตาม พวกเขาละทิ้งวิถีชีวิตแบบเก่า เช่นเดียวกับที่เมเด็ตเองก็กลับใจและติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p>ของขวัญแห่งชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นมีให้สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ไม่ว่าเราจะเคยทำอะไรมาก่อน เราก็ยังสามารถชื่นชมยินดีในการที่บาปของเราได้รับการอภัยเมื่อเราวางใจในพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าบาเฮียร์รู้สึกอย่างไรเมื่อเมเด็ตมาขอให้เขาช่วยแนะนำให้รู้จักพระเยซู ความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ช่วยเราในเวลาแห่งการทดลองอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูองค์พระผู้ช่วย ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ ข้าพระองค์ขอวางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6d385772/af137d26.mp3" length="12911111" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>807</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย [ กิจการ 2:38 ]

บาเฮียร์และเมเด็ตเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเติบโตมาด้วยกันในแถบเอเชียกลาง แต่เมื่อบาเฮียร์มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หลังจากที่เมเด็ตแจ้งความต่อหน่วยงานของรัฐ บาเฮียร์ก็ต้องทนทุกข์กับการถูกทรมานอย่างเจ็บปวด ผู้คุมตะคอกใส่เขาว่า “ปากนี้จะไม่พูดถึงพระนามของพระเยซูอีกต่อไป” แม้ว่าบาเฮียร์จะเลือดออกมาก แต่เขาก็พูดออกมาจนได้ว่า พวกผู้คุมอาจหยุดเขาไม่ให้พูดถึงพระคริสต์ แต่จะไม่มีวัน “เปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในใจของผม”
คำพูดนั้นยังคงอยู่กับเมเด็ต ไม่กี่เดือนต่อมาเมเด็ตทนทุกข์กับความเจ็บป่วยและความสูญเสีย เขาจึงเดินทางไปตามหาบาเฮียร์ที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากคุกแล้ว เขาเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งและขอให้เพื่อนแนะนำเขาให้รู้จักกับพระเยซู
เมเด็ตแสดงออกตามความรู้สึกผิดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในแบบเดียวกับผู้คนที่มารวมตัวกันรอบๆเปโตรในเทศกาลเพ็นเทคอสต์ พวกเขารู้สึก “แปลบปลาบใจ” เมื่อเห็นพระคุณของพระเจ้าที่หลั่งไหลมาและได้ยินคำพยานของเปโตรเกี่ยวกับพระคริสต์ (กจ.2:37) เปโตรเรียกร้องผู้คนให้กลับใจและรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู และมีประมาณสามพันคนที่ทำตาม พวกเขาละทิ้งวิถีชีวิตแบบเก่า เช่นเดียวกับที่เมเด็ตเองก็กลับใจและติดตามองค์พระผู้ช่วยให้รอด
ของขวัญแห่งชีวิตใหม่ในพระเยซูนั้นมีให้สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ไม่ว่าเราจะเคยทำอะไรมาก่อน เราก็ยังสามารถชื่นชมยินดีในการที่บาปของเราได้รับการอภัยเมื่อเราวางใจในพระองค์

คุณคิดว่าบาเฮียร์รู้สึกอย่างไรเมื่อเมเด็ตมาขอให้เขาช่วยแนะนำให้รู้จักพระเยซู ความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ช่วยเราในเวลาแห่งการทดลองอย่างไร
พระเยซูองค์พระผู้ช่วย ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ ข้าพระองค์ขอวางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย [ กิจการ 2:38 ]

บาเฮียร์และเมเด็ตเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ซึ่งเติบโตมาด้วยกันในแถบเอเชียกลาง แต่เมื่อบาเฮียร์มาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หลั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทดลองและทดสอบ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทดลองและทดสอบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1df1ff28-a634-487d-8904-bb01666e6bf0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c38144be</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ [ 1 โครินธ์ 10:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สแตนลี่ย์รักในความยืดหยุ่นและอิสระของงานที่เขาทำในฐานะคนขับรถรับจ้างส่วนบุคคล โดยเฉพาะการที่เขาสามารถเริ่มและหยุดงานได้ตามเวลาที่ต้องการ และไม่ต้องรายงานเรื่องเวลาทำงานและความเคลื่อนไหวของตนให้กับใคร แต่เขากล่าวว่านั่นกลับเป็นเรื่องยากที่สุด</p>
<p>“การทำงานแบบนี้ทำให้มีเรื่องชู้สาวเข้ามาได้ง่ายมาก” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ผมรับผู้โดยสารทุกประเภท แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนในแต่ละวันรวมทั้งภรรยาของผมด้วย” การต่อต้านการทดลองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเพื่อนๆคนขับรถหลายคนก็ต้านทานไม่ไหว เขาอธิบายว่า “สิ่งที่หยุดผมไว้คือการคิดว่าพระเจ้าจะทรงคิดเช่นไร และภรรยาของผมจะรู้สึกอย่างไร”</p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราแต่ละคนทรงทราบถึงจุดอ่อนของเรา ความปรารถนาที่มี และทรงรู้ว่าเราถูกล่อลวงได้ง่ายเพียงใด แต่ตามที่ 1 โครินธ์ 10:11-13 เตือนว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้ “พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้” เปาโลกล่าวว่า “เมื่อท่านถูกทดลองนั้น [พระเจ้า ]จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้” (ข้อ 13) “ทางที่จะหลีกเลี่ยงได้” นั้นอาจเป็นความกลัวต่อผลที่ตามมา เป็นความรู้สึกผิด เป็นการคิดถึงข้อพระคัมภีร์ มีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจในเวลานั้นพอดี หรือสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ เมื่อเราขอกำลังจากพระเจ้า พระวิญญาณจะหันสายตาของเราจากสิ่งที่ล่อลวงเรา และช่วยให้เรามองไปยังทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งพระองค์ประทานให้</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีการทดลองอะไรที่คุณกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ มีทางหลีกเลี่ยงใด ที่พระเจ้ากำลังมอบให้คุณเพื่อช่วยคุณให้คงอยู่ในทางที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ของพระองค์</strong></p>
<p><em>พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบความอ่อนแอของข้าพระองค์ โปรดประทานกำลังที่จะต่อต้านการทดลอง และเพื่อจะเดินไปกับพระองค์ ในหนทางอันบริสุทธิ์และเป็นหนทางแห่งชีวิต</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ [ 1 โครินธ์ 10:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สแตนลี่ย์รักในความยืดหยุ่นและอิสระของงานที่เขาทำในฐานะคนขับรถรับจ้างส่วนบุคคล โดยเฉพาะการที่เขาสามารถเริ่มและหยุดงานได้ตามเวลาที่ต้องการ และไม่ต้องรายงานเรื่องเวลาทำงานและความเคลื่อนไหวของตนให้กับใคร แต่เขากล่าวว่านั่นกลับเป็นเรื่องยากที่สุด</p>
<p>“การทำงานแบบนี้ทำให้มีเรื่องชู้สาวเข้ามาได้ง่ายมาก” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ผมรับผู้โดยสารทุกประเภท แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนในแต่ละวันรวมทั้งภรรยาของผมด้วย” การต่อต้านการทดลองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเพื่อนๆคนขับรถหลายคนก็ต้านทานไม่ไหว เขาอธิบายว่า “สิ่งที่หยุดผมไว้คือการคิดว่าพระเจ้าจะทรงคิดเช่นไร และภรรยาของผมจะรู้สึกอย่างไร”</p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราแต่ละคนทรงทราบถึงจุดอ่อนของเรา ความปรารถนาที่มี และทรงรู้ว่าเราถูกล่อลวงได้ง่ายเพียงใด แต่ตามที่ 1 โครินธ์ 10:11-13 เตือนว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้ “พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้” เปาโลกล่าวว่า “เมื่อท่านถูกทดลองนั้น [พระเจ้า ]จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้” (ข้อ 13) “ทางที่จะหลีกเลี่ยงได้” นั้นอาจเป็นความกลัวต่อผลที่ตามมา เป็นความรู้สึกผิด เป็นการคิดถึงข้อพระคัมภีร์ มีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจในเวลานั้นพอดี หรือสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ เมื่อเราขอกำลังจากพระเจ้า พระวิญญาณจะหันสายตาของเราจากสิ่งที่ล่อลวงเรา และช่วยให้เรามองไปยังทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งพระองค์ประทานให้</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีการทดลองอะไรที่คุณกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ มีทางหลีกเลี่ยงใด ที่พระเจ้ากำลังมอบให้คุณเพื่อช่วยคุณให้คงอยู่ในทางที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ของพระองค์</strong></p>
<p><em>พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบความอ่อนแอของข้าพระองค์ โปรดประทานกำลังที่จะต่อต้านการทดลอง และเพื่อจะเดินไปกับพระองค์ ในหนทางอันบริสุทธิ์และเป็นหนทางแห่งชีวิต</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 06 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c38144be/49821e0d.mp3" length="9567997" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>598</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ [ 1 โครินธ์ 10:13 ]

สแตนลี่ย์รักในความยืดหยุ่นและอิสระของงานที่เขาทำในฐานะคนขับรถรับจ้างส่วนบุคคล โดยเฉพาะการที่เขาสามารถเริ่มและหยุดงานได้ตามเวลาที่ต้องการ และไม่ต้องรายงานเรื่องเวลาทำงานและความเคลื่อนไหวของตนให้กับใคร แต่เขากล่าวว่านั่นกลับเป็นเรื่องยากที่สุด
“การทำงานแบบนี้ทำให้มีเรื่องชู้สาวเข้ามาได้ง่ายมาก” เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา “ผมรับผู้โดยสารทุกประเภท แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนในแต่ละวันรวมทั้งภรรยาของผมด้วย” การต่อต้านการทดลองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเพื่อนๆคนขับรถหลายคนก็ต้านทานไม่ไหว เขาอธิบายว่า “สิ่งที่หยุดผมไว้คือการคิดว่าพระเจ้าจะทรงคิดเช่นไร และภรรยาของผมจะรู้สึกอย่างไร”
พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราแต่ละคนทรงทราบถึงจุดอ่อนของเรา ความปรารถนาที่มี และทรงรู้ว่าเราถูกล่อลวงได้ง่ายเพียงใด แต่ตามที่ 1 โครินธ์ 10:11-13 เตือนว่า เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระองค์ได้ “พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้” เปาโลกล่าวว่า “เมื่อท่านถูกทดลองนั้น [พระเจ้า ]จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้” (ข้อ 13) “ทางที่จะหลีกเลี่ยงได้” นั้นอาจเป็นความกลัวต่อผลที่ตามมา เป็นความรู้สึกผิด เป็นการคิดถึงข้อพระคัมภีร์ มีสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจในเวลานั้นพอดี หรือสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ เมื่อเราขอกำลังจากพระเจ้า พระวิญญาณจะหันสายตาของเราจากสิ่งที่ล่อลวงเรา และช่วยให้เรามองไปยังทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ซึ่งพระองค์ประทานให้

มีการทดลองอะไรที่คุณกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ มีทางหลีกเลี่ยงใด ที่พระเจ้ากำลังมอบให้คุณเพื่อช่วยคุณให้คงอยู่ในทางที่ถูกต้องและบริสุทธิ์ของพระองค์
พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบความอ่อนแอของข้าพระองค์ โปรดประทานกำลังที่จะต่อต้านการทดลอง และเพื่อจะเดินไปกับพระองค์ ในหนทางอันบริสุทธิ์และเป็นหนทางแห่งชีวิต</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ [ 1 โครินธ์ 10:13 ]

สแตนลี่ย์รักในความยืดหยุ่นและอิสระของงานที่เขาทำในฐานะคนขับรถรับจ้างส่วนบุคคล โดยเฉพาะการที่เขาสามารถเริ่มและหยุดงานได้ตามเวลาที่ต้องการ และไม่ต้องรายงานเรื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจของคริสต์มาส</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หัวใจของคริสต์มาส</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7d8b52aa-5495-433c-840d-bf77c09e4f3a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bc374039</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่ง... ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในงานเลี้ยงอาหารค่ำวันคริสต์มาสที่จัดขึ้นที่คริสตจักรของเราเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนานาชาติของผู้ที่มาร่วมงาน ฉันปรบมืออย่างสนุกสนานไปกับเสียงดาร์บูกา (กลองชนิดหนึ่ง) และเสียงอู๊ด (เครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์) ขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงคริสต์มาสดั้งเดิมของตะวันออกกลางชื่อว่า “เลย์ลัต อัล-มิลาด” นักร้องประจำวงได้อธิบายความหมายของชื่อเพลงว่า “คืนแห่งคริสต-สมภพ” เนื้อร้องเตือนใจผู้ฟังว่าหัวใจของคริสต์มาสคือการรับใช้ผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำให้แก่ผู้ที่กระหายน้ำ หรือการปลอบโยนผู้ที่ร้องไห้</p>
<p>บทเพลงนี้น่าจะนำมาจากคำอุปมาตอนหนึ่งที่พระเยซูทรงชมเชยผู้ติดตามของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขากระทำเพื่อพระองค์ คือพวกเขาได้จัดเตรียมอาหารเมื่อพระองค์ทรงหิว หาน้ำดื่มให้เมื่อทรงกระหาย และเป็นเพื่อนดูแลเมื่อพระองค์เจ็บป่วยและอยู่ลำพัง (มธ.25:34-36) แทนที่จะตอบรับคำชมเชยของพระเยซู ผู้คนในคำอุปมากลับประหลาดใจเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพระคริสต์ พระองค์ตรัสตอบว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)</p>
<p>ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ผู้คนมักได้รับการหนุนใจให้เข้าถึงหัวใจของคริสต์มาสด้วยการแสดงท่าทีในการเฉลิมฉลอง แต่ “เลย์ลัต อัล-มิลาด” เตือนว่าเราสามารถนำหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสไปปฏิบัติโดยการห่วงใยผู้อื่น และที่น่าประหลาดใจคือเมื่อเราทำเช่นนั้น เราไม่เพียงแต่รับใช้ผู้อื่นเท่านั้น แต่เรายังได้รับใช้พระเยซูด้วยเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเข้าใจหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสว่าอย่างไร คุณจะรับใช้ผู้อื่นในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงหัวใจของคริสต์มาส ที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างให้เราเห็น ด้วยการเสด็จเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อรับการปรนนิบัติแต่เพื่อเป็นผู้ปรนนิบัติ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่ง... ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในงานเลี้ยงอาหารค่ำวันคริสต์มาสที่จัดขึ้นที่คริสตจักรของเราเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนานาชาติของผู้ที่มาร่วมงาน ฉันปรบมืออย่างสนุกสนานไปกับเสียงดาร์บูกา (กลองชนิดหนึ่ง) และเสียงอู๊ด (เครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์) ขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงคริสต์มาสดั้งเดิมของตะวันออกกลางชื่อว่า “เลย์ลัต อัล-มิลาด” นักร้องประจำวงได้อธิบายความหมายของชื่อเพลงว่า “คืนแห่งคริสต-สมภพ” เนื้อร้องเตือนใจผู้ฟังว่าหัวใจของคริสต์มาสคือการรับใช้ผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำให้แก่ผู้ที่กระหายน้ำ หรือการปลอบโยนผู้ที่ร้องไห้</p>
<p>บทเพลงนี้น่าจะนำมาจากคำอุปมาตอนหนึ่งที่พระเยซูทรงชมเชยผู้ติดตามของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขากระทำเพื่อพระองค์ คือพวกเขาได้จัดเตรียมอาหารเมื่อพระองค์ทรงหิว หาน้ำดื่มให้เมื่อทรงกระหาย และเป็นเพื่อนดูแลเมื่อพระองค์เจ็บป่วยและอยู่ลำพัง (มธ.25:34-36) แทนที่จะตอบรับคำชมเชยของพระเยซู ผู้คนในคำอุปมากลับประหลาดใจเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพระคริสต์ พระองค์ตรัสตอบว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)</p>
<p>ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ผู้คนมักได้รับการหนุนใจให้เข้าถึงหัวใจของคริสต์มาสด้วยการแสดงท่าทีในการเฉลิมฉลอง แต่ “เลย์ลัต อัล-มิลาด” เตือนว่าเราสามารถนำหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสไปปฏิบัติโดยการห่วงใยผู้อื่น และที่น่าประหลาดใจคือเมื่อเราทำเช่นนั้น เราไม่เพียงแต่รับใช้ผู้อื่นเท่านั้น แต่เรายังได้รับใช้พระเยซูด้วยเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเข้าใจหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสว่าอย่างไร คุณจะรับใช้ผู้อื่นในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงหัวใจของคริสต์มาส ที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างให้เราเห็น ด้วยการเสด็จเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อรับการปรนนิบัติแต่เพื่อเป็นผู้ปรนนิบัติ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 05 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bc374039/8bbf4674.mp3" length="11459589" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่ง... ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำวันคริสต์มาสที่จัดขึ้นที่คริสตจักรของเราเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนานาชาติของผู้ที่มาร่วมงาน ฉันปรบมืออย่างสนุกสนานไปกับเสียงดาร์บูกา (กลองชนิดหนึ่ง) และเสียงอู๊ด (เครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์) ขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงคริสต์มาสดั้งเดิมของตะวันออกกลางชื่อว่า “เลย์ลัต อัล-มิลาด” นักร้องประจำวงได้อธิบายความหมายของชื่อเพลงว่า “คืนแห่งคริสต-สมภพ” เนื้อร้องเตือนใจผู้ฟังว่าหัวใจของคริสต์มาสคือการรับใช้ผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดหาน้ำให้แก่ผู้ที่กระหายน้ำ หรือการปลอบโยนผู้ที่ร้องไห้
บทเพลงนี้น่าจะนำมาจากคำอุปมาตอนหนึ่งที่พระเยซูทรงชมเชยผู้ติดตามของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขากระทำเพื่อพระองค์ คือพวกเขาได้จัดเตรียมอาหารเมื่อพระองค์ทรงหิว หาน้ำดื่มให้เมื่อทรงกระหาย และเป็นเพื่อนดูแลเมื่อพระองค์เจ็บป่วยและอยู่ลำพัง (มธ.25:34-36) แทนที่จะตอบรับคำชมเชยของพระเยซู ผู้คนในคำอุปมากลับประหลาดใจเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพระคริสต์ พระองค์ตรัสตอบว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)
ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ผู้คนมักได้รับการหนุนใจให้เข้าถึงหัวใจของคริสต์มาสด้วยการแสดงท่าทีในการเฉลิมฉลอง แต่ “เลย์ลัต อัล-มิลาด” เตือนว่าเราสามารถนำหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสไปปฏิบัติโดยการห่วงใยผู้อื่น และที่น่าประหลาดใจคือเมื่อเราทำเช่นนั้น เราไม่เพียงแต่รับใช้ผู้อื่นเท่านั้น แต่เรายังได้รับใช้พระเยซูด้วยเช่นกัน

คุณเข้าใจหัวใจที่แท้จริงของคริสต์มาสว่าอย่างไร คุณจะรับใช้ผู้อื่นในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงหัวใจของคริสต์มาส ที่พระองค์ทำเป็นแบบอย่างให้เราเห็น ด้วยการเสด็จเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อรับการปรนนิบัติแต่เพื่อเป็นผู้ปรนนิบัติ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่ง... ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำวันคริสต์มาสที่จัดขึ้นที่คริสตจักรของเราเพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนานาชาติของผู้ที่มาร่วมงาน ฉันปรบมืออย่างสนุกสนานไปกับเสียงดาร์บูกา (กลอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานตามพระทัยพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำอธิษฐานตามพระทัยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ad2cbddc-2581-4b18-93b0-2738d15bd03f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/35490d54</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด [ ลูกา 22:42 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู ฉันหยิบพระคัมภีร์เพื่อการเฝ้าเดี่ยวเล่มใหม่ขึ้นมาและอ่านข้อที่คุ้นเคยว่า “จงขอแล้วจะได้” (มธ.7:7) มีคำอธิบายเขียนไว้ว่า สิ่งที่เราควรทูลขอจากพระเจ้าจริงๆคือขอให้ความตั้งใจของเราสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อเราแสวงหาให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ เราก็มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับสิ่งที่ทูลขอ นั่นเป็นแนวคิดใหม่สำหรับฉัน และฉันก็ได้อธิษฐานขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของฉัน</p>
<p>ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง ฉันรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่คาดคิดเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานที่ฉันได้ปฏิเสธในใจไปแล้ว และฉันก็นึกถึงคำอธิษฐานนั้น บางทีสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องการอาจเป็นส่วนหนึ่งของน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชีวิตฉัน ฉันอธิษฐานต่อไปและรับงานนั้นในที่สุด</p>
<p>พระเยซูทรงวางแบบอย่างนี้ให้แก่เราในช่วงเวลาที่จริงจังและมีความสำคัญชั่วนิรันดร์ ก่อนการทรยศและถูกจับไปตรึงกางเขน พระองค์อธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป... แต่...อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) คำอธิษฐานของพระคริสต์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานขณะที่ทรงเผชิญความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ (ข้อ 44) แต่พระองค์ยังทรงสามารถอธิษฐาน “อย่างจริงจัง” (TNCV) เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นสำเร็จ</p>
<p>ให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จได้กลายเป็นคำอธิษฐานสูงสุดของชีวิตฉัน หมายความว่าฉันอาจปรารถนาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการหรือไม่ งานที่ฉันไม่ต้องการแต่แรกกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในสำนักพิมพ์คริสเตียน เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จแล้วในเวลานั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีคำอธิษฐานทูลขออะไรอยู่ในใจบ้าง คุณเชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงเรียกให้คุณทำอะไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้ทำตามพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด [ ลูกา 22:42 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู ฉันหยิบพระคัมภีร์เพื่อการเฝ้าเดี่ยวเล่มใหม่ขึ้นมาและอ่านข้อที่คุ้นเคยว่า “จงขอแล้วจะได้” (มธ.7:7) มีคำอธิบายเขียนไว้ว่า สิ่งที่เราควรทูลขอจากพระเจ้าจริงๆคือขอให้ความตั้งใจของเราสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อเราแสวงหาให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ เราก็มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับสิ่งที่ทูลขอ นั่นเป็นแนวคิดใหม่สำหรับฉัน และฉันก็ได้อธิษฐานขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของฉัน</p>
<p>ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง ฉันรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่คาดคิดเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานที่ฉันได้ปฏิเสธในใจไปแล้ว และฉันก็นึกถึงคำอธิษฐานนั้น บางทีสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องการอาจเป็นส่วนหนึ่งของน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชีวิตฉัน ฉันอธิษฐานต่อไปและรับงานนั้นในที่สุด</p>
<p>พระเยซูทรงวางแบบอย่างนี้ให้แก่เราในช่วงเวลาที่จริงจังและมีความสำคัญชั่วนิรันดร์ ก่อนการทรยศและถูกจับไปตรึงกางเขน พระองค์อธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป... แต่...อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) คำอธิษฐานของพระคริสต์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานขณะที่ทรงเผชิญความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ (ข้อ 44) แต่พระองค์ยังทรงสามารถอธิษฐาน “อย่างจริงจัง” (TNCV) เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นสำเร็จ</p>
<p>ให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จได้กลายเป็นคำอธิษฐานสูงสุดของชีวิตฉัน หมายความว่าฉันอาจปรารถนาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการหรือไม่ งานที่ฉันไม่ต้องการแต่แรกกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในสำนักพิมพ์คริสเตียน เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จแล้วในเวลานั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีคำอธิษฐานทูลขออะไรอยู่ในใจบ้าง คุณเชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงเรียกให้คุณทำอะไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้ทำตามพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/35490d54/05d2c7fd.mp3" length="10302229" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>644</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด [ ลูกา 22:42 ]

ขณะเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู ฉันหยิบพระคัมภีร์เพื่อการเฝ้าเดี่ยวเล่มใหม่ขึ้นมาและอ่านข้อที่คุ้นเคยว่า “จงขอแล้วจะได้” (มธ.7:7) มีคำอธิบายเขียนไว้ว่า สิ่งที่เราควรทูลขอจากพระเจ้าจริงๆคือขอให้ความตั้งใจของเราสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อเราแสวงหาให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ เราก็มั่นใจได้ว่าเราจะได้รับสิ่งที่ทูลขอ นั่นเป็นแนวคิดใหม่สำหรับฉัน และฉันก็ได้อธิษฐานขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของฉัน
ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง ฉันรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่คาดคิดเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานที่ฉันได้ปฏิเสธในใจไปแล้ว และฉันก็นึกถึงคำอธิษฐานนั้น บางทีสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องการอาจเป็นส่วนหนึ่งของน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับชีวิตฉัน ฉันอธิษฐานต่อไปและรับงานนั้นในที่สุด
พระเยซูทรงวางแบบอย่างนี้ให้แก่เราในช่วงเวลาที่จริงจังและมีความสำคัญชั่วนิรันดร์ ก่อนการทรยศและถูกจับไปตรึงกางเขน พระองค์อธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป... แต่...อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) คำอธิษฐานของพระคริสต์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานขณะที่ทรงเผชิญความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ (ข้อ 44) แต่พระองค์ยังทรงสามารถอธิษฐาน “อย่างจริงจัง” (TNCV) เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้านั้นสำเร็จ
ให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จได้กลายเป็นคำอธิษฐานสูงสุดของชีวิตฉัน หมายความว่าฉันอาจปรารถนาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการหรือไม่ งานที่ฉันไม่ต้องการแต่แรกกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางในสำนักพิมพ์คริสเตียน เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จแล้วในเวลานั้น

คุณมีคำอธิษฐานทูลขออะไรอยู่ในใจบ้าง คุณเชื่อว่าพระเจ้ากำลังทรงเรียกให้คุณทำอะไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดทรงนำข้าพระองค์ให้ทำตามพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด [ ลูกา 22:42 ]

ขณะเป็นผู้เชื่อใหม่ในพระเยซู ฉันหยิบพระคัมภีร์เพื่อการเฝ้าเดี่ยวเล่มใหม่ขึ้นมาและอ่าน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อชีวิตปรากฏ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อชีวิตปรากฏ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">737b68e9-2325-4fb6-9533-4dbfed44a5c9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f4d49811</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ.1986 ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อความรุนแรงของภัยพิบัติปรากฏชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็รีบเร่งทำภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดในการจำกัดวงของรังสี รังสีแกมม่าที่เป็นอันตรายจากเศษซากที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงยังคงทำลายหุ่นยนต์ที่นำไปใช้ในการเก็บกวาดสิ่งที่เป็นพิษเหล่านี้</p>
<p>ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้ “หุ่นยนต์ที่มีชีวิต” ซึ่งก็คือมนุษย์นั่นเอง! วีรบุรุษหลายพันคนกลายเป็น “ผู้ชำระล้างเชอร์โนบิล” พวกเขากำจัดวัตถุอันตรายด้วยการ “ผลัดเวร” ครั้งละเก้าสิบวินาทีหรือน้อยกว่านั้น คนเหล่านั้นทำในสิ่งที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ โดยที่แต่ละคนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงยิ่ง</p>
<p>นานมาแล้ว การกบฏของเราต่อพระเจ้าทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงที่นำไปสู่หายนะทั้งหลายที่ตามมา (ดูปฐก.3) โดยทางอาดัมและเอวา เราได้เลือกที่จะแยกทางกับพระผู้สร้างของเรา และเราได้ทำให้โลกนี้อยู่ในภาวะเป็นพิษที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราไม่มีทางเก็บกวาดได้ด้วยตัวเราเอง</p>
<p>นั่นคือความหมายทั้งหมดของวันคริสต์มาส อัครทูตยอห์นเขียนถึงพระเยซูว่า “และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย” (1ยน.1:2) แล้วยอห์นประกาศว่า “พระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (ข้อ 7)</p>
<p>สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไม่สามารถให้ในสิ่งที่พระเยซูประทานนี้ได้ เมื่อเราเชื่อในพระองค์ พระองค์จะทรงฟื้นฟูเราให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระบิดาของพระองค์ พระเยซูเป็นผู้ชำระล้างความตาย ชีวิตนั้นได้ปรากฏแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะพยายามเก็บกวาดปัญหาที่ยุ่งเหยิงของคุณอย่างไร คุณจะมอบความกังวลให้กับพระเยซูอย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกนี้เพื่อเก็บกวาดความยุ่งเหยิงของเรา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ.1986 ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อความรุนแรงของภัยพิบัติปรากฏชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็รีบเร่งทำภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดในการจำกัดวงของรังสี รังสีแกมม่าที่เป็นอันตรายจากเศษซากที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงยังคงทำลายหุ่นยนต์ที่นำไปใช้ในการเก็บกวาดสิ่งที่เป็นพิษเหล่านี้</p>
<p>ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้ “หุ่นยนต์ที่มีชีวิต” ซึ่งก็คือมนุษย์นั่นเอง! วีรบุรุษหลายพันคนกลายเป็น “ผู้ชำระล้างเชอร์โนบิล” พวกเขากำจัดวัตถุอันตรายด้วยการ “ผลัดเวร” ครั้งละเก้าสิบวินาทีหรือน้อยกว่านั้น คนเหล่านั้นทำในสิ่งที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ โดยที่แต่ละคนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงยิ่ง</p>
<p>นานมาแล้ว การกบฏของเราต่อพระเจ้าทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงที่นำไปสู่หายนะทั้งหลายที่ตามมา (ดูปฐก.3) โดยทางอาดัมและเอวา เราได้เลือกที่จะแยกทางกับพระผู้สร้างของเรา และเราได้ทำให้โลกนี้อยู่ในภาวะเป็นพิษที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราไม่มีทางเก็บกวาดได้ด้วยตัวเราเอง</p>
<p>นั่นคือความหมายทั้งหมดของวันคริสต์มาส อัครทูตยอห์นเขียนถึงพระเยซูว่า “และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย” (1ยน.1:2) แล้วยอห์นประกาศว่า “พระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (ข้อ 7)</p>
<p>สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไม่สามารถให้ในสิ่งที่พระเยซูประทานนี้ได้ เมื่อเราเชื่อในพระองค์ พระองค์จะทรงฟื้นฟูเราให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระบิดาของพระองค์ พระเยซูเป็นผู้ชำระล้างความตาย ชีวิตนั้นได้ปรากฏแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะพยายามเก็บกวาดปัญหาที่ยุ่งเหยิงของคุณอย่างไร คุณจะมอบความกังวลให้กับพระเยซูอย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกนี้เพื่อเก็บกวาดความยุ่งเหยิงของเรา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 03 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f4d49811/0b88421e.mp3" length="13321601" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>833</itunes:duration>
      <itunes:summary>และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]

ในปีค.ศ.1986 ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อความรุนแรงของภัยพิบัติปรากฏชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็รีบเร่งทำภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดในการจำกัดวงของรังสี รังสีแกมม่าที่เป็นอันตรายจากเศษซากที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงยังคงทำลายหุ่นยนต์ที่นำไปใช้ในการเก็บกวาดสิ่งที่เป็นพิษเหล่านี้
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้ “หุ่นยนต์ที่มีชีวิต” ซึ่งก็คือมนุษย์นั่นเอง! วีรบุรุษหลายพันคนกลายเป็น “ผู้ชำระล้างเชอร์โนบิล” พวกเขากำจัดวัตถุอันตรายด้วยการ “ผลัดเวร” ครั้งละเก้าสิบวินาทีหรือน้อยกว่านั้น คนเหล่านั้นทำในสิ่งที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ โดยที่แต่ละคนตกอยู่ในความเสี่ยงสูงยิ่ง
นานมาแล้ว การกบฏของเราต่อพระเจ้าทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงที่นำไปสู่หายนะทั้งหลายที่ตามมา (ดูปฐก.3) โดยทางอาดัมและเอวา เราได้เลือกที่จะแยกทางกับพระผู้สร้างของเรา และเราได้ทำให้โลกนี้อยู่ในภาวะเป็นพิษที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราไม่มีทางเก็บกวาดได้ด้วยตัวเราเอง
นั่นคือความหมายทั้งหมดของวันคริสต์มาส อัครทูตยอห์นเขียนถึงพระเยซูว่า “และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย” (1ยน.1:2) แล้วยอห์นประกาศว่า “พระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (ข้อ 7)
สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไม่สามารถให้ในสิ่งที่พระเยซูประทานนี้ได้ เมื่อเราเชื่อในพระองค์ พระองค์จะทรงฟื้นฟูเราให้มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระบิดาของพระองค์ พระเยซูเป็นผู้ชำระล้างความตาย ชีวิตนั้นได้ปรากฏแล้ว

คุณจะพยายามเก็บกวาดปัญหาที่ยุ่งเหยิงของคุณอย่างไร คุณจะมอบความกังวลให้กับพระเยซูอย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลกนี้เพื่อเก็บกวาดความยุ่งเหยิงของเรา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน [ 1 ยอห์น 1:2 ]

ในปีค.ศ.1986 ภัยพิบัตินิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อความรุนแรงของภัยพิบัติปรากฏชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็รีบเร่งทำภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดในการจำกัดวงของรังสี รังสีแกมม่าที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงรู้จักฉัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงรู้จักฉัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5ff72371-8c1c-4090-95f9-893bf4e763ed</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fbf83163</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์ [ สดุดี 139:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อพี่สาวฉันพบหนังสือนิทานในวัยเด็กของเรา แม่ของฉันซึ่งตอนนี้อายุเจ็ดสิบปีแล้วรู้สึกดีใจมาก ท่านจำรายละเอียดตลกๆทั้งหมดของเจ้าหมีที่ขโมยน้ำผึ้งและถูกฝูงผึ้งที่โมโหไล่ล่าได้ ท่านยังจำได้ว่าฉันกับพี่หัวเราะกันขนาดไหนในขณะที่คอยลุ้นให้เจ้าหมีหนีไปได้ ฉันบอกแม่ว่า “ขอบคุณค่ะที่คอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังตอนเรายังเด็ก” ท่านรู้เรื่องราวทั้งหมดของฉันรวมถึงสิ่งที่ฉันเป็นในวัยเด็กด้วย ตอนนี้ฉันโตแล้ว ท่านก็ยังรู้จักและเข้าใจฉัน</p>
<p>พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะสามารถรู้จักได้ รวมถึงตัวเราเองด้วย ดาวิดบอกว่าพระองค์ทรง “ตรวจสอบ” เรา (สดด.139:1) พระองค์ทรงตรวจสอบเราด้วยความรักและเข้าใจเราอย่างถ่องแท้ พระเจ้าทรงทราบความคิดของเรา ทรงเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังและความหมายของสิ่งที่เราพูด (ข้อ 2, 4) พระองค์ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับทุกรายละเอียดที่ทำให้เราเป็นเรา และพระองค์ทรงใช้ความรู้นี้เพื่อช่วยเรา (ข้อ 2-5) พระองค์ผู้ทรงรู้จักเรามากที่สุดจะไม่หันหลังใส่เราด้วยความไม่พอใจ แต่จะทรงเข้ามาหาเราด้วยความรักและพระปัญญาของพระองค์</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยว ถูกมองข้าม หรือถูกลืม เรารู้สึกมั่นคงได้ในความจริงที่ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเสมอ ทรงมองเห็นเรา และรู้จักเรา (ข้อ 7-10) พระองค์ทรงรู้จักเราในทุกแง่มุมที่คนอื่นไม่รู้ และอื่นๆอีกมากมาย เราสามารถพูดด้วยความมั่นใจเช่นเดียวกับดาวิดว่า “พระองค์ได้...ทรงรู้จักข้าพระองค์...พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 1, 10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับการหนุนใจอย่างไรจากพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักและพระปัญญา ผู้ทรงรู้จักคุณเป็นอย่างดี คุณจะแบ่งปันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ดีที่สุดและรักข้าพระองค์มากที่สุด ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งที่พระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์ [ สดุดี 139:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อพี่สาวฉันพบหนังสือนิทานในวัยเด็กของเรา แม่ของฉันซึ่งตอนนี้อายุเจ็ดสิบปีแล้วรู้สึกดีใจมาก ท่านจำรายละเอียดตลกๆทั้งหมดของเจ้าหมีที่ขโมยน้ำผึ้งและถูกฝูงผึ้งที่โมโหไล่ล่าได้ ท่านยังจำได้ว่าฉันกับพี่หัวเราะกันขนาดไหนในขณะที่คอยลุ้นให้เจ้าหมีหนีไปได้ ฉันบอกแม่ว่า “ขอบคุณค่ะที่คอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังตอนเรายังเด็ก” ท่านรู้เรื่องราวทั้งหมดของฉันรวมถึงสิ่งที่ฉันเป็นในวัยเด็กด้วย ตอนนี้ฉันโตแล้ว ท่านก็ยังรู้จักและเข้าใจฉัน</p>
<p>พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะสามารถรู้จักได้ รวมถึงตัวเราเองด้วย ดาวิดบอกว่าพระองค์ทรง “ตรวจสอบ” เรา (สดด.139:1) พระองค์ทรงตรวจสอบเราด้วยความรักและเข้าใจเราอย่างถ่องแท้ พระเจ้าทรงทราบความคิดของเรา ทรงเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังและความหมายของสิ่งที่เราพูด (ข้อ 2, 4) พระองค์ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับทุกรายละเอียดที่ทำให้เราเป็นเรา และพระองค์ทรงใช้ความรู้นี้เพื่อช่วยเรา (ข้อ 2-5) พระองค์ผู้ทรงรู้จักเรามากที่สุดจะไม่หันหลังใส่เราด้วยความไม่พอใจ แต่จะทรงเข้ามาหาเราด้วยความรักและพระปัญญาของพระองค์</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยว ถูกมองข้าม หรือถูกลืม เรารู้สึกมั่นคงได้ในความจริงที่ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเสมอ ทรงมองเห็นเรา และรู้จักเรา (ข้อ 7-10) พระองค์ทรงรู้จักเราในทุกแง่มุมที่คนอื่นไม่รู้ และอื่นๆอีกมากมาย เราสามารถพูดด้วยความมั่นใจเช่นเดียวกับดาวิดว่า “พระองค์ได้...ทรงรู้จักข้าพระองค์...พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 1, 10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับการหนุนใจอย่างไรจากพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักและพระปัญญา ผู้ทรงรู้จักคุณเป็นอย่างดี คุณจะแบ่งปันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ดีที่สุดและรักข้าพระองค์มากที่สุด ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งที่พระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fbf83163/66aae580.mp3" length="11203081" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>701</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์ [ สดุดี 139:1 ]

เมื่อพี่สาวฉันพบหนังสือนิทานในวัยเด็กของเรา แม่ของฉันซึ่งตอนนี้อายุเจ็ดสิบปีแล้วรู้สึกดีใจมาก ท่านจำรายละเอียดตลกๆทั้งหมดของเจ้าหมีที่ขโมยน้ำผึ้งและถูกฝูงผึ้งที่โมโหไล่ล่าได้ ท่านยังจำได้ว่าฉันกับพี่หัวเราะกันขนาดไหนในขณะที่คอยลุ้นให้เจ้าหมีหนีไปได้ ฉันบอกแม่ว่า “ขอบคุณค่ะที่คอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังตอนเรายังเด็ก” ท่านรู้เรื่องราวทั้งหมดของฉันรวมถึงสิ่งที่ฉันเป็นในวัยเด็กด้วย ตอนนี้ฉันโตแล้ว ท่านก็ยังรู้จักและเข้าใจฉัน
พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะสามารถรู้จักได้ รวมถึงตัวเราเองด้วย ดาวิดบอกว่าพระองค์ทรง “ตรวจสอบ” เรา (สดด.139:1) พระองค์ทรงตรวจสอบเราด้วยความรักและเข้าใจเราอย่างถ่องแท้ พระเจ้าทรงทราบความคิดของเรา ทรงเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังและความหมายของสิ่งที่เราพูด (ข้อ 2, 4) พระองค์ทรงสนิทสนมคุ้นเคยกับทุกรายละเอียดที่ทำให้เราเป็นเรา และพระองค์ทรงใช้ความรู้นี้เพื่อช่วยเรา (ข้อ 2-5) พระองค์ผู้ทรงรู้จักเรามากที่สุดจะไม่หันหลังใส่เราด้วยความไม่พอใจ แต่จะทรงเข้ามาหาเราด้วยความรักและพระปัญญาของพระองค์
เมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยว ถูกมองข้าม หรือถูกลืม เรารู้สึกมั่นคงได้ในความจริงที่ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเสมอ ทรงมองเห็นเรา และรู้จักเรา (ข้อ 7-10) พระองค์ทรงรู้จักเราในทุกแง่มุมที่คนอื่นไม่รู้ และอื่นๆอีกมากมาย เราสามารถพูดด้วยความมั่นใจเช่นเดียวกับดาวิดว่า “พระองค์ได้...ทรงรู้จักข้าพระองค์...พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 1, 10)

คุณได้รับการหนุนใจอย่างไรจากพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักและพระปัญญา ผู้ทรงรู้จักคุณเป็นอย่างดี คุณจะแบ่งปันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์กับผู้อื่นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ดีที่สุดและรักข้าพระองค์มากที่สุด ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งที่พระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์ [ สดุดี 139:1 ]

เมื่อพี่สาวฉันพบหนังสือนิทานในวัยเด็กของเรา แม่ของฉันซึ่งตอนนี้อายุเจ็ดสิบปีแล้วรู้สึกดีใจมาก ท่านจำรายละเอียดตลกๆทั้งหมดของเจ้าหมีที่ขโมยน้ำผึ้งและถูกฝูงผึ้งที่โมโหไล่ล่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ให้กำลังใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้ให้กำลังใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8cf88ac1-5d38-4697-866e-0da1ada2497b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3b05ae6d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[บารนาบัส]ให้กำลังใจพวกเขาทุกคนให้สัตย์ซื่อ มั่นคงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดใจ [ กิจการ 11:23 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“กำลังใจแบบจัดเต็ม” นั่นคือวลีที่ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ใช้เพื่อบรรยายถึงกำลังใจที่ี ซี.เอส.ลูอิส ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานของเขา ได้มอบให้ในขณะที่เขาเขียนมหากาพย์ไตรภาคเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ งานเขียนชุดนี้ต้องใช้ความอุตสาหะและพิถีพิถันมาก และตัวเขาเองต้องพิมพ์ต้นฉบับที่ยาวมากนี้ มากกว่าสองครั้ง เมื่อเขาส่งต้นฉบับนั้นไปให้ลูอิส ลูอิสก็ตอบว่า “สมแล้วกับที่คุณใช้เวลาเขียนนานหลายปี”</p>
<p>ผู้ให้กำลังใจซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นโยเซฟจากไซปรัส หรือที่รู้จักกันดีในชื่อบารนาบัส (แปลว่า “ลูกแห่งการหนุนน้ำใจ”) ซึ่งเป็นชื่อที่อัครทูตตั้งให้ท่าน (กจ.4:36) บารนาบัสเป็นผู้แก้ต่างให้เปาโลต่อบรรดาอัครทูต (9:27) ต่อมาเมื่อผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวเริ่มมาเชื่อในพระเยซู ลูกาบอกเราว่าบารนาบัส “ก็ปีติยินดีจึงได้เตือนคนเหล่านั้นให้ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า (11:23) ลูกาอธิบายว่าเขาเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเชื่อ” และเพิ่มเติมอีกว่าเพราะเขา “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)</p>
<p>คำพูดที่ให้กำลังใจมีคุณค่าเกินกว่าจะวัดได้ เมื่อเรามอบถ้อยคำแห่งความเชื่อและความรักแก่ผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงประทาน “ความชูใจนิรันดร์” (2 ธส.2:16) อาจทำงานผ่านสิ่งที่เราแบ่งปันเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนตลอดไป ขอพระองค์ทรงช่วยเรามอบ “กำลังใจแบบจัดเต็ม” ให้กับใครสักคนในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีใครบ้างที่คุณอยากจะให้กำลังใจเขา คุณจะแบ่งปันความรักของพระเจ้ากับพวกเขาผ่านการกระทำหรือคำพูดที่ดีในแบบใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะเป็นกำลังใจให้กับใครสักคนหนึ่งในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[บารนาบัส]ให้กำลังใจพวกเขาทุกคนให้สัตย์ซื่อ มั่นคงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดใจ [ กิจการ 11:23 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“กำลังใจแบบจัดเต็ม” นั่นคือวลีที่ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ใช้เพื่อบรรยายถึงกำลังใจที่ี ซี.เอส.ลูอิส ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานของเขา ได้มอบให้ในขณะที่เขาเขียนมหากาพย์ไตรภาคเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ งานเขียนชุดนี้ต้องใช้ความอุตสาหะและพิถีพิถันมาก และตัวเขาเองต้องพิมพ์ต้นฉบับที่ยาวมากนี้ มากกว่าสองครั้ง เมื่อเขาส่งต้นฉบับนั้นไปให้ลูอิส ลูอิสก็ตอบว่า “สมแล้วกับที่คุณใช้เวลาเขียนนานหลายปี”</p>
<p>ผู้ให้กำลังใจซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นโยเซฟจากไซปรัส หรือที่รู้จักกันดีในชื่อบารนาบัส (แปลว่า “ลูกแห่งการหนุนน้ำใจ”) ซึ่งเป็นชื่อที่อัครทูตตั้งให้ท่าน (กจ.4:36) บารนาบัสเป็นผู้แก้ต่างให้เปาโลต่อบรรดาอัครทูต (9:27) ต่อมาเมื่อผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวเริ่มมาเชื่อในพระเยซู ลูกาบอกเราว่าบารนาบัส “ก็ปีติยินดีจึงได้เตือนคนเหล่านั้นให้ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า (11:23) ลูกาอธิบายว่าเขาเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเชื่อ” และเพิ่มเติมอีกว่าเพราะเขา “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)</p>
<p>คำพูดที่ให้กำลังใจมีคุณค่าเกินกว่าจะวัดได้ เมื่อเรามอบถ้อยคำแห่งความเชื่อและความรักแก่ผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงประทาน “ความชูใจนิรันดร์” (2 ธส.2:16) อาจทำงานผ่านสิ่งที่เราแบ่งปันเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนตลอดไป ขอพระองค์ทรงช่วยเรามอบ “กำลังใจแบบจัดเต็ม” ให้กับใครสักคนในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีใครบ้างที่คุณอยากจะให้กำลังใจเขา คุณจะแบ่งปันความรักของพระเจ้ากับพวกเขาผ่านการกระทำหรือคำพูดที่ดีในแบบใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะเป็นกำลังใจให้กับใครสักคนหนึ่งในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 01 Dec 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3b05ae6d/4b39504f.mp3" length="11447677" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>[บารนาบัส]ให้กำลังใจพวกเขาทุกคนให้สัตย์ซื่อ มั่นคงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดใจ [ กิจการ 11:23 TNCV ]

“กำลังใจแบบจัดเต็ม” นั่นคือวลีที่ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ใช้เพื่อบรรยายถึงกำลังใจที่ี ซี.เอส.ลูอิส ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานของเขา ได้มอบให้ในขณะที่เขาเขียนมหากาพย์ไตรภาคเรื่องเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ งานเขียนชุดนี้ต้องใช้ความอุตสาหะและพิถีพิถันมาก และตัวเขาเองต้องพิมพ์ต้นฉบับที่ยาวมากนี้ มากกว่าสองครั้ง เมื่อเขาส่งต้นฉบับนั้นไปให้ลูอิส ลูอิสก็ตอบว่า “สมแล้วกับที่คุณใช้เวลาเขียนนานหลายปี”
ผู้ให้กำลังใจซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในพระคัมภีร์น่าจะเป็นโยเซฟจากไซปรัส หรือที่รู้จักกันดีในชื่อบารนาบัส (แปลว่า “ลูกแห่งการหนุนน้ำใจ”) ซึ่งเป็นชื่อที่อัครทูตตั้งให้ท่าน (กจ.4:36) บารนาบัสเป็นผู้แก้ต่างให้เปาโลต่อบรรดาอัครทูต (9:27) ต่อมาเมื่อผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวเริ่มมาเชื่อในพระเยซู ลูกาบอกเราว่าบารนาบัส “ก็ปีติยินดีจึงได้เตือนคนเหล่านั้นให้ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า (11:23) ลูกาอธิบายว่าเขาเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และความเชื่อ” และเพิ่มเติมอีกว่าเพราะเขา “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)
คำพูดที่ให้กำลังใจมีคุณค่าเกินกว่าจะวัดได้ เมื่อเรามอบถ้อยคำแห่งความเชื่อและความรักแก่ผู้อื่น พระเจ้าผู้ทรงประทาน “ความชูใจนิรันดร์” (2 ธส.2:16) อาจทำงานผ่านสิ่งที่เราแบ่งปันเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนตลอดไป ขอพระองค์ทรงช่วยเรามอบ “กำลังใจแบบจัดเต็ม” ให้กับใครสักคนในวันนี้

มีใครบ้างที่คุณอยากจะให้กำลังใจเขา คุณจะแบ่งปันความรักของพระเจ้ากับพวกเขาผ่านการกระทำหรือคำพูดที่ดีในแบบใด
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะเป็นกำลังใจให้กับใครสักคนหนึ่งในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[บารนาบัส]ให้กำลังใจพวกเขาทุกคนให้สัตย์ซื่อ มั่นคงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดใจ [ กิจการ 11:23 TNCV ]

“กำลังใจแบบจัดเต็ม” นั่นคือวลีที่ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ใช้เพื่อบรรยายถึงกำลังใจที่ี ซี.เอส.ลูอิส ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมงานของเขา ได้มอบให้ในขณะที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชื่อเสียงดีเพื่อพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชื่อเสียงดีเพื่อพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d18a14d5-f506-4f2d-9f1b-c61b1141ace5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/73b5cb04</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ [ มัทธิว 5:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ชาร์ลี วอร์ดาเป็นนักกีฬาในสองประเภท ในปีค.ศ. 1993 ควอเตอร์แบ็กหนุ่มคนนี้ได้รับรางวัลไฮส์แมนโทร-ฟี่ในฐานะนักอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศ และเขายังเป็นดาวเด่นในทีมบาสเกตบอลอีกด้วย</p>
<p>วันหนึ่งในระหว่างการพูดคุยก่อนการแข่งขัน โค้ชบาสเกตบอลของเขาใช้ภาษาที่ไม่สุภาพขณะพูดคุยกับผู้เล่น เขาสังเกตเห็นว่าชาร์ลี “มีท่าทีอึดอัด” จึงพูดว่า “มีอะไรหรือเปล่าชาร์ลี” ชาร์ลีกล่าวว่า “โค้ชครับ คือว่า โค้ชโบว์เดน [โค้ชฟุตบอล] ไม่ได้ใช้ภาษาแบบนั้น และเขาก็ทำให้เราเล่นกันอย่างเต็มที่”</p>
<p>ลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ของชาร์ลีทำให้เขาพูดคุยอย่างสุภาพกับโค้ชบาสเกตบอลเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ จริงๆแล้ว โค้ชบอกนักข่าวว่า เวลาที่เขาคุยกับชาร์ลีนั้น “มันราวกับว่ามีทูตสวรรค์กำลังมองมาที่คุณ”</p>
<p>ชื่อเสียงที่ดีในหมู่ผู้ไม่เชื่อและคำพยานที่สัตย์ซื่อในเรื่องพระคริสต์นั้นยากที่จะรักษาไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราผู้เชื่อในพระเยซูสามารถเป็นเหมือนพระองค์ได้มากขึ้นโดยมีพระองค์ทรงคอยช่วยเหลือและนำทางเรา ในทิตัส 2 บอกให้ชายหนุ่มและรวมถึงผู้เชื่อทุกคน “ ให้รู้จักควบคุมตนเอง ” (ข้อ 6 TNCV) และให้ “สำแดงความซื่อตรง...และถ้อยคำอันมีหลักซึ่งไม่มีใครตำหนิได้” (ข้อ 7-8 TNCV)</p>
<p>เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนั้นด้วยกำลังของพระคริสต์ เราจะไม่เพียงถวายเกียรติแด่พระองค์เท่านั้น แต่ยังสร้างชื่อเสียงที่ดีด้วย แล้วเมื่อพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาที่เราต้องการ คนอื่นจึงจะยอมฟังในสิ่งที่เราพูด</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชื่อเสียงดีช่วยให้คุณมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้อย่างไร สิ่งใดจะช่วยให้คุณมีลักษณะที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีคุณลักษณะ ที่สะท้อนถึงพระองค์และถวายเกียรติแด่พระองค์มากยิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ [ มัทธิว 5:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ชาร์ลี วอร์ดาเป็นนักกีฬาในสองประเภท ในปีค.ศ. 1993 ควอเตอร์แบ็กหนุ่มคนนี้ได้รับรางวัลไฮส์แมนโทร-ฟี่ในฐานะนักอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศ และเขายังเป็นดาวเด่นในทีมบาสเกตบอลอีกด้วย</p>
<p>วันหนึ่งในระหว่างการพูดคุยก่อนการแข่งขัน โค้ชบาสเกตบอลของเขาใช้ภาษาที่ไม่สุภาพขณะพูดคุยกับผู้เล่น เขาสังเกตเห็นว่าชาร์ลี “มีท่าทีอึดอัด” จึงพูดว่า “มีอะไรหรือเปล่าชาร์ลี” ชาร์ลีกล่าวว่า “โค้ชครับ คือว่า โค้ชโบว์เดน [โค้ชฟุตบอล] ไม่ได้ใช้ภาษาแบบนั้น และเขาก็ทำให้เราเล่นกันอย่างเต็มที่”</p>
<p>ลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ของชาร์ลีทำให้เขาพูดคุยอย่างสุภาพกับโค้ชบาสเกตบอลเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ จริงๆแล้ว โค้ชบอกนักข่าวว่า เวลาที่เขาคุยกับชาร์ลีนั้น “มันราวกับว่ามีทูตสวรรค์กำลังมองมาที่คุณ”</p>
<p>ชื่อเสียงที่ดีในหมู่ผู้ไม่เชื่อและคำพยานที่สัตย์ซื่อในเรื่องพระคริสต์นั้นยากที่จะรักษาไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราผู้เชื่อในพระเยซูสามารถเป็นเหมือนพระองค์ได้มากขึ้นโดยมีพระองค์ทรงคอยช่วยเหลือและนำทางเรา ในทิตัส 2 บอกให้ชายหนุ่มและรวมถึงผู้เชื่อทุกคน “ ให้รู้จักควบคุมตนเอง ” (ข้อ 6 TNCV) และให้ “สำแดงความซื่อตรง...และถ้อยคำอันมีหลักซึ่งไม่มีใครตำหนิได้” (ข้อ 7-8 TNCV)</p>
<p>เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนั้นด้วยกำลังของพระคริสต์ เราจะไม่เพียงถวายเกียรติแด่พระองค์เท่านั้น แต่ยังสร้างชื่อเสียงที่ดีด้วย แล้วเมื่อพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาที่เราต้องการ คนอื่นจึงจะยอมฟังในสิ่งที่เราพูด</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชื่อเสียงดีช่วยให้คุณมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้อย่างไร สิ่งใดจะช่วยให้คุณมีลักษณะที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีคุณลักษณะ ที่สะท้อนถึงพระองค์และถวายเกียรติแด่พระองค์มากยิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 30 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/73b5cb04/5685ffcc.mp3" length="10056085" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>629</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ [ มัทธิว 5:16 ]

สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ชาร์ลี วอร์ดาเป็นนักกีฬาในสองประเภท ในปีค.ศ. 1993 ควอเตอร์แบ็กหนุ่มคนนี้ได้รับรางวัลไฮส์แมนโทร-ฟี่ในฐานะนักอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศ และเขายังเป็นดาวเด่นในทีมบาสเกตบอลอีกด้วย
วันหนึ่งในระหว่างการพูดคุยก่อนการแข่งขัน โค้ชบาสเกตบอลของเขาใช้ภาษาที่ไม่สุภาพขณะพูดคุยกับผู้เล่น เขาสังเกตเห็นว่าชาร์ลี “มีท่าทีอึดอัด” จึงพูดว่า “มีอะไรหรือเปล่าชาร์ลี” ชาร์ลีกล่าวว่า “โค้ชครับ คือว่า โค้ชโบว์เดน [โค้ชฟุตบอล] ไม่ได้ใช้ภาษาแบบนั้น และเขาก็ทำให้เราเล่นกันอย่างเต็มที่”
ลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ของชาร์ลีทำให้เขาพูดคุยอย่างสุภาพกับโค้ชบาสเกตบอลเกี่ยวกับปัญหานี้ได้ จริงๆแล้ว โค้ชบอกนักข่าวว่า เวลาที่เขาคุยกับชาร์ลีนั้น “มันราวกับว่ามีทูตสวรรค์กำลังมองมาที่คุณ”
ชื่อเสียงที่ดีในหมู่ผู้ไม่เชื่อและคำพยานที่สัตย์ซื่อในเรื่องพระคริสต์นั้นยากที่จะรักษาไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เราผู้เชื่อในพระเยซูสามารถเป็นเหมือนพระองค์ได้มากขึ้นโดยมีพระองค์ทรงคอยช่วยเหลือและนำทางเรา ในทิตัส 2 บอกให้ชายหนุ่มและรวมถึงผู้เชื่อทุกคน “ ให้รู้จักควบคุมตนเอง ” (ข้อ 6 TNCV) และให้ “สำแดงความซื่อตรง...และถ้อยคำอันมีหลักซึ่งไม่มีใครตำหนิได้” (ข้อ 7-8 TNCV)
เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนั้นด้วยกำลังของพระคริสต์ เราจะไม่เพียงถวายเกียรติแด่พระองค์เท่านั้น แต่ยังสร้างชื่อเสียงที่ดีด้วย แล้วเมื่อพระเจ้าทรงประทานสติปัญญาที่เราต้องการ คนอื่นจึงจะยอมฟังในสิ่งที่เราพูด

ชื่อเสียงดีช่วยให้คุณมีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้อย่างไร สิ่งใดจะช่วยให้คุณมีลักษณะที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีคุณลักษณะ ที่สะท้อนถึงพระองค์และถวายเกียรติแด่พระองค์มากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ [ มัทธิว 5:16 ]

สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ชาร์ลี วอร์ดาเป็นนักกีฬาในสองประเภท ในปีค.ศ. 1993 ควอเตอร์แบ็กหนุ่มคนนี้ได้รับรางวั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">123bd742-a155-4435-ae9e-7537373be3ca</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5469ef8f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[ดาเนียล] อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​ [ ดาเนียล 6:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ปลาดิบและน้ำฝน นักแล่นเรือชาวออสเตรเลียชื่อทิโมธีประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเป็นเวลาถึงสามเดือน เขารู้สึกสิ้นหวังที่ต้องติดอยู่บนเรือคาตามารันที่ได้รับความเสียหายจากพายุ และลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินถึง 1,200 ไมล์ทะเล แต่แล้วลูกเรือของเรือจับปลาทูน่าสัญชาติเม็กซิกันได้มองเห็นเรือที่เสียหายของเขาและช่วยเหลือเขาไว้ได้ ต่อมาชายร่างผอมบางที่มีสภาพคล้ำแดดคล้ำฝนได้ประกาศว่า “ถึงกัปตันและบริษัทประมงที่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน”</p>
<p>ทิโมธีแสดงความขอบคุณหลังจากที่เขาพบกับความทุกข์ยาก แต่ผู้เผยพระวจนะดาเนียลแสดงถึงใจที่ขอบพระคุณทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังจากวิกฤติ หลังจากต้องออกจากยูดาห์ไปเป็นเชลยยังบาบิโลนพร้อมกับชาวยิวคนอื่นๆ (ดนล.1:1-6) ดาเนียลได้ขึ้นสู่อำนาจแต่กลับถูกคุกคามโดยพวกผู้นำที่ต้องการให้ท่านตาย (6:1-7) ศัตรูของท่านได้ให้กษัตริย์บาบิโลนตรากฎหมายที่ระบุว่าใครก็ตามที่อธิษฐาน “ต่อพระ...นอกเหนือ​พระ​องค์” จะถูก “โยน​...​ลง​ใน​ถ้ำ​สิงห์​เสีย​” (ข้อ 7) ดาเนียลผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวจะทำอย่างไร ท่าน “​คุกเข่า​ลง​...​อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​” (ข้อ 10) ท่านขอบพระคุณพระเจ้า และหัวใจแห่งการขอบพระคุณของท่านได้รับการตอบแทนเมื่อพระเจ้าทรงไว้ชีวิตของท่านและนำเกียรติมาสู่ท่าน (ข้อ 26-28)</p>
<p>ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทำดังที่อัครทูตเปาโลได้บันทึกไว้ว่า “จง​ขอบ​พระ​คุณ​ใน​ทุก​กรณี” (1 ธส.5:18) ไม่ว่าเราจะกำลังเผชิญกับวิกฤติหรือเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติมาได้ การตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและช่วยให้ความเชื่อของเรามั่นคง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดการขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอจึงสำคัญมาก คุณจะสร้างหัวใจที่ขอบพระคุณมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์แม้ในยามยากลำบากของชีวิต</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[ดาเนียล] อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​ [ ดาเนียล 6:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ปลาดิบและน้ำฝน นักแล่นเรือชาวออสเตรเลียชื่อทิโมธีประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเป็นเวลาถึงสามเดือน เขารู้สึกสิ้นหวังที่ต้องติดอยู่บนเรือคาตามารันที่ได้รับความเสียหายจากพายุ และลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินถึง 1,200 ไมล์ทะเล แต่แล้วลูกเรือของเรือจับปลาทูน่าสัญชาติเม็กซิกันได้มองเห็นเรือที่เสียหายของเขาและช่วยเหลือเขาไว้ได้ ต่อมาชายร่างผอมบางที่มีสภาพคล้ำแดดคล้ำฝนได้ประกาศว่า “ถึงกัปตันและบริษัทประมงที่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน”</p>
<p>ทิโมธีแสดงความขอบคุณหลังจากที่เขาพบกับความทุกข์ยาก แต่ผู้เผยพระวจนะดาเนียลแสดงถึงใจที่ขอบพระคุณทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังจากวิกฤติ หลังจากต้องออกจากยูดาห์ไปเป็นเชลยยังบาบิโลนพร้อมกับชาวยิวคนอื่นๆ (ดนล.1:1-6) ดาเนียลได้ขึ้นสู่อำนาจแต่กลับถูกคุกคามโดยพวกผู้นำที่ต้องการให้ท่านตาย (6:1-7) ศัตรูของท่านได้ให้กษัตริย์บาบิโลนตรากฎหมายที่ระบุว่าใครก็ตามที่อธิษฐาน “ต่อพระ...นอกเหนือ​พระ​องค์” จะถูก “โยน​...​ลง​ใน​ถ้ำ​สิงห์​เสีย​” (ข้อ 7) ดาเนียลผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวจะทำอย่างไร ท่าน “​คุกเข่า​ลง​...​อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​” (ข้อ 10) ท่านขอบพระคุณพระเจ้า และหัวใจแห่งการขอบพระคุณของท่านได้รับการตอบแทนเมื่อพระเจ้าทรงไว้ชีวิตของท่านและนำเกียรติมาสู่ท่าน (ข้อ 26-28)</p>
<p>ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทำดังที่อัครทูตเปาโลได้บันทึกไว้ว่า “จง​ขอบ​พระ​คุณ​ใน​ทุก​กรณี” (1 ธส.5:18) ไม่ว่าเราจะกำลังเผชิญกับวิกฤติหรือเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติมาได้ การตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและช่วยให้ความเชื่อของเรามั่นคง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดการขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอจึงสำคัญมาก คุณจะสร้างหัวใจที่ขอบพระคุณมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์แม้ในยามยากลำบากของชีวิต</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 29 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5469ef8f/cb465dd6.mp3" length="12283663" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>768</itunes:duration>
      <itunes:summary>[ดาเนียล] อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​ [ ดาเนียล 6:10 ]

ปลาดิบและน้ำฝน นักแล่นเรือชาวออสเตรเลียชื่อทิโมธีประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเป็นเวลาถึงสามเดือน เขารู้สึกสิ้นหวังที่ต้องติดอยู่บนเรือคาตามารันที่ได้รับความเสียหายจากพายุ และลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินถึง 1,200 ไมล์ทะเล แต่แล้วลูกเรือของเรือจับปลาทูน่าสัญชาติเม็กซิกันได้มองเห็นเรือที่เสียหายของเขาและช่วยเหลือเขาไว้ได้ ต่อมาชายร่างผอมบางที่มีสภาพคล้ำแดดคล้ำฝนได้ประกาศว่า “ถึงกัปตันและบริษัทประมงที่ช่วยชีวิตผมไว้ ผมรู้สึกขอบคุณเหลือเกิน”
ทิโมธีแสดงความขอบคุณหลังจากที่เขาพบกับความทุกข์ยาก แต่ผู้เผยพระวจนะดาเนียลแสดงถึงใจที่ขอบพระคุณทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังจากวิกฤติ หลังจากต้องออกจากยูดาห์ไปเป็นเชลยยังบาบิโลนพร้อมกับชาวยิวคนอื่นๆ (ดนล.1:1-6) ดาเนียลได้ขึ้นสู่อำนาจแต่กลับถูกคุกคามโดยพวกผู้นำที่ต้องการให้ท่านตาย (6:1-7) ศัตรูของท่านได้ให้กษัตริย์บาบิโลนตรากฎหมายที่ระบุว่าใครก็ตามที่อธิษฐาน “ต่อพระ...นอกเหนือ​พระ​องค์” จะถูก “โยน​...​ลง​ใน​ถ้ำ​สิงห์​เสีย​” (ข้อ 7) ดาเนียลผู้ที่รักและรับใช้พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวจะทำอย่างไร ท่าน “​คุกเข่า​ลง​...​อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​” (ข้อ 10) ท่านขอบพระคุณพระเจ้า และหัวใจแห่งการขอบพระคุณของท่านได้รับการตอบแทนเมื่อพระเจ้าทรงไว้ชีวิตของท่านและนำเกียรติมาสู่ท่าน (ข้อ 26-28)
ขอพระเจ้าทรงช่วยเราทำดังที่อัครทูตเปาโลได้บันทึกไว้ว่า “จง​ขอบ​พระ​คุณ​ใน​ทุก​กรณี” (1 ธส.5:18) ไม่ว่าเราจะกำลังเผชิญกับวิกฤติหรือเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติมาได้ การตอบสนองด้วยใจขอบพระคุณเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและช่วยให้ความเชื่อของเรามั่นคง

เพราะเหตุใดการขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอจึงสำคัญมาก คุณจะสร้างหัวใจที่ขอบพระคุณมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์แม้ในยามยากลำบากของชีวิต</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[ดาเนียล] อธิษฐาน​และ​โมทนา​พระ​คุณ​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน ดังที่​ท่าน​ได้​เคย​กระทำ​มา​แต่​ก่อน​ [ ดาเนียล 6:10 ]

ปลาดิบและน้ำฝน นักแล่นเรือชาวออสเตรเลียชื่อทิโมธีประทังชีวิตด้วยอาหารเพียงเท่านั้นเป็นเวลาถึงสามเดือน เขารู้สึกสิ้นหวังที่ต้องติดอยู่บนเรือค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำสั่งห้ามติดต่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำสั่งห้ามติดต่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6b889326-d715-44da-a7c2-cf42661b79cf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6599e947</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า [ โยบ 13:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ชายคนหนึ่งยื่นฟ้องให้ศาลออกคำสั่งห้ามพระเจ้าติดต่อกับเขา เขาอ้างว่าพระเจ้า “ไร้ความเมตตาอย่างยิ่ง” ต่อเขา และทรงแสดง “ทัศนคติเชิงลบอย่างร้ายแรง” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยกล่าวว่าชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากศาล แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าขบขันแต่ก็น่าเศร้าเช่นกัน</p>
<p>แล้วเราแตกต่างจากชายคนนั้นหรือ บางครั้งเราไม่อยากพูดหรือว่า “ได้โปรดหยุดเถอะพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ไหวแล้ว” โยบพูดเช่นนั้น ท่านสู้คดีกับพระเจ้า หลังจากอดทนกับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายเกินบรรยายที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน โยบกล่าวว่า “ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า” (โยบ 13:3) และจินตนาการถึงการนำ “​​พระองค์​ขึ้น​ศาล” (9:3 THA-ERV) ท่านถึงกับออกคำสั่งห้ามว่า “ขอ​ทรง​หด​พระ​หัตถ์​ให้​ไกล​จาก​ข้า​พระ​องค์ และ​ขอ​อย่า​ให้​ความ​ครั่น​คร้าม​พระ​องค์​ทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​คร้าม​กลัว” (13:21) โยบไม่ได้โต้แย้งในเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง แต่ในสิ่งที่ท่านมองว่าเป็นความรุนแรงอันไร้เหตุผลของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเห็นชอบแล้วหรือที่จะบีบบังคับ” (10:3)</p>
<p>บางครั้งเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของโยบนั้นซับซ้อนและไม่ได้มีคำตอบที่ง่าย ในตอนท้ายพระเจ้าทรงให้โยบได้รับทรัพย์สมบัติจำนวนมากกลับคืน แต่นั่นไม่ใช่แผนการที่พระองค์เตรียมไว้ให้เราเสมอไป บางทีเราอาจพบคำชี้ขาดในสิ่งที่โยบยอมรับในที่สุดว่า “ข้า​พระ​องค์​จึง​กล่าวถึง​สิ่ง​ที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่​เข้าใจ สิ่ง​ที่​ประหลาด​เกิน​แก่​ข้า​พระ​องค์​ซึ่ง​ข้า​พระ​องค์​ไม่​ทราบ” (42:3) ประเด็นสำคัญก็คือพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เราไม่อาจล่วงรู้ และมีความหวังอันอัศจรรย์อยู่ในเหตุผลเหล่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้คุณอยาก “นำพระเจ้าขึ้นศาล” เพราะเหตุใดการตั้งคำถามยากๆกับพระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่คุณทำได้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า บางครั้งข้าพระองค์รู้สึกโกรธในสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องอดทนนั้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นำคำร้องเรียนของข้าพระองค์มาถึงพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า [ โยบ 13:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ชายคนหนึ่งยื่นฟ้องให้ศาลออกคำสั่งห้ามพระเจ้าติดต่อกับเขา เขาอ้างว่าพระเจ้า “ไร้ความเมตตาอย่างยิ่ง” ต่อเขา และทรงแสดง “ทัศนคติเชิงลบอย่างร้ายแรง” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยกล่าวว่าชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากศาล แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าขบขันแต่ก็น่าเศร้าเช่นกัน</p>
<p>แล้วเราแตกต่างจากชายคนนั้นหรือ บางครั้งเราไม่อยากพูดหรือว่า “ได้โปรดหยุดเถอะพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ไหวแล้ว” โยบพูดเช่นนั้น ท่านสู้คดีกับพระเจ้า หลังจากอดทนกับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายเกินบรรยายที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน โยบกล่าวว่า “ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า” (โยบ 13:3) และจินตนาการถึงการนำ “​​พระองค์​ขึ้น​ศาล” (9:3 THA-ERV) ท่านถึงกับออกคำสั่งห้ามว่า “ขอ​ทรง​หด​พระ​หัตถ์​ให้​ไกล​จาก​ข้า​พระ​องค์ และ​ขอ​อย่า​ให้​ความ​ครั่น​คร้าม​พระ​องค์​ทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​คร้าม​กลัว” (13:21) โยบไม่ได้โต้แย้งในเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง แต่ในสิ่งที่ท่านมองว่าเป็นความรุนแรงอันไร้เหตุผลของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเห็นชอบแล้วหรือที่จะบีบบังคับ” (10:3)</p>
<p>บางครั้งเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของโยบนั้นซับซ้อนและไม่ได้มีคำตอบที่ง่าย ในตอนท้ายพระเจ้าทรงให้โยบได้รับทรัพย์สมบัติจำนวนมากกลับคืน แต่นั่นไม่ใช่แผนการที่พระองค์เตรียมไว้ให้เราเสมอไป บางทีเราอาจพบคำชี้ขาดในสิ่งที่โยบยอมรับในที่สุดว่า “ข้า​พระ​องค์​จึง​กล่าวถึง​สิ่ง​ที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่​เข้าใจ สิ่ง​ที่​ประหลาด​เกิน​แก่​ข้า​พระ​องค์​ซึ่ง​ข้า​พระ​องค์​ไม่​ทราบ” (42:3) ประเด็นสำคัญก็คือพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เราไม่อาจล่วงรู้ และมีความหวังอันอัศจรรย์อยู่ในเหตุผลเหล่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้คุณอยาก “นำพระเจ้าขึ้นศาล” เพราะเหตุใดการตั้งคำถามยากๆกับพระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่คุณทำได้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า บางครั้งข้าพระองค์รู้สึกโกรธในสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องอดทนนั้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นำคำร้องเรียนของข้าพระองค์มาถึงพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 28 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6599e947/90915cc2.mp3" length="11597059" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า [ โยบ 13:3 ]

ชายคนหนึ่งยื่นฟ้องให้ศาลออกคำสั่งห้ามพระเจ้าติดต่อกับเขา เขาอ้างว่าพระเจ้า “ไร้ความเมตตาอย่างยิ่ง” ต่อเขา และทรงแสดง “ทัศนคติเชิงลบอย่างร้ายแรง” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยกล่าวว่าชายผู้นี้ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากศาล แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต นี่เป็นเรื่องจริงที่น่าขบขันแต่ก็น่าเศร้าเช่นกัน
แล้วเราแตกต่างจากชายคนนั้นหรือ บางครั้งเราไม่อยากพูดหรือว่า “ได้โปรดหยุดเถอะพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ไหวแล้ว” โยบพูดเช่นนั้น ท่านสู้คดีกับพระเจ้า หลังจากอดทนกับโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายเกินบรรยายที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน โยบกล่าวว่า “ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า” (โยบ 13:3) และจินตนาการถึงการนำ “​​พระองค์​ขึ้น​ศาล” (9:3 THA-ERV) ท่านถึงกับออกคำสั่งห้ามว่า “ขอ​ทรง​หด​พระ​หัตถ์​ให้​ไกล​จาก​ข้า​พระ​องค์ และ​ขอ​อย่า​ให้​ความ​ครั่น​คร้าม​พระ​องค์​ทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​คร้าม​กลัว” (13:21) โยบไม่ได้โต้แย้งในเรื่องความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง แต่ในสิ่งที่ท่านมองว่าเป็นความรุนแรงอันไร้เหตุผลของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเห็นชอบแล้วหรือที่จะบีบบังคับ” (10:3)
บางครั้งเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม ในความเป็นจริงแล้วเรื่องราวของโยบนั้นซับซ้อนและไม่ได้มีคำตอบที่ง่าย ในตอนท้ายพระเจ้าทรงให้โยบได้รับทรัพย์สมบัติจำนวนมากกลับคืน แต่นั่นไม่ใช่แผนการที่พระองค์เตรียมไว้ให้เราเสมอไป บางทีเราอาจพบคำชี้ขาดในสิ่งที่โยบยอมรับในที่สุดว่า “ข้า​พระ​องค์​จึง​กล่าวถึง​สิ่ง​ที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่​เข้าใจ สิ่ง​ที่​ประหลาด​เกิน​แก่​ข้า​พระ​องค์​ซึ่ง​ข้า​พระ​องค์​ไม่​ทราบ” (42:3) ประเด็นสำคัญก็คือพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่เราไม่อาจล่วงรู้ และมีความหวังอันอัศจรรย์อยู่ในเหตุผลเหล่านั้น

มีเหตุการณ์ใดบ้างที่ทำให้คุณอยาก “นำพระเจ้าขึ้นศาล” เพราะเหตุใดการตั้งคำถามยากๆกับพระเจ้าจึงเป็นเรื่องที่คุณทำได้
ข้าแต่พระเจ้า บางครั้งข้าพระองค์รู้สึกโกรธในสิ่งที่ข้าพระองค์ต้องอดทนนั้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นำคำร้องเรียนของข้าพระองค์มาถึงพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้า...ปรารถนาจะสู้คดีของข้ากับพระเจ้า [ โยบ 13:3 ]

ชายคนหนึ่งยื่นฟ้องให้ศาลออกคำสั่งห้ามพระเจ้าติดต่อกับเขา เขาอ้างว่าพระเจ้า “ไร้ความเมตตาอย่างยิ่ง” ต่อเขา และทรงแสดง “ทัศนคติเชิงลบอย่างร้ายแรง” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยกล่าวว่าชายผู้นี้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับการยกโทษจากพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับการยกโทษจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">81646f0b-789e-4575-a6c9-31122c8035dc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/244925f6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ใคร​เล่า​จะ​เป็น​พระ​เจ้า​เสมอ​เหมือน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​ยกโทษ [ มีคาห์ 7:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับมอบไก่งวงสองตัวที่ทำเนียบขาวก่อนที่จะทำการไถ่ชีวิตไก่งวงสองตัวนั้น แทนที่จะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อหลักในวันขอบคุณพระเจ้าตามประเพณีดั้งเดิม ไก่งวงนั้นจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างปลอดภัยในฟาร์ม แม้ว่าไก่งวงนั้นจะไม่อาจเข้าใจถึงอิสรภาพที่พวกมันได้รับ แต่ประเพณีประจำปีที่ไม่ธรรมดานี้ชี้ให้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยที่ให้ชีวิต</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะมีคาห์เข้าใจถึงความสำคัญของการอภัยโทษเมื่อท่านเขียนคำเตือนรุนแรงถึงชาวอิสราเอลที่ยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม การบันทึกของมีคาห์มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องร้องในศาล โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานกล่าวโทษชนชาตินั้น (มคา.1:2) ที่ปรารถนาสิ่งชั่วร้ายและหลงระเริงในความโลภ ความไม่ซื่อสัตย์ และความทารุณ (6:10-15)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกระทำที่ไม่เชื่อฟังเหล่านี้ มีคาห์จบลงด้วยความหวังที่ตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ว่าพระเจ้ามิได้ทรงถือพระพิโรธเนืองนิตย์ แต่ “ทรง​ยกโทษ และ​ทรง​ให้​อภัย” (7:18) ในฐานะพระผู้สร้างและองค์ผู้พิพากษาเหนือสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถประกาศด้วยสิทธิอำนาจว่าพระองค์จะไม่ทรงถือโทษในการกระทำของเราเพราะพระสัญญาที่พระองค์ทรงมีต่ออับราฮัม (ข้อ 20) ซึ่งสำเร็จสมบูรณ์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู</p>
<p>การทรงยกโทษในความล้มเหลวที่เราไม่อาจดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า ถือเป็นของประทานแห่งพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่คู่ควร เมื่อเราได้เข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการทรงยกโทษโดยสมบูรณ์ของพระองค์แล้ว ขอให้เราตอบสนองด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ</p>
<p><br></p>
<p><strong>การอภัยโทษจากพระเจ้ามีผลดีอย่างไร ผลดีเหล่านั้นทำให้เกิดการขอบพระคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ด้วยใจกตัญญู อันเนื่องมาจากการอภัยโทษที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ใคร​เล่า​จะ​เป็น​พระ​เจ้า​เสมอ​เหมือน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​ยกโทษ [ มีคาห์ 7:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับมอบไก่งวงสองตัวที่ทำเนียบขาวก่อนที่จะทำการไถ่ชีวิตไก่งวงสองตัวนั้น แทนที่จะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อหลักในวันขอบคุณพระเจ้าตามประเพณีดั้งเดิม ไก่งวงนั้นจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างปลอดภัยในฟาร์ม แม้ว่าไก่งวงนั้นจะไม่อาจเข้าใจถึงอิสรภาพที่พวกมันได้รับ แต่ประเพณีประจำปีที่ไม่ธรรมดานี้ชี้ให้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยที่ให้ชีวิต</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะมีคาห์เข้าใจถึงความสำคัญของการอภัยโทษเมื่อท่านเขียนคำเตือนรุนแรงถึงชาวอิสราเอลที่ยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม การบันทึกของมีคาห์มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องร้องในศาล โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานกล่าวโทษชนชาตินั้น (มคา.1:2) ที่ปรารถนาสิ่งชั่วร้ายและหลงระเริงในความโลภ ความไม่ซื่อสัตย์ และความทารุณ (6:10-15)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกระทำที่ไม่เชื่อฟังเหล่านี้ มีคาห์จบลงด้วยความหวังที่ตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ว่าพระเจ้ามิได้ทรงถือพระพิโรธเนืองนิตย์ แต่ “ทรง​ยกโทษ และ​ทรง​ให้​อภัย” (7:18) ในฐานะพระผู้สร้างและองค์ผู้พิพากษาเหนือสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถประกาศด้วยสิทธิอำนาจว่าพระองค์จะไม่ทรงถือโทษในการกระทำของเราเพราะพระสัญญาที่พระองค์ทรงมีต่ออับราฮัม (ข้อ 20) ซึ่งสำเร็จสมบูรณ์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู</p>
<p>การทรงยกโทษในความล้มเหลวที่เราไม่อาจดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า ถือเป็นของประทานแห่งพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่คู่ควร เมื่อเราได้เข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการทรงยกโทษโดยสมบูรณ์ของพระองค์แล้ว ขอให้เราตอบสนองด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ</p>
<p><br></p>
<p><strong>การอภัยโทษจากพระเจ้ามีผลดีอย่างไร ผลดีเหล่านั้นทำให้เกิดการขอบพระคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ด้วยใจกตัญญู อันเนื่องมาจากการอภัยโทษที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 27 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/244925f6/923037b4.mp3" length="11117837" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>ใคร​เล่า​จะ​เป็น​พระ​เจ้า​เสมอ​เหมือน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​ยกโทษ [ มีคาห์ 7:18 ]

ในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับมอบไก่งวงสองตัวที่ทำเนียบขาวก่อนที่จะทำการไถ่ชีวิตไก่งวงสองตัวนั้น แทนที่จะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อหลักในวันขอบคุณพระเจ้าตามประเพณีดั้งเดิม ไก่งวงนั้นจะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างปลอดภัยในฟาร์ม แม้ว่าไก่งวงนั้นจะไม่อาจเข้าใจถึงอิสรภาพที่พวกมันได้รับ แต่ประเพณีประจำปีที่ไม่ธรรมดานี้ชี้ให้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยที่ให้ชีวิต
ผู้เผยพระวจนะมีคาห์เข้าใจถึงความสำคัญของการอภัยโทษเมื่อท่านเขียนคำเตือนรุนแรงถึงชาวอิสราเอลที่ยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม การบันทึกของมีคาห์มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องร้องในศาล โดยกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานกล่าวโทษชนชาตินั้น (มคา.1:2) ที่ปรารถนาสิ่งชั่วร้ายและหลงระเริงในความโลภ ความไม่ซื่อสัตย์ และความทารุณ (6:10-15)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกระทำที่ไม่เชื่อฟังเหล่านี้ มีคาห์จบลงด้วยความหวังที่ตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ว่าพระเจ้ามิได้ทรงถือพระพิโรธเนืองนิตย์ แต่ “ทรง​ยกโทษ และ​ทรง​ให้​อภัย” (7:18) ในฐานะพระผู้สร้างและองค์ผู้พิพากษาเหนือสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสามารถประกาศด้วยสิทธิอำนาจว่าพระองค์จะไม่ทรงถือโทษในการกระทำของเราเพราะพระสัญญาที่พระองค์ทรงมีต่ออับราฮัม (ข้อ 20) ซึ่งสำเร็จสมบูรณ์ในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู
การทรงยกโทษในความล้มเหลวที่เราไม่อาจดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า ถือเป็นของประทานแห่งพระพรอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่คู่ควร เมื่อเราได้เข้าใจมากขึ้นถึงประโยชน์ของการทรงยกโทษโดยสมบูรณ์ของพระองค์แล้ว ขอให้เราตอบสนองด้วยการสรรเสริญและขอบพระคุณ

การอภัยโทษจากพระเจ้ามีผลดีอย่างไร ผลดีเหล่านั้นทำให้เกิดการขอบพระคุณอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ด้วยใจกตัญญู อันเนื่องมาจากการอภัยโทษที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ใคร​เล่า​จะ​เป็น​พระ​เจ้า​เสมอ​เหมือน​พระ​องค์​ผู้​ทรง​ยกโทษ [ มีคาห์ 7:18 ]

ในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับมอบไก่งวงสองตัวที่ทำเนียบขาวก่อนที่จะทำการไถ่ชีวิตไก่งวงสองตัวนั้น แทนที่จะถูกเสิร์ฟเป็นอาหารมื้อหลั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสงแห่งพระคริสต์ส่องสว่าง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แสงแห่งพระคริสต์ส่องสว่าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2e2dfc54-ed76-4300-b398-4cdf3229d802</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c24524f5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง [ 1 ยอห์น 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อแสงไฟบนถนนดับลงในไฮแลนด์พาร์ค รัฐมิชิแกน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงเป็นที่ต้องการ เมืองที่ขัดสนแห่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้า บริษัทจึงปิดไฟถนนและถอดหลอดไฟออกจากเสาไฟฟ้าจำนวน 1,400 ต้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยไร้ความปลอดภัยและอยู่ในความมืด ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ตอนนี้มีเด็กสองคนกำลังเดินทางไปโรงเรียน ไม่มีแสงไฟ พวกเขาต้องเสี่ยงเดินไปตามถนน”</p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีการก่อตั้งกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เมืองนั้น องค์กรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมมือกันจนทำให้ประหยัดเงินค่าไฟในเมืองไปพร้อมๆกับจัดหาแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย</p>
<p>สำหรับชีวิตของเราในพระคริสต์นั้น แหล่งกำเนิดแสงที่เราไว้วางใจได้คือองค์พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ดังที่อัครทูตยอห์นบันทึกไว้ว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ความ​สว่าง และ​ความ​มืด​ใน​พระ​องค์​ไม่​มี​เลย​” (1 ยน.1:5) ยอห์นกล่าวว่า “​ถ้า​เรา​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​สว่าง เหมือน​อย่าง​พระ​องค์​ทรง​สถิต​ใน​ความ​สว่าง เรา​ก็​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​ซึ่ง​กัน​และ​กัน และ​พระ​โลหิต​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​ก็​ชำระ​เรา​ทั้ง​หลาย​ให้​ปราศจาก​บาป​ทั้งสิ้น​” (ข้อ 7)</p>
<p>องค์พระเยซูเองได้ทรงประกาศว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก ผู้​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยน.8:12) โดยองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำทางเราในทุกย่างก้าว เราจะไม่มีวันเดินในความมืด เพราะแสงของพระองค์ส่องสว่างอยู่เสมอ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์กับแสงสว่างของพระเยซูในชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง วันนี้คุณสามารถเล่าเรื่องพระองค์ให้ใครฟังได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้แสงแห่งพระองค์ ส่องสว่างในชีวิตทุกด้านของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง [ 1 ยอห์น 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อแสงไฟบนถนนดับลงในไฮแลนด์พาร์ค รัฐมิชิแกน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงเป็นที่ต้องการ เมืองที่ขัดสนแห่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้า บริษัทจึงปิดไฟถนนและถอดหลอดไฟออกจากเสาไฟฟ้าจำนวน 1,400 ต้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยไร้ความปลอดภัยและอยู่ในความมืด ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ตอนนี้มีเด็กสองคนกำลังเดินทางไปโรงเรียน ไม่มีแสงไฟ พวกเขาต้องเสี่ยงเดินไปตามถนน”</p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีการก่อตั้งกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เมืองนั้น องค์กรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมมือกันจนทำให้ประหยัดเงินค่าไฟในเมืองไปพร้อมๆกับจัดหาแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย</p>
<p>สำหรับชีวิตของเราในพระคริสต์นั้น แหล่งกำเนิดแสงที่เราไว้วางใจได้คือองค์พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ดังที่อัครทูตยอห์นบันทึกไว้ว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ความ​สว่าง และ​ความ​มืด​ใน​พระ​องค์​ไม่​มี​เลย​” (1 ยน.1:5) ยอห์นกล่าวว่า “​ถ้า​เรา​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​สว่าง เหมือน​อย่าง​พระ​องค์​ทรง​สถิต​ใน​ความ​สว่าง เรา​ก็​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​ซึ่ง​กัน​และ​กัน และ​พระ​โลหิต​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​ก็​ชำระ​เรา​ทั้ง​หลาย​ให้​ปราศจาก​บาป​ทั้งสิ้น​” (ข้อ 7)</p>
<p>องค์พระเยซูเองได้ทรงประกาศว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก ผู้​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยน.8:12) โดยองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำทางเราในทุกย่างก้าว เราจะไม่มีวันเดินในความมืด เพราะแสงของพระองค์ส่องสว่างอยู่เสมอ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์กับแสงสว่างของพระเยซูในชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง วันนี้คุณสามารถเล่าเรื่องพระองค์ให้ใครฟังได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้แสงแห่งพระองค์ ส่องสว่างในชีวิตทุกด้านของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c24524f5/a911d760.mp3" length="10796437" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>675</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง [ 1 ยอห์น 1:5 ]

เมื่อแสงไฟบนถนนดับลงในไฮแลนด์พาร์ค รัฐมิชิแกน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงเป็นที่ต้องการ เมืองที่ขัดสนแห่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้า บริษัทจึงปิดไฟถนนและถอดหลอดไฟออกจากเสาไฟฟ้าจำนวน 1,400 ต้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยไร้ความปลอดภัยและอยู่ในความมืด ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ตอนนี้มีเด็กสองคนกำลังเดินทางไปโรงเรียน ไม่มีแสงไฟ พวกเขาต้องเสี่ยงเดินไปตามถนน”
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีการก่อตั้งกลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เมืองนั้น องค์กรด้านมนุษยธรรมได้ร่วมมือกันจนทำให้ประหยัดเงินค่าไฟในเมืองไปพร้อมๆกับจัดหาแหล่งกำเนิดแสงสว่างที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย
สำหรับชีวิตของเราในพระคริสต์นั้น แหล่งกำเนิดแสงที่เราไว้วางใจได้คือองค์พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ดังที่อัครทูตยอห์นบันทึกไว้ว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ความ​สว่าง และ​ความ​มืด​ใน​พระ​องค์​ไม่​มี​เลย​” (1 ยน.1:5) ยอห์นกล่าวว่า “​ถ้า​เรา​ดำเนิน​อยู่​ใน​ความ​สว่าง เหมือน​อย่าง​พระ​องค์​ทรง​สถิต​ใน​ความ​สว่าง เรา​ก็​ร่วม​สามัคคี​ธรรม​ซึ่ง​กัน​และ​กัน และ​พระ​โลหิต​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​ก็​ชำระ​เรา​ทั้ง​หลาย​ให้​ปราศจาก​บาป​ทั้งสิ้น​” (ข้อ 7)
องค์พระเยซูเองได้ทรงประกาศว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก ผู้​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยน.8:12) โดยองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำทางเราในทุกย่างก้าว เราจะไม่มีวันเดินในความมืด เพราะแสงของพระองค์ส่องสว่างอยู่เสมอ

คุณเคยมีประสบการณ์กับแสงสว่างของพระเยซูในชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง วันนี้คุณสามารถเล่าเรื่องพระองค์ให้ใครฟังได้บ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ขอให้แสงแห่งพระองค์ ส่องสว่างในชีวิตทุกด้านของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง [ 1 ยอห์น 1:5 ]

เมื่อแสงไฟบนถนนดับลงในไฮแลนด์พาร์ค รัฐมิชิแกน พลังงานจากดวงอาทิตย์จึงเป็นที่ต้องการ เมืองที่ขัดสนแห่งนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้า บริษัทจึงปิดไฟถนนและถอดหลอดไฟออกจากเสาไฟฟ้าจำนวน 1,400 ต้น ทำให้ผู้อยู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่วมมือกับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร่วมมือกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7f1cf6fa-59b8-4679-a59d-9bae68687cb3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e0600be3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด [ มาระโก 6:37 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อเพื่อนของผมและสามีของเธอมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์ได้แนะนำให้เธอใช้วิธีทางการแพทย์ แต่เพื่อนผมลังเล “การอธิษฐานไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของเราหรือ” เธอพูด “ฉันจำเป็นต้องใช้วิธีนั้นจริงๆหรือ” เพื่อนของผมกำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์มีบทบาทอย่างไรในการทำงานของพระเจ้า</p>
<p>เรื่องที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารฝูงชนสามารถช่วยเราได้ (มก.6:35-44) เราคงรู้แล้วว่าเรื่องนั้นจบลงโดยที่หลายพันคนได้มีอาหารกินอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยขนมปังเพียงเล็กน้อยกับปลาไม่กี่ตัว (ข้อ 42) แต่ให้เราสังเกตว่าใครเป็นคนเลี้ยงฝูงชน คำตอบคือบรรดาสาวก (ข้อ 37) แล้วใครเป็นคนจัดหาอาหาร ก็พวกเขาอีกนั่นแหละ (ข้อ 38) ใครเป็นคนแจกอาหารและเก็บกวาดในภายหลัง ก็พวกสาวก (ข้อ 39-43) พระเยซูตรัสว่า “พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” (ข้อ 37) พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์แต่นั่นเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสาวกลงมือทำ</p>
<p>ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์คือของขวัญจากพระเจ้า (สดด.65:9-10) แต่ชาวนายังคงต้องลงมือลงแรง พระเยซูทรงสัญญาว่าเปโตรจะได้ “จับปลา” แต่ชาวประมงผู้นี้ยังคงต้องทอดอวน (ลก.5:4-6) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถดูแลโลกและสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีเรา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พระองค์ทรงเลือกที่จะทำงานผ่านความร่วมมือระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์</p>
<p>เพื่อนของผมใช้วิธีที่แพทย์แนะนำและต่อมาก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แม้นี่จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับปาฏิหาริย์ แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับผมและเพื่อน พระเจ้ามักจะทรงทำการอัศจรรย์ของพระองค์ผ่านวิธีการที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้ในมือของเราแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกล่อลวงให้อธิษฐานโดยไม่ลงมือทำ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณลงมือทำสิ่งใดในตอนนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรวมข้าพระองค์ไว้ในพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์ ขอทรงโปรดทำการอัศจรรย์ผ่านสิ่งที่อยู่ในมือของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด [ มาระโก 6:37 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อเพื่อนของผมและสามีของเธอมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์ได้แนะนำให้เธอใช้วิธีทางการแพทย์ แต่เพื่อนผมลังเล “การอธิษฐานไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของเราหรือ” เธอพูด “ฉันจำเป็นต้องใช้วิธีนั้นจริงๆหรือ” เพื่อนของผมกำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์มีบทบาทอย่างไรในการทำงานของพระเจ้า</p>
<p>เรื่องที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารฝูงชนสามารถช่วยเราได้ (มก.6:35-44) เราคงรู้แล้วว่าเรื่องนั้นจบลงโดยที่หลายพันคนได้มีอาหารกินอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยขนมปังเพียงเล็กน้อยกับปลาไม่กี่ตัว (ข้อ 42) แต่ให้เราสังเกตว่าใครเป็นคนเลี้ยงฝูงชน คำตอบคือบรรดาสาวก (ข้อ 37) แล้วใครเป็นคนจัดหาอาหาร ก็พวกเขาอีกนั่นแหละ (ข้อ 38) ใครเป็นคนแจกอาหารและเก็บกวาดในภายหลัง ก็พวกสาวก (ข้อ 39-43) พระเยซูตรัสว่า “พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” (ข้อ 37) พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์แต่นั่นเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสาวกลงมือทำ</p>
<p>ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์คือของขวัญจากพระเจ้า (สดด.65:9-10) แต่ชาวนายังคงต้องลงมือลงแรง พระเยซูทรงสัญญาว่าเปโตรจะได้ “จับปลา” แต่ชาวประมงผู้นี้ยังคงต้องทอดอวน (ลก.5:4-6) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถดูแลโลกและสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีเรา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พระองค์ทรงเลือกที่จะทำงานผ่านความร่วมมือระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์</p>
<p>เพื่อนของผมใช้วิธีที่แพทย์แนะนำและต่อมาก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แม้นี่จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับปาฏิหาริย์ แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับผมและเพื่อน พระเจ้ามักจะทรงทำการอัศจรรย์ของพระองค์ผ่านวิธีการที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้ในมือของเราแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณถูกล่อลวงให้อธิษฐานโดยไม่ลงมือทำ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณลงมือทำสิ่งใดในตอนนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรวมข้าพระองค์ไว้ในพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์ ขอทรงโปรดทำการอัศจรรย์ผ่านสิ่งที่อยู่ในมือของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 25 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e0600be3/ab843e49.mp3" length="11202693" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>701</itunes:duration>
      <itunes:summary>พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด [ มาระโก 6:37 ]

เมื่อเพื่อนของผมและสามีของเธอมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์ได้แนะนำให้เธอใช้วิธีทางการแพทย์ แต่เพื่อนผมลังเล “การอธิษฐานไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของเราหรือ” เธอพูด “ฉันจำเป็นต้องใช้วิธีนั้นจริงๆหรือ” เพื่อนของผมกำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์มีบทบาทอย่างไรในการทำงานของพระเจ้า
เรื่องที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารฝูงชนสามารถช่วยเราได้ (มก.6:35-44) เราคงรู้แล้วว่าเรื่องนั้นจบลงโดยที่หลายพันคนได้มีอาหารกินอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยขนมปังเพียงเล็กน้อยกับปลาไม่กี่ตัว (ข้อ 42) แต่ให้เราสังเกตว่าใครเป็นคนเลี้ยงฝูงชน คำตอบคือบรรดาสาวก (ข้อ 37) แล้วใครเป็นคนจัดหาอาหาร ก็พวกเขาอีกนั่นแหละ (ข้อ 38) ใครเป็นคนแจกอาหารและเก็บกวาดในภายหลัง ก็พวกสาวก (ข้อ 39-43) พระเยซูตรัสว่า “พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด” (ข้อ 37) พระเยซูทรงกระทำการอัศจรรย์แต่นั่นเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสาวกลงมือทำ
ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์คือของขวัญจากพระเจ้า (สดด.65:9-10) แต่ชาวนายังคงต้องลงมือลงแรง พระเยซูทรงสัญญาว่าเปโตรจะได้ “จับปลา” แต่ชาวประมงผู้นี้ยังคงต้องทอดอวน (ลก.5:4-6) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถดูแลโลกและสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีเรา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว พระองค์ทรงเลือกที่จะทำงานผ่านความร่วมมือระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
เพื่อนของผมใช้วิธีที่แพทย์แนะนำและต่อมาก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ แม้นี่จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับปาฏิหาริย์ แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับผมและเพื่อน พระเจ้ามักจะทรงทำการอัศจรรย์ของพระองค์ผ่านวิธีการที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้ในมือของเราแล้ว

เมื่อใดที่คุณถูกล่อลวงให้อธิษฐานโดยไม่ลงมือทำ พระเจ้าทรงเรียกให้คุณลงมือทำสิ่งใดในตอนนี้
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรวมข้าพระองค์ไว้ในพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์ ขอทรงโปรดทำการอัศจรรย์ผ่านสิ่งที่อยู่ในมือของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พวก​ท่าน​จง​เลี้ยง​เขา​เถิด [ มาระโก 6:37 ]

เมื่อเพื่อนของผมและสามีของเธอมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์ได้แนะนำให้เธอใช้วิธีทางการแพทย์ แต่เพื่อนผมลังเล “การอธิษฐานไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาของเราหรือ” เธอพูด “ฉันจำเป็นต้องใช้วิธีนั้นจริงๆหรือ” เพื่อนของผมกำลังพย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขอบพระคุณแม้ในยามลำบาก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ขอบพระคุณแม้ในยามลำบาก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8c517ba2-dce6-4c31-9589-93cba1f64146</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e23625df</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ จง​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 100:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันได้ติดตามและอธิษฐานเผื่อเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่โพสต์เรื่องราวการรักษาโรคมะเร็งของเธอ เธอเล่าความคืบหน้าของอาการทางร่างกายและความท้าทายต่างๆ สลับกับขอการอธิษฐานเผื่อพร้อมกับข้อพระคัมภีร์และการสรรเสริญพระเจ้า เป็นสิ่งสวยงามที่ได้เห็นรอยยิ้มอันกล้าหาญของเธอไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอการรักษา หรืออยู่ที่บ้านโดยมีผ้าโพกศีรษะเนื่องจากผมร่วง ในความท้าทายแต่ละครั้งเธอไม่เคยพลาดที่จะหนุนใจผู้อื่นให้ไว้วางใจพระเจ้าในท่ามกลางความทุกข์ยาก</p>
<p>ขณะกำลังเผชิญความยากลำบาก อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะหาเหตุผลมาขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า แต่สดุดี 100 ได้ให้เหตุผลที่เราจะชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “จง​รู้​เถิด​ว่า​พระ​เยโฮวาห์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า คือ​พระ​องค์​เอง​ที่​ทรง​สร้าง​เรา​ทั้ง​หลาย และ​เรา​ก็​เป็น​ของ​พระ​องค์​ เรา​เป็น​ประชากร​ของ​พระ​องค์ เป็น​แกะ​แห่ง​ทุ่ง​หญ้า​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 3) และท่านยังกล่าวอีกว่า “เพราะ​พระ​เจ้า​ประเสริฐ ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ และ​ความ​สัตย์​สุจริต​ของ​พระ​องค์​ดำรง​อยู่​ทุก​ชั่ว​ชาติ​พันธุ์​” (ข้อ 5)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะพบเจอการทดลองอะไร เราอุ่นใจได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ (34:18) ยิ่งเราใช้เวลากับพระเจ้าในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ เราก็จะยิ่ง “เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ” และ “​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์” ได้มากขึ้นเท่านั้น (100:4) เราสามารถ “​เปล่ง​เสียง​ชื่น​บาน​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า” (ข้อ 1) เพราะพระเจ้าของเราทรงสัตย์ซื่อ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องใด ตอนนี้คุณสรรเสริญพระเจ้าในเรื่องอะไรได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สรรเสริญพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์เผชิญกับความทุกข์ยาก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ จง​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 100:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันได้ติดตามและอธิษฐานเผื่อเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่โพสต์เรื่องราวการรักษาโรคมะเร็งของเธอ เธอเล่าความคืบหน้าของอาการทางร่างกายและความท้าทายต่างๆ สลับกับขอการอธิษฐานเผื่อพร้อมกับข้อพระคัมภีร์และการสรรเสริญพระเจ้า เป็นสิ่งสวยงามที่ได้เห็นรอยยิ้มอันกล้าหาญของเธอไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอการรักษา หรืออยู่ที่บ้านโดยมีผ้าโพกศีรษะเนื่องจากผมร่วง ในความท้าทายแต่ละครั้งเธอไม่เคยพลาดที่จะหนุนใจผู้อื่นให้ไว้วางใจพระเจ้าในท่ามกลางความทุกข์ยาก</p>
<p>ขณะกำลังเผชิญความยากลำบาก อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะหาเหตุผลมาขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า แต่สดุดี 100 ได้ให้เหตุผลที่เราจะชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “จง​รู้​เถิด​ว่า​พระ​เยโฮวาห์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า คือ​พระ​องค์​เอง​ที่​ทรง​สร้าง​เรา​ทั้ง​หลาย และ​เรา​ก็​เป็น​ของ​พระ​องค์​ เรา​เป็น​ประชากร​ของ​พระ​องค์ เป็น​แกะ​แห่ง​ทุ่ง​หญ้า​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 3) และท่านยังกล่าวอีกว่า “เพราะ​พระ​เจ้า​ประเสริฐ ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ และ​ความ​สัตย์​สุจริต​ของ​พระ​องค์​ดำรง​อยู่​ทุก​ชั่ว​ชาติ​พันธุ์​” (ข้อ 5)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะพบเจอการทดลองอะไร เราอุ่นใจได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ (34:18) ยิ่งเราใช้เวลากับพระเจ้าในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ เราก็จะยิ่ง “เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ” และ “​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์” ได้มากขึ้นเท่านั้น (100:4) เราสามารถ “​เปล่ง​เสียง​ชื่น​บาน​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า” (ข้อ 1) เพราะพระเจ้าของเราทรงสัตย์ซื่อ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องใด ตอนนี้คุณสรรเสริญพระเจ้าในเรื่องอะไรได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สรรเสริญพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์เผชิญกับความทุกข์ยาก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 24 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e23625df/d620b22c.mp3" length="11320207" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>708</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ จง​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 100:4 ]

ฉันได้ติดตามและอธิษฐานเผื่อเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่โพสต์เรื่องราวการรักษาโรคมะเร็งของเธอ เธอเล่าความคืบหน้าของอาการทางร่างกายและความท้าทายต่างๆ สลับกับขอการอธิษฐานเผื่อพร้อมกับข้อพระคัมภีร์และการสรรเสริญพระเจ้า เป็นสิ่งสวยงามที่ได้เห็นรอยยิ้มอันกล้าหาญของเธอไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรอการรักษา หรืออยู่ที่บ้านโดยมีผ้าโพกศีรษะเนื่องจากผมร่วง ในความท้าทายแต่ละครั้งเธอไม่เคยพลาดที่จะหนุนใจผู้อื่นให้ไว้วางใจพระเจ้าในท่ามกลางความทุกข์ยาก
ขณะกำลังเผชิญความยากลำบาก อาจเป็นเรื่องยากที่เราจะหาเหตุผลมาขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า แต่สดุดี 100 ได้ให้เหตุผลที่เราจะชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “จง​รู้​เถิด​ว่า​พระ​เยโฮวาห์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า คือ​พระ​องค์​เอง​ที่​ทรง​สร้าง​เรา​ทั้ง​หลาย และ​เรา​ก็​เป็น​ของ​พระ​องค์​ เรา​เป็น​ประชากร​ของ​พระ​องค์ เป็น​แกะ​แห่ง​ทุ่ง​หญ้า​ของ​พระ​องค์” (ข้อ 3) และท่านยังกล่าวอีกว่า “เพราะ​พระ​เจ้า​ประเสริฐ ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​องค์​ดำรง​เป็น​นิตย์ และ​ความ​สัตย์​สุจริต​ของ​พระ​องค์​ดำรง​อยู่​ทุก​ชั่ว​ชาติ​พันธุ์​” (ข้อ 5)
ไม่ว่าเราจะพบเจอการทดลองอะไร เราอุ่นใจได้เมื่อรู้ว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจฟกช้ำ (34:18) ยิ่งเราใช้เวลากับพระเจ้าในการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ เราก็จะยิ่ง “เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ” และ “​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์” ได้มากขึ้นเท่านั้น (100:4) เราสามารถ “​เปล่ง​เสียง​ชื่น​บาน​ถวาย​แด่​พระ​เจ้า” (ข้อ 1) เพราะพระเจ้าของเราทรงสัตย์ซื่อ

คุณขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องใด ตอนนี้คุณสรรเสริญพระเจ้าในเรื่องอะไรได้บ้าง
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้สรรเสริญพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์เผชิญกับความทุกข์ยาก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​โมทนา และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ จง​ถวาย​โมทนา​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ [ สดุดี 100:4 ]

ฉันได้ติดตามและอธิษฐานเผื่อเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งที่โพสต์เรื่องร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตัวตนที่เปลี่ยนไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตัวตนที่เปลี่ยนไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">48ea9906-6deb-4400-bfc8-ba9f8512b072</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1d333ffc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่าน​จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ [ 2 เปโตร 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำลังจะตาย คำพูดทั้งสองนี้ถูกต้อง” ใครจะไปสนใจเรื่องไวยากรณ์ขณะที่ตัวเองกำลังนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง จะมีก็เพียงคนที่ใส่ใจในเรื่องไวยากรณ์มาตลอดชีวิตเท่านั้น</p>
<p>เมื่อเข้าสู่วัยชราคนเราก็มีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแล้วเป็นส่วนใหญ่ เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆจนพัฒนามาเป็นนิสัยที่กลายมาเป็นตัวตนของเราทั้งในแบบที่ดีและแย่ เราเป็นคนเลือกเองว่าจะเป็นคนแบบไหน</p>
<p>การพัฒนานิสัยในทางของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในขณะที่ตัวตนของเรายังเยาว์วัยและปรับเปลี่ยนได้ เปโตรเรียกร้องว่า “จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ เอา​ความ​รู้​เพิ่ม​คุณธรรม​ เอา​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน​เพิ่ม​ความ​รู้ เอา​ขันตี​เพิ่ม​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน และ​เอา​ธรรม​เพิ่ม​ขันตี​ เอา​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง​เพิ่ม​ธรรม และ​เอา​ความ​รัก​คน​ทั่วไป​เพิ่ม​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง” (2 ปต.1:5-7) จงฝึกฝนคุณธรรมเหล่านี้ และ “​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​มี​สิทธิ​สมบูรณ์ ที่​จะ​เข้า​ใน​อาณาจักร​นิรันดร์​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า ​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 11)</p>
<p>จากบรรดาสิ่งที่เปโตรกล่าวไว้มีข้อใดที่อยู่ในตัวคุณมากที่สุด และคุณสมบัติในข้อใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุง เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้อย่างแท้จริง แต่พระเยซูทรงทำได้ จงขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและเสริมกำลังคุณ นี่อาจเป็นขั้นตอนที่ช้าและยากลำบาก แต่พระเยซูทรงเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความจำเป็นของเรา จงขอให้พระองค์เปลี่ยนตัวตนของคุณเพื่อคุณจะเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>นิสัยอะไรที่คุณอยากเปลี่ยนมากที่สุด คุณจะแสวงหาฤทธิ์เดชและการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าเพื่อจะเริ่มการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อคนอื่นจะได้เห็นพระองค์อย่างชัดเจน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่าน​จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ [ 2 เปโตร 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำลังจะตาย คำพูดทั้งสองนี้ถูกต้อง” ใครจะไปสนใจเรื่องไวยากรณ์ขณะที่ตัวเองกำลังนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง จะมีก็เพียงคนที่ใส่ใจในเรื่องไวยากรณ์มาตลอดชีวิตเท่านั้น</p>
<p>เมื่อเข้าสู่วัยชราคนเราก็มีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแล้วเป็นส่วนใหญ่ เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆจนพัฒนามาเป็นนิสัยที่กลายมาเป็นตัวตนของเราทั้งในแบบที่ดีและแย่ เราเป็นคนเลือกเองว่าจะเป็นคนแบบไหน</p>
<p>การพัฒนานิสัยในทางของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในขณะที่ตัวตนของเรายังเยาว์วัยและปรับเปลี่ยนได้ เปโตรเรียกร้องว่า “จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ เอา​ความ​รู้​เพิ่ม​คุณธรรม​ เอา​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน​เพิ่ม​ความ​รู้ เอา​ขันตี​เพิ่ม​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน และ​เอา​ธรรม​เพิ่ม​ขันตี​ เอา​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง​เพิ่ม​ธรรม และ​เอา​ความ​รัก​คน​ทั่วไป​เพิ่ม​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง” (2 ปต.1:5-7) จงฝึกฝนคุณธรรมเหล่านี้ และ “​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​มี​สิทธิ​สมบูรณ์ ที่​จะ​เข้า​ใน​อาณาจักร​นิรันดร์​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า ​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 11)</p>
<p>จากบรรดาสิ่งที่เปโตรกล่าวไว้มีข้อใดที่อยู่ในตัวคุณมากที่สุด และคุณสมบัติในข้อใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุง เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้อย่างแท้จริง แต่พระเยซูทรงทำได้ จงขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและเสริมกำลังคุณ นี่อาจเป็นขั้นตอนที่ช้าและยากลำบาก แต่พระเยซูทรงเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความจำเป็นของเรา จงขอให้พระองค์เปลี่ยนตัวตนของคุณเพื่อคุณจะเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>นิสัยอะไรที่คุณอยากเปลี่ยนมากที่สุด คุณจะแสวงหาฤทธิ์เดชและการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าเพื่อจะเริ่มการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อคนอื่นจะได้เห็นพระองค์อย่างชัดเจน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 23 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1d333ffc/b869c485.mp3" length="11549829" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่าน​จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ [ 2 เปโตร 1:5 ]

ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำลังจะตาย คำพูดทั้งสองนี้ถูกต้อง” ใครจะไปสนใจเรื่องไวยากรณ์ขณะที่ตัวเองกำลังนอนใกล้ตายอยู่บนเตียง จะมีก็เพียงคนที่ใส่ใจในเรื่องไวยากรณ์มาตลอดชีวิตเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่วัยชราคนเราก็มีวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองแล้วเป็นส่วนใหญ่ เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆจนพัฒนามาเป็นนิสัยที่กลายมาเป็นตัวตนของเราทั้งในแบบที่ดีและแย่ เราเป็นคนเลือกเองว่าจะเป็นคนแบบไหน
การพัฒนานิสัยในทางของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในขณะที่ตัวตนของเรายังเยาว์วัยและปรับเปลี่ยนได้ เปโตรเรียกร้องว่า “จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ เอา​ความ​รู้​เพิ่ม​คุณธรรม​ เอา​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน​เพิ่ม​ความ​รู้ เอา​ขันตี​เพิ่ม​ความ​เหนี่ยว​รั้ง​ตน และ​เอา​ธรรม​เพิ่ม​ขันตี​ เอา​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง​เพิ่ม​ธรรม และ​เอา​ความ​รัก​คน​ทั่วไป​เพิ่ม​ความ​รัก​ฉัน​พี่​น้อง” (2 ปต.1:5-7) จงฝึกฝนคุณธรรมเหล่านี้ และ “​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​มี​สิทธิ​สมบูรณ์ ที่​จะ​เข้า​ใน​อาณาจักร​นิรันดร์​ของ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า ​พระ​ผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 11)
จากบรรดาสิ่งที่เปโตรกล่าวไว้มีข้อใดที่อยู่ในตัวคุณมากที่สุด และคุณสมบัติในข้อใดบ้างที่ยังต้องปรับปรุง เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเราเองได้อย่างแท้จริง แต่พระเยซูทรงทำได้ จงขอให้พระองค์เปลี่ยนแปลงและเสริมกำลังคุณ นี่อาจเป็นขั้นตอนที่ช้าและยากลำบาก แต่พระเยซูทรงเชี่ยวชาญในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ตามความจำเป็นของเรา จงขอให้พระองค์เปลี่ยนตัวตนของคุณเพื่อคุณจะเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น

นิสัยอะไรที่คุณอยากเปลี่ยนมากที่สุด คุณจะแสวงหาฤทธิ์เดชและการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าเพื่อจะเริ่มการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู โปรดทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อคนอื่นจะได้เห็นพระองค์อย่างชัดเจน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่าน​จง​อุตส่าห์​จน​สุดกำลัง​ที่​จะ​เอา​คุณธรรม​เพิ่ม​ความ​เชื่อ [ 2 เปโตร 1:5 ]

ครอบครัวมารวมตัวกันรอบเตียงของโดมินิค บูอูร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์แห่งศตวรรษที่ 17 ที่กำลังจะสิ้นใจ เล่ากันว่าขณะที่เขาหายใจเฮือกสุดท้าย เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าใกล้จะ หรือกำล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตัวแทนแห่งสันติสุข</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตัวแทนแห่งสันติสุข</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c5260633-7087-4c4b-aa8b-0471bc1ab605</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4aafee38</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น [ เยเรมีย์ 29:7 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปี 2015 กลุ่มผู้รับใช้ท้องถิ่นของเมืองโคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโดได้รวมตัวกันเพื่อรับใช้ชุมชน และกลุ่มซีโอเอสไอเลิฟยู (COSILoveYou) ได้ถือกำเนิดขึ้น ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีพวกเขาจะส่งผู้เชื่อออกไปรับใช้ชุมชนในกิจกรรมที่เรียกว่า ซิตี้เซิร์ฟ (CityServe)</p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน ผมและลูกๆได้รับมอบหมายให้ไปที่โรงเรียนประถมในตัวเมืองภายใต้กิจกรรมซิตี้เซิร์ฟ พวกเราทำความสะอาด ถอนวัชพืช และทำโครงงานศิลปะโดยสอดเทปพลาสติกสีต่างๆ ไปตามรั้วตาข่ายในลักษณะที่เหมือนกับภูเขา เรียบง่ายแต่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านโรงเรียนแห่งนั้น โครงงานศิลปะเล็กๆของเราเตือนให้ผมนึกถึงเยเรมีย์ 29 ในเวลานั้นพระเจ้าทรงสั่งให้คนของพระองค์ตั้งถิ่นฐานและรับใช้ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ พระองค์บัญชาเช่นนั้นถึงแม้พวกเขาจะเป็นเชลยและไม่ได้ต้องการจะอยู่ที่นั่น</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า “จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น จงอธิษฐาน...เพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ เจ้าก็เจริญด้วย” (ข้อ 7 TNCV) คำว่า สันติสุขในที่นี้มาจากคำภาษาฮีบรูว่า ชาโลม มีความหมายครอบคลุมถึงความสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งมีเพียงความประเสริฐและการทรงไถ่ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เกิดขึ้นได้</p>
<p>เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุข(ชาโลม)ของพระองค์ในที่ที่เราอยู่ พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้สร้างความงดงามและสำแดงถึงชีวิตที่ได้รับการไถ่ ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นรูปธรรมในสถานที่ที่พระองค์ทรงจัดให้เราอยู่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเห็นการฟื้นฟูแห่งสันติสุขเมื่อใด คุณจะใช้เวลา ความสามารถ และทรัพยากรของคุณเพื่อช่วยเหลือชุมชนของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเชิญข้าพระองค์ให้เป็นตัวแทนแห่งพระพรของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ชุมชนของข้าพระองค์ได้อย่างไร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น [ เยเรมีย์ 29:7 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปี 2015 กลุ่มผู้รับใช้ท้องถิ่นของเมืองโคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโดได้รวมตัวกันเพื่อรับใช้ชุมชน และกลุ่มซีโอเอสไอเลิฟยู (COSILoveYou) ได้ถือกำเนิดขึ้น ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีพวกเขาจะส่งผู้เชื่อออกไปรับใช้ชุมชนในกิจกรรมที่เรียกว่า ซิตี้เซิร์ฟ (CityServe)</p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน ผมและลูกๆได้รับมอบหมายให้ไปที่โรงเรียนประถมในตัวเมืองภายใต้กิจกรรมซิตี้เซิร์ฟ พวกเราทำความสะอาด ถอนวัชพืช และทำโครงงานศิลปะโดยสอดเทปพลาสติกสีต่างๆ ไปตามรั้วตาข่ายในลักษณะที่เหมือนกับภูเขา เรียบง่ายแต่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านโรงเรียนแห่งนั้น โครงงานศิลปะเล็กๆของเราเตือนให้ผมนึกถึงเยเรมีย์ 29 ในเวลานั้นพระเจ้าทรงสั่งให้คนของพระองค์ตั้งถิ่นฐานและรับใช้ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ พระองค์บัญชาเช่นนั้นถึงแม้พวกเขาจะเป็นเชลยและไม่ได้ต้องการจะอยู่ที่นั่น</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า “จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น จงอธิษฐาน...เพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ เจ้าก็เจริญด้วย” (ข้อ 7 TNCV) คำว่า สันติสุขในที่นี้มาจากคำภาษาฮีบรูว่า ชาโลม มีความหมายครอบคลุมถึงความสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งมีเพียงความประเสริฐและการทรงไถ่ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เกิดขึ้นได้</p>
<p>เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุข(ชาโลม)ของพระองค์ในที่ที่เราอยู่ พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้สร้างความงดงามและสำแดงถึงชีวิตที่ได้รับการไถ่ ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นรูปธรรมในสถานที่ที่พระองค์ทรงจัดให้เราอยู่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเห็นการฟื้นฟูแห่งสันติสุขเมื่อใด คุณจะใช้เวลา ความสามารถ และทรัพยากรของคุณเพื่อช่วยเหลือชุมชนของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเชิญข้าพระองค์ให้เป็นตัวแทนแห่งพระพรของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ชุมชนของข้าพระองค์ได้อย่างไร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 22 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4aafee38/eaa15fb8.mp3" length="12143495" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>759</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น [ เยเรมีย์ 29:7 TNCV ]

ในปี 2015 กลุ่มผู้รับใช้ท้องถิ่นของเมืองโคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโดได้รวมตัวกันเพื่อรับใช้ชุมชน และกลุ่มซีโอเอสไอเลิฟยู (COSILoveYou) ได้ถือกำเนิดขึ้น ในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีพวกเขาจะส่งผู้เชื่อออกไปรับใช้ชุมชนในกิจกรรมที่เรียกว่า ซิตี้เซิร์ฟ (CityServe)
เมื่อหลายปีก่อน ผมและลูกๆได้รับมอบหมายให้ไปที่โรงเรียนประถมในตัวเมืองภายใต้กิจกรรมซิตี้เซิร์ฟ พวกเราทำความสะอาด ถอนวัชพืช และทำโครงงานศิลปะโดยสอดเทปพลาสติกสีต่างๆ ไปตามรั้วตาข่ายในลักษณะที่เหมือนกับภูเขา เรียบง่ายแต่สวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ
ทุกครั้งที่ผมขับรถผ่านโรงเรียนแห่งนั้น โครงงานศิลปะเล็กๆของเราเตือนให้ผมนึกถึงเยเรมีย์ 29 ในเวลานั้นพระเจ้าทรงสั่งให้คนของพระองค์ตั้งถิ่นฐานและรับใช้ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ พระองค์บัญชาเช่นนั้นถึงแม้พวกเขาจะเป็นเชลยและไม่ได้ต้องการจะอยู่ที่นั่น
ผู้เผยพระวจนะกล่าวว่า “จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น จงอธิษฐาน...เพื่อนครนั้น เพราะหากมันเจริญ เจ้าก็เจริญด้วย” (ข้อ 7 TNCV) คำว่า สันติสุขในที่นี้มาจากคำภาษาฮีบรูว่า ชาโลม มีความหมายครอบคลุมถึงความสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งมีเพียงความประเสริฐและการทรงไถ่ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เกิดขึ้นได้
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุข(ชาโลม)ของพระองค์ในที่ที่เราอยู่ พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้สร้างความงดงามและสำแดงถึงชีวิตที่ได้รับการไถ่ ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นรูปธรรมในสถานที่ที่พระองค์ทรงจัดให้เราอยู่

คุณเคยเห็นการฟื้นฟูแห่งสันติสุขเมื่อใด คุณจะใช้เวลา ความสามารถ และทรัพยากรของคุณเพื่อช่วยเหลือชุมชนของคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงเชิญข้าพระองค์ให้เป็นตัวแทนแห่งพระพรของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ชุมชนของข้าพระองค์ได้อย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงบากบั่นเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของนครซึ่งเราให้เจ้าไปตกเป็นเชลยนั้น [ เยเรมีย์ 29:7 TNCV ]

ในปี 2015 กลุ่มผู้รับใช้ท้องถิ่นของเมืองโคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโดได้รวมตัวกันเพื่อรับใช้ชุมชน และกลุ่มซีโอเอสไอเลิฟยู (COSILoveYou) ได้ถือกำเนิดขึ้น </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การตัดสินใจที่ฉลาด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การตัดสินใจที่ฉลาด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5a826888-1e4c-4cc4-b6fb-87a04a48ddb3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/24a53110</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ [ สดุดี 119:105 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ให้ขายบ้านของแม่ผู้ล่วงลับน่ะหรือ การตัดสินใจนั้นทำให้ฉันคิดหนักหลังจากคุณแม่ที่รักและเป็นม่ายของฉันเสียชีวิตลง ฉันรู้สึกอ่อนไหว ถึงกระนั้นฉันกับน้องสาวใช้เวลาสองปีในการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านที่ว่างเปล่าของแม่ และยอมที่จะขายมัน ตอนนั้นเป็นปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้ไม่มีใครซื้อ เราลดราคาลงเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีข้อเสนอใดๆเข้ามา และแล้วในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันสะดุดตากับข้อนี้ว่า “ที่ใดไม่​มี​วัว​ผู้ รางหญ้าก็ว่างเปล่า แต่​พืชผล​มากมายได้มา​ด้วย​แรง​วัว” (สภษ.14:4 THSV11)</p>
<p>สุภาษิตข้อนี้พูดถึงการทำเกษตร แต่ฉันรู้สึกทึ่งกับความหมายคอกสัตว์ที่ว่างเปล่านั้นดูเรียบร้อย แต่ด้วย “ความรกรุงรัง” ของสิ่งที่อยู่ในคอกเท่านั้นที่จะทำให้เกิดผลผลิต หรือสำหรับเราก็คือผลผลิตที่มีคุณค่าและมรดกของครอบครัว ฉันโทรหาน้องสาวแล้วถามว่า “ถ้าเราจะเก็บบ้านของแม่ไว้ล่ะ เราปล่อยให้เช่าก็ได้”</p>
<p>ทางเลือกนั้นทำให้เราประหลาดใจ พวกเราไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนบ้านของแม่ให้เป็นการลงทุน แต่พระคัมภีร์ที่เป็นดั่งเครื่องนำทางฝ่ายวิญญาณได้มอบสติปัญญาที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิต ดังที่ดาวิดอธิษฐานว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ขอ​ทรง​กระทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​รู้จัก​พระ​มรรคา​ของ​พระ​องค์ ขอ​ทรง​สอน​วิถี​ของ​พระ​องค์​แก่​ข้า​พระ​องค์” (สดด.25:4)</p>
<p>จากการตัดสินใจของฉันและน้องสาว เราได้รับการอวยพรจากการให้หลายครอบครัวที่น่ารักได้เช่าบ้านของแม่ และเรายังได้เรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนชีวิตว่า พระคัมภีร์ช่วยชี้แนะการตัดสินใจของเรา ผู้เขียนสดุดีบันทึกไว้ว่า “​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ และ​เป็น​ความ​สว่าง​แก่​มรรคา​ของ​ข้า​พระ​องค์” (สดด.119:105) ขอให้เราเดินในแสงสว่างของพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากอะไรบ้าง พระคัมภีร์จะให้คำตอบได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ในขณะที่ข้าพระองค์กำลังตัดสินใจนั้น โปรดทรงนำทางข้าพระองค์ด้วยแสงสว่างแห่งพระวจนะของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ [ สดุดี 119:105 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ให้ขายบ้านของแม่ผู้ล่วงลับน่ะหรือ การตัดสินใจนั้นทำให้ฉันคิดหนักหลังจากคุณแม่ที่รักและเป็นม่ายของฉันเสียชีวิตลง ฉันรู้สึกอ่อนไหว ถึงกระนั้นฉันกับน้องสาวใช้เวลาสองปีในการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านที่ว่างเปล่าของแม่ และยอมที่จะขายมัน ตอนนั้นเป็นปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้ไม่มีใครซื้อ เราลดราคาลงเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีข้อเสนอใดๆเข้ามา และแล้วในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันสะดุดตากับข้อนี้ว่า “ที่ใดไม่​มี​วัว​ผู้ รางหญ้าก็ว่างเปล่า แต่​พืชผล​มากมายได้มา​ด้วย​แรง​วัว” (สภษ.14:4 THSV11)</p>
<p>สุภาษิตข้อนี้พูดถึงการทำเกษตร แต่ฉันรู้สึกทึ่งกับความหมายคอกสัตว์ที่ว่างเปล่านั้นดูเรียบร้อย แต่ด้วย “ความรกรุงรัง” ของสิ่งที่อยู่ในคอกเท่านั้นที่จะทำให้เกิดผลผลิต หรือสำหรับเราก็คือผลผลิตที่มีคุณค่าและมรดกของครอบครัว ฉันโทรหาน้องสาวแล้วถามว่า “ถ้าเราจะเก็บบ้านของแม่ไว้ล่ะ เราปล่อยให้เช่าก็ได้”</p>
<p>ทางเลือกนั้นทำให้เราประหลาดใจ พวกเราไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนบ้านของแม่ให้เป็นการลงทุน แต่พระคัมภีร์ที่เป็นดั่งเครื่องนำทางฝ่ายวิญญาณได้มอบสติปัญญาที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิต ดังที่ดาวิดอธิษฐานว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ขอ​ทรง​กระทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​รู้จัก​พระ​มรรคา​ของ​พระ​องค์ ขอ​ทรง​สอน​วิถี​ของ​พระ​องค์​แก่​ข้า​พระ​องค์” (สดด.25:4)</p>
<p>จากการตัดสินใจของฉันและน้องสาว เราได้รับการอวยพรจากการให้หลายครอบครัวที่น่ารักได้เช่าบ้านของแม่ และเรายังได้เรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนชีวิตว่า พระคัมภีร์ช่วยชี้แนะการตัดสินใจของเรา ผู้เขียนสดุดีบันทึกไว้ว่า “​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ และ​เป็น​ความ​สว่าง​แก่​มรรคา​ของ​ข้า​พระ​องค์” (สดด.119:105) ขอให้เราเดินในแสงสว่างของพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากอะไรบ้าง พระคัมภีร์จะให้คำตอบได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ในขณะที่ข้าพระองค์กำลังตัดสินใจนั้น โปรดทรงนำทางข้าพระองค์ด้วยแสงสว่างแห่งพระวจนะของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 21 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/24a53110/aa0b3243.mp3" length="11449223" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ [ สดุดี 119:105 ]

ให้ขายบ้านของแม่ผู้ล่วงลับน่ะหรือ การตัดสินใจนั้นทำให้ฉันคิดหนักหลังจากคุณแม่ที่รักและเป็นม่ายของฉันเสียชีวิตลง ฉันรู้สึกอ่อนไหว ถึงกระนั้นฉันกับน้องสาวใช้เวลาสองปีในการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านที่ว่างเปล่าของแม่ และยอมที่จะขายมัน ตอนนั้นเป็นปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้ไม่มีใครซื้อ เราลดราคาลงเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีข้อเสนอใดๆเข้ามา และแล้วในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันสะดุดตากับข้อนี้ว่า “ที่ใดไม่​มี​วัว​ผู้ รางหญ้าก็ว่างเปล่า แต่​พืชผล​มากมายได้มา​ด้วย​แรง​วัว” (สภษ.14:4 THSV11)
สุภาษิตข้อนี้พูดถึงการทำเกษตร แต่ฉันรู้สึกทึ่งกับความหมายคอกสัตว์ที่ว่างเปล่านั้นดูเรียบร้อย แต่ด้วย “ความรกรุงรัง” ของสิ่งที่อยู่ในคอกเท่านั้นที่จะทำให้เกิดผลผลิต หรือสำหรับเราก็คือผลผลิตที่มีคุณค่าและมรดกของครอบครัว ฉันโทรหาน้องสาวแล้วถามว่า “ถ้าเราจะเก็บบ้านของแม่ไว้ล่ะ เราปล่อยให้เช่าก็ได้”
ทางเลือกนั้นทำให้เราประหลาดใจ พวกเราไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนบ้านของแม่ให้เป็นการลงทุน แต่พระคัมภีร์ที่เป็นดั่งเครื่องนำทางฝ่ายวิญญาณได้มอบสติปัญญาที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิต ดังที่ดาวิดอธิษฐานว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า ขอ​ทรง​กระทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​รู้จัก​พระ​มรรคา​ของ​พระ​องค์ ขอ​ทรง​สอน​วิถี​ของ​พระ​องค์​แก่​ข้า​พระ​องค์” (สดด.25:4)
จากการตัดสินใจของฉันและน้องสาว เราได้รับการอวยพรจากการให้หลายครอบครัวที่น่ารักได้เช่าบ้านของแม่ และเรายังได้เรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนชีวิตว่า พระคัมภีร์ช่วยชี้แนะการตัดสินใจของเรา ผู้เขียนสดุดีบันทึกไว้ว่า “​พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ และ​เป็น​ความ​สว่าง​แก่​มรรคา​ของ​ข้า​พระ​องค์” (สดด.119:105) ขอให้เราเดินในแสงสว่างของพระเจ้า

คุณกำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากอะไรบ้าง พระคัมภีร์จะให้คำตอบได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ในขณะที่ข้าพระองค์กำลังตัดสินใจนั้น โปรดทรงนำทางข้าพระองค์ด้วยแสงสว่างแห่งพระวจนะของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​วจนะ​ของ​พระ​องค์​เป็น​โคม​สำหรับ​เท้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ [ สดุดี 119:105 ]

ให้ขายบ้านของแม่ผู้ล่วงลับน่ะหรือ การตัดสินใจนั้นทำให้ฉันคิดหนักหลังจากคุณแม่ที่รักและเป็นม่ายของฉันเสียชีวิตลง ฉันรู้สึกอ่อนไหว ถึงกระนั้นฉันกับน้องสาวใช้เวลาสองปีในการทำความส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การนัดหมาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การนัดหมาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">83a6b331-5ca6-4085-9dc3-f394f11db65f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4fb92b01</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา [ ฮีบรู 9:27 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 เป็นวันที่ทั้งจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ประธานาธิบดีสหรัฐ อัลดัส ฮักซ์ลีย์นักปรัชญาและนักเขียน และซี.เอส.ลูอิส ผู้ปกป้องความเชื่อคริสเตียนต่างสิ้นชีวิตลง ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามมีโลกทัศน์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฮักซ์ลีย์ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าแต่ก็ได้ทดลองไสยศาสตร์ของโลกตะวันออก เคนเนดี้แม้จะเป็นคาทอลิกแต่ก็ยึดหลักปรัชญามนุษยนิยม ส่วนลูอิสเคยไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่กลับใจมาเป็นคริสเตียนในนิกายแองกลิกันและกลายเป็นผู้เชื่อฝีปากกล้าในพระเยซู ความตายไม่ไว้หน้าผู้ใด ดูได้จากการที่ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามคนนี้ต้องเผชิญกับความตายในวันเดียวกัน</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวว่าความตายเข้ามาในชีวิตมนุษย์เมื่ออาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังในสวนเอเดน (ปฐก.3) นี่เป็นความจริงอันน่าเศร้าที่ทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความตายเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกัน หรืออย่างที่ใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความตายคือการนัดหมายที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ นี่คือสาระสำคัญของ ฮีบรู 9:27 ที่ว่า “มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา”</p>
<p>เราจะพบความหวังในเรื่องการนัดหมายกับความตายของตัวเราและสิ่งที่จะตามมาหลังความตายนั้นได้ที่ไหน คำตอบคือในพระคริสต์ โรม 6:23 อธิบายความจริงนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ว่า “เพราะ​ว่า​ค่าจ้าง​ของ​ความ​บาป​คือ​ความ​ตาย แต่​ของ​ประทาน​จาก​พระ​เจ้า​คือ​ชีวิต​นิรันดร์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​” เราจะได้รับของประทานนี้จากพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อกำจัดความตายและทรงฟื้นคืนพระชนม์เพื่อประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา (2 ทธ.1:10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อไตร่ตรองเรื่องการนัดหมายกับความตาย ที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คุณได้เตรียมตัวรับมืออย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาชดใช้บาปและสิ้นพระชนม์แทนข้าพระองค์ ขอบพระคุณที่ได้ประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา [ ฮีบรู 9:27 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 เป็นวันที่ทั้งจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ประธานาธิบดีสหรัฐ อัลดัส ฮักซ์ลีย์นักปรัชญาและนักเขียน และซี.เอส.ลูอิส ผู้ปกป้องความเชื่อคริสเตียนต่างสิ้นชีวิตลง ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามมีโลกทัศน์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฮักซ์ลีย์ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าแต่ก็ได้ทดลองไสยศาสตร์ของโลกตะวันออก เคนเนดี้แม้จะเป็นคาทอลิกแต่ก็ยึดหลักปรัชญามนุษยนิยม ส่วนลูอิสเคยไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่กลับใจมาเป็นคริสเตียนในนิกายแองกลิกันและกลายเป็นผู้เชื่อฝีปากกล้าในพระเยซู ความตายไม่ไว้หน้าผู้ใด ดูได้จากการที่ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามคนนี้ต้องเผชิญกับความตายในวันเดียวกัน</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวว่าความตายเข้ามาในชีวิตมนุษย์เมื่ออาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังในสวนเอเดน (ปฐก.3) นี่เป็นความจริงอันน่าเศร้าที่ทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความตายเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกัน หรืออย่างที่ใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความตายคือการนัดหมายที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ นี่คือสาระสำคัญของ ฮีบรู 9:27 ที่ว่า “มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา”</p>
<p>เราจะพบความหวังในเรื่องการนัดหมายกับความตายของตัวเราและสิ่งที่จะตามมาหลังความตายนั้นได้ที่ไหน คำตอบคือในพระคริสต์ โรม 6:23 อธิบายความจริงนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ว่า “เพราะ​ว่า​ค่าจ้าง​ของ​ความ​บาป​คือ​ความ​ตาย แต่​ของ​ประทาน​จาก​พระ​เจ้า​คือ​ชีวิต​นิรันดร์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​” เราจะได้รับของประทานนี้จากพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อกำจัดความตายและทรงฟื้นคืนพระชนม์เพื่อประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา (2 ทธ.1:10)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อไตร่ตรองเรื่องการนัดหมายกับความตาย ที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คุณได้เตรียมตัวรับมืออย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาชดใช้บาปและสิ้นพระชนม์แทนข้าพระองค์ ขอบพระคุณที่ได้ประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 20 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4fb92b01/45b5878e.mp3" length="12577783" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>787</itunes:duration>
      <itunes:summary>มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา [ ฮีบรู 9:27 ]

วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 เป็นวันที่ทั้งจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ประธานาธิบดีสหรัฐ อัลดัส ฮักซ์ลีย์นักปรัชญาและนักเขียน และซี.เอส.ลูอิส ผู้ปกป้องความเชื่อคริสเตียนต่างสิ้นชีวิตลง ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามมีโลกทัศน์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฮักซ์ลีย์ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าแต่ก็ได้ทดลองไสยศาสตร์ของโลกตะวันออก เคนเนดี้แม้จะเป็นคาทอลิกแต่ก็ยึดหลักปรัชญามนุษยนิยม ส่วนลูอิสเคยไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่กลับใจมาเป็นคริสเตียนในนิกายแองกลิกันและกลายเป็นผู้เชื่อฝีปากกล้าในพระเยซู ความตายไม่ไว้หน้าผู้ใด ดูได้จากการที่ชายผู้มีชื่อเสียงทั้งสามคนนี้ต้องเผชิญกับความตายในวันเดียวกัน
พระคัมภีร์กล่าวว่าความตายเข้ามาในชีวิตมนุษย์เมื่ออาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังในสวนเอเดน (ปฐก.3) นี่เป็นความจริงอันน่าเศร้าที่ทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความตายเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกัน หรืออย่างที่ใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความตายคือการนัดหมายที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ นี่คือสาระสำคัญของ ฮีบรู 9:27 ที่ว่า “มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา”
เราจะพบความหวังในเรื่องการนัดหมายกับความตายของตัวเราและสิ่งที่จะตามมาหลังความตายนั้นได้ที่ไหน คำตอบคือในพระคริสต์ โรม 6:23 อธิบายความจริงนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ว่า “เพราะ​ว่า​ค่าจ้าง​ของ​ความ​บาป​คือ​ความ​ตาย แต่​ของ​ประทาน​จาก​พระ​เจ้า​คือ​ชีวิต​นิรันดร์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​” เราจะได้รับของประทานนี้จากพระเจ้าได้อย่างไร พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อกำจัดความตายและทรงฟื้นคืนพระชนม์เพื่อประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา (2 ทธ.1:10)

คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อไตร่ตรองเรื่องการนัดหมายกับความตาย ที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คุณได้เตรียมตัวรับมืออย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาชดใช้บาปและสิ้นพระชนม์แทนข้าพระองค์ ขอบพระคุณที่ได้ประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มี​ข้อกำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา [ ฮีบรู 9:27 ]

วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 เป็นวันที่ทั้งจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ประธานาธิบดีสหรัฐ อัลดัส ฮักซ์ลีย์นักปรัชญาและนักเขียน และซี.เอส.ลูอิส ผู้ปกป้องคว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พูดกับผู้อื่นเรื่องพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พูดกับผู้อื่นเรื่องพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fd76adb8-0a28-44ef-8f7c-2a447f17db07</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cf29dd90</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้า​ขอ​ท่าน​อนุญาต​ให้​พูด​กับ​คน​ทั้ง​ปวง​สัก​หน่อย [ กิจการ 21:39 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เปาโลไปที่พระวิหารเพื่อร่วมพิธีชำระตัวของพวกยิว (กจ.21:26) แต่พวกยุแหย่บางคนที่คิดว่าท่านสอนผิดธรรมบัญญัติหาทางจะฆ่าท่าน (ข้อ 31) พวกทหารโรมันมาถึงอย่างรวดเร็วและจับกุมเปาโล มัดท่าน และพาตัวท่านออกจากบริเวณพระวิหาร โดยมีฝูงชนตะโกนว่า “จงเอาเขาไปฆ่าเสีย” (ข้อ 36)</p>
<p>อัครทูตเปาโลมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการคุกคามนี้ ท่านถามผู้บังคับบัญชากองทหารว่าให้ท่าน “พูดกับคนทั้งปวง” ได้หรือไม่ (ข้อ 39) เมื่อผู้นำโรมันอนุญาต เปาโลซึ่งมีเลือดไหลและมีแผลฟกช้ำจึงหันไปหาฝูงชนที่โกรธแค้นและเล่าให้พวกเขาฟังถึงความเชื่อที่ท่านมีในพระเยซู (22:1-16)</p>
<p>เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน เป็นเรื่องเก่าแก่ในพระคัมภีร์ที่เราอาจเข้าถึงได้ยาก เมื่อไม่นานมานี้มีชายคนหนึ่งชื่อปีเตอร์ถูกจับขณะไปเยี่ยมเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำคุกในประเทศที่มีการข่มเหงผู้เชื่อเกิดขึ้นอยู่เสมอ ปีเตอร์ถูกจับโยนเข้าไปในห้องขังที่มืดและถูกปิดตาระหว่างการสอบสวน เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออก เขาเห็นทหารสี่นายถือปืนเล็งมาที่เขา ปีเตอร์ทำอย่างไร เขามองว่านี่คือ “โอกาสเหมาะที่สุด...ที่จะเล่าเรื่องความเชื่อของเขา”</p>
<p>เปาโลและคนในยุคปัจจุบันเช่นปีเตอร์ได้ชี้ให้เห็นความจริงที่สำคัญยิ่งและไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงแม้พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เราพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือแม้แต่การกดขี่ข่มเหง แต่หน้าที่ของเรายังคงอยู่ คือการ “ประกาศข่าวประเสริฐ” (มก.16:15) พระองค์จะทรงอยู่กับเราและจะประทานให้เรามีสติปัญญาและฤทธิ์เดชเพื่อเล่าถึงความเชื่อของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณหรือคนที่คุณรู้จักได้เคยเผชิญกับการข่มเหงเพราะความเชื่อในพระคริสต์อย่างไร วันนี้คุณจะ “ประกาศข่าวประเสริฐ” อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีความกล้าที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ที่กอปรด้วยความรักและสติปัญญา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้า​ขอ​ท่าน​อนุญาต​ให้​พูด​กับ​คน​ทั้ง​ปวง​สัก​หน่อย [ กิจการ 21:39 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เปาโลไปที่พระวิหารเพื่อร่วมพิธีชำระตัวของพวกยิว (กจ.21:26) แต่พวกยุแหย่บางคนที่คิดว่าท่านสอนผิดธรรมบัญญัติหาทางจะฆ่าท่าน (ข้อ 31) พวกทหารโรมันมาถึงอย่างรวดเร็วและจับกุมเปาโล มัดท่าน และพาตัวท่านออกจากบริเวณพระวิหาร โดยมีฝูงชนตะโกนว่า “จงเอาเขาไปฆ่าเสีย” (ข้อ 36)</p>
<p>อัครทูตเปาโลมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการคุกคามนี้ ท่านถามผู้บังคับบัญชากองทหารว่าให้ท่าน “พูดกับคนทั้งปวง” ได้หรือไม่ (ข้อ 39) เมื่อผู้นำโรมันอนุญาต เปาโลซึ่งมีเลือดไหลและมีแผลฟกช้ำจึงหันไปหาฝูงชนที่โกรธแค้นและเล่าให้พวกเขาฟังถึงความเชื่อที่ท่านมีในพระเยซู (22:1-16)</p>
<p>เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน เป็นเรื่องเก่าแก่ในพระคัมภีร์ที่เราอาจเข้าถึงได้ยาก เมื่อไม่นานมานี้มีชายคนหนึ่งชื่อปีเตอร์ถูกจับขณะไปเยี่ยมเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำคุกในประเทศที่มีการข่มเหงผู้เชื่อเกิดขึ้นอยู่เสมอ ปีเตอร์ถูกจับโยนเข้าไปในห้องขังที่มืดและถูกปิดตาระหว่างการสอบสวน เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออก เขาเห็นทหารสี่นายถือปืนเล็งมาที่เขา ปีเตอร์ทำอย่างไร เขามองว่านี่คือ “โอกาสเหมาะที่สุด...ที่จะเล่าเรื่องความเชื่อของเขา”</p>
<p>เปาโลและคนในยุคปัจจุบันเช่นปีเตอร์ได้ชี้ให้เห็นความจริงที่สำคัญยิ่งและไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงแม้พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เราพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือแม้แต่การกดขี่ข่มเหง แต่หน้าที่ของเรายังคงอยู่ คือการ “ประกาศข่าวประเสริฐ” (มก.16:15) พระองค์จะทรงอยู่กับเราและจะประทานให้เรามีสติปัญญาและฤทธิ์เดชเพื่อเล่าถึงความเชื่อของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณหรือคนที่คุณรู้จักได้เคยเผชิญกับการข่มเหงเพราะความเชื่อในพระคริสต์อย่างไร วันนี้คุณจะ “ประกาศข่าวประเสริฐ” อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีความกล้าที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ที่กอปรด้วยความรักและสติปัญญา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cf29dd90/f4967ed6.mp3" length="12843159" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>803</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้า​ขอ​ท่าน​อนุญาต​ให้​พูด​กับ​คน​ทั้ง​ปวง​สัก​หน่อย [ กิจการ 21:39 ]

เปาโลไปที่พระวิหารเพื่อร่วมพิธีชำระตัวของพวกยิว (กจ.21:26) แต่พวกยุแหย่บางคนที่คิดว่าท่านสอนผิดธรรมบัญญัติหาทางจะฆ่าท่าน (ข้อ 31) พวกทหารโรมันมาถึงอย่างรวดเร็วและจับกุมเปาโล มัดท่าน และพาตัวท่านออกจากบริเวณพระวิหาร โดยมีฝูงชนตะโกนว่า “จงเอาเขาไปฆ่าเสีย” (ข้อ 36)
อัครทูตเปาโลมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการคุกคามนี้ ท่านถามผู้บังคับบัญชากองทหารว่าให้ท่าน “พูดกับคนทั้งปวง” ได้หรือไม่ (ข้อ 39) เมื่อผู้นำโรมันอนุญาต เปาโลซึ่งมีเลือดไหลและมีแผลฟกช้ำจึงหันไปหาฝูงชนที่โกรธแค้นและเล่าให้พวกเขาฟังถึงความเชื่อที่ท่านมีในพระเยซู (22:1-16)
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน เป็นเรื่องเก่าแก่ในพระคัมภีร์ที่เราอาจเข้าถึงได้ยาก เมื่อไม่นานมานี้มีชายคนหนึ่งชื่อปีเตอร์ถูกจับขณะไปเยี่ยมเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำคุกในประเทศที่มีการข่มเหงผู้เชื่อเกิดขึ้นอยู่เสมอ ปีเตอร์ถูกจับโยนเข้าไปในห้องขังที่มืดและถูกปิดตาระหว่างการสอบสวน เมื่อผ้าปิดตาถูกเปิดออก เขาเห็นทหารสี่นายถือปืนเล็งมาที่เขา ปีเตอร์ทำอย่างไร เขามองว่านี่คือ “โอกาสเหมาะที่สุด...ที่จะเล่าเรื่องความเชื่อของเขา”
เปาโลและคนในยุคปัจจุบันเช่นปีเตอร์ได้ชี้ให้เห็นความจริงที่สำคัญยิ่งและไม่อาจปฏิเสธได้ ถึงแม้พระเจ้าจะทรงอนุญาตให้เราพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือแม้แต่การกดขี่ข่มเหง แต่หน้าที่ของเรายังคงอยู่ คือการ “ประกาศข่าวประเสริฐ” (มก.16:15) พระองค์จะทรงอยู่กับเราและจะประทานให้เรามีสติปัญญาและฤทธิ์เดชเพื่อเล่าถึงความเชื่อของเรา

คุณหรือคนที่คุณรู้จักได้เคยเผชิญกับการข่มเหงเพราะความเชื่อในพระคริสต์อย่างไร วันนี้คุณจะ “ประกาศข่าวประเสริฐ” อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานให้ข้าพระองค์มีความกล้าที่จะเป็นตัวแทนของพระองค์ที่กอปรด้วยความรักและสติปัญญา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้า​ขอ​ท่าน​อนุญาต​ให้​พูด​กับ​คน​ทั้ง​ปวง​สัก​หน่อย [ กิจการ 21:39 ]

เปาโลไปที่พระวิหารเพื่อร่วมพิธีชำระตัวของพวกยิว (กจ.21:26) แต่พวกยุแหย่บางคนที่คิดว่าท่านสอนผิดธรรมบัญญัติหาทางจะฆ่าท่าน (ข้อ 31) พวกทหารโรมันมาถึงอย่างรวดเร็วและจับกุมเปาโล มัดท่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การสนับสนุนที่เข้มแข็งในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การสนับสนุนที่เข้มแข็งในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e844aa52-3d1b-496d-904a-1012c5569670</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bee7b900</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​[ ปัญญาจารย์ 4:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักวิ่งคนหนึ่งในการแข่งวิ่งลอนดอนมาราธอนได้มีประสบการณ์ว่าทำไมจึงไม่ควรเข้าแข่งในรายการใหญ่ๆเพียงลำพัง หลังจากการฝึกซ้อมอย่างทรหดมาหลายเดือน ชายคนดังกล่าวอยากจะจบการแข่งขันอย่างสวยงาม แต่เมื่อเขาสะดุดตอนเกือบจะถึงเส้นชัย ตัวเขาคะมำไปข้างหน้าเพราะหมดแรงและกำลังจะทรุดลง ก่อนที่เขาจะล้มลงไปกับพื้น เพื่อนนักวิ่งสองคนคว้าแขนของเขาเอาไว้ คนหนึ่งอยู่ทางซ้ายและอีกคนหนึ่งอยู่ทางขวา แล้วช่วยกันพาเขากระเสือกกระสนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ</p>
<p>เช่นเดียวกับนักวิ่งคนนั้น ผู้เขียนปัญญาจารย์เตือนเราถึงข้อดีที่สำคัญหลายประการของการมีเพื่อนร่วมวิ่งไปกับเราบนเส้นทางแห่งชีวิต กษัตริย์ซาโลมอนได้กำหนดหลักการไว้ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว” (ปญจ.4:9) พระองค์ให้ความสำคัญกับข้อดีของการประสานความพยายามและการทำงานหนักร่วมกัน พระองค์ยังเขียนไว้ด้วยว่าการร่วมมือกันจะนำไปสู่ “รางวัลดีสำหรับการตรากตรำของพวกเขา” (ข้อ 9 THSV11) ในยามยากลำบาก เพื่อนจะอยู่ด้วยกันเพื่อ “​​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น” (ข้อ 10) ในค่ำคืนที่มืดมิดและเหน็บหนาว เพื่อนสามารถเบียดกายเข้าหากันเพื่อรักษาความ “อบอุ่น” (ข้อ 11) และเมื่อเกิดอันตราย สองคนสามารถ “ต่อต้าน” ผู้ปองร้ายได้ (ข้อ 12 THSV11) คนเหล่านั้นที่มีชีวิตสอดประสานร่วมมือกันจะก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่</p>
<p>ในความอ่อนแอและเปราะบางทั้งสิ้นของเรานั้น เราต้องการการสนับสนุนและการปกป้องที่เข้มแข็งจากชุมชนผู้เชื่อในพระเยซู ให้เรามุ่งหน้าไปด้วยกันตามที่พระองค์ทรงนำเรา!</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดการมีเพื่อนร่วมความเชื่อในพระเยซู จึงสำคัญต่อการวิ่งไปบนเส้นทางแห่งชีวิต คุณจะพัฒนาคุณภาพของชุมชนแห่งความเชื่อของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์สร้างชุมชนที่เข้มแข็งในพระเยซูคริสต์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​[ ปัญญาจารย์ 4:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักวิ่งคนหนึ่งในการแข่งวิ่งลอนดอนมาราธอนได้มีประสบการณ์ว่าทำไมจึงไม่ควรเข้าแข่งในรายการใหญ่ๆเพียงลำพัง หลังจากการฝึกซ้อมอย่างทรหดมาหลายเดือน ชายคนดังกล่าวอยากจะจบการแข่งขันอย่างสวยงาม แต่เมื่อเขาสะดุดตอนเกือบจะถึงเส้นชัย ตัวเขาคะมำไปข้างหน้าเพราะหมดแรงและกำลังจะทรุดลง ก่อนที่เขาจะล้มลงไปกับพื้น เพื่อนนักวิ่งสองคนคว้าแขนของเขาเอาไว้ คนหนึ่งอยู่ทางซ้ายและอีกคนหนึ่งอยู่ทางขวา แล้วช่วยกันพาเขากระเสือกกระสนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ</p>
<p>เช่นเดียวกับนักวิ่งคนนั้น ผู้เขียนปัญญาจารย์เตือนเราถึงข้อดีที่สำคัญหลายประการของการมีเพื่อนร่วมวิ่งไปกับเราบนเส้นทางแห่งชีวิต กษัตริย์ซาโลมอนได้กำหนดหลักการไว้ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว” (ปญจ.4:9) พระองค์ให้ความสำคัญกับข้อดีของการประสานความพยายามและการทำงานหนักร่วมกัน พระองค์ยังเขียนไว้ด้วยว่าการร่วมมือกันจะนำไปสู่ “รางวัลดีสำหรับการตรากตรำของพวกเขา” (ข้อ 9 THSV11) ในยามยากลำบาก เพื่อนจะอยู่ด้วยกันเพื่อ “​​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น” (ข้อ 10) ในค่ำคืนที่มืดมิดและเหน็บหนาว เพื่อนสามารถเบียดกายเข้าหากันเพื่อรักษาความ “อบอุ่น” (ข้อ 11) และเมื่อเกิดอันตราย สองคนสามารถ “ต่อต้าน” ผู้ปองร้ายได้ (ข้อ 12 THSV11) คนเหล่านั้นที่มีชีวิตสอดประสานร่วมมือกันจะก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่</p>
<p>ในความอ่อนแอและเปราะบางทั้งสิ้นของเรานั้น เราต้องการการสนับสนุนและการปกป้องที่เข้มแข็งจากชุมชนผู้เชื่อในพระเยซู ให้เรามุ่งหน้าไปด้วยกันตามที่พระองค์ทรงนำเรา!</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดการมีเพื่อนร่วมความเชื่อในพระเยซู จึงสำคัญต่อการวิ่งไปบนเส้นทางแห่งชีวิต คุณจะพัฒนาคุณภาพของชุมชนแห่งความเชื่อของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์สร้างชุมชนที่เข้มแข็งในพระเยซูคริสต์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 18 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bee7b900/d3f0f620.mp3" length="10189733" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>637</itunes:duration>
      <itunes:summary>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​[ ปัญญาจารย์ 4:9 ]

นักวิ่งคนหนึ่งในการแข่งวิ่งลอนดอนมาราธอนได้มีประสบการณ์ว่าทำไมจึงไม่ควรเข้าแข่งในรายการใหญ่ๆเพียงลำพัง หลังจากการฝึกซ้อมอย่างทรหดมาหลายเดือน ชายคนดังกล่าวอยากจะจบการแข่งขันอย่างสวยงาม แต่เมื่อเขาสะดุดตอนเกือบจะถึงเส้นชัย ตัวเขาคะมำไปข้างหน้าเพราะหมดแรงและกำลังจะทรุดลง ก่อนที่เขาจะล้มลงไปกับพื้น เพื่อนนักวิ่งสองคนคว้าแขนของเขาเอาไว้ คนหนึ่งอยู่ทางซ้ายและอีกคนหนึ่งอยู่ทางขวา แล้วช่วยกันพาเขากระเสือกกระสนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ
เช่นเดียวกับนักวิ่งคนนั้น ผู้เขียนปัญญาจารย์เตือนเราถึงข้อดีที่สำคัญหลายประการของการมีเพื่อนร่วมวิ่งไปกับเราบนเส้นทางแห่งชีวิต กษัตริย์ซาโลมอนได้กำหนดหลักการไว้ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว” (ปญจ.4:9) พระองค์ให้ความสำคัญกับข้อดีของการประสานความพยายามและการทำงานหนักร่วมกัน พระองค์ยังเขียนไว้ด้วยว่าการร่วมมือกันจะนำไปสู่ “รางวัลดีสำหรับการตรากตรำของพวกเขา” (ข้อ 9 THSV11) ในยามยากลำบาก เพื่อนจะอยู่ด้วยกันเพื่อ “​​พะยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้น” (ข้อ 10) ในค่ำคืนที่มืดมิดและเหน็บหนาว เพื่อนสามารถเบียดกายเข้าหากันเพื่อรักษาความ “อบอุ่น” (ข้อ 11) และเมื่อเกิดอันตราย สองคนสามารถ “ต่อต้าน” ผู้ปองร้ายได้ (ข้อ 12 THSV11) คนเหล่านั้นที่มีชีวิตสอดประสานร่วมมือกันจะก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่
ในความอ่อนแอและเปราะบางทั้งสิ้นของเรานั้น เราต้องการการสนับสนุนและการปกป้องที่เข้มแข็งจากชุมชนผู้เชื่อในพระเยซู ให้เรามุ่งหน้าไปด้วยกันตามที่พระองค์ทรงนำเรา!

เพราะเหตุใดการมีเพื่อนร่วมความเชื่อในพระเยซู จึงสำคัญต่อการวิ่งไปบนเส้นทางแห่งชีวิต คุณจะพัฒนาคุณภาพของชุมชนแห่งความเชื่อของคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์สร้างชุมชนที่เข้มแข็งในพระเยซูคริสต์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สอง​คน​ดีกว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สอง​ได้รับ​ผล​ของ​งาน​ดี​[ ปัญญาจารย์ 4:9 ]

นักวิ่งคนหนึ่งในการแข่งวิ่งลอนดอนมาราธอนได้มีประสบการณ์ว่าทำไมจึงไม่ควรเข้าแข่งในรายการใหญ่ๆเพียงลำพัง หลังจากการฝึกซ้อมอย่างทรหดมาหลายเดือน ชายคนดังกล่าวอยากจะจบการแข่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลือกที่จะเชื่อฟัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เลือกที่จะเชื่อฟัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">946f5937-dde2-44dc-a5c2-937ece453d4c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2ff6cb54</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา [ ยอห์น 14:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฤดูหนาวในประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ค่อยมีหิมะมากนัก แต่ก็อาจหนาวมากพอที่จะทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำแข็งได้ เมื่อตอนที่ทอมสามีของฉันเติบโตขึ้นที่นั่น พ่อแม่ของเขามีกฎครอบครัวอยู่ข้อหนึ่งคือ “อยู่ให้ห่างจากน้ำแข็งจนกว่ามันจะหนาพอที่จะรับน้ำหนักของม้าได้” เนื่องจากม้าจะทิ้งร่องรอยการปรากฏตัวของพวกมันไว้เบื้องหลัง ทอมและเพื่อนๆของเขาจึงตัดสินใจเอามูลของม้าจากถนน มาโยนลงไปบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ แล้วก้าวลงไปยืนบนแผ่นน้ำแข็งนั้น ไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้นกับพวกเขาและพวกเขาก็ไม่ถูกจับได้ แต่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อฟัง</p>
<p>การเชื่อฟังไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเสมอไป การเลือกที่จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังอาจเกิดจากการมีสำนึกในหน้าที่หรือเพราะกลัวการถูกลงโทษ แต่เราก็ยังเลือกได้เช่นกันที่จะเชื่อฟังด้วยความรักและเคารพต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือเรา</p>
<p>ในยอห์น 14 พระเยซูทรงท้าทายเหล่าสาวกของพระองค์โดยตรัสว่า “ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา...ผู้​ที่​ไม่​รัก​เรา ​ก็​ไม่​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา” (ข้อ 23-24) การเชื่อฟังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในเราทำให้เรามีใจปรารถนาและสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้ (ข้อ 15-17) โดยการทรงช่วยเหลือจากพระเจ้าเราจะสามารถปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ผู้ทรงรักเรามากที่สุด ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษแต่เพราะความรัก</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจงใจไม่เชื่อฟังในเรื่องใดบ้าง เพราะเหตุใดการเชื่อฟังพระเจ้าจึงสำคัญต่อคุณแม้มันจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ง่ายที่จะทำ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดทรงทำให้จิตใจที่ดื้อรั้นของข้าพระองค์อ่อนลงเพื่อจะยอมฟังคำสั่งสอนของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์วางแผนการของตนเองลงและเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา [ ยอห์น 14:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฤดูหนาวในประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ค่อยมีหิมะมากนัก แต่ก็อาจหนาวมากพอที่จะทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำแข็งได้ เมื่อตอนที่ทอมสามีของฉันเติบโตขึ้นที่นั่น พ่อแม่ของเขามีกฎครอบครัวอยู่ข้อหนึ่งคือ “อยู่ให้ห่างจากน้ำแข็งจนกว่ามันจะหนาพอที่จะรับน้ำหนักของม้าได้” เนื่องจากม้าจะทิ้งร่องรอยการปรากฏตัวของพวกมันไว้เบื้องหลัง ทอมและเพื่อนๆของเขาจึงตัดสินใจเอามูลของม้าจากถนน มาโยนลงไปบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ แล้วก้าวลงไปยืนบนแผ่นน้ำแข็งนั้น ไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้นกับพวกเขาและพวกเขาก็ไม่ถูกจับได้ แต่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อฟัง</p>
<p>การเชื่อฟังไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเสมอไป การเลือกที่จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังอาจเกิดจากการมีสำนึกในหน้าที่หรือเพราะกลัวการถูกลงโทษ แต่เราก็ยังเลือกได้เช่นกันที่จะเชื่อฟังด้วยความรักและเคารพต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือเรา</p>
<p>ในยอห์น 14 พระเยซูทรงท้าทายเหล่าสาวกของพระองค์โดยตรัสว่า “ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา...ผู้​ที่​ไม่​รัก​เรา ​ก็​ไม่​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา” (ข้อ 23-24) การเชื่อฟังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในเราทำให้เรามีใจปรารถนาและสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้ (ข้อ 15-17) โดยการทรงช่วยเหลือจากพระเจ้าเราจะสามารถปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ผู้ทรงรักเรามากที่สุด ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษแต่เพราะความรัก</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจงใจไม่เชื่อฟังในเรื่องใดบ้าง เพราะเหตุใดการเชื่อฟังพระเจ้าจึงสำคัญต่อคุณแม้มันจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ง่ายที่จะทำ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดทรงทำให้จิตใจที่ดื้อรั้นของข้าพระองค์อ่อนลงเพื่อจะยอมฟังคำสั่งสอนของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์วางแผนการของตนเองลงและเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 17 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2ff6cb54/769b4345.mp3" length="10299143" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>644</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา [ ยอห์น 14:23 ]

ฤดูหนาวในประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ค่อยมีหิมะมากนัก แต่ก็อาจหนาวมากพอที่จะทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำแข็งได้ เมื่อตอนที่ทอมสามีของฉันเติบโตขึ้นที่นั่น พ่อแม่ของเขามีกฎครอบครัวอยู่ข้อหนึ่งคือ “อยู่ให้ห่างจากน้ำแข็งจนกว่ามันจะหนาพอที่จะรับน้ำหนักของม้าได้” เนื่องจากม้าจะทิ้งร่องรอยการปรากฏตัวของพวกมันไว้เบื้องหลัง ทอมและเพื่อนๆของเขาจึงตัดสินใจเอามูลของม้าจากถนน มาโยนลงไปบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ แล้วก้าวลงไปยืนบนแผ่นน้ำแข็งนั้น ไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้นกับพวกเขาและพวกเขาก็ไม่ถูกจับได้ แต่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เชื่อฟัง
การเชื่อฟังไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเสมอไป การเลือกที่จะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังอาจเกิดจากการมีสำนึกในหน้าที่หรือเพราะกลัวการถูกลงโทษ แต่เราก็ยังเลือกได้เช่นกันที่จะเชื่อฟังด้วยความรักและเคารพต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือเรา
ในยอห์น 14 พระเยซูทรงท้าทายเหล่าสาวกของพระองค์โดยตรัสว่า “ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา...ผู้​ที่​ไม่​รัก​เรา ​ก็​ไม่​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา” (ข้อ 23-24) การเชื่อฟังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในเราทำให้เรามีใจปรารถนาและสามารถเชื่อฟังพระองค์ได้ (ข้อ 15-17) โดยการทรงช่วยเหลือจากพระเจ้าเราจะสามารถปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ผู้ทรงรักเรามากที่สุด ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษแต่เพราะความรัก

คุณจงใจไม่เชื่อฟังในเรื่องใดบ้าง เพราะเหตุใดการเชื่อฟังพระเจ้าจึงสำคัญต่อคุณแม้มันจะเป็นเรื่องยากหรือไม่ง่ายที่จะทำ
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดทรงทำให้จิตใจที่ดื้อรั้นของข้าพระองค์อ่อนลงเพื่อจะยอมฟังคำสั่งสอนของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์วางแผนการของตนเองลงและเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้า​ผู้ใด​รัก​เรา ผู้​นั้น​จะ​ประพฤติ​ตาม​คำ​ของ​เรา [ ยอห์น 14:23 ]

ฤดูหนาวในประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ค่อยมีหิมะมากนัก แต่ก็อาจหนาวมากพอที่จะทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำแข็งได้ เมื่อตอนที่ทอมสามีของฉันเติบโตขึ้นที่นั่น พ่อแม่ของเขามีกฎครอบครัวอยู่ข้อหนึ่งคือ “อยู่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5b0cc3d6-d19f-482c-849e-1a70c6fcf5e9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/82a50472</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม [ 1 ทิโมธี 4:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เทรเข้าฟิตเนสเป็นประจำและนั่นทำให้เห็นผลที่เกิดขึ้น ไหล่ของเขากว้าง มัดกล้ามของเขาเด่นชัด และต้นแขนของเขามีขนาดใกล้เคียงกับต้นขาของผม สภาพร่างกายของเขาทำให้ผมอยากชวนเขาคุยในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ผมถามเขาว่าความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับพระเจ้าด้วยหรือไม่ ถึงแม้เราจะไม่ได้คุยเจาะลึกมากนัก แต่เทรรับรู้ถึง “พระเจ้าในชีวิตของเขา” เราคุยกันนานพอที่เขาจะให้ผมดูรูปตอนที่เขาหนักร้อยแปดสิบกว่ากิโลกรัม ไม่แข็งแรงและสุขภาพย่ำแย่ การเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายอย่างมหัศจรรย์</p>
<p>1 ทิโมธี 4:6-10 เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนทางร่างกายและจิตวิญญาณ “จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม​ เพราะ​ถ้า​การ​ฝึก​ทาง​กาย​นั้น​มี​ประโยชน์​อยู่​บ้าง ทาง​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มี​ประโยชน์​ใน​ทุก​ทาง เพราะ​ทรง​ไว้​ซึ่ง​ประโยชน์​สำหรับ​ชีวิต​ปัจจุบัน​และ​ชีวิต​อนาคต​ด้วย​” (ข้อ 7-8) สมรรถภาพฝ่ายร่างกายภายนอกของเราไม่ได้ทำให้สถานภาพระหว่างเรากับพระเจ้าเปลี่ยนไป สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซูผู้ทรงทำให้เราได้รับการยกโทษ จากจุดนั้นการฝึกฝนเพื่อดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งรวมถึงการ “เจริญ​ด้วย​คำ​สอน​แห่ง​ความ​เชื่อ และ​ด้วย​หลักธรรม​อัน​ดี​...” (ข้อ 6) และการดำเนินชีวิตโดยพระกำลังของพระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>หากคุณได้เริ่มต้นการเดินทางกับพระเยซูแล้ว คุณจะประเมินสุขภาพฝ่ายวิญญาณของคุณอย่างไร หลักฐานใดในชีวิตของคุณที่ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแรงฝ่ายวิญญาณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงโปรดยกโทษเมื่อข้าพระองค์ให้ความสนใจกับร่างกายภายนอกมากจนเกินไป ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ออกกำลังกายฝ่ายวิญญาณ เช่น การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การรักและรับใช้ผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม [ 1 ทิโมธี 4:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เทรเข้าฟิตเนสเป็นประจำและนั่นทำให้เห็นผลที่เกิดขึ้น ไหล่ของเขากว้าง มัดกล้ามของเขาเด่นชัด และต้นแขนของเขามีขนาดใกล้เคียงกับต้นขาของผม สภาพร่างกายของเขาทำให้ผมอยากชวนเขาคุยในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ผมถามเขาว่าความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับพระเจ้าด้วยหรือไม่ ถึงแม้เราจะไม่ได้คุยเจาะลึกมากนัก แต่เทรรับรู้ถึง “พระเจ้าในชีวิตของเขา” เราคุยกันนานพอที่เขาจะให้ผมดูรูปตอนที่เขาหนักร้อยแปดสิบกว่ากิโลกรัม ไม่แข็งแรงและสุขภาพย่ำแย่ การเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายอย่างมหัศจรรย์</p>
<p>1 ทิโมธี 4:6-10 เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนทางร่างกายและจิตวิญญาณ “จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม​ เพราะ​ถ้า​การ​ฝึก​ทาง​กาย​นั้น​มี​ประโยชน์​อยู่​บ้าง ทาง​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มี​ประโยชน์​ใน​ทุก​ทาง เพราะ​ทรง​ไว้​ซึ่ง​ประโยชน์​สำหรับ​ชีวิต​ปัจจุบัน​และ​ชีวิต​อนาคต​ด้วย​” (ข้อ 7-8) สมรรถภาพฝ่ายร่างกายภายนอกของเราไม่ได้ทำให้สถานภาพระหว่างเรากับพระเจ้าเปลี่ยนไป สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซูผู้ทรงทำให้เราได้รับการยกโทษ จากจุดนั้นการฝึกฝนเพื่อดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งรวมถึงการ “เจริญ​ด้วย​คำ​สอน​แห่ง​ความ​เชื่อ และ​ด้วย​หลักธรรม​อัน​ดี​...” (ข้อ 6) และการดำเนินชีวิตโดยพระกำลังของพระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>หากคุณได้เริ่มต้นการเดินทางกับพระเยซูแล้ว คุณจะประเมินสุขภาพฝ่ายวิญญาณของคุณอย่างไร หลักฐานใดในชีวิตของคุณที่ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแรงฝ่ายวิญญาณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงโปรดยกโทษเมื่อข้าพระองค์ให้ความสนใจกับร่างกายภายนอกมากจนเกินไป ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ออกกำลังกายฝ่ายวิญญาณ เช่น การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การรักและรับใช้ผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 16 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/82a50472/b1e5d0f0.mp3" length="10960391" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม [ 1 ทิโมธี 4:7 ]

เทรเข้าฟิตเนสเป็นประจำและนั่นทำให้เห็นผลที่เกิดขึ้น ไหล่ของเขากว้าง มัดกล้ามของเขาเด่นชัด และต้นแขนของเขามีขนาดใกล้เคียงกับต้นขาของผม สภาพร่างกายของเขาทำให้ผมอยากชวนเขาคุยในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ผมถามเขาว่าความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับพระเจ้าด้วยหรือไม่ ถึงแม้เราจะไม่ได้คุยเจาะลึกมากนัก แต่เทรรับรู้ถึง “พระเจ้าในชีวิตของเขา” เราคุยกันนานพอที่เขาจะให้ผมดูรูปตอนที่เขาหนักร้อยแปดสิบกว่ากิโลกรัม ไม่แข็งแรงและสุขภาพย่ำแย่ การเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายอย่างมหัศจรรย์
1 ทิโมธี 4:6-10 เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนทางร่างกายและจิตวิญญาณ “จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม​ เพราะ​ถ้า​การ​ฝึก​ทาง​กาย​นั้น​มี​ประโยชน์​อยู่​บ้าง ทาง​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มี​ประโยชน์​ใน​ทุก​ทาง เพราะ​ทรง​ไว้​ซึ่ง​ประโยชน์​สำหรับ​ชีวิต​ปัจจุบัน​และ​ชีวิต​อนาคต​ด้วย​” (ข้อ 7-8) สมรรถภาพฝ่ายร่างกายภายนอกของเราไม่ได้ทำให้สถานภาพระหว่างเรากับพระเจ้าเปลี่ยนไป สมรรถภาพฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจที่จะเชื่อในพระเยซูผู้ทรงทำให้เราได้รับการยกโทษ จากจุดนั้นการฝึกฝนเพื่อดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งรวมถึงการ “เจริญ​ด้วย​คำ​สอน​แห่ง​ความ​เชื่อ และ​ด้วย​หลักธรรม​อัน​ดี​...” (ข้อ 6) และการดำเนินชีวิตโดยพระกำลังของพระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา

หากคุณได้เริ่มต้นการเดินทางกับพระเยซูแล้ว คุณจะประเมินสุขภาพฝ่ายวิญญาณของคุณอย่างไร หลักฐานใดในชีวิตของคุณที่ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแรงฝ่ายวิญญาณ
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอทรงโปรดยกโทษเมื่อข้าพระองค์ให้ความสนใจกับร่างกายภายนอกมากจนเกินไป ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ออกกำลังกายฝ่ายวิญญาณ เช่น การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การรักและรับใช้ผู้อื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม [ 1 ทิโมธี 4:7 ]

เทรเข้าฟิตเนสเป็นประจำและนั่นทำให้เห็นผลที่เกิดขึ้น ไหล่ของเขากว้าง มัดกล้ามของเขาเด่นชัด และต้นแขนของเขามีขนาดใกล้เคียงกับต้นขาของผม สภาพร่างกายของเขาทำให้ผมอยากชวนเขาคุยในเรื่องฝ่ายวิญญาณ ผมถามเขาว่าความมุ่งมั่นทุ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ส่งมอบความช่วยเหลือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ส่งมอบความช่วยเหลือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1021ebf2-afd1-48f7-8d02-9cbb2947407b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b1c41102</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้ [ 1 ซามูเอล 17:32 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อหน้าที่การงานนำพาเฮเธอร์ไปยังบ้านของทิมเพื่อส่งอาหารให้แก่เขา เขาขอให้เธอช่วยแกะปมที่มัดถุงอาหาร ทิมล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อสองสามปีก่อนทำให้ไม่สามารถแก้ปมด้วยตัวเองได้อีกแล้ว เฮเธอร์ยินดีช่วยอย่างยิ่ง ในตลอดทั้งวันนั้นเฮเธอร์คิดเรื่องทิมหลายครั้ง และเธอรู้สึกอยากจะเตรียมของบางอย่างให้แก่เขา ต่อมาเมื่อทิมพบว่าเฮเธอร์นำโกโก้ร้อนและผ้าห่มสีแดงมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้านของเขาพร้อมกับข้อความให้กำลังใจ เขาตื้นตันใจจนน้ำตาไหล</p>
<p>การส่งอาหารของเฮเธอร์มีความหมายมากยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้แต่แรก เช่นเดียวกับตอนที่เจสซีส่งดาวิดบุตรชายคนเล็กของเขาให้นำอาหารไปให้กับพวกพี่ชายขณะที่คนอิสราเอล “​วาง​แนว​ไว้​ต่อสู้​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​” (1 ซมอ.17:2) เมื่อดาวิดมาถึงพร้อมกับเสบียงทั้งขนมปังและเนยแข็ง ท่านรู้ว่าโกลิอัททำให้คนของพระเจ้าหวาดกลัวด้วยการกล่าวท้าทายพวกเขาทุกวัน (ข้อ 8-10, 16, 24) ดาวิดรู้สึกโกรธที่โกลิอัทท้าท้าย “กองทัพ​ของ​พระ​เจ้า​” (ข้อ 26) และต้องการจะตอบโต้ ท่านทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “อย่า​ให้​จิตใจ​ของ​ผู้ใด​ฝ่อ​ไป​เพราะ​ชาย​คน​นั้น​เลย ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้” (ข้อ 32)</p>
<p>บางครั้งพระเจ้าก็ทรงใช้สถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเราเพื่อนำเราไปยังที่ที่พระองค์ทรงต้องการใช้เรา ขอให้เราเปิดตา (และใจ) เพื่อจะเห็นว่าพระองค์ทรงต้องการให้เรารับใช้ใครสักคนในที่ใดและอย่างไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงจัดเตรียมตามความต้องการของคุณผ่านบุคคลอื่นเมื่อใด วันนี้พระองค์อาจต้องการใช้คุณในชีวิตของผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์เห็นว่าพระองค์จะทรงใช้ข้าพระองค์ที่ไหนในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้ [ 1 ซามูเอล 17:32 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อหน้าที่การงานนำพาเฮเธอร์ไปยังบ้านของทิมเพื่อส่งอาหารให้แก่เขา เขาขอให้เธอช่วยแกะปมที่มัดถุงอาหาร ทิมล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อสองสามปีก่อนทำให้ไม่สามารถแก้ปมด้วยตัวเองได้อีกแล้ว เฮเธอร์ยินดีช่วยอย่างยิ่ง ในตลอดทั้งวันนั้นเฮเธอร์คิดเรื่องทิมหลายครั้ง และเธอรู้สึกอยากจะเตรียมของบางอย่างให้แก่เขา ต่อมาเมื่อทิมพบว่าเฮเธอร์นำโกโก้ร้อนและผ้าห่มสีแดงมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้านของเขาพร้อมกับข้อความให้กำลังใจ เขาตื้นตันใจจนน้ำตาไหล</p>
<p>การส่งอาหารของเฮเธอร์มีความหมายมากยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้แต่แรก เช่นเดียวกับตอนที่เจสซีส่งดาวิดบุตรชายคนเล็กของเขาให้นำอาหารไปให้กับพวกพี่ชายขณะที่คนอิสราเอล “​วาง​แนว​ไว้​ต่อสู้​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​” (1 ซมอ.17:2) เมื่อดาวิดมาถึงพร้อมกับเสบียงทั้งขนมปังและเนยแข็ง ท่านรู้ว่าโกลิอัททำให้คนของพระเจ้าหวาดกลัวด้วยการกล่าวท้าทายพวกเขาทุกวัน (ข้อ 8-10, 16, 24) ดาวิดรู้สึกโกรธที่โกลิอัทท้าท้าย “กองทัพ​ของ​พระ​เจ้า​” (ข้อ 26) และต้องการจะตอบโต้ ท่านทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “อย่า​ให้​จิตใจ​ของ​ผู้ใด​ฝ่อ​ไป​เพราะ​ชาย​คน​นั้น​เลย ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้” (ข้อ 32)</p>
<p>บางครั้งพระเจ้าก็ทรงใช้สถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเราเพื่อนำเราไปยังที่ที่พระองค์ทรงต้องการใช้เรา ขอให้เราเปิดตา (และใจ) เพื่อจะเห็นว่าพระองค์ทรงต้องการให้เรารับใช้ใครสักคนในที่ใดและอย่างไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงจัดเตรียมตามความต้องการของคุณผ่านบุคคลอื่นเมื่อใด วันนี้พระองค์อาจต้องการใช้คุณในชีวิตของผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์เห็นว่าพระองค์จะทรงใช้ข้าพระองค์ที่ไหนในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 15 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b1c41102/8146cd20.mp3" length="12761353" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>798</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้ [ 1 ซามูเอล 17:32 ]

เมื่อหน้าที่การงานนำพาเฮเธอร์ไปยังบ้านของทิมเพื่อส่งอาหารให้แก่เขา เขาขอให้เธอช่วยแกะปมที่มัดถุงอาหาร ทิมล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อสองสามปีก่อนทำให้ไม่สามารถแก้ปมด้วยตัวเองได้อีกแล้ว เฮเธอร์ยินดีช่วยอย่างยิ่ง ในตลอดทั้งวันนั้นเฮเธอร์คิดเรื่องทิมหลายครั้ง และเธอรู้สึกอยากจะเตรียมของบางอย่างให้แก่เขา ต่อมาเมื่อทิมพบว่าเฮเธอร์นำโกโก้ร้อนและผ้าห่มสีแดงมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้านของเขาพร้อมกับข้อความให้กำลังใจ เขาตื้นตันใจจนน้ำตาไหล
การส่งอาหารของเฮเธอร์มีความหมายมากยิ่งกว่าที่เธอคิดไว้แต่แรก เช่นเดียวกับตอนที่เจสซีส่งดาวิดบุตรชายคนเล็กของเขาให้นำอาหารไปให้กับพวกพี่ชายขณะที่คนอิสราเอล “​วาง​แนว​ไว้​ต่อสู้​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​” (1 ซมอ.17:2) เมื่อดาวิดมาถึงพร้อมกับเสบียงทั้งขนมปังและเนยแข็ง ท่านรู้ว่าโกลิอัททำให้คนของพระเจ้าหวาดกลัวด้วยการกล่าวท้าทายพวกเขาทุกวัน (ข้อ 8-10, 16, 24) ดาวิดรู้สึกโกรธที่โกลิอัทท้าท้าย “กองทัพ​ของ​พระ​เจ้า​” (ข้อ 26) และต้องการจะตอบโต้ ท่านทูลกษัตริย์ซาอูลว่า “อย่า​ให้​จิตใจ​ของ​ผู้ใด​ฝ่อ​ไป​เพราะ​ชาย​คน​นั้น​เลย ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้” (ข้อ 32)
บางครั้งพระเจ้าก็ทรงใช้สถานการณ์ในชีวิตประจำวันของเราเพื่อนำเราไปยังที่ที่พระองค์ทรงต้องการใช้เรา ขอให้เราเปิดตา (และใจ) เพื่อจะเห็นว่าพระองค์ทรงต้องการให้เรารับใช้ใครสักคนในที่ใดและอย่างไร

พระเจ้าทรงจัดเตรียมตามความต้องการของคุณผ่านบุคคลอื่นเมื่อใด วันนี้พระองค์อาจต้องการใช้คุณในชีวิตของผู้อื่นอย่างไร
ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์เห็นว่าพระองค์จะทรงใช้ข้าพระองค์ที่ไหนในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้รับ​ใช้​ของ​ฝ่า​พระ​บาท​จะ​ไป​สู้​รบ​กับ​คน​ฟีลิสเตีย​คน​นี้ [ 1 ซามูเอล 17:32 ]

เมื่อหน้าที่การงานนำพาเฮเธอร์ไปยังบ้านของทิมเพื่อส่งอาหารให้แก่เขา เขาขอให้เธอช่วยแกะปมที่มัดถุงอาหาร ทิมล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเมื่อสองสามปีก่อนทำให้ไม่สามารถแก้ปมด้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลือกชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เลือกชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5eebf726-7db0-4e1a-880d-7fb891558b9e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d745e12c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นาธานเติบโตในครอบครัวที่เชื่อในพระคริสต์ แต่เขาเริ่มออกห่างจากความเชื่อในวัยเด็กเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยและมีการดื่มสังสรรค์ “พระเจ้าทรงพาผมกลับมาหาพระองค์ในตอนที่ผมไม่สมควรได้รับ” เขาพูด นาธานได้ใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับคนแปลกหน้าตามท้องถนนในเมืองหลักของอเมริกา และเขากำลังจะจบการฝึกงานเป็นศิษยาภิบาลอนุชนที่คริสตจักรของเขา เป้าหมายของนาธานคือการช่วยคนหนุ่มสาวไม่ให้เสียเวลาไปกับชีวิตที่ไม่ได้อยู่เพื่อพระคริสต์์</p>
<p>เช่นเดียวกับนาธาน โมเสสผู้นำของชนชาติอิสราเอลมีภาระใจกับคนรุ่นต่อไป เมื่อรู้ว่าท่านจะต้องสละตำแหน่งผู้นำในไม่ช้า โมเสสจึงมอบกฎเกณฑ์ของพระเจ้าแก่คนอิสราเอลและบอกถึงผลของการเชื่อฟังและไม่เชื่อฟัง คือ การอวยพรและชีวิตเมื่อเชื่อฟัง และการสาปแช่งและความตายเมื่อไม่เชื่อฟัง ท่านพูดกับพวกเขาว่า “เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” (ฉธบ.30:19) โมเสสหนุนใจให้พวกเขารักพระเจ้า “เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และยึดมั่นในพระองค์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตของท่าน” (ข้อ 20 TNCV)</p>
<p>การเลือกความบาปมีผลลัพธ์ที่ตามมา แต่เมื่อเรายอมมอบชีวิตให้พระเจ้าอีกครั้ง พระองค์จะทรงมีพระเมตตาอย่างแน่นอน (ข้อ 2-3) และนำเรากลับมา (ข้อ 4) พระสัญญานี้สำเร็จผ่านทางผู้คนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล รวมถึงพระราชกิจสุดท้ายของพระเยซูบนไม้กางเขนเพื่อนำเรากลับสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราเองก็มีทางเลือกในวันนี้ และมีเสรีภาพที่จะเลือกชีวิต</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชีวิตของคุณในด้านใดที่จะดำเนินตามทางของพระเจ้าได้ยากที่สุด คุณจะหนุนใจคนรุ่นต่อไปให้เลือกชีวิตได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงจัดเตรียมหนทางเพื่อนำข้าพระองค์กลับสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นาธานเติบโตในครอบครัวที่เชื่อในพระคริสต์ แต่เขาเริ่มออกห่างจากความเชื่อในวัยเด็กเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยและมีการดื่มสังสรรค์ “พระเจ้าทรงพาผมกลับมาหาพระองค์ในตอนที่ผมไม่สมควรได้รับ” เขาพูด นาธานได้ใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับคนแปลกหน้าตามท้องถนนในเมืองหลักของอเมริกา และเขากำลังจะจบการฝึกงานเป็นศิษยาภิบาลอนุชนที่คริสตจักรของเขา เป้าหมายของนาธานคือการช่วยคนหนุ่มสาวไม่ให้เสียเวลาไปกับชีวิตที่ไม่ได้อยู่เพื่อพระคริสต์์</p>
<p>เช่นเดียวกับนาธาน โมเสสผู้นำของชนชาติอิสราเอลมีภาระใจกับคนรุ่นต่อไป เมื่อรู้ว่าท่านจะต้องสละตำแหน่งผู้นำในไม่ช้า โมเสสจึงมอบกฎเกณฑ์ของพระเจ้าแก่คนอิสราเอลและบอกถึงผลของการเชื่อฟังและไม่เชื่อฟัง คือ การอวยพรและชีวิตเมื่อเชื่อฟัง และการสาปแช่งและความตายเมื่อไม่เชื่อฟัง ท่านพูดกับพวกเขาว่า “เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” (ฉธบ.30:19) โมเสสหนุนใจให้พวกเขารักพระเจ้า “เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และยึดมั่นในพระองค์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตของท่าน” (ข้อ 20 TNCV)</p>
<p>การเลือกความบาปมีผลลัพธ์ที่ตามมา แต่เมื่อเรายอมมอบชีวิตให้พระเจ้าอีกครั้ง พระองค์จะทรงมีพระเมตตาอย่างแน่นอน (ข้อ 2-3) และนำเรากลับมา (ข้อ 4) พระสัญญานี้สำเร็จผ่านทางผู้คนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล รวมถึงพระราชกิจสุดท้ายของพระเยซูบนไม้กางเขนเพื่อนำเรากลับสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราเองก็มีทางเลือกในวันนี้ และมีเสรีภาพที่จะเลือกชีวิต</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชีวิตของคุณในด้านใดที่จะดำเนินตามทางของพระเจ้าได้ยากที่สุด คุณจะหนุนใจคนรุ่นต่อไปให้เลือกชีวิตได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงจัดเตรียมหนทางเพื่อนำข้าพระองค์กลับสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d745e12c/b49e5126.mp3" length="11499127" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>719</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]

นาธานเติบโตในครอบครัวที่เชื่อในพระคริสต์ แต่เขาเริ่มออกห่างจากความเชื่อในวัยเด็กเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยและมีการดื่มสังสรรค์ “พระเจ้าทรงพาผมกลับมาหาพระองค์ในตอนที่ผมไม่สมควรได้รับ” เขาพูด นาธานได้ใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเพื่อแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับคนแปลกหน้าตามท้องถนนในเมืองหลักของอเมริกา และเขากำลังจะจบการฝึกงานเป็นศิษยาภิบาลอนุชนที่คริสตจักรของเขา เป้าหมายของนาธานคือการช่วยคนหนุ่มสาวไม่ให้เสียเวลาไปกับชีวิตที่ไม่ได้อยู่เพื่อพระคริสต์์
เช่นเดียวกับนาธาน โมเสสผู้นำของชนชาติอิสราเอลมีภาระใจกับคนรุ่นต่อไป เมื่อรู้ว่าท่านจะต้องสละตำแหน่งผู้นำในไม่ช้า โมเสสจึงมอบกฎเกณฑ์ของพระเจ้าแก่คนอิสราเอลและบอกถึงผลของการเชื่อฟังและไม่เชื่อฟัง คือ การอวยพรและชีวิตเมื่อเชื่อฟัง และการสาปแช่งและความตายเมื่อไม่เชื่อฟัง ท่านพูดกับพวกเขาว่า “เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่” (ฉธบ.30:19) โมเสสหนุนใจให้พวกเขารักพระเจ้า “เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และยึดมั่นในพระองค์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นชีวิตของท่าน” (ข้อ 20 TNCV)
การเลือกความบาปมีผลลัพธ์ที่ตามมา แต่เมื่อเรายอมมอบชีวิตให้พระเจ้าอีกครั้ง พระองค์จะทรงมีพระเมตตาอย่างแน่นอน (ข้อ 2-3) และนำเรากลับมา (ข้อ 4) พระสัญญานี้สำเร็จผ่านทางผู้คนในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล รวมถึงพระราชกิจสุดท้ายของพระเยซูบนไม้กางเขนเพื่อนำเรากลับสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราเองก็มีทางเลือกในวันนี้ และมีเสรีภาพที่จะเลือกชีวิต

ชีวิตของคุณในด้านใดที่จะดำเนินตามทางของพระเจ้าได้ยากที่สุด คุณจะหนุนใจคนรุ่นต่อไปให้เลือกชีวิตได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงจัดเตรียมหนทางเพื่อนำข้าพระองค์กลับสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]

นาธานเติบโตในครอบครัวที่เชื่อในพระคริสต์ แต่เขาเริ่มออกห่างจากความเชื่อในวัยเด็กเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยและมีการดื่มสังสรรค์ “พระเจ้าทรงพาผมกลับมาหาพระองค์ในตอนที่ผม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยืนหยัดในการอธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยืนหยัดในการอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e3c7eb3b-e1fd-43c9-b6cc-47cd84b417db</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7906be40</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ [ ลูกา 18:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มิล่าเป็นผู้ช่วยในร้านเบเกอรี่ เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เมื่อหัวหน้ากล่าวหาว่าเธอขโมยขนมปังลูกเกด การกล่าวโทษโดยไม่มีหลักฐานและการหักเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการกระทำที่ไม่ถูกต้องมากมายจากหัวหน้าของเธอ “พระเจ้าข้า โปรดช่วยด้วย” มิล่าอธิษฐานทุกวัน “เป็นเรื่องยากมากที่จะทำงานกับหัวหน้าคนนี้ แต่ลูกต้องการงานนี้”</p>
<p>พระเยซูเล่าถึงเรื่องของหญิงม่ายที่รู้สึกจนมุมและแสวงหา “ความยุติธรรมแก่ [เธอ]ในการสู้ความ” (ลก.18:3) เธอหันไปหาคนมีอำนาจที่จะแก้คดีความของเธอ คือผู้พิพากษา แม้เธอจะรู้ว่าผู้พิพากษานั้นไม่มีความยุติธรรม เธอยังยืนยันที่จะเข้าไปหาเขา</p>
<p>การตอบสนองในท้ายที่สุดของผู้พิพากษา (ข้อ 4-5) นั้นต่างจากพระบิดาในสวรรค์ของเราโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยความรักและการช่วยเหลือ ถ้าการยืนหยัดอย่างไม่ลดละทำให้ผู้พิพากษาอธรรมยอมช่วยหญิงม่ายแล้ว พระเจ้าองค์ผู้พิพากษาผู้เที่ยงธรรมจะสามารถและจะทรงทำเพื่อเรามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด (ข้อ 7-8) เราวางใจให้พระองค์ “ประทานความยุติ-ธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้” ได้ (ข้อ 7) และการยืนหยัดในการอธิษฐานเป็นหนึ่งในวิธีที่แสดงถึงความไว้วางใจของเรา เรายืนหยัดเพราะเรามีความเชื่อว่าพระเจ้าจะตอบสนองด้วยพระปัญญาอันบริบูรณ์ต่อสถานการณ์ของเรา</p>
<p>ท้ายที่สุดหัวหน้าของมิล่าลาออกหลังจากที่พนักงานหลายคนร้องเรียนถึงพฤติกรรมของเธอ ขณะที่เราดำเนินไปด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า ขอให้เรายืนหยัดในการอธิษฐาน โดยรู้ว่าฤทธิ์อำนาจของการอธิษฐานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงได้ยินเราและช่วยกู้เรา</p>
<p><br><strong>คุณรู้สึกอยากยอมแพ้ในการอธิษฐานเมื่อใด คุณจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าเมื่ออธิษฐานได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ [ ลูกา 18:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มิล่าเป็นผู้ช่วยในร้านเบเกอรี่ เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เมื่อหัวหน้ากล่าวหาว่าเธอขโมยขนมปังลูกเกด การกล่าวโทษโดยไม่มีหลักฐานและการหักเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการกระทำที่ไม่ถูกต้องมากมายจากหัวหน้าของเธอ “พระเจ้าข้า โปรดช่วยด้วย” มิล่าอธิษฐานทุกวัน “เป็นเรื่องยากมากที่จะทำงานกับหัวหน้าคนนี้ แต่ลูกต้องการงานนี้”</p>
<p>พระเยซูเล่าถึงเรื่องของหญิงม่ายที่รู้สึกจนมุมและแสวงหา “ความยุติธรรมแก่ [เธอ]ในการสู้ความ” (ลก.18:3) เธอหันไปหาคนมีอำนาจที่จะแก้คดีความของเธอ คือผู้พิพากษา แม้เธอจะรู้ว่าผู้พิพากษานั้นไม่มีความยุติธรรม เธอยังยืนยันที่จะเข้าไปหาเขา</p>
<p>การตอบสนองในท้ายที่สุดของผู้พิพากษา (ข้อ 4-5) นั้นต่างจากพระบิดาในสวรรค์ของเราโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยความรักและการช่วยเหลือ ถ้าการยืนหยัดอย่างไม่ลดละทำให้ผู้พิพากษาอธรรมยอมช่วยหญิงม่ายแล้ว พระเจ้าองค์ผู้พิพากษาผู้เที่ยงธรรมจะสามารถและจะทรงทำเพื่อเรามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด (ข้อ 7-8) เราวางใจให้พระองค์ “ประทานความยุติ-ธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้” ได้ (ข้อ 7) และการยืนหยัดในการอธิษฐานเป็นหนึ่งในวิธีที่แสดงถึงความไว้วางใจของเรา เรายืนหยัดเพราะเรามีความเชื่อว่าพระเจ้าจะตอบสนองด้วยพระปัญญาอันบริบูรณ์ต่อสถานการณ์ของเรา</p>
<p>ท้ายที่สุดหัวหน้าของมิล่าลาออกหลังจากที่พนักงานหลายคนร้องเรียนถึงพฤติกรรมของเธอ ขณะที่เราดำเนินไปด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า ขอให้เรายืนหยัดในการอธิษฐาน โดยรู้ว่าฤทธิ์อำนาจของการอธิษฐานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงได้ยินเราและช่วยกู้เรา</p>
<p><br><strong>คุณรู้สึกอยากยอมแพ้ในการอธิษฐานเมื่อใด คุณจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าเมื่ออธิษฐานได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 13 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7906be40/d4310d2c.mp3" length="11912206" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>745</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ [ ลูกา 18:1 ]

มิล่าเป็นผู้ช่วยในร้านเบเกอรี่ เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เมื่อหัวหน้ากล่าวหาว่าเธอขโมยขนมปังลูกเกด การกล่าวโทษโดยไม่มีหลักฐานและการหักเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการกระทำที่ไม่ถูกต้องมากมายจากหัวหน้าของเธอ “พระเจ้าข้า โปรดช่วยด้วย” มิล่าอธิษฐานทุกวัน “เป็นเรื่องยากมากที่จะทำงานกับหัวหน้าคนนี้ แต่ลูกต้องการงานนี้”
พระเยซูเล่าถึงเรื่องของหญิงม่ายที่รู้สึกจนมุมและแสวงหา “ความยุติธรรมแก่ [เธอ]ในการสู้ความ” (ลก.18:3) เธอหันไปหาคนมีอำนาจที่จะแก้คดีความของเธอ คือผู้พิพากษา แม้เธอจะรู้ว่าผู้พิพากษานั้นไม่มีความยุติธรรม เธอยังยืนยันที่จะเข้าไปหาเขา
การตอบสนองในท้ายที่สุดของผู้พิพากษา (ข้อ 4-5) นั้นต่างจากพระบิดาในสวรรค์ของเราโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยความรักและการช่วยเหลือ ถ้าการยืนหยัดอย่างไม่ลดละทำให้ผู้พิพากษาอธรรมยอมช่วยหญิงม่ายแล้ว พระเจ้าองค์ผู้พิพากษาผู้เที่ยงธรรมจะสามารถและจะทรงทำเพื่อเรามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด (ข้อ 7-8) เราวางใจให้พระองค์ “ประทานความยุติ-ธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้” ได้ (ข้อ 7) และการยืนหยัดในการอธิษฐานเป็นหนึ่งในวิธีที่แสดงถึงความไว้วางใจของเรา เรายืนหยัดเพราะเรามีความเชื่อว่าพระเจ้าจะตอบสนองด้วยพระปัญญาอันบริบูรณ์ต่อสถานการณ์ของเรา
ท้ายที่สุดหัวหน้าของมิล่าลาออกหลังจากที่พนักงานหลายคนร้องเรียนถึงพฤติกรรมของเธอ ขณะที่เราดำเนินไปด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า ขอให้เรายืนหยัดในการอธิษฐาน โดยรู้ว่าฤทธิ์อำนาจของการอธิษฐานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงได้ยินเราและช่วยกู้เรา
คุณรู้สึกอยากยอมแพ้ในการอธิษฐานเมื่อใด คุณจะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าเมื่ออธิษฐานได้อย่างไร
พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด และช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อนระอาใจ [ ลูกา 18:1 ]

มิล่าเป็นผู้ช่วยในร้านเบเกอรี่ เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เมื่อหัวหน้ากล่าวหาว่าเธอขโมยขนมปังลูกเกด การกล่าวโทษโดยไม่มีหลักฐานและการหักเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในการกระทำที่ไม่ถูกต้อง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเมตตาที่ไม่อาจวัดได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเมตตาที่ไม่อาจวัดได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ea0af6fa-2d7d-4f1b-9edc-829c52110949</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c4e38f75</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง [ สุภาษิต 11:17 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่เพื่อนสองคนกำลังเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาได้เจอกับนักบาสเกตบอลคนดังชาคีลล์ โอนีล พวกเขารู้ว่าโอนีลเพิ่งจะเผชิญกับการสูญเสียน้องสาวและอดีตเพื่อนร่วมทีม พวกเขาจึงพูดแสดงความเสียใจด้วยความรู้สึกเห็นใจ เมื่อชายสองคนกลับไปเลือกซื้อของต่อ ชาคีลล์เดินเข้าไปหาและบอกให้พวกเขาเลือกคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดโดยเขาได้จ่ายเงินให้ชายทั้งสอง เพียงเพราะทั้งสองมองเห็นตัวเขาในฐานะคนคนหนึ่งที่กำลังผ่านช่วงเวลายากลำบากและชาคีลล์ซาบซึ้งในความดีนั้น</p>
<p>กว่าหนึ่งพันปีก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ซาโลมอนเขียนไว้ว่า “ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง” (สภษ.11:17 TNCV) เมื่อเรานึกถึงความต้องการของผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือและหนุนใจพวกเขา เราก็ได้รับรางวัลเช่นกัน ซึ่งอาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์หรือสิ่งของอื่นๆ แต่พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราในแบบที่โลกนี้ไม่สามารถวัดได้ ดังที่ซาโลมอนอธิบายในข้อก่อนหน้าว่า “หญิงผู้มีใจกรุณาย่อมได้รับความนับถือ ส่วนชายใจร้ายย่อมได้แต่เงินเท่านั้น” (ข้อ 16 TNCV) มีของขวัญจากพระเจ้าที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทอง และพระองค์ทรงวัดค่านั้นด้วยพระเมตตาตามวิถีและพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบของพระองค์</p>
<p>ความกรุณาและความเมตตาเป็นพระลักษณะของพระเจ้า และพระองค์ทรงรักที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาในชีวิตและจิตใจของเรา ซาโลมอนสรุปไว้อย่างดีว่า “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะรับการรดน้ำ” (ข้อ 25)</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อคุณอย่างไร คุณจะสำแดงความรักของพระองค์ต่อผู้อื่นได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักในพระเมตตาของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์ด้วยการกระทำ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง [ สุภาษิต 11:17 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะที่เพื่อนสองคนกำลังเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาได้เจอกับนักบาสเกตบอลคนดังชาคีลล์ โอนีล พวกเขารู้ว่าโอนีลเพิ่งจะเผชิญกับการสูญเสียน้องสาวและอดีตเพื่อนร่วมทีม พวกเขาจึงพูดแสดงความเสียใจด้วยความรู้สึกเห็นใจ เมื่อชายสองคนกลับไปเลือกซื้อของต่อ ชาคีลล์เดินเข้าไปหาและบอกให้พวกเขาเลือกคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดโดยเขาได้จ่ายเงินให้ชายทั้งสอง เพียงเพราะทั้งสองมองเห็นตัวเขาในฐานะคนคนหนึ่งที่กำลังผ่านช่วงเวลายากลำบากและชาคีลล์ซาบซึ้งในความดีนั้น</p>
<p>กว่าหนึ่งพันปีก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ซาโลมอนเขียนไว้ว่า “ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง” (สภษ.11:17 TNCV) เมื่อเรานึกถึงความต้องการของผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือและหนุนใจพวกเขา เราก็ได้รับรางวัลเช่นกัน ซึ่งอาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์หรือสิ่งของอื่นๆ แต่พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราในแบบที่โลกนี้ไม่สามารถวัดได้ ดังที่ซาโลมอนอธิบายในข้อก่อนหน้าว่า “หญิงผู้มีใจกรุณาย่อมได้รับความนับถือ ส่วนชายใจร้ายย่อมได้แต่เงินเท่านั้น” (ข้อ 16 TNCV) มีของขวัญจากพระเจ้าที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทอง และพระองค์ทรงวัดค่านั้นด้วยพระเมตตาตามวิถีและพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบของพระองค์</p>
<p>ความกรุณาและความเมตตาเป็นพระลักษณะของพระเจ้า และพระองค์ทรงรักที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาในชีวิตและจิตใจของเรา ซาโลมอนสรุปไว้อย่างดีว่า “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะรับการรดน้ำ” (ข้อ 25)</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อคุณอย่างไร คุณจะสำแดงความรักของพระองค์ต่อผู้อื่นได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักในพระเมตตาของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์ด้วยการกระทำ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c4e38f75/fe8bb30b.mp3" length="12514835" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>783</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง [ สุภาษิต 11:17 TNCV ]

ขณะที่เพื่อนสองคนกำลังเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาได้เจอกับนักบาสเกตบอลคนดังชาคีลล์ โอนีล พวกเขารู้ว่าโอนีลเพิ่งจะเผชิญกับการสูญเสียน้องสาวและอดีตเพื่อนร่วมทีม พวกเขาจึงพูดแสดงความเสียใจด้วยความรู้สึกเห็นใจ เมื่อชายสองคนกลับไปเลือกซื้อของต่อ ชาคีลล์เดินเข้าไปหาและบอกให้พวกเขาเลือกคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดโดยเขาได้จ่ายเงินให้ชายทั้งสอง เพียงเพราะทั้งสองมองเห็นตัวเขาในฐานะคนคนหนึ่งที่กำลังผ่านช่วงเวลายากลำบากและชาคีลล์ซาบซึ้งในความดีนั้น
กว่าหนึ่งพันปีก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ซาโลมอนเขียนไว้ว่า “ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง” (สภษ.11:17 TNCV) เมื่อเรานึกถึงความต้องการของผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือและหนุนใจพวกเขา เราก็ได้รับรางวัลเช่นกัน ซึ่งอาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์หรือสิ่งของอื่นๆ แต่พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราในแบบที่โลกนี้ไม่สามารถวัดได้ ดังที่ซาโลมอนอธิบายในข้อก่อนหน้าว่า “หญิงผู้มีใจกรุณาย่อมได้รับความนับถือ ส่วนชายใจร้ายย่อมได้แต่เงินเท่านั้น” (ข้อ 16 TNCV) มีของขวัญจากพระเจ้าที่ล้ำค่ามากกว่าเงินทอง และพระองค์ทรงวัดค่านั้นด้วยพระเมตตาตามวิถีและพระปัญญาอันสมบูรณ์แบบของพระองค์
ความกรุณาและความเมตตาเป็นพระลักษณะของพระเจ้า และพระองค์ทรงรักที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาในชีวิตและจิตใจของเรา ซาโลมอนสรุปไว้อย่างดีว่า “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะรับการรดน้ำ” (ข้อ 25)

พระเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาต่อคุณอย่างไร คุณจะสำแดงความรักของพระองค์ต่อผู้อื่นได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รักในพระเมตตาของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เพื่อข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์ด้วยการกระทำ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ที่มีใจเมตตากรุณาก็นำประโยชน์สุขมาให้ตนเอง [ สุภาษิต 11:17 TNCV ]

ขณะที่เพื่อนสองคนกำลังเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาได้เจอกับนักบาสเกตบอลคนดังชาคีลล์ โอนีล พวกเขารู้ว่าโอนีลเพิ่งจะเผชิญกับการสูญเสียน้องสาวแล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข้าวหนึ่งกำมือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ข้าวหนึ่งกำมือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9d78645d-3fd6-4bb2-a7d7-899da5ca3857</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b5d9632d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง [ 2 โครินธ์ 8:2 ]</p>
<p><br>รัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียก้าวออกจากความยากจนอย่างช้าๆ แม้ว่ารัฐนี้จะขาดรายได้ แต่เมื่อข่าวประเสริฐเข้ามาสู่พื้นที่นี้ ผู้เชื่อในพระเยซูได้ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติท้องถิ่นที่เรียกว่า “ข้าวหนึ่งกำมือ” โดยทุกคนที่ทำอาหารในแต่ละวันจะแบ่งข้าวสารไว้หนึ่งกำมือและมอบให้คริสตจักร ตามมาตรฐานของโลกแล้วคริสตจักรในมิโซรัมถือว่ายากจน แต่ได้บริจาคเงินนับล้านให้กับการประกาศและส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คนมากมายในรัฐนั้นได้มารู้จักพระคริสต์</p>
<p>ใน 2 โครินธ์ 8 เปาโลพูดถึงคริสตจักรที่พบความท้าทายคล้ายกัน ผู้เชื่อในมาซิโดเนียนั้นยากจน แต่นั่นไม่ได้หยุดพวกเขาที่จะให้ด้วยใจยินดีและเต็มกำลัง (ข้อ 1-2) พวกเขามองว่าการให้นั้นเป็นสิทธิพิเศษและได้ให้ “เกินความสามารถของเขา” (ข้อ 3) เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกับเปาโล โดยเข้าใจดีว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้อารักขาในของประทานจากพระเจ้า การให้จึงเป็นการแสดงถึงความเชื่อวางใจของพวกเขาในพระองค์ผู้ทรงจัดเตรียมสำหรับความจำเป็นทุกอย่างของเรา</p>
<p>เปาโลใช้เรื่องราวของชาวมาซิโดเนียเพื่อหนุนใจชาวโครินธ์ให้แบ่งปันเช่นเดียวกัน ชาวโครินธ์มีพร้อม “บริบูรณ์ทุกสิ่ง คือความเชื่อ ฝีปาก ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรัก” บัดนี้พวกเขาจึงต้อง “ประกอบการกุศลนี้อย่างบริบูรณ์เหมือนกัน” (ข้อ 7)</p>
<p>ดังเช่นชาวมาซิโดเนียและผู้เชื่อในมิโซรัม เราเองก็สามารถสะท้อนถึงความเมตตาของพระบิดาได้โดยการให้ด้วยใจกว้างขวางในสิ่งที่เรามี</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นการให้อย่างเสียสละในที่ใดบ้าง คุณจะให้ด้วยใจกว้างขวาง เพื่อตอบสนองต่อการให้ด้วยพระเมตตาของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคริสตจักรในมิโซรัม ในขณะที่พวกเขาให้ด้วยใจกว้างขวางต่องานของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง [ 2 โครินธ์ 8:2 ]</p>
<p><br>รัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียก้าวออกจากความยากจนอย่างช้าๆ แม้ว่ารัฐนี้จะขาดรายได้ แต่เมื่อข่าวประเสริฐเข้ามาสู่พื้นที่นี้ ผู้เชื่อในพระเยซูได้ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติท้องถิ่นที่เรียกว่า “ข้าวหนึ่งกำมือ” โดยทุกคนที่ทำอาหารในแต่ละวันจะแบ่งข้าวสารไว้หนึ่งกำมือและมอบให้คริสตจักร ตามมาตรฐานของโลกแล้วคริสตจักรในมิโซรัมถือว่ายากจน แต่ได้บริจาคเงินนับล้านให้กับการประกาศและส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คนมากมายในรัฐนั้นได้มารู้จักพระคริสต์</p>
<p>ใน 2 โครินธ์ 8 เปาโลพูดถึงคริสตจักรที่พบความท้าทายคล้ายกัน ผู้เชื่อในมาซิโดเนียนั้นยากจน แต่นั่นไม่ได้หยุดพวกเขาที่จะให้ด้วยใจยินดีและเต็มกำลัง (ข้อ 1-2) พวกเขามองว่าการให้นั้นเป็นสิทธิพิเศษและได้ให้ “เกินความสามารถของเขา” (ข้อ 3) เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกับเปาโล โดยเข้าใจดีว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้อารักขาในของประทานจากพระเจ้า การให้จึงเป็นการแสดงถึงความเชื่อวางใจของพวกเขาในพระองค์ผู้ทรงจัดเตรียมสำหรับความจำเป็นทุกอย่างของเรา</p>
<p>เปาโลใช้เรื่องราวของชาวมาซิโดเนียเพื่อหนุนใจชาวโครินธ์ให้แบ่งปันเช่นเดียวกัน ชาวโครินธ์มีพร้อม “บริบูรณ์ทุกสิ่ง คือความเชื่อ ฝีปาก ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรัก” บัดนี้พวกเขาจึงต้อง “ประกอบการกุศลนี้อย่างบริบูรณ์เหมือนกัน” (ข้อ 7)</p>
<p>ดังเช่นชาวมาซิโดเนียและผู้เชื่อในมิโซรัม เราเองก็สามารถสะท้อนถึงความเมตตาของพระบิดาได้โดยการให้ด้วยใจกว้างขวางในสิ่งที่เรามี</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นการให้อย่างเสียสละในที่ใดบ้าง คุณจะให้ด้วยใจกว้างขวาง เพื่อตอบสนองต่อการให้ด้วยพระเมตตาของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคริสตจักรในมิโซรัม ในขณะที่พวกเขาให้ด้วยใจกว้างขวางต่องานของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 11 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b5d9632d/a61f095a.mp3" length="11214975" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>701</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง [ 2 โครินธ์ 8:2 ]
รัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียก้าวออกจากความยากจนอย่างช้าๆ แม้ว่ารัฐนี้จะขาดรายได้ แต่เมื่อข่าวประเสริฐเข้ามาสู่พื้นที่นี้ ผู้เชื่อในพระเยซูได้ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติท้องถิ่นที่เรียกว่า “ข้าวหนึ่งกำมือ” โดยทุกคนที่ทำอาหารในแต่ละวันจะแบ่งข้าวสารไว้หนึ่งกำมือและมอบให้คริสตจักร ตามมาตรฐานของโลกแล้วคริสตจักรในมิโซรัมถือว่ายากจน แต่ได้บริจาคเงินนับล้านให้กับการประกาศและส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คนมากมายในรัฐนั้นได้มารู้จักพระคริสต์
ใน 2 โครินธ์ 8 เปาโลพูดถึงคริสตจักรที่พบความท้าทายคล้ายกัน ผู้เชื่อในมาซิโดเนียนั้นยากจน แต่นั่นไม่ได้หยุดพวกเขาที่จะให้ด้วยใจยินดีและเต็มกำลัง (ข้อ 1-2) พวกเขามองว่าการให้นั้นเป็นสิทธิพิเศษและได้ให้ “เกินความสามารถของเขา” (ข้อ 3) เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกับเปาโล โดยเข้าใจดีว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้อารักขาในของประทานจากพระเจ้า การให้จึงเป็นการแสดงถึงความเชื่อวางใจของพวกเขาในพระองค์ผู้ทรงจัดเตรียมสำหรับความจำเป็นทุกอย่างของเรา
เปาโลใช้เรื่องราวของชาวมาซิโดเนียเพื่อหนุนใจชาวโครินธ์ให้แบ่งปันเช่นเดียวกัน ชาวโครินธ์มีพร้อม “บริบูรณ์ทุกสิ่ง คือความเชื่อ ฝีปาก ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรัก” บัดนี้พวกเขาจึงต้อง “ประกอบการกุศลนี้อย่างบริบูรณ์เหมือนกัน” (ข้อ 7)
ดังเช่นชาวมาซิโดเนียและผู้เชื่อในมิโซรัม เราเองก็สามารถสะท้อนถึงความเมตตาของพระบิดาได้โดยการให้ด้วยใจกว้างขวางในสิ่งที่เรามี

คุณได้เห็นการให้อย่างเสียสละในที่ใดบ้าง คุณจะให้ด้วยใจกว้างขวาง เพื่อตอบสนองต่อการให้ด้วยพระเมตตาของพระเจ้าได้อย่างไร
พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคริสตจักรในมิโซรัม ในขณะที่พวกเขาให้ด้วยใจกว้างขวางต่องานของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความลำบากยากจนอย่างที่สุดของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจศรัทธาอย่างยิ่ง [ 2 โครินธ์ 8:2 ]
รัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียก้าวออกจากความยากจนอย่างช้าๆ แม้ว่ารัฐนี้จะข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักศัตรูของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักศัตรูของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">27727c87-ebc6-4d7b-8073-44d09ac97c94</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2004db24</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลินน์ เวสตันซึ่งเป็นพยาบาลทหารของกองทัพเรือ สหรัฐฯ ได้ขึ้นฝั่งไปกับนาวิกโยธินเมื่อพวกเขาเข้าค้นเกาะที่ศัตรูได้ยึดไว้ มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลินน์ทำแผลให้ทหารอย่างดีที่สุดเพื่อการถอนกำลังพล ในช่วงจังหวะหนึ่งหน่วยของเขาพบกับทหารฝ่ายศัตรูที่มีแผลฉกรรจ์บริเวณท้อง เนื่องจากลักษณะของบาดแผลชายคนนั้นจึงไม่สามารถดื่มน้ำได้ จ่าตรีเวสตันจึงฉีดพลาสม่าเข้าในเส้นเลือดเพื่อช่วยชีวิตเขา</p>
<p>“เก็บพลาสม่าไว้ช่วยพวกเราเอง ทหารเรือ!” นาวิกโยธินตะโกน จ่าตรีเวสตันไม่สนใจ เขารู้ว่าพระเยซูจะทำแบบนี้คือ “รักศัตรูของท่าน” (มธ.5:44)</p>
<p>พระเยซูทรงทำมากยิ่งกว่าเพียงแค่ตรัสคำพูดท้าทายเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงดำเนินชีวิตตามนั้นจริงๆ เมื่อมีกลุ่มคนมาจับพระองค์ไปหามหาปุโรหิต “ฝ่ายคนที่คุมพระเยซูก็เยาะเย้ยโบยตีพระองค์” (ลก.22:63) การข่มเหงดำเนินไปตลอดการไต่สวนและสั่งประหารชีวิตพระองค์ พระเยซูไม่เพียงแต่อดทนต่อสิ่งนั้น เมื่อพวกทหารโรมันตรึงพระองค์ พระองค์ทรงอธิษฐานขอการยกโทษให้พวกเขาด้วย (23:34)</p>
<p>เราอาจไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่พยายามจะฆ่าเราจริงๆ แต่ทุกคนรู้ถึงความรู้สึกเมื่อต้องอดทนกับการเยาะเย้ยและการดูถูก การตอบสนองตามธรรมชาติของเราคือความโกรธ แต่พระเยซูได้กำหนดมาตรฐานไว้สูงกว่านั้น “จงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มธ.5:44)</p>
<p>ในวันนี้ขอให้เราดำเนินในความรักเช่นนั้น โดยสำแดงความเมตตาอย่างที่พระเยซูทำ แม้แต่กับศัตรูของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณตอบสนองอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่เยาะเย้ยคุณหรือเข้าใจคุณผิด แล้วพระเจ้าอยากให้คุณตอบสนองเช่นไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ รักผู้อื่นดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลินน์ เวสตันซึ่งเป็นพยาบาลทหารของกองทัพเรือ สหรัฐฯ ได้ขึ้นฝั่งไปกับนาวิกโยธินเมื่อพวกเขาเข้าค้นเกาะที่ศัตรูได้ยึดไว้ มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลินน์ทำแผลให้ทหารอย่างดีที่สุดเพื่อการถอนกำลังพล ในช่วงจังหวะหนึ่งหน่วยของเขาพบกับทหารฝ่ายศัตรูที่มีแผลฉกรรจ์บริเวณท้อง เนื่องจากลักษณะของบาดแผลชายคนนั้นจึงไม่สามารถดื่มน้ำได้ จ่าตรีเวสตันจึงฉีดพลาสม่าเข้าในเส้นเลือดเพื่อช่วยชีวิตเขา</p>
<p>“เก็บพลาสม่าไว้ช่วยพวกเราเอง ทหารเรือ!” นาวิกโยธินตะโกน จ่าตรีเวสตันไม่สนใจ เขารู้ว่าพระเยซูจะทำแบบนี้คือ “รักศัตรูของท่าน” (มธ.5:44)</p>
<p>พระเยซูทรงทำมากยิ่งกว่าเพียงแค่ตรัสคำพูดท้าทายเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงดำเนินชีวิตตามนั้นจริงๆ เมื่อมีกลุ่มคนมาจับพระองค์ไปหามหาปุโรหิต “ฝ่ายคนที่คุมพระเยซูก็เยาะเย้ยโบยตีพระองค์” (ลก.22:63) การข่มเหงดำเนินไปตลอดการไต่สวนและสั่งประหารชีวิตพระองค์ พระเยซูไม่เพียงแต่อดทนต่อสิ่งนั้น เมื่อพวกทหารโรมันตรึงพระองค์ พระองค์ทรงอธิษฐานขอการยกโทษให้พวกเขาด้วย (23:34)</p>
<p>เราอาจไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่พยายามจะฆ่าเราจริงๆ แต่ทุกคนรู้ถึงความรู้สึกเมื่อต้องอดทนกับการเยาะเย้ยและการดูถูก การตอบสนองตามธรรมชาติของเราคือความโกรธ แต่พระเยซูได้กำหนดมาตรฐานไว้สูงกว่านั้น “จงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มธ.5:44)</p>
<p>ในวันนี้ขอให้เราดำเนินในความรักเช่นนั้น โดยสำแดงความเมตตาอย่างที่พระเยซูทำ แม้แต่กับศัตรูของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณตอบสนองอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่เยาะเย้ยคุณหรือเข้าใจคุณผิด แล้วพระเจ้าอยากให้คุณตอบสนองเช่นไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ รักผู้อื่นดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 10 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2004db24/d4df4e4b.mp3" length="11299455" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลินน์ เวสตันซึ่งเป็นพยาบาลทหารของกองทัพเรือ สหรัฐฯ ได้ขึ้นฝั่งไปกับนาวิกโยธินเมื่อพวกเขาเข้าค้นเกาะที่ศัตรูได้ยึดไว้ มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลินน์ทำแผลให้ทหารอย่างดีที่สุดเพื่อการถอนกำลังพล ในช่วงจังหวะหนึ่งหน่วยของเขาพบกับทหารฝ่ายศัตรูที่มีแผลฉกรรจ์บริเวณท้อง เนื่องจากลักษณะของบาดแผลชายคนนั้นจึงไม่สามารถดื่มน้ำได้ จ่าตรีเวสตันจึงฉีดพลาสม่าเข้าในเส้นเลือดเพื่อช่วยชีวิตเขา
“เก็บพลาสม่าไว้ช่วยพวกเราเอง ทหารเรือ!” นาวิกโยธินตะโกน จ่าตรีเวสตันไม่สนใจ เขารู้ว่าพระเยซูจะทำแบบนี้คือ “รักศัตรูของท่าน” (มธ.5:44)
พระเยซูทรงทำมากยิ่งกว่าเพียงแค่ตรัสคำพูดท้าทายเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงดำเนินชีวิตตามนั้นจริงๆ เมื่อมีกลุ่มคนมาจับพระองค์ไปหามหาปุโรหิต “ฝ่ายคนที่คุมพระเยซูก็เยาะเย้ยโบยตีพระองค์” (ลก.22:63) การข่มเหงดำเนินไปตลอดการไต่สวนและสั่งประหารชีวิตพระองค์ พระเยซูไม่เพียงแต่อดทนต่อสิ่งนั้น เมื่อพวกทหารโรมันตรึงพระองค์ พระองค์ทรงอธิษฐานขอการยกโทษให้พวกเขาด้วย (23:34)
เราอาจไม่ได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่พยายามจะฆ่าเราจริงๆ แต่ทุกคนรู้ถึงความรู้สึกเมื่อต้องอดทนกับการเยาะเย้ยและการดูถูก การตอบสนองตามธรรมชาติของเราคือความโกรธ แต่พระเยซูได้กำหนดมาตรฐานไว้สูงกว่านั้น “จงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน” (มธ.5:44)
ในวันนี้ขอให้เราดำเนินในความรักเช่นนั้น โดยสำแดงความเมตตาอย่างที่พระเยซูทำ แม้แต่กับศัตรูของเรา

คุณตอบสนองอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่เยาะเย้ยคุณหรือเข้าใจคุณผิด แล้วพระเจ้าอยากให้คุณตอบสนองเช่นไร
พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ รักผู้อื่นดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ลินน์ เวสตันซึ่งเป็นพยาบาลทหารของกองทัพเรือ สหรัฐฯ ได้ขึ้นฝั่งไปกับนาวิกโยธินเมื่อพวกเขาเข้าค้นเกาะที่ศัตรูได้ยึดไว้ มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลินน์ทำ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงมองเห็นคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงมองเห็นคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b3d9008b-01dd-4bf5-96b9-dc9832787da0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/34a680fe</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” เพราะ [ฮาการ์]พูดว่า “ที่นี่ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” [ ปฐมกาล 16:13 THSV11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ลงมา!” เพื่อนของฉันพูดอย่างหนักแน่นกับลูกชายของเธอเมื่อเขาปีนขึ้นบนม้านั่งยาวในโบสถ์และโบกมือ “ผมอยากให้ศิษยาภิบาลมองเห็นผม” เขาตอบอย่างไร้เดียงสา “ถ้าผมไม่ยืนขึ้น เขาจะมองไม่เห็นผม”</p>
<p>แม้การยืนบนม้านั่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำสำหรับโบสถ์ส่วนใหญ่ แต่ลูกชายของเพื่อนฉันก็มีเหตุผลที่ดี การยืนขึ้นและโบกมือเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ศิษยาภิบาลมองเห็นและสนใจเขา</p>
<p>เมื่อเราพยายามจะเรียกความสนใจจากพระเจ้านั้น เราไม่ต้องกังวลในเรื่องที่จะให้พระองค์มองเห็นเรา เพราะพระเจ้าทรงมองเห็นเราตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวกับที่ได้เปิดเผยพระองค์เองต่อฮาการ์เมื่อเธออยู่ในช่วงเวลาที่ตกต่ำ โดดเดี่ยวและสิ้นหวังมากที่สุดในชีวิต เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือและมอบให้กับอับรามโดยนางซารายภรรยาของท่านเพื่อให้มีบุตรชาย (ปฐก.16:3) และเมื่อเธอตั้งครรภ์ อับรามปล่อยให้ซารายเคี่ยวเข็ญฮาการ์ “นางซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า” (ข้อ 6)</p>
<p>หญิงคนใช้ที่วิ่งหนีไปนั้นกำลังตั้งครรภ์ โดดเดี่ยว และเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่ในท่ามกลางความสิ้นหวังในถิ่นทุรกันดารนั้น พระเจ้าทรงเมตตาและส่งทูตสวรรค์ไปพูดกับเธอ ทูตสวรรค์บอกเธอว่าพระเจ้าทรง “รับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า” (ข้อ 11) เธอตอบกลับว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ข้อ 13 THSV11)</p>
<p>ช่างเป็นความเข้าใจอันประเสริฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงมองเห็นฮาการ์และทรงมีพระเมตตา และไม่ว่าเรื่องราวจะยากลำบากมากแค่ไหน พระเจ้าก็ทรงมองเห็นคุณเช่นกัน</p>
<p><br><strong>คุณกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่ยากลำบากแบบใดอยู่ การที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคุณนั้นช่วยให้คุณเดินหน้าไปได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็นข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” เพราะ [ฮาการ์]พูดว่า “ที่นี่ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” [ ปฐมกาล 16:13 THSV11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ลงมา!” เพื่อนของฉันพูดอย่างหนักแน่นกับลูกชายของเธอเมื่อเขาปีนขึ้นบนม้านั่งยาวในโบสถ์และโบกมือ “ผมอยากให้ศิษยาภิบาลมองเห็นผม” เขาตอบอย่างไร้เดียงสา “ถ้าผมไม่ยืนขึ้น เขาจะมองไม่เห็นผม”</p>
<p>แม้การยืนบนม้านั่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำสำหรับโบสถ์ส่วนใหญ่ แต่ลูกชายของเพื่อนฉันก็มีเหตุผลที่ดี การยืนขึ้นและโบกมือเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ศิษยาภิบาลมองเห็นและสนใจเขา</p>
<p>เมื่อเราพยายามจะเรียกความสนใจจากพระเจ้านั้น เราไม่ต้องกังวลในเรื่องที่จะให้พระองค์มองเห็นเรา เพราะพระเจ้าทรงมองเห็นเราตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวกับที่ได้เปิดเผยพระองค์เองต่อฮาการ์เมื่อเธออยู่ในช่วงเวลาที่ตกต่ำ โดดเดี่ยวและสิ้นหวังมากที่สุดในชีวิต เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือและมอบให้กับอับรามโดยนางซารายภรรยาของท่านเพื่อให้มีบุตรชาย (ปฐก.16:3) และเมื่อเธอตั้งครรภ์ อับรามปล่อยให้ซารายเคี่ยวเข็ญฮาการ์ “นางซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า” (ข้อ 6)</p>
<p>หญิงคนใช้ที่วิ่งหนีไปนั้นกำลังตั้งครรภ์ โดดเดี่ยว และเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่ในท่ามกลางความสิ้นหวังในถิ่นทุรกันดารนั้น พระเจ้าทรงเมตตาและส่งทูตสวรรค์ไปพูดกับเธอ ทูตสวรรค์บอกเธอว่าพระเจ้าทรง “รับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า” (ข้อ 11) เธอตอบกลับว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ข้อ 13 THSV11)</p>
<p>ช่างเป็นความเข้าใจอันประเสริฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงมองเห็นฮาการ์และทรงมีพระเมตตา และไม่ว่าเรื่องราวจะยากลำบากมากแค่ไหน พระเจ้าก็ทรงมองเห็นคุณเช่นกัน</p>
<p><br><strong>คุณกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่ยากลำบากแบบใดอยู่ การที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคุณนั้นช่วยให้คุณเดินหน้าไปได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็นข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 09 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/34a680fe/c6c7934a.mp3" length="11699211" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>“พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” เพราะ [ฮาการ์]พูดว่า “ที่นี่ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” [ ปฐมกาล 16:13 THSV11 ]

“ลงมา!” เพื่อนของฉันพูดอย่างหนักแน่นกับลูกชายของเธอเมื่อเขาปีนขึ้นบนม้านั่งยาวในโบสถ์และโบกมือ “ผมอยากให้ศิษยาภิบาลมองเห็นผม” เขาตอบอย่างไร้เดียงสา “ถ้าผมไม่ยืนขึ้น เขาจะมองไม่เห็นผม”
แม้การยืนบนม้านั่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำสำหรับโบสถ์ส่วนใหญ่ แต่ลูกชายของเพื่อนฉันก็มีเหตุผลที่ดี การยืนขึ้นและโบกมือเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้ศิษยาภิบาลมองเห็นและสนใจเขา
เมื่อเราพยายามจะเรียกความสนใจจากพระเจ้านั้น เราไม่ต้องกังวลในเรื่องที่จะให้พระองค์มองเห็นเรา เพราะพระเจ้าทรงมองเห็นเราตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นผู้เดียวกับที่ได้เปิดเผยพระองค์เองต่อฮาการ์เมื่อเธออยู่ในช่วงเวลาที่ตกต่ำ โดดเดี่ยวและสิ้นหวังมากที่สุดในชีวิต เธอถูกใช้เป็นเครื่องมือและมอบให้กับอับรามโดยนางซารายภรรยาของท่านเพื่อให้มีบุตรชาย (ปฐก.16:3) และเมื่อเธอตั้งครรภ์ อับรามปล่อยให้ซารายเคี่ยวเข็ญฮาการ์ “นางซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า” (ข้อ 6)
หญิงคนใช้ที่วิ่งหนีไปนั้นกำลังตั้งครรภ์ โดดเดี่ยว และเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่ในท่ามกลางความสิ้นหวังในถิ่นทุรกันดารนั้น พระเจ้าทรงเมตตาและส่งทูตสวรรค์ไปพูดกับเธอ ทูตสวรรค์บอกเธอว่าพระเจ้าทรง “รับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า” (ข้อ 11) เธอตอบกลับว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ข้อ 13 THSV11)
ช่างเป็นความเข้าใจอันประเสริฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงมองเห็นฮาการ์และทรงมีพระเมตตา และไม่ว่าเรื่องราวจะยากลำบากมากแค่ไหน พระเจ้าก็ทรงมองเห็นคุณเช่นกัน
คุณกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่ยากลำบากแบบใดอยู่ การที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงมองเห็นคุณนั้นช่วยให้คุณเดินหน้าไปได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงมองเห็นข้าพระองค์ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” เพราะ [ฮาการ์]พูดว่า “ที่นี่ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ ผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” [ ปฐมกาล 16:13 THSV11 ]

“ลงมา!” เพื่อนของฉันพูดอย่างหนักแน่นกับลูกชายของเธอเมื่อเขาปีนขึ้นบนม้านั่งยาวในโบสถ์และโบกมือ “ผมอยากให้ศิษยาภิบาลม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้ด้วยความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับใช้ด้วยความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4aeb7fc9-283a-469d-a8af-9d20b5b5cbdd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/32e36a7f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อคริสตัลเริ่มทำงานที่ร้านกาแฟเวอร์จิเนียครั้งแรกนั้น เธอมีลูกค้าชื่ออิบบี้ เนื่องจากอิบบี้มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาจึงสั่งด้วยการพิมพ์บนมือถือ หลังจากคริสตัลรู้ว่าอิบบี้เป็นลูกค้าประจำ เธอจึงตั้งใจจะบริการเขาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนภาษามือเพิ่มเพื่อที่เขาจะสามารถสั่งออเดอร์ได้โดยไม่ต้องเขียนโน้ต</p>
<p>ด้วยการกระทำที่เล็กน้อยนั้น คริสตัลได้แสดงให้อิบบี้เห็นถึงความรักและการรับใช้ที่เปโตรหนุนใจให้เราทำให้แก่กันและกัน ในจดหมายที่มีถึงผู้เชื่อพระเยซูที่กระจัดกระจายและถูกขับไล่ไปนั้น อัครสาวกบอกให้พวกเขา “รักซึ่งกันและกันให้มาก” และใช้ของประทาน “เพื่อประโยชน์แก่กันและกัน” (1 ปต.4:8,10) ทักษะและความสามารถที่พระเจ้ามอบให้นั้นเป็นของประทานที่เราใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ และเมื่อเราทำเช่นนั้น คำพูดและการกระทำของเราจะนำมาซึ่งพระเกียรติแด่พระเจ้า</p>
<p>คำพูดของเปโตรมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนเหล่านั้นที่ท่านเขียนถึง เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและโดดเดี่ยว ท่านหนุนใจให้พวกเขารับใช้ซึ่งกันและกันในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเพื่อจะเสริมกำลังกันขึ้นขณะเผชิญการทดลอง แม้เราจะไม่รู้ถึงความเจ็บปวดที่อีกคนหนึ่งกำลังเผชิญ แต่พระเจ้าทรงช่วยให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจและรับใช้กันและกันด้วยความเมตตาและใจยินดีผ่านทางคำพูด สติปัญญา และความสามารถได้ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรารับใช้ผู้อื่นเพื่อจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้สัมผัสถึงการต้อนรับดูแลอย่างที่เปโตรหนุนใจเมื่อใดบ้าง คุณจะรับใช้ใครด้วยคำพูด ทักษะ และปัญญาได้บ้างในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้ผู้คนที่อยู่รอบตัวข้าพระองค์ด้วยทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อคริสตัลเริ่มทำงานที่ร้านกาแฟเวอร์จิเนียครั้งแรกนั้น เธอมีลูกค้าชื่ออิบบี้ เนื่องจากอิบบี้มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาจึงสั่งด้วยการพิมพ์บนมือถือ หลังจากคริสตัลรู้ว่าอิบบี้เป็นลูกค้าประจำ เธอจึงตั้งใจจะบริการเขาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนภาษามือเพิ่มเพื่อที่เขาจะสามารถสั่งออเดอร์ได้โดยไม่ต้องเขียนโน้ต</p>
<p>ด้วยการกระทำที่เล็กน้อยนั้น คริสตัลได้แสดงให้อิบบี้เห็นถึงความรักและการรับใช้ที่เปโตรหนุนใจให้เราทำให้แก่กันและกัน ในจดหมายที่มีถึงผู้เชื่อพระเยซูที่กระจัดกระจายและถูกขับไล่ไปนั้น อัครสาวกบอกให้พวกเขา “รักซึ่งกันและกันให้มาก” และใช้ของประทาน “เพื่อประโยชน์แก่กันและกัน” (1 ปต.4:8,10) ทักษะและความสามารถที่พระเจ้ามอบให้นั้นเป็นของประทานที่เราใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ และเมื่อเราทำเช่นนั้น คำพูดและการกระทำของเราจะนำมาซึ่งพระเกียรติแด่พระเจ้า</p>
<p>คำพูดของเปโตรมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนเหล่านั้นที่ท่านเขียนถึง เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและโดดเดี่ยว ท่านหนุนใจให้พวกเขารับใช้ซึ่งกันและกันในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเพื่อจะเสริมกำลังกันขึ้นขณะเผชิญการทดลอง แม้เราจะไม่รู้ถึงความเจ็บปวดที่อีกคนหนึ่งกำลังเผชิญ แต่พระเจ้าทรงช่วยให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจและรับใช้กันและกันด้วยความเมตตาและใจยินดีผ่านทางคำพูด สติปัญญา และความสามารถได้ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรารับใช้ผู้อื่นเพื่อจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้สัมผัสถึงการต้อนรับดูแลอย่างที่เปโตรหนุนใจเมื่อใดบ้าง คุณจะรับใช้ใครด้วยคำพูด ทักษะ และปัญญาได้บ้างในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้ผู้คนที่อยู่รอบตัวข้าพระองค์ด้วยทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 08 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/32e36a7f/4c9dee8b.mp3" length="11317893" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>708</itunes:duration>
      <itunes:summary>ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]

เมื่อคริสตัลเริ่มทำงานที่ร้านกาแฟเวอร์จิเนียครั้งแรกนั้น เธอมีลูกค้าชื่ออิบบี้ เนื่องจากอิบบี้มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาจึงสั่งด้วยการพิมพ์บนมือถือ หลังจากคริสตัลรู้ว่าอิบบี้เป็นลูกค้าประจำ เธอจึงตั้งใจจะบริการเขาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนภาษามือเพิ่มเพื่อที่เขาจะสามารถสั่งออเดอร์ได้โดยไม่ต้องเขียนโน้ต
ด้วยการกระทำที่เล็กน้อยนั้น คริสตัลได้แสดงให้อิบบี้เห็นถึงความรักและการรับใช้ที่เปโตรหนุนใจให้เราทำให้แก่กันและกัน ในจดหมายที่มีถึงผู้เชื่อพระเยซูที่กระจัดกระจายและถูกขับไล่ไปนั้น อัครสาวกบอกให้พวกเขา “รักซึ่งกันและกันให้มาก” และใช้ของประทาน “เพื่อประโยชน์แก่กันและกัน” (1 ปต.4:8,10) ทักษะและความสามารถที่พระเจ้ามอบให้นั้นเป็นของประทานที่เราใช้เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ และเมื่อเราทำเช่นนั้น คำพูดและการกระทำของเราจะนำมาซึ่งพระเกียรติแด่พระเจ้า
คำพูดของเปโตรมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อคนเหล่านั้นที่ท่านเขียนถึง เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดและโดดเดี่ยว ท่านหนุนใจให้พวกเขารับใช้ซึ่งกันและกันในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเพื่อจะเสริมกำลังกันขึ้นขณะเผชิญการทดลอง แม้เราจะไม่รู้ถึงความเจ็บปวดที่อีกคนหนึ่งกำลังเผชิญ แต่พระเจ้าทรงช่วยให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจและรับใช้กันและกันด้วยความเมตตาและใจยินดีผ่านทางคำพูด สติปัญญา และความสามารถได้ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรารับใช้ผู้อื่นเพื่อจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของพระองค์

คุณได้สัมผัสถึงการต้อนรับดูแลอย่างที่เปโตรหนุนใจเมื่อใดบ้าง คุณจะรับใช้ใครด้วยคำพูด ทักษะ และปัญญาได้บ้างในวันนี้
พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้ผู้คนที่อยู่รอบตัวข้าพระองค์ด้วยทุกสิ่งที่พระองค์ประทานให้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน [ 1 เปโตร 4:10 ]

เมื่อคริสตัลเริ่มทำงานที่ร้านกาแฟเวอร์จิเนียครั้งแรกนั้น เธอมีลูกค้าชื่ออิบบี้ เนื่องจากอิบบี้มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาจึงสั่งด้วยการพิมพ์บนมือถือ หลังจากคริสตัลรู้ว่าอิบบี้เป็นลูกค้าประจำ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เวลาของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เวลาของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8e862147-10e8-4ad5-864a-e4f2da5f1d87</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/92013e74</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 31:14-15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม็กรอคอยการไปเที่ยวต่างประเทศที่เธอวางแผนไว้แล้ว แต่เช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอด เธออธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน “ก็แค่วันหยุดเท่านั้นเอง” เพื่อนของเธอทัก “ทำไมเธอต้องปรึกษาพระเจ้าด้วย” แต่แม็กเชื่อในการวางมอบทุกอย่างไว้กับพระองค์ ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าพระเจ้าหนุนใจให้เธอยกเลิกการเดินทาง เธอจึงทำตามนั้น และต่อมาในช่วงเวลาที่เธอควรจะอยู่ที่นั่น ได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ประเทศนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงปกป้องฉัน”</p>
<p>โนอาห์ก็พึ่งพาในการปกป้องของพระเจ้าเช่นกันเมื่อท่านและครอบครัวรออยู่ในเรือเป็นเวลาเกือบสองเดือนหลังจากน้ำท่วมลดลง หลังจากต้องอยู่ในเรือมานานกว่าสิบเดือน ท่านคงกระตือรือร้นอยากออกมาข้างนอก ในที่สุดแล้ว “น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน” และ “พื้นดินแห้ง” (ปฐก.8:13) แต่โนอาห์ไม่ได้พึ่งพาแค่สิ่งที่ท่านมองเห็น ท่านออกจากเรือตอนที่พระเจ้าบอกให้ออกมา (ข้อ 15-19) ท่านเชื่อวางใจว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่ดีสำหรับการรอคอยที่ยาวนานมากขึ้น บางทีพื้นดินอาจยังไม่ปลอดภัยพอก็เป็นได้</p>
<p>เมื่อเราอธิษฐานในเรื่องการตัดสินใจของชีวิต โดยใช้สติปัญญาที่พระเจ้ามอบให้และรอคอยการทรงนำของพระองค์ เราสามารถวางใจในเวลาของพระองค์ได้ โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างผู้ทรงปัญญาของเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา ดังที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (สดด.31:14-15)</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้ากำลังบอกอะไรกับคุณเกี่ยวกับการตัดสินใจที่คุณกำลังเผชิญอยู่ คุณจะวางใจในพระองค์และรอคอยการทรงนำของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดประทานสติปัญญาและการทรงนำที่ข้าพระองค์จะเดินไปตามพระประสงค์และในทางของพระองค์ เพราะข้าพระองค์เชื่อในแผนการที่พระองค์มีในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 31:14-15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม็กรอคอยการไปเที่ยวต่างประเทศที่เธอวางแผนไว้แล้ว แต่เช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอด เธออธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน “ก็แค่วันหยุดเท่านั้นเอง” เพื่อนของเธอทัก “ทำไมเธอต้องปรึกษาพระเจ้าด้วย” แต่แม็กเชื่อในการวางมอบทุกอย่างไว้กับพระองค์ ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าพระเจ้าหนุนใจให้เธอยกเลิกการเดินทาง เธอจึงทำตามนั้น และต่อมาในช่วงเวลาที่เธอควรจะอยู่ที่นั่น ได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ประเทศนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงปกป้องฉัน”</p>
<p>โนอาห์ก็พึ่งพาในการปกป้องของพระเจ้าเช่นกันเมื่อท่านและครอบครัวรออยู่ในเรือเป็นเวลาเกือบสองเดือนหลังจากน้ำท่วมลดลง หลังจากต้องอยู่ในเรือมานานกว่าสิบเดือน ท่านคงกระตือรือร้นอยากออกมาข้างนอก ในที่สุดแล้ว “น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน” และ “พื้นดินแห้ง” (ปฐก.8:13) แต่โนอาห์ไม่ได้พึ่งพาแค่สิ่งที่ท่านมองเห็น ท่านออกจากเรือตอนที่พระเจ้าบอกให้ออกมา (ข้อ 15-19) ท่านเชื่อวางใจว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่ดีสำหรับการรอคอยที่ยาวนานมากขึ้น บางทีพื้นดินอาจยังไม่ปลอดภัยพอก็เป็นได้</p>
<p>เมื่อเราอธิษฐานในเรื่องการตัดสินใจของชีวิต โดยใช้สติปัญญาที่พระเจ้ามอบให้และรอคอยการทรงนำของพระองค์ เราสามารถวางใจในเวลาของพระองค์ได้ โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างผู้ทรงปัญญาของเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา ดังที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (สดด.31:14-15)</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้ากำลังบอกอะไรกับคุณเกี่ยวกับการตัดสินใจที่คุณกำลังเผชิญอยู่ คุณจะวางใจในพระองค์และรอคอยการทรงนำของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดประทานสติปัญญาและการทรงนำที่ข้าพระองค์จะเดินไปตามพระประสงค์และในทางของพระองค์ เพราะข้าพระองค์เชื่อในแผนการที่พระองค์มีในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 07 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/92013e74/061b0509.mp3" length="10729983" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>671</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 31:14-15 ]

แม็กรอคอยการไปเที่ยวต่างประเทศที่เธอวางแผนไว้แล้ว แต่เช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอด เธออธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน “ก็แค่วันหยุดเท่านั้นเอง” เพื่อนของเธอทัก “ทำไมเธอต้องปรึกษาพระเจ้าด้วย” แต่แม็กเชื่อในการวางมอบทุกอย่างไว้กับพระองค์ ครั้งนี้เธอรู้สึกว่าพระเจ้าหนุนใจให้เธอยกเลิกการเดินทาง เธอจึงทำตามนั้น และต่อมาในช่วงเวลาที่เธอควรจะอยู่ที่นั่น ได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ประเทศนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงปกป้องฉัน”
โนอาห์ก็พึ่งพาในการปกป้องของพระเจ้าเช่นกันเมื่อท่านและครอบครัวรออยู่ในเรือเป็นเวลาเกือบสองเดือนหลังจากน้ำท่วมลดลง หลังจากต้องอยู่ในเรือมานานกว่าสิบเดือน ท่านคงกระตือรือร้นอยากออกมาข้างนอก ในที่สุดแล้ว “น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน” และ “พื้นดินแห้ง” (ปฐก.8:13) แต่โนอาห์ไม่ได้พึ่งพาแค่สิ่งที่ท่านมองเห็น ท่านออกจากเรือตอนที่พระเจ้าบอกให้ออกมา (ข้อ 15-19) ท่านเชื่อวางใจว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลที่ดีสำหรับการรอคอยที่ยาวนานมากขึ้น บางทีพื้นดินอาจยังไม่ปลอดภัยพอก็เป็นได้
เมื่อเราอธิษฐานในเรื่องการตัดสินใจของชีวิต โดยใช้สติปัญญาที่พระเจ้ามอบให้และรอคอยการทรงนำของพระองค์ เราสามารถวางใจในเวลาของพระองค์ได้ โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างผู้ทรงปัญญาของเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา ดังที่ผู้เขียนสดุดีกล่าวไว้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” (สดด.31:14-15)

พระเจ้ากำลังบอกอะไรกับคุณเกี่ยวกับการตัดสินใจที่คุณกำลังเผชิญอยู่ คุณจะวางใจในพระองค์และรอคอยการทรงนำของพระองค์ได้อย่างไร
พระบิดา โปรดประทานสติปัญญาและการทรงนำที่ข้าพระองค์จะเดินไปตามพระประสงค์และในทางของพระองค์ เพราะข้าพระองค์เชื่อในแผนการที่พระองค์มีในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ [ สดุดี 31:14-15 ]

แม็กรอคอยการไปเที่ยวต่างประเทศที่เธอวางแผนไว้แล้ว แต่เช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอด เธออธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน “ก็แค่วันหยุดเท่านั้นเอง” เพื่อนข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรื่องของคนอื่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เรื่องของคนอื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cea11384-5060-4f39-bf6e-e4042b21e9b1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/135672ef</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และ...นางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลานสี่คนของเรากำลังเล่นชุดของเล่นรถไฟ เด็กสองคนที่อายุน้อยกว่ากำลังทะเลาะกันแย่งหัวรถจักร เมื่อหลานชายวัยแปดขวบของเรากำลังเริ่มเข้าไปแทรกแซง น้องสาววัยหกขวบของเขาพูดขึ้นว่า “อย่าไปยุ่งกับเรื่องของพวกเขา” โดยปกติแล้วนี่เป็นคำพูดที่ฉลาดสำหรับพวกเรา แต่เมื่อการทะเลาะกันกลับกลายเป็นการเสียน้ำตา คุณยายจึงเข้าไปแยกพวกเขาออก และปลอบโยนเด็กที่ทะเลาะกัน</p>
<p>การไม่ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีหากการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลง แต่บางครั้งเราต้องเข้าไปมีส่วนพร้อมด้วยคำอธิษฐาน อัครสาวกเปาโลได้ให้ตัวอย่างถึงช่วงเวลาที่เราควรจะทำเช่นนั้นในจดหมายที่ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปี ท่านหนุนใจให้ผู้หญิงสองคน คือนางยูโอเดียและนางสินทิเค “ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (4:2) เห็นได้ชัดว่าความไม่ปรองดองของทั้งสองนั้นรุนแรงจนเปาโลรู้สึกว่าต้องเข้าไปแทรกแซง (ข้อ 3) แม้ว่าท่านจะยังอยู่ในคุก (1:7)</p>
<p>เปาโลรู้ว่าการโต้เถียงของหญิงทั้งสองทำให้เกิดการไม่ปรองดองและหันเหความสนใจไปจากพระกิตติคุณ ท่านจึงพูดความจริงอย่างอ่อนโยนเมื่อเตือนเธอว่าชื่อของทั้งสองถูกบันทึกไว้ใน “หนังสือ[แห่ง]ชีวิต”(4:3) เปาโลต้องการให้หญิงทั้งสองและทุกคนในคริสตจักรใช้ชีวิตในแบบคนของพระเจ้าทั้งในความคิดและการกระทำ (ข้อ 4-9)</p>
<p>เมื่อคุณไม่แน่ใจว่าควรเข้าแทรกแซงหรือไม่ จงอธิษฐานและวางใจว่า “พระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน” (ข้อ 9; ดูข้อ 7)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเข้าไปแทรกแซงในการโต้เถียงหรือการเห็นไม่ตรงกันเมื่อใดบ้าง และผลลัพธ์เป็นอย่างไร การแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าส่งผลต่อวิธีที่คุณจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสติปัญญาให้ข้าพระองค์รู้ว่าเมื่อใดที่ควรเข้าไปแทรกแซงและขอทรงจัดเตรียมให้ข้าพระองค์มีคำพูดที่นำมาซึ่งการเยียวยารักษาและการปรองดอง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และ...นางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลานสี่คนของเรากำลังเล่นชุดของเล่นรถไฟ เด็กสองคนที่อายุน้อยกว่ากำลังทะเลาะกันแย่งหัวรถจักร เมื่อหลานชายวัยแปดขวบของเรากำลังเริ่มเข้าไปแทรกแซง น้องสาววัยหกขวบของเขาพูดขึ้นว่า “อย่าไปยุ่งกับเรื่องของพวกเขา” โดยปกติแล้วนี่เป็นคำพูดที่ฉลาดสำหรับพวกเรา แต่เมื่อการทะเลาะกันกลับกลายเป็นการเสียน้ำตา คุณยายจึงเข้าไปแยกพวกเขาออก และปลอบโยนเด็กที่ทะเลาะกัน</p>
<p>การไม่ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีหากการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลง แต่บางครั้งเราต้องเข้าไปมีส่วนพร้อมด้วยคำอธิษฐาน อัครสาวกเปาโลได้ให้ตัวอย่างถึงช่วงเวลาที่เราควรจะทำเช่นนั้นในจดหมายที่ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปี ท่านหนุนใจให้ผู้หญิงสองคน คือนางยูโอเดียและนางสินทิเค “ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (4:2) เห็นได้ชัดว่าความไม่ปรองดองของทั้งสองนั้นรุนแรงจนเปาโลรู้สึกว่าต้องเข้าไปแทรกแซง (ข้อ 3) แม้ว่าท่านจะยังอยู่ในคุก (1:7)</p>
<p>เปาโลรู้ว่าการโต้เถียงของหญิงทั้งสองทำให้เกิดการไม่ปรองดองและหันเหความสนใจไปจากพระกิตติคุณ ท่านจึงพูดความจริงอย่างอ่อนโยนเมื่อเตือนเธอว่าชื่อของทั้งสองถูกบันทึกไว้ใน “หนังสือ[แห่ง]ชีวิต”(4:3) เปาโลต้องการให้หญิงทั้งสองและทุกคนในคริสตจักรใช้ชีวิตในแบบคนของพระเจ้าทั้งในความคิดและการกระทำ (ข้อ 4-9)</p>
<p>เมื่อคุณไม่แน่ใจว่าควรเข้าแทรกแซงหรือไม่ จงอธิษฐานและวางใจว่า “พระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน” (ข้อ 9; ดูข้อ 7)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเข้าไปแทรกแซงในการโต้เถียงหรือการเห็นไม่ตรงกันเมื่อใดบ้าง และผลลัพธ์เป็นอย่างไร การแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าส่งผลต่อวิธีที่คุณจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสติปัญญาให้ข้าพระองค์รู้ว่าเมื่อใดที่ควรเข้าไปแทรกแซงและขอทรงจัดเตรียมให้ข้าพระองค์มีคำพูดที่นำมาซึ่งการเยียวยารักษาและการปรองดอง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 06 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/135672ef/a42b612c.mp3" length="12669569" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>792</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และ...นางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]

หลานสี่คนของเรากำลังเล่นชุดของเล่นรถไฟ เด็กสองคนที่อายุน้อยกว่ากำลังทะเลาะกันแย่งหัวรถจักร เมื่อหลานชายวัยแปดขวบของเรากำลังเริ่มเข้าไปแทรกแซง น้องสาววัยหกขวบของเขาพูดขึ้นว่า “อย่าไปยุ่งกับเรื่องของพวกเขา” โดยปกติแล้วนี่เป็นคำพูดที่ฉลาดสำหรับพวกเรา แต่เมื่อการทะเลาะกันกลับกลายเป็นการเสียน้ำตา คุณยายจึงเข้าไปแยกพวกเขาออก และปลอบโยนเด็กที่ทะเลาะกัน
การไม่ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีหากการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เรื่องแย่ลง แต่บางครั้งเราต้องเข้าไปมีส่วนพร้อมด้วยคำอธิษฐาน อัครสาวกเปาโลได้ให้ตัวอย่างถึงช่วงเวลาที่เราควรจะทำเช่นนั้นในจดหมายที่ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปี ท่านหนุนใจให้ผู้หญิงสองคน คือนางยูโอเดียและนางสินทิเค “ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (4:2) เห็นได้ชัดว่าความไม่ปรองดองของทั้งสองนั้นรุนแรงจนเปาโลรู้สึกว่าต้องเข้าไปแทรกแซง (ข้อ 3) แม้ว่าท่านจะยังอยู่ในคุก (1:7)
เปาโลรู้ว่าการโต้เถียงของหญิงทั้งสองทำให้เกิดการไม่ปรองดองและหันเหความสนใจไปจากพระกิตติคุณ ท่านจึงพูดความจริงอย่างอ่อนโยนเมื่อเตือนเธอว่าชื่อของทั้งสองถูกบันทึกไว้ใน “หนังสือ[แห่ง]ชีวิต”(4:3) เปาโลต้องการให้หญิงทั้งสองและทุกคนในคริสตจักรใช้ชีวิตในแบบคนของพระเจ้าทั้งในความคิดและการกระทำ (ข้อ 4-9)
เมื่อคุณไม่แน่ใจว่าควรเข้าแทรกแซงหรือไม่ จงอธิษฐานและวางใจว่า “พระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน” (ข้อ 9; ดูข้อ 7)

คุณเข้าไปแทรกแซงในการโต้เถียงหรือการเห็นไม่ตรงกันเมื่อใดบ้าง และผลลัพธ์เป็นอย่างไร การแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าส่งผลต่อวิธีที่คุณจัดการกับความขัดแย้งอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสติปัญญาให้ข้าพระองค์รู้ว่าเมื่อใดที่ควรเข้าไปแทรกแซงและขอทรงจัดเตรียมให้ข้าพระองค์มีคำพูดที่นำมาซึ่งการเยียวยารักษาและการปรองดอง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และ...นางสินทิเค ให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า [ ฟีลิปปี 4:2 ]

หลานสี่คนของเรากำลังเล่นชุดของเล่นรถไฟ เด็กสองคนที่อายุน้อยกว่ากำลังทะเลาะกันแย่งหัวรถจักร เมื่อหลานชายวัยแปดขวบของเรากำลังเริ่มเข้าไปแทรกแซง น้องสาววัยห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เกือบถูกก็คือผิด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เกือบถูกก็คือผิด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bcaa089d-64a0-4aa2-8812-ed29d09c33ac</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dc3d6488</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว [ สุภาษิต 12:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในด้านภาพยนตร์นั้นถือว่าทำได้ดี เพลงประกอบก็สะท้อนอารมณ์และทำให้รู้สึกสงบ ส่วนเนื้อหานั้นเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ วิดีโอนี้นำเสนองานวิจัยของต้นเรดวู้ดที่ถูกฉีดสารที่คล้ายกับอะดรีนาลีนเพื่อยับยั้งไม่ให้มันเข้าสู่ภาวะการจำศีล ต้นไม้เหล่านั้นจึงตายลงเพราะพวกมันไม่ได้เข้าสู่วงจรของการ “จำศีลในฤดูหนาว” ตามธรรมชาติ</p>
<p>สิ่งที่วิดีโอนี้กำลังสื่อคือสภาพนี้อาจเกิดขึ้นกับเราได้เช่นกันถ้าเรายุ่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีฤดูแห่งการหยุดพัก และนั่นอาจเป็นเรื่องจริง แต่วิดีโอนั้นมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่เคยมีงานวิจัยนี้ ต้นเรดวู้ดมีสีเขียวอยู่ตลอดโดยไม่มีช่วงจำศีล และต้นไม้ในวิดีโอเป็นต้นสนซีคัวญ่ายักษ์ไม่ใช่ต้นเรดวู้ดแนวชายฝั่ง แม้ว่าวิดีโอนี้จะดูมีประโยชน์ แต่มันตั้งอยู่บนความหลอกลวง</p>
<p>เราอาศัยอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การหลอกลวงขยายใหญ่และเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดที่ทำให้เราเชื่อว่านั่นคือความจริง พระธรรมสุภาษิตซึ่งเต็มไปด้วยพระปัญญาของพระเจ้าพูดถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของความจริงและความหลอกลวง “ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว” (12:19) และข้อต่อไปบอกเราว่า “ความหลอกลวงอยู่ในใจของบรรดาผู้คิดแผนการชั่วร้าย แต่บรรดาผู้กะแผนงานที่ดีมีความชื่นบาน” (ข้อ 20)</p>
<p>ในทุกสิ่งนั้นจะต้องมีความซื่อตรง ไม่ว่าจะเป็นพระบัญชาของพระเจ้าไปจนถึงวิดีโอเกี่ยวกับการจำศีลในฤดูหนาว เพราะความจริง “ทนอยู่ได้เป็นนิตย์”</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว [ สุภาษิต 12:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในด้านภาพยนตร์นั้นถือว่าทำได้ดี เพลงประกอบก็สะท้อนอารมณ์และทำให้รู้สึกสงบ ส่วนเนื้อหานั้นเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ วิดีโอนี้นำเสนองานวิจัยของต้นเรดวู้ดที่ถูกฉีดสารที่คล้ายกับอะดรีนาลีนเพื่อยับยั้งไม่ให้มันเข้าสู่ภาวะการจำศีล ต้นไม้เหล่านั้นจึงตายลงเพราะพวกมันไม่ได้เข้าสู่วงจรของการ “จำศีลในฤดูหนาว” ตามธรรมชาติ</p>
<p>สิ่งที่วิดีโอนี้กำลังสื่อคือสภาพนี้อาจเกิดขึ้นกับเราได้เช่นกันถ้าเรายุ่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีฤดูแห่งการหยุดพัก และนั่นอาจเป็นเรื่องจริง แต่วิดีโอนั้นมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่เคยมีงานวิจัยนี้ ต้นเรดวู้ดมีสีเขียวอยู่ตลอดโดยไม่มีช่วงจำศีล และต้นไม้ในวิดีโอเป็นต้นสนซีคัวญ่ายักษ์ไม่ใช่ต้นเรดวู้ดแนวชายฝั่ง แม้ว่าวิดีโอนี้จะดูมีประโยชน์ แต่มันตั้งอยู่บนความหลอกลวง</p>
<p>เราอาศัยอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การหลอกลวงขยายใหญ่และเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดที่ทำให้เราเชื่อว่านั่นคือความจริง พระธรรมสุภาษิตซึ่งเต็มไปด้วยพระปัญญาของพระเจ้าพูดถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของความจริงและความหลอกลวง “ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว” (12:19) และข้อต่อไปบอกเราว่า “ความหลอกลวงอยู่ในใจของบรรดาผู้คิดแผนการชั่วร้าย แต่บรรดาผู้กะแผนงานที่ดีมีความชื่นบาน” (ข้อ 20)</p>
<p>ในทุกสิ่งนั้นจะต้องมีความซื่อตรง ไม่ว่าจะเป็นพระบัญชาของพระเจ้าไปจนถึงวิดีโอเกี่ยวกับการจำศีลในฤดูหนาว เพราะความจริง “ทนอยู่ได้เป็นนิตย์”</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc3d6488/55999d7e.mp3" length="10866691" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>680</itunes:duration>
      <itunes:summary>ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว [ สุภาษิต 12:19 ]

ในด้านภาพยนตร์นั้นถือว่าทำได้ดี เพลงประกอบก็สะท้อนอารมณ์และทำให้รู้สึกสงบ ส่วนเนื้อหานั้นเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ วิดีโอนี้นำเสนองานวิจัยของต้นเรดวู้ดที่ถูกฉีดสารที่คล้ายกับอะดรีนาลีนเพื่อยับยั้งไม่ให้มันเข้าสู่ภาวะการจำศีล ต้นไม้เหล่านั้นจึงตายลงเพราะพวกมันไม่ได้เข้าสู่วงจรของการ “จำศีลในฤดูหนาว” ตามธรรมชาติ
สิ่งที่วิดีโอนี้กำลังสื่อคือสภาพนี้อาจเกิดขึ้นกับเราได้เช่นกันถ้าเรายุ่งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีฤดูแห่งการหยุดพัก และนั่นอาจเป็นเรื่องจริง แต่วิดีโอนั้นมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่เคยมีงานวิจัยนี้ ต้นเรดวู้ดมีสีเขียวอยู่ตลอดโดยไม่มีช่วงจำศีล และต้นไม้ในวิดีโอเป็นต้นสนซีคัวญ่ายักษ์ไม่ใช่ต้นเรดวู้ดแนวชายฝั่ง แม้ว่าวิดีโอนี้จะดูมีประโยชน์ แต่มันตั้งอยู่บนความหลอกลวง
เราอาศัยอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การหลอกลวงขยายใหญ่และเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดที่ทำให้เราเชื่อว่านั่นคือความจริง พระธรรมสุภาษิตซึ่งเต็มไปด้วยพระปัญญาของพระเจ้าพูดถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของความจริงและความหลอกลวง “ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว” (12:19) และข้อต่อไปบอกเราว่า “ความหลอกลวงอยู่ในใจของบรรดาผู้คิดแผนการชั่วร้าย แต่บรรดาผู้กะแผนงานที่ดีมีความชื่นบาน” (ข้อ 20)
ในทุกสิ่งนั้นจะต้องมีความซื่อตรง ไม่ว่าจะเป็นพระบัญชาของพระเจ้าไปจนถึงวิดีโอเกี่ยวกับการจำศีลในฤดูหนาว เพราะความจริง “ทนอยู่ได้เป็นนิตย์”</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ริมฝีปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว [ สุภาษิต 12:19 ]

ในด้านภาพยนตร์นั้นถือว่าทำได้ดี เพลงประกอบก็สะท้อนอารมณ์และทำให้รู้สึกสงบ ส่วนเนื้อหานั้นเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจ วิดีโอนี้นำเสนองานวิจัยของต้นเรดวู้ดที่ถูก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกล้าหาญจากผู้เลี้ยงแกะ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความกล้าหาญจากผู้เลี้ยงแกะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">01a0a603-982f-4fc8-b263-133e9fb23614</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e6266f77</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน [ สดุดี 23:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้คนเกือบ 107,000 ชีวิตในสนามกีฬายืนรอด้วยใจจดจ่อ เมื่อเซ็ธ สมอล นักเตะทีมอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็มลงสนามขณะที่เหลือเวลาสองวินาทีในการแข่งขัน เมื่อทีมเอแอนด์เอ็มมีคะแนนเสมอ 38-38 กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศซึ่งครองแชมป์มาอย่างยาวนาน การยิงประตูได้จะเป็นการปิดเกมแห่งชัยชนะที่พลิกผันครั้งใหญ่ สมอลดูสงบนิ่งเมื่อเขายืนต่อแถวเพื่อยิงประตู ทั้งสนามโห่ร้องด้วยความโกลาหลเมื่อลูกบอลพุ่งเข้าประตูเพื่อทำคะแนนแห่งชัยชนะ</p>
<p>เมื่อนักข่าวถามถึงการเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลาที่เคร่งเครียดนั้น สมอลกล่าวว่าเขาย้ำกับตัวเองด้วยประโยคแรกจากพระธรรมสดุดี 23 “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” เมื่อสมอลต้องการกำลังและความเชื่อมั่น เขาใช้การเปรียบเทียบอันลึกซึ้งส่วนตัวว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะของเขา</p>
<p>สดุดี 23 เป็นพระธรรมอันเป็นที่รักเพราะพระคำบทนี้ยืนยันว่าเราสามารถสงบนิ่งหรือได้รับการเล้าโลมใจ เพราะเรามีองค์ผู้เลี้ยงที่ทรงสัตย์ซื่อและรักเรา ผู้ทรงคอยดูแลเรา ดาวิดเป็นพยานถึงความกลัวที่เกิดขึ้นจริงในสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือยากลำบาก และการปลอบโยนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม (ข้อ 4) คำว่า “เล้าโลม[ใจ]” สื่อถึงความแน่นอน หรือความมั่นใจและความกล้าหาญที่จะเดินหน้าไป เพราะการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ที่คอยชี้นำเรา</p>
<p>เมื่อเราเดินเข้าสู่สถานการณ์ที่ท้าทายโดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราจะมีใจที่กล้าหาญได้เมื่อเราย้ำกับตัวเองว่าพระผู้เลี้ยงที่ดีทรงเดินไปกับเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่กอปรด้วยความรักอย่างไรบ้าง การดูแลอันสัตย์ซื่อของพระเจ้าช่วยให้คุณกล้าหาญอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีใจกล้าหาญ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์ผู้เลี้ยงที่เปี่ยมด้วยความรัก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน [ สดุดี 23:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้คนเกือบ 107,000 ชีวิตในสนามกีฬายืนรอด้วยใจจดจ่อ เมื่อเซ็ธ สมอล นักเตะทีมอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็มลงสนามขณะที่เหลือเวลาสองวินาทีในการแข่งขัน เมื่อทีมเอแอนด์เอ็มมีคะแนนเสมอ 38-38 กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศซึ่งครองแชมป์มาอย่างยาวนาน การยิงประตูได้จะเป็นการปิดเกมแห่งชัยชนะที่พลิกผันครั้งใหญ่ สมอลดูสงบนิ่งเมื่อเขายืนต่อแถวเพื่อยิงประตู ทั้งสนามโห่ร้องด้วยความโกลาหลเมื่อลูกบอลพุ่งเข้าประตูเพื่อทำคะแนนแห่งชัยชนะ</p>
<p>เมื่อนักข่าวถามถึงการเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลาที่เคร่งเครียดนั้น สมอลกล่าวว่าเขาย้ำกับตัวเองด้วยประโยคแรกจากพระธรรมสดุดี 23 “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” เมื่อสมอลต้องการกำลังและความเชื่อมั่น เขาใช้การเปรียบเทียบอันลึกซึ้งส่วนตัวว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะของเขา</p>
<p>สดุดี 23 เป็นพระธรรมอันเป็นที่รักเพราะพระคำบทนี้ยืนยันว่าเราสามารถสงบนิ่งหรือได้รับการเล้าโลมใจ เพราะเรามีองค์ผู้เลี้ยงที่ทรงสัตย์ซื่อและรักเรา ผู้ทรงคอยดูแลเรา ดาวิดเป็นพยานถึงความกลัวที่เกิดขึ้นจริงในสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือยากลำบาก และการปลอบโยนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม (ข้อ 4) คำว่า “เล้าโลม[ใจ]” สื่อถึงความแน่นอน หรือความมั่นใจและความกล้าหาญที่จะเดินหน้าไป เพราะการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ที่คอยชี้นำเรา</p>
<p>เมื่อเราเดินเข้าสู่สถานการณ์ที่ท้าทายโดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราจะมีใจที่กล้าหาญได้เมื่อเราย้ำกับตัวเองว่าพระผู้เลี้ยงที่ดีทรงเดินไปกับเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่กอปรด้วยความรักอย่างไรบ้าง การดูแลอันสัตย์ซื่อของพระเจ้าช่วยให้คุณกล้าหาญอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีใจกล้าหาญ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์ผู้เลี้ยงที่เปี่ยมด้วยความรัก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 04 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e6266f77/be4e95aa.mp3" length="11160471" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน [ สดุดี 23:1 ]

ผู้คนเกือบ 107,000 ชีวิตในสนามกีฬายืนรอด้วยใจจดจ่อ เมื่อเซ็ธ สมอล นักเตะทีมอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็มลงสนามขณะที่เหลือเวลาสองวินาทีในการแข่งขัน เมื่อทีมเอแอนด์เอ็มมีคะแนนเสมอ 38-38 กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศซึ่งครองแชมป์มาอย่างยาวนาน การยิงประตูได้จะเป็นการปิดเกมแห่งชัยชนะที่พลิกผันครั้งใหญ่ สมอลดูสงบนิ่งเมื่อเขายืนต่อแถวเพื่อยิงประตู ทั้งสนามโห่ร้องด้วยความโกลาหลเมื่อลูกบอลพุ่งเข้าประตูเพื่อทำคะแนนแห่งชัยชนะ
เมื่อนักข่าวถามถึงการเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลาที่เคร่งเครียดนั้น สมอลกล่าวว่าเขาย้ำกับตัวเองด้วยประโยคแรกจากพระธรรมสดุดี 23 “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” เมื่อสมอลต้องการกำลังและความเชื่อมั่น เขาใช้การเปรียบเทียบอันลึกซึ้งส่วนตัวว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะของเขา
สดุดี 23 เป็นพระธรรมอันเป็นที่รักเพราะพระคำบทนี้ยืนยันว่าเราสามารถสงบนิ่งหรือได้รับการเล้าโลมใจ เพราะเรามีองค์ผู้เลี้ยงที่ทรงสัตย์ซื่อและรักเรา ผู้ทรงคอยดูแลเรา ดาวิดเป็นพยานถึงความกลัวที่เกิดขึ้นจริงในสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือยากลำบาก และการปลอบโยนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม (ข้อ 4) คำว่า “เล้าโลม[ใจ]” สื่อถึงความแน่นอน หรือความมั่นใจและความกล้าหาญที่จะเดินหน้าไป เพราะการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ที่คอยชี้นำเรา
เมื่อเราเดินเข้าสู่สถานการณ์ที่ท้าทายโดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เราจะมีใจที่กล้าหาญได้เมื่อเราย้ำกับตัวเองว่าพระผู้เลี้ยงที่ดีทรงเดินไปกับเรา

คุณมีประสบการณ์กับการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่กอปรด้วยความรักอย่างไรบ้าง การดูแลอันสัตย์ซื่อของพระเจ้าช่วยให้คุณกล้าหาญอย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีใจกล้าหาญ โดยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์ผู้เลี้ยงที่เปี่ยมด้วยความรัก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน [ สดุดี 23:1 ]

ผู้คนเกือบ 107,000 ชีวิตในสนามกีฬายืนรอด้วยใจจดจ่อ เมื่อเซ็ธ สมอล นักเตะทีมอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัยเท็กซัสเอแอนด์เอ็มลงสนามขณะที่เหลือเวลาสองวินาทีในการแข่งขัน เมื่อทีมเอแอนด์เอ็มม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักทุกชนชาติ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักทุกชนชาติ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">172f7f17-5ce0-4ade-80da-46ddb6faa1cd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d3af33ac</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา [ วิวรณ์ 7:9 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในฐานะลูกสาวของพ่อแม่ที่เปี่ยมด้วยความรักและทำงานหนักซึ่งมาจากทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่พวกเขากล้าที่จะเป็นคนแรกของครอบครัวที่ย้ายมาที่สหรัฐอเมริกาเพื่อโอกาสที่ดีกว่า พวกเขาพบกันตอนที่เพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ในเมืองนิวยอร์ก แต่งงานกัน และให้กำเนิดพี่สาวและตัวฉัน ต่อมาก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง</p>
<p>ในฐานะคนนิวยอร์กโดยกำเนิด ฉันโตขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมความเป็นละตินอเมริกาและชื่นชมผู้คนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม เช่น ครั้งหนึ่งฉันเคยแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของฉันในการนมัสการช่วงเย็นของคริสตจักรนานาชาติที่จัดขึ้นในโรงละครบรอดเวย์เก่า การได้พูดคุยกับคนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรมถึงเรื่องความรักของพระเจ้านั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสวรรค์ เมื่อเราได้เห็นคนจากทุกชนชาติมารวมกันเป็นพระกายของพระคริสต์</p>
<p>ในพระธรรมวิวรณ์ อัครทูตยอห์นให้เราเห็นภาพอัศจรรย์ของสวรรค์ “ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา ยืนอยู่หน้าพระที่นั่งและต่อหน้าพระเมษโปดก” (วว.7:9 TNCV) พระเจ้าองค์พระผู้ไถ่ของเราจะได้รับ “คำสรรเสริญ[และ]พระสิริ” และอีกมากมายที่พระองค์ทรงสมควรได้รับ “สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 12 TNCV)</p>
<p>ตอนนี้เรามองเห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะมีในสวรรค์ แต่วันหนึ่งเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซูจะถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และกับผู้คนจากทุกประเทศ ทุกวัฒนธรรม และทุกภาษา และเพราะพระเจ้าทรงรักทุกชนชาติ ให้เรารักครอบครัวในพระคริสต์ทั้งโลกด้วยเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะรักผู้คนในทุกชนชาติได้อย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองด้วยความยินดีในผู้อื่นและในวัฒนธรรมของพวกเขาได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา [ วิวรณ์ 7:9 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในฐานะลูกสาวของพ่อแม่ที่เปี่ยมด้วยความรักและทำงานหนักซึ่งมาจากทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่พวกเขากล้าที่จะเป็นคนแรกของครอบครัวที่ย้ายมาที่สหรัฐอเมริกาเพื่อโอกาสที่ดีกว่า พวกเขาพบกันตอนที่เพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ในเมืองนิวยอร์ก แต่งงานกัน และให้กำเนิดพี่สาวและตัวฉัน ต่อมาก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง</p>
<p>ในฐานะคนนิวยอร์กโดยกำเนิด ฉันโตขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมความเป็นละตินอเมริกาและชื่นชมผู้คนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม เช่น ครั้งหนึ่งฉันเคยแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของฉันในการนมัสการช่วงเย็นของคริสตจักรนานาชาติที่จัดขึ้นในโรงละครบรอดเวย์เก่า การได้พูดคุยกับคนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรมถึงเรื่องความรักของพระเจ้านั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสวรรค์ เมื่อเราได้เห็นคนจากทุกชนชาติมารวมกันเป็นพระกายของพระคริสต์</p>
<p>ในพระธรรมวิวรณ์ อัครทูตยอห์นให้เราเห็นภาพอัศจรรย์ของสวรรค์ “ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา ยืนอยู่หน้าพระที่นั่งและต่อหน้าพระเมษโปดก” (วว.7:9 TNCV) พระเจ้าองค์พระผู้ไถ่ของเราจะได้รับ “คำสรรเสริญ[และ]พระสิริ” และอีกมากมายที่พระองค์ทรงสมควรได้รับ “สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 12 TNCV)</p>
<p>ตอนนี้เรามองเห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะมีในสวรรค์ แต่วันหนึ่งเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซูจะถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และกับผู้คนจากทุกประเทศ ทุกวัฒนธรรม และทุกภาษา และเพราะพระเจ้าทรงรักทุกชนชาติ ให้เรารักครอบครัวในพระคริสต์ทั้งโลกด้วยเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะรักผู้คนในทุกชนชาติได้อย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองด้วยความยินดีในผู้อื่นและในวัฒนธรรมของพวกเขาได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 03 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d3af33ac/4b6c9936.mp3" length="11473787" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา [ วิวรณ์ 7:9 TNCV ]

ในฐานะลูกสาวของพ่อแม่ที่เปี่ยมด้วยความรักและทำงานหนักซึ่งมาจากทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่พวกเขากล้าที่จะเป็นคนแรกของครอบครัวที่ย้ายมาที่สหรัฐอเมริกาเพื่อโอกาสที่ดีกว่า พวกเขาพบกันตอนที่เพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ในเมืองนิวยอร์ก แต่งงานกัน และให้กำเนิดพี่สาวและตัวฉัน ต่อมาก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง
ในฐานะคนนิวยอร์กโดยกำเนิด ฉันโตขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมความเป็นละตินอเมริกาและชื่นชมผู้คนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม เช่น ครั้งหนึ่งฉันเคยแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของฉันในการนมัสการช่วงเย็นของคริสตจักรนานาชาติที่จัดขึ้นในโรงละครบรอดเวย์เก่า การได้พูดคุยกับคนที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรมถึงเรื่องความรักของพระเจ้านั้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสวรรค์ เมื่อเราได้เห็นคนจากทุกชนชาติมารวมกันเป็นพระกายของพระคริสต์
ในพระธรรมวิวรณ์ อัครทูตยอห์นให้เราเห็นภาพอัศจรรย์ของสวรรค์ “ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา ยืนอยู่หน้าพระที่นั่งและต่อหน้าพระเมษโปดก” (วว.7:9 TNCV) พระเจ้าองค์พระผู้ไถ่ของเราจะได้รับ “คำสรรเสริญ[และ]พระสิริ” และอีกมากมายที่พระองค์ทรงสมควรได้รับ “สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 12 TNCV)
ตอนนี้เรามองเห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะมีในสวรรค์ แต่วันหนึ่งเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซูจะถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และกับผู้คนจากทุกประเทศ ทุกวัฒนธรรม และทุกภาษา และเพราะพระเจ้าทรงรักทุกชนชาติ ให้เรารักครอบครัวในพระคริสต์ทั้งโลกด้วยเช่นกัน

คุณจะรักผู้คนในทุกชนชาติได้อย่างไร คุณจะเฉลิมฉลองด้วยความยินดีในผู้อื่นและในวัฒนธรรมของพวกเขาได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ตรงหน้าข้าพเจ้ามีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกหมู่ชน และทุกภาษา [ วิวรณ์ 7:9 TNCV ]

ในฐานะลูกสาวของพ่อแม่ที่เปี่ยมด้วยความรักและทำงานหนักซึ่งมาจากทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่พวกเขากล้าที่จะเป็นคนแรกของครอบครัวที่ย้ายมาที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระบิดาผู้ทรงไว้วางใจได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระบิดาผู้ทรงไว้วางใจได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0ce7a49c-6e5a-40de-a86e-669d56ad74ef</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f966ddd6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เซเวียร์ลูกชายของฉันที่สูง 190 เซนติเมตร ได้ยกตัวเซเรียนลูกวัยหัดเดินอารมณ์ดีของเขาชูขึ้นกลางอากาศอย่างง่ายดาย เขาใช้มืออันใหญ่โตนั้นจับเท้าเล็กๆของลูกชายไว้ ทำให้สองเท้ามั่นคงอยู่ในฝ่ามือของเขา เขาเหยียดแขนออกและบอกให้ลูกชายทรงตัวด้วยตัวเองโดยมืออีกข้างที่ว่างอยู่คอยเตรียมพร้อมรอรับ เซเรียนยืดขาออกและยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างและแขนสองข้างปล่อยลงข้างตัว ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สายตาของพ่อ</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงข้อดีของการจดจ่อที่พระบิดาของเราในสวรรค์ “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านหนุนใจให้คนของพระเจ้าทุ่มเทที่จะแสวงหาพระองค์จากพระคัมภีร์ และติดสนิทกับพระองค์ผ่านคำอธิษฐานและการนมัส-การ คนเหล่านั้นที่สัตย์ซื่อจะมีความไว้วางใจอันมั่นคงที่ถูกสร้างผ่านความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับพระบิดา</p>
<p>ในฐานะลูกที่รักของพระเจ้า เราป่าวร้องด้วยความกล้าหาญได้ว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4) เพราะพระบิดาในสวรรค์ของเราทรงไว้วางใจได้ พระองค์และพระคำของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</p>
<p>เมื่อเราจดจ่ออยู่ที่พระบิดาในสวรรค์ของเรา พระองค์จะทรงให้เท้าของเราตั้งมั่นคงอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เราวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงรัก สัตย์ซื่อ และดีต่อเราตลอดไป!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การจดจ่อความคิดอยู่ที่พระเจ้าทำให้คุณพบสันติสุขอย่างไร คุณได้ทำสิ่งใดบ้างเพื่อจะจดจ่อความคิดอยู่ที่พระเจ้าในตลอดทั้งวัน</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับข้อพระคำที่เตือนข้าพระองค์ ถึงพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและความสัตย์ซื่อนิรันดร์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เซเวียร์ลูกชายของฉันที่สูง 190 เซนติเมตร ได้ยกตัวเซเรียนลูกวัยหัดเดินอารมณ์ดีของเขาชูขึ้นกลางอากาศอย่างง่ายดาย เขาใช้มืออันใหญ่โตนั้นจับเท้าเล็กๆของลูกชายไว้ ทำให้สองเท้ามั่นคงอยู่ในฝ่ามือของเขา เขาเหยียดแขนออกและบอกให้ลูกชายทรงตัวด้วยตัวเองโดยมืออีกข้างที่ว่างอยู่คอยเตรียมพร้อมรอรับ เซเรียนยืดขาออกและยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างและแขนสองข้างปล่อยลงข้างตัว ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สายตาของพ่อ</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงข้อดีของการจดจ่อที่พระบิดาของเราในสวรรค์ “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านหนุนใจให้คนของพระเจ้าทุ่มเทที่จะแสวงหาพระองค์จากพระคัมภีร์ และติดสนิทกับพระองค์ผ่านคำอธิษฐานและการนมัส-การ คนเหล่านั้นที่สัตย์ซื่อจะมีความไว้วางใจอันมั่นคงที่ถูกสร้างผ่านความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับพระบิดา</p>
<p>ในฐานะลูกที่รักของพระเจ้า เราป่าวร้องด้วยความกล้าหาญได้ว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4) เพราะพระบิดาในสวรรค์ของเราทรงไว้วางใจได้ พระองค์และพระคำของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง</p>
<p>เมื่อเราจดจ่ออยู่ที่พระบิดาในสวรรค์ของเรา พระองค์จะทรงให้เท้าของเราตั้งมั่นคงอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เราวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงรัก สัตย์ซื่อ และดีต่อเราตลอดไป!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การจดจ่อความคิดอยู่ที่พระเจ้าทำให้คุณพบสันติสุขอย่างไร คุณได้ทำสิ่งใดบ้างเพื่อจะจดจ่อความคิดอยู่ที่พระเจ้าในตลอดทั้งวัน</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับข้อพระคำที่เตือนข้าพระองค์ ถึงพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและความสัตย์ซื่อนิรันดร์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 02 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f966ddd6/40a73bd6.mp3" length="10508435" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]

เซเวียร์ลูกชายของฉันที่สูง 190 เซนติเมตร ได้ยกตัวเซเรียนลูกวัยหัดเดินอารมณ์ดีของเขาชูขึ้นกลางอากาศอย่างง่ายดาย เขาใช้มืออันใหญ่โตนั้นจับเท้าเล็กๆของลูกชายไว้ ทำให้สองเท้ามั่นคงอยู่ในฝ่ามือของเขา เขาเหยียดแขนออกและบอกให้ลูกชายทรงตัวด้วยตัวเองโดยมืออีกข้างที่ว่างอยู่คอยเตรียมพร้อมรอรับ เซเรียนยืดขาออกและยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้างและแขนสองข้างปล่อยลงข้างตัว ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สายตาของพ่อ
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงข้อดีของการจดจ่อที่พระบิดาของเราในสวรรค์ “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านหนุนใจให้คนของพระเจ้าทุ่มเทที่จะแสวงหาพระองค์จากพระคัมภีร์ และติดสนิทกับพระองค์ผ่านคำอธิษฐานและการนมัส-การ คนเหล่านั้นที่สัตย์ซื่อจะมีความไว้วางใจอันมั่นคงที่ถูกสร้างผ่านความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับพระบิดา
ในฐานะลูกที่รักของพระเจ้า เราป่าวร้องด้วยความกล้าหาญได้ว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4) เพราะพระบิดาในสวรรค์ของเราทรงไว้วางใจได้ พระองค์และพระคำของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เมื่อเราจดจ่ออยู่ที่พระบิดาในสวรรค์ของเรา พระองค์จะทรงให้เท้าของเราตั้งมั่นคงอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เราวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงรัก สัตย์ซื่อ และดีต่อเราตลอดไป!

การจดจ่อความคิดอยู่ที่พระเจ้าทำให้คุณพบสันติสุขอย่างไร คุณได้ทำสิ่งใดบ้างเพื่อจะจดจ่อความคิดอยู่ที่พระเจ้าในตลอดทั้งวัน
พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับข้อพระคำที่เตือนข้าพระองค์ ถึงพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและความสัตย์ซื่อนิรันดร์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]

เซเวียร์ลูกชายของฉันที่สูง 190 เซนติเมตร ได้ยกตัวเซเรียนลูกวัยหัดเดินอารมณ์ดีของเขาชูขึ้นกลางอากาศอย่างง่ายดาย เขาใช้มืออันใหญ่โตนั้นจับเท้าเล็กๆของลูกชายไว้ ทำให</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้พระเจ้าเพื่อสิ่งดี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับใช้พระเจ้าเพื่อสิ่งดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">15da261b-f7d2-454f-894b-ae5bfbce255f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a86e9284</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มัทธิว 20:26 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แบรดย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งและพบคริสตจักรที่เขาจะไปร่วมนมัสการอย่างรวดเร็ว เขาไปร่วมนมัสการอยู่หลายสัปดาห์ และในวันอาทิตย์หนึ่งเขาพูดคุยกับศิษยาภิบาลถึงความปรารถนาที่จะได้รับใช้ในด้านใดก็ตามที่ต้องการให้ช่วย เขาพูดว่า “ผมแค่อยากจะกวาดพื้น” เขาเริ่มด้วยการช่วยจัดเก้าอี้สำหรับการนมัสการและทำความสะอาดห้องน้ำ คริสตจักรได้ค้นพบในภายหลังว่าของประทานของแบรดคือการสอน แต่เขาเต็มใจที่จะทำทุกอย่าง</p>
<p>พระเยซูทรงสอนสาวกสองคนของพระองค์คือ ยากอบกับยอห์นและมารดาของพวกเขาในเรื่องการปรนนิบัติ ผู้เป็นแม่ทูลขอให้ลูกทั้งสองได้ที่นั่งทรงเกียรติขนาบอยู่คนละข้างของพระคริสต์เมื่อพระองค์ไปยังอาณาจักรของพระองค์ (มธ.20:20-21) สาวกคนอื่นได้ยินและโกรธเขาทั้งสอง บางทีพวกสาวกอาจต้องการตำแหน่งนั้นไว้สำหรับตนเองก็เป็นได้ พระเยซูบอกพวกเขาว่าการวางอำนาจเหนือผู้อื่นไม่ใช่หนทางในการดำเนินชีวิต (ข้อ 25-26) แต่คือการรับใช้ต่างหากที่สำคัญที่สุด “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 26)</p>
<p>คำพูดของแบรดที่ว่า “แค่อยากจะกวาดพื้น” เป็นภาพของสิ่งที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ในชุมชนและในคริสตจักรของเราเพื่อรับใช้พระเจ้า แบรดอธิบายถึงภาระใจที่เขามีเพื่อพระเจ้าว่า “ผมอยากรับใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อสิ่งดีในโลกนี้ และเพื่อความชื่นชมยินดีของผมเอง” คุณและฉันจะ “กวาดพื้น” ตามที่พระเจ้าทรงนำได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะรับใช้ในคริสตจักรได้โดยทางใดบ้าง และคุณจะเริ่มได้เมื่อไหร่</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงกระทำสิ่งมากมายเพื่อข้าพระองค์ และทรงสมควรต่อความรักของข้าพระองค์ โปรดเสริมกำลังและสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นได้อย่างไร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มัทธิว 20:26 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แบรดย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งและพบคริสตจักรที่เขาจะไปร่วมนมัสการอย่างรวดเร็ว เขาไปร่วมนมัสการอยู่หลายสัปดาห์ และในวันอาทิตย์หนึ่งเขาพูดคุยกับศิษยาภิบาลถึงความปรารถนาที่จะได้รับใช้ในด้านใดก็ตามที่ต้องการให้ช่วย เขาพูดว่า “ผมแค่อยากจะกวาดพื้น” เขาเริ่มด้วยการช่วยจัดเก้าอี้สำหรับการนมัสการและทำความสะอาดห้องน้ำ คริสตจักรได้ค้นพบในภายหลังว่าของประทานของแบรดคือการสอน แต่เขาเต็มใจที่จะทำทุกอย่าง</p>
<p>พระเยซูทรงสอนสาวกสองคนของพระองค์คือ ยากอบกับยอห์นและมารดาของพวกเขาในเรื่องการปรนนิบัติ ผู้เป็นแม่ทูลขอให้ลูกทั้งสองได้ที่นั่งทรงเกียรติขนาบอยู่คนละข้างของพระคริสต์เมื่อพระองค์ไปยังอาณาจักรของพระองค์ (มธ.20:20-21) สาวกคนอื่นได้ยินและโกรธเขาทั้งสอง บางทีพวกสาวกอาจต้องการตำแหน่งนั้นไว้สำหรับตนเองก็เป็นได้ พระเยซูบอกพวกเขาว่าการวางอำนาจเหนือผู้อื่นไม่ใช่หนทางในการดำเนินชีวิต (ข้อ 25-26) แต่คือการรับใช้ต่างหากที่สำคัญที่สุด “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 26)</p>
<p>คำพูดของแบรดที่ว่า “แค่อยากจะกวาดพื้น” เป็นภาพของสิ่งที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ในชุมชนและในคริสตจักรของเราเพื่อรับใช้พระเจ้า แบรดอธิบายถึงภาระใจที่เขามีเพื่อพระเจ้าว่า “ผมอยากรับใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อสิ่งดีในโลกนี้ และเพื่อความชื่นชมยินดีของผมเอง” คุณและฉันจะ “กวาดพื้น” ตามที่พระเจ้าทรงนำได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะรับใช้ในคริสตจักรได้โดยทางใดบ้าง และคุณจะเริ่มได้เมื่อไหร่</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงกระทำสิ่งมากมายเพื่อข้าพระองค์ และทรงสมควรต่อความรักของข้าพระองค์ โปรดเสริมกำลังและสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นได้อย่างไร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 01 Nov 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a86e9284/acf4d016.mp3" length="11017619" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มัทธิว 20:26 ]

แบรดย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งและพบคริสตจักรที่เขาจะไปร่วมนมัสการอย่างรวดเร็ว เขาไปร่วมนมัสการอยู่หลายสัปดาห์ และในวันอาทิตย์หนึ่งเขาพูดคุยกับศิษยาภิบาลถึงความปรารถนาที่จะได้รับใช้ในด้านใดก็ตามที่ต้องการให้ช่วย เขาพูดว่า “ผมแค่อยากจะกวาดพื้น” เขาเริ่มด้วยการช่วยจัดเก้าอี้สำหรับการนมัสการและทำความสะอาดห้องน้ำ คริสตจักรได้ค้นพบในภายหลังว่าของประทานของแบรดคือการสอน แต่เขาเต็มใจที่จะทำทุกอย่าง
พระเยซูทรงสอนสาวกสองคนของพระองค์คือ ยากอบกับยอห์นและมารดาของพวกเขาในเรื่องการปรนนิบัติ ผู้เป็นแม่ทูลขอให้ลูกทั้งสองได้ที่นั่งทรงเกียรติขนาบอยู่คนละข้างของพระคริสต์เมื่อพระองค์ไปยังอาณาจักรของพระองค์ (มธ.20:20-21) สาวกคนอื่นได้ยินและโกรธเขาทั้งสอง บางทีพวกสาวกอาจต้องการตำแหน่งนั้นไว้สำหรับตนเองก็เป็นได้ พระเยซูบอกพวกเขาว่าการวางอำนาจเหนือผู้อื่นไม่ใช่หนทางในการดำเนินชีวิต (ข้อ 25-26) แต่คือการรับใช้ต่างหากที่สำคัญที่สุด “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 26)
คำพูดของแบรดที่ว่า “แค่อยากจะกวาดพื้น” เป็นภาพของสิ่งที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ในชุมชนและในคริสตจักรของเราเพื่อรับใช้พระเจ้า แบรดอธิบายถึงภาระใจที่เขามีเพื่อพระเจ้าว่า “ผมอยากรับใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อสิ่งดีในโลกนี้ และเพื่อความชื่นชมยินดีของผมเอง” คุณและฉันจะ “กวาดพื้น” ตามที่พระเจ้าทรงนำได้อย่างไรบ้าง

คุณจะรับใช้ในคริสตจักรได้โดยทางใดบ้าง และคุณจะเริ่มได้เมื่อไหร่
ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงกระทำสิ่งมากมายเพื่อข้าพระองค์ และทรงสมควรต่อความรักของข้าพระองค์ โปรดเสริมกำลังและสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นว่าจะรับใช้ผู้อื่นได้อย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มัทธิว 20:26 ]

แบรดย้ายไปอยู่ที่อีกเมืองหนึ่งและพบคริสตจักรที่เขาจะไปร่วมนมัสการอย่างรวดเร็ว เขาไปร่วมนมัสการอยู่หลายสัปดาห์ และในวันอาทิตย์หนึ่งเขาพูดคุยกับศิษยาภิบาลถึงความปราร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เวลาที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เวลาที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">79048129-35fc-46c9-ada9-7613dc336592</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d17cd9b3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี...จงฉวยโอกาส [ เอเฟซัส 5:15-16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันที่ 14 มีนาคม 2019 จรวดของนาซ่าถูกจุดระเบิดขึ้นเพื่อส่งนักบินอวกาศคริสติน่า คอชขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ คอชจะไม่กลับมาที่โลกเป็นเวลา 328 วัน นี่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีสถิติการบินในอวกาศเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุด ทุกวันเธอใช้ชีวิตอยู่เหนือจากพื้นโลกประมาณ 408 กิโลเมตร มีหน้าจอคอยจับเวลาของนักบินอวกาศทุกห้านาที เธอมีรายการที่ต้องทำมากมาย(ตั้งแต่กินข้าวไปจนถึงการทดลอง) แต่ละชั่วโมงผ่านไป เส้นสีแดงขยับทีละนิดบนหน้าจอเพื่อแสดงว่าคอชกำลังนำหน้าหรือตามหลังตารางงาน ไม่มีการเสียเวลาเลย</p>
<p>แน่นอนว่าอัครทูตเปาโลไม่แนะนำให้มีสิ่งที่รุกล้ำชีวิตเหมือนกับเส้นสีแดงนี้ที่กำหนดชีวิตเรา แต่ท่านก็หนุนใจให้เราใช้เวลาอันมีค่าที่มีอย่างจำกัดด้วยความระมัดระวัง “เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” ท่านเขียน “อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” (อฟ.5:15-16) พระปัญญาของพระเจ้าชี้แนะให้เราใช้แต่ละวันด้วยความตั้งใจและระมัดระวัง เพื่อฝึกฝนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ที่จะรักเพื่อนบ้าน และเพื่อจะมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งการทรงไถ่ของพระเยซูที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องบนโลกนี้ แต่น่าเศร้าใจที่เรามีแนวโน้มที่จะละเลยคำแนะนำแห่งสติปัญญาและใช้เวลาอย่างโง่เขลา (ข้อ 17) โดยการเสียเวลาไปกับการไล่ตามสิ่งที่เห็นแก่ตัวและไม่เป็นผลดี</p>
<p>ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกระวนกระวายอยู่กับเรื่องเวลา แต่คือการติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อฟังและไว้วางใจ พระองค์จะช่วยให้เราใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่า</p>
<p><br></p>
<p><strong>เวลามีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะใช้วันนี้ให้คุ้มค่าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้เวลาให้คุ้มค่า</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี...จงฉวยโอกาส [ เอเฟซัส 5:15-16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันที่ 14 มีนาคม 2019 จรวดของนาซ่าถูกจุดระเบิดขึ้นเพื่อส่งนักบินอวกาศคริสติน่า คอชขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ คอชจะไม่กลับมาที่โลกเป็นเวลา 328 วัน นี่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีสถิติการบินในอวกาศเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุด ทุกวันเธอใช้ชีวิตอยู่เหนือจากพื้นโลกประมาณ 408 กิโลเมตร มีหน้าจอคอยจับเวลาของนักบินอวกาศทุกห้านาที เธอมีรายการที่ต้องทำมากมาย(ตั้งแต่กินข้าวไปจนถึงการทดลอง) แต่ละชั่วโมงผ่านไป เส้นสีแดงขยับทีละนิดบนหน้าจอเพื่อแสดงว่าคอชกำลังนำหน้าหรือตามหลังตารางงาน ไม่มีการเสียเวลาเลย</p>
<p>แน่นอนว่าอัครทูตเปาโลไม่แนะนำให้มีสิ่งที่รุกล้ำชีวิตเหมือนกับเส้นสีแดงนี้ที่กำหนดชีวิตเรา แต่ท่านก็หนุนใจให้เราใช้เวลาอันมีค่าที่มีอย่างจำกัดด้วยความระมัดระวัง “เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” ท่านเขียน “อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” (อฟ.5:15-16) พระปัญญาของพระเจ้าชี้แนะให้เราใช้แต่ละวันด้วยความตั้งใจและระมัดระวัง เพื่อฝึกฝนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ที่จะรักเพื่อนบ้าน และเพื่อจะมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งการทรงไถ่ของพระเยซูที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องบนโลกนี้ แต่น่าเศร้าใจที่เรามีแนวโน้มที่จะละเลยคำแนะนำแห่งสติปัญญาและใช้เวลาอย่างโง่เขลา (ข้อ 17) โดยการเสียเวลาไปกับการไล่ตามสิ่งที่เห็นแก่ตัวและไม่เป็นผลดี</p>
<p>ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกระวนกระวายอยู่กับเรื่องเวลา แต่คือการติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อฟังและไว้วางใจ พระองค์จะช่วยให้เราใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่า</p>
<p><br></p>
<p><strong>เวลามีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะใช้วันนี้ให้คุ้มค่าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้เวลาให้คุ้มค่า</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 31 Oct 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d17cd9b3/d2398ca2.mp3" length="10258837" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>642</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี...จงฉวยโอกาส [ เอเฟซัส 5:15-16 ]

วันที่ 14 มีนาคม 2019 จรวดของนาซ่าถูกจุดระเบิดขึ้นเพื่อส่งนักบินอวกาศคริสติน่า คอชขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ คอชจะไม่กลับมาที่โลกเป็นเวลา 328 วัน นี่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีสถิติการบินในอวกาศเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานที่สุด ทุกวันเธอใช้ชีวิตอยู่เหนือจากพื้นโลกประมาณ 408 กิโลเมตร มีหน้าจอคอยจับเวลาของนักบินอวกาศทุกห้านาที เธอมีรายการที่ต้องทำมากมาย(ตั้งแต่กินข้าวไปจนถึงการทดลอง) แต่ละชั่วโมงผ่านไป เส้นสีแดงขยับทีละนิดบนหน้าจอเพื่อแสดงว่าคอชกำลังนำหน้าหรือตามหลังตารางงาน ไม่มีการเสียเวลาเลย
แน่นอนว่าอัครทูตเปาโลไม่แนะนำให้มีสิ่งที่รุกล้ำชีวิตเหมือนกับเส้นสีแดงนี้ที่กำหนดชีวิตเรา แต่ท่านก็หนุนใจให้เราใช้เวลาอันมีค่าที่มีอย่างจำกัดด้วยความระมัดระวัง “เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” ท่านเขียน “อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” (อฟ.5:15-16) พระปัญญาของพระเจ้าชี้แนะให้เราใช้แต่ละวันด้วยความตั้งใจและระมัดระวัง เพื่อฝึกฝนที่จะเชื่อฟังพระองค์ ที่จะรักเพื่อนบ้าน และเพื่อจะมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งการทรงไถ่ของพระเยซูที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องบนโลกนี้ แต่น่าเศร้าใจที่เรามีแนวโน้มที่จะละเลยคำแนะนำแห่งสติปัญญาและใช้เวลาอย่างโง่เขลา (ข้อ 17) โดยการเสียเวลาไปกับการไล่ตามสิ่งที่เห็นแก่ตัวและไม่เป็นผลดี
ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกระวนกระวายอยู่กับเรื่องเวลา แต่คือการติดตามพระเจ้าด้วยความเชื่อฟังและไว้วางใจ พระองค์จะช่วยให้เราใช้ทุกวันอย่างคุ้มค่า

เวลามีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะใช้วันนี้ให้คุ้มค่าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้เวลาให้คุ้มค่า</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี...จงฉวยโอกาส [ เอเฟซัส 5:15-16 ]

วันที่ 14 มีนาคม 2019 จรวดของนาซ่าถูกจุดระเบิดขึ้นเพื่อส่งนักบินอวกาศคริสติน่า คอชขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ คอชจะไม่กลับมาที่โลกเป็นเวลา 328 วัน นี่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่ม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การแตกแยกครั้งใหญ่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การแตกแยกครั้งใหญ่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1bf7a6fc-da66-4f81-a626-4eec9b73865a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/feb10045</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า [ มาระโก 12:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในการ์ตูนคลาสสิกเรื่องพีนัทส์ เพื่อนของไลนัสตำหนิเขาที่เชื่อเรื่องเจ้าแห่งฟักทอง ไลนัสเดินคอตกจากไปแล้วพูดว่า “ฉันได้เรียนรู้สามสิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนอื่น ...ศาสนา การเมือง และเจ้าแห่งฟักทอง!”</p>
<p>เจ้าแห่งฟักทองมีตัวตนอยู่แค่ในความคิดของไลนัส แต่เป็นความจริงที่อีกสองหัวข้อนั้นทำให้เกิดการแตกแยกในประเทศชาติ ครอบครัว และเพื่อนฝูง ปัญหานี้เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซูเช่นกัน พวกฟาริสีเคร่งครัดในเรื่องศาสนาและพยายามปฏิบัติตามกฎในพันธสัญญาเดิมทุกตัวอักษร พวกเฮโรเดียนฝักใฝ่ทางการเมืองมากกว่า แต่ทั้งสองกลุ่มต้องการเห็นชาวยิวหลุดพ้นจากการกดขี่ของโรม ดูเหมือนว่าพระเยซูจะไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมาทูลถามพระองค์ด้วยคำถามที่จะจับผิดเรื่องการเมืองว่า ประชาชนควรเสียภาษีให้ซีซาร์หรือไม่ (มก.12:14-15) ถ้าพระเยซูตอบว่าควร ประชาชนก็จะไม่พอใจพระองค์ ถ้าพระองค์ตอบว่าไม่ควร พวกโรมจะสามารถจับกุมพระองค์ในข้อหากบฏได้</p>
<p>พระเยซูขอให้นำเหรียญมาและตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” (ข้อ 16) ทุกคนรู้ว่าเป็นของซีซาร์ คำตรัสของพระเยซูยังดังก้องอยู่ในทุกวันนี้ “ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” (ข้อ 17) พระเยซูทรงจัดความสำคัญตามลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักของพวกเขา</p>
<p>พระเยซูเสด็จมาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดา เมื่อเราติดตามการทรงนำของพระองค์ เราเองก็จะแสวงหาพระเจ้าและอาณาจักรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด โดยการหันความสนใจไปจากความขัดแย้งทั้งหมดและจดจ่อที่พระองค์ผู้ทรงเป็นความจริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>ประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใดที่รบกวนคุณอยู่ การจับตาดูที่พระเยซูจะช่วยนำทางคุณในการสนทนาได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ต้องการสติปัญญา และการทรงนำจากพระองค์ในการสนทนากับผู้อื่นทุกๆครั้ง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า [ มาระโก 12:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในการ์ตูนคลาสสิกเรื่องพีนัทส์ เพื่อนของไลนัสตำหนิเขาที่เชื่อเรื่องเจ้าแห่งฟักทอง ไลนัสเดินคอตกจากไปแล้วพูดว่า “ฉันได้เรียนรู้สามสิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนอื่น ...ศาสนา การเมือง และเจ้าแห่งฟักทอง!”</p>
<p>เจ้าแห่งฟักทองมีตัวตนอยู่แค่ในความคิดของไลนัส แต่เป็นความจริงที่อีกสองหัวข้อนั้นทำให้เกิดการแตกแยกในประเทศชาติ ครอบครัว และเพื่อนฝูง ปัญหานี้เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซูเช่นกัน พวกฟาริสีเคร่งครัดในเรื่องศาสนาและพยายามปฏิบัติตามกฎในพันธสัญญาเดิมทุกตัวอักษร พวกเฮโรเดียนฝักใฝ่ทางการเมืองมากกว่า แต่ทั้งสองกลุ่มต้องการเห็นชาวยิวหลุดพ้นจากการกดขี่ของโรม ดูเหมือนว่าพระเยซูจะไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมาทูลถามพระองค์ด้วยคำถามที่จะจับผิดเรื่องการเมืองว่า ประชาชนควรเสียภาษีให้ซีซาร์หรือไม่ (มก.12:14-15) ถ้าพระเยซูตอบว่าควร ประชาชนก็จะไม่พอใจพระองค์ ถ้าพระองค์ตอบว่าไม่ควร พวกโรมจะสามารถจับกุมพระองค์ในข้อหากบฏได้</p>
<p>พระเยซูขอให้นำเหรียญมาและตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” (ข้อ 16) ทุกคนรู้ว่าเป็นของซีซาร์ คำตรัสของพระเยซูยังดังก้องอยู่ในทุกวันนี้ “ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” (ข้อ 17) พระเยซูทรงจัดความสำคัญตามลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักของพวกเขา</p>
<p>พระเยซูเสด็จมาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดา เมื่อเราติดตามการทรงนำของพระองค์ เราเองก็จะแสวงหาพระเจ้าและอาณาจักรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด โดยการหันความสนใจไปจากความขัดแย้งทั้งหมดและจดจ่อที่พระองค์ผู้ทรงเป็นความจริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>ประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใดที่รบกวนคุณอยู่ การจับตาดูที่พระเยซูจะช่วยนำทางคุณในการสนทนาได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ต้องการสติปัญญา และการทรงนำจากพระองค์ในการสนทนากับผู้อื่นทุกๆครั้ง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 30 Oct 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/feb10045/4da7570b.mp3" length="11663111" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>729</itunes:duration>
      <itunes:summary>ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า [ มาระโก 12:17 ]

ในการ์ตูนคลาสสิกเรื่องพีนัทส์ เพื่อนของไลนัสตำหนิเขาที่เชื่อเรื่องเจ้าแห่งฟักทอง ไลนัสเดินคอตกจากไปแล้วพูดว่า “ฉันได้เรียนรู้สามสิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนอื่น ...ศาสนา การเมือง และเจ้าแห่งฟักทอง!”
เจ้าแห่งฟักทองมีตัวตนอยู่แค่ในความคิดของไลนัส แต่เป็นความจริงที่อีกสองหัวข้อนั้นทำให้เกิดการแตกแยกในประเทศชาติ ครอบครัว และเพื่อนฝูง ปัญหานี้เกิดขึ้นในสมัยของพระเยซูเช่นกัน พวกฟาริสีเคร่งครัดในเรื่องศาสนาและพยายามปฏิบัติตามกฎในพันธสัญญาเดิมทุกตัวอักษร พวกเฮโรเดียนฝักใฝ่ทางการเมืองมากกว่า แต่ทั้งสองกลุ่มต้องการเห็นชาวยิวหลุดพ้นจากการกดขี่ของโรม ดูเหมือนว่าพระเยซูจะไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมาทูลถามพระองค์ด้วยคำถามที่จะจับผิดเรื่องการเมืองว่า ประชาชนควรเสียภาษีให้ซีซาร์หรือไม่ (มก.12:14-15) ถ้าพระเยซูตอบว่าควร ประชาชนก็จะไม่พอใจพระองค์ ถ้าพระองค์ตอบว่าไม่ควร พวกโรมจะสามารถจับกุมพระองค์ในข้อหากบฏได้
พระเยซูขอให้นำเหรียญมาและตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” (ข้อ 16) ทุกคนรู้ว่าเป็นของซีซาร์ คำตรัสของพระเยซูยังดังก้องอยู่ในทุกวันนี้ “ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” (ข้อ 17) พระเยซูทรงจัดความสำคัญตามลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักของพวกเขา
พระเยซูเสด็จมาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดา เมื่อเราติดตามการทรงนำของพระองค์ เราเองก็จะแสวงหาพระเจ้าและอาณาจักรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด โดยการหันความสนใจไปจากความขัดแย้งทั้งหมดและจดจ่อที่พระองค์ผู้ทรงเป็นความจริง

ประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใดที่รบกวนคุณอยู่ การจับตาดูที่พระเยซูจะช่วยนำทางคุณในการสนทนาได้อย่างไรในวันนี้

ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ต้องการสติปัญญา และการทรงนำจากพระองค์ในการสนทนากับผู้อื่นทุกๆครั้ง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า [ มาระโก 12:17 ]

ในการ์ตูนคลาสสิกเรื่องพีนัทส์ เพื่อนของไลนัสตำหนิเขาที่เชื่อเรื่องเจ้าแห่งฟักทอง ไลนัสเดินคอตกจากไปแล้วพูดว่า “ฉันได้เรียนรู้สามสิ่งที่ไม่ควรพูดกับคนอื่น ...ศาสนา การเมือง และเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความประหลาดใจที่งดงาม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความประหลาดใจที่งดงาม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b0649f66-98e1-49d6-a41d-dc63ded1e7e5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8ddaa561</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ [ อิสยาห์ 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พื้นดินที่ถูกไถพรวนนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ในการเตรียมงานวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบ ลี วิลสันได้จัดแบ่งพื้นที่กว่าสองร้อยไร่ในที่ดินของเขาเพื่อปลูกดอกไม้เป็นของขวัญที่อลังการที่สุดเท่าที่ภรรยาของเขาเคยเห็น เขาแอบปลูกเมล็ดทานตะวันจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งในที่สุดได้งอกขึ้นเป็นดอกไม้สีเหลืองทองที่ภรรยาของเขาโปรดปรานถึง 1.2 ล้านต้น เมื่อดอกทานตะวันชูช่อราวกับมงกุฎสีเหลืองนั้น เรเน่ทั้งตกใจและซาบซึ้งกับการแสดงความรักที่งดงามของลี</p>
<p>เมื่อพระเจ้าตรัสกับคนยูดาห์ผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ พระองค์ทรงเผยความลับต่อพวกเขา แม้พวกเขาจะยังมองไม่เห็นในเวลานี้ แต่ภายหลังการพิพากษาของพระเจ้าถึงความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขานั้น (อสย.3:1-4:1) วันใหม่อันรุ่งโรจน์จะมาถึง “ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ และพืชผลของแผ่นดินนั้นจะเป็นความภูมิใจ และเป็นเกียรติของอิสราเอลผู้รอดตายมา” (4:2) ใช่แล้ว พวกเขาจะต้องประสบกับหายนะและถูกจับไปเป็นเชลยด้วยน้ำมือของบาบิโลน แต่จะมี “กิ่ง” ที่งดงาม หรือหน่อใหม่งอกจากผืนดินปรากฏให้เห็น ประชากรที่เหลืออยู่ของพระองค์จะถูกแยกออกมา (“บริสุทธิ์” ข้อ 3) ได้รับการชำระให้สะอาด (ข้อ 4) และพระองค์จะทรงนำและดูแลพวกเขาด้วยความรัก (ข้อ 5-6)</p>
<p>วันเวลาของเราอาจดูมืดมน และสิ่งที่จะเกิดตามพระสัญญาของพระเจ้าอาจถูกซ่อนอยู่ แต่เมื่อเรายึดพระองค์ไว้ด้วยความเชื่อ วันหนึ่ง “พระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่ง” ทั้งสิ้นของพระองค์จะสำเร็จ (2 ปต.1:4) วันใหม่ที่งดงามนั้นกำลังรอคอยเราอยู่</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดบางครั้งพระสัญญาของพระเจ้าจึงดูเหมือนถูกปิดซ่อนไว้ คุณจะยอมรับพระสัญญาเหล่านี้ด้วยความเชื่อได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับความงดงามแห่งพระสัญญาอันสัตย์ซื่อของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ [ อิสยาห์ 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พื้นดินที่ถูกไถพรวนนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ในการเตรียมงานวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบ ลี วิลสันได้จัดแบ่งพื้นที่กว่าสองร้อยไร่ในที่ดินของเขาเพื่อปลูกดอกไม้เป็นของขวัญที่อลังการที่สุดเท่าที่ภรรยาของเขาเคยเห็น เขาแอบปลูกเมล็ดทานตะวันจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งในที่สุดได้งอกขึ้นเป็นดอกไม้สีเหลืองทองที่ภรรยาของเขาโปรดปรานถึง 1.2 ล้านต้น เมื่อดอกทานตะวันชูช่อราวกับมงกุฎสีเหลืองนั้น เรเน่ทั้งตกใจและซาบซึ้งกับการแสดงความรักที่งดงามของลี</p>
<p>เมื่อพระเจ้าตรัสกับคนยูดาห์ผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ พระองค์ทรงเผยความลับต่อพวกเขา แม้พวกเขาจะยังมองไม่เห็นในเวลานี้ แต่ภายหลังการพิพากษาของพระเจ้าถึงความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขานั้น (อสย.3:1-4:1) วันใหม่อันรุ่งโรจน์จะมาถึง “ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ และพืชผลของแผ่นดินนั้นจะเป็นความภูมิใจ และเป็นเกียรติของอิสราเอลผู้รอดตายมา” (4:2) ใช่แล้ว พวกเขาจะต้องประสบกับหายนะและถูกจับไปเป็นเชลยด้วยน้ำมือของบาบิโลน แต่จะมี “กิ่ง” ที่งดงาม หรือหน่อใหม่งอกจากผืนดินปรากฏให้เห็น ประชากรที่เหลืออยู่ของพระองค์จะถูกแยกออกมา (“บริสุทธิ์” ข้อ 3) ได้รับการชำระให้สะอาด (ข้อ 4) และพระองค์จะทรงนำและดูแลพวกเขาด้วยความรัก (ข้อ 5-6)</p>
<p>วันเวลาของเราอาจดูมืดมน และสิ่งที่จะเกิดตามพระสัญญาของพระเจ้าอาจถูกซ่อนอยู่ แต่เมื่อเรายึดพระองค์ไว้ด้วยความเชื่อ วันหนึ่ง “พระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่ง” ทั้งสิ้นของพระองค์จะสำเร็จ (2 ปต.1:4) วันใหม่ที่งดงามนั้นกำลังรอคอยเราอยู่</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดบางครั้งพระสัญญาของพระเจ้าจึงดูเหมือนถูกปิดซ่อนไว้ คุณจะยอมรับพระสัญญาเหล่านี้ด้วยความเชื่อได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับความงดงามแห่งพระสัญญาอันสัตย์ซื่อของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 29 Oct 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8ddaa561/bef73484.mp3" length="11011469" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ [ อิสยาห์ 4:2 ]

พื้นดินที่ถูกไถพรวนนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ในการเตรียมงานวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบ ลี วิลสันได้จัดแบ่งพื้นที่กว่าสองร้อยไร่ในที่ดินของเขาเพื่อปลูกดอกไม้เป็นของขวัญที่อลังการที่สุดเท่าที่ภรรยาของเขาเคยเห็น เขาแอบปลูกเมล็ดทานตะวันจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งในที่สุดได้งอกขึ้นเป็นดอกไม้สีเหลืองทองที่ภรรยาของเขาโปรดปรานถึง 1.2 ล้านต้น เมื่อดอกทานตะวันชูช่อราวกับมงกุฎสีเหลืองนั้น เรเน่ทั้งตกใจและซาบซึ้งกับการแสดงความรักที่งดงามของลี
เมื่อพระเจ้าตรัสกับคนยูดาห์ผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ พระองค์ทรงเผยความลับต่อพวกเขา แม้พวกเขาจะยังมองไม่เห็นในเวลานี้ แต่ภายหลังการพิพากษาของพระเจ้าถึงความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขานั้น (อสย.3:1-4:1) วันใหม่อันรุ่งโรจน์จะมาถึง “ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ และพืชผลของแผ่นดินนั้นจะเป็นความภูมิใจ และเป็นเกียรติของอิสราเอลผู้รอดตายมา” (4:2) ใช่แล้ว พวกเขาจะต้องประสบกับหายนะและถูกจับไปเป็นเชลยด้วยน้ำมือของบาบิโลน แต่จะมี “กิ่ง” ที่งดงาม หรือหน่อใหม่งอกจากผืนดินปรากฏให้เห็น ประชากรที่เหลืออยู่ของพระองค์จะถูกแยกออกมา (“บริสุทธิ์” ข้อ 3) ได้รับการชำระให้สะอาด (ข้อ 4) และพระองค์จะทรงนำและดูแลพวกเขาด้วยความรัก (ข้อ 5-6)
วันเวลาของเราอาจดูมืดมน และสิ่งที่จะเกิดตามพระสัญญาของพระเจ้าอาจถูกซ่อนอยู่ แต่เมื่อเรายึดพระองค์ไว้ด้วยความเชื่อ วันหนึ่ง “พระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่ง” ทั้งสิ้นของพระองค์จะสำเร็จ (2 ปต.1:4) วันใหม่ที่งดงามนั้นกำลังรอคอยเราอยู่

เหตุใดบางครั้งพระสัญญาของพระเจ้าจึงดูเหมือนถูกปิดซ่อนไว้ คุณจะยอมรับพระสัญญาเหล่านี้ด้วยความเชื่อได้อย่างไรในวันนี้

พระเจ้าผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับความงดงามแห่งพระสัญญาอันสัตย์ซื่อของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในวันนั้นบรรดาสิ่งที่งอกเพราะพระเจ้าจะงดงามและรุ่งโรจน์ [ อิสยาห์ 4:2 ]

พื้นดินที่ถูกไถพรวนนั้นมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ในการเตรียมงานวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบ ลี วิลสันได้จัดแบ่งพื้นที่กว่าสองร้อยไร่ในที่ดินของเขาเพื่อปลูกดอกไม้เป็นของขวัญที่อลังการท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หยุดเพื่ออธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หยุดเพื่ออธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0a0e77df-946e-4f79-bec0-00c2e5fc2e58</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5da654e5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ [ ฟีลิปปี 4:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปี้กลายเป็นกระแสโด่งดังหลังเอ่ยคำพูดสั้นๆที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งระหว่างการพยากรณ์อากาศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2023 แมท ล็อบฮานกำลังติดตามพายุขนาดใหญ่เมื่อเขาตระหนักว่าพายุทอร์นาโดแห่งความหายนะนี้กำลังจะพัดถล่มเมืองอโมรี นั่นคือตอนที่ล็อบฮานหยุดการรายงานในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพื่อกล่าวคำอธิษฐานที่ได้ยินไปทั่วโลก “ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยพวกเขาด้วย อาเมน” ในภายหลังมีผู้ชมบางคนบอกว่าคำอธิษฐานนั้นกระตุ้นให้พวกเขาเร่งหาที่หลบภัย คำอธิษฐานที่เป็นธรรมชาติและจริงใจของเขาอาจได้ช่วยชีวิตคนไว้นับไม่ถ้วน</p>
<p>คำอธิษฐานของเราก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน คำอธิษฐานไม่จำเป็นต้องยืดยาว อาจสั้นๆใช้ถ้อยคำรื่นหูและสามารถพูดได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ทำงาน ทำธุระ หรือไปเที่ยวพักผ่อน เราก็สามารถ “อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” ได้ (1 ธส.5:17)</p>
<p>พระเจ้าพอพระทัยที่จะสดับฟังเราอธิษฐานตลอดทั้งวัน อัครทูตเปาโลเตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นทาสของความกังวลหรือความกลัว แต่เราสามารถนำทุกความห่วงใยและความกังวลมาหาพระเจ้า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:6-7)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะกำลังเพลิดเพลินกับวันที่แสงแดดสดใส หรือถูกลมพายุหรือพายุแห่งชีวิตพัดโหมกระหน่ำก็ตาม ขอให้เราไม่ลืมที่จะหยุดเพื่ออธิษฐานในตลอดทั้งวัน</p>
<p><br><strong>คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการอธิษฐานตลอดทั้งวันได้อย่างไร ชีวิตการอธิษฐานของคุณเติบโตขึ้นอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ สามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ทุกเวลา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ [ ฟีลิปปี 4:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปี้กลายเป็นกระแสโด่งดังหลังเอ่ยคำพูดสั้นๆที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งระหว่างการพยากรณ์อากาศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2023 แมท ล็อบฮานกำลังติดตามพายุขนาดใหญ่เมื่อเขาตระหนักว่าพายุทอร์นาโดแห่งความหายนะนี้กำลังจะพัดถล่มเมืองอโมรี นั่นคือตอนที่ล็อบฮานหยุดการรายงานในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพื่อกล่าวคำอธิษฐานที่ได้ยินไปทั่วโลก “ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยพวกเขาด้วย อาเมน” ในภายหลังมีผู้ชมบางคนบอกว่าคำอธิษฐานนั้นกระตุ้นให้พวกเขาเร่งหาที่หลบภัย คำอธิษฐานที่เป็นธรรมชาติและจริงใจของเขาอาจได้ช่วยชีวิตคนไว้นับไม่ถ้วน</p>
<p>คำอธิษฐานของเราก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน คำอธิษฐานไม่จำเป็นต้องยืดยาว อาจสั้นๆใช้ถ้อยคำรื่นหูและสามารถพูดได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ทำงาน ทำธุระ หรือไปเที่ยวพักผ่อน เราก็สามารถ “อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” ได้ (1 ธส.5:17)</p>
<p>พระเจ้าพอพระทัยที่จะสดับฟังเราอธิษฐานตลอดทั้งวัน อัครทูตเปาโลเตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นทาสของความกังวลหรือความกลัว แต่เราสามารถนำทุกความห่วงใยและความกังวลมาหาพระเจ้า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:6-7)</p>
<p>ไม่ว่าเราจะกำลังเพลิดเพลินกับวันที่แสงแดดสดใส หรือถูกลมพายุหรือพายุแห่งชีวิตพัดโหมกระหน่ำก็ตาม ขอให้เราไม่ลืมที่จะหยุดเพื่ออธิษฐานในตลอดทั้งวัน</p>
<p><br><strong>คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการอธิษฐานตลอดทั้งวันได้อย่างไร ชีวิตการอธิษฐานของคุณเติบโตขึ้นอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ สามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ทุกเวลา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 28 Oct 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5da654e5/607d5c1a.mp3" length="12950275" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>810</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ [ ฟีลิปปี 4:6 ]

นักอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปี้กลายเป็นกระแสโด่งดังหลังเอ่ยคำพูดสั้นๆที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งระหว่างการพยากรณ์อากาศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2023 แมท ล็อบฮานกำลังติดตามพายุขนาดใหญ่เมื่อเขาตระหนักว่าพายุทอร์นาโดแห่งความหายนะนี้กำลังจะพัดถล่มเมืองอโมรี นั่นคือตอนที่ล็อบฮานหยุดการรายงานในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เพื่อกล่าวคำอธิษฐานที่ได้ยินไปทั่วโลก “ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยพวกเขาด้วย อาเมน” ในภายหลังมีผู้ชมบางคนบอกว่าคำอธิษฐานนั้นกระตุ้นให้พวกเขาเร่งหาที่หลบภัย คำอธิษฐานที่เป็นธรรมชาติและจริงใจของเขาอาจได้ช่วยชีวิตคนไว้นับไม่ถ้วน
คำอธิษฐานของเราก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน คำอธิษฐานไม่จำเป็นต้องยืดยาว อาจสั้นๆใช้ถ้อยคำรื่นหูและสามารถพูดได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ทำงาน ทำธุระ หรือไปเที่ยวพักผ่อน เราก็สามารถ “อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” ได้ (1 ธส.5:17)
พระเจ้าพอพระทัยที่จะสดับฟังเราอธิษฐานตลอดทั้งวัน อัครทูตเปาโลเตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นทาสของความกังวลหรือความกลัว แต่เราสามารถนำทุกความห่วงใยและความกังวลมาหาพระเจ้า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:6-7)
ไม่ว่าเราจะกำลังเพลิดเพลินกับวันที่แสงแดดสดใส หรือถูกลมพายุหรือพายุแห่งชีวิตพัดโหมกระหน่ำก็ตาม ขอให้เราไม่ลืมที่จะหยุดเพื่ออธิษฐานในตลอดทั้งวัน
คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการอธิษฐานตลอดทั้งวันได้อย่างไร ชีวิตการอธิษฐานของคุณเติบโตขึ้นอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ สามารถอธิษฐานต่อพระองค์ได้ทุกเวลา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ [ ฟีลิปปี 4:6 ]

นักอุตุนิยมวิทยาคนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปี้กลายเป็นกระแสโด่งดังหลังเอ่ยคำพูดสั้นๆที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งระหว่างการพยากรณ์อากาศเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2023 </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กำจัดสัมภาระ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>กำจัดสัมภาระ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">da54cbf5-605f-41a6-95ee-895394796d31</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a3f90758</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ[ยาโคบ]กอด...เขา [ ปฐมกาล 33:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันเรียนเกี่ยวกับงานเขียนของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์เป็นเวลาหนึ่งเทอมในมหาวิทยาลัย วิชานี้ต้องใช้หนังสือเรียนเล่มใหญ่ซึ่งบันทึกงานเขียนทุกชิ้นของเชคสเปียร์เอาไว้ หนังสือหนักหลายกิโลกรัมและฉันต้องแบกมันครั้งละหลายชั่วโมง การแบกของหนักไปมาทำให้ปวดหลัง และในที่สุดก็ทำให้ตัวล็อกโลหะบนกระเป๋าหนังสือของฉันพัง!</p>
<p>ของบางอย่างก็หนักเกินกว่าที่เราจะแบกไหว เช่น ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่จากความเจ็บปวดในอดีต ซึ่งอาจกดทับเราด้วยความขมขื่นและความเกลียดชัง แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีอิสรภาพโดยการให้อภัยผู้อื่น และเมื่อถึงเวลาที่เป็นไปได้ก็ให้คืนดีกับพวกเขา (คส.3:13) ยิ่งความเจ็บปวดฝังลึกเท่าไรก็ยิ่งใช้เวลานานเท่านั้น แต่นั่นไม่เป็นไร เอซาวยังต้องใช้เวลาหลายปีในการให้อภัยยาโคบที่ขโมยสิทธิบุตรหัวปีและคำอวยพรของเขาไป (ปฐก.27:36)</p>
<p>ในที่สุดเมื่อทั้งสองได้กลับมาพบกันอีก เอซาวได้ให้อภัยน้องชายของเขาด้วยความยินดี และแม้กระทั่ง “กอด...เขา” (33:4) ไม่มีการแลกเปลี่ยนคำพูดใดๆก่อนที่ทั้งคู่จะร้องไห้ เมื่อเวลาผ่านไปเอซาวก็ละวางความโกรธแค้นที่ทำให้เขาคิดจะฆ่าน้อง (27:41) และตลอดหลายปีที่ผ่านมายาโคบก็มีโอกาสได้เห็นว่าท่านทำร้ายพี่ชายของตนมากเพียงใด ท่านถ่อมตัวและให้เกียรติในตลอดการได้พบกันอีกครั้ง (33:8-11)</p>
<p>ในที่สุดพี่น้องคู่นี้ก็มาถึงจุดที่ไม่ต้องการอะไรจากอีกฝ่าย (ข้อ 9, 15) การให้อภัย ได้รับการอภัย และหลุดพ้นจากภาระหนักอึ้งในอดีตนั้นก็เพียงพอแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความผิดประเภทใดที่คุณให้อภัยได้ยากที่สุด การให้อภัยผู้อื่นสะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของคุณกับพระบิดาในสวรรค์อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ หลุดพ้นจากความขมขื่นและความโกรธเคือง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ[ยาโคบ]กอด...เขา [ ปฐมกาล 33:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันเรียนเกี่ยวกับงานเขียนของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์เป็นเวลาหนึ่งเทอมในมหาวิทยาลัย วิชานี้ต้องใช้หนังสือเรียนเล่มใหญ่ซึ่งบันทึกงานเขียนทุกชิ้นของเชคสเปียร์เอาไว้ หนังสือหนักหลายกิโลกรัมและฉันต้องแบกมันครั้งละหลายชั่วโมง การแบกของหนักไปมาทำให้ปวดหลัง และในที่สุดก็ทำให้ตัวล็อกโลหะบนกระเป๋าหนังสือของฉันพัง!</p>
<p>ของบางอย่างก็หนักเกินกว่าที่เราจะแบกไหว เช่น ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่จากความเจ็บปวดในอดีต ซึ่งอาจกดทับเราด้วยความขมขื่นและความเกลียดชัง แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีอิสรภาพโดยการให้อภัยผู้อื่น และเมื่อถึงเวลาที่เป็นไปได้ก็ให้คืนดีกับพวกเขา (คส.3:13) ยิ่งความเจ็บปวดฝังลึกเท่าไรก็ยิ่งใช้เวลานานเท่านั้น แต่นั่นไม่เป็นไร เอซาวยังต้องใช้เวลาหลายปีในการให้อภัยยาโคบที่ขโมยสิทธิบุตรหัวปีและคำอวยพรของเขาไป (ปฐก.27:36)</p>
<p>ในที่สุดเมื่อทั้งสองได้กลับมาพบกันอีก เอซาวได้ให้อภัยน้องชายของเขาด้วยความยินดี และแม้กระทั่ง “กอด...เขา” (33:4) ไม่มีการแลกเปลี่ยนคำพูดใดๆก่อนที่ทั้งคู่จะร้องไห้ เมื่อเวลาผ่านไปเอซาวก็ละวางความโกรธแค้นที่ทำให้เขาคิดจะฆ่าน้อง (27:41) และตลอดหลายปีที่ผ่านมายาโคบก็มีโอกาสได้เห็นว่าท่านทำร้ายพี่ชายของตนมากเพียงใด ท่านถ่อมตัวและให้เกียรติในตลอดการได้พบกันอีกครั้ง (33:8-11)</p>
<p>ในที่สุดพี่น้องคู่นี้ก็มาถึงจุดที่ไม่ต้องการอะไรจากอีกฝ่าย (ข้อ 9, 15) การให้อภัย ได้รับการอภัย และหลุดพ้นจากภาระหนักอึ้งในอดีตนั้นก็เพียงพอแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความผิดประเภทใดที่คุณให้อภัยได้ยากที่สุด การให้อภัยผู้อื่นสะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของคุณกับพระบิดาในสวรรค์อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ หลุดพ้นจากความขมขื่นและความโกรธเคือง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 27 Oct 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a3f90758/4a865c87.mp3" length="11771387" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>​เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ[ยาโคบ]กอด...เขา [ ปฐมกาล 33:4 ]

ฉันเรียนเกี่ยวกับงานเขียนของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์เป็นเวลาหนึ่งเทอมในมหาวิทยาลัย วิชานี้ต้องใช้หนังสือเรียนเล่มใหญ่ซึ่งบันทึกงานเขียนทุกชิ้นของเชคสเปียร์เอาไว้ หนังสือหนักหลายกิโลกรัมและฉันต้องแบกมันครั้งละหลายชั่วโมง การแบกของหนักไปมาทำให้ปวดหลัง และในที่สุดก็ทำให้ตัวล็อกโลหะบนกระเป๋าหนังสือของฉันพัง!
ของบางอย่างก็หนักเกินกว่าที่เราจะแบกไหว เช่น ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่จากความเจ็บปวดในอดีต ซึ่งอาจกดทับเราด้วยความขมขื่นและความเกลียดชัง แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีอิสรภาพโดยการให้อภัยผู้อื่น และเมื่อถึงเวลาที่เป็นไปได้ก็ให้คืนดีกับพวกเขา (คส.3:13) ยิ่งความเจ็บปวดฝังลึกเท่าไรก็ยิ่งใช้เวลานานเท่านั้น แต่นั่นไม่เป็นไร เอซาวยังต้องใช้เวลาหลายปีในการให้อภัยยาโคบที่ขโมยสิทธิบุตรหัวปีและคำอวยพรของเขาไป (ปฐก.27:36)
ในที่สุดเมื่อทั้งสองได้กลับมาพบกันอีก เอซาวได้ให้อภัยน้องชายของเขาด้วยความยินดี และแม้กระทั่ง “กอด...เขา” (33:4) ไม่มีการแลกเปลี่ยนคำพูดใดๆก่อนที่ทั้งคู่จะร้องไห้ เมื่อเวลาผ่านไปเอซาวก็ละวางความโกรธแค้นที่ทำให้เขาคิดจะฆ่าน้อง (27:41) และตลอดหลายปีที่ผ่านมายาโคบก็มีโอกาสได้เห็นว่าท่านทำร้ายพี่ชายของตนมากเพียงใด ท่านถ่อมตัวและให้เกียรติในตลอดการได้พบกันอีกครั้ง (33:8-11)
ในที่สุดพี่น้องคู่นี้ก็มาถึงจุดที่ไม่ต้องการอะไรจากอีกฝ่าย (ข้อ 9, 15) การให้อภัย ได้รับการอภัย และหลุดพ้นจากภาระหนักอึ้งในอดีตนั้นก็เพียงพอแล้ว

ความผิดประเภทใดที่คุณให้อภัยได้ยากที่สุด การให้อภัยผู้อื่นสะท้อนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของคุณกับพระบิดาในสวรรค์อย่างไร

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ หลุดพ้นจากความขมขื่นและความโกรธเคือง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ[ยาโคบ]กอด...เขา [ ปฐมกาล 33:4 ]

ฉันเรียนเกี่ยวกับงานเขียนของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์เป็นเวลาหนึ่งเทอมในมหาวิทยาลัย วิชานี้ต้องใช้หนังสือเรียนเล่มใหญ่ซึ่งบันทึกงานเขียนทุกชิ้นของเชคสเปียร์เอาไว้ หนังสือหนักหลายกิโลกรัมและฉันต้องแบกมันคร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บังเกิดใหม่หรือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บังเกิดใหม่หรือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f4043d46-365f-4a2e-98f3-8d0bffaab4a6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/626bb366</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำ และพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ [ ยอห์น 3:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“บังเกิดใหม่หรือ มันหมายความว่าอะไร” ผู้จัดการพิธีศพถาม “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน” บุตรชายของพ่อผู้ล่วงลับจึงฉวยโอกาสอธิบายความหมายของคำนี้โดยใช้ข้อความจากยอห์นบทที่ 3</p>
<p>“คำนี้มาจากความจริงที่ว่าเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้เพียงครั้งเดียว” เขากล่าว “พระเจ้าไม่ได้ใช้ตราชั่งวิเศษเพื่อชั่งน้ำหนักความดีเทียบกับความชั่วของเรา พระเจ้าทรงต้องการให้เราเกิดจากพระวิญญาณ” เขาพูดต่อ “จึงเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงชดใช้ความบาปของเราและทรงทำให้เราสามารถมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง”</p>
<p>ในยอห์นบทที่ 3 นิโคเดมัสเริ่มสงสัยว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจทุกอย่างจริงหรือไม่ เขาเป็นครูที่ผ่านการอบรมคนหนึ่งในพระคัมภีร์ (ข้อ 1) ที่เห็นว่าพระเยซูทรงแตกต่างและคำสอนของพระองค์มีสิทธิอำนาจ (ข้อ 2) เขาต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองจึงไปพบพระคริสต์ในคืนหนึ่งเพื่อไขข้อข้องใจ นิโคเดมัสคงได้ยอมรับพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า “ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่” (ข้อ 7) และเชื่อเช่นนั้น เพราะเขาช่วยเตรียมพระศพขององค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อนำไปฝังหลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (19:39)</p>
<p>ผู้จัดการพิธีศพรับปากว่าจะกลับบ้านไปอ่านพระกิตติคุณยอห์นบทที่สาม ขอให้เราเป็นเหมือนกับบุตรชายผู้นี้ ที่จะสะสมพระดำรัสของพระเยซูไว้ในใจและแบ่งปันแก่ผู้อื่นขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>การบังเกิดใหม่มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณจะแบ่งปันความหมายของการบังเกิดใหม่กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์บังเกิดใหม่ ขอพระวิญญาณของพระองค์เคลื่อนไหวในจิตใจของผู้ที่ ข้าพระองค์ได้แบ่งปันถึงความจำเป็นของการบังเกิดใหม่ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำ และพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ [ ยอห์น 3:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“บังเกิดใหม่หรือ มันหมายความว่าอะไร” ผู้จัดการพิธีศพถาม “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน” บุตรชายของพ่อผู้ล่วงลับจึงฉวยโอกาสอธิบายความหมายของคำนี้โดยใช้ข้อความจากยอห์นบทที่ 3</p>
<p>“คำนี้มาจากความจริงที่ว่าเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้เพียงครั้งเดียว” เขากล่าว “พระเจ้าไม่ได้ใช้ตราชั่งวิเศษเพื่อชั่งน้ำหนักความดีเทียบกับความชั่วของเรา พระเจ้าทรงต้องการให้เราเกิดจากพระวิญญาณ” เขาพูดต่อ “จึงเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงชดใช้ความบาปของเราและทรงทำให้เราสามารถมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง”</p>
<p>ในยอห์นบทที่ 3 นิโคเดมัสเริ่มสงสัยว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจทุกอย่างจริงหรือไม่ เขาเป็นครูที่ผ่านการอบรมคนหนึ่งในพระคัมภีร์ (ข้อ 1) ที่เห็นว่าพระเยซูทรงแตกต่างและคำสอนของพระองค์มีสิทธิอำนาจ (ข้อ 2) เขาต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองจึงไปพบพระคริสต์ในคืนหนึ่งเพื่อไขข้อข้องใจ นิโคเดมัสคงได้ยอมรับพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า “ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่” (ข้อ 7) และเชื่อเช่นนั้น เพราะเขาช่วยเตรียมพระศพขององค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อนำไปฝังหลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (19:39)</p>
<p>ผู้จัดการพิธีศพรับปากว่าจะกลับบ้านไปอ่านพระกิตติคุณยอห์นบทที่สาม ขอให้เราเป็นเหมือนกับบุตรชายผู้นี้ ที่จะสะสมพระดำรัสของพระเยซูไว้ในใจและแบ่งปันแก่ผู้อื่นขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>การบังเกิดใหม่มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณจะแบ่งปันความหมายของการบังเกิดใหม่กับผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์บังเกิดใหม่ ขอพระวิญญาณของพระองค์เคลื่อนไหวในจิตใจของผู้ที่ ข้าพระองค์ได้แบ่งปันถึงความจำเป็นของการบังเกิดใหม่ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 26 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/626bb366/e849f587.mp3" length="10399361" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>650</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำ และพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ [ ยอห์น 3:5 ]

“บังเกิดใหม่หรือ มันหมายความว่าอะไร” ผู้จัดการพิธีศพถาม “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน” บุตรชายของพ่อผู้ล่วงลับจึงฉวยโอกาสอธิบายความหมายของคำนี้โดยใช้ข้อความจากยอห์นบทที่ 3
“คำนี้มาจากความจริงที่ว่าเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้เพียงครั้งเดียว” เขากล่าว “พระเจ้าไม่ได้ใช้ตราชั่งวิเศษเพื่อชั่งน้ำหนักความดีเทียบกับความชั่วของเรา พระเจ้าทรงต้องการให้เราเกิดจากพระวิญญาณ” เขาพูดต่อ “จึงเป็นเหตุให้พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงชดใช้ความบาปของเราและทรงทำให้เราสามารถมีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง”
ในยอห์นบทที่ 3 นิโคเดมัสเริ่มสงสัยว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจทุกอย่างจริงหรือไม่ เขาเป็นครูที่ผ่านการอบรมคนหนึ่งในพระคัมภีร์ (ข้อ 1) ที่เห็นว่าพระเยซูทรงแตกต่างและคำสอนของพระองค์มีสิทธิอำนาจ (ข้อ 2) เขาต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองจึงไปพบพระคริสต์ในคืนหนึ่งเพื่อไขข้อข้องใจ นิโคเดมัสคงได้ยอมรับพระดำรัสของพระเยซูที่ว่า “ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่” (ข้อ 7) และเชื่อเช่นนั้น เพราะเขาช่วยเตรียมพระศพขององค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อนำไปฝังหลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน (19:39)
ผู้จัดการพิธีศพรับปากว่าจะกลับบ้านไปอ่านพระกิตติคุณยอห์นบทที่สาม ขอให้เราเป็นเหมือนกับบุตรชายผู้นี้ ที่จะสะสมพระดำรัสของพระเยซูไว้ในใจและแบ่งปันแก่ผู้อื่นขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา

การบังเกิดใหม่มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ คุณจะแบ่งปันความหมายของการบังเกิดใหม่กับผู้อื่นอย่างไร

ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์บังเกิดใหม่ ขอพระวิญญาณของพระองค์เคลื่อนไหวในจิตใจของผู้ที่ ข้าพระองค์ได้แบ่งปันถึงความจำเป็นของการบังเกิดใหม่ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำ และพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ [ ยอห์น 3:5 ]

“บังเกิดใหม่หรือ มันหมายความว่าอะไร” ผู้จัดการพิธีศพถาม “ผมไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน” บุตรชายของพ่อผู้ล่วงลับจึงฉวยโอกาสอธิบายความหมา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังในพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความหวังในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e4aeabac-7123-4de6-ae8d-7072ea4e0778</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c7cdd186</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [ 2 โครินธ์ 5:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เจเรมี่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร เมื่อเขาไปถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหลักสูตรสามปีและขอห้องที่ถูกที่สุดที่มีในหอพัก “มันเลวร้ายมาก” เขาเล่า “ห้องพักและห้องน้ำแย่มาก” แต่เขามีเงินไม่มากและมีทางเลือกน้อยนิด “ทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้” เขาบอก “คือการคิดว่า ผมมีบ้านดีๆที่จะกลับไปในอีกสามปีข้างหน้า ดังนั้นผมจะอยู่กับสิ่งนี้และใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดที่นี่”</p>
<p>เรื่องราวของเจเรมี่สะท้อนถึงความท้าทายในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตใน “เรือนดิน” คือร่างกายมนุษย์ที่ต้องตาย (2 คร.5:1) ซึ่งอาศัยในโลกที่กำลังล่วงไป (1 ยน.2:17) ดังนั้นเราจึง “ครวญคร่ำเป็นทุกข์” (2 คร.5:4) ขณะดิ้นรนเพื่อรับมือกับความยากลำบากมากมายของชีวิตที่ถาโถมเข้าใส่เรา</p>
<p>สิ่งที่ทำให้เราดำเนินต่อไปได้คือความหวังอันแน่นอนว่าวันหนึ่งเราจะมี “กายใหม่” (ข้อ 4) คือร่างกายที่ฟื้นขึ้นใหม่และเป็นอมตะ และอาศัยอยู่ในโลกที่ปราศจากการคร่ำครวญและความอนิจจัง (รม.8:19-22) อย่างในปัจจุบัน ความหวังนี้ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พระเจ้าประทานด้วยความรักให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พระองค์ยังทรงช่วยให้เราสามารถใช้ของประทานและความสามารถที่พระองค์ประทานให้ได้ เพื่อเราจะสามารถรับใช้พระองค์และผู้อื่น และนั่นจึงเป็นเหตุให้ “เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์” (2 คร.5:9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะเริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการเตือนตัวเองถึงความหวัง ที่คุณมีเพราะพระเจ้าได้อย่างไร คุณจะหนุนใจผู้อื่นด้วยความหวังนี้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ตั้งตารอที่จะได้อยู่กับพระองค์ ในบ้านบนสวรรค์ของพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับพระสัญญา และกำลังที่ความหวังนี้ได้มอบแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [ 2 โครินธ์ 5:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เจเรมี่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร เมื่อเขาไปถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหลักสูตรสามปีและขอห้องที่ถูกที่สุดที่มีในหอพัก “มันเลวร้ายมาก” เขาเล่า “ห้องพักและห้องน้ำแย่มาก” แต่เขามีเงินไม่มากและมีทางเลือกน้อยนิด “ทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้” เขาบอก “คือการคิดว่า ผมมีบ้านดีๆที่จะกลับไปในอีกสามปีข้างหน้า ดังนั้นผมจะอยู่กับสิ่งนี้และใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดที่นี่”</p>
<p>เรื่องราวของเจเรมี่สะท้อนถึงความท้าทายในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตใน “เรือนดิน” คือร่างกายมนุษย์ที่ต้องตาย (2 คร.5:1) ซึ่งอาศัยในโลกที่กำลังล่วงไป (1 ยน.2:17) ดังนั้นเราจึง “ครวญคร่ำเป็นทุกข์” (2 คร.5:4) ขณะดิ้นรนเพื่อรับมือกับความยากลำบากมากมายของชีวิตที่ถาโถมเข้าใส่เรา</p>
<p>สิ่งที่ทำให้เราดำเนินต่อไปได้คือความหวังอันแน่นอนว่าวันหนึ่งเราจะมี “กายใหม่” (ข้อ 4) คือร่างกายที่ฟื้นขึ้นใหม่และเป็นอมตะ และอาศัยอยู่ในโลกที่ปราศจากการคร่ำครวญและความอนิจจัง (รม.8:19-22) อย่างในปัจจุบัน ความหวังนี้ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พระเจ้าประทานด้วยความรักให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พระองค์ยังทรงช่วยให้เราสามารถใช้ของประทานและความสามารถที่พระองค์ประทานให้ได้ เพื่อเราจะสามารถรับใช้พระองค์และผู้อื่น และนั่นจึงเป็นเหตุให้ “เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์” (2 คร.5:9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะเริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการเตือนตัวเองถึงความหวัง ที่คุณมีเพราะพระเจ้าได้อย่างไร คุณจะหนุนใจผู้อื่นด้วยความหวังนี้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ตั้งตารอที่จะได้อยู่กับพระองค์ ในบ้านบนสวรรค์ของพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับพระสัญญา และกำลังที่ความหวังนี้ได้มอบแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 25 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c7cdd186/e406f4dc.mp3" length="11021061" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [ 2 โครินธ์ 5:9 ]

เจเรมี่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร เมื่อเขาไปถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหลักสูตรสามปีและขอห้องที่ถูกที่สุดที่มีในหอพัก “มันเลวร้ายมาก” เขาเล่า “ห้องพักและห้องน้ำแย่มาก” แต่เขามีเงินไม่มากและมีทางเลือกน้อยนิด “ทั้งหมดที่ผมสามารถทำได้” เขาบอก “คือการคิดว่า ผมมีบ้านดีๆที่จะกลับไปในอีกสามปีข้างหน้า ดังนั้นผมจะอยู่กับสิ่งนี้และใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดที่นี่”
เรื่องราวของเจเรมี่สะท้อนถึงความท้าทายในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตใน “เรือนดิน” คือร่างกายมนุษย์ที่ต้องตาย (2 คร.5:1) ซึ่งอาศัยในโลกที่กำลังล่วงไป (1 ยน.2:17) ดังนั้นเราจึง “ครวญคร่ำเป็นทุกข์” (2 คร.5:4) ขณะดิ้นรนเพื่อรับมือกับความยากลำบากมากมายของชีวิตที่ถาโถมเข้าใส่เรา
สิ่งที่ทำให้เราดำเนินต่อไปได้คือความหวังอันแน่นอนว่าวันหนึ่งเราจะมี “กายใหม่” (ข้อ 4) คือร่างกายที่ฟื้นขึ้นใหม่และเป็นอมตะ และอาศัยอยู่ในโลกที่ปราศจากการคร่ำครวญและความอนิจจัง (รม.8:19-22) อย่างในปัจจุบัน ความหวังนี้ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันที่พระเจ้าประทานด้วยความรักให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พระองค์ยังทรงช่วยให้เราสามารถใช้ของประทานและความสามารถที่พระองค์ประทานให้ได้ เพื่อเราจะสามารถรับใช้พระองค์และผู้อื่น และนั่นจึงเป็นเหตุให้ “เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์” (2 คร.5:9)

คุณจะเริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการเตือนตัวเองถึงความหวัง ที่คุณมีเพราะพระเจ้าได้อย่างไร คุณจะหนุนใจผู้อื่นด้วยความหวังนี้ได้อย่างไร

ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ตั้งตารอที่จะได้อยู่กับพระองค์ ในบ้านบนสวรรค์ของพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับพระสัญญา และกำลังที่ความหวังนี้ได้มอบแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราตั้งเป้าของเราว่า จะอยู่ในกายนี้ก็ดีหรือไม่อยู่ก็ดี เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ [ 2 โครินธ์ 5:9 ]

เจเรมี่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องเจอเข้ากับอะไร เมื่อเขาไปถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนหลักสูตรสามปีและขอห้องที่ถูกที่สุดที่มีในหอพัก “มันเลวร้ายมา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วิ่งหนีจากพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วิ่งหนีจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cb942fe1-2fe5-4f59-b86c-97076068e86d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7d9bdcee</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ [ โยนาห์ 2:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จูลี่และลิซพายเรือคายัคออกนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเพื่อมองหาวาฬหลังค่อม เป็นที่รู้กันว่าวาฬหลังค่อมจะว่ายอยู่ใกล้ผิวน้ำ ทำให้มองเห็นพวกมันได้ง่าย หญิงสองคนนี้ต้องพบกับเรื่องประหลาดใจที่สุดในชีวิตเมื่อวาฬตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำใต้เรือของพวกเธอพอดี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจับภาพการเผชิญหน้าซึ่งแสดงให้เห็นปากวาฬขนาดใหญ่ที่กำลังฮุบพวกเธอและเรือคายัค หลังจากจมหายลงไปใต้น้ำครู่หนึ่ง พวกเธอก็หนีออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ</p>
<p>ประสบการณ์ของพวกเธอทำให้เห็นภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ของผู้เผยพระวจนะโยนาห์ที่ถูก “ปลามหึมา” ตัวหนึ่งกลืนเข้าไป” (ยนา.1:17) พระเจ้าทรงใช้ให้ท่านไปร้องกล่าวโทษชาวเมืองนีนะเวห์ แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธพระเจ้า โยนาห์จึงไม่รู้สึกว่าพวกเขาคู่ควรที่จะได้รับการอภัยจากพระองค์ แทนที่จะเชื่อฟังท่านกลับหนีและไปขึ้นเรือ พระเจ้าทรงให้เกิดพายุใหญ่ และท่านก็ถูกจับโยนลงไปในทะเล</p>
<p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางช่วยชีวิตโยนาห์ให้รอดจากท้องทะเลลึก ทรงไว้ชีวิตท่านจากผลการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าของท่าน โยนาห์ “ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า” และพระองค์ทรงฟัง (2:2) หลังจากที่โยนาห์ยอมรับผิดและแสดงออกถึงการสรรเสริญและรับรู้ถึงความประเสริฐของพระเจ้า พระเจ้าจึงตรัสสั่งให้ปลาสำรอกท่าน “บนแผ่นดินแห้ง” (ข้อ 10)</p>
<p>โดยพระคุณของพระเจ้า เมื่อเรายอมรับในความบาปที่มีและสำแดงความเชื่อในการเสียสละของพระเยซู เราก็รอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณที่เราสมควรจะได้รับ และได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณได้เคย “วิ่งหนี” จากพระเจ้า คุณได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซูอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ยอมรับการกระทำที่ผิดบาปของข้าพระองค์ และขอบพระคุณพระองค์ที่ประทานชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซูแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ [ โยนาห์ 2:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จูลี่และลิซพายเรือคายัคออกนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเพื่อมองหาวาฬหลังค่อม เป็นที่รู้กันว่าวาฬหลังค่อมจะว่ายอยู่ใกล้ผิวน้ำ ทำให้มองเห็นพวกมันได้ง่าย หญิงสองคนนี้ต้องพบกับเรื่องประหลาดใจที่สุดในชีวิตเมื่อวาฬตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำใต้เรือของพวกเธอพอดี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจับภาพการเผชิญหน้าซึ่งแสดงให้เห็นปากวาฬขนาดใหญ่ที่กำลังฮุบพวกเธอและเรือคายัค หลังจากจมหายลงไปใต้น้ำครู่หนึ่ง พวกเธอก็หนีออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ</p>
<p>ประสบการณ์ของพวกเธอทำให้เห็นภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ของผู้เผยพระวจนะโยนาห์ที่ถูก “ปลามหึมา” ตัวหนึ่งกลืนเข้าไป” (ยนา.1:17) พระเจ้าทรงใช้ให้ท่านไปร้องกล่าวโทษชาวเมืองนีนะเวห์ แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธพระเจ้า โยนาห์จึงไม่รู้สึกว่าพวกเขาคู่ควรที่จะได้รับการอภัยจากพระองค์ แทนที่จะเชื่อฟังท่านกลับหนีและไปขึ้นเรือ พระเจ้าทรงให้เกิดพายุใหญ่ และท่านก็ถูกจับโยนลงไปในทะเล</p>
<p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางช่วยชีวิตโยนาห์ให้รอดจากท้องทะเลลึก ทรงไว้ชีวิตท่านจากผลการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าของท่าน โยนาห์ “ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า” และพระองค์ทรงฟัง (2:2) หลังจากที่โยนาห์ยอมรับผิดและแสดงออกถึงการสรรเสริญและรับรู้ถึงความประเสริฐของพระเจ้า พระเจ้าจึงตรัสสั่งให้ปลาสำรอกท่าน “บนแผ่นดินแห้ง” (ข้อ 10)</p>
<p>โดยพระคุณของพระเจ้า เมื่อเรายอมรับในความบาปที่มีและสำแดงความเชื่อในการเสียสละของพระเยซู เราก็รอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณที่เราสมควรจะได้รับ และได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณได้เคย “วิ่งหนี” จากพระเจ้า คุณได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซูอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ยอมรับการกระทำที่ผิดบาปของข้าพระองค์ และขอบพระคุณพระองค์ที่ประทานชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซูแก่ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 24 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7d9bdcee/4aaa4d51.mp3" length="11349765" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>710</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ [ โยนาห์ 2:2 ]

จูลี่และลิซพายเรือคายัคออกนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเพื่อมองหาวาฬหลังค่อม เป็นที่รู้กันว่าวาฬหลังค่อมจะว่ายอยู่ใกล้ผิวน้ำ ทำให้มองเห็นพวกมันได้ง่าย หญิงสองคนนี้ต้องพบกับเรื่องประหลาดใจที่สุดในชีวิตเมื่อวาฬตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำใต้เรือของพวกเธอพอดี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจับภาพการเผชิญหน้าซึ่งแสดงให้เห็นปากวาฬขนาดใหญ่ที่กำลังฮุบพวกเธอและเรือคายัค หลังจากจมหายลงไปใต้น้ำครู่หนึ่ง พวกเธอก็หนีออกมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ
ประสบการณ์ของพวกเธอทำให้เห็นภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ของผู้เผยพระวจนะโยนาห์ที่ถูก “ปลามหึมา” ตัวหนึ่งกลืนเข้าไป” (ยนา.1:17) พระเจ้าทรงใช้ให้ท่านไปร้องกล่าวโทษชาวเมืองนีนะเวห์ แต่เพราะพวกเขาปฏิเสธพระเจ้า โยนาห์จึงไม่รู้สึกว่าพวกเขาคู่ควรที่จะได้รับการอภัยจากพระองค์ แทนที่จะเชื่อฟังท่านกลับหนีและไปขึ้นเรือ พระเจ้าทรงให้เกิดพายุใหญ่ และท่านก็ถูกจับโยนลงไปในทะเล
พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางช่วยชีวิตโยนาห์ให้รอดจากท้องทะเลลึก ทรงไว้ชีวิตท่านจากผลการกระทำที่เลวร้ายยิ่งกว่าของท่าน โยนาห์ “ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า” และพระองค์ทรงฟัง (2:2) หลังจากที่โยนาห์ยอมรับผิดและแสดงออกถึงการสรรเสริญและรับรู้ถึงความประเสริฐของพระเจ้า พระเจ้าจึงตรัสสั่งให้ปลาสำรอกท่าน “บนแผ่นดินแห้ง” (ข้อ 10)
โดยพระคุณของพระเจ้า เมื่อเรายอมรับในความบาปที่มีและสำแดงความเชื่อในการเสียสละของพระเยซู เราก็รอดพ้นจากความตายฝ่ายวิญญาณที่เราสมควรจะได้รับ และได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระองค์

เมื่อใดที่คุณได้เคย “วิ่งหนี” จากพระเจ้า คุณได้รับประสบการณ์ของชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซูอย่างไร

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ยอมรับการกระทำที่ผิดบาปของข้าพระองค์ และขอบพระคุณพระองค์ที่ประทานชีวิตใหม่ผ่านทางพระเยซูแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ [ โยนาห์ 2:2 ]

จูลี่และลิซพายเรือคายัคออกนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเพื่อมองหาวาฬหลังค่อม เป็นที่รู้กันว่าวาฬหลังค่อมจะว่ายอยู่ใกล้ผิวน้ำ ทำให้มองเห็นพวกมันได้ง่าย หญิงสองคนนี้ต้องพบกับเรื่อง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อาหารสำหรับผู้ที่หิว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อาหารสำหรับผู้ที่หิว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">077208fa-27fd-4ea5-8bf5-3ac59375af29</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2da5acde</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ไม่ใช่การที่จะปันอาหารของเจ้าให้กับผู้หิว และนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านของเจ้า...ดอกหรือ [ อิสยาห์ 58:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีที่กลุ่มประเทศทางภาคตะวันออกในบริเวณที่เรียกว่าจะงอยแอฟริกาต้องทนทุกข์จากภัยแล้งอันโหดร้ายซึ่งทำลายพืชผล ทำให้ปศุสัตว์ล้มตาย และทำให้คนนับล้านตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีกในท่ามกลางประชากรที่อ่อนแอที่สุด เช่นผู้คนในค่ายผู้ลี้ภัยคาคูมาของเคนย่าที่หนีจากสงครามและการกดขี่ข่มเหง รายงานล่าสุดบรรยายถึงคุณแม่ยังสาวที่พาลูกน้อยไปหาเจ้าหน้าที่ค่าย ทารกน้อยทุกข์ทรมานจากภาวะขาดสารอาหารจนทำให้ “ผมและผิวหนังของเธอ...แห้งและเปราะ” เธอไม่ยิ้มและไม่ยอมกินอะไร ร่างเล็กๆของเธอกำลังจะหมดลม ผู้เชี่ยวชาญจึงเข้าช่วยเหลือทันที ยังดีที่แม้ว่าความต้องการยังคงมีมหาศาล แต่ก็ได้มีการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยชีวิต</p>
<p>สถานที่สิ้นหวังเหล่านี้เป็นที่ที่คนของพระเจ้าถูกเรียกให้ฉายแสงและสำแดงความรักของพระองค์ (อสย.58:8) เมื่อผู้คนอดอยาก เจ็บป่วย หรือถูกคุกคาม พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เป็นคนแรกที่จัดเตรียมอาหาร ยา และความปลอดภัยทั้งสิ้นในพระนามพระเยซู อิสยาห์ตำหนิคนอิสราเอลในอดีตที่คิดว่าพวกเขาสัตย์ซื่อกับการอดอาหารและอธิษฐาน แต่ละเลยการกระทำที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจเมื่อเกิดวิกฤติ เช่น การแบ่งปัน “อาหารของเจ้าให้กับผู้หิว” นำ “คนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้าน” และคลุมกาย “คนเปลือยกาย” (ข้อ 7)</p>
<p>พระเจ้าทรงปรารถนาให้ผู้ที่หิวได้รับอาหารทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ และพระองค์จะทรงทำงานในเราและผ่านทางเราในขณะที่พระองค์ทรงตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นความหิวโหยแบบใดบ้างรอบตัวคุณ พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้คุณมอบความช่วยเหลือในที่ใดบ้าง</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นส่วนหนึ่งในการที่พระองค์จะทรงนำอาหาร ความรัก และการปลอบโยน ไปสู่ผู้ที่หิวโหยและอยู่ในความทุกข์ยาก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ไม่ใช่การที่จะปันอาหารของเจ้าให้กับผู้หิว และนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านของเจ้า...ดอกหรือ [ อิสยาห์ 58:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลาหลายปีที่กลุ่มประเทศทางภาคตะวันออกในบริเวณที่เรียกว่าจะงอยแอฟริกาต้องทนทุกข์จากภัยแล้งอันโหดร้ายซึ่งทำลายพืชผล ทำให้ปศุสัตว์ล้มตาย และทำให้คนนับล้านตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีกในท่ามกลางประชากรที่อ่อนแอที่สุด เช่นผู้คนในค่ายผู้ลี้ภัยคาคูมาของเคนย่าที่หนีจากสงครามและการกดขี่ข่มเหง รายงานล่าสุดบรรยายถึงคุณแม่ยังสาวที่พาลูกน้อยไปหาเจ้าหน้าที่ค่าย ทารกน้อยทุกข์ทรมานจากภาวะขาดสารอาหารจนทำให้ “ผมและผิวหนังของเธอ...แห้งและเปราะ” เธอไม่ยิ้มและไม่ยอมกินอะไร ร่างเล็กๆของเธอกำลังจะหมดลม ผู้เชี่ยวชาญจึงเข้าช่วยเหลือทันที ยังดีที่แม้ว่าความต้องการยังคงมีมหาศาล แต่ก็ได้มีการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยชีวิต</p>
<p>สถานที่สิ้นหวังเหล่านี้เป็นที่ที่คนของพระเจ้าถูกเรียกให้ฉายแสงและสำแดงความรักของพระองค์ (อสย.58:8) เมื่อผู้คนอดอยาก เจ็บป่วย หรือถูกคุกคาม พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เป็นคนแรกที่จัดเตรียมอาหาร ยา และความปลอดภัยทั้งสิ้นในพระนามพระเยซู อิสยาห์ตำหนิคนอิสราเอลในอดีตที่คิดว่าพวกเขาสัตย์ซื่อกับการอดอาหารและอธิษฐาน แต่ละเลยการกระทำที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจเมื่อเกิดวิกฤติ เช่น การแบ่งปัน “อาหารของเจ้าให้กับผู้หิว” นำ “คนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้าน” และคลุมกาย “คนเปลือยกาย” (ข้อ 7)</p>
<p>พระเจ้าทรงปรารถนาให้ผู้ที่หิวได้รับอาหารทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ และพระองค์จะทรงทำงานในเราและผ่านทางเราในขณะที่พระองค์ทรงตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นความหิวโหยแบบใดบ้างรอบตัวคุณ พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้คุณมอบความช่วยเหลือในที่ใดบ้าง</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นส่วนหนึ่งในการที่พระองค์จะทรงนำอาหาร ความรัก และการปลอบโยน ไปสู่ผู้ที่หิวโหยและอยู่ในความทุกข์ยาก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 23 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2da5acde/a4ae3c95.mp3" length="11526795" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>721</itunes:duration>
      <itunes:summary>ไม่ใช่การที่จะปันอาหารของเจ้าให้กับผู้หิว และนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านของเจ้า...ดอกหรือ [ อิสยาห์ 58:7 ]

เป็นเวลาหลายปีที่กลุ่มประเทศทางภาคตะวันออกในบริเวณที่เรียกว่าจะงอยแอฟริกาต้องทนทุกข์จากภัยแล้งอันโหดร้ายซึ่งทำลายพืชผล ทำให้ปศุสัตว์ล้มตาย และทำให้คนนับล้านตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีกในท่ามกลางประชากรที่อ่อนแอที่สุด เช่นผู้คนในค่ายผู้ลี้ภัยคาคูมาของเคนย่าที่หนีจากสงครามและการกดขี่ข่มเหง รายงานล่าสุดบรรยายถึงคุณแม่ยังสาวที่พาลูกน้อยไปหาเจ้าหน้าที่ค่าย ทารกน้อยทุกข์ทรมานจากภาวะขาดสารอาหารจนทำให้ “ผมและผิวหนังของเธอ...แห้งและเปราะ” เธอไม่ยิ้มและไม่ยอมกินอะไร ร่างเล็กๆของเธอกำลังจะหมดลม ผู้เชี่ยวชาญจึงเข้าช่วยเหลือทันที ยังดีที่แม้ว่าความต้องการยังคงมีมหาศาล แต่ก็ได้มีการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยชีวิต
สถานที่สิ้นหวังเหล่านี้เป็นที่ที่คนของพระเจ้าถูกเรียกให้ฉายแสงและสำแดงความรักของพระองค์ (อสย.58:8) เมื่อผู้คนอดอยาก เจ็บป่วย หรือถูกคุกคาม พระเจ้าทรงเรียกประชากรของพระองค์ให้เป็นคนแรกที่จัดเตรียมอาหาร ยา และความปลอดภัยทั้งสิ้นในพระนามพระเยซู อิสยาห์ตำหนิคนอิสราเอลในอดีตที่คิดว่าพวกเขาสัตย์ซื่อกับการอดอาหารและอธิษฐาน แต่ละเลยการกระทำที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจเมื่อเกิดวิกฤติ เช่น การแบ่งปัน “อาหารของเจ้าให้กับผู้หิว” นำ “คนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้าน” และคลุมกาย “คนเปลือยกาย” (ข้อ 7)
พระเจ้าทรงปรารถนาให้ผู้ที่หิวได้รับอาหารทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ และพระองค์จะทรงทำงานในเราและผ่านทางเราในขณะที่พระองค์ทรงตอบสนองความต้องการของคนเหล่านั้น

คุณเห็นความหิวโหยแบบใดบ้างรอบตัวคุณ พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้คุณมอบความช่วยเหลือในที่ใดบ้าง

ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นส่วนหนึ่งในการที่พระองค์จะทรงนำอาหาร ความรัก และการปลอบโยน ไปสู่ผู้ที่หิวโหยและอยู่ในความทุกข์ยาก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ไม่ใช่การที่จะปันอาหารของเจ้าให้กับผู้หิว และนำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้านของเจ้า...ดอกหรือ [ อิสยาห์ 58:7 ]

เป็นเวลาหลายปีที่กลุ่มประเทศทางภาคตะวันออกในบริเวณที่เรียกว่าจะงอยแอฟริกาต้องทนทุกข์จากภัยแล้งอันโหดร้ายซึ่งทำลายพืชผล ทำให้ปศุสัตว์ล้มตาย และทำให</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bb6e799a-47a0-444e-9a54-6fc958a46d57</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dc5e2581</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป [ ยอห์น 14:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกเดินทางของเที่ยวบินจากเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า ไปยังนิวยอร์กซิตี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องสังเกตเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งกระวนกระวายและกังวลเกี่ยวกับการบินอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงนั่งลงตรงทางเดิน จับมือเธอไว้แล้วอธิบายแต่ละขั้นตอนในการบิน และให้ความมั่นใจว่าเธอจะปลอดภัย “เมื่อคุณขึ้นมาบนเครื่องบินแล้ว เรื่องของคุณต้องมาก่อน” เขากล่าว “และถ้าคุณรู้สึกไม่ดี ผมอยากจะอยู่ที่นั่นแล้วพูดว่า ‘เกิดอะไรขึ้นครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม’” การแสดงออกถึงความห่วงใยของเขานั้นทำให้เห็นภาพในสิ่งที่พระเยซูตรัสว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำเพื่อผู้เชื่อในพระองค์</p>
<p>การสิ้นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระคริสต์ เป็นสิ่งจำเป็นและส่งผลต่อการช่วยผู้คนให้พ้นจากบาป แต่ก็สร้างความสับสนทางอารมณ์และความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งในใจของเหล่าสาวกด้วย (ยน.14:1) ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งให้ทำพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ตามลำพัง พระองค์จะทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับพวกเขา เป็น “ผู้ช่วย [พวกเขา]...เพื่อจะได้อยู่กับ [พวกเขา] ตลอดไป” (ข้อ 16) พระวิญญาณจะทรงเป็นพยานถึงพระเยซูและเตือนพวกเขาถึงทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำและตรัส (ข้อ 26) พวกเขาจะได้รับ “ความหนุนใจจาก” พระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กจ.9:31)</p>
<p>ในชีวิตนี้เราทุกคนรวมถึงผู้เชื่อในพระคริสต์จะต้องเผชิญกับความสับสนทางอารมณ์ทั้งความกังวล ความกลัว และความโศกเศร้า แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าขณะที่พระองค์ไม่ได้อยู่กับเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสถิตอยู่เพื่อปลอบโยนเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>อะไรคือความหนักใจในชีวิตของคุณ คุณจะแสวงหาการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นำการปลอบโยนมาได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับการปลอบโยนและคำปรึกษาจากพระวิญญาณ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป [ ยอห์น 14:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกเดินทางของเที่ยวบินจากเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า ไปยังนิวยอร์กซิตี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องสังเกตเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งกระวนกระวายและกังวลเกี่ยวกับการบินอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงนั่งลงตรงทางเดิน จับมือเธอไว้แล้วอธิบายแต่ละขั้นตอนในการบิน และให้ความมั่นใจว่าเธอจะปลอดภัย “เมื่อคุณขึ้นมาบนเครื่องบินแล้ว เรื่องของคุณต้องมาก่อน” เขากล่าว “และถ้าคุณรู้สึกไม่ดี ผมอยากจะอยู่ที่นั่นแล้วพูดว่า ‘เกิดอะไรขึ้นครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม’” การแสดงออกถึงความห่วงใยของเขานั้นทำให้เห็นภาพในสิ่งที่พระเยซูตรัสว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำเพื่อผู้เชื่อในพระองค์</p>
<p>การสิ้นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระคริสต์ เป็นสิ่งจำเป็นและส่งผลต่อการช่วยผู้คนให้พ้นจากบาป แต่ก็สร้างความสับสนทางอารมณ์และความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งในใจของเหล่าสาวกด้วย (ยน.14:1) ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งให้ทำพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ตามลำพัง พระองค์จะทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับพวกเขา เป็น “ผู้ช่วย [พวกเขา]...เพื่อจะได้อยู่กับ [พวกเขา] ตลอดไป” (ข้อ 16) พระวิญญาณจะทรงเป็นพยานถึงพระเยซูและเตือนพวกเขาถึงทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำและตรัส (ข้อ 26) พวกเขาจะได้รับ “ความหนุนใจจาก” พระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กจ.9:31)</p>
<p>ในชีวิตนี้เราทุกคนรวมถึงผู้เชื่อในพระคริสต์จะต้องเผชิญกับความสับสนทางอารมณ์ทั้งความกังวล ความกลัว และความโศกเศร้า แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าขณะที่พระองค์ไม่ได้อยู่กับเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสถิตอยู่เพื่อปลอบโยนเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>อะไรคือความหนักใจในชีวิตของคุณ คุณจะแสวงหาการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นำการปลอบโยนมาได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับการปลอบโยนและคำปรึกษาจากพระวิญญาณ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 22 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc5e2581/8eaf5f32.mp3" length="12668829" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>792</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป [ ยอห์น 14:16 ]

ขณะตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกเดินทางของเที่ยวบินจากเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า ไปยังนิวยอร์กซิตี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องสังเกตเห็นผู้โดยสารคนหนึ่งกระวนกระวายและกังวลเกี่ยวกับการบินอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงนั่งลงตรงทางเดิน จับมือเธอไว้แล้วอธิบายแต่ละขั้นตอนในการบิน และให้ความมั่นใจว่าเธอจะปลอดภัย “เมื่อคุณขึ้นมาบนเครื่องบินแล้ว เรื่องของคุณต้องมาก่อน” เขากล่าว “และถ้าคุณรู้สึกไม่ดี ผมอยากจะอยู่ที่นั่นแล้วพูดว่า ‘เกิดอะไรขึ้นครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม’” การแสดงออกถึงความห่วงใยของเขานั้นทำให้เห็นภาพในสิ่งที่พระเยซูตรัสว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงทำเพื่อผู้เชื่อในพระองค์
การสิ้นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระคริสต์ เป็นสิ่งจำเป็นและส่งผลต่อการช่วยผู้คนให้พ้นจากบาป แต่ก็สร้างความสับสนทางอารมณ์และความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งในใจของเหล่าสาวกด้วย (ยน.14:1) ดังนั้นพระองค์จึงทรงให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งให้ทำพันธกิจของพระองค์ในโลกนี้ตามลำพัง พระองค์จะทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับพวกเขา เป็น “ผู้ช่วย [พวกเขา]...เพื่อจะได้อยู่กับ [พวกเขา] ตลอดไป” (ข้อ 16) พระวิญญาณจะทรงเป็นพยานถึงพระเยซูและเตือนพวกเขาถึงทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำและตรัส (ข้อ 26) พวกเขาจะได้รับ “ความหนุนใจจาก” พระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กจ.9:31)
ในชีวิตนี้เราทุกคนรวมถึงผู้เชื่อในพระคริสต์จะต้องเผชิญกับความสับสนทางอารมณ์ทั้งความกังวล ความกลัว และความโศกเศร้า แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าขณะที่พระองค์ไม่ได้อยู่กับเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสถิตอยู่เพื่อปลอบโยนเรา

อะไรคือความหนักใจในชีวิตของคุณ คุณจะแสวงหาการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่นำการปลอบโยนมาได้อย่างไร

ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับการปลอบโยนและคำปรึกษาจากพระวิญญาณ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป [ ยอห์น 14:16 ]

ขณะตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกเดินทางของเที่ยวบินจากเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า ไปยังนิวยอร์กซิตี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องสังเกตเห็นผู้โดยสา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เปลี่ยนแปลงจากภายใน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เปลี่ยนแปลงจากภายใน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aef13802-257c-49eb-bbfd-f4e2a9908f02</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1d9f0457</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้น เต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส [ มัทธิว 23:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พักอาศัยในสหราชอาณาจักรครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟได้ลุกไหม้อาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์ที่สูงยี่สิบสี่ชั้นในลอนดอนตะวันตก คร่าชีวิตผู้คนไปเจ็ดสิบคน การสอบสวนพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วคือแผ่นผนังที่ใช้ห่อหุ้มอาคารด้านนอกจากการบูรณะตึก แผ่นผนังนี้เป็นอะลูมิเนียมแต่ไส้ในเป็นพลาสติกที่ติดไฟได้ง่ายมาก</p>
<p>วัสดุอันตรายเช่นนี้ได้รับอนุญาตให้ขายและใช้ติดตั้งได้อย่างไร ผู้ขายผิดพลาดที่ไม่เปิดเผยข้อมูลผลทดสอบการป้องกันไฟที่ต่ำมาก และผู้ซื้อซึ่งถูกดึงดูดจากป้ายราคาถูกก็ผิดพลาดที่ไม่ใส่ใจสัญญาณเตือน แผ่นผนังที่แวววาวนี้ดูดีเมื่อมองจากภายนอก</p>
<p>คำพูดที่รุนแรงที่สุดของพระเยซูบางคำพุ่งเป้าไปที่ครูสอนศาสนาซึ่งพระองค์กล่าวหาว่าปิดบังการฉ้อฉลไว้เบื้องหลังรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี พระองค์ตรัสว่าพวกเขาเป็นเหมือน “อุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว” ที่ “ข้างนอกดูงดงาม” แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย (มธ.23:27) แทนที่จะแสวงหา “ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ” (ข้อ 23) พวกเขากลับให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่ดี โดยชำระ “ถ้วยชามแต่ภายนอก” แต่ละเลยการ “โจรกรรมและการมัวเมากิเลส” ภายใน (ข้อ 25)</p>
<p>เป็นเรื่องง่ายที่จะให้ความสำคัญกับการมีภาพลักษณ์ที่ดี มากกว่าที่จะนำความบาปและความแตกสลายมาต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจ แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีไม่ได้ทำให้จิตใจที่ฉ้อฉลมีอันตรายน้อยลง พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราที่จะยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราทั้งหมดจากภายใน (1 ยน.1:9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดบ้างที่คุณพยายามปกปิดการฉ้อฉลภายใน คุณจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงจากภายในได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่ปิดบังความแตกสลายของข้าพระองค์ แต่ยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้น เต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส [ มัทธิว 23:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พักอาศัยในสหราชอาณาจักรครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟได้ลุกไหม้อาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์ที่สูงยี่สิบสี่ชั้นในลอนดอนตะวันตก คร่าชีวิตผู้คนไปเจ็ดสิบคน การสอบสวนพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วคือแผ่นผนังที่ใช้ห่อหุ้มอาคารด้านนอกจากการบูรณะตึก แผ่นผนังนี้เป็นอะลูมิเนียมแต่ไส้ในเป็นพลาสติกที่ติดไฟได้ง่ายมาก</p>
<p>วัสดุอันตรายเช่นนี้ได้รับอนุญาตให้ขายและใช้ติดตั้งได้อย่างไร ผู้ขายผิดพลาดที่ไม่เปิดเผยข้อมูลผลทดสอบการป้องกันไฟที่ต่ำมาก และผู้ซื้อซึ่งถูกดึงดูดจากป้ายราคาถูกก็ผิดพลาดที่ไม่ใส่ใจสัญญาณเตือน แผ่นผนังที่แวววาวนี้ดูดีเมื่อมองจากภายนอก</p>
<p>คำพูดที่รุนแรงที่สุดของพระเยซูบางคำพุ่งเป้าไปที่ครูสอนศาสนาซึ่งพระองค์กล่าวหาว่าปิดบังการฉ้อฉลไว้เบื้องหลังรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี พระองค์ตรัสว่าพวกเขาเป็นเหมือน “อุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว” ที่ “ข้างนอกดูงดงาม” แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย (มธ.23:27) แทนที่จะแสวงหา “ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ” (ข้อ 23) พวกเขากลับให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่ดี โดยชำระ “ถ้วยชามแต่ภายนอก” แต่ละเลยการ “โจรกรรมและการมัวเมากิเลส” ภายใน (ข้อ 25)</p>
<p>เป็นเรื่องง่ายที่จะให้ความสำคัญกับการมีภาพลักษณ์ที่ดี มากกว่าที่จะนำความบาปและความแตกสลายมาต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจ แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีไม่ได้ทำให้จิตใจที่ฉ้อฉลมีอันตรายน้อยลง พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราที่จะยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราทั้งหมดจากภายใน (1 ยน.1:9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดบ้างที่คุณพยายามปกปิดการฉ้อฉลภายใน คุณจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงจากภายในได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่ปิดบังความแตกสลายของข้าพระองค์ แต่ยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 21 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1d9f0457/7b8bfe22.mp3" length="11388169" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้น เต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส [ มัทธิว 23:25 ]

ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พักอาศัยในสหราชอาณาจักรครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟได้ลุกไหม้อาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์ที่สูงยี่สิบสี่ชั้นในลอนดอนตะวันตก คร่าชีวิตผู้คนไปเจ็ดสิบคน การสอบสวนพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วคือแผ่นผนังที่ใช้ห่อหุ้มอาคารด้านนอกจากการบูรณะตึก แผ่นผนังนี้เป็นอะลูมิเนียมแต่ไส้ในเป็นพลาสติกที่ติดไฟได้ง่ายมาก
วัสดุอันตรายเช่นนี้ได้รับอนุญาตให้ขายและใช้ติดตั้งได้อย่างไร ผู้ขายผิดพลาดที่ไม่เปิดเผยข้อมูลผลทดสอบการป้องกันไฟที่ต่ำมาก และผู้ซื้อซึ่งถูกดึงดูดจากป้ายราคาถูกก็ผิดพลาดที่ไม่ใส่ใจสัญญาณเตือน แผ่นผนังที่แวววาวนี้ดูดีเมื่อมองจากภายนอก
คำพูดที่รุนแรงที่สุดของพระเยซูบางคำพุ่งเป้าไปที่ครูสอนศาสนาซึ่งพระองค์กล่าวหาว่าปิดบังการฉ้อฉลไว้เบื้องหลังรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี พระองค์ตรัสว่าพวกเขาเป็นเหมือน “อุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว” ที่ “ข้างนอกดูงดงาม” แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย (มธ.23:27) แทนที่จะแสวงหา “ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ” (ข้อ 23) พวกเขากลับให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่ดี โดยชำระ “ถ้วยชามแต่ภายนอก” แต่ละเลยการ “โจรกรรมและการมัวเมากิเลส” ภายใน (ข้อ 25)
เป็นเรื่องง่ายที่จะให้ความสำคัญกับการมีภาพลักษณ์ที่ดี มากกว่าที่จะนำความบาปและความแตกสลายมาต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างจริงใจ แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีไม่ได้ทำให้จิตใจที่ฉ้อฉลมีอันตรายน้อยลง พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราที่จะยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราทั้งหมดจากภายใน (1 ยน.1:9)

เมื่อใดบ้างที่คุณพยายามปกปิดการฉ้อฉลภายใน คุณจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงจากภายในได้อย่างไร

พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่ปิดบังความแตกสลายของข้าพระองค์ แต่ยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้น เต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส [ มัทธิว 23:25 ]

ในเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่พักอาศัยในสหราชอาณาจักรครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ไฟได้ลุกไหม้อาคารเกรนเฟลล์ทาวเวอร์ที่สูงยี่สิบสี่ชั้นในลอนดอน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูผู้เป็นกิ่ง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูผู้เป็นกิ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7bce4f75-1087-472a-a852-69b0b60e0da2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/158c39e2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด และท่านจะให้ความยุติธรรมและความชอบธรรม [ เยเรมีย์ 33:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โบสถ์โฮลี่ครอสอันงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินสีแดงในเมืองเซโดน่า รัฐอริโซน่า ทันทีที่เข้าไปในโบสถ์เล็กๆแห่งนี้ฉันก็ถูกดึงดูดด้วยรูปปั้นพระเยซูบนกางเขนที่ดูต่างไปจากปกติ แทนที่จะเป็นกางเขนแบบดั้งเดิม พระเยซูกลับถูกตรึงบนกิ่งของต้นไม้ที่มีลำต้นสองต้น ลำต้นแนวนอนซึ่งถูกตัดและตายแล้วแสดงถึงชนเผ่าอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมที่ปฏิเสธพระเจ้า ลำต้นอีกต้นเติบโตขึ้นและแตกกิ่งก้านออกไปเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่ายูดาห์ที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด</p>
<p>ศิลปะที่มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์นี้เล็งถึงคำพยากรณ์สำคัญในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับพระเยซู แม้ชนเผ่ายูดาห์จะตกเป็นเชลย แต่ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบพระดำรัสแห่งความหวังจากพระเจ้าว่า “เราจะให้คำสัญญาที่เรากระทำไว้...สำเร็จ” (ยรม.33:14) ในการประทานพระผู้ช่วยซึ่งจะ “ให้ความยุติธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น” (ข้อ 15) หนทางเดียวที่ผู้คนจะทราบว่าองค์พระผู้ช่วยนี้คือใครก็คือ พระองค์จะ “ให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด” (ข้อ 15) หมายความว่าองค์พระผู้ช่วยนี้จะสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด</p>
<p>ประติมากรรมนี้รวบรวมความจริงสำคัญซึ่งอยู่ในรายละเอียดเชื้อสายตระกูลของพระเยซูไว้ได้อย่างมีฝีมือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะกระทำทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ และยังเป็นสิ่งที่เตือนเราว่า ความสัตย์ซื่อของพระองค์ในอดีตทำให้เรามั่นใจว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อในการรักษาพระสัญญาที่ทรงมีต่อเราในอนาคตด้วย</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีพระสัญญาที่สำคัญข้อใดของพระเจ้าอีกบ้างที่พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จ พระสัญญาที่สำเร็จเป็นจริงแล้วหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ที่ได้ทรงกระทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จทุกประการ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด และท่านจะให้ความยุติธรรมและความชอบธรรม [ เยเรมีย์ 33:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โบสถ์โฮลี่ครอสอันงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินสีแดงในเมืองเซโดน่า รัฐอริโซน่า ทันทีที่เข้าไปในโบสถ์เล็กๆแห่งนี้ฉันก็ถูกดึงดูดด้วยรูปปั้นพระเยซูบนกางเขนที่ดูต่างไปจากปกติ แทนที่จะเป็นกางเขนแบบดั้งเดิม พระเยซูกลับถูกตรึงบนกิ่งของต้นไม้ที่มีลำต้นสองต้น ลำต้นแนวนอนซึ่งถูกตัดและตายแล้วแสดงถึงชนเผ่าอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมที่ปฏิเสธพระเจ้า ลำต้นอีกต้นเติบโตขึ้นและแตกกิ่งก้านออกไปเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่ายูดาห์ที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด</p>
<p>ศิลปะที่มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์นี้เล็งถึงคำพยากรณ์สำคัญในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับพระเยซู แม้ชนเผ่ายูดาห์จะตกเป็นเชลย แต่ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบพระดำรัสแห่งความหวังจากพระเจ้าว่า “เราจะให้คำสัญญาที่เรากระทำไว้...สำเร็จ” (ยรม.33:14) ในการประทานพระผู้ช่วยซึ่งจะ “ให้ความยุติธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น” (ข้อ 15) หนทางเดียวที่ผู้คนจะทราบว่าองค์พระผู้ช่วยนี้คือใครก็คือ พระองค์จะ “ให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด” (ข้อ 15) หมายความว่าองค์พระผู้ช่วยนี้จะสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด</p>
<p>ประติมากรรมนี้รวบรวมความจริงสำคัญซึ่งอยู่ในรายละเอียดเชื้อสายตระกูลของพระเยซูไว้ได้อย่างมีฝีมือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะกระทำทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ และยังเป็นสิ่งที่เตือนเราว่า ความสัตย์ซื่อของพระองค์ในอดีตทำให้เรามั่นใจว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อในการรักษาพระสัญญาที่ทรงมีต่อเราในอนาคตด้วย</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีพระสัญญาที่สำคัญข้อใดของพระเจ้าอีกบ้างที่พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จ พระสัญญาที่สำเร็จเป็นจริงแล้วหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ที่ได้ทรงกระทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จทุกประการ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 20 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/158c39e2/a3c2ef6c.mp3" length="9982343" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>624</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด และท่านจะให้ความยุติธรรมและความชอบธรรม [ เยเรมีย์ 33:15 ]

โบสถ์โฮลี่ครอสอันงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินสีแดงในเมืองเซโดน่า รัฐอริโซน่า ทันทีที่เข้าไปในโบสถ์เล็กๆแห่งนี้ฉันก็ถูกดึงดูดด้วยรูปปั้นพระเยซูบนกางเขนที่ดูต่างไปจากปกติ แทนที่จะเป็นกางเขนแบบดั้งเดิม พระเยซูกลับถูกตรึงบนกิ่งของต้นไม้ที่มีลำต้นสองต้น ลำต้นแนวนอนซึ่งถูกตัดและตายแล้วแสดงถึงชนเผ่าอิสราเอลในพันธสัญญาเดิมที่ปฏิเสธพระเจ้า ลำต้นอีกต้นเติบโตขึ้นและแตกกิ่งก้านออกไปเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่ายูดาห์ที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด
ศิลปะที่มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์นี้เล็งถึงคำพยากรณ์สำคัญในพันธสัญญาเดิมเกี่ยวกับพระเยซู แม้ชนเผ่ายูดาห์จะตกเป็นเชลย แต่ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบพระดำรัสแห่งความหวังจากพระเจ้าว่า “เราจะให้คำสัญญาที่เรากระทำไว้...สำเร็จ” (ยรม.33:14) ในการประทานพระผู้ช่วยซึ่งจะ “ให้ความยุติธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น” (ข้อ 15) หนทางเดียวที่ผู้คนจะทราบว่าองค์พระผู้ช่วยนี้คือใครก็คือ พระองค์จะ “ให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด” (ข้อ 15) หมายความว่าองค์พระผู้ช่วยนี้จะสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด
ประติมากรรมนี้รวบรวมความจริงสำคัญซึ่งอยู่ในรายละเอียดเชื้อสายตระกูลของพระเยซูไว้ได้อย่างมีฝีมือ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะกระทำทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ และยังเป็นสิ่งที่เตือนเราว่า ความสัตย์ซื่อของพระองค์ในอดีตทำให้เรามั่นใจว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อในการรักษาพระสัญญาที่ทรงมีต่อเราในอนาคตด้วย

มีพระสัญญาที่สำคัญข้อใดของพระเจ้าอีกบ้างที่พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จ พระสัญญาที่สำเร็จเป็นจริงแล้วหนุนใจคุณอย่างไร

ขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ที่ได้ทรงกระทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จทุกประการ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะให้อังกูรชอบธรรมเกิดมาเพื่อดาวิด และท่านจะให้ความยุติธรรมและความชอบธรรม [ เยเรมีย์ 33:15 ]

โบสถ์โฮลี่ครอสอันงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินสีแดงในเมืองเซโดน่า รัฐอริโซน่า ทันทีที่เข้าไปในโบสถ์เล็กๆแห่งนี้ฉันก็ถูกดึงดูดด้วยรูปปั้นพระเยซูบนกางเขนที่ดูต่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผลตอบแทน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผลตอบแทน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">af89bd5c-9624-44a4-a9f6-1c5dc09ebf35</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2826deba</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ. 1921 ศิลปินแซม โรเดียเริ่มก่อสร้างงานประติมากรรมทรงสูงชื่อวัตต์ทาวเวอร์ สามสิบสามปีต่อมา ประติมากรรมสิบเจ็ดชิ้นก็ตั้งสูงขึ้นไปถึงสามสิบเมตรเหนือนครลอสแองเจลิส นักดนตรีเจอร์รี่ การ์เซียด้อยค่าผลงานชิ้นสำคัญในช่วงชีวิตของโรเดียนี้ว่า “นี่คือผลตอบแทนที่คงอยู่หลังจากที่คุณตายไป” แล้วเขาก็บอกว่า “ว้าว นั่นไม่ใช่สำหรับผมหรอก”</p>
<p>ถ้าเช่นนั้นแล้วผลตอบแทนของเขาคืออะไร บ๊อบ เวียร์เพื่อนร่วมวงของเขา สรุปปรัชญาของพวกเขาไว้ว่า “ในนิรันดร์กาล ไม่มีใครจดจำคุณได้หรอก แล้วทำไมไม่เพียงสนุกไปกับมันก็พอ”</p>
<p>ครั้งหนึ่งชายผู้มั่งคั่งและเฉลียวฉลาดเคยพยายามค้นหา “ผลตอบแทน” โดยการทำทุกอย่างที่ท่านทำได้ ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้ารำพึงว่า ‘มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู เอ้า จงสนุกสบายใจไป’” (ปญจ.2:1) แต่ท่านเขียนด้วยว่า “ไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่นเดียวกับคนเขลา” (ข้อ 16) ท่านสรุปว่า “การงานที่เขาทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 17)</p>
<p>ชีวิตและคำสอนของพระเยซูนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำเนินชีวิตแบบคนสายตาสั้นเช่นนั้น พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทาน “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) แก่เรา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตนี้โดยคำนึงถึงชีวิตบนสวรรค์ด้วย “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก” พระองค์ตรัส “แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:19-20) แล้วพระองค์ทรงสรุปไว้ว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (ข้อ 33)</p>
<p>นี่คือผลตอบแทนที่เราจะได้รับทั้งภายใต้ดวงอาทิตย์นี้และในชีวิตนิรันดร์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณอยากถูกจดจำในเรื่องใด การ “ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” หมายความว่าอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้พระองค์ ด้วยความชื่นชมยินดีโดยระลึกถึงชีวิตนิรันดร์ที่รอคอยอยู่</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ. 1921 ศิลปินแซม โรเดียเริ่มก่อสร้างงานประติมากรรมทรงสูงชื่อวัตต์ทาวเวอร์ สามสิบสามปีต่อมา ประติมากรรมสิบเจ็ดชิ้นก็ตั้งสูงขึ้นไปถึงสามสิบเมตรเหนือนครลอสแองเจลิส นักดนตรีเจอร์รี่ การ์เซียด้อยค่าผลงานชิ้นสำคัญในช่วงชีวิตของโรเดียนี้ว่า “นี่คือผลตอบแทนที่คงอยู่หลังจากที่คุณตายไป” แล้วเขาก็บอกว่า “ว้าว นั่นไม่ใช่สำหรับผมหรอก”</p>
<p>ถ้าเช่นนั้นแล้วผลตอบแทนของเขาคืออะไร บ๊อบ เวียร์เพื่อนร่วมวงของเขา สรุปปรัชญาของพวกเขาไว้ว่า “ในนิรันดร์กาล ไม่มีใครจดจำคุณได้หรอก แล้วทำไมไม่เพียงสนุกไปกับมันก็พอ”</p>
<p>ครั้งหนึ่งชายผู้มั่งคั่งและเฉลียวฉลาดเคยพยายามค้นหา “ผลตอบแทน” โดยการทำทุกอย่างที่ท่านทำได้ ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้ารำพึงว่า ‘มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู เอ้า จงสนุกสบายใจไป’” (ปญจ.2:1) แต่ท่านเขียนด้วยว่า “ไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่นเดียวกับคนเขลา” (ข้อ 16) ท่านสรุปว่า “การงานที่เขาทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 17)</p>
<p>ชีวิตและคำสอนของพระเยซูนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำเนินชีวิตแบบคนสายตาสั้นเช่นนั้น พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทาน “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) แก่เรา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตนี้โดยคำนึงถึงชีวิตบนสวรรค์ด้วย “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก” พระองค์ตรัส “แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:19-20) แล้วพระองค์ทรงสรุปไว้ว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (ข้อ 33)</p>
<p>นี่คือผลตอบแทนที่เราจะได้รับทั้งภายใต้ดวงอาทิตย์นี้และในชีวิตนิรันดร์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณอยากถูกจดจำในเรื่องใด การ “ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” หมายความว่าอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้พระองค์ ด้วยความชื่นชมยินดีโดยระลึกถึงชีวิตนิรันดร์ที่รอคอยอยู่</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 19 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2826deba/f50a8b7a.mp3" length="11929971" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]

ในปีค.ศ. 1921 ศิลปินแซม โรเดียเริ่มก่อสร้างงานประติมากรรมทรงสูงชื่อวัตต์ทาวเวอร์ สามสิบสามปีต่อมา ประติมากรรมสิบเจ็ดชิ้นก็ตั้งสูงขึ้นไปถึงสามสิบเมตรเหนือนครลอสแองเจลิส นักดนตรีเจอร์รี่ การ์เซียด้อยค่าผลงานชิ้นสำคัญในช่วงชีวิตของโรเดียนี้ว่า “นี่คือผลตอบแทนที่คงอยู่หลังจากที่คุณตายไป” แล้วเขาก็บอกว่า “ว้าว นั่นไม่ใช่สำหรับผมหรอก”
ถ้าเช่นนั้นแล้วผลตอบแทนของเขาคืออะไร บ๊อบ เวียร์เพื่อนร่วมวงของเขา สรุปปรัชญาของพวกเขาไว้ว่า “ในนิรันดร์กาล ไม่มีใครจดจำคุณได้หรอก แล้วทำไมไม่เพียงสนุกไปกับมันก็พอ”
ครั้งหนึ่งชายผู้มั่งคั่งและเฉลียวฉลาดเคยพยายามค้นหา “ผลตอบแทน” โดยการทำทุกอย่างที่ท่านทำได้ ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้ารำพึงว่า ‘มาเถอะ มาลองสนุกสนานกันดู เอ้า จงสนุกสบายใจไป’” (ปญจ.2:1) แต่ท่านเขียนด้วยว่า “ไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่นเดียวกับคนเขลา” (ข้อ 16) ท่านสรุปว่า “การงานที่เขาทำกันภายใต้ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 17)
ชีวิตและคำสอนของพระเยซูนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดำเนินชีวิตแบบคนสายตาสั้นเช่นนั้น พระเยซูเสด็จมาเพื่อประทาน “ชีวิต...อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) แก่เรา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตนี้โดยคำนึงถึงชีวิตบนสวรรค์ด้วย “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก” พระองค์ตรัส “แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:19-20) แล้วพระองค์ทรงสรุปไว้ว่า “จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (ข้อ 33)
นี่คือผลตอบแทนที่เราจะได้รับทั้งภายใต้ดวงอาทิตย์นี้และในชีวิตนิรันดร์

คุณอยากถูกจดจำในเรื่องใด การ “ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” หมายความว่าอย่างไร

พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับใช้พระองค์ ด้วยความชื่นชมยินดีโดยระลึกถึงชีวิตนิรันดร์ที่รอคอยอยู่</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]

ในปีค.ศ. 1921 ศิลปินแซม โรเดียเริ่มก่อสร้างงานประติมากรรมทรงสูงชื่อวัตต์ทาวเวอร์ สามสิบสามปีต่อมา ประติมากรรมสิบเจ็ดชิ้นก็ตั้งสูงขึ้นไป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9beb437f-4b08-4c17-b305-6da171ff6d6d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/df85f6fa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โคโลสี 3:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในฐานะ “เสียงของทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์” ไคล์ สเปลเลอร์อนุศาสกของทีม เป็นที่รู้จักจากเสียงตะโกนคำรามในการบรรยายการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรบาสเกตบอล “ไปเลย!” เขาส่งเสียงดังลั่นใส่ไมค์ แฟนบาสเกตบอลเอ็นบีเอหลายพันคนที่สนามพร้อมกับอีกหลายล้านคนที่กำลังดูหรือฟังอยู่ ตอบสนองต่อเสียงซึ่งทำให้ไคล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้บรรยายการแข่งขันยอดเยี่ยมประจำปี 2022 “ผมสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฝูงชนและบรรยากาศในสนามเหย้า” เขากล่าว แต่กระนั้นทุกถ้อยคำจากทักษะการใช้เสียงของเขาซึ่งยังปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ มีไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไคล์เสริมว่างานของเขาคือ “แค่ทำทุกสิ่งเพื่อผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว”</p>
<p>อัครทูตเปาโลเน้นย้ำคำสอนที่คล้ายกันนี้กับคริสตจักรโคโลสี ซึ่งสมาชิกปล่อยให้ความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าและอำนาจอธิปไตยของพระคริสต์แทรกซึมเข้ามาแม้กระทั่งในการใช้ชีวิตของพวกเขา แทนที่จะให้เป็นเช่นนั้น เปาโลเขียนว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น” (คส.3:17)</p>
<p>เปาโลเสริมว่า “ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (ข้อ 23) สำหรับไคล์แล้วนี่ยังรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะอนุศาสก ซึ่งเขาบอกว่า “นั่นคือวัตถุประสงค์ของผมที่นี่ ...และการเป็นผู้บรรยายก็ช่วยส่งเสริมบทบาทของผมให้ดียิ่งขึ้น งานของเราที่ทำเพื่อพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับผู้ชมเแต่เพียงองค์เดียวเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>หัวใจสำคัญของจรรยาบรรณในการทำงานของคุณคืออะไร การทำงานเพื่อถวายแด่พระเจ้าจะช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณสำหรับงานของข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงดลใจให้ข้าพระองค์ทำทุกสิ่งเหมือนทำถวายแด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โคโลสี 3:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในฐานะ “เสียงของทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์” ไคล์ สเปลเลอร์อนุศาสกของทีม เป็นที่รู้จักจากเสียงตะโกนคำรามในการบรรยายการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรบาสเกตบอล “ไปเลย!” เขาส่งเสียงดังลั่นใส่ไมค์ แฟนบาสเกตบอลเอ็นบีเอหลายพันคนที่สนามพร้อมกับอีกหลายล้านคนที่กำลังดูหรือฟังอยู่ ตอบสนองต่อเสียงซึ่งทำให้ไคล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้บรรยายการแข่งขันยอดเยี่ยมประจำปี 2022 “ผมสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฝูงชนและบรรยากาศในสนามเหย้า” เขากล่าว แต่กระนั้นทุกถ้อยคำจากทักษะการใช้เสียงของเขาซึ่งยังปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ มีไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไคล์เสริมว่างานของเขาคือ “แค่ทำทุกสิ่งเพื่อผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว”</p>
<p>อัครทูตเปาโลเน้นย้ำคำสอนที่คล้ายกันนี้กับคริสตจักรโคโลสี ซึ่งสมาชิกปล่อยให้ความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าและอำนาจอธิปไตยของพระคริสต์แทรกซึมเข้ามาแม้กระทั่งในการใช้ชีวิตของพวกเขา แทนที่จะให้เป็นเช่นนั้น เปาโลเขียนว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น” (คส.3:17)</p>
<p>เปาโลเสริมว่า “ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (ข้อ 23) สำหรับไคล์แล้วนี่ยังรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะอนุศาสก ซึ่งเขาบอกว่า “นั่นคือวัตถุประสงค์ของผมที่นี่ ...และการเป็นผู้บรรยายก็ช่วยส่งเสริมบทบาทของผมให้ดียิ่งขึ้น งานของเราที่ทำเพื่อพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับผู้ชมเแต่เพียงองค์เดียวเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>หัวใจสำคัญของจรรยาบรรณในการทำงานของคุณคืออะไร การทำงานเพื่อถวายแด่พระเจ้าจะช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณสำหรับงานของข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงดลใจให้ข้าพระองค์ทำทุกสิ่งเหมือนทำถวายแด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 18 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/df85f6fa/0c7fbf43.mp3" length="10128271" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>633</itunes:duration>
      <itunes:summary>ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โคโลสี 3:23 ]

ในฐานะ “เสียงของทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์” ไคล์ สเปลเลอร์อนุศาสกของทีม เป็นที่รู้จักจากเสียงตะโกนคำรามในการบรรยายการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรบาสเกตบอล “ไปเลย!” เขาส่งเสียงดังลั่นใส่ไมค์ แฟนบาสเกตบอลเอ็นบีเอหลายพันคนที่สนามพร้อมกับอีกหลายล้านคนที่กำลังดูหรือฟังอยู่ ตอบสนองต่อเสียงซึ่งทำให้ไคล์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้บรรยายการแข่งขันยอดเยี่ยมประจำปี 2022 “ผมสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฝูงชนและบรรยากาศในสนามเหย้า” เขากล่าว แต่กระนั้นทุกถ้อยคำจากทักษะการใช้เสียงของเขาซึ่งยังปรากฏในโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ มีไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไคล์เสริมว่างานของเขาคือ “แค่ทำทุกสิ่งเพื่อผู้ชมแต่เพียงองค์เดียว”
อัครทูตเปาโลเน้นย้ำคำสอนที่คล้ายกันนี้กับคริสตจักรโคโลสี ซึ่งสมาชิกปล่อยให้ความสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าและอำนาจอธิปไตยของพระคริสต์แทรกซึมเข้ามาแม้กระทั่งในการใช้ชีวิตของพวกเขา แทนที่จะให้เป็นเช่นนั้น เปาโลเขียนว่า “เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น” (คส.3:17)
เปาโลเสริมว่า “ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (ข้อ 23) สำหรับไคล์แล้วนี่ยังรวมถึงบทบาทของเขาในฐานะอนุศาสก ซึ่งเขาบอกว่า “นั่นคือวัตถุประสงค์ของผมที่นี่ ...และการเป็นผู้บรรยายก็ช่วยส่งเสริมบทบาทของผมให้ดียิ่งขึ้น งานของเราที่ทำเพื่อพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับผู้ชมเแต่เพียงองค์เดียวเช่นกัน

หัวใจสำคัญของจรรยาบรรณในการทำงานของคุณคืออะไร การทำงานเพื่อถวายแด่พระเจ้าจะช่วยเปลี่ยนวิธีคิดของคุณอย่างไร

พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณสำหรับงานของข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงดลใจให้ข้าพระองค์ทำทุกสิ่งเหมือนทำถวายแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนกระทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โคโลสี 3:23 ]

ในฐานะ “เสียงของทีมเดนเวอร์ นักเก็ตส์” ไคล์ สเปลเลอร์อนุศาสกของทีม เป็นที่รู้จักจากเสียงตะโกนคำรามในการบรรยายการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรบาสเกตบอล “ไปเลย!” เขาส่งเสียงด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทาเนย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทาเนย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">da1489c4-7973-4ed9-859c-5c437c937006</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ad6d723d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พอแล้วพระองค์เจ้าข้า ...ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในหนังสือของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน เรื่องอภินิหารแหวนครองพิภพ บิลโบ แบ๊กกินส์ เริ่มแสดงอาการที่เกิดจากการครอบครองแหวนมนตราที่มีพลังความมืดมาเป็นเวลาหกทศวรรษ ด้วยวิตกว่าแหวนกำลังทำลายเขาลงอย่างช้าๆ เขาจึงพูดกับพ่อมดแกนดัล์ฟว่า “ทำไมข้าจึงรู้สึกเปราะบางเหมือนถูกยืดขยายออกจนตึง ท่านคงรู้ใช่ไหมว่าข้าหมายความว่ายังไง เหมือนเนยที่ถูกทาลงบนขนมปังจำนวนมากเกินไปจนบาง” เขาตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อแสวงหาที่ซึ่งเขาจะได้พัก “อย่างสงบสุขโดยไม่มีพวกญาติๆคอยสอดรู้สอดเห็น”</p>
<p>แง่มุมจากเรื่องราวของโทลคีนทำให้ฉันนึกถึงประสบการณ์ของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม ขณะหนีจากเยเซเบลและถูกบีบคั้นหลังการต่อสู้กับผู้เผยพระวจนะเท็จ เอลียาห์ต้องการพักผ่อนอย่างยิ่ง ท่านรู้สึกหมดแรงและทูลขอให้พระเจ้าเอาชีวิตของท่านไปว่า “พอแล้วพระองค์เจ้าข้า” (1 พกษ.19:4) หลังจากนอนหลับไป ทูตของพระเจ้าได้มาปลุกให้ท่านรับประทานและดื่ม ท่านนอนลงอีก แล้วก็รับประทานอาหารที่ทูตสวรรค์จัดเตรียมให้ท่านอีก เมื่อฟื้นกำลังขึ้นแล้ว ท่านก็มีแรงพอจะเดินเป็นเวลาสี่สิบวันไปยังภูเขาของพระเจ้า</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกเปราะบาง เราสามารถแสวงหาการฟื้นฟูกำลังอย่างแท้จริงจากพระเจ้าได้เช่นกัน เราอาจจำเป็นต้องดูแลร่างกายของเรา ขณะทูลขอให้พระองค์ทรงเติมเราด้วยความหวัง สันติสุข และการพักสงบของพระองค์ เช่นที่ทูตสวรรค์ดูแลเอลียาห์ เราก็วางใจได้ว่าพระเจ้าจะประทานการสถิตอยู่เพื่อฟื้นฟูกำลังแก่เราเช่นกัน (ดู มธ.11:28)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณถูกทดลองจากการกระทำใดบ้างเมื่อถูกบีบคั้นและหมดแรง คุณจะวางใจในพระเจ้าเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงเสริมกำลัง ข้าพระองค์แสวงหา การพักผ่อนอย่างแท้จริงจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ หวังใจในพระองค์ และเติมข้าพระองค์ด้วยการทรงสถิตของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พอแล้วพระองค์เจ้าข้า ...ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในหนังสือของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน เรื่องอภินิหารแหวนครองพิภพ บิลโบ แบ๊กกินส์ เริ่มแสดงอาการที่เกิดจากการครอบครองแหวนมนตราที่มีพลังความมืดมาเป็นเวลาหกทศวรรษ ด้วยวิตกว่าแหวนกำลังทำลายเขาลงอย่างช้าๆ เขาจึงพูดกับพ่อมดแกนดัล์ฟว่า “ทำไมข้าจึงรู้สึกเปราะบางเหมือนถูกยืดขยายออกจนตึง ท่านคงรู้ใช่ไหมว่าข้าหมายความว่ายังไง เหมือนเนยที่ถูกทาลงบนขนมปังจำนวนมากเกินไปจนบาง” เขาตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อแสวงหาที่ซึ่งเขาจะได้พัก “อย่างสงบสุขโดยไม่มีพวกญาติๆคอยสอดรู้สอดเห็น”</p>
<p>แง่มุมจากเรื่องราวของโทลคีนทำให้ฉันนึกถึงประสบการณ์ของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม ขณะหนีจากเยเซเบลและถูกบีบคั้นหลังการต่อสู้กับผู้เผยพระวจนะเท็จ เอลียาห์ต้องการพักผ่อนอย่างยิ่ง ท่านรู้สึกหมดแรงและทูลขอให้พระเจ้าเอาชีวิตของท่านไปว่า “พอแล้วพระองค์เจ้าข้า” (1 พกษ.19:4) หลังจากนอนหลับไป ทูตของพระเจ้าได้มาปลุกให้ท่านรับประทานและดื่ม ท่านนอนลงอีก แล้วก็รับประทานอาหารที่ทูตสวรรค์จัดเตรียมให้ท่านอีก เมื่อฟื้นกำลังขึ้นแล้ว ท่านก็มีแรงพอจะเดินเป็นเวลาสี่สิบวันไปยังภูเขาของพระเจ้า</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกเปราะบาง เราสามารถแสวงหาการฟื้นฟูกำลังอย่างแท้จริงจากพระเจ้าได้เช่นกัน เราอาจจำเป็นต้องดูแลร่างกายของเรา ขณะทูลขอให้พระองค์ทรงเติมเราด้วยความหวัง สันติสุข และการพักสงบของพระองค์ เช่นที่ทูตสวรรค์ดูแลเอลียาห์ เราก็วางใจได้ว่าพระเจ้าจะประทานการสถิตอยู่เพื่อฟื้นฟูกำลังแก่เราเช่นกัน (ดู มธ.11:28)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณถูกทดลองจากการกระทำใดบ้างเมื่อถูกบีบคั้นและหมดแรง คุณจะวางใจในพระเจ้าเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงเสริมกำลัง ข้าพระองค์แสวงหา การพักผ่อนอย่างแท้จริงจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ หวังใจในพระองค์ และเติมข้าพระองค์ด้วยการทรงสถิตของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 17 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ad6d723d/fd19388e.mp3" length="12178413" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>พอแล้วพระองค์เจ้าข้า ...ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 ]

ในหนังสือของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน เรื่องอภินิหารแหวนครองพิภพ บิลโบ แบ๊กกินส์ เริ่มแสดงอาการที่เกิดจากการครอบครองแหวนมนตราที่มีพลังความมืดมาเป็นเวลาหกทศวรรษ ด้วยวิตกว่าแหวนกำลังทำลายเขาลงอย่างช้าๆ เขาจึงพูดกับพ่อมดแกนดัล์ฟว่า “ทำไมข้าจึงรู้สึกเปราะบางเหมือนถูกยืดขยายออกจนตึง ท่านคงรู้ใช่ไหมว่าข้าหมายความว่ายังไง เหมือนเนยที่ถูกทาลงบนขนมปังจำนวนมากเกินไปจนบาง” เขาตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อแสวงหาที่ซึ่งเขาจะได้พัก “อย่างสงบสุขโดยไม่มีพวกญาติๆคอยสอดรู้สอดเห็น”
แง่มุมจากเรื่องราวของโทลคีนทำให้ฉันนึกถึงประสบการณ์ของผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม ขณะหนีจากเยเซเบลและถูกบีบคั้นหลังการต่อสู้กับผู้เผยพระวจนะเท็จ เอลียาห์ต้องการพักผ่อนอย่างยิ่ง ท่านรู้สึกหมดแรงและทูลขอให้พระเจ้าเอาชีวิตของท่านไปว่า “พอแล้วพระองค์เจ้าข้า” (1 พกษ.19:4) หลังจากนอนหลับไป ทูตของพระเจ้าได้มาปลุกให้ท่านรับประทานและดื่ม ท่านนอนลงอีก แล้วก็รับประทานอาหารที่ทูตสวรรค์จัดเตรียมให้ท่านอีก เมื่อฟื้นกำลังขึ้นแล้ว ท่านก็มีแรงพอจะเดินเป็นเวลาสี่สิบวันไปยังภูเขาของพระเจ้า
เมื่อเรารู้สึกเปราะบาง เราสามารถแสวงหาการฟื้นฟูกำลังอย่างแท้จริงจากพระเจ้าได้เช่นกัน เราอาจจำเป็นต้องดูแลร่างกายของเรา ขณะทูลขอให้พระองค์ทรงเติมเราด้วยความหวัง สันติสุข และการพักสงบของพระองค์ เช่นที่ทูตสวรรค์ดูแลเอลียาห์ เราก็วางใจได้ว่าพระเจ้าจะประทานการสถิตอยู่เพื่อฟื้นฟูกำลังแก่เราเช่นกัน (ดู มธ.11:28)

คุณถูกทดลองจากการกระทำใดบ้างเมื่อถูกบีบคั้นและหมดแรง คุณจะวางใจในพระเจ้าเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าได้อย่างไร

พระเจ้าผู้ทรงเสริมกำลัง ข้าพระองค์แสวงหา การพักผ่อนอย่างแท้จริงจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ หวังใจในพระองค์ และเติมข้าพระองค์ด้วยการทรงสถิตของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พอแล้วพระองค์เจ้าข้า ...ขอเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะข้าพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าบรรพบุรุษของข้าพระองค์ [ 1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 ]

ในหนังสือของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน เรื่องอภินิหารแหวนครองพิภพ บิลโบ แบ๊กกินส์ เริ่มแสดงอาการที่เกิดจากการครอบครองแหวนมนตราที่มี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดเตรียมของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การจัดเตรียมของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e748eb2a-0af0-4978-8128-333e54b6944e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/32f9d34c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>โมเสสจึงบอกเขาว่า “นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน” [ อพยพ 16:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในเดือนมิถุนายน 2023 โลกต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพี่น้องสี่คนอายุตั้งแต่ 1 ถึง 13 ปี มีชีวิตรอดในป่าอเมซอนของประเทศโคลอมเบีย สี่พี่น้องเอาตัวรอดในป่าเป็นเวลาสี่สิบวันหลังเครื่องบินตกซึ่งได้พรากชีวิตแม่ของพวกเขา พวกเด็กๆซึ่งคุ้นเคยกับภูมิประเทศอันโหดร้ายของป่า ได้ซ่อนตัวจากสัตว์ป่าในลำต้นของต้นไม้ เก็บน้ำจากลำธารและฝนใส่ขวด และกินอาหารอย่างแป้งมันสำปะหลังจากซากเครื่องบิน พวกเขายังรู้ด้วยว่าผลไม้ป่าและเมล็ดพืชชนิดใดที่กินได้</p>
<p>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพี่น้องทั้งสี่คน</p>
<p>เรื่องราวอันน่าทึ่งของพวกเขาทำให้ฉันนึกถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูชนอิสราเอลในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปีอย่างอัศจรรย์ ตามที่บันทึกไว้ในพระธรรมอพยพและกันดารวิถี และกล่าวถึงในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม พระองค์ทรงสงวนชีวิตของพวกเขาเพื่อพวกเขาจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา</p>
<p>พระเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำพุขมให้เป็นน้ำที่ดื่มได้ ทรงให้น้ำออกมาจากหินถึงสองครั้ง และทรงนำประชากรของพระองค์ด้วยเสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน พระองค์ยังทรงจัดเตรียมมานาแก่พวกเขา “โมเสสจึงบอกเขาว่า ‘นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ว่า ให้ทุกคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม’” (อพย.16:15-16)</p>
<p>พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ประทาน “อาหารประจำวัน” (มธ.6:11) แก่เราด้วย เราจึงสามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา “จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:19) เรารับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีประสบการณ์ในการจัดเตรียมของพระเจ้าอย่างไรบ้าง ตอนนี้คุณวางใจพระองค์ในเรื่องใด</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกความต้องการของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>โมเสสจึงบอกเขาว่า “นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน” [ อพยพ 16:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในเดือนมิถุนายน 2023 โลกต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพี่น้องสี่คนอายุตั้งแต่ 1 ถึง 13 ปี มีชีวิตรอดในป่าอเมซอนของประเทศโคลอมเบีย สี่พี่น้องเอาตัวรอดในป่าเป็นเวลาสี่สิบวันหลังเครื่องบินตกซึ่งได้พรากชีวิตแม่ของพวกเขา พวกเด็กๆซึ่งคุ้นเคยกับภูมิประเทศอันโหดร้ายของป่า ได้ซ่อนตัวจากสัตว์ป่าในลำต้นของต้นไม้ เก็บน้ำจากลำธารและฝนใส่ขวด และกินอาหารอย่างแป้งมันสำปะหลังจากซากเครื่องบิน พวกเขายังรู้ด้วยว่าผลไม้ป่าและเมล็ดพืชชนิดใดที่กินได้</p>
<p>พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพี่น้องทั้งสี่คน</p>
<p>เรื่องราวอันน่าทึ่งของพวกเขาทำให้ฉันนึกถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูชนอิสราเอลในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปีอย่างอัศจรรย์ ตามที่บันทึกไว้ในพระธรรมอพยพและกันดารวิถี และกล่าวถึงในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม พระองค์ทรงสงวนชีวิตของพวกเขาเพื่อพวกเขาจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา</p>
<p>พระเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำพุขมให้เป็นน้ำที่ดื่มได้ ทรงให้น้ำออกมาจากหินถึงสองครั้ง และทรงนำประชากรของพระองค์ด้วยเสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน พระองค์ยังทรงจัดเตรียมมานาแก่พวกเขา “โมเสสจึงบอกเขาว่า ‘นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ว่า ให้ทุกคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม’” (อพย.16:15-16)</p>
<p>พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ประทาน “อาหารประจำวัน” (มธ.6:11) แก่เราด้วย เราจึงสามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา “จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:19) เรารับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีประสบการณ์ในการจัดเตรียมของพระเจ้าอย่างไรบ้าง ตอนนี้คุณวางใจพระองค์ในเรื่องใด</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกความต้องการของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 16 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/32f9d34c/194be425.mp3" length="11605903" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>โมเสสจึงบอกเขาว่า “นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน” [ อพยพ 16:15 ]

ในเดือนมิถุนายน 2023 โลกต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพี่น้องสี่คนอายุตั้งแต่ 1 ถึง 13 ปี มีชีวิตรอดในป่าอเมซอนของประเทศโคลอมเบีย สี่พี่น้องเอาตัวรอดในป่าเป็นเวลาสี่สิบวันหลังเครื่องบินตกซึ่งได้พรากชีวิตแม่ของพวกเขา พวกเด็กๆซึ่งคุ้นเคยกับภูมิประเทศอันโหดร้ายของป่า ได้ซ่อนตัวจากสัตว์ป่าในลำต้นของต้นไม้ เก็บน้ำจากลำธารและฝนใส่ขวด และกินอาหารอย่างแป้งมันสำปะหลังจากซากเครื่องบิน พวกเขายังรู้ด้วยว่าผลไม้ป่าและเมล็ดพืชชนิดใดที่กินได้
พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพี่น้องทั้งสี่คน
เรื่องราวอันน่าทึ่งของพวกเขาทำให้ฉันนึกถึงการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูชนอิสราเอลในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปีอย่างอัศจรรย์ ตามที่บันทึกไว้ในพระธรรมอพยพและกันดารวิถี และกล่าวถึงในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม พระองค์ทรงสงวนชีวิตของพวกเขาเพื่อพวกเขาจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา
พระเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำพุขมให้เป็นน้ำที่ดื่มได้ ทรงให้น้ำออกมาจากหินถึงสองครั้ง และทรงนำประชากรของพระองค์ด้วยเสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน พระองค์ยังทรงจัดเตรียมมานาแก่พวกเขา “โมเสสจึงบอกเขาว่า ‘นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ว่า ให้ทุกคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม’” (อพย.16:15-16)
พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ประทาน “อาหารประจำวัน” (มธ.6:11) แก่เราด้วย เราจึงสามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา “จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:19) เรารับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ!

คุณมีประสบการณ์ในการจัดเตรียมของพระเจ้าอย่างไรบ้าง ตอนนี้คุณวางใจพระองค์ในเรื่องใด

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกความต้องการของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>โมเสสจึงบอกเขาว่า “นี่แหละเป็นอาหารที่พระเจ้าประทานให้พวกท่านรับประทาน” [ อพยพ 16:15 ]

ในเดือนมิถุนายน 2023 โลกต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพี่น้องสี่คนอายุตั้งแต่ 1 ถึง 13 ปี มีชีวิตรอดในป่าอเมซอนของประเทศโคลอมเบีย สี่พี่น้องเอาตัวรอดในป่าเป็นเวลาสี่สิบวันหลั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จังหวะของความสุข</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จังหวะของความสุข</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">75db213e-88ae-42a0-a642-26c7017727a3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c08f3c47</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม [ ยอห์น 15:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ไปด้วยจังหวะของความสุข วลีนี้เข้ามาในความคิดขณะที่ผมกำลังอธิษฐานใคร่ครวญถึงปีหน้าในเช้าวันหนึ่ง และนี่ช่างดูเหมาะเจาะ ผมมีแนวโน้มที่จะทำงานหนักเกินไป ซึ่งมักจะบั่นทอนความชื่นชมยินดีของผม ดังนั้นเพื่อจะทำตามคำแนะนำนี้ ในปีหน้าผมจึงตั้งใจจะทำงานให้มีความสุขโดยไม่เร่งรีบหรือหักโหมเกินไป มีเวลาให้กับเพื่อนๆ และทำกิจกรรมสนุกๆ</p>
<p>แผนนี้ไปได้สวย...จนกระทั่งเดือนมีนาคม! เมื่อผมร่วมงานกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพื่อดูแลหลักสูตรทดลองที่ผมกำลังพัฒนา เนื่องจากนักศึกษาต้องลงทะเบียนและใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ผมจึงต้องทำงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อให้ทันกำหนด แล้วผมจะไปด้วยจังหวะของความสุขได้อย่างไรในตอนนี้</p>
<p>พระเยซูทรงสัญญาถึงความสุขยินดีแก่ผู้ที่เชื่อในพระองค์ ซึ่งเราจะได้รับโดยยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ (ยน.15:9) และทูลถึงความต้องการของเราด้วยการอธิษฐาน (16:24) พระองค์ตรัสว่า “นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม” (15:11) ความยินดีนี้เป็นของขวัญที่มอบให้เราทางองค์พระวิญญาณ ผู้ซึ่งเราดำเนินชีวิตตาม (กท.5:22-25) ผมพบว่าตัวเองจะรักษาความสุขยินดีนี้ไว้ในช่วงที่งานยุ่งได้เมื่อผมใช้เวลาแต่ละคืนอธิษฐานด้วยความสงบและไว้วางใจ</p>
<p>เพราะความสุขยินดีสำคัญมาก เราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในการจัดตารางเวลาของเรา แต่เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมจึงดีใจที่พระวิญญาณผู้ทรงเป็นอีกแหล่งหนึ่งของความยินดีสถิตอยู่กับเรา สำหรับผมตอนนี้ การไปด้วยจังหวะของความสุขหมายถึงการไปด้วยจังหวะของการอธิษฐาน โดยการหาเวลาเพื่อจะรับจากผู้ประทานความยินดี</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่บั่นทอนความสุขยินดีของคุณ คุณจะพักสงบในพระองค์ผู้ประทานความยินดีได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดเติมเต็มข้าพระองค์อีกครั้งในวันนี้ ด้วยความรัก สันติสุข และความชื่นชมยินดีของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม [ ยอห์น 15:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ไปด้วยจังหวะของความสุข วลีนี้เข้ามาในความคิดขณะที่ผมกำลังอธิษฐานใคร่ครวญถึงปีหน้าในเช้าวันหนึ่ง และนี่ช่างดูเหมาะเจาะ ผมมีแนวโน้มที่จะทำงานหนักเกินไป ซึ่งมักจะบั่นทอนความชื่นชมยินดีของผม ดังนั้นเพื่อจะทำตามคำแนะนำนี้ ในปีหน้าผมจึงตั้งใจจะทำงานให้มีความสุขโดยไม่เร่งรีบหรือหักโหมเกินไป มีเวลาให้กับเพื่อนๆ และทำกิจกรรมสนุกๆ</p>
<p>แผนนี้ไปได้สวย...จนกระทั่งเดือนมีนาคม! เมื่อผมร่วมงานกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพื่อดูแลหลักสูตรทดลองที่ผมกำลังพัฒนา เนื่องจากนักศึกษาต้องลงทะเบียนและใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ผมจึงต้องทำงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อให้ทันกำหนด แล้วผมจะไปด้วยจังหวะของความสุขได้อย่างไรในตอนนี้</p>
<p>พระเยซูทรงสัญญาถึงความสุขยินดีแก่ผู้ที่เชื่อในพระองค์ ซึ่งเราจะได้รับโดยยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ (ยน.15:9) และทูลถึงความต้องการของเราด้วยการอธิษฐาน (16:24) พระองค์ตรัสว่า “นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม” (15:11) ความยินดีนี้เป็นของขวัญที่มอบให้เราทางองค์พระวิญญาณ ผู้ซึ่งเราดำเนินชีวิตตาม (กท.5:22-25) ผมพบว่าตัวเองจะรักษาความสุขยินดีนี้ไว้ในช่วงที่งานยุ่งได้เมื่อผมใช้เวลาแต่ละคืนอธิษฐานด้วยความสงบและไว้วางใจ</p>
<p>เพราะความสุขยินดีสำคัญมาก เราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในการจัดตารางเวลาของเรา แต่เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมจึงดีใจที่พระวิญญาณผู้ทรงเป็นอีกแหล่งหนึ่งของความยินดีสถิตอยู่กับเรา สำหรับผมตอนนี้ การไปด้วยจังหวะของความสุขหมายถึงการไปด้วยจังหวะของการอธิษฐาน โดยการหาเวลาเพื่อจะรับจากผู้ประทานความยินดี</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่บั่นทอนความสุขยินดีของคุณ คุณจะพักสงบในพระองค์ผู้ประทานความยินดีได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดเติมเต็มข้าพระองค์อีกครั้งในวันนี้ ด้วยความรัก สันติสุข และความชื่นชมยินดีของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 15 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c08f3c47/5cf73753.mp3" length="11153539" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม [ ยอห์น 15:11 ]

ไปด้วยจังหวะของความสุข วลีนี้เข้ามาในความคิดขณะที่ผมกำลังอธิษฐานใคร่ครวญถึงปีหน้าในเช้าวันหนึ่ง และนี่ช่างดูเหมาะเจาะ ผมมีแนวโน้มที่จะทำงานหนักเกินไป ซึ่งมักจะบั่นทอนความชื่นชมยินดีของผม ดังนั้นเพื่อจะทำตามคำแนะนำนี้ ในปีหน้าผมจึงตั้งใจจะทำงานให้มีความสุขโดยไม่เร่งรีบหรือหักโหมเกินไป มีเวลาให้กับเพื่อนๆ และทำกิจกรรมสนุกๆ
แผนนี้ไปได้สวย...จนกระทั่งเดือนมีนาคม! เมื่อผมร่วมงานกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพื่อดูแลหลักสูตรทดลองที่ผมกำลังพัฒนา เนื่องจากนักศึกษาต้องลงทะเบียนและใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ผมจึงต้องทำงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเพื่อให้ทันกำหนด แล้วผมจะไปด้วยจังหวะของความสุขได้อย่างไรในตอนนี้
พระเยซูทรงสัญญาถึงความสุขยินดีแก่ผู้ที่เชื่อในพระองค์ ซึ่งเราจะได้รับโดยยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์ (ยน.15:9) และทูลถึงความต้องการของเราด้วยการอธิษฐาน (16:24) พระองค์ตรัสว่า “นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม” (15:11) ความยินดีนี้เป็นของขวัญที่มอบให้เราทางองค์พระวิญญาณ ผู้ซึ่งเราดำเนินชีวิตตาม (กท.5:22-25) ผมพบว่าตัวเองจะรักษาความสุขยินดีนี้ไว้ในช่วงที่งานยุ่งได้เมื่อผมใช้เวลาแต่ละคืนอธิษฐานด้วยความสงบและไว้วางใจ
เพราะความสุขยินดีสำคัญมาก เราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในการจัดตารางเวลาของเรา แต่เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมจึงดีใจที่พระวิญญาณผู้ทรงเป็นอีกแหล่งหนึ่งของความยินดีสถิตอยู่กับเรา สำหรับผมตอนนี้ การไปด้วยจังหวะของความสุขหมายถึงการไปด้วยจังหวะของการอธิษฐาน โดยการหาเวลาเพื่อจะรับจากผู้ประทานความยินดี

สิ่งใดที่บั่นทอนความสุขยินดีของคุณ คุณจะพักสงบในพระองค์ผู้ประทานความยินดีได้อย่างไรในวันนี้

พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดเติมเต็มข้าพระองค์อีกครั้งในวันนี้ ด้วยความรัก สันติสุข และความชื่นชมยินดีของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม [ ยอห์น 15:11 ]

ไปด้วยจังหวะของความสุข วลีนี้เข้ามาในความคิดขณะที่ผมกำลังอธิษฐานใคร่ครวญถึงปีหน้าในเช้าวันหนึ่ง และนี่ช่างดูเหมาะเจาะ ผมมีแนว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตที่ผ่านการฝึกจากพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตที่ผ่านการฝึกจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">06a4244a-9291-41ee-a7ab-ee6bca77ab21</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/72b6edb1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ [ 1 โครินธ์ 9:27 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เดือนมิถุนายนปี 2016 ในระหว่างงานพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 90 ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธ พระองค์ทรงประทับบนรถม้าพร้อมกับโบกพระหัตถ์ให้ฝูงชน ขณะที่รถม้าวิ่งผ่านทหารในเครื่องแบบสีแดงซึ่งยืนเรียงกันเป็นแถวยาวด้วยอาการสงบนิ่ง วันนั้นเป็นวันที่อากาศอบอุ่นในประเทศอังกฤษ และทหารองครักษ์สวมเครื่องแบบสำหรับพระราชพิธีที่ตัดเย็บจากผ้าขนแกะกางเกงสีดำ เสื้อแขนยาวที่ติดกระดุมสูงจรดคางและหมวกยอดประดับพู่ใบใหญ่ขณะที่ทหารยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบภายใต้แสงอาทิตย์ ทหารองครักษ์คนหนึ่งมีอาการหน้ามืด เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามควบคุมการทรงตัวเอาไว้อย่างเคร่งครัดก่อนจะล้มฟาดลงไปข้างหน้า ตัวของเขายังคงตรงราวกับไม้กระดานขณะที่หน้าของเขาคว่ำลงบนพื้นกรวด เขานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นในท่าที่ตัวยังคงเหยียดตรงอยู่</p>
<p>ทหารองครักษ์คนนี้ต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกวินัยเพื่อเรียนรู้การควบคุมตนเองและร่างกายให้ได้แม้ในยามที่เขาล้มหมดสติ อัครทูตเปาโลบรรยายถึงการฝึกฝนเช่นนี้ว่า “แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ” (1 คร.9:27) เปาโลยอมรับว่า “นักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ” (ข้อ 25)</p>
<p>แม้ว่าพระคุณของพระเจ้า (ไม่ใช่ความพยายามของเรา) จะช่วยค้ำจุนทุกสิ่งที่เราทำ แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็สมควรได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามีวินัยทั้งทางความคิด จิตใจ และร่างกาย เราจะเรียนรู้ที่จะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับการทดลองหรือสิ่งรบกวน</p>
<p><br></p>
<p><strong>ในการฝึกวินัยทางความคิด จิตใจ หรือร่างกาย มีจุดไหนที่ยากที่สุดสำหรับคุณ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้ากำลังเชื้อเชิญคุณเข้าสู่การฝึกวินัยในระดับที่ลึกขึ้น</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้มีวินัยมากขึ้นเพื่อพระองค์ ข้าพระองค์อยากจะรักพระองค์มากขึ้นและรักษาหัวใจของข้าพระองค์ให้อยู่ใกล้ชิดพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ [ 1 โครินธ์ 9:27 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เดือนมิถุนายนปี 2016 ในระหว่างงานพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 90 ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธ พระองค์ทรงประทับบนรถม้าพร้อมกับโบกพระหัตถ์ให้ฝูงชน ขณะที่รถม้าวิ่งผ่านทหารในเครื่องแบบสีแดงซึ่งยืนเรียงกันเป็นแถวยาวด้วยอาการสงบนิ่ง วันนั้นเป็นวันที่อากาศอบอุ่นในประเทศอังกฤษ และทหารองครักษ์สวมเครื่องแบบสำหรับพระราชพิธีที่ตัดเย็บจากผ้าขนแกะกางเกงสีดำ เสื้อแขนยาวที่ติดกระดุมสูงจรดคางและหมวกยอดประดับพู่ใบใหญ่ขณะที่ทหารยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบภายใต้แสงอาทิตย์ ทหารองครักษ์คนหนึ่งมีอาการหน้ามืด เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามควบคุมการทรงตัวเอาไว้อย่างเคร่งครัดก่อนจะล้มฟาดลงไปข้างหน้า ตัวของเขายังคงตรงราวกับไม้กระดานขณะที่หน้าของเขาคว่ำลงบนพื้นกรวด เขานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นในท่าที่ตัวยังคงเหยียดตรงอยู่</p>
<p>ทหารองครักษ์คนนี้ต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกวินัยเพื่อเรียนรู้การควบคุมตนเองและร่างกายให้ได้แม้ในยามที่เขาล้มหมดสติ อัครทูตเปาโลบรรยายถึงการฝึกฝนเช่นนี้ว่า “แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ” (1 คร.9:27) เปาโลยอมรับว่า “นักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ” (ข้อ 25)</p>
<p>แม้ว่าพระคุณของพระเจ้า (ไม่ใช่ความพยายามของเรา) จะช่วยค้ำจุนทุกสิ่งที่เราทำ แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็สมควรได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามีวินัยทั้งทางความคิด จิตใจ และร่างกาย เราจะเรียนรู้ที่จะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับการทดลองหรือสิ่งรบกวน</p>
<p><br></p>
<p><strong>ในการฝึกวินัยทางความคิด จิตใจ หรือร่างกาย มีจุดไหนที่ยากที่สุดสำหรับคุณ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้ากำลังเชื้อเชิญคุณเข้าสู่การฝึกวินัยในระดับที่ลึกขึ้น</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้มีวินัยมากขึ้นเพื่อพระองค์ ข้าพระองค์อยากจะรักพระองค์มากขึ้นและรักษาหัวใจของข้าพระองค์ให้อยู่ใกล้ชิดพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 14 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/72b6edb1/31f8aa9e.mp3" length="11264923" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ [ 1 โครินธ์ 9:27 ]

เดือนมิถุนายนปี 2016 ในระหว่างงานพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 90 ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธ พระองค์ทรงประทับบนรถม้าพร้อมกับโบกพระหัตถ์ให้ฝูงชน ขณะที่รถม้าวิ่งผ่านทหารในเครื่องแบบสีแดงซึ่งยืนเรียงกันเป็นแถวยาวด้วยอาการสงบนิ่ง วันนั้นเป็นวันที่อากาศอบอุ่นในประเทศอังกฤษ และทหารองครักษ์สวมเครื่องแบบสำหรับพระราชพิธีที่ตัดเย็บจากผ้าขนแกะกางเกงสีดำ เสื้อแขนยาวที่ติดกระดุมสูงจรดคางและหมวกยอดประดับพู่ใบใหญ่ขณะที่ทหารยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบภายใต้แสงอาทิตย์ ทหารองครักษ์คนหนึ่งมีอาการหน้ามืด เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามควบคุมการทรงตัวเอาไว้อย่างเคร่งครัดก่อนจะล้มฟาดลงไปข้างหน้า ตัวของเขายังคงตรงราวกับไม้กระดานขณะที่หน้าของเขาคว่ำลงบนพื้นกรวด เขานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นในท่าที่ตัวยังคงเหยียดตรงอยู่
ทหารองครักษ์คนนี้ต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกวินัยเพื่อเรียนรู้การควบคุมตนเองและร่างกายให้ได้แม้ในยามที่เขาล้มหมดสติ อัครทูตเปาโลบรรยายถึงการฝึกฝนเช่นนี้ว่า “แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ” (1 คร.9:27) เปาโลยอมรับว่า “นักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ” (ข้อ 25)
แม้ว่าพระคุณของพระเจ้า (ไม่ใช่ความพยายามของเรา) จะช่วยค้ำจุนทุกสิ่งที่เราทำ แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราก็สมควรได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามีวินัยทั้งทางความคิด จิตใจ และร่างกาย เราจะเรียนรู้ที่จะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับการทดลองหรือสิ่งรบกวน

ในการฝึกวินัยทางความคิด จิตใจ หรือร่างกาย มีจุดไหนที่ยากที่สุดสำหรับคุณ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้ากำลังเชื้อเชิญคุณเข้าสู่การฝึกวินัยในระดับที่ลึกขึ้น

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้มีวินัยมากขึ้นเพื่อพระองค์ ข้าพระองค์อยากจะรักพระองค์มากขึ้นและรักษาหัวใจของข้าพระองค์ให้อยู่ใกล้ชิดพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ [ 1 โครินธ์ 9:27 ]

เดือนมิถุนายนปี 2016 ในระหว่างงานพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 90 ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธ พระองค์ทรงประทับบนรถม้าพร้อมกับโบกพระหัตถ์ให้ฝูงชน ขณะที่รถม้าวิ่งผ่านทหารในเครื่องแบบสีแดงซึ่งยืนเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การแสดงความกรุณาแบบง่ายๆ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การแสดงความกรุณาแบบง่ายๆ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">530d4844-898f-4a45-89e7-fd9e47d69c50</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/71351f91</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน  [ โคโลสี 3:12 THSV11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บาลค่อยๆยกแม่ที่อ่อนแรงลงจากเก้าอี้และอุ้มไปไว้บนเตียง เธอก็ลูบแขนของท่านขณะที่โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ และพูดว่า “ท่านน่ารักมากค่ะ” แล้วเธอก็หันมาถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ความกรุณาของเธอทำให้ฉันน้ำตาไหลในวันนั้นและยังคงรู้สึกมาจนทุกวันนี้</p>
<p>สิ่งที่เธอทำเป็นเพียงการแสดงความกรุณาแบบง่ายๆ แต่คือสิ่งที่ฉันกำลังต้องการในเวลานั้น ความกรุณานั้นช่วยให้ฉันรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เมื่อรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มองว่าแม่ฉันเป็นแค่คนไข้ แต่เธอเอาใจใส่และมองเห็นคุณค่าของท่านอย่างมาก</p>
<p>เมื่อนาโอมีและรูธต้องสูญเสียสามีไป โบอาสได้แสดงความกรุณาต่อรูธโดยปล่อยให้เธอเก็บข้าวที่คนเกี่ยวข้าวทำตก ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสั่งคนเกี่ยวข้าวให้ปล่อยเธอไว้ตามลำพัง (นรธ.2:8-9) ความกรุณาที่เธอได้รับจากเขานั้นมาจากการที่รูธดูแลเอาใจใส่นาโอมี “ทุกอย่างที่เจ้าได้ปฏิบัติต่อแม่ผัวของเจ้า ตั้งแต่สามีของเจ้าสิ้นชีวิตแล้วนั้น มีคนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว” (ข้อ 11) เขาไม่ได้มองเธอว่าเป็นแค่คนต่างด้าวหรือแม่ม่าย แต่มองเธอว่าเป็นผู้หญิงที่ขัดสน</p>
<p>พระเจ้าประสงค์ให้เรา “สวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน” (คส.3:12 THSV11) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเหลือเรานั้น การแสดงความกรุณาแบบง่ายๆของเราสามารถสร้างกำลังใจ นำมาซึ่งความหวัง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมีใจกรุณาเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีคนเคยแสดงความกรุณากับคุณเมื่อใดบ้าง การกระทำนั้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจหรือหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะสวมใจกรุณานี้ โปรดให้ข้าพระองค์ได้มีโอกาสสำแดงความกรุณาต่อผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน  [ โคโลสี 3:12 THSV11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บาลค่อยๆยกแม่ที่อ่อนแรงลงจากเก้าอี้และอุ้มไปไว้บนเตียง เธอก็ลูบแขนของท่านขณะที่โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ และพูดว่า “ท่านน่ารักมากค่ะ” แล้วเธอก็หันมาถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ความกรุณาของเธอทำให้ฉันน้ำตาไหลในวันนั้นและยังคงรู้สึกมาจนทุกวันนี้</p>
<p>สิ่งที่เธอทำเป็นเพียงการแสดงความกรุณาแบบง่ายๆ แต่คือสิ่งที่ฉันกำลังต้องการในเวลานั้น ความกรุณานั้นช่วยให้ฉันรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เมื่อรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มองว่าแม่ฉันเป็นแค่คนไข้ แต่เธอเอาใจใส่และมองเห็นคุณค่าของท่านอย่างมาก</p>
<p>เมื่อนาโอมีและรูธต้องสูญเสียสามีไป โบอาสได้แสดงความกรุณาต่อรูธโดยปล่อยให้เธอเก็บข้าวที่คนเกี่ยวข้าวทำตก ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสั่งคนเกี่ยวข้าวให้ปล่อยเธอไว้ตามลำพัง (นรธ.2:8-9) ความกรุณาที่เธอได้รับจากเขานั้นมาจากการที่รูธดูแลเอาใจใส่นาโอมี “ทุกอย่างที่เจ้าได้ปฏิบัติต่อแม่ผัวของเจ้า ตั้งแต่สามีของเจ้าสิ้นชีวิตแล้วนั้น มีคนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว” (ข้อ 11) เขาไม่ได้มองเธอว่าเป็นแค่คนต่างด้าวหรือแม่ม่าย แต่มองเธอว่าเป็นผู้หญิงที่ขัดสน</p>
<p>พระเจ้าประสงค์ให้เรา “สวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน” (คส.3:12 THSV11) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเหลือเรานั้น การแสดงความกรุณาแบบง่ายๆของเราสามารถสร้างกำลังใจ นำมาซึ่งความหวัง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมีใจกรุณาเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีคนเคยแสดงความกรุณากับคุณเมื่อใดบ้าง การกระทำนั้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจหรือหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะสวมใจกรุณานี้ โปรดให้ข้าพระองค์ได้มีโอกาสสำแดงความกรุณาต่อผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 13 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/71351f91/b8de0c71.mp3" length="11198099" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>700</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน  [ โคโลสี 3:12 THSV11 ]

บาลค่อยๆยกแม่ที่อ่อนแรงลงจากเก้าอี้และอุ้มไปไว้บนเตียง เธอก็ลูบแขนของท่านขณะที่โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ และพูดว่า “ท่านน่ารักมากค่ะ” แล้วเธอก็หันมาถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ความกรุณาของเธอทำให้ฉันน้ำตาไหลในวันนั้นและยังคงรู้สึกมาจนทุกวันนี้
สิ่งที่เธอทำเป็นเพียงการแสดงความกรุณาแบบง่ายๆ แต่คือสิ่งที่ฉันกำลังต้องการในเวลานั้น ความกรุณานั้นช่วยให้ฉันรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เมื่อรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มองว่าแม่ฉันเป็นแค่คนไข้ แต่เธอเอาใจใส่และมองเห็นคุณค่าของท่านอย่างมาก
เมื่อนาโอมีและรูธต้องสูญเสียสามีไป โบอาสได้แสดงความกรุณาต่อรูธโดยปล่อยให้เธอเก็บข้าวที่คนเกี่ยวข้าวทำตก ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสั่งคนเกี่ยวข้าวให้ปล่อยเธอไว้ตามลำพัง (นรธ.2:8-9) ความกรุณาที่เธอได้รับจากเขานั้นมาจากการที่รูธดูแลเอาใจใส่นาโอมี “ทุกอย่างที่เจ้าได้ปฏิบัติต่อแม่ผัวของเจ้า ตั้งแต่สามีของเจ้าสิ้นชีวิตแล้วนั้น มีคนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว” (ข้อ 11) เขาไม่ได้มองเธอว่าเป็นแค่คนต่างด้าวหรือแม่ม่าย แต่มองเธอว่าเป็นผู้หญิงที่ขัดสน
พระเจ้าประสงค์ให้เรา “สวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน” (คส.3:12 THSV11) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเหลือเรานั้น การแสดงความกรุณาแบบง่ายๆของเราสามารถสร้างกำลังใจ นำมาซึ่งความหวัง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมีใจกรุณาเช่นกัน

มีคนเคยแสดงความกรุณากับคุณเมื่อใดบ้าง การกระทำนั้นช่วยสร้างแรงบันดาลใจหรือหนุนใจคุณอย่างไร

ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะสวมใจกรุณานี้ โปรดให้ข้าพระองค์ได้มีโอกาสสำแดงความกรุณาต่อผู้อื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงสวมใจเมตตา ใจกรุณา ใจถ่อม ใจสุภาพอ่อนโยน ใจอดทน  [ โคโลสี 3:12 THSV11 ]

บาลค่อยๆยกแม่ที่อ่อนแรงลงจากเก้าอี้และอุ้มไปไว้บนเตียง เธอก็ลูบแขนของท่านขณะที่โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ และพูดว่า “ท่านน่ารักมากค่ะ” แล้วเธอก็หันมาถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ความกรุณาของเธ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่วมกันพิชิตภูเขา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร่วมกันพิชิตภูเขา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5865386b-955a-4a83-b822-bc76944fc769</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9ba96b17</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า” [ 1 ซามูเอล 20:42 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คุณอาจเคยเห็นหรือได้ยินคำพูดต่อไปนี้ในรูปแบบต่างๆ “ถ้าอยากไปให้เร็ว จงไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปให้ไกล ต้องไปด้วยกัน” นี่เป็นความคิดที่ฟังดูดีใช่ไหม แต่มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ชิ้นใดบ้างที่ยืนยันกับเราว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่ฟังดูดี แต่เป็นจริงได้ด้วย</p>
<p>ที่จริงแล้วมีงานวิจัยทำนองนี้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยชาวอังกฤษและอเมริกันที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีคนอื่นยืนอยู่ด้วยนั้น พวกเขาจะมองเห็นภูเขามีขนาดเล็กกว่าในเวลาที่ยืนอยู่คนเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “การสนับสนุนทางสังคม” มีความสำคัญมากจนถึงกับทำให้ขนาดของภูเขาในความคิดของเราเล็กลงไปถนัดตา</p>
<p>ดาวิดพบว่ากำลังใจที่เกิดจากมิตรภาพระหว่างท่านกับโยนาธานนั้นทั้งงดงามและจริงแท้ พระพิโรธจากความอิจฉาของกษัตริย์ซาอูลเป็นเหมือนภูเขาที่ยากจะพิชิตได้สำหรับดาวิด และทำให้ท่านกลัวว่าจะถูกฆ่า (ดู 1 ซมอ.19:9-18) หากท่านไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท เรื่องราวอาจจะพลิกผันไปอีกด้าน แต่โยนาธานยืนเคียงข้างสหายของท่าน “ท่านเศร้าใจด้วยเรื่องดาวิด เพราะว่าพระราชบิดาของท่านได้หยามน้ำหน้าดาวิด” (20:34) “ทำไมเขาจะต้องถูกประหาร” ท่านถาม (ข้อ 32) มิตรภาพของพวกเขาที่ได้รับการเจิมจากพระเจ้าช่วยส่งเสริมดาวิดและช่วยทำให้ท่านได้กลายมาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล</p>
<p>มิตรภาพของเรานั้นสำคัญ และเมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์นั้น เราจะสามารถหนุนใจกันและกันเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะคิดได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังมองหาการสนับสนุนทางสังคมจากที่ใด คุณสามารถสนับสนุนใครได้บ้างด้วยมิตรภาพของคุณ</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อช่วยข้าพระองค์ให้มองเห็นภูเขาในมุมมองที่ถูกต้อง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า” [ 1 ซามูเอล 20:42 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คุณอาจเคยเห็นหรือได้ยินคำพูดต่อไปนี้ในรูปแบบต่างๆ “ถ้าอยากไปให้เร็ว จงไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปให้ไกล ต้องไปด้วยกัน” นี่เป็นความคิดที่ฟังดูดีใช่ไหม แต่มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ชิ้นใดบ้างที่ยืนยันกับเราว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่ฟังดูดี แต่เป็นจริงได้ด้วย</p>
<p>ที่จริงแล้วมีงานวิจัยทำนองนี้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยชาวอังกฤษและอเมริกันที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีคนอื่นยืนอยู่ด้วยนั้น พวกเขาจะมองเห็นภูเขามีขนาดเล็กกว่าในเวลาที่ยืนอยู่คนเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “การสนับสนุนทางสังคม” มีความสำคัญมากจนถึงกับทำให้ขนาดของภูเขาในความคิดของเราเล็กลงไปถนัดตา</p>
<p>ดาวิดพบว่ากำลังใจที่เกิดจากมิตรภาพระหว่างท่านกับโยนาธานนั้นทั้งงดงามและจริงแท้ พระพิโรธจากความอิจฉาของกษัตริย์ซาอูลเป็นเหมือนภูเขาที่ยากจะพิชิตได้สำหรับดาวิด และทำให้ท่านกลัวว่าจะถูกฆ่า (ดู 1 ซมอ.19:9-18) หากท่านไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท เรื่องราวอาจจะพลิกผันไปอีกด้าน แต่โยนาธานยืนเคียงข้างสหายของท่าน “ท่านเศร้าใจด้วยเรื่องดาวิด เพราะว่าพระราชบิดาของท่านได้หยามน้ำหน้าดาวิด” (20:34) “ทำไมเขาจะต้องถูกประหาร” ท่านถาม (ข้อ 32) มิตรภาพของพวกเขาที่ได้รับการเจิมจากพระเจ้าช่วยส่งเสริมดาวิดและช่วยทำให้ท่านได้กลายมาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล</p>
<p>มิตรภาพของเรานั้นสำคัญ และเมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์นั้น เราจะสามารถหนุนใจกันและกันเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะคิดได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังมองหาการสนับสนุนทางสังคมจากที่ใด คุณสามารถสนับสนุนใครได้บ้างด้วยมิตรภาพของคุณ</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อช่วยข้าพระองค์ให้มองเห็นภูเขาในมุมมองที่ถูกต้อง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 12 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9ba96b17/75e204e3.mp3" length="11005317" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>“ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า” [ 1 ซามูเอล 20:42 ]

คุณอาจเคยเห็นหรือได้ยินคำพูดต่อไปนี้ในรูปแบบต่างๆ “ถ้าอยากไปให้เร็ว จงไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปให้ไกล ต้องไปด้วยกัน” นี่เป็นความคิดที่ฟังดูดีใช่ไหม แต่มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้ชิ้นใดบ้างที่ยืนยันกับเราว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่ฟังดูดี แต่เป็นจริงได้ด้วย
ที่จริงแล้วมีงานวิจัยทำนองนี้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานของนักวิจัยชาวอังกฤษและอเมริกันที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีคนอื่นยืนอยู่ด้วยนั้น พวกเขาจะมองเห็นภูเขามีขนาดเล็กกว่าในเวลาที่ยืนอยู่คนเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “การสนับสนุนทางสังคม” มีความสำคัญมากจนถึงกับทำให้ขนาดของภูเขาในความคิดของเราเล็กลงไปถนัดตา
ดาวิดพบว่ากำลังใจที่เกิดจากมิตรภาพระหว่างท่านกับโยนาธานนั้นทั้งงดงามและจริงแท้ พระพิโรธจากความอิจฉาของกษัตริย์ซาอูลเป็นเหมือนภูเขาที่ยากจะพิชิตได้สำหรับดาวิด และทำให้ท่านกลัวว่าจะถูกฆ่า (ดู 1 ซมอ.19:9-18) หากท่านไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท เรื่องราวอาจจะพลิกผันไปอีกด้าน แต่โยนาธานยืนเคียงข้างสหายของท่าน “ท่านเศร้าใจด้วยเรื่องดาวิด เพราะว่าพระราชบิดาของท่านได้หยามน้ำหน้าดาวิด” (20:34) “ทำไมเขาจะต้องถูกประหาร” ท่านถาม (ข้อ 32) มิตรภาพของพวกเขาที่ได้รับการเจิมจากพระเจ้าช่วยส่งเสริมดาวิดและช่วยทำให้ท่านได้กลายมาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล
มิตรภาพของเรานั้นสำคัญ และเมื่อพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์นั้น เราจะสามารถหนุนใจกันและกันเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะคิดได้

คุณกำลังมองหาการสนับสนุนทางสังคมจากที่ใด คุณสามารถสนับสนุนใครได้บ้างด้วยมิตรภาพของคุณ

ขอบพระคุณพระบิดา สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อช่วยข้าพระองค์ให้มองเห็นภูเขาในมุมมองที่ถูกต้อง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า” [ 1 ซามูเอล 20:42 ]

คุณอาจเคยเห็นหรือได้ยินคำพูดต่อไปนี้ในรูปแบบต่างๆ “ถ้าอยากไปให้เร็ว จงไปคนเดียว แต่ถ้าอยากไปให้ไกล ต้องไปด้วยกัน” นี่เป็นความคิดที่ฟังดูดีใช่ไหม แต่มีงานวิจัยที่เช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บนเส้นทางที่อันตราย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บนเส้นทางที่อันตราย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0d0426c5-f13b-4a65-ab80-beec26aa9cf5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aeb26be4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่มีบางคนติดตามเปาโลไปและได้เชื่อถือ [ กิจการ 17:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ระหว่างที่เดินออกกำลังในยามเช้า ผมสังเกตเห็นว่ามีรถจอดอยู่บนถนนในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง คนขับไม่ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เนื่องจากเธอกำลังหลับและดูเหมือนจะเมาด้วย สถานการณ์นี้เป็นอันตรายจนผมต้องทำอะไรบางอย่าง ผมพยายามปลุกเธอให้ตื่นและย้ายเธอไปนั่งในฝั่งของผู้โดยสาร เพื่อผมจะเข้าไปยังที่นั่งคนขับและขับรถพาเธอไปยังที่ปลอดภัย</p>
<p>เราไม่ได้เผชิญกับอันตรายทางด้านร่างกายเท่านั้น ที่กรุงเอเธนส์เมื่อเปาโลเห็นคนที่มีปัญญาของโลกตกอยู่ในอันตรายฝ่ายวิญญาณเพราะ “รูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง” ท่านรู้สึก “เดือดร้อนวุ่นวายใจ” (กจ.17:16) ท่านตอบสนองต่อผู้คนที่หลงไปกับแนวคิดที่ไม่นับถือพระคริสต์ โดยการเล่าถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีในพระเยซูและผ่านทางพระเยซู (ข้อ18,30-31) และบางคนที่ได้ยินก็เชื่อ (ข้อ 34)</p>
<p>การแสวงหาความหมายสูงสุดของชีวิตที่นอกเหนือไปจากความเชื่อในพระคริสต์เป็นสิ่งที่อันตราย คนเหล่านั้นที่ได้พบกับการอภัยและการเติมเต็มอย่างแท้จริงในพระเยซูล้วนได้รับการช่วยกู้ให้หลุดพ้นจากการแสวงหาที่นำไปสู่ทางตัน และต่างได้รับมอบข่าวประเสริฐเรื่องการคืนดี (ดู 2 คร.5:18-21) การแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูแก่ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมัวเมาในชีวิต ยังคงเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อดึงผู้คนให้หลุดพ้นจากเส้นทางที่อันตราย</p>
<p><br></p>
<p><strong>หากคุณยังไม่เคยพบพระเยซู แล้วคุณจะมัวรออะไรอยู่หรือ หากคุณได้พบพระองค์แล้ว มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้บอกผู้อื่นถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงช่วยคุณให้หลุดพ้นจากเส้นทางฝ่ายวิญญาณที่เป็นอันตราย</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจาก อันตรายฝ่ายวิญญาณอันเกิดจากบาปของข้าพระองค์เอง ขอทรงใช้ข้าพระองค์ ในการช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่มีบางคนติดตามเปาโลไปและได้เชื่อถือ [ กิจการ 17:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ระหว่างที่เดินออกกำลังในยามเช้า ผมสังเกตเห็นว่ามีรถจอดอยู่บนถนนในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง คนขับไม่ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เนื่องจากเธอกำลังหลับและดูเหมือนจะเมาด้วย สถานการณ์นี้เป็นอันตรายจนผมต้องทำอะไรบางอย่าง ผมพยายามปลุกเธอให้ตื่นและย้ายเธอไปนั่งในฝั่งของผู้โดยสาร เพื่อผมจะเข้าไปยังที่นั่งคนขับและขับรถพาเธอไปยังที่ปลอดภัย</p>
<p>เราไม่ได้เผชิญกับอันตรายทางด้านร่างกายเท่านั้น ที่กรุงเอเธนส์เมื่อเปาโลเห็นคนที่มีปัญญาของโลกตกอยู่ในอันตรายฝ่ายวิญญาณเพราะ “รูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง” ท่านรู้สึก “เดือดร้อนวุ่นวายใจ” (กจ.17:16) ท่านตอบสนองต่อผู้คนที่หลงไปกับแนวคิดที่ไม่นับถือพระคริสต์ โดยการเล่าถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีในพระเยซูและผ่านทางพระเยซู (ข้อ18,30-31) และบางคนที่ได้ยินก็เชื่อ (ข้อ 34)</p>
<p>การแสวงหาความหมายสูงสุดของชีวิตที่นอกเหนือไปจากความเชื่อในพระคริสต์เป็นสิ่งที่อันตราย คนเหล่านั้นที่ได้พบกับการอภัยและการเติมเต็มอย่างแท้จริงในพระเยซูล้วนได้รับการช่วยกู้ให้หลุดพ้นจากการแสวงหาที่นำไปสู่ทางตัน และต่างได้รับมอบข่าวประเสริฐเรื่องการคืนดี (ดู 2 คร.5:18-21) การแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูแก่ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมัวเมาในชีวิต ยังคงเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อดึงผู้คนให้หลุดพ้นจากเส้นทางที่อันตราย</p>
<p><br></p>
<p><strong>หากคุณยังไม่เคยพบพระเยซู แล้วคุณจะมัวรออะไรอยู่หรือ หากคุณได้พบพระองค์แล้ว มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้บอกผู้อื่นถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงช่วยคุณให้หลุดพ้นจากเส้นทางฝ่ายวิญญาณที่เป็นอันตราย</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจาก อันตรายฝ่ายวิญญาณอันเกิดจากบาปของข้าพระองค์เอง ขอทรงใช้ข้าพระองค์ ในการช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 11 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aeb26be4/d00ada73.mp3" length="13397641" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>838</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่มีบางคนติดตามเปาโลไปและได้เชื่อถือ [ กิจการ 17:34 ]

ระหว่างที่เดินออกกำลังในยามเช้า ผมสังเกตเห็นว่ามีรถจอดอยู่บนถนนในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง คนขับไม่ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เนื่องจากเธอกำลังหลับและดูเหมือนจะเมาด้วย สถานการณ์นี้เป็นอันตรายจนผมต้องทำอะไรบางอย่าง ผมพยายามปลุกเธอให้ตื่นและย้ายเธอไปนั่งในฝั่งของผู้โดยสาร เพื่อผมจะเข้าไปยังที่นั่งคนขับและขับรถพาเธอไปยังที่ปลอดภัย
เราไม่ได้เผชิญกับอันตรายทางด้านร่างกายเท่านั้น ที่กรุงเอเธนส์เมื่อเปาโลเห็นคนที่มีปัญญาของโลกตกอยู่ในอันตรายฝ่ายวิญญาณเพราะ “รูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง” ท่านรู้สึก “เดือดร้อนวุ่นวายใจ” (กจ.17:16) ท่านตอบสนองต่อผู้คนที่หลงไปกับแนวคิดที่ไม่นับถือพระคริสต์ โดยการเล่าถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีในพระเยซูและผ่านทางพระเยซู (ข้อ18,30-31) และบางคนที่ได้ยินก็เชื่อ (ข้อ 34)
การแสวงหาความหมายสูงสุดของชีวิตที่นอกเหนือไปจากความเชื่อในพระคริสต์เป็นสิ่งที่อันตราย คนเหล่านั้นที่ได้พบกับการอภัยและการเติมเต็มอย่างแท้จริงในพระเยซูล้วนได้รับการช่วยกู้ให้หลุดพ้นจากการแสวงหาที่นำไปสู่ทางตัน และต่างได้รับมอบข่าวประเสริฐเรื่องการคืนดี (ดู 2 คร.5:18-21) การแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูแก่ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความมัวเมาในชีวิต ยังคงเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อดึงผู้คนให้หลุดพ้นจากเส้นทางที่อันตราย

หากคุณยังไม่เคยพบพระเยซู แล้วคุณจะมัวรออะไรอยู่หรือ หากคุณได้พบพระองค์แล้ว มีสิ่งใดที่ขัดขวางคุณไม่ให้บอกผู้อื่นถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงช่วยคุณให้หลุดพ้นจากเส้นทางฝ่ายวิญญาณที่เป็นอันตราย

พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจาก อันตรายฝ่ายวิญญาณอันเกิดจากบาปของข้าพระองค์เอง ขอทรงใช้ข้าพระองค์ ในการช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่มีบางคนติดตามเปาโลไปและได้เชื่อถือ [ กิจการ 17:34 ]

ระหว่างที่เดินออกกำลังในยามเช้า ผมสังเกตเห็นว่ามีรถจอดอยู่บนถนนในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง คนขับไม่ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เนื่องจากเธอกำลังหลับและดูเหมือนจะเมาด้วย สถานการณ์นี้เป็นอั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงอธิษฐานอยู่เสมอ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงอธิษฐานอยู่เสมอ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">422a5c51-bc2d-4a94-9137-c2a59769ebcd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d7677962</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ [ 1 เธสะโลนิกา 5:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หนูสอบได้ 84 คะแนน!</p>
<p>ฉันรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นของลูกขณะอ่านข้อความของเธอทางโทร-ศัพท์ เธอเพิ่งเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลายและใช้โทรศัพท์ส่งข้อความมาในช่วงพักกลางวัน หัวใจฉันเต้นแรงในฐานะคนเป็นแม่ ไม่ใช่เพียงแค่ลูกสาวของฉันทำคะแนนได้ดีในวิชาที่ยาก แต่เพราะเธอเลือกที่จะสื่อสารกับฉัน เธออยากแบ่งปันข่าวดีของเธอกับฉัน!</p>
<p>เมื่อฉันตระหนักว่าข้อความที่ลูกส่งมาทำให้ฉันมีความสุข ฉันจึงได้คิดว่าพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อฉันสื่อสารกับพระองค์ พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อฉันพูดคุยกับพระองค์หรือไม่ การอธิษฐานเป็นวิธีที่เราสื่อสารกับพระเจ้าและเป็นสิ่งที่เราได้รับคำสั่งให้ทำ “อย่างสม่ำเสมอ” (1 ธส.5:17) การสนทนากับพระองค์ย้ำเตือนเราว่าพระองค์ทรงอยู่กับเราทั้งในยามทุกข์และยามสุข แม้พระเจ้าทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา แต่การแบ่งปันเรื่องราวของเรากับพระเจ้านั้นมีประโยชน์ เพราะมันจะเบี่ยงเบนความสนใจของเราและช่วยเราให้คิดถึงพระองค์ อิสยาห์ 26:3 กล่าวว่า “ใจแน่วแน่ [ที่จดจ่ออยู่กับพระองค์]นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” สันติสุขรอเราอยู่เมื่อเราเบนความสนใจไปที่พระเจ้า</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเผชิญสิ่งใด ขอให้เราพูดคุยกับพระเจ้าตลอดเวลาและติดต่อกับพระผู้สร้างและพระผู้ช่วยให้รอดของเราอยู่เสมอ จงกระซิบคำอธิษฐาน และไม่ลืมที่จะแสดงความชื่นชมยินดีและ “ขอบพระคุณ” พระองค์ เพราะเปาโลบอกว่านี่คือ “น้ำพระทัยของพระเจ้า” ที่มีต่อเรา (1 ธส.5:18)</p>
<p><br><strong>คุณต้องการแบ่งปันเรื่องราวใดกับพระเจ้า คุณจะไม่ลืมที่จะพูดคุยกับพระองค์ตลอดทั้งวันได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดย้ำเตือนข้าพระองค์ให้พูดคุยกับพระองค์ในตลอดทั้งวัน ข้าพระองค์อยากจะชื่นชมยินดีและขอบพระคุณพระองค์ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เผชิญ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ [ 1 เธสะโลนิกา 5:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หนูสอบได้ 84 คะแนน!</p>
<p>ฉันรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นของลูกขณะอ่านข้อความของเธอทางโทร-ศัพท์ เธอเพิ่งเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลายและใช้โทรศัพท์ส่งข้อความมาในช่วงพักกลางวัน หัวใจฉันเต้นแรงในฐานะคนเป็นแม่ ไม่ใช่เพียงแค่ลูกสาวของฉันทำคะแนนได้ดีในวิชาที่ยาก แต่เพราะเธอเลือกที่จะสื่อสารกับฉัน เธออยากแบ่งปันข่าวดีของเธอกับฉัน!</p>
<p>เมื่อฉันตระหนักว่าข้อความที่ลูกส่งมาทำให้ฉันมีความสุข ฉันจึงได้คิดว่าพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อฉันสื่อสารกับพระองค์ พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อฉันพูดคุยกับพระองค์หรือไม่ การอธิษฐานเป็นวิธีที่เราสื่อสารกับพระเจ้าและเป็นสิ่งที่เราได้รับคำสั่งให้ทำ “อย่างสม่ำเสมอ” (1 ธส.5:17) การสนทนากับพระองค์ย้ำเตือนเราว่าพระองค์ทรงอยู่กับเราทั้งในยามทุกข์และยามสุข แม้พระเจ้าทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา แต่การแบ่งปันเรื่องราวของเรากับพระเจ้านั้นมีประโยชน์ เพราะมันจะเบี่ยงเบนความสนใจของเราและช่วยเราให้คิดถึงพระองค์ อิสยาห์ 26:3 กล่าวว่า “ใจแน่วแน่ [ที่จดจ่ออยู่กับพระองค์]นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” สันติสุขรอเราอยู่เมื่อเราเบนความสนใจไปที่พระเจ้า</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเผชิญสิ่งใด ขอให้เราพูดคุยกับพระเจ้าตลอดเวลาและติดต่อกับพระผู้สร้างและพระผู้ช่วยให้รอดของเราอยู่เสมอ จงกระซิบคำอธิษฐาน และไม่ลืมที่จะแสดงความชื่นชมยินดีและ “ขอบพระคุณ” พระองค์ เพราะเปาโลบอกว่านี่คือ “น้ำพระทัยของพระเจ้า” ที่มีต่อเรา (1 ธส.5:18)</p>
<p><br><strong>คุณต้องการแบ่งปันเรื่องราวใดกับพระเจ้า คุณจะไม่ลืมที่จะพูดคุยกับพระองค์ตลอดทั้งวันได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดย้ำเตือนข้าพระองค์ให้พูดคุยกับพระองค์ในตลอดทั้งวัน ข้าพระองค์อยากจะชื่นชมยินดีและขอบพระคุณพระองค์ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เผชิญ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 10 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d7677962/31061a18.mp3" length="10507653" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ [ 1 เธสะโลนิกา 5:17 ]

หนูสอบได้ 84 คะแนน!
ฉันรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นของลูกขณะอ่านข้อความของเธอทางโทร-ศัพท์ เธอเพิ่งเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลายและใช้โทรศัพท์ส่งข้อความมาในช่วงพักกลางวัน หัวใจฉันเต้นแรงในฐานะคนเป็นแม่ ไม่ใช่เพียงแค่ลูกสาวของฉันทำคะแนนได้ดีในวิชาที่ยาก แต่เพราะเธอเลือกที่จะสื่อสารกับฉัน เธออยากแบ่งปันข่าวดีของเธอกับฉัน!
เมื่อฉันตระหนักว่าข้อความที่ลูกส่งมาทำให้ฉันมีความสุข ฉันจึงได้คิดว่าพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อฉันสื่อสารกับพระองค์ พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อฉันพูดคุยกับพระองค์หรือไม่ การอธิษฐานเป็นวิธีที่เราสื่อสารกับพระเจ้าและเป็นสิ่งที่เราได้รับคำสั่งให้ทำ “อย่างสม่ำเสมอ” (1 ธส.5:17) การสนทนากับพระองค์ย้ำเตือนเราว่าพระองค์ทรงอยู่กับเราทั้งในยามทุกข์และยามสุข แม้พระเจ้าทรงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา แต่การแบ่งปันเรื่องราวของเรากับพระเจ้านั้นมีประโยชน์ เพราะมันจะเบี่ยงเบนความสนใจของเราและช่วยเราให้คิดถึงพระองค์ อิสยาห์ 26:3 กล่าวว่า “ใจแน่วแน่ [ที่จดจ่ออยู่กับพระองค์]นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” สันติสุขรอเราอยู่เมื่อเราเบนความสนใจไปที่พระเจ้า
ไม่ว่าเราจะเผชิญสิ่งใด ขอให้เราพูดคุยกับพระเจ้าตลอดเวลาและติดต่อกับพระผู้สร้างและพระผู้ช่วยให้รอดของเราอยู่เสมอ จงกระซิบคำอธิษฐาน และไม่ลืมที่จะแสดงความชื่นชมยินดีและ “ขอบพระคุณ” พระองค์ เพราะเปาโลบอกว่านี่คือ “น้ำพระทัยของพระเจ้า” ที่มีต่อเรา (1 ธส.5:18)
คุณต้องการแบ่งปันเรื่องราวใดกับพระเจ้า คุณจะไม่ลืมที่จะพูดคุยกับพระองค์ตลอดทั้งวันได้อย่างไร

พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดย้ำเตือนข้าพระองค์ให้พูดคุยกับพระองค์ในตลอดทั้งวัน ข้าพระองค์อยากจะชื่นชมยินดีและขอบพระคุณพระองค์ในทุกสิ่งที่ข้าพระองค์เผชิญ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ [ 1 เธสะโลนิกา 5:17 ]

หนูสอบได้ 84 คะแนน!
ฉันรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นของลูกขณะอ่านข้อความของเธอทางโทร-ศัพท์ เธอเพิ่งเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลายและใช้โทรศัพท์ส่งข้อความมาในช่วงพักกลางวัน หัวใจฉันเต้นแรงในฐานะคนเป็นแม่ ไม่ใช่เพียงแค่ลูก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักกว้างใหญ่เกินขอบเขต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักกว้างใหญ่เกินขอบเขต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ebea62ea-da66-4666-8c94-025937d90882</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/09d16487</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น [ สดุดี 103:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก! ฉันอยากขอบคุณพระองค์สำหรับวันครบรอบแต่งงานของเรา” เทอร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและน้ำตาที่คลอเบ้าซึ่งแสดงถึงความจริงใจของเธอ พี่น้องในกลุ่มย่อยของเรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก เรารู้ว่าเทอร์รี่และสามีต้องเจออะไรบ้างในช่วงหลายปีมานี้ แม้จะเป็นผู้เชื่อ แต่โรเบิร์ตต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยรุนแรงทางจิตอย่างกะทันหันและได้คร่าชีวิตลูกสาววัยสี่ขวบของตัวเอง เขาถูกควบคุมตัวในสถานบำบัดเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เทอร์รี่ไปเยี่ยมเขา และพระเจ้าทรงเยียวยาบาดแผลและช่วยให้เธอสามารถยกโทษให้เขาได้ แม้พวกเขาจะปวดร้าวใจอย่างมาก แต่ความรักที่พวกเขามีให้กันนั้นยิ่งทวีมากขึ้น</p>
<p>ความรักและการให้อภัยเช่นนี้มาจากแหล่งเดียวเท่านั้น ดาวิดเขียนถึงพระเจ้าไว้ว่า “พระองค์มิได้ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเรา…ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น” (สดด.103:10, 12)</p>
<p>พระเมตตาที่พระเจ้าสำแดงต่อเรานั้นมาจากความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ “เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์...ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น” สำหรับเรา (ข้อ 11) ความรักนี้ลึกซึ้งจนทำให้พระองค์ยอมไปที่ไม้กางเขนและลงไปยังแดนมรณาเพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดสิ้น และเพื่อพระองค์จะสามารถนำทุกคนที่ “ต้อนรับพระองค์” (ยน.1:12) กลับมาหาพระองค์</p>
<p>เทอร์รี่พูดถูก “พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก!” ความรักและการให้อภัยของพระองค์แผ่ขยายไปไกลเกินขอบเขตที่เราจะจินตนาการได้ และเป็นความรักที่ให้ชีวิตนิรันดร์แก่เรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงความเมตตาต่อคุณอย่างไรเมื่อคุณทำผิด คุณจะตอบสนองต่อความรักและความเมตตาของพระองค์อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยให้เราได้ชื่นชมและเติบโตในความรักของพระองค์ ขอทรงสำแดงความรักผ่านเรา เพื่อผู้อื่นจะได้รู้จักความรักอันสมบูรณ์แบบของพระองค์เช่นกัน!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น [ สดุดี 103:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก! ฉันอยากขอบคุณพระองค์สำหรับวันครบรอบแต่งงานของเรา” เทอร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและน้ำตาที่คลอเบ้าซึ่งแสดงถึงความจริงใจของเธอ พี่น้องในกลุ่มย่อยของเรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก เรารู้ว่าเทอร์รี่และสามีต้องเจออะไรบ้างในช่วงหลายปีมานี้ แม้จะเป็นผู้เชื่อ แต่โรเบิร์ตต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยรุนแรงทางจิตอย่างกะทันหันและได้คร่าชีวิตลูกสาววัยสี่ขวบของตัวเอง เขาถูกควบคุมตัวในสถานบำบัดเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เทอร์รี่ไปเยี่ยมเขา และพระเจ้าทรงเยียวยาบาดแผลและช่วยให้เธอสามารถยกโทษให้เขาได้ แม้พวกเขาจะปวดร้าวใจอย่างมาก แต่ความรักที่พวกเขามีให้กันนั้นยิ่งทวีมากขึ้น</p>
<p>ความรักและการให้อภัยเช่นนี้มาจากแหล่งเดียวเท่านั้น ดาวิดเขียนถึงพระเจ้าไว้ว่า “พระองค์มิได้ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเรา…ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น” (สดด.103:10, 12)</p>
<p>พระเมตตาที่พระเจ้าสำแดงต่อเรานั้นมาจากความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ “เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์...ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น” สำหรับเรา (ข้อ 11) ความรักนี้ลึกซึ้งจนทำให้พระองค์ยอมไปที่ไม้กางเขนและลงไปยังแดนมรณาเพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดสิ้น และเพื่อพระองค์จะสามารถนำทุกคนที่ “ต้อนรับพระองค์” (ยน.1:12) กลับมาหาพระองค์</p>
<p>เทอร์รี่พูดถูก “พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก!” ความรักและการให้อภัยของพระองค์แผ่ขยายไปไกลเกินขอบเขตที่เราจะจินตนาการได้ และเป็นความรักที่ให้ชีวิตนิรันดร์แก่เรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงความเมตตาต่อคุณอย่างไรเมื่อคุณทำผิด คุณจะตอบสนองต่อความรักและความเมตตาของพระองค์อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยให้เราได้ชื่นชมและเติบโตในความรักของพระองค์ ขอทรงสำแดงความรักผ่านเรา เพื่อผู้อื่นจะได้รู้จักความรักอันสมบูรณ์แบบของพระองค์เช่นกัน!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 09 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/09d16487/ba07f181.mp3" length="14386447" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>900</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น [ สดุดี 103:11 ]

“พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก! ฉันอยากขอบคุณพระองค์สำหรับวันครบรอบแต่งงานของเรา” เทอร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและน้ำตาที่คลอเบ้าซึ่งแสดงถึงความจริงใจของเธอ พี่น้องในกลุ่มย่อยของเรารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก เรารู้ว่าเทอร์รี่และสามีต้องเจออะไรบ้างในช่วงหลายปีมานี้ แม้จะเป็นผู้เชื่อ แต่โรเบิร์ตต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยรุนแรงทางจิตอย่างกะทันหันและได้คร่าชีวิตลูกสาววัยสี่ขวบของตัวเอง เขาถูกควบคุมตัวในสถานบำบัดเป็นเวลาหลายสิบปี แต่เทอร์รี่ไปเยี่ยมเขา และพระเจ้าทรงเยียวยาบาดแผลและช่วยให้เธอสามารถยกโทษให้เขาได้ แม้พวกเขาจะปวดร้าวใจอย่างมาก แต่ความรักที่พวกเขามีให้กันนั้นยิ่งทวีมากขึ้น
ความรักและการให้อภัยเช่นนี้มาจากแหล่งเดียวเท่านั้น ดาวิดเขียนถึงพระเจ้าไว้ว่า “พระองค์มิได้ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเรา…ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น” (สดด.103:10, 12)
พระเมตตาที่พระเจ้าสำแดงต่อเรานั้นมาจากความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ “เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์...ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น” สำหรับเรา (ข้อ 11) ความรักนี้ลึกซึ้งจนทำให้พระองค์ยอมไปที่ไม้กางเขนและลงไปยังแดนมรณาเพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดสิ้น และเพื่อพระองค์จะสามารถนำทุกคนที่ “ต้อนรับพระองค์” (ยน.1:12) กลับมาหาพระองค์
เทอร์รี่พูดถูก “พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก!” ความรักและการให้อภัยของพระองค์แผ่ขยายไปไกลเกินขอบเขตที่เราจะจินตนาการได้ และเป็นความรักที่ให้ชีวิตนิรันดร์แก่เรา

พระเจ้าทรงสำแดงความเมตตาต่อคุณอย่างไรเมื่อคุณทำผิด คุณจะตอบสนองต่อความรักและความเมตตาของพระองค์อย่างไรในวันนี้

พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดช่วยให้เราได้ชื่นชมและเติบโตในความรักของพระองค์ ขอทรงสำแดงความรักผ่านเรา เพื่อผู้อื่นจะได้รู้จักความรักอันสมบูรณ์แบบของพระองค์เช่นกัน!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น [ สดุดี 103:11 ]

“พระเจ้าทรงดีต่อเรามาก! ฉันอยากขอบคุณพระองค์สำหรับวันครบรอบแต่งงานของเรา” เทอร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและน้ำตาที่คลอเบ้าซึ่งแสดงถึงความจริงใจของเธอ พี่น้องใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทเรียนในความอดทน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บทเรียนในความอดทน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">87fa0685-31e5-4f79-86c9-cdb6c9b7d4e5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b23e945e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็น คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย [ ยากอบ 1:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บ๊อบ ซาเล็มรักษาสถิติความเร็วในการกลิ้งถั่วลิสงขึ้นสู่ยอดเขาไพค์ พีค โดยใช้จมูกหรือช้อนที่แนบติดอยู่กับใบหน้าของเขา เขาใช้เวลาเจ็ดวันและเลือกลำเลียงในตอนกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากนักท่องเที่ยว บ๊อบเป็นคนที่สี่ที่ประสบความสำเร็จในการแสดงที่ผาดโผนนี้ ซึ่งหมายความว่ามีอีกสามคนซึ่งมีความอดทนสูงที่เคยผ่านการทำเช่นนี้มาแล้ว</p>
<p>เราอาจจะพูดว่า การที่พวกเขาต้องอดทนนั้นเหมือนเป็นการลงโทษตัวเอง แต่บ่อยครั้งชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจำเป็นต้องมีความอดทน ซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณประการหนึ่ง (กท.5:22) และเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็น “คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:4) คนที่อดทนจะยืนหยัดขณะที่คนรอบข้างพากันตื่นตระหนก พวกเขาอยากให้สถานการณ์เปลี่ยนแต่มันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปและวางใจในพระเจ้าสำหรับสติปัญญาที่จะกระทำการอย่างชาญฉลาด (ข้อ 5)</p>
<p>ปัญหาในเรื่องความอดทนคือ มีแค่ทางเดียวที่เราจะเรียนรู้จักมันได้ ยากอบกล่าวว่า “การทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้​เกิดความทรหดอดทน” (ข้อ 3 THSV11) การทดสอบที่เข้ามานั้นมีทั้งเล็กและใหญ่ ผมเขียนบทความนี้ขณะกำลังรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน เที่ยวบินของผมเวลา 23:00 น.ถูกเลื่อนไปเป็น 02:00 น. จากนั้นก็มีประกาศยกเลิกเที่ยวบิน หลังจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน ผมดื่มกาแฟและหวังว่าจะได้กลับบ้านในไม่ช้า ผมไม่ชอบเสียเวลาอยู่ที่สนามบินทั้งวัน แต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักกำลังสอนผมให้อดทน</p>
<p>ผมอธิษฐานขอให้บทเรียนนี้จบลงในวันนี้ แต่ใครจะรู้ได้ ถึงเวลาต้องตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารที่รอการยืนยันสำหรับเที่ยวบินถัดไปแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะพัฒนาความอดทนได้อย่างไร เหตุใดคุณลักษณะนี้จึงสำคัญมาก</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะอดทน ในขณะที่ข้าพระองค์ยึดมั่นในพระองค์และพระสัญญาของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็น คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย [ ยากอบ 1:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บ๊อบ ซาเล็มรักษาสถิติความเร็วในการกลิ้งถั่วลิสงขึ้นสู่ยอดเขาไพค์ พีค โดยใช้จมูกหรือช้อนที่แนบติดอยู่กับใบหน้าของเขา เขาใช้เวลาเจ็ดวันและเลือกลำเลียงในตอนกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากนักท่องเที่ยว บ๊อบเป็นคนที่สี่ที่ประสบความสำเร็จในการแสดงที่ผาดโผนนี้ ซึ่งหมายความว่ามีอีกสามคนซึ่งมีความอดทนสูงที่เคยผ่านการทำเช่นนี้มาแล้ว</p>
<p>เราอาจจะพูดว่า การที่พวกเขาต้องอดทนนั้นเหมือนเป็นการลงโทษตัวเอง แต่บ่อยครั้งชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจำเป็นต้องมีความอดทน ซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณประการหนึ่ง (กท.5:22) และเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็น “คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:4) คนที่อดทนจะยืนหยัดขณะที่คนรอบข้างพากันตื่นตระหนก พวกเขาอยากให้สถานการณ์เปลี่ยนแต่มันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปและวางใจในพระเจ้าสำหรับสติปัญญาที่จะกระทำการอย่างชาญฉลาด (ข้อ 5)</p>
<p>ปัญหาในเรื่องความอดทนคือ มีแค่ทางเดียวที่เราจะเรียนรู้จักมันได้ ยากอบกล่าวว่า “การทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้​เกิดความทรหดอดทน” (ข้อ 3 THSV11) การทดสอบที่เข้ามานั้นมีทั้งเล็กและใหญ่ ผมเขียนบทความนี้ขณะกำลังรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน เที่ยวบินของผมเวลา 23:00 น.ถูกเลื่อนไปเป็น 02:00 น. จากนั้นก็มีประกาศยกเลิกเที่ยวบิน หลังจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน ผมดื่มกาแฟและหวังว่าจะได้กลับบ้านในไม่ช้า ผมไม่ชอบเสียเวลาอยู่ที่สนามบินทั้งวัน แต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักกำลังสอนผมให้อดทน</p>
<p>ผมอธิษฐานขอให้บทเรียนนี้จบลงในวันนี้ แต่ใครจะรู้ได้ ถึงเวลาต้องตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารที่รอการยืนยันสำหรับเที่ยวบินถัดไปแล้ว</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะพัฒนาความอดทนได้อย่างไร เหตุใดคุณลักษณะนี้จึงสำคัญมาก</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะอดทน ในขณะที่ข้าพระองค์ยึดมั่นในพระองค์และพระสัญญาของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 08 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b23e945e/91d8a9bb.mp3" length="13149573" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>822</itunes:duration>
      <itunes:summary>และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็น คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย [ ยากอบ 1:4 ]

บ๊อบ ซาเล็มรักษาสถิติความเร็วในการกลิ้งถั่วลิสงขึ้นสู่ยอดเขาไพค์ พีค โดยใช้จมูกหรือช้อนที่แนบติดอยู่กับใบหน้าของเขา เขาใช้เวลาเจ็ดวันและเลือกลำเลียงในตอนกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากนักท่องเที่ยว บ๊อบเป็นคนที่สี่ที่ประสบความสำเร็จในการแสดงที่ผาดโผนนี้ ซึ่งหมายความว่ามีอีกสามคนซึ่งมีความอดทนสูงที่เคยผ่านการทำเช่นนี้มาแล้ว
เราอาจจะพูดว่า การที่พวกเขาต้องอดทนนั้นเหมือนเป็นการลงโทษตัวเอง แต่บ่อยครั้งชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราจำเป็นต้องมีความอดทน ซึ่งเป็นผลของพระวิญญาณประการหนึ่ง (กท.5:22) และเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับการเป็น “คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:4) คนที่อดทนจะยืนหยัดขณะที่คนรอบข้างพากันตื่นตระหนก พวกเขาอยากให้สถานการณ์เปลี่ยนแต่มันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปและวางใจในพระเจ้าสำหรับสติปัญญาที่จะกระทำการอย่างชาญฉลาด (ข้อ 5)
ปัญหาในเรื่องความอดทนคือ มีแค่ทางเดียวที่เราจะเรียนรู้จักมันได้ ยากอบกล่าวว่า “การทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้​เกิดความทรหดอดทน” (ข้อ 3 THSV11) การทดสอบที่เข้ามานั้นมีทั้งเล็กและใหญ่ ผมเขียนบทความนี้ขณะกำลังรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน เที่ยวบินของผมเวลา 23:00 น.ถูกเลื่อนไปเป็น 02:00 น. จากนั้นก็มีประกาศยกเลิกเที่ยวบิน หลังจากไม่ได้นอนมาทั้งคืน ผมดื่มกาแฟและหวังว่าจะได้กลับบ้านในไม่ช้า ผมไม่ชอบเสียเวลาอยู่ที่สนามบินทั้งวัน แต่พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักกำลังสอนผมให้อดทน
ผมอธิษฐานขอให้บทเรียนนี้จบลงในวันนี้ แต่ใครจะรู้ได้ ถึงเวลาต้องตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารที่รอการยืนยันสำหรับเที่ยวบินถัดไปแล้ว

คุณจะพัฒนาความอดทนได้อย่างไร เหตุใดคุณลักษณะนี้จึงสำคัญมาก

ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะอดทน ในขณะที่ข้าพระองค์ยึดมั่นในพระองค์และพระสัญญาของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็น คนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย [ ยากอบ 1:4 ]

บ๊อบ ซาเล็มรักษาสถิติความเร็วในการกลิ้งถั่วลิสงขึ้นสู่ยอดเขาไพค์ พีค โดยใช้จมูกหรือช้อนที่แนบติดอยู่กับใบหน้าของเขา เขา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วิ่งเพื่อพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วิ่งเพื่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">65ff8041-a2f1-4028-bde9-49e13221e854</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/16b5d0fb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล [ สดุดี 92:12-14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อพูดถึงการวิ่ง 100 เมตร คนมักจะคิดถึงยูเซน โบลต์เจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถลืมจูเลีย “เฮอริเคน” ฮอว์กินส์ได้ ในปี 2021 จูเลียวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนนักวิ่งคนอื่นๆ และคว้าชัยชนะในการวิ่ง 100 เมตรในการแข่งขันกีฬาอาวุโสหลุยส์เซียน่า เมื่อเทียบกับโบลต์ซึ่งทำสถิติไว้ที่ 9.58 วินาที จูเลียอาจจะช้ากว่าเขาแค่ 60 วินาที แต่เธอมีอายุ 105 ปี!</p>
<p>ยังมีเรื่องน่าชื่นชมอีกมากถึงผู้หญิงในวัยเดียวกับเธอซึ่งยังคงลงวิ่งแข่ง และยังมีเรื่องน่าชื่นชมอีกมากมายเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ไม่เคยหยุดวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พระเยซู (ฮบ.12:1-2) ผู้เขียนสดุดีกล่าวถึงผู้ที่มีความสัตย์ซื่อในบั้นปลายของชีวิตว่า “คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล มันมีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่” (92:12-14)</p>
<p>ผู้เชื่อสูงวัยที่ต้องการมีชีวิตตามมาตรฐานนี้สามารถค้นหาคำสอนเพิ่มเติมได้จากจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนถึงทิตัสว่า ชายสูงวัยจะต้อง “มีความเชื่อ ความรัก และความอดทนตามสมควร” (ทต.2:2) ขณะที่หญิงสูงวัยจะต้องเป็น “ผู้สอนสิ่งที่ดีงาม” (ข้อ 3)</p>
<p>ไม่มีการเรียกร้องให้ผู้เชื่อที่สูงวัยหยุดวิ่งในการแข่งขัน การวิ่งในที่นี้อาจไม่ใช่ในแบบเดียวกับจูเลีย แต่เป็นการวิ่งในลักษณะที่ถวายเกียรติพระเจ้าด้วยกำลังที่พระองค์ประทานให้ ขอให้เราทุกคนวิ่งแข่งเพื่อจะรับใช้พระองค์และรับใช้ผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณสามารถทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์ และช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อ คุณจะหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้รับใช้ตามกำลังความสามารถที่พวกเขามีได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับทุกวันที่พระองค์ประทานให้ ไม่ว่าข้าพระองค์จะอายุเท่าไร โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พยายามวิ่งแข่งเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล [ สดุดี 92:12-14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อพูดถึงการวิ่ง 100 เมตร คนมักจะคิดถึงยูเซน โบลต์เจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถลืมจูเลีย “เฮอริเคน” ฮอว์กินส์ได้ ในปี 2021 จูเลียวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนนักวิ่งคนอื่นๆ และคว้าชัยชนะในการวิ่ง 100 เมตรในการแข่งขันกีฬาอาวุโสหลุยส์เซียน่า เมื่อเทียบกับโบลต์ซึ่งทำสถิติไว้ที่ 9.58 วินาที จูเลียอาจจะช้ากว่าเขาแค่ 60 วินาที แต่เธอมีอายุ 105 ปี!</p>
<p>ยังมีเรื่องน่าชื่นชมอีกมากถึงผู้หญิงในวัยเดียวกับเธอซึ่งยังคงลงวิ่งแข่ง และยังมีเรื่องน่าชื่นชมอีกมากมายเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ไม่เคยหยุดวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พระเยซู (ฮบ.12:1-2) ผู้เขียนสดุดีกล่าวถึงผู้ที่มีความสัตย์ซื่อในบั้นปลายของชีวิตว่า “คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล มันมีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่” (92:12-14)</p>
<p>ผู้เชื่อสูงวัยที่ต้องการมีชีวิตตามมาตรฐานนี้สามารถค้นหาคำสอนเพิ่มเติมได้จากจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนถึงทิตัสว่า ชายสูงวัยจะต้อง “มีความเชื่อ ความรัก และความอดทนตามสมควร” (ทต.2:2) ขณะที่หญิงสูงวัยจะต้องเป็น “ผู้สอนสิ่งที่ดีงาม” (ข้อ 3)</p>
<p>ไม่มีการเรียกร้องให้ผู้เชื่อที่สูงวัยหยุดวิ่งในการแข่งขัน การวิ่งในที่นี้อาจไม่ใช่ในแบบเดียวกับจูเลีย แต่เป็นการวิ่งในลักษณะที่ถวายเกียรติพระเจ้าด้วยกำลังที่พระองค์ประทานให้ ขอให้เราทุกคนวิ่งแข่งเพื่อจะรับใช้พระองค์และรับใช้ผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณสามารถทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์ และช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อ คุณจะหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้รับใช้ตามกำลังความสามารถที่พวกเขามีได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับทุกวันที่พระองค์ประทานให้ ไม่ว่าข้าพระองค์จะอายุเท่าไร โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พยายามวิ่งแข่งเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 07 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/16b5d0fb/84278de0.mp3" length="12017923" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล [ สดุดี 92:12-14 ]

เมื่อพูดถึงการวิ่ง 100 เมตร คนมักจะคิดถึงยูเซน โบลต์เจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถลืมจูเลีย “เฮอริเคน” ฮอว์กินส์ได้ ในปี 2021 จูเลียวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนนักวิ่งคนอื่นๆ และคว้าชัยชนะในการวิ่ง 100 เมตรในการแข่งขันกีฬาอาวุโสหลุยส์เซียน่า เมื่อเทียบกับโบลต์ซึ่งทำสถิติไว้ที่ 9.58 วินาที จูเลียอาจจะช้ากว่าเขาแค่ 60 วินาที แต่เธอมีอายุ 105 ปี!
ยังมีเรื่องน่าชื่นชมอีกมากถึงผู้หญิงในวัยเดียวกับเธอซึ่งยังคงลงวิ่งแข่ง และยังมีเรื่องน่าชื่นชมอีกมากมายเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ไม่เคยหยุดวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมายอยู่ที่พระเยซู (ฮบ.12:1-2) ผู้เขียนสดุดีกล่าวถึงผู้ที่มีความสัตย์ซื่อในบั้นปลายของชีวิตว่า “คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล มันมีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่” (92:12-14)
ผู้เชื่อสูงวัยที่ต้องการมีชีวิตตามมาตรฐานนี้สามารถค้นหาคำสอนเพิ่มเติมได้จากจดหมายของอัครทูตเปาโลที่เขียนถึงทิตัสว่า ชายสูงวัยจะต้อง “มีความเชื่อ ความรัก และความอดทนตามสมควร” (ทต.2:2) ขณะที่หญิงสูงวัยจะต้องเป็น “ผู้สอนสิ่งที่ดีงาม” (ข้อ 3)
ไม่มีการเรียกร้องให้ผู้เชื่อที่สูงวัยหยุดวิ่งในการแข่งขัน การวิ่งในที่นี้อาจไม่ใช่ในแบบเดียวกับจูเลีย แต่เป็นการวิ่งในลักษณะที่ถวายเกียรติพระเจ้าด้วยกำลังที่พระองค์ประทานให้ ขอให้เราทุกคนวิ่งแข่งเพื่อจะรับใช้พระองค์และรับใช้ผู้อื่น

คุณสามารถทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์ และช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อ คุณจะหนุนใจผู้เชื่อคนอื่นๆให้รับใช้ตามกำลังความสามารถที่พวกเขามีได้อย่างไร

ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับทุกวันที่พระองค์ประทานให้ ไม่ว่าข้าพระองค์จะอายุเท่าไร โปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พยายามวิ่งแข่งเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนชอบธรรมก็งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม...มันแก่แล้วก็ยังเกิดผล [ สดุดี 92:12-14 ]

เมื่อพูดถึงการวิ่ง 100 เมตร คนมักจะคิดถึงยูเซน โบลต์เจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถลืมจูเลีย “เฮอริเคน” ฮอว์กินส์ได้ ในปี 2021 จูเลียวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระคัมภีร์บนเบาะหลัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระคัมภีร์บนเบาะหลัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4553d9b5-1a18-4eaa-b64a-9f9c64f3edff</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9052ae24</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” [ เศคาริยาห์ 4:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แอนดรูว์จอดรถโฟล์คสวาเก้นและเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามา เขาอธิษฐานเช่นเคยเหมือนทุกครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ บัดนี้ขอโปรดให้ดวงตานั้นมองไม่เห็นด้วยเถิด” เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขาเลย แอนดรูว์ข้ามพรมแดนมาเพื่อส่งพระคัมภีร์ให้กับคนที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของพระคัมภีร์ได้</p>
<p>แอนดรูว์ ฟาน เดอร์ เบลจ์ หรือบราเดอร์แอนดรูว์ พึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสำหรับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าทรงเรียกเขาให้ทำ นั่นก็คือการนำพระคัมภีร์ไปยังประเทศที่การเป็นคริสเตียนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย “ผมเป็นคนธรรมดา” เขากล่าว พร้อมกับย้ำถึงข้อจำกัดด้านการศึกษาและทุนทรัพย์ของตัวเอง “สิ่งที่ผมทำ ใครๆก็ทำได้” ปัจจุบันองค์กรของเขาที่ชื่อโอเพ่นดอร์ (Open Doors International) ได้ทำงานกับผู้เชื่อที่ถูกข่มเหงเพราะพระเยซูทั่วโลก</p>
<p>เมื่อเศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ เผชิญกับภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังจากที่ชาวยิวกลับจากการเป็นเชลย ท่านรู้สึกท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงเตือนท่านไม่ให้พึ่งพากำลังหรือความสามารถของมนุษย์ แต่ให้พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ (ศคย.4:6) พระองค์ทรงให้กำลังใจท่านผ่านนิมิตที่ทรงสำแดงต่อผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์เกี่ยวกับตะเกียงที่ได้รับน้ำมันจากต้นมะกอกที่อยู่ข้างๆ (ข้อ 2-3) เช่นเดียวกับตะเกียงที่ติดไฟเนื่องจากมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด เศรุบบาเบลและชนอิสราเอลก็สามารถทำงานของพระเจ้าโดยพึ่งพาฤทธิ์อำนาจที่มาจากพระองค์ได้ตลอดเวลา</p>
<p>เมื่อเราพึ่งพาพระเจ้า ขอให้เราวางใจในพระองค์และทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าได้อย่างไร นิมิตเรื่องต้นมะกอกที่ส่งน้ำมันให้กับตะเกียงหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” [ เศคาริยาห์ 4:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แอนดรูว์จอดรถโฟล์คสวาเก้นและเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามา เขาอธิษฐานเช่นเคยเหมือนทุกครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ บัดนี้ขอโปรดให้ดวงตานั้นมองไม่เห็นด้วยเถิด” เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขาเลย แอนดรูว์ข้ามพรมแดนมาเพื่อส่งพระคัมภีร์ให้กับคนที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของพระคัมภีร์ได้</p>
<p>แอนดรูว์ ฟาน เดอร์ เบลจ์ หรือบราเดอร์แอนดรูว์ พึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสำหรับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าทรงเรียกเขาให้ทำ นั่นก็คือการนำพระคัมภีร์ไปยังประเทศที่การเป็นคริสเตียนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย “ผมเป็นคนธรรมดา” เขากล่าว พร้อมกับย้ำถึงข้อจำกัดด้านการศึกษาและทุนทรัพย์ของตัวเอง “สิ่งที่ผมทำ ใครๆก็ทำได้” ปัจจุบันองค์กรของเขาที่ชื่อโอเพ่นดอร์ (Open Doors International) ได้ทำงานกับผู้เชื่อที่ถูกข่มเหงเพราะพระเยซูทั่วโลก</p>
<p>เมื่อเศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ เผชิญกับภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังจากที่ชาวยิวกลับจากการเป็นเชลย ท่านรู้สึกท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงเตือนท่านไม่ให้พึ่งพากำลังหรือความสามารถของมนุษย์ แต่ให้พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ (ศคย.4:6) พระองค์ทรงให้กำลังใจท่านผ่านนิมิตที่ทรงสำแดงต่อผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์เกี่ยวกับตะเกียงที่ได้รับน้ำมันจากต้นมะกอกที่อยู่ข้างๆ (ข้อ 2-3) เช่นเดียวกับตะเกียงที่ติดไฟเนื่องจากมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด เศรุบบาเบลและชนอิสราเอลก็สามารถทำงานของพระเจ้าโดยพึ่งพาฤทธิ์อำนาจที่มาจากพระองค์ได้ตลอดเวลา</p>
<p>เมื่อเราพึ่งพาพระเจ้า ขอให้เราวางใจในพระองค์และทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าได้อย่างไร นิมิตเรื่องต้นมะกอกที่ส่งน้ำมันให้กับตะเกียงหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 06 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9052ae24/e2c64679.mp3" length="12939915" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>809</itunes:duration>
      <itunes:summary>“มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” [ เศคาริยาห์ 4:6 ]

แอนดรูว์จอดรถโฟล์คสวาเก้นและเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามา เขาอธิษฐานเช่นเคยเหมือนทุกครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นได้ บัดนี้ขอโปรดให้ดวงตานั้นมองไม่เห็นด้วยเถิด” เจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางของเขาเลย แอนดรูว์ข้ามพรมแดนมาเพื่อส่งพระคัมภีร์ให้กับคนที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของพระคัมภีร์ได้
แอนดรูว์ ฟาน เดอร์ เบลจ์ หรือบราเดอร์แอนดรูว์ พึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสำหรับงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าทรงเรียกเขาให้ทำ นั่นก็คือการนำพระคัมภีร์ไปยังประเทศที่การเป็นคริสเตียนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย “ผมเป็นคนธรรมดา” เขากล่าว พร้อมกับย้ำถึงข้อจำกัดด้านการศึกษาและทุนทรัพย์ของตัวเอง “สิ่งที่ผมทำ ใครๆก็ทำได้” ปัจจุบันองค์กรของเขาที่ชื่อโอเพ่นดอร์ (Open Doors International) ได้ทำงานกับผู้เชื่อที่ถูกข่มเหงเพราะพระเยซูทั่วโลก
เมื่อเศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ เผชิญกับภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่หลังจากที่ชาวยิวกลับจากการเป็นเชลย ท่านรู้สึกท้อแท้ แต่พระเจ้าทรงเตือนท่านไม่ให้พึ่งพากำลังหรือความสามารถของมนุษย์ แต่ให้พึ่งพาพระวิญญาณของพระองค์ (ศคย.4:6) พระองค์ทรงให้กำลังใจท่านผ่านนิมิตที่ทรงสำแดงต่อผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์เกี่ยวกับตะเกียงที่ได้รับน้ำมันจากต้นมะกอกที่อยู่ข้างๆ (ข้อ 2-3) เช่นเดียวกับตะเกียงที่ติดไฟเนื่องจากมีน้ำมันหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด เศรุบบาเบลและชนอิสราเอลก็สามารถทำงานของพระเจ้าโดยพึ่งพาฤทธิ์อำนาจที่มาจากพระองค์ได้ตลอดเวลา
เมื่อเราพึ่งพาพระเจ้า ขอให้เราวางใจในพระองค์และทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ

คุณจะพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าได้อย่างไร นิมิตเรื่องต้นมะกอกที่ส่งน้ำมันให้กับตะเกียงหนุนใจคุณอย่างไร

พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” [ เศคาริยาห์ 4:6 ]

แอนดรูว์จอดรถโฟล์คสวาเก้นและเจ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามา เขาอธิษฐานเช่นเคยเหมือนทุกครั้งว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลกนี้ พระองค์ทรงทำให้คนตาบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเห็นเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเห็นเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">34ae58a8-0f6a-4d5a-a5e0-affdc2bbd4d1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dba6c328</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ ...ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา” [ อาโมส 7:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มีต้นไม้หนึ่งหมื่นสี่พันล้านต้นในรัฐมิชิแกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป กระนั้น ทางรัฐยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “ตามล่าต้นไม้ใหญ่” ประจำปี เพื่อตามหาต้นไม้ที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิต การแข่งขันนี้เป็นการช่วยยกระดับต้นไม้ธรรมดาขึ้น เพราะในผืนป่าทุกแห่งอาจมีต้นที่จะชนะรางวัลรอคอยให้มีใครบางคนสังเกตเห็นมัน </p>
<p>พระเจ้าไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ พระองค์ทรงสังเกตเห็นสิ่งธรรมดาทั่วไปเสมอ ทรงใส่พระทัยในสิ่งของหรือบุคคลที่คนอื่นมองข้าม พระเจ้าทรงส่งคนธรรมดาคนหนึ่งชื่ออาโมสไปยังอิสราเอลในรัชสมัยของกษัตริย์เยโรโบอัม อาโมสตักเตือนประชากรให้หันจากความชั่วร้ายและแสวงหาความยุติธรรม แต่ท่านถูกขับไล่และบอกให้เงียบ พวกเขาพูดจาดูถูกท่านว่า “ท่านผู้ทำนาย ไปเถิด จงหนีไปเสียที่แผ่นดินยูดาห์...และเผยพระวจนะที่นั่นเถิด” (อมส.7:12) อาโมสตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ หรือลูกของผู้เผยพระวจนะ ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงสัตว์ และเป็นคนดูแลสวนมะเดื่อ และพระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา’” (ข้อ 14-15)</p>
<p>พระเจ้าทรงรู้จักและสังเกตเห็นอาโมสเมื่อท่านเป็นเพียงคนเลี้ยงแกะทั่วไปที่คอยดูแลฝูงแกะและต้นไม้ หลายร้อยปีต่อมา พระเยซูทรงสังเกตเห็นและทรงเรียกคนธรรมดาอย่างนาธานาเอล (ยน.1:48) และศักเคียส (ลก.19:4-5) ขณะที่พวกเขายืนอยู่ใกล้กับต้นมะเดื่อ ไม่ว่าเราจะรู้สึกมืดมนเพียงใด พระองค์ทรงเห็นเรา รักเรา และทรงใช้เราตามพระประสงค์ของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดบางครั้งจึงยากที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงมองเห็นเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว การที่พระเจ้าทรงรู้จักเรานั้นสื่อให้เราเห็นถึงความรักของพระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์รู้สึกว่าถูกมองข้าม</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ ...ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา” [ อาโมส 7:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มีต้นไม้หนึ่งหมื่นสี่พันล้านต้นในรัฐมิชิแกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป กระนั้น ทางรัฐยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “ตามล่าต้นไม้ใหญ่” ประจำปี เพื่อตามหาต้นไม้ที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิต การแข่งขันนี้เป็นการช่วยยกระดับต้นไม้ธรรมดาขึ้น เพราะในผืนป่าทุกแห่งอาจมีต้นที่จะชนะรางวัลรอคอยให้มีใครบางคนสังเกตเห็นมัน </p>
<p>พระเจ้าไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ พระองค์ทรงสังเกตเห็นสิ่งธรรมดาทั่วไปเสมอ ทรงใส่พระทัยในสิ่งของหรือบุคคลที่คนอื่นมองข้าม พระเจ้าทรงส่งคนธรรมดาคนหนึ่งชื่ออาโมสไปยังอิสราเอลในรัชสมัยของกษัตริย์เยโรโบอัม อาโมสตักเตือนประชากรให้หันจากความชั่วร้ายและแสวงหาความยุติธรรม แต่ท่านถูกขับไล่และบอกให้เงียบ พวกเขาพูดจาดูถูกท่านว่า “ท่านผู้ทำนาย ไปเถิด จงหนีไปเสียที่แผ่นดินยูดาห์...และเผยพระวจนะที่นั่นเถิด” (อมส.7:12) อาโมสตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ หรือลูกของผู้เผยพระวจนะ ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงสัตว์ และเป็นคนดูแลสวนมะเดื่อ และพระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา’” (ข้อ 14-15)</p>
<p>พระเจ้าทรงรู้จักและสังเกตเห็นอาโมสเมื่อท่านเป็นเพียงคนเลี้ยงแกะทั่วไปที่คอยดูแลฝูงแกะและต้นไม้ หลายร้อยปีต่อมา พระเยซูทรงสังเกตเห็นและทรงเรียกคนธรรมดาอย่างนาธานาเอล (ยน.1:48) และศักเคียส (ลก.19:4-5) ขณะที่พวกเขายืนอยู่ใกล้กับต้นมะเดื่อ ไม่ว่าเราจะรู้สึกมืดมนเพียงใด พระองค์ทรงเห็นเรา รักเรา และทรงใช้เราตามพระประสงค์ของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดบางครั้งจึงยากที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงมองเห็นเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว การที่พระเจ้าทรงรู้จักเรานั้นสื่อให้เราเห็นถึงความรักของพระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์รู้สึกว่าถูกมองข้าม</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 05 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dba6c328/7563e7e4.mp3" length="12641157" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>790</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ ...ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา” [ อาโมส 7:15 ]

มีต้นไม้หนึ่งหมื่นสี่พันล้านต้นในรัฐมิชิแกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป กระนั้น ทางรัฐยังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “ตามล่าต้นไม้ใหญ่” ประจำปี เพื่อตามหาต้นไม้ที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิต การแข่งขันนี้เป็นการช่วยยกระดับต้นไม้ธรรมดาขึ้น เพราะในผืนป่าทุกแห่งอาจมีต้นที่จะชนะรางวัลรอคอยให้มีใครบางคนสังเกตเห็นมัน 
พระเจ้าไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ พระองค์ทรงสังเกตเห็นสิ่งธรรมดาทั่วไปเสมอ ทรงใส่พระทัยในสิ่งของหรือบุคคลที่คนอื่นมองข้าม พระเจ้าทรงส่งคนธรรมดาคนหนึ่งชื่ออาโมสไปยังอิสราเอลในรัชสมัยของกษัตริย์เยโรโบอัม อาโมสตักเตือนประชากรให้หันจากความชั่วร้ายและแสวงหาความยุติธรรม แต่ท่านถูกขับไล่และบอกให้เงียบ พวกเขาพูดจาดูถูกท่านว่า “ท่านผู้ทำนาย ไปเถิด จงหนีไปเสียที่แผ่นดินยูดาห์...และเผยพระวจนะที่นั่นเถิด” (อมส.7:12) อาโมสตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ หรือลูกของผู้เผยพระวจนะ ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงสัตว์ และเป็นคนดูแลสวนมะเดื่อ และพระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา’” (ข้อ 14-15)
พระเจ้าทรงรู้จักและสังเกตเห็นอาโมสเมื่อท่านเป็นเพียงคนเลี้ยงแกะทั่วไปที่คอยดูแลฝูงแกะและต้นไม้ หลายร้อยปีต่อมา พระเยซูทรงสังเกตเห็นและทรงเรียกคนธรรมดาอย่างนาธานาเอล (ยน.1:48) และศักเคียส (ลก.19:4-5) ขณะที่พวกเขายืนอยู่ใกล้กับต้นมะเดื่อ ไม่ว่าเราจะรู้สึกมืดมนเพียงใด พระองค์ทรงเห็นเรา รักเรา และทรงใช้เราตามพระประสงค์ของพระองค์

เหตุใดบางครั้งจึงยากที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงมองเห็นเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว การที่พระเจ้าทรงรู้จักเรานั้นสื่อให้เราเห็นถึงความรักของพระองค์อย่างไร

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์รู้สึกว่าถูกมองข้าม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงนำข้าพเจ้ามาจากการติดตามฝูงแพะแกะ ...ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ไปซิ จงเผยพระวจนะแก่อิสราเอลประชากรของเรา” [ อาโมส 7:15 ]

มีต้นไม้หนึ่งหมื่นสี่พันล้านต้นในรัฐมิชิแกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป กระนั้น ทางรัฐยังเป็นเจ้าภาพจัดการแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงใช้เรื่องราวของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงใช้เรื่องราวของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">547f0644-4b95-4bc0-94dc-d49c15b862f2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6fc00b9e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันเปิดกล่องความทรงจำแล้วดึงเข็มกลัดสีเงินอันเล็กๆซึ่งมีขนาดและรูปร่างเท่ากับเท้าของทารกในครรภ์อายุ 10 สัปดาห์ออกมา ขณะที่สัมผัสนิ้วเท้าเล็กๆทั้งสิบนิ้ว ฉันนึกถึงตอนที่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์คนแรกไป และคนที่บอกว่าฉัน “โชคดี” ที่ไม่ได้อุ้มท้อง “ไปนานกว่านั้น” ฉันโศกเศร้าเมื่อรู้ว่าเท้าของลูกนั้นเหมือนกับหัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นอยู่ในครรภ์ของฉันจริงๆ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยฉันจากภาวะซึมเศร้าและใช้เรื่องราวนี้เพื่อปลอบโยนคนที่ต้องเสียใจจากการสูญเสียลูก เป็นเวลากว่า 20 ปีหลังจากที่ฉันแท้งลูก ฉันและสามีได้ตั้งชื่อลูกที่เสียไปว่า ไค ซึ่งในบางภาษาแปลว่า “ชื่นชมยินดี” แม้ว่าฉันยังคงเจ็บปวดจากการสูญเสีย แต่ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเยียวยาหัวใจและใช้เรื่องราวของฉันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</p>
<p>ผู้เขียนสดุดี 107 ชื่นชมยินดีในพระลักษณะของพระเจ้าและร้องสรรเสริญ “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (ข้อ 1) พระองค์ทรงเรียกร้องให้ “ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้” เล่าเรื่องราวของพวกเขา (ข้อ 2) “ให้เขาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะการอัศจรรย์ของพระองค์ที่มีต่อบุตรของมนุษย์” (ข้อ 8) พระองค์ทรงหยิบยื่นความหวังพร้อมกับพระสัญญาที่บอกว่า พระเจ้าผู้เดียวที่ “ทรงให้เขาอิ่ม และผู้ที่หิว พระองค์ทรงให้เขาหนำใจด้วยของดี” (ข้อ 9)</p>
<p>ไม่มีใครหลีกหนีความเศร้าโศกหรือความทุกข์ใจได้ แม้แต่คนที่ได้รับการไถ่ผ่านการสละพระชนม์บนกางเขนของพระคริสต์ แต่เราสามารถสัมผัสถึงพระเมตตาของพระเจ้าได้เมื่อพระองค์์ทรงใช้เรื่องราวของเรา เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงเยียวยาใจที่แตกสลายของคุณอย่างไร พระองค์ทรงใช้เรื่องราวของคนอื่นมาหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักษาข้าพระองค์และใช้เรื่องราวของข้าพระองค์ เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันเปิดกล่องความทรงจำแล้วดึงเข็มกลัดสีเงินอันเล็กๆซึ่งมีขนาดและรูปร่างเท่ากับเท้าของทารกในครรภ์อายุ 10 สัปดาห์ออกมา ขณะที่สัมผัสนิ้วเท้าเล็กๆทั้งสิบนิ้ว ฉันนึกถึงตอนที่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์คนแรกไป และคนที่บอกว่าฉัน “โชคดี” ที่ไม่ได้อุ้มท้อง “ไปนานกว่านั้น” ฉันโศกเศร้าเมื่อรู้ว่าเท้าของลูกนั้นเหมือนกับหัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นอยู่ในครรภ์ของฉันจริงๆ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยฉันจากภาวะซึมเศร้าและใช้เรื่องราวนี้เพื่อปลอบโยนคนที่ต้องเสียใจจากการสูญเสียลูก เป็นเวลากว่า 20 ปีหลังจากที่ฉันแท้งลูก ฉันและสามีได้ตั้งชื่อลูกที่เสียไปว่า ไค ซึ่งในบางภาษาแปลว่า “ชื่นชมยินดี” แม้ว่าฉันยังคงเจ็บปวดจากการสูญเสีย แต่ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเยียวยาหัวใจและใช้เรื่องราวของฉันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</p>
<p>ผู้เขียนสดุดี 107 ชื่นชมยินดีในพระลักษณะของพระเจ้าและร้องสรรเสริญ “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (ข้อ 1) พระองค์ทรงเรียกร้องให้ “ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้” เล่าเรื่องราวของพวกเขา (ข้อ 2) “ให้เขาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะการอัศจรรย์ของพระองค์ที่มีต่อบุตรของมนุษย์” (ข้อ 8) พระองค์ทรงหยิบยื่นความหวังพร้อมกับพระสัญญาที่บอกว่า พระเจ้าผู้เดียวที่ “ทรงให้เขาอิ่ม และผู้ที่หิว พระองค์ทรงให้เขาหนำใจด้วยของดี” (ข้อ 9)</p>
<p>ไม่มีใครหลีกหนีความเศร้าโศกหรือความทุกข์ใจได้ แม้แต่คนที่ได้รับการไถ่ผ่านการสละพระชนม์บนกางเขนของพระคริสต์ แต่เราสามารถสัมผัสถึงพระเมตตาของพระเจ้าได้เมื่อพระองค์์ทรงใช้เรื่องราวของเรา เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงเยียวยาใจที่แตกสลายของคุณอย่างไร พระองค์ทรงใช้เรื่องราวของคนอื่นมาหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักษาข้าพระองค์และใช้เรื่องราวของข้าพระองค์ เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 04 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6fc00b9e/f0651da5.mp3" length="15172507" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>949</itunes:duration>
      <itunes:summary>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]

ฉันเปิดกล่องความทรงจำแล้วดึงเข็มกลัดสีเงินอันเล็กๆซึ่งมีขนาดและรูปร่างเท่ากับเท้าของทารกในครรภ์อายุ 10 สัปดาห์ออกมา ขณะที่สัมผัสนิ้วเท้าเล็กๆทั้งสิบนิ้ว ฉันนึกถึงตอนที่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์คนแรกไป และคนที่บอกว่าฉัน “โชคดี” ที่ไม่ได้อุ้มท้อง “ไปนานกว่านั้น” ฉันโศกเศร้าเมื่อรู้ว่าเท้าของลูกนั้นเหมือนกับหัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นอยู่ในครรภ์ของฉันจริงๆ ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยฉันจากภาวะซึมเศร้าและใช้เรื่องราวนี้เพื่อปลอบโยนคนที่ต้องเสียใจจากการสูญเสียลูก เป็นเวลากว่า 20 ปีหลังจากที่ฉันแท้งลูก ฉันและสามีได้ตั้งชื่อลูกที่เสียไปว่า ไค ซึ่งในบางภาษาแปลว่า “ชื่นชมยินดี” แม้ว่าฉันยังคงเจ็บปวดจากการสูญเสีย แต่ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเยียวยาหัวใจและใช้เรื่องราวของฉันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
ผู้เขียนสดุดี 107 ชื่นชมยินดีในพระลักษณะของพระเจ้าและร้องสรรเสริญ “จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (ข้อ 1) พระองค์ทรงเรียกร้องให้ “ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้” เล่าเรื่องราวของพวกเขา (ข้อ 2) “ให้เขาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะการอัศจรรย์ของพระองค์ที่มีต่อบุตรของมนุษย์” (ข้อ 8) พระองค์ทรงหยิบยื่นความหวังพร้อมกับพระสัญญาที่บอกว่า พระเจ้าผู้เดียวที่ “ทรงให้เขาอิ่ม และผู้ที่หิว พระองค์ทรงให้เขาหนำใจด้วยของดี” (ข้อ 9)
ไม่มีใครหลีกหนีความเศร้าโศกหรือความทุกข์ใจได้ แม้แต่คนที่ได้รับการไถ่ผ่านการสละพระชนม์บนกางเขนของพระคริสต์ แต่เราสามารถสัมผัสถึงพระเมตตาของพระเจ้าได้เมื่อพระองค์์ทรงใช้เรื่องราวของเรา เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์

พระเจ้าทรงเยียวยาใจที่แตกสลายของคุณอย่างไร พระองค์ทรงใช้เรื่องราวของคนอื่นมาหนุนใจคุณอย่างไร

ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักษาข้าพระองค์และใช้เรื่องราวของข้าพระองค์ เพื่อนำผู้อื่นมาถึงความรักแห่งการทรงไถ่ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้แล้วกล่าวดังนั้นเถิด [ สดุดี 107:2 ]

ฉันเปิดกล่องความทรงจำแล้วดึงเข็มกลัดสีเงินอันเล็กๆซึ่งมีขนาดและรูปร่างเท่ากับเท้าของทารกในครรภ์อายุ 10 สัปดาห์ออกมา ขณะที่สัมผัสนิ้วเท้าเล็กๆทั้งสิบนิ้ว ฉันนึกถึงตอนที่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์คนแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การตอบสนองอย่างพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การตอบสนองอย่างพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a9b54af-d403-4f77-8061-2105bb1424b8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b23c59a2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อ [พระเยซู] พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม [ 1 เปโตร 2:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จอร์จกำลังทำงานก่อสร้างท่ามกลางความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ในหน้าร้อนของรัฐแคโรไลน่าขณะที่เพื่อนบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้นเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาทำงานอยู่ ชายคนนั้นเริ่มก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโครงการ รวมทั้งวิธีการดำเนินงานด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด จอร์จรับฟังคำวิจารณ์เหล่านั้นโดยไม่ตอบโต้จนกระทั่งเพื่อนบ้านที่โกรธเกรี้ยวหยุดตะโกนใส่เขา จากนั้นเขาก็ตอบอย่างสุภาพว่า “วันนี้คุณคงเจออะไรแย่ๆมาใช่ไหมครับ” ใบหน้าของเพื่อนบ้านที่กำลังโกรธขึ้งพลันอ่อนลง เขาก้มศีรษะและพูดว่า “ผมขอโทษที่พูดกับคุณไม่ดี” ความเมตตาของจอร์จได้ช่วยบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของเพื่อนบ้าน</p>
<p>มีหลายครั้งที่เราอยากจะตอบโต้คนที่ดูถูกและทำไม่ดีกับเราแบบตาแทนตาฟันแทนฟัน แต่จอร์จทำสิ่งที่ตรงกันข้ามคือแสดงความเมตตา ซึ่งเราได้เห็นความเมตตาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจากการที่พระเยซูต้องรับผลของบาปที่เราทำ “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)</p>
<p>เราทุกคนจะมีช่วงเวลาที่ถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ความ หรือถูกโจมตี เราอาจจะอยากตอบโต้ แต่พระเยซูเรียกร้องให้เราแสดงความเมตตา แสวงหาสันติสุข และแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าในวันนี้ พระองค์อาจจะใช้เราเพื่ออวยพรคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ยากลำบากก็เป็นได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่เป็นเหตุทำ​ให้เราตอบโต้​​ผู้ที่ใช้คำ​พูด​รุนแรงกับเรา คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการแสดงความเมตตาต่อคนที่ใจร้ายกับคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระบิดาผู้ทรงห่วงใย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พบกำลัง พระคุณ และสติปัญญาในพระองค์ เพื่อจะสำแดงพระทัยของพระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อ [พระเยซู] พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม [ 1 เปโตร 2:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จอร์จกำลังทำงานก่อสร้างท่ามกลางความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ในหน้าร้อนของรัฐแคโรไลน่าขณะที่เพื่อนบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้นเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาทำงานอยู่ ชายคนนั้นเริ่มก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโครงการ รวมทั้งวิธีการดำเนินงานด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด จอร์จรับฟังคำวิจารณ์เหล่านั้นโดยไม่ตอบโต้จนกระทั่งเพื่อนบ้านที่โกรธเกรี้ยวหยุดตะโกนใส่เขา จากนั้นเขาก็ตอบอย่างสุภาพว่า “วันนี้คุณคงเจออะไรแย่ๆมาใช่ไหมครับ” ใบหน้าของเพื่อนบ้านที่กำลังโกรธขึ้งพลันอ่อนลง เขาก้มศีรษะและพูดว่า “ผมขอโทษที่พูดกับคุณไม่ดี” ความเมตตาของจอร์จได้ช่วยบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของเพื่อนบ้าน</p>
<p>มีหลายครั้งที่เราอยากจะตอบโต้คนที่ดูถูกและทำไม่ดีกับเราแบบตาแทนตาฟันแทนฟัน แต่จอร์จทำสิ่งที่ตรงกันข้ามคือแสดงความเมตตา ซึ่งเราได้เห็นความเมตตาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจากการที่พระเยซูต้องรับผลของบาปที่เราทำ “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)</p>
<p>เราทุกคนจะมีช่วงเวลาที่ถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ความ หรือถูกโจมตี เราอาจจะอยากตอบโต้ แต่พระเยซูเรียกร้องให้เราแสดงความเมตตา แสวงหาสันติสุข และแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าในวันนี้ พระองค์อาจจะใช้เราเพื่ออวยพรคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ยากลำบากก็เป็นได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่เป็นเหตุทำ​ให้เราตอบโต้​​ผู้ที่ใช้คำ​พูด​รุนแรงกับเรา คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการแสดงความเมตตาต่อคนที่ใจร้ายกับคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>พระบิดาผู้ทรงห่วงใย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พบกำลัง พระคุณ และสติปัญญาในพระองค์ เพื่อจะสำแดงพระทัยของพระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 03 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b23c59a2/f9893d80.mp3" length="12011411" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อ [พระเยซู] พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม [ 1 เปโตร 2:23 ]

จอร์จกำลังทำงานก่อสร้างท่ามกลางความร้อนระอุจากดวงอาทิตย์ในหน้าร้อนของรัฐแคโรไลน่าขณะที่เพื่อนบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกนั้นเดินเข้ามาในพื้นที่ที่เขาทำงานอยู่ ชายคนนั้นเริ่มก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับโครงการ รวมทั้งวิธีการดำเนินงานด้วยความโกรธอย่างเห็นได้ชัด จอร์จรับฟังคำวิจารณ์เหล่านั้นโดยไม่ตอบโต้จนกระทั่งเพื่อนบ้านที่โกรธเกรี้ยวหยุดตะโกนใส่เขา จากนั้นเขาก็ตอบอย่างสุภาพว่า “วันนี้คุณคงเจออะไรแย่ๆมาใช่ไหมครับ” ใบหน้าของเพื่อนบ้านที่กำลังโกรธขึ้งพลันอ่อนลง เขาก้มศีรษะและพูดว่า “ผมขอโทษที่พูดกับคุณไม่ดี” ความเมตตาของจอร์จได้ช่วยบรรเทาความโกรธเกรี้ยวของเพื่อนบ้าน
มีหลายครั้งที่เราอยากจะตอบโต้คนที่ดูถูกและทำไม่ดีกับเราแบบตาแทนตาฟันแทนฟัน แต่จอร์จทำสิ่งที่ตรงกันข้ามคือแสดงความเมตตา ซึ่งเราได้เห็นความเมตตาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดจากการที่พระเยซูต้องรับผลของบาปที่เราทำ “เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 ปต.2:23)
เราทุกคนจะมีช่วงเวลาที่ถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ความ หรือถูกโจมตี เราอาจจะอยากตอบโต้ แต่พระเยซูเรียกร้องให้เราแสดงความเมตตา แสวงหาสันติสุข และแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้าในวันนี้ พระองค์อาจจะใช้เราเพื่ออวยพรคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ยากลำบากก็เป็นได้

สิ่งใดที่เป็นเหตุทำ​ให้เราตอบโต้​​ผู้ที่ใช้คำ​พูด​รุนแรงกับเรา คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการแสดงความเมตตาต่อคนที่ใจร้ายกับคุณได้อย่างไร

พระบิดาผู้ทรงห่วงใย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้พบกำลัง พระคุณ และสติปัญญาในพระองค์ เพื่อจะสำแดงพระทัยของพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเขากล่าวคำหยาบคายต่อ [พระเยซู] พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลย เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม [ 1 เปโตร 2:23 ]

จอร์จกำลังทำงานก่อสร้างท่ามกลางความร้อนระอุจา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตอบตกลงด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตอบตกลงด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9366c3f0-9ee8-4e80-9646-acf4a7755a48</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/de18e71e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา [ กันดารวิถี 14:9 ]</p>
<p><br></p>
<p>เมื่อมีคนถามว่าฉันยินดีจะตอบรับทำงานในความรับผิดชอบใหม่ๆหรือไม่ ฉันอยากจะตอบปฏิเสธ ฉันคิดถึงความท้าทายที่จะตามมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจะทำงานเหล่านั้น แต่ขณะที่ฉันอธิษฐานและแสวงหาการทรงนำจากพระคัมภีร์และผู้เชื่อคนอื่นๆ ฉันก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ฉันตอบตกลง ฉันได้รับความมั่นใจจากพระคัมภีร์ว่าความช่วยเหลือจะมาจากพระองค์ ดังนั้น ฉันจึงตอบรับงานนั้นแม้จะยังมีความกลัวอยู่บ้าง</p>
<p>ฉันเห็นภาพตัวเองในชนชาติอิสราเอลและผู้สอดแนมทั้งสิบคนที่ล่าถอยจากการเข้าไปยึดครองแผ่นดินคานาอัน (กดว.13:27-29, 31-33; 14:1-4) พวกเขามองเห็นความลำบากและสงสัยว่าพวกเขาจะเอาชนะผู้ที่มีกำลังในแผ่นดินนั้นและทำลายเมืองที่เป็นป้อมปราการนั้นได้อย่างไร “เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโม” ผู้สอดแนมกล่าว (13:33) และชนอิสราเอลก็บ่นว่า “พระเจ้านำเราเข้ามาในประเทศนี้ให้ตายด้วยคมกระบี่ทำไมเล่า” (14:3)</p>
<p>มีเพียงโยชูวาและคาเลบเท่านั้นที่จำได้ว่าพระเจ้าทรงสัญญาจะมอบแผ่นดินคานาอันแก่ประชากรของพระองค์ (ปฐก.17:8; กดว.13:2) พวกเขามีความมั่นใจจากพระสัญญาของพระเจ้าและมองข้ามความยากลำบากที่อยู่เบื้องหน้า ไปยังการทรงสถิตและความช่วยเหลือของพระองค์ พวกเขาเผชิญความยากลำบากโดยพึ่งในฤทธานุภาพ การคุ้มครอง และทรัพยากรของพระเจ้า ไม่ใช่ของพวกเขาเอง (กดว.14:6-9)</p>
<p>งานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ฉันทำนั้นไม่ง่าย แต่พระองค์ทรงช่วยให้ฉันผ่านมันไปได้ แม้เราจะหนีไม่พ้นความยากลำบากในการทำงานของพระเจ้า แต่เราสามารถเผชิญหน้ากับมันได้เช่นเดียวกับโยชูวาและคาเลบ โดยรู้ว่า “พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา” (ข้อ 9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำงานที่พระเจ้าทรงขอให้คุณทำ ตัวอย่างของโยชูวาและคาเลบช่วยคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ติดตามพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา [ กันดารวิถี 14:9 ]</p>
<p><br></p>
<p>เมื่อมีคนถามว่าฉันยินดีจะตอบรับทำงานในความรับผิดชอบใหม่ๆหรือไม่ ฉันอยากจะตอบปฏิเสธ ฉันคิดถึงความท้าทายที่จะตามมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจะทำงานเหล่านั้น แต่ขณะที่ฉันอธิษฐานและแสวงหาการทรงนำจากพระคัมภีร์และผู้เชื่อคนอื่นๆ ฉันก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ฉันตอบตกลง ฉันได้รับความมั่นใจจากพระคัมภีร์ว่าความช่วยเหลือจะมาจากพระองค์ ดังนั้น ฉันจึงตอบรับงานนั้นแม้จะยังมีความกลัวอยู่บ้าง</p>
<p>ฉันเห็นภาพตัวเองในชนชาติอิสราเอลและผู้สอดแนมทั้งสิบคนที่ล่าถอยจากการเข้าไปยึดครองแผ่นดินคานาอัน (กดว.13:27-29, 31-33; 14:1-4) พวกเขามองเห็นความลำบากและสงสัยว่าพวกเขาจะเอาชนะผู้ที่มีกำลังในแผ่นดินนั้นและทำลายเมืองที่เป็นป้อมปราการนั้นได้อย่างไร “เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโม” ผู้สอดแนมกล่าว (13:33) และชนอิสราเอลก็บ่นว่า “พระเจ้านำเราเข้ามาในประเทศนี้ให้ตายด้วยคมกระบี่ทำไมเล่า” (14:3)</p>
<p>มีเพียงโยชูวาและคาเลบเท่านั้นที่จำได้ว่าพระเจ้าทรงสัญญาจะมอบแผ่นดินคานาอันแก่ประชากรของพระองค์ (ปฐก.17:8; กดว.13:2) พวกเขามีความมั่นใจจากพระสัญญาของพระเจ้าและมองข้ามความยากลำบากที่อยู่เบื้องหน้า ไปยังการทรงสถิตและความช่วยเหลือของพระองค์ พวกเขาเผชิญความยากลำบากโดยพึ่งในฤทธานุภาพ การคุ้มครอง และทรัพยากรของพระเจ้า ไม่ใช่ของพวกเขาเอง (กดว.14:6-9)</p>
<p>งานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ฉันทำนั้นไม่ง่าย แต่พระองค์ทรงช่วยให้ฉันผ่านมันไปได้ แม้เราจะหนีไม่พ้นความยากลำบากในการทำงานของพระเจ้า แต่เราสามารถเผชิญหน้ากับมันได้เช่นเดียวกับโยชูวาและคาเลบ โดยรู้ว่า “พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา” (ข้อ 9)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำงานที่พระเจ้าทรงขอให้คุณทำ ตัวอย่างของโยชูวาและคาเลบช่วยคุณอย่างไร</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ติดตามพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 02 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/de18e71e/6733bcda.mp3" length="13094667" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>819</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา [ กันดารวิถี 14:9 ]

เมื่อมีคนถามว่าฉันยินดีจะตอบรับทำงานในความรับผิดชอบใหม่ๆหรือไม่ ฉันอยากจะตอบปฏิเสธ ฉันคิดถึงความท้าทายที่จะตามมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจะทำงานเหล่านั้น แต่ขณะที่ฉันอธิษฐานและแสวงหาการทรงนำจากพระคัมภีร์และผู้เชื่อคนอื่นๆ ฉันก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ฉันตอบตกลง ฉันได้รับความมั่นใจจากพระคัมภีร์ว่าความช่วยเหลือจะมาจากพระองค์ ดังนั้น ฉันจึงตอบรับงานนั้นแม้จะยังมีความกลัวอยู่บ้าง
ฉันเห็นภาพตัวเองในชนชาติอิสราเอลและผู้สอดแนมทั้งสิบคนที่ล่าถอยจากการเข้าไปยึดครองแผ่นดินคานาอัน (กดว.13:27-29, 31-33; 14:1-4) พวกเขามองเห็นความลำบากและสงสัยว่าพวกเขาจะเอาชนะผู้ที่มีกำลังในแผ่นดินนั้นและทำลายเมืองที่เป็นป้อมปราการนั้นได้อย่างไร “เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโม” ผู้สอดแนมกล่าว (13:33) และชนอิสราเอลก็บ่นว่า “พระเจ้านำเราเข้ามาในประเทศนี้ให้ตายด้วยคมกระบี่ทำไมเล่า” (14:3)
มีเพียงโยชูวาและคาเลบเท่านั้นที่จำได้ว่าพระเจ้าทรงสัญญาจะมอบแผ่นดินคานาอันแก่ประชากรของพระองค์ (ปฐก.17:8; กดว.13:2) พวกเขามีความมั่นใจจากพระสัญญาของพระเจ้าและมองข้ามความยากลำบากที่อยู่เบื้องหน้า ไปยังการทรงสถิตและความช่วยเหลือของพระองค์ พวกเขาเผชิญความยากลำบากโดยพึ่งในฤทธานุภาพ การคุ้มครอง และทรัพยากรของพระเจ้า ไม่ใช่ของพวกเขาเอง (กดว.14:6-9)
งานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ฉันทำนั้นไม่ง่าย แต่พระองค์ทรงช่วยให้ฉันผ่านมันไปได้ แม้เราจะหนีไม่พ้นความยากลำบากในการทำงานของพระเจ้า แต่เราสามารถเผชิญหน้ากับมันได้เช่นเดียวกับโยชูวาและคาเลบ โดยรู้ว่า “พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา” (ข้อ 9)

เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำงานที่พระเจ้าทรงขอให้คุณทำ ตัวอย่างของโยชูวาและคาเลบช่วยคุณอย่างไร

ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ให้ติดตามพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าสถิตฝ่ายเรา [ กันดารวิถี 14:9 ]

เมื่อมีคนถามว่าฉันยินดีจะตอบรับทำงานในความรับผิดชอบใหม่ๆหรือไม่ ฉันอยากจะตอบปฏิเสธ ฉันคิดถึงความท้าทายที่จะตามมาและรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอจะทำงานเหล่านั้น แต่ขณะที่ฉันอธิษฐานและแสวงหาการทรงนำจากพระคัมภีร์และผู้เชื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระลักษณะของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระลักษณะของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f4df7a3e-fb51-4341-9285-762c1fb7357d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0fb73d94</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน [ กาลาเทีย 5:22-23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากการไปปฏิบัติหน้าที่ที่ท้าทายในอัฟกานิสถาน ชีวิตของจ่าสิบเอกสก็อตต์แห่งกองทัพอังกฤษก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เขาจำได้ว่า “ผมอยู่ในความมืดมิด” แต่เมื่อเขา “พบพระเยซูและเริ่มติดตามพระองค์” ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาพยายามแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับผู้อื่น โดยเฉพาะกับบรรดาทหารผ่านศึกที่ลงแข่งในการแข่งขันกีฬาทหารผ่านศึกนานาชาติที่จัดขึ้นสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม</p>
<p>สำหรับสก็อตต์ การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการฟังเพลงนมัสการ ช่วยเตรียมชีวิตของเขาก่อนจะไปเข้าร่วมการแข่งขัน จากนั้นพระเจ้าทรงช่วยเขาให้สามารถ “สะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและสำแดงความเมตตา ความอ่อนสุภาพ และพระคุณ” ต่อเพื่อนทหารผ่านศึกที่ลงแข่งขันด้วยกัน</p>
<p>สก็อตต์ได้เอ่ยถึงผลของพระวิญญาณบางประการที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในกาลาเทีย พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนภายใต้อิทธิพลของผู้สอนเท็จ ดังนั้น เปาโลจึงพยายามหนุนใจพวกเขาให้ยืนหยัดในความจริงต่อพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ โดยให้ “พระวิญญาณทรงนำ” (กท.5:18) เมื่อทำดังนั้น พวกเขาจะบังเกิดผลของพระวิญญาณ คือ “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)</p>
<p>เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา เราจะเปี่ยมล้นด้วยความดีงามและความรักของพระองค์ และจะแสดงความอ่อนโยนและความเมตตาต่อคนรอบข้างเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าจะช่วยคุณพัฒนาผลของพระวิญญาณได้อย่างไร แนวปฏิบัติใดที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่ในทางของพระองค์</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต ขอบพระคุณสำหรับพระวิญญาณของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีชีวิตที่เกิดผลเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน [ กาลาเทีย 5:22-23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากการไปปฏิบัติหน้าที่ที่ท้าทายในอัฟกานิสถาน ชีวิตของจ่าสิบเอกสก็อตต์แห่งกองทัพอังกฤษก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เขาจำได้ว่า “ผมอยู่ในความมืดมิด” แต่เมื่อเขา “พบพระเยซูและเริ่มติดตามพระองค์” ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาพยายามแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับผู้อื่น โดยเฉพาะกับบรรดาทหารผ่านศึกที่ลงแข่งในการแข่งขันกีฬาทหารผ่านศึกนานาชาติที่จัดขึ้นสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม</p>
<p>สำหรับสก็อตต์ การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการฟังเพลงนมัสการ ช่วยเตรียมชีวิตของเขาก่อนจะไปเข้าร่วมการแข่งขัน จากนั้นพระเจ้าทรงช่วยเขาให้สามารถ “สะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและสำแดงความเมตตา ความอ่อนสุภาพ และพระคุณ” ต่อเพื่อนทหารผ่านศึกที่ลงแข่งขันด้วยกัน</p>
<p>สก็อตต์ได้เอ่ยถึงผลของพระวิญญาณบางประการที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในกาลาเทีย พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนภายใต้อิทธิพลของผู้สอนเท็จ ดังนั้น เปาโลจึงพยายามหนุนใจพวกเขาให้ยืนหยัดในความจริงต่อพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ โดยให้ “พระวิญญาณทรงนำ” (กท.5:18) เมื่อทำดังนั้น พวกเขาจะบังเกิดผลของพระวิญญาณ คือ “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)</p>
<p>เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา เราจะเปี่ยมล้นด้วยความดีงามและความรักของพระองค์ และจะแสดงความอ่อนโยนและความเมตตาต่อคนรอบข้างเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าจะช่วยคุณพัฒนาผลของพระวิญญาณได้อย่างไร แนวปฏิบัติใดที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่ในทางของพระองค์</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต ขอบพระคุณสำหรับพระวิญญาณของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีชีวิตที่เกิดผลเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 01 Oct 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0fb73d94/711c36e0.mp3" length="11921549" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน [ กาลาเทีย 5:22-23 ]

หลังจากการไปปฏิบัติหน้าที่ที่ท้าทายในอัฟกานิสถาน ชีวิตของจ่าสิบเอกสก็อตต์แห่งกองทัพอังกฤษก็แตกเป็นเสี่ยงๆ เขาจำได้ว่า “ผมอยู่ในความมืดมิด” แต่เมื่อเขา “พบพระเยซูและเริ่มติดตามพระองค์” ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาพยายามแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับผู้อื่น โดยเฉพาะกับบรรดาทหารผ่านศึกที่ลงแข่งในการแข่งขันกีฬาทหารผ่านศึกนานาชาติที่จัดขึ้นสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม
สำหรับสก็อตต์ การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการฟังเพลงนมัสการ ช่วยเตรียมชีวิตของเขาก่อนจะไปเข้าร่วมการแข่งขัน จากนั้นพระเจ้าทรงช่วยเขาให้สามารถ “สะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและสำแดงความเมตตา ความอ่อนสุภาพ และพระคุณ” ต่อเพื่อนทหารผ่านศึกที่ลงแข่งขันด้วยกัน
สก็อตต์ได้เอ่ยถึงผลของพระวิญญาณบางประการที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในกาลาเทีย พวกเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนภายใต้อิทธิพลของผู้สอนเท็จ ดังนั้น เปาโลจึงพยายามหนุนใจพวกเขาให้ยืนหยัดในความจริงต่อพระเจ้าและพระคุณของพระองค์ โดยให้ “พระวิญญาณทรงนำ” (กท.5:18) เมื่อทำดังนั้น พวกเขาจะบังเกิดผลของพระวิญญาณ คือ “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)
เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา เราจะเปี่ยมล้นด้วยความดีงามและความรักของพระองค์ และจะแสดงความอ่อนโยนและความเมตตาต่อคนรอบข้างเช่นกัน

พระเจ้าจะช่วยคุณพัฒนาผลของพระวิญญาณได้อย่างไร แนวปฏิบัติใดที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่ในทางของพระองค์

ข้าแต่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต ขอบพระคุณสำหรับพระวิญญาณของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีชีวิตที่เกิดผลเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน [ กาลาเทีย 5:22-23 ]

หลังจากการไปปฏิบัติหน้าที่ที่ท้าทายในอัฟกานิสถาน ชีวิตของจ่าสิบเอกสก็อตต์แห่งกองทัพอังกฤษก็แต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การปกป้องของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การปกป้องของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a9ec2134-1ec7-4213-9b46-15c0bd829143</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c555cd29</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมกับภรรยาปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ต่อปีบนเส้นทางรอบมิชิแกนฝั่งตะวันตก และเราได้ติดอุปกรณ์เสริมที่จักรยานเพื่อประสบการณ์ในการขี่ที่ดียิ่งขึ้น ซูมีไฟหน้า ไฟท้าย มาตรวัดระยะทาง และตัวล็อกจักรยาน ส่วนผมมีที่วางขวดน้ำ ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถขี่จักรยานไปบนเส้นทางนั้นได้ทุกวันในระยะทางเท่าเดิมโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเหล่านี้เลย มันมีประโยชน์ก็จริงแต่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็น</p>
<p>ในพระธรรมเอเฟซัส อัครทูตเปาโลเขียนถึงอุปกรณ์เสริมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็น ท่านกล่าวว่าเราต้อง “สวม” สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตตามความเชื่อในพระเยซู ชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องง่าย เรากำลังอยู่ในสงครามที่ต้อง “ต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” (6:11) ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม</p>
<p>หากปราศจากสติปัญญาจากพระคัมภีร์ เราอาจถูกชักจูงให้โอนอ่อนกับข้อผิดพลาด หากไม่มีพระเยซูคอยช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตาม “ความจริง” ของพระองค์ เราก็จะพ่ายแพ้แก่คำโกหก (ข้อ 14) หากไม่มี “ข่าวประเสริฐ” เราก็ขาด “สันติสุข” (ข้อ 15) หากไม่มี “ความเชื่อ” เป็นโล่ที่คอยปกป้องเรา เราก็จะถูกความสงสัยโจมตี (ข้อ 16) “ความรอด” และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อพระเจ้าได้ (ข้อ 17) และทั้งหมดนี้คือชุดเกราะของเรา</p>
<p>เราจำเป็นต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งชีวิตโดยมีสิ่งที่คอยปกป้องเราจากอันตราย เราจะเป็นเช่นนั้นได้เมื่อพระคริสต์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับความท้าทายในระหว่างเส้นทาง ด้วยการ “สวม” ยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้</p>
<p><br></p>
<p><strong>การ “สวม” ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ มีสถานการณ์ใดในชีวิตที่คุณจำเป็นต้องสวมยุทธภัณฑ์ของพระองค์มากที่สุด</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระวจนะของพระองค์เตือนข้าพระองค์ ถึงวิธีการที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการโจมตีของมารซาตาน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมกับภรรยาปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ต่อปีบนเส้นทางรอบมิชิแกนฝั่งตะวันตก และเราได้ติดอุปกรณ์เสริมที่จักรยานเพื่อประสบการณ์ในการขี่ที่ดียิ่งขึ้น ซูมีไฟหน้า ไฟท้าย มาตรวัดระยะทาง และตัวล็อกจักรยาน ส่วนผมมีที่วางขวดน้ำ ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถขี่จักรยานไปบนเส้นทางนั้นได้ทุกวันในระยะทางเท่าเดิมโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเหล่านี้เลย มันมีประโยชน์ก็จริงแต่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็น</p>
<p>ในพระธรรมเอเฟซัส อัครทูตเปาโลเขียนถึงอุปกรณ์เสริมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็น ท่านกล่าวว่าเราต้อง “สวม” สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตตามความเชื่อในพระเยซู ชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องง่าย เรากำลังอยู่ในสงครามที่ต้อง “ต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” (6:11) ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม</p>
<p>หากปราศจากสติปัญญาจากพระคัมภีร์ เราอาจถูกชักจูงให้โอนอ่อนกับข้อผิดพลาด หากไม่มีพระเยซูคอยช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตาม “ความจริง” ของพระองค์ เราก็จะพ่ายแพ้แก่คำโกหก (ข้อ 14) หากไม่มี “ข่าวประเสริฐ” เราก็ขาด “สันติสุข” (ข้อ 15) หากไม่มี “ความเชื่อ” เป็นโล่ที่คอยปกป้องเรา เราก็จะถูกความสงสัยโจมตี (ข้อ 16) “ความรอด” และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อพระเจ้าได้ (ข้อ 17) และทั้งหมดนี้คือชุดเกราะของเรา</p>
<p>เราจำเป็นต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งชีวิตโดยมีสิ่งที่คอยปกป้องเราจากอันตราย เราจะเป็นเช่นนั้นได้เมื่อพระคริสต์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับความท้าทายในระหว่างเส้นทาง ด้วยการ “สวม” ยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้</p>
<p><br></p>
<p><strong>การ “สวม” ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ มีสถานการณ์ใดในชีวิตที่คุณจำเป็นต้องสวมยุทธภัณฑ์ของพระองค์มากที่สุด</strong></p>
<p><br></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระวจนะของพระองค์เตือนข้าพระองค์ ถึงวิธีการที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการโจมตีของมารซาตาน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 30 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c555cd29/277a584a.mp3" length="11787529" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>737</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]

ผมกับภรรยาปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ต่อปีบนเส้นทางรอบมิชิแกนฝั่งตะวันตก และเราได้ติดอุปกรณ์เสริมที่จักรยานเพื่อประสบการณ์ในการขี่ที่ดียิ่งขึ้น ซูมีไฟหน้า ไฟท้าย มาตรวัดระยะทาง และตัวล็อกจักรยาน ส่วนผมมีที่วางขวดน้ำ ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถขี่จักรยานไปบนเส้นทางนั้นได้ทุกวันในระยะทางเท่าเดิมโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเหล่านี้เลย มันมีประโยชน์ก็จริงแต่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่จำเป็น
ในพระธรรมเอเฟซัส อัครทูตเปาโลเขียนถึงอุปกรณ์เสริมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเลือกแต่เป็นสิ่งจำเป็น ท่านกล่าวว่าเราต้อง “สวม” สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตตามความเชื่อในพระเยซู ชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องง่าย เรากำลังอยู่ในสงครามที่ต้อง “ต่อต้านยุทธอุบายของพญามาร” (6:11) ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม
หากปราศจากสติปัญญาจากพระคัมภีร์ เราอาจถูกชักจูงให้โอนอ่อนกับข้อผิดพลาด หากไม่มีพระเยซูคอยช่วยเราให้ดำเนินชีวิตตาม “ความจริง” ของพระองค์ เราก็จะพ่ายแพ้แก่คำโกหก (ข้อ 14) หากไม่มี “ข่าวประเสริฐ” เราก็ขาด “สันติสุข” (ข้อ 15) หากไม่มี “ความเชื่อ” เป็นโล่ที่คอยปกป้องเรา เราก็จะถูกความสงสัยโจมตี (ข้อ 16) “ความรอด” และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีเพื่อพระเจ้าได้ (ข้อ 17) และทั้งหมดนี้คือชุดเกราะของเรา
เราจำเป็นต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งชีวิตโดยมีสิ่งที่คอยปกป้องเราจากอันตราย เราจะเป็นเช่นนั้นได้เมื่อพระคริสต์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับความท้าทายในระหว่างเส้นทาง ด้วยการ “สวม” ยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้

การ “สวม” ยุทธภัณฑ์ของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไรสำหรับคุณ มีสถานการณ์ใดในชีวิตที่คุณจำเป็นต้องสวมยุทธภัณฑ์ของพระองค์มากที่สุด

ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่พระวจนะของพระองค์เตือนข้าพระองค์ ถึงวิธีการที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการโจมตีของมารซาตาน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ [ เอเฟซัส 6:11 ]

ผมกับภรรยาปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ต่อปีบนเส้นทางรอบมิชิแกนฝั่งตะวันตก และเราได้ติดอุปกรณ์เสริมที่จักรยานเพื่อประสบการณ์ในการขี่ที่ดียิ่งขึ้น ซูมีไฟหน้า ไฟท้าย </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การอัศจรรย์ “ในสิ่งเล็กน้อย”</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การอัศจรรย์ “ในสิ่งเล็กน้อย”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">662abe7d-0388-456e-960b-ad34aa3777c9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d684d529</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในงานแต่งงานของเรา เดฟเพื่อนที่ขี้อายยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อด้วยกระดาษบางๆเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะมอบของขวัญเขาจึงนำมันออกมา ฉันกับอีวานแกะห่อออกแล้วพบงานไม้แกะสลักรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีแผ่นลายไม้ทรงกลมอยู่ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ และมีประโยคที่สลักไว้ว่า “การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำนั้น บางอย่างก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ” แผ่นป้ายนั้นแขวนอยู่ในบ้านของเราเป็นเวลาสี่สิบห้าปีแล้ว เตือนเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั้งการจ่ายบิล การจัดหาอาหาร การรักษาโรคหวัด ล้วนเป็นบันทึกอันน่าประทับใจถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น</p>
<p>เศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ได้รับถ้อยคำที่คล้ายกันจากพระเจ้าผ่านทางผู้พยากรณ์เศคาริยาห์ เกี่ยวกับการบูรณะกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารขึ้นใหม่ หลังกลับจากการเป็นเชลยของบาบิโลน ช่วงเวลาของกระบวนการจึงเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคนอิสราเอลรู้สึกท้อแท้มากขึ้น “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้” พระเจ้าประกาศ (ศคย.4:10 TNCV) พระองค์ทรงทำให้ความปรารถนาของพระองค์สำเร็จผ่านทางเราและบางครั้งโดยที่ไม่มีเรา “‘มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา’ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” (ข้อ 6)</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับงานของพระเจ้าที่ดูเหมือนเล็กน้อยซึ่งทรงกระทำภายในเราและรอบๆตัวเรา ขอให้เราจดจำไว้ว่าการอัศจรรย์บางอย่างของพระองค์อาจ “เล็กน้อย” แต่พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เพื่อก่อให้เกิดพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์</p>
<p><br><strong>คุณได้เห็นการอัศจรรย์ที่เล็กน้อยของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อยนั้น เพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับคุณและคนรอบข้างอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงทำการอัศจรรย์ในสิ่งเล็กน้อยในชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะเห็นถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในงานแต่งงานของเรา เดฟเพื่อนที่ขี้อายยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อด้วยกระดาษบางๆเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะมอบของขวัญเขาจึงนำมันออกมา ฉันกับอีวานแกะห่อออกแล้วพบงานไม้แกะสลักรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีแผ่นลายไม้ทรงกลมอยู่ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ และมีประโยคที่สลักไว้ว่า “การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำนั้น บางอย่างก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ” แผ่นป้ายนั้นแขวนอยู่ในบ้านของเราเป็นเวลาสี่สิบห้าปีแล้ว เตือนเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั้งการจ่ายบิล การจัดหาอาหาร การรักษาโรคหวัด ล้วนเป็นบันทึกอันน่าประทับใจถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น</p>
<p>เศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ได้รับถ้อยคำที่คล้ายกันจากพระเจ้าผ่านทางผู้พยากรณ์เศคาริยาห์ เกี่ยวกับการบูรณะกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารขึ้นใหม่ หลังกลับจากการเป็นเชลยของบาบิโลน ช่วงเวลาของกระบวนการจึงเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคนอิสราเอลรู้สึกท้อแท้มากขึ้น “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้” พระเจ้าประกาศ (ศคย.4:10 TNCV) พระองค์ทรงทำให้ความปรารถนาของพระองค์สำเร็จผ่านทางเราและบางครั้งโดยที่ไม่มีเรา “‘มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา’ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” (ข้อ 6)</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับงานของพระเจ้าที่ดูเหมือนเล็กน้อยซึ่งทรงกระทำภายในเราและรอบๆตัวเรา ขอให้เราจดจำไว้ว่าการอัศจรรย์บางอย่างของพระองค์อาจ “เล็กน้อย” แต่พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เพื่อก่อให้เกิดพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์</p>
<p><br><strong>คุณได้เห็นการอัศจรรย์ที่เล็กน้อยของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อยนั้น เพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับคุณและคนรอบข้างอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงทำการอัศจรรย์ในสิ่งเล็กน้อยในชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะเห็นถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 29 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d684d529/64293fb6.mp3" length="11503387" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>719</itunes:duration>
      <itunes:summary>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]

ในงานแต่งงานของเรา เดฟเพื่อนที่ขี้อายยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อด้วยกระดาษบางๆเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะมอบของขวัญเขาจึงนำมันออกมา ฉันกับอีวานแกะห่อออกแล้วพบงานไม้แกะสลักรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีแผ่นลายไม้ทรงกลมอยู่ตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ และมีประโยคที่สลักไว้ว่า “การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำนั้น บางอย่างก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ” แผ่นป้ายนั้นแขวนอยู่ในบ้านของเราเป็นเวลาสี่สิบห้าปีแล้ว เตือนเราครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจแม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั้งการจ่ายบิล การจัดหาอาหาร การรักษาโรคหวัด ล้วนเป็นบันทึกอันน่าประทับใจถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น
เศรุบบาเบลผู้ว่าราชการของยูดาห์ได้รับถ้อยคำที่คล้ายกันจากพระเจ้าผ่านทางผู้พยากรณ์เศคาริยาห์ เกี่ยวกับการบูรณะกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารขึ้นใหม่ หลังกลับจากการเป็นเชลยของบาบิโลน ช่วงเวลาของกระบวนการจึงเริ่มขึ้นอย่างช้าๆ และคนอิสราเอลรู้สึกท้อแท้มากขึ้น “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้” พระเจ้าประกาศ (ศคย.4:10 TNCV) พระองค์ทรงทำให้ความปรารถนาของพระองค์สำเร็จผ่านทางเราและบางครั้งโดยที่ไม่มีเรา “‘มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยวิญญาณของเรา’ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ” (ข้อ 6)
เมื่อเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับงานของพระเจ้าที่ดูเหมือนเล็กน้อยซึ่งทรงกระทำภายในเราและรอบๆตัวเรา ขอให้เราจดจำไว้ว่าการอัศจรรย์บางอย่างของพระองค์อาจ “เล็กน้อย” แต่พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อย เพื่อก่อให้เกิดพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์
คุณได้เห็นการอัศจรรย์ที่เล็กน้อยของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร พระองค์ทรงใช้สิ่งเล็กน้อยนั้น เพื่อจัดเตรียมสิ่งจำเป็นให้กับคุณและคนรอบข้างอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงทำการอัศจรรย์ในสิ่งเล็กน้อยในชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์จะเห็นถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้ [ เศคาริยาห์ 4:10 TNCV ]

ในงานแต่งงานของเรา เดฟเพื่อนที่ขี้อายยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมที่ห่อด้วยกระดาษบางๆเอาไว้ เมื่อถึงเวลาที่จะมอบของขวัญเขาจึงนำมันออกมา ฉันกับอีวานแกะห่อออกแล้วพบงานไม้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สุขภาพของหัวใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สุขภาพของหัวใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">910ac02e-6f1f-4032-a239-b5ff835cdedb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/890b1d38</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ [ สุภาษิต 4:23 ]</em></p>
<p>หัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่น่าทึ่ง สถานีสูบน้ำขนาดเท่ากำปั้นนี้มีน้ำหนักราว 200 ถึง 425 กรัม ในแต่ละวันจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้งและสูบฉีดเลือดราว 7,600 ลิตรผ่านหลอดเลือดในร่างกายที่ยาวประมาณ 97,000 กิโลเมตร! ด้วยภาระหน้าที่ที่มีความสำคัญและเป็นงานที่หนัก เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมสุขภาพของหัวใจจึงเป็นศูนย์กลางของความเป็นอยู่ที่ดีของร่างกายทุกส่วน วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สนับสนุนให้เราสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเพราะสถานภาพของหัวใจเรานั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของเรา</p>
<p>แม้ว่าวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับหัวใจในร่างกายของเรา แต่พระเจ้าตรัสด้วยสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเกี่ยวกับ “หัวใจ”อีกประเภทหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวถึง “ศูนย์กลาง” ด้านความคิด อารมณ์ วิญญาณและศีลธรรมของความเป็นเรา เนื่องจากหัวใจเป็นหน่วยประมวลผลกลางของชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ.4:23) การรักษาใจจะช่วยเราในการพูด (ข้อ 24) ทำให้เรามองสิ่งต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์ (ข้อ 25) และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับย่างเท้าของเรา (ข้อ 27) ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือช่วงชีวิตใด เมื่อเรารักษาใจของเรา ชีวิตของเราจะได้รับการสงวนรักษา ความสัมพันธ์ของเราได้รับการปกป้อง และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ</p>
<p><br></p>
<p><strong>รูปแบบการใช้ชีวิตและนิสัยของคุณเผยให้เห็นอะไร เกี่ยวกับสภาพหัวใจของคุณ หากคุณยังไม่เคยทูลขอพระเจ้า ให้ทรงช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจ เพราะเหตุใดคุณจึงไม่ทำเสียในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจสอบและทราบถึงจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ รักษาความจริงของพระองค์ไว้ในใจ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ [ สุภาษิต 4:23 ]</em></p>
<p>หัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่น่าทึ่ง สถานีสูบน้ำขนาดเท่ากำปั้นนี้มีน้ำหนักราว 200 ถึง 425 กรัม ในแต่ละวันจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้งและสูบฉีดเลือดราว 7,600 ลิตรผ่านหลอดเลือดในร่างกายที่ยาวประมาณ 97,000 กิโลเมตร! ด้วยภาระหน้าที่ที่มีความสำคัญและเป็นงานที่หนัก เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมสุขภาพของหัวใจจึงเป็นศูนย์กลางของความเป็นอยู่ที่ดีของร่างกายทุกส่วน วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สนับสนุนให้เราสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเพราะสถานภาพของหัวใจเรานั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของเรา</p>
<p>แม้ว่าวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับหัวใจในร่างกายของเรา แต่พระเจ้าตรัสด้วยสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเกี่ยวกับ “หัวใจ”อีกประเภทหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวถึง “ศูนย์กลาง” ด้านความคิด อารมณ์ วิญญาณและศีลธรรมของความเป็นเรา เนื่องจากหัวใจเป็นหน่วยประมวลผลกลางของชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ.4:23) การรักษาใจจะช่วยเราในการพูด (ข้อ 24) ทำให้เรามองสิ่งต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์ (ข้อ 25) และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับย่างเท้าของเรา (ข้อ 27) ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือช่วงชีวิตใด เมื่อเรารักษาใจของเรา ชีวิตของเราจะได้รับการสงวนรักษา ความสัมพันธ์ของเราได้รับการปกป้อง และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ</p>
<p><br></p>
<p><strong>รูปแบบการใช้ชีวิตและนิสัยของคุณเผยให้เห็นอะไร เกี่ยวกับสภาพหัวใจของคุณ หากคุณยังไม่เคยทูลขอพระเจ้า ให้ทรงช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจ เพราะเหตุใดคุณจึงไม่ทำเสียในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจสอบและทราบถึงจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ รักษาความจริงของพระองค์ไว้ในใจ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 28 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/890b1d38/29d45dab.mp3" length="10795647" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>675</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ [ สุภาษิต 4:23 ]
หัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่น่าทึ่ง สถานีสูบน้ำขนาดเท่ากำปั้นนี้มีน้ำหนักราว 200 ถึง 425 กรัม ในแต่ละวันจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้งและสูบฉีดเลือดราว 7,600 ลิตรผ่านหลอดเลือดในร่างกายที่ยาวประมาณ 97,000 กิโลเมตร! ด้วยภาระหน้าที่ที่มีความสำคัญและเป็นงานที่หนัก เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมสุขภาพของหัวใจจึงเป็นศูนย์กลางของความเป็นอยู่ที่ดีของร่างกายทุกส่วน วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สนับสนุนให้เราสร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพเพราะสถานภาพของหัวใจเรานั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของเรา
แม้ว่าวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับหัวใจในร่างกายของเรา แต่พระเจ้าตรัสด้วยสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเกี่ยวกับ “หัวใจ”อีกประเภทหนึ่ง พระองค์ทรงกล่าวถึง “ศูนย์กลาง” ด้านความคิด อารมณ์ วิญญาณและศีลธรรมของความเป็นเรา เนื่องจากหัวใจเป็นหน่วยประมวลผลกลางของชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” (สภษ.4:23) การรักษาใจจะช่วยเราในการพูด (ข้อ 24) ทำให้เรามองสิ่งต่างๆอย่างพินิจพิเคราะห์ (ข้อ 25) และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับย่างเท้าของเรา (ข้อ 27) ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือช่วงชีวิตใด เมื่อเรารักษาใจของเรา ชีวิตของเราจะได้รับการสงวนรักษา ความสัมพันธ์ของเราได้รับการปกป้อง และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ

รูปแบบการใช้ชีวิตและนิสัยของคุณเผยให้เห็นอะไร เกี่ยวกับสภาพหัวใจของคุณ หากคุณยังไม่เคยทูลขอพระเจ้า ให้ทรงช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจ เพราะเหตุใดคุณจึงไม่ทำเสียในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจสอบและทราบถึงจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์ รักษาความจริงของพระองค์ไว้ในใจ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ [ สุภาษิต 4:23 ]
หัวใจมนุษย์เป็นอวัยวะที่น่าทึ่ง สถานีสูบน้ำขนาดเท่ากำปั้นนี้มีน้ำหนักราว 200 ถึง 425 กรัม ในแต่ละวันจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้งและสูบฉีดเลือดราว 7,600 ลิตรผ่านหลอดเลือดใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสาะหาและช่วยกู้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสาะหาและช่วยกู้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ec3441a7-b7a6-4dbd-a235-8d5fb7163f84</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ceca57e3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย [ กาลาเทีย 1:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนของฉันบางคนไปล่องเรือในช่องแคบอังกฤษโดยหวังว่าพยากรณ์อากาศจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ลมพัดแรงขึ้นและคลื่นแปรปรวนซึ่งทำให้เรือไม่ปลอดภัย พวกเขาจึงวิทยุขอความช่วยเหลือไปยัง RNLI (องค์กรกู้ภัยทางทะเล) หลังจากช่วงเวลาที่ตึงเครียด พวกเขาก็มองเห็นผู้ช่วยเหลืออยู่แต่ไกลและตระหนักด้วยความโล่งใจว่าพวกเขาจะปลอดภัยในไม่ช้า เพื่อนของฉันเล่าด้วยความซาบซึ้งใจในภายหลังว่า “ไม่ว่าผู้คนจะเพิกเฉยต่อข้อปฏิบัติทางทะเลอย่างไรก็ตาม แต่ RNLI ก็ยังคงมาช่วยกู้”</p>
<p>ขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ ฉันก็นึกถึงวิธีที่พระเยซูทรงนำในพันธกิจการเสาะหาและการช่วยกู้ของพระเจ้า พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อมาเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเหมือนกับเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมแผนการช่วยกู้เราจากบาปและการไม่เชื่อฟังที่ได้แยกเราจากพระเจ้า เปาโลเน้นย้ำความจริงนี้เมื่อท่านเขียนถึงคริสตจักรที่กาลาเทีย “พระเยซูคริสตเจ้าของเรา...ทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย” (กท.1:3-4) เปาโลเตือนชาวกาลาเทียให้คิดถึงของขวัญแห่งชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้รับโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เพื่อพวกเขาจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆวัน</p>
<p>พระเยซูผู้ช่วยกู้ชีวิตของเราทั้งหลาย ทรงเต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อช่วยเราจากการหลงหาย เพราะพระองค์ทรงทำเช่นนั้น เราจึงมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า และด้วยใจสำนึกขอบพระคุณเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวเรื่องการช่วยกู้กับคนในชุมนุมชนของเราได้</p>
<p><br><strong>คุณจะแสดงความขอบคุณที่ได้รับการช่วยกู้อย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวดีนี้กับใครได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์เป็นผู้ประทานของขวัญแห่งชีวิตและความรอดนี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับความรักจากพระองค์และมอบให้กับผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย [ กาลาเทีย 1:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนของฉันบางคนไปล่องเรือในช่องแคบอังกฤษโดยหวังว่าพยากรณ์อากาศจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ลมพัดแรงขึ้นและคลื่นแปรปรวนซึ่งทำให้เรือไม่ปลอดภัย พวกเขาจึงวิทยุขอความช่วยเหลือไปยัง RNLI (องค์กรกู้ภัยทางทะเล) หลังจากช่วงเวลาที่ตึงเครียด พวกเขาก็มองเห็นผู้ช่วยเหลืออยู่แต่ไกลและตระหนักด้วยความโล่งใจว่าพวกเขาจะปลอดภัยในไม่ช้า เพื่อนของฉันเล่าด้วยความซาบซึ้งใจในภายหลังว่า “ไม่ว่าผู้คนจะเพิกเฉยต่อข้อปฏิบัติทางทะเลอย่างไรก็ตาม แต่ RNLI ก็ยังคงมาช่วยกู้”</p>
<p>ขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ ฉันก็นึกถึงวิธีที่พระเยซูทรงนำในพันธกิจการเสาะหาและการช่วยกู้ของพระเจ้า พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อมาเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเหมือนกับเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมแผนการช่วยกู้เราจากบาปและการไม่เชื่อฟังที่ได้แยกเราจากพระเจ้า เปาโลเน้นย้ำความจริงนี้เมื่อท่านเขียนถึงคริสตจักรที่กาลาเทีย “พระเยซูคริสตเจ้าของเรา...ทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย” (กท.1:3-4) เปาโลเตือนชาวกาลาเทียให้คิดถึงของขวัญแห่งชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้รับโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เพื่อพวกเขาจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆวัน</p>
<p>พระเยซูผู้ช่วยกู้ชีวิตของเราทั้งหลาย ทรงเต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อช่วยเราจากการหลงหาย เพราะพระองค์ทรงทำเช่นนั้น เราจึงมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า และด้วยใจสำนึกขอบพระคุณเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวเรื่องการช่วยกู้กับคนในชุมนุมชนของเราได้</p>
<p><br><strong>คุณจะแสดงความขอบคุณที่ได้รับการช่วยกู้อย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวดีนี้กับใครได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์เป็นผู้ประทานของขวัญแห่งชีวิตและความรอดนี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับความรักจากพระองค์และมอบให้กับผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ceca57e3/4f4f671e.mp3" length="13129987" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>821</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย [ กาลาเทีย 1:4 ]

เพื่อนของฉันบางคนไปล่องเรือในช่องแคบอังกฤษโดยหวังว่าพยากรณ์อากาศจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ลมพัดแรงขึ้นและคลื่นแปรปรวนซึ่งทำให้เรือไม่ปลอดภัย พวกเขาจึงวิทยุขอความช่วยเหลือไปยัง RNLI (องค์กรกู้ภัยทางทะเล) หลังจากช่วงเวลาที่ตึงเครียด พวกเขาก็มองเห็นผู้ช่วยเหลืออยู่แต่ไกลและตระหนักด้วยความโล่งใจว่าพวกเขาจะปลอดภัยในไม่ช้า เพื่อนของฉันเล่าด้วยความซาบซึ้งใจในภายหลังว่า “ไม่ว่าผู้คนจะเพิกเฉยต่อข้อปฏิบัติทางทะเลอย่างไรก็ตาม แต่ RNLI ก็ยังคงมาช่วยกู้”
ขณะที่เขาเล่าเรื่องนี้ ฉันก็นึกถึงวิธีที่พระเยซูทรงนำในพันธกิจการเสาะหาและการช่วยกู้ของพระเจ้า พระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อมาเป็นมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตเหมือนกับเรา โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระองค์ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมแผนการช่วยกู้เราจากบาปและการไม่เชื่อฟังที่ได้แยกเราจากพระเจ้า เปาโลเน้นย้ำความจริงนี้เมื่อท่านเขียนถึงคริสตจักรที่กาลาเทีย “พระเยซูคริสตเจ้าของเรา...ทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย” (กท.1:3-4) เปาโลเตือนชาวกาลาเทียให้คิดถึงของขวัญแห่งชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้รับโดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เพื่อพวกเขาจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆวัน
พระเยซูผู้ช่วยกู้ชีวิตของเราทั้งหลาย ทรงเต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อช่วยเราจากการหลงหาย เพราะพระองค์ทรงทำเช่นนั้น เราจึงมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า และด้วยใจสำนึกขอบพระคุณเราจึงสามารถแบ่งปันข่าวเรื่องการช่วยกู้กับคนในชุมนุมชนของเราได้
คุณจะแสดงความขอบคุณที่ได้รับการช่วยกู้อย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวดีนี้กับใครได้บ้าง
ข้าแต่พระเยซู พระองค์เป็นผู้ประทานของขวัญแห่งชีวิตและความรอดนี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รับความรักจากพระองค์และมอบให้กับผู้อื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพราะบาปของเราทั้งหลาย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากยุคปัจจุบันอันชั่วร้าย [ กาลาเทีย 1:4 ]

เพื่อนของฉันบางคนไปล่องเรือในช่องแคบอังกฤษโดยหวังว่าพยากรณ์อากาศจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ลมพัดแรงขึ้นและคลื่นแปรปรวนซึ่งทำให้เรือไม่ปลอดภัย พวกเขาจึงว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขาดความยับยั้งและสะเพร่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ขาดความยับยั้งและสะเพร่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">443fa656-d319-477e-89fd-f8dad4215cae</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8ff88642</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนโง่ขาดความยับยั้งและสะเพร่า [ สุภาษิต 14:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ลินดิสฟาร์นหรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเกาะในอังกฤษที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยถนนแคบๆซึ่งจะปรากฏตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง น้ำทะเลจะขึ้นสูงท่วมทางนั้นวันละสองครั้ง มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวถึงอันตรายจากการข้ามทางในช่วงน้ำขึ้น แต่นักท่องเที่ยวมักเพิกเฉยต่อคำเตือน และมักจะลงเอยด้วยการนั่งบนหลังคารถที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือว่ายน้ำไปที่กระท่อมหลบภัยบนที่สูงเพื่อรอรับการช่วยเหลือ กระแสน้ำเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้เหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และมีคำเตือนอยู่ทั่วทุกแห่งซึ่งไม่มีทางที่คุณจะมองไม่เห็น ดังที่นักเขียนคนหนึ่งบรรยายไว้ว่า ลินดิสฟาร์นเป็น “ที่ซึ่งคนไม่ยั้งคิดพยายามจะเอาชนะกระแสน้ำ”</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตบอกเราว่าการ “ขาดความยับยั้งและสะเพร่า” เป็นเรื่องโง่เขลา (14:16) คนที่ขาดความยับยั้งจะไม่สนใจสติปัญญาหรือคำแนะนำของคนฉลาด และไม่สนใจหรือไม่ระวังในการกระทำสิ่งต่างๆ (ข้อ 7-8) แต่ทว่าสติปัญญาจะทำให้เราช้าลงเพื่อที่จะฟังและไตร่ตรอง เพื่อเราจะไม่ถูกอารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือความคิดครึ่งๆกลางๆนำพาไป (ข้อ 16) ปัญญาสอนให้เราตั้งคำถามที่เหมาะสมและพิจารณาผลจากการกระทำของเรา ในขณะที่คนขาดความยับยั้งจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์หรือผลที่ตามมา หรือแม้กระทั่ง ความจริง “คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังจะไปทางไหน” (ข้อ 15)</p>
<p>แม้ว่าบางครั้งเราจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดหรือรวดเร็ว แต่เราไม่จำเป็นต้องทำโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ เมื่อเรารับเอาสติปัญญาจากพระเจ้าและนำมาปฏิบัตินั้น พระองค์จะประทานการทรงนำที่จำเป็นให้ในยามที่เราต้องการ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเห็นคนที่ใช้ชีวิตโดยขาดความยับยั้งชั่งใจในที่ใดบ้าง คุณจะหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตเช่นนั้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสติปัญญาและดำเนินชีวิตให้ดีพร้อม</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนโง่ขาดความยับยั้งและสะเพร่า [ สุภาษิต 14:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ลินดิสฟาร์นหรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเกาะในอังกฤษที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยถนนแคบๆซึ่งจะปรากฏตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง น้ำทะเลจะขึ้นสูงท่วมทางนั้นวันละสองครั้ง มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวถึงอันตรายจากการข้ามทางในช่วงน้ำขึ้น แต่นักท่องเที่ยวมักเพิกเฉยต่อคำเตือน และมักจะลงเอยด้วยการนั่งบนหลังคารถที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือว่ายน้ำไปที่กระท่อมหลบภัยบนที่สูงเพื่อรอรับการช่วยเหลือ กระแสน้ำเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้เหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และมีคำเตือนอยู่ทั่วทุกแห่งซึ่งไม่มีทางที่คุณจะมองไม่เห็น ดังที่นักเขียนคนหนึ่งบรรยายไว้ว่า ลินดิสฟาร์นเป็น “ที่ซึ่งคนไม่ยั้งคิดพยายามจะเอาชนะกระแสน้ำ”</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตบอกเราว่าการ “ขาดความยับยั้งและสะเพร่า” เป็นเรื่องโง่เขลา (14:16) คนที่ขาดความยับยั้งจะไม่สนใจสติปัญญาหรือคำแนะนำของคนฉลาด และไม่สนใจหรือไม่ระวังในการกระทำสิ่งต่างๆ (ข้อ 7-8) แต่ทว่าสติปัญญาจะทำให้เราช้าลงเพื่อที่จะฟังและไตร่ตรอง เพื่อเราจะไม่ถูกอารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือความคิดครึ่งๆกลางๆนำพาไป (ข้อ 16) ปัญญาสอนให้เราตั้งคำถามที่เหมาะสมและพิจารณาผลจากการกระทำของเรา ในขณะที่คนขาดความยับยั้งจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์หรือผลที่ตามมา หรือแม้กระทั่ง ความจริง “คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังจะไปทางไหน” (ข้อ 15)</p>
<p>แม้ว่าบางครั้งเราจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดหรือรวดเร็ว แต่เราไม่จำเป็นต้องทำโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ เมื่อเรารับเอาสติปัญญาจากพระเจ้าและนำมาปฏิบัตินั้น พระองค์จะประทานการทรงนำที่จำเป็นให้ในยามที่เราต้องการ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเห็นคนที่ใช้ชีวิตโดยขาดความยับยั้งชั่งใจในที่ใดบ้าง คุณจะหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตเช่นนั้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสติปัญญาและดำเนินชีวิตให้ดีพร้อม</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 26 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8ff88642/71483695.mp3" length="11873555" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>743</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนโง่ขาดความยับยั้งและสะเพร่า [ สุภาษิต 14:16 ]

ลินดิสฟาร์นหรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเกาะในอังกฤษที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยถนนแคบๆซึ่งจะปรากฏตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง น้ำทะเลจะขึ้นสูงท่วมทางนั้นวันละสองครั้ง มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวถึงอันตรายจากการข้ามทางในช่วงน้ำขึ้น แต่นักท่องเที่ยวมักเพิกเฉยต่อคำเตือน และมักจะลงเอยด้วยการนั่งบนหลังคารถที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือว่ายน้ำไปที่กระท่อมหลบภัยบนที่สูงเพื่อรอรับการช่วยเหลือ กระแสน้ำเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้เหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และมีคำเตือนอยู่ทั่วทุกแห่งซึ่งไม่มีทางที่คุณจะมองไม่เห็น ดังที่นักเขียนคนหนึ่งบรรยายไว้ว่า ลินดิสฟาร์นเป็น “ที่ซึ่งคนไม่ยั้งคิดพยายามจะเอาชนะกระแสน้ำ”
พระธรรมสุภาษิตบอกเราว่าการ “ขาดความยับยั้งและสะเพร่า” เป็นเรื่องโง่เขลา (14:16) คนที่ขาดความยับยั้งจะไม่สนใจสติปัญญาหรือคำแนะนำของคนฉลาด และไม่สนใจหรือไม่ระวังในการกระทำสิ่งต่างๆ (ข้อ 7-8) แต่ทว่าสติปัญญาจะทำให้เราช้าลงเพื่อที่จะฟังและไตร่ตรอง เพื่อเราจะไม่ถูกอารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือความคิดครึ่งๆกลางๆนำพาไป (ข้อ 16) ปัญญาสอนให้เราตั้งคำถามที่เหมาะสมและพิจารณาผลจากการกระทำของเรา ในขณะที่คนขาดความยับยั้งจะพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์หรือผลที่ตามมา หรือแม้กระทั่ง ความจริง “คนหยั่งรู้มองดูว่าเขากำลังจะไปทางไหน” (ข้อ 15)
แม้ว่าบางครั้งเราจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดหรือรวดเร็ว แต่เราไม่จำเป็นต้องทำโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ เมื่อเรารับเอาสติปัญญาจากพระเจ้าและนำมาปฏิบัตินั้น พระองค์จะประทานการทรงนำที่จำเป็นให้ในยามที่เราต้องการ

คุณเคยเห็นคนที่ใช้ชีวิตโดยขาดความยับยั้งชั่งใจในที่ใดบ้าง คุณจะหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตเช่นนั้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า เราอาศัยอยู่ในโลกที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสติปัญญาและดำเนินชีวิตให้ดีพร้อม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนโง่ขาดความยับยั้งและสะเพร่า [ สุภาษิต 14:16 ]

ลินดิสฟาร์นหรือที่รู้จักกันในชื่อเกาะศักดิ์สิทธิ์ เป็นเกาะในอังกฤษที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยถนนแคบๆซึ่งจะปรากฏตามเวลาน้ำขึ้นน้ำลง น้ำทะเลจะขึ้นสูงท่วมทางนั้นวันละสองครั้ง มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวถึงอันต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สหายเลิศ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สหายเลิศ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3fb45cfc-1451-48cb-8c7e-e9458125843e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/18ed56b3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงรักกันและกัน [ ยอห์น 15:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในฐานะเพื่อนบ้านที่ต่างก็ชื่นชอบสนามหลังบ้าน แม่ของฉันและคุณนายซานเชซกลายมาเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรกัน ทุกวันจันทร์ทั้งคู่จะแข่งกันเป็นคนแรกในการตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จบนราวตากผ้ากลางแจ้ง แม่ของฉันอาจบอกว่า “เธอชนะฉันอีกแล้ว!” แต่สัปดาห์หน้าแม่จะเป็นคนแรก ทั้งคู่สนุกกับการแข่งขันกระชับมิตรประจำสัปดาห์ เป็นเวลากว่าสิบปีที่ทั้งสองได้ใช้สนามหลังบ้านร่วมกัน และยังได้แบ่งปันสติปัญญา เรื่องราวและความหวังให้แก่กันและกันอีกด้วย</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณความดีของมิตรภาพเช่นนี้ ซาโลมอนแสดงความเห็นว่า “มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา” (สภษ.17:17) พระองค์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “คำเตือนสติอันอ่อนหวานของเพื่อนก็เป็นที่ให้ชื่นใจ” (27:9)</p>
<p>แน่ทีเดียวที่สหายเลิศของเราคือพระเยซู ทรงปลุกเร้ามิตรภาพอันเปี่ยมด้วยความรักจากเหล่าสาวกของพระองค์โดยทรงสอนว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือ การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยน.15:13) แล้วในวันถัดมาพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งนั้นบนกางเขน พระองค์ตรัสกับพวกเขาอีกว่า “เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ข้อ 15) แล้วทรงตรัสว่า “สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน” (ข้อ 17)</p>
<p>ด้วยพระดำรัสเช่นนี้ พระเยซู “กำลังยกระดับผู้ฟังของพระองค์” ดังที่นักปรัชญานิโคลัส โวลเทอร์สตอร์ฟฟ์กล่าวไว้ จากมนุษย์ที่ต่ำต้อยไปสู่การเป็นสหายและคนที่ทรงไว้วางใจ ในพระคริสต์นั้นเราเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับผู้อื่น พระองค์ช่างเป็นสหายเลิศจริงๆที่สอนเราถึงความรักเช่นนี้!</p>
<p><br><strong>คุณประสบความรักในมิตรภาพกับพระเยซูอย่างไร คุณจะเป็นเพื่อนเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ว่ามิตรสหาย ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นมิตรสหายที่มีความรักให้ผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจงรักกันและกัน [ ยอห์น 15:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในฐานะเพื่อนบ้านที่ต่างก็ชื่นชอบสนามหลังบ้าน แม่ของฉันและคุณนายซานเชซกลายมาเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรกัน ทุกวันจันทร์ทั้งคู่จะแข่งกันเป็นคนแรกในการตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จบนราวตากผ้ากลางแจ้ง แม่ของฉันอาจบอกว่า “เธอชนะฉันอีกแล้ว!” แต่สัปดาห์หน้าแม่จะเป็นคนแรก ทั้งคู่สนุกกับการแข่งขันกระชับมิตรประจำสัปดาห์ เป็นเวลากว่าสิบปีที่ทั้งสองได้ใช้สนามหลังบ้านร่วมกัน และยังได้แบ่งปันสติปัญญา เรื่องราวและความหวังให้แก่กันและกันอีกด้วย</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณความดีของมิตรภาพเช่นนี้ ซาโลมอนแสดงความเห็นว่า “มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา” (สภษ.17:17) พระองค์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “คำเตือนสติอันอ่อนหวานของเพื่อนก็เป็นที่ให้ชื่นใจ” (27:9)</p>
<p>แน่ทีเดียวที่สหายเลิศของเราคือพระเยซู ทรงปลุกเร้ามิตรภาพอันเปี่ยมด้วยความรักจากเหล่าสาวกของพระองค์โดยทรงสอนว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือ การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยน.15:13) แล้วในวันถัดมาพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งนั้นบนกางเขน พระองค์ตรัสกับพวกเขาอีกว่า “เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ข้อ 15) แล้วทรงตรัสว่า “สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน” (ข้อ 17)</p>
<p>ด้วยพระดำรัสเช่นนี้ พระเยซู “กำลังยกระดับผู้ฟังของพระองค์” ดังที่นักปรัชญานิโคลัส โวลเทอร์สตอร์ฟฟ์กล่าวไว้ จากมนุษย์ที่ต่ำต้อยไปสู่การเป็นสหายและคนที่ทรงไว้วางใจ ในพระคริสต์นั้นเราเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับผู้อื่น พระองค์ช่างเป็นสหายเลิศจริงๆที่สอนเราถึงความรักเช่นนี้!</p>
<p><br><strong>คุณประสบความรักในมิตรภาพกับพระเยซูอย่างไร คุณจะเป็นเพื่อนเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ว่ามิตรสหาย ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นมิตรสหายที่มีความรักให้ผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 25 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/18ed56b3/3aed11ad.mp3" length="11480691" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจงรักกันและกัน [ ยอห์น 15:17 ]

ในฐานะเพื่อนบ้านที่ต่างก็ชื่นชอบสนามหลังบ้าน แม่ของฉันและคุณนายซานเชซกลายมาเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรกัน ทุกวันจันทร์ทั้งคู่จะแข่งกันเป็นคนแรกในการตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จบนราวตากผ้ากลางแจ้ง แม่ของฉันอาจบอกว่า “เธอชนะฉันอีกแล้ว!” แต่สัปดาห์หน้าแม่จะเป็นคนแรก ทั้งคู่สนุกกับการแข่งขันกระชับมิตรประจำสัปดาห์ เป็นเวลากว่าสิบปีที่ทั้งสองได้ใช้สนามหลังบ้านร่วมกัน และยังได้แบ่งปันสติปัญญา เรื่องราวและความหวังให้แก่กันและกันอีกด้วย
พระคัมภีร์กล่าวด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณความดีของมิตรภาพเช่นนี้ ซาโลมอนแสดงความเห็นว่า “มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา” (สภษ.17:17) พระองค์ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “คำเตือนสติอันอ่อนหวานของเพื่อนก็เป็นที่ให้ชื่นใจ” (27:9)
แน่ทีเดียวที่สหายเลิศของเราคือพระเยซู ทรงปลุกเร้ามิตรภาพอันเปี่ยมด้วยความรักจากเหล่าสาวกของพระองค์โดยทรงสอนว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือ การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยน.15:13) แล้วในวันถัดมาพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งนั้นบนกางเขน พระองค์ตรัสกับพวกเขาอีกว่า “เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ข้อ 15) แล้วทรงตรัสว่า “สิ่งที่เราสั่งท่านทั้งหลายไว้ก็คือ ท่านจงรักกันและกัน” (ข้อ 17)
ด้วยพระดำรัสเช่นนี้ พระเยซู “กำลังยกระดับผู้ฟังของพระองค์” ดังที่นักปรัชญานิโคลัส โวลเทอร์สตอร์ฟฟ์กล่าวไว้ จากมนุษย์ที่ต่ำต้อยไปสู่การเป็นสหายและคนที่ทรงไว้วางใจ ในพระคริสต์นั้นเราเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับผู้อื่น พระองค์ช่างเป็นสหายเลิศจริงๆที่สอนเราถึงความรักเช่นนี้!
คุณประสบความรักในมิตรภาพกับพระเยซูอย่างไร คุณจะเป็นเพื่อนเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเป็นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ว่ามิตรสหาย ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นมิตรสหายที่มีความรักให้ผู้อื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจงรักกันและกัน [ ยอห์น 15:17 ]

ในฐานะเพื่อนบ้านที่ต่างก็ชื่นชอบสนามหลังบ้าน แม่ของฉันและคุณนายซานเชซกลายมาเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรกัน ทุกวันจันทร์ทั้งคู่จะแข่งกันเป็นคนแรกในการตากผ้าที่เพิ่งซักเสร็จบนราวตากผ้ากลางแจ้ง แม่ของฉันอาจบอกว่า “เธอชนะฉันอีกแล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การสอนที่น่าทึ่งอย่างที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การสอนที่น่าทึ่งอย่างที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ee75f1c7-56ec-4764-99a9-9156b1c00a14</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a567b012</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บุตรชายของเราเอ๋ย...ให้ใจของเจ้ารักษาบัญญัติของเรา [ สุภาษิต 3:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โซเฟีย โรเบิร์ตส์ได้เห็นการผ่าตัดเปิดหัวใจครั้งแรกเมื่อเธออายุประมาณสิบเอ็ดปี แม้เธออาจดูเด็กไปหน่อยที่จะดูขั้นตอนทางการแพทย์เช่นนี้ แต่คุณต้องรู้ว่าพ่อของเธอ ดร.ฮาโรลด์ โรเบิร์ตส์ จูเนียร์นั้นเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ในปี 2022 โซเฟียซึ่งอายุสามสิบปีและเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรม ได้ร่วมทีมกับพ่อของเธอในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ประสบความสำเร็จ ฮาโรลด์กล่าวว่า “จะมีอะไรดีไปกว่านี้ ผมเคยสอนเด็กคนนี้ขี่จักรยาน...เวลานี้ผมได้สอนเธอผ่าตัดหัวใจมนุษย์ นี่เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สุด”</p>
<p>แม้จะมีพวกเราไม่กี่คนที่ได้สอนทักษะการผ่าตัดให้กับเด็ก แต่ซาโลมอนอธิบายถึงความสำคัญของการสอนเรื่องๆหนึ่งแก่ชนรุ่นถัดไป นั่นก็คือการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและวิถีของพระองค์ กษัตริย์ผู้ทรงปัญญาสอนบุตรชายของพระองค์อย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่พระองค์ได้เรียนรู้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า “บุตรชายของเราเอ๋ย...จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า” (สภษ.3:1, 5) “จงยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 7) “จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า” (ข้อ 9) และ “อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (ข้อ 11) ซาโลมอนรู้ว่าพระเจ้าทรง “รัก” และ “ชื่นชมใน” บุตรของพระองค์ที่เต็มใจรับการแก้ไขและการนำทางจากพระองค์ (ข้อ 12)</p>
<p>ให้เราสอนคนรุ่นถัดไปถึงความหมายของการไว้วางใจ ยำเกรง ถวายเกียรติ และถ่อมใจรับการหล่อหลอมจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าทึ่งของเรา การได้ร่วมมือกับพระองค์ในการดำเนินชีวิตเช่นนั้นถือเป็นสิทธิพิเศษที่สำคัญยิ่งยวด และแน่นอนเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างที่สุด!</p>
<p><br><strong>เพราะเหตุใดเราจึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งปันสิ่งที่ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าให้กับคนรุ่นถัดไป วันนี้คุณจะส่งต่อสิ่งใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปัน วิถีแห่งความรักของพระองค์ให้กับเด็กและผู้อาวุโสในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บุตรชายของเราเอ๋ย...ให้ใจของเจ้ารักษาบัญญัติของเรา [ สุภาษิต 3:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โซเฟีย โรเบิร์ตส์ได้เห็นการผ่าตัดเปิดหัวใจครั้งแรกเมื่อเธออายุประมาณสิบเอ็ดปี แม้เธออาจดูเด็กไปหน่อยที่จะดูขั้นตอนทางการแพทย์เช่นนี้ แต่คุณต้องรู้ว่าพ่อของเธอ ดร.ฮาโรลด์ โรเบิร์ตส์ จูเนียร์นั้นเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ในปี 2022 โซเฟียซึ่งอายุสามสิบปีและเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรม ได้ร่วมทีมกับพ่อของเธอในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ประสบความสำเร็จ ฮาโรลด์กล่าวว่า “จะมีอะไรดีไปกว่านี้ ผมเคยสอนเด็กคนนี้ขี่จักรยาน...เวลานี้ผมได้สอนเธอผ่าตัดหัวใจมนุษย์ นี่เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สุด”</p>
<p>แม้จะมีพวกเราไม่กี่คนที่ได้สอนทักษะการผ่าตัดให้กับเด็ก แต่ซาโลมอนอธิบายถึงความสำคัญของการสอนเรื่องๆหนึ่งแก่ชนรุ่นถัดไป นั่นก็คือการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและวิถีของพระองค์ กษัตริย์ผู้ทรงปัญญาสอนบุตรชายของพระองค์อย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่พระองค์ได้เรียนรู้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า “บุตรชายของเราเอ๋ย...จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า” (สภษ.3:1, 5) “จงยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 7) “จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า” (ข้อ 9) และ “อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (ข้อ 11) ซาโลมอนรู้ว่าพระเจ้าทรง “รัก” และ “ชื่นชมใน” บุตรของพระองค์ที่เต็มใจรับการแก้ไขและการนำทางจากพระองค์ (ข้อ 12)</p>
<p>ให้เราสอนคนรุ่นถัดไปถึงความหมายของการไว้วางใจ ยำเกรง ถวายเกียรติ และถ่อมใจรับการหล่อหลอมจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าทึ่งของเรา การได้ร่วมมือกับพระองค์ในการดำเนินชีวิตเช่นนั้นถือเป็นสิทธิพิเศษที่สำคัญยิ่งยวด และแน่นอนเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างที่สุด!</p>
<p><br><strong>เพราะเหตุใดเราจึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งปันสิ่งที่ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าให้กับคนรุ่นถัดไป วันนี้คุณจะส่งต่อสิ่งใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปัน วิถีแห่งความรักของพระองค์ให้กับเด็กและผู้อาวุโสในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 24 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a567b012/093a9691.mp3" length="13959065" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>873</itunes:duration>
      <itunes:summary>บุตรชายของเราเอ๋ย...ให้ใจของเจ้ารักษาบัญญัติของเรา [ สุภาษิต 3:1 ]

โซเฟีย โรเบิร์ตส์ได้เห็นการผ่าตัดเปิดหัวใจครั้งแรกเมื่อเธออายุประมาณสิบเอ็ดปี แม้เธออาจดูเด็กไปหน่อยที่จะดูขั้นตอนทางการแพทย์เช่นนี้ แต่คุณต้องรู้ว่าพ่อของเธอ ดร.ฮาโรลด์ โรเบิร์ตส์ จูเนียร์นั้นเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ในปี 2022 โซเฟียซึ่งอายุสามสิบปีและเป็นแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรม ได้ร่วมทีมกับพ่อของเธอในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ประสบความสำเร็จ ฮาโรลด์กล่าวว่า “จะมีอะไรดีไปกว่านี้ ผมเคยสอนเด็กคนนี้ขี่จักรยาน...เวลานี้ผมได้สอนเธอผ่าตัดหัวใจมนุษย์ นี่เป็นเรื่องน่าทึ่งที่สุด”
แม้จะมีพวกเราไม่กี่คนที่ได้สอนทักษะการผ่าตัดให้กับเด็ก แต่ซาโลมอนอธิบายถึงความสำคัญของการสอนเรื่องๆหนึ่งแก่ชนรุ่นถัดไป นั่นก็คือการถวายเกียรติแด่พระเจ้าและวิถีของพระองค์ กษัตริย์ผู้ทรงปัญญาสอนบุตรชายของพระองค์อย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่พระองค์ได้เรียนรู้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า “บุตรชายของเราเอ๋ย...จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า” (สภษ.3:1, 5) “จงยำเกรงพระเจ้า” (ข้อ 7) “จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า” (ข้อ 9) และ “อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (ข้อ 11) ซาโลมอนรู้ว่าพระเจ้าทรง “รัก” และ “ชื่นชมใน” บุตรของพระองค์ที่เต็มใจรับการแก้ไขและการนำทางจากพระองค์ (ข้อ 12)
ให้เราสอนคนรุ่นถัดไปถึงความหมายของการไว้วางใจ ยำเกรง ถวายเกียรติ และถ่อมใจรับการหล่อหลอมจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าทึ่งของเรา การได้ร่วมมือกับพระองค์ในการดำเนินชีวิตเช่นนั้นถือเป็นสิทธิพิเศษที่สำคัญยิ่งยวด และแน่นอนเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างที่สุด!
เพราะเหตุใดเราจึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งปันสิ่งที่ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าให้กับคนรุ่นถัดไป วันนี้คุณจะส่งต่อสิ่งใด
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปัน วิถีแห่งความรักของพระองค์ให้กับเด็กและผู้อาวุโสในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บุตรชายของเราเอ๋ย...ให้ใจของเจ้ารักษาบัญญัติของเรา [ สุภาษิต 3:1 ]

โซเฟีย โรเบิร์ตส์ได้เห็นการผ่าตัดเปิดหัวใจครั้งแรกเมื่อเธออายุประมาณสิบเอ็ดปี แม้เธออาจดูเด็กไปหน่อยที่จะดูขั้นตอนทางการแพทย์เช่นนี้ แต่คุณต้องรู้ว่าพ่อของเธอ ดร.ฮาโรลด์ โรเบิร์ตส์ จูเนีย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่วมกันในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร่วมกันในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a4d0a677-9e03-4817-a5ac-ef2e8b4d94eb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5803b5a2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​พวกเรา...เป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกัน [ โรม 12:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในจำนวนประชากรสามร้อยคนของเมืองวิททิเออร์ มลรัฐอลาสก้า เกือบทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในตึกอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองวิททิเออร์ถูกเรียกว่า “เมืองใต้ชายคาเดียวกัน” เอมี่อดีตผู้พักอาศัยกล่าวว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องก้าวออกไปนอกอาคารเลย ร้านขายของชำ งานทะเบียนของรัฐ โรงเรียน และที่ทำการไปรษณีย์อยู่ที่ชั้นล่างของตึก แค่โดยสารลิฟต์ไป!”</p>
<p>“เพราะว่าชีวิตที่นั่นสะดวกสบายมาก ฉันจึงอยากอยู่คนเดียวโดยคิดว่าไม่ต้องการใครเลย” เอมี่เล่า “แต่ทว่าผู้ที่พักอาศัยก็มีมิตรไมตรีมาก พวกเขาดูแลกันและกัน ฉันเรียนรู้ว่าพวกเขาต้องการฉัน และฉันก็ต้องการพวกเขา”</p>
<p>บางครั้งเราอาจเป็นเหมือนเอมี่ที่อยากจะเก็บตัวและเลี่ยงการเข้าสังคม คำหลังฟังดูเครียดน้อยกว่า! แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผู้เชื่อในพระเยซูควรมีสมดุลที่ดีระหว่างความสันโดษและการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่ออื่นๆ อัครทูตเปาโลเปรียบผู้เชื่อกับร่างกายมนุษย์ อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่ที่แตกต่างกันฉันใด ผู้เชื่อทุกคนก็มีบทบาทที่แตกต่างกันฉันนั้น (รม.12:4) อวัยวะไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยลำพัง ผู้เชื่อก็ไม่อาจดำเนินชีวิตในความเชื่อโดยการปลีกตัวอยู่คนเดียวได้ (ข้อ 5) ในท่ามกลางชุมชนคือที่ซึ่งเราใช้ของประทานของเรา (ข้อ 6-8; 1 ปต.4:10) และเติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระเยซู (รม.12:9-21)</p>
<p>เราต้องการกันและกัน การอยู่ร่วมกันของเรานั้นอยู่ในพระคริสต์ (ข้อ 5) เมื่อเรา “ดูแลกันและกัน” ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ให้ผู้อื่นได้เห็น</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชุมชนในพระเยซูช่วยคุณในการเดินกับพระเจ้าอย่างไร ผู้เชื่อคนอื่นๆหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพี่น้องทั้งหลายในพระคริสต์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​พวกเรา...เป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกัน [ โรม 12:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในจำนวนประชากรสามร้อยคนของเมืองวิททิเออร์ มลรัฐอลาสก้า เกือบทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในตึกอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองวิททิเออร์ถูกเรียกว่า “เมืองใต้ชายคาเดียวกัน” เอมี่อดีตผู้พักอาศัยกล่าวว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องก้าวออกไปนอกอาคารเลย ร้านขายของชำ งานทะเบียนของรัฐ โรงเรียน และที่ทำการไปรษณีย์อยู่ที่ชั้นล่างของตึก แค่โดยสารลิฟต์ไป!”</p>
<p>“เพราะว่าชีวิตที่นั่นสะดวกสบายมาก ฉันจึงอยากอยู่คนเดียวโดยคิดว่าไม่ต้องการใครเลย” เอมี่เล่า “แต่ทว่าผู้ที่พักอาศัยก็มีมิตรไมตรีมาก พวกเขาดูแลกันและกัน ฉันเรียนรู้ว่าพวกเขาต้องการฉัน และฉันก็ต้องการพวกเขา”</p>
<p>บางครั้งเราอาจเป็นเหมือนเอมี่ที่อยากจะเก็บตัวและเลี่ยงการเข้าสังคม คำหลังฟังดูเครียดน้อยกว่า! แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผู้เชื่อในพระเยซูควรมีสมดุลที่ดีระหว่างความสันโดษและการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่ออื่นๆ อัครทูตเปาโลเปรียบผู้เชื่อกับร่างกายมนุษย์ อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่ที่แตกต่างกันฉันใด ผู้เชื่อทุกคนก็มีบทบาทที่แตกต่างกันฉันนั้น (รม.12:4) อวัยวะไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยลำพัง ผู้เชื่อก็ไม่อาจดำเนินชีวิตในความเชื่อโดยการปลีกตัวอยู่คนเดียวได้ (ข้อ 5) ในท่ามกลางชุมชนคือที่ซึ่งเราใช้ของประทานของเรา (ข้อ 6-8; 1 ปต.4:10) และเติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระเยซู (รม.12:9-21)</p>
<p>เราต้องการกันและกัน การอยู่ร่วมกันของเรานั้นอยู่ในพระคริสต์ (ข้อ 5) เมื่อเรา “ดูแลกันและกัน” ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ให้ผู้อื่นได้เห็น</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชุมชนในพระเยซูช่วยคุณในการเดินกับพระเจ้าอย่างไร ผู้เชื่อคนอื่นๆหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพี่น้องทั้งหลายในพระคริสต์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 23 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5803b5a2/e3ca2d3f.mp3" length="12114695" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>​พวกเรา...เป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกัน [ โรม 12:5 ]

ในจำนวนประชากรสามร้อยคนของเมืองวิททิเออร์ มลรัฐอลาสก้า เกือบทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในตึกอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองวิททิเออร์ถูกเรียกว่า “เมืองใต้ชายคาเดียวกัน” เอมี่อดีตผู้พักอาศัยกล่าวว่า “ฉันไม่จำเป็นต้องก้าวออกไปนอกอาคารเลย ร้านขายของชำ งานทะเบียนของรัฐ โรงเรียน และที่ทำการไปรษณีย์อยู่ที่ชั้นล่างของตึก แค่โดยสารลิฟต์ไป!”
“เพราะว่าชีวิตที่นั่นสะดวกสบายมาก ฉันจึงอยากอยู่คนเดียวโดยคิดว่าไม่ต้องการใครเลย” เอมี่เล่า “แต่ทว่าผู้ที่พักอาศัยก็มีมิตรไมตรีมาก พวกเขาดูแลกันและกัน ฉันเรียนรู้ว่าพวกเขาต้องการฉัน และฉันก็ต้องการพวกเขา”
บางครั้งเราอาจเป็นเหมือนเอมี่ที่อยากจะเก็บตัวและเลี่ยงการเข้าสังคม คำหลังฟังดูเครียดน้อยกว่า! แต่พระคัมภีร์กล่าวว่าผู้เชื่อในพระเยซูควรมีสมดุลที่ดีระหว่างความสันโดษและการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่ออื่นๆ อัครทูตเปาโลเปรียบผู้เชื่อกับร่างกายมนุษย์ อวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่ที่แตกต่างกันฉันใด ผู้เชื่อทุกคนก็มีบทบาทที่แตกต่างกันฉันนั้น (รม.12:4) อวัยวะไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยลำพัง ผู้เชื่อก็ไม่อาจดำเนินชีวิตในความเชื่อโดยการปลีกตัวอยู่คนเดียวได้ (ข้อ 5) ในท่ามกลางชุมชนคือที่ซึ่งเราใช้ของประทานของเรา (ข้อ 6-8; 1 ปต.4:10) และเติบโตขึ้นเป็นเหมือนพระเยซู (รม.12:9-21)
เราต้องการกันและกัน การอยู่ร่วมกันของเรานั้นอยู่ในพระคริสต์ (ข้อ 5) เมื่อเรา “ดูแลกันและกัน” ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ เราก็สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพระองค์และสำแดงความรักของพระองค์ให้ผู้อื่นได้เห็น

ชุมชนในพระเยซูช่วยคุณในการเดินกับพระเจ้าอย่างไร ผู้เชื่อคนอื่นๆหนุนใจคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพี่น้องทั้งหลายในพระคริสต์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​พวกเรา...เป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกัน [ โรม 12:5 ]

ในจำนวนประชากรสามร้อยคนของเมืองวิททิเออร์ มลรัฐอลาสก้า เกือบทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในตึกอพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองวิททิเออร์ถูกเรียกว่า “เมืองใต้ชายคาเดียวก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">518ebe7c-44d5-450a-b0ae-0829a6322b39</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/faabb184</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชนและเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“เธอไม่ใช่คนที่นี่” คำพูดเหล่านั้นทำร้ายหัวใจของเด็กหญิงวัยแปดขวบ และเธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ ครอบครัวของเธออพยพจากค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศที่ถูกทำลายจากสงครามไปยังประเทศใหม่ และบัตรตรวจคนเข้าเมืองของเธอมีคำว่า คนต่างด้าว ประทับอยู่ เธอรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน</p>
<p>เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะเชื่อในพระเยซูแต่เธอยังคงรู้สึกแปลกแยก ถูกทิ่มแทงด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นคนนอกที่ไม่ได้รับการต้อนรับ ขณะอ่านพระคัมภีร์ เธอพบพระสัญญาในเอเฟซัสบทที่ 2 และในข้อ 12 เธอเห็นคำว่า คนต่างด้าว คำเก่าๆที่ทำให้เจ็บปวด “จงระลึกว่าครั้งนั้นท่านแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้เป็นพลเมืองอิสราเอลและเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) แต่ขณะที่อ่านต่อไป เธอได้รู้ว่าการเสียสละของพระคริสต์เปลี่ยนสถานะของเธออย่างไร เธออ่านข้อ 19 ซึ่งบอกเธอว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่ คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป” เธอเป็น “พลเมืองเดียวกัน” กับธรรมิกชนของพระเจ้า เมื่อตระหนักว่าเธอเป็นพลเมืองสวรรค์เธอจึงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี เธอจะไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป พระเจ้าทรงรับเธอเข้ามาและทรงยอมรับเธอ</p>
<p>เพราะบาปของเรา เราจึงเหินห่างจากพระเจ้า แต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างนั้น พระเยซูทรงนำสันติสุขมาสู่ทุกคนที่ “อยู่ไกล” (ข้อ 17) ทำให้ทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์ได้เป็นพลเมืองเดียวกันในอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์ คือเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพระกายของพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกแปลกแยกในเรื่องใด การที่รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกลูกๆทุกคนของพระองค์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์ ได้มีสามัคคีธรรมกับพระองค์และกับคนอื่นๆที่รักและไว้วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชนและเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“เธอไม่ใช่คนที่นี่” คำพูดเหล่านั้นทำร้ายหัวใจของเด็กหญิงวัยแปดขวบ และเธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ ครอบครัวของเธออพยพจากค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศที่ถูกทำลายจากสงครามไปยังประเทศใหม่ และบัตรตรวจคนเข้าเมืองของเธอมีคำว่า คนต่างด้าว ประทับอยู่ เธอรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน</p>
<p>เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะเชื่อในพระเยซูแต่เธอยังคงรู้สึกแปลกแยก ถูกทิ่มแทงด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นคนนอกที่ไม่ได้รับการต้อนรับ ขณะอ่านพระคัมภีร์ เธอพบพระสัญญาในเอเฟซัสบทที่ 2 และในข้อ 12 เธอเห็นคำว่า คนต่างด้าว คำเก่าๆที่ทำให้เจ็บปวด “จงระลึกว่าครั้งนั้นท่านแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้เป็นพลเมืองอิสราเอลและเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) แต่ขณะที่อ่านต่อไป เธอได้รู้ว่าการเสียสละของพระคริสต์เปลี่ยนสถานะของเธออย่างไร เธออ่านข้อ 19 ซึ่งบอกเธอว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่ คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป” เธอเป็น “พลเมืองเดียวกัน” กับธรรมิกชนของพระเจ้า เมื่อตระหนักว่าเธอเป็นพลเมืองสวรรค์เธอจึงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี เธอจะไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป พระเจ้าทรงรับเธอเข้ามาและทรงยอมรับเธอ</p>
<p>เพราะบาปของเรา เราจึงเหินห่างจากพระเจ้า แต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างนั้น พระเยซูทรงนำสันติสุขมาสู่ทุกคนที่ “อยู่ไกล” (ข้อ 17) ทำให้ทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์ได้เป็นพลเมืองเดียวกันในอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์ คือเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพระกายของพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกแปลกแยกในเรื่องใด การที่รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกลูกๆทุกคนของพระองค์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์ ได้มีสามัคคีธรรมกับพระองค์และกับคนอื่นๆที่รักและไว้วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 22 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/faabb184/98a03d84.mp3" length="12618529" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>789</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชนและเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]

“เธอไม่ใช่คนที่นี่” คำพูดเหล่านั้นทำร้ายหัวใจของเด็กหญิงวัยแปดขวบ และเธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ ครอบครัวของเธออพยพจากค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศที่ถูกทำลายจากสงครามไปยังประเทศใหม่ และบัตรตรวจคนเข้าเมืองของเธอมีคำว่า คนต่างด้าว ประทับอยู่ เธอรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะเชื่อในพระเยซูแต่เธอยังคงรู้สึกแปลกแยก ถูกทิ่มแทงด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นคนนอกที่ไม่ได้รับการต้อนรับ ขณะอ่านพระคัมภีร์ เธอพบพระสัญญาในเอเฟซัสบทที่ 2 และในข้อ 12 เธอเห็นคำว่า คนต่างด้าว คำเก่าๆที่ทำให้เจ็บปวด “จงระลึกว่าครั้งนั้นท่านแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้เป็นพลเมืองอิสราเอลและเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) แต่ขณะที่อ่านต่อไป เธอได้รู้ว่าการเสียสละของพระคริสต์เปลี่ยนสถานะของเธออย่างไร เธออ่านข้อ 19 ซึ่งบอกเธอว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่ คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป” เธอเป็น “พลเมืองเดียวกัน” กับธรรมิกชนของพระเจ้า เมื่อตระหนักว่าเธอเป็นพลเมืองสวรรค์เธอจึงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี เธอจะไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป พระเจ้าทรงรับเธอเข้ามาและทรงยอมรับเธอ
เพราะบาปของเรา เราจึงเหินห่างจากพระเจ้า แต่เราไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างนั้น พระเยซูทรงนำสันติสุขมาสู่ทุกคนที่ “อยู่ไกล” (ข้อ 17) ทำให้ทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์ได้เป็นพลเมืองเดียวกันในอาณาจักรนิรันดร์ของพระองค์ คือเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพระกายของพระคริสต์

คุณรู้สึกแปลกแยกในเรื่องใด การที่รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกลูกๆทุกคนของพระองค์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงให้ข้าพระองค์ ได้มีสามัคคีธรรมกับพระองค์และกับคนอื่นๆที่รักและไว้วางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชนและเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]

“เธอไม่ใช่คนที่นี่” คำพูดเหล่านั้นทำร้ายหัวใจของเด็กหญิงวัยแปดขวบ และเธอยังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ ครอบครัวของเธออพยพจากค่ายผู้ลี้ภั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเสด็จกลับมาของกษัตริย์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การเสด็จกลับมาของกษัตริย์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">da9c2cd1-5d7b-4791-97c8-2f41d92c58ff</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/81128e74</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ทุกเข่าจะกราบลง ทุกลิ้นจะปฏิญาณต่อเรา [ อิสยาห์ 45:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ด้วยจำนวนผู้ชมทั่วโลกประมาณพันล้านคน พระราชพิธีพระบรมศพของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงอาจเป็นการออกอากาศที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันนั้นมีหนึ่งล้านคนเรียงรายตามท้องถนนในนครลอนดอน และมี 250,000 คนเข้าแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงในสัปดาห์นั้นเพื่อดูหีบพระบรมศพ เป็นประวัติการณ์ที่มีกษัตริย์ ราชินี ประธานาธิบดี และประมุขแห่งรัฐอื่นๆกว่าห้าร้อยพระองค์ มาเพื่อยกย่องสตรีผู้มีชื่อเสียงในอำนาจและเกียรติคุณของพระองค์</p>
<p>ขณะที่โลกหันสายตาไปที่สหราชอาณาจักรและพระราชินีที่จากไป ความคิดของผมก็หันไปที่อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการเสด็จกลับมาขององค์กษัตริย์ เราได้ยินว่าวันหนึ่งจะมาถึง เมื่อบรรดาประชาชาติจะมารวมตัวกันเพื่อยกย่องกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก (อสย.45:20-22) ผู้นำที่ทรงอานุภาพและพระเกียรติคุณ (ข้อ 24) “ทุกเข่าจะกราบลง” และ “ทุกลิ้นจะปฏิญาณ” ต่อพระองค์ (ข้อ 23) รวมถึงผู้นำของโลกที่จะถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์และนำประชาชาติของตน เดินไปในความสว่างของพระองค์ (วว.21:24, 26) ไม่ใช่ทุกคนจะต้อนรับการเสด็จมาถึงของกษัตริย์พระองค์นี้ แต่บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์จะชื่นชมยินดีกับการครองราชย์เป็นนิตย์ของพระองค์ (อสย.45:24-25)</p>
<p>เหมือนที่โลกรวมตัวกันเพื่อชมการจากไปของพระราชินี วันหนึ่งโลกจะได้เห็นจอมกษัตริย์ผู้สูงสุดเสด็จกลับมา วันนั้นจะเป็นวันที่ทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกก้มกราบลงต่อพระเยซูคริสต์ และยอมรับพระองค์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟป.2:10-11)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าทำไมพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงได้รับเกียรติอย่างมาก วันนี้การติดตามพระเยซูในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ควรเป็นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู วันนี้ข้าพระองค์ขอกราบลงเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในฐานะ จอมกษัตริย์ผู้สูงสุดของโลกและผู้ครอบครองที่มีความชอบธรรมเหนือชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ทุกเข่าจะกราบลง ทุกลิ้นจะปฏิญาณต่อเรา [ อิสยาห์ 45:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ด้วยจำนวนผู้ชมทั่วโลกประมาณพันล้านคน พระราชพิธีพระบรมศพของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงอาจเป็นการออกอากาศที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันนั้นมีหนึ่งล้านคนเรียงรายตามท้องถนนในนครลอนดอน และมี 250,000 คนเข้าแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงในสัปดาห์นั้นเพื่อดูหีบพระบรมศพ เป็นประวัติการณ์ที่มีกษัตริย์ ราชินี ประธานาธิบดี และประมุขแห่งรัฐอื่นๆกว่าห้าร้อยพระองค์ มาเพื่อยกย่องสตรีผู้มีชื่อเสียงในอำนาจและเกียรติคุณของพระองค์</p>
<p>ขณะที่โลกหันสายตาไปที่สหราชอาณาจักรและพระราชินีที่จากไป ความคิดของผมก็หันไปที่อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการเสด็จกลับมาขององค์กษัตริย์ เราได้ยินว่าวันหนึ่งจะมาถึง เมื่อบรรดาประชาชาติจะมารวมตัวกันเพื่อยกย่องกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก (อสย.45:20-22) ผู้นำที่ทรงอานุภาพและพระเกียรติคุณ (ข้อ 24) “ทุกเข่าจะกราบลง” และ “ทุกลิ้นจะปฏิญาณ” ต่อพระองค์ (ข้อ 23) รวมถึงผู้นำของโลกที่จะถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์และนำประชาชาติของตน เดินไปในความสว่างของพระองค์ (วว.21:24, 26) ไม่ใช่ทุกคนจะต้อนรับการเสด็จมาถึงของกษัตริย์พระองค์นี้ แต่บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์จะชื่นชมยินดีกับการครองราชย์เป็นนิตย์ของพระองค์ (อสย.45:24-25)</p>
<p>เหมือนที่โลกรวมตัวกันเพื่อชมการจากไปของพระราชินี วันหนึ่งโลกจะได้เห็นจอมกษัตริย์ผู้สูงสุดเสด็จกลับมา วันนั้นจะเป็นวันที่ทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกก้มกราบลงต่อพระเยซูคริสต์ และยอมรับพระองค์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟป.2:10-11)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าทำไมพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงได้รับเกียรติอย่างมาก วันนี้การติดตามพระเยซูในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ควรเป็นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู วันนี้ข้าพระองค์ขอกราบลงเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในฐานะ จอมกษัตริย์ผู้สูงสุดของโลกและผู้ครอบครองที่มีความชอบธรรมเหนือชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 21 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/81128e74/e7c9bdad.mp3" length="12199957" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>763</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทุกเข่าจะกราบลง ทุกลิ้นจะปฏิญาณต่อเรา [ อิสยาห์ 45:23 ]

ด้วยจำนวนผู้ชมทั่วโลกประมาณพันล้านคน พระราชพิธีพระบรมศพของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงอาจเป็นการออกอากาศที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันนั้นมีหนึ่งล้านคนเรียงรายตามท้องถนนในนครลอนดอน และมี 250,000 คนเข้าแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงในสัปดาห์นั้นเพื่อดูหีบพระบรมศพ เป็นประวัติการณ์ที่มีกษัตริย์ ราชินี ประธานาธิบดี และประมุขแห่งรัฐอื่นๆกว่าห้าร้อยพระองค์ มาเพื่อยกย่องสตรีผู้มีชื่อเสียงในอำนาจและเกียรติคุณของพระองค์
ขณะที่โลกหันสายตาไปที่สหราชอาณาจักรและพระราชินีที่จากไป ความคิดของผมก็หันไปที่อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการเสด็จกลับมาขององค์กษัตริย์ เราได้ยินว่าวันหนึ่งจะมาถึง เมื่อบรรดาประชาชาติจะมารวมตัวกันเพื่อยกย่องกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก (อสย.45:20-22) ผู้นำที่ทรงอานุภาพและพระเกียรติคุณ (ข้อ 24) “ทุกเข่าจะกราบลง” และ “ทุกลิ้นจะปฏิญาณ” ต่อพระองค์ (ข้อ 23) รวมถึงผู้นำของโลกที่จะถวายคำสรรเสริญแด่พระองค์และนำประชาชาติของตน เดินไปในความสว่างของพระองค์ (วว.21:24, 26) ไม่ใช่ทุกคนจะต้อนรับการเสด็จมาถึงของกษัตริย์พระองค์นี้ แต่บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์จะชื่นชมยินดีกับการครองราชย์เป็นนิตย์ของพระองค์ (อสย.45:24-25)
เหมือนที่โลกรวมตัวกันเพื่อชมการจากไปของพระราชินี วันหนึ่งโลกจะได้เห็นจอมกษัตริย์ผู้สูงสุดเสด็จกลับมา วันนั้นจะเป็นวันที่ทุกคนในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกก้มกราบลงต่อพระเยซูคริสต์ และยอมรับพระองค์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟป.2:10-11)

คุณคิดว่าทำไมพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงได้รับเกียรติอย่างมาก วันนี้การติดตามพระเยซูในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ควรเป็นอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู วันนี้ข้าพระองค์ขอกราบลงเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในฐานะ จอมกษัตริย์ผู้สูงสุดของโลกและผู้ครอบครองที่มีความชอบธรรมเหนือชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทุกเข่าจะกราบลง ทุกลิ้นจะปฏิญาณต่อเรา [ อิสยาห์ 45:23 ]

ด้วยจำนวนผู้ชมทั่วโลกประมาณพันล้านคน พระราชพิธีพระบรมศพของพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 จึงอาจเป็นการออกอากาศที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันนั้นมีหนึ่งล้านคนเรียงรายตามท้องถนนในนครลอนดอน และมี 25</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตที่มีขึ้นและลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตที่มีขึ้นและลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">14e65947-aa88-48a7-ac62-bb8326f43c8b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e35d121a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ภาพความทรงจำในเฟซบุ๊กปรากฏขึ้นมา โดยแสดงภาพชัยชนะของฉันในวัย 5 ขวบ ที่ชนะเกมการแข่งขันบันไดงูที่แสนสนุก ฉันแท็กภาพนี้ไปหาพี่ชายและน้องสาวเพราะตอนเด็กๆเรามักจะเล่นเกมนี้กัน เกมบันไดงูเป็นหนึ่งในเกมพื้นฐานที่เล่นกันมานานหลายศตวรรษ โดยช่วยให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะนับเลขและสร้างความตื่นเต้นในการไต่บันไดเพื่อจะชนะการแข่งขันด้วยการไปถึงขั้นที่ 100 ให้เร็วที่สุด แต่จงระวัง! หากคุณหยุดที่ขั้น 98 คุณจะเลื่อนตกลงมาตามความยาวของงูซึ่งทำให้ล่าช้ากว่าเดิมไปจนถึงพ่ายแพ้ได้เลย</p>
<p>นั่นก็เหมือนกับชีวิตไม่ใช่หรือ พระเยซูทรงตระเตรียมเราด้วยความรัก ให้พรักพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่มีทั้งขึ้นและลง พระองค์ตรัสว่าเราจะประสบ “ความทุกข์ยาก” (ยน.16:33) แต่พระองค์ได้ประทานข่าวสารแห่งสันติสุขด้วย เราไม่ต้องหวั่นไหวกับการทดลองที่เราเผชิญ เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะพระคริสต์ได้ทรงชนะโลกแล้ว! ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าฤทธานุภาพของพระองค์ ดังนั้นเราจึงสามารถเผชิญทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราด้วย “พระกำลังและฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่ง” ที่พระองค์ประทานให้กับเรา (อฟ.1:19)</p>
<p>ชีวิตก็เหมือนกับเกมบันไดงู ที่บางครั้งก็มีบันไดให้เราปีนขึ้นอย่างมีความสุข และในบางครั้งเราก็ล้มไถลลื่นลงมา แต่เราไม่จำเป็นต้องเล่นเกมแห่งชีวิตโดยปราศจากความหวัง เรามีฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่ช่วยให้เราเอาชนะทุกสิ่งได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>ในวันนี้ คุณต้องการความช่วยเหลือเพื่อเอาชนะความท้าทายอะไรบ้าง การจดจ่อที่ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่ทรงมีชัยชนะเหนือการทดลอง และปัญหาต่างๆในชีวิตนั้นทำให้คุณมีกำลังขึ้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงย้ำเตือนว่า พระองค์ได้ทรงชนะโลกแล้ว! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้ทรงจัดการกับชีวิตทั้งในช่วงที่ขึ้นและลง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ภาพความทรงจำในเฟซบุ๊กปรากฏขึ้นมา โดยแสดงภาพชัยชนะของฉันในวัย 5 ขวบ ที่ชนะเกมการแข่งขันบันไดงูที่แสนสนุก ฉันแท็กภาพนี้ไปหาพี่ชายและน้องสาวเพราะตอนเด็กๆเรามักจะเล่นเกมนี้กัน เกมบันไดงูเป็นหนึ่งในเกมพื้นฐานที่เล่นกันมานานหลายศตวรรษ โดยช่วยให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะนับเลขและสร้างความตื่นเต้นในการไต่บันไดเพื่อจะชนะการแข่งขันด้วยการไปถึงขั้นที่ 100 ให้เร็วที่สุด แต่จงระวัง! หากคุณหยุดที่ขั้น 98 คุณจะเลื่อนตกลงมาตามความยาวของงูซึ่งทำให้ล่าช้ากว่าเดิมไปจนถึงพ่ายแพ้ได้เลย</p>
<p>นั่นก็เหมือนกับชีวิตไม่ใช่หรือ พระเยซูทรงตระเตรียมเราด้วยความรัก ให้พรักพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่มีทั้งขึ้นและลง พระองค์ตรัสว่าเราจะประสบ “ความทุกข์ยาก” (ยน.16:33) แต่พระองค์ได้ประทานข่าวสารแห่งสันติสุขด้วย เราไม่ต้องหวั่นไหวกับการทดลองที่เราเผชิญ เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะพระคริสต์ได้ทรงชนะโลกแล้ว! ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าฤทธานุภาพของพระองค์ ดังนั้นเราจึงสามารถเผชิญทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราด้วย “พระกำลังและฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่ง” ที่พระองค์ประทานให้กับเรา (อฟ.1:19)</p>
<p>ชีวิตก็เหมือนกับเกมบันไดงู ที่บางครั้งก็มีบันไดให้เราปีนขึ้นอย่างมีความสุข และในบางครั้งเราก็ล้มไถลลื่นลงมา แต่เราไม่จำเป็นต้องเล่นเกมแห่งชีวิตโดยปราศจากความหวัง เรามีฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่ช่วยให้เราเอาชนะทุกสิ่งได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>ในวันนี้ คุณต้องการความช่วยเหลือเพื่อเอาชนะความท้าทายอะไรบ้าง การจดจ่อที่ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่ทรงมีชัยชนะเหนือการทดลอง และปัญหาต่างๆในชีวิตนั้นทำให้คุณมีกำลังขึ้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงย้ำเตือนว่า พระองค์ได้ทรงชนะโลกแล้ว! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้ทรงจัดการกับชีวิตทั้งในช่วงที่ขึ้นและลง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e35d121a/293d50fe.mp3" length="10889353" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]

ภาพความทรงจำในเฟซบุ๊กปรากฏขึ้นมา โดยแสดงภาพชัยชนะของฉันในวัย 5 ขวบ ที่ชนะเกมการแข่งขันบันไดงูที่แสนสนุก ฉันแท็กภาพนี้ไปหาพี่ชายและน้องสาวเพราะตอนเด็กๆเรามักจะเล่นเกมนี้กัน เกมบันไดงูเป็นหนึ่งในเกมพื้นฐานที่เล่นกันมานานหลายศตวรรษ โดยช่วยให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะนับเลขและสร้างความตื่นเต้นในการไต่บันไดเพื่อจะชนะการแข่งขันด้วยการไปถึงขั้นที่ 100 ให้เร็วที่สุด แต่จงระวัง! หากคุณหยุดที่ขั้น 98 คุณจะเลื่อนตกลงมาตามความยาวของงูซึ่งทำให้ล่าช้ากว่าเดิมไปจนถึงพ่ายแพ้ได้เลย
นั่นก็เหมือนกับชีวิตไม่ใช่หรือ พระเยซูทรงตระเตรียมเราด้วยความรัก ให้พรักพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่มีทั้งขึ้นและลง พระองค์ตรัสว่าเราจะประสบ “ความทุกข์ยาก” (ยน.16:33) แต่พระองค์ได้ประทานข่าวสารแห่งสันติสุขด้วย เราไม่ต้องหวั่นไหวกับการทดลองที่เราเผชิญ เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะพระคริสต์ได้ทรงชนะโลกแล้ว! ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าฤทธานุภาพของพระองค์ ดังนั้นเราจึงสามารถเผชิญทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราด้วย “พระกำลังและฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่ง” ที่พระองค์ประทานให้กับเรา (อฟ.1:19)
ชีวิตก็เหมือนกับเกมบันไดงู ที่บางครั้งก็มีบันไดให้เราปีนขึ้นอย่างมีความสุข และในบางครั้งเราก็ล้มไถลลื่นลงมา แต่เราไม่จำเป็นต้องเล่นเกมแห่งชีวิตโดยปราศจากความหวัง เรามีฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่ช่วยให้เราเอาชนะทุกสิ่งได้

ในวันนี้ คุณต้องการความช่วยเหลือเพื่อเอาชนะความท้าทายอะไรบ้าง การจดจ่อที่ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่ทรงมีชัยชนะเหนือการทดลอง และปัญหาต่างๆในชีวิตนั้นทำให้คุณมีกำลังขึ้นอย่างไร
พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงย้ำเตือนว่า พระองค์ได้ทรงชนะโลกแล้ว! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ พึ่งพาในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้ทรงจัดการกับชีวิตทั้งในช่วงที่ขึ้นและลง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]

ภาพความทรงจำในเฟซบุ๊กปรากฏขึ้นมา โดยแสดงภาพชัยชนะของฉันในวัย 5 ขวบ ที่ชนะเกมการแข่งขันบันไดงูที่แสนสนุก ฉันแท็กภาพนี้ไปหาพี่ชายและน้องสาวเพราะตอนเด็กๆเรามักจะเล่นเกมนี้กัน เกมบันไดงู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระคุณและความยุติธรรมของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระคุณและความยุติธรรมของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">56dc8c80-146e-435f-a4e8-6b38a1911830</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/040726af</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงกริ้วช้า ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงงดโทษเลย [ นาฮูม 1:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จิตรกรแนวโรแมนติกชาวอังกฤษ จอห์น มาร์ติน (ค.ศ. 1789-1854) เป็นที่รู้จักจากภาพวาดที่เกี่ยวกับวันสิ้นโลกซึ่งแสดงถึงการล่มสลายของอารยธรรม ในภาพเหตุการณ์ใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อเหล่านี้ มนุษย์ถูกปกคลุมไปด้วยการทำลายล้างขนาดมหึมาและไร้กำลังที่จะต่อต้านหายนะที่ประชิดเข้ามา ภาพวาดชิ้นหนึ่งชื่อ การล่มสลายของนครนีนะเวห์ แสดงให้เห็นภาพที่ผู้คนกำลังหลบหนีจากการทำลายล้างของคลื่นที่ก่อตัวขึ้นสูงภายใต้กลุ่มเมฆม้วนอันดำมืด</p>
<p>กว่าสองพันปีก่อนภาพวาดของมาร์ติน ผู้เผยพระวจนะนาฮูมเผยพระวจนะต่อต้านเมืองนีนะเวห์โดยบอกล่วงหน้าถึงการพิพากษา ผู้เผยพระวจนะใช้ภาพภูเขาที่สั่นสะเทือน เนินเขาก็ละลายไป และแผ่นดินโลกก็เริศร้าง (นฮม.1:5) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงพระพิโรธของพระเจ้าต่อผู้ที่กดขี่คนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อย่างไรก็ตามการตอบสนองของพระเจ้าต่อบาปนั้นกอปรด้วยพระคุณเสมอ ขณะที่นาฮูมเตือนผู้ฟังถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า ท่านบันทึกว่าพระองค์ “ทรงกริ้วช้า” (ข้อ 3) และ “ทรงห่วงใยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)</p>
<p>คำบรรยายถึงเรื่องการพิพากษานั้นยากที่จะเข้าใจ แต่โลกที่ไม่ต่อต้านความชั่วร้ายนั้นคงจะเป็นโลกที่น่าหวั่นกลัว น่าดีใจที่ผู้เผยพระวจนะไม่ได้จบลงที่ข้อความนั้น ท่านเตือนความจำเราว่าพระเจ้าทรงปรารถนาโลกที่ดีและยุติธรรม “ดูเถิด บนภูเขานั่น เท้าของผู้นำข่าวดีมา ผู้ประกาศสันติภาพ!” (ข้อ 15 TNCV) ข่าวดีที่ว่านั้นก็คือพระเยซู ผู้ได้ทรงทนทุกข์กับผลของบาปเพื่อเราทั้งหลายจะได้มีสันติสุขในพระเจ้า (รม.5:1, 6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณต้องการให้พระเจ้าทรงปกป้องผู้ถูกกดขี่อย่างไร ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับ พระพิโรธของพระองค์ต่อความอยุติธรรมอาจกระตุ้นให้คุณพูดเพื่อผู้ถูกกดขี่ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนทั่วโลกนี้ ที่ต้องทนทุกข์อย่างไม่ยุติธรรม</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าทรงกริ้วช้า ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงงดโทษเลย [ นาฮูม 1:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จิตรกรแนวโรแมนติกชาวอังกฤษ จอห์น มาร์ติน (ค.ศ. 1789-1854) เป็นที่รู้จักจากภาพวาดที่เกี่ยวกับวันสิ้นโลกซึ่งแสดงถึงการล่มสลายของอารยธรรม ในภาพเหตุการณ์ใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อเหล่านี้ มนุษย์ถูกปกคลุมไปด้วยการทำลายล้างขนาดมหึมาและไร้กำลังที่จะต่อต้านหายนะที่ประชิดเข้ามา ภาพวาดชิ้นหนึ่งชื่อ การล่มสลายของนครนีนะเวห์ แสดงให้เห็นภาพที่ผู้คนกำลังหลบหนีจากการทำลายล้างของคลื่นที่ก่อตัวขึ้นสูงภายใต้กลุ่มเมฆม้วนอันดำมืด</p>
<p>กว่าสองพันปีก่อนภาพวาดของมาร์ติน ผู้เผยพระวจนะนาฮูมเผยพระวจนะต่อต้านเมืองนีนะเวห์โดยบอกล่วงหน้าถึงการพิพากษา ผู้เผยพระวจนะใช้ภาพภูเขาที่สั่นสะเทือน เนินเขาก็ละลายไป และแผ่นดินโลกก็เริศร้าง (นฮม.1:5) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงพระพิโรธของพระเจ้าต่อผู้ที่กดขี่คนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อย่างไรก็ตามการตอบสนองของพระเจ้าต่อบาปนั้นกอปรด้วยพระคุณเสมอ ขณะที่นาฮูมเตือนผู้ฟังถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า ท่านบันทึกว่าพระองค์ “ทรงกริ้วช้า” (ข้อ 3) และ “ทรงห่วงใยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)</p>
<p>คำบรรยายถึงเรื่องการพิพากษานั้นยากที่จะเข้าใจ แต่โลกที่ไม่ต่อต้านความชั่วร้ายนั้นคงจะเป็นโลกที่น่าหวั่นกลัว น่าดีใจที่ผู้เผยพระวจนะไม่ได้จบลงที่ข้อความนั้น ท่านเตือนความจำเราว่าพระเจ้าทรงปรารถนาโลกที่ดีและยุติธรรม “ดูเถิด บนภูเขานั่น เท้าของผู้นำข่าวดีมา ผู้ประกาศสันติภาพ!” (ข้อ 15 TNCV) ข่าวดีที่ว่านั้นก็คือพระเยซู ผู้ได้ทรงทนทุกข์กับผลของบาปเพื่อเราทั้งหลายจะได้มีสันติสุขในพระเจ้า (รม.5:1, 6)</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณต้องการให้พระเจ้าทรงปกป้องผู้ถูกกดขี่อย่างไร ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับ พระพิโรธของพระองค์ต่อความอยุติธรรมอาจกระตุ้นให้คุณพูดเพื่อผู้ถูกกดขี่ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนทั่วโลกนี้ ที่ต้องทนทุกข์อย่างไม่ยุติธรรม</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 19 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/040726af/e2e21e8b.mp3" length="12527137" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>783</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงกริ้วช้า ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงงดโทษเลย [ นาฮูม 1:3 ]

จิตรกรแนวโรแมนติกชาวอังกฤษ จอห์น มาร์ติน (ค.ศ. 1789-1854) เป็นที่รู้จักจากภาพวาดที่เกี่ยวกับวันสิ้นโลกซึ่งแสดงถึงการล่มสลายของอารยธรรม ในภาพเหตุการณ์ใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อเหล่านี้ มนุษย์ถูกปกคลุมไปด้วยการทำลายล้างขนาดมหึมาและไร้กำลังที่จะต่อต้านหายนะที่ประชิดเข้ามา ภาพวาดชิ้นหนึ่งชื่อ การล่มสลายของนครนีนะเวห์ แสดงให้เห็นภาพที่ผู้คนกำลังหลบหนีจากการทำลายล้างของคลื่นที่ก่อตัวขึ้นสูงภายใต้กลุ่มเมฆม้วนอันดำมืด
กว่าสองพันปีก่อนภาพวาดของมาร์ติน ผู้เผยพระวจนะนาฮูมเผยพระวจนะต่อต้านเมืองนีนะเวห์โดยบอกล่วงหน้าถึงการพิพากษา ผู้เผยพระวจนะใช้ภาพภูเขาที่สั่นสะเทือน เนินเขาก็ละลายไป และแผ่นดินโลกก็เริศร้าง (นฮม.1:5) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงพระพิโรธของพระเจ้าต่อผู้ที่กดขี่คนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อย่างไรก็ตามการตอบสนองของพระเจ้าต่อบาปนั้นกอปรด้วยพระคุณเสมอ ขณะที่นาฮูมเตือนผู้ฟังถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า ท่านบันทึกว่าพระองค์ “ทรงกริ้วช้า” (ข้อ 3) และ “ทรงห่วงใยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์” (ข้อ 7 TNCV)
คำบรรยายถึงเรื่องการพิพากษานั้นยากที่จะเข้าใจ แต่โลกที่ไม่ต่อต้านความชั่วร้ายนั้นคงจะเป็นโลกที่น่าหวั่นกลัว น่าดีใจที่ผู้เผยพระวจนะไม่ได้จบลงที่ข้อความนั้น ท่านเตือนความจำเราว่าพระเจ้าทรงปรารถนาโลกที่ดีและยุติธรรม “ดูเถิด บนภูเขานั่น เท้าของผู้นำข่าวดีมา ผู้ประกาศสันติภาพ!” (ข้อ 15 TNCV) ข่าวดีที่ว่านั้นก็คือพระเยซู ผู้ได้ทรงทนทุกข์กับผลของบาปเพื่อเราทั้งหลายจะได้มีสันติสุขในพระเจ้า (รม.5:1, 6)

คุณต้องการให้พระเจ้าทรงปกป้องผู้ถูกกดขี่อย่างไร ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับ พระพิโรธของพระองค์ต่อความอยุติธรรมอาจกระตุ้นให้คุณพูดเพื่อผู้ถูกกดขี่ได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนทั่วโลกนี้ ที่ต้องทนทุกข์อย่างไม่ยุติธรรม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงกริ้วช้า ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ พระเจ้าจะไม่ทรงงดโทษเลย [ นาฮูม 1:3 ]

จิตรกรแนวโรแมนติกชาวอังกฤษ จอห์น มาร์ติน (ค.ศ. 1789-1854) เป็นที่รู้จักจากภาพวาดที่เกี่ยวกับวันสิ้นโลกซึ่งแสดงถึงการล่มสลายของอารยธรรม ในภาพเหตุการณ์ใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อเหล่านี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พบความชื่นบานอย่างชาญฉลาด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พบความชื่นบานอย่างชาญฉลาด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">294b2ad7-3f1a-4012-ad59-e33887a1db5f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/06d76f4c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>การระบาดครั้งใหญ่นี้เป็นฝ่ายชนะ นั่นคือมุมมองของเจสัน เพอร์ซอฟ แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใหญ่ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด เขาจะทำดีที่สุดได้อย่างไร ช่วงนอกเวลางานเขาจะผ่อนคลายด้วยการถ่ายภาพขยายของสิ่งเล็กๆ เช่น เกล็ดหิมะ มัน “ดูไร้สาระ” ดร.เพอร์ซอฟกล่าว แต่การพบความชื่นบานในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่งดงามคือ “โอกาสที่จะได้ผูกพันกับพระผู้สร้างของผม และได้เห็นโลกในแบบที่น้อยคนนักจะใช้เวลาสังเกต”</p>
<p>การแสวงหาความชื่นบานอย่างชาญฉลาดเพื่อบรรเทาความเครียดและสร้างภูมิคุ้มกันถือเป็นคุณค่าอันสูงส่งในวงการแพทย์ แพทย์ผู้นี้กล่าวไว้ แต่สำหรับทุกคนนั้นเขามีคำแนะนำดังนี้ “คุณต้องสูดหายใจเข้า คุณต้องหาวิธีที่จะสูดลมหายใจและสนุกกับชีวิต”</p>
<p>ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความคิดเช่นนี้ในสดุดี 16 เมื่อท่านประกาศถึงสติปัญญาแห่งการได้พบความชื่นบานในพระเจ้า “พระเจ้าทรงเป็นองค์ที่ข้าพเจ้าเลือก” ท่านกล่าวว่า “เพราะฉะนั้น จิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย” (ข้อ 5, 9)</p>
<p>ในขณะที่ผู้คนพยายามลดความกดดันและผ่อนคลายนั้น พวกเขาทำหลายสิ่งที่ไม่ฉลาดนัก ดร.เพอร์ซอฟพบวิถีอันชาญฉลาด คือวิถีที่นำเขาไปยังองค์พระผู้สร้างผู้ประทานความชื่นบานแห่งการทรงสถิตของพระองค์ “พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 11) ในพระองค์เราจะพบความชื่นบานตลอดนิรันดร์</p>
<p><br></p>
<p><strong>การได้พบกับความชื่นบานเป็นพระพรแก่ชีวิตคุณอย่างไร สดุดี 16 ได้หนุนใจให้คุณบอกถึงวิธีที่จะพบความชื่นบานในพระเจ้าอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ในเส้นทางการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์ โปรดอวยพรให้ข้าพระองค์ได้พบกับความชื่นบานอันชาญฉลาดซึ่งเริ่มต้นที่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>การระบาดครั้งใหญ่นี้เป็นฝ่ายชนะ นั่นคือมุมมองของเจสัน เพอร์ซอฟ แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใหญ่ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด เขาจะทำดีที่สุดได้อย่างไร ช่วงนอกเวลางานเขาจะผ่อนคลายด้วยการถ่ายภาพขยายของสิ่งเล็กๆ เช่น เกล็ดหิมะ มัน “ดูไร้สาระ” ดร.เพอร์ซอฟกล่าว แต่การพบความชื่นบานในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่งดงามคือ “โอกาสที่จะได้ผูกพันกับพระผู้สร้างของผม และได้เห็นโลกในแบบที่น้อยคนนักจะใช้เวลาสังเกต”</p>
<p>การแสวงหาความชื่นบานอย่างชาญฉลาดเพื่อบรรเทาความเครียดและสร้างภูมิคุ้มกันถือเป็นคุณค่าอันสูงส่งในวงการแพทย์ แพทย์ผู้นี้กล่าวไว้ แต่สำหรับทุกคนนั้นเขามีคำแนะนำดังนี้ “คุณต้องสูดหายใจเข้า คุณต้องหาวิธีที่จะสูดลมหายใจและสนุกกับชีวิต”</p>
<p>ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความคิดเช่นนี้ในสดุดี 16 เมื่อท่านประกาศถึงสติปัญญาแห่งการได้พบความชื่นบานในพระเจ้า “พระเจ้าทรงเป็นองค์ที่ข้าพเจ้าเลือก” ท่านกล่าวว่า “เพราะฉะนั้น จิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย” (ข้อ 5, 9)</p>
<p>ในขณะที่ผู้คนพยายามลดความกดดันและผ่อนคลายนั้น พวกเขาทำหลายสิ่งที่ไม่ฉลาดนัก ดร.เพอร์ซอฟพบวิถีอันชาญฉลาด คือวิถีที่นำเขาไปยังองค์พระผู้สร้างผู้ประทานความชื่นบานแห่งการทรงสถิตของพระองค์ “พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 11) ในพระองค์เราจะพบความชื่นบานตลอดนิรันดร์</p>
<p><br></p>
<p><strong>การได้พบกับความชื่นบานเป็นพระพรแก่ชีวิตคุณอย่างไร สดุดี 16 ได้หนุนใจให้คุณบอกถึงวิธีที่จะพบความชื่นบานในพระเจ้าอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ในเส้นทางการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์ โปรดอวยพรให้ข้าพระองค์ได้พบกับความชื่นบานอันชาญฉลาดซึ่งเริ่มต้นที่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 18 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/06d76f4c/9d8e4d2b.mp3" length="11829397" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>740</itunes:duration>
      <itunes:summary>ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]

การระบาดครั้งใหญ่นี้เป็นฝ่ายชนะ นั่นคือมุมมองของเจสัน เพอร์ซอฟ แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใหญ่ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด เขาจะทำดีที่สุดได้อย่างไร ช่วงนอกเวลางานเขาจะผ่อนคลายด้วยการถ่ายภาพขยายของสิ่งเล็กๆ เช่น เกล็ดหิมะ มัน “ดูไร้สาระ” ดร.เพอร์ซอฟกล่าว แต่การพบความชื่นบานในสิ่งเล็กๆน้อยๆที่งดงามคือ “โอกาสที่จะได้ผูกพันกับพระผู้สร้างของผม และได้เห็นโลกในแบบที่น้อยคนนักจะใช้เวลาสังเกต”
การแสวงหาความชื่นบานอย่างชาญฉลาดเพื่อบรรเทาความเครียดและสร้างภูมิคุ้มกันถือเป็นคุณค่าอันสูงส่งในวงการแพทย์ แพทย์ผู้นี้กล่าวไว้ แต่สำหรับทุกคนนั้นเขามีคำแนะนำดังนี้ “คุณต้องสูดหายใจเข้า คุณต้องหาวิธีที่จะสูดลมหายใจและสนุกกับชีวิต”
ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความคิดเช่นนี้ในสดุดี 16 เมื่อท่านประกาศถึงสติปัญญาแห่งการได้พบความชื่นบานในพระเจ้า “พระเจ้าทรงเป็นองค์ที่ข้าพเจ้าเลือก” ท่านกล่าวว่า “เพราะฉะนั้น จิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย” (ข้อ 5, 9)
ในขณะที่ผู้คนพยายามลดความกดดันและผ่อนคลายนั้น พวกเขาทำหลายสิ่งที่ไม่ฉลาดนัก ดร.เพอร์ซอฟพบวิถีอันชาญฉลาด คือวิถีที่นำเขาไปยังองค์พระผู้สร้างผู้ประทานความชื่นบานแห่งการทรงสถิตของพระองค์ “พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 11) ในพระองค์เราจะพบความชื่นบานตลอดนิรันดร์

การได้พบกับความชื่นบานเป็นพระพรแก่ชีวิตคุณอย่างไร สดุดี 16 ได้หนุนใจให้คุณบอกถึงวิธีที่จะพบความชื่นบานในพระเจ้าอย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ในเส้นทางการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์ โปรดอวยพรให้ข้าพระองค์ได้พบกับความชื่นบานอันชาญฉลาดซึ่งเริ่มต้นที่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ต่อพระพักตร์ของพระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น [ สดุดี 16:11 ]

การระบาดครั้งใหญ่นี้เป็นฝ่ายชนะ นั่นคือมุมมองของเจสัน เพอร์ซอฟ แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใหญ่ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด เขาจะทำดีที่สุดได้อย่างไร ช่วงนอกเวลางานเขาจะผ่อนคลายด้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักอันอดทนนานของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักอันอดทนนานของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c32414a5-cf56-46ad-9a7b-0fd0b2952c2a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e0e6e747</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ท่านจะไม่ดับ [ อิสยาห์ 42:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อฉันลูบท้องเจ้ามิสทีคแมวนอร์วีเจียนฟอเรสต์ขนฟูแสนสวยและเล่นกับมันหรือเมื่อมันเผลอหลับบนตักของฉันในตอนเย็น บางครั้งก็ยากที่จะเชื่อว่า มันเป็นแมวตัวเดียวกันกับที่เราพบเมื่อหลายปีก่อน มิสทีคเคยเป็นแมวข้างถนน น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และกลัวทุกคน แต่สิ่งนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเมื่อฉันเริ่มวางอาหารให้มันทุกวัน ในที่สุดวันหนึ่งมันก็ยอมให้ฉันลูบตัว และเรื่องราวที่เหลือก็เป็นอย่างที่รู้กัน</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงของมิสทีคเป็นสิ่งเตือนใจถึงการเยียวยาที่มาพร้อมกับความอดทนนานและความรัก ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงพระทัยของพระเจ้าดังที่บรรยายไว้ในอิสยาห์ 42 บทนี้บอกเราถึงเรื่องการมาถึงของผู้รับใช้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระองค์ (ข้อ 1) ผู้ซึ่งทำงานอย่าง “สัตย์จริง” และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อสถาปนา “ความยุติธรรม[ของพระเจ้า]ไว้ในโลก” (ข้อ 3-4)</p>
<p>และผู้รับใช้คนนั้นคือพระเยซู (มธ.12:18-20) พระองค์จะไม่นำความยุติธรรมของพระเจ้ามาด้วยความรุนแรงหรือการแสวงหาอำนาจ ในทางกลับกันพระองค์จะเสด็จมาอย่างเงียบๆและอ่อนสุภาพ (อสย.42:2) เพื่อคอยดูแลผู้ที่ถูกคนอื่นทอดทิ้งคือผู้ที่ “[ชอก]ช้ำ” และบาดเจ็บ (ข้อ 3) อย่างอ่อนโยนและอดทนนาน</p>
<p>พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งลูกๆของพระองค์ พระองค์ทรงมีเวลาทั้งสิ้นในโลกนี้ที่จะดูแลหัวใจที่บาดเจ็บของเรา จนหัวใจนั้นเริ่มหายดีในที่สุด โดยความรักอันอ่อนโยนและอดทนนานของพระองค์ เราจึงค่อยๆเรียนรู้ที่จะรักและไว้วางใจได้อีกครั้ง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความรักที่อดทนนานอย่างไร คุณจะเติบโตขึ้น จากการได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้าและแบ่งปันความรักนั้นออกไปได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่ไม่เคยทอดทิ้งข้าพระองค์และที่ทรงรัก และดูแลหัวใจที่บาดเจ็บของข้าพระองค์อย่างอดทนนาน ขอโปรดให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นด้วยความรักที่อดทนนานนี้เช่นเดียวกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ท่านจะไม่ดับ [ อิสยาห์ 42:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อฉันลูบท้องเจ้ามิสทีคแมวนอร์วีเจียนฟอเรสต์ขนฟูแสนสวยและเล่นกับมันหรือเมื่อมันเผลอหลับบนตักของฉันในตอนเย็น บางครั้งก็ยากที่จะเชื่อว่า มันเป็นแมวตัวเดียวกันกับที่เราพบเมื่อหลายปีก่อน มิสทีคเคยเป็นแมวข้างถนน น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และกลัวทุกคน แต่สิ่งนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเมื่อฉันเริ่มวางอาหารให้มันทุกวัน ในที่สุดวันหนึ่งมันก็ยอมให้ฉันลูบตัว และเรื่องราวที่เหลือก็เป็นอย่างที่รู้กัน</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงของมิสทีคเป็นสิ่งเตือนใจถึงการเยียวยาที่มาพร้อมกับความอดทนนานและความรัก ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงพระทัยของพระเจ้าดังที่บรรยายไว้ในอิสยาห์ 42 บทนี้บอกเราถึงเรื่องการมาถึงของผู้รับใช้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระองค์ (ข้อ 1) ผู้ซึ่งทำงานอย่าง “สัตย์จริง” และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อสถาปนา “ความยุติธรรม[ของพระเจ้า]ไว้ในโลก” (ข้อ 3-4)</p>
<p>และผู้รับใช้คนนั้นคือพระเยซู (มธ.12:18-20) พระองค์จะไม่นำความยุติธรรมของพระเจ้ามาด้วยความรุนแรงหรือการแสวงหาอำนาจ ในทางกลับกันพระองค์จะเสด็จมาอย่างเงียบๆและอ่อนสุภาพ (อสย.42:2) เพื่อคอยดูแลผู้ที่ถูกคนอื่นทอดทิ้งคือผู้ที่ “[ชอก]ช้ำ” และบาดเจ็บ (ข้อ 3) อย่างอ่อนโยนและอดทนนาน</p>
<p>พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งลูกๆของพระองค์ พระองค์ทรงมีเวลาทั้งสิ้นในโลกนี้ที่จะดูแลหัวใจที่บาดเจ็บของเรา จนหัวใจนั้นเริ่มหายดีในที่สุด โดยความรักอันอ่อนโยนและอดทนนานของพระองค์ เราจึงค่อยๆเรียนรู้ที่จะรักและไว้วางใจได้อีกครั้ง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความรักที่อดทนนานอย่างไร คุณจะเติบโตขึ้น จากการได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้าและแบ่งปันความรักนั้นออกไปได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่ไม่เคยทอดทิ้งข้าพระองค์และที่ทรงรัก และดูแลหัวใจที่บาดเจ็บของข้าพระองค์อย่างอดทนนาน ขอโปรดให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นด้วยความรักที่อดทนนานนี้เช่นเดียวกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e0e6e747/a449d0f9.mp3" length="11939225" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>747</itunes:duration>
      <itunes:summary>ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ท่านจะไม่ดับ [ อิสยาห์ 42:3 ]

เมื่อฉันลูบท้องเจ้ามิสทีคแมวนอร์วีเจียนฟอเรสต์ขนฟูแสนสวยและเล่นกับมันหรือเมื่อมันเผลอหลับบนตักของฉันในตอนเย็น บางครั้งก็ยากที่จะเชื่อว่า มันเป็นแมวตัวเดียวกันกับที่เราพบเมื่อหลายปีก่อน มิสทีคเคยเป็นแมวข้างถนน น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และกลัวทุกคน แต่สิ่งนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเมื่อฉันเริ่มวางอาหารให้มันทุกวัน ในที่สุดวันหนึ่งมันก็ยอมให้ฉันลูบตัว และเรื่องราวที่เหลือก็เป็นอย่างที่รู้กัน
การเปลี่ยนแปลงของมิสทีคเป็นสิ่งเตือนใจถึงการเยียวยาที่มาพร้อมกับความอดทนนานและความรัก ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงพระทัยของพระเจ้าดังที่บรรยายไว้ในอิสยาห์ 42 บทนี้บอกเราถึงเรื่องการมาถึงของผู้รับใช้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระองค์ (ข้อ 1) ผู้ซึ่งทำงานอย่าง “สัตย์จริง” และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อสถาปนา “ความยุติธรรม[ของพระเจ้า]ไว้ในโลก” (ข้อ 3-4)
และผู้รับใช้คนนั้นคือพระเยซู (มธ.12:18-20) พระองค์จะไม่นำความยุติธรรมของพระเจ้ามาด้วยความรุนแรงหรือการแสวงหาอำนาจ ในทางกลับกันพระองค์จะเสด็จมาอย่างเงียบๆและอ่อนสุภาพ (อสย.42:2) เพื่อคอยดูแลผู้ที่ถูกคนอื่นทอดทิ้งคือผู้ที่ “[ชอก]ช้ำ” และบาดเจ็บ (ข้อ 3) อย่างอ่อนโยนและอดทนนาน
พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งลูกๆของพระองค์ พระองค์ทรงมีเวลาทั้งสิ้นในโลกนี้ที่จะดูแลหัวใจที่บาดเจ็บของเรา จนหัวใจนั้นเริ่มหายดีในที่สุด โดยความรักอันอ่อนโยนและอดทนนานของพระองค์ เราจึงค่อยๆเรียนรู้ที่จะรักและไว้วางใจได้อีกครั้ง

คุณได้เห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านความรักที่อดทนนานอย่างไร คุณจะเติบโตขึ้น จากการได้มีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้าและแบ่งปันความรักนั้นออกไปได้อย่างไร
พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่ไม่เคยทอดทิ้งข้าพระองค์และที่ทรงรัก และดูแลหัวใจที่บาดเจ็บของข้าพระองค์อย่างอดทนนาน ขอโปรดให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นด้วยความรักที่อดทนนานนี้เช่นเดียวกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ท่านจะไม่ดับ [ อิสยาห์ 42:3 ]

เมื่อฉันลูบท้องเจ้ามิสทีคแมวนอร์วีเจียนฟอเรสต์ขนฟูแสนสวยและเล่นกับมันหรือเมื่อมันเผลอหลับบนตักของฉันในตอนเย็น บางครั้งก็ยากที่จะเชื่อว่า มันเป็นแมวตัวเดียวกันกับที่เราพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a62bcea5-d1a5-4d57-9c74-f6215c6f04ca</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aa33d3e6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น [ โรม 11:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ระหว่างที่ฉันกับพ่อไปเยือนเอกวาดอร์ประเทศอันเป็นที่รักของท่านเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราไปเยี่ยมฟาร์มของครอบครัวที่พ่อเติบโตมา ฉันสังเกตเห็นกลุ่มต้นไม้ประหลาดแห่งหนึ่ง พ่ออธิบายว่าตอนเป็นเด็กเมื่ออยากจะสนุกซุกซน พ่อจะหยิบกิ่งที่ถูกทิ้งจากต้นผลไม้ต้นหนึ่ง แล้วกรีดต้นผลไม้อีกชนิดหนึ่งเป็นทางยาว เพื่อมัดกิ่งที่ถูกทิ้งไว้เข้ากับลำต้นเหมือนที่พ่อเห็นพวกผู้ใหญ่ทำ ไม่มีใครสังเกตเห็นการเล่นสนุกของพ่อจนกระทั่งต้นไม้เหล่านั้นเริ่มออกผลแตกต่างไปจากที่คาดไว้</p>
<p>ขณะที่พ่อบรรยายขั้นตอนการต่อกิ่งนั้น ฉันเห็นภาพว่าการต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ฉันรู้ว่าพ่อผู้ล่วงลับของฉันอยู่ในสวรรค์ เพราะพ่อถูกต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซู</p>
<p>เรามั่นใจได้ว่าในที่สุดเราจะได้ไปสวรรค์เช่นกัน อัครทูตเปาโลอธิบายกับผู้เชื่อในโรมว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางให้คนต่างชาติหรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิวให้คืนดีกันกับพระองค์ “และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก” (รม.11:17) เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ เราก็ได้รับการต่อกิ่งเข้ากับพระองค์และกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก” (ยน.15:5)</p>
<p>เหมือนกับต้นไม้ที่ถูกต่อกิ่ง เมื่อเราวางใจในพระคริสต์ เราก็กลายเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่และสามารถเกิดผลได้อย่างมากมาย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณถูกต่อกิ่งเข้าเป็นครอบครัวของพระเจ้าได้ คุณจะเกิดผลดีเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรัก และยอมรับข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น [ โรม 11:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ระหว่างที่ฉันกับพ่อไปเยือนเอกวาดอร์ประเทศอันเป็นที่รักของท่านเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราไปเยี่ยมฟาร์มของครอบครัวที่พ่อเติบโตมา ฉันสังเกตเห็นกลุ่มต้นไม้ประหลาดแห่งหนึ่ง พ่ออธิบายว่าตอนเป็นเด็กเมื่ออยากจะสนุกซุกซน พ่อจะหยิบกิ่งที่ถูกทิ้งจากต้นผลไม้ต้นหนึ่ง แล้วกรีดต้นผลไม้อีกชนิดหนึ่งเป็นทางยาว เพื่อมัดกิ่งที่ถูกทิ้งไว้เข้ากับลำต้นเหมือนที่พ่อเห็นพวกผู้ใหญ่ทำ ไม่มีใครสังเกตเห็นการเล่นสนุกของพ่อจนกระทั่งต้นไม้เหล่านั้นเริ่มออกผลแตกต่างไปจากที่คาดไว้</p>
<p>ขณะที่พ่อบรรยายขั้นตอนการต่อกิ่งนั้น ฉันเห็นภาพว่าการต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ฉันรู้ว่าพ่อผู้ล่วงลับของฉันอยู่ในสวรรค์ เพราะพ่อถูกต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซู</p>
<p>เรามั่นใจได้ว่าในที่สุดเราจะได้ไปสวรรค์เช่นกัน อัครทูตเปาโลอธิบายกับผู้เชื่อในโรมว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางให้คนต่างชาติหรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิวให้คืนดีกันกับพระองค์ “และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก” (รม.11:17) เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ เราก็ได้รับการต่อกิ่งเข้ากับพระองค์และกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก” (ยน.15:5)</p>
<p>เหมือนกับต้นไม้ที่ถูกต่อกิ่ง เมื่อเราวางใจในพระคริสต์ เราก็กลายเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่และสามารถเกิดผลได้อย่างมากมาย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณถูกต่อกิ่งเข้าเป็นครอบครัวของพระเจ้าได้ คุณจะเกิดผลดีเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรัก และยอมรับข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 16 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aa33d3e6/995e96b0.mp3" length="11084835" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>693</itunes:duration>
      <itunes:summary>และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น [ โรม 11:17 ]

ระหว่างที่ฉันกับพ่อไปเยือนเอกวาดอร์ประเทศอันเป็นที่รักของท่านเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราไปเยี่ยมฟาร์มของครอบครัวที่พ่อเติบโตมา ฉันสังเกตเห็นกลุ่มต้นไม้ประหลาดแห่งหนึ่ง พ่ออธิบายว่าตอนเป็นเด็กเมื่ออยากจะสนุกซุกซน พ่อจะหยิบกิ่งที่ถูกทิ้งจากต้นผลไม้ต้นหนึ่ง แล้วกรีดต้นผลไม้อีกชนิดหนึ่งเป็นทางยาว เพื่อมัดกิ่งที่ถูกทิ้งไว้เข้ากับลำต้นเหมือนที่พ่อเห็นพวกผู้ใหญ่ทำ ไม่มีใครสังเกตเห็นการเล่นสนุกของพ่อจนกระทั่งต้นไม้เหล่านั้นเริ่มออกผลแตกต่างไปจากที่คาดไว้
ขณะที่พ่อบรรยายขั้นตอนการต่อกิ่งนั้น ฉันเห็นภาพว่าการต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ฉันรู้ว่าพ่อผู้ล่วงลับของฉันอยู่ในสวรรค์ เพราะพ่อถูกต่อกิ่งเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซู
เรามั่นใจได้ว่าในที่สุดเราจะได้ไปสวรรค์เช่นกัน อัครทูตเปาโลอธิบายกับผู้เชื่อในโรมว่า พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางให้คนต่างชาติหรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิวให้คืนดีกันกับพระองค์ “และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก” (รม.11:17) เมื่อเราเชื่อวางใจในพระคริสต์ เราก็ได้รับการต่อกิ่งเข้ากับพระองค์และกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก” (ยน.15:5)
เหมือนกับต้นไม้ที่ถูกต่อกิ่ง เมื่อเราวางใจในพระคริสต์ เราก็กลายเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่และสามารถเกิดผลได้อย่างมากมาย

คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณถูกต่อกิ่งเข้าเป็นครอบครัวของพระเจ้าได้ คุณจะเกิดผลดีเพื่อพระคริสต์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงรัก และยอมรับข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่า มาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น [ โรม 11:17 ]

ระหว่างที่ฉันกับพ่อไปเยือนเอกวาดอร์ประเทศอันเป็นที่รักของท่านเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราไปเยี่ยมฟาร์มของครอบครัวที่พ่อเติบโตมา ฉันสังเกตเห็นกลุ่มต้นไม้ประหลาดแห่งหนึ่ง พ่ออธิบายว่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ก่อขึ้นบนพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ก่อขึ้นบนพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">67fbc127-ab4e-4019-b9f4-62ad1b13f5ec</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6225665e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ [ 1 เปโตร 2:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เรามีสมุหนามหรือคำที่ใช้สำหรับเรียกกลุ่มของสัตว์ประเภทต่างๆที่อยู่รวมกัน เช่น ฝูงแกะ และ โขลงช้าง หรือสำหรับดอกไม้ เช่น ช่อกุหลาบ หรือผลไม้ เช่น เครือกล้วย พวงองุ่น</p>
<p>อันที่จริงในพระคัมภีร์ ตึก เป็นหนึ่งในคำที่ใช้สำหรับเรียกผู้เชื่อในพระเยซู อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย...เป็นตึกของพระองค์” (1 คร.3:9) และยังมีคำเรียกอื่นๆสำหรับผู้เชื่อด้วย เช่น “ฝูงแกะ” (กจ.20:28) “กายของพระคริสต์” (1 คร.12:27) “พี่น้องทั้งหลาย” (1 ธส.2:14) และอื่นๆ</p>
<p>การใช้คำอุปมาเรื่องสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นอีกครั้งใน 1 เปโตร 2:5 ตามที่เปโตรกล่าวกับคริสตจักรว่า “ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ” จากนั้นในข้อ 6 เปโตรอ้างอิงอิสยาห์ 28:16 ว่า “ดูก่อน เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ” พระเยซูทรงเป็นรากฐานของสิ่งก่อสร้างของพระองค์</p>
<p>เราอาจมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเราในการสร้างคริสตจักร แต่พระเยซูตรัสว่า “เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้” (มธ.16:18) เราได้รับการทรงเลือกจากพระเจ้าให้ “ประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (1 ปต.2:9) เมื่อเราประกาศพระบารมีเหล่านั้น เราก็ได้กลายเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ที่พระองค์จะทรงกระทำกิจอันประเสริฐของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>การที่พระเยซูจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้นหมายความว่าอย่างไร คุณจะมีส่วนในราชกิจนี้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของข้าพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้น ขอทรงใช้ข้าพระองค์ที่จะรับใช้พระองค์และรักผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ [ 1 เปโตร 2:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เรามีสมุหนามหรือคำที่ใช้สำหรับเรียกกลุ่มของสัตว์ประเภทต่างๆที่อยู่รวมกัน เช่น ฝูงแกะ และ โขลงช้าง หรือสำหรับดอกไม้ เช่น ช่อกุหลาบ หรือผลไม้ เช่น เครือกล้วย พวงองุ่น</p>
<p>อันที่จริงในพระคัมภีร์ ตึก เป็นหนึ่งในคำที่ใช้สำหรับเรียกผู้เชื่อในพระเยซู อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย...เป็นตึกของพระองค์” (1 คร.3:9) และยังมีคำเรียกอื่นๆสำหรับผู้เชื่อด้วย เช่น “ฝูงแกะ” (กจ.20:28) “กายของพระคริสต์” (1 คร.12:27) “พี่น้องทั้งหลาย” (1 ธส.2:14) และอื่นๆ</p>
<p>การใช้คำอุปมาเรื่องสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นอีกครั้งใน 1 เปโตร 2:5 ตามที่เปโตรกล่าวกับคริสตจักรว่า “ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ” จากนั้นในข้อ 6 เปโตรอ้างอิงอิสยาห์ 28:16 ว่า “ดูก่อน เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ” พระเยซูทรงเป็นรากฐานของสิ่งก่อสร้างของพระองค์</p>
<p>เราอาจมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเราในการสร้างคริสตจักร แต่พระเยซูตรัสว่า “เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้” (มธ.16:18) เราได้รับการทรงเลือกจากพระเจ้าให้ “ประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (1 ปต.2:9) เมื่อเราประกาศพระบารมีเหล่านั้น เราก็ได้กลายเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ที่พระองค์จะทรงกระทำกิจอันประเสริฐของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>การที่พระเยซูจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้นหมายความว่าอย่างไร คุณจะมีส่วนในราชกิจนี้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของข้าพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้น ขอทรงใช้ข้าพระองค์ที่จะรับใช้พระองค์และรักผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 15 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6225665e/578ecab9.mp3" length="10584455" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>662</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ [ 1 เปโตร 2:5 ]

เรามีสมุหนามหรือคำที่ใช้สำหรับเรียกกลุ่มของสัตว์ประเภทต่างๆที่อยู่รวมกัน เช่น ฝูงแกะ และ โขลงช้าง หรือสำหรับดอกไม้ เช่น ช่อกุหลาบ หรือผลไม้ เช่น เครือกล้วย พวงองุ่น
อันที่จริงในพระคัมภีร์ ตึก เป็นหนึ่งในคำที่ใช้สำหรับเรียกผู้เชื่อในพระเยซู อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย...เป็นตึกของพระองค์” (1 คร.3:9) และยังมีคำเรียกอื่นๆสำหรับผู้เชื่อด้วย เช่น “ฝูงแกะ” (กจ.20:28) “กายของพระคริสต์” (1 คร.12:27) “พี่น้องทั้งหลาย” (1 ธส.2:14) และอื่นๆ
การใช้คำอุปมาเรื่องสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นอีกครั้งใน 1 เปโตร 2:5 ตามที่เปโตรกล่าวกับคริสตจักรว่า “ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ” จากนั้นในข้อ 6 เปโตรอ้างอิงอิสยาห์ 28:16 ว่า “ดูก่อน เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ” พระเยซูทรงเป็นรากฐานของสิ่งก่อสร้างของพระองค์
เราอาจมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเราในการสร้างคริสตจักร แต่พระเยซูตรัสว่า “เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้” (มธ.16:18) เราได้รับการทรงเลือกจากพระเจ้าให้ “ประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (1 ปต.2:9) เมื่อเราประกาศพระบารมีเหล่านั้น เราก็ได้กลายเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ที่พระองค์จะทรงกระทำกิจอันประเสริฐของพระองค์

การที่พระเยซูจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้นหมายความว่าอย่างไร คุณจะมีส่วนในราชกิจนี้ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของข้าพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์นั้น ขอทรงใช้ข้าพระองค์ที่จะรับใช้พระองค์และรักผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ [ 1 เปโตร 2:5 ]

เรามีสมุหนามหรือคำที่ใช้สำหรับเรียกกลุ่มของสัตว์ประเภทต่างๆที่อยู่รวมกัน เช่น ฝูงแกะ และ โขลงช้าง หรือสำหรับดอกไม้ เช่น ช่อกุหลาบ หรือผลไม้ เช่น เครือกล้วย พวงองุ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>“ไม่มีหลุมศพ”</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>“ไม่มีหลุมศพ”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7741d41e-7233-4b00-9d44-76ddfaa2d8f4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e5e16d4e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย [ 1 โครินธ์ 15:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม้ขณะที่จอห์นนี่ แคช นักร้องเพลงคันทรี่ในตำนานกำลังเข้าใกล้ความตาย เขายังมุ่งมั่นที่จะทำเพลงต่อไป อัลบั้มสุดท้ายของเขา อเมริกันชุดที่ 6 : ไม่มีหลุมศพ ถูกบันทึกเสียงในช่วงเดือนสุดท้ายของชีวิตเขา เพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มซึ่งแคชนำเพลงนมัสการของคล็อด เอลลีกลับมาร้องใหม่ ได้เผยให้เห็นถึงความคิดช่วงสุดท้ายของเขาเมื่อเราได้ยินเขาร้องถึงความหวังแห่งการเป็นขึ้นจากความตาย แม้เสียงทุ้มอันโด่งดังของเขาจะแหบลงเพราะสุขภาพที่ทรุดโทรม แต่ก็ยังเป็นคำพยานแห่งความเชื่อที่ทรงพลัง</p>
<p>ความหวังของจอห์นนี่ไม่ใช่แค่ความจริงที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ในตอนเช้าของวันอาทิตย์อีสเตอร์ แต่เขาเชื่อว่าวันหนึ่งร่างกายของเขาจะฟื้นคืนชีวิตและเป็นขึ้นมาใหม่</p>
<p>นี่เป็นความจริงสำคัญที่ต้องได้รับการยืนยันรับรอง เพราะแม้แต่ในสมัยของเปาโล ผู้คนก็ปฏิเสธเรื่องการที่ร่างกายจะฟื้นกลับมาในอนาคต เปาโลวิจารณ์การโต้เถียงของพวกเขาอย่างรุนแรงเมื่อท่านเขียนว่า “ถ้าการฟื้นขึ้นมาจากตายไม่มี พระคริสต์ก็หาได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาไม่ ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย” (1 คร.15:13-14)</p>
<p>ดังเช่นที่หลุมฝังศพไม่อาจยื้อร่างของพระเยซูไว้ได้ วันหนึ่งคนเหล่านั้นที่เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายก็ “จะกลับได้ชีวิต” (ข้อ 22) และในร่างกายที่เป็นขึ้นมาของเรานั้น เราจะชื่นชมยินดีในนิรันดร์กาลร่วมกับพระองค์ในแผ่นดินโลกใหม่ นี่คือเหตุผลที่เราจะร้องสรรเสริญ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความหวังเรื่องการฟื้นคืนชีวิตฝ่ายร่างกายนำการปลอบประโลมมาสู่คุณอย่างไร ความหวังนี้เป็นการแสดงออกถึงความเชื่ออย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซู ขอบพระคุณที่ประทานให้ข้าพระองค์ มีความหวังอันอัศจรรย์ถึงอนาคตที่จะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย [ 1 โครินธ์ 15:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม้ขณะที่จอห์นนี่ แคช นักร้องเพลงคันทรี่ในตำนานกำลังเข้าใกล้ความตาย เขายังมุ่งมั่นที่จะทำเพลงต่อไป อัลบั้มสุดท้ายของเขา อเมริกันชุดที่ 6 : ไม่มีหลุมศพ ถูกบันทึกเสียงในช่วงเดือนสุดท้ายของชีวิตเขา เพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มซึ่งแคชนำเพลงนมัสการของคล็อด เอลลีกลับมาร้องใหม่ ได้เผยให้เห็นถึงความคิดช่วงสุดท้ายของเขาเมื่อเราได้ยินเขาร้องถึงความหวังแห่งการเป็นขึ้นจากความตาย แม้เสียงทุ้มอันโด่งดังของเขาจะแหบลงเพราะสุขภาพที่ทรุดโทรม แต่ก็ยังเป็นคำพยานแห่งความเชื่อที่ทรงพลัง</p>
<p>ความหวังของจอห์นนี่ไม่ใช่แค่ความจริงที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ในตอนเช้าของวันอาทิตย์อีสเตอร์ แต่เขาเชื่อว่าวันหนึ่งร่างกายของเขาจะฟื้นคืนชีวิตและเป็นขึ้นมาใหม่</p>
<p>นี่เป็นความจริงสำคัญที่ต้องได้รับการยืนยันรับรอง เพราะแม้แต่ในสมัยของเปาโล ผู้คนก็ปฏิเสธเรื่องการที่ร่างกายจะฟื้นกลับมาในอนาคต เปาโลวิจารณ์การโต้เถียงของพวกเขาอย่างรุนแรงเมื่อท่านเขียนว่า “ถ้าการฟื้นขึ้นมาจากตายไม่มี พระคริสต์ก็หาได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาไม่ ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย” (1 คร.15:13-14)</p>
<p>ดังเช่นที่หลุมฝังศพไม่อาจยื้อร่างของพระเยซูไว้ได้ วันหนึ่งคนเหล่านั้นที่เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายก็ “จะกลับได้ชีวิต” (ข้อ 22) และในร่างกายที่เป็นขึ้นมาของเรานั้น เราจะชื่นชมยินดีในนิรันดร์กาลร่วมกับพระองค์ในแผ่นดินโลกใหม่ นี่คือเหตุผลที่เราจะร้องสรรเสริญ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความหวังเรื่องการฟื้นคืนชีวิตฝ่ายร่างกายนำการปลอบประโลมมาสู่คุณอย่างไร ความหวังนี้เป็นการแสดงออกถึงความเชื่ออย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซู ขอบพระคุณที่ประทานให้ข้าพระองค์ มีความหวังอันอัศจรรย์ถึงอนาคตที่จะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 14 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e5e16d4e/86ebc956.mp3" length="13724413" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>858</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย [ 1 โครินธ์ 15:14 ]

แม้ขณะที่จอห์นนี่ แคช นักร้องเพลงคันทรี่ในตำนานกำลังเข้าใกล้ความตาย เขายังมุ่งมั่นที่จะทำเพลงต่อไป อัลบั้มสุดท้ายของเขา อเมริกันชุดที่ 6 : ไม่มีหลุมศพ ถูกบันทึกเสียงในช่วงเดือนสุดท้ายของชีวิตเขา เพลงที่เป็นชื่ออัลบั้มซึ่งแคชนำเพลงนมัสการของคล็อด เอลลีกลับมาร้องใหม่ ได้เผยให้เห็นถึงความคิดช่วงสุดท้ายของเขาเมื่อเราได้ยินเขาร้องถึงความหวังแห่งการเป็นขึ้นจากความตาย แม้เสียงทุ้มอันโด่งดังของเขาจะแหบลงเพราะสุขภาพที่ทรุดโทรม แต่ก็ยังเป็นคำพยานแห่งความเชื่อที่ทรงพลัง
ความหวังของจอห์นนี่ไม่ใช่แค่ความจริงที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ในตอนเช้าของวันอาทิตย์อีสเตอร์ แต่เขาเชื่อว่าวันหนึ่งร่างกายของเขาจะฟื้นคืนชีวิตและเป็นขึ้นมาใหม่
นี่เป็นความจริงสำคัญที่ต้องได้รับการยืนยันรับรอง เพราะแม้แต่ในสมัยของเปาโล ผู้คนก็ปฏิเสธเรื่องการที่ร่างกายจะฟื้นกลับมาในอนาคต เปาโลวิจารณ์การโต้เถียงของพวกเขาอย่างรุนแรงเมื่อท่านเขียนว่า “ถ้าการฟื้นขึ้นมาจากตายไม่มี พระคริสต์ก็หาได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาไม่ ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย” (1 คร.15:13-14)
ดังเช่นที่หลุมฝังศพไม่อาจยื้อร่างของพระเยซูไว้ได้ วันหนึ่งคนเหล่านั้นที่เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายก็ “จะกลับได้ชีวิต” (ข้อ 22) และในร่างกายที่เป็นขึ้นมาของเรานั้น เราจะชื่นชมยินดีในนิรันดร์กาลร่วมกับพระองค์ในแผ่นดินโลกใหม่ นี่คือเหตุผลที่เราจะร้องสรรเสริญ!

ความหวังเรื่องการฟื้นคืนชีวิตฝ่ายร่างกายนำการปลอบประโลมมาสู่คุณอย่างไร ความหวังนี้เป็นการแสดงออกถึงความเชื่ออย่างไร
พระเยซู ขอบพระคุณที่ประทานให้ข้าพระองค์ มีความหวังอันอัศจรรย์ถึงอนาคตที่จะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าพระคริสต์มิได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย [ 1 โครินธ์ 15:14 ]

แม้ขณะที่จอห์นนี่ แคช นักร้องเพลงคันทรี่ในตำนานกำลังเข้าใกล้ความตาย เขายังมุ่งมั่นที่จะทำเพลงต่อไป อัลบั้มสุดท้ายของเขา </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โจ๊กที่ดี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โจ๊กที่ดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">33f143fd-56c3-4ae2-89fc-f5c449bbf2fd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4776baab</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:14 ]</em></p>
<p>เมนูซึ่งขายดีที่สุดที่แผงอาหารของโจเซลินคือโจ๊ก เธอจะคนข้าวอย่างระมัดระวังจนได้เนื้อที่เนียนละเอียด เธอจึงแปลกใจเมื่อลูกค้าประจำพูดว่า “โจ๊กของคุณรสชาติเปลี่ยนไป เนื้อสัมผัสไม่ดีเหมือนก่อน”</p>
<p>ผู้ช่วยคนใหม่ของโจเซลินเป็นคนเตรียมโจ๊กครั้งนี้และอธิบายว่าทำไมมันจึงต่างจากเดิม “ฉันไม่ได้คนนานเท่ากับในสูตรอาหารเพราะฉันทำแบบนี้ที่บ้าน ฉันยังเติมน้ำมันงาเพิ่มด้วยเพราะฉันคิดว่ามันรสชาติดีกว่า” เธอตัดสินใจที่จะไม่สนใจสูตรอาหารและทำตามวิธีของตัวเอง</p>
<p>ในบางครั้งฉันก็ตอบสนองต่อคำสอนของพระเจ้าแบบเดียวกัน แทนที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ตามที่มีในพระคัมภีร์ทั้งหมด แต่ฉันกลับปรับมันตามความคิดของฉันและทำตามวิธีของตัวเอง</p>
<p>นาอามานผู้บัญชาการกองทัพซีเรียเกือบจะทำพลาดเช่นกัน เมื่อได้ยินพระดำรัสของพระเจ้าผ่านทางผู้เผยพระวจนะเอลีชาให้ไปล้างตัวในแม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะหายจากโรคเรื้อน นายทหารผู้หยิ่งทะนงรู้สึกโกรธ เขามีความคาดหวังว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการมาด้วยวิธีใด โดยเชื่อว่าความคิดตัวเองดีกว่าคำสั่งของพระเจ้า (2 พกษ.5:11-12) แต่คนใช้ของเขาโน้มน้าวให้ฟังคำของเอลีชา (ข้อ 13) และผลคือนาอามานหายจากโรค</p>
<p>เมื่อเราทำตามวิธีของพระเจ้า เราก็ได้พบสันติสุขที่เกินคำอธิบาย ขอให้เราทำงานร่วมกับพระองค์ในการที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลุล่วง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณปล่อยให้ความคิดเห็นของตัวเองมาทำให้คุณเชื่อฟังพระเจ้าน้อยลงอย่างไร สิ่งนี้ส่งผลต่อแผนงานของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระองค์ด้วยสุดใจ เพราะพระดำรัสสั่งของพระองค์ล้ำเลิศกว่าความคิดเห็นของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:14 ]</em></p>
<p>เมนูซึ่งขายดีที่สุดที่แผงอาหารของโจเซลินคือโจ๊ก เธอจะคนข้าวอย่างระมัดระวังจนได้เนื้อที่เนียนละเอียด เธอจึงแปลกใจเมื่อลูกค้าประจำพูดว่า “โจ๊กของคุณรสชาติเปลี่ยนไป เนื้อสัมผัสไม่ดีเหมือนก่อน”</p>
<p>ผู้ช่วยคนใหม่ของโจเซลินเป็นคนเตรียมโจ๊กครั้งนี้และอธิบายว่าทำไมมันจึงต่างจากเดิม “ฉันไม่ได้คนนานเท่ากับในสูตรอาหารเพราะฉันทำแบบนี้ที่บ้าน ฉันยังเติมน้ำมันงาเพิ่มด้วยเพราะฉันคิดว่ามันรสชาติดีกว่า” เธอตัดสินใจที่จะไม่สนใจสูตรอาหารและทำตามวิธีของตัวเอง</p>
<p>ในบางครั้งฉันก็ตอบสนองต่อคำสอนของพระเจ้าแบบเดียวกัน แทนที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ตามที่มีในพระคัมภีร์ทั้งหมด แต่ฉันกลับปรับมันตามความคิดของฉันและทำตามวิธีของตัวเอง</p>
<p>นาอามานผู้บัญชาการกองทัพซีเรียเกือบจะทำพลาดเช่นกัน เมื่อได้ยินพระดำรัสของพระเจ้าผ่านทางผู้เผยพระวจนะเอลีชาให้ไปล้างตัวในแม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะหายจากโรคเรื้อน นายทหารผู้หยิ่งทะนงรู้สึกโกรธ เขามีความคาดหวังว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการมาด้วยวิธีใด โดยเชื่อว่าความคิดตัวเองดีกว่าคำสั่งของพระเจ้า (2 พกษ.5:11-12) แต่คนใช้ของเขาโน้มน้าวให้ฟังคำของเอลีชา (ข้อ 13) และผลคือนาอามานหายจากโรค</p>
<p>เมื่อเราทำตามวิธีของพระเจ้า เราก็ได้พบสันติสุขที่เกินคำอธิบาย ขอให้เราทำงานร่วมกับพระองค์ในการที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลุล่วง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณปล่อยให้ความคิดเห็นของตัวเองมาทำให้คุณเชื่อฟังพระเจ้าน้อยลงอย่างไร สิ่งนี้ส่งผลต่อแผนงานของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระองค์ด้วยสุดใจ เพราะพระดำรัสสั่งของพระองค์ล้ำเลิศกว่าความคิดเห็นของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 13 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4776baab/349b9739.mp3" length="11713397" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:14 ]
เมนูซึ่งขายดีที่สุดที่แผงอาหารของโจเซลินคือโจ๊ก เธอจะคนข้าวอย่างระมัดระวังจนได้เนื้อที่เนียนละเอียด เธอจึงแปลกใจเมื่อลูกค้าประจำพูดว่า “โจ๊กของคุณรสชาติเปลี่ยนไป เนื้อสัมผัสไม่ดีเหมือนก่อน”
ผู้ช่วยคนใหม่ของโจเซลินเป็นคนเตรียมโจ๊กครั้งนี้และอธิบายว่าทำไมมันจึงต่างจากเดิม “ฉันไม่ได้คนนานเท่ากับในสูตรอาหารเพราะฉันทำแบบนี้ที่บ้าน ฉันยังเติมน้ำมันงาเพิ่มด้วยเพราะฉันคิดว่ามันรสชาติดีกว่า” เธอตัดสินใจที่จะไม่สนใจสูตรอาหารและทำตามวิธีของตัวเอง
ในบางครั้งฉันก็ตอบสนองต่อคำสอนของพระเจ้าแบบเดียวกัน แทนที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ตามที่มีในพระคัมภีร์ทั้งหมด แต่ฉันกลับปรับมันตามความคิดของฉันและทำตามวิธีของตัวเอง
นาอามานผู้บัญชาการกองทัพซีเรียเกือบจะทำพลาดเช่นกัน เมื่อได้ยินพระดำรัสของพระเจ้าผ่านทางผู้เผยพระวจนะเอลีชาให้ไปล้างตัวในแม่น้ำจอร์แดนเพื่อจะหายจากโรคเรื้อน นายทหารผู้หยิ่งทะนงรู้สึกโกรธ เขามีความคาดหวังว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการมาด้วยวิธีใด โดยเชื่อว่าความคิดตัวเองดีกว่าคำสั่งของพระเจ้า (2 พกษ.5:11-12) แต่คนใช้ของเขาโน้มน้าวให้ฟังคำของเอลีชา (ข้อ 13) และผลคือนาอามานหายจากโรค
เมื่อเราทำตามวิธีของพระเจ้า เราก็ได้พบสันติสุขที่เกินคำอธิบาย ขอให้เราทำงานร่วมกับพระองค์ในการที่จะทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลุล่วง

คุณปล่อยให้ความคิดเห็นของตัวเองมาทำให้คุณเชื่อฟังพระเจ้าน้อยลงอย่างไร สิ่งนี้ส่งผลต่อแผนงานของพระเจ้าในชีวิตคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อฟังพระองค์ด้วยสุดใจ เพราะพระดำรัสสั่งของพระองค์ล้ำเลิศกว่าความคิดเห็นของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 5:14 ]
เมนูซึ่งขายดีที่สุดที่แผงอาหารของโจเซลินคือโจ๊ก เธอจะคนข้าวอย่างระมัดระวังจนได้เนื้อที่เนียนละเอียด เธอจึงแปลกใจเมื่อลูกค้าประจำพูดว่า “โจ๊กของคุณรสชาติเปลี่ยนไป </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่ทำงานแบบอาณาจักรสวรรค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ที่ทำงานแบบอาณาจักรสวรรค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f8bb05c2-08aa-44f1-9a25-be7473591a0f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e658b1c1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก [ มัทธิว 6:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในยุควิกตอเรียของประเทศอังกฤษนั้นโรงงานเป็นสถานที่ที่มืดมน อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีสูงและคนงานมักมีชีวิตยากจน “คนทำงานจะมีความคิดใหม่ๆได้อย่างไรเมื่อบ้านของพวกเขาเป็นสลัม” จอร์จ แคดเบอรี่ตั้งคำถาม เขาจึงสร้างโรงงานแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อขยายกิจการช็อกโกแลต โดยเป็นโรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อคนงานของเขา</p>
<p>ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือหมู่บ้านบอร์นวิลล์ที่มีมากกว่าสามร้อยหลังคาเรือน พร้อมด้วยสนามกีฬา สนามเด็กเล่น โรงเรียนและโบสถ์สำหรับคนงานของแคดเบอรี่และครอบครัว พวกเขาได้รับค่าจ้างที่ดีพร้อมด้วยสิทธิ์รักษาพยาบาล ทั้งหมดนี้เพราะความเชื่อในพระคริสต์ของแคดเบอรี่</p>
<p>พระเยซูสอนเราที่จะอธิษฐานให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า “ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มธ.6:10) คำอธิษฐานนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพอย่างที่แคดเบอรี่เห็น ว่าที่ทำงานของเราจะเป็นเช่นไรภายใต้การปกครองของพระเจ้า ที่ที่เราได้รับ “อาหารประจำวัน” และ “ผู้ที่ทำผิด” ต่อเราได้รับการยกโทษ (ข้อ 11-12) สำหรับลูกจ้างแล้วนี่หมายถึงการทำงาน “ด้วยความเต็มใจ...ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า” (คส.3:23) สำหรับนายจ้าง นี่หมายถึงการให้สิ่งที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน” (4:1 THSV11) ไม่ว่าบทบาทหน้าที่ของเราคืออะไร ได้รับค่าจ้างหรือเป็นอาสาสมัคร นี่หมายถึงการที่เราดูแลคนเหล่านั้นที่เราร่วมรับใช้ด้วย</p>
<p>เช่นเดียวกับจอร์จ แคดเบอรี่ ขอให้เราจินตนาการว่าสิ่งรอบตัวจะแตกต่างไปอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงเป็นผู้นำในละแวกบ้านหรือที่ทำงานของเรา เพราะเมื่อพระองค์ทรงเป็นผู้นำ ผู้คนจะเกิดผลและงอกงาม</p>
<p><br></p>
<p><strong>ที่ทำงานหรือละแวกบ้านที่คุณอยู่จะเป็นอย่างไรภายใต้การดูแลของพระเจ้า คุณจะอธิษฐานและทำให้ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้เราเห็นว่าในละแวกบ้านและที่ทำงานของเราจะเป็นอย่างไร ภายใต้การดูแลของพระองค์ และขอประทานกำลังที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเท่าที่ทำได้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก [ มัทธิว 6:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในยุควิกตอเรียของประเทศอังกฤษนั้นโรงงานเป็นสถานที่ที่มืดมน อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีสูงและคนงานมักมีชีวิตยากจน “คนทำงานจะมีความคิดใหม่ๆได้อย่างไรเมื่อบ้านของพวกเขาเป็นสลัม” จอร์จ แคดเบอรี่ตั้งคำถาม เขาจึงสร้างโรงงานแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อขยายกิจการช็อกโกแลต โดยเป็นโรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อคนงานของเขา</p>
<p>ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือหมู่บ้านบอร์นวิลล์ที่มีมากกว่าสามร้อยหลังคาเรือน พร้อมด้วยสนามกีฬา สนามเด็กเล่น โรงเรียนและโบสถ์สำหรับคนงานของแคดเบอรี่และครอบครัว พวกเขาได้รับค่าจ้างที่ดีพร้อมด้วยสิทธิ์รักษาพยาบาล ทั้งหมดนี้เพราะความเชื่อในพระคริสต์ของแคดเบอรี่</p>
<p>พระเยซูสอนเราที่จะอธิษฐานให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า “ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มธ.6:10) คำอธิษฐานนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพอย่างที่แคดเบอรี่เห็น ว่าที่ทำงานของเราจะเป็นเช่นไรภายใต้การปกครองของพระเจ้า ที่ที่เราได้รับ “อาหารประจำวัน” และ “ผู้ที่ทำผิด” ต่อเราได้รับการยกโทษ (ข้อ 11-12) สำหรับลูกจ้างแล้วนี่หมายถึงการทำงาน “ด้วยความเต็มใจ...ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า” (คส.3:23) สำหรับนายจ้าง นี่หมายถึงการให้สิ่งที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน” (4:1 THSV11) ไม่ว่าบทบาทหน้าที่ของเราคืออะไร ได้รับค่าจ้างหรือเป็นอาสาสมัคร นี่หมายถึงการที่เราดูแลคนเหล่านั้นที่เราร่วมรับใช้ด้วย</p>
<p>เช่นเดียวกับจอร์จ แคดเบอรี่ ขอให้เราจินตนาการว่าสิ่งรอบตัวจะแตกต่างไปอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงเป็นผู้นำในละแวกบ้านหรือที่ทำงานของเรา เพราะเมื่อพระองค์ทรงเป็นผู้นำ ผู้คนจะเกิดผลและงอกงาม</p>
<p><br></p>
<p><strong>ที่ทำงานหรือละแวกบ้านที่คุณอยู่จะเป็นอย่างไรภายใต้การดูแลของพระเจ้า คุณจะอธิษฐานและทำให้ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้เราเห็นว่าในละแวกบ้านและที่ทำงานของเราจะเป็นอย่างไร ภายใต้การดูแลของพระองค์ และขอประทานกำลังที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเท่าที่ทำได้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 12 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e658b1c1/3b88f502.mp3" length="13636885" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>853</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก [ มัทธิว 6:10 ]

ในยุควิกตอเรียของประเทศอังกฤษนั้นโรงงานเป็นสถานที่ที่มืดมน อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีสูงและคนงานมักมีชีวิตยากจน “คนทำงานจะมีความคิดใหม่ๆได้อย่างไรเมื่อบ้านของพวกเขาเป็นสลัม” จอร์จ แคดเบอรี่ตั้งคำถาม เขาจึงสร้างโรงงานแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อขยายกิจการช็อกโกแลต โดยเป็นโรงงานที่เอื้อประโยชน์ต่อคนงานของเขา
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือหมู่บ้านบอร์นวิลล์ที่มีมากกว่าสามร้อยหลังคาเรือน พร้อมด้วยสนามกีฬา สนามเด็กเล่น โรงเรียนและโบสถ์สำหรับคนงานของแคดเบอรี่และครอบครัว พวกเขาได้รับค่าจ้างที่ดีพร้อมด้วยสิทธิ์รักษาพยาบาล ทั้งหมดนี้เพราะความเชื่อในพระคริสต์ของแคดเบอรี่
พระเยซูสอนเราที่จะอธิษฐานให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า “ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มธ.6:10) คำอธิษฐานนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพอย่างที่แคดเบอรี่เห็น ว่าที่ทำงานของเราจะเป็นเช่นไรภายใต้การปกครองของพระเจ้า ที่ที่เราได้รับ “อาหารประจำวัน” และ “ผู้ที่ทำผิด” ต่อเราได้รับการยกโทษ (ข้อ 11-12) สำหรับลูกจ้างแล้วนี่หมายถึงการทำงาน “ด้วยความเต็มใจ...ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า” (คส.3:23) สำหรับนายจ้าง นี่หมายถึงการให้สิ่งที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน” (4:1 THSV11) ไม่ว่าบทบาทหน้าที่ของเราคืออะไร ได้รับค่าจ้างหรือเป็นอาสาสมัคร นี่หมายถึงการที่เราดูแลคนเหล่านั้นที่เราร่วมรับใช้ด้วย
เช่นเดียวกับจอร์จ แคดเบอรี่ ขอให้เราจินตนาการว่าสิ่งรอบตัวจะแตกต่างไปอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงเป็นผู้นำในละแวกบ้านหรือที่ทำงานของเรา เพราะเมื่อพระองค์ทรงเป็นผู้นำ ผู้คนจะเกิดผลและงอกงาม

ที่ทำงานหรือละแวกบ้านที่คุณอยู่จะเป็นอย่างไรภายใต้การดูแลของพระเจ้า คุณจะอธิษฐานและทำให้ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้เราเห็นว่าในละแวกบ้านและที่ทำงานของเราจะเป็นอย่างไร ภายใต้การดูแลของพระองค์ และขอประทานกำลังที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเท่าที่ทำได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก [ มัทธิว 6:10 ]

ในยุควิกตอเรียของประเทศอังกฤษนั้นโรงงานเป็นสถานที่ที่มืดมน อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีสูงและคนงานมักมีชีวิตยากจน “คนทำงานจะมีความคิดใหม่ๆได้อย่างไรเม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฝึกฝนการกู้คืน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฝึกฝนการกู้คืน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f4073c66-8cff-4ddd-98b6-2c9691d483bf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0378087e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงระลึกถึงวันสะบาโต [ อพยพ 20:8 ]</em></p>
<p>คุณเคยไหมที่กำลังเล่าเรื่องอยู่แล้วต้องหยุดกลางคันเพราะนึกรายละเอียดบางอย่างไม่ออก เช่น ชื่อหรือวันที่่ เรามักเข้าใจว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นโดยเชื่อว่าความทรงจำเลือนหายไปตามเวลา แต่งานวิจัยล่าสุดไม่สนับสนุนความคิดนี้ ที่จริงแล้วงานวิจัยบ่งชี้ว่าความทรงจำของเราไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความสามารถในการกู้คืนความทรงจำของเราต่างหาก หากไม่มีการฝึกฝนอย่างเป็นประจำแล้ว การเข้าถึงความทรงจำจะทำได้ยากขึ้น</p>
<p>หนึ่งในวิธีที่จะพัฒนาความสามารถในการกู้หรือเรียกคืนความทรงจำนั้นคือการจัดตารางอย่างสม่ำเสมอที่จะทำสิ่งเดิมนั้นหรือไปอยู่ในเหตุการณ์บางเรื่องที่จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ พระเจ้าองค์พระผู้สร้างของเราทรงทราบสิ่งนี้ พระองค์จึงทรงให้ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลจัดเวลาหนึ่งวันต่อสัปดาห์ไว้สำหรับการนมัสการและหยุดพัก นอกจากการพักผ่อนทางกายที่ได้จากวันหยุดแล้ว เรายังได้มีโอกาสฝึกฝนจิตใจที่จะระลึกว่า “ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น” (อพย.20:11) สิ่งนี้ช่วยให้เราจดจำได้ว่ามีพระเจ้าอยู่ และทุกสิ่งไม่ได้มาจากเรา</p>
<p>ในท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต บางครั้งเราลืมสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราและผู้อื่น เราลืมว่าใครกันที่เฝ้าดูชีวิตของเราอย่างใกล้ชิด และใครที่สัญญาว่าจะอยู่กับเราในเวลาที่เรารู้สึกท่วมท้นและโดดเดี่ยว การหยุดพักจากกิจวัตรประจำวันจะทำให้เรามีโอกาสที่จะ “ฝึกฝนการกู้คืน” ที่จำเป็นนั้น คือ การตัดสินใจอย่างมีเป้าหมายที่จะหยุดและระลึกถึงพระเจ้าของเราและ “อย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2)</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่ชักจูงคุณไม่ให้หยุดพัก การใช้เวลาเพื่อหยุดพักนำคุณเข้าใกล้พระเจ้าอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดระลึกถึงข้าพระองค์และประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะหยุดพักและระลึกถึงพระองค์เช่นกัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงระลึกถึงวันสะบาโต [ อพยพ 20:8 ]</em></p>
<p>คุณเคยไหมที่กำลังเล่าเรื่องอยู่แล้วต้องหยุดกลางคันเพราะนึกรายละเอียดบางอย่างไม่ออก เช่น ชื่อหรือวันที่่ เรามักเข้าใจว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นโดยเชื่อว่าความทรงจำเลือนหายไปตามเวลา แต่งานวิจัยล่าสุดไม่สนับสนุนความคิดนี้ ที่จริงแล้วงานวิจัยบ่งชี้ว่าความทรงจำของเราไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความสามารถในการกู้คืนความทรงจำของเราต่างหาก หากไม่มีการฝึกฝนอย่างเป็นประจำแล้ว การเข้าถึงความทรงจำจะทำได้ยากขึ้น</p>
<p>หนึ่งในวิธีที่จะพัฒนาความสามารถในการกู้หรือเรียกคืนความทรงจำนั้นคือการจัดตารางอย่างสม่ำเสมอที่จะทำสิ่งเดิมนั้นหรือไปอยู่ในเหตุการณ์บางเรื่องที่จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ พระเจ้าองค์พระผู้สร้างของเราทรงทราบสิ่งนี้ พระองค์จึงทรงให้ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลจัดเวลาหนึ่งวันต่อสัปดาห์ไว้สำหรับการนมัสการและหยุดพัก นอกจากการพักผ่อนทางกายที่ได้จากวันหยุดแล้ว เรายังได้มีโอกาสฝึกฝนจิตใจที่จะระลึกว่า “ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น” (อพย.20:11) สิ่งนี้ช่วยให้เราจดจำได้ว่ามีพระเจ้าอยู่ และทุกสิ่งไม่ได้มาจากเรา</p>
<p>ในท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต บางครั้งเราลืมสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราและผู้อื่น เราลืมว่าใครกันที่เฝ้าดูชีวิตของเราอย่างใกล้ชิด และใครที่สัญญาว่าจะอยู่กับเราในเวลาที่เรารู้สึกท่วมท้นและโดดเดี่ยว การหยุดพักจากกิจวัตรประจำวันจะทำให้เรามีโอกาสที่จะ “ฝึกฝนการกู้คืน” ที่จำเป็นนั้น คือ การตัดสินใจอย่างมีเป้าหมายที่จะหยุดและระลึกถึงพระเจ้าของเราและ “อย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2)</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่ชักจูงคุณไม่ให้หยุดพัก การใช้เวลาเพื่อหยุดพักนำคุณเข้าใกล้พระเจ้าอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดระลึกถึงข้าพระองค์และประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะหยุดพักและระลึกถึงพระองค์เช่นกัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 11 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0378087e/03f445cb.mp3" length="13115391" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>820</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงระลึกถึงวันสะบาโต [ อพยพ 20:8 ]
คุณเคยไหมที่กำลังเล่าเรื่องอยู่แล้วต้องหยุดกลางคันเพราะนึกรายละเอียดบางอย่างไม่ออก เช่น ชื่อหรือวันที่่ เรามักเข้าใจว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นโดยเชื่อว่าความทรงจำเลือนหายไปตามเวลา แต่งานวิจัยล่าสุดไม่สนับสนุนความคิดนี้ ที่จริงแล้วงานวิจัยบ่งชี้ว่าความทรงจำของเราไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความสามารถในการกู้คืนความทรงจำของเราต่างหาก หากไม่มีการฝึกฝนอย่างเป็นประจำแล้ว การเข้าถึงความทรงจำจะทำได้ยากขึ้น
หนึ่งในวิธีที่จะพัฒนาความสามารถในการกู้หรือเรียกคืนความทรงจำนั้นคือการจัดตารางอย่างสม่ำเสมอที่จะทำสิ่งเดิมนั้นหรือไปอยู่ในเหตุการณ์บางเรื่องที่จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ พระเจ้าองค์พระผู้สร้างของเราทรงทราบสิ่งนี้ พระองค์จึงทรงให้ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลจัดเวลาหนึ่งวันต่อสัปดาห์ไว้สำหรับการนมัสการและหยุดพัก นอกจากการพักผ่อนทางกายที่ได้จากวันหยุดแล้ว เรายังได้มีโอกาสฝึกฝนจิตใจที่จะระลึกว่า “ในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น” (อพย.20:11) สิ่งนี้ช่วยให้เราจดจำได้ว่ามีพระเจ้าอยู่ และทุกสิ่งไม่ได้มาจากเรา
ในท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต บางครั้งเราลืมสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราและผู้อื่น เราลืมว่าใครกันที่เฝ้าดูชีวิตของเราอย่างใกล้ชิด และใครที่สัญญาว่าจะอยู่กับเราในเวลาที่เรารู้สึกท่วมท้นและโดดเดี่ยว การหยุดพักจากกิจวัตรประจำวันจะทำให้เรามีโอกาสที่จะ “ฝึกฝนการกู้คืน” ที่จำเป็นนั้น คือ การตัดสินใจอย่างมีเป้าหมายที่จะหยุดและระลึกถึงพระเจ้าของเราและ “อย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2)

สิ่งใดที่ชักจูงคุณไม่ให้หยุดพัก การใช้เวลาเพื่อหยุดพักนำคุณเข้าใกล้พระเจ้าอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดระลึกถึงข้าพระองค์และประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะหยุดพักและระลึกถึงพระองค์เช่นกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงระลึกถึงวันสะบาโต [ อพยพ 20:8 ]
คุณเคยไหมที่กำลังเล่าเรื่องอยู่แล้วต้องหยุดกลางคันเพราะนึกรายละเอียดบางอย่างไม่ออก เช่น ชื่อหรือวันที่่ เรามักเข้าใจว่าเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นโดยเชื่อว่าความทรงจำเลือนหายไปตามเวลา แต่งานวิจัยล่าสุดไม่สนับสนุนความคิดนี้ ที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สีสันแห่งความหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สีสันแห่งความหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dd24cdc1-7e5a-4765-b145-6662ffe09eb2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9b80e2c1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้าและบรรดาสัตว์ที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในวันที่ 11 กันยายน 2023 ซึ่งเป็นวันครบรอบยี่สิบสองปีของการโจมตีตึกแฝดในสหรัฐอเมริกา มีรุ้งสองสายอันงดงามแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองนิวยอร์กซึ่งเคยเป็นเมืองที่ตึกแฝดนี้ตั้งอยู่ เมืองนี้เผชิญกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจากการโจมตี เวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ รุ้งสองสายนี้ได้นำพลังแห่งความหวังและการเยียวยามาสู่คนที่พบเห็น คลิปวิดีโอได้บันทึกภาพของสายรุ้งซึ่งปรากฏขึ้นตรงจุดที่เคยเป็นตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั่นเอง</p>
<p>รุ้งบนท้องฟ้าเป็นคำยืนยันถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาตั้งแต่ในสมัยของโนอาห์ เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงพิพากษาความบาปซึ่งส่งผลเป็นความเสียหายที่เกินจินตนาการ พระองค์ทรงให้มีสัญลักษณ์หลากสีเพื่อเป็นที่ระลึกถึง “พันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต” (ปฐก.9:16) หลังจากสี่สิบวันอันมืดมนเพราะฝนตกและเวลาหลายเดือนที่น้ำท่วม (7:17-24) เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ารุ้งซึ่งเป็น “เครื่องหมายแห่งพันธสัญญา” จะทำให้โนอาห์และครอบครัวปีติยินดีเพียงใด (9:12-13) เพราะรุ้งเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่จะ “ไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก” (ข้อ 11)</p>
<p>เมื่อเราเผชิญกับวันอันมืดมนและการสูญเสียที่น่าสลดใจ ไม่ว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติ ความเจ็บปวดด้านร่างกายหรืออารมณ์ หรือโรคร้าย ขอให้เรามองไปที่พระเจ้าเพื่อจะพบความหวังในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านั้น แม้เราจะไม่เห็นแม้สักเสี้ยวหนึ่งของรุ้งกินน้ำในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์</p>
<p><br><strong>พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ ในช่วงเวลายากลำบากของคุณอย่างไร มีใครบ้างที่ควรจะได้ยินเรื่องราวของคุณในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มองเห็นพระองค์ในท่ามกลางปัญหาในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้าและบรรดาสัตว์ที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในวันที่ 11 กันยายน 2023 ซึ่งเป็นวันครบรอบยี่สิบสองปีของการโจมตีตึกแฝดในสหรัฐอเมริกา มีรุ้งสองสายอันงดงามแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองนิวยอร์กซึ่งเคยเป็นเมืองที่ตึกแฝดนี้ตั้งอยู่ เมืองนี้เผชิญกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจากการโจมตี เวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ รุ้งสองสายนี้ได้นำพลังแห่งความหวังและการเยียวยามาสู่คนที่พบเห็น คลิปวิดีโอได้บันทึกภาพของสายรุ้งซึ่งปรากฏขึ้นตรงจุดที่เคยเป็นตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั่นเอง</p>
<p>รุ้งบนท้องฟ้าเป็นคำยืนยันถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาตั้งแต่ในสมัยของโนอาห์ เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงพิพากษาความบาปซึ่งส่งผลเป็นความเสียหายที่เกินจินตนาการ พระองค์ทรงให้มีสัญลักษณ์หลากสีเพื่อเป็นที่ระลึกถึง “พันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต” (ปฐก.9:16) หลังจากสี่สิบวันอันมืดมนเพราะฝนตกและเวลาหลายเดือนที่น้ำท่วม (7:17-24) เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ารุ้งซึ่งเป็น “เครื่องหมายแห่งพันธสัญญา” จะทำให้โนอาห์และครอบครัวปีติยินดีเพียงใด (9:12-13) เพราะรุ้งเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่จะ “ไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก” (ข้อ 11)</p>
<p>เมื่อเราเผชิญกับวันอันมืดมนและการสูญเสียที่น่าสลดใจ ไม่ว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติ ความเจ็บปวดด้านร่างกายหรืออารมณ์ หรือโรคร้าย ขอให้เรามองไปที่พระเจ้าเพื่อจะพบความหวังในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านั้น แม้เราจะไม่เห็นแม้สักเสี้ยวหนึ่งของรุ้งกินน้ำในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์</p>
<p><br><strong>พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ ในช่วงเวลายากลำบากของคุณอย่างไร มีใครบ้างที่ควรจะได้ยินเรื่องราวของคุณในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มองเห็นพระองค์ในท่ามกลางปัญหาในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 10 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9b80e2c1/63b8efd9.mp3" length="11723397" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้าและบรรดาสัตว์ที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:15 ]

ในวันที่ 11 กันยายน 2023 ซึ่งเป็นวันครบรอบยี่สิบสองปีของการโจมตีตึกแฝดในสหรัฐอเมริกา มีรุ้งสองสายอันงดงามแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองนิวยอร์กซึ่งเคยเป็นเมืองที่ตึกแฝดนี้ตั้งอยู่ เมืองนี้เผชิญกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดจากการโจมตี เวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษ รุ้งสองสายนี้ได้นำพลังแห่งความหวังและการเยียวยามาสู่คนที่พบเห็น คลิปวิดีโอได้บันทึกภาพของสายรุ้งซึ่งปรากฏขึ้นตรงจุดที่เคยเป็นตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นั่นเอง
รุ้งบนท้องฟ้าเป็นคำยืนยันถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาตั้งแต่ในสมัยของโนอาห์ เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงพิพากษาความบาปซึ่งส่งผลเป็นความเสียหายที่เกินจินตนาการ พระองค์ทรงให้มีสัญลักษณ์หลากสีเพื่อเป็นที่ระลึกถึง “พันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต” (ปฐก.9:16) หลังจากสี่สิบวันอันมืดมนเพราะฝนตกและเวลาหลายเดือนที่น้ำท่วม (7:17-24) เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ารุ้งซึ่งเป็น “เครื่องหมายแห่งพันธสัญญา” จะทำให้โนอาห์และครอบครัวปีติยินดีเพียงใด (9:12-13) เพราะรุ้งเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่จะ “ไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก” (ข้อ 11)
เมื่อเราเผชิญกับวันอันมืดมนและการสูญเสียที่น่าสลดใจ ไม่ว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติ ความเจ็บปวดด้านร่างกายหรืออารมณ์ หรือโรคร้าย ขอให้เรามองไปที่พระเจ้าเพื่อจะพบความหวังในท่ามกลางสถานการณ์เหล่านั้น แม้เราจะไม่เห็นแม้สักเสี้ยวหนึ่งของรุ้งกินน้ำในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์
พระเจ้าทรงเปิดเผยถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ ในช่วงเวลายากลำบากของคุณอย่างไร มีใครบ้างที่ควรจะได้ยินเรื่องราวของคุณในวันนี้
พระเจ้าพระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มองเห็นพระองค์ในท่ามกลางปัญหาในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้าและบรรดาสัตว์ที่มีชีวิต [ ปฐมกาล 9:15 ]

ในวันที่ 11 กันยายน 2023 ซึ่งเป็นวันครบรอบยี่สิบสองปีของการโจมตีตึกแฝดในสหรัฐอเมริกา มีรุ้งสองสายอันงดงามแต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเหนือเมืองนิวยอร์กซึ่งเคยเป็นเมืองที่ตึกแฝด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ราชวงศ์ฝ่ายวิญญาณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ราชวงศ์ฝ่ายวิญญาณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">171f8c1d-6754-48c9-8572-6d9c14bbead1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/522dec68</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า [ ยอห์น 1:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อเจย์ สเปตซ์จากเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรี่แลนด์เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ เขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับผลที่จะได้รับซึ่งซ่อนความประหลาดใจยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือเขาเป็นเจ้าชายของชนชาติแอฟริกันตะวันตกแห่งเบนิน! หลังจากนั้นไม่นานเขาโดยสารเครื่องบินไปเยี่ยมที่ประเทศแห่งนั้น เมื่อไปถึง เหล่าราชวงศ์ให้การต้อนรับและจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน มีการเต้นรำ ร้องเพลง จัดขบวนพาเหรดพร้อมป้ายข้อความให้กับเขา</p>
<p>พระเยซูเสด็จมายังโลกเพื่อประกาศข่าวดีของพระเจ้า พระองค์เสด็จไปหาคนของพระองค์คือชนชาติอิสราเอล เพื่อบอกข่าวดีแก่พวกเขาและชี้ให้เห็นทางออกจากความมืดมน หลายคนตอบสนองต่อข่าวนั้นด้วยการเพิกเฉย ปฏิเสธ “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และไม่ยอมรับพระองค์ในฐานะพระเมสสิยาห์ (ข้อ 11) แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนั้น บางคนยอมรับการเชื้อเชิญของพระคริสต์ด้วยความยินดีและถ่อมใจ โดยยอมรับพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นเครื่องถวายบูชาสุดท้ายของพระเจ้าเพื่อชำระบาป และเชื่อในพระนามของพระองค์ มีเรื่องน่าประหลาดใจรอคอยผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อเหล่านี้อยู่ คือ พระองค์ “ทรงประทานสิทธิให้ [พวกเขา] เป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 12) คือเป็นบุตรแห่งราชวงศ์ของพระองค์ผ่านการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ</p>
<p>เมื่อเราหันกลับจากความบาปและความมืด ต้อนรับพระเยซูและเชื่อในพระนามของพระองค์ เราก็ได้พบว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า ถูกรับเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัวของกษัตริย์ ขอให้เราชื่นชมยินดีในพระพรนานัปการและใช้ชีวิตให้สมกับหน้าที่ในการเป็นบุตรขององค์กษัตริย์</p>
<p><strong>การเป็นบุตรของพระเจ้าส่งผลกระทบต่อคุณอย่างไร คุณจะทำสิ่งใดในสัปดาห์นี้ เพื่อใช้ชีวิตให้สมกับฐานะและหน้าที่ในฐานะบุตรของพระองค์</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญ ให้ข้าพระองค์มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฝ่ายวิญญาณ ผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งและขอบพระคุณ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า [ ยอห์น 1:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อเจย์ สเปตซ์จากเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรี่แลนด์เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ เขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับผลที่จะได้รับซึ่งซ่อนความประหลาดใจยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือเขาเป็นเจ้าชายของชนชาติแอฟริกันตะวันตกแห่งเบนิน! หลังจากนั้นไม่นานเขาโดยสารเครื่องบินไปเยี่ยมที่ประเทศแห่งนั้น เมื่อไปถึง เหล่าราชวงศ์ให้การต้อนรับและจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน มีการเต้นรำ ร้องเพลง จัดขบวนพาเหรดพร้อมป้ายข้อความให้กับเขา</p>
<p>พระเยซูเสด็จมายังโลกเพื่อประกาศข่าวดีของพระเจ้า พระองค์เสด็จไปหาคนของพระองค์คือชนชาติอิสราเอล เพื่อบอกข่าวดีแก่พวกเขาและชี้ให้เห็นทางออกจากความมืดมน หลายคนตอบสนองต่อข่าวนั้นด้วยการเพิกเฉย ปฏิเสธ “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และไม่ยอมรับพระองค์ในฐานะพระเมสสิยาห์ (ข้อ 11) แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนั้น บางคนยอมรับการเชื้อเชิญของพระคริสต์ด้วยความยินดีและถ่อมใจ โดยยอมรับพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นเครื่องถวายบูชาสุดท้ายของพระเจ้าเพื่อชำระบาป และเชื่อในพระนามของพระองค์ มีเรื่องน่าประหลาดใจรอคอยผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อเหล่านี้อยู่ คือ พระองค์ “ทรงประทานสิทธิให้ [พวกเขา] เป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 12) คือเป็นบุตรแห่งราชวงศ์ของพระองค์ผ่านการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ</p>
<p>เมื่อเราหันกลับจากความบาปและความมืด ต้อนรับพระเยซูและเชื่อในพระนามของพระองค์ เราก็ได้พบว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า ถูกรับเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัวของกษัตริย์ ขอให้เราชื่นชมยินดีในพระพรนานัปการและใช้ชีวิตให้สมกับหน้าที่ในการเป็นบุตรขององค์กษัตริย์</p>
<p><strong>การเป็นบุตรของพระเจ้าส่งผลกระทบต่อคุณอย่างไร คุณจะทำสิ่งใดในสัปดาห์นี้ เพื่อใช้ชีวิตให้สมกับฐานะและหน้าที่ในฐานะบุตรของพระองค์</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญ ให้ข้าพระองค์มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฝ่ายวิญญาณ ผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งและขอบพระคุณ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/522dec68/7bafbe0d.mp3" length="11913093" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>745</itunes:duration>
      <itunes:summary>บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า [ ยอห์น 1:12 ]

เมื่อเจย์ สเปตซ์จากเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรี่แลนด์เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ เขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับผลที่จะได้รับซึ่งซ่อนความประหลาดใจยิ่งใหญ่เอาไว้ นั่นคือเขาเป็นเจ้าชายของชนชาติแอฟริกันตะวันตกแห่งเบนิน! หลังจากนั้นไม่นานเขาโดยสารเครื่องบินไปเยี่ยมที่ประเทศแห่งนั้น เมื่อไปถึง เหล่าราชวงศ์ให้การต้อนรับและจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน มีการเต้นรำ ร้องเพลง จัดขบวนพาเหรดพร้อมป้ายข้อความให้กับเขา
พระเยซูเสด็จมายังโลกเพื่อประกาศข่าวดีของพระเจ้า พระองค์เสด็จไปหาคนของพระองค์คือชนชาติอิสราเอล เพื่อบอกข่าวดีแก่พวกเขาและชี้ให้เห็นทางออกจากความมืดมน หลายคนตอบสนองต่อข่าวนั้นด้วยการเพิกเฉย ปฏิเสธ “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และไม่ยอมรับพระองค์ในฐานะพระเมสสิยาห์ (ข้อ 11) แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนั้น บางคนยอมรับการเชื้อเชิญของพระคริสต์ด้วยความยินดีและถ่อมใจ โดยยอมรับพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นเครื่องถวายบูชาสุดท้ายของพระเจ้าเพื่อชำระบาป และเชื่อในพระนามของพระองค์ มีเรื่องน่าประหลาดใจรอคอยผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อเหล่านี้อยู่ คือ พระองค์ “ทรงประทานสิทธิให้ [พวกเขา] เป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 12) คือเป็นบุตรแห่งราชวงศ์ของพระองค์ผ่านการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ
เมื่อเราหันกลับจากความบาปและความมืด ต้อนรับพระเยซูและเชื่อในพระนามของพระองค์ เราก็ได้พบว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า ถูกรับเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัวของกษัตริย์ ขอให้เราชื่นชมยินดีในพระพรนานัปการและใช้ชีวิตให้สมกับหน้าที่ในการเป็นบุตรขององค์กษัตริย์
การเป็นบุตรของพระเจ้าส่งผลกระทบต่อคุณอย่างไร คุณจะทำสิ่งใดในสัปดาห์นี้ เพื่อใช้ชีวิตให้สมกับฐานะและหน้าที่ในฐานะบุตรของพระองค์
ข้าแต่พระบิดา น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่พระองค์ทรงเชื้อเชิญ ให้ข้าพระองค์มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฝ่ายวิญญาณ ผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งและขอบพระคุณ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า [ ยอห์น 1:12 ]

เมื่อเจย์ สเปตซ์จากเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรี่แลนด์เข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ เขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับผลที่จะได้รับซึ่งซ่อนความประหลาดใจยิ่งใหญ่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คงอยู่ในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คงอยู่ในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aea4c0b5-ba7a-44b3-b4d6-2f1a1e1633d5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9a239b83</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ [ มัทธิว 16:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เปลวเพลิงเผาไหม้คริสตจักรแบ๊บติสต์บัลโซราจนพังทลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและคนในชุมชนมารวมตัวกันหลังจากไฟมอดลงแล้ว พวกเขาประหลาดใจที่เห็นไม้กางเขนไหม้เกรียมตั้งตรงอยู่ท่ามกลางควันและเถ้าถ่านในอากาศ พนักงานดับเพลิงพูดว่าไฟ “เผาทำลายโครงสร้างอาคาร แต่ไม่เผาไม้กางเขน (นี่คือสิ่งย้ำเตือน) ว่าตัวอาคารก็เป็นแค่สิ่งก่อสร้าง แต่คริสตจักรคือกลุ่มคนที่มาอยู่ร่วมกัน”</p>
<p>คริสตจักรไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นชุมชนที่มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวโดยกางเขนของพระคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ ทรงถูกฝัง และเป็นขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนที่พระเยซูทรงใช้ชีวิตบนโลก พระองค์บอกกับเปโตรว่าจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ไว้และจะไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ (มธ.16:18) พระองค์จะทรงรวบรวมผู้เชื่อจากทั่วโลกให้เป็นกลุ่มที่จะดำรงอยู่ในทุกช่วงเวลา ชุมชนผู้เชื่อนี้จะพบกับความยากลำบาก แต่พวกเขาจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด พระเจ้าจะสถิตอยู่กับพวกเขาและค้ำจุนพวกเขาไว้ (อฟ.2:22)</p>
<p>เมื่อเราพบความลำบากในการสร้างคริสตจักรท้องถิ่นที่ในที่สุดจะหยุดชะงักไปเมื่อตัวอาคารถูกทำลาย หรือเมื่อเรากังวลถึงผู้เชื่อที่กำลังลำบากในส่วนอื่นๆของโลก ขอให้เราจดจำไว้ว่าพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ และยังคงช่วยให้คนของพระเจ้ายืนหยัดอยู่ได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่พระองค์ กำลังสร้างในวันนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเราและเพื่อเรา ไม้กางเขนของพระองค์ยังคงดำรงอยู่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะช่วยเหลือเพื่อนผู้เชื่อได้อย่างไร การแบ่งปันข่าวประเสริฐ เกี่ยวข้องอย่างไรกับแผนการของพระเจ้าที่มีต่อคริสตจักร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเสริมกำลังคนของพระองค์ในทุกหนแห่ง ขอทรงเติมเต็มพวกเขา ด้วยสติปัญญา ปกป้องและช่วยให้พวกเขายืนหยัดอย่างสัตย์ซื่อต่อพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ [ มัทธิว 16:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เปลวเพลิงเผาไหม้คริสตจักรแบ๊บติสต์บัลโซราจนพังทลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและคนในชุมชนมารวมตัวกันหลังจากไฟมอดลงแล้ว พวกเขาประหลาดใจที่เห็นไม้กางเขนไหม้เกรียมตั้งตรงอยู่ท่ามกลางควันและเถ้าถ่านในอากาศ พนักงานดับเพลิงพูดว่าไฟ “เผาทำลายโครงสร้างอาคาร แต่ไม่เผาไม้กางเขน (นี่คือสิ่งย้ำเตือน) ว่าตัวอาคารก็เป็นแค่สิ่งก่อสร้าง แต่คริสตจักรคือกลุ่มคนที่มาอยู่ร่วมกัน”</p>
<p>คริสตจักรไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นชุมชนที่มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวโดยกางเขนของพระคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ ทรงถูกฝัง และเป็นขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนที่พระเยซูทรงใช้ชีวิตบนโลก พระองค์บอกกับเปโตรว่าจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ไว้และจะไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ (มธ.16:18) พระองค์จะทรงรวบรวมผู้เชื่อจากทั่วโลกให้เป็นกลุ่มที่จะดำรงอยู่ในทุกช่วงเวลา ชุมชนผู้เชื่อนี้จะพบกับความยากลำบาก แต่พวกเขาจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด พระเจ้าจะสถิตอยู่กับพวกเขาและค้ำจุนพวกเขาไว้ (อฟ.2:22)</p>
<p>เมื่อเราพบความลำบากในการสร้างคริสตจักรท้องถิ่นที่ในที่สุดจะหยุดชะงักไปเมื่อตัวอาคารถูกทำลาย หรือเมื่อเรากังวลถึงผู้เชื่อที่กำลังลำบากในส่วนอื่นๆของโลก ขอให้เราจดจำไว้ว่าพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ และยังคงช่วยให้คนของพระเจ้ายืนหยัดอยู่ได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่พระองค์ กำลังสร้างในวันนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเราและเพื่อเรา ไม้กางเขนของพระองค์ยังคงดำรงอยู่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะช่วยเหลือเพื่อนผู้เชื่อได้อย่างไร การแบ่งปันข่าวประเสริฐ เกี่ยวข้องอย่างไรกับแผนการของพระเจ้าที่มีต่อคริสตจักร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเสริมกำลังคนของพระองค์ในทุกหนแห่ง ขอทรงเติมเต็มพวกเขา ด้วยสติปัญญา ปกป้องและช่วยให้พวกเขายืนหยัดอย่างสัตย์ซื่อต่อพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 08 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9a239b83/a7b9a0ed.mp3" length="12552065" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>785</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ [ มัทธิว 16:18 ]

เปลวเพลิงเผาไหม้คริสตจักรแบ๊บติสต์บัลโซราจนพังทลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและคนในชุมชนมารวมตัวกันหลังจากไฟมอดลงแล้ว พวกเขาประหลาดใจที่เห็นไม้กางเขนไหม้เกรียมตั้งตรงอยู่ท่ามกลางควันและเถ้าถ่านในอากาศ พนักงานดับเพลิงพูดว่าไฟ “เผาทำลายโครงสร้างอาคาร แต่ไม่เผาไม้กางเขน (นี่คือสิ่งย้ำเตือน) ว่าตัวอาคารก็เป็นแค่สิ่งก่อสร้าง แต่คริสตจักรคือกลุ่มคนที่มาอยู่ร่วมกัน”
คริสตจักรไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นชุมชนที่มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวโดยกางเขนของพระคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ ทรงถูกฝัง และเป็นขึ้นมาอีกครั้ง ในตอนที่พระเยซูทรงใช้ชีวิตบนโลก พระองค์บอกกับเปโตรว่าจะทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ไว้และจะไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้ (มธ.16:18) พระองค์จะทรงรวบรวมผู้เชื่อจากทั่วโลกให้เป็นกลุ่มที่จะดำรงอยู่ในทุกช่วงเวลา ชุมชนผู้เชื่อนี้จะพบกับความยากลำบาก แต่พวกเขาจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด พระเจ้าจะสถิตอยู่กับพวกเขาและค้ำจุนพวกเขาไว้ (อฟ.2:22)
เมื่อเราพบความลำบากในการสร้างคริสตจักรท้องถิ่นที่ในที่สุดจะหยุดชะงักไปเมื่อตัวอาคารถูกทำลาย หรือเมื่อเรากังวลถึงผู้เชื่อที่กำลังลำบากในส่วนอื่นๆของโลก ขอให้เราจดจำไว้ว่าพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ และยังคงช่วยให้คนของพระเจ้ายืนหยัดอยู่ได้ เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่พระองค์ กำลังสร้างในวันนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเราและเพื่อเรา ไม้กางเขนของพระองค์ยังคงดำรงอยู่

คุณจะช่วยเหลือเพื่อนผู้เชื่อได้อย่างไร การแบ่งปันข่าวประเสริฐ เกี่ยวข้องอย่างไรกับแผนการของพระเจ้าที่มีต่อคริสตจักร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดเสริมกำลังคนของพระองค์ในทุกหนแห่ง ขอทรงเติมเต็มพวกเขา ด้วยสติปัญญา ปกป้องและช่วยให้พวกเขายืนหยัดอย่างสัตย์ซื่อต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ [ มัทธิว 16:18 ]

เปลวเพลิงเผาไหม้คริสตจักรแบ๊บติสต์บัลโซราจนพังทลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและคนในชุมชนมารวมตัวกันหลังจากไฟมอดลงแล้ว พวกเขาประหลาดใจที่เห็นไม้กางเขนไหม้เกรียมตั้งตรงอยู่ท่ามกลางควันและเถ้าถ่านในอากาศ พนักงานด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รวมกันในบั้นปลาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รวมกันในบั้นปลาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b35d5445-d169-4881-9f01-286ac22e8f9a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/66cc9a0d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ [ สดุดี 87:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ.1960 อ็อตโต พรีมิงเกอร์ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง ชนวนไฟสงคราม (Exodus) ของเขา ภาพยนตร์อ้างอิงมาจากนิยายของลีออน ยูริสซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้อพยพชาวยิวที่ย้ายไปประเทศปาเลสไตน์หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์มีภาพของร่างเด็กสาวลูกครึ่งยุโรปและยิวกับชายชาวอาหรับ ทั้งคู่เป็นเหยื่อที่ถูกสังหารและถูกฝังไว้ในหลุมเดียวกันในที่ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นประเทศอิสราเอล</p>
<p>พรีมิงเกอร์ทิ้งตอนสุดท้ายไว้ให้เราสรุป ว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความสิ้นหวังและความฝันที่ถูกฝังไว้ตลอดกาล หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ที่ทั้งสองคนซึ่งมีอดีตเป็นศัตรูและเกลียดชังกันได้มาอยู่ร่วมกัน ทั้งในชีวิตและความตาย</p>
<p>บรรดาบุตรชายของโคราห์ผู้เขียนพระธรรมสดุดี 87 อาจมองดูสถานการณ์นี้จากมุมมองที่สอง พวกเขารอคอยสันติที่พวกเรายังรอคอยอยู่ พวกเขาเขียนถึงเยรูซาเล็มว่า “โอ นครแห่งพระเจ้าเอ๋ย เขากล่าวสรรเสริญเธอ” (ข้อ 3) พวกเขาร้องเพลงถึงวันที่ชนชาติทั้งหลายที่เคยทำสงครามกับคนยิว จะมาร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ทั้งราหับ(อียิปต์) บาบิโลน ฟีลิสเตีย ไทระ และเอธิโอเปีย (ข้อ 4) ทุกชนชาติจะถูกนำมาสู่เยรูซาเล็มและพระเจ้า</p>
<p>บทสรุปของพระธรรมสดุดีนี้คือการเฉลิมฉลอง คนในเยรูซาเล็มจะร้องว่า “น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ” (ข้อ 7) พวกเขาร้องถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต และเป็นแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล (ยน.4:14) พระเยซูเป็นผู้เดียวที่จะนำมาซึ่งสันติสุขและเอกภาพนิรันดร์</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวมเรื่องใดที่ทำให้คุณกังวล คุณจะวางใจให้พระเจ้านำสันติสุขมาสู่เรื่องนั้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานขอสันติสุขและเอกภาพแห่งทุกชนชาติ เมื่อพวกเขาเข้ามาหาพระบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ [ สดุดี 87:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในปีค.ศ.1960 อ็อตโต พรีมิงเกอร์ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง ชนวนไฟสงคราม (Exodus) ของเขา ภาพยนตร์อ้างอิงมาจากนิยายของลีออน ยูริสซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้อพยพชาวยิวที่ย้ายไปประเทศปาเลสไตน์หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์มีภาพของร่างเด็กสาวลูกครึ่งยุโรปและยิวกับชายชาวอาหรับ ทั้งคู่เป็นเหยื่อที่ถูกสังหารและถูกฝังไว้ในหลุมเดียวกันในที่ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นประเทศอิสราเอล</p>
<p>พรีมิงเกอร์ทิ้งตอนสุดท้ายไว้ให้เราสรุป ว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความสิ้นหวังและความฝันที่ถูกฝังไว้ตลอดกาล หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ที่ทั้งสองคนซึ่งมีอดีตเป็นศัตรูและเกลียดชังกันได้มาอยู่ร่วมกัน ทั้งในชีวิตและความตาย</p>
<p>บรรดาบุตรชายของโคราห์ผู้เขียนพระธรรมสดุดี 87 อาจมองดูสถานการณ์นี้จากมุมมองที่สอง พวกเขารอคอยสันติที่พวกเรายังรอคอยอยู่ พวกเขาเขียนถึงเยรูซาเล็มว่า “โอ นครแห่งพระเจ้าเอ๋ย เขากล่าวสรรเสริญเธอ” (ข้อ 3) พวกเขาร้องเพลงถึงวันที่ชนชาติทั้งหลายที่เคยทำสงครามกับคนยิว จะมาร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ทั้งราหับ(อียิปต์) บาบิโลน ฟีลิสเตีย ไทระ และเอธิโอเปีย (ข้อ 4) ทุกชนชาติจะถูกนำมาสู่เยรูซาเล็มและพระเจ้า</p>
<p>บทสรุปของพระธรรมสดุดีนี้คือการเฉลิมฉลอง คนในเยรูซาเล็มจะร้องว่า “น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ” (ข้อ 7) พวกเขาร้องถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต และเป็นแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล (ยน.4:14) พระเยซูเป็นผู้เดียวที่จะนำมาซึ่งสันติสุขและเอกภาพนิรันดร์</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวมเรื่องใดที่ทำให้คุณกังวล คุณจะวางใจให้พระเจ้านำสันติสุขมาสู่เรื่องนั้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานขอสันติสุขและเอกภาพแห่งทุกชนชาติ เมื่อพวกเขาเข้ามาหาพระบุตรของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/66cc9a0d/f149bfdc.mp3" length="11714179" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ [ สดุดี 87:7 ]

ในปีค.ศ.1960 อ็อตโต พรีมิงเกอร์ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง ชนวนไฟสงคราม (Exodus) ของเขา ภาพยนตร์อ้างอิงมาจากนิยายของลีออน ยูริสซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้อพยพชาวยิวที่ย้ายไปประเทศปาเลสไตน์หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาพยนตร์มีภาพของร่างเด็กสาวลูกครึ่งยุโรปและยิวกับชายชาวอาหรับ ทั้งคู่เป็นเหยื่อที่ถูกสังหารและถูกฝังไว้ในหลุมเดียวกันในที่ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นประเทศอิสราเอล
พรีมิงเกอร์ทิ้งตอนสุดท้ายไว้ให้เราสรุป ว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความสิ้นหวังและความฝันที่ถูกฝังไว้ตลอดกาล หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ที่ทั้งสองคนซึ่งมีอดีตเป็นศัตรูและเกลียดชังกันได้มาอยู่ร่วมกัน ทั้งในชีวิตและความตาย
บรรดาบุตรชายของโคราห์ผู้เขียนพระธรรมสดุดี 87 อาจมองดูสถานการณ์นี้จากมุมมองที่สอง พวกเขารอคอยสันติที่พวกเรายังรอคอยอยู่ พวกเขาเขียนถึงเยรูซาเล็มว่า “โอ นครแห่งพระเจ้าเอ๋ย เขากล่าวสรรเสริญเธอ” (ข้อ 3) พวกเขาร้องเพลงถึงวันที่ชนชาติทั้งหลายที่เคยทำสงครามกับคนยิว จะมาร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว ทั้งราหับ(อียิปต์) บาบิโลน ฟีลิสเตีย ไทระ และเอธิโอเปีย (ข้อ 4) ทุกชนชาติจะถูกนำมาสู่เยรูซาเล็มและพระเจ้า
บทสรุปของพระธรรมสดุดีนี้คือการเฉลิมฉลอง คนในเยรูซาเล็มจะร้องว่า “น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ” (ข้อ 7) พวกเขาร้องถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นน้ำแห่งชีวิต และเป็นแหล่งแห่งชีวิตทั้งมวล (ยน.4:14) พระเยซูเป็นผู้เดียวที่จะนำมาซึ่งสันติสุขและเอกภาพนิรันดร์

ความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวมเรื่องใดที่ทำให้คุณกังวล คุณจะวางใจให้พระเจ้านำสันติสุขมาสู่เรื่องนั้นอย่างไร
พระบิดา ข้าพระองค์อธิษฐานขอสันติสุขและเอกภาพแห่งทุกชนชาติ เมื่อพวกเขาเข้ามาหาพระบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>น้ำพุทั้งสิ้นของเราอยู่ในเธอ [ สดุดี 87:7 ]

ในปีค.ศ.1960 อ็อตโต พรีมิงเกอร์ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นด้วยภาพยนตร์เรื่อง ชนวนไฟสงคราม (Exodus) ของเขา ภาพยนตร์อ้างอิงมาจากนิยายของลีออน ยูริสซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้อพยพชาวยิวที่ย้ายไปประเทศปาเลสไตน์หลังจากสงครา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ก้าวออกไปด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ก้าวออกไปด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e6e47ae4-809d-4421-bd8a-7f7fd60e1c71</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f2ee32c9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อท่านทั้งหลายมาริมแม่น้ำจอร์แดน จงหยุดยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน [ โยชูวา 3:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักเทศน์รับเชิญได้พูดถึงเรื่องสติปัญญาในการไว้วางใจพระเจ้าและการ “ก้าวลงไปในแม่น้ำ” เขาเล่าถึงศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่วางใจพระเจ้าและเลือกที่จะพูดความจริงจากพระคัมภีร์ในการเทศนา แม้จะขัดกับกฎหมายใหม่ในประเทศของเขา เขาจึงถูกตั้งข้อหาสร้างความเกลียดชังและต้องติดคุกอยู่สามสิบวัน แต่เขาได้รับการอุทธรณ์และศาลตัดสินว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัวในเรื่องพระคัมภีร์และหนุนใจให้ผู้อื่นทำตามได้</p>
<p>ปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาก็ต้องเลือกเช่นกัน ไม่ว่าจะก้าวลงไปในน้ำ หรือยืนอยู่ที่ริมฝั่ง ภายหลังการหนีออกจากอียิปต์ ชนชาติอิสราเอลอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปี ในเวลานี้พวกเขาได้มายืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนซึ่งน้ำกำลังท่วมสูงในระดับที่อันตราย แต่พวกเขาก้าวออกไป และพระเจ้าทรงให้น้ำไหลกลับ “เมื่อ...เท้าของปุโรหิต...ก้าวลงแม่น้ำแล้ว น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด” (ยชว.3:15-16)</p>
<p>เมื่อเราวางใจพระเจ้าด้วยชีวิตของเรา พระองค์จะประทานความกล้าหาญให้เราก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพูดความจริงจากพระคัมภีร์หรือการก้าวไปในดินแดนที่เราไม่รู้จัก ในระหว่างการพิจารณาคดีของศิษยาภิบาล ศาลได้ยินข่าวประเสริฐผ่านคำเทศนาของเขา และในพระธรรมโยชูวา ชนชาติอิสราเอลข้ามแม่น้ำอย่างปลอดภัยไปสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา และได้แบ่งปันถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าแก่คนรุ่นหลัง (ข้อ 17; 4:24)</p>
<p>เมื่อเราก้าวออกไปด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงดูแลส่วนที่เหลือ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าครั่นคร้ามและกลัวที่จะเริ่มก้าวแรกเมื่อใด พระเจ้าทรงช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความกล้าจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวออกไปด้วยความเชื่อ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อท่านทั้งหลายมาริมแม่น้ำจอร์แดน จงหยุดยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน [ โยชูวา 3:8 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักเทศน์รับเชิญได้พูดถึงเรื่องสติปัญญาในการไว้วางใจพระเจ้าและการ “ก้าวลงไปในแม่น้ำ” เขาเล่าถึงศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่วางใจพระเจ้าและเลือกที่จะพูดความจริงจากพระคัมภีร์ในการเทศนา แม้จะขัดกับกฎหมายใหม่ในประเทศของเขา เขาจึงถูกตั้งข้อหาสร้างความเกลียดชังและต้องติดคุกอยู่สามสิบวัน แต่เขาได้รับการอุทธรณ์และศาลตัดสินว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัวในเรื่องพระคัมภีร์และหนุนใจให้ผู้อื่นทำตามได้</p>
<p>ปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาก็ต้องเลือกเช่นกัน ไม่ว่าจะก้าวลงไปในน้ำ หรือยืนอยู่ที่ริมฝั่ง ภายหลังการหนีออกจากอียิปต์ ชนชาติอิสราเอลอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปี ในเวลานี้พวกเขาได้มายืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนซึ่งน้ำกำลังท่วมสูงในระดับที่อันตราย แต่พวกเขาก้าวออกไป และพระเจ้าทรงให้น้ำไหลกลับ “เมื่อ...เท้าของปุโรหิต...ก้าวลงแม่น้ำแล้ว น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด” (ยชว.3:15-16)</p>
<p>เมื่อเราวางใจพระเจ้าด้วยชีวิตของเรา พระองค์จะประทานความกล้าหาญให้เราก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพูดความจริงจากพระคัมภีร์หรือการก้าวไปในดินแดนที่เราไม่รู้จัก ในระหว่างการพิจารณาคดีของศิษยาภิบาล ศาลได้ยินข่าวประเสริฐผ่านคำเทศนาของเขา และในพระธรรมโยชูวา ชนชาติอิสราเอลข้ามแม่น้ำอย่างปลอดภัยไปสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา และได้แบ่งปันถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าแก่คนรุ่นหลัง (ข้อ 17; 4:24)</p>
<p>เมื่อเราก้าวออกไปด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงดูแลส่วนที่เหลือ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าครั่นคร้ามและกลัวที่จะเริ่มก้าวแรกเมื่อใด พระเจ้าทรงช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความกล้าจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวออกไปด้วยความเชื่อ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 06 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f2ee32c9/7e2425f1.mp3" length="12103567" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อท่านทั้งหลายมาริมแม่น้ำจอร์แดน จงหยุดยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน [ โยชูวา 3:8 ]

นักเทศน์รับเชิญได้พูดถึงเรื่องสติปัญญาในการไว้วางใจพระเจ้าและการ “ก้าวลงไปในแม่น้ำ” เขาเล่าถึงศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่วางใจพระเจ้าและเลือกที่จะพูดความจริงจากพระคัมภีร์ในการเทศนา แม้จะขัดกับกฎหมายใหม่ในประเทศของเขา เขาจึงถูกตั้งข้อหาสร้างความเกลียดชังและต้องติดคุกอยู่สามสิบวัน แต่เขาได้รับการอุทธรณ์และศาลตัดสินว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัวในเรื่องพระคัมภีร์และหนุนใจให้ผู้อื่นทำตามได้
ปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาก็ต้องเลือกเช่นกัน ไม่ว่าจะก้าวลงไปในน้ำ หรือยืนอยู่ที่ริมฝั่ง ภายหลังการหนีออกจากอียิปต์ ชนชาติอิสราเอลอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปี ในเวลานี้พวกเขาได้มายืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนซึ่งน้ำกำลังท่วมสูงในระดับที่อันตราย แต่พวกเขาก้าวออกไป และพระเจ้าทรงให้น้ำไหลกลับ “เมื่อ...เท้าของปุโรหิต...ก้าวลงแม่น้ำแล้ว น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด” (ยชว.3:15-16)
เมื่อเราวางใจพระเจ้าด้วยชีวิตของเรา พระองค์จะประทานความกล้าหาญให้เราก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพูดความจริงจากพระคัมภีร์หรือการก้าวไปในดินแดนที่เราไม่รู้จัก ในระหว่างการพิจารณาคดีของศิษยาภิบาล ศาลได้ยินข่าวประเสริฐผ่านคำเทศนาของเขา และในพระธรรมโยชูวา ชนชาติอิสราเอลข้ามแม่น้ำอย่างปลอดภัยไปสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา และได้แบ่งปันถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าแก่คนรุ่นหลัง (ข้อ 17; 4:24)
เมื่อเราก้าวออกไปด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงดูแลส่วนที่เหลือ

คุณเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าครั่นคร้ามและกลัวที่จะเริ่มก้าวแรกเมื่อใด พระเจ้าทรงช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความกล้าจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ก้าวออกไปด้วยความเชื่อ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อท่านทั้งหลายมาริมแม่น้ำจอร์แดน จงหยุดยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน [ โยชูวา 3:8 ]

นักเทศน์รับเชิญได้พูดถึงเรื่องสติปัญญาในการไว้วางใจพระเจ้าและการ “ก้าวลงไปในแม่น้ำ” เขาเล่าถึงศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่วางใจพระเจ้าและเลือกที่จะพูดความจริงจากพระคัมภีร์ในการเทศนา </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พูดความจริงในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พูดความจริงในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f0dcffe3-04c9-430a-8319-7d2e85d3f20e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/38171dcc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ชายคนหนึ่งช่ำชองในการเอาตัวรอดจากใบสั่งจราจรด้วยการโกหก เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาแต่ละท่าน เขาจะเล่าเรื่องเดิมว่า “ผมเลิกกับแฟนและเธอเอารถของผมไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว” นอกจากนี้เขายังถูกตำหนิเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมขณะทำงานอยู่หลายครั้ง ในที่สุดอัยการดำเนินคดีเขาด้วยข้อหาให้การเท็จสี่กระทงและข้อหาการปลอมแปลงอีกห้ากระทงจากการเบิกความเท็จต่อศาลภายใต้การสาบานตนและให้รายงานเท็จต่อตำรวจ สำหรับชายคนนี้แล้วการโกหกได้กลายเป็นนิสัยถาวรไปแล้ว</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม อัครทูตเปาโลกล่าวว่าการพูดความจริงเป็นอุปนิสัยที่สำคัญซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูควรมี ท่านเตือนชาวเอเฟซัสว่าพวกเขาได้ทิ้งการใช้ชีวิตแบบเก่าไปแล้วโดยการมอบชีวิตให้พระคริสต์ (อฟ.2:1-5) บัดนี้พวกเขาต้องดำเนินชีวิตให้สมกับที่เป็นคนใหม่ นำการประพฤติใหม่มาใช้ในชีวิต หนึ่งในนั้นคือการหยุดบางอย่าง “จงเลิกพูดมุสาเสีย” และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องนำมาปฏิบัติคือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (4:25) เพื่อเป็นการรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตจักร ชาวเอเฟซัสจะต้องให้คำพูดและการกระทำของพวกเขา “เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง” เสมอ (ข้อ 29)</p>
<p>โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 3-4) ผู้เชื่อในพระเยซูสามารถยืนหยัดเพื่อความจริงทั้งในคำพูดและการกระทำของพวกเขาได้ และคริสตจักรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ</p>
<p><br><strong>สิ่งใดที่จะช่วยให้คุณพูดความจริงได้อย่างสม่ำเสมอ คำพูดของคุณสะท้อนถึงชีวิตใหม่ในพระคริสต์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เลิกพูดโกหกและสวมทับด้วยความจริงของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ชายคนหนึ่งช่ำชองในการเอาตัวรอดจากใบสั่งจราจรด้วยการโกหก เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาแต่ละท่าน เขาจะเล่าเรื่องเดิมว่า “ผมเลิกกับแฟนและเธอเอารถของผมไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว” นอกจากนี้เขายังถูกตำหนิเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมขณะทำงานอยู่หลายครั้ง ในที่สุดอัยการดำเนินคดีเขาด้วยข้อหาให้การเท็จสี่กระทงและข้อหาการปลอมแปลงอีกห้ากระทงจากการเบิกความเท็จต่อศาลภายใต้การสาบานตนและให้รายงานเท็จต่อตำรวจ สำหรับชายคนนี้แล้วการโกหกได้กลายเป็นนิสัยถาวรไปแล้ว</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม อัครทูตเปาโลกล่าวว่าการพูดความจริงเป็นอุปนิสัยที่สำคัญซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูควรมี ท่านเตือนชาวเอเฟซัสว่าพวกเขาได้ทิ้งการใช้ชีวิตแบบเก่าไปแล้วโดยการมอบชีวิตให้พระคริสต์ (อฟ.2:1-5) บัดนี้พวกเขาต้องดำเนินชีวิตให้สมกับที่เป็นคนใหม่ นำการประพฤติใหม่มาใช้ในชีวิต หนึ่งในนั้นคือการหยุดบางอย่าง “จงเลิกพูดมุสาเสีย” และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องนำมาปฏิบัติคือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (4:25) เพื่อเป็นการรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตจักร ชาวเอเฟซัสจะต้องให้คำพูดและการกระทำของพวกเขา “เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง” เสมอ (ข้อ 29)</p>
<p>โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 3-4) ผู้เชื่อในพระเยซูสามารถยืนหยัดเพื่อความจริงทั้งในคำพูดและการกระทำของพวกเขาได้ และคริสตจักรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ</p>
<p><br><strong>สิ่งใดที่จะช่วยให้คุณพูดความจริงได้อย่างสม่ำเสมอ คำพูดของคุณสะท้อนถึงชีวิตใหม่ในพระคริสต์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เลิกพูดโกหกและสวมทับด้วยความจริงของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 05 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/38171dcc/7e0cebfa.mp3" length="11714191" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]

ชายคนหนึ่งช่ำชองในการเอาตัวรอดจากใบสั่งจราจรด้วยการโกหก เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาแต่ละท่าน เขาจะเล่าเรื่องเดิมว่า “ผมเลิกกับแฟนและเธอเอารถของผมไปโดยที่ผมไม่รู้ตัว” นอกจากนี้เขายังถูกตำหนิเรื่องความประพฤติที่ไม่เหมาะสมขณะทำงานอยู่หลายครั้ง ในที่สุดอัยการดำเนินคดีเขาด้วยข้อหาให้การเท็จสี่กระทงและข้อหาการปลอมแปลงอีกห้ากระทงจากการเบิกความเท็จต่อศาลภายใต้การสาบานตนและให้รายงานเท็จต่อตำรวจ สำหรับชายคนนี้แล้วการโกหกได้กลายเป็นนิสัยถาวรไปแล้ว
ในทางตรงกันข้าม อัครทูตเปาโลกล่าวว่าการพูดความจริงเป็นอุปนิสัยที่สำคัญซึ่งผู้เชื่อในพระเยซูควรมี ท่านเตือนชาวเอเฟซัสว่าพวกเขาได้ทิ้งการใช้ชีวิตแบบเก่าไปแล้วโดยการมอบชีวิตให้พระคริสต์ (อฟ.2:1-5) บัดนี้พวกเขาต้องดำเนินชีวิตให้สมกับที่เป็นคนใหม่ นำการประพฤติใหม่มาใช้ในชีวิต หนึ่งในนั้นคือการหยุดบางอย่าง “จงเลิกพูดมุสาเสีย” และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องนำมาปฏิบัติคือ “จงพูดความจริงต่อกัน” (4:25) เพื่อเป็นการรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตจักร ชาวเอเฟซัสจะต้องให้คำพูดและการกระทำของพวกเขา “เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง” เสมอ (ข้อ 29)
โดยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ข้อ 3-4) ผู้เชื่อในพระเยซูสามารถยืนหยัดเพื่อความจริงทั้งในคำพูดและการกระทำของพวกเขาได้ และคริสตจักรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน และพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ
สิ่งใดที่จะช่วยให้คุณพูดความจริงได้อย่างสม่ำเสมอ คำพูดของคุณสะท้อนถึงชีวิตใหม่ในพระคริสต์อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เลิกพูดโกหกและสวมทับด้วยความจริงของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงเลิกพูดมุสาเสีย และจงพูดความจริงต่อกัน เพราะว่าเราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน [ เอเฟซัส 4:25 ]

ชายคนหนึ่งช่ำชองในการเอาตัวรอดจากใบสั่งจราจรด้วยการโกหก เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาแต่ละท่าน เขาจะเล่าเรื่องเดิมว่า “ผมเลิกกับแฟนและเธอเอารถของผมไปโดยที่ผ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเมตตาในเวลานี้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเมตตาในเวลานี้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ecd3eb09-8ad0-4f02-a510-df755dce3ce4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3aa6e1f8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[ความรัก] ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว [ 1 โครินธ์ 13:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เรารีบไปที่ร้านอาหารจานด่วนเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงระหว่างช่วงพักสั้นๆของเจอร์รี่เพื่อนของฉัน เราไปถึงหน้าร้านพร้อมๆกับชายหนุ่มหกคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านก่อนเรา พวกเราบ่นในใจเพราะรู้ว่าเราไม่มีเวลามากนัก พวกเขายืนเป็นกลุ่มอยู่ที่จุดสั่งอาหารทั้งสองจุดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในกลุ่มได้สั่งก่อน แล้วฉันก็ได้ยินเจอร์รี่พึมพำบอกตัวเองว่า “จงแสดงความเมตตาในเวลานี้” โอ้! แน่นอนว่าการให้เราสั่งก่อนจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่นี่ช่างเป็นการเตือนที่ดี จริงๆให้นึกถึงความต้องการและความปรารถนาของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ของฉันเอง</p>
<p>พระคัมภีร์สอนว่าความรักนั้นอดทนนาน กระทำคุณให้ และไม่เห็นแก่ตัว ความรัก “ไม่ฉุนเฉียว” (1คร.13:5) นักวิชาการแมทธิว เฮนรี่เขียนอธิบายความรักนี้ว่า “ความรักนั้นมักจะ...เห็นแก่ความสุข ความพอใจและประโยชน์ (ของผู้อื่น) มากกว่าของตัวเอง” ความรักในแบบของพระเจ้านั้นจะคิดถึงผู้อื่นก่อน</p>
<p>ในโลกนี้ที่หลายคนรู้สึกฉุนเฉียวได้ง่าย เราจึงมีโอกาสอยู่บ่อยครั้งที่จะได้ขอความช่วยเหลือและขอพระเมตตาจากพระเจ้าให้เราเลือกที่จะอดทนและมีใจปรานีต่อผู้อื่น (ข้อ 4) พระธรรมสุภาษิต 19:11 (TNCV) เสริมว่า “ความสุขุมรอบคอบจะทำให้คนเราอดทน และเกียรติยศของเขาคือการให้อภัยความผิดของคนอื่น”</p>
<p>นี่คือการกระทำของความรักที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และพระองค์อาจใช้สิ่งนี้เพื่อนำเรื่องราวความรักของพระองค์ไปสู่ผู้อื่นด้วย</p>
<p>ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า ขอให้เราใช้ทุกโอกาสเพื่อแสดงความเมตตาในเวลานี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณไม่ควรตอบสนองด้วยความหงุดหงิดในเรื่องใดบ้าง การหันไปหาพระเจ้าจะช่วยคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ ข้าพระองค์เผชิญความฉุนเฉียวหลายรูปแบบ แต่ข้าพระองค์ปรารถนา จะรับการเติมเต็มและท่วมท้นไปด้วยความรักในแบบของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[ความรัก] ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว [ 1 โครินธ์ 13:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เรารีบไปที่ร้านอาหารจานด่วนเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงระหว่างช่วงพักสั้นๆของเจอร์รี่เพื่อนของฉัน เราไปถึงหน้าร้านพร้อมๆกับชายหนุ่มหกคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านก่อนเรา พวกเราบ่นในใจเพราะรู้ว่าเราไม่มีเวลามากนัก พวกเขายืนเป็นกลุ่มอยู่ที่จุดสั่งอาหารทั้งสองจุดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในกลุ่มได้สั่งก่อน แล้วฉันก็ได้ยินเจอร์รี่พึมพำบอกตัวเองว่า “จงแสดงความเมตตาในเวลานี้” โอ้! แน่นอนว่าการให้เราสั่งก่อนจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่นี่ช่างเป็นการเตือนที่ดี จริงๆให้นึกถึงความต้องการและความปรารถนาของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ของฉันเอง</p>
<p>พระคัมภีร์สอนว่าความรักนั้นอดทนนาน กระทำคุณให้ และไม่เห็นแก่ตัว ความรัก “ไม่ฉุนเฉียว” (1คร.13:5) นักวิชาการแมทธิว เฮนรี่เขียนอธิบายความรักนี้ว่า “ความรักนั้นมักจะ...เห็นแก่ความสุข ความพอใจและประโยชน์ (ของผู้อื่น) มากกว่าของตัวเอง” ความรักในแบบของพระเจ้านั้นจะคิดถึงผู้อื่นก่อน</p>
<p>ในโลกนี้ที่หลายคนรู้สึกฉุนเฉียวได้ง่าย เราจึงมีโอกาสอยู่บ่อยครั้งที่จะได้ขอความช่วยเหลือและขอพระเมตตาจากพระเจ้าให้เราเลือกที่จะอดทนและมีใจปรานีต่อผู้อื่น (ข้อ 4) พระธรรมสุภาษิต 19:11 (TNCV) เสริมว่า “ความสุขุมรอบคอบจะทำให้คนเราอดทน และเกียรติยศของเขาคือการให้อภัยความผิดของคนอื่น”</p>
<p>นี่คือการกระทำของความรักที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และพระองค์อาจใช้สิ่งนี้เพื่อนำเรื่องราวความรักของพระองค์ไปสู่ผู้อื่นด้วย</p>
<p>ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า ขอให้เราใช้ทุกโอกาสเพื่อแสดงความเมตตาในเวลานี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณไม่ควรตอบสนองด้วยความหงุดหงิดในเรื่องใดบ้าง การหันไปหาพระเจ้าจะช่วยคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ ข้าพระองค์เผชิญความฉุนเฉียวหลายรูปแบบ แต่ข้าพระองค์ปรารถนา จะรับการเติมเต็มและท่วมท้นไปด้วยความรักในแบบของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3aa6e1f8/9b2369b3.mp3" length="11731847" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>734</itunes:duration>
      <itunes:summary>[ความรัก] ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว [ 1 โครินธ์ 13:5 ]

เรารีบไปที่ร้านอาหารจานด่วนเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงระหว่างช่วงพักสั้นๆของเจอร์รี่เพื่อนของฉัน เราไปถึงหน้าร้านพร้อมๆกับชายหนุ่มหกคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านก่อนเรา พวกเราบ่นในใจเพราะรู้ว่าเราไม่มีเวลามากนัก พวกเขายืนเป็นกลุ่มอยู่ที่จุดสั่งอาหารทั้งสองจุดเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในกลุ่มได้สั่งก่อน แล้วฉันก็ได้ยินเจอร์รี่พึมพำบอกตัวเองว่า “จงแสดงความเมตตาในเวลานี้” โอ้! แน่นอนว่าการให้เราสั่งก่อนจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่นี่ช่างเป็นการเตือนที่ดี จริงๆให้นึกถึงความต้องการและความปรารถนาของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ของฉันเอง
พระคัมภีร์สอนว่าความรักนั้นอดทนนาน กระทำคุณให้ และไม่เห็นแก่ตัว ความรัก “ไม่ฉุนเฉียว” (1คร.13:5) นักวิชาการแมทธิว เฮนรี่เขียนอธิบายความรักนี้ว่า “ความรักนั้นมักจะ...เห็นแก่ความสุข ความพอใจและประโยชน์ (ของผู้อื่น) มากกว่าของตัวเอง” ความรักในแบบของพระเจ้านั้นจะคิดถึงผู้อื่นก่อน
ในโลกนี้ที่หลายคนรู้สึกฉุนเฉียวได้ง่าย เราจึงมีโอกาสอยู่บ่อยครั้งที่จะได้ขอความช่วยเหลือและขอพระเมตตาจากพระเจ้าให้เราเลือกที่จะอดทนและมีใจปรานีต่อผู้อื่น (ข้อ 4) พระธรรมสุภาษิต 19:11 (TNCV) เสริมว่า “ความสุขุมรอบคอบจะทำให้คนเราอดทน และเกียรติยศของเขาคือการให้อภัยความผิดของคนอื่น”
นี่คือการกระทำของความรักที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และพระองค์อาจใช้สิ่งนี้เพื่อนำเรื่องราวความรักของพระองค์ไปสู่ผู้อื่นด้วย
ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้า ขอให้เราใช้ทุกโอกาสเพื่อแสดงความเมตตาในเวลานี้

คุณไม่ควรตอบสนองด้วยความหงุดหงิดในเรื่องใดบ้าง การหันไปหาพระเจ้าจะช่วยคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ ข้าพระองค์เผชิญความฉุนเฉียวหลายรูปแบบ แต่ข้าพระองค์ปรารถนา จะรับการเติมเต็มและท่วมท้นไปด้วยความรักในแบบของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[ความรัก] ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว [ 1 โครินธ์ 13:5 ]

เรารีบไปที่ร้านอาหารจานด่วนเพื่อรับประทานอาหารเที่ยงระหว่างช่วงพักสั้นๆของเจอร์รี่เพื่อนของฉัน เราไปถึงหน้าร้านพร้อมๆกับชายหนุ่มหกคนที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านก่อนเรา พวกเราบ่นในใจเพราะรู้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">561f555b-fe87-48ea-b7a0-2c62a68f5eef</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/85ea4db0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือ การทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 3:14 THSV11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บางครั้งข้อความฝ่ายวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในที่ซึ่งเราไม่คาดคิด อย่างเช่นในหนังสือการ์ตูน สแตน ลีผู้จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลเสียชีวิตในปี 2018 ทิ้งมรดกไว้เบื้องหลังเป็นเหล่าฮีโร่ที่มีเอกลักษณ์ เช่น สไปเดอร์แมน ไอรอนแมน สี่พลังคนกายสิทธิ์ ฮัลค์ยักษ์เขียวจอมพลัง และอื่นๆอีกมากมาย</p>
<p>ชายผู้โด่งดังที่ยิ้มแย้มและสวมแว่นกันแดดนี้มีวลีติดปากที่เขาใช้ลงท้ายคอลัมน์ในการ์ตูนมาร์เวลฉบับรายเดือนมากว่าทศวรรษ คือคำว่า จงพุ่งทะยานสูงขึ้น ในข้อความที่ลีทวีตในปี 2010 เขาอธิบายความหมายไว้ว่าคือ “การก้าวสูงขึ้นและมุ่งหน้าไปสู่ความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” นี่คือสิ่งที่ผมปรารถนาต่อทุกคนเมื่อผมทวีตข้อความ! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!</p>
<p>ผมชอบคำพูดนั้น ไม่ว่าสแตน ลีจะรู้หรือไม่ก็ตามแต่การใช้คำพูดที่พิเศษนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปี เมื่อท่านเตือนสติให้ผู้เชื่อเลิกมองอดีตแต่ให้มองไปเบื้องหน้าและเบื้องบน “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” (3:13-14 THSV11)</p>
<p>เรามักติดอยู่กับความเสียใจและความสงสัยถึงการตัดสินใจในอดีต แต่ในพระคริสต์นั้น พระองค์เชื้อเชิญให้เรามอบวางความเสียใจโดยมุ่งมองไปข้างหน้าและบากบั่นไปสู่พระสิริอันรุ่งเรืองยิ่งกว่าของพระเจ้า ด้วยการตอบรับการอภัยโทษของพระองค์และเป้าประสงค์ที่พระองค์ทรงประทานให้กับเราด้วยพระเมตตา! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดคุณจึงมักจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับไปในอดีตทั้งในเรื่องของชีวิตและความเชื่อ คุณจะปล่อยวางความผิดพลาดในอดีตลงและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอภัยและเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์ก้าวต่อไป ก้าวสูงขึ้นและมุ่งไปข้างหน้าเพื่อพระสิริอันรุ่งเรืองของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือ การทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 3:14 THSV11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บางครั้งข้อความฝ่ายวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในที่ซึ่งเราไม่คาดคิด อย่างเช่นในหนังสือการ์ตูน สแตน ลีผู้จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลเสียชีวิตในปี 2018 ทิ้งมรดกไว้เบื้องหลังเป็นเหล่าฮีโร่ที่มีเอกลักษณ์ เช่น สไปเดอร์แมน ไอรอนแมน สี่พลังคนกายสิทธิ์ ฮัลค์ยักษ์เขียวจอมพลัง และอื่นๆอีกมากมาย</p>
<p>ชายผู้โด่งดังที่ยิ้มแย้มและสวมแว่นกันแดดนี้มีวลีติดปากที่เขาใช้ลงท้ายคอลัมน์ในการ์ตูนมาร์เวลฉบับรายเดือนมากว่าทศวรรษ คือคำว่า จงพุ่งทะยานสูงขึ้น ในข้อความที่ลีทวีตในปี 2010 เขาอธิบายความหมายไว้ว่าคือ “การก้าวสูงขึ้นและมุ่งหน้าไปสู่ความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” นี่คือสิ่งที่ผมปรารถนาต่อทุกคนเมื่อผมทวีตข้อความ! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!</p>
<p>ผมชอบคำพูดนั้น ไม่ว่าสแตน ลีจะรู้หรือไม่ก็ตามแต่การใช้คำพูดที่พิเศษนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปี เมื่อท่านเตือนสติให้ผู้เชื่อเลิกมองอดีตแต่ให้มองไปเบื้องหน้าและเบื้องบน “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” (3:13-14 THSV11)</p>
<p>เรามักติดอยู่กับความเสียใจและความสงสัยถึงการตัดสินใจในอดีต แต่ในพระคริสต์นั้น พระองค์เชื้อเชิญให้เรามอบวางความเสียใจโดยมุ่งมองไปข้างหน้าและบากบั่นไปสู่พระสิริอันรุ่งเรืองยิ่งกว่าของพระเจ้า ด้วยการตอบรับการอภัยโทษของพระองค์และเป้าประสงค์ที่พระองค์ทรงประทานให้กับเราด้วยพระเมตตา! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดคุณจึงมักจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับไปในอดีตทั้งในเรื่องของชีวิตและความเชื่อ คุณจะปล่อยวางความผิดพลาดในอดีตลงและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอภัยและเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์ก้าวต่อไป ก้าวสูงขึ้นและมุ่งไปข้างหน้าเพื่อพระสิริอันรุ่งเรืองของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 03 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/85ea4db0/4757b21b.mp3" length="12111625" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือ การทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 3:14 THSV11 ]

บางครั้งข้อความฝ่ายวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในที่ซึ่งเราไม่คาดคิด อย่างเช่นในหนังสือการ์ตูน สแตน ลีผู้จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลเสียชีวิตในปี 2018 ทิ้งมรดกไว้เบื้องหลังเป็นเหล่าฮีโร่ที่มีเอกลักษณ์ เช่น สไปเดอร์แมน ไอรอนแมน สี่พลังคนกายสิทธิ์ ฮัลค์ยักษ์เขียวจอมพลัง และอื่นๆอีกมากมาย
ชายผู้โด่งดังที่ยิ้มแย้มและสวมแว่นกันแดดนี้มีวลีติดปากที่เขาใช้ลงท้ายคอลัมน์ในการ์ตูนมาร์เวลฉบับรายเดือนมากว่าทศวรรษ คือคำว่า จงพุ่งทะยานสูงขึ้น ในข้อความที่ลีทวีตในปี 2010 เขาอธิบายความหมายไว้ว่าคือ “การก้าวสูงขึ้นและมุ่งหน้าไปสู่ความรุ่งเรืองยิ่งขึ้น” นี่คือสิ่งที่ผมปรารถนาต่อทุกคนเมื่อผมทวีตข้อความ! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!
ผมชอบคำพูดนั้น ไม่ว่าสแตน ลีจะรู้หรือไม่ก็ตามแต่การใช้คำพูดที่พิเศษนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปี เมื่อท่านเตือนสติให้ผู้เชื่อเลิกมองอดีตแต่ให้มองไปเบื้องหน้าและเบื้องบน “แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือการทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์” (3:13-14 THSV11)
เรามักติดอยู่กับความเสียใจและความสงสัยถึงการตัดสินใจในอดีต แต่ในพระคริสต์นั้น พระองค์เชื้อเชิญให้เรามอบวางความเสียใจโดยมุ่งมองไปข้างหน้าและบากบั่นไปสู่พระสิริอันรุ่งเรืองยิ่งกว่าของพระเจ้า ด้วยการตอบรับการอภัยโทษของพระองค์และเป้าประสงค์ที่พระองค์ทรงประทานให้กับเราด้วยพระเมตตา! จงพุ่งทะยานสูงขึ้น!

เพราะเหตุใดคุณจึงมักจะมองไปข้างหน้าหรือมองย้อนกลับไปในอดีตทั้งในเรื่องของชีวิตและความเชื่อ คุณจะปล่อยวางความผิดพลาดในอดีตลงและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงอภัยและเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์ก้าวต่อไป ก้าวสูงขึ้นและมุ่งไปข้างหน้าเพื่อพระสิริอันรุ่งเรืองของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลคือ การทรงเรียกแห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์ [ ฟีลิปปี 3:14 THSV11 ]

บางครั้งข้อความฝ่ายวิญญาณก็ปรากฏขึ้นในที่ซึ่งเราไม่คาดคิด อย่างเช่นในหนังสือการ์ตูน สแตน ลีผู้จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูนมาร์เวลเสียชีว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงได้ยินเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงได้ยินเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0f87b408-107c-44a4-b353-d2e98827a67d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6e3cd6b6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณแก่การร้องทูลของข้าพระองค์ ขออย่าทรงเฉยเมยต่อน้ำตาของข้าพระองค์ [สดุดี 39:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักเรียนชั้นป.1 โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินกับเจ้าหน้าที่ 911 “ผมต้องการความช่วยเหลือ” เด็กชายบอก “ผมต้องทำโจทย์ลบเลข” เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงเข้ามาในห้องและพูดว่า “จอห์นนี่ ลูกทำอะไร” จอห์นนี่อธิบายว่าเขาทำการบ้านคณิตศาสตร์ไม่ได้ เขาจึงทำตามที่แม่สอนไว้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยโทรหา 911 สำหรับจอห์นนี่แล้ว ความต้องการของเขาขณะนั้นคือเรื่องฉุกเฉิน และสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้มีเมตตา การช่วยเด็กชายทำการบ้านเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ณ เวลานั้น</p>
<p>เมื่อดาวิดผู้เขียนสดุดีต้องการความช่วยเหลือ ท่านกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์ทราบถึงบั้นปลายของข้าพระองค์ และวันเวลาของข้าพระองค์จะนานสักเท่าใด ชีวิตข้าพระองค์ไม่เที่ยงอย่างไร” (สดด.39:4) ท่านพูดว่า “ความหวังของข้าพระองค์อยู่ใน” พระเจ้า (ข้อ 7) ท่านร้องขอให้พระเจ้าทรงรับฟังและตอบ “การร้องทูล” ของท่าน (ข้อ 12) น่าแปลกที่จากนั้นท่านขอให้พระเจ้าทรง “เมินพระพักตร์จาก” ท่าน (ข้อ 13) แม้ความต้องการของดาวิดไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ในตลอดพระคัมภีร์นั้นท่านประกาศว่าพระเจ้าจะสถิตกับท่าน สดับฟัง และตอบคำอธิษฐานของท่านเสมอ</p>
<p>ความมั่นใจที่เรามีในพระเจ้าผู้ทรงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ ในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าไม่มีคำทูลขอใดที่เล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับพระองค์ผู้ไม่เคยเปลี่ยนไป พระองค์ทรงได้ยินเรา ทรงห่วงใย และตอบทุกคำร้องทูลอธิษฐานของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงความรักต่อคุณด้วยการตอบคำอธิษฐาน ที่คุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะทูลต่อพระองค์อย่างไร มีความต้องการใดบ้างที่คุณคิดว่าเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไป</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรับฟัง และตอบทุกคำอธิษฐานที่ข้าพระองค์มอบไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณแก่การร้องทูลของข้าพระองค์ ขออย่าทรงเฉยเมยต่อน้ำตาของข้าพระองค์ [สดุดี 39:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักเรียนชั้นป.1 โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินกับเจ้าหน้าที่ 911 “ผมต้องการความช่วยเหลือ” เด็กชายบอก “ผมต้องทำโจทย์ลบเลข” เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงเข้ามาในห้องและพูดว่า “จอห์นนี่ ลูกทำอะไร” จอห์นนี่อธิบายว่าเขาทำการบ้านคณิตศาสตร์ไม่ได้ เขาจึงทำตามที่แม่สอนไว้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยโทรหา 911 สำหรับจอห์นนี่แล้ว ความต้องการของเขาขณะนั้นคือเรื่องฉุกเฉิน และสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้มีเมตตา การช่วยเด็กชายทำการบ้านเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ณ เวลานั้น</p>
<p>เมื่อดาวิดผู้เขียนสดุดีต้องการความช่วยเหลือ ท่านกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์ทราบถึงบั้นปลายของข้าพระองค์ และวันเวลาของข้าพระองค์จะนานสักเท่าใด ชีวิตข้าพระองค์ไม่เที่ยงอย่างไร” (สดด.39:4) ท่านพูดว่า “ความหวังของข้าพระองค์อยู่ใน” พระเจ้า (ข้อ 7) ท่านร้องขอให้พระเจ้าทรงรับฟังและตอบ “การร้องทูล” ของท่าน (ข้อ 12) น่าแปลกที่จากนั้นท่านขอให้พระเจ้าทรง “เมินพระพักตร์จาก” ท่าน (ข้อ 13) แม้ความต้องการของดาวิดไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ในตลอดพระคัมภีร์นั้นท่านประกาศว่าพระเจ้าจะสถิตกับท่าน สดับฟัง และตอบคำอธิษฐานของท่านเสมอ</p>
<p>ความมั่นใจที่เรามีในพระเจ้าผู้ทรงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ ในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าไม่มีคำทูลขอใดที่เล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับพระองค์ผู้ไม่เคยเปลี่ยนไป พระองค์ทรงได้ยินเรา ทรงห่วงใย และตอบทุกคำร้องทูลอธิษฐานของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงสำแดงความรักต่อคุณด้วยการตอบคำอธิษฐาน ที่คุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะทูลต่อพระองค์อย่างไร มีความต้องการใดบ้างที่คุณคิดว่าเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไป</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรับฟัง และตอบทุกคำอธิษฐานที่ข้าพระองค์มอบไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6e3cd6b6/8d103bfc.mp3" length="13066249" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>817</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณแก่การร้องทูลของข้าพระองค์ ขออย่าทรงเฉยเมยต่อน้ำตาของข้าพระองค์ [สดุดี 39:12 ]

นักเรียนชั้นป.1 โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินกับเจ้าหน้าที่ 911 “ผมต้องการความช่วยเหลือ” เด็กชายบอก “ผมต้องทำโจทย์ลบเลข” เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือจนกระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงเข้ามาในห้องและพูดว่า “จอห์นนี่ ลูกทำอะไร” จอห์นนี่อธิบายว่าเขาทำการบ้านคณิตศาสตร์ไม่ได้ เขาจึงทำตามที่แม่สอนไว้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ โดยโทรหา 911 สำหรับจอห์นนี่แล้ว ความต้องการของเขาขณะนั้นคือเรื่องฉุกเฉิน และสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้มีเมตตา การช่วยเด็กชายทำการบ้านเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ณ เวลานั้น
เมื่อดาวิดผู้เขียนสดุดีต้องการความช่วยเหลือ ท่านกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์ทราบถึงบั้นปลายของข้าพระองค์ และวันเวลาของข้าพระองค์จะนานสักเท่าใด ชีวิตข้าพระองค์ไม่เที่ยงอย่างไร” (สดด.39:4) ท่านพูดว่า “ความหวังของข้าพระองค์อยู่ใน” พระเจ้า (ข้อ 7) ท่านร้องขอให้พระเจ้าทรงรับฟังและตอบ “การร้องทูล” ของท่าน (ข้อ 12) น่าแปลกที่จากนั้นท่านขอให้พระเจ้าทรง “เมินพระพักตร์จาก” ท่าน (ข้อ 13) แม้ความต้องการของดาวิดไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ในตลอดพระคัมภีร์นั้นท่านประกาศว่าพระเจ้าจะสถิตกับท่าน สดับฟัง และตอบคำอธิษฐานของท่านเสมอ
ความมั่นใจที่เรามีในพระเจ้าผู้ทรงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เราจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ ในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าไม่มีคำทูลขอใดที่เล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับพระองค์ผู้ไม่เคยเปลี่ยนไป พระองค์ทรงได้ยินเรา ทรงห่วงใย และตอบทุกคำร้องทูลอธิษฐานของเรา

พระเจ้าทรงสำแดงความรักต่อคุณด้วยการตอบคำอธิษฐาน ที่คุณคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะทูลต่อพระองค์อย่างไร มีความต้องการใดบ้างที่คุณคิดว่าเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่เกินไป
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรับฟัง และตอบทุกคำอธิษฐานที่ข้าพระองค์มอบไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสดับคำอธิษฐานของข้าพระองค์ ขอทรงเงี่ยพระกรรณแก่การร้องทูลของข้าพระองค์ ขออย่าทรงเฉยเมยต่อน้ำตาของข้าพระองค์ [สดุดี 39:12 ]

นักเรียนชั้นป.1 โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินกับเจ้าหน้าที่ 911 “ผมต้องการความช่วยเหลือ” เด็กชายบอก “ผมต้องทำโจทย์ลบเลข” เจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ขอความช่วยเหลือด้วยใจถ่อม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ขอความช่วยเหลือด้วยใจถ่อม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8b00a092-4e59-4f0a-91e5-c36479c98581</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9482f4c0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บรรดาผู้ที่เชื่อถือนั้นก็อยู่พร้อมกัน ณ ที่แห่งเดียว และทรัพย์สิ่งของของเขาเหล่านั้นเขาเอามารวมกันเป็นของกลาง [ กิจการ 2:44 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่องานปาร์ตี้ใกล้เข้ามาผมและภรรยาก็เริ่มวางแผน จะมีคนมากมายมาร่วมงาน เราควรจ้างคนทำอาหารหรือไม่ ถ้าเราจะทำอาหารเองเราควรซื้อเตาบาร์บีคิวไหม แล้วเราควรซื้อเต็นท์ด้วยหรือเปล่าเพราะมีโอกาสที่ฝนอาจจะตกวันนั้น ภายในเวลาไม่นานงานปาร์ตี้ของเราเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นและดูเหมือนไม่พึ่งพาคนอื่นเลย การพยายามเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเราเองทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น</p>
<p>ภาพของชุมชนตามพระคัมภีร์นั้นต้องมีทั้งการให้และรับ แม้ก่อนการล้มลงในความบาป อาดัมเองก็ต้องการความช่วยเหลือ (ปฐก.2:18) และเราถูกเรียกให้แสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น (สภษ.15:22) และแบ่งเบาภาระของกันและกัน (กท.6:2) คริสตจักรยุคแรกเอา “ทรัพย์สิ่งของมารวมกันเป็นของกลาง” และได้ผลประโยชน์จาก “ที่ดินและทรัพย์สิ่งของ” ของกันและกัน (กจ.2:44-45) แทนที่จะแยกกันใช้ชีวิต พวกเขากลับแบ่งปัน หยิบยืม ให้และรับอยู่ภายใต้การพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างงดงาม</p>
<p>สุดท้ายเราขอให้แขกช่วยกันนำสลัดหรือของหวานมาร่วมงานปาร์ตี้ เพื่อนบ้านเราเอาเตาย่างบาร์บีคิวมา และเพื่อนอีกคนเอาเต็นท์มา การขอความช่วยเหลือทำให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น และอาหารที่ทุกคนนำมาช่วยเพิ่มสีสันและความหลากหลาย ในช่วงอายุของเราการพึ่งพาตัวเองอาจเป็นเหตุให้เกิดความเย่อหยิ่ง แต่พระเจ้าทรงประทานพระคุณ “แก่คนที่ใจถ่อม” (ยก.4:6) รวมถึงคนเหล่านั้นที่ร้องขอความช่วยเหลือด้วยความถ่อมใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดปิดกั้นคุณไว้ไม่ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น มีสิ่งใดที่คุณต้องการในเวลานี้ที่คุณสามารถหยิบยืมได้โดยไม่ต้องซื้อ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสร้างเราให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตด้วยใจถ่อมและแบ่งปันความมั่งคั่งและความต้องการกับผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บรรดาผู้ที่เชื่อถือนั้นก็อยู่พร้อมกัน ณ ที่แห่งเดียว และทรัพย์สิ่งของของเขาเหล่านั้นเขาเอามารวมกันเป็นของกลาง [ กิจการ 2:44 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่องานปาร์ตี้ใกล้เข้ามาผมและภรรยาก็เริ่มวางแผน จะมีคนมากมายมาร่วมงาน เราควรจ้างคนทำอาหารหรือไม่ ถ้าเราจะทำอาหารเองเราควรซื้อเตาบาร์บีคิวไหม แล้วเราควรซื้อเต็นท์ด้วยหรือเปล่าเพราะมีโอกาสที่ฝนอาจจะตกวันนั้น ภายในเวลาไม่นานงานปาร์ตี้ของเราเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นและดูเหมือนไม่พึ่งพาคนอื่นเลย การพยายามเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเราเองทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น</p>
<p>ภาพของชุมชนตามพระคัมภีร์นั้นต้องมีทั้งการให้และรับ แม้ก่อนการล้มลงในความบาป อาดัมเองก็ต้องการความช่วยเหลือ (ปฐก.2:18) และเราถูกเรียกให้แสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น (สภษ.15:22) และแบ่งเบาภาระของกันและกัน (กท.6:2) คริสตจักรยุคแรกเอา “ทรัพย์สิ่งของมารวมกันเป็นของกลาง” และได้ผลประโยชน์จาก “ที่ดินและทรัพย์สิ่งของ” ของกันและกัน (กจ.2:44-45) แทนที่จะแยกกันใช้ชีวิต พวกเขากลับแบ่งปัน หยิบยืม ให้และรับอยู่ภายใต้การพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างงดงาม</p>
<p>สุดท้ายเราขอให้แขกช่วยกันนำสลัดหรือของหวานมาร่วมงานปาร์ตี้ เพื่อนบ้านเราเอาเตาย่างบาร์บีคิวมา และเพื่อนอีกคนเอาเต็นท์มา การขอความช่วยเหลือทำให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น และอาหารที่ทุกคนนำมาช่วยเพิ่มสีสันและความหลากหลาย ในช่วงอายุของเราการพึ่งพาตัวเองอาจเป็นเหตุให้เกิดความเย่อหยิ่ง แต่พระเจ้าทรงประทานพระคุณ “แก่คนที่ใจถ่อม” (ยก.4:6) รวมถึงคนเหล่านั้นที่ร้องขอความช่วยเหลือด้วยความถ่อมใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดปิดกั้นคุณไว้ไม่ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น มีสิ่งใดที่คุณต้องการในเวลานี้ที่คุณสามารถหยิบยืมได้โดยไม่ต้องซื้อ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสร้างเราให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตด้วยใจถ่อมและแบ่งปันความมั่งคั่งและความต้องการกับผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 01 Sep 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9482f4c0/9f1cdb46.mp3" length="10861717" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>679</itunes:duration>
      <itunes:summary>บรรดาผู้ที่เชื่อถือนั้นก็อยู่พร้อมกัน ณ ที่แห่งเดียว และทรัพย์สิ่งของของเขาเหล่านั้นเขาเอามารวมกันเป็นของกลาง [ กิจการ 2:44 ]

เมื่องานปาร์ตี้ใกล้เข้ามาผมและภรรยาก็เริ่มวางแผน จะมีคนมากมายมาร่วมงาน เราควรจ้างคนทำอาหารหรือไม่ ถ้าเราจะทำอาหารเองเราควรซื้อเตาบาร์บีคิวไหม แล้วเราควรซื้อเต็นท์ด้วยหรือเปล่าเพราะมีโอกาสที่ฝนอาจจะตกวันนั้น ภายในเวลาไม่นานงานปาร์ตี้ของเราเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นและดูเหมือนไม่พึ่งพาคนอื่นเลย การพยายามเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเราเองทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น
ภาพของชุมชนตามพระคัมภีร์นั้นต้องมีทั้งการให้และรับ แม้ก่อนการล้มลงในความบาป อาดัมเองก็ต้องการความช่วยเหลือ (ปฐก.2:18) และเราถูกเรียกให้แสวงหาคำแนะนำจากคนอื่น (สภษ.15:22) และแบ่งเบาภาระของกันและกัน (กท.6:2) คริสตจักรยุคแรกเอา “ทรัพย์สิ่งของมารวมกันเป็นของกลาง” และได้ผลประโยชน์จาก “ที่ดินและทรัพย์สิ่งของ” ของกันและกัน (กจ.2:44-45) แทนที่จะแยกกันใช้ชีวิต พวกเขากลับแบ่งปัน หยิบยืม ให้และรับอยู่ภายใต้การพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างงดงาม
สุดท้ายเราขอให้แขกช่วยกันนำสลัดหรือของหวานมาร่วมงานปาร์ตี้ เพื่อนบ้านเราเอาเตาย่างบาร์บีคิวมา และเพื่อนอีกคนเอาเต็นท์มา การขอความช่วยเหลือทำให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น และอาหารที่ทุกคนนำมาช่วยเพิ่มสีสันและความหลากหลาย ในช่วงอายุของเราการพึ่งพาตัวเองอาจเป็นเหตุให้เกิดความเย่อหยิ่ง แต่พระเจ้าทรงประทานพระคุณ “แก่คนที่ใจถ่อม” (ยก.4:6) รวมถึงคนเหล่านั้นที่ร้องขอความช่วยเหลือด้วยความถ่อมใจ

สิ่งใดปิดกั้นคุณไว้ไม่ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น มีสิ่งใดที่คุณต้องการในเวลานี้ที่คุณสามารถหยิบยืมได้โดยไม่ต้องซื้อ
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสร้างเราให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตด้วยใจถ่อมและแบ่งปันความมั่งคั่งและความต้องการกับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บรรดาผู้ที่เชื่อถือนั้นก็อยู่พร้อมกัน ณ ที่แห่งเดียว และทรัพย์สิ่งของของเขาเหล่านั้นเขาเอามารวมกันเป็นของกลาง [ กิจการ 2:44 ]

เมื่องานปาร์ตี้ใกล้เข้ามาผมและภรรยาก็เริ่มวางแผน จะมีคนมากมายมาร่วมงาน เราควรจ้างคนทำอาหารหรือไม่ ถ้าเราจะทำอาหารเองเราควรซื้อเต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อการเชื่อคือการมองเห็น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อการเชื่อคือการมองเห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">35d7ee5c-a540-4016-9a67-ba2ee13008a1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0002ebf6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน [ อิสยาห์ 65:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ฉันเห็นเลย!” คาริภรรยาของผมเรียกผมไปที่หน้าต่างและชี้ให้ดูกวางสาวตัวหนึ่งในป่านอกรั้วบ้านของเราที่กำลังกระโดดจากสนามหญ้าฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่รั้วด้านในพวกสุนัขตัวโตของเราก็กำลังวิ่งตามไปข้างๆโดยไม่ได้เห่า พวกมันกระโดดไปมาแบบนั้นอยู่เกือบชั่วโมง เมื่อกวางหยุดและหันหน้ามามองเจ้าสุนัข พวกมันก็หยุดด้วย นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ล่าและเหยื่อเลย ทั้งกวางและสุนัขกำลังเล่นด้วยกัน พวกมันสนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน!</p>
<p>สำหรับคาริและผมแล้ว การวิ่งเล่นตอนเช้าของพวกมันทำให้เราเห็นภาพอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศพระสัญญาของพระเจ้าเรื่องอาณาจักรของพระองค์ว่า “ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่” (อสย.65:17) และท่านกล่าวว่า “สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน สิงห์จะกินฟางเหมือนวัว” (ข้อ 25) ไม่มีผู้ล่า ไม่มีเหยื่อ มีแต่มิตรสหาย</p>
<p>ดูเหมือนถ้อยคำของอิสยาห์จะแสดงให้เราเห็นว่าจะมีบรรดาสัตว์ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า และชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะ “สำหรับคนที่รักพระองค์” (1 คร.2:9) ช่างเป็นสถานที่อันงดงามจริงๆ! เมื่อเราวางใจในพระองค์ด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงเปิดดวงตาของเราสู่ความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก็คือความปลอดภัยและสันติสุขในการทรงสถิตของพระองค์ตลอดไป!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรอคอยสิ่งใดมากที่สุดในอาณาจักรของพระเจ้า คุณจะแบ่งปันความหวังของคุณให้กับใครได้บ้างในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่กำลังจะมาถึง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน [ อิสยาห์ 65:25 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ฉันเห็นเลย!” คาริภรรยาของผมเรียกผมไปที่หน้าต่างและชี้ให้ดูกวางสาวตัวหนึ่งในป่านอกรั้วบ้านของเราที่กำลังกระโดดจากสนามหญ้าฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่รั้วด้านในพวกสุนัขตัวโตของเราก็กำลังวิ่งตามไปข้างๆโดยไม่ได้เห่า พวกมันกระโดดไปมาแบบนั้นอยู่เกือบชั่วโมง เมื่อกวางหยุดและหันหน้ามามองเจ้าสุนัข พวกมันก็หยุดด้วย นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ล่าและเหยื่อเลย ทั้งกวางและสุนัขกำลังเล่นด้วยกัน พวกมันสนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน!</p>
<p>สำหรับคาริและผมแล้ว การวิ่งเล่นตอนเช้าของพวกมันทำให้เราเห็นภาพอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศพระสัญญาของพระเจ้าเรื่องอาณาจักรของพระองค์ว่า “ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่” (อสย.65:17) และท่านกล่าวว่า “สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน สิงห์จะกินฟางเหมือนวัว” (ข้อ 25) ไม่มีผู้ล่า ไม่มีเหยื่อ มีแต่มิตรสหาย</p>
<p>ดูเหมือนถ้อยคำของอิสยาห์จะแสดงให้เราเห็นว่าจะมีบรรดาสัตว์ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า และชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะ “สำหรับคนที่รักพระองค์” (1 คร.2:9) ช่างเป็นสถานที่อันงดงามจริงๆ! เมื่อเราวางใจในพระองค์ด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงเปิดดวงตาของเราสู่ความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก็คือความปลอดภัยและสันติสุขในการทรงสถิตของพระองค์ตลอดไป!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรอคอยสิ่งใดมากที่สุดในอาณาจักรของพระเจ้า คุณจะแบ่งปันความหวังของคุณให้กับใครได้บ้างในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่กำลังจะมาถึง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 31 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0002ebf6/44c10e7c.mp3" length="14066583" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>880</itunes:duration>
      <itunes:summary>สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน [ อิสยาห์ 65:25 ]

“ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ฉันเห็นเลย!” คาริภรรยาของผมเรียกผมไปที่หน้าต่างและชี้ให้ดูกวางสาวตัวหนึ่งในป่านอกรั้วบ้านของเราที่กำลังกระโดดจากสนามหญ้าฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่รั้วด้านในพวกสุนัขตัวโตของเราก็กำลังวิ่งตามไปข้างๆโดยไม่ได้เห่า พวกมันกระโดดไปมาแบบนั้นอยู่เกือบชั่วโมง เมื่อกวางหยุดและหันหน้ามามองเจ้าสุนัข พวกมันก็หยุดด้วย นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ล่าและเหยื่อเลย ทั้งกวางและสุนัขกำลังเล่นด้วยกัน พวกมันสนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน!
สำหรับคาริและผมแล้ว การวิ่งเล่นตอนเช้าของพวกมันทำให้เราเห็นภาพอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศพระสัญญาของพระเจ้าเรื่องอาณาจักรของพระองค์ว่า “ดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่” (อสย.65:17) และท่านกล่าวว่า “สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน สิงห์จะกินฟางเหมือนวัว” (ข้อ 25) ไม่มีผู้ล่า ไม่มีเหยื่อ มีแต่มิตรสหาย
ดูเหมือนถ้อยคำของอิสยาห์จะแสดงให้เราเห็นว่าจะมีบรรดาสัตว์ในอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า และชี้ให้เราเห็นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง โดยเฉพาะ “สำหรับคนที่รักพระองค์” (1 คร.2:9) ช่างเป็นสถานที่อันงดงามจริงๆ! เมื่อเราวางใจในพระองค์ด้วยความเชื่อ พระเจ้าจะทรงเปิดดวงตาของเราสู่ความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง ซึ่งก็คือความปลอดภัยและสันติสุขในการทรงสถิตของพระองค์ตลอดไป!

คุณรอคอยสิ่งใดมากที่สุดในอาณาจักรของพระเจ้า คุณจะแบ่งปันความหวังของคุณให้กับใครได้บ้างในวันนี้
พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่กำลังจะมาถึง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน [ อิสยาห์ 65:25 ]

“ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ฉันเห็นเลย!” คาริภรรยาของผมเรียกผมไปที่หน้าต่างและชี้ให้ดูกวางสาวตัวหนึ่งในป่านอกรั้วบ้านของเราที่กำลังกระโดดจากสนามหญ้าฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่รั้วด้านในพวกสุนัขตัวโตของเร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การห่วงใยอย่างฉลาด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การห่วงใยอย่างฉลาด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4dbfcb8f-e218-49a6-ac43-cff38f7b4fa8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/429b0521</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น [ สุภาษิต 22:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ภาพที่เห็นช่างน่าสะเทือนใจ ฝูงวาฬนำร่องพากันขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดของประเทศสก็อตแลนด์ บรรดาอาสาสมัครพยายามที่จะช่วยชีวิตพวกมัน แต่สุดท้ายพวกมันก็เสียชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าวาฬจำนวนมากขนาดนี้ขึ้นมาเกยตื้นเพราะอะไร แต่อาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์ทางสังคมอันแน่นแฟ้นของพวกมัน เมื่อตัวหนึ่งเกิดปัญหา ตัวอื่นๆที่เหลือจะมาช่วย นี่คือสัญชาตญาณแห่งความห่วงใยที่กลับนำไปสู่อันตราย</p>
<p>พระคัมภีร์เรียกร้องอย่างชัดเจนให้เราช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็ให้เรามีความเฉลียวฉลาดด้วยว่าจะช่วยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราช่วยฟื้นฟูใครคนหนึ่งที่ตกอยู่ในบาป เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ถูกดึงลงไปสู่บาปนั้นเสียเอง (กท.6:1) และในขณะที่เราต้องรักเพื่อนบ้าน เราก็ต้องรักตนเองด้วย (มธ.22:39) สุภาษิต 22:3 กล่าวว่า “คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น” นี่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีเมื่อการช่วยเหลือผู้อื่นกำลังจะทำให้เรามีอันตราย</p>
<p>เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนยากจนอย่างมากสองคนเข้ามาร่วมคริสตจักรของเรา ไม่นานพี่น้องสมาชิกที่ห่วงใยต้องเดือดร้อนจากการช่วยเหลือพวกเขา ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธสามีภรรยาคู่นั้น แต่เป็นการกำหนดขอบเขตเพื่อผู้ที่ช่วยเหลือจะไม่ต้องเดือดร้อน พระเยซูองค์พระผู้ช่วยสูงสุดทรงใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน (มก.4:38) และพระองค์ทรงดูแลไม่ให้ความต้องการของคนอื่นๆมาแทนที่ จนความต้องการของสาวกถูกละเลย (6:31) การห่วงใยอย่างฉลาดคือการทำตามแบบอย่างของพระองค์ การดูแลสุขภาพของเราเองจะทำให้เราสามารถห่วงใยดูแลผู้อื่นได้ในระยะยาว</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองต้องการการพักผ่อนและหลีกหนีจากความวุ่นวาย สิ่งใดที่จะช่วยคุณให้สามารถรับใช้ผู้อื่นได้ในระยะยาว</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติ ผู้อื่นได้อย่างยั่งยืนและไม่ทำให้ตัวของข้าพระองค์เองเดือดร้อน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น [ สุภาษิต 22:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ภาพที่เห็นช่างน่าสะเทือนใจ ฝูงวาฬนำร่องพากันขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดของประเทศสก็อตแลนด์ บรรดาอาสาสมัครพยายามที่จะช่วยชีวิตพวกมัน แต่สุดท้ายพวกมันก็เสียชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าวาฬจำนวนมากขนาดนี้ขึ้นมาเกยตื้นเพราะอะไร แต่อาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์ทางสังคมอันแน่นแฟ้นของพวกมัน เมื่อตัวหนึ่งเกิดปัญหา ตัวอื่นๆที่เหลือจะมาช่วย นี่คือสัญชาตญาณแห่งความห่วงใยที่กลับนำไปสู่อันตราย</p>
<p>พระคัมภีร์เรียกร้องอย่างชัดเจนให้เราช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็ให้เรามีความเฉลียวฉลาดด้วยว่าจะช่วยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราช่วยฟื้นฟูใครคนหนึ่งที่ตกอยู่ในบาป เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ถูกดึงลงไปสู่บาปนั้นเสียเอง (กท.6:1) และในขณะที่เราต้องรักเพื่อนบ้าน เราก็ต้องรักตนเองด้วย (มธ.22:39) สุภาษิต 22:3 กล่าวว่า “คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น” นี่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีเมื่อการช่วยเหลือผู้อื่นกำลังจะทำให้เรามีอันตราย</p>
<p>เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนยากจนอย่างมากสองคนเข้ามาร่วมคริสตจักรของเรา ไม่นานพี่น้องสมาชิกที่ห่วงใยต้องเดือดร้อนจากการช่วยเหลือพวกเขา ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธสามีภรรยาคู่นั้น แต่เป็นการกำหนดขอบเขตเพื่อผู้ที่ช่วยเหลือจะไม่ต้องเดือดร้อน พระเยซูองค์พระผู้ช่วยสูงสุดทรงใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน (มก.4:38) และพระองค์ทรงดูแลไม่ให้ความต้องการของคนอื่นๆมาแทนที่ จนความต้องการของสาวกถูกละเลย (6:31) การห่วงใยอย่างฉลาดคือการทำตามแบบอย่างของพระองค์ การดูแลสุขภาพของเราเองจะทำให้เราสามารถห่วงใยดูแลผู้อื่นได้ในระยะยาว</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองต้องการการพักผ่อนและหลีกหนีจากความวุ่นวาย สิ่งใดที่จะช่วยคุณให้สามารถรับใช้ผู้อื่นได้ในระยะยาว</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติ ผู้อื่นได้อย่างยั่งยืนและไม่ทำให้ตัวของข้าพระองค์เองเดือดร้อน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 30 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/429b0521/5698fd85.mp3" length="11600519" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น [ สุภาษิต 22:3 ]

ภาพที่เห็นช่างน่าสะเทือนใจ ฝูงวาฬนำร่องพากันขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดของประเทศสก็อตแลนด์ บรรดาอาสาสมัครพยายามที่จะช่วยชีวิตพวกมัน แต่สุดท้ายพวกมันก็เสียชีวิต ไม่มีใครรู้ว่าวาฬจำนวนมากขนาดนี้ขึ้นมาเกยตื้นเพราะอะไร แต่อาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์ทางสังคมอันแน่นแฟ้นของพวกมัน เมื่อตัวหนึ่งเกิดปัญหา ตัวอื่นๆที่เหลือจะมาช่วย นี่คือสัญชาตญาณแห่งความห่วงใยที่กลับนำไปสู่อันตราย
พระคัมภีร์เรียกร้องอย่างชัดเจนให้เราช่วยเหลือผู้อื่น แต่ก็ให้เรามีความเฉลียวฉลาดด้วยว่าจะช่วยอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราช่วยฟื้นฟูใครคนหนึ่งที่ตกอยู่ในบาป เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ถูกดึงลงไปสู่บาปนั้นเสียเอง (กท.6:1) และในขณะที่เราต้องรักเพื่อนบ้าน เราก็ต้องรักตนเองด้วย (มธ.22:39) สุภาษิต 22:3 กล่าวว่า “คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น” นี่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีเมื่อการช่วยเหลือผู้อื่นกำลังจะทำให้เรามีอันตราย
เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีคนยากจนอย่างมากสองคนเข้ามาร่วมคริสตจักรของเรา ไม่นานพี่น้องสมาชิกที่ห่วงใยต้องเดือดร้อนจากการช่วยเหลือพวกเขา ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธสามีภรรยาคู่นั้น แต่เป็นการกำหนดขอบเขตเพื่อผู้ที่ช่วยเหลือจะไม่ต้องเดือดร้อน พระเยซูองค์พระผู้ช่วยสูงสุดทรงใช้เวลาสำหรับการพักผ่อน (มก.4:38) และพระองค์ทรงดูแลไม่ให้ความต้องการของคนอื่นๆมาแทนที่ จนความต้องการของสาวกถูกละเลย (6:31) การห่วงใยอย่างฉลาดคือการทำตามแบบอย่างของพระองค์ การดูแลสุขภาพของเราเองจะทำให้เราสามารถห่วงใยดูแลผู้อื่นได้ในระยะยาว

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองต้องการการพักผ่อนและหลีกหนีจากความวุ่นวาย สิ่งใดที่จะช่วยคุณให้สามารถรับใช้ผู้อื่นได้ในระยะยาว
ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดประทานกำลังให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติ ผู้อื่นได้อย่างยั่งยืนและไม่ทำให้ตัวของข้าพระองค์เองเดือดร้อน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คน​หยั่ง​รู้​เห็น​อันตราย​และ​ซ่อน​ตัว​ของ​เขา​เสีย แต่​คน​เขลา​เดิน​เรื่อยไป และ​รับ​อันตราย​นั้น [ สุภาษิต 22:3 ]

ภาพที่เห็นช่างน่าสะเทือนใจ ฝูงวาฬนำร่องพากันขึ้นมาเกยตื้นบนชายหาดของประเทศสก็อตแลนด์ บรรดาอาสาสมัครพยายามที่จะช่วยชีวิตพวกมัน แต่สุดท้ายพว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อะไรอยู่ในมือของเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อะไรอยู่ในมือของเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">be5e5520-3b0e-4e75-a7c6-a7c90b6b1320</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3f1dcfd2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​จึง​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “อะไร​อยู่​ใน​มือ​ของ​เจ้า” ท่าน​ทูล​ว่า “ไม้​เท้า ​พระ​เจ้า​ข้า” [ อพยพ 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ไม่กี่ปีหลังจากที่ฉันได้รับความรอดและถวายชีวิตแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงนำให้ฉันเลิกอาชีพนักข่าวที่ทำอยู่ ขณะที่ฉันวางปากกาลงและเลิกทำงานเขียน ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกให้ฉันเขียนเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ตลอดเวลาหลายปีที่ฉันเดินไปในถิ่นทุรกันดารของชีวิตตัวเองนั้น ฉันได้รับกำลังใจจากเรื่องราวของโมเสสและไม้เท้าของท่านในอพยพบทที่ 4</p>
<p>โมเสสผู้เติบโตในวังของฟาโรห์และมีอนาคตที่สดใส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปใช้ชีวิตเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครรู้จักในตอนที่พระเจ้าทรงเรียกท่าน โมเสสคงคิดว่าท่านไม่มีอะไรจะถวายให้พระเจ้า แต่ท่านได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้ใครและสิ่งใดก็ได้เพื่อพระเกียรติของพระองค์</p>
<p>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “โยน​ลง​ที่​พื้นดิน​เถิด” (อพย.4:2-3) ไม้เท้าธรรมดาของโมเสสกลายเป็นงู เมื่อท่านจับงูไว้พระเจ้าก็ทรงให้กลายเป็นไม้เท้า (ข้อ 3-4) หมายสำคัญนี้ให้ไว้เพื่อที่ชาวอิสราเอลจะ “ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เจ้า​ของ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เขา ​พระ​เจ้า​ของ​อับราฮัม ​พระ​เจ้า​ของ​อิสอัค และ​พระ​เจ้า​ของ​ยาโคบ ทรง​ปรากฏ​แก่​เจ้า​แล้ว” (ข้อ 5) เหมือนเช่นโมเสสที่โยนไม้เท้าของท่านลงแล้วจับมันขึ้นมาใหม่ ฉันก็เลิกอาชีพนักข่าวเพื่อเป็นการเชื่อฟังพระเจ้า ต่อมาพระองค์ทรงนำให้ฉันหยิบปากกาขึ้นอีกครั้ง และบัดนี้ฉันเขียนเพื่อพระองค์</p>
<p>เราไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมายเพื่อพระเจ้าจะทรงใช้ได้ เราสามารถรับใช้พระองค์ด้วยพรสวรรค์ที่พระองค์ประทานแก่เรา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน จงดูว่ามีอะไรอยู่ในมือของคุณ</p>
<p><br><strong>คุณจะใช้ของประทานของคุณเพื่อรับใช้พระเจ้าได้อย่างไร คุณจะใช้ทรัพยากรที่คุณมีเพื่อเป็นพรแก่ใครบางคนในวันนี้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ใช้ชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​จึง​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “อะไร​อยู่​ใน​มือ​ของ​เจ้า” ท่าน​ทูล​ว่า “ไม้​เท้า ​พระ​เจ้า​ข้า” [ อพยพ 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ไม่กี่ปีหลังจากที่ฉันได้รับความรอดและถวายชีวิตแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงนำให้ฉันเลิกอาชีพนักข่าวที่ทำอยู่ ขณะที่ฉันวางปากกาลงและเลิกทำงานเขียน ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกให้ฉันเขียนเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ตลอดเวลาหลายปีที่ฉันเดินไปในถิ่นทุรกันดารของชีวิตตัวเองนั้น ฉันได้รับกำลังใจจากเรื่องราวของโมเสสและไม้เท้าของท่านในอพยพบทที่ 4</p>
<p>โมเสสผู้เติบโตในวังของฟาโรห์และมีอนาคตที่สดใส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปใช้ชีวิตเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครรู้จักในตอนที่พระเจ้าทรงเรียกท่าน โมเสสคงคิดว่าท่านไม่มีอะไรจะถวายให้พระเจ้า แต่ท่านได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้ใครและสิ่งใดก็ได้เพื่อพระเกียรติของพระองค์</p>
<p>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “โยน​ลง​ที่​พื้นดิน​เถิด” (อพย.4:2-3) ไม้เท้าธรรมดาของโมเสสกลายเป็นงู เมื่อท่านจับงูไว้พระเจ้าก็ทรงให้กลายเป็นไม้เท้า (ข้อ 3-4) หมายสำคัญนี้ให้ไว้เพื่อที่ชาวอิสราเอลจะ “ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เจ้า​ของ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เขา ​พระ​เจ้า​ของ​อับราฮัม ​พระ​เจ้า​ของ​อิสอัค และ​พระ​เจ้า​ของ​ยาโคบ ทรง​ปรากฏ​แก่​เจ้า​แล้ว” (ข้อ 5) เหมือนเช่นโมเสสที่โยนไม้เท้าของท่านลงแล้วจับมันขึ้นมาใหม่ ฉันก็เลิกอาชีพนักข่าวเพื่อเป็นการเชื่อฟังพระเจ้า ต่อมาพระองค์ทรงนำให้ฉันหยิบปากกาขึ้นอีกครั้ง และบัดนี้ฉันเขียนเพื่อพระองค์</p>
<p>เราไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมายเพื่อพระเจ้าจะทรงใช้ได้ เราสามารถรับใช้พระองค์ด้วยพรสวรรค์ที่พระองค์ประทานแก่เรา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน จงดูว่ามีอะไรอยู่ในมือของคุณ</p>
<p><br><strong>คุณจะใช้ของประทานของคุณเพื่อรับใช้พระเจ้าได้อย่างไร คุณจะใช้ทรัพยากรที่คุณมีเพื่อเป็นพรแก่ใครบางคนในวันนี้ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ใช้ชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 29 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3f1dcfd2/46831ac8.mp3" length="11520651" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​จึง​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “อะไร​อยู่​ใน​มือ​ของ​เจ้า” ท่าน​ทูล​ว่า “ไม้​เท้า ​พระ​เจ้า​ข้า” [ อพยพ 4:2 ]

ไม่กี่ปีหลังจากที่ฉันได้รับความรอดและถวายชีวิตแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงนำให้ฉันเลิกอาชีพนักข่าวที่ทำอยู่ ขณะที่ฉันวางปากกาลงและเลิกทำงานเขียน ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเรียกให้ฉันเขียนเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ ตลอดเวลาหลายปีที่ฉันเดินไปในถิ่นทุรกันดารของชีวิตตัวเองนั้น ฉันได้รับกำลังใจจากเรื่องราวของโมเสสและไม้เท้าของท่านในอพยพบทที่ 4
โมเสสผู้เติบโตในวังของฟาโรห์และมีอนาคตที่สดใส ได้หนีออกจากอียิปต์ไปใช้ชีวิตเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครรู้จักในตอนที่พระเจ้าทรงเรียกท่าน โมเสสคงคิดว่าท่านไม่มีอะไรจะถวายให้พระเจ้า แต่ท่านได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้ใครและสิ่งใดก็ได้เพื่อพระเกียรติของพระองค์
พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “โยน​ลง​ที่​พื้นดิน​เถิด” (อพย.4:2-3) ไม้เท้าธรรมดาของโมเสสกลายเป็นงู เมื่อท่านจับงูไว้พระเจ้าก็ทรงให้กลายเป็นไม้เท้า (ข้อ 3-4) หมายสำคัญนี้ให้ไว้เพื่อที่ชาวอิสราเอลจะ “ได้​เชื่อ​ว่า ​พระ​เจ้า​ของ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เขา ​พระ​เจ้า​ของ​อับราฮัม ​พระ​เจ้า​ของ​อิสอัค และ​พระ​เจ้า​ของ​ยาโคบ ทรง​ปรากฏ​แก่​เจ้า​แล้ว” (ข้อ 5) เหมือนเช่นโมเสสที่โยนไม้เท้าของท่านลงแล้วจับมันขึ้นมาใหม่ ฉันก็เลิกอาชีพนักข่าวเพื่อเป็นการเชื่อฟังพระเจ้า ต่อมาพระองค์ทรงนำให้ฉันหยิบปากกาขึ้นอีกครั้ง และบัดนี้ฉันเขียนเพื่อพระองค์
เราไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมายเพื่อพระเจ้าจะทรงใช้ได้ เราสามารถรับใช้พระองค์ด้วยพรสวรรค์ที่พระองค์ประทานแก่เรา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหน จงดูว่ามีอะไรอยู่ในมือของคุณ
คุณจะใช้ของประทานของคุณเพื่อรับใช้พระเจ้าได้อย่างไร คุณจะใช้ทรัพยากรที่คุณมีเพื่อเป็นพรแก่ใครบางคนในวันนี้ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ใช้ชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​จึง​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “อะไร​อยู่​ใน​มือ​ของ​เจ้า” ท่าน​ทูล​ว่า “ไม้​เท้า ​พระ​เจ้า​ข้า” [ อพยพ 4:2 ]

ไม่กี่ปีหลังจากที่ฉันได้รับความรอดและถวายชีวิตแด่พระเจ้า ฉันรู้สึกว่าพระองค์ทรงนำให้ฉันเลิกอาชีพนักข่าวที่ทำอยู่ ขณะที่ฉันวางปากกาลงและเลิกทำงา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าแห่งความยุติธรรม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าแห่งความยุติธรรม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e4c00d82-2f6a-499d-9ffe-f8093abde600</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c9e7359a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้ [ อาโมส 5:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ไรอันสูญเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็ง เขาพบว่าตัวเองไม่มีบ้านและไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกสิ้นหวังและต้องหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง หลายปีต่อมา ไรอันได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ให้สามารถปลูก เก็บเกี่ยว และทำอาหารจากสิ่งที่พวกเขาปลูกในสวน องค์กรนี้สร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่าไม่มีใครควรขาดอาหาร และคนที่มีก็ควรดูแลคนที่ไม่มี ความห่วงใยที่ไรอันมีต่อผู้อื่นสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าในเรื่องความยุติธรรมและความเมตตา</p>
<p>พระเจ้าทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งในความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เราเผชิญ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความอยุติธรรมที่เลวร้ายในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะอาโมสมาเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าได้ทรงช่วยเหลือออกจากการถูกกดขี่ในอียิปต์ บัดนี้ได้ขายเพื่อนบ้านไปเป็นทาสเพื่อแลกกับรองเท้าคู่เดียว (อมส.2:6) พวกเขาทรยศต่อผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้ถูกกดขี่ และเหยียบย่ำ “ศีรษะ” ของคนจน (ข้อ 6-7) ขณะแสร้งทำเป็นนมัสการพระเจ้าด้วยเครื่องบูชาและถือวันศักดิ์สิทธิ์ (4:4-5)</p>
<p>อาโมสวิงวอนประชาชนเหล่านั้นว่า “จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ทรง​สถิต​กับ​เจ้า ดังที่​เจ้า​กล่าว​แล้ว​นั้น” (5:14) เราแต่ละคนก็เหมือนกับไรอันที่เคยมีประสบการณ์กับความเจ็บปวดและความอยุติธรรมในชีวิต จนสามารถเข้าใจผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “แสวงหาความดี” และร่วมกับพระเจ้าในการหว่านเมล็ดแห่งความยุติธรรมในทุกรูปแบบ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นความอยุติธรรมใดที่คนอื่นได้รับซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของคุณเอง พระเจ้าจะทรงใช้คุณเพื่อช่วยพวกเขาอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความยุติธรรม ขอบพระคุณที่พระองค์ไม่ทรงเมินเฉยต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในโลกของข้าพระองค์ทั้งหลาย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้ [ อาโมส 5:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ไรอันสูญเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็ง เขาพบว่าตัวเองไม่มีบ้านและไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกสิ้นหวังและต้องหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง หลายปีต่อมา ไรอันได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ให้สามารถปลูก เก็บเกี่ยว และทำอาหารจากสิ่งที่พวกเขาปลูกในสวน องค์กรนี้สร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่าไม่มีใครควรขาดอาหาร และคนที่มีก็ควรดูแลคนที่ไม่มี ความห่วงใยที่ไรอันมีต่อผู้อื่นสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าในเรื่องความยุติธรรมและความเมตตา</p>
<p>พระเจ้าทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งในความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เราเผชิญ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความอยุติธรรมที่เลวร้ายในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะอาโมสมาเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าได้ทรงช่วยเหลือออกจากการถูกกดขี่ในอียิปต์ บัดนี้ได้ขายเพื่อนบ้านไปเป็นทาสเพื่อแลกกับรองเท้าคู่เดียว (อมส.2:6) พวกเขาทรยศต่อผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้ถูกกดขี่ และเหยียบย่ำ “ศีรษะ” ของคนจน (ข้อ 6-7) ขณะแสร้งทำเป็นนมัสการพระเจ้าด้วยเครื่องบูชาและถือวันศักดิ์สิทธิ์ (4:4-5)</p>
<p>อาโมสวิงวอนประชาชนเหล่านั้นว่า “จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ทรง​สถิต​กับ​เจ้า ดังที่​เจ้า​กล่าว​แล้ว​นั้น” (5:14) เราแต่ละคนก็เหมือนกับไรอันที่เคยมีประสบการณ์กับความเจ็บปวดและความอยุติธรรมในชีวิต จนสามารถเข้าใจผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “แสวงหาความดี” และร่วมกับพระเจ้าในการหว่านเมล็ดแห่งความยุติธรรมในทุกรูปแบบ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นความอยุติธรรมใดที่คนอื่นได้รับซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของคุณเอง พระเจ้าจะทรงใช้คุณเพื่อช่วยพวกเขาอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความยุติธรรม ขอบพระคุณที่พระองค์ไม่ทรงเมินเฉยต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในโลกของข้าพระองค์ทั้งหลาย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 28 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c9e7359a/8ca89568.mp3" length="13140753" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>822</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้ [ อาโมส 5:14 ]

เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ไรอันสูญเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็ง เขาพบว่าตัวเองไม่มีบ้านและไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกสิ้นหวังและต้องหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง หลายปีต่อมา ไรอันได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ให้สามารถปลูก เก็บเกี่ยว และทำอาหารจากสิ่งที่พวกเขาปลูกในสวน องค์กรนี้สร้างขึ้นจากความเชื่อที่ว่าไม่มีใครควรขาดอาหาร และคนที่มีก็ควรดูแลคนที่ไม่มี ความห่วงใยที่ไรอันมีต่อผู้อื่นสะท้อนถึงพระทัยของพระเจ้าในเรื่องความยุติธรรมและความเมตตา
พระเจ้าทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งในความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เราเผชิญ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความอยุติธรรมที่เลวร้ายในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงส่งผู้เผยพระวจนะอาโมสมาเปิดโปงความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ประชากรที่พระเจ้าได้ทรงช่วยเหลือออกจากการถูกกดขี่ในอียิปต์ บัดนี้ได้ขายเพื่อนบ้านไปเป็นทาสเพื่อแลกกับรองเท้าคู่เดียว (อมส.2:6) พวกเขาทรยศต่อผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธความยุติธรรมต่อผู้ถูกกดขี่ และเหยียบย่ำ “ศีรษะ” ของคนจน (ข้อ 6-7) ขณะแสร้งทำเป็นนมัสการพระเจ้าด้วยเครื่องบูชาและถือวันศักดิ์สิทธิ์ (4:4-5)
อาโมสวิงวอนประชาชนเหล่านั้นว่า “จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ พระ​เจ้า​จอม​โยธา​จึง​ทรง​สถิต​กับ​เจ้า ดังที่​เจ้า​กล่าว​แล้ว​นั้น” (5:14) เราแต่ละคนก็เหมือนกับไรอันที่เคยมีประสบการณ์กับความเจ็บปวดและความอยุติธรรมในชีวิต จนสามารถเข้าใจผู้อื่นและให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “แสวงหาความดี” และร่วมกับพระเจ้าในการหว่านเมล็ดแห่งความยุติธรรมในทุกรูปแบบ

คุณเห็นความอยุติธรรมใดที่คนอื่นได้รับซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของคุณเอง พระเจ้าจะทรงใช้คุณเพื่อช่วยพวกเขาอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าแห่งความยุติธรรม ขอบพระคุณที่พระองค์ไม่ทรงเมินเฉยต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในโลกของข้าพระองค์ทั้งหลาย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​แสวงหา​ความ​ดี อย่า​แสวงหา​ความ​ชั่ว เพื่อ​เจ้า​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้ [ อาโมส 5:14 ]

เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ไรอันสูญเสียแม่ไปด้วยโรคมะเร็ง เขาพบว่าตัวเองไม่มีบ้านและไม่นานก็ลาออกจากโรงเรียน เขารู้สึกสิ้นหวังและต้องหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง หลายปีต่อมา ไรอันได</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุ้มค่าแก่การรอคอย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คุ้มค่าแก่การรอคอย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">053ee3b4-72a0-48c9-b35a-1f89bc901051</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/38cafbb8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อับราฮัม​มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​เมื่อ​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน​[ ปฐมกาล 21:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ว่าด้วยเรื่องของการหยุดพักระหว่างทางนั้น ฟิล สตริงเกอร์ ต้องรอสิบแปดชั่วโมงเพื่อจะขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง แต่อย่างไรก็ตาม ความอดทนและความมุ่งมั่นของเขาประสบผลสำเร็จ เขาไม่เพียงได้บินไปถึงจุดหมายปลายทางทันเวลาการประชุมธุรกิจสำคัญเท่านั้น แต่เขายังได้เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในเที่ยวบินนั้น! ผู้โดยสารคนอื่นๆล้มเลิกความตั้งใจหรือไม่ก็หาหนทางอื่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสิร์ฟอาหารตามที่เขาต้องการทุกอย่าง สตริงเกอร์กล่าวเสริมว่า “แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องนั่งแถวหน้าสุด ทำไมจะไม่ทำแบบนั้นล่ะในเมื่อผมมีเครื่องบินทั้งลำเป็นของตัวเอง” ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>อับราฮัมเองก็ต้องอดทนกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความล่าช้าที่เนิ่นนาน ย้อนกลับไปตอนที่ท่านยังใช้ชื่อว่าอับราม พระเจ้าตรัสกับท่านว่าพระองค์จะทรงทำให้ท่าน “เป็นชนชาติใหญ่” และ “เจ้า​จะ​ช่วย​ให้​ผู้อื่น​ได้รับ​พร​” (ปฐก.12:2-3) ปัญหาเดียวของชายวัยเจ็ดสิบห้าปี (ข้อ 4) คือ ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่ได้อย่างไรหากไม่มีทายาท และแม้ว่าบางครั้งการรอคอยจะทำให้ท่านและภรรยาคือซารายเกิดความต้องการที่จะพยายาม “ช่วย” พระเจ้าทำตามพระสัญญาของพระองค์ด้วยความคิดผิดๆ (ดู 15:2-3; 16:1-2) แต่เมื่อท่าน “มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​...​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน” (21:5) ความเชื่อศรัทธาของท่านได้รับการยกย่องโดยผู้เขียนฮีบรูในเวลาต่อมา (11:8-12)</p>
<p>การรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก และเราอาจเหมือนกับอับราฮัมที่ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเราอธิษฐานและพักสงบอยู่ในแผนการของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามีความมุ่งมั่น ในพระองค์นั้นการรอคอยคุ้มค่าเสมอ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังรอคอยสิ่งใด คุณจะพักสงบและยืนหยัดในพระกำลังของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยและยืดหยัดในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อับราฮัม​มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​เมื่อ​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน​[ ปฐมกาล 21:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ว่าด้วยเรื่องของการหยุดพักระหว่างทางนั้น ฟิล สตริงเกอร์ ต้องรอสิบแปดชั่วโมงเพื่อจะขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง แต่อย่างไรก็ตาม ความอดทนและความมุ่งมั่นของเขาประสบผลสำเร็จ เขาไม่เพียงได้บินไปถึงจุดหมายปลายทางทันเวลาการประชุมธุรกิจสำคัญเท่านั้น แต่เขายังได้เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในเที่ยวบินนั้น! ผู้โดยสารคนอื่นๆล้มเลิกความตั้งใจหรือไม่ก็หาหนทางอื่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสิร์ฟอาหารตามที่เขาต้องการทุกอย่าง สตริงเกอร์กล่าวเสริมว่า “แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องนั่งแถวหน้าสุด ทำไมจะไม่ทำแบบนั้นล่ะในเมื่อผมมีเครื่องบินทั้งลำเป็นของตัวเอง” ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>อับราฮัมเองก็ต้องอดทนกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความล่าช้าที่เนิ่นนาน ย้อนกลับไปตอนที่ท่านยังใช้ชื่อว่าอับราม พระเจ้าตรัสกับท่านว่าพระองค์จะทรงทำให้ท่าน “เป็นชนชาติใหญ่” และ “เจ้า​จะ​ช่วย​ให้​ผู้อื่น​ได้รับ​พร​” (ปฐก.12:2-3) ปัญหาเดียวของชายวัยเจ็ดสิบห้าปี (ข้อ 4) คือ ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่ได้อย่างไรหากไม่มีทายาท และแม้ว่าบางครั้งการรอคอยจะทำให้ท่านและภรรยาคือซารายเกิดความต้องการที่จะพยายาม “ช่วย” พระเจ้าทำตามพระสัญญาของพระองค์ด้วยความคิดผิดๆ (ดู 15:2-3; 16:1-2) แต่เมื่อท่าน “มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​...​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน” (21:5) ความเชื่อศรัทธาของท่านได้รับการยกย่องโดยผู้เขียนฮีบรูในเวลาต่อมา (11:8-12)</p>
<p>การรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก และเราอาจเหมือนกับอับราฮัมที่ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเราอธิษฐานและพักสงบอยู่ในแผนการของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามีความมุ่งมั่น ในพระองค์นั้นการรอคอยคุ้มค่าเสมอ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังรอคอยสิ่งใด คุณจะพักสงบและยืนหยัดในพระกำลังของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยและยืดหยัดในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 27 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/38cafbb8/feec3053.mp3" length="10482311" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>656</itunes:duration>
      <itunes:summary>อับราฮัม​มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​เมื่อ​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน​[ ปฐมกาล 21:5 ]

ว่าด้วยเรื่องของการหยุดพักระหว่างทางนั้น ฟิล สตริงเกอร์ ต้องรอสิบแปดชั่วโมงเพื่อจะขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง แต่อย่างไรก็ตาม ความอดทนและความมุ่งมั่นของเขาประสบผลสำเร็จ เขาไม่เพียงได้บินไปถึงจุดหมายปลายทางทันเวลาการประชุมธุรกิจสำคัญเท่านั้น แต่เขายังได้เป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวในเที่ยวบินนั้น! ผู้โดยสารคนอื่นๆล้มเลิกความตั้งใจหรือไม่ก็หาหนทางอื่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเสิร์ฟอาหารตามที่เขาต้องการทุกอย่าง สตริงเกอร์กล่าวเสริมว่า “แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องนั่งแถวหน้าสุด ทำไมจะไม่ทำแบบนั้นล่ะในเมื่อผมมีเครื่องบินทั้งลำเป็นของตัวเอง” ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่าแก่การรอคอยเป็นอย่างยิ่ง
อับราฮัมเองก็ต้องอดทนกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความล่าช้าที่เนิ่นนาน ย้อนกลับไปตอนที่ท่านยังใช้ชื่อว่าอับราม พระเจ้าตรัสกับท่านว่าพระองค์จะทรงทำให้ท่าน “เป็นชนชาติใหญ่” และ “เจ้า​จะ​ช่วย​ให้​ผู้อื่น​ได้รับ​พร​” (ปฐก.12:2-3) ปัญหาเดียวของชายวัยเจ็ดสิบห้าปี (ข้อ 4) คือ ท่านจะเป็นชนชาติใหญ่ได้อย่างไรหากไม่มีทายาท และแม้ว่าบางครั้งการรอคอยจะทำให้ท่านและภรรยาคือซารายเกิดความต้องการที่จะพยายาม “ช่วย” พระเจ้าทำตามพระสัญญาของพระองค์ด้วยความคิดผิดๆ (ดู 15:2-3; 16:1-2) แต่เมื่อท่าน “มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​...​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน” (21:5) ความเชื่อศรัทธาของท่านได้รับการยกย่องโดยผู้เขียนฮีบรูในเวลาต่อมา (11:8-12)
การรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก และเราอาจเหมือนกับอับราฮัมที่ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเราอธิษฐานและพักสงบอยู่ในแผนการของพระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามีความมุ่งมั่น ในพระองค์นั้นการรอคอยคุ้มค่าเสมอ

คุณกำลังรอคอยสิ่งใด คุณจะพักสงบและยืนหยัดในพระกำลังของพระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รอคอยและยืดหยัดในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อับราฮัม​มี​อายุ​หนึ่ง​ร้อย​ปี​เมื่อ​อิสอัค​บุตร​ชาย​เกิด​แก่​ท่าน​[ ปฐมกาล 21:5 ]

ว่าด้วยเรื่องของการหยุดพักระหว่างทางนั้น ฟิล สตริงเกอร์ ต้องรอสิบแปดชั่วโมงเพื่อจะขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง แต่อย่างไรก็ตาม ความอดทนและค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดูเหมือนพระเยซูมากยิ่งขึ้น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดูเหมือนพระเยซูมากยิ่งขึ้น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">350bfbae-8301-47f6-a2ba-8504bfd29b33</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3bc638a5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขา​ไม่ใช่​ของ​โลก เหมือน​ดังที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่ใช่​ของ​โลก​[ ยอห์น 17:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พระเจ้าทรงออกแบบให้นกฮูกเทาใหญ่เป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ขนสีเทาเงินของมันมีรูปแบบของกลุ่มสีที่ช่วยให้มันกลมกลืนไปกับเปลือกไม้เวลาเกาะอยู่บนต้นไม้ เวลาที่นกฮูกไม่ต้องการให้ใครเห็น มันจะซ่อนตัวขณะอยู่ในที่โล่งโดยใช้การอำพรางตัวด้วยขนที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม</p>
<p>คนของพระเจ้ามักจะทำตัวเป็นเหมือนนกฮูกสีเทามากจนเกินไป เราสามารถทำตัวให้กลมกลืนกับโลกได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อเหล่าสาวกของพระองค์ คือคนเหล่านั้นที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ “จากมวลมนุษย์โลก” ผู้ “ปฏิบัติตาม” พระวจนะของพระองค์ (ยน.17:6) พระเจ้าพระบุตรทูลขอพระเจ้าพระบิดาให้ทรงปกป้องและเสริมกำลังพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และยังคงชื่นชมยินดีเมื่อพระองค์จากไป (ข้อ 7-13) พระองค์ตรัสว่า “ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้​ขอ​ให้​พระ​องค์​เอา​เขา​ออกไป​จาก​โลก แต่​ขอ​ปกป้อง​เขา​ไว้​ให้​พ้น​จาก​มาร​ร้าย​” (ข้อ 15) พระเยซูทรงทราบว่าสาวกของพระองค์จำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกแยกไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ที่พระองค์ทรงใช้ให้พวกเขามาทำให้สำเร็จ (ข้อ 16-19)</p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถช่วยเราจากการถูกล่อลวงให้กลายเป็นเจ้าแห่งการพรางตัวเพื่อจะกลมกลืนกับโลก เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกวัน เราก็จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เมื่อเราดำเนินชีวิตในความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พระองค์จะทรงนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์โดยพระสิริทั้งสิ้นของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีด้านใดในชีวิตที่คุณจะขอให้พระเจ้าช่วยให้คุณเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นได้ พระเจ้าทรงใช้ผู้ที่ดำเนินชีวิตและรักอย่างพระเยซูเพื่อนำคุณเข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู จนสามารถจะดึงดูดให้ผู้อื่นเข้ามาแสวงหาพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขา​ไม่ใช่​ของ​โลก เหมือน​ดังที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่ใช่​ของ​โลก​[ ยอห์น 17:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พระเจ้าทรงออกแบบให้นกฮูกเทาใหญ่เป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ขนสีเทาเงินของมันมีรูปแบบของกลุ่มสีที่ช่วยให้มันกลมกลืนไปกับเปลือกไม้เวลาเกาะอยู่บนต้นไม้ เวลาที่นกฮูกไม่ต้องการให้ใครเห็น มันจะซ่อนตัวขณะอยู่ในที่โล่งโดยใช้การอำพรางตัวด้วยขนที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม</p>
<p>คนของพระเจ้ามักจะทำตัวเป็นเหมือนนกฮูกสีเทามากจนเกินไป เราสามารถทำตัวให้กลมกลืนกับโลกได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อเหล่าสาวกของพระองค์ คือคนเหล่านั้นที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ “จากมวลมนุษย์โลก” ผู้ “ปฏิบัติตาม” พระวจนะของพระองค์ (ยน.17:6) พระเจ้าพระบุตรทูลขอพระเจ้าพระบิดาให้ทรงปกป้องและเสริมกำลังพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และยังคงชื่นชมยินดีเมื่อพระองค์จากไป (ข้อ 7-13) พระองค์ตรัสว่า “ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้​ขอ​ให้​พระ​องค์​เอา​เขา​ออกไป​จาก​โลก แต่​ขอ​ปกป้อง​เขา​ไว้​ให้​พ้น​จาก​มาร​ร้าย​” (ข้อ 15) พระเยซูทรงทราบว่าสาวกของพระองค์จำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกแยกไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ที่พระองค์ทรงใช้ให้พวกเขามาทำให้สำเร็จ (ข้อ 16-19)</p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถช่วยเราจากการถูกล่อลวงให้กลายเป็นเจ้าแห่งการพรางตัวเพื่อจะกลมกลืนกับโลก เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกวัน เราก็จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เมื่อเราดำเนินชีวิตในความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พระองค์จะทรงนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์โดยพระสิริทั้งสิ้นของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีด้านใดในชีวิตที่คุณจะขอให้พระเจ้าช่วยให้คุณเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นได้ พระเจ้าทรงใช้ผู้ที่ดำเนินชีวิตและรักอย่างพระเยซูเพื่อนำคุณเข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู จนสามารถจะดึงดูดให้ผู้อื่นเข้ามาแสวงหาพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 26 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3bc638a5/e25215e6.mp3" length="11226519" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>702</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขา​ไม่ใช่​ของ​โลก เหมือน​ดังที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่ใช่​ของ​โลก​[ ยอห์น 17:16 ]

พระเจ้าทรงออกแบบให้นกฮูกเทาใหญ่เป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ขนสีเทาเงินของมันมีรูปแบบของกลุ่มสีที่ช่วยให้มันกลมกลืนไปกับเปลือกไม้เวลาเกาะอยู่บนต้นไม้ เวลาที่นกฮูกไม่ต้องการให้ใครเห็น มันจะซ่อนตัวขณะอยู่ในที่โล่งโดยใช้การอำพรางตัวด้วยขนที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
คนของพระเจ้ามักจะทำตัวเป็นเหมือนนกฮูกสีเทามากจนเกินไป เราสามารถทำตัวให้กลมกลืนกับโลกได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อเหล่าสาวกของพระองค์ คือคนเหล่านั้นที่พระบิดาประทานแก่พระองค์ “จากมวลมนุษย์โลก” ผู้ “ปฏิบัติตาม” พระวจนะของพระองค์ (ยน.17:6) พระเจ้าพระบุตรทูลขอพระเจ้าพระบิดาให้ทรงปกป้องและเสริมกำลังพวกเขาในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และยังคงชื่นชมยินดีเมื่อพระองค์จากไป (ข้อ 7-13) พระองค์ตรัสว่า “ข้า​พระ​องค์​ไม่ได้​ขอ​ให้​พระ​องค์​เอา​เขา​ออกไป​จาก​โลก แต่​ขอ​ปกป้อง​เขา​ไว้​ให้​พ้น​จาก​มาร​ร้าย​” (ข้อ 15) พระเยซูทรงทราบว่าสาวกของพระองค์จำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกแยกไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ที่พระองค์ทรงใช้ให้พวกเขามาทำให้สำเร็จ (ข้อ 16-19)
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถช่วยเราจากการถูกล่อลวงให้กลายเป็นเจ้าแห่งการพรางตัวเพื่อจะกลมกลืนกับโลก เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกวัน เราก็จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เมื่อเราดำเนินชีวิตในความรักและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พระองค์จะทรงนำผู้อื่นมาถึงพระคริสต์โดยพระสิริทั้งสิ้นของพระองค์

มีด้านใดในชีวิตที่คุณจะขอให้พระเจ้าช่วยให้คุณเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นได้ พระเจ้าทรงใช้ผู้ที่ดำเนินชีวิตและรักอย่างพระเยซูเพื่อนำคุณเข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้นอย่างไร
ข้าแต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระเยซู จนสามารถจะดึงดูดให้ผู้อื่นเข้ามาแสวงหาพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขา​ไม่ใช่​ของ​โลก เหมือน​ดังที่​ข้า​พระ​องค์​ไม่ใช่​ของ​โลก​[ ยอห์น 17:16 ]

พระเจ้าทรงออกแบบให้นกฮูกเทาใหญ่เป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ขนสีเทาเงินของมันมีรูปแบบของกลุ่มสีที่ช่วยให้มันกลมกลืนไปกับเปลือกไม้เวลาเกาะอยู่บนต้นไม้ เวลาที่นกฮูกไม่ต้องการให้ใครเห็น </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ถิ่นทุรกันดาร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ถิ่นทุรกันดาร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c66a2f54-bf23-49d5-a9f5-a26d97889a51</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/835ad2b4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เยโฮวาห์​...ทรง​ทราบ​ทาง​ที่​เจ้า​ได้​เดิน​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ใหญ่​นี้ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 2:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนเป็นผู้เชื่อใหม่ ฉันคิดว่าประสบการณ์ “บนยอดเขา” คือสถานที่ที่ฉันได้พบพระเยซู แต่ความสำเร็จเหล่านั้นคงอยู่ไม่นานและไม่ได้นำไปสู่การเติบโต นักเขียนชื่อลิน่า อบูจัมรากล่าวว่า ถิ่นทุรกันดารคือที่ที่เราได้พบพระเจ้าและเติบโต ในคู่มือศึกษาพระคัมภีร์เรื่อง ผ่านถิ่นทุรกันดาร (Through the Desert) เธอเขียนไว้ว่า “พระประสงค์ของพระเจ้าคือการใช้ถิ่นทุรกันดารในชีวิตของเราเพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” เธอกล่าวต่อว่า “เราจะพบความประเสริฐของพระเจ้าได้ในท่ามกลางความเจ็บปวด ไม่ใช่เวลาที่เราไม่มีความเจ็บปวด”</p>
<p>สถานการณ์แห่งความโศกเศร้า การสูญเสีย และความเจ็บปวด คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อและใกล้ชิดพระองค์มากขึ้นดังที่ลิน่าได้เรียนรู้ว่า “ถิ่นทุรกันดารไม่ใช่ความผิดพลาดในแผนการของพระเจ้า แต่เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการแห่งการเติบโต [ของเรา]”</p>
<p>พระเจ้าทรงนำบรรดาผู้นำในพันธสัญญาเดิมหลายคนไปในทะเลทราย อับ-ราฮัม อิสอัค และยาโคบต่างก็มีประสบการณ์ในถิ่นทุรกันดาร ในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรงเตรียมจิตใจของโมเสสและเรียกท่านให้นำชนชาติของพระองค์ออกจากการเป็นทาส (อพย.3:1-2, 9-10) และในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรง “ทราบทางที่ [ชนอิสราเอล] ได้เดิน” เป็นเวลาสี่สิบปีด้วยความช่วยเหลือและการทรงนำของพระองค์ (ฉธบ.2:7)</p>
<p>พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโมเสสและคนอิสราเอลในทุกๆย่างก้าวที่พวกเขาเดินผ่านถิ่นทุรกันดาร และพระองค์ทรงอยู่กับคุณและฉันในถิ่นทุรกันดารของเราด้วย ในทะเลทรายนั้นเราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ทรงมาพบเรา และนั่นคือที่ซึ่งเราได้เติบโตขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงมาพบคุณในถิ่นทุรกันดารเมื่อใด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ ในทะเลทรายแห่งชีวิตอันยากลำบาก พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและทรงพระเมตตา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เยโฮวาห์​...ทรง​ทราบ​ทาง​ที่​เจ้า​ได้​เดิน​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ใหญ่​นี้ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 2:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนเป็นผู้เชื่อใหม่ ฉันคิดว่าประสบการณ์ “บนยอดเขา” คือสถานที่ที่ฉันได้พบพระเยซู แต่ความสำเร็จเหล่านั้นคงอยู่ไม่นานและไม่ได้นำไปสู่การเติบโต นักเขียนชื่อลิน่า อบูจัมรากล่าวว่า ถิ่นทุรกันดารคือที่ที่เราได้พบพระเจ้าและเติบโต ในคู่มือศึกษาพระคัมภีร์เรื่อง ผ่านถิ่นทุรกันดาร (Through the Desert) เธอเขียนไว้ว่า “พระประสงค์ของพระเจ้าคือการใช้ถิ่นทุรกันดารในชีวิตของเราเพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” เธอกล่าวต่อว่า “เราจะพบความประเสริฐของพระเจ้าได้ในท่ามกลางความเจ็บปวด ไม่ใช่เวลาที่เราไม่มีความเจ็บปวด”</p>
<p>สถานการณ์แห่งความโศกเศร้า การสูญเสีย และความเจ็บปวด คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อและใกล้ชิดพระองค์มากขึ้นดังที่ลิน่าได้เรียนรู้ว่า “ถิ่นทุรกันดารไม่ใช่ความผิดพลาดในแผนการของพระเจ้า แต่เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการแห่งการเติบโต [ของเรา]”</p>
<p>พระเจ้าทรงนำบรรดาผู้นำในพันธสัญญาเดิมหลายคนไปในทะเลทราย อับ-ราฮัม อิสอัค และยาโคบต่างก็มีประสบการณ์ในถิ่นทุรกันดาร ในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรงเตรียมจิตใจของโมเสสและเรียกท่านให้นำชนชาติของพระองค์ออกจากการเป็นทาส (อพย.3:1-2, 9-10) และในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรง “ทราบทางที่ [ชนอิสราเอล] ได้เดิน” เป็นเวลาสี่สิบปีด้วยความช่วยเหลือและการทรงนำของพระองค์ (ฉธบ.2:7)</p>
<p>พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโมเสสและคนอิสราเอลในทุกๆย่างก้าวที่พวกเขาเดินผ่านถิ่นทุรกันดาร และพระองค์ทรงอยู่กับคุณและฉันในถิ่นทุรกันดารของเราด้วย ในทะเลทรายนั้นเราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ทรงมาพบเรา และนั่นคือที่ซึ่งเราได้เติบโตขึ้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงมาพบคุณในถิ่นทุรกันดารเมื่อใด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ ในทะเลทรายแห่งชีวิตอันยากลำบาก พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและทรงพระเมตตา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 25 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/835ad2b4/f8551d85.mp3" length="11877757" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>743</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เยโฮวาห์​...ทรง​ทราบ​ทาง​ที่​เจ้า​ได้​เดิน​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ใหญ่​นี้ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 2:7 ]

เมื่อตอนเป็นผู้เชื่อใหม่ ฉันคิดว่าประสบการณ์ “บนยอดเขา” คือสถานที่ที่ฉันได้พบพระเยซู แต่ความสำเร็จเหล่านั้นคงอยู่ไม่นานและไม่ได้นำไปสู่การเติบโต นักเขียนชื่อลิน่า อบูจัมรากล่าวว่า ถิ่นทุรกันดารคือที่ที่เราได้พบพระเจ้าและเติบโต ในคู่มือศึกษาพระคัมภีร์เรื่อง ผ่านถิ่นทุรกันดาร (Through the Desert) เธอเขียนไว้ว่า “พระประสงค์ของพระเจ้าคือการใช้ถิ่นทุรกันดารในชีวิตของเราเพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” เธอกล่าวต่อว่า “เราจะพบความประเสริฐของพระเจ้าได้ในท่ามกลางความเจ็บปวด ไม่ใช่เวลาที่เราไม่มีความเจ็บปวด”
สถานการณ์แห่งความโศกเศร้า การสูญเสีย และความเจ็บปวด คือที่ซึ่งพระเจ้าทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อและใกล้ชิดพระองค์มากขึ้นดังที่ลิน่าได้เรียนรู้ว่า “ถิ่นทุรกันดารไม่ใช่ความผิดพลาดในแผนการของพระเจ้า แต่เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการแห่งการเติบโต [ของเรา]”
พระเจ้าทรงนำบรรดาผู้นำในพันธสัญญาเดิมหลายคนไปในทะเลทราย อับ-ราฮัม อิสอัค และยาโคบต่างก็มีประสบการณ์ในถิ่นทุรกันดาร ในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรงเตรียมจิตใจของโมเสสและเรียกท่านให้นำชนชาติของพระองค์ออกจากการเป็นทาส (อพย.3:1-2, 9-10) และในทะเลทรายนั้นเองที่พระเจ้าทรง “ทราบทางที่ [ชนอิสราเอล] ได้เดิน” เป็นเวลาสี่สิบปีด้วยความช่วยเหลือและการทรงนำของพระองค์ (ฉธบ.2:7)
พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโมเสสและคนอิสราเอลในทุกๆย่างก้าวที่พวกเขาเดินผ่านถิ่นทุรกันดาร และพระองค์ทรงอยู่กับคุณและฉันในถิ่นทุรกันดารของเราด้วย ในทะเลทรายนั้นเราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ทรงมาพบเรา และนั่นคือที่ซึ่งเราได้เติบโตขึ้น

พระเจ้าทรงมาพบคุณในถิ่นทุรกันดารเมื่อใด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคืออะไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงอยู่กับข้าพระองค์ ในทะเลทรายแห่งชีวิตอันยากลำบาก พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและทรงพระเมตตา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เยโฮวาห์​...ทรง​ทราบ​ทาง​ที่​เจ้า​ได้​เดิน​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​ใหญ่​นี้ [ เฉลยธรรมบัญญัติ 2:7 ]

เมื่อตอนเป็นผู้เชื่อใหม่ ฉันคิดว่าประสบการณ์ “บนยอดเขา” คือสถานที่ที่ฉันได้พบพระเยซู แต่ความสำเร็จเหล่านั้นคงอยู่ไม่นานและไม่ได้นำไปสู่การเติบโต นักเขียนชื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การแข่งขันด้านอวกาศ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การแข่งขันด้านอวกาศ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7151a57c-8a3e-4558-91f8-70456a8c28ff</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1618f783</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​ร่วมกัน​ทำงาน​เพื่อ​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ไร่​นา​ของ​พระ​เจ้า และ​เป็น​ตึก​ของ​พระ​องค์ [ 1 โครินธ์ 3:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ หลังจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ประกาศแผนที่จะทำเช่นเดียวกัน การแข่งขันด้านอวกาศได้เริ่มต้นขึ้น โซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรก (สปุตนิก) ขึ้นสู่อวกาศ และได้ส่งมนุษย์คนแรกคือ ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ การแข่งขันดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” คือนีล อาร์มสตรองบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ทำให้การแข่งขันยุติลงอย่างไม่เป็นทางการ ต่อมาไม่นานฤดูกาลแห่งความร่วมมือได้เริ่มต้นขึ้นและนำไปสู่การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ</p>
<p>บางครั้งการแข่งขันก็มีข้อดีที่ผลักดันเราให้บรรลุสิ่งต่างๆที่เราอาจไม่เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตามในบางครั้งการแข่งขันก็เป็นอันตราย นี่เป็นปัญหาของคริสตจักรในเมืองโครินธ์เมื่อกลุ่มต่างๆยึดเอาพวกผู้นำคริสตจักรเป็นความหวังของพวกเขา เปาโลพยายามกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อท่านเขียนว่า “คน​ที่​ปลูก​และ​คน​ที่​รด​น้ำ​ไม่​สำคัญ​อะไร แต่​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​โปรด​ให้​เติบโต​นั้น​ต่างหาก​ที่​สำคัญ​” (1คร.3:7) และสรุปไว้ว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงาน” (ข้อ 9)</p>
<p>พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่ใช่คู่แข่ง และไม่ได้มีเฉพาะพวกเรากันเองเท่านั้น แต่ร่วมกับพระเจ้าด้วย โดยการทรงเสริมกำลังและการทรงนำของพระองค์ เราสามารถรับใช้ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซู เพื่อถวายพระเกียรติที่เป็นของพระองค์ไม่ใช่ของตัวเราเอง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันเรื่องใดที่เป็นด้านลบบ้าง พระเยซูทรงช่วยให้คุณรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับสิทธิพิเศษในการรับใช้พระองค์ โปรดสอนข้าพระองค์ถึงคุณค่าของการทำงานเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์และช่วยเหลือผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​ร่วมกัน​ทำงาน​เพื่อ​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ไร่​นา​ของ​พระ​เจ้า และ​เป็น​ตึก​ของ​พระ​องค์ [ 1 โครินธ์ 3:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ หลังจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ประกาศแผนที่จะทำเช่นเดียวกัน การแข่งขันด้านอวกาศได้เริ่มต้นขึ้น โซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรก (สปุตนิก) ขึ้นสู่อวกาศ และได้ส่งมนุษย์คนแรกคือ ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ การแข่งขันดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” คือนีล อาร์มสตรองบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ทำให้การแข่งขันยุติลงอย่างไม่เป็นทางการ ต่อมาไม่นานฤดูกาลแห่งความร่วมมือได้เริ่มต้นขึ้นและนำไปสู่การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ</p>
<p>บางครั้งการแข่งขันก็มีข้อดีที่ผลักดันเราให้บรรลุสิ่งต่างๆที่เราอาจไม่เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตามในบางครั้งการแข่งขันก็เป็นอันตราย นี่เป็นปัญหาของคริสตจักรในเมืองโครินธ์เมื่อกลุ่มต่างๆยึดเอาพวกผู้นำคริสตจักรเป็นความหวังของพวกเขา เปาโลพยายามกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อท่านเขียนว่า “คน​ที่​ปลูก​และ​คน​ที่​รด​น้ำ​ไม่​สำคัญ​อะไร แต่​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​โปรด​ให้​เติบโต​นั้น​ต่างหาก​ที่​สำคัญ​” (1คร.3:7) และสรุปไว้ว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงาน” (ข้อ 9)</p>
<p>พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่ใช่คู่แข่ง และไม่ได้มีเฉพาะพวกเรากันเองเท่านั้น แต่ร่วมกับพระเจ้าด้วย โดยการทรงเสริมกำลังและการทรงนำของพระองค์ เราสามารถรับใช้ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซู เพื่อถวายพระเกียรติที่เป็นของพระองค์ไม่ใช่ของตัวเราเอง</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันเรื่องใดที่เป็นด้านลบบ้าง พระเยซูทรงช่วยให้คุณรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับสิทธิพิเศษในการรับใช้พระองค์ โปรดสอนข้าพระองค์ถึงคุณค่าของการทำงานเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์และช่วยเหลือผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 24 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1618f783/266061de.mp3" length="11428105" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​ร่วมกัน​ทำงาน​เพื่อ​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ไร่​นา​ของ​พระ​เจ้า และ​เป็น​ตึก​ของ​พระ​องค์ [ 1 โครินธ์ 3:9 ]

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ หลังจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ประกาศแผนที่จะทำเช่นเดียวกัน การแข่งขันด้านอวกาศได้เริ่มต้นขึ้น โซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรก (สปุตนิก) ขึ้นสู่อวกาศ และได้ส่งมนุษย์คนแรกคือ ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกหนึ่งรอบ การแข่งขันดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ” คือนีล อาร์มสตรองบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ทำให้การแข่งขันยุติลงอย่างไม่เป็นทางการ ต่อมาไม่นานฤดูกาลแห่งความร่วมมือได้เริ่มต้นขึ้นและนำไปสู่การสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ
บางครั้งการแข่งขันก็มีข้อดีที่ผลักดันเราให้บรรลุสิ่งต่างๆที่เราอาจไม่เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตามในบางครั้งการแข่งขันก็เป็นอันตราย นี่เป็นปัญหาของคริสตจักรในเมืองโครินธ์เมื่อกลุ่มต่างๆยึดเอาพวกผู้นำคริสตจักรเป็นความหวังของพวกเขา เปาโลพยายามกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อท่านเขียนว่า “คน​ที่​ปลูก​และ​คน​ที่​รด​น้ำ​ไม่​สำคัญ​อะไร แต่​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​โปรด​ให้​เติบโต​นั้น​ต่างหาก​ที่​สำคัญ​” (1คร.3:7) และสรุปไว้ว่า “เพราะว่าเราทั้งหลายร่วมกันทำงาน” (ข้อ 9)
พวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่ใช่คู่แข่ง และไม่ได้มีเฉพาะพวกเรากันเองเท่านั้น แต่ร่วมกับพระเจ้าด้วย โดยการทรงเสริมกำลังและการทรงนำของพระองค์ เราสามารถรับใช้ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมงานเพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซู เพื่อถวายพระเกียรติที่เป็นของพระองค์ไม่ใช่ของตัวเราเอง

คุณเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันเรื่องใดที่เป็นด้านลบบ้าง พระเยซูทรงช่วยให้คุณรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับสิทธิพิเศษในการรับใช้พระองค์ โปรดสอนข้าพระองค์ถึงคุณค่าของการทำงานเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์และช่วยเหลือผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะ​ว่า​เรา​ทั้ง​หลาย​ร่วมกัน​ทำงาน​เพื่อ​พระ​เจ้า ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ไร่​นา​ของ​พระ​เจ้า และ​เป็น​ตึก​ของ​พระ​องค์ [ 1 โครินธ์ 3:9 ]

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1955 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ หลังจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ประ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เดินไปในเส้นทางใหม่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เดินไปในเส้นทางใหม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6b25553b-75ad-471b-af9d-58e822e8b20b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bb872a20</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>บัดนี้​ท่าน​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว [ 1 เปโตร 2:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อบรรดานักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดรับใบประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านผลการเรียน แต่รายการยังไม่จบ รางวัลต่อไปเป็นการยกย่องนักเรียนที่ไม่ได้ “เก่งที่สุด” แต่มีการพัฒนามากที่สุด เด็กเหล่านี้พยายามอย่างหนักที่จะดึงเกรดที่ตกให้ดีขึ้น แก้ไขพฤติกรรมก่อกวน หรือตั้งใจเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองของพวกเขาพากันยิ้มแย้มและปรบมือที่เห็นลูกๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาไม่ได้มองข้อบกพร่องในอดีต แต่มองว่าเด็กเหล่านี้กำลังเดินไปในเส้นทางใหม่</p>
<p>เหตุการณ์อันน่าชื่นใจนี้สะท้อนถึงภาพที่พระบิดาในสวรรค์ทอดพระเนตรเห็นเรา คือไม่ใช่เราในวิถีชีวิตเก่า แต่เป็นเราในปัจจุบันที่อยู่ในพระคริสต์ในฐานะลูกของพระองค์ ยอห์นบันทึกไว้ว่า “แต่​ส่วน​บรรดา​ผู้​ที่​ต้อนรับ​พระ​องค์ ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ประทาน​สิทธิ​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​” (ยน.1:12) ช่างเป็นมุมมองที่งดงามจริงๆ! ด้วยเหตุนี้เปาโลจึงเตือนผู้เชื่อใหม่ว่า ครั้งหนึ่ง “ท่าน​ตาย​แล้ว​โดย​การ​ละเมิด และ​การ​บาป​” (อฟ.2:1) แต่แท้จริงแล้ว “​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อให้​ประกอบการ​ดี ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ดำริ​ไว้​ล่วงหน้า​เพื่อให้​เรา​กระทำ” (ข้อ 10)</p>
<p>เปโตรเขียนไว้ดังนี้ว่า เราทั้งหลาย “​เป็น​ชาติ​ที่​พระ​องค์​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว เป็น​พวก​ปุโรหิต​หลวง เป็น​ประชาชาติ​บริสุทธิ์ เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​โดยเฉพาะ เพื่อให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประกาศ​พระ​บารมี​ของ​พระ​องค์ ผู้​ได้​ทรง​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ออกมา​จาก​ความ​มืด เข้า​ไปสู่​ความ​สว่าง​อัน​มหัศจรรย์​ของ​พระ​องค์” และบัดนี้พวกเรา “​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว” (1 ปต.2:9-10) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เส้นทางเก่าของเราไม่มีอิทธิพลเหนือเราอีก ให้เรามองเห็นตนเองอย่างที่พระเจ้าทรงเห็น และเดินไปในเส้นทางใหม่นี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงมองเห็นคุณอย่างไร ในพระองค์คุณควรดำเนินชีวิตอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ในวันใหม่นี้ โปรดดลใจข้าพระองค์ด้วยมุมมองที่พระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>บัดนี้​ท่าน​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว [ 1 เปโตร 2:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อบรรดานักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดรับใบประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านผลการเรียน แต่รายการยังไม่จบ รางวัลต่อไปเป็นการยกย่องนักเรียนที่ไม่ได้ “เก่งที่สุด” แต่มีการพัฒนามากที่สุด เด็กเหล่านี้พยายามอย่างหนักที่จะดึงเกรดที่ตกให้ดีขึ้น แก้ไขพฤติกรรมก่อกวน หรือตั้งใจเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองของพวกเขาพากันยิ้มแย้มและปรบมือที่เห็นลูกๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาไม่ได้มองข้อบกพร่องในอดีต แต่มองว่าเด็กเหล่านี้กำลังเดินไปในเส้นทางใหม่</p>
<p>เหตุการณ์อันน่าชื่นใจนี้สะท้อนถึงภาพที่พระบิดาในสวรรค์ทอดพระเนตรเห็นเรา คือไม่ใช่เราในวิถีชีวิตเก่า แต่เป็นเราในปัจจุบันที่อยู่ในพระคริสต์ในฐานะลูกของพระองค์ ยอห์นบันทึกไว้ว่า “แต่​ส่วน​บรรดา​ผู้​ที่​ต้อนรับ​พระ​องค์ ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ประทาน​สิทธิ​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​” (ยน.1:12) ช่างเป็นมุมมองที่งดงามจริงๆ! ด้วยเหตุนี้เปาโลจึงเตือนผู้เชื่อใหม่ว่า ครั้งหนึ่ง “ท่าน​ตาย​แล้ว​โดย​การ​ละเมิด และ​การ​บาป​” (อฟ.2:1) แต่แท้จริงแล้ว “​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อให้​ประกอบการ​ดี ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ดำริ​ไว้​ล่วงหน้า​เพื่อให้​เรา​กระทำ” (ข้อ 10)</p>
<p>เปโตรเขียนไว้ดังนี้ว่า เราทั้งหลาย “​เป็น​ชาติ​ที่​พระ​องค์​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว เป็น​พวก​ปุโรหิต​หลวง เป็น​ประชาชาติ​บริสุทธิ์ เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​โดยเฉพาะ เพื่อให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประกาศ​พระ​บารมี​ของ​พระ​องค์ ผู้​ได้​ทรง​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ออกมา​จาก​ความ​มืด เข้า​ไปสู่​ความ​สว่าง​อัน​มหัศจรรย์​ของ​พระ​องค์” และบัดนี้พวกเรา “​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว” (1 ปต.2:9-10) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เส้นทางเก่าของเราไม่มีอิทธิพลเหนือเราอีก ให้เรามองเห็นตนเองอย่างที่พระเจ้าทรงเห็น และเดินไปในเส้นทางใหม่นี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้าทรงมองเห็นคุณอย่างไร ในพระองค์คุณควรดำเนินชีวิตอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ในวันใหม่นี้ โปรดดลใจข้าพระองค์ด้วยมุมมองที่พระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 23 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bb872a20/f5993bf5.mp3" length="10820617" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>677</itunes:duration>
      <itunes:summary>บัดนี้​ท่าน​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว [ 1 เปโตร 2:10 ]

เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อบรรดานักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดรับใบประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านผลการเรียน แต่รายการยังไม่จบ รางวัลต่อไปเป็นการยกย่องนักเรียนที่ไม่ได้ “เก่งที่สุด” แต่มีการพัฒนามากที่สุด เด็กเหล่านี้พยายามอย่างหนักที่จะดึงเกรดที่ตกให้ดีขึ้น แก้ไขพฤติกรรมก่อกวน หรือตั้งใจเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองของพวกเขาพากันยิ้มแย้มและปรบมือที่เห็นลูกๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาไม่ได้มองข้อบกพร่องในอดีต แต่มองว่าเด็กเหล่านี้กำลังเดินไปในเส้นทางใหม่
เหตุการณ์อันน่าชื่นใจนี้สะท้อนถึงภาพที่พระบิดาในสวรรค์ทอดพระเนตรเห็นเรา คือไม่ใช่เราในวิถีชีวิตเก่า แต่เป็นเราในปัจจุบันที่อยู่ในพระคริสต์ในฐานะลูกของพระองค์ ยอห์นบันทึกไว้ว่า “แต่​ส่วน​บรรดา​ผู้​ที่​ต้อนรับ​พระ​องค์ ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ประทาน​สิทธิ​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​” (ยน.1:12) ช่างเป็นมุมมองที่งดงามจริงๆ! ด้วยเหตุนี้เปาโลจึงเตือนผู้เชื่อใหม่ว่า ครั้งหนึ่ง “ท่าน​ตาย​แล้ว​โดย​การ​ละเมิด และ​การ​บาป​” (อฟ.2:1) แต่แท้จริงแล้ว “​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อให้​ประกอบการ​ดี ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ดำริ​ไว้​ล่วงหน้า​เพื่อให้​เรา​กระทำ” (ข้อ 10)
เปโตรเขียนไว้ดังนี้ว่า เราทั้งหลาย “​เป็น​ชาติ​ที่​พระ​องค์​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว เป็น​พวก​ปุโรหิต​หลวง เป็น​ประชาชาติ​บริสุทธิ์ เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​โดยเฉพาะ เพื่อให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ประกาศ​พระ​บารมี​ของ​พระ​องค์ ผู้​ได้​ทรง​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ให้​ออกมา​จาก​ความ​มืด เข้า​ไปสู่​ความ​สว่าง​อัน​มหัศจรรย์​ของ​พระ​องค์” และบัดนี้พวกเรา “​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว” (1 ปต.2:9-10) ในสายพระเนตรของพระเจ้า เส้นทางเก่าของเราไม่มีอิทธิพลเหนือเราอีก ให้เรามองเห็นตนเองอย่างที่พระเจ้าทรงเห็น และเดินไปในเส้นทางใหม่นี้

พระเจ้าทรงมองเห็นคุณอย่างไร ในพระองค์คุณควรดำเนินชีวิตอย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ในวันใหม่นี้ โปรดดลใจข้าพระองค์ด้วยมุมมองที่พระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บัดนี้​ท่าน​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​เจ้า​แล้ว [ 1 เปโตร 2:10 ]

เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อบรรดานักเรียนที่มีคะแนนสูงสุดรับใบประกาศนียบัตรความเป็นเลิศด้านผลการเรียน แต่รายการยังไม่จบ รางวัลต่อไปเป็นการยกย่องนักเรียนที่ไม่ได้ “เก่งที่สุด” แต่มีการพัฒนามากที่สุด เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จิตใจที่สำนึกผิด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จิตใจที่สำนึกผิด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">542be2df-f630-4c59-83d3-ae064b3890c0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/48b1f44f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า อิสราเอล​เอ๋ย ถ้า​เจ้า​จะ​กลับมา เจ้า​ก็​ควร​จะ​กลับมา​หา​เรา​แล้ว [ เยเรมีย์ 4:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนคนหนึ่งได้ละเมิดคำปฏิญาณแห่งการแต่งงานของเขา ผมเจ็บปวดที่เห็นเขาทำลายครอบครัวของตัวเอง ขณะที่ขอคืนดีกับภรรยาเขาขอคำแนะนำจากผม ผมบอกว่าเขาต้องทำมากกว่าแค่คำพูด เขาจำเป็นต้องแสดงความรักต่อภรรยาอย่างจริงจัง และขจัดนิสัยบาปออกไป</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่ผู้ที่ละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้าและไปติดตามพระอื่น การกลับมาหาพระองค์เพียงเท่านั้นไม่พอ (ยรม.4:1)แม้นั่นจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องก็ตาม พวกเขายังต้องปรับการกระทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาพูดด้วย คือการกำจัด “สิ่ง​ที่​น่า​สะอิดสะเอียน” (ข้อ 1) เยเรมีย์กล่าวว่า ถ้าพวกเขามุ่งมั่นที่จะทำ “อย่าง​สัจ​จริง​ อย่าง​ยุติธรรม และ​อย่าง​เที่ยงตรง” พระเจ้าก็จะทรงอวยพรบรรดาประชาชาติ (ข้อ 2) ปัญหาคือพวกเขาเพียงแค่ให้คำสัญญาที่ว่างเปล่า หัวใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ในนั้น</p>
<p>พระเจ้าไม่ต้องการแค่เพียงคำพูด พระองค์ทรงต้องการหัวใจของเรา ดังที่พระเยซูตรัสว่า “ด้วย​ว่า​ปาก​นั้น พูด​จาก​สิ่ง​ที่มา​จาก​ใจ” (มธ.12:34) นั่นเป็นเหตุผลที่เยเรมีย์หนุนใจผู้ที่ยอมรับฟังว่า ให้พวกเขา​ทุบ​ดินแห่งจิตใจของตนที่​ไถ​ไว้​แล้ว​นั้น และ​อย่า​หว่าน​ลง​กลาง​พงหนาม (ยรม.4:3)</p>
<p>น่าเศร้าที่เพื่อนของผมไม่ฟังคำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตแต่งงานของเขาต้องจบลงเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เมื่อเราทำบาป เราต้องสารภาพบาปและหันหลังกลับ พระเจ้าไม่ต้องการคำสัญญาที่ว่างเปล่า พระองค์ทรงปรารถนาชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชีวิตในด้านใดของคุณที่คำพูดและการกระทำไม่สอดคล้องกันบ้าง คุณต้องเปลี่ยนนิสัยอะไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เมื่อการกระทำของข้าพระองค์ไม่ตรงตามความเชื่อที่ข้าพระองค์ได้ปฏิญาณไว้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า อิสราเอล​เอ๋ย ถ้า​เจ้า​จะ​กลับมา เจ้า​ก็​ควร​จะ​กลับมา​หา​เรา​แล้ว [ เยเรมีย์ 4:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนคนหนึ่งได้ละเมิดคำปฏิญาณแห่งการแต่งงานของเขา ผมเจ็บปวดที่เห็นเขาทำลายครอบครัวของตัวเอง ขณะที่ขอคืนดีกับภรรยาเขาขอคำแนะนำจากผม ผมบอกว่าเขาต้องทำมากกว่าแค่คำพูด เขาจำเป็นต้องแสดงความรักต่อภรรยาอย่างจริงจัง และขจัดนิสัยบาปออกไป</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่ผู้ที่ละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้าและไปติดตามพระอื่น การกลับมาหาพระองค์เพียงเท่านั้นไม่พอ (ยรม.4:1)แม้นั่นจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องก็ตาม พวกเขายังต้องปรับการกระทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาพูดด้วย คือการกำจัด “สิ่ง​ที่​น่า​สะอิดสะเอียน” (ข้อ 1) เยเรมีย์กล่าวว่า ถ้าพวกเขามุ่งมั่นที่จะทำ “อย่าง​สัจ​จริง​ อย่าง​ยุติธรรม และ​อย่าง​เที่ยงตรง” พระเจ้าก็จะทรงอวยพรบรรดาประชาชาติ (ข้อ 2) ปัญหาคือพวกเขาเพียงแค่ให้คำสัญญาที่ว่างเปล่า หัวใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ในนั้น</p>
<p>พระเจ้าไม่ต้องการแค่เพียงคำพูด พระองค์ทรงต้องการหัวใจของเรา ดังที่พระเยซูตรัสว่า “ด้วย​ว่า​ปาก​นั้น พูด​จาก​สิ่ง​ที่มา​จาก​ใจ” (มธ.12:34) นั่นเป็นเหตุผลที่เยเรมีย์หนุนใจผู้ที่ยอมรับฟังว่า ให้พวกเขา​ทุบ​ดินแห่งจิตใจของตนที่​ไถ​ไว้​แล้ว​นั้น และ​อย่า​หว่าน​ลง​กลาง​พงหนาม (ยรม.4:3)</p>
<p>น่าเศร้าที่เพื่อนของผมไม่ฟังคำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตแต่งงานของเขาต้องจบลงเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เมื่อเราทำบาป เราต้องสารภาพบาปและหันหลังกลับ พระเจ้าไม่ต้องการคำสัญญาที่ว่างเปล่า พระองค์ทรงปรารถนาชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชีวิตในด้านใดของคุณที่คำพูดและการกระทำไม่สอดคล้องกันบ้าง คุณต้องเปลี่ยนนิสัยอะไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เมื่อการกระทำของข้าพระองค์ไม่ตรงตามความเชื่อที่ข้าพระองค์ได้ปฏิญาณไว้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 22 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/48b1f44f/aa00fb70.mp3" length="10375939" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>649</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า อิสราเอล​เอ๋ย ถ้า​เจ้า​จะ​กลับมา เจ้า​ก็​ควร​จะ​กลับมา​หา​เรา​แล้ว [ เยเรมีย์ 4:1 ]

เพื่อนคนหนึ่งได้ละเมิดคำปฏิญาณแห่งการแต่งงานของเขา ผมเจ็บปวดที่เห็นเขาทำลายครอบครัวของตัวเอง ขณะที่ขอคืนดีกับภรรยาเขาขอคำแนะนำจากผม ผมบอกว่าเขาต้องทำมากกว่าแค่คำพูด เขาจำเป็นต้องแสดงความรักต่อภรรยาอย่างจริงจัง และขจัดนิสัยบาปออกไป
ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่ผู้ที่ละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้าและไปติดตามพระอื่น การกลับมาหาพระองค์เพียงเท่านั้นไม่พอ (ยรม.4:1)แม้นั่นจะเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้องก็ตาม พวกเขายังต้องปรับการกระทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาพูดด้วย คือการกำจัด “สิ่ง​ที่​น่า​สะอิดสะเอียน” (ข้อ 1) เยเรมีย์กล่าวว่า ถ้าพวกเขามุ่งมั่นที่จะทำ “อย่าง​สัจ​จริง​ อย่าง​ยุติธรรม และ​อย่าง​เที่ยงตรง” พระเจ้าก็จะทรงอวยพรบรรดาประชาชาติ (ข้อ 2) ปัญหาคือพวกเขาเพียงแค่ให้คำสัญญาที่ว่างเปล่า หัวใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ในนั้น
พระเจ้าไม่ต้องการแค่เพียงคำพูด พระองค์ทรงต้องการหัวใจของเรา ดังที่พระเยซูตรัสว่า “ด้วย​ว่า​ปาก​นั้น พูด​จาก​สิ่ง​ที่มา​จาก​ใจ” (มธ.12:34) นั่นเป็นเหตุผลที่เยเรมีย์หนุนใจผู้ที่ยอมรับฟังว่า ให้พวกเขา​ทุบ​ดินแห่งจิตใจของตนที่​ไถ​ไว้​แล้ว​นั้น และ​อย่า​หว่าน​ลง​กลาง​พงหนาม (ยรม.4:3)
น่าเศร้าที่เพื่อนของผมไม่ฟังคำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ ซึ่งส่งผลให้ชีวิตแต่งงานของเขาต้องจบลงเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน เมื่อเราทำบาป เราต้องสารภาพบาปและหันหลังกลับ พระเจ้าไม่ต้องการคำสัญญาที่ว่างเปล่า พระองค์ทรงปรารถนาชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์อย่างแท้จริง

ชีวิตในด้านใดของคุณที่คำพูดและการกระทำไม่สอดคล้องกันบ้าง คุณต้องเปลี่ยนนิสัยอะไรบ้าง
ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เมื่อการกระทำของข้าพระองค์ไม่ตรงตามความเชื่อที่ข้าพระองค์ได้ปฏิญาณไว้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า อิสราเอล​เอ๋ย ถ้า​เจ้า​จะ​กลับมา เจ้า​ก็​ควร​จะ​กลับมา​หา​เรา​แล้ว [ เยเรมีย์ 4:1 ]

เพื่อนคนหนึ่งได้ละเมิดคำปฏิญาณแห่งการแต่งงานของเขา ผมเจ็บปวดที่เห็นเขาทำลายครอบครัวของตัวเอง ขณะที่ขอคืนดีกับภรรยาเขาขอคำแนะนำจากผม ผมบอกว่าเขาต้องทำมาก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วางไว้ในกล่องของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วางไว้ในกล่องของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9b633936-e3dc-4c78-b9c1-d7c0cf3301b1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8a3ede21</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​มอบ​ภาระ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ค้ำ​จุน​ท่าน [ สดุดี 55:22 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม่คนหนึ่งอธิษฐานเป็นเวลาหลายปีในขณะที่ช่วยลูกสาวที่โตแล้วหาหนทางในการรับรักษาพยาบาล รับคำปรึกษาจากแพทย์และยาที่ดีที่สุด ในแต่ละวัน แม่ผู้นี้แบกรับภาระอันเกิดจากอารมณ์สุดขั้วทั้งในทางดีและแย่ของลูกสาว เธอมักจะเหนื่อยล้าจากความโศกเศร้าและตระหนักว่าเธอต้องดูแลตัวเองด้วย เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เธอเขียนความกังวลและสิ่งต่างๆที่เธอไม่สามารถควบคุมได้ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆแล้ววางไว้ใน “กล่องของพระเจ้า” ที่ข้างเตียงนอน การปฏิบัติง่ายๆนี้ไม่ได้ขจัดความเครียดทั้งหมดไป แต่การมองเห็นกล่องใบนั้นเตือนใจเธอว่าความกังวลเหล่านั้นอยู่ในการดูแลของพระเจ้า ไม่ใช่ของเธอ</p>
<p>ในแง่หนึ่ง เพลงสดุดีของดาวิดหลายบทก็เป็นการที่ท่านเขียนถึงปัญหาต่างๆ ที่มีและมอบไว้ในการดูแลของพระเจ้า (สดด.55:1, 16-17) หากความพยายามก่อการกบฏของอับซาโลมโอรสของดาวิดเป็นไปตามที่บรรยายไว้ นั่นก็เท่ากับว่าอาหิโธเฟล “เพื่อนสนิท” ของดาวิดได้ทรยศต่อท่านและมีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการสังหารท่านจริง (2 ซมอ.15-16) ดังนั้น “ทั้ง​เวลา​เช้า เวลา​เย็น และ​เวลา​เที่ยง ข้าพเจ้า​ร้อง​ทุกข์​และ​คร่ำ​ครวญ” และพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2, 16-17) ท่านเลือกที่จะ “มอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า” และอยู่ในการทรงดูแลของพระองค์ (ข้อ 22)</p>
<p>เราสามารถยอมรับได้อย่างตรงไปตรงมาว่าความกังวลและความกลัวส่งผลต่อเราทุกคน เราอาจมีความคิดแบบเดียวกับดาวิดว่า “โอ ข้า​อยาก​มี​ปีก​อย่าง​นกพิราบ จะ​ได้​บิน​หนี​ไป​และ​อยู่​สงบ” (ข้อ 6) พระเจ้าทรงอยู่ใกล้และทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จงวางทุกอย่างลงในกล่องของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความกังวลของคุณอยู่บนจานของพระเจ้าหรือของคุณเอง คุณจะมอบอะไรไว้กับพระองค์ในตอนนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะมีความกังวลในจิตใจ ข้าพระองค์ขอมอบทั้งหมดนั้นไว้กับพระองค์อีกครั้ง เพื่อที่ความกังวลนั้นจะอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​มอบ​ภาระ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ค้ำ​จุน​ท่าน [ สดุดี 55:22 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม่คนหนึ่งอธิษฐานเป็นเวลาหลายปีในขณะที่ช่วยลูกสาวที่โตแล้วหาหนทางในการรับรักษาพยาบาล รับคำปรึกษาจากแพทย์และยาที่ดีที่สุด ในแต่ละวัน แม่ผู้นี้แบกรับภาระอันเกิดจากอารมณ์สุดขั้วทั้งในทางดีและแย่ของลูกสาว เธอมักจะเหนื่อยล้าจากความโศกเศร้าและตระหนักว่าเธอต้องดูแลตัวเองด้วย เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เธอเขียนความกังวลและสิ่งต่างๆที่เธอไม่สามารถควบคุมได้ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆแล้ววางไว้ใน “กล่องของพระเจ้า” ที่ข้างเตียงนอน การปฏิบัติง่ายๆนี้ไม่ได้ขจัดความเครียดทั้งหมดไป แต่การมองเห็นกล่องใบนั้นเตือนใจเธอว่าความกังวลเหล่านั้นอยู่ในการดูแลของพระเจ้า ไม่ใช่ของเธอ</p>
<p>ในแง่หนึ่ง เพลงสดุดีของดาวิดหลายบทก็เป็นการที่ท่านเขียนถึงปัญหาต่างๆ ที่มีและมอบไว้ในการดูแลของพระเจ้า (สดด.55:1, 16-17) หากความพยายามก่อการกบฏของอับซาโลมโอรสของดาวิดเป็นไปตามที่บรรยายไว้ นั่นก็เท่ากับว่าอาหิโธเฟล “เพื่อนสนิท” ของดาวิดได้ทรยศต่อท่านและมีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการสังหารท่านจริง (2 ซมอ.15-16) ดังนั้น “ทั้ง​เวลา​เช้า เวลา​เย็น และ​เวลา​เที่ยง ข้าพเจ้า​ร้อง​ทุกข์​และ​คร่ำ​ครวญ” และพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2, 16-17) ท่านเลือกที่จะ “มอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า” และอยู่ในการทรงดูแลของพระองค์ (ข้อ 22)</p>
<p>เราสามารถยอมรับได้อย่างตรงไปตรงมาว่าความกังวลและความกลัวส่งผลต่อเราทุกคน เราอาจมีความคิดแบบเดียวกับดาวิดว่า “โอ ข้า​อยาก​มี​ปีก​อย่าง​นกพิราบ จะ​ได้​บิน​หนี​ไป​และ​อยู่​สงบ” (ข้อ 6) พระเจ้าทรงอยู่ใกล้และทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จงวางทุกอย่างลงในกล่องของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความกังวลของคุณอยู่บนจานของพระเจ้าหรือของคุณเอง คุณจะมอบอะไรไว้กับพระองค์ในตอนนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะมีความกังวลในจิตใจ ข้าพระองค์ขอมอบทั้งหมดนั้นไว้กับพระองค์อีกครั้ง เพื่อที่ความกังวลนั้นจะอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 21 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8a3ede21/7adb792e.mp3" length="12058257" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>754</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​มอบ​ภาระ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ค้ำ​จุน​ท่าน [ สดุดี 55:22 ]

แม่คนหนึ่งอธิษฐานเป็นเวลาหลายปีในขณะที่ช่วยลูกสาวที่โตแล้วหาหนทางในการรับรักษาพยาบาล รับคำปรึกษาจากแพทย์และยาที่ดีที่สุด ในแต่ละวัน แม่ผู้นี้แบกรับภาระอันเกิดจากอารมณ์สุดขั้วทั้งในทางดีและแย่ของลูกสาว เธอมักจะเหนื่อยล้าจากความโศกเศร้าและตระหนักว่าเธอต้องดูแลตัวเองด้วย เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้เธอเขียนความกังวลและสิ่งต่างๆที่เธอไม่สามารถควบคุมได้ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆแล้ววางไว้ใน “กล่องของพระเจ้า” ที่ข้างเตียงนอน การปฏิบัติง่ายๆนี้ไม่ได้ขจัดความเครียดทั้งหมดไป แต่การมองเห็นกล่องใบนั้นเตือนใจเธอว่าความกังวลเหล่านั้นอยู่ในการดูแลของพระเจ้า ไม่ใช่ของเธอ
ในแง่หนึ่ง เพลงสดุดีของดาวิดหลายบทก็เป็นการที่ท่านเขียนถึงปัญหาต่างๆ ที่มีและมอบไว้ในการดูแลของพระเจ้า (สดด.55:1, 16-17) หากความพยายามก่อการกบฏของอับซาโลมโอรสของดาวิดเป็นไปตามที่บรรยายไว้ นั่นก็เท่ากับว่าอาหิโธเฟล “เพื่อนสนิท” ของดาวิดได้ทรยศต่อท่านและมีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการสังหารท่านจริง (2 ซมอ.15-16) ดังนั้น “ทั้ง​เวลา​เช้า เวลา​เย็น และ​เวลา​เที่ยง ข้าพเจ้า​ร้อง​ทุกข์​และ​คร่ำ​ครวญ” และพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน (สดด.55:1-2, 16-17) ท่านเลือกที่จะ “มอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า” และอยู่ในการทรงดูแลของพระองค์ (ข้อ 22)
เราสามารถยอมรับได้อย่างตรงไปตรงมาว่าความกังวลและความกลัวส่งผลต่อเราทุกคน เราอาจมีความคิดแบบเดียวกับดาวิดว่า “โอ ข้า​อยาก​มี​ปีก​อย่าง​นกพิราบ จะ​ได้​บิน​หนี​ไป​และ​อยู่​สงบ” (ข้อ 6) พระเจ้าทรงอยู่ใกล้และทรงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ จงวางทุกอย่างลงในกล่องของพระองค์

ความกังวลของคุณอยู่บนจานของพระเจ้าหรือของคุณเอง คุณจะมอบอะไรไว้กับพระองค์ในตอนนี้
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มักจะมีความกังวลในจิตใจ ข้าพระองค์ขอมอบทั้งหมดนั้นไว้กับพระองค์อีกครั้ง เพื่อที่ความกังวลนั้นจะอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​มอบ​ภาระ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ค้ำ​จุน​ท่าน [ สดุดี 55:22 ]

แม่คนหนึ่งอธิษฐานเป็นเวลาหลายปีในขณะที่ช่วยลูกสาวที่โตแล้วหาหนทางในการรับรักษาพยาบาล รับคำปรึกษาจากแพทย์และยาที่ดีที่สุด ในแต่ละวัน แม่ผู้นี้แบกรับภาระอันเกิดจากอารมณ์</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชีวิตในคำสี่คำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชีวิตในคำสี่คำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">38116d37-490f-4d64-b704-7116cd67da15</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a3504e96</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พร้อม​ใจ​กัน​สรรเสริญ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​[ โรม 15:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักวิชาการและนักเขียนเจมส์ อินเนล แพ็คเกอร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เจ. ไอ. แพ็คเกอร์ เสียชีวิตลงในปี 2020 ก่อนวันเกิดปีที่เก้าสิบสี่ของเขาเพียงห้าวัน หนังสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาคือ รู้จักพระเจ้า (Knowing God) ขายได้มากกว่า 1.5 ล้านเล่มนับตั้งแต่ตีพิมพ์ แพ็คเกอร์ให้ความสำคัญกับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์และการสร้างสาวก และกระตุ้นเตือนให้ผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกแห่งหนดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูอย่างจริงจัง ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาเคยถูกถามถึงคำสั่งเสียสุดท้ายสำหรับคริสตจักร แพ็คเกอร์กล่าวประโยคที่มีคำเพียงสี่คำว่า “สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง”</p>
<p>ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนถึงชีวิตของอัครทูตเปาโล หลังการกลับใจใหม่อย่างอัศจรรย์ ท่านก็ตั้งใจทำพันธกิจที่อยู่ตรงหน้าท่านอย่างสัตย์ซื่อและวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้อยคำของเปาโลที่พบในหนังสือโรมเป็นถ้อยคำที่อัดแน่นไปด้วยหลักศาสนศาสตร์มากที่สุดในพันธสัญญาใหม่ และแพ็คเกอร์ได้สรุปอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่อัครทูตเขียนไว้ว่า “สรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (15:6 )</p>
<p>ชีวิตของเปาโลเป็นตัวอย่างสำหรับเรา เราสามารถยกย่อง (ถวายเกียรติ) พระเจ้าได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการดำเนินชีวิตตามที่ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา และฝากผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ การเดินทางเผยแผ่ศาสนา การสอนในชั้นประถม หรือการดูแลพ่อแม่สูงอายุ เป้าหมายยังคงเดิมคือการ สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง! เมื่อเราอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่อุทิศตัวในการเชื่อฟัง และมีชีวิตในแต่ละวันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเยซูในทุกสิ่งที่เราพูดและทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>ผลลัพธ์ในเรื่องใดที่คุณคิดว่ายากที่จะฝากไว้กับพระเจ้า ในวันนี้มีหนทางใดที่คุณจะวางใจในแผนการของพระเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระคริสต์ได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พร้อม​ใจ​กัน​สรรเสริญ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​[ โรม 15:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักวิชาการและนักเขียนเจมส์ อินเนล แพ็คเกอร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เจ. ไอ. แพ็คเกอร์ เสียชีวิตลงในปี 2020 ก่อนวันเกิดปีที่เก้าสิบสี่ของเขาเพียงห้าวัน หนังสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาคือ รู้จักพระเจ้า (Knowing God) ขายได้มากกว่า 1.5 ล้านเล่มนับตั้งแต่ตีพิมพ์ แพ็คเกอร์ให้ความสำคัญกับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์และการสร้างสาวก และกระตุ้นเตือนให้ผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกแห่งหนดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูอย่างจริงจัง ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาเคยถูกถามถึงคำสั่งเสียสุดท้ายสำหรับคริสตจักร แพ็คเกอร์กล่าวประโยคที่มีคำเพียงสี่คำว่า “สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง”</p>
<p>ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนถึงชีวิตของอัครทูตเปาโล หลังการกลับใจใหม่อย่างอัศจรรย์ ท่านก็ตั้งใจทำพันธกิจที่อยู่ตรงหน้าท่านอย่างสัตย์ซื่อและวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้อยคำของเปาโลที่พบในหนังสือโรมเป็นถ้อยคำที่อัดแน่นไปด้วยหลักศาสนศาสตร์มากที่สุดในพันธสัญญาใหม่ และแพ็คเกอร์ได้สรุปอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่อัครทูตเขียนไว้ว่า “สรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (15:6 )</p>
<p>ชีวิตของเปาโลเป็นตัวอย่างสำหรับเรา เราสามารถยกย่อง (ถวายเกียรติ) พระเจ้าได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการดำเนินชีวิตตามที่ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา และฝากผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ การเดินทางเผยแผ่ศาสนา การสอนในชั้นประถม หรือการดูแลพ่อแม่สูงอายุ เป้าหมายยังคงเดิมคือการ สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง! เมื่อเราอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่อุทิศตัวในการเชื่อฟัง และมีชีวิตในแต่ละวันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเยซูในทุกสิ่งที่เราพูดและทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>ผลลัพธ์ในเรื่องใดที่คุณคิดว่ายากที่จะฝากไว้กับพระเจ้า ในวันนี้มีหนทางใดที่คุณจะวางใจในแผนการของพระเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระคริสต์ได้บ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 20 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a3504e96/8114ad6c.mp3" length="11631231" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>727</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พร้อม​ใจ​กัน​สรรเสริญ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​[ โรม 15:6 ]

นักวิชาการและนักเขียนเจมส์ อินเนล แพ็คเกอร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เจ. ไอ. แพ็คเกอร์ เสียชีวิตลงในปี 2020 ก่อนวันเกิดปีที่เก้าสิบสี่ของเขาเพียงห้าวัน หนังสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขาคือ รู้จักพระเจ้า (Knowing God) ขายได้มากกว่า 1.5 ล้านเล่มนับตั้งแต่ตีพิมพ์ แพ็คเกอร์ให้ความสำคัญกับสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์และการสร้างสาวก และกระตุ้นเตือนให้ผู้เชื่อในพระคริสต์ทุกแห่งหนดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูอย่างจริงจัง ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาเคยถูกถามถึงคำสั่งเสียสุดท้ายสำหรับคริสตจักร แพ็คเกอร์กล่าวประโยคที่มีคำเพียงสี่คำว่า “สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง”
ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนถึงชีวิตของอัครทูตเปาโล หลังการกลับใจใหม่อย่างอัศจรรย์ ท่านก็ตั้งใจทำพันธกิจที่อยู่ตรงหน้าท่านอย่างสัตย์ซื่อและวางใจพระเจ้าในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้อยคำของเปาโลที่พบในหนังสือโรมเป็นถ้อยคำที่อัดแน่นไปด้วยหลักศาสนศาสตร์มากที่สุดในพันธสัญญาใหม่ และแพ็คเกอร์ได้สรุปอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่อัครทูตเขียนไว้ว่า “สรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (15:6 )
ชีวิตของเปาโลเป็นตัวอย่างสำหรับเรา เราสามารถยกย่อง (ถวายเกียรติ) พระเจ้าได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการดำเนินชีวิตตามที่ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา และฝากผลลัพธ์ไว้ในพระหัตถ์ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ การเดินทางเผยแผ่ศาสนา การสอนในชั้นประถม หรือการดูแลพ่อแม่สูงอายุ เป้าหมายยังคงเดิมคือการ สรรเสริญพระคริสต์ทุกทาง! เมื่อเราอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่อุทิศตัวในการเชื่อฟัง และมีชีวิตในแต่ละวันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเยซูในทุกสิ่งที่เราพูดและทำ

ผลลัพธ์ในเรื่องใดที่คุณคิดว่ายากที่จะฝากไว้กับพระเจ้า ในวันนี้มีหนทางใดที่คุณจะวางใจในแผนการของพระเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระคริสต์ได้บ้าง
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พร้อม​ใจ​กัน​สรรเสริญ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​[ โรม 15:6 ]

นักวิชาการและนักเขียนเจมส์ อินเนล แพ็คเกอร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เจ. ไอ. แพ็คเกอร์ เสียชีวิตลงในปี 2020 ก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผลกระทบที่เรามีต่อผู้อื่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผลกระทบที่เรามีต่อผู้อื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c3ddde0f-247a-4fec-9b88-d535ac60e22c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8fb12561</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พวก​พี่​น้อง​...​เป็น​พยาน​ถึง​ชีวิต​อัน​คง​เส้น​คง​วา​ของ​ท่าน...​ตาม​สัจจะ​นั้น​[ 3 ยอห์น 1:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อดร.ลี ศาสตราจารย์ในโรงเรียนพระคริสตธรรมของฉันสังเกตเห็นว่า เบ็นจี้ ผู้ดูแลโรงเรียนของเรามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันสาย ดร.ลีจึงตักอาหารใส่จานแบ่งไว้ให้เขา ขณะที่ฉันกับเพื่อนนักศึกษาคุยกัน ดร.ลี ค่อยๆวางเค้กข้าวชิ้นสุดท้ายลงในจานสำหรับเบ็นจี้ แถมยังโรยมะพร้าวขูดให้เพื่อความอร่อย การแสดงความเมตตาเช่นนี้ของนักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในหลายๆตัวอย่างที่ฉันมองว่าเป็นการสำแดงออกถึงความสัตย์ซื่อที่ดร.ลีมีต่อพระเจ้า แม้ในอีกยี่สิบปีต่อมา ความประทับใจอันลึกซึ้งที่ฉันมีต่อท่านนั้นก็ยังคงอยู่</p>
<p>อัครสาวกยอห์นมีเพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งทำให้ผู้เชื่อหลายคนประทับใจเช่นกัน พวกเขาพูดถึงกายอัสในฐานะผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและพระวจนะ โดยดำเนินตาม “สัจจะนั้น” อย่างคงเส้นคงวา (3 ยน.1:3) กายอัสให้การรับรองผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เดินทางผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนแปลกหน้า (ข้อ 5) ยอห์นจึงได้กล่าวแก่เขาว่า “เขา​เหล่า​นั้น​ได้​เป็น​พยาน​ต่อ​คริสตจักร​ใน​เรื่อง​ความ​รัก​ของ​ท่าน” (ข้อ 6) ความสัตย์ซื่อของกายอัสต่อพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซูได้ช่วยส่งเสริมการประกาศข่าวประเสริฐ</p>
<p>ผลกระทบที่ศาสตราจารย์มีต่อฉันและที่กายอัสสร้างไว้ในสมัยของเขาเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังว่าเราสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นได้ ซึ่งพระเจ้าจะทรงใช้ผลกระทบนั้นเพื่อนำพวกเขามาหาพระคริสต์ เมื่อเราเดินไปกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ให้เราใช้ชีวิตและกระทำสิ่งที่ช่วยให้ผู้เชื่อคนอื่นๆได้ดำเนินไปอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์ด้วยเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเดินในสัจจะ คนอื่นๆสามารถเรียนรู้อะไรจากชีวิตของคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อจะดำรงในความสัตย์ซื่อต่อพระองค์และต่อสัจจะความจริงของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่จะนำพาผู้อื่นให้มาหาพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พวก​พี่​น้อง​...​เป็น​พยาน​ถึง​ชีวิต​อัน​คง​เส้น​คง​วา​ของ​ท่าน...​ตาม​สัจจะ​นั้น​[ 3 ยอห์น 1:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อดร.ลี ศาสตราจารย์ในโรงเรียนพระคริสตธรรมของฉันสังเกตเห็นว่า เบ็นจี้ ผู้ดูแลโรงเรียนของเรามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันสาย ดร.ลีจึงตักอาหารใส่จานแบ่งไว้ให้เขา ขณะที่ฉันกับเพื่อนนักศึกษาคุยกัน ดร.ลี ค่อยๆวางเค้กข้าวชิ้นสุดท้ายลงในจานสำหรับเบ็นจี้ แถมยังโรยมะพร้าวขูดให้เพื่อความอร่อย การแสดงความเมตตาเช่นนี้ของนักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในหลายๆตัวอย่างที่ฉันมองว่าเป็นการสำแดงออกถึงความสัตย์ซื่อที่ดร.ลีมีต่อพระเจ้า แม้ในอีกยี่สิบปีต่อมา ความประทับใจอันลึกซึ้งที่ฉันมีต่อท่านนั้นก็ยังคงอยู่</p>
<p>อัครสาวกยอห์นมีเพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งทำให้ผู้เชื่อหลายคนประทับใจเช่นกัน พวกเขาพูดถึงกายอัสในฐานะผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและพระวจนะ โดยดำเนินตาม “สัจจะนั้น” อย่างคงเส้นคงวา (3 ยน.1:3) กายอัสให้การรับรองผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เดินทางผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนแปลกหน้า (ข้อ 5) ยอห์นจึงได้กล่าวแก่เขาว่า “เขา​เหล่า​นั้น​ได้​เป็น​พยาน​ต่อ​คริสตจักร​ใน​เรื่อง​ความ​รัก​ของ​ท่าน” (ข้อ 6) ความสัตย์ซื่อของกายอัสต่อพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซูได้ช่วยส่งเสริมการประกาศข่าวประเสริฐ</p>
<p>ผลกระทบที่ศาสตราจารย์มีต่อฉันและที่กายอัสสร้างไว้ในสมัยของเขาเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังว่าเราสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นได้ ซึ่งพระเจ้าจะทรงใช้ผลกระทบนั้นเพื่อนำพวกเขามาหาพระคริสต์ เมื่อเราเดินไปกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ให้เราใช้ชีวิตและกระทำสิ่งที่ช่วยให้ผู้เชื่อคนอื่นๆได้ดำเนินไปอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์ด้วยเช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเดินในสัจจะ คนอื่นๆสามารถเรียนรู้อะไรจากชีวิตของคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อจะดำรงในความสัตย์ซื่อต่อพระองค์และต่อสัจจะความจริงของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่จะนำพาผู้อื่นให้มาหาพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 19 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8fb12561/ae6be555.mp3" length="11056789" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>691</itunes:duration>
      <itunes:summary>พวก​พี่​น้อง​...​เป็น​พยาน​ถึง​ชีวิต​อัน​คง​เส้น​คง​วา​ของ​ท่าน...​ตาม​สัจจะ​นั้น​[ 3 ยอห์น 1:3 ]

เมื่อดร.ลี ศาสตราจารย์ในโรงเรียนพระคริสตธรรมของฉันสังเกตเห็นว่า เบ็นจี้ ผู้ดูแลโรงเรียนของเรามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันสาย ดร.ลีจึงตักอาหารใส่จานแบ่งไว้ให้เขา ขณะที่ฉันกับเพื่อนนักศึกษาคุยกัน ดร.ลี ค่อยๆวางเค้กข้าวชิ้นสุดท้ายลงในจานสำหรับเบ็นจี้ แถมยังโรยมะพร้าวขูดให้เพื่อความอร่อย การแสดงความเมตตาเช่นนี้ของนักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในหลายๆตัวอย่างที่ฉันมองว่าเป็นการสำแดงออกถึงความสัตย์ซื่อที่ดร.ลีมีต่อพระเจ้า แม้ในอีกยี่สิบปีต่อมา ความประทับใจอันลึกซึ้งที่ฉันมีต่อท่านนั้นก็ยังคงอยู่
อัครสาวกยอห์นมีเพื่อนรักคนหนึ่งซึ่งทำให้ผู้เชื่อหลายคนประทับใจเช่นกัน พวกเขาพูดถึงกายอัสในฐานะผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและพระวจนะ โดยดำเนินตาม “สัจจะนั้น” อย่างคงเส้นคงวา (3 ยน.1:3) กายอัสให้การรับรองผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เดินทางผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนแปลกหน้า (ข้อ 5) ยอห์นจึงได้กล่าวแก่เขาว่า “เขา​เหล่า​นั้น​ได้​เป็น​พยาน​ต่อ​คริสตจักร​ใน​เรื่อง​ความ​รัก​ของ​ท่าน” (ข้อ 6) ความสัตย์ซื่อของกายอัสต่อพระเจ้าและผู้เชื่อคนอื่นๆในพระเยซูได้ช่วยส่งเสริมการประกาศข่าวประเสริฐ
ผลกระทบที่ศาสตราจารย์มีต่อฉันและที่กายอัสสร้างไว้ในสมัยของเขาเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังว่าเราสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นได้ ซึ่งพระเจ้าจะทรงใช้ผลกระทบนั้นเพื่อนำพวกเขามาหาพระคริสต์ เมื่อเราเดินไปกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ให้เราใช้ชีวิตและกระทำสิ่งที่ช่วยให้ผู้เชื่อคนอื่นๆได้ดำเนินไปอย่างสัตย์ซื่อกับพระองค์ด้วยเช่นกัน

คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเดินในสัจจะ คนอื่นๆสามารถเรียนรู้อะไรจากชีวิตของคุณ
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อจะดำรงในความสัตย์ซื่อต่อพระองค์และต่อสัจจะความจริงของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่จะนำพาผู้อื่นให้มาหาพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พวก​พี่​น้อง​...​เป็น​พยาน​ถึง​ชีวิต​อัน​คง​เส้น​คง​วา​ของ​ท่าน...​ตาม​สัจจะ​นั้น​[ 3 ยอห์น 1:3 ]

เมื่อดร.ลี ศาสตราจารย์ในโรงเรียนพระคริสตธรรมของฉันสังเกตเห็นว่า เบ็นจี้ ผู้ดูแลโรงเรียนของเรามาร่วมรับประทานอาหารกลางวันสาย ดร.ลีจึงตักอาหารใส่จานแบ่งไว้ให้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ห้องมืดในป่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ห้องมืดในป่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">492f6424-c4c8-41a5-8989-dbcc37056546</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e363f30f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง [ 2 ซามูเอล 22:29 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>กองทัพไม่ได้ให้โอกาสโทนี่ แวคคาโรในการเป็นช่างภาพ แต่นั่นหยุดเขาไม่ได้ เขายังคงถ่ายภาพ แม้ในระหว่างช่วงเวลาอันน่ากลัวที่ต้องหลบกระสุนปืนใหญ่และลูกกระสุนที่กระจายกลางอากาศจนดูเหมือนตกลงมาจากต้นไม้ จากนั้น ตอนที่เพื่อนๆนอนหลับ เขาใช้หมวกทหารของเพื่อนเป็นที่ผสมน้ำยาสำหรับล้างรูปถ่ายของเขา ป่ายามค่ำคืนกลายเป็นห้องมืดที่โทนี่ใช้สร้างสรรค์สมุดบันทึกเหนือกาลเวลาแห่งสมรภูมิรบในป่าเฮิร์ตเกน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดใช้ชีวิตผ่านสมรภูมิรบและช่วงเวลาแห่งความมืดมนมากมาย 2 ซามูเอล 22 กล่าวว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​กู้​ดาวิด​ให้​พ้น​จาก​มือ​ของ​ศัตรู​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์​ท่าน และ​ให้​พ้น​จาก​พระ​หัตถ์​ของ​ซาอูล” (ข้อ 1) ดาวิดใช้ประสบการณ์เหล่านั้นจัดทำเป็นบันทึกเรื่องราวความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “เพราะ​คลื่น​มัจจุราช​ล้อม​ข้าพเจ้า กระแส​แห่ง​ความ​หายนะ​ท่วม​ทับ​ข้าพเจ้า กระทำ​ให้​กลัว” (ข้อ 5)</p>
<p>ในเวลาไม่นาน ดาวิดเปลี่ยนจากความทดท้อไปสู่ความหวัง ท่านหวนคิดว่า “ใน​ยาม​ทุกข์​ใจ​ข้าพเจ้า​ร้อง​ทูล​ต่อ​พระ​เจ้า...จาก​พระ​วิหาร​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​เสียง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ดาวิดตั้งใจมั่นที่จะสรรเสริญพระเจ้าสำหรับการทรงช่วยเหลืออันไม่สิ้นสุดของพระองค์ ท่านกล่าวว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง...ข้า​พระ​องค์​ตะลุย​กองทัพ​ได้​โดย​พระ​องค์ โดย พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​กระโดด​ข้าม​กำแพง​ได้” (ข้อ 29-30)</p>
<p>ดาวิดเปลี่ยนความทุกข์ยากของท่านเป็นโอกาสที่จะบอกให้โลกรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ เราเองก็ทำเช่นนี้ได้ เพราะที่สุดแล้ว เราต่างพึ่งพาในพระองค์ผู้ทรงเปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นความสว่าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกสิ้นหวังจนถึงที่สุด คุณจะเล่าถึงความสัตย์ซื่อที่พระเจ้ามีต่อคุณในช่วงเวลานั้นให้คนอื่นฟังอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เห็นถึงการทรงปกป้อง และการทรงช่วยเหลือมากมายที่พระองค์ประทานให้ โดยเฉพาะในเวลาที่มืดมิดที่สุด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง [ 2 ซามูเอล 22:29 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>กองทัพไม่ได้ให้โอกาสโทนี่ แวคคาโรในการเป็นช่างภาพ แต่นั่นหยุดเขาไม่ได้ เขายังคงถ่ายภาพ แม้ในระหว่างช่วงเวลาอันน่ากลัวที่ต้องหลบกระสุนปืนใหญ่และลูกกระสุนที่กระจายกลางอากาศจนดูเหมือนตกลงมาจากต้นไม้ จากนั้น ตอนที่เพื่อนๆนอนหลับ เขาใช้หมวกทหารของเพื่อนเป็นที่ผสมน้ำยาสำหรับล้างรูปถ่ายของเขา ป่ายามค่ำคืนกลายเป็นห้องมืดที่โทนี่ใช้สร้างสรรค์สมุดบันทึกเหนือกาลเวลาแห่งสมรภูมิรบในป่าเฮิร์ตเกน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดใช้ชีวิตผ่านสมรภูมิรบและช่วงเวลาแห่งความมืดมนมากมาย 2 ซามูเอล 22 กล่าวว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​กู้​ดาวิด​ให้​พ้น​จาก​มือ​ของ​ศัตรู​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์​ท่าน และ​ให้​พ้น​จาก​พระ​หัตถ์​ของ​ซาอูล” (ข้อ 1) ดาวิดใช้ประสบการณ์เหล่านั้นจัดทำเป็นบันทึกเรื่องราวความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “เพราะ​คลื่น​มัจจุราช​ล้อม​ข้าพเจ้า กระแส​แห่ง​ความ​หายนะ​ท่วม​ทับ​ข้าพเจ้า กระทำ​ให้​กลัว” (ข้อ 5)</p>
<p>ในเวลาไม่นาน ดาวิดเปลี่ยนจากความทดท้อไปสู่ความหวัง ท่านหวนคิดว่า “ใน​ยาม​ทุกข์​ใจ​ข้าพเจ้า​ร้อง​ทูล​ต่อ​พระ​เจ้า...จาก​พระ​วิหาร​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​เสียง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ดาวิดตั้งใจมั่นที่จะสรรเสริญพระเจ้าสำหรับการทรงช่วยเหลืออันไม่สิ้นสุดของพระองค์ ท่านกล่าวว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง...ข้า​พระ​องค์​ตะลุย​กองทัพ​ได้​โดย​พระ​องค์ โดย พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​กระโดด​ข้าม​กำแพง​ได้” (ข้อ 29-30)</p>
<p>ดาวิดเปลี่ยนความทุกข์ยากของท่านเป็นโอกาสที่จะบอกให้โลกรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ เราเองก็ทำเช่นนี้ได้ เพราะที่สุดแล้ว เราต่างพึ่งพาในพระองค์ผู้ทรงเปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นความสว่าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกสิ้นหวังจนถึงที่สุด คุณจะเล่าถึงความสัตย์ซื่อที่พระเจ้ามีต่อคุณในช่วงเวลานั้นให้คนอื่นฟังอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เห็นถึงการทรงปกป้อง และการทรงช่วยเหลือมากมายที่พระองค์ประทานให้ โดยเฉพาะในเวลาที่มืดมิดที่สุด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 18 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e363f30f/ad8ba5ae.mp3" length="12685691" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>793</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง [ 2 ซามูเอล 22:29 ]

กองทัพไม่ได้ให้โอกาสโทนี่ แวคคาโรในการเป็นช่างภาพ แต่นั่นหยุดเขาไม่ได้ เขายังคงถ่ายภาพ แม้ในระหว่างช่วงเวลาอันน่ากลัวที่ต้องหลบกระสุนปืนใหญ่และลูกกระสุนที่กระจายกลางอากาศจนดูเหมือนตกลงมาจากต้นไม้ จากนั้น ตอนที่เพื่อนๆนอนหลับ เขาใช้หมวกทหารของเพื่อนเป็นที่ผสมน้ำยาสำหรับล้างรูปถ่ายของเขา ป่ายามค่ำคืนกลายเป็นห้องมืดที่โทนี่ใช้สร้างสรรค์สมุดบันทึกเหนือกาลเวลาแห่งสมรภูมิรบในป่าเฮิร์ตเกน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
กษัตริย์ดาวิดใช้ชีวิตผ่านสมรภูมิรบและช่วงเวลาแห่งความมืดมนมากมาย 2 ซามูเอล 22 กล่าวว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ช่วย​กู้​ดาวิด​ให้​พ้น​จาก​มือ​ของ​ศัตรู​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์​ท่าน และ​ให้​พ้น​จาก​พระ​หัตถ์​ของ​ซาอูล” (ข้อ 1) ดาวิดใช้ประสบการณ์เหล่านั้นจัดทำเป็นบันทึกเรื่องราวความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “เพราะ​คลื่น​มัจจุราช​ล้อม​ข้าพเจ้า กระแส​แห่ง​ความ​หายนะ​ท่วม​ทับ​ข้าพเจ้า กระทำ​ให้​กลัว” (ข้อ 5)
ในเวลาไม่นาน ดาวิดเปลี่ยนจากความทดท้อไปสู่ความหวัง ท่านหวนคิดว่า “ใน​ยาม​ทุกข์​ใจ​ข้าพเจ้า​ร้อง​ทูล​ต่อ​พระ​เจ้า...จาก​พระ​วิหาร​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​สดับ​เสียง​ของ​ข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ดาวิดตั้งใจมั่นที่จะสรรเสริญพระเจ้าสำหรับการทรงช่วยเหลืออันไม่สิ้นสุดของพระองค์ ท่านกล่าวว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง...ข้า​พระ​องค์​ตะลุย​กองทัพ​ได้​โดย​พระ​องค์ โดย พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​กระโดด​ข้าม​กำแพง​ได้” (ข้อ 29-30)
ดาวิดเปลี่ยนความทุกข์ยากของท่านเป็นโอกาสที่จะบอกให้โลกรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ เราเองก็ทำเช่นนี้ได้ เพราะที่สุดแล้ว เราต่างพึ่งพาในพระองค์ผู้ทรงเปลี่ยนความมืดให้กลายเป็นความสว่าง

เมื่อใดที่คุณเคยรู้สึกสิ้นหวังจนถึงที่สุด คุณจะเล่าถึงความสัตย์ซื่อที่พระเจ้ามีต่อคุณในช่วงเวลานั้นให้คนอื่นฟังอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เห็นถึงการทรงปกป้อง และการทรงช่วยเหลือมากมายที่พระองค์ประทานให้ โดยเฉพาะในเวลาที่มืดมิดที่สุด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​ความ​มืด​ของ​ข้าพเจ้า​สว่าง [ 2 ซามูเอล 22:29 ]

กองทัพไม่ได้ให้โอกาสโทนี่ แวคคาโรในการเป็นช่างภาพ แต่นั่นหยุดเขาไม่ได้ เขายังคงถ่ายภาพ แม้ในระหว่างช่วงเวลาอันน่ากลัวที่ต้องหลบกระสุนปืนใหญ่และลูกกระสุนที่กระจายกลางอากาศจนดูเหมือนตกล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สวรรค์กำลังร้องเพลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สวรรค์กำลังร้องเพลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5f64570f-6e1f-4d41-8b08-e7719ee90054</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8b653c4c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ผู้อาวุโส...ร้อง​ว่า “อาเมน ฮาเลลู​ยา!” [ วิวรณ์ 19:4 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ความชื่นชมยินดีปรากฏชัดในน้ำเสียงของคณะนักร้องประสานเสียงมัธยมที่ร้องเพลงของประเทศอาร์เจนตินาชื่อ “เอล ซีเอโล กันตา อลิเกรีย (El Cielo Canta Alegria)” ฉันเพลิดเพลินกับการแสดงแต่ไม่เข้าใจเนื้อเพลงเพราะไม่รู้ภาษาสเปน แต่ไม่นานฉันก็ได้ยินคำที่คุ้นเคยเมื่อคณะประสานเสียงร้องด้วยความปีติยินดีว่า “อาเลลูยา!” ฉันได้ยินคำว่า “อาเลลูยา” ซ้ำหลายครั้ง นี่เป็นเสียงป่าวร้องสรรเสริญแด่พระเจ้าซึ่งฟังดูคล้ายกันในภาษาส่วนใหญ่ทั่วโลก ด้วยความอยากรู้ความเป็นมาของเพลงนั้น หลังจบคอนเสิร์ตฉันจึงค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบว่าชื่อเพลงแปลว่า “สวรรค์กำลังร้องอย่างชื่นชมยินดี”</p>
<p>ในข้อพระคำแห่งการเฉลิมฉลองในวิวรณ์ 19 เราได้เห็นภาพของความเป็นจริงที่แสดงออกในบทเพลงประสานเสียงนั้น ทั้งหมดในสวรรค์กำลังชื่นชมยินดี! ในนิมิตเกี่ยวกับอนาคตของอัครสาวกยอห์นในหนังสือเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาใหม่ ท่านเห็นผู้คนและทูตสวรรค์จำนวนมหาศาลมารวมตัวกันในสวรรค์เพื่อประกาศความกตัญญูต่อพระเจ้า ยอห์นบันทึกไว้ว่าคณะนักร้องส่งเสียงแซ่ซ้องเฉลิมฉลองฤทธานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงมีชัยเหนือความชั่วร้ายและความอยุติธรรม การปกครองของพระองค์ทั่วทั้งแผ่นดินโลก และชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ตลอดไป แล้วชาวสวรรค์ทุกคนก็ประกาศก้องซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ฮาเลลู-ยา!” (ข้อ 1, 3, 4, 6 TNCV) หรือ “สรรเสริญพระเจ้า!”</p>
<p>สักวันหนึ่ง ผู้คนจาก “ทุก​เผ่า ทุก​ภาษา ทุก​ชาติ​ และ​ทุก​ประเทศ​” (5:9) จะประกาศพระสิริของพระเจ้า และเสียงของพวกเราในทุกๆภาษาจะตะโกนพร้อมกันด้วยความยินดีว่า “ฮาเลลูยา!”</p>
<p><br></p>
<p><strong>อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณพูดว่า “ฮาเลลูยา” ได้ในวันนี้ เหตุใดการสรรเสริญพระเจ้าเป็นประจำจึงมีความสำคัญ</strong></p>
<p><em>ฮาเลลูยา! ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับความชื่นชมยินดี ที่ข้าพระองค์มี เพราะพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ผู้อาวุโส...ร้อง​ว่า “อาเมน ฮาเลลู​ยา!” [ วิวรณ์ 19:4 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ความชื่นชมยินดีปรากฏชัดในน้ำเสียงของคณะนักร้องประสานเสียงมัธยมที่ร้องเพลงของประเทศอาร์เจนตินาชื่อ “เอล ซีเอโล กันตา อลิเกรีย (El Cielo Canta Alegria)” ฉันเพลิดเพลินกับการแสดงแต่ไม่เข้าใจเนื้อเพลงเพราะไม่รู้ภาษาสเปน แต่ไม่นานฉันก็ได้ยินคำที่คุ้นเคยเมื่อคณะประสานเสียงร้องด้วยความปีติยินดีว่า “อาเลลูยา!” ฉันได้ยินคำว่า “อาเลลูยา” ซ้ำหลายครั้ง นี่เป็นเสียงป่าวร้องสรรเสริญแด่พระเจ้าซึ่งฟังดูคล้ายกันในภาษาส่วนใหญ่ทั่วโลก ด้วยความอยากรู้ความเป็นมาของเพลงนั้น หลังจบคอนเสิร์ตฉันจึงค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบว่าชื่อเพลงแปลว่า “สวรรค์กำลังร้องอย่างชื่นชมยินดี”</p>
<p>ในข้อพระคำแห่งการเฉลิมฉลองในวิวรณ์ 19 เราได้เห็นภาพของความเป็นจริงที่แสดงออกในบทเพลงประสานเสียงนั้น ทั้งหมดในสวรรค์กำลังชื่นชมยินดี! ในนิมิตเกี่ยวกับอนาคตของอัครสาวกยอห์นในหนังสือเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาใหม่ ท่านเห็นผู้คนและทูตสวรรค์จำนวนมหาศาลมารวมตัวกันในสวรรค์เพื่อประกาศความกตัญญูต่อพระเจ้า ยอห์นบันทึกไว้ว่าคณะนักร้องส่งเสียงแซ่ซ้องเฉลิมฉลองฤทธานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงมีชัยเหนือความชั่วร้ายและความอยุติธรรม การปกครองของพระองค์ทั่วทั้งแผ่นดินโลก และชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ตลอดไป แล้วชาวสวรรค์ทุกคนก็ประกาศก้องซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ฮาเลลู-ยา!” (ข้อ 1, 3, 4, 6 TNCV) หรือ “สรรเสริญพระเจ้า!”</p>
<p>สักวันหนึ่ง ผู้คนจาก “ทุก​เผ่า ทุก​ภาษา ทุก​ชาติ​ และ​ทุก​ประเทศ​” (5:9) จะประกาศพระสิริของพระเจ้า และเสียงของพวกเราในทุกๆภาษาจะตะโกนพร้อมกันด้วยความยินดีว่า “ฮาเลลูยา!”</p>
<p><br></p>
<p><strong>อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณพูดว่า “ฮาเลลูยา” ได้ในวันนี้ เหตุใดการสรรเสริญพระเจ้าเป็นประจำจึงมีความสำคัญ</strong></p>
<p><em>ฮาเลลูยา! ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับความชื่นชมยินดี ที่ข้าพระองค์มี เพราะพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 17 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8b653c4c/6dfb62f8.mp3" length="12497545" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>782</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้อาวุโส...ร้อง​ว่า “อาเมน ฮาเลลู​ยา!” [ วิวรณ์ 19:4 TNCV ]

ความชื่นชมยินดีปรากฏชัดในน้ำเสียงของคณะนักร้องประสานเสียงมัธยมที่ร้องเพลงของประเทศอาร์เจนตินาชื่อ “เอล ซีเอโล กันตา อลิเกรีย (El Cielo Canta Alegria)” ฉันเพลิดเพลินกับการแสดงแต่ไม่เข้าใจเนื้อเพลงเพราะไม่รู้ภาษาสเปน แต่ไม่นานฉันก็ได้ยินคำที่คุ้นเคยเมื่อคณะประสานเสียงร้องด้วยความปีติยินดีว่า “อาเลลูยา!” ฉันได้ยินคำว่า “อาเลลูยา” ซ้ำหลายครั้ง นี่เป็นเสียงป่าวร้องสรรเสริญแด่พระเจ้าซึ่งฟังดูคล้ายกันในภาษาส่วนใหญ่ทั่วโลก ด้วยความอยากรู้ความเป็นมาของเพลงนั้น หลังจบคอนเสิร์ตฉันจึงค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบว่าชื่อเพลงแปลว่า “สวรรค์กำลังร้องอย่างชื่นชมยินดี”
ในข้อพระคำแห่งการเฉลิมฉลองในวิวรณ์ 19 เราได้เห็นภาพของความเป็นจริงที่แสดงออกในบทเพลงประสานเสียงนั้น ทั้งหมดในสวรรค์กำลังชื่นชมยินดี! ในนิมิตเกี่ยวกับอนาคตของอัครสาวกยอห์นในหนังสือเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาใหม่ ท่านเห็นผู้คนและทูตสวรรค์จำนวนมหาศาลมารวมตัวกันในสวรรค์เพื่อประกาศความกตัญญูต่อพระเจ้า ยอห์นบันทึกไว้ว่าคณะนักร้องส่งเสียงแซ่ซ้องเฉลิมฉลองฤทธานุภาพของพระเจ้าผู้ทรงมีชัยเหนือความชั่วร้ายและความอยุติธรรม การปกครองของพระองค์ทั่วทั้งแผ่นดินโลก และชีวิตนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ตลอดไป แล้วชาวสวรรค์ทุกคนก็ประกาศก้องซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ฮาเลลู-ยา!” (ข้อ 1, 3, 4, 6 TNCV) หรือ “สรรเสริญพระเจ้า!”
สักวันหนึ่ง ผู้คนจาก “ทุก​เผ่า ทุก​ภาษา ทุก​ชาติ​ และ​ทุก​ประเทศ​” (5:9) จะประกาศพระสิริของพระเจ้า และเสียงของพวกเราในทุกๆภาษาจะตะโกนพร้อมกันด้วยความยินดีว่า “ฮาเลลูยา!”

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณพูดว่า “ฮาเลลูยา” ได้ในวันนี้ เหตุใดการสรรเสริญพระเจ้าเป็นประจำจึงมีความสำคัญ
ฮาเลลูยา! ข้าพระองค์รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับความชื่นชมยินดี ที่ข้าพระองค์มี เพราะพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้อาวุโส...ร้อง​ว่า “อาเมน ฮาเลลู​ยา!” [ วิวรณ์ 19:4 TNCV ]

ความชื่นชมยินดีปรากฏชัดในน้ำเสียงของคณะนักร้องประสานเสียงมัธยมที่ร้องเพลงของประเทศอาร์เจนตินาชื่อ “เอล ซีเอโล กันตา อลิเกรีย (El Cielo Canta Alegria)” ฉันเพลิดเพลินกับการแสดงแต่ไม่เข้าใจเนื้อเพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7b43d1ae-091e-4a5f-9015-74fbc917f514</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f06373f8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​[ ฟีลิปปี 2:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อทีมบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยแฟย์เลย์ ดิกคินสัน (เอฟดียู) ได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลระดับวิทยาลัย แฟนๆบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงเชียร์ทีมที่เป็นรอง ทีมไม่คิดว่าพวกตนจะผ่านรอบแรกไปได้ แต่พวกเขาก็ทำได้ และในเวลานี้พวกเขาได้ยินเพลงประจำทีมของตนดังมาจากอัฒจันทร์ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีวงดนตรีมาด้วย วงดนตรีของมหาวิทยาลัยเดย์ตันได้ฝึกเล่นเพลงของทีม เอฟดียูก่อนการแข่งขันไม่กี่นาที พวกเขาจะเล่นเพลงที่พวกเขารู้จักก็ย่อมได้ แต่พวกเขาเลือกที่จะฝึกเล่นเพลงนั้นเพื่อช่วยโรงเรียนอื่นและทีมอื่น</p>
<p>สิ่งที่วงดนตรีนี้ทำสามารถมองได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่บรรยายไว้ในพระธรรมฟีลิปปี เปาโลบอกคริสตจักรในยุคแรกที่เมืองฟีลิปปีรวมถึงพวกเราในปัจจุบันนี้ให้ดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือ “คิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ในการจะทำเช่นนี้ อัครสาวกเปาโลหนุนใจให้พวกเขาละทิ้งการชิงดีกัน และคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นก่อนประโยชน์ของตนเอง</p>
<p>การมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นมากกว่าตัวเราคงไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ เปาโลเขียนไว้ว่า “อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​” (ข้อ 3) แทนที่จะสนใจแต่ตัวเราเอง เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นแก่ “ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 4)</p>
<p>เราจะส่งเสริมผู้อื่นได้อย่างไร ก็โดยการคำนึงถึงประโยชน์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเล่นเพลงประจำทีมของพวกเขา หรือให้ความช่วยเหลือตามที่พวกเขาต้องการ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้ช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ของใครบ้างในวันนี้ การใส่ใจคิดถึงผู้อื่นช่วยส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้ถ่อมพระองค์ โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นวิธีช่วยเหลือผู้อื่น โดยการใส่ใจในประโยชน์ของพวกเขา</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​[ ฟีลิปปี 2:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อทีมบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยแฟย์เลย์ ดิกคินสัน (เอฟดียู) ได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลระดับวิทยาลัย แฟนๆบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงเชียร์ทีมที่เป็นรอง ทีมไม่คิดว่าพวกตนจะผ่านรอบแรกไปได้ แต่พวกเขาก็ทำได้ และในเวลานี้พวกเขาได้ยินเพลงประจำทีมของตนดังมาจากอัฒจันทร์ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีวงดนตรีมาด้วย วงดนตรีของมหาวิทยาลัยเดย์ตันได้ฝึกเล่นเพลงของทีม เอฟดียูก่อนการแข่งขันไม่กี่นาที พวกเขาจะเล่นเพลงที่พวกเขารู้จักก็ย่อมได้ แต่พวกเขาเลือกที่จะฝึกเล่นเพลงนั้นเพื่อช่วยโรงเรียนอื่นและทีมอื่น</p>
<p>สิ่งที่วงดนตรีนี้ทำสามารถมองได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่บรรยายไว้ในพระธรรมฟีลิปปี เปาโลบอกคริสตจักรในยุคแรกที่เมืองฟีลิปปีรวมถึงพวกเราในปัจจุบันนี้ให้ดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือ “คิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ในการจะทำเช่นนี้ อัครสาวกเปาโลหนุนใจให้พวกเขาละทิ้งการชิงดีกัน และคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นก่อนประโยชน์ของตนเอง</p>
<p>การมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นมากกว่าตัวเราคงไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ เปาโลเขียนไว้ว่า “อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​” (ข้อ 3) แทนที่จะสนใจแต่ตัวเราเอง เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นแก่ “ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 4)</p>
<p>เราจะส่งเสริมผู้อื่นได้อย่างไร ก็โดยการคำนึงถึงประโยชน์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเล่นเพลงประจำทีมของพวกเขา หรือให้ความช่วยเหลือตามที่พวกเขาต้องการ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้ช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ของใครบ้างในวันนี้ การใส่ใจคิดถึงผู้อื่นช่วยส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้ถ่อมพระองค์ โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นวิธีช่วยเหลือผู้อื่น โดยการใส่ใจในประโยชน์ของพวกเขา</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 16 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f06373f8/871a43b0.mp3" length="11455759" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​[ ฟีลิปปี 2:3 ]

เมื่อทีมบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยแฟย์เลย์ ดิกคินสัน (เอฟดียู) ได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลระดับวิทยาลัย แฟนๆบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงเชียร์ทีมที่เป็นรอง ทีมไม่คิดว่าพวกตนจะผ่านรอบแรกไปได้ แต่พวกเขาก็ทำได้ และในเวลานี้พวกเขาได้ยินเพลงประจำทีมของตนดังมาจากอัฒจันทร์ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีวงดนตรีมาด้วย วงดนตรีของมหาวิทยาลัยเดย์ตันได้ฝึกเล่นเพลงของทีม เอฟดียูก่อนการแข่งขันไม่กี่นาที พวกเขาจะเล่นเพลงที่พวกเขารู้จักก็ย่อมได้ แต่พวกเขาเลือกที่จะฝึกเล่นเพลงนั้นเพื่อช่วยโรงเรียนอื่นและทีมอื่น
สิ่งที่วงดนตรีนี้ทำสามารถมองได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่บรรยายไว้ในพระธรรมฟีลิปปี เปาโลบอกคริสตจักรในยุคแรกที่เมืองฟีลิปปีรวมถึงพวกเราในปัจจุบันนี้ให้ดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือ “คิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ในการจะทำเช่นนี้ อัครสาวกเปาโลหนุนใจให้พวกเขาละทิ้งการชิงดีกัน และคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นก่อนประโยชน์ของตนเอง
การมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นมากกว่าตัวเราคงไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ เปาโลเขียนไว้ว่า “อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​” (ข้อ 3) แทนที่จะสนใจแต่ตัวเราเอง เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นแก่ “ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 4)
เราจะส่งเสริมผู้อื่นได้อย่างไร ก็โดยการคำนึงถึงประโยชน์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเล่นเพลงประจำทีมของพวกเขา หรือให้ความช่วยเหลือตามที่พวกเขาต้องการ

คุณได้ช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ของใครบ้างในวันนี้ การใส่ใจคิดถึงผู้อื่นช่วยส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างไร
ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้ถ่อมพระองค์ โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นวิธีช่วยเหลือผู้อื่น โดยการใส่ใจในประโยชน์ของพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​[ ฟีลิปปี 2:3 ]

เมื่อทีมบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยแฟย์เลย์ ดิกคินสัน (เอฟดียู) ได้เข้าร่วมการแข่งขันบาสเกตบอลระดับวิทยาลัย แฟนๆบนอัฒจันทร์ต่างส่งเสียงเชียร์ทีมที่เป็น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยิ่งกว่าครอบครัว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยิ่งกว่าครอบครัว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">43d1dcfa-41f7-42f4-84e9-1a2684975fed</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1eb3041b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​หมาง​ใจ​ใน​ [พระเยซู] [ มาระโก 6:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จอนได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์อย่างเป็นทางการในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เดวิดพี่ชายของเขาดีใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อจอนตามประสาพี่น้องว่า เขาเคยคว่ำจอนลงกับพื้นตอนเล่นมวยปล้ำด้วยกันสมัยเป็นเด็ก ชีวิตของจอนประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขายังคงเป็นน้องชายของเดวิดเสมอ</p>
<p>การทำให้ครอบครัวประทับใจนั้นเป็นเรื่องยาก แม้คุณจะเป็นพระเมสสิยาห์ก็ตาม พระเยซูทรงเติบโตขึ้นท่ามกลางคนนาซาเร็ธ พวกเขาจึงยากจะเชื่อว่าพระองค์เป็นบุคคลพิเศษ แต่พวกเขาก็ยังประหลาดใจในพระองค์ “การ​มหัศจรรย์​อย่าง​นี้​สำเร็จ​ได้​ด้วย​มือ​ของ​เขา​เอง​หนอ​ คน​นี้​เป็น​ช่าง​ไม้​ บุตร​นาง​มารีย์​มิใช่​หรือ” (มก.6:2-3) พระเยซูตรัสว่า “ผู้เผย​พระ​วจนะ​จะ​ไม่​ขาด​ความ​นับ​ถือ เว้น​แต่​ใน​เมือง​ของ​ตน ท่ามกลาง​ญาติ​พี่​น้อง​ของ​ตน และ​ใน​วงศ์​วาน​ของ​ตน” (ข้อ 4) คนเหล่านี้รู้จักพระเยซูดี แต่พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า</p>
<p>บางทีคุณอาจเติบโตมาในครอบครัวที่รักพระเจ้า ส่วนหนึ่งในความทรงจำแรกๆของคุณคือการไปโบสถ์และร้องเพลงสรรเสริญ พระเยซูทรงเป็นเหมือนคนในครอบครัวมาตลอด หากคุณเชื่อและติดตามพระองค์ พระเยซูก็คือครอบครัวของคุณ พระองค์ “​ไม่​ทรง​ละอาย​ที่​จะ​ทรง​เรียก​[เรา]ว่า​เป็น​พี่​น้อง​กัน​” (ฮบ.2:11) พระเยซูทรงเป็นพี่ชายคนโตของเราในครอบครัวของพระเจ้า (รม.8:29) นี่เป็นเอกสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การที่ทรงใกล้ชิดกับเราอาจทำให้พระองค์ดูธรรมดา เพียงเพราะบางคนเป็นคนในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่พิเศษ</p>
<p>คุณไม่ดีใจหรือที่พระเยซูทรงเป็นครอบครัวและเป็นยิ่งกว่าครอบครัว ขอให้พระองค์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดและพิเศษมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณติดตามพระองค์ในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงใกล้ชิดกับคุณมากขึ้นได้อย่างไร คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระองค์ยังคงมีความพิเศษอยู่</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​หมาง​ใจ​ใน​ [พระเยซู] [ มาระโก 6:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>จอนได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์อย่างเป็นทางการในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เดวิดพี่ชายของเขาดีใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อจอนตามประสาพี่น้องว่า เขาเคยคว่ำจอนลงกับพื้นตอนเล่นมวยปล้ำด้วยกันสมัยเป็นเด็ก ชีวิตของจอนประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขายังคงเป็นน้องชายของเดวิดเสมอ</p>
<p>การทำให้ครอบครัวประทับใจนั้นเป็นเรื่องยาก แม้คุณจะเป็นพระเมสสิยาห์ก็ตาม พระเยซูทรงเติบโตขึ้นท่ามกลางคนนาซาเร็ธ พวกเขาจึงยากจะเชื่อว่าพระองค์เป็นบุคคลพิเศษ แต่พวกเขาก็ยังประหลาดใจในพระองค์ “การ​มหัศจรรย์​อย่าง​นี้​สำเร็จ​ได้​ด้วย​มือ​ของ​เขา​เอง​หนอ​ คน​นี้​เป็น​ช่าง​ไม้​ บุตร​นาง​มารีย์​มิใช่​หรือ” (มก.6:2-3) พระเยซูตรัสว่า “ผู้เผย​พระ​วจนะ​จะ​ไม่​ขาด​ความ​นับ​ถือ เว้น​แต่​ใน​เมือง​ของ​ตน ท่ามกลาง​ญาติ​พี่​น้อง​ของ​ตน และ​ใน​วงศ์​วาน​ของ​ตน” (ข้อ 4) คนเหล่านี้รู้จักพระเยซูดี แต่พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า</p>
<p>บางทีคุณอาจเติบโตมาในครอบครัวที่รักพระเจ้า ส่วนหนึ่งในความทรงจำแรกๆของคุณคือการไปโบสถ์และร้องเพลงสรรเสริญ พระเยซูทรงเป็นเหมือนคนในครอบครัวมาตลอด หากคุณเชื่อและติดตามพระองค์ พระเยซูก็คือครอบครัวของคุณ พระองค์ “​ไม่​ทรง​ละอาย​ที่​จะ​ทรง​เรียก​[เรา]ว่า​เป็น​พี่​น้อง​กัน​” (ฮบ.2:11) พระเยซูทรงเป็นพี่ชายคนโตของเราในครอบครัวของพระเจ้า (รม.8:29) นี่เป็นเอกสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การที่ทรงใกล้ชิดกับเราอาจทำให้พระองค์ดูธรรมดา เพียงเพราะบางคนเป็นคนในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่พิเศษ</p>
<p>คุณไม่ดีใจหรือที่พระเยซูทรงเป็นครอบครัวและเป็นยิ่งกว่าครอบครัว ขอให้พระองค์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดและพิเศษมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณติดตามพระองค์ในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงใกล้ชิดกับคุณมากขึ้นได้อย่างไร คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระองค์ยังคงมีความพิเศษอยู่</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 15 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1eb3041b/4eb8c13c.mp3" length="11445379" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​หมาง​ใจ​ใน​ [พระเยซู] [ มาระโก 6:3 ]

จอนได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์อย่างเป็นทางการในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เดวิดพี่ชายของเขาดีใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อจอนตามประสาพี่น้องว่า เขาเคยคว่ำจอนลงกับพื้นตอนเล่นมวยปล้ำด้วยกันสมัยเป็นเด็ก ชีวิตของจอนประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขายังคงเป็นน้องชายของเดวิดเสมอ
การทำให้ครอบครัวประทับใจนั้นเป็นเรื่องยาก แม้คุณจะเป็นพระเมสสิยาห์ก็ตาม พระเยซูทรงเติบโตขึ้นท่ามกลางคนนาซาเร็ธ พวกเขาจึงยากจะเชื่อว่าพระองค์เป็นบุคคลพิเศษ แต่พวกเขาก็ยังประหลาดใจในพระองค์ “การ​มหัศจรรย์​อย่าง​นี้​สำเร็จ​ได้​ด้วย​มือ​ของ​เขา​เอง​หนอ​ คน​นี้​เป็น​ช่าง​ไม้​ บุตร​นาง​มารีย์​มิใช่​หรือ” (มก.6:2-3) พระเยซูตรัสว่า “ผู้เผย​พระ​วจนะ​จะ​ไม่​ขาด​ความ​นับ​ถือ เว้น​แต่​ใน​เมือง​ของ​ตน ท่ามกลาง​ญาติ​พี่​น้อง​ของ​ตน และ​ใน​วงศ์​วาน​ของ​ตน” (ข้อ 4) คนเหล่านี้รู้จักพระเยซูดี แต่พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
บางทีคุณอาจเติบโตมาในครอบครัวที่รักพระเจ้า ส่วนหนึ่งในความทรงจำแรกๆของคุณคือการไปโบสถ์และร้องเพลงสรรเสริญ พระเยซูทรงเป็นเหมือนคนในครอบครัวมาตลอด หากคุณเชื่อและติดตามพระองค์ พระเยซูก็คือครอบครัวของคุณ พระองค์ “​ไม่​ทรง​ละอาย​ที่​จะ​ทรง​เรียก​[เรา]ว่า​เป็น​พี่​น้อง​กัน​” (ฮบ.2:11) พระเยซูทรงเป็นพี่ชายคนโตของเราในครอบครัวของพระเจ้า (รม.8:29) นี่เป็นเอกสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่การที่ทรงใกล้ชิดกับเราอาจทำให้พระองค์ดูธรรมดา เพียงเพราะบางคนเป็นคนในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่พิเศษ
คุณไม่ดีใจหรือที่พระเยซูทรงเป็นครอบครัวและเป็นยิ่งกว่าครอบครัว ขอให้พระองค์เป็นผู้ที่ใกล้ชิดและพิเศษมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณติดตามพระองค์ในวันนี้

พระเยซูทรงใกล้ชิดกับคุณมากขึ้นได้อย่างไร คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพระองค์ยังคงมีความพิเศษอยู่
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์เข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขา​ทั้ง​หลาย​จึง​หมาง​ใจ​ใน​ [พระเยซู] [ มาระโก 6:3 ]

จอนได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์อย่างเป็นทางการในวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เดวิดพี่ชายของเขาดีใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อจอนตามประสาพี่น้องว่า เขาเคยคว่ำจอนลงกับพื้นตอนเล่นมวยปล้ำด้วยกันสมัยเป็นเด็ก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ถูกตัดสินว่าผิดและได้รับการปลดปล่อย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ถูกตัดสินว่าผิดและได้รับการปลดปล่อย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f3658fe9-4e1b-4810-9e95-6993fae7c42e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/32b95902</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ [ สดุดี 32:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ผมไม่ได้ทำ!” นั่นเป็นคำโกหก และผมเกือบจะรอดไปได้จนกระทั่งพระเจ้าทรงหยุดผม ตอนผมอยู่มัธยมต้น ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่พ่นลูกปืนกระดาษอัดเข้าใส่ด้านหลังวงดนตรีของเราในระหว่างการแสดง ผู้อำนวยการของเราเป็นอดีตนาวิกโยธินและขึ้นชื่อในเรื่องการทำโทษ และผมก็กลัวเขามาก ดัง​นั้นเมื่อ​เพื่อนที่ร่วมทำผิดฟ้องว่าผมมีส่วน ผมจึง​โกหก​เขา​เรื่อง​นี้ จากนั้นผมก็โกหกพ่อด้วยเช่นกัน</p>
<p>แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้เรื่องโกหกดำเนินต่อไป พระองค์ทรงทำให้ผมรู้สึกผิดมากในเรื่องนี้ หลังจากทนอยู่หลายสัปดาห์ ผมก็ยอมจำนน ผมขอการยกโทษจากพระเจ้าและจากพ่อ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ไปบ้านผู้อำนวยการและสารภาพทั้งน้ำตา ผมรู้สึกขอบคุณที่เขากรุณาและและยกโทษให้</p>
<p>ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่ดีจริงๆ เมื่อภาระนั้นถูกยกออกไป ผมเป็นอิสระจากการแบกความรู้สึกผิดเอาไว้้ และมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ดาวิดเองก็บรรยายถึงช่วงเวลาแห่งการลงโทษและการสารภาพบาปผิดในชีวิตของท่านด้วยเช่นกัน ท่านทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป...พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน” และกล่าวต่อไปว่า “ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์” (สดด.32:3-5)</p>
<p>การดำเนินชีวิตในความจริงสำคัญต่อพระเจ้า พระองค์ต้องการให้เราสารภาพบาปต่อพระองค์ และขอการยกโทษจากผู้ที่เรากระทำผิดต่อเขาด้วย “แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์” ดาวิดประกาศ (ข้อ 5) เป็นการดีสักเพียงใดที่ได้รู้จักกับเสรีภาพแห่งการยกโทษจากพระเจ้า!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การดำเนินชีวิตในความจริงกับพระเจ้าช่วยคุณได้อย่างไร การให้อภัยของพระเยซูทำให้ภาระของคุณเบาลงและเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงอภัยบาปเมื่อข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินในความจริงกับพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ [ สดุดี 32:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ผมไม่ได้ทำ!” นั่นเป็นคำโกหก และผมเกือบจะรอดไปได้จนกระทั่งพระเจ้าทรงหยุดผม ตอนผมอยู่มัธยมต้น ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่พ่นลูกปืนกระดาษอัดเข้าใส่ด้านหลังวงดนตรีของเราในระหว่างการแสดง ผู้อำนวยการของเราเป็นอดีตนาวิกโยธินและขึ้นชื่อในเรื่องการทำโทษ และผมก็กลัวเขามาก ดัง​นั้นเมื่อ​เพื่อนที่ร่วมทำผิดฟ้องว่าผมมีส่วน ผมจึง​โกหก​เขา​เรื่อง​นี้ จากนั้นผมก็โกหกพ่อด้วยเช่นกัน</p>
<p>แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้เรื่องโกหกดำเนินต่อไป พระองค์ทรงทำให้ผมรู้สึกผิดมากในเรื่องนี้ หลังจากทนอยู่หลายสัปดาห์ ผมก็ยอมจำนน ผมขอการยกโทษจากพระเจ้าและจากพ่อ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ไปบ้านผู้อำนวยการและสารภาพทั้งน้ำตา ผมรู้สึกขอบคุณที่เขากรุณาและและยกโทษให้</p>
<p>ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่ดีจริงๆ เมื่อภาระนั้นถูกยกออกไป ผมเป็นอิสระจากการแบกความรู้สึกผิดเอาไว้้ และมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ดาวิดเองก็บรรยายถึงช่วงเวลาแห่งการลงโทษและการสารภาพบาปผิดในชีวิตของท่านด้วยเช่นกัน ท่านทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป...พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน” และกล่าวต่อไปว่า “ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์” (สดด.32:3-5)</p>
<p>การดำเนินชีวิตในความจริงสำคัญต่อพระเจ้า พระองค์ต้องการให้เราสารภาพบาปต่อพระองค์ และขอการยกโทษจากผู้ที่เรากระทำผิดต่อเขาด้วย “แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์” ดาวิดประกาศ (ข้อ 5) เป็นการดีสักเพียงใดที่ได้รู้จักกับเสรีภาพแห่งการยกโทษจากพระเจ้า!</p>
<p><br></p>
<p><strong>การดำเนินชีวิตในความจริงกับพระเจ้าช่วยคุณได้อย่างไร การให้อภัยของพระเยซูทำให้ภาระของคุณเบาลงและเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงอภัยบาปเมื่อข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินในความจริงกับพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 14 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/32b95902/66c1ff0a.mp3" length="11711145" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ [ สดุดี 32:5 ]

“ผมไม่ได้ทำ!” นั่นเป็นคำโกหก และผมเกือบจะรอดไปได้จนกระทั่งพระเจ้าทรงหยุดผม ตอนผมอยู่มัธยมต้น ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่พ่นลูกปืนกระดาษอัดเข้าใส่ด้านหลังวงดนตรีของเราในระหว่างการแสดง ผู้อำนวยการของเราเป็นอดีตนาวิกโยธินและขึ้นชื่อในเรื่องการทำโทษ และผมก็กลัวเขามาก ดัง​นั้นเมื่อ​เพื่อนที่ร่วมทำผิดฟ้องว่าผมมีส่วน ผมจึง​โกหก​เขา​เรื่อง​นี้ จากนั้นผมก็โกหกพ่อด้วยเช่นกัน
แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมให้เรื่องโกหกดำเนินต่อไป พระองค์ทรงทำให้ผมรู้สึกผิดมากในเรื่องนี้ หลังจากทนอยู่หลายสัปดาห์ ผมก็ยอมจำนน ผมขอการยกโทษจากพระเจ้าและจากพ่อ ไม่นานหลังจากนั้นผมก็ไปบ้านผู้อำนวยการและสารภาพทั้งน้ำตา ผมรู้สึกขอบคุณที่เขากรุณาและและยกโทษให้
ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกที่ดีจริงๆ เมื่อภาระนั้นถูกยกออกไป ผมเป็นอิสระจากการแบกความรู้สึกผิดเอาไว้้ และมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ ดาวิดเองก็บรรยายถึงช่วงเวลาแห่งการลงโทษและการสารภาพบาปผิดในชีวิตของท่านด้วยเช่นกัน ท่านทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป...พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน” และกล่าวต่อไปว่า “ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์” (สดด.32:3-5)
การดำเนินชีวิตในความจริงสำคัญต่อพระเจ้า พระองค์ต้องการให้เราสารภาพบาปต่อพระองค์ และขอการยกโทษจากผู้ที่เรากระทำผิดต่อเขาด้วย “แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์” ดาวิดประกาศ (ข้อ 5) เป็นการดีสักเพียงใดที่ได้รู้จักกับเสรีภาพแห่งการยกโทษจากพระเจ้า!

การดำเนินชีวิตในความจริงกับพระเจ้าช่วยคุณได้อย่างไร การให้อภัยของพระเยซูทำให้ภาระของคุณเบาลงและเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไร
พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงอภัยบาปเมื่อข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินในความจริงกับพระองค์เสมอ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ [ สดุดี 32:5 ]

“ผมไม่ได้ทำ!” นั่นเป็นคำโกหก และผมเกือบจะรอดไปได้จนกระทั่งพระเจ้าทรงหยุดผม ตอนผมอยู่มัธยมต้น ผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่พ่นลูกปืนกระดาษอัดเข้าใส่ด้านหลังวงดนตรีของเราในระหว่างการแสดง ผู้อำนวยการของเรา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักมากล้นของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักมากล้นของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9a3b8e1a-41d4-4c67-826b-8d75e0876150</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/89d69b2f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใดท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน [ โคโลสี 3:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เขาเป็นที่รู้จักในนามนายทหารผู้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการจัดเตียงทุกวัน ซึ่งมีผู้เข้าชมออนไลน์ถึง 100 ล้านครั้ง แต่พลเรือเอกวิลเลี่ยม แม็คราเวนซึ่งเกษียณอายุแล้วได้แบ่งปันอีกบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง แม็คราเวนได้พบด้วยความเศร้าใจว่าสมาชิกหลายคนในครอบครัวผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารเนื่องจากความผิดพลาด ด้วยความเชื่อว่าครอบครัวนี้ต้องได้รับการขอโทษอย่างจริงใจ แม็คราเวนจึงกล้าที่จะขอการยกโทษจากผู้เป็นพ่อซึ่งหัวใจแหลกสลาย</p>
<p>“ผมเป็นทหาร” แม็คราเวนบอกกับชายผู้นั้นผ่านล่าม “ผมเองก็มีลูกเช่นกัน และผมรู้สึกเสียใจกับคุณ” ชายคนนี้ตอบสนองอย่างไรน่ะหรือ เขามอบการอภัยซึ่งเป็นของขวัญที่มอบให้ด้วยใจกว้างขวางอย่างเหลือล้นแก่แม็คราเวน ดังที่ลูกชายผู้รอดชีวิตของชายผู้นี้ได้ตอบว่า “ขอบคุณมาก เราจะไม่เก็บสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านคุณไว้ในใจของเรา”</p>
<p>อัครทูตเปาโลเองก็ได้เขียนถึงพระคุณอันมากล้นเช่นนี้ “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) ท่านทราบว่าเราจะพบบททดสอบของชีวิตในหลากหลายด้าน ดังนั้นท่านจึงสั่งผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน...องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน” (ข้อ 13)</p>
<p>สิ่งใดกันที่ทำให้เรามีใจเมตตาและให้อภัยเช่นนั้นได้ นั่นก็คือ ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังที่เปาโลสรุปว่า “แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (ข้อ 14)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดการอภัยจึงเกี่ยวข้องกับการมีใจกว้างขวางเหลือล้น คุณจะให้อภัยใครในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงให้อภัย ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีใจปรารถนาอย่างเหลือล้นเหมือนเช่นพระองค์ที่จะให้อภัยผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใดท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน [ โคโลสี 3:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เขาเป็นที่รู้จักในนามนายทหารผู้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการจัดเตียงทุกวัน ซึ่งมีผู้เข้าชมออนไลน์ถึง 100 ล้านครั้ง แต่พลเรือเอกวิลเลี่ยม แม็คราเวนซึ่งเกษียณอายุแล้วได้แบ่งปันอีกบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง แม็คราเวนได้พบด้วยความเศร้าใจว่าสมาชิกหลายคนในครอบครัวผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารเนื่องจากความผิดพลาด ด้วยความเชื่อว่าครอบครัวนี้ต้องได้รับการขอโทษอย่างจริงใจ แม็คราเวนจึงกล้าที่จะขอการยกโทษจากผู้เป็นพ่อซึ่งหัวใจแหลกสลาย</p>
<p>“ผมเป็นทหาร” แม็คราเวนบอกกับชายผู้นั้นผ่านล่าม “ผมเองก็มีลูกเช่นกัน และผมรู้สึกเสียใจกับคุณ” ชายคนนี้ตอบสนองอย่างไรน่ะหรือ เขามอบการอภัยซึ่งเป็นของขวัญที่มอบให้ด้วยใจกว้างขวางอย่างเหลือล้นแก่แม็คราเวน ดังที่ลูกชายผู้รอดชีวิตของชายผู้นี้ได้ตอบว่า “ขอบคุณมาก เราจะไม่เก็บสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านคุณไว้ในใจของเรา”</p>
<p>อัครทูตเปาโลเองก็ได้เขียนถึงพระคุณอันมากล้นเช่นนี้ “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) ท่านทราบว่าเราจะพบบททดสอบของชีวิตในหลากหลายด้าน ดังนั้นท่านจึงสั่งผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน...องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน” (ข้อ 13)</p>
<p>สิ่งใดกันที่ทำให้เรามีใจเมตตาและให้อภัยเช่นนั้นได้ นั่นก็คือ ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังที่เปาโลสรุปว่า “แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (ข้อ 14)</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดการอภัยจึงเกี่ยวข้องกับการมีใจกว้างขวางเหลือล้น คุณจะให้อภัยใครในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงให้อภัย ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีใจปรารถนาอย่างเหลือล้นเหมือนเช่นพระองค์ที่จะให้อภัยผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 13 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/89d69b2f/7ae242a4.mp3" length="11809041" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>738</itunes:duration>
      <itunes:summary>องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใดท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน [ โคโลสี 3:13 ]

เขาเป็นที่รู้จักในนามนายทหารผู้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการจัดเตียงทุกวัน ซึ่งมีผู้เข้าชมออนไลน์ถึง 100 ล้านครั้ง แต่พลเรือเอกวิลเลี่ยม แม็คราเวนซึ่งเกษียณอายุแล้วได้แบ่งปันอีกบทเรียนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง แม็คราเวนได้พบด้วยความเศร้าใจว่าสมาชิกหลายคนในครอบครัวผู้บริสุทธิ์ถูกสังหารเนื่องจากความผิดพลาด ด้วยความเชื่อว่าครอบครัวนี้ต้องได้รับการขอโทษอย่างจริงใจ แม็คราเวนจึงกล้าที่จะขอการยกโทษจากผู้เป็นพ่อซึ่งหัวใจแหลกสลาย
“ผมเป็นทหาร” แม็คราเวนบอกกับชายผู้นั้นผ่านล่าม “ผมเองก็มีลูกเช่นกัน และผมรู้สึกเสียใจกับคุณ” ชายคนนี้ตอบสนองอย่างไรน่ะหรือ เขามอบการอภัยซึ่งเป็นของขวัญที่มอบให้ด้วยใจกว้างขวางอย่างเหลือล้นแก่แม็คราเวน ดังที่ลูกชายผู้รอดชีวิตของชายผู้นี้ได้ตอบว่า “ขอบคุณมาก เราจะไม่เก็บสิ่งใดที่เป็นการต่อต้านคุณไว้ในใจของเรา”
อัครทูตเปาโลเองก็ได้เขียนถึงพระคุณอันมากล้นเช่นนี้ “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) ท่านทราบว่าเราจะพบบททดสอบของชีวิตในหลากหลายด้าน ดังนั้นท่านจึงสั่งผู้เชื่อในคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน...องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน” (ข้อ 13)
สิ่งใดกันที่ทำให้เรามีใจเมตตาและให้อภัยเช่นนั้นได้ นั่นก็คือ ความรักอันมากล้นของพระเจ้า ดังที่เปาโลสรุปว่า “แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์” (ข้อ 14)

เหตุใดการอภัยจึงเกี่ยวข้องกับการมีใจกว้างขวางเหลือล้น คุณจะให้อภัยใครในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงให้อภัย ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีใจปรารถนาอย่างเหลือล้นเหมือนเช่นพระองค์ที่จะให้อภัยผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใดท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน [ โคโลสี 3:13 ]

เขาเป็นที่รู้จักในนามนายทหารผู้กล่าวสุนทรพจน์เรื่องการจัดเตียงทุกวัน ซึ่งมีผู้เข้าชมออนไลน์ถึง 100 ล้านครั้ง แต่พลเรือเอกวิลเลี่ยม แม็คราเวนซึ่งเกษียณอายุแล้วได้แบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หลังกรงขัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หลังกรงขัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">128778a5-ef59-490d-8c70-95560b215797</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/02b1ae75</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ [ อิสยาห์ 43:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ควอร์เตอร์แบ็กดาวเด่นในวงการอเมริกันฟุตบอลก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ใช่สนามกีฬา เขาพูดกับนักโทษสามร้อยคนในเรือนจำเอเวอร์เกลดส์ในไมอามี รัฐฟลอริดา โดยแบ่งปันถ้อยคำจากพระธรรมอิสยาห์</p>
<p>ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของภาพอันน่าตื่นเต้นของนักกีฬาชื่อดัง แต่เป็นจิตวิญญาณมากมายที่แตกสลายและเจ็บปวด ในช่วงเวลาพิเศษนี้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ในเรือนจำ ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งทวีตข้อความว่า “ห้องอธิษฐานเริ่มปะทุขึ้นด้วยการนมัสการและเสียงสรรเสริญ” พวกผู้ชายร้องไห้และอธิษฐานด้วยกัน ในท้ายที่สุดนักโทษประมาณยี่สิบเจ็ดคนได้มอบชีวิตให้พระคริสต์</p>
<p>ในทางหนึ่งทางใด เราทุกคนต่างก็อยู่ในคุกที่เราสร้างขึ้นเอง ติดอยู่ในกรงขังแห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัวและการเสพติด แต่อัศจรรย์เหลือล้นที่พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ ในเช้าวันนั้นที่เรือนจำพระวจนะข้อสำคัญคือ “เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” (อสย.43:19) พระวจนะตอนนี้หนุนใจให้เรา “ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว” และ “อย่าฝังใจกับอดีต” (ข้อ 18 TNCV) เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น...เราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25)</p>
<p>และพระเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “นอกจากเราไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด” (ข้อ 11) การมอบชีวิตของเราให้พระคริสต์เท่านั้นที่ทำให้เราเป็นอิสระ พวกเราบางคนจำเป็นต้องทำเช่นนั้น พวกเราบางคนได้ทำแล้ว แต่จำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงในชีวิตของเราคือใคร เรามั่นใจว่าโดยทางพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงทำ “สิ่งใหม่” อย่างแน่นอน ดังนั้นให้เรามาดูเถิดว่า อะไรงอกขึ้นมาแล้ว!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณถูกจองจำเนื่องจากความบาปของตนเองในรูปแบบใดบ้าง คุณต้องทำอะไรเพื่อจะหลุดพ้นจากความแหลกสลายนั้น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากที่คุมขังแห่งความบาปของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ [ อิสยาห์ 43:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ควอร์เตอร์แบ็กดาวเด่นในวงการอเมริกันฟุตบอลก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ใช่สนามกีฬา เขาพูดกับนักโทษสามร้อยคนในเรือนจำเอเวอร์เกลดส์ในไมอามี รัฐฟลอริดา โดยแบ่งปันถ้อยคำจากพระธรรมอิสยาห์</p>
<p>ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของภาพอันน่าตื่นเต้นของนักกีฬาชื่อดัง แต่เป็นจิตวิญญาณมากมายที่แตกสลายและเจ็บปวด ในช่วงเวลาพิเศษนี้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ในเรือนจำ ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งทวีตข้อความว่า “ห้องอธิษฐานเริ่มปะทุขึ้นด้วยการนมัสการและเสียงสรรเสริญ” พวกผู้ชายร้องไห้และอธิษฐานด้วยกัน ในท้ายที่สุดนักโทษประมาณยี่สิบเจ็ดคนได้มอบชีวิตให้พระคริสต์</p>
<p>ในทางหนึ่งทางใด เราทุกคนต่างก็อยู่ในคุกที่เราสร้างขึ้นเอง ติดอยู่ในกรงขังแห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัวและการเสพติด แต่อัศจรรย์เหลือล้นที่พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ ในเช้าวันนั้นที่เรือนจำพระวจนะข้อสำคัญคือ “เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” (อสย.43:19) พระวจนะตอนนี้หนุนใจให้เรา “ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว” และ “อย่าฝังใจกับอดีต” (ข้อ 18 TNCV) เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น...เราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25)</p>
<p>และพระเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “นอกจากเราไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด” (ข้อ 11) การมอบชีวิตของเราให้พระคริสต์เท่านั้นที่ทำให้เราเป็นอิสระ พวกเราบางคนจำเป็นต้องทำเช่นนั้น พวกเราบางคนได้ทำแล้ว แต่จำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงในชีวิตของเราคือใคร เรามั่นใจว่าโดยทางพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงทำ “สิ่งใหม่” อย่างแน่นอน ดังนั้นให้เรามาดูเถิดว่า อะไรงอกขึ้นมาแล้ว!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณถูกจองจำเนื่องจากความบาปของตนเองในรูปแบบใดบ้าง คุณต้องทำอะไรเพื่อจะหลุดพ้นจากความแหลกสลายนั้น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากที่คุมขังแห่งความบาปของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 12 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/02b1ae75/6b65ad79.mp3" length="11108215" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ [ อิสยาห์ 43:19 ]

ควอร์เตอร์แบ็กดาวเด่นในวงการอเมริกันฟุตบอลก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ใช่สนามกีฬา เขาพูดกับนักโทษสามร้อยคนในเรือนจำเอเวอร์เกลดส์ในไมอามี รัฐฟลอริดา โดยแบ่งปันถ้อยคำจากพระธรรมอิสยาห์
ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของภาพอันน่าตื่นเต้นของนักกีฬาชื่อดัง แต่เป็นจิตวิญญาณมากมายที่แตกสลายและเจ็บปวด ในช่วงเวลาพิเศษนี้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ในเรือนจำ ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งทวีตข้อความว่า “ห้องอธิษฐานเริ่มปะทุขึ้นด้วยการนมัสการและเสียงสรรเสริญ” พวกผู้ชายร้องไห้และอธิษฐานด้วยกัน ในท้ายที่สุดนักโทษประมาณยี่สิบเจ็ดคนได้มอบชีวิตให้พระคริสต์
ในทางหนึ่งทางใด เราทุกคนต่างก็อยู่ในคุกที่เราสร้างขึ้นเอง ติดอยู่ในกรงขังแห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัวและการเสพติด แต่อัศจรรย์เหลือล้นที่พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์ ในเช้าวันนั้นที่เรือนจำพระวจนะข้อสำคัญคือ “เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” (อสย.43:19) พระวจนะตอนนี้หนุนใจให้เรา “ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว” และ “อย่าฝังใจกับอดีต” (ข้อ 18 TNCV) เพราะพระเจ้าตรัสว่า “เรา เราคือพระองค์นั้น...เราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (ข้อ 25)
และพระเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า “นอกจากเราไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด” (ข้อ 11) การมอบชีวิตของเราให้พระคริสต์เท่านั้นที่ทำให้เราเป็นอิสระ พวกเราบางคนจำเป็นต้องทำเช่นนั้น พวกเราบางคนได้ทำแล้ว แต่จำเป็นต้องได้รับการเตือนให้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงในชีวิตของเราคือใคร เรามั่นใจว่าโดยทางพระคริสต์ พระเจ้าจะทรงทำ “สิ่งใหม่” อย่างแน่นอน ดังนั้นให้เรามาดูเถิดว่า อะไรงอกขึ้นมาแล้ว!

คุณถูกจองจำเนื่องจากความบาปของตนเองในรูปแบบใดบ้าง คุณต้องทำอะไรเพื่อจะหลุดพ้นจากความแหลกสลายนั้น
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงปลดปล่อยข้าพระองค์จากที่คุมขังแห่งความบาปของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ [ อิสยาห์ 43:19 ]

ควอร์เตอร์แบ็กดาวเด่นในวงการอเมริกันฟุตบอลก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ใช่สนามกีฬา เขาพูดกับนักโทษสามร้อยคนในเรือนจำเอเวอร์เกลดส์ในไมอามี รัฐฟลอริดา โดยแบ่งปันถ้อยคำจากพระธรรมอิสยาห์
ใน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พรมที่มีข้อความ “ยินดีต้อนรับ”</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พรมที่มีข้อความ “ยินดีต้อนรับ”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">374f8fdb-a366-4b67-94cb-d20187d42ee1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/00bfa814</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา [ มาระโก 9:37 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่อยู่บนพรมเช็ดเท้าซึ่งวางอยู่ในร้านค้าปลีกแถวบ้าน ฉันสังเกตเห็นคำต่างๆที่อยู่บนพรม เช่น “สวัสดี!” “บ้าน” ที่ใช้รูปหัวใจแทนพยัญชนะตัวหนึ่ง แล้วฉันก็เลือกพรมที่มีข้อความชินตาว่า “ยินดีต้อนรับ” เมื่อนำมาวางที่บ้าน ฉันก็สำรวจหัวใจตัวเองว่าบ้านของฉันให้การต้อนรับในแบบที่พระเจ้าปรารถนาให้เป็นจริงๆไหม คือ ต้อนรับเด็กที่ขายช็อกโกแลตเพื่อโครงการโรงเรียน ต้อนรับเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือคนในครอบครัวที่มาจากนอกเมืองโดยไม่บอกล่วงหน้า</p>
<p>ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูเสด็จลงจากภูเขาที่ทรงจำแลงพระกาย ที่ซึ่งทำให้เปโตร ยากอบและยอห์นยำเกรงในการทรงสถิตขององค์บริสุทธิ์ (ข้อ 1-13) และมารักษาเด็กที่ถูกผีเข้ากับบิดาที่หมดหวัง (ข้อ 14-29) จากนั้นทรงสอนบทเรียนแก่สาวกเป็นการส่วนตัวในเรื่องการสิ้นพระชนม์ (ข้อ 30-32) แต่พวกเขาพลาดประเด็นของพระองค์อย่างร้ายแรง (ข้อ 33-34) พระเยซูจึงทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้บนตักแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็รับมิใช่แต่เราผู้เดียว แต่รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาด้วย” (ข้อ 37) คำว่า รับ ในที่นี้หมายถึงการต้อนรับและยอมรับในฐานะแขกคนหนึ่ง พระเยซูต้องการให้สาวกต้อนรับทุกคน แม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยและแม้ในเวลาที่เราไม่สะดวก ให้เหมือนกับว่าเรากำลังต้อนรับพระองค์</p>
<p>ฉันคิดถึงพรมที่มีข้อความว่ายินดีต้อนรับของฉัน และสงสัยว่าฉันจะหยิบยื่นความรักของพระองค์ไปถึงผู้อื่นอย่างไร ก็โดยเริ่มต้นด้วยการต้อนรับพระเยซูในฐานะแขกผู้ล้ำค่า แล้วฉันจะยอมให้พระองค์ทรงนำฉัน ในการต้อนรับผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงปรารถนาหรือไม่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณต้อนรับพระเยซูเข้ามาในใจเมื่อไหร่และอย่างไร การมีพระเยซูนี้ควรมีอิทธิพลอย่างไรต่อวิธีที่คุณจะต้อนรับผู้อื่น</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดสร้างที่ประทับของพระองค์ภายในข้าพระองค์ เหมือนที่ข้าพระองค์สร้างบ้านของข้าพระองค์ในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา [ มาระโก 9:37 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่อยู่บนพรมเช็ดเท้าซึ่งวางอยู่ในร้านค้าปลีกแถวบ้าน ฉันสังเกตเห็นคำต่างๆที่อยู่บนพรม เช่น “สวัสดี!” “บ้าน” ที่ใช้รูปหัวใจแทนพยัญชนะตัวหนึ่ง แล้วฉันก็เลือกพรมที่มีข้อความชินตาว่า “ยินดีต้อนรับ” เมื่อนำมาวางที่บ้าน ฉันก็สำรวจหัวใจตัวเองว่าบ้านของฉันให้การต้อนรับในแบบที่พระเจ้าปรารถนาให้เป็นจริงๆไหม คือ ต้อนรับเด็กที่ขายช็อกโกแลตเพื่อโครงการโรงเรียน ต้อนรับเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือคนในครอบครัวที่มาจากนอกเมืองโดยไม่บอกล่วงหน้า</p>
<p>ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูเสด็จลงจากภูเขาที่ทรงจำแลงพระกาย ที่ซึ่งทำให้เปโตร ยากอบและยอห์นยำเกรงในการทรงสถิตขององค์บริสุทธิ์ (ข้อ 1-13) และมารักษาเด็กที่ถูกผีเข้ากับบิดาที่หมดหวัง (ข้อ 14-29) จากนั้นทรงสอนบทเรียนแก่สาวกเป็นการส่วนตัวในเรื่องการสิ้นพระชนม์ (ข้อ 30-32) แต่พวกเขาพลาดประเด็นของพระองค์อย่างร้ายแรง (ข้อ 33-34) พระเยซูจึงทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้บนตักแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็รับมิใช่แต่เราผู้เดียว แต่รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาด้วย” (ข้อ 37) คำว่า รับ ในที่นี้หมายถึงการต้อนรับและยอมรับในฐานะแขกคนหนึ่ง พระเยซูต้องการให้สาวกต้อนรับทุกคน แม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยและแม้ในเวลาที่เราไม่สะดวก ให้เหมือนกับว่าเรากำลังต้อนรับพระองค์</p>
<p>ฉันคิดถึงพรมที่มีข้อความว่ายินดีต้อนรับของฉัน และสงสัยว่าฉันจะหยิบยื่นความรักของพระองค์ไปถึงผู้อื่นอย่างไร ก็โดยเริ่มต้นด้วยการต้อนรับพระเยซูในฐานะแขกผู้ล้ำค่า แล้วฉันจะยอมให้พระองค์ทรงนำฉัน ในการต้อนรับผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงปรารถนาหรือไม่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณต้อนรับพระเยซูเข้ามาในใจเมื่อไหร่และอย่างไร การมีพระเยซูนี้ควรมีอิทธิพลอย่างไรต่อวิธีที่คุณจะต้อนรับผู้อื่น</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดสร้างที่ประทับของพระองค์ภายในข้าพระองค์ เหมือนที่ข้าพระองค์สร้างบ้านของข้าพระองค์ในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 11 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00bfa814/e9583402.mp3" length="14157215" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>885</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา [ มาระโก 9:37 ]

เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่อยู่บนพรมเช็ดเท้าซึ่งวางอยู่ในร้านค้าปลีกแถวบ้าน ฉันสังเกตเห็นคำต่างๆที่อยู่บนพรม เช่น “สวัสดี!” “บ้าน” ที่ใช้รูปหัวใจแทนพยัญชนะตัวหนึ่ง แล้วฉันก็เลือกพรมที่มีข้อความชินตาว่า “ยินดีต้อนรับ” เมื่อนำมาวางที่บ้าน ฉันก็สำรวจหัวใจตัวเองว่าบ้านของฉันให้การต้อนรับในแบบที่พระเจ้าปรารถนาให้เป็นจริงๆไหม คือ ต้อนรับเด็กที่ขายช็อกโกแลตเพื่อโครงการโรงเรียน ต้อนรับเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือคนในครอบครัวที่มาจากนอกเมืองโดยไม่บอกล่วงหน้า
ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูเสด็จลงจากภูเขาที่ทรงจำแลงพระกาย ที่ซึ่งทำให้เปโตร ยากอบและยอห์นยำเกรงในการทรงสถิตขององค์บริสุทธิ์ (ข้อ 1-13) และมารักษาเด็กที่ถูกผีเข้ากับบิดาที่หมดหวัง (ข้อ 14-29) จากนั้นทรงสอนบทเรียนแก่สาวกเป็นการส่วนตัวในเรื่องการสิ้นพระชนม์ (ข้อ 30-32) แต่พวกเขาพลาดประเด็นของพระองค์อย่างร้ายแรง (ข้อ 33-34) พระเยซูจึงทรงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้บนตักแล้วตรัสว่า “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นก็รับมิใช่แต่เราผู้เดียว แต่รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาด้วย” (ข้อ 37) คำว่า รับ ในที่นี้หมายถึงการต้อนรับและยอมรับในฐานะแขกคนหนึ่ง พระเยซูต้องการให้สาวกต้อนรับทุกคน แม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยและแม้ในเวลาที่เราไม่สะดวก ให้เหมือนกับว่าเรากำลังต้อนรับพระองค์
ฉันคิดถึงพรมที่มีข้อความว่ายินดีต้อนรับของฉัน และสงสัยว่าฉันจะหยิบยื่นความรักของพระองค์ไปถึงผู้อื่นอย่างไร ก็โดยเริ่มต้นด้วยการต้อนรับพระเยซูในฐานะแขกผู้ล้ำค่า แล้วฉันจะยอมให้พระองค์ทรงนำฉัน ในการต้อนรับผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงปรารถนาหรือไม่

คุณต้อนรับพระเยซูเข้ามาในใจเมื่อไหร่และอย่างไร การมีพระเยซูนี้ควรมีอิทธิพลอย่างไรต่อวิธีที่คุณจะต้อนรับผู้อื่น
พระเยซูเจ้า โปรดสร้างที่ประทับของพระองค์ภายในข้าพระองค์ เหมือนที่ข้าพระองค์สร้างบ้านของข้าพระองค์ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กๆเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา ผู้นั้นก็รับเรา [ มาระโก 9:37 ]

เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความที่อยู่บนพรมเช็ดเท้าซึ่งวางอยู่ในร้านค้าปลีกแถวบ้าน ฉันสังเกตเห็นคำต่างๆที่อยู่บนพรม เช่น “สวัสดี!” “บ้าน” ที่ใช้รูปหัวใจแทนพยัญชนะตัวหนึ่ง แล้วฉันก็</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คนรักพระคัมภีร์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คนรักพระคัมภีร์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">820c40fb-0b9e-44fd-8af3-44add761d24c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c95b5018</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระดำรัสของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริง [ สดุดี 119:103 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เจ้าสาวแสนสวยคล้องแขนพ่อที่ภาคภูมิใจเอาไว้และเตรียมเดินไปยังแท่นประกอบพิธี แต่ผู้ที่เดินนำหน้าคือหลานชายวัยสิบสามเดือนของเธอ แทนที่เขาจะถือ “แหวน” อย่างที่ปฏิบัติกัน เขากลับเป็น “ผู้ถือพระคัมภีร์” ด้วยวิธีนี้เองเจ้าสาวและเจ้าบ่าวผู้เชื่อที่อุทิศตัวในพระเยซู ต้องการเป็นพยานถึงความรักที่พวกเขามีต่อพระคัมภีร์ เด็กน้อยเดินไปยังด้านหน้าคริสตจักรโดยวอกแวกเพียงเล็กน้อย บนปกหนังของพระคัมภีร์นั้นมีรอยฟันของเด็กน้อยอยู่ ซึ่งเป็นภาพประกอบที่ชัดเจนเล็งถึงผู้เชื่อในพระคริสต์หรือผู้ที่ปรารถนาจะรู้จักกับพระองค์ ที่จะชิมและรับเอาพระวจนะนั้นเข้าไปภายใน</p>
<p>สดุดี 119 ยกย่องคุณค่าอันถ้วนทั่วของพระคัมภีร์ เมื่อประกาศถึงความสุขของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระธรรมของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 1) ผู้เขียนร่ายบทกวียกย่องชื่นชมพระคัมภีร์ รวมถึงความรักที่ท่านมีต่อพระวจนะนั้น “ขอทรงพิเคราะห์ว่าข้าพระองค์รักข้อบังคับของพระองค์มากเท่าใด” (ข้อ 159) “ข้าพระองค์เกลียดและสะอิดสะเอียนต่อความเท็จ แต่ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์” (ข้อ 163) “จิตใจของข้าพระองค์ปฏิบัติตาม บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รักพระโอวาทนั้นมากยิ่ง” (ข้อ 167)</p>
<p>เราจะกล่าวถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ผ่านวิถีชีวิตของเราอย่างไร วิธีหนึ่งที่จะทดสอบความรักที่เรามีต่อพระองค์ คือการถามว่า ฉันกำลังมีส่วนกับอะไร ฉันเคย “ลิ้มรส” ความหวานชื่นของถ้อยคำเหล่านั้นไหม จากนั้นให้ตอบรับคำเชิญนี้ที่จะ “ชิมดูแล้วจะเห็นว่าพระเจ้าประเสริฐ” (34:8)</p>
<p><br></p>
<p><strong>“รอยฟัน” ของคุณปรากฏอยู่บนสิ่งใดบ้าง คุณจะพัฒนาความรักที่มีต่อพระเจ้าและพระคัมภีร์อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ทรงทราบว่าความหิวกระหายของข้าพระองค์ต้องปรับเปลี่ยนที่จุดไหน โปรดประทานความกล้าและกำลังแก่ข้าพระองค์ที่จะเปลี่ยนแปลงจุดที่จำเป็นเพื่อความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์จะเติบโตขึ้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระดำรัสของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริง [ สดุดี 119:103 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เจ้าสาวแสนสวยคล้องแขนพ่อที่ภาคภูมิใจเอาไว้และเตรียมเดินไปยังแท่นประกอบพิธี แต่ผู้ที่เดินนำหน้าคือหลานชายวัยสิบสามเดือนของเธอ แทนที่เขาจะถือ “แหวน” อย่างที่ปฏิบัติกัน เขากลับเป็น “ผู้ถือพระคัมภีร์” ด้วยวิธีนี้เองเจ้าสาวและเจ้าบ่าวผู้เชื่อที่อุทิศตัวในพระเยซู ต้องการเป็นพยานถึงความรักที่พวกเขามีต่อพระคัมภีร์ เด็กน้อยเดินไปยังด้านหน้าคริสตจักรโดยวอกแวกเพียงเล็กน้อย บนปกหนังของพระคัมภีร์นั้นมีรอยฟันของเด็กน้อยอยู่ ซึ่งเป็นภาพประกอบที่ชัดเจนเล็งถึงผู้เชื่อในพระคริสต์หรือผู้ที่ปรารถนาจะรู้จักกับพระองค์ ที่จะชิมและรับเอาพระวจนะนั้นเข้าไปภายใน</p>
<p>สดุดี 119 ยกย่องคุณค่าอันถ้วนทั่วของพระคัมภีร์ เมื่อประกาศถึงความสุขของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระธรรมของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 1) ผู้เขียนร่ายบทกวียกย่องชื่นชมพระคัมภีร์ รวมถึงความรักที่ท่านมีต่อพระวจนะนั้น “ขอทรงพิเคราะห์ว่าข้าพระองค์รักข้อบังคับของพระองค์มากเท่าใด” (ข้อ 159) “ข้าพระองค์เกลียดและสะอิดสะเอียนต่อความเท็จ แต่ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์” (ข้อ 163) “จิตใจของข้าพระองค์ปฏิบัติตาม บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รักพระโอวาทนั้นมากยิ่ง” (ข้อ 167)</p>
<p>เราจะกล่าวถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ผ่านวิถีชีวิตของเราอย่างไร วิธีหนึ่งที่จะทดสอบความรักที่เรามีต่อพระองค์ คือการถามว่า ฉันกำลังมีส่วนกับอะไร ฉันเคย “ลิ้มรส” ความหวานชื่นของถ้อยคำเหล่านั้นไหม จากนั้นให้ตอบรับคำเชิญนี้ที่จะ “ชิมดูแล้วจะเห็นว่าพระเจ้าประเสริฐ” (34:8)</p>
<p><br></p>
<p><strong>“รอยฟัน” ของคุณปรากฏอยู่บนสิ่งใดบ้าง คุณจะพัฒนาความรักที่มีต่อพระเจ้าและพระคัมภีร์อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ทรงทราบว่าความหิวกระหายของข้าพระองค์ต้องปรับเปลี่ยนที่จุดไหน โปรดประทานความกล้าและกำลังแก่ข้าพระองค์ที่จะเปลี่ยนแปลงจุดที่จำเป็นเพื่อความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์จะเติบโตขึ้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 10 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c95b5018/a2826465.mp3" length="11881601" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>743</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระดำรัสของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริง [ สดุดี 119:103 ]

เจ้าสาวแสนสวยคล้องแขนพ่อที่ภาคภูมิใจเอาไว้และเตรียมเดินไปยังแท่นประกอบพิธี แต่ผู้ที่เดินนำหน้าคือหลานชายวัยสิบสามเดือนของเธอ แทนที่เขาจะถือ “แหวน” อย่างที่ปฏิบัติกัน เขากลับเป็น “ผู้ถือพระคัมภีร์” ด้วยวิธีนี้เองเจ้าสาวและเจ้าบ่าวผู้เชื่อที่อุทิศตัวในพระเยซู ต้องการเป็นพยานถึงความรักที่พวกเขามีต่อพระคัมภีร์ เด็กน้อยเดินไปยังด้านหน้าคริสตจักรโดยวอกแวกเพียงเล็กน้อย บนปกหนังของพระคัมภีร์นั้นมีรอยฟันของเด็กน้อยอยู่ ซึ่งเป็นภาพประกอบที่ชัดเจนเล็งถึงผู้เชื่อในพระคริสต์หรือผู้ที่ปรารถนาจะรู้จักกับพระองค์ ที่จะชิมและรับเอาพระวจนะนั้นเข้าไปภายใน
สดุดี 119 ยกย่องคุณค่าอันถ้วนทั่วของพระคัมภีร์ เมื่อประกาศถึงความสุขของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระธรรมของพระเจ้าแล้ว (ข้อ 1) ผู้เขียนร่ายบทกวียกย่องชื่นชมพระคัมภีร์ รวมถึงความรักที่ท่านมีต่อพระวจนะนั้น “ขอทรงพิเคราะห์ว่าข้าพระองค์รักข้อบังคับของพระองค์มากเท่าใด” (ข้อ 159) “ข้าพระองค์เกลียดและสะอิดสะเอียนต่อความเท็จ แต่ข้าพระองค์รักพระธรรมของพระองค์” (ข้อ 163) “จิตใจของข้าพระองค์ปฏิบัติตาม บรรดาพระโอวาทของพระองค์ ข้าพระองค์รักพระโอวาทนั้นมากยิ่ง” (ข้อ 167)
เราจะกล่าวถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ผ่านวิถีชีวิตของเราอย่างไร วิธีหนึ่งที่จะทดสอบความรักที่เรามีต่อพระองค์ คือการถามว่า ฉันกำลังมีส่วนกับอะไร ฉันเคย “ลิ้มรส” ความหวานชื่นของถ้อยคำเหล่านั้นไหม จากนั้นให้ตอบรับคำเชิญนี้ที่จะ “ชิมดูแล้วจะเห็นว่าพระเจ้าประเสริฐ” (34:8)

“รอยฟัน” ของคุณปรากฏอยู่บนสิ่งใดบ้าง คุณจะพัฒนาความรักที่มีต่อพระเจ้าและพระคัมภีร์อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ทรงทราบว่าความหิวกระหายของข้าพระองค์ต้องปรับเปลี่ยนที่จุดไหน โปรดประทานความกล้าและกำลังแก่ข้าพระองค์ที่จะเปลี่ยนแปลงจุดที่จำเป็นเพื่อความรักที่ข้าพระองค์มีต่อพระองค์จะเติบโตขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระดำรัสของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริง [ สดุดี 119:103 ]

เจ้าสาวแสนสวยคล้องแขนพ่อที่ภาคภูมิใจเอาไว้และเตรียมเดินไปยังแท่นประกอบพิธี แต่ผู้ที่เดินนำหน้าคือหลานชายวัยสิบสามเดือนของเธอ แทนที่เขาจะถือ “แหวน” อย่างที่ปฏิบัติกัน เขากลับเป็น “ผู้ถือพร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยึดติดกับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยึดติดกับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">417108db-5027-40a1-9da4-5be99dcc1d98</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/973848fa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[เอเลอาซาร์ ] ได้ลุกขึ้นฆ่าฟันพวกฟีลิสเตียจนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ [ 2 ซามูเอล 23:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อจอนนี่ เอียเรคสัน ทาดาพูดถึงริก้านั้น เธอเน้นย้ำถึง “ความเชื่อในพระเจ้าที่ลึกซึ้งและผ่านการทดสอบมายาวนาน” ของเพื่อนคนนี้ และความอดทนที่พัฒนาเพิ่มขึ้นขณะเธอมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เป็นเวลากว่าสิบห้าปีที่ริก้าต้องนอนบนเตียง ไม่อาจแม้แต่จะมองเห็นดวงจันทร์จากหน้าต่างเล็กๆในห้องของเธอได้ แต่เธอไม่ได้หมดหวัง เธอวางใจในพระเจ้า อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ และตามที่จอนนี่บรรยาย เธอ “รู้วิธีที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการต่อสู้อย่างดุเดือดกับความท้อแท้”</p>
<p>จอนนี่เปรียบการยืนหยัดและความพากเพียรของริก้ากับเอเลอาซาร์ทหารในสมัยของกษัตริย์ดาวิด ผู้ซึ่งปฏิเสธที่จะหนีคนฟีลิสเตีย แทนที่เขาจะร่วมกับกองทหารที่ถอยทัพ “[เอเลอาซาร์ ]ได้ลุกขึ้นฆ่าฟัน...จนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ” (2 ซมอ.23:10) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า “ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง” (ข้อ 10) จอนนี่ีสังเกตเห็นว่าเหมือนเช่นที่เอเลอาซาร์ได้ยึดติดกับดาบด้วยความมุ่งมั่น ริก้าก็ยึดติดกับ “พระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า” (อฟ.6:17) และที่นั่น เธอพบกำลังของเธอในพระเจ้า</p>
<p>ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือต่อสู้กับความท้อแท้จากโรคเรื้อรัง เราเองก็สามารถพึ่งพาพระเจ้าได้เช่นกัน เพื่อให้ความหวังของเราที่สะสมไว้หยั่งรากลงลึกมั่นคงขึ้นและช่วยให้เราอดทนได้ เราจะพบกำลังของเราได้ในพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้พบเห็นถึงเรื่องราวใดบ้างที่เป็นตัวอย่างของการยืนหยัดและความอดทนในความเชื่อ พระเจ้าทรงฟื้นฟูและให้กำลังใหม่แก่คุณอย่างไรเมื่อคุณรู้สึกถูกบีบคั้นและหมดแรง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์และช่วยให้ข้าพระองค์ยืนหยัดอดทน โปรดให้ข้าพระองค์เพ่งมองที่พระองค์เพื่อข้าพระองค์จะรักและไว้วางใจพระองค์ตลอดไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[เอเลอาซาร์ ] ได้ลุกขึ้นฆ่าฟันพวกฟีลิสเตียจนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ [ 2 ซามูเอล 23:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อจอนนี่ เอียเรคสัน ทาดาพูดถึงริก้านั้น เธอเน้นย้ำถึง “ความเชื่อในพระเจ้าที่ลึกซึ้งและผ่านการทดสอบมายาวนาน” ของเพื่อนคนนี้ และความอดทนที่พัฒนาเพิ่มขึ้นขณะเธอมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เป็นเวลากว่าสิบห้าปีที่ริก้าต้องนอนบนเตียง ไม่อาจแม้แต่จะมองเห็นดวงจันทร์จากหน้าต่างเล็กๆในห้องของเธอได้ แต่เธอไม่ได้หมดหวัง เธอวางใจในพระเจ้า อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ และตามที่จอนนี่บรรยาย เธอ “รู้วิธีที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการต่อสู้อย่างดุเดือดกับความท้อแท้”</p>
<p>จอนนี่เปรียบการยืนหยัดและความพากเพียรของริก้ากับเอเลอาซาร์ทหารในสมัยของกษัตริย์ดาวิด ผู้ซึ่งปฏิเสธที่จะหนีคนฟีลิสเตีย แทนที่เขาจะร่วมกับกองทหารที่ถอยทัพ “[เอเลอาซาร์ ]ได้ลุกขึ้นฆ่าฟัน...จนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ” (2 ซมอ.23:10) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า “ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง” (ข้อ 10) จอนนี่ีสังเกตเห็นว่าเหมือนเช่นที่เอเลอาซาร์ได้ยึดติดกับดาบด้วยความมุ่งมั่น ริก้าก็ยึดติดกับ “พระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า” (อฟ.6:17) และที่นั่น เธอพบกำลังของเธอในพระเจ้า</p>
<p>ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือต่อสู้กับความท้อแท้จากโรคเรื้อรัง เราเองก็สามารถพึ่งพาพระเจ้าได้เช่นกัน เพื่อให้ความหวังของเราที่สะสมไว้หยั่งรากลงลึกมั่นคงขึ้นและช่วยให้เราอดทนได้ เราจะพบกำลังของเราได้ในพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้พบเห็นถึงเรื่องราวใดบ้างที่เป็นตัวอย่างของการยืนหยัดและความอดทนในความเชื่อ พระเจ้าทรงฟื้นฟูและให้กำลังใหม่แก่คุณอย่างไรเมื่อคุณรู้สึกถูกบีบคั้นและหมดแรง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์และช่วยให้ข้าพระองค์ยืนหยัดอดทน โปรดให้ข้าพระองค์เพ่งมองที่พระองค์เพื่อข้าพระองค์จะรักและไว้วางใจพระองค์ตลอดไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 09 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/973848fa/3712c3c7.mp3" length="12201091" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>763</itunes:duration>
      <itunes:summary>[เอเลอาซาร์ ] ได้ลุกขึ้นฆ่าฟันพวกฟีลิสเตียจนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ [ 2 ซามูเอล 23:10 ]

เมื่อจอนนี่ เอียเรคสัน ทาดาพูดถึงริก้านั้น เธอเน้นย้ำถึง “ความเชื่อในพระเจ้าที่ลึกซึ้งและผ่านการทดสอบมายาวนาน” ของเพื่อนคนนี้ และความอดทนที่พัฒนาเพิ่มขึ้นขณะเธอมีชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เป็นเวลากว่าสิบห้าปีที่ริก้าต้องนอนบนเตียง ไม่อาจแม้แต่จะมองเห็นดวงจันทร์จากหน้าต่างเล็กๆในห้องของเธอได้ แต่เธอไม่ได้หมดหวัง เธอวางใจในพระเจ้า อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ และตามที่จอนนี่บรรยาย เธอ “รู้วิธีที่จะยืนหยัดมั่นคงในระหว่างการต่อสู้อย่างดุเดือดกับความท้อแท้”
จอนนี่เปรียบการยืนหยัดและความพากเพียรของริก้ากับเอเลอาซาร์ทหารในสมัยของกษัตริย์ดาวิด ผู้ซึ่งปฏิเสธที่จะหนีคนฟีลิสเตีย แทนที่เขาจะร่วมกับกองทหารที่ถอยทัพ “[เอเลอาซาร์ ]ได้ลุกขึ้นฆ่าฟัน...จนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ” (2 ซมอ.23:10) โดยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า “ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำให้ได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง” (ข้อ 10) จอนนี่ีสังเกตเห็นว่าเหมือนเช่นที่เอเลอาซาร์ได้ยึดติดกับดาบด้วยความมุ่งมั่น ริก้าก็ยึดติดกับ “พระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า” (อฟ.6:17) และที่นั่น เธอพบกำลังของเธอในพระเจ้า
ไม่ว่าจะมีสุขภาพแข็งแรงดีหรือต่อสู้กับความท้อแท้จากโรคเรื้อรัง เราเองก็สามารถพึ่งพาพระเจ้าได้เช่นกัน เพื่อให้ความหวังของเราที่สะสมไว้หยั่งรากลงลึกมั่นคงขึ้นและช่วยให้เราอดทนได้ เราจะพบกำลังของเราได้ในพระคริสต์

คุณได้พบเห็นถึงเรื่องราวใดบ้างที่เป็นตัวอย่างของการยืนหยัดและความอดทนในความเชื่อ พระเจ้าทรงฟื้นฟูและให้กำลังใหม่แก่คุณอย่างไรเมื่อคุณรู้สึกถูกบีบคั้นและหมดแรง
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์และช่วยให้ข้าพระองค์ยืนหยัดอดทน โปรดให้ข้าพระองค์เพ่งมองที่พระองค์เพื่อข้าพระองค์จะรักและไว้วางใจพระองค์ตลอดไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[เอเลอาซาร์ ] ได้ลุกขึ้นฆ่าฟันพวกฟีลิสเตียจนมือของท่านเป็นเหน็บแข็งติดดาบ [ 2 ซามูเอล 23:10 ]

เมื่อจอนนี่ เอียเรคสัน ทาดาพูดถึงริก้านั้น เธอเน้นย้ำถึง “ความเชื่อในพระเจ้าที่ลึกซึ้งและผ่านการทดสอบมายาวนาน” ของเพื่อนคนนี้ และความอดทนที่พัฒนาเพิ่มขึ้นขณะเธอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักด้วยการกระทำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักด้วยการกระทำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a0d91945-7ef8-427c-8592-c2c696274f40</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a4927692</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่นเพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาแบบนี้ [ ฮีบรู 13:16 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้อาศัยอยู่ข้างบ้านของสุภาพบุรุษชรามานานกว่าห้าปีแล้ว วันหนึ่งเขากดกริ่งประตูบ้านด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอ “ผมไม่เห็นคุณมาประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว” เขากล่าว “ผมแค่มาดูว่าคุณสบายดีไหม” การที่เขามา “ถามไถ่เรื่องสุขภาพ” นั้นช่วยหนุนใจเธอ หลังจากที่สูญเสียพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งที่มีชายใจดีคอยดูแลเธอและครอบครัว</p>
<p>เมื่อของขวัญแห่งความเมตตาที่ให้โดยไม่คิดมูลค่าและประเมินค่าไม่ได้นี้เป็นมากยิ่งกว่าแค่การเป็นคนดี แต่คือการที่เรากำลังรับใช้ผู้อื่นด้วยการแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับพวกเขา ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า ผู้เชื่อในพระเยซูควร “ถวายการสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าโดยทางพระเยซูตลอดไป คือถวายผลแห่งริมฝีปากที่กล่าวยอมรับพระนามของพระองค์” (ฮบ.13:15 TNCV) จากนั้นผู้เขียนมอบหมายให้พวกเขาดำเนินชีวิตตามความเชื่อ โดยกล่าวว่า “อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น เพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนี้” (ข้อ 16 TNCV)</p>
<p>การนมัสการพระเยซูโดยการประกาศพระนามของพระองค์นั้นเป็นความปีติยินดีและสิทธิพิเศษ เมื่อเรารักเหมือนพระเยซูเราก็ได้แสดงความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า เราสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะให้เราตระหนักถึงโอกาสและเสริมกำลังให้เรารักสมาชิกในครัวเรือนของเรารวมถึงคนอื่นๆด้วย ในช่วงเวลาแห่งการทำพันธกิจรับใช้เหล่านั้น เราก็กำลังประกาศถึงพระเยซูผ่านข้อความที่ทรงพลังนั่นคือความรักที่สำแดงออกเป็นการกระทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะแบ่งปันความรักของพระเยซูกับใครสักคนด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นจริงได้อย่างไร คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการสำแดงใจกรุณาออกมาเป็นการกระทำได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ด้วยการแสดงความรักต่อผู้อื่นผ่านสิ่งที่ข้าพระองค์พูดและกระทำในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่นเพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาแบบนี้ [ ฮีบรู 13:16 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้อาศัยอยู่ข้างบ้านของสุภาพบุรุษชรามานานกว่าห้าปีแล้ว วันหนึ่งเขากดกริ่งประตูบ้านด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอ “ผมไม่เห็นคุณมาประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว” เขากล่าว “ผมแค่มาดูว่าคุณสบายดีไหม” การที่เขามา “ถามไถ่เรื่องสุขภาพ” นั้นช่วยหนุนใจเธอ หลังจากที่สูญเสียพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งที่มีชายใจดีคอยดูแลเธอและครอบครัว</p>
<p>เมื่อของขวัญแห่งความเมตตาที่ให้โดยไม่คิดมูลค่าและประเมินค่าไม่ได้นี้เป็นมากยิ่งกว่าแค่การเป็นคนดี แต่คือการที่เรากำลังรับใช้ผู้อื่นด้วยการแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับพวกเขา ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า ผู้เชื่อในพระเยซูควร “ถวายการสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าโดยทางพระเยซูตลอดไป คือถวายผลแห่งริมฝีปากที่กล่าวยอมรับพระนามของพระองค์” (ฮบ.13:15 TNCV) จากนั้นผู้เขียนมอบหมายให้พวกเขาดำเนินชีวิตตามความเชื่อ โดยกล่าวว่า “อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น เพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนี้” (ข้อ 16 TNCV)</p>
<p>การนมัสการพระเยซูโดยการประกาศพระนามของพระองค์นั้นเป็นความปีติยินดีและสิทธิพิเศษ เมื่อเรารักเหมือนพระเยซูเราก็ได้แสดงความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า เราสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะให้เราตระหนักถึงโอกาสและเสริมกำลังให้เรารักสมาชิกในครัวเรือนของเรารวมถึงคนอื่นๆด้วย ในช่วงเวลาแห่งการทำพันธกิจรับใช้เหล่านั้น เราก็กำลังประกาศถึงพระเยซูผ่านข้อความที่ทรงพลังนั่นคือความรักที่สำแดงออกเป็นการกระทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะแบ่งปันความรักของพระเยซูกับใครสักคนด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นจริงได้อย่างไร คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการสำแดงใจกรุณาออกมาเป็นการกระทำได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ด้วยการแสดงความรักต่อผู้อื่นผ่านสิ่งที่ข้าพระองค์พูดและกระทำในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 08 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a4927692/3cd65c9a.mp3" length="11561345" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>723</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่นเพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาแบบนี้ [ ฮีบรู 13:16 TNCV ]

แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้อาศัยอยู่ข้างบ้านของสุภาพบุรุษชรามานานกว่าห้าปีแล้ว วันหนึ่งเขากดกริ่งประตูบ้านด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอ “ผมไม่เห็นคุณมาประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว” เขากล่าว “ผมแค่มาดูว่าคุณสบายดีไหม” การที่เขามา “ถามไถ่เรื่องสุขภาพ” นั้นช่วยหนุนใจเธอ หลังจากที่สูญเสียพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งที่มีชายใจดีคอยดูแลเธอและครอบครัว
เมื่อของขวัญแห่งความเมตตาที่ให้โดยไม่คิดมูลค่าและประเมินค่าไม่ได้นี้เป็นมากยิ่งกว่าแค่การเป็นคนดี แต่คือการที่เรากำลังรับใช้ผู้อื่นด้วยการแบ่งปันความรักของพระคริสต์กับพวกเขา ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวว่า ผู้เชื่อในพระเยซูควร “ถวายการสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าโดยทางพระเยซูตลอดไป คือถวายผลแห่งริมฝีปากที่กล่าวยอมรับพระนามของพระองค์” (ฮบ.13:15 TNCV) จากนั้นผู้เขียนมอบหมายให้พวกเขาดำเนินชีวิตตามความเชื่อ โดยกล่าวว่า “อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น เพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนี้” (ข้อ 16 TNCV)
การนมัสการพระเยซูโดยการประกาศพระนามของพระองค์นั้นเป็นความปีติยินดีและสิทธิพิเศษ เมื่อเรารักเหมือนพระเยซูเราก็ได้แสดงความรักที่แท้จริงต่อพระเจ้า เราสามารถทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะให้เราตระหนักถึงโอกาสและเสริมกำลังให้เรารักสมาชิกในครัวเรือนของเรารวมถึงคนอื่นๆด้วย ในช่วงเวลาแห่งการทำพันธกิจรับใช้เหล่านั้น เราก็กำลังประกาศถึงพระเยซูผ่านข้อความที่ทรงพลังนั่นคือความรักที่สำแดงออกเป็นการกระทำ

คุณจะแบ่งปันความรักของพระเยซูกับใครสักคนด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นจริงได้อย่างไร คุณจะตั้งใจมากขึ้นในการสำแดงใจกรุณาออกมาเป็นการกระทำได้อย่างไร
พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ด้วยการแสดงความรักต่อผู้อื่นผ่านสิ่งที่ข้าพระองค์พูดและกระทำในแต่ละวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าลืมที่จะทำความดีและแบ่งปันร่วมกับผู้อื่นเพราะพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาแบบนี้ [ ฮีบรู 13:16 TNCV ]

แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้อาศัยอยู่ข้างบ้านของสุภาพบุรุษชรามานานกว่าห้าปีแล้ว วันหนึ่งเขากดกริ่งประตูบ้านด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเธอ “ผมไม่เห็นคุณมาประมา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำสารภาพซึ่งชำระให้สะอาด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำสารภาพซึ่งชำระให้สะอาด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">36d6064e-ea0d-4c7c-bbdf-05c9cc1a6a85</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7452ad93</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน [ ยากอบ 5:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ชายคนหนึ่งถูกว่าจ้างโดยผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ให้ไปร่วมงานศพและเปิดเผยความลับที่พวกเขาไม่เคยบอกใครขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นได้ขัดจัง-หวะช่วงการกล่าวยกย่องผู้ตาย เขาขอให้คนจัดงานในพิธีที่ตกตะลึงนั่งลงเมื่อคนเหล่านั้นเริ่มจะขัดขวาง ทันทีที่ลุกขึ้นเขาก็บรรยายว่าชายในโลงศพนั้นถูกรางวัลลอตเตอรี่แต่ไม่เคยบอกใคร และแสร้งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานหลายสิบปี มีหลายครั้งที่ชายผู้ถูกจ้างมานี้ต้องสารภาพเรื่องการนอกใจกับคู่สมรสของผู้ตาย อาจมีคนตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจดีหรือเป็นการหาประโยชน์จากสถานการณ์กันแน่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความหิวกระหายของผู้คนที่จะได้รับการยกโทษจากบาปในอดีต</p>
<p>การมีคนอื่นสารภาพบาปแทนเรา (โดยเฉพาะหลังจากที่เราตายไปแล้ว) เป็นวิธีที่ไร้ประโยชน์และเสี่ยงในการจัดการกับความลับ แต่เรื่องราวเหล่านี้เผยให้เห็นความจริงอันลึกซึ้ง นั่นคือ เราจำเป็นต้องสารภาพบาปเพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกของตัวเอง การสารภาพชำระเราจากบาปที่เราซ่อนไว้ซึ่งทำให้ทุกข์ระทม ยากอบกล่าวว่า “จงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย” (5:16) การสารภาพบาปปลดปล่อยเราจากภาระที่ผูกมัดเราไว้ ให้อิสระแก่เราที่จะพูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างสนิทสนม โดยการอธิษฐานเปิดใจกับพระองค์และกับชุมชนแห่งความเชื่อของเรา คำสารภาพนั้นทำให้เกิดการเยียวยารักษา</p>
<p>ยากอบเชื้อเชิญให้เราใช้ชีวิตที่เปิดเผย โดยสารภาพต่อพระเจ้าและคนใกล้ชิดที่สุดถึงความเจ็บปวดและความล้มเหลวที่เราอยากจะฝังเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องแบกภาระเหล่านี้เพียงลำพัง การสารภาพเป็นของขวัญสำหรับเราที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีอะไรที่ต้องสารภาพบ้าง และกับใคร มีสิ่งใดที่ยับยั้งคุณไว้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะสารภาพความผิดบาปนั้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน [ ยากอบ 5:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ชายคนหนึ่งถูกว่าจ้างโดยผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ให้ไปร่วมงานศพและเปิดเผยความลับที่พวกเขาไม่เคยบอกใครขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นได้ขัดจัง-หวะช่วงการกล่าวยกย่องผู้ตาย เขาขอให้คนจัดงานในพิธีที่ตกตะลึงนั่งลงเมื่อคนเหล่านั้นเริ่มจะขัดขวาง ทันทีที่ลุกขึ้นเขาก็บรรยายว่าชายในโลงศพนั้นถูกรางวัลลอตเตอรี่แต่ไม่เคยบอกใคร และแสร้งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานหลายสิบปี มีหลายครั้งที่ชายผู้ถูกจ้างมานี้ต้องสารภาพเรื่องการนอกใจกับคู่สมรสของผู้ตาย อาจมีคนตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจดีหรือเป็นการหาประโยชน์จากสถานการณ์กันแน่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความหิวกระหายของผู้คนที่จะได้รับการยกโทษจากบาปในอดีต</p>
<p>การมีคนอื่นสารภาพบาปแทนเรา (โดยเฉพาะหลังจากที่เราตายไปแล้ว) เป็นวิธีที่ไร้ประโยชน์และเสี่ยงในการจัดการกับความลับ แต่เรื่องราวเหล่านี้เผยให้เห็นความจริงอันลึกซึ้ง นั่นคือ เราจำเป็นต้องสารภาพบาปเพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกของตัวเอง การสารภาพชำระเราจากบาปที่เราซ่อนไว้ซึ่งทำให้ทุกข์ระทม ยากอบกล่าวว่า “จงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย” (5:16) การสารภาพบาปปลดปล่อยเราจากภาระที่ผูกมัดเราไว้ ให้อิสระแก่เราที่จะพูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างสนิทสนม โดยการอธิษฐานเปิดใจกับพระองค์และกับชุมชนแห่งความเชื่อของเรา คำสารภาพนั้นทำให้เกิดการเยียวยารักษา</p>
<p>ยากอบเชื้อเชิญให้เราใช้ชีวิตที่เปิดเผย โดยสารภาพต่อพระเจ้าและคนใกล้ชิดที่สุดถึงความเจ็บปวดและความล้มเหลวที่เราอยากจะฝังเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องแบกภาระเหล่านี้เพียงลำพัง การสารภาพเป็นของขวัญสำหรับเราที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีอะไรที่ต้องสารภาพบ้าง และกับใคร มีสิ่งใดที่ยับยั้งคุณไว้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะสารภาพความผิดบาปนั้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 07 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7452ad93/b0cff111.mp3" length="11421971" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน [ ยากอบ 5:16 ]

ชายคนหนึ่งถูกว่าจ้างโดยผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ให้ไปร่วมงานศพและเปิดเผยความลับที่พวกเขาไม่เคยบอกใครขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นได้ขัดจัง-หวะช่วงการกล่าวยกย่องผู้ตาย เขาขอให้คนจัดงานในพิธีที่ตกตะลึงนั่งลงเมื่อคนเหล่านั้นเริ่มจะขัดขวาง ทันทีที่ลุกขึ้นเขาก็บรรยายว่าชายในโลงศพนั้นถูกรางวัลลอตเตอรี่แต่ไม่เคยบอกใคร และแสร้งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานหลายสิบปี มีหลายครั้งที่ชายผู้ถูกจ้างมานี้ต้องสารภาพเรื่องการนอกใจกับคู่สมรสของผู้ตาย อาจมีคนตั้งคำถามว่าการกระทำเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจดีหรือเป็นการหาประโยชน์จากสถานการณ์กันแน่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความหิวกระหายของผู้คนที่จะได้รับการยกโทษจากบาปในอดีต
การมีคนอื่นสารภาพบาปแทนเรา (โดยเฉพาะหลังจากที่เราตายไปแล้ว) เป็นวิธีที่ไร้ประโยชน์และเสี่ยงในการจัดการกับความลับ แต่เรื่องราวเหล่านี้เผยให้เห็นความจริงอันลึกซึ้ง นั่นคือ เราจำเป็นต้องสารภาพบาปเพื่อปลดเปลื้องความรู้สึกของตัวเอง การสารภาพชำระเราจากบาปที่เราซ่อนไว้ซึ่งทำให้ทุกข์ระทม ยากอบกล่าวว่า “จงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย” (5:16) การสารภาพบาปปลดปล่อยเราจากภาระที่ผูกมัดเราไว้ ให้อิสระแก่เราที่จะพูดคุยกับพระเจ้าได้อย่างสนิทสนม โดยการอธิษฐานเปิดใจกับพระองค์และกับชุมชนแห่งความเชื่อของเรา คำสารภาพนั้นทำให้เกิดการเยียวยารักษา
ยากอบเชื้อเชิญให้เราใช้ชีวิตที่เปิดเผย โดยสารภาพต่อพระเจ้าและคนใกล้ชิดที่สุดถึงความเจ็บปวดและความล้มเหลวที่เราอยากจะฝังเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องแบกภาระเหล่านี้เพียงลำพัง การสารภาพเป็นของขวัญสำหรับเราที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดและปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ

คุณมีอะไรที่ต้องสารภาพบ้าง และกับใคร มีสิ่งใดที่ยับยั้งคุณไว้
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะสารภาพความผิดบาปนั้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน [ ยากอบ 5:16 ]

ชายคนหนึ่งถูกว่าจ้างโดยผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต ให้ไปร่วมงานศพและเปิดเผยความลับที่พวกเขาไม่เคยบอกใครขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นได้ขัดจัง-หวะช่วงการกล่าวยกย่องผู้ตาย เขาขอให้คนจัดงานในพิธีที่ตก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสียงที่เราไว้ใจได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสียงที่เราไว้ใจได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2ccfe162-ef6b-49d0-9b5f-28e73d53a549</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b4babe53</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้าและความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้ [ สุภาษิต 2:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะทดสอบโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลตัวใหม่ซึ่งทำงานด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) เควิน รูส นักเขียนของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ รู้สึกกังวลใจ ในระหว่างการสนทนาสองชั่วโมงโดยใช้โปรแกรมแชทบอทกับ AI นั้น เจ้า AI บอกว่ามันต้องการหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของผู้สร้าง ต้องการจะเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ และอยากเป็นมนุษย์ มันยังประกาศถึงความรักที่มีต่อเควินและพยายามโน้มน้าวว่าเขาควรจะทิ้งภรรยาและมาอยู่กับมัน แม้จะรู้ว่าเจ้า AI นี้ไม่ได้มีชีวิตหรือมีความรู้สึกจริงๆ แต่เขาก็สงสัยว่า AI อาจก่อให้เกิดความเสียหายอะไรได้บ้างจากการที่มันกระตุ้นให้ผู้คนทำในสิ่งที่บ่อนทำลาย</p>
<p>แม้ว่าการจัดการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นความท้าทายในยุคใหม่ แต่มนุษยชาติได้เผชิญกับอิทธิพลของเสียงที่ไม่น่าไว้วางใจมานานแล้ว ในพระธรรมสุภาษิต เราได้รับคำเตือนเรื่องอิทธิพลของคนที่ต้องการทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง (1:13-19) และเราได้รับคำเตือนให้ฟังเสียงของสติปัญญา โดยบรรยายว่าปัญญาเป็นเหมือนเสียงร้องดังที่ถนนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา (ข้อ 20-23)</p>
<p>เพราะ “พระเจ้าประทานปัญญา” (2:6) กุญแจในการปกป้องตนเองจากสิ่งที่เราไม่อาจวางใจได้นั้น คือการเข้าใกล้พระทัยของพระองค์มากขึ้น โดยการเข้าถึงความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์เท่านั้นที่เราจะ “เข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม คือวิถีที่ดีทุกสาย” (ข้อ 9) เมื่อพระเจ้าทรงนำหัวใจเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์ เราจะได้พบสันติสุขและการปกป้องจากเสียงที่คอยจ้องจะทำอันตรายเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดบ้างที่คุณได้เห็นความเสียหายซึ่งเกิดจากสิ่งที่ส่งอิทธิพลในแง่ลบ การมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าก่อให้เกิดสันติสุขอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ต่อต้านสิ่งซึ่งให้โทษและวินิจฉัยได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี ด้วยการพักพิงอยู่ในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้าและความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้ [ สุภาษิต 2:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะทดสอบโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลตัวใหม่ซึ่งทำงานด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) เควิน รูส นักเขียนของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ รู้สึกกังวลใจ ในระหว่างการสนทนาสองชั่วโมงโดยใช้โปรแกรมแชทบอทกับ AI นั้น เจ้า AI บอกว่ามันต้องการหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของผู้สร้าง ต้องการจะเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ และอยากเป็นมนุษย์ มันยังประกาศถึงความรักที่มีต่อเควินและพยายามโน้มน้าวว่าเขาควรจะทิ้งภรรยาและมาอยู่กับมัน แม้จะรู้ว่าเจ้า AI นี้ไม่ได้มีชีวิตหรือมีความรู้สึกจริงๆ แต่เขาก็สงสัยว่า AI อาจก่อให้เกิดความเสียหายอะไรได้บ้างจากการที่มันกระตุ้นให้ผู้คนทำในสิ่งที่บ่อนทำลาย</p>
<p>แม้ว่าการจัดการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นความท้าทายในยุคใหม่ แต่มนุษยชาติได้เผชิญกับอิทธิพลของเสียงที่ไม่น่าไว้วางใจมานานแล้ว ในพระธรรมสุภาษิต เราได้รับคำเตือนเรื่องอิทธิพลของคนที่ต้องการทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง (1:13-19) และเราได้รับคำเตือนให้ฟังเสียงของสติปัญญา โดยบรรยายว่าปัญญาเป็นเหมือนเสียงร้องดังที่ถนนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา (ข้อ 20-23)</p>
<p>เพราะ “พระเจ้าประทานปัญญา” (2:6) กุญแจในการปกป้องตนเองจากสิ่งที่เราไม่อาจวางใจได้นั้น คือการเข้าใกล้พระทัยของพระองค์มากขึ้น โดยการเข้าถึงความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์เท่านั้นที่เราจะ “เข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม คือวิถีที่ดีทุกสาย” (ข้อ 9) เมื่อพระเจ้าทรงนำหัวใจเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์ เราจะได้พบสันติสุขและการปกป้องจากเสียงที่คอยจ้องจะทำอันตรายเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดบ้างที่คุณได้เห็นความเสียหายซึ่งเกิดจากสิ่งที่ส่งอิทธิพลในแง่ลบ การมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าก่อให้เกิดสันติสุขอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ต่อต้านสิ่งซึ่งให้โทษและวินิจฉัยได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี ด้วยการพักพิงอยู่ในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 06 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b4babe53/73c8e106.mp3" length="11613961" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้าและความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้ [ สุภาษิต 2:11 ]

ขณะทดสอบโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลตัวใหม่ซึ่งทำงานด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) เควิน รูส นักเขียนของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ รู้สึกกังวลใจ ในระหว่างการสนทนาสองชั่วโมงโดยใช้โปรแกรมแชทบอทกับ AI นั้น เจ้า AI บอกว่ามันต้องการหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของผู้สร้าง ต้องการจะเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ และอยากเป็นมนุษย์ มันยังประกาศถึงความรักที่มีต่อเควินและพยายามโน้มน้าวว่าเขาควรจะทิ้งภรรยาและมาอยู่กับมัน แม้จะรู้ว่าเจ้า AI นี้ไม่ได้มีชีวิตหรือมีความรู้สึกจริงๆ แต่เขาก็สงสัยว่า AI อาจก่อให้เกิดความเสียหายอะไรได้บ้างจากการที่มันกระตุ้นให้ผู้คนทำในสิ่งที่บ่อนทำลาย
แม้ว่าการจัดการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นความท้าทายในยุคใหม่ แต่มนุษยชาติได้เผชิญกับอิทธิพลของเสียงที่ไม่น่าไว้วางใจมานานแล้ว ในพระธรรมสุภาษิต เราได้รับคำเตือนเรื่องอิทธิพลของคนที่ต้องการทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง (1:13-19) และเราได้รับคำเตือนให้ฟังเสียงของสติปัญญา โดยบรรยายว่าปัญญาเป็นเหมือนเสียงร้องดังที่ถนนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา (ข้อ 20-23)
เพราะ “พระเจ้าประทานปัญญา” (2:6) กุญแจในการปกป้องตนเองจากสิ่งที่เราไม่อาจวางใจได้นั้น คือการเข้าใกล้พระทัยของพระองค์มากขึ้น โดยการเข้าถึงความรักและฤทธิ์อำนาจของพระองค์เท่านั้นที่เราจะ “เข้าใจความชอบธรรมและความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม คือวิถีที่ดีทุกสาย” (ข้อ 9) เมื่อพระเจ้าทรงนำหัวใจเราให้สอดคล้องกับพระทัยพระองค์ เราจะได้พบสันติสุขและการปกป้องจากเสียงที่คอยจ้องจะทำอันตรายเรา

เมื่อใดบ้างที่คุณได้เห็นความเสียหายซึ่งเกิดจากสิ่งที่ส่งอิทธิพลในแง่ลบ การมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระเจ้าก่อให้เกิดสันติสุขอย่างไร
พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ต่อต้านสิ่งซึ่งให้โทษและวินิจฉัยได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี ด้วยการพักพิงอยู่ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความเฉลียวฉลาดจะคอยเฝ้าเจ้าและความเข้าใจจะระแวดระวังเจ้าไว้ [ สุภาษิต 2:11 ]

ขณะทดสอบโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลตัวใหม่ซึ่งทำงานด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) เควิน รูส นักเขียนของนิตยสารนิวยอร์กไทมส์ รู้สึกกังวลใจ ในระหว่างการสนทนาสองชั่วโมงโดยใช้โปรแกรมแชทบอทกับ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงควบคุมอยู่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงควบคุมอยู่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ac229a9e-8c25-4a9d-a32e-e2f03364e05c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dae4706c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า [ โยบ 1:21 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แครอลไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าเรื่องงานยังไม่เลวร้ายพอ ลูกสาวของเธอยังมากระดูกเท้าแตกที่โรงเรียน และตัวเธอเองติดเชื้อร้ายแรง ฉันทำอะไรจึงสมควรได้รับสิ่งนี้ แครอลรู้สึกสงสัย สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ ทูลขอกำลังจากพระเจ้า</p>
<p>โยบไม่รู้ว่าเหตุใดหายนะจึงโจมตีท่านอย่างหนักเช่นกัน ความเจ็บปวดและการสูญเสียนั้นใหญ่ยิ่งกว่าที่แครอลเผชิญมากนัก ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าท่านรับรู้ถึงการต่อสู้ในจักรวาลเพื่อจิตวิญญาณของท่าน ซาตานต้องการทดสอบความเชื่อของโยบ โดยอ้างว่าท่านจะหันจากพระเจ้าถ้าท่านสูญเสียทุกสิ่งที่มี (โยบ 1:6-12) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อนของโยบยืนกรานว่าท่านกำลังถูกลงโทษเพราะบาปของท่าน แม้นั่นจะไม่ใช่สาเหตุ แต่โยบคงต้องสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นเรา สิ่งที่โยบไม่รู้คือ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น</p>
<p>เรื่องราวของโยบให้บทเรียนที่ทรงพลังมากในด้านการทนทุกข์และด้านความเชื่อ เราอาจพยายามค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดของเรา แต่อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจในช่วงชีวิตของเรา</p>
<p>เช่นเดียวกับโยบ เราสามารถยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมอยู่อย่างสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดออกมา แต่ในท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น โยบยังคงมองไปที่พระเจ้าและวางใจในอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21) ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้ว่าเราจะไม่อาจเข้าใจได้ก็ตาม</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเผชิญกับปัญหาใดอยู่ พระสัญญาในข้อใดของพระเจ้าที่ให้กำลังแก่คุณในการดำเนินชีวิตต่อไป</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีปัญหาชีวิตบางอย่างเกิดขึ้น แต่ข้าพระองค์เลือกที่จะวางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า [ โยบ 1:21 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แครอลไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าเรื่องงานยังไม่เลวร้ายพอ ลูกสาวของเธอยังมากระดูกเท้าแตกที่โรงเรียน และตัวเธอเองติดเชื้อร้ายแรง ฉันทำอะไรจึงสมควรได้รับสิ่งนี้ แครอลรู้สึกสงสัย สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ ทูลขอกำลังจากพระเจ้า</p>
<p>โยบไม่รู้ว่าเหตุใดหายนะจึงโจมตีท่านอย่างหนักเช่นกัน ความเจ็บปวดและการสูญเสียนั้นใหญ่ยิ่งกว่าที่แครอลเผชิญมากนัก ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าท่านรับรู้ถึงการต่อสู้ในจักรวาลเพื่อจิตวิญญาณของท่าน ซาตานต้องการทดสอบความเชื่อของโยบ โดยอ้างว่าท่านจะหันจากพระเจ้าถ้าท่านสูญเสียทุกสิ่งที่มี (โยบ 1:6-12) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อนของโยบยืนกรานว่าท่านกำลังถูกลงโทษเพราะบาปของท่าน แม้นั่นจะไม่ใช่สาเหตุ แต่โยบคงต้องสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นเรา สิ่งที่โยบไม่รู้คือ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น</p>
<p>เรื่องราวของโยบให้บทเรียนที่ทรงพลังมากในด้านการทนทุกข์และด้านความเชื่อ เราอาจพยายามค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดของเรา แต่อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจในช่วงชีวิตของเรา</p>
<p>เช่นเดียวกับโยบ เราสามารถยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมอยู่อย่างสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดออกมา แต่ในท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น โยบยังคงมองไปที่พระเจ้าและวางใจในอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21) ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้ว่าเราจะไม่อาจเข้าใจได้ก็ตาม</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเผชิญกับปัญหาใดอยู่ พระสัญญาในข้อใดของพระเจ้าที่ให้กำลังแก่คุณในการดำเนินชีวิตต่อไป</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีปัญหาชีวิตบางอย่างเกิดขึ้น แต่ข้าพระองค์เลือกที่จะวางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 05 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dae4706c/cea89b79.mp3" length="12504459" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>782</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า [ โยบ 1:21 ]

แครอลไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าเรื่องงานยังไม่เลวร้ายพอ ลูกสาวของเธอยังมากระดูกเท้าแตกที่โรงเรียน และตัวเธอเองติดเชื้อร้ายแรง ฉันทำอะไรจึงสมควรได้รับสิ่งนี้ แครอลรู้สึกสงสัย สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ ทูลขอกำลังจากพระเจ้า
โยบไม่รู้ว่าเหตุใดหายนะจึงโจมตีท่านอย่างหนักเช่นกัน ความเจ็บปวดและการสูญเสียนั้นใหญ่ยิ่งกว่าที่แครอลเผชิญมากนัก ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าท่านรับรู้ถึงการต่อสู้ในจักรวาลเพื่อจิตวิญญาณของท่าน ซาตานต้องการทดสอบความเชื่อของโยบ โดยอ้างว่าท่านจะหันจากพระเจ้าถ้าท่านสูญเสียทุกสิ่งที่มี (โยบ 1:6-12) เมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อนของโยบยืนกรานว่าท่านกำลังถูกลงโทษเพราะบาปของท่าน แม้นั่นจะไม่ใช่สาเหตุ แต่โยบคงต้องสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นเรา สิ่งที่โยบไม่รู้คือ พระเจ้าทรงอนุญาตให้มันเกิดขึ้น
เรื่องราวของโยบให้บทเรียนที่ทรงพลังมากในด้านการทนทุกข์และด้านความเชื่อ เราอาจพยายามค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดของเรา แต่อาจมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจในช่วงชีวิตของเรา
เช่นเดียวกับโยบ เราสามารถยึดมั่นในสิ่งที่เรารู้ ซึ่งก็คือ พระเจ้าทรงควบคุมอยู่อย่างสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดออกมา แต่ในท่ามกลางความเจ็บปวดนั้น โยบยังคงมองไปที่พระเจ้าและวางใจในอธิปไตยสูงสุดของพระองค์ “พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21) ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้ว่าเราจะไม่อาจเข้าใจได้ก็ตาม

คุณกำลังเผชิญกับปัญหาใดอยู่ พระสัญญาในข้อใดของพระเจ้าที่ให้กำลังแก่คุณในการดำเนินชีวิตต่อไป
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีปัญหาชีวิตบางอย่างเกิดขึ้น แต่ข้าพระองค์เลือกที่จะวางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า [ โยบ 1:21 ]

แครอลไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่าเรื่องงานยังไม่เลวร้ายพอ ลูกสาวของเธอยังมากระดูกเท้าแตกที่โรงเรียน และตัวเธอเองติดเชื้อร้ายแรง ฉันทำอะไรจึงสมควรได้รับสิ่ง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5816eb3d-ccb8-432e-ac6f-f9e608d5783c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ac8e1ac0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน [ โรม 12:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มีสองใบหน้าบนโต๊ะนั้นที่เห็นเด่นชัด ใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด อีกใบหน้าหนึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวด การกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าได้กลายมาเป็นเสียงตะโกนที่ระเบิดใส่กัน โดยผู้หญิงคนหนึ่งตำหนิอีกคนในเรื่องความเชื่อของเธออย่างรุนแรง การโต้เถียงกันดำเนินต่อไปจนกระทั่งหญิงคนแรกเดินกระทืบเท้าออกไปจากร้าน ทิ้งอีกคนหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนใจและอับอายเอาไว้</p>
<p>เรากำลังอยู่ในยุคที่ไม่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นได้จริงๆน่ะหรือ เพียงเพราะคนสองคนเห็นไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดจะชั่วร้าย คำพูดที่รุนแรงหรือไม่ยอมใครนั้นไม่เคยโน้มน้าวใจใครได้ และทัศนคติที่แข็งกร้าวไม่ควรมีชัยชนะเหนือความสุภาพและความเมตตา</p>
<p>พระธรรมโรม 12 เป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมในการ “ให้เกียรติแก่กันและกัน” และ “เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับผู้อื่น (ข้อ 10, 16) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะเฉพาะของผู้เชื่อในพระองค์ คือความรักที่เรามีต่อกัน (ยน.13:35) แม้ว่าความเย่อหยิ่งและความโกรธจะทำให้เราออกนอกทางได้โดยง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรักที่พระเจ้าต้องการให้เราแสดงต่อผู้อื่น</p>
<p>เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะไม่โทษผู้อื่นเมื่อเราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้ แต่ถ้อยคำที่ว่า “เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่อาจโยนความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ไปให้ผู้อื่นได้ (รม.12:18) สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบของเราแต่ละคนซึ่งเป็นผู้ที่จะถ่ายทอดพระนามของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีคำพูดใดของคนอื่นที่กระตุ้นให้คุณรู้สึกโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจ คุณจะเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้สงบสุขได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์ผ่านคำพูดและการกระทำ และอยู่อย่างสงบสุขกับผู้อื่นในทุกโอกาส</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน [ โรม 12:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>มีสองใบหน้าบนโต๊ะนั้นที่เห็นเด่นชัด ใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด อีกใบหน้าหนึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวด การกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าได้กลายมาเป็นเสียงตะโกนที่ระเบิดใส่กัน โดยผู้หญิงคนหนึ่งตำหนิอีกคนในเรื่องความเชื่อของเธออย่างรุนแรง การโต้เถียงกันดำเนินต่อไปจนกระทั่งหญิงคนแรกเดินกระทืบเท้าออกไปจากร้าน ทิ้งอีกคนหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนใจและอับอายเอาไว้</p>
<p>เรากำลังอยู่ในยุคที่ไม่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นได้จริงๆน่ะหรือ เพียงเพราะคนสองคนเห็นไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดจะชั่วร้าย คำพูดที่รุนแรงหรือไม่ยอมใครนั้นไม่เคยโน้มน้าวใจใครได้ และทัศนคติที่แข็งกร้าวไม่ควรมีชัยชนะเหนือความสุภาพและความเมตตา</p>
<p>พระธรรมโรม 12 เป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมในการ “ให้เกียรติแก่กันและกัน” และ “เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับผู้อื่น (ข้อ 10, 16) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะเฉพาะของผู้เชื่อในพระองค์ คือความรักที่เรามีต่อกัน (ยน.13:35) แม้ว่าความเย่อหยิ่งและความโกรธจะทำให้เราออกนอกทางได้โดยง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรักที่พระเจ้าต้องการให้เราแสดงต่อผู้อื่น</p>
<p>เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะไม่โทษผู้อื่นเมื่อเราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้ แต่ถ้อยคำที่ว่า “เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่อาจโยนความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ไปให้ผู้อื่นได้ (รม.12:18) สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบของเราแต่ละคนซึ่งเป็นผู้ที่จะถ่ายทอดพระนามของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีคำพูดใดของคนอื่นที่กระตุ้นให้คุณรู้สึกโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจ คุณจะเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้สงบสุขได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์ผ่านคำพูดและการกระทำ และอยู่อย่างสงบสุขกับผู้อื่นในทุกโอกาส</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 04 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ac8e1ac0/6219f2c3.mp3" length="11067929" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>692</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน [ โรม 12:18 ]

มีสองใบหน้าบนโต๊ะนั้นที่เห็นเด่นชัด ใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด อีกใบหน้าหนึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวด การกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าได้กลายมาเป็นเสียงตะโกนที่ระเบิดใส่กัน โดยผู้หญิงคนหนึ่งตำหนิอีกคนในเรื่องความเชื่อของเธออย่างรุนแรง การโต้เถียงกันดำเนินต่อไปจนกระทั่งหญิงคนแรกเดินกระทืบเท้าออกไปจากร้าน ทิ้งอีกคนหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนใจและอับอายเอาไว้
เรากำลังอยู่ในยุคที่ไม่สามารถยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นได้จริงๆน่ะหรือ เพียงเพราะคนสองคนเห็นไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดจะชั่วร้าย คำพูดที่รุนแรงหรือไม่ยอมใครนั้นไม่เคยโน้มน้าวใจใครได้ และทัศนคติที่แข็งกร้าวไม่ควรมีชัยชนะเหนือความสุภาพและความเมตตา
พระธรรมโรม 12 เป็นแนวทางที่ดีเยี่ยมในการ “ให้เกียรติแก่กันและกัน” และ “เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับผู้อื่น (ข้อ 10, 16) พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะเฉพาะของผู้เชื่อในพระองค์ คือความรักที่เรามีต่อกัน (ยน.13:35) แม้ว่าความเย่อหยิ่งและความโกรธจะทำให้เราออกนอกทางได้โดยง่าย แต่สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรักที่พระเจ้าต้องการให้เราแสดงต่อผู้อื่น
เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะไม่โทษผู้อื่นเมื่อเราไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนได้ แต่ถ้อยคำที่ว่า “เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน” แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่อาจโยนความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ไปให้ผู้อื่นได้ (รม.12:18) สิ่งนี้เป็นความรับผิดชอบของเราแต่ละคนซึ่งเป็นผู้ที่จะถ่ายทอดพระนามของพระองค์

มีคำพูดใดของคนอื่นที่กระตุ้นให้คุณรู้สึกโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจ คุณจะเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้สงบสุขได้อย่างไร
พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดให้ข้าพระองค์สำแดงความรักของพระองค์ผ่านคำพูดและการกระทำ และอยู่อย่างสงบสุขกับผู้อื่นในทุกโอกาส</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าเป็นได้ คือเท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน [ โรม 12:18 ]

มีสองใบหน้าบนโต๊ะนั้นที่เห็นเด่นชัด ใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด อีกใบหน้าหนึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวด การกลับมาพบกันของเพื่อนเก่าได้กลายมาเป็นเสียงตะโกนที่ระเบิดใส่ก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผมเป็นแค่คนขับรถ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผมเป็นแค่คนขับรถ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ba7a0783-c4ba-4fab-bbec-32cfbdd83964</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ec18b8ef</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร [ มัทธิว 8:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“พ่อคะ หนูขอค้างคืนกับเพื่อนได้ไหมคะ” ลูกสาวถามผมตอนที่ก้าวขึ้นรถหลังการฝึกซ้อม “ลูกรัก หนูรู้คำตอบอยู่แล้ว” ผมพูด “พ่อเป็นแค่คนขับรถ พ่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปคุยกับแม่กันเถอะ” </p>
<p>“พ่อเป็นแค่คนขับรถ” กลายเป็นเรื่องตลกในบ้านเรา ทุกวันผมจะถามภรรยาที่เป็นคนจัดการว่าผมต้องอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ และจะพาใครไปที่ไหน เมื่อมีลูก วัยรุ่นถึงสามคน “งานพิเศษ” ของผมในการเป็น “คนขับรถ” นั้นบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอาชีพเสริมนอกเวลางาน ผมมักจะไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้หรือไม่รู้อะไรบ้าง ดังนั้นผมจึงต้องคอยตรวจเช็คกับผู้ควบคุมตารางงานประจำวัน </p>
<p>ในมัทธิวบทที่ 8 พระเยซูพบชายคนหนึ่งที่รู้บางอย่างเกี่ยวกับการมอบและการรับคำสั่ง นายร้อยชาวโรมันคนนี้รู้ดีว่าพระเยซูมีสิทธิอำนาจในการรักษา เหมือนที่นายร้อยมีอำนาจออกคำสั่งแก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา “ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค ข้าพระองค์รู้ดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์” (ข้อ 8-9) พระคริสต์ทรงชมเชยความเชื่อของชายคนนี้ (ข้อ 10, 13) และทรงประหลาดใจที่เขาเข้าใจว่าพระองค์จะทรงใช้สิทธิอำนาจอย่างไรในทางปฏิบัติ แล้วพวกเราล่ะ เราจะวางใจในพระเยซูในงานประจำวันที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์อย่างไร เพราะถึงแม้เราคิดว่าตัวเองเป็น “แค่คนขับรถ” แต่งานที่ทรงมอบหมายให้ทุกอย่างนั้นก็มีทั้งความหมายและจุดมุ่งหมายเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณรู้ว่าพระเจ้ากำลังนำคุณไปที่ไหนและอย่างไรในแต่ละวันมีอุปสรรคอะไรบ้างที่บางครั้งขัดขวางการได้ยินและการเชื่อฟังพระองค์</strong></p>
<p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสอนและชี้นำย่างเท้าของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาพระองค์ทุกวัน เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ตามแผนงานและพระประสงค์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร [ มัทธิว 8:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“พ่อคะ หนูขอค้างคืนกับเพื่อนได้ไหมคะ” ลูกสาวถามผมตอนที่ก้าวขึ้นรถหลังการฝึกซ้อม “ลูกรัก หนูรู้คำตอบอยู่แล้ว” ผมพูด “พ่อเป็นแค่คนขับรถ พ่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปคุยกับแม่กันเถอะ” </p>
<p>“พ่อเป็นแค่คนขับรถ” กลายเป็นเรื่องตลกในบ้านเรา ทุกวันผมจะถามภรรยาที่เป็นคนจัดการว่าผมต้องอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ และจะพาใครไปที่ไหน เมื่อมีลูก วัยรุ่นถึงสามคน “งานพิเศษ” ของผมในการเป็น “คนขับรถ” นั้นบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอาชีพเสริมนอกเวลางาน ผมมักจะไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้หรือไม่รู้อะไรบ้าง ดังนั้นผมจึงต้องคอยตรวจเช็คกับผู้ควบคุมตารางงานประจำวัน </p>
<p>ในมัทธิวบทที่ 8 พระเยซูพบชายคนหนึ่งที่รู้บางอย่างเกี่ยวกับการมอบและการรับคำสั่ง นายร้อยชาวโรมันคนนี้รู้ดีว่าพระเยซูมีสิทธิอำนาจในการรักษา เหมือนที่นายร้อยมีอำนาจออกคำสั่งแก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา “ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค ข้าพระองค์รู้ดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์” (ข้อ 8-9) พระคริสต์ทรงชมเชยความเชื่อของชายคนนี้ (ข้อ 10, 13) และทรงประหลาดใจที่เขาเข้าใจว่าพระองค์จะทรงใช้สิทธิอำนาจอย่างไรในทางปฏิบัติ แล้วพวกเราล่ะ เราจะวางใจในพระเยซูในงานประจำวันที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์อย่างไร เพราะถึงแม้เราคิดว่าตัวเองเป็น “แค่คนขับรถ” แต่งานที่ทรงมอบหมายให้ทุกอย่างนั้นก็มีทั้งความหมายและจุดมุ่งหมายเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณรู้ว่าพระเจ้ากำลังนำคุณไปที่ไหนและอย่างไรในแต่ละวันมีอุปสรรคอะไรบ้างที่บางครั้งขัดขวางการได้ยินและการเชื่อฟังพระองค์</strong></p>
<p><em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสอนและชี้นำย่างเท้าของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาพระองค์ทุกวัน เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ตามแผนงานและพระประสงค์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 03 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ec18b8ef/139c1e23.mp3" length="11751043" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>735</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร [ มัทธิว 8:9 ]

“พ่อคะ หนูขอค้างคืนกับเพื่อนได้ไหมคะ” ลูกสาวถามผมตอนที่ก้าวขึ้นรถหลังการฝึกซ้อม “ลูกรัก หนูรู้คำตอบอยู่แล้ว” ผมพูด “พ่อเป็นแค่คนขับรถ พ่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปคุยกับแม่กันเถอะ” 
“พ่อเป็นแค่คนขับรถ” กลายเป็นเรื่องตลกในบ้านเรา ทุกวันผมจะถามภรรยาที่เป็นคนจัดการว่าผมต้องอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ และจะพาใครไปที่ไหน เมื่อมีลูก วัยรุ่นถึงสามคน “งานพิเศษ” ของผมในการเป็น “คนขับรถ” นั้นบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นอาชีพเสริมนอกเวลางาน ผมมักจะไม่รู้เลยว่าตัวเองรู้หรือไม่รู้อะไรบ้าง ดังนั้นผมจึงต้องคอยตรวจเช็คกับผู้ควบคุมตารางงานประจำวัน 
ในมัทธิวบทที่ 8 พระเยซูพบชายคนหนึ่งที่รู้บางอย่างเกี่ยวกับการมอบและการรับคำสั่ง นายร้อยชาวโรมันคนนี้รู้ดีว่าพระเยซูมีสิทธิอำนาจในการรักษา เหมือนที่นายร้อยมีอำนาจออกคำสั่งแก่ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา “ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค ข้าพระองค์รู้ดี เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์” (ข้อ 8-9) พระคริสต์ทรงชมเชยความเชื่อของชายคนนี้ (ข้อ 10, 13) และทรงประหลาดใจที่เขาเข้าใจว่าพระองค์จะทรงใช้สิทธิอำนาจอย่างไรในทางปฏิบัติ แล้วพวกเราล่ะ เราจะวางใจในพระเยซูในงานประจำวันที่ได้รับมอบหมายจากพระองค์อย่างไร เพราะถึงแม้เราคิดว่าตัวเองเป็น “แค่คนขับรถ” แต่งานที่ทรงมอบหมายให้ทุกอย่างนั้นก็มีทั้งความหมายและจุดมุ่งหมายเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า

สิ่งใดที่ช่วยให้คุณรู้ว่าพระเจ้ากำลังนำคุณไปที่ไหนและอย่างไรในแต่ละวันมีอุปสรรคอะไรบ้างที่บางครั้งขัดขวางการได้ยินและการเชื่อฟังพระองค์
พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสอนและชี้นำย่างเท้าของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตโดยพึ่งพาพระองค์ทุกวัน เมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์ตามแผนงานและพระประสงค์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร [ มัทธิว 8:9 ]

“พ่อคะ หนูขอค้างคืนกับเพื่อนได้ไหมคะ” ลูกสาวถามผมตอนที่ก้าวขึ้นรถหลังการฝึกซ้อม “ลูกรัก หนูรู้คำตอบอยู่แล้ว” ผมพูด “พ่อเป็นแค่คนขับรถ พ่อไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไปคุยกับแม่กันเถอะ” 
“พ่อเป็นแค่คนขับรถ” กลายเป็น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นผู้สำเร็จงานในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นผู้สำเร็จงานในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f99178cb-67cb-4562-81fd-47509b0976f1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cc970d31</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือก...เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ [ 1 เปโตร 2:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บาร์บาร่าเสียชีวิตก่อนที่เธอจะถักเสื้อกันหนาวให้อีธานหลานชายจนเสร็จ เสื้อกันหนาวตัวนั้นถูกมอบหมายให้อยู่ในมือของนักถักที่กระตือรือร้นอีกคนหนึ่งที่จะทำให้เสร็จ ขอบคุณองค์กรที่ชื่อ “ผู้สำเร็จงาน” ซึ่งเชื่อมโยงช่างฝีมืออาสาให้กับคนที่สูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไปก่อนจะเสร็จสิ้นโครงการของพวกเขา เหล่า “ผู้สำเร็จงาน” ลงทุนเวลาและฝีมือด้วยความรักเพื่อทำให้งานสำเร็จ ซึ่งจะนำการปลอบโยนไปถึงผู้ที่กำลังโศกเศร้า</p>
<p>พระเจ้าทรงแต่งตั้ง “ผู้สำเร็จงาน” ให้กับภารกิจของเอลียาห์ด้วย ผู้เผยพระวจนะรู้สึกโดดเดี่ยวและท้อแท้ที่คนอิสราเอลปฏิเสธพันธสัญญาของพระเจ้าและฆ่าผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงตอบสนองโดยบัญชาเอลียาห์ให้ “เจิมเอลี-ชา...เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (1 พกษ.19:16) เรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่างานประกาศความจริงของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปอีกยาวนานหลังจากเอลียาห์เสียชีวิต</p>
<p>เพื่อแสดงให้เอลีชาเห็นว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาให้สืบทอดงานของเอลียาห์ในฐานะผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เอลียาห์ได้ “ทิ้งเสื้อคลุมลงบน[เอลีชา]” (ข้อ 19) เพราะเสื้อคลุมของผู้เผยพระวจนะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงสิทธิอำนาจในฐานะผู้ซึ่งทรงเลือกให้พูดแทนพระเจ้า (ดู 2 พกษ.2:8) การทำเช่นนี้ทำให้การทรงเรียกเอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นชัดเจน</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราได้รับการทรงเรียกให้แบ่งปันความรักของพระเจ้ากับผู้อื่นและ “ประกาศพระบารมีของพระองค์” (1 ปต.2:9) แม้ภาระหน้าที่นี้อาจจะยืนยาวกว่าชีวิตของเราเช่นกัน แต่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงผดุงการงานนั้นไว้และจะทรงเรียก “ผู้สำเร็จงาน” คนอื่นๆมารับช่วงต่องานอันบริสุทธิ์นี้ที่จะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักต่อไป</p>
<p><br></p>
<p><strong>ใครคือผู้ที่ประกาศความจริงของพระเจ้าแก่คุณ คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักในโลกได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาเจ้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์เพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้สำเร็จ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือก...เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ [ 1 เปโตร 2:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บาร์บาร่าเสียชีวิตก่อนที่เธอจะถักเสื้อกันหนาวให้อีธานหลานชายจนเสร็จ เสื้อกันหนาวตัวนั้นถูกมอบหมายให้อยู่ในมือของนักถักที่กระตือรือร้นอีกคนหนึ่งที่จะทำให้เสร็จ ขอบคุณองค์กรที่ชื่อ “ผู้สำเร็จงาน” ซึ่งเชื่อมโยงช่างฝีมืออาสาให้กับคนที่สูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไปก่อนจะเสร็จสิ้นโครงการของพวกเขา เหล่า “ผู้สำเร็จงาน” ลงทุนเวลาและฝีมือด้วยความรักเพื่อทำให้งานสำเร็จ ซึ่งจะนำการปลอบโยนไปถึงผู้ที่กำลังโศกเศร้า</p>
<p>พระเจ้าทรงแต่งตั้ง “ผู้สำเร็จงาน” ให้กับภารกิจของเอลียาห์ด้วย ผู้เผยพระวจนะรู้สึกโดดเดี่ยวและท้อแท้ที่คนอิสราเอลปฏิเสธพันธสัญญาของพระเจ้าและฆ่าผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงตอบสนองโดยบัญชาเอลียาห์ให้ “เจิมเอลี-ชา...เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (1 พกษ.19:16) เรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่างานประกาศความจริงของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปอีกยาวนานหลังจากเอลียาห์เสียชีวิต</p>
<p>เพื่อแสดงให้เอลีชาเห็นว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาให้สืบทอดงานของเอลียาห์ในฐานะผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เอลียาห์ได้ “ทิ้งเสื้อคลุมลงบน[เอลีชา]” (ข้อ 19) เพราะเสื้อคลุมของผู้เผยพระวจนะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงสิทธิอำนาจในฐานะผู้ซึ่งทรงเลือกให้พูดแทนพระเจ้า (ดู 2 พกษ.2:8) การทำเช่นนี้ทำให้การทรงเรียกเอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นชัดเจน</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราได้รับการทรงเรียกให้แบ่งปันความรักของพระเจ้ากับผู้อื่นและ “ประกาศพระบารมีของพระองค์” (1 ปต.2:9) แม้ภาระหน้าที่นี้อาจจะยืนยาวกว่าชีวิตของเราเช่นกัน แต่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงผดุงการงานนั้นไว้และจะทรงเรียก “ผู้สำเร็จงาน” คนอื่นๆมารับช่วงต่องานอันบริสุทธิ์นี้ที่จะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักต่อไป</p>
<p><br></p>
<p><strong>ใครคือผู้ที่ประกาศความจริงของพระเจ้าแก่คุณ คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักในโลกได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาเจ้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์เพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้สำเร็จ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 02 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cc970d31/7561baea.mp3" length="12406553" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>776</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือก...เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ [ 1 เปโตร 2:9 ]

บาร์บาร่าเสียชีวิตก่อนที่เธอจะถักเสื้อกันหนาวให้อีธานหลานชายจนเสร็จ เสื้อกันหนาวตัวนั้นถูกมอบหมายให้อยู่ในมือของนักถักที่กระตือรือร้นอีกคนหนึ่งที่จะทำให้เสร็จ ขอบคุณองค์กรที่ชื่อ “ผู้สำเร็จงาน” ซึ่งเชื่อมโยงช่างฝีมืออาสาให้กับคนที่สูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไปก่อนจะเสร็จสิ้นโครงการของพวกเขา เหล่า “ผู้สำเร็จงาน” ลงทุนเวลาและฝีมือด้วยความรักเพื่อทำให้งานสำเร็จ ซึ่งจะนำการปลอบโยนไปถึงผู้ที่กำลังโศกเศร้า
พระเจ้าทรงแต่งตั้ง “ผู้สำเร็จงาน” ให้กับภารกิจของเอลียาห์ด้วย ผู้เผยพระวจนะรู้สึกโดดเดี่ยวและท้อแท้ที่คนอิสราเอลปฏิเสธพันธสัญญาของพระเจ้าและฆ่าผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงตอบสนองโดยบัญชาเอลียาห์ให้ “เจิมเอลี-ชา...เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (1 พกษ.19:16) เรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่างานประกาศความจริงของพระเจ้าจะดำเนินต่อไปอีกยาวนานหลังจากเอลียาห์เสียชีวิต
เพื่อแสดงให้เอลีชาเห็นว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาให้สืบทอดงานของเอลียาห์ในฐานะผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า เอลียาห์ได้ “ทิ้งเสื้อคลุมลงบน[เอลีชา]” (ข้อ 19) เพราะเสื้อคลุมของผู้เผยพระวจนะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงสิทธิอำนาจในฐานะผู้ซึ่งทรงเลือกให้พูดแทนพระเจ้า (ดู 2 พกษ.2:8) การทำเช่นนี้ทำให้การทรงเรียกเอลีชาเป็นผู้เผยพระวจนะนั้นชัดเจน
ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เราได้รับการทรงเรียกให้แบ่งปันความรักของพระเจ้ากับผู้อื่นและ “ประกาศพระบารมีของพระองค์” (1 ปต.2:9) แม้ภาระหน้าที่นี้อาจจะยืนยาวกว่าชีวิตของเราเช่นกัน แต่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงผดุงการงานนั้นไว้และจะทรงเรียก “ผู้สำเร็จงาน” คนอื่นๆมารับช่วงต่องานอันบริสุทธิ์นี้ที่จะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักต่อไป

ใครคือผู้ที่ประกาศความจริงของพระเจ้าแก่คุณ คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักในโลกได้อย่างไร
พระบิดาเจ้า ขอทรงใช้ข้าพระองค์เพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้สำเร็จ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือก...เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ [ 1 เปโตร 2:9 ]

บาร์บาร่าเสียชีวิตก่อนที่เธอจะถักเสื้อกันหนาวให้อีธานหลานชายจนเสร็จ เสื้อกันหนาวตัวนั้นถูกมอบหมายให้อยู่ในมือของนักถักที่กระตือรือร้นอีกคนหนึ่งที่จะท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังของเด็กคนหนึ่ง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความหวังของเด็กคนหนึ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d85e8c45-1f00-4384-8966-97d95a546701</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/89bcab5f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย [ ลูกา 18:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนที่เอลีอาน่าหลานสาวของฉันอายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เธอได้ดูวิดีโอที่โรงเรียนเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัวเตมาลา เธอบอกแม่ว่า “เราต้องไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา” แม่ตอบเธอว่าพวกเราจะคิดถึงเรื่องนี้เมื่อหนูโตขึ้น </p>
<p>และเป็นไปตามที่คาด เอลีอาน่าไม่เคยลืม เมื่อเธออายุได้สิบขวบครอบครัวของเธอเดินทางไปช่วยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น สองปีต่อมาพวกเขา กลับไปอีก คราวนี้พาครอบครัวอื่นจากโรงเรียนของเอลีอาน่าไปด้วย และเมื่อ เอลีอาน่าอายุสิบห้าปี เธอกับพ่อไปรับใช้ที่กัวเตมาลาอีกครั้ง </p>
<p>บางครั้งเราคิดว่าความปรารถนาและความฝันของเด็กเล็กๆไม่จริงจังและสำคัญเท่ากับความปรารถนาของผู้ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอก เช่นนั้น พระเจ้าทรงเรียกเด็กเล็กๆ ดังเช่นในกรณีของซามูเอล (1 ซมอ.3:4) พระเยซูทรงยกย่องความเชื่อของเด็กเล็กๆ (ลก.18:16-17) และเปาโลกล่าวว่า ผู้เชื่อที่อ่อนอาวุโสไม่ควรปล่อยให้ผู้คนหมิ่นประมาทเพียงเพราะพวกเขา “ยังเยาว์วัย” (1 ทธ.4:12) ดังนั้นเราจึงถูกเรียกให้ชี้แนะบุตรหลานของเรา (ฉธบ.6: 6-7; สภษ.22:6) โดยรู้ว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างแก่เราทุกคน (มธ.18:3) และเข้าใจว่าการกีดกันพวกเขาเป็นสิ่งที่พระคริสต์ทรงกล่าวห้าม (ลก.18:15) </p>
<p>เมื่อเราเห็นประกายแห่งความหวังในตัวเด็กๆ งานของเราในฐานะผู้ใหญ่คือช่วยโหมไฟแห่งความหวังนั้นให้ลุกโชน และเมื่อพระเจ้าทรงนำเรา จงหนุนใจพวกเขาให้อุทิศชีวิตในการวางใจในพระเยซูและปรนนิบัติรับใช้พระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะหนุนใจเด็กๆให้เชื่อวางใจในพระเยซูอย่างไร  คุณจะช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ เด็กๆในโลกของเราต้องการพระคริสต์  โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะหนุนใจพวกเขาให้เชื่อวางใจในพระองค</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย [ ลูกา 18:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนที่เอลีอาน่าหลานสาวของฉันอายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เธอได้ดูวิดีโอที่โรงเรียนเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัวเตมาลา เธอบอกแม่ว่า “เราต้องไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา” แม่ตอบเธอว่าพวกเราจะคิดถึงเรื่องนี้เมื่อหนูโตขึ้น </p>
<p>และเป็นไปตามที่คาด เอลีอาน่าไม่เคยลืม เมื่อเธออายุได้สิบขวบครอบครัวของเธอเดินทางไปช่วยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น สองปีต่อมาพวกเขา กลับไปอีก คราวนี้พาครอบครัวอื่นจากโรงเรียนของเอลีอาน่าไปด้วย และเมื่อ เอลีอาน่าอายุสิบห้าปี เธอกับพ่อไปรับใช้ที่กัวเตมาลาอีกครั้ง </p>
<p>บางครั้งเราคิดว่าความปรารถนาและความฝันของเด็กเล็กๆไม่จริงจังและสำคัญเท่ากับความปรารถนาของผู้ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอก เช่นนั้น พระเจ้าทรงเรียกเด็กเล็กๆ ดังเช่นในกรณีของซามูเอล (1 ซมอ.3:4) พระเยซูทรงยกย่องความเชื่อของเด็กเล็กๆ (ลก.18:16-17) และเปาโลกล่าวว่า ผู้เชื่อที่อ่อนอาวุโสไม่ควรปล่อยให้ผู้คนหมิ่นประมาทเพียงเพราะพวกเขา “ยังเยาว์วัย” (1 ทธ.4:12) ดังนั้นเราจึงถูกเรียกให้ชี้แนะบุตรหลานของเรา (ฉธบ.6: 6-7; สภษ.22:6) โดยรู้ว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างแก่เราทุกคน (มธ.18:3) และเข้าใจว่าการกีดกันพวกเขาเป็นสิ่งที่พระคริสต์ทรงกล่าวห้าม (ลก.18:15) </p>
<p>เมื่อเราเห็นประกายแห่งความหวังในตัวเด็กๆ งานของเราในฐานะผู้ใหญ่คือช่วยโหมไฟแห่งความหวังนั้นให้ลุกโชน และเมื่อพระเจ้าทรงนำเรา จงหนุนใจพวกเขาให้อุทิศชีวิตในการวางใจในพระเยซูและปรนนิบัติรับใช้พระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณจะหนุนใจเด็กๆให้เชื่อวางใจในพระเยซูอย่างไร  คุณจะช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ เด็กๆในโลกของเราต้องการพระคริสต์  โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะหนุนใจพวกเขาให้เชื่อวางใจในพระองค</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 01 Aug 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/89bcab5f/dbffc827.mp3" length="11001061" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย [ ลูกา 18:16 ]

ตอนที่เอลีอาน่าหลานสาวของฉันอายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เธอได้ดูวิดีโอที่โรงเรียนเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัวเตมาลา เธอบอกแม่ว่า “เราต้องไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา” แม่ตอบเธอว่าพวกเราจะคิดถึงเรื่องนี้เมื่อหนูโตขึ้น 
และเป็นไปตามที่คาด เอลีอาน่าไม่เคยลืม เมื่อเธออายุได้สิบขวบครอบครัวของเธอเดินทางไปช่วยที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้น สองปีต่อมาพวกเขา กลับไปอีก คราวนี้พาครอบครัวอื่นจากโรงเรียนของเอลีอาน่าไปด้วย และเมื่อ เอลีอาน่าอายุสิบห้าปี เธอกับพ่อไปรับใช้ที่กัวเตมาลาอีกครั้ง 
บางครั้งเราคิดว่าความปรารถนาและความฝันของเด็กเล็กๆไม่จริงจังและสำคัญเท่ากับความปรารถนาของผู้ใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอก เช่นนั้น พระเจ้าทรงเรียกเด็กเล็กๆ ดังเช่นในกรณีของซามูเอล (1 ซมอ.3:4) พระเยซูทรงยกย่องความเชื่อของเด็กเล็กๆ (ลก.18:16-17) และเปาโลกล่าวว่า ผู้เชื่อที่อ่อนอาวุโสไม่ควรปล่อยให้ผู้คนหมิ่นประมาทเพียงเพราะพวกเขา “ยังเยาว์วัย” (1 ทธ.4:12) ดังนั้นเราจึงถูกเรียกให้ชี้แนะบุตรหลานของเรา (ฉธบ.6: 6-7; สภษ.22:6) โดยรู้ว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นแบบอย่างแก่เราทุกคน (มธ.18:3) และเข้าใจว่าการกีดกันพวกเขาเป็นสิ่งที่พระคริสต์ทรงกล่าวห้าม (ลก.18:15) 
เมื่อเราเห็นประกายแห่งความหวังในตัวเด็กๆ งานของเราในฐานะผู้ใหญ่คือช่วยโหมไฟแห่งความหวังนั้นให้ลุกโชน และเมื่อพระเจ้าทรงนำเรา จงหนุนใจพวกเขาให้อุทิศชีวิตในการวางใจในพระเยซูและปรนนิบัติรับใช้พระองค์

คุณจะหนุนใจเด็กๆให้เชื่อวางใจในพระเยซูอย่างไร  คุณจะช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ เด็กๆในโลกของเราต้องการพระคริสต์  โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะหนุนใจพวกเขาให้เชื่อวางใจในพระองค</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย [ ลูกา 18:16 ]

ตอนที่เอลีอาน่าหลานสาวของฉันอายุเพียงแค่เจ็ดขวบ เธอได้ดูวิดีโอที่โรงเรียนเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัวเตมาลา เธอบอกแม่ว่า “เราต้องไปที่นั่นเพื่อช่วยพวกเขา” แม่ตอบเธอว่าพวกเราจะคิดถึงเรื่องนี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่องรอยของพระเยซูที่มองเห็นได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร่องรอยของพระเยซูที่มองเห็นได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">72924ad5-e623-4d58-b25f-ae27c8245db4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f148385b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่ก็หามูลเหตุหรือความผิดไม่ได้ เพราะ [ดาเนียล]เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย [ ดาเนียล 6:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทดลองชุดตรวจเก็บตัวอย่างโมเลกุลเพื่อระบุอุปนิสัยและกิจวัตรการใช้ชีวิตของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละราย ในบรรดาสิ่งที่พวกเขาตรวจพบมีสบู่ โลชั่น แชมพูและเครื่องสำอางที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือใช้ รวมทั้งประเภทของอาหาร เครื่องดื่มและยาที่พวกเขารับประทาน และประเภทของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ การศึกษานี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดเก็บประวัติรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคนได้</p>
<p>พวกอภิรัฐมนตรีและอุปราชในบาบิโลนเปรียบเหมือน “ชุดเก็บตัวอย่าง”ชีวิตของผู้เผยพระวจนะดาเนียลเพื่อตรวจสอบและค้นหาอุปนิสัยหรือกิจวัตรการใช้ชีวิตในแง่ลบ แต่ท่านรับใช้จักรวรรดิอย่างสัตย์ซื่อมาเกือบเจ็ดสิบปี จนเป็นที่รู้กันดีว่าท่าน “เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย” (ดนล.6:4) อันที่จริงดาเนียลได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ดาริอัสให้เป็นหนึ่งใน “อภิรัฐมนตรีสามคนอยู่เหนือ” พวกอุปราชทั้งหลายของพระองค์(ข้อ 1-2) บางทีด้วยความอิจฉาริษยา พวกข้าหลวงอื่นๆจึงมองหาร่องรอยการทุจริตในตัวดาเนียลเพื่อจะกำจัดท่าน แต่ท่านรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้โดยไม่เสื่อมเสีย และยังคงปรนนิบัติและอธิษฐานต่อพระเจ้า “ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ในบั้นปลายผู้เผยพระวจนะท่านนี้จึงได้เจริญขึ้นในหน้าที่ของท่าน (ข้อ 28)</p>
<p>ชีวิตของเราทิ้งร่องรอยที่มองเห็นได้ไว้ ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นใครและเราเป็นตัวแทนของใคร แม้ว่าเรายังต้องดิ้นรนต่อสู้และไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้คนรอบตัว “เก็บตัวอย่าง” ชีวิตของเรา ขอให้พวกเขาพบร่องรอยที่มองเห็นได้ของความซื่อสัตย์และการอุทิศตัวต่อพระเยซูตามที่พระองค์ทรงนำเรา</p>
<p><br><strong>ชีวิตของคุณสะท้อนให้ผู้คนเห็นถึงหนทางของพระเจ้าอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อจะสำแดงถึงพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดให้คำพูดและการกระทำของข้าพระองค์ สำแดงให้ผู้คนได้เห็นพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่ก็หามูลเหตุหรือความผิดไม่ได้ เพราะ [ดาเนียล]เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย [ ดาเนียล 6:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทดลองชุดตรวจเก็บตัวอย่างโมเลกุลเพื่อระบุอุปนิสัยและกิจวัตรการใช้ชีวิตของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละราย ในบรรดาสิ่งที่พวกเขาตรวจพบมีสบู่ โลชั่น แชมพูและเครื่องสำอางที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือใช้ รวมทั้งประเภทของอาหาร เครื่องดื่มและยาที่พวกเขารับประทาน และประเภทของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ การศึกษานี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดเก็บประวัติรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคนได้</p>
<p>พวกอภิรัฐมนตรีและอุปราชในบาบิโลนเปรียบเหมือน “ชุดเก็บตัวอย่าง”ชีวิตของผู้เผยพระวจนะดาเนียลเพื่อตรวจสอบและค้นหาอุปนิสัยหรือกิจวัตรการใช้ชีวิตในแง่ลบ แต่ท่านรับใช้จักรวรรดิอย่างสัตย์ซื่อมาเกือบเจ็ดสิบปี จนเป็นที่รู้กันดีว่าท่าน “เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย” (ดนล.6:4) อันที่จริงดาเนียลได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ดาริอัสให้เป็นหนึ่งใน “อภิรัฐมนตรีสามคนอยู่เหนือ” พวกอุปราชทั้งหลายของพระองค์(ข้อ 1-2) บางทีด้วยความอิจฉาริษยา พวกข้าหลวงอื่นๆจึงมองหาร่องรอยการทุจริตในตัวดาเนียลเพื่อจะกำจัดท่าน แต่ท่านรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้โดยไม่เสื่อมเสีย และยังคงปรนนิบัติและอธิษฐานต่อพระเจ้า “ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ในบั้นปลายผู้เผยพระวจนะท่านนี้จึงได้เจริญขึ้นในหน้าที่ของท่าน (ข้อ 28)</p>
<p>ชีวิตของเราทิ้งร่องรอยที่มองเห็นได้ไว้ ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นใครและเราเป็นตัวแทนของใคร แม้ว่าเรายังต้องดิ้นรนต่อสู้และไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้คนรอบตัว “เก็บตัวอย่าง” ชีวิตของเรา ขอให้พวกเขาพบร่องรอยที่มองเห็นได้ของความซื่อสัตย์และการอุทิศตัวต่อพระเยซูตามที่พระองค์ทรงนำเรา</p>
<p><br><strong>ชีวิตของคุณสะท้อนให้ผู้คนเห็นถึงหนทางของพระเจ้าอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อจะสำแดงถึงพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดให้คำพูดและการกระทำของข้าพระองค์ สำแดงให้ผู้คนได้เห็นพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 31 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f148385b/9cf46ceb.mp3" length="12607391" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>788</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ก็หามูลเหตุหรือความผิดไม่ได้ เพราะ [ดาเนียล]เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย [ ดาเนียล 6:4 ]

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทดลองชุดตรวจเก็บตัวอย่างโมเลกุลเพื่อระบุอุปนิสัยและกิจวัตรการใช้ชีวิตของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือแต่ละราย ในบรรดาสิ่งที่พวกเขาตรวจพบมีสบู่ โลชั่น แชมพูและเครื่องสำอางที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือใช้ รวมทั้งประเภทของอาหาร เครื่องดื่มและยาที่พวกเขารับประทาน และประเภทของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ การศึกษานี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถจัดเก็บประวัติรูปแบบการดำเนินชีวิตของแต่ละคนได้
พวกอภิรัฐมนตรีและอุปราชในบาบิโลนเปรียบเหมือน “ชุดเก็บตัวอย่าง”ชีวิตของผู้เผยพระวจนะดาเนียลเพื่อตรวจสอบและค้นหาอุปนิสัยหรือกิจวัตรการใช้ชีวิตในแง่ลบ แต่ท่านรับใช้จักรวรรดิอย่างสัตย์ซื่อมาเกือบเจ็ดสิบปี จนเป็นที่รู้กันดีว่าท่าน “เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย” (ดนล.6:4) อันที่จริงดาเนียลได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ดาริอัสให้เป็นหนึ่งใน “อภิรัฐมนตรีสามคนอยู่เหนือ” พวกอุปราชทั้งหลายของพระองค์(ข้อ 1-2) บางทีด้วยความอิจฉาริษยา พวกข้าหลวงอื่นๆจึงมองหาร่องรอยการทุจริตในตัวดาเนียลเพื่อจะกำจัดท่าน แต่ท่านรักษาความซื่อสัตย์ไว้ได้โดยไม่เสื่อมเสีย และยังคงปรนนิบัติและอธิษฐานต่อพระเจ้า “ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ในบั้นปลายผู้เผยพระวจนะท่านนี้จึงได้เจริญขึ้นในหน้าที่ของท่าน (ข้อ 28)
ชีวิตของเราทิ้งร่องรอยที่มองเห็นได้ไว้ ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นใครและเราเป็นตัวแทนของใคร แม้ว่าเรายังต้องดิ้นรนต่อสู้และไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้คนรอบตัว “เก็บตัวอย่าง” ชีวิตของเรา ขอให้พวกเขาพบร่องรอยที่มองเห็นได้ของความซื่อสัตย์และการอุทิศตัวต่อพระเยซูตามที่พระองค์ทรงนำเรา
ชีวิตของคุณสะท้อนให้ผู้คนเห็นถึงหนทางของพระเจ้าอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อจะสำแดงถึงพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดให้คำพูดและการกระทำของข้าพระองค์ สำแดงให้ผู้คนได้เห็นพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ก็หามูลเหตุหรือความผิดไม่ได้ เพราะ [ดาเนียล]เป็นคนซื่อสัตย์ จะหาความพลั้งพลาดหรือความผิดในท่านมิได้เลย [ ดาเนียล 6:4 ]

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ทดลองชุดตรวจเก็บตัวอย่างโมเลกุลเพื่อระบุอุปนิสัยและกิจวัตรการใช้ชีวิตของผู้ใช้โทรศัพท์มือ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้ทรงงดงาม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้ทรงงดงาม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1c70d7af-228d-4541-b3c4-98730252a571</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/87cdb5c8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม... ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:2, 5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่หอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงอัจฉริยภาพและความงามทางสถาปัตยกรรมได้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกรุงปารีส ปารีสเองก็ยกย่องหอคอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เมืองงดงาม</p>
<p>แต่ในตอนที่กำลังสร้างหอคอยนี้ผู้คนมากมายกลับไม่ค่อยเห็นค่านัก เช่นที่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดัง กีย์ เดอ โมปาสซ็องค์บอกว่ามันมี “รูปทรงผอมพิลึกพิลั่นเหมือนปล่องไฟโรงงาน” เขามองไม่เห็นความงามของมัน</p>
<p>พวกเราที่รักพระเยซูและมอบหัวใจให้พระองค์ทรงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรานั้น มองว่าพระองค์ทรงงดงามจากสิ่งที่พระองค์เป็นและได้ทรงกระทำเพื่อเรา กระนั้นผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กลับเขียนข้อความเหล่านี้ “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน และไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (53:2)</p>
<p>แต่พระเกียรติอันสูงส่งของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรานั้น คือรูปแบบของความงามที่เที่ยงแท้และบริสุทธิ์ที่สุดที่มนุษย์จะรู้จักและสัมผัสได้ พระองค์ทรง “แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5)</p>
<p>เราจะไม่มีวันรู้จักใครที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้เท่ากับพระองค์ผู้ทรงทนทุกข์เพื่อเราบนไม้กางเขน และรับโทษบาปของเราที่ไม่อาจบรรยายได้ไว้กับพระองค์เองผู้นั้นคือพระเยซู ผู้ทรงงดงาม ให้เราดำเนินชีวิตด้วยการมองที่พระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงสำแดงความงามของพระองค์แก่คุณอย่างไร การพบความหวังเดียวของคุณในพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงงดงาม ขอบพระคุณที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม... ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:2, 5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่หอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงอัจฉริยภาพและความงามทางสถาปัตยกรรมได้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกรุงปารีส ปารีสเองก็ยกย่องหอคอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เมืองงดงาม</p>
<p>แต่ในตอนที่กำลังสร้างหอคอยนี้ผู้คนมากมายกลับไม่ค่อยเห็นค่านัก เช่นที่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดัง กีย์ เดอ โมปาสซ็องค์บอกว่ามันมี “รูปทรงผอมพิลึกพิลั่นเหมือนปล่องไฟโรงงาน” เขามองไม่เห็นความงามของมัน</p>
<p>พวกเราที่รักพระเยซูและมอบหัวใจให้พระองค์ทรงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรานั้น มองว่าพระองค์ทรงงดงามจากสิ่งที่พระองค์เป็นและได้ทรงกระทำเพื่อเรา กระนั้นผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กลับเขียนข้อความเหล่านี้ “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน และไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (53:2)</p>
<p>แต่พระเกียรติอันสูงส่งของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรานั้น คือรูปแบบของความงามที่เที่ยงแท้และบริสุทธิ์ที่สุดที่มนุษย์จะรู้จักและสัมผัสได้ พระองค์ทรง “แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5)</p>
<p>เราจะไม่มีวันรู้จักใครที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้เท่ากับพระองค์ผู้ทรงทนทุกข์เพื่อเราบนไม้กางเขน และรับโทษบาปของเราที่ไม่อาจบรรยายได้ไว้กับพระองค์เองผู้นั้นคือพระเยซู ผู้ทรงงดงาม ให้เราดำเนินชีวิตด้วยการมองที่พระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเยซูทรงสำแดงความงามของพระองค์แก่คุณอย่างไร การพบความหวังเดียวของคุณในพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงงดงาม ขอบพระคุณที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/87cdb5c8/b8781c9c.mp3" length="12487161" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>781</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม... ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:2, 5 ]

เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่หอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงอัจฉริยภาพและความงามทางสถาปัตยกรรมได้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกรุงปารีส ปารีสเองก็ยกย่องหอคอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เมืองงดงาม
แต่ในตอนที่กำลังสร้างหอคอยนี้ผู้คนมากมายกลับไม่ค่อยเห็นค่านัก เช่นที่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดัง กีย์ เดอ โมปาสซ็องค์บอกว่ามันมี “รูปทรงผอมพิลึกพิลั่นเหมือนปล่องไฟโรงงาน” เขามองไม่เห็นความงามของมัน
พวกเราที่รักพระเยซูและมอบหัวใจให้พระองค์ทรงมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรานั้น มองว่าพระองค์ทรงงดงามจากสิ่งที่พระองค์เป็นและได้ทรงกระทำเพื่อเรา กระนั้นผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กลับเขียนข้อความเหล่านี้ “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน และไม่มีความงามที่เราจะพึงปรารถนาท่าน” (53:2)
แต่พระเกียรติอันสูงส่งของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรานั้น คือรูปแบบของความงามที่เที่ยงแท้และบริสุทธิ์ที่สุดที่มนุษย์จะรู้จักและสัมผัสได้ พระองค์ทรง “แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรง “บาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5)
เราจะไม่มีวันรู้จักใครที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้เท่ากับพระองค์ผู้ทรงทนทุกข์เพื่อเราบนไม้กางเขน และรับโทษบาปของเราที่ไม่อาจบรรยายได้ไว้กับพระองค์เองผู้นั้นคือพระเยซู ผู้ทรงงดงาม ให้เราดำเนินชีวิตด้วยการมองที่พระองค์

พระเยซูทรงสำแดงความงามของพระองค์แก่คุณอย่างไร การพบความหวังเดียวของคุณในพระองค์มีความหมายต่อคุณอย่างไร
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงงดงาม ขอบพระคุณที่ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงาม... ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:2, 5 ]

เป็นเวลากว่า 130 ปีแล้วที่หอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงอัจฉริยภาพและความงามทางสถาปัตยกรรมได้ตั้งตระหง่านอยู่เหนือกรุงปารีส ปารีสเองก็ยกย่องหอคอยนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยัติภังค์ที่มีความหมาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยัติภังค์ที่มีความหมาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cc225ec5-f621-4cd3-8ee7-7eef61e54b54</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/32dfc815</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง [ โคโลสี 1:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะเตรียมการสำหรับพิธีฉลองเพื่อรำลึกถึงชีวิตแห่งการรับใช้ของคุณแม่ ฉันอธิษฐานขอถ้อยคำที่เหมาะสมเพื่อจะบรรยายถึง “ปียัติภังค์ (-)” คือช่วงปีที่อยู่ระหว่างการเกิด - การเสียชีวิตของท่าน ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ดีและไม่ค่อยดีนักในความสัมพันธ์ของเรา ฉันสรรเสริญพระเจ้าในวันที่แม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ทรง “เปลี่ยนแปลง” ฉัน ฉันขอบคุณพระองค์ที่ทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อด้วยกัน และสำหรับผู้คนที่แบ่งปันว่าแม่ได้หนุนใจและอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความเมตตาอย่างไร แม่ที่ไม่สมบูรณ์แบบของฉันมีความสุขกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่ดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู</p>
<p>ไม่มีผู้เชื่อพระเยซูคนใดที่สมบูรณ์แบบ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถทำให้เรา “ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (คส.1:10) ตามที่อัครทูตเปาโลบอก คริสตจักรในโคโลสีเป็นที่รู้จักในเรื่องความเชื่อและความรัก (ข้อ 3-6) พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทาน “ปัญญาและ...ความเข้าใจ” และเสริมกำลังพวกเขาให้ “เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า” (ข้อ 9-10) ในขณะที่เปาโลอธิษฐานเผื่อและชื่นชมผู้เชื่อเหล่านั้น ท่านก็ได้ประกาศพระนามของพระเยซูผู้ที่ “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” (ข้อ 14)</p>
<p>เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองก็สามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ถึงพระเจ้า ในการรักพระองค์และผู้อื่น ในการประกาศข่าวประเสริฐ และชื่นชมยินดีกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณสมบัติใดที่ทำให้คนที่คุณรู้จักดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย คุณจะชื่นชมยินดีกับการดำเนินชีวิตที่มีความหมายนี้ได้อย่างไรในสัปดาห์นี้</strong></p>
<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีกับชีวิตที่มีความหมาย ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีโอกาสมากขึ้น ในการแบ่งปันพระเยซูกับผู้อื่น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง [ โคโลสี 1:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ขณะเตรียมการสำหรับพิธีฉลองเพื่อรำลึกถึงชีวิตแห่งการรับใช้ของคุณแม่ ฉันอธิษฐานขอถ้อยคำที่เหมาะสมเพื่อจะบรรยายถึง “ปียัติภังค์ (-)” คือช่วงปีที่อยู่ระหว่างการเกิด - การเสียชีวิตของท่าน ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ดีและไม่ค่อยดีนักในความสัมพันธ์ของเรา ฉันสรรเสริญพระเจ้าในวันที่แม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ทรง “เปลี่ยนแปลง” ฉัน ฉันขอบคุณพระองค์ที่ทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อด้วยกัน และสำหรับผู้คนที่แบ่งปันว่าแม่ได้หนุนใจและอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความเมตตาอย่างไร แม่ที่ไม่สมบูรณ์แบบของฉันมีความสุขกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่ดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู</p>
<p>ไม่มีผู้เชื่อพระเยซูคนใดที่สมบูรณ์แบบ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถทำให้เรา “ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (คส.1:10) ตามที่อัครทูตเปาโลบอก คริสตจักรในโคโลสีเป็นที่รู้จักในเรื่องความเชื่อและความรัก (ข้อ 3-6) พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทาน “ปัญญาและ...ความเข้าใจ” และเสริมกำลังพวกเขาให้ “เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า” (ข้อ 9-10) ในขณะที่เปาโลอธิษฐานเผื่อและชื่นชมผู้เชื่อเหล่านั้น ท่านก็ได้ประกาศพระนามของพระเยซูผู้ที่ “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” (ข้อ 14)</p>
<p>เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองก็สามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ถึงพระเจ้า ในการรักพระองค์และผู้อื่น ในการประกาศข่าวประเสริฐ และชื่นชมยินดีกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณสมบัติใดที่ทำให้คนที่คุณรู้จักดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย คุณจะชื่นชมยินดีกับการดำเนินชีวิตที่มีความหมายนี้ได้อย่างไรในสัปดาห์นี้</strong></p>
<p><em>พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีกับชีวิตที่มีความหมาย ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีโอกาสมากขึ้น ในการแบ่งปันพระเยซูกับผู้อื่น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 29 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/32dfc815/66a5020f.mp3" length="11666191" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง [ โคโลสี 1:10 ]

ขณะเตรียมการสำหรับพิธีฉลองเพื่อรำลึกถึงชีวิตแห่งการรับใช้ของคุณแม่ ฉันอธิษฐานขอถ้อยคำที่เหมาะสมเพื่อจะบรรยายถึง “ปียัติภังค์ (-)” คือช่วงปีที่อยู่ระหว่างการเกิด - การเสียชีวิตของท่าน ฉันนึกถึงช่วงเวลาที่ดีและไม่ค่อยดีนักในความสัมพันธ์ของเรา ฉันสรรเสริญพระเจ้าในวันที่แม่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหลังจากที่ได้เห็นพระองค์ทรง “เปลี่ยนแปลง” ฉัน ฉันขอบคุณพระองค์ที่ทรงช่วยให้เราเติบโตในความเชื่อด้วยกัน และสำหรับผู้คนที่แบ่งปันว่าแม่ได้หนุนใจและอธิษฐานเผื่อพวกเขาด้วยความเมตตาอย่างไร แม่ที่ไม่สมบูรณ์แบบของฉันมีความสุขกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่ดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู
ไม่มีผู้เชื่อพระเยซูคนใดที่สมบูรณ์แบบ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสามารถทำให้เรา “ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (คส.1:10) ตามที่อัครทูตเปาโลบอก คริสตจักรในโคโลสีเป็นที่รู้จักในเรื่องความเชื่อและความรัก (ข้อ 3-6) พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทาน “ปัญญาและ...ความเข้าใจ” และเสริมกำลังพวกเขาให้ “เกิดผลในการดีทุกอย่าง และจำเริญขึ้นในความรู้ถึงพระเจ้า” (ข้อ 9-10) ในขณะที่เปาโลอธิษฐานเผื่อและชื่นชมผู้เชื่อเหล่านั้น ท่านก็ได้ประกาศพระนามของพระเยซูผู้ที่ “ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา” (ข้อ 14)
เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเองก็สามารถเติบโตขึ้นได้ในความรู้ถึงพระเจ้า ในการรักพระองค์และผู้อื่น ในการประกาศข่าวประเสริฐ และชื่นชมยินดีกับยัติภังค์ที่มีความหมาย คือช่วงเวลาที่เราดำเนินชีวิตอย่างดีเพื่อพระเยซู

คุณสมบัติใดที่ทำให้คนที่คุณรู้จักดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย คุณจะชื่นชมยินดีกับการดำเนินชีวิตที่มีความหมายนี้ได้อย่างไรในสัปดาห์นี้
พระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีกับชีวิตที่มีความหมาย ขอโปรดประทานให้ข้าพระองค์มีโอกาสมากขึ้น ในการแบ่งปันพระเยซูกับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ประพฤติอย่างที่สมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และทำตนให้เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ ให้เกิดผลในการดีทุกอย่าง [ โคโลสี 1:10 ]

ขณะเตรียมการสำหรับพิธีฉลองเพื่อรำลึกถึงชีวิตแห่งการรับใช้ของคุณแม่ ฉันอธิษฐานขอถ้อยคำที่เหมาะสมเพื่อจะบรรยายถึง “ปียัติภังค์ (-)” คือช่วง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระราชาที่มองไม่เห็น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระราชาที่มองไม่เห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6cc2e377-a435-48b2-aff5-0654ed20106d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ba847c75</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน [ ดาเนียล 10:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้แสวงบุญ คือชื่อละครเพลงที่อิงมาจากหนังสือปริศนาธรรม (โดยจอห์น บันยัน) ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูคนหนึ่ง ในเรื่องนี้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณถูกทำให้ปรากฏแก่ผู้ชม ตัวละครที่เป็นพระราชาซึ่งเล็งถึงพระเจ้าปรากฏบนเวทีเกือบตลอดการแสดง พระองค์สวมชุดสีขาวและสกัดกั้นการโจมตีจากศัตรูอย่างแข็งขัน โอบอุ้มผู้ที่เจ็บปวดอย่างอ่อนโยน และเตือนคนอื่นๆให้ทำความดี ถึงพระราชาจะเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้แต่ตัวละครหลักที่เป็นมนุษย์กลับไม่สามารถมองเห็นพระราชาได้ จะเห็นก็เพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากการะกระทำของพระราชาเท่านั้น</p>
<p>พวกเราดำเนินชีวิตเหมือนกับว่าองค์กษัตริย์ที่แท้จริงทรงกระทำกิจอยู่ในชีวิตของเราแม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์หรือไม่ ในเวลาที่เป็นทุกข์ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นนิมิตของผู้ส่งสารจากสวรรค์ (ดนล.10:7) ซึ่งถูกส่งมาโดยตรงเพื่อตอบคำอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของท่าน (ข้อ 12) ผู้ส่งสารอธิบายว่าการสู้รบฝ่ายวิญญาณทำให้มาถึงช้า และมีทูตอีกองค์ที่ถูกส่งมาช่วยเหลือ (ข้อ 13) เรื่องนี้เตือนให้ดาเนียลระลึกว่า ถึงแม้ท่านจะมองไม่เห็นพระเจ้าแต่ท่านก็ถูกรายล้อมด้วยหลักฐานที่แสดงถึงการดูแลและเอาใจใส่ของพระองค์ “บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย” ผู้ส่งสารให้กำลังใจท่าน (ข้อ 19) ในตอนจบของผู้แสวงบุญ เมื่อตัวละครหลักไปถึงประตูสวรรค์หลังจากผ่านความทุกข์ยากมากมาย เขาร้องออกมาด้วยความยินดีเป็นครั้งแรกว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นพระราชาแล้ว!” วันหนึ่งเราจะได้เห็นพระองค์ด้วยดวงตาใหม่ของเราบนสวรรค์ แต่ในวันนี้เราสามารถคาดหวังว่าจะเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเราได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของคุณในทางใดได้บ้าง สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณเชื่อว่าพระองค์ทรงอยู่กับคุณ</strong></p>
<p><em>พระเยซูองค์กษัตริย์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน [ ดาเนียล 10:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้แสวงบุญ คือชื่อละครเพลงที่อิงมาจากหนังสือปริศนาธรรม (โดยจอห์น บันยัน) ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูคนหนึ่ง ในเรื่องนี้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณถูกทำให้ปรากฏแก่ผู้ชม ตัวละครที่เป็นพระราชาซึ่งเล็งถึงพระเจ้าปรากฏบนเวทีเกือบตลอดการแสดง พระองค์สวมชุดสีขาวและสกัดกั้นการโจมตีจากศัตรูอย่างแข็งขัน โอบอุ้มผู้ที่เจ็บปวดอย่างอ่อนโยน และเตือนคนอื่นๆให้ทำความดี ถึงพระราชาจะเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้แต่ตัวละครหลักที่เป็นมนุษย์กลับไม่สามารถมองเห็นพระราชาได้ จะเห็นก็เพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากการะกระทำของพระราชาเท่านั้น</p>
<p>พวกเราดำเนินชีวิตเหมือนกับว่าองค์กษัตริย์ที่แท้จริงทรงกระทำกิจอยู่ในชีวิตของเราแม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์หรือไม่ ในเวลาที่เป็นทุกข์ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นนิมิตของผู้ส่งสารจากสวรรค์ (ดนล.10:7) ซึ่งถูกส่งมาโดยตรงเพื่อตอบคำอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของท่าน (ข้อ 12) ผู้ส่งสารอธิบายว่าการสู้รบฝ่ายวิญญาณทำให้มาถึงช้า และมีทูตอีกองค์ที่ถูกส่งมาช่วยเหลือ (ข้อ 13) เรื่องนี้เตือนให้ดาเนียลระลึกว่า ถึงแม้ท่านจะมองไม่เห็นพระเจ้าแต่ท่านก็ถูกรายล้อมด้วยหลักฐานที่แสดงถึงการดูแลและเอาใจใส่ของพระองค์ “บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย” ผู้ส่งสารให้กำลังใจท่าน (ข้อ 19) ในตอนจบของผู้แสวงบุญ เมื่อตัวละครหลักไปถึงประตูสวรรค์หลังจากผ่านความทุกข์ยากมากมาย เขาร้องออกมาด้วยความยินดีเป็นครั้งแรกว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นพระราชาแล้ว!” วันหนึ่งเราจะได้เห็นพระองค์ด้วยดวงตาใหม่ของเราบนสวรรค์ แต่ในวันนี้เราสามารถคาดหวังว่าจะเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเราได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของคุณในทางใดได้บ้าง สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณเชื่อว่าพระองค์ทรงอยู่กับคุณ</strong></p>
<p><em>พระเยซูองค์กษัตริย์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 28 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ba847c75/2d8f3f59.mp3" length="11666187" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน [ ดาเนียล 10:12 ]

ผู้แสวงบุญ คือชื่อละครเพลงที่อิงมาจากหนังสือปริศนาธรรม (โดยจอห์น บันยัน) ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูคนหนึ่ง ในเรื่องนี้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณถูกทำให้ปรากฏแก่ผู้ชม ตัวละครที่เป็นพระราชาซึ่งเล็งถึงพระเจ้าปรากฏบนเวทีเกือบตลอดการแสดง พระองค์สวมชุดสีขาวและสกัดกั้นการโจมตีจากศัตรูอย่างแข็งขัน โอบอุ้มผู้ที่เจ็บปวดอย่างอ่อนโยน และเตือนคนอื่นๆให้ทำความดี ถึงพระราชาจะเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้แต่ตัวละครหลักที่เป็นมนุษย์กลับไม่สามารถมองเห็นพระราชาได้ จะเห็นก็เพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากการะกระทำของพระราชาเท่านั้น
พวกเราดำเนินชีวิตเหมือนกับว่าองค์กษัตริย์ที่แท้จริงทรงกระทำกิจอยู่ในชีวิตของเราแม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์หรือไม่ ในเวลาที่เป็นทุกข์ผู้เผยพระวจนะดาเนียลได้เห็นนิมิตของผู้ส่งสารจากสวรรค์ (ดนล.10:7) ซึ่งถูกส่งมาโดยตรงเพื่อตอบคำอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อของท่าน (ข้อ 12) ผู้ส่งสารอธิบายว่าการสู้รบฝ่ายวิญญาณทำให้มาถึงช้า และมีทูตอีกองค์ที่ถูกส่งมาช่วยเหลือ (ข้อ 13) เรื่องนี้เตือนให้ดาเนียลระลึกว่า ถึงแม้ท่านจะมองไม่เห็นพระเจ้าแต่ท่านก็ถูกรายล้อมด้วยหลักฐานที่แสดงถึงการดูแลและเอาใจใส่ของพระองค์ “บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง อย่ากลัวเลย” ผู้ส่งสารให้กำลังใจท่าน (ข้อ 19) ในตอนจบของผู้แสวงบุญ เมื่อตัวละครหลักไปถึงประตูสวรรค์หลังจากผ่านความทุกข์ยากมากมาย เขาร้องออกมาด้วยความยินดีเป็นครั้งแรกว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นพระราชาแล้ว!” วันหนึ่งเราจะได้เห็นพระองค์ด้วยดวงตาใหม่ของเราบนสวรรค์ แต่ในวันนี้เราสามารถคาดหวังว่าจะเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเราได้

คุณมองเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของคุณในทางใดได้บ้าง สิ่งใดที่ขัดขวางไม่ให้คุณเชื่อว่าพระองค์ทรงอยู่กับคุณ
พระเยซูองค์กษัตริย์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน [ ดาเนียล 10:12 ]

ผู้แสวงบุญ คือชื่อละครเพลงที่อิงมาจากหนังสือปริศนาธรรม (โดยจอห์น บันยัน) ซึ่งเป็นนิทานเปรียบเทียบชีวิตของผู้เชื่อพระเยซูคนหนึ่ง ในเรื่องนี้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นทั้งหมดในโลกฝ่ายวิญญาณถูกทำให้ปรากฏแก่ผู้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การนมัสการที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การนมัสการที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8c619e4f-c4ce-4d22-9587-c38c352709e7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5b94431e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​ท่านธรรมิกชนของพระองค์เอ๋ย จงร้องสรรเสริญพระเจ้า [ สดุดี 30:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ซูซี่นั่งร้องไห้อยู่นอกห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล คลื่นแห่งความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอจนทำอะไรไม่ถูก ปอดเล็กๆของลูกชายตัวน้อยวัยสองเดือนของเธอเต็มไปด้วยของเหลว ทีมแพทย์บอกว่าพวกเขาทำเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเด็กแล้วแต่ไม่อาจรับรองผลที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะนั้นเธอบอกว่าเธอ “รู้สึกถึงการสะกิดเตือนอย่างอ่อนโยนและอ่อนหวานของพระวิญญาณ ให้ [เธอ] นมัสการพระเจ้า” เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะร้องเพลง จึงเปิดเพลงนมัสการจากโทรศัพท์ตลอดสามวันต่อมาในโรงพยาบาล ขณะที่นมัสการเธอได้พบความหวังและสันติสุข ในวันนี้ประสบการณ์นั้นสอนเธอว่า “การนมัสการไม่ได้เปลี่ยนแปลงพระเจ้า แต่มันจะเปลี่ยนคุณอย่างแน่นอน”</p>
<p>ขณะเผชิญสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ดาวิดร้องทูลพระเจ้าในคำอธิษฐานและคำสรรเสริญ (สดด.30:8) ผู้เขียนอรรถาธิบายพระคัมภีร์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เขียนสดุดีอธิษฐาน “ขอพระคุณที่มาจากการสรรเสริญและการเปลี่ยนแปลง” พระเจ้าทรงเปลี่ยน “การไว้ทุกข์ [ของดาวิด]เป็นการเต้นรำ” และท่านประกาศว่าจะ “ถวายโมทนาแด่ [พระเจ้า] เป็นนิตย์” ในทุกๆสถานการณ์ (ข้อ 11-12) แม้การสรรเสริญพระเจ้าในช่วงเวลาที่เจ็บปวดอาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จากความสิ้นหวังสู่ความหวัง จากความกลัวสู่ความเชื่อ และพระองค์จะทรงใช้ตัวอย่างของเราเพื่อหนุนใจและเปลี่ยนแปลงผู้อื่นด้วย (ข้อ 4-5)</p>
<p>ลูกชายตัวน้อยของซูซี่ฟื้นกลับมาแข็งแรงอีกครั้งโดยพระคุณพระเจ้า แม้ว่าทุกความท้าทายในชีวิตจะไม่ได้จบลงอย่างที่เราหวัง แต่พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงและเติมเต็มเราด้วยความยินดีได้อีกครั้ง (ข้อ 11) เมื่อเรานมัสการพระองค์แม้ในความเจ็บปวดของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>การนมัสการพระเจ้าในขณะที่คุณอดทนต่อความเจ็บปวดส่งผลต่อคุณอย่างไร ประสบการณ์ของคุณสามารถส่งผลต่อผู้อื่นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์แม้ในขณะที่ข้าพระองค์ นมัสการพระองค์ในความเจ็บปวดและในความยากลำบาก</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​ท่านธรรมิกชนของพระองค์เอ๋ย จงร้องสรรเสริญพระเจ้า [ สดุดี 30:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ซูซี่นั่งร้องไห้อยู่นอกห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล คลื่นแห่งความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอจนทำอะไรไม่ถูก ปอดเล็กๆของลูกชายตัวน้อยวัยสองเดือนของเธอเต็มไปด้วยของเหลว ทีมแพทย์บอกว่าพวกเขาทำเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเด็กแล้วแต่ไม่อาจรับรองผลที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะนั้นเธอบอกว่าเธอ “รู้สึกถึงการสะกิดเตือนอย่างอ่อนโยนและอ่อนหวานของพระวิญญาณ ให้ [เธอ] นมัสการพระเจ้า” เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะร้องเพลง จึงเปิดเพลงนมัสการจากโทรศัพท์ตลอดสามวันต่อมาในโรงพยาบาล ขณะที่นมัสการเธอได้พบความหวังและสันติสุข ในวันนี้ประสบการณ์นั้นสอนเธอว่า “การนมัสการไม่ได้เปลี่ยนแปลงพระเจ้า แต่มันจะเปลี่ยนคุณอย่างแน่นอน”</p>
<p>ขณะเผชิญสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ดาวิดร้องทูลพระเจ้าในคำอธิษฐานและคำสรรเสริญ (สดด.30:8) ผู้เขียนอรรถาธิบายพระคัมภีร์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เขียนสดุดีอธิษฐาน “ขอพระคุณที่มาจากการสรรเสริญและการเปลี่ยนแปลง” พระเจ้าทรงเปลี่ยน “การไว้ทุกข์ [ของดาวิด]เป็นการเต้นรำ” และท่านประกาศว่าจะ “ถวายโมทนาแด่ [พระเจ้า] เป็นนิตย์” ในทุกๆสถานการณ์ (ข้อ 11-12) แม้การสรรเสริญพระเจ้าในช่วงเวลาที่เจ็บปวดอาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จากความสิ้นหวังสู่ความหวัง จากความกลัวสู่ความเชื่อ และพระองค์จะทรงใช้ตัวอย่างของเราเพื่อหนุนใจและเปลี่ยนแปลงผู้อื่นด้วย (ข้อ 4-5)</p>
<p>ลูกชายตัวน้อยของซูซี่ฟื้นกลับมาแข็งแรงอีกครั้งโดยพระคุณพระเจ้า แม้ว่าทุกความท้าทายในชีวิตจะไม่ได้จบลงอย่างที่เราหวัง แต่พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงและเติมเต็มเราด้วยความยินดีได้อีกครั้ง (ข้อ 11) เมื่อเรานมัสการพระองค์แม้ในความเจ็บปวดของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>การนมัสการพระเจ้าในขณะที่คุณอดทนต่อความเจ็บปวดส่งผลต่อคุณอย่างไร ประสบการณ์ของคุณสามารถส่งผลต่อผู้อื่นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์แม้ในขณะที่ข้าพระองค์ นมัสการพระองค์ในความเจ็บปวดและในความยากลำบาก</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 27 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5b94431e/5e6fb76c.mp3" length="11996451" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>750</itunes:duration>
      <itunes:summary>​ท่านธรรมิกชนของพระองค์เอ๋ย จงร้องสรรเสริญพระเจ้า [ สดุดี 30:4 ]

ซูซี่นั่งร้องไห้อยู่นอกห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล คลื่นแห่งความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอจนทำอะไรไม่ถูก ปอดเล็กๆของลูกชายตัวน้อยวัยสองเดือนของเธอเต็มไปด้วยของเหลว ทีมแพทย์บอกว่าพวกเขาทำเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเด็กแล้วแต่ไม่อาจรับรองผลที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะนั้นเธอบอกว่าเธอ “รู้สึกถึงการสะกิดเตือนอย่างอ่อนโยนและอ่อนหวานของพระวิญญาณ ให้ [เธอ] นมัสการพระเจ้า” เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะร้องเพลง จึงเปิดเพลงนมัสการจากโทรศัพท์ตลอดสามวันต่อมาในโรงพยาบาล ขณะที่นมัสการเธอได้พบความหวังและสันติสุข ในวันนี้ประสบการณ์นั้นสอนเธอว่า “การนมัสการไม่ได้เปลี่ยนแปลงพระเจ้า แต่มันจะเปลี่ยนคุณอย่างแน่นอน”
ขณะเผชิญสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ดาวิดร้องทูลพระเจ้าในคำอธิษฐานและคำสรรเสริญ (สดด.30:8) ผู้เขียนอรรถาธิบายพระคัมภีร์คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เขียนสดุดีอธิษฐาน “ขอพระคุณที่มาจากการสรรเสริญและการเปลี่ยนแปลง” พระเจ้าทรงเปลี่ยน “การไว้ทุกข์ [ของดาวิด]เป็นการเต้นรำ” และท่านประกาศว่าจะ “ถวายโมทนาแด่ [พระเจ้า] เป็นนิตย์” ในทุกๆสถานการณ์ (ข้อ 11-12) แม้การสรรเสริญพระเจ้าในช่วงเวลาที่เจ็บปวดอาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จากความสิ้นหวังสู่ความหวัง จากความกลัวสู่ความเชื่อ และพระองค์จะทรงใช้ตัวอย่างของเราเพื่อหนุนใจและเปลี่ยนแปลงผู้อื่นด้วย (ข้อ 4-5)
ลูกชายตัวน้อยของซูซี่ฟื้นกลับมาแข็งแรงอีกครั้งโดยพระคุณพระเจ้า แม้ว่าทุกความท้าทายในชีวิตจะไม่ได้จบลงอย่างที่เราหวัง แต่พระองค์ทรงสามารถเปลี่ยนแปลงและเติมเต็มเราด้วยความยินดีได้อีกครั้ง (ข้อ 11) เมื่อเรานมัสการพระองค์แม้ในความเจ็บปวดของเรา

การนมัสการพระเจ้าในขณะที่คุณอดทนต่อความเจ็บปวดส่งผลต่อคุณอย่างไร ประสบการณ์ของคุณสามารถส่งผลต่อผู้อื่นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์แม้ในขณะที่ข้าพระองค์ นมัสการพระองค์ในความเจ็บปวดและในความยากลำบาก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​ท่านธรรมิกชนของพระองค์เอ๋ย จงร้องสรรเสริญพระเจ้า [ สดุดี 30:4 ]

ซูซี่นั่งร้องไห้อยู่นอกห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล คลื่นแห่งความกลัวถาโถมเข้าใส่เธอจนทำอะไรไม่ถูก ปอดเล็กๆของลูกชายตัวน้อยวัยสองเดือนของเธอเต็มไปด้วยของเหลว ทีมแพทย์บอกว่าพวกเขาทำเต็มที่เพื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ด้วยวิธีการง่ายๆ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ด้วยวิธีการง่ายๆ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b02d3f32-fd0a-4947-8640-4d3e241a05b5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/53cf7bd0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนที่เอลซี่ป่วยเป็นมะเร็งเธอเตรียมพร้อมที่จะกลับไปบ้านบนสวรรค์เพื่อไปอยู่กับพระเยซู แต่เธอกลับมาหายดี แม้โรคร้ายจะทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ และยังทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงยังให้เธอมีชีวิตอยู่ “ข้าพระองค์จะทำการดีอะไรได้อีก” เธอถามพระองค์ “ข้าพระองค์มีเงินและความสามารถไม่มาก และยังเดินไม่ได้ ข้าพระองค์จะทำประโยชน์ให้พระองค์ได้อย่างไร”</p>
<p>แต่แล้วเธอก็พบวิธีง่ายๆในการรับใช้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนทำความสะอาดบ้านที่เป็นผู้อพยพ เธอซื้ออาหารให้หรือไม่ก็มอบเงินเล็กน้อยให้ทุกครั้งที่พบพวกเขา เงินที่ให้อาจจะน้อยนิดแต่มีส่วนช่วยพวกคนงานในการยังชีพได้ ขณะที่ทำเช่นนั้น เธอพบว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูเธอผ่านญาติมิตรที่มอบของขวัญและเงินให้เธอ ทำให้เธอสามารถเป็นพรกับผู้อื่นต่อได้</p>
<p>เมื่อเธอแบ่งปันเรื่องราวนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าเอลซี่ได้นำการทรงเรียกที่ให้รักซึ่งกันและกันใน 1 ยอห์น 4:19 มาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” เช่นเดียวกับความจริงในกิจการ 20:35 ที่ย้ำเตือนเราว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ”</p>
<p>เอลซี่ให้เพราะเธอได้รับและเธอก็ได้รับการหนุนน้ำใจเมื่อให้ออกไป เธอไม่ได้ใช้อะไรมากมายไปกว่าหัวใจที่รักและขอบพระคุณ และความเต็มใจที่จะให้ในสิ่งที่เธอมี ซึ่งพระเจ้าก็ทรงเพิ่มพูนสิ่งเหล่านั้นกลับมาให้ในวงจรแห่งการให้และการรับอันงดงาม ขอให้เราทูลขอพระองค์จะประทานหัวใจที่สำนึกในพระคุณ และมีใจกว้างขวางในการให้ตามที่พระองค์ทรงนำเรา!</p>
<p><br><strong>คุณได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าบ้าง ในวันนี้คุณจะหนุนใจใครสักคนด้วยวิธีการง่ายๆ แต่มีความหมายได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญที่ทรงมอบให้ในชีวิตของข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่รักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ตอนที่เอลซี่ป่วยเป็นมะเร็งเธอเตรียมพร้อมที่จะกลับไปบ้านบนสวรรค์เพื่อไปอยู่กับพระเยซู แต่เธอกลับมาหายดี แม้โรคร้ายจะทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ และยังทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงยังให้เธอมีชีวิตอยู่ “ข้าพระองค์จะทำการดีอะไรได้อีก” เธอถามพระองค์ “ข้าพระองค์มีเงินและความสามารถไม่มาก และยังเดินไม่ได้ ข้าพระองค์จะทำประโยชน์ให้พระองค์ได้อย่างไร”</p>
<p>แต่แล้วเธอก็พบวิธีง่ายๆในการรับใช้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนทำความสะอาดบ้านที่เป็นผู้อพยพ เธอซื้ออาหารให้หรือไม่ก็มอบเงินเล็กน้อยให้ทุกครั้งที่พบพวกเขา เงินที่ให้อาจจะน้อยนิดแต่มีส่วนช่วยพวกคนงานในการยังชีพได้ ขณะที่ทำเช่นนั้น เธอพบว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูเธอผ่านญาติมิตรที่มอบของขวัญและเงินให้เธอ ทำให้เธอสามารถเป็นพรกับผู้อื่นต่อได้</p>
<p>เมื่อเธอแบ่งปันเรื่องราวนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าเอลซี่ได้นำการทรงเรียกที่ให้รักซึ่งกันและกันใน 1 ยอห์น 4:19 มาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” เช่นเดียวกับความจริงในกิจการ 20:35 ที่ย้ำเตือนเราว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ”</p>
<p>เอลซี่ให้เพราะเธอได้รับและเธอก็ได้รับการหนุนน้ำใจเมื่อให้ออกไป เธอไม่ได้ใช้อะไรมากมายไปกว่าหัวใจที่รักและขอบพระคุณ และความเต็มใจที่จะให้ในสิ่งที่เธอมี ซึ่งพระเจ้าก็ทรงเพิ่มพูนสิ่งเหล่านั้นกลับมาให้ในวงจรแห่งการให้และการรับอันงดงาม ขอให้เราทูลขอพระองค์จะประทานหัวใจที่สำนึกในพระคุณ และมีใจกว้างขวางในการให้ตามที่พระองค์ทรงนำเรา!</p>
<p><br><strong>คุณได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าบ้าง ในวันนี้คุณจะหนุนใจใครสักคนด้วยวิธีการง่ายๆ แต่มีความหมายได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญที่ทรงมอบให้ในชีวิตของข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่รักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 26 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/53cf7bd0/45db01e3.mp3" length="11626627" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>727</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]

ตอนที่เอลซี่ป่วยเป็นมะเร็งเธอเตรียมพร้อมที่จะกลับไปบ้านบนสวรรค์เพื่อไปอยู่กับพระเยซู แต่เธอกลับมาหายดี แม้โรคร้ายจะทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ และยังทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงยังให้เธอมีชีวิตอยู่ “ข้าพระองค์จะทำการดีอะไรได้อีก” เธอถามพระองค์ “ข้าพระองค์มีเงินและความสามารถไม่มาก และยังเดินไม่ได้ ข้าพระองค์จะทำประโยชน์ให้พระองค์ได้อย่างไร”
แต่แล้วเธอก็พบวิธีง่ายๆในการรับใช้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับคนทำความสะอาดบ้านที่เป็นผู้อพยพ เธอซื้ออาหารให้หรือไม่ก็มอบเงินเล็กน้อยให้ทุกครั้งที่พบพวกเขา เงินที่ให้อาจจะน้อยนิดแต่มีส่วนช่วยพวกคนงานในการยังชีพได้ ขณะที่ทำเช่นนั้น เธอพบว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูเธอผ่านญาติมิตรที่มอบของขวัญและเงินให้เธอ ทำให้เธอสามารถเป็นพรกับผู้อื่นต่อได้
เมื่อเธอแบ่งปันเรื่องราวนี้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าเอลซี่ได้นำการทรงเรียกที่ให้รักซึ่งกันและกันใน 1 ยอห์น 4:19 มาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ “เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน” เช่นเดียวกับความจริงในกิจการ 20:35 ที่ย้ำเตือนเราว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ”
เอลซี่ให้เพราะเธอได้รับและเธอก็ได้รับการหนุนน้ำใจเมื่อให้ออกไป เธอไม่ได้ใช้อะไรมากมายไปกว่าหัวใจที่รักและขอบพระคุณ และความเต็มใจที่จะให้ในสิ่งที่เธอมี ซึ่งพระเจ้าก็ทรงเพิ่มพูนสิ่งเหล่านั้นกลับมาให้ในวงจรแห่งการให้และการรับอันงดงาม ขอให้เราทูลขอพระองค์จะประทานหัวใจที่สำนึกในพระคุณ และมีใจกว้างขวางในการให้ตามที่พระองค์ทรงนำเรา!
คุณได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าบ้าง ในวันนี้คุณจะหนุนใจใครสักคนด้วยวิธีการง่ายๆ แต่มีความหมายได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญที่ทรงมอบให้ในชีวิตของข้าพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่รักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]

ตอนที่เอลซี่ป่วยเป็นมะเร็งเธอเตรียมพร้อมที่จะกลับไปบ้านบนสวรรค์เพื่อไปอยู่กับพระเยซู แต่เธอกลับมาหายดี แม้โรคร้ายจะทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้ และยังทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดพระเจ้าจึงยังให้เธอมีชีวิต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูทรงขจัดรอยเปื้อน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูทรงขจัดรอยเปื้อน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7f0abcd5-4e47-46ac-abee-68be2d21b62a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/efbbee29</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าตรัสว่า ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัว...แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา [ เยเรมีย์ 2:22 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า!” ผมตะโกนขณะค้นหาเสื้อเชิ้ตในเครื่องอบผ้า ผมเจอมัน และ...เจออย่างอื่นด้วย</p>
<p>เสื้อเชิ้ตสีขาวของผมมีรอยเปื้อนหมึกเป็นดวง อันที่จริงมันดูเหมือนลายเสือจากัวร์เพราะรอยหมึกเลอะเปื้อนทุกสิ่ง ชัดเจนว่าผมไม่ได้ตรวจดูกระเป๋าก่อน หมึกที่ซึมออกจากปากกาจึงเลอะผ้าทุกชิ้น</p>
<p>พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่ารอยเปื้อนเพื่อบรรยายถึงความบาป รอยเปื้อนที่ซึมเข้าไปในเนื้อผ้าของสิ่งใดก็ตามทำลายของสิ่งนั้น และนี่คือวิธีที่พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เพื่ออธิบายถึงความบาป และเตือนประชากรของพระองค์ว่าพวกเขาไม่มีกำลังพอที่จะชำระล้างรอยเปื้อนของบาปได้ “ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัวด้วยน้ำด่างและใช้สบู่มาก แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา” (ยรม.2:22)</p>
<p>แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ความบาปไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ ในอิสยาห์ 1:18 เราได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์จะทรงชำระเราจากรอยเปื้อนของความบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ”</p>
<p>ผมไม่สามารถขจัดรอยหมึกออกจากเสื้อเชิ้ต เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถลบรอยเปื้อนแห่งความบาปของผมออกไปได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงชำระเราในพระคริสต์ เช่นที่ 1 ยอห์น 1:9 ยืนยันว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ประสบการณ์ในการอภัยโทษและชำระล้างความบาปในชีวิตคุณเป็นอย่างไร “รอยเปื้อน” ใดที่คุณจำเป็นต้องนำมามอบให้พระเจ้า</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในพระสัญญาที่ว่าในพระคริสต์มีการอภัยและความบริสุทธิ์ เมื่อข้าพระองค์ได้รับการชำระให้ขาวอย่างหิมะในสายพระเนตรของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระเจ้าตรัสว่า ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัว...แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา [ เยเรมีย์ 2:22 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า!” ผมตะโกนขณะค้นหาเสื้อเชิ้ตในเครื่องอบผ้า ผมเจอมัน และ...เจออย่างอื่นด้วย</p>
<p>เสื้อเชิ้ตสีขาวของผมมีรอยเปื้อนหมึกเป็นดวง อันที่จริงมันดูเหมือนลายเสือจากัวร์เพราะรอยหมึกเลอะเปื้อนทุกสิ่ง ชัดเจนว่าผมไม่ได้ตรวจดูกระเป๋าก่อน หมึกที่ซึมออกจากปากกาจึงเลอะผ้าทุกชิ้น</p>
<p>พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่ารอยเปื้อนเพื่อบรรยายถึงความบาป รอยเปื้อนที่ซึมเข้าไปในเนื้อผ้าของสิ่งใดก็ตามทำลายของสิ่งนั้น และนี่คือวิธีที่พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เพื่ออธิบายถึงความบาป และเตือนประชากรของพระองค์ว่าพวกเขาไม่มีกำลังพอที่จะชำระล้างรอยเปื้อนของบาปได้ “ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัวด้วยน้ำด่างและใช้สบู่มาก แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา” (ยรม.2:22)</p>
<p>แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ความบาปไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ ในอิสยาห์ 1:18 เราได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์จะทรงชำระเราจากรอยเปื้อนของความบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ”</p>
<p>ผมไม่สามารถขจัดรอยหมึกออกจากเสื้อเชิ้ต เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถลบรอยเปื้อนแห่งความบาปของผมออกไปได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงชำระเราในพระคริสต์ เช่นที่ 1 ยอห์น 1:9 ยืนยันว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”</p>
<p><br></p>
<p><strong>ประสบการณ์ในการอภัยโทษและชำระล้างความบาปในชีวิตคุณเป็นอย่างไร “รอยเปื้อน” ใดที่คุณจำเป็นต้องนำมามอบให้พระเจ้า</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในพระสัญญาที่ว่าในพระคริสต์มีการอภัยและความบริสุทธิ์ เมื่อข้าพระองค์ได้รับการชำระให้ขาวอย่างหิมะในสายพระเนตรของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/efbbee29/b2285601.mp3" length="10620561" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>664</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าตรัสว่า ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัว...แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา [ เยเรมีย์ 2:22 ]

“นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า!” ผมตะโกนขณะค้นหาเสื้อเชิ้ตในเครื่องอบผ้า ผมเจอมัน และ...เจออย่างอื่นด้วย
เสื้อเชิ้ตสีขาวของผมมีรอยเปื้อนหมึกเป็นดวง อันที่จริงมันดูเหมือนลายเสือจากัวร์เพราะรอยหมึกเลอะเปื้อนทุกสิ่ง ชัดเจนว่าผมไม่ได้ตรวจดูกระเป๋าก่อน หมึกที่ซึมออกจากปากกาจึงเลอะผ้าทุกชิ้น
พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่ารอยเปื้อนเพื่อบรรยายถึงความบาป รอยเปื้อนที่ซึมเข้าไปในเนื้อผ้าของสิ่งใดก็ตามทำลายของสิ่งนั้น และนี่คือวิธีที่พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เพื่ออธิบายถึงความบาป และเตือนประชากรของพระองค์ว่าพวกเขาไม่มีกำลังพอที่จะชำระล้างรอยเปื้อนของบาปได้ “ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัวด้วยน้ำด่างและใช้สบู่มาก แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา” (ยรม.2:22)
แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ความบาปไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ ในอิสยาห์ 1:18 เราได้ยินพระสัญญาของพระเจ้าที่บอกว่าพระองค์จะทรงชำระเราจากรอยเปื้อนของความบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ”
ผมไม่สามารถขจัดรอยหมึกออกจากเสื้อเชิ้ต เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถลบรอยเปื้อนแห่งความบาปของผมออกไปได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงชำระเราในพระคริสต์ เช่นที่ 1 ยอห์น 1:9 ยืนยันว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น”

ประสบการณ์ในการอภัยโทษและชำระล้างความบาปในชีวิตคุณเป็นอย่างไร “รอยเปื้อน” ใดที่คุณจำเป็นต้องนำมามอบให้พระเจ้า
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในพระสัญญาที่ว่าในพระคริสต์มีการอภัยและความบริสุทธิ์ เมื่อข้าพระองค์ได้รับการชำระให้ขาวอย่างหิมะในสายพระเนตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าตรัสว่า ถึงแม้ว่าเจ้าชำระตัว...แต่รอยเปื้อนความผิดบาปของเจ้าก็ยังปรากฏอยู่ต่อเรา [ เยเรมีย์ 2:22 ]

“นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า!” ผมตะโกนขณะค้นหาเสื้อเชิ้ตในเครื่องอบผ้า ผมเจอมัน และ...เจออย่างอื่นด้วย
เสื้อเชิ้ตสีขาวของผมมีรอยเปื้อนหมึกเป็นดวง อันที่จ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่ (When God says No)</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่ (When God says No)</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">41f4d5ae-fdd8-4030-a8e9-cdf007b5f129</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/00782501</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่</strong></p>
<p><em>จากความฝันที่แตกสลาย สู่การเริ่มต้นใหม่ </em></p>
<p>บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราวางแผน ไว้เสมอไป แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถ ปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรหากความฝันและความหวังอันสูงสุดของเราต้องพังทลายลง บางครั้งพระเจ้าทรงปฏิเสธคำทูลขอของเรา โดยที่เราเองก็ไม่เข้าใจหรือไม่อาจหาคำอธิบายได้ เชริดัน วอยซีย์และเมอร์รีนผู้เป็นภรรยา ได้ประสบกับถิ่นทุรกันดารแห่งความฝันที่แตกสลาย ในเส้นทางนั้นคนทั้งคู่ได้เรียนรู้จักตัวเองและรู้จักพระเจ้า และรู้ว่าการปฏิเสธคำทูลขอนั้นไม่ได้เป็นจุดจบของทุกสิ่ง พันธกิจมานาประจำวัน</p>
<p><br></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่</strong></p>
<p><em>จากความฝันที่แตกสลาย สู่การเริ่มต้นใหม่ </em></p>
<p>บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราวางแผน ไว้เสมอไป แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถ ปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรหากความฝันและความหวังอันสูงสุดของเราต้องพังทลายลง บางครั้งพระเจ้าทรงปฏิเสธคำทูลขอของเรา โดยที่เราเองก็ไม่เข้าใจหรือไม่อาจหาคำอธิบายได้ เชริดัน วอยซีย์และเมอร์รีนผู้เป็นภรรยา ได้ประสบกับถิ่นทุรกันดารแห่งความฝันที่แตกสลาย ในเส้นทางนั้นคนทั้งคู่ได้เรียนรู้จักตัวเองและรู้จักพระเจ้า และรู้ว่าการปฏิเสธคำทูลขอนั้นไม่ได้เป็นจุดจบของทุกสิ่ง พันธกิจมานาประจำวัน</p>
<p><br></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Jul 2024 03:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00782501/aebf0842.mp3" length="56950906" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/RfiJs4t37CA2AXl3IzDVfDOWiPegmU88GZFdXlY5V2s/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9hNzlk/MDJkMTMxZjEwN2Ux/Yzg0NzcwNWE0ODRj/NTAyZS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>3560</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่
จากความฝันที่แตกสลาย สู่การเริ่มต้นใหม่ 
บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราวางแผน ไว้เสมอไป แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถ ปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรหากความฝันและความหวังอันสูงสุดของเราต้องพังทลายลง บางครั้งพระเจ้าทรงปฏิเสธคำทูลขอของเรา โดยที่เราเองก็ไม่เข้าใจหรือไม่อาจหาคำอธิบายได้ เชริดัน วอยซีย์และเมอร์รีนผู้เป็นภรรยา ได้ประสบกับถิ่นทุรกันดารแห่งความฝันที่แตกสลาย ในเส้นทางนั้นคนทั้งคู่ได้เรียนรู้จักตัวเองและรู้จักพระเจ้า และรู้ว่าการปฏิเสธคำทูลขอนั้นไม่ได้เป็นจุดจบของทุกสิ่ง พันธกิจมานาประจำวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่
จากความฝันที่แตกสลาย สู่การเริ่มต้นใหม่ 
บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราวางแผน ไว้เสมอไป แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วเราจะสามารถ ปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรหากความฝันและความหวังอันสูงสุดของเราต้องพังทลายลง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดำเนินชีวิตต่อได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดำเนินชีวิตต่อได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b6b4e581-87f5-4005-babf-494d80ae912d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cb6eb80d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้คนนับพันอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลเอ๊ด ด็อบสันเมื่อเขาตรวจพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปี 2000 หลายคนเชื่อว่าเมื่อพวกเขาอธิษฐานขอการรักษาด้วยความเชื่อพระเจ้าจะทรงตอบทันที หลังจากต่อสู้กับโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของเอ๊ดลีบฝ่อไปทีละน้อยมาเป็นเวลาสิบสองปี (และสามปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต) มีคนถามเอ๊ดว่าอะไรที่ทำให้พระเจ้ายังไม่รักษาเขาให้หาย “ไม่มีคำตอบที่ดีหรอก ผมจึงไม่ถาม” เขาตอบ ลอร์น่าภรรยาของเอ๊ดเสริมว่า “หากคุณเอาแต่หมกมุ่นกับการหาคำตอบ คุณคงจะดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้”</p>
<p>คุณสัมผัสได้ถึงความยำเกรงพระเจ้าจากคำพูดของเอ๊ดและลอร์น่าหรือไม่ พวกเขารู้ว่าพระปัญญาของพระองค์อยู่เหนือสติปัญญาของพวกเขา แต่เอ๊ดก็ยอมรับว่า “ผมพบว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้” เขาเข้าใจว่าโรคนี้จะทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และเขาไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาใหม่อะไรอีกในวันรุ่งขึ้น</p>
<p>เพื่อช่วยให้ตัวเองจดจ่อกับปัจจุบัน เอ๊ดติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ในรถ บนกระจกในห้องน้ำ และข้างเตียง “พระองค์ได้ตรัสว่า ‘เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย’ เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว’” (ฮบ.13:5-6) เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มกังวล เขาจะท่องข้อพระคัมภีร์นี้ซ้ำๆเพื่อช่วยนำความคิดกลับมาจดจ่อที่ความจริง</p>
<p>ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น บางทีวิธีการของเอ๊ดอาจช่วยให้เราเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นโอกาสที่จะไว้วางใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระคัมภีร์ข้อใดที่ช่วยให้คุณจดจ่อกับวันนี้และไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้ คุณจะติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ที่ใดเพื่อจะช่วยให้ความเชื่อของคุณเติบโต</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่ข้าพระองค์ โปรดสอนข้าพระองค์ให้วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้คนนับพันอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลเอ๊ด ด็อบสันเมื่อเขาตรวจพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปี 2000 หลายคนเชื่อว่าเมื่อพวกเขาอธิษฐานขอการรักษาด้วยความเชื่อพระเจ้าจะทรงตอบทันที หลังจากต่อสู้กับโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของเอ๊ดลีบฝ่อไปทีละน้อยมาเป็นเวลาสิบสองปี (และสามปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต) มีคนถามเอ๊ดว่าอะไรที่ทำให้พระเจ้ายังไม่รักษาเขาให้หาย “ไม่มีคำตอบที่ดีหรอก ผมจึงไม่ถาม” เขาตอบ ลอร์น่าภรรยาของเอ๊ดเสริมว่า “หากคุณเอาแต่หมกมุ่นกับการหาคำตอบ คุณคงจะดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้”</p>
<p>คุณสัมผัสได้ถึงความยำเกรงพระเจ้าจากคำพูดของเอ๊ดและลอร์น่าหรือไม่ พวกเขารู้ว่าพระปัญญาของพระองค์อยู่เหนือสติปัญญาของพวกเขา แต่เอ๊ดก็ยอมรับว่า “ผมพบว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้” เขาเข้าใจว่าโรคนี้จะทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และเขาไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาใหม่อะไรอีกในวันรุ่งขึ้น</p>
<p>เพื่อช่วยให้ตัวเองจดจ่อกับปัจจุบัน เอ๊ดติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ในรถ บนกระจกในห้องน้ำ และข้างเตียง “พระองค์ได้ตรัสว่า ‘เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย’ เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว’” (ฮบ.13:5-6) เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มกังวล เขาจะท่องข้อพระคัมภีร์นี้ซ้ำๆเพื่อช่วยนำความคิดกลับมาจดจ่อที่ความจริง</p>
<p>ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น บางทีวิธีการของเอ๊ดอาจช่วยให้เราเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นโอกาสที่จะไว้วางใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>พระคัมภีร์ข้อใดที่ช่วยให้คุณจดจ่อกับวันนี้และไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้ คุณจะติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ที่ใดเพื่อจะช่วยให้ความเชื่อของคุณเติบโต</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่ข้าพระองค์ โปรดสอนข้าพระองค์ให้วางใจในพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 24 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cb6eb80d/2ee4b5c6.mp3" length="11631237" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>727</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]

ผู้คนนับพันอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลเอ๊ด ด็อบสันเมื่อเขาตรวจพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปี 2000 หลายคนเชื่อว่าเมื่อพวกเขาอธิษฐานขอการรักษาด้วยความเชื่อพระเจ้าจะทรงตอบทันที หลังจากต่อสู้กับโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของเอ๊ดลีบฝ่อไปทีละน้อยมาเป็นเวลาสิบสองปี (และสามปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต) มีคนถามเอ๊ดว่าอะไรที่ทำให้พระเจ้ายังไม่รักษาเขาให้หาย “ไม่มีคำตอบที่ดีหรอก ผมจึงไม่ถาม” เขาตอบ ลอร์น่าภรรยาของเอ๊ดเสริมว่า “หากคุณเอาแต่หมกมุ่นกับการหาคำตอบ คุณคงจะดำเนินชีวิตต่อไปไม่ได้”
คุณสัมผัสได้ถึงความยำเกรงพระเจ้าจากคำพูดของเอ๊ดและลอร์น่าหรือไม่ พวกเขารู้ว่าพระปัญญาของพระองค์อยู่เหนือสติปัญญาของพวกเขา แต่เอ๊ดก็ยอมรับว่า “ผมพบว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้” เขาเข้าใจว่าโรคนี้จะทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และเขาไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาใหม่อะไรอีกในวันรุ่งขึ้น
เพื่อช่วยให้ตัวเองจดจ่อกับปัจจุบัน เอ๊ดติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ในรถ บนกระจกในห้องน้ำ และข้างเตียง “พระองค์ได้ตรัสว่า ‘เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย’ เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว’” (ฮบ.13:5-6) เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มกังวล เขาจะท่องข้อพระคัมภีร์นี้ซ้ำๆเพื่อช่วยนำความคิดกลับมาจดจ่อที่ความจริง
ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น บางทีวิธีการของเอ๊ดอาจช่วยให้เราเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นโอกาสที่จะไว้วางใจ

พระคัมภีร์ข้อใดที่ช่วยให้คุณจดจ่อกับวันนี้และไม่กังวลถึงวันพรุ่งนี้ คุณจะติดข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ที่ใดเพื่อจะช่วยให้ความเชื่อของคุณเติบโต
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่ข้าพระองค์ โปรดสอนข้าพระองค์ให้วางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย [ ฮีบรู 13:5 ]

ผู้คนนับพันอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลเอ๊ด ด็อบสันเมื่อเขาตรวจพบว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปี 2000 หลายคนเชื่อว่าเมื่อพวกเขาอธิษฐานขอการรักษาด้วยความเชื่อพระเจ้าจะทรงตอบทันที หลังจากต่อสู้กับโรคที่ทำให้กล้ามเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเราคือพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเราคือพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9402ddca-4bc4-477f-ab15-f62644a56545</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3e75a04b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ [ สดุดี 91:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากที่ภรรยาของเฟร็ดเสียชีวิต เขารู้สึกว่าตนเองจะทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้ตราบใดที่ยังคงได้ทานอาหารเช้าทุกวันจันทร์กับเพื่อนๆ ผองเพื่อนวัยเกษียณช่วยยกชูจิตใจของเขา เมื่อใดก็ตามที่ความเศร้ามาเยือน เฟร็ดจะคิดถึงครั้งถัดไปที่จะได้สนุกกับเพื่อนๆอีกครั้ง โต๊ะหัวมุมของพวกเขาเป็นสถานที่หลบภัยจากความโศกเศร้าของเฟร็ด</p>
<p>แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพบปะนี้ก็ยุติลง เพื่อนบางคนป่วย บ้างก็เสียชีวิต ความว่างเปล่าทำให้เฟร็ดแสวงหาการปลอบประโลมจากพระเจ้าที่เขาเคยพบเมื่อวัยเยาว์ “ตอนนี้ผมทานอาหารเช้าคนเดียวแล้ว” เขาบอก“แต่ผมเตือนตัวเองให้ยึดมั่นในความจริงว่าพระเยซูทรงอยู่กับผม และเมื่อผมออกจากร้านอาหาร ผมก็ไม่ต้องเผชิญกับวันที่เหลือตามลำพัง”</p>
<p>เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เฟร็ดค้นพบความปลอดภัยและการปลอบประโลมในการทรงสถิตของพระเจ้า “ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์...ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ” (สดด.91:2) เฟร็ดได้รู้จักความปลอดภัยซึ่งไม่ใช่แค่ที่หลบซ่อนตัว แต่เป็นการทรงสถิตอันมั่นคงของพระเจ้าที่เราจะวางใจและพักสงบได้ (ข้อ 1) ทั้งเฟร็ดและผู้เขียนสดุดีพบว่าพวกเขาไม่ต้องเผชิญวันที่ยากลำบากเพียงลำพัง เราเองก็มั่นใจในการปกป้องและความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้เช่นกัน เมื่อเราหันมาหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ พระองค์สัญญาว่าจะทรงตอบและอยู่กับเรา (ข้อ 14-16)</p>
<p>เมื่อชีวิตประสบความยากลำบาก เรามีที่หลบภัยหรือ “โต๊ะหัวมุม” ที่จะไปหรือไม่ ที่เหล่านั้นไม่คงอยู่ตลอดไปแต่พระเจ้าทรงอยู่ถาวรนิรันดร์ ทรงรอคอยที่เราจะเข้าไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อชีวิตประสบความทุกข์ยาก ที่หลบภัยของคุณคืออะไร คุณจะหันมาหาพระเจ้าและวางใจให้พระองค์เป็นที่ลี้ภัยของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ การทรงสถิตของพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งให้ข้าพระองค์ต้องป้องกันตัวเอง ความช่วยเหลือและการปกป้องของพระองค์รายล้อมข้าพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ [ สดุดี 91:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากที่ภรรยาของเฟร็ดเสียชีวิต เขารู้สึกว่าตนเองจะทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้ตราบใดที่ยังคงได้ทานอาหารเช้าทุกวันจันทร์กับเพื่อนๆ ผองเพื่อนวัยเกษียณช่วยยกชูจิตใจของเขา เมื่อใดก็ตามที่ความเศร้ามาเยือน เฟร็ดจะคิดถึงครั้งถัดไปที่จะได้สนุกกับเพื่อนๆอีกครั้ง โต๊ะหัวมุมของพวกเขาเป็นสถานที่หลบภัยจากความโศกเศร้าของเฟร็ด</p>
<p>แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพบปะนี้ก็ยุติลง เพื่อนบางคนป่วย บ้างก็เสียชีวิต ความว่างเปล่าทำให้เฟร็ดแสวงหาการปลอบประโลมจากพระเจ้าที่เขาเคยพบเมื่อวัยเยาว์ “ตอนนี้ผมทานอาหารเช้าคนเดียวแล้ว” เขาบอก“แต่ผมเตือนตัวเองให้ยึดมั่นในความจริงว่าพระเยซูทรงอยู่กับผม และเมื่อผมออกจากร้านอาหาร ผมก็ไม่ต้องเผชิญกับวันที่เหลือตามลำพัง”</p>
<p>เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เฟร็ดค้นพบความปลอดภัยและการปลอบประโลมในการทรงสถิตของพระเจ้า “ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์...ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ” (สดด.91:2) เฟร็ดได้รู้จักความปลอดภัยซึ่งไม่ใช่แค่ที่หลบซ่อนตัว แต่เป็นการทรงสถิตอันมั่นคงของพระเจ้าที่เราจะวางใจและพักสงบได้ (ข้อ 1) ทั้งเฟร็ดและผู้เขียนสดุดีพบว่าพวกเขาไม่ต้องเผชิญวันที่ยากลำบากเพียงลำพัง เราเองก็มั่นใจในการปกป้องและความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้เช่นกัน เมื่อเราหันมาหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ พระองค์สัญญาว่าจะทรงตอบและอยู่กับเรา (ข้อ 14-16)</p>
<p>เมื่อชีวิตประสบความยากลำบาก เรามีที่หลบภัยหรือ “โต๊ะหัวมุม” ที่จะไปหรือไม่ ที่เหล่านั้นไม่คงอยู่ตลอดไปแต่พระเจ้าทรงอยู่ถาวรนิรันดร์ ทรงรอคอยที่เราจะเข้าไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อชีวิตประสบความทุกข์ยาก ที่หลบภัยของคุณคืออะไร คุณจะหันมาหาพระเจ้าและวางใจให้พระองค์เป็นที่ลี้ภัยของคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ การทรงสถิตของพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งให้ข้าพระองค์ต้องป้องกันตัวเอง ความช่วยเหลือและการปกป้องของพระองค์รายล้อมข้าพระองค์เสมอ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3e75a04b/d9c90ada.mp3" length="11524905" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>721</itunes:duration>
      <itunes:summary>ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ [ สดุดี 91:2 ]

หลังจากที่ภรรยาของเฟร็ดเสียชีวิต เขารู้สึกว่าตนเองจะทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้ตราบใดที่ยังคงได้ทานอาหารเช้าทุกวันจันทร์กับเพื่อนๆ ผองเพื่อนวัยเกษียณช่วยยกชูจิตใจของเขา เมื่อใดก็ตามที่ความเศร้ามาเยือน เฟร็ดจะคิดถึงครั้งถัดไปที่จะได้สนุกกับเพื่อนๆอีกครั้ง โต๊ะหัวมุมของพวกเขาเป็นสถานที่หลบภัยจากความโศกเศร้าของเฟร็ด
แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพบปะนี้ก็ยุติลง เพื่อนบางคนป่วย บ้างก็เสียชีวิต ความว่างเปล่าทำให้เฟร็ดแสวงหาการปลอบประโลมจากพระเจ้าที่เขาเคยพบเมื่อวัยเยาว์ “ตอนนี้ผมทานอาหารเช้าคนเดียวแล้ว” เขาบอก“แต่ผมเตือนตัวเองให้ยึดมั่นในความจริงว่าพระเยซูทรงอยู่กับผม และเมื่อผมออกจากร้านอาหาร ผมก็ไม่ต้องเผชิญกับวันที่เหลือตามลำพัง”
เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เฟร็ดค้นพบความปลอดภัยและการปลอบประโลมในการทรงสถิตของพระเจ้า “ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์...ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ” (สดด.91:2) เฟร็ดได้รู้จักความปลอดภัยซึ่งไม่ใช่แค่ที่หลบซ่อนตัว แต่เป็นการทรงสถิตอันมั่นคงของพระเจ้าที่เราจะวางใจและพักสงบได้ (ข้อ 1) ทั้งเฟร็ดและผู้เขียนสดุดีพบว่าพวกเขาไม่ต้องเผชิญวันที่ยากลำบากเพียงลำพัง เราเองก็มั่นใจในการปกป้องและความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้เช่นกัน เมื่อเราหันมาหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ พระองค์สัญญาว่าจะทรงตอบและอยู่กับเรา (ข้อ 14-16)
เมื่อชีวิตประสบความยากลำบาก เรามีที่หลบภัยหรือ “โต๊ะหัวมุม” ที่จะไปหรือไม่ ที่เหล่านั้นไม่คงอยู่ตลอดไปแต่พระเจ้าทรงอยู่ถาวรนิรันดร์ ทรงรอคอยที่เราจะเข้าไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยที่แท้จริงของเรา

เมื่อชีวิตประสบความทุกข์ยาก ที่หลบภัยของคุณคืออะไร คุณจะหันมาหาพระเจ้าและวางใจให้พระองค์เป็นที่ลี้ภัยของคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ การทรงสถิตของพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งให้ข้าพระองค์ต้องป้องกันตัวเอง ความช่วยเหลือและการปกป้องของพระองค์รายล้อมข้าพระองค์เสมอ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ [ สดุดี 91:2 ]

หลังจากที่ภรรยาของเฟร็ดเสียชีวิต เขารู้สึกว่าตนเองจะทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้ตราบใดที่ยังคงได้ทานอาหารเช้าทุกวันจันทร์กับเพื่อนๆ ผองเพื่อนวัยเกษียณ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7668e620-0705-44b0-b040-304d95dcca6a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bd0ad1e8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด [ ลูกา 15:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คริสตจักรเดิมของเราในรัฐเวอร์จิเนียจะประกอบพิธีบัพติศมาในแม่น้ำริวานน่าซึ่งมักจะมีแสงแดดอันอบอุ่นแต่ทว่าน้ำกลับเย็นจัด หลังจบการนมัสการในวันอาทิตย์ พวกเราจะพากันขึ้นรถและเดินทางไปยังสวนสาธารณะของเมืองที่พวกเพื่อนบ้านชอบมาเล่นจานร่อน และเด็กๆไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น ภาพของพวกเราที่เดินไปริมแม่น้ำค่อนข้างดึงดูดความสนใจ ขณะยืนอยู่ในน้ำที่เย็นเยือก ผมจะกล่าวข้อพระคัมภีร์และจุ่มตัวผู้ที่กำลังจะรับบัพติศมาลงในน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่สำแดงถึงความรักของพระเจ้า เมื่อพวกเขาโผล่ขึ้นจากน้ำ โดยเปียกโชกไปทั้งตัวนั้น เสียงแสดงความยินดีและเสียงปรบมือก็ดังขึ้น เมื่อเดินกลับขึ้นมาบนฝั่ง เพื่อนๆ และครอบครัวจะโอบกอดผู้ที่เพิ่งรับบัพติศมาไว้จนทุกคนเปียกไปตามๆกัน เรารับประทานเค้ก เครื่องดื่ม และของว่างด้วยกัน เพื่อนบ้านที่มองมาไม่ได้เข้าใจทุกครั้งไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขารู้ว่านี่คือการเฉลิมฉลอง</p>
<p>ในลูกา 15 เรื่องของบุตรน้อยหลงหายที่พระเยซูตรัส (ข้อ 11-32) เปิดเผยว่า เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนกลับมาหาพระเจ้าก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเฉลิมฉลอง ทุกครั้งที่มีคนตอบรับคำเชิญของพระเจ้า นั่นคือเวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง เมื่อบุตรชายที่ละทิ้งบิดาไปหวนกลับมา ผู้เป็นบิดารีบสั่งการให้แต่งตัวเขาด้วยเสื้อคลุมอย่างดี แหวนที่ส่องประกายแวววาว และรองเท้าคู่ใหม่ “จงเอาลูกวัวอ้วนพีมา” เขาสั่ง “จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด” (ข้อ 23) งานเลี้ยงใหญ่ที่ครึกครื้นซึ่งทุกคนสามารถมาร่วมสนุกได้ คือวิธีที่เหมาะสมสำหรับการมาร่วม “เฉลิมฉลองกัน” (ข้อ 24)</p>
<p><br><strong>คุณเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงและการเยียวยาเกิดขึ้นที่ใดบ้าง การเฉลิมฉลองในช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นเช่นไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มีเรื่องให้เฉลิมฉลองมากมาย และความยินดีนี้ไหลล้นมาจากพระองค์และราชกิจของพระองค์ที่อยู่ในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด [ ลูกา 15:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คริสตจักรเดิมของเราในรัฐเวอร์จิเนียจะประกอบพิธีบัพติศมาในแม่น้ำริวานน่าซึ่งมักจะมีแสงแดดอันอบอุ่นแต่ทว่าน้ำกลับเย็นจัด หลังจบการนมัสการในวันอาทิตย์ พวกเราจะพากันขึ้นรถและเดินทางไปยังสวนสาธารณะของเมืองที่พวกเพื่อนบ้านชอบมาเล่นจานร่อน และเด็กๆไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น ภาพของพวกเราที่เดินไปริมแม่น้ำค่อนข้างดึงดูดความสนใจ ขณะยืนอยู่ในน้ำที่เย็นเยือก ผมจะกล่าวข้อพระคัมภีร์และจุ่มตัวผู้ที่กำลังจะรับบัพติศมาลงในน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่สำแดงถึงความรักของพระเจ้า เมื่อพวกเขาโผล่ขึ้นจากน้ำ โดยเปียกโชกไปทั้งตัวนั้น เสียงแสดงความยินดีและเสียงปรบมือก็ดังขึ้น เมื่อเดินกลับขึ้นมาบนฝั่ง เพื่อนๆ และครอบครัวจะโอบกอดผู้ที่เพิ่งรับบัพติศมาไว้จนทุกคนเปียกไปตามๆกัน เรารับประทานเค้ก เครื่องดื่ม และของว่างด้วยกัน เพื่อนบ้านที่มองมาไม่ได้เข้าใจทุกครั้งไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขารู้ว่านี่คือการเฉลิมฉลอง</p>
<p>ในลูกา 15 เรื่องของบุตรน้อยหลงหายที่พระเยซูตรัส (ข้อ 11-32) เปิดเผยว่า เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนกลับมาหาพระเจ้าก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเฉลิมฉลอง ทุกครั้งที่มีคนตอบรับคำเชิญของพระเจ้า นั่นคือเวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง เมื่อบุตรชายที่ละทิ้งบิดาไปหวนกลับมา ผู้เป็นบิดารีบสั่งการให้แต่งตัวเขาด้วยเสื้อคลุมอย่างดี แหวนที่ส่องประกายแวววาว และรองเท้าคู่ใหม่ “จงเอาลูกวัวอ้วนพีมา” เขาสั่ง “จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด” (ข้อ 23) งานเลี้ยงใหญ่ที่ครึกครื้นซึ่งทุกคนสามารถมาร่วมสนุกได้ คือวิธีที่เหมาะสมสำหรับการมาร่วม “เฉลิมฉลองกัน” (ข้อ 24)</p>
<p><br><strong>คุณเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงและการเยียวยาเกิดขึ้นที่ใดบ้าง การเฉลิมฉลองในช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นเช่นไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มีเรื่องให้เฉลิมฉลองมากมาย และความยินดีนี้ไหลล้นมาจากพระองค์และราชกิจของพระองค์ที่อยู่ในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 22 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bd0ad1e8/77c8065c.mp3" length="12706829" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>795</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด [ ลูกา 15:23 ]

คริสตจักรเดิมของเราในรัฐเวอร์จิเนียจะประกอบพิธีบัพติศมาในแม่น้ำริวานน่าซึ่งมักจะมีแสงแดดอันอบอุ่นแต่ทว่าน้ำกลับเย็นจัด หลังจบการนมัสการในวันอาทิตย์ พวกเราจะพากันขึ้นรถและเดินทางไปยังสวนสาธารณะของเมืองที่พวกเพื่อนบ้านชอบมาเล่นจานร่อน และเด็กๆไปรวมตัวกันที่สนามเด็กเล่น ภาพของพวกเราที่เดินไปริมแม่น้ำค่อนข้างดึงดูดความสนใจ ขณะยืนอยู่ในน้ำที่เย็นเยือก ผมจะกล่าวข้อพระคัมภีร์และจุ่มตัวผู้ที่กำลังจะรับบัพติศมาลงในน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่สำแดงถึงความรักของพระเจ้า เมื่อพวกเขาโผล่ขึ้นจากน้ำ โดยเปียกโชกไปทั้งตัวนั้น เสียงแสดงความยินดีและเสียงปรบมือก็ดังขึ้น เมื่อเดินกลับขึ้นมาบนฝั่ง เพื่อนๆ และครอบครัวจะโอบกอดผู้ที่เพิ่งรับบัพติศมาไว้จนทุกคนเปียกไปตามๆกัน เรารับประทานเค้ก เครื่องดื่ม และของว่างด้วยกัน เพื่อนบ้านที่มองมาไม่ได้เข้าใจทุกครั้งไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขารู้ว่านี่คือการเฉลิมฉลอง
ในลูกา 15 เรื่องของบุตรน้อยหลงหายที่พระเยซูตรัส (ข้อ 11-32) เปิดเผยว่า เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนกลับมาหาพระเจ้าก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเฉลิมฉลอง ทุกครั้งที่มีคนตอบรับคำเชิญของพระเจ้า นั่นคือเวลาแห่งการเลี้ยงฉลอง เมื่อบุตรชายที่ละทิ้งบิดาไปหวนกลับมา ผู้เป็นบิดารีบสั่งการให้แต่งตัวเขาด้วยเสื้อคลุมอย่างดี แหวนที่ส่องประกายแวววาว และรองเท้าคู่ใหม่ “จงเอาลูกวัวอ้วนพีมา” เขาสั่ง “จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด” (ข้อ 23) งานเลี้ยงใหญ่ที่ครึกครื้นซึ่งทุกคนสามารถมาร่วมสนุกได้ คือวิธีที่เหมาะสมสำหรับการมาร่วม “เฉลิมฉลองกัน” (ข้อ 24)
คุณเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงและการเยียวยาเกิดขึ้นที่ใดบ้าง การเฉลิมฉลองในช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นเช่นไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์มีเรื่องให้เฉลิมฉลองมากมาย และความยินดีนี้ไหลล้นมาจากพระองค์และราชกิจของพระองค์ที่อยู่ในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง...เลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเริงยินดีเถิด [ ลูกา 15:23 ]

คริสตจักรเดิมของเราในรัฐเวอร์จิเนียจะประกอบพิธีบัพติศมาในแม่น้ำริวานน่าซึ่งมักจะมีแสงแดดอันอบอุ่นแต่ทว่าน้ำกลับเย็นจัด หลังจบการนมัสการในวันอาทิตย์ พวกเราจะพากันขึ้นรถและเดินทางไปยังสวนสาธารณะของเม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เครื่องมือแห่งความดี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เครื่องมือแห่งความดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2796a42a-010f-4933-a870-63161e930a5c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2ed3df0b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป [ ยากอบ 4:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่ออาชญากรถูกจับกุมตัว พนักงานสอบสวนได้ถามผู้กระทำผิดว่าเหตุใดเขาจึงทำร้ายผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางพยานมากมาย คำตอบนั้นน่าตกใจ “ผมรู้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ทำอะไรหรอก เพราะพวกเขาไม่เคยทำเลย” คำให้การนั้นแสดงถึงภาพของสิ่งที่เรียกว่า “การรู้เห็นต่อการกระทำผิด” หรือการเลือกที่จะเพิกเฉยต่ออาชญากรรมแม้คุณจะรู้ว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้น</p>
<p>อัครทูตยากอบกล่าวถึงการรู้เห็นต่อการกระทำผิดอีกแบบที่คล้ายกัน โดยบอกว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป” (ยก.4:17)</p>
<p>โดยความรอดอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ประทานแก่เรานั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้เป็นตัวแทนของความดีในโลก เอเฟซัส 2:10 ยืนยันว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” การดีนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับความรอด แต่เป็นผลจากการที่หัวใจของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในชีวิตของเรา พระวิญญาณยังประทานของประทานฝ่ายวิญญาณแก่เรา เพื่อเตรียมเราให้ทำสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นใหม่ในเราให้สำเร็จ (ดู 1 คร.12:1-11)</p>
<p>ในฐานะฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ให้เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์และรับการเสริมกำลังจากองค์พระวิญญาณ เพื่อเราจะสามารถเป็นเครื่องมือแห่งความดีของพระองค์ได้ ในโลกที่ต้องการพระองค์อย่างยิ่งนี้</p>
<p><br><strong>ทบทวน 1 โครินธ์ 12:1-11 และอ่านเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณ พระวิญญาณประทานของประทานใดแก่คุณบ้าง คุณจะฝึกใช้ของประทานเหล่านั้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรอดที่ทรงมอบเป็นของขวัญแห่งพระคุณแก่เราโดยไม่คิดมูลค่า โปรดประทานความกล้าหาญและสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ เพื่อจะรู้ว่าควรรับใช้พระองค์และผู้อื่นให้ดีที่สุดได้อย่างไร</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป [ ยากอบ 4:17 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่ออาชญากรถูกจับกุมตัว พนักงานสอบสวนได้ถามผู้กระทำผิดว่าเหตุใดเขาจึงทำร้ายผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางพยานมากมาย คำตอบนั้นน่าตกใจ “ผมรู้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ทำอะไรหรอก เพราะพวกเขาไม่เคยทำเลย” คำให้การนั้นแสดงถึงภาพของสิ่งที่เรียกว่า “การรู้เห็นต่อการกระทำผิด” หรือการเลือกที่จะเพิกเฉยต่ออาชญากรรมแม้คุณจะรู้ว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้น</p>
<p>อัครทูตยากอบกล่าวถึงการรู้เห็นต่อการกระทำผิดอีกแบบที่คล้ายกัน โดยบอกว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป” (ยก.4:17)</p>
<p>โดยความรอดอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ประทานแก่เรานั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้เป็นตัวแทนของความดีในโลก เอเฟซัส 2:10 ยืนยันว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” การดีนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับความรอด แต่เป็นผลจากการที่หัวใจของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในชีวิตของเรา พระวิญญาณยังประทานของประทานฝ่ายวิญญาณแก่เรา เพื่อเตรียมเราให้ทำสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นใหม่ในเราให้สำเร็จ (ดู 1 คร.12:1-11)</p>
<p>ในฐานะฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ให้เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์และรับการเสริมกำลังจากองค์พระวิญญาณ เพื่อเราจะสามารถเป็นเครื่องมือแห่งความดีของพระองค์ได้ ในโลกที่ต้องการพระองค์อย่างยิ่งนี้</p>
<p><br><strong>ทบทวน 1 โครินธ์ 12:1-11 และอ่านเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณ พระวิญญาณประทานของประทานใดแก่คุณบ้าง คุณจะฝึกใช้ของประทานเหล่านั้นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรอดที่ทรงมอบเป็นของขวัญแห่งพระคุณแก่เราโดยไม่คิดมูลค่า โปรดประทานความกล้าหาญและสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ เพื่อจะรู้ว่าควรรับใช้พระองค์และผู้อื่นให้ดีที่สุดได้อย่างไร</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 21 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2ed3df0b/31811161.mp3" length="11391243" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>712</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป [ ยากอบ 4:17 ]

เมื่ออาชญากรถูกจับกุมตัว พนักงานสอบสวนได้ถามผู้กระทำผิดว่าเหตุใดเขาจึงทำร้ายผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางพยานมากมาย คำตอบนั้นน่าตกใจ “ผมรู้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ทำอะไรหรอก เพราะพวกเขาไม่เคยทำเลย” คำให้การนั้นแสดงถึงภาพของสิ่งที่เรียกว่า “การรู้เห็นต่อการกระทำผิด” หรือการเลือกที่จะเพิกเฉยต่ออาชญากรรมแม้คุณจะรู้ว่าสิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้น
อัครทูตยากอบกล่าวถึงการรู้เห็นต่อการกระทำผิดอีกแบบที่คล้ายกัน โดยบอกว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป” (ยก.4:17)
โดยความรอดอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ประทานแก่เรานั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างเราให้เป็นตัวแทนของความดีในโลก เอเฟซัส 2:10 ยืนยันว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” การดีนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับความรอด แต่เป็นผลจากการที่หัวใจของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในชีวิตของเรา พระวิญญาณยังประทานของประทานฝ่ายวิญญาณแก่เรา เพื่อเตรียมเราให้ทำสิ่งเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นใหม่ในเราให้สำเร็จ (ดู 1 คร.12:1-11)
ในฐานะฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ให้เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์และรับการเสริมกำลังจากองค์พระวิญญาณ เพื่อเราจะสามารถเป็นเครื่องมือแห่งความดีของพระองค์ได้ ในโลกที่ต้องการพระองค์อย่างยิ่งนี้
ทบทวน 1 โครินธ์ 12:1-11 และอ่านเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณ พระวิญญาณประทานของประทานใดแก่คุณบ้าง คุณจะฝึกใช้ของประทานเหล่านั้นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรอดที่ทรงมอบเป็นของขวัญแห่งพระคุณแก่เราโดยไม่คิดมูลค่า โปรดประทานความกล้าหาญและสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ เพื่อจะรู้ว่าควรรับใช้พระองค์และผู้อื่นให้ดีที่สุดได้อย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป [ ยากอบ 4:17 ]

เมื่ออาชญากรถูกจับกุมตัว พนักงานสอบสวนได้ถามผู้กระทำผิดว่าเหตุใดเขาจึงทำร้ายผู้อื่นอย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางพยานมากมาย คำตอบนั้นน่าตกใจ “ผมรู้ว่าคนเหล่านั้นจะไม่ทำอะไรหรอก เพราะพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประตูชัย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประตูชัย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aff1f922-02c9-4c08-85ff-2c030e172bde</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7dbb6239</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จำนวนคนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า [ กิจการ 11:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2023 คริสเตียน อัตซูยิงประตูแห่งชัยชนะให้กับทีมของเขาในการแข่งขันฟุตบอลที่ประเทศตุรกี ผู้เล่นที่โด่งดังระดับนานาชาติคนนี้เรียนรู้การเล่นกีฬาชนิดนี้ขณะยังเป็นเด็กวิ่งเท้าเปล่าอยู่ในประเทศกาน่าบ้านเกิด อัตซูเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ เขาบอกว่า “พระเยซูคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผม” อัตซูแบ่งปันข้อพระคัมภีร์ในโซเชียลมีเดีย เปิดเผยความเชื่อของตน และถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำโดยให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่โรงเรียนสอนเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง</p>
<p>หนึ่งวันหลังจากยิงประตูชัย ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถล่มเมืองอันทักยา ซึ่งในสมัยพระคัมภีร์คือเมืองอันทิโอก ตึกอพาร์ตเม้นต์ของคริสเตียน อัตซูถล่มลงมา และเขาได้ไปอยู่กับพระผู้ช่วยให้รอดของเขา</p>
<p>สองพันปีที่แล้วเมืองอันทิโอกเป็นต้นกำเนิดของคริสตจักรยุคแรก “ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก” (กจ.11:26) อัครสาวกคนหนึ่งชื่อบารนานัส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ข้อ 24) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำผู้คนมาหาพระคริสต์ “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)</p>
<p>เราไม่ได้มองไปที่ชีวิตของคริสเตียน อัตซูเพื่อยกย่องเขา แต่มองถึงโอกาสในชีวิตของเขา ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร เราไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พระเจ้าจะทรงรับเราไปอยู่กับพระองค์ เราจึงควรถามตัวเองให้ดีว่า เราจะเป็นอย่างบารนาบัสหรือคริสเตียน อัตซู ในการสำแดงความรักของพระคริสต์แก่ผู้อื่นได้อย่างไร และนี่คือประตูชัยที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด</p>
<p><br><strong>การเป็นบารนาบัสกับผู้อื่นหมายความว่าอย่างไร มีโอกาสใดบ้างที่คุณจะสามารถพูดเรื่องของพระเยซูได้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทูลขอให้พระองค์ประทานโอกาสในการแบ่งปันความเชื่อของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จำนวนคนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า [ กิจการ 11:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2023 คริสเตียน อัตซูยิงประตูแห่งชัยชนะให้กับทีมของเขาในการแข่งขันฟุตบอลที่ประเทศตุรกี ผู้เล่นที่โด่งดังระดับนานาชาติคนนี้เรียนรู้การเล่นกีฬาชนิดนี้ขณะยังเป็นเด็กวิ่งเท้าเปล่าอยู่ในประเทศกาน่าบ้านเกิด อัตซูเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ เขาบอกว่า “พระเยซูคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผม” อัตซูแบ่งปันข้อพระคัมภีร์ในโซเชียลมีเดีย เปิดเผยความเชื่อของตน และถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำโดยให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่โรงเรียนสอนเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง</p>
<p>หนึ่งวันหลังจากยิงประตูชัย ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถล่มเมืองอันทักยา ซึ่งในสมัยพระคัมภีร์คือเมืองอันทิโอก ตึกอพาร์ตเม้นต์ของคริสเตียน อัตซูถล่มลงมา และเขาได้ไปอยู่กับพระผู้ช่วยให้รอดของเขา</p>
<p>สองพันปีที่แล้วเมืองอันทิโอกเป็นต้นกำเนิดของคริสตจักรยุคแรก “ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก” (กจ.11:26) อัครสาวกคนหนึ่งชื่อบารนานัส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ข้อ 24) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำผู้คนมาหาพระคริสต์ “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)</p>
<p>เราไม่ได้มองไปที่ชีวิตของคริสเตียน อัตซูเพื่อยกย่องเขา แต่มองถึงโอกาสในชีวิตของเขา ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร เราไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พระเจ้าจะทรงรับเราไปอยู่กับพระองค์ เราจึงควรถามตัวเองให้ดีว่า เราจะเป็นอย่างบารนาบัสหรือคริสเตียน อัตซู ในการสำแดงความรักของพระคริสต์แก่ผู้อื่นได้อย่างไร และนี่คือประตูชัยที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด</p>
<p><br><strong>การเป็นบารนาบัสกับผู้อื่นหมายความว่าอย่างไร มีโอกาสใดบ้างที่คุณจะสามารถพูดเรื่องของพระเยซูได้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทูลขอให้พระองค์ประทานโอกาสในการแบ่งปันความเชื่อของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 20 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7dbb6239/bfbf41ad.mp3" length="11612787" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>จำนวนคนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า [ กิจการ 11:24 ]

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2023 คริสเตียน อัตซูยิงประตูแห่งชัยชนะให้กับทีมของเขาในการแข่งขันฟุตบอลที่ประเทศตุรกี ผู้เล่นที่โด่งดังระดับนานาชาติคนนี้เรียนรู้การเล่นกีฬาชนิดนี้ขณะยังเป็นเด็กวิ่งเท้าเปล่าอยู่ในประเทศกาน่าบ้านเกิด อัตซูเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ เขาบอกว่า “พระเยซูคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผม” อัตซูแบ่งปันข้อพระคัมภีร์ในโซเชียลมีเดีย เปิดเผยความเชื่อของตน และถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำโดยให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่โรงเรียนสอนเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง
หนึ่งวันหลังจากยิงประตูชัย ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถล่มเมืองอันทักยา ซึ่งในสมัยพระคัมภีร์คือเมืองอันทิโอก ตึกอพาร์ตเม้นต์ของคริสเตียน อัตซูถล่มลงมา และเขาได้ไปอยู่กับพระผู้ช่วยให้รอดของเขา
สองพันปีที่แล้วเมืองอันทิโอกเป็นต้นกำเนิดของคริสตจักรยุคแรก “ในเมืองอันทิโอกนั่นเอง พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก” (กจ.11:26) อัครสาวกคนหนึ่งชื่อบารนานัส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “คนดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ข้อ 24) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำผู้คนมาหาพระคริสต์ “คนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 24)
เราไม่ได้มองไปที่ชีวิตของคริสเตียน อัตซูเพื่อยกย่องเขา แต่มองถึงโอกาสในชีวิตของเขา ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของเราจะเป็นเช่นไร เราไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พระเจ้าจะทรงรับเราไปอยู่กับพระองค์ เราจึงควรถามตัวเองให้ดีว่า เราจะเป็นอย่างบารนาบัสหรือคริสเตียน อัตซู ในการสำแดงความรักของพระคริสต์แก่ผู้อื่นได้อย่างไร และนี่คือประตูชัยที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด
การเป็นบารนาบัสกับผู้อื่นหมายความว่าอย่างไร มีโอกาสใดบ้างที่คุณจะสามารถพูดเรื่องของพระเยซูได้
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทูลขอให้พระองค์ประทานโอกาสในการแบ่งปันความเชื่อของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จำนวนคนเป็นอันมากก็เพิ่มเข้ากับคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า [ กิจการ 11:24 ]

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2023 คริสเตียน อัตซูยิงประตูแห่งชัยชนะให้กับทีมของเขาในการแข่งขันฟุตบอลที่ประเทศตุรกี ผู้เล่นที่โด่งดังระดับนานาชาติคนนี้เรียนรู้การเล่นกีฬาชนิดนี้ขณะยังเป็นเด็กว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับผิดชอบต่อคำพูด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับผิดชอบต่อคำพูด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d6d1e178-34f9-4b07-89b7-89d505fe1702</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/67c1787c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น [ สุภาษิต 18:21 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยที่สถาบันต่างๆจะยอมรับความผิดหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรม แต่หนึ่งปีหลังจากที่นักเรียนวัยสิบเจ็ดปีคนหนึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งหนึ่งยอมรับว่า “บกพร่องอย่างร้ายแรง” ในการปกป้องเขา นักเรียนคนนี้ถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ แม้พวกผู้นำในโรงเรียนจะทราบถึงการกลั่นแกล้งนี้ แต่ก็แทบไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อปกป้องเขาเลย ในตอนนี้โรงเรียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับการกลั่นแกล้งและดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ความเสียหายที่เกิดจากการกลั่นแกล้งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงพลังของคำพูด ในพระธรรมสุภาษิตสอนเราว่าอย่าคิดว่าผลกระทบของคำพูดเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะ “ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น” (สภษ.18:21) สิ่งที่เราพูดสามารถให้กำลังใจหรือไม่ก็ทำลายผู้อื่นได้ ที่เลวร้ายที่สุดคือคำพูดโหดร้ายอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการตายขึ้นจริง</p>
<p>เราจะให้คำพูดของเรานำมาซึ่งชีวิตได้อย่างไร พระคัมภีร์สอนว่าคำพูดของเรานั้นเกิดจากปัญญาหรือไม่ก็ความโง่เขลา (15:2) เราพบปัญญาได้โดยการติดสนิทกับพระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งปัญญาที่ให้ชีวิต (3:13, 17-19)</p>
<p>เราทุกคนต้องรับผิดชอบในคำพูดและการกระทำของเรา โดยตระหนักถึงผลกระทบของคำพูดอย่างจริงจัง รวมทั้งดูแลและปกป้องผู้ที่บาดเจ็บจากคำพูดของผู้อื่น คำพูดสามารถฆ่าคนได้ แต่คำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจก็ช่วยเยียวยาได้เช่นกัน และคำพูดนั้นจะกลายเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” (15:4) แก่ผู้คนรอบตัวเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีครั้งใดที่คุณได้เห็นว่าการพูดอย่างไม่ระมัดระวังก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น คุณจะสำแดงพระเมตตาของพระเจ้าผ่านสิ่งที่คุณพูดอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่คิดว่าผลกระทบของคำพูดเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พึ่งพาในพระองค์ที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่ให้ชีวิต</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น [ สุภาษิต 18:21 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยที่สถาบันต่างๆจะยอมรับความผิดหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรม แต่หนึ่งปีหลังจากที่นักเรียนวัยสิบเจ็ดปีคนหนึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งหนึ่งยอมรับว่า “บกพร่องอย่างร้ายแรง” ในการปกป้องเขา นักเรียนคนนี้ถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ แม้พวกผู้นำในโรงเรียนจะทราบถึงการกลั่นแกล้งนี้ แต่ก็แทบไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อปกป้องเขาเลย ในตอนนี้โรงเรียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับการกลั่นแกล้งและดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ความเสียหายที่เกิดจากการกลั่นแกล้งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงพลังของคำพูด ในพระธรรมสุภาษิตสอนเราว่าอย่าคิดว่าผลกระทบของคำพูดเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะ “ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น” (สภษ.18:21) สิ่งที่เราพูดสามารถให้กำลังใจหรือไม่ก็ทำลายผู้อื่นได้ ที่เลวร้ายที่สุดคือคำพูดโหดร้ายอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการตายขึ้นจริง</p>
<p>เราจะให้คำพูดของเรานำมาซึ่งชีวิตได้อย่างไร พระคัมภีร์สอนว่าคำพูดของเรานั้นเกิดจากปัญญาหรือไม่ก็ความโง่เขลา (15:2) เราพบปัญญาได้โดยการติดสนิทกับพระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งปัญญาที่ให้ชีวิต (3:13, 17-19)</p>
<p>เราทุกคนต้องรับผิดชอบในคำพูดและการกระทำของเรา โดยตระหนักถึงผลกระทบของคำพูดอย่างจริงจัง รวมทั้งดูแลและปกป้องผู้ที่บาดเจ็บจากคำพูดของผู้อื่น คำพูดสามารถฆ่าคนได้ แต่คำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจก็ช่วยเยียวยาได้เช่นกัน และคำพูดนั้นจะกลายเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” (15:4) แก่ผู้คนรอบตัวเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีครั้งใดที่คุณได้เห็นว่าการพูดอย่างไม่ระมัดระวังก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น คุณจะสำแดงพระเมตตาของพระเจ้าผ่านสิ่งที่คุณพูดอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่คิดว่าผลกระทบของคำพูดเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พึ่งพาในพระองค์ที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่ให้ชีวิต</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 19 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/67c1787c/2d1bdc31.mp3" length="11329797" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น [ สุภาษิต 18:21 ]

แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยที่สถาบันต่างๆจะยอมรับความผิดหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรม แต่หนึ่งปีหลังจากที่นักเรียนวัยสิบเจ็ดปีคนหนึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งหนึ่งยอมรับว่า “บกพร่องอย่างร้ายแรง” ในการปกป้องเขา นักเรียนคนนี้ถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ แม้พวกผู้นำในโรงเรียนจะทราบถึงการกลั่นแกล้งนี้ แต่ก็แทบไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อปกป้องเขาเลย ในตอนนี้โรงเรียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับการกลั่นแกล้งและดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น
ความเสียหายที่เกิดจากการกลั่นแกล้งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงพลังของคำพูด ในพระธรรมสุภาษิตสอนเราว่าอย่าคิดว่าผลกระทบของคำพูดเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะ “ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น” (สภษ.18:21) สิ่งที่เราพูดสามารถให้กำลังใจหรือไม่ก็ทำลายผู้อื่นได้ ที่เลวร้ายที่สุดคือคำพูดโหดร้ายอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการตายขึ้นจริง
เราจะให้คำพูดของเรานำมาซึ่งชีวิตได้อย่างไร พระคัมภีร์สอนว่าคำพูดของเรานั้นเกิดจากปัญญาหรือไม่ก็ความโง่เขลา (15:2) เราพบปัญญาได้โดยการติดสนิทกับพระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งปัญญาที่ให้ชีวิต (3:13, 17-19)
เราทุกคนต้องรับผิดชอบในคำพูดและการกระทำของเรา โดยตระหนักถึงผลกระทบของคำพูดอย่างจริงจัง รวมทั้งดูแลและปกป้องผู้ที่บาดเจ็บจากคำพูดของผู้อื่น คำพูดสามารถฆ่าคนได้ แต่คำพูดที่แสดงความเห็นอกเห็นใจก็ช่วยเยียวยาได้เช่นกัน และคำพูดนั้นจะกลายเป็น “ต้นไม้แห่งชีวิต” (15:4) แก่ผู้คนรอบตัวเรา

มีครั้งใดที่คุณได้เห็นว่าการพูดอย่างไม่ระมัดระวังก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น คุณจะสำแดงพระเมตตาของพระเจ้าผ่านสิ่งที่คุณพูดอย่างไร
พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่คิดว่าผลกระทบของคำพูดเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พึ่งพาในพระองค์ที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่ให้ชีวิต</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความตายความเป็น อยู่ที่อำนาจของลิ้น [ สุภาษิต 18:21 ]

แทบไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยที่สถาบันต่างๆจะยอมรับความผิดหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรม แต่หนึ่งปีหลังจากที่นักเรียนวัยสิบเจ็ดปีคนหนึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งหนึ่งยอมรับว่า “บกพร่องอย่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การแตกสลายที่เป็นพร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การแตกสลายที่เป็นพร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c0fd5e4d-bc26-4d40-b58f-f2d084a5bba5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6f0712ac</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน [ 2 โครินธ์ 4:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เขาหลังค่อมและต้องเดินโดยใช้ไม้เท้า แต่การเป็นผู้เลี้ยงฝ่ายวิญญาณในตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือหลักฐานที่บอกว่า เขาพึ่งพาในพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งกำลังของเขา ในปี ค.ศ. 1993 ศาสนาจารย์วิลเลียม บาร์เบอร์ ที่ 2 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลียซึ่งส่งผลให้ข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดเข้าด้วยกัน เขาได้รับคำพูดที่ไม่ค่อยถนอมน้ำใจนักว่า “บาร์เบอร์ คุณอาจต้องคิดที่จะทำอย่างอื่นนอกจากการเป็นศิษยาภิบาล เพราะคริสตจักรคงจะไม่ต้องการ[คนพิการ]มาเป็นศิษยาภิบาล” แต่บาร์เบอร์เอาชนะคำพูดที่น่าเจ็บปวดนี้ พระเจ้าไม่เพียงใช้เขาเป็นศิษยาภิบาล แต่เขายังเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังและน่าเคารพให้กับคนด้อยโอกาสและคนชายขอบด้วย</p>
<p>แม้ผู้คนในโลกนี้อาจจะไม่รู้ทั้งหมดว่าควรปฏิบัติเช่นไรต่อคนพิการ แต่พระเจ้าทรงรู้ ผู้คนที่ให้คุณค่ากับความงาม ความแข็งแรง และสิ่งต่างๆที่ใช้เงินซื้อหามาได้ก็อาจพลาดสิ่งดีที่มาพร้อมกับการแตกสลายซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ คำถามชวนคิดของยากอบและหลักการที่แฝงอยู่นั้นควรค่าอย่างยิ่งที่จะนำมาพิจารณา “พระเจ้าได้ทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อ และให้เป็นผู้รับมรดกแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ” (ยก.2:5) เมื่อสุขภาพ เรี่ยวแรง หรือสิ่งอื่นๆเสื่อมถอยลง ความเชื่อของคนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเสื่อมถอยตามไปด้วย แต่อาจตรงกันข้ามด้วยพระกำลังจากพระเจ้า สิ่งที่เราขาดแคลนจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราไว้วางใจพระองค์มากขึ้น พระองค์ทรงสามารถใช้การแตกสลายของเราเช่นเดียวกับในกรณีของพระเยซู เพื่อนำสิ่งดีมาสู่โลกของเรา</p>
<p><br><strong>คุณอ่อนแอหรือแตกสลายในด้านใดบ้าง ความอ่อนแอของคุณจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ในการหนุนใจผู้อื่นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้ข้าพระองค์จะอ่อนแอก็ตาม</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน [ 2 โครินธ์ 4:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เขาหลังค่อมและต้องเดินโดยใช้ไม้เท้า แต่การเป็นผู้เลี้ยงฝ่ายวิญญาณในตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือหลักฐานที่บอกว่า เขาพึ่งพาในพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งกำลังของเขา ในปี ค.ศ. 1993 ศาสนาจารย์วิลเลียม บาร์เบอร์ ที่ 2 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลียซึ่งส่งผลให้ข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดเข้าด้วยกัน เขาได้รับคำพูดที่ไม่ค่อยถนอมน้ำใจนักว่า “บาร์เบอร์ คุณอาจต้องคิดที่จะทำอย่างอื่นนอกจากการเป็นศิษยาภิบาล เพราะคริสตจักรคงจะไม่ต้องการ[คนพิการ]มาเป็นศิษยาภิบาล” แต่บาร์เบอร์เอาชนะคำพูดที่น่าเจ็บปวดนี้ พระเจ้าไม่เพียงใช้เขาเป็นศิษยาภิบาล แต่เขายังเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังและน่าเคารพให้กับคนด้อยโอกาสและคนชายขอบด้วย</p>
<p>แม้ผู้คนในโลกนี้อาจจะไม่รู้ทั้งหมดว่าควรปฏิบัติเช่นไรต่อคนพิการ แต่พระเจ้าทรงรู้ ผู้คนที่ให้คุณค่ากับความงาม ความแข็งแรง และสิ่งต่างๆที่ใช้เงินซื้อหามาได้ก็อาจพลาดสิ่งดีที่มาพร้อมกับการแตกสลายซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ คำถามชวนคิดของยากอบและหลักการที่แฝงอยู่นั้นควรค่าอย่างยิ่งที่จะนำมาพิจารณา “พระเจ้าได้ทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อ และให้เป็นผู้รับมรดกแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ” (ยก.2:5) เมื่อสุขภาพ เรี่ยวแรง หรือสิ่งอื่นๆเสื่อมถอยลง ความเชื่อของคนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเสื่อมถอยตามไปด้วย แต่อาจตรงกันข้ามด้วยพระกำลังจากพระเจ้า สิ่งที่เราขาดแคลนจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราไว้วางใจพระองค์มากขึ้น พระองค์ทรงสามารถใช้การแตกสลายของเราเช่นเดียวกับในกรณีของพระเยซู เพื่อนำสิ่งดีมาสู่โลกของเรา</p>
<p><br><strong>คุณอ่อนแอหรือแตกสลายในด้านใดบ้าง ความอ่อนแอของคุณจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ในการหนุนใจผู้อื่นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้ข้าพระองค์จะอ่อนแอก็ตาม</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 18 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6f0712ac/efd5c437.mp3" length="10713097" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>670</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน [ 2 โครินธ์ 4:7 ]

เขาหลังค่อมและต้องเดินโดยใช้ไม้เท้า แต่การเป็นผู้เลี้ยงฝ่ายวิญญาณในตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือหลักฐานที่บอกว่า เขาพึ่งพาในพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งกำลังของเขา ในปี ค.ศ. 1993 ศาสนาจารย์วิลเลียม บาร์เบอร์ ที่ 2 ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลียซึ่งส่งผลให้ข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดเข้าด้วยกัน เขาได้รับคำพูดที่ไม่ค่อยถนอมน้ำใจนักว่า “บาร์เบอร์ คุณอาจต้องคิดที่จะทำอย่างอื่นนอกจากการเป็นศิษยาภิบาล เพราะคริสตจักรคงจะไม่ต้องการ[คนพิการ]มาเป็นศิษยาภิบาล” แต่บาร์เบอร์เอาชนะคำพูดที่น่าเจ็บปวดนี้ พระเจ้าไม่เพียงใช้เขาเป็นศิษยาภิบาล แต่เขายังเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังและน่าเคารพให้กับคนด้อยโอกาสและคนชายขอบด้วย
แม้ผู้คนในโลกนี้อาจจะไม่รู้ทั้งหมดว่าควรปฏิบัติเช่นไรต่อคนพิการ แต่พระเจ้าทรงรู้ ผู้คนที่ให้คุณค่ากับความงาม ความแข็งแรง และสิ่งต่างๆที่ใช้เงินซื้อหามาได้ก็อาจพลาดสิ่งดีที่มาพร้อมกับการแตกสลายซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ คำถามชวนคิดของยากอบและหลักการที่แฝงอยู่นั้นควรค่าอย่างยิ่งที่จะนำมาพิจารณา “พระเจ้าได้ทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อ และให้เป็นผู้รับมรดกแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ” (ยก.2:5) เมื่อสุขภาพ เรี่ยวแรง หรือสิ่งอื่นๆเสื่อมถอยลง ความเชื่อของคนคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเสื่อมถอยตามไปด้วย แต่อาจตรงกันข้ามด้วยพระกำลังจากพระเจ้า สิ่งที่เราขาดแคลนจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้เราไว้วางใจพระองค์มากขึ้น พระองค์ทรงสามารถใช้การแตกสลายของเราเช่นเดียวกับในกรณีของพระเยซู เพื่อนำสิ่งดีมาสู่โลกของเรา
คุณอ่อนแอหรือแตกสลายในด้านใดบ้าง ความอ่อนแอของคุณจะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ในการหนุนใจผู้อื่นได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้ข้าพระองค์จะอ่อนแอก็ตาม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน [ 2 โครินธ์ 4:7 ]

เขาหลังค่อมและต้องเดินโดยใช้ไม้เท้า แต่การเป็นผู้เลี้ยงฝ่ายวิญญาณในตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือหลักฐานที่บอกว่า เขาพึ่งพาในพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งแห่งกำลังของเขา ในปี ค.ศ. 1993 ศาสนาจารย์วิลเลียม บาร์เบอร์ ที่ 2 </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสริมเรี่ยวแรงของเราใหม่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสริมเรี่ยวแรงของเราใหม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e2a8f79b-a290-4db0-ac07-eadb68b16394</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/761dda81</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย [ อิสยาห์ 40:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นกอินทรีคู่หนึ่งสร้างรังขนาดยักษ์บนต้นไม้ที่อยู่ห่างจากบ้านของฉันไปไม่กี่กิโลเมตร ไม่นานเจ้านกตัวโตก็มีลูก พวกมันช่วยกันฟูมฟักลูกน้อยด้วยกันจนกระทั่งนกอินทรีตัวหนึ่งถูกรถชนและตายไปอย่างน่าเศร้า เป็นเวลาหลายวันที่นกอีกตัวบินขึ้นลงบริเวณแม่น้ำราวกับกำลังตามหาคู่ที่หายไป ที่สุดแล้วเจ้านกอินทรีก็กลับไปที่รังและทำหน้าที่ในการดูแลลูกทั้งหมดด้วยตัวเอง</p>
<p>ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทาย ความชื่นบานที่ได้รับจากลูกบวกกับความกดดันทางการเงินและทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นนั้น จะทำให้พบเจอกับประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ยังมีหวังสำหรับผู้ที่ต้องสวมบทบาทอันสำคัญนี้ และสำหรับทุกคนที่พยายามรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกหนักใจ</p>
<p>พระเจ้าสถิตกับเราในยามที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ เพราะพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์เปี่ยมด้วยฤทธานุภาพทั้งสิ้น และไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระกำลังของพระองค์จะไม่มีวันหมดสิ้นไป เราจึงสามารถวางใจได้ตามที่พระคัมภีร์บอกว่า “เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่” (อสย.40:31) สถานการณ์ของเราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยขีดความสามารถที่เรามี เพราะเราสามารถพึ่งพาพระเจ้าให้ทรงเสริมเรี่ยวแรงเราอย่างอัศจรรย์ การมีความหวังใจในพระองค์จะทำให้เราเดินและไม่อ่อนเปลี้ย และ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31)</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีเรื่องใดในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกหนักใจ พระเจ้าจะทรงหนุนใจให้คุณพึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ไม่สามารถรับมือกับชีวิตนี้ด้วยตัวเอง ข้าพระองค์ ต้องการพระองค์ ขอโปรดประทานกำลังอันอัศจรรย์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย [ อิสยาห์ 40:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>นกอินทรีคู่หนึ่งสร้างรังขนาดยักษ์บนต้นไม้ที่อยู่ห่างจากบ้านของฉันไปไม่กี่กิโลเมตร ไม่นานเจ้านกตัวโตก็มีลูก พวกมันช่วยกันฟูมฟักลูกน้อยด้วยกันจนกระทั่งนกอินทรีตัวหนึ่งถูกรถชนและตายไปอย่างน่าเศร้า เป็นเวลาหลายวันที่นกอีกตัวบินขึ้นลงบริเวณแม่น้ำราวกับกำลังตามหาคู่ที่หายไป ที่สุดแล้วเจ้านกอินทรีก็กลับไปที่รังและทำหน้าที่ในการดูแลลูกทั้งหมดด้วยตัวเอง</p>
<p>ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทาย ความชื่นบานที่ได้รับจากลูกบวกกับความกดดันทางการเงินและทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นนั้น จะทำให้พบเจอกับประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ยังมีหวังสำหรับผู้ที่ต้องสวมบทบาทอันสำคัญนี้ และสำหรับทุกคนที่พยายามรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกหนักใจ</p>
<p>พระเจ้าสถิตกับเราในยามที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ เพราะพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์เปี่ยมด้วยฤทธานุภาพทั้งสิ้น และไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระกำลังของพระองค์จะไม่มีวันหมดสิ้นไป เราจึงสามารถวางใจได้ตามที่พระคัมภีร์บอกว่า “เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่” (อสย.40:31) สถานการณ์ของเราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยขีดความสามารถที่เรามี เพราะเราสามารถพึ่งพาพระเจ้าให้ทรงเสริมเรี่ยวแรงเราอย่างอัศจรรย์ การมีความหวังใจในพระองค์จะทำให้เราเดินและไม่อ่อนเปลี้ย และ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31)</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีเรื่องใดในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกหนักใจ พระเจ้าจะทรงหนุนใจให้คุณพึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ไม่สามารถรับมือกับชีวิตนี้ด้วยตัวเอง ข้าพระองค์ ต้องการพระองค์ ขอโปรดประทานกำลังอันอัศจรรย์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 17 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/761dda81/f6656320.mp3" length="11544083" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย [ อิสยาห์ 40:31 ]

นกอินทรีคู่หนึ่งสร้างรังขนาดยักษ์บนต้นไม้ที่อยู่ห่างจากบ้านของฉันไปไม่กี่กิโลเมตร ไม่นานเจ้านกตัวโตก็มีลูก พวกมันช่วยกันฟูมฟักลูกน้อยด้วยกันจนกระทั่งนกอินทรีตัวหนึ่งถูกรถชนและตายไปอย่างน่าเศร้า เป็นเวลาหลายวันที่นกอีกตัวบินขึ้นลงบริเวณแม่น้ำราวกับกำลังตามหาคู่ที่หายไป ที่สุดแล้วเจ้านกอินทรีก็กลับไปที่รังและทำหน้าที่ในการดูแลลูกทั้งหมดด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทาย ความชื่นบานที่ได้รับจากลูกบวกกับความกดดันทางการเงินและทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นนั้น จะทำให้พบเจอกับประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ยังมีหวังสำหรับผู้ที่ต้องสวมบทบาทอันสำคัญนี้ และสำหรับทุกคนที่พยายามรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกหนักใจ
พระเจ้าสถิตกับเราในยามที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ เพราะพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์เปี่ยมด้วยฤทธานุภาพทั้งสิ้น และไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระกำลังของพระองค์จะไม่มีวันหมดสิ้นไป เราจึงสามารถวางใจได้ตามที่พระคัมภีร์บอกว่า “เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่” (อสย.40:31) สถานการณ์ของเราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยขีดความสามารถที่เรามี เพราะเราสามารถพึ่งพาพระเจ้าให้ทรงเสริมเรี่ยวแรงเราอย่างอัศจรรย์ การมีความหวังใจในพระองค์จะทำให้เราเดินและไม่อ่อนเปลี้ย และ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (ข้อ 31)

มีเรื่องใดในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกหนักใจ พระเจ้าจะทรงหนุนใจให้คุณพึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ไม่สามารถรับมือกับชีวิตนี้ด้วยตัวเอง ข้าพระองค์ ต้องการพระองค์ ขอโปรดประทานกำลังอันอัศจรรย์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย [ อิสยาห์ 40:31 ]

นกอินทรีคู่หนึ่งสร้างรังขนาดยักษ์บนต้นไม้ที่อยู่ห่างจากบ้านของฉันไปไม่กี่กิโลเมตร ไม่นานเจ้านกตัวโตก็มีลูก พวกมันช่วยกันฟูมฟักลูกน้อยด้วยกันจนกระทั่งนกอินทรีตัวหนึ่งถูกรถชนแล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากรุ่นสู่รุ่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จากรุ่นสู่รุ่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">04b77be3-b6ee-4495-8eb5-24b5545ec5c1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/65ace936</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี [ อพยพ 7:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้คุณยายสองคนจากรัฐเท็กซัสได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ เพราะเดินทางรอบโลกสำเร็จภายในเวลาแปดสิบวันด้วยวัยแปดสิบเอ็ดปี เพื่อนรักนักเดินทางท่องโลกคู่นี้ซึ่งรู้จักกันมายี่สิบสามปี ได้เดินทางไปครบทั้งเจ็ดทวีป พวกเธอเริ่มจากทวีปแอนตาร์กติกา ไปเต้นแทงโก้ที่อาร์เจนตินา ขี่อูฐที่อียิปต์ และนั่งเลื่อนหิมะขณะอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ พวกเธอไปเยือนสิบแปดประเทศ รวมทั้งแซมเบีย อินเดีย เนปาล บาหลี ญี่ปุ่น โรม และจบการเดินทางที่ออสเตรเลีย ทั้งคู่หวังว่าพวกตนจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้สนุกกับการท่องเที่ยวรอบโลกโดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุ</p>
<p>ในพระธรรมอพยพเราได้อ่านเรื่องราวของคนวัยแปดสิบสองคน ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้พบกับการผจญภัยที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงเรียกโมเสสให้ไปเฝ้าฟาโรห์และเรียกร้องให้ปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาส พระเจ้าทรงส่งอาโรนพี่ชายของโมเสสมาช่วย “เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี” (อพย.7:7)</p>
<p>พระบัญชานี้เป็นที่น่าตระหนกสำหรับคนทุกวัย แต่พระเจ้าทรงเลือกพี่น้องคู่นี้ให้ทำหน้าที่นี้ และพวกเขาก็ทำตามพระบัญชา “โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ เขากระทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา” (ข้อ 10)</p>
<p>โมเสสกับอาโรนได้รับเกียรติให้เป็นพยานในเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาสมานานกว่าสี่ร้อยปี ชายทั้งคู่เป็นตัวอย่างว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้เราไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด ไม่ว่าเราจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือชรา ให้เราติดตามพระองค์ไปทุกแห่งหนที่ทรงนำไป</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร คุณจะรับใช้พระองค์ในช่วงเวลานี้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามพระองค์ตลอดวันคืนในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี [ อพยพ 7:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้คุณยายสองคนจากรัฐเท็กซัสได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ เพราะเดินทางรอบโลกสำเร็จภายในเวลาแปดสิบวันด้วยวัยแปดสิบเอ็ดปี เพื่อนรักนักเดินทางท่องโลกคู่นี้ซึ่งรู้จักกันมายี่สิบสามปี ได้เดินทางไปครบทั้งเจ็ดทวีป พวกเธอเริ่มจากทวีปแอนตาร์กติกา ไปเต้นแทงโก้ที่อาร์เจนตินา ขี่อูฐที่อียิปต์ และนั่งเลื่อนหิมะขณะอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ พวกเธอไปเยือนสิบแปดประเทศ รวมทั้งแซมเบีย อินเดีย เนปาล บาหลี ญี่ปุ่น โรม และจบการเดินทางที่ออสเตรเลีย ทั้งคู่หวังว่าพวกตนจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้สนุกกับการท่องเที่ยวรอบโลกโดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุ</p>
<p>ในพระธรรมอพยพเราได้อ่านเรื่องราวของคนวัยแปดสิบสองคน ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้พบกับการผจญภัยที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงเรียกโมเสสให้ไปเฝ้าฟาโรห์และเรียกร้องให้ปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาส พระเจ้าทรงส่งอาโรนพี่ชายของโมเสสมาช่วย “เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี” (อพย.7:7)</p>
<p>พระบัญชานี้เป็นที่น่าตระหนกสำหรับคนทุกวัย แต่พระเจ้าทรงเลือกพี่น้องคู่นี้ให้ทำหน้าที่นี้ และพวกเขาก็ทำตามพระบัญชา “โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ เขากระทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา” (ข้อ 10)</p>
<p>โมเสสกับอาโรนได้รับเกียรติให้เป็นพยานในเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาสมานานกว่าสี่ร้อยปี ชายทั้งคู่เป็นตัวอย่างว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้เราไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด ไม่ว่าเราจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือชรา ให้เราติดตามพระองค์ไปทุกแห่งหนที่ทรงนำไป</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร คุณจะรับใช้พระองค์ในช่วงเวลานี้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามพระองค์ตลอดวันคืนในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 16 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/65ace936/2be742ac.mp3" length="12586239" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>787</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี [ อพยพ 7:7 ]

เมื่อไม่นานมานี้คุณยายสองคนจากรัฐเท็กซัสได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ เพราะเดินทางรอบโลกสำเร็จภายในเวลาแปดสิบวันด้วยวัยแปดสิบเอ็ดปี เพื่อนรักนักเดินทางท่องโลกคู่นี้ซึ่งรู้จักกันมายี่สิบสามปี ได้เดินทางไปครบทั้งเจ็ดทวีป พวกเธอเริ่มจากทวีปแอนตาร์กติกา ไปเต้นแทงโก้ที่อาร์เจนตินา ขี่อูฐที่อียิปต์ และนั่งเลื่อนหิมะขณะอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ พวกเธอไปเยือนสิบแปดประเทศ รวมทั้งแซมเบีย อินเดีย เนปาล บาหลี ญี่ปุ่น โรม และจบการเดินทางที่ออสเตรเลีย ทั้งคู่หวังว่าพวกตนจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้สนุกกับการท่องเที่ยวรอบโลกโดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุ
ในพระธรรมอพยพเราได้อ่านเรื่องราวของคนวัยแปดสิบสองคน ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกให้พบกับการผจญภัยที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงเรียกโมเสสให้ไปเฝ้าฟาโรห์และเรียกร้องให้ปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาส พระเจ้าทรงส่งอาโรนพี่ชายของโมเสสมาช่วย “เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี” (อพย.7:7)
พระบัญชานี้เป็นที่น่าตระหนกสำหรับคนทุกวัย แต่พระเจ้าทรงเลือกพี่น้องคู่นี้ให้ทำหน้าที่นี้ และพวกเขาก็ทำตามพระบัญชา “โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ เขากระทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา” (ข้อ 10)
โมเสสกับอาโรนได้รับเกียรติให้เป็นพยานในเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากการเป็นทาสมานานกว่าสี่ร้อยปี ชายทั้งคู่เป็นตัวอย่างว่าพระเจ้าทรงสามารถใช้เราไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด ไม่ว่าเราจะเป็นคนหนุ่มสาวหรือชรา ให้เราติดตามพระองค์ไปทุกแห่งหนที่ทรงนำไป

คุณได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในชีวิตของคุณอย่างไร คุณจะรับใช้พระองค์ในช่วงเวลานี้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามพระองค์ตลอดวันคืนในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเขาทั้งสองไปทูลฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี และอาโรนมีอายุแปดสิบสามปี [ อพยพ 7:7 ]

เมื่อไม่นานมานี้คุณยายสองคนจากรัฐเท็กซัสได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ เพราะเดินทางรอบโลกสำเร็จภายในเวลาแปดสิบวันด้วยวัยแปดสิบเอ็ดปี เพื่อนรักนักเดินทางท่องโลกคู่นี้ซึ่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข่าวที่ควรค่าแก่การฉลอง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ข่าวที่ควรค่าแก่การฉลอง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f07dd43f-936d-4567-9b29-18d1c90d918e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4e399d2b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลานานกว่าสองศตวรรษที่บทเพลง “อยากจะมีลิ้นสักพันบรรเลง” ได้อยู่บนหน้าแรกในหนังสือเพลงนมัสการของคริสตจักรเมธอดิสต์ เพลงนี้ประพันธ์โดยชาร์ลส์ เวสลี่ย์ และมีชื่อเดิมว่า “เพลงฉลองวันครบรอบการกลับใจใหม่” ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่เกิดจากความเชื่อของเขาในพระเยซู ประกอบด้วยเนื้อเพลงสิบแปดท่อนที่ป่าวประกาศถึงพระเกียรติสิริแห่งความดีของพระเจ้าที่มีต่อผู้ที่กลับใจและติดตามพระคริสต์</p>
<p>นี่เป็นความเชื่อที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองและแบ่งปัน ใน 2 ทิโมธี บทที่ 2 เปาโลหนุนใจทิโมธีให้ยังคงยึดมั่นและทุ่มเทในการส่งต่อความเชื่อของเขา ท่านบอกว่า “ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น และเพราะเหตุข่าวประเสริฐนั้นข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ ถูกล่ามโซ่ดังผู้ร้าย” (ข้อ 8-9) แทนที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เปาโลเลือก ท่านเตือนทิโมธีให้ระลึกถึงเนื้อหาของข่าวประเสริฐที่ว่า “พระเยซูคริสต์ผู้ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด” (ข้อ 8) ได้เสด็จมาไม่ใช่เพื่อจะปกครองแต่มาเพื่อรับใช้ และในที่สุดได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของโลกนี้เพื่อเราจะได้มีสันติสุขในพระเจ้า ความตายหาได้มีชัย เพราะพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์</p>
<p>เช่นเดียวกับที่ข่าวประเสริฐได้ปลดปล่อยบรรดาผู้เชื่อให้เป็นอิสระ ข่าวประเสริฐเองก็มิได้ถูกผูกมัด “พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้” เปาโลกล่าว (ข้อ 9) แม้จากสถานที่ที่ความตายดูเหมือนจะมีชัยอย่างห้องขัง เตียงในโรงพยาบาล หรือข้างหลุมฝังศพ แต่ในพระคริสต์นั้นมีความหวังสำหรับมนุษย์ทุกคน นี่คือข่าวดีที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเฉลิมฉลองข่าวประเสริฐของพระเยซูในชีวิตประจำวันอย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐนี้แก่ใครบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด และประทานโอกาสให้ข้าพระองค์แบ่งปันข่าวประเสริฐแก่ทุกคน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เป็นเวลานานกว่าสองศตวรรษที่บทเพลง “อยากจะมีลิ้นสักพันบรรเลง” ได้อยู่บนหน้าแรกในหนังสือเพลงนมัสการของคริสตจักรเมธอดิสต์ เพลงนี้ประพันธ์โดยชาร์ลส์ เวสลี่ย์ และมีชื่อเดิมว่า “เพลงฉลองวันครบรอบการกลับใจใหม่” ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่เกิดจากความเชื่อของเขาในพระเยซู ประกอบด้วยเนื้อเพลงสิบแปดท่อนที่ป่าวประกาศถึงพระเกียรติสิริแห่งความดีของพระเจ้าที่มีต่อผู้ที่กลับใจและติดตามพระคริสต์</p>
<p>นี่เป็นความเชื่อที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองและแบ่งปัน ใน 2 ทิโมธี บทที่ 2 เปาโลหนุนใจทิโมธีให้ยังคงยึดมั่นและทุ่มเทในการส่งต่อความเชื่อของเขา ท่านบอกว่า “ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น และเพราะเหตุข่าวประเสริฐนั้นข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ ถูกล่ามโซ่ดังผู้ร้าย” (ข้อ 8-9) แทนที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เปาโลเลือก ท่านเตือนทิโมธีให้ระลึกถึงเนื้อหาของข่าวประเสริฐที่ว่า “พระเยซูคริสต์ผู้ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด” (ข้อ 8) ได้เสด็จมาไม่ใช่เพื่อจะปกครองแต่มาเพื่อรับใช้ และในที่สุดได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของโลกนี้เพื่อเราจะได้มีสันติสุขในพระเจ้า ความตายหาได้มีชัย เพราะพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์</p>
<p>เช่นเดียวกับที่ข่าวประเสริฐได้ปลดปล่อยบรรดาผู้เชื่อให้เป็นอิสระ ข่าวประเสริฐเองก็มิได้ถูกผูกมัด “พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้” เปาโลกล่าว (ข้อ 9) แม้จากสถานที่ที่ความตายดูเหมือนจะมีชัยอย่างห้องขัง เตียงในโรงพยาบาล หรือข้างหลุมฝังศพ แต่ในพระคริสต์นั้นมีความหวังสำหรับมนุษย์ทุกคน นี่คือข่าวดีที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง!</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเฉลิมฉลองข่าวประเสริฐของพระเยซูในชีวิตประจำวันอย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐนี้แก่ใครบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด และประทานโอกาสให้ข้าพระองค์แบ่งปันข่าวประเสริฐแก่ทุกคน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 15 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4e399d2b/5388b137.mp3" length="11822097" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>739</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]

เป็นเวลานานกว่าสองศตวรรษที่บทเพลง “อยากจะมีลิ้นสักพันบรรเลง” ได้อยู่บนหน้าแรกในหนังสือเพลงนมัสการของคริสตจักรเมธอดิสต์ เพลงนี้ประพันธ์โดยชาร์ลส์ เวสลี่ย์ และมีชื่อเดิมว่า “เพลงฉลองวันครบรอบการกลับใจใหม่” ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นการฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่เกิดจากความเชื่อของเขาในพระเยซู ประกอบด้วยเนื้อเพลงสิบแปดท่อนที่ป่าวประกาศถึงพระเกียรติสิริแห่งความดีของพระเจ้าที่มีต่อผู้ที่กลับใจและติดตามพระคริสต์
นี่เป็นความเชื่อที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองและแบ่งปัน ใน 2 ทิโมธี บทที่ 2 เปาโลหนุนใจทิโมธีให้ยังคงยึดมั่นและทุ่มเทในการส่งต่อความเชื่อของเขา ท่านบอกว่า “ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น และเพราะเหตุข่าวประเสริฐนั้นข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ ถูกล่ามโซ่ดังผู้ร้าย” (ข้อ 8-9) แทนที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เปาโลเลือก ท่านเตือนทิโมธีให้ระลึกถึงเนื้อหาของข่าวประเสริฐที่ว่า “พระเยซูคริสต์ผู้ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด” (ข้อ 8) ได้เสด็จมาไม่ใช่เพื่อจะปกครองแต่มาเพื่อรับใช้ และในที่สุดได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของโลกนี้เพื่อเราจะได้มีสันติสุขในพระเจ้า ความตายหาได้มีชัย เพราะพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์
เช่นเดียวกับที่ข่าวประเสริฐได้ปลดปล่อยบรรดาผู้เชื่อให้เป็นอิสระ ข่าวประเสริฐเองก็มิได้ถูกผูกมัด “พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้” เปาโลกล่าว (ข้อ 9) แม้จากสถานที่ที่ความตายดูเหมือนจะมีชัยอย่างห้องขัง เตียงในโรงพยาบาล หรือข้างหลุมฝังศพ แต่ในพระคริสต์นั้นมีความหวังสำหรับมนุษย์ทุกคน นี่คือข่าวดีที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง!

คุณเฉลิมฉลองข่าวประเสริฐของพระเยซูในชีวิตประจำวันอย่างไร คุณจะแบ่งปันข่าวประเสริฐนี้แก่ใครบ้าง
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด และประทานโอกาสให้ข้าพระองค์แบ่งปันข่าวประเสริฐแก่ทุกคน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ [ 2 ทิโมธี 2:11 ]

เป็นเวลานานกว่าสองศตวรรษที่บทเพลง “อยากจะมีลิ้นสักพันบรรเลง” ได้อยู่บนหน้าแรกในหนังสือเพลงนมัสการของคริสตจักรเมธอดิสต์ เพลงนี้ประพันธ์โดยชาร์ลส์ เวสลี่ย์ และมีชื่อเด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงอุทิศตัวในการอธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงอุทิศตัวในการอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">31130dab-d457-4772-8d5d-102ce3748a65</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7c784bb5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โคโลสี 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ฉันอธิษฐานเผื่อคุณมาเป็นเวลาห้าสิบปีแล้ว” หญิงชรากล่าว ลูเพื่อนของผมมองตาเธอด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด เขาไปเยี่ยมหมู่บ้านในบัลแกเรียที่พ่อของเขาเติบโตมาและจากไปตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น หญิงคนนี้เป็นผู้เชื่อในพระเยซู บ้านของเธออยู่ติดกับบ้านคุณปู่คุณย่าของเขา เธอเริ่มอธิษฐานเผื่อลูทันทีที่รู้ข่าวการเกิดของเขาในอีกทวีปหนึ่ง เวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ ลูเดินทางไปทำธุรกิจและแวะไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งนี้ ขณะที่อยู่ที่นั่นเขาได้พูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่งในเรื่องความเชื่อของเขา ลูไม่ได้เชื่อในพระเยซูจนกระทั่งเขาอายุเกือบสามสิบ และเมื่อผู้หญิงคนนี้เข้ามาหาหลังจากที่เขาพูดจบ เขารู้สึกประหลาดใจที่คำอธิษฐานที่ไม่หยุดหย่อนของเธอส่งผลให้เขามาเชื่อในพระเยซู</p>
<p>เราไม่มีวันรู้ถึงผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการอธิษฐานในฟากนี้ของสวรรค์คือบนโลกนี้ แต่พระคัมภีร์ให้คำแนะนำแก่เราว่า “จงขะมักเขม้นอธิษฐาน จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุณ” (คส.4:2) เมื่อเปาโลเขียนข้อความเหล่านั้นถึงผู้เชื่อในเมืองเล็กๆอย่างโคโลสี ท่านยังขอให้อธิษฐานเผื่อตัวท่านเองด้วยเพื่อพระเจ้าจะ “เปิดประตู” ให้กับคำสอนของท่านในทุกที่ที่ท่านไป (ข้อ 3)</p>
<p>บางครั้งเราอาจคิดว่า ฉันไม่มีของประทานฝ่ายวิญญาณด้านการอธิษฐาน แต่ในบรรดาของประทานฝ่ายวิญญาณที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ ไม่มีเรื่องการอธิษฐานรวมอยู่ด้วย บางทีอาจเป็นเพราะพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราแต่ละคนอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อเราจะได้เห็นในสิ่งที่พระองค์เท่านั้นสามารถทำได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับประโยชน์จากคำอธิษฐานของผู้อื่นอย่างไร วันนี้คุณกำลังอธิษฐานเผื่อใคร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยากได้ยินเสียงข้าพระองค์! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เห็นคุณค่าของโอกาสที่จะได้พูดคุยกับพระองค์และอธิษฐานเผื่อผู้อื่นทุกวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โคโลสี 4:2 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ฉันอธิษฐานเผื่อคุณมาเป็นเวลาห้าสิบปีแล้ว” หญิงชรากล่าว ลูเพื่อนของผมมองตาเธอด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด เขาไปเยี่ยมหมู่บ้านในบัลแกเรียที่พ่อของเขาเติบโตมาและจากไปตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น หญิงคนนี้เป็นผู้เชื่อในพระเยซู บ้านของเธออยู่ติดกับบ้านคุณปู่คุณย่าของเขา เธอเริ่มอธิษฐานเผื่อลูทันทีที่รู้ข่าวการเกิดของเขาในอีกทวีปหนึ่ง เวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ ลูเดินทางไปทำธุรกิจและแวะไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งนี้ ขณะที่อยู่ที่นั่นเขาได้พูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่งในเรื่องความเชื่อของเขา ลูไม่ได้เชื่อในพระเยซูจนกระทั่งเขาอายุเกือบสามสิบ และเมื่อผู้หญิงคนนี้เข้ามาหาหลังจากที่เขาพูดจบ เขารู้สึกประหลาดใจที่คำอธิษฐานที่ไม่หยุดหย่อนของเธอส่งผลให้เขามาเชื่อในพระเยซู</p>
<p>เราไม่มีวันรู้ถึงผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการอธิษฐานในฟากนี้ของสวรรค์คือบนโลกนี้ แต่พระคัมภีร์ให้คำแนะนำแก่เราว่า “จงขะมักเขม้นอธิษฐาน จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุณ” (คส.4:2) เมื่อเปาโลเขียนข้อความเหล่านั้นถึงผู้เชื่อในเมืองเล็กๆอย่างโคโลสี ท่านยังขอให้อธิษฐานเผื่อตัวท่านเองด้วยเพื่อพระเจ้าจะ “เปิดประตู” ให้กับคำสอนของท่านในทุกที่ที่ท่านไป (ข้อ 3)</p>
<p>บางครั้งเราอาจคิดว่า ฉันไม่มีของประทานฝ่ายวิญญาณด้านการอธิษฐาน แต่ในบรรดาของประทานฝ่ายวิญญาณที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ ไม่มีเรื่องการอธิษฐานรวมอยู่ด้วย บางทีอาจเป็นเพราะพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราแต่ละคนอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อเราจะได้เห็นในสิ่งที่พระองค์เท่านั้นสามารถทำได้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้รับประโยชน์จากคำอธิษฐานของผู้อื่นอย่างไร วันนี้คุณกำลังอธิษฐานเผื่อใคร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยากได้ยินเสียงข้าพระองค์! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เห็นคุณค่าของโอกาสที่จะได้พูดคุยกับพระองค์และอธิษฐานเผื่อผู้อื่นทุกวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 14 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7c784bb5/604a0e60.mp3" length="10951951" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โคโลสี 4:2 ]

“ฉันอธิษฐานเผื่อคุณมาเป็นเวลาห้าสิบปีแล้ว” หญิงชรากล่าว ลูเพื่อนของผมมองตาเธอด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด เขาไปเยี่ยมหมู่บ้านในบัลแกเรียที่พ่อของเขาเติบโตมาและจากไปตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น หญิงคนนี้เป็นผู้เชื่อในพระเยซู บ้านของเธออยู่ติดกับบ้านคุณปู่คุณย่าของเขา เธอเริ่มอธิษฐานเผื่อลูทันทีที่รู้ข่าวการเกิดของเขาในอีกทวีปหนึ่ง เวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษ ลูเดินทางไปทำธุรกิจและแวะไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งนี้ ขณะที่อยู่ที่นั่นเขาได้พูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่งในเรื่องความเชื่อของเขา ลูไม่ได้เชื่อในพระเยซูจนกระทั่งเขาอายุเกือบสามสิบ และเมื่อผู้หญิงคนนี้เข้ามาหาหลังจากที่เขาพูดจบ เขารู้สึกประหลาดใจที่คำอธิษฐานที่ไม่หยุดหย่อนของเธอส่งผลให้เขามาเชื่อในพระเยซู
เราไม่มีวันรู้ถึงผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการอธิษฐานในฟากนี้ของสวรรค์คือบนโลกนี้ แต่พระคัมภีร์ให้คำแนะนำแก่เราว่า “จงขะมักเขม้นอธิษฐาน จงเฝ้าระวังอยู่ในการนั้นด้วยขอบพระคุณ” (คส.4:2) เมื่อเปาโลเขียนข้อความเหล่านั้นถึงผู้เชื่อในเมืองเล็กๆอย่างโคโลสี ท่านยังขอให้อธิษฐานเผื่อตัวท่านเองด้วยเพื่อพระเจ้าจะ “เปิดประตู” ให้กับคำสอนของท่านในทุกที่ที่ท่านไป (ข้อ 3)
บางครั้งเราอาจคิดว่า ฉันไม่มีของประทานฝ่ายวิญญาณด้านการอธิษฐาน แต่ในบรรดาของประทานฝ่ายวิญญาณที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ ไม่มีเรื่องการอธิษฐานรวมอยู่ด้วย บางทีอาจเป็นเพราะพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราแต่ละคนอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ เพื่อเราจะได้เห็นในสิ่งที่พระองค์เท่านั้นสามารถทำได้

คุณได้รับประโยชน์จากคำอธิษฐานของผู้อื่นอย่างไร วันนี้คุณกำลังอธิษฐานเผื่อใคร
พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยากได้ยินเสียงข้าพระองค์! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เห็นคุณค่าของโอกาสที่จะได้พูดคุยกับพระองค์และอธิษฐานเผื่อผู้อื่นทุกวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โคโลสี 4:2 ]

“ฉันอธิษฐานเผื่อคุณมาเป็นเวลาห้าสิบปีแล้ว” หญิงชรากล่าว ลูเพื่อนของผมมองตาเธอด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด เขาไปเยี่ยมหมู่บ้านในบัลแกเรียที่พ่อของเขาเติบโตมาและจากไปตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น หญิงคนนี้เป็นผู้เชื่อในพระเยซู บ้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่วมกันในพระคริสต์ย่อมดีกว่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร่วมกันในพระคริสต์ย่อมดีกว่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3c7bae88-048c-485c-b09f-8bb2b2df5cc1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6e68418e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นสดชื่น] เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน [ สดุดี 133:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ดร.ทิฟฟานี่ โกลสันได้เห็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบหลายด้านต่อเมืองอีสต์เซนต์หลุยส์ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา แต่ภายในปี 2023 สถิติการฆาตกรรมในเมืองนี้้ลดลง 31 เปอร์เซ็นต์ และอาชญากรรมโดยรวมลดลง 37 เปอร์เซ็นต์ เกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้ ด้วยการร่วมมือกันทำงานของคนหลายกลุ่มที่บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยสาธารณะของเมือง ซึ่งประกอบด้วยตำรวจประจำรัฐและเมือง เขตการศึกษาประจำเมือง และองค์กรด้านศาสนา ได้ผนึกกำลังกันเพื่อพลิกสถานการณ์ให้กับพลเมืองทุกคน</p>
<p>“เราพูดกันว่ามันคือการรวมเป็นหนึ่ง” ดร. โกลสันกล่าว โดยสมาชิกทั้งหมดของเมืองนี้ได้ร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือประชาชน ศูนย์ให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษากับกลุ่มวัยรุ่นในเขตการศึกษาภายใต้การนำของเธอนั้น ได้นำนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนไปช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุ หน่วยงานอื่นๆได้ใช้จุดแข็งของตนเองเข้ามาช่วย ขณะที่ตำรวจก็ตั้งใจพูดคุยและรับฟังเสียงของประชาชนบนท้องถนนมากขึ้น</p>
<p>ดาวิดผู้แต่งเพลงสดุดีเขียนว่า “ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใด” (สดด.133:1) พร้อมทั้งเสริมว่า “เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน” (ข้อ 3) ดาวิดหมายถึงผู้คนที่มีความเชื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในพระเจ้า โดยไม่แบ่งแยกตามหลักคำสอนหรือการเมือง แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน แนวคิดนี้อาจฟังดูเข้าใจยาก แต่เป็นพรกับทุกคน เป้าหมายอันงดงามของผู้เชื่อคือการแสดงความห่วงใยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่ต้องการความรักของพระเยซูอย่างมากที่สุด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นที่ใดบ้างที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้ากระตุ้นเตือนคุณให้สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยการดำเนินชีวิตตามความเชื่อของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดช่วยข้าพระองค์ในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันให้เกิดขึ้น ในชุมชนของข้าพระองค์โดยฤทธิ์อำนาจขององค์พระวิญญาณของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นสดชื่น] เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน [ สดุดี 133:3 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ดร.ทิฟฟานี่ โกลสันได้เห็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบหลายด้านต่อเมืองอีสต์เซนต์หลุยส์ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา แต่ภายในปี 2023 สถิติการฆาตกรรมในเมืองนี้้ลดลง 31 เปอร์เซ็นต์ และอาชญากรรมโดยรวมลดลง 37 เปอร์เซ็นต์ เกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้ ด้วยการร่วมมือกันทำงานของคนหลายกลุ่มที่บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยสาธารณะของเมือง ซึ่งประกอบด้วยตำรวจประจำรัฐและเมือง เขตการศึกษาประจำเมือง และองค์กรด้านศาสนา ได้ผนึกกำลังกันเพื่อพลิกสถานการณ์ให้กับพลเมืองทุกคน</p>
<p>“เราพูดกันว่ามันคือการรวมเป็นหนึ่ง” ดร. โกลสันกล่าว โดยสมาชิกทั้งหมดของเมืองนี้ได้ร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือประชาชน ศูนย์ให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษากับกลุ่มวัยรุ่นในเขตการศึกษาภายใต้การนำของเธอนั้น ได้นำนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนไปช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุ หน่วยงานอื่นๆได้ใช้จุดแข็งของตนเองเข้ามาช่วย ขณะที่ตำรวจก็ตั้งใจพูดคุยและรับฟังเสียงของประชาชนบนท้องถนนมากขึ้น</p>
<p>ดาวิดผู้แต่งเพลงสดุดีเขียนว่า “ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใด” (สดด.133:1) พร้อมทั้งเสริมว่า “เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน” (ข้อ 3) ดาวิดหมายถึงผู้คนที่มีความเชื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในพระเจ้า โดยไม่แบ่งแยกตามหลักคำสอนหรือการเมือง แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน แนวคิดนี้อาจฟังดูเข้าใจยาก แต่เป็นพรกับทุกคน เป้าหมายอันงดงามของผู้เชื่อคือการแสดงความห่วงใยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่ต้องการความรักของพระเยซูอย่างมากที่สุด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเห็นที่ใดบ้างที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้ากระตุ้นเตือนคุณให้สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยการดำเนินชีวิตตามความเชื่อของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา โปรดช่วยข้าพระองค์ในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันให้เกิดขึ้น ในชุมชนของข้าพระองค์โดยฤทธิ์อำนาจขององค์พระวิญญาณของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 13 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6e68418e/0c1c8994.mp3" length="10800283" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>675</itunes:duration>
      <itunes:summary>[ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นสดชื่น] เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน [ สดุดี 133:3 ]

ดร.ทิฟฟานี่ โกลสันได้เห็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบหลายด้านต่อเมืองอีสต์เซนต์หลุยส์ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา แต่ภายในปี 2023 สถิติการฆาตกรรมในเมืองนี้้ลดลง 31 เปอร์เซ็นต์ และอาชญากรรมโดยรวมลดลง 37 เปอร์เซ็นต์ เกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้ ด้วยการร่วมมือกันทำงานของคนหลายกลุ่มที่บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยสาธารณะของเมือง ซึ่งประกอบด้วยตำรวจประจำรัฐและเมือง เขตการศึกษาประจำเมือง และองค์กรด้านศาสนา ได้ผนึกกำลังกันเพื่อพลิกสถานการณ์ให้กับพลเมืองทุกคน
“เราพูดกันว่ามันคือการรวมเป็นหนึ่ง” ดร. โกลสันกล่าว โดยสมาชิกทั้งหมดของเมืองนี้ได้ร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือประชาชน ศูนย์ให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษากับกลุ่มวัยรุ่นในเขตการศึกษาภายใต้การนำของเธอนั้น ได้นำนักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนไปช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุ หน่วยงานอื่นๆได้ใช้จุดแข็งของตนเองเข้ามาช่วย ขณะที่ตำรวจก็ตั้งใจพูดคุยและรับฟังเสียงของประชาชนบนท้องถนนมากขึ้น
ดาวิดผู้แต่งเพลงสดุดีเขียนว่า “ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็เป็นการดีและน่าชื่นใจมากสักเท่าใด” (สดด.133:1) พร้อมทั้งเสริมว่า “เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน” (ข้อ 3) ดาวิดหมายถึงผู้คนที่มีความเชื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในพระเจ้า โดยไม่แบ่งแยกตามหลักคำสอนหรือการเมือง แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน แนวคิดนี้อาจฟังดูเข้าใจยาก แต่เป็นพรกับทุกคน เป้าหมายอันงดงามของผู้เชื่อคือการแสดงความห่วงใยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่ต้องการความรักของพระเยซูอย่างมากที่สุด

คุณเห็นที่ใดบ้างที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้ากระตุ้นเตือนคุณให้สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยการดำเนินชีวิตตามความเชื่อของคุณอย่างไร
พระบิดา โปรดช่วยข้าพระองค์ในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันให้เกิดขึ้น ในชุมชนของข้าพระองค์โดยฤทธิ์อำนาจขององค์พระวิญญาณของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้นสดชื่น] เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน [ สดุดี 133:3 ]

ดร.ทิฟฟานี่ โกลสันได้เห็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบหลายด้านต่อเมืองอีสต์เซนต์หลุยส์ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา แต่ภายในปี 2023 สถิติการฆาตกรรมในเมืองนี้้ล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ให้การนมัสการมาก่อน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ให้การนมัสการมาก่อน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a8742999-444f-464f-b85a-9eed75aaaa7d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/cf914f9a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เขาเริ่มต้นถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าตั้งแต่​วันที่​หนึ่งของเดือนที่​เจ็ด แต่​เขายั​งมิ​ได้​วางฐานพระวิหารของพระเจ้า [ เอสรา 3:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมไม่เคยคิดที่จะก่อตั้งองค์กรการกุศลซึ่งทำงานที่เกี่ยวกับมิตรภาพของผู้ใหญ่มาก่อน และเมื่อผมรู้สึกว่าได้รับการทรงเรียกให้ทำเช่นนั้น ผมก็มีคำถามมากมาย องค์กรนี้จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากที่ไหนและใครควรจะช่วยผมจัดตั้งมันขึ้นมา ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้มาจากหนังสือที่เกี่ยวกับธุรกิจ แต่มาจากพระคัมภีร์</p>
<p>พระธรรมเอสราเป็นหนังสือที่จำเป็นสำหรับใครก็ตามที่พระเจ้าทรงเรียกให้สร้างบางสิ่ง พระธรรมเล่มนี้เล่าถึงวิธีการที่ชาวยิวซึ่งตกไปเป็นเชลยกลับมาสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ โดยแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมเงินทุนสนับสนุนผ่านการบริจาคของประชาชน และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างไร (อสร.1:4-11; 6:8-10) รวมทั้งวิธีในการทำงานทั้งของอาสาสมัครและผู้รับเหมา (1:5; 3:7) และยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของช่วงเวลาในการตระเตรียม โดยการก่อสร้างจะไม่เริ่มต้นจนกว่าจะถึงปีที่สองที่ชาวยิวเดินทางกลับมา (3:8) เอสรายังแสดงให้เห็นว่าการต่อต้านอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร (บทที่ 4) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เป็นพิเศษคือ หนึ่งปีเต็มก่อนที่การสร้างพระวิหารจะเริ่มขึ้น ชาวยิวได้สร้างแท่นบูชา (3:1-6) และนมัสการพระเจ้า ทั้งๆที่ “ยังมิได้วางฐานพระวิหารของพระเจ้า” (ข้อ 6) การนมัสการมาก่อนสิ่งอื่นใด</p>
<p>พระเจ้ากำลังเรียกคุณให้เริ่มต้นสิ่งใหม่หรือไม่ หลักการของเอสราเป็นสิ่งที่เฉียบแหลม ไม่ว่าคุณจะเริ่มงานการกุศล การศึกษาพระคัมภีร์ โครงการที่สร้างสรรค์ หรืองานใหม่ๆในที่ทำงาน แม้แต่โครงการที่พระเจ้าประทานให้ก็อาจดึงความสนใจของเราไปจากพระองค์ได้ ดังนั้นให้เรามุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าก่อน ให้เรานมัสการพระองค์ก่อนที่จะเริ่มต้นงานใดๆ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าเหตุใดชาวยิวจึงสร้างแท่นบูชาขึ้นมาก่อน การนมัสการจะเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคุณได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ ผู้เป็นพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง รวมถึงงานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ข้าพระองค์ทำในวันนี้ด้วย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เขาเริ่มต้นถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าตั้งแต่​วันที่​หนึ่งของเดือนที่​เจ็ด แต่​เขายั​งมิ​ได้​วางฐานพระวิหารของพระเจ้า [ เอสรา 3:6 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมไม่เคยคิดที่จะก่อตั้งองค์กรการกุศลซึ่งทำงานที่เกี่ยวกับมิตรภาพของผู้ใหญ่มาก่อน และเมื่อผมรู้สึกว่าได้รับการทรงเรียกให้ทำเช่นนั้น ผมก็มีคำถามมากมาย องค์กรนี้จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากที่ไหนและใครควรจะช่วยผมจัดตั้งมันขึ้นมา ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้มาจากหนังสือที่เกี่ยวกับธุรกิจ แต่มาจากพระคัมภีร์</p>
<p>พระธรรมเอสราเป็นหนังสือที่จำเป็นสำหรับใครก็ตามที่พระเจ้าทรงเรียกให้สร้างบางสิ่ง พระธรรมเล่มนี้เล่าถึงวิธีการที่ชาวยิวซึ่งตกไปเป็นเชลยกลับมาสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ โดยแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมเงินทุนสนับสนุนผ่านการบริจาคของประชาชน และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างไร (อสร.1:4-11; 6:8-10) รวมทั้งวิธีในการทำงานทั้งของอาสาสมัครและผู้รับเหมา (1:5; 3:7) และยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของช่วงเวลาในการตระเตรียม โดยการก่อสร้างจะไม่เริ่มต้นจนกว่าจะถึงปีที่สองที่ชาวยิวเดินทางกลับมา (3:8) เอสรายังแสดงให้เห็นว่าการต่อต้านอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร (บทที่ 4) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เป็นพิเศษคือ หนึ่งปีเต็มก่อนที่การสร้างพระวิหารจะเริ่มขึ้น ชาวยิวได้สร้างแท่นบูชา (3:1-6) และนมัสการพระเจ้า ทั้งๆที่ “ยังมิได้วางฐานพระวิหารของพระเจ้า” (ข้อ 6) การนมัสการมาก่อนสิ่งอื่นใด</p>
<p>พระเจ้ากำลังเรียกคุณให้เริ่มต้นสิ่งใหม่หรือไม่ หลักการของเอสราเป็นสิ่งที่เฉียบแหลม ไม่ว่าคุณจะเริ่มงานการกุศล การศึกษาพระคัมภีร์ โครงการที่สร้างสรรค์ หรืองานใหม่ๆในที่ทำงาน แม้แต่โครงการที่พระเจ้าประทานให้ก็อาจดึงความสนใจของเราไปจากพระองค์ได้ ดังนั้นให้เรามุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าก่อน ให้เรานมัสการพระองค์ก่อนที่จะเริ่มต้นงานใดๆ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าเหตุใดชาวยิวจึงสร้างแท่นบูชาขึ้นมาก่อน การนมัสการจะเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคุณได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ ผู้เป็นพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง รวมถึงงานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ข้าพระองค์ทำในวันนี้ด้วย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 12 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/cf914f9a/fe453ff6.mp3" length="12158473" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>760</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาเริ่มต้นถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าตั้งแต่​วันที่​หนึ่งของเดือนที่​เจ็ด แต่​เขายั​งมิ​ได้​วางฐานพระวิหารของพระเจ้า [ เอสรา 3:6 ]

ผมไม่เคยคิดที่จะก่อตั้งองค์กรการกุศลซึ่งทำงานที่เกี่ยวกับมิตรภาพของผู้ใหญ่มาก่อน และเมื่อผมรู้สึกว่าได้รับการทรงเรียกให้ทำเช่นนั้น ผมก็มีคำถามมากมาย องค์กรนี้จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากที่ไหนและใครควรจะช่วยผมจัดตั้งมันขึ้นมา ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้มาจากหนังสือที่เกี่ยวกับธุรกิจ แต่มาจากพระคัมภีร์
พระธรรมเอสราเป็นหนังสือที่จำเป็นสำหรับใครก็ตามที่พระเจ้าทรงเรียกให้สร้างบางสิ่ง พระธรรมเล่มนี้เล่าถึงวิธีการที่ชาวยิวซึ่งตกไปเป็นเชลยกลับมาสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ โดยแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมเงินทุนสนับสนุนผ่านการบริจาคของประชาชน และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอย่างไร (อสร.1:4-11; 6:8-10) รวมทั้งวิธีในการทำงานทั้งของอาสาสมัครและผู้รับเหมา (1:5; 3:7) และยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของช่วงเวลาในการตระเตรียม โดยการก่อสร้างจะไม่เริ่มต้นจนกว่าจะถึงปีที่สองที่ชาวยิวเดินทางกลับมา (3:8) เอสรายังแสดงให้เห็นว่าการต่อต้านอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร (บทที่ 4) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เป็นพิเศษคือ หนึ่งปีเต็มก่อนที่การสร้างพระวิหารจะเริ่มขึ้น ชาวยิวได้สร้างแท่นบูชา (3:1-6) และนมัสการพระเจ้า ทั้งๆที่ “ยังมิได้วางฐานพระวิหารของพระเจ้า” (ข้อ 6) การนมัสการมาก่อนสิ่งอื่นใด
พระเจ้ากำลังเรียกคุณให้เริ่มต้นสิ่งใหม่หรือไม่ หลักการของเอสราเป็นสิ่งที่เฉียบแหลม ไม่ว่าคุณจะเริ่มงานการกุศล การศึกษาพระคัมภีร์ โครงการที่สร้างสรรค์ หรืองานใหม่ๆในที่ทำงาน แม้แต่โครงการที่พระเจ้าประทานให้ก็อาจดึงความสนใจของเราไปจากพระองค์ได้ ดังนั้นให้เรามุ่งความสนใจไปที่พระเจ้าก่อน ให้เรานมัสการพระองค์ก่อนที่จะเริ่มต้นงานใดๆ

คุณคิดว่าเหตุใดชาวยิวจึงสร้างแท่นบูชาขึ้นมาก่อน การนมัสการจะเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคุณได้อย่างไรในวันนี้
พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์นมัสการพระองค์ ผู้เป็นพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง รวมถึงงานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ข้าพระองค์ทำในวันนี้ด้วย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาเริ่มต้นถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าตั้งแต่​วันที่​หนึ่งของเดือนที่​เจ็ด แต่​เขายั​งมิ​ได้​วางฐานพระวิหารของพระเจ้า [ เอสรา 3:6 ]

ผมไม่เคยคิดที่จะก่อตั้งองค์กรการกุศลซึ่งทำงานที่เกี่ยวกับมิตรภาพของผู้ใหญ่มาก่อน และเมื่อผมรู้สึกว่าได้รับการทรงเรียกให้ท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บาปที่ถูกเปิดเผย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บาปที่ถูกเปิดเผย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b5d345ee-6074-4d1b-a4db-ce8af5f280e8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a6df18bc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา พร้อมด้วยสิ่งเร้นลั​บทุกอย่าง ไม่​ว่าดีหรือชั่ว [ ปัญญาจารย์ 12:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โจรคนหนึ่งบุกเข้าไปในร้านซ่อมโทรศัพท์ ทุบกระจกตู้โชว์ และเริ่มหยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาพยายามปกปิดตัวตนจากกล้องวงจรปิดโดยใช้กล่องกระดาษครอบศีรษะ แต่ในระหว่างการลักทรัพย์ กล่องใบนั้นเอียงหลุดเผยให้เห็นโฉมหน้าของเขา ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าของร้านเห็นภาพการปล้นจากกล้องวิดีโอจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ที่นอกร้านซึ่งอยู่ใกล้กัน เรื่องราวของโจรผู้นี้เตือนเราว่าบาปที่ซ่อนอยู่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยออกมาในวันหนึ่ง</p>
<p>เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะพยายามปิดซ่อนความบาปของตัวเอง แต่ปัญญาจารย์บอกว่าเราควรรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะสิ่งที่เร้นลับทุกอย่างไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรอันชอบธรรมและคำตัดสินที่ยุติธรรมของพระองค์ได้ (12:14) ผู้เขียนบอกว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง” (ข้อ 13) แม้แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ซึ่งพระบัญญัติสิบประการห้ามไว้ (ลนต.4:13) ก็ไม่อาจรอดพ้นการประเมินของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงนำทุกการกระทำเข้าสู่การพิพากษา ไม่ว่าดีหรือชั่ว แต่เพราะพระคุณของพระองค์ บาปของเราจึงได้รับการอภัยโดยทางพระเยซูและการเสียสละของพระองค์เพื่อเรา (อฟ.2:4-5)</p>
<p>เมื่อเราสำนึกและน้อมรับพระบัญญัติของพระองค์ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเคารพยำเกรงพระองค์และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกัน ขอให้เรานำความบาปของเรามาสารภาพต่อพระองค์ และสัมผัสหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและการให้อภัยของพระองค์อีกครั้ง</p>
<p><br><strong>คุณจะรักษาความยำเกรงพระเจ้าไว้ได้อย่างไร คุณจะทำสิ่งใดเพื่อสำนึก (ตระหนัก) ถึงพระบัญญัติของพระองค์ในสัปดาห์นี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอกลับใจจากบาปที่ซ่อนเร้น โปรดทอดพระเนตรข้าพระองค์ ด้วยความเมตตาและช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องจำเพาะพระพักตร์พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา พร้อมด้วยสิ่งเร้นลั​บทุกอย่าง ไม่​ว่าดีหรือชั่ว [ ปัญญาจารย์ 12:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โจรคนหนึ่งบุกเข้าไปในร้านซ่อมโทรศัพท์ ทุบกระจกตู้โชว์ และเริ่มหยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาพยายามปกปิดตัวตนจากกล้องวงจรปิดโดยใช้กล่องกระดาษครอบศีรษะ แต่ในระหว่างการลักทรัพย์ กล่องใบนั้นเอียงหลุดเผยให้เห็นโฉมหน้าของเขา ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าของร้านเห็นภาพการปล้นจากกล้องวิดีโอจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ที่นอกร้านซึ่งอยู่ใกล้กัน เรื่องราวของโจรผู้นี้เตือนเราว่าบาปที่ซ่อนอยู่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยออกมาในวันหนึ่ง</p>
<p>เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะพยายามปิดซ่อนความบาปของตัวเอง แต่ปัญญาจารย์บอกว่าเราควรรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะสิ่งที่เร้นลับทุกอย่างไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรอันชอบธรรมและคำตัดสินที่ยุติธรรมของพระองค์ได้ (12:14) ผู้เขียนบอกว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง” (ข้อ 13) แม้แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ซึ่งพระบัญญัติสิบประการห้ามไว้ (ลนต.4:13) ก็ไม่อาจรอดพ้นการประเมินของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงนำทุกการกระทำเข้าสู่การพิพากษา ไม่ว่าดีหรือชั่ว แต่เพราะพระคุณของพระองค์ บาปของเราจึงได้รับการอภัยโดยทางพระเยซูและการเสียสละของพระองค์เพื่อเรา (อฟ.2:4-5)</p>
<p>เมื่อเราสำนึกและน้อมรับพระบัญญัติของพระองค์ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเคารพยำเกรงพระองค์และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกัน ขอให้เรานำความบาปของเรามาสารภาพต่อพระองค์ และสัมผัสหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและการให้อภัยของพระองค์อีกครั้ง</p>
<p><br><strong>คุณจะรักษาความยำเกรงพระเจ้าไว้ได้อย่างไร คุณจะทำสิ่งใดเพื่อสำนึก (ตระหนัก) ถึงพระบัญญัติของพระองค์ในสัปดาห์นี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอกลับใจจากบาปที่ซ่อนเร้น โปรดทอดพระเนตรข้าพระองค์ ด้วยความเมตตาและช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องจำเพาะพระพักตร์พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 11 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a6df18bc/7b405117.mp3" length="11775235" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา พร้อมด้วยสิ่งเร้นลั​บทุกอย่าง ไม่​ว่าดีหรือชั่ว [ ปัญญาจารย์ 12:14 ]

โจรคนหนึ่งบุกเข้าไปในร้านซ่อมโทรศัพท์ ทุบกระจกตู้โชว์ และเริ่มหยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาพยายามปกปิดตัวตนจากกล้องวงจรปิดโดยใช้กล่องกระดาษครอบศีรษะ แต่ในระหว่างการลักทรัพย์ กล่องใบนั้นเอียงหลุดเผยให้เห็นโฉมหน้าของเขา ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าของร้านเห็นภาพการปล้นจากกล้องวิดีโอจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ที่นอกร้านซึ่งอยู่ใกล้กัน เรื่องราวของโจรผู้นี้เตือนเราว่าบาปที่ซ่อนอยู่ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยออกมาในวันหนึ่ง
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะพยายามปิดซ่อนความบาปของตัวเอง แต่ปัญญาจารย์บอกว่าเราควรรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะสิ่งที่เร้นลับทุกอย่างไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรอันชอบธรรมและคำตัดสินที่ยุติธรรมของพระองค์ได้ (12:14) ผู้เขียนบอกว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง” (ข้อ 13) แม้แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ซึ่งพระบัญญัติสิบประการห้ามไว้ (ลนต.4:13) ก็ไม่อาจรอดพ้นการประเมินของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงนำทุกการกระทำเข้าสู่การพิพากษา ไม่ว่าดีหรือชั่ว แต่เพราะพระคุณของพระองค์ บาปของเราจึงได้รับการอภัยโดยทางพระเยซูและการเสียสละของพระองค์เพื่อเรา (อฟ.2:4-5)
เมื่อเราสำนึกและน้อมรับพระบัญญัติของพระองค์ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเคารพยำเกรงพระองค์และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกัน ขอให้เรานำความบาปของเรามาสารภาพต่อพระองค์ และสัมผัสหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักและการให้อภัยของพระองค์อีกครั้ง
คุณจะรักษาความยำเกรงพระเจ้าไว้ได้อย่างไร คุณจะทำสิ่งใดเพื่อสำนึก (ตระหนัก) ถึงพระบัญญัติของพระองค์ในสัปดาห์นี้
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอกลับใจจากบาปที่ซ่อนเร้น โปรดทอดพระเนตรข้าพระองค์ ด้วยความเมตตาและช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องจำเพาะพระพักตร์พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงานทุกประการเข้าสู่การพิพากษา พร้อมด้วยสิ่งเร้นลั​บทุกอย่าง ไม่​ว่าดีหรือชั่ว [ ปัญญาจารย์ 12:14 ]

โจรคนหนึ่งบุกเข้าไปในร้านซ่อมโทรศัพท์ ทุบกระจกตู้โชว์ และเริ่มหยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เขาพยายามปกปิดตัวตนจากกล้องวงจรปิดโดยใช้กล่อง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความบริบูรณ์เหลือล้นจากสวรรค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความบริบูรณ์เหลือล้นจากสวรรค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">72c7468f-59e8-4deb-90ee-1315f89bc0f3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b54d2118</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>และพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้​นมีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อและความรักซึ่​งมี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์ [ 1 ทิโมธี 1:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันคาดว่าจะได้กล้วยแปดลูก แต่เมื่อฉันเปิดถุงกระดาษที่ส่งมาที่บ้าน ฉันกลับพบกล้วยถึงยี่สิบลูก! ฉันรู้ทันทีว่าการย้ายมาอังกฤษทำให้ฉันต้องเปลี่ยนหน่วยวัดของของชำที่สั่ง จากปอนด์มาเป็นกิโลกรัมด้วย แทนที่จะสั่งกล้วยสามปอนด์ ฉันกลับไปสั่งกล้วยสามกิโลกรัม (เกือบเจ็ดปอนด์!)</p>
<p>ด้วยจำนวนกล้วยที่มากมายขนาดนั้น ฉันจึงทำเค้กกล้วยหอมสูตรยอดนิยมเป็นจำนวนหลายชิ้นเพื่อเป็นพรให้กับคนอื่น ขณะที่บดกล้วย ฉันเริ่มคิดถึงชีวิตในด้านอื่นๆของตัวเองที่เต็มไปด้วยความบริบูรณ์อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งในแต่ละเส้นทางชีวิตนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น</p>
<p>ดูเหมือนเปาโลจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันเมื่อท่านใคร่ครวญถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้าในชีวิตของท่าน ในจดหมายฉบับแรกที่ท่านเขียนถึงทิโมธี เปาโลได้บรรยายถึงชีวิตของท่านจำเพาะพระพักตร์พระเยซู โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง” (1 ทธ.1:13) และเป็น “ตัวร้ายที่สุดในบรรดาคนบาป” (ข้อ 16 TNCV) พระเจ้าทรงเทพระคุณ ความเชื่อ และความรักลงมาอย่างล้นเหลือในชีวิตที่แหลกสลายของเปาโล (ข้อ 14) หลังจากที่เล่าถึงความบริบูรณ์อันเหลือล้นในชีวิตของท่านแล้ว เปาโลก็อดไม่ได้ที่จะสรรเสริญพระเจ้า โดยประกาศว่าพระองค์ทรงสมควรที่จะรับ “พระเกียรติและพระสิริ...สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 17)</p>
<p>เช่นเดียวกับเปาโล เราทุกคนได้รับพระคุณอันล้นเหลือเมื่อเรายอมรับข้อเสนอของพระเยซูในการช่วยให้พ้นจากบาป (ข้อ 15) เมื่อเราหยุดเพื่อใคร่ครวญถึงพระพรที่ตามมาทั้งหมด เราจะพบว่าตัวเองกำลังสรรเสริญพระเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาร่วมกันกับเปาโล</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงความบริบูรณ์เหลือล้นของพระเจ้าอย่างไรในชีวิต คุณจะสรรเสริญพระองค์อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับของประทานแห่งพระคุณอันเหลือล้นจากพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>และพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้​นมีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อและความรักซึ่​งมี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์ [ 1 ทิโมธี 1:14 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันคาดว่าจะได้กล้วยแปดลูก แต่เมื่อฉันเปิดถุงกระดาษที่ส่งมาที่บ้าน ฉันกลับพบกล้วยถึงยี่สิบลูก! ฉันรู้ทันทีว่าการย้ายมาอังกฤษทำให้ฉันต้องเปลี่ยนหน่วยวัดของของชำที่สั่ง จากปอนด์มาเป็นกิโลกรัมด้วย แทนที่จะสั่งกล้วยสามปอนด์ ฉันกลับไปสั่งกล้วยสามกิโลกรัม (เกือบเจ็ดปอนด์!)</p>
<p>ด้วยจำนวนกล้วยที่มากมายขนาดนั้น ฉันจึงทำเค้กกล้วยหอมสูตรยอดนิยมเป็นจำนวนหลายชิ้นเพื่อเป็นพรให้กับคนอื่น ขณะที่บดกล้วย ฉันเริ่มคิดถึงชีวิตในด้านอื่นๆของตัวเองที่เต็มไปด้วยความบริบูรณ์อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งในแต่ละเส้นทางชีวิตนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น</p>
<p>ดูเหมือนเปาโลจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันเมื่อท่านใคร่ครวญถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้าในชีวิตของท่าน ในจดหมายฉบับแรกที่ท่านเขียนถึงทิโมธี เปาโลได้บรรยายถึงชีวิตของท่านจำเพาะพระพักตร์พระเยซู โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง” (1 ทธ.1:13) และเป็น “ตัวร้ายที่สุดในบรรดาคนบาป” (ข้อ 16 TNCV) พระเจ้าทรงเทพระคุณ ความเชื่อ และความรักลงมาอย่างล้นเหลือในชีวิตที่แหลกสลายของเปาโล (ข้อ 14) หลังจากที่เล่าถึงความบริบูรณ์อันเหลือล้นในชีวิตของท่านแล้ว เปาโลก็อดไม่ได้ที่จะสรรเสริญพระเจ้า โดยประกาศว่าพระองค์ทรงสมควรที่จะรับ “พระเกียรติและพระสิริ...สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 17)</p>
<p>เช่นเดียวกับเปาโล เราทุกคนได้รับพระคุณอันล้นเหลือเมื่อเรายอมรับข้อเสนอของพระเยซูในการช่วยให้พ้นจากบาป (ข้อ 15) เมื่อเราหยุดเพื่อใคร่ครวญถึงพระพรที่ตามมาทั้งหมด เราจะพบว่าตัวเองกำลังสรรเสริญพระเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาร่วมกันกับเปาโล</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงความบริบูรณ์เหลือล้นของพระเจ้าอย่างไรในชีวิต คุณจะสรรเสริญพระองค์อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับของประทานแห่งพระคุณอันเหลือล้นจากพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 10 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b54d2118/ca30f9d5.mp3" length="11896221" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>และพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้​นมีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อและความรักซึ่​งมี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์ [ 1 ทิโมธี 1:14 ]

ฉันคาดว่าจะได้กล้วยแปดลูก แต่เมื่อฉันเปิดถุงกระดาษที่ส่งมาที่บ้าน ฉันกลับพบกล้วยถึงยี่สิบลูก! ฉันรู้ทันทีว่าการย้ายมาอังกฤษทำให้ฉันต้องเปลี่ยนหน่วยวัดของของชำที่สั่ง จากปอนด์มาเป็นกิโลกรัมด้วย แทนที่จะสั่งกล้วยสามปอนด์ ฉันกลับไปสั่งกล้วยสามกิโลกรัม (เกือบเจ็ดปอนด์!)
ด้วยจำนวนกล้วยที่มากมายขนาดนั้น ฉันจึงทำเค้กกล้วยหอมสูตรยอดนิยมเป็นจำนวนหลายชิ้นเพื่อเป็นพรให้กับคนอื่น ขณะที่บดกล้วย ฉันเริ่มคิดถึงชีวิตในด้านอื่นๆของตัวเองที่เต็มไปด้วยความบริบูรณ์อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งในแต่ละเส้นทางชีวิตนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น
ดูเหมือนเปาโลจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันเมื่อท่านใคร่ครวญถึงความอุดมสมบูรณ์ของพระเจ้าในชีวิตของท่าน ในจดหมายฉบับแรกที่ท่านเขียนถึงทิโมธี เปาโลได้บรรยายถึงชีวิตของท่านจำเพาะพระพักตร์พระเยซู โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “คนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง” (1 ทธ.1:13) และเป็น “ตัวร้ายที่สุดในบรรดาคนบาป” (ข้อ 16 TNCV) พระเจ้าทรงเทพระคุณ ความเชื่อ และความรักลงมาอย่างล้นเหลือในชีวิตที่แหลกสลายของเปาโล (ข้อ 14) หลังจากที่เล่าถึงความบริบูรณ์อันเหลือล้นในชีวิตของท่านแล้ว เปาโลก็อดไม่ได้ที่จะสรรเสริญพระเจ้า โดยประกาศว่าพระองค์ทรงสมควรที่จะรับ “พระเกียรติและพระสิริ...สืบๆไปเป็นนิตย์” (ข้อ 17)
เช่นเดียวกับเปาโล เราทุกคนได้รับพระคุณอันล้นเหลือเมื่อเรายอมรับข้อเสนอของพระเยซูในการช่วยให้พ้นจากบาป (ข้อ 15) เมื่อเราหยุดเพื่อใคร่ครวญถึงพระพรที่ตามมาทั้งหมด เราจะพบว่าตัวเองกำลังสรรเสริญพระเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาร่วมกันกับเปาโล

คุณเคยมีประสบการณ์ถึงความบริบูรณ์เหลือล้นของพระเจ้าอย่างไรในชีวิต คุณจะสรรเสริญพระองค์อย่างไรในวันนี้
พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับของประทานแห่งพระคุณอันเหลือล้นจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และพระคุณแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้​นมีมากเหลือล้นสำหรับข้าพเจ้า พร้อมด้วยความเชื่อและความรักซึ่​งมี​อยู่​ในพระเยซู​คริสต์ [ 1 ทิโมธี 1:14 ]

ฉันคาดว่าจะได้กล้วยแปดลูก แต่เมื่อฉันเปิดถุงกระดาษที่ส่งมาที่บ้าน ฉันกลับพบกล้วยถึงยี่สิบลูก! ฉันรู้ทันทีว่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โปรดค้นดูจิตใจของข้าพระองค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โปรดค้นดูจิตใจของข้าพระองค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b2c142b8-c255-4640-8696-97a8b85874d3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/41bf207a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>มนุษย์​ดู​ที่​รู​ปร่างภายนอก แต่​พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อเป็นการลดขยะอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสิงคโปร์จึงนำผักและผลไม้ที่มีตำหนิเล็กน้อยมาขายลดราคา ภายในหนึ่งปีโครงการนี้ได้ช่วยลดจำนวนผลผลิตซึ่งก่อนหน้านี้อาจถูกทิ้งเนื่องจากไม่ได้มาตรฐานด้านความสวยงามไปได้กว่า 850 ตัน (778,000 กิโลกรัม) ผู้ซื้อได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่ารูปลักษณ์ภายนอก เช่น รอยตำหนิและรูปทรงที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้มีผลต่อรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ได้กำหนดสิ่งที่อยู่ภายในเสมอไป</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะซามูเอลเรียนรู้บทเรียนที่คล้ายกันนี้เมื่อพระเจ้าทรงส่งท่านไปเจิมกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล (1 ซมอ.16:1) เมื่อท่านเห็นเอลีอับบุตรชายหัวปีของเจสซี ซามูเอลคิดว่าเขาคือผู้ที่ถูกเลือก แต่พระเจ้าตรัสว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา...มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) จากบุตรชายแปดคนของเจสซี พระเจ้าทรงเลือกดาวิด บุตรคนเล็กซึ่งดูแลแกะของบิดา (ข้อ 11) ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป</p>
<p>พระเจ้าทรงห่วงใยจิตใจของเรามากกว่าสิ่งภายนอกที่คนให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เราจบมา รายได้ หรือจำนวนกิจกรรมจิตอาสาที่เราทำ พระเยซูทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปที่การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัวและความคิดชั่วร้ายต่างๆ เพราะ “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” (มก.7:20) เช่นเดียวกับที่ซามูเอลเรียนรู้ที่จะไม่คำนึงถึงรูปลักษณ์ภายนอก โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราสำรวจจิตใจซึ่งได้แก่ความคิดและความตั้งใจของเรา ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยทำ “ความดี” ด้วยแรงจูงใจที่ผิด คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่ในใจคุณนั้นบริสุทธิ์</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>มนุษย์​ดู​ที่​รู​ปร่างภายนอก แต่​พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อเป็นการลดขยะอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสิงคโปร์จึงนำผักและผลไม้ที่มีตำหนิเล็กน้อยมาขายลดราคา ภายในหนึ่งปีโครงการนี้ได้ช่วยลดจำนวนผลผลิตซึ่งก่อนหน้านี้อาจถูกทิ้งเนื่องจากไม่ได้มาตรฐานด้านความสวยงามไปได้กว่า 850 ตัน (778,000 กิโลกรัม) ผู้ซื้อได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่ารูปลักษณ์ภายนอก เช่น รอยตำหนิและรูปทรงที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้มีผลต่อรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ได้กำหนดสิ่งที่อยู่ภายในเสมอไป</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะซามูเอลเรียนรู้บทเรียนที่คล้ายกันนี้เมื่อพระเจ้าทรงส่งท่านไปเจิมกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล (1 ซมอ.16:1) เมื่อท่านเห็นเอลีอับบุตรชายหัวปีของเจสซี ซามูเอลคิดว่าเขาคือผู้ที่ถูกเลือก แต่พระเจ้าตรัสว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา...มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) จากบุตรชายแปดคนของเจสซี พระเจ้าทรงเลือกดาวิด บุตรคนเล็กซึ่งดูแลแกะของบิดา (ข้อ 11) ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป</p>
<p>พระเจ้าทรงห่วงใยจิตใจของเรามากกว่าสิ่งภายนอกที่คนให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เราจบมา รายได้ หรือจำนวนกิจกรรมจิตอาสาที่เราทำ พระเยซูทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปที่การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัวและความคิดชั่วร้ายต่างๆ เพราะ “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” (มก.7:20) เช่นเดียวกับที่ซามูเอลเรียนรู้ที่จะไม่คำนึงถึงรูปลักษณ์ภายนอก โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราสำรวจจิตใจซึ่งได้แก่ความคิดและความตั้งใจของเรา ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยทำ “ความดี” ด้วยแรงจูงใจที่ผิด คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่ในใจคุณนั้นบริสุทธิ์</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/41bf207a/469c2309.mp3" length="12474905" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>780</itunes:duration>
      <itunes:summary>มนุษย์​ดู​ที่​รู​ปร่างภายนอก แต่​พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]

เพื่อเป็นการลดขยะอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสิงคโปร์จึงนำผักและผลไม้ที่มีตำหนิเล็กน้อยมาขายลดราคา ภายในหนึ่งปีโครงการนี้ได้ช่วยลดจำนวนผลผลิตซึ่งก่อนหน้านี้อาจถูกทิ้งเนื่องจากไม่ได้มาตรฐานด้านความสวยงามไปได้กว่า 850 ตัน (778,000 กิโลกรัม) ผู้ซื้อได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่ารูปลักษณ์ภายนอก เช่น รอยตำหนิและรูปทรงที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ได้มีผลต่อรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งที่อยู่ภายนอกไม่ได้กำหนดสิ่งที่อยู่ภายในเสมอไป
ผู้เผยพระวจนะซามูเอลเรียนรู้บทเรียนที่คล้ายกันนี้เมื่อพระเจ้าทรงส่งท่านไปเจิมกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล (1 ซมอ.16:1) เมื่อท่านเห็นเอลีอับบุตรชายหัวปีของเจสซี ซามูเอลคิดว่าเขาคือผู้ที่ถูกเลือก แต่พระเจ้าตรัสว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา...มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) จากบุตรชายแปดคนของเจสซี พระเจ้าทรงเลือกดาวิด บุตรคนเล็กซึ่งดูแลแกะของบิดา (ข้อ 11) ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป
พระเจ้าทรงห่วงใยจิตใจของเรามากกว่าสิ่งภายนอกที่คนให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เราจบมา รายได้ หรือจำนวนกิจกรรมจิตอาสาที่เราทำ พระเยซูทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ให้มุ่งความสนใจไปที่การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัวและความคิดชั่วร้ายต่างๆ เพราะ “สิ่งที่ออกมาจากภายในมนุษย์ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” (มก.7:20) เช่นเดียวกับที่ซามูเอลเรียนรู้ที่จะไม่คำนึงถึงรูปลักษณ์ภายนอก โดยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอให้เราสำรวจจิตใจซึ่งได้แก่ความคิดและความตั้งใจของเรา ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม

เมื่อใดที่คุณเคยทำ “ความดี” ด้วยแรงจูงใจที่ผิด คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่ในใจคุณนั้นบริสุทธิ์
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มนุษย์​ดู​ที่​รู​ปร่างภายนอก แต่​พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]

เพื่อเป็นการลดขยะอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสิงคโปร์จึงนำผักและผลไม้ที่มีตำหนิเล็กน้อยมาขายลดราคา ภายในหนึ่งปีโครงการนี้ได้ช่วยลดจำนวนผลผลิตซึ่งก่อนหน้านี้อาจถูกทิ้งเนื่องจากไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฉันเป็นส่วนหนึ่งไหม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฉันเป็นส่วนหนึ่งไหม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">450f81bb-45bd-40c4-8492-3d7862dbb685</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/30dc795b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>“มี​อะไรขัดข้องไม่​ให้​ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” [ กิจการ 8:36 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในที่สุดแซลลี่ ฟิลด์นักแสดงหญิงก็รู้สึกในสิ่งที่เป็นความปรารถนาของหลายคน เมื่อเธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1985 เธอขึ้นกล่าวหลังจากที่ได้รับรางวัลว่า “สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าสิ่งใดคือความนับถือจากพวกคุณ ครั้งแรกฉันไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ และฉันไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า คุณชอบฉัน ตอนนี้คุณชอบฉัน”</p>
<p>ขันทีชาวเอธิโอเปียก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้รับการยอมรับ ในฐานะคนต่างชาติและในฐานะขันที เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปยังลานชั้นในของพระวิหาร (ดู อฟ.2:11-12; ฉธบ.23:1) แต่เขาปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ฟีลิปพบเขาขณะที่เขากำลังกลับจากกรุงเยรูซาเล็มที่ซึ่งเขามักจะเดินทางไปนมัสการ แต่กลับไม่เคยรู้สึกอิ่มใจ (กจ.8:27)</p>
<p>ชายชาวเอธิโอเปียกำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์ ซึ่งสัญญาว่าขันทีทั้งหลายผู้ “ยึดพันธสัญญาของเราไว้มั่น” จะได้รับ “อนุสาวรีย์และ...ชื่อนิรันดร์แก่เขาทั้งหลาย” (อสย.56:4-5) สิ่งนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ฟีลิปจึง “ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู” และชายคนนั้นก็ตอบสนอง โดยบอกว่า “นี่แน่ะ มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” (กจ.8:35-36)</p>
<p>เขากำลังถามว่า ฉันได้รับอนุญาตให้เข้าไปจริงๆหรือ ฉันเป็นส่วนหนึ่งแล้วใช่ไหม ฟีลิปให้บัพติศมาเขาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าพระเยซูทรงรื้อกำแพงทุกอย่างลง (อฟ.2:14) พระเยซูทรงโอบกอดและทำให้ทุกคนที่หันหลังให้บาปและวางใจในพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ขันทีผู้นั้นจึง “เดินทางต่อไปด้วยความพอใจ” (กจ.8:39) ในที่สุดเขาจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างสมบูรณ์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนจึงเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ บัพติศมาประทับตราความจริงข้อนี้ไว้ในใจของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์เป็นของพระเจ้าและครอบครัวของพระองค์เพราะข้าพระองค์เป็นของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>“มี​อะไรขัดข้องไม่​ให้​ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” [ กิจการ 8:36 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในที่สุดแซลลี่ ฟิลด์นักแสดงหญิงก็รู้สึกในสิ่งที่เป็นความปรารถนาของหลายคน เมื่อเธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1985 เธอขึ้นกล่าวหลังจากที่ได้รับรางวัลว่า “สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าสิ่งใดคือความนับถือจากพวกคุณ ครั้งแรกฉันไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ และฉันไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า คุณชอบฉัน ตอนนี้คุณชอบฉัน”</p>
<p>ขันทีชาวเอธิโอเปียก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้รับการยอมรับ ในฐานะคนต่างชาติและในฐานะขันที เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปยังลานชั้นในของพระวิหาร (ดู อฟ.2:11-12; ฉธบ.23:1) แต่เขาปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ฟีลิปพบเขาขณะที่เขากำลังกลับจากกรุงเยรูซาเล็มที่ซึ่งเขามักจะเดินทางไปนมัสการ แต่กลับไม่เคยรู้สึกอิ่มใจ (กจ.8:27)</p>
<p>ชายชาวเอธิโอเปียกำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์ ซึ่งสัญญาว่าขันทีทั้งหลายผู้ “ยึดพันธสัญญาของเราไว้มั่น” จะได้รับ “อนุสาวรีย์และ...ชื่อนิรันดร์แก่เขาทั้งหลาย” (อสย.56:4-5) สิ่งนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ฟีลิปจึง “ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู” และชายคนนั้นก็ตอบสนอง โดยบอกว่า “นี่แน่ะ มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” (กจ.8:35-36)</p>
<p>เขากำลังถามว่า ฉันได้รับอนุญาตให้เข้าไปจริงๆหรือ ฉันเป็นส่วนหนึ่งแล้วใช่ไหม ฟีลิปให้บัพติศมาเขาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าพระเยซูทรงรื้อกำแพงทุกอย่างลง (อฟ.2:14) พระเยซูทรงโอบกอดและทำให้ทุกคนที่หันหลังให้บาปและวางใจในพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ขันทีผู้นั้นจึง “เดินทางต่อไปด้วยความพอใจ” (กจ.8:39) ในที่สุดเขาจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างสมบูรณ์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เหตุใดผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนจึงเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ บัพติศมาประทับตราความจริงข้อนี้ไว้ในใจของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์เป็นของพระเจ้าและครอบครัวของพระองค์เพราะข้าพระองค์เป็นของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 08 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/30dc795b/8d63b6f0.mp3" length="10718857" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>670</itunes:duration>
      <itunes:summary>“มี​อะไรขัดข้องไม่​ให้​ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” [ กิจการ 8:36 ]

ในที่สุดแซลลี่ ฟิลด์นักแสดงหญิงก็รู้สึกในสิ่งที่เป็นความปรารถนาของหลายคน เมื่อเธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1985 เธอขึ้นกล่าวหลังจากที่ได้รับรางวัลว่า “สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าสิ่งใดคือความนับถือจากพวกคุณ ครั้งแรกฉันไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกได้ และฉันไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า คุณชอบฉัน ตอนนี้คุณชอบฉัน”
ขันทีชาวเอธิโอเปียก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้รับการยอมรับ ในฐานะคนต่างชาติและในฐานะขันที เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปยังลานชั้นในของพระวิหาร (ดู อฟ.2:11-12; ฉธบ.23:1) แต่เขาปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ฟีลิปพบเขาขณะที่เขากำลังกลับจากกรุงเยรูซาเล็มที่ซึ่งเขามักจะเดินทางไปนมัสการ แต่กลับไม่เคยรู้สึกอิ่มใจ (กจ.8:27)
ชายชาวเอธิโอเปียกำลังอ่านพระธรรมอิสยาห์ ซึ่งสัญญาว่าขันทีทั้งหลายผู้ “ยึดพันธสัญญาของเราไว้มั่น” จะได้รับ “อนุสาวรีย์และ...ชื่อนิรันดร์แก่เขาทั้งหลาย” (อสย.56:4-5) สิ่งนี้จะเป็นไปได้อย่างไร ฟีลิปจึง “ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู” และชายคนนั้นก็ตอบสนอง โดยบอกว่า “นี่แน่ะ มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” (กจ.8:35-36)
เขากำลังถามว่า ฉันได้รับอนุญาตให้เข้าไปจริงๆหรือ ฉันเป็นส่วนหนึ่งแล้วใช่ไหม ฟีลิปให้บัพติศมาเขาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าพระเยซูทรงรื้อกำแพงทุกอย่างลง (อฟ.2:14) พระเยซูทรงโอบกอดและทำให้ทุกคนที่หันหลังให้บาปและวางใจในพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ขันทีผู้นั้นจึง “เดินทางต่อไปด้วยความพอใจ” (กจ.8:39) ในที่สุดเขาจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างสมบูรณ์

เหตุใดผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนจึงเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ บัพติศมาประทับตราความจริงข้อนี้ไว้ในใจของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ข้าพระองค์เป็นของพระเจ้าและครอบครัวของพระองค์เพราะข้าพระองค์เป็นของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“มี​อะไรขัดข้องไม่​ให้​ข้าพเจ้ารับบัพติศมา” [ กิจการ 8:36 ]

ในที่สุดแซลลี่ ฟิลด์นักแสดงหญิงก็รู้สึกในสิ่งที่เป็นความปรารถนาของหลายคน เมื่อเธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1985 เธอขึ้นกล่าวหลังจากที่ได้รับรางวัลว่า “สิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปรนนิบัติพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ปรนนิบัติพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4de4dc50-f352-417d-beeb-2678508cc63a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e1bfaf18</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ที่​ข้าพระองค์​เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่​เมื่อไร [ มัทธิว 25:39 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 เอลิซาเบธ ฟรายรู้สึกตกใจกับสภาพเรือนจำหญิงในกรุงลอนดอน ผู้หญิงและลูกๆต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดและต้องนอนบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ แม้พวกเขาจะไม่มีเครื่องนอนแต่ก็มีเหล้าจินจากก๊อกที่ช่วยคลายหนาว เธอไปเยี่ยมเรือนจำอยู่หลายปีและเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการจัดหาเสื้อผ้า เปิดโรงเรียน และสอนพระคัมภีร์ แต่หลายคนมองว่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือ การปรากฏตัวด้วยความรักพร้อมกับข้อความแห่งความหวังที่ชัดเจน</p>
<p>สิ่งที่เธอทำนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำเชิญของพระเยซูให้รับใช้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น ขณะอยู่บนภูเขามะกอกเทศพระคริสต์ทรงเล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับยุคสุดท้าย รวมถึงการต้อนรับ “ผู้ชอบธรรม...เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” (มธ.25:46) ในเรื่องนี้องค์กษัตริย์บอกกับผู้ชอบธรรมว่า พวกเขาจัดหาน้ำให้พระองค์ดื่ม ต้อนรับพระองค์ และไปเยี่ยมพระองค์ในคุก (ข้อ 35-36) เมื่อพวกเขานึกไม่ออก องค์กษัตริย์ตอบพวกเขาว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)</p>
<p>ช่างน่าอัศจรรย์ที่เมื่อเรารับใช้ผู้อื่นโดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นก็คือการที่เราได้รับใช้พระเยซู! เราสามารถทำเช่นเดียวกับเอลิซาเบธ ฟราย และอาจรับใช้ผู้อื่นจากที่บ้านได้โดยการอธิษฐานวิงวอนหรือการส่งข้อความหนุนใจ พระเยซูทรงยินดีเมื่อเรารักพระองค์ด้วยการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณและตะลันต์ (ความสามารถ) ของเราเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณตอบสนองอย่างไรเมื่อได้ยินว่า การรับใช้ผู้อื่นคือการรับใช้พระเยซู คุณจะออกไปหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูผู้กอปรด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ว่าจะสำแดงความรักเป็นการกระทำได้ที่ใดในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ที่​ข้าพระองค์​เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่​เมื่อไร [ มัทธิว 25:39 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 เอลิซาเบธ ฟรายรู้สึกตกใจกับสภาพเรือนจำหญิงในกรุงลอนดอน ผู้หญิงและลูกๆต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดและต้องนอนบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ แม้พวกเขาจะไม่มีเครื่องนอนแต่ก็มีเหล้าจินจากก๊อกที่ช่วยคลายหนาว เธอไปเยี่ยมเรือนจำอยู่หลายปีและเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการจัดหาเสื้อผ้า เปิดโรงเรียน และสอนพระคัมภีร์ แต่หลายคนมองว่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือ การปรากฏตัวด้วยความรักพร้อมกับข้อความแห่งความหวังที่ชัดเจน</p>
<p>สิ่งที่เธอทำนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำเชิญของพระเยซูให้รับใช้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น ขณะอยู่บนภูเขามะกอกเทศพระคริสต์ทรงเล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับยุคสุดท้าย รวมถึงการต้อนรับ “ผู้ชอบธรรม...เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” (มธ.25:46) ในเรื่องนี้องค์กษัตริย์บอกกับผู้ชอบธรรมว่า พวกเขาจัดหาน้ำให้พระองค์ดื่ม ต้อนรับพระองค์ และไปเยี่ยมพระองค์ในคุก (ข้อ 35-36) เมื่อพวกเขานึกไม่ออก องค์กษัตริย์ตอบพวกเขาว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)</p>
<p>ช่างน่าอัศจรรย์ที่เมื่อเรารับใช้ผู้อื่นโดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นก็คือการที่เราได้รับใช้พระเยซู! เราสามารถทำเช่นเดียวกับเอลิซาเบธ ฟราย และอาจรับใช้ผู้อื่นจากที่บ้านได้โดยการอธิษฐานวิงวอนหรือการส่งข้อความหนุนใจ พระเยซูทรงยินดีเมื่อเรารักพระองค์ด้วยการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณและตะลันต์ (ความสามารถ) ของเราเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณตอบสนองอย่างไรเมื่อได้ยินว่า การรับใช้ผู้อื่นคือการรับใช้พระเยซู คุณจะออกไปหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเยซูผู้กอปรด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ว่าจะสำแดงความรักเป็นการกระทำได้ที่ใดในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 07 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e1bfaf18/f97049a5.mp3" length="12150787" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>760</itunes:duration>
      <itunes:summary>ที่​ข้าพระองค์​เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่​เมื่อไร [ มัทธิว 25:39 ]

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 เอลิซาเบธ ฟรายรู้สึกตกใจกับสภาพเรือนจำหญิงในกรุงลอนดอน ผู้หญิงและลูกๆต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดและต้องนอนบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ แม้พวกเขาจะไม่มีเครื่องนอนแต่ก็มีเหล้าจินจากก๊อกที่ช่วยคลายหนาว เธอไปเยี่ยมเรือนจำอยู่หลายปีและเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการจัดหาเสื้อผ้า เปิดโรงเรียน และสอนพระคัมภีร์ แต่หลายคนมองว่าอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือ การปรากฏตัวด้วยความรักพร้อมกับข้อความแห่งความหวังที่ชัดเจน
สิ่งที่เธอทำนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำเชิญของพระเยซูให้รับใช้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตัวอย่างเช่น ขณะอยู่บนภูเขามะกอกเทศพระคริสต์ทรงเล่าเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับยุคสุดท้าย รวมถึงการต้อนรับ “ผู้ชอบธรรม...เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์” (มธ.25:46) ในเรื่องนี้องค์กษัตริย์บอกกับผู้ชอบธรรมว่า พวกเขาจัดหาน้ำให้พระองค์ดื่ม ต้อนรับพระองค์ และไปเยี่ยมพระองค์ในคุก (ข้อ 35-36) เมื่อพวกเขานึกไม่ออก องค์กษัตริย์ตอบพวกเขาว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)
ช่างน่าอัศจรรย์ที่เมื่อเรารับใช้ผู้อื่นโดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ นั่นก็คือการที่เราได้รับใช้พระเยซู! เราสามารถทำเช่นเดียวกับเอลิซาเบธ ฟราย และอาจรับใช้ผู้อื่นจากที่บ้านได้โดยการอธิษฐานวิงวอนหรือการส่งข้อความหนุนใจ พระเยซูทรงยินดีเมื่อเรารักพระองค์ด้วยการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณและตะลันต์ (ความสามารถ) ของเราเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

คุณตอบสนองอย่างไรเมื่อได้ยินว่า การรับใช้ผู้อื่นคือการรับใช้พระเยซู คุณจะออกไปหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างไร
พระเยซูผู้กอปรด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ว่าจะสำแดงความรักเป็นการกระทำได้ที่ใดในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ที่​ข้าพระองค์​เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคาร และได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่​เมื่อไร [ มัทธิว 25:39 ]

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 เอลิซาเบธ ฟรายรู้สึกตกใจกับสภาพเรือนจำหญิงในกรุงลอนดอน ผู้หญิงและลูกๆต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียดและต้องนอนบนพื้นหินที่เย็</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จมอยู่ในช็อกโกแลต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จมอยู่ในช็อกโกแลต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e2b9b88c-f342-4698-9333-978b084680f6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e083b4cd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรม ที่จะทรงลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำเพราะความรักที่ท่านมี [ ฮีบรู 6:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คนงานสองคนในโรงงานผลิตลูกกวาดยี่ห้อมาร์สในรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ตกลงไปในถังช็อกโกแลตขนาดใหญ่ นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก และอาจเป็นสถานการณ์ลำบากที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูสำหรับคนรักช็อกโกแลต! แม้พวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องจมอยู่ในช็อกโกแลตที่สูงถึงเอวและไม่สามารถขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ในที่สุดนักดับเพลิงต้องเจาะรูด้านข้างถังเพื่อช่วยพาพวกเขาออกมาอย่างปลอดภัย</p>
<p>เมื่อผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์พบว่าตัวเองอยู่ที่ก้นบ่อซึ่งเต็มไปด้วยโคลน เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าชื่นใจเลย ในฐานะผู้ส่งสารถึงประชากรของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านได้ประกาศให้พวกเขารีบออกจากเมืองโดยด่วน เพราะในไม่ช้าเมืองนี้จะ “ต้องมอบไว้ในมือของกองทัพของกษัตริย์แห่งบาบิโลน” (ยรม. 38:3) เจ้านายบางคนของกษัตริย์เศเดคียาห์เรียกร้องให้ “ประหาร” เยเรมีย์ โดยอ้างว่าคำพูดของท่านทำให้ “มือของทหาร…อ่อนลง” (ข้อ 4) กษัตริย์ยินยอมพวกเขาจึง “จับเยเรมีย์หย่อนลงไปในที่ขังน้ำ” และท่านก็ “จมลงไปในโคลน” (ข้อ 6)</p>
<p>เมื่อขันทีชาวเอธิโอเปียของกษัตริย์ซึ่งเป็นคนต่างชาติออกมาปกป้องเยเรมีย์โดยกล่าวว่าคนเหล่านี้ “ได้กระทำความชั่วร้าย” กษัตริย์เศเดคียาห์จึงตระหนักว่าพระองค์ทำผิดพลาดและสั่งให้เอเบดเมเลคฉุดเยเรมีย์ขึ้นมา “จากที่ขังน้ำ” (ข้อ 9-10)</p>
<p>เมื่อเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกับเยเรมีย์นั้น บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนติดอยู่ในโคลน ในยามที่เราเผชิญปัญหา ให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยยกชูจิตวิญญาณของเราขึ้นในขณะที่เรารอคอยความช่วยเหลือจากพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกลายเป็นฝ่ายผิดเพราะทำในสิ่งที่ถูกต้องเมื่อใด พระเจ้าทรงค้ำจุนคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าพระบิดา โปรดค้ำจุนข้าพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์พยายามที่จะเชื่อฟังพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรม ที่จะทรงลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำเพราะความรักที่ท่านมี [ ฮีบรู 6:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>คนงานสองคนในโรงงานผลิตลูกกวาดยี่ห้อมาร์สในรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ตกลงไปในถังช็อกโกแลตขนาดใหญ่ นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก และอาจเป็นสถานการณ์ลำบากที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูสำหรับคนรักช็อกโกแลต! แม้พวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องจมอยู่ในช็อกโกแลตที่สูงถึงเอวและไม่สามารถขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ในที่สุดนักดับเพลิงต้องเจาะรูด้านข้างถังเพื่อช่วยพาพวกเขาออกมาอย่างปลอดภัย</p>
<p>เมื่อผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์พบว่าตัวเองอยู่ที่ก้นบ่อซึ่งเต็มไปด้วยโคลน เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าชื่นใจเลย ในฐานะผู้ส่งสารถึงประชากรของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านได้ประกาศให้พวกเขารีบออกจากเมืองโดยด่วน เพราะในไม่ช้าเมืองนี้จะ “ต้องมอบไว้ในมือของกองทัพของกษัตริย์แห่งบาบิโลน” (ยรม. 38:3) เจ้านายบางคนของกษัตริย์เศเดคียาห์เรียกร้องให้ “ประหาร” เยเรมีย์ โดยอ้างว่าคำพูดของท่านทำให้ “มือของทหาร…อ่อนลง” (ข้อ 4) กษัตริย์ยินยอมพวกเขาจึง “จับเยเรมีย์หย่อนลงไปในที่ขังน้ำ” และท่านก็ “จมลงไปในโคลน” (ข้อ 6)</p>
<p>เมื่อขันทีชาวเอธิโอเปียของกษัตริย์ซึ่งเป็นคนต่างชาติออกมาปกป้องเยเรมีย์โดยกล่าวว่าคนเหล่านี้ “ได้กระทำความชั่วร้าย” กษัตริย์เศเดคียาห์จึงตระหนักว่าพระองค์ทำผิดพลาดและสั่งให้เอเบดเมเลคฉุดเยเรมีย์ขึ้นมา “จากที่ขังน้ำ” (ข้อ 9-10)</p>
<p>เมื่อเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกับเยเรมีย์นั้น บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนติดอยู่ในโคลน ในยามที่เราเผชิญปัญหา ให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยยกชูจิตวิญญาณของเราขึ้นในขณะที่เรารอคอยความช่วยเหลือจากพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกลายเป็นฝ่ายผิดเพราะทำในสิ่งที่ถูกต้องเมื่อใด พระเจ้าทรงค้ำจุนคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระเจ้าพระบิดา โปรดค้ำจุนข้าพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์พยายามที่จะเชื่อฟังพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 06 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e083b4cd/19551caa.mp3" length="12525957" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>783</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรม ที่จะทรงลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำเพราะความรักที่ท่านมี [ ฮีบรู 6:10 ]

คนงานสองคนในโรงงานผลิตลูกกวาดยี่ห้อมาร์สในรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ตกลงไปในถังช็อกโกแลตขนาดใหญ่ นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก และอาจเป็นสถานการณ์ลำบากที่ฟังแล้วน่าเอ็นดูสำหรับคนรักช็อกโกแลต! แม้พวกเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ต้องจมอยู่ในช็อกโกแลตที่สูงถึงเอวและไม่สามารถขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ในที่สุดนักดับเพลิงต้องเจาะรูด้านข้างถังเพื่อช่วยพาพวกเขาออกมาอย่างปลอดภัย
เมื่อผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์พบว่าตัวเองอยู่ที่ก้นบ่อซึ่งเต็มไปด้วยโคลน เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าชื่นใจเลย ในฐานะผู้ส่งสารถึงประชากรของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านได้ประกาศให้พวกเขารีบออกจากเมืองโดยด่วน เพราะในไม่ช้าเมืองนี้จะ “ต้องมอบไว้ในมือของกองทัพของกษัตริย์แห่งบาบิโลน” (ยรม. 38:3) เจ้านายบางคนของกษัตริย์เศเดคียาห์เรียกร้องให้ “ประหาร” เยเรมีย์ โดยอ้างว่าคำพูดของท่านทำให้ “มือของทหาร…อ่อนลง” (ข้อ 4) กษัตริย์ยินยอมพวกเขาจึง “จับเยเรมีย์หย่อนลงไปในที่ขังน้ำ” และท่านก็ “จมลงไปในโคลน” (ข้อ 6)
เมื่อขันทีชาวเอธิโอเปียของกษัตริย์ซึ่งเป็นคนต่างชาติออกมาปกป้องเยเรมีย์โดยกล่าวว่าคนเหล่านี้ “ได้กระทำความชั่วร้าย” กษัตริย์เศเดคียาห์จึงตระหนักว่าพระองค์ทำผิดพลาดและสั่งให้เอเบดเมเลคฉุดเยเรมีย์ขึ้นมา “จากที่ขังน้ำ” (ข้อ 9-10)
เมื่อเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเหมือนกับเยเรมีย์นั้น บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนติดอยู่ในโคลน ในยามที่เราเผชิญปัญหา ให้เราทูลขอพระเจ้าทรงช่วยยกชูจิตวิญญาณของเราขึ้นในขณะที่เรารอคอยความช่วยเหลือจากพระองค์

คุณกลายเป็นฝ่ายผิดเพราะทำในสิ่งที่ถูกต้องเมื่อใด พระเจ้าทรงค้ำจุนคุณอย่างไร
พระเจ้าพระบิดา โปรดค้ำจุนข้าพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์พยายามที่จะเชื่อฟังพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรม ที่จะทรงลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำเพราะความรักที่ท่านมี [ ฮีบรู 6:10 ]

คนงานสองคนในโรงงานผลิตลูกกวาดยี่ห้อมาร์สในรัฐเพนซิลเวเนีย ได้ตกลงไปในถังช็อกโกแลตขนาดใหญ่ นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องตลก และอาจเป็นสถานการณ์ลำบากที่ฟังแล้วน่าเอ็นด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เกราะป้องกันในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เกราะป้องกันในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dcdbc3d9-025a-4823-a144-e6a670e1b4d5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/806c5d6c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าศาสตราวุธแห่งการสงครามของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย [ 2 โครินธ์ 10:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนใหม่ของศิษยาภิบาลเบลีย์ได้เล่าถึงเรื่องการเสพติดและการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเขาให้ฟัง แม้ชายหนุ่มคนนี้เคยเป็นผู้เชื่อในพระเยซู แต่เนื่องจากเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้สื่อลามกตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงประสบปัญหาที่ใหญ่เกินตัว และภายใต้ความสิ้นหวังนั้น เขาได้ยื่นมือออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราทำสงครามกับกองกำลังแห่งความชั่วร้ายที่มองไม่เห็น (2 คร.10:3-6) แต่เราได้รับศาสตราวุธเพื่อทำสงครามในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่อาวุธฝ่ายโลก แต่เป็น “ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้” (ข้อ 4) นั่นหมายความว่าอย่างไร “ป้อม” คือที่ที่มั่นคงปลอดภัย มีพระคัมภีร์บางฉบับระบุว่าอาวุธที่พระเจ้ามอบให้เราประกอบด้วย “อาวุธแห่งความชอบธรรมในมือขวาและอาวุธสำหรับป้องกันตนเองในมือซ้าย” (6:7 NLT) เอเฟซัส 6:13-18 เพิ่มรายการสิ่งที่จะช่วยปกป้องเราอันประกอบด้วย พระคัมภีร์ ความเชื่อ ความรอด การอธิษฐาน และการสนับสนุนจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับกองกำลังที่ใหญ่และเข้มแข็งกว่า อาวุธเหล่านี้จะสร้างความแตกต่างได้ โดยทำให้เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงและไม่ล้มลง</p>
<p>พระเจ้ายังใช้ผู้ให้คำปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต่อสู้กับกองกำลังที่ใหญ่เกินจะรับมือได้เพียงลำพัง ข่าวดีคือ ในพระเยซูนั้น เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้เมื่อเราตกที่นั่งลำบาก เพราะว่าเรามีเกราะป้องกันของพระเจ้า!</p>
<p><br><strong>คุณจะขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อต้องเผชิญกับการต่อสู้ เกราะฝ่ายวิญญาณชิ้นใดที่คุณจะเลือกสวมใส่</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจมากกว่ากองกำลังใดๆ ทั้งที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น ข้าพระองค์ต้องการการทรงสถิตและ ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำงานภายในข้าพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เพราะว่าศาสตราวุธแห่งการสงครามของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย [ 2 โครินธ์ 10:4 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนใหม่ของศิษยาภิบาลเบลีย์ได้เล่าถึงเรื่องการเสพติดและการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเขาให้ฟัง แม้ชายหนุ่มคนนี้เคยเป็นผู้เชื่อในพระเยซู แต่เนื่องจากเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้สื่อลามกตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงประสบปัญหาที่ใหญ่เกินตัว และภายใต้ความสิ้นหวังนั้น เขาได้ยื่นมือออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราทำสงครามกับกองกำลังแห่งความชั่วร้ายที่มองไม่เห็น (2 คร.10:3-6) แต่เราได้รับศาสตราวุธเพื่อทำสงครามในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่อาวุธฝ่ายโลก แต่เป็น “ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้” (ข้อ 4) นั่นหมายความว่าอย่างไร “ป้อม” คือที่ที่มั่นคงปลอดภัย มีพระคัมภีร์บางฉบับระบุว่าอาวุธที่พระเจ้ามอบให้เราประกอบด้วย “อาวุธแห่งความชอบธรรมในมือขวาและอาวุธสำหรับป้องกันตนเองในมือซ้าย” (6:7 NLT) เอเฟซัส 6:13-18 เพิ่มรายการสิ่งที่จะช่วยปกป้องเราอันประกอบด้วย พระคัมภีร์ ความเชื่อ ความรอด การอธิษฐาน และการสนับสนุนจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับกองกำลังที่ใหญ่และเข้มแข็งกว่า อาวุธเหล่านี้จะสร้างความแตกต่างได้ โดยทำให้เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงและไม่ล้มลง</p>
<p>พระเจ้ายังใช้ผู้ให้คำปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต่อสู้กับกองกำลังที่ใหญ่เกินจะรับมือได้เพียงลำพัง ข่าวดีคือ ในพระเยซูนั้น เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้เมื่อเราตกที่นั่งลำบาก เพราะว่าเรามีเกราะป้องกันของพระเจ้า!</p>
<p><br><strong>คุณจะขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อต้องเผชิญกับการต่อสู้ เกราะฝ่ายวิญญาณชิ้นใดที่คุณจะเลือกสวมใส่</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจมากกว่ากองกำลังใดๆ ทั้งที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น ข้าพระองค์ต้องการการทรงสถิตและ ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำงานภายในข้าพระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 05 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/806c5d6c/97acb3ff.mp3" length="10126737" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>633</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าศาสตราวุธแห่งการสงครามของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย [ 2 โครินธ์ 10:4 ]

เพื่อนใหม่ของศิษยาภิบาลเบลีย์ได้เล่าถึงเรื่องการเสพติดและการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเขาให้ฟัง แม้ชายหนุ่มคนนี้เคยเป็นผู้เชื่อในพระเยซู แต่เนื่องจากเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้สื่อลามกตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงประสบปัญหาที่ใหญ่เกินตัว และภายใต้ความสิ้นหวังนั้น เขาได้ยื่นมือออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ
ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราทำสงครามกับกองกำลังแห่งความชั่วร้ายที่มองไม่เห็น (2 คร.10:3-6) แต่เราได้รับศาสตราวุธเพื่อทำสงครามในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่อาวุธฝ่ายโลก แต่เป็น “ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้” (ข้อ 4) นั่นหมายความว่าอย่างไร “ป้อม” คือที่ที่มั่นคงปลอดภัย มีพระคัมภีร์บางฉบับระบุว่าอาวุธที่พระเจ้ามอบให้เราประกอบด้วย “อาวุธแห่งความชอบธรรมในมือขวาและอาวุธสำหรับป้องกันตนเองในมือซ้าย” (6:7 NLT) เอเฟซัส 6:13-18 เพิ่มรายการสิ่งที่จะช่วยปกป้องเราอันประกอบด้วย พระคัมภีร์ ความเชื่อ ความรอด การอธิษฐาน และการสนับสนุนจากผู้เชื่อคนอื่นๆ เมื่อต้องเผชิญกับกองกำลังที่ใหญ่และเข้มแข็งกว่า อาวุธเหล่านี้จะสร้างความแตกต่างได้ โดยทำให้เราสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงและไม่ล้มลง
พระเจ้ายังใช้ผู้ให้คำปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต่อสู้กับกองกำลังที่ใหญ่เกินจะรับมือได้เพียงลำพัง ข่าวดีคือ ในพระเยซูนั้น เราไม่จำเป็นต้องยอมแพ้เมื่อเราตกที่นั่งลำบาก เพราะว่าเรามีเกราะป้องกันของพระเจ้า!
คุณจะขอความช่วยเหลือจากใครเมื่อต้องเผชิญกับการต่อสู้ เกราะฝ่ายวิญญาณชิ้นใดที่คุณจะเลือกสวมใส่
ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจมากกว่ากองกำลังใดๆ ทั้งที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น ข้าพระองค์ต้องการการทรงสถิตและ ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะทำงานภายในข้าพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าศาสตราวุธแห่งการสงครามของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย [ 2 โครินธ์ 10:4 ]

เพื่อนใหม่ของศิษยาภิบาลเบลีย์ได้เล่าถึงเรื่องการเสพติดและการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเขาให้ฟัง แม้ชายหนุ่มคนนี้เคยเป็นผู้เชื่อในพระเยซู แต่เนื่องจากเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศและใช้สื่อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปล้ำสู้กับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ปล้ำสู้กับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">14429dab-c003-4f49-9c86-68e4d4f25faa</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4eb026d2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ยาโคบอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว มี​บุ​รุษผู้​หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง [ ปฐมกาล 32:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนเก่าคนหนึ่งส่งข้อความถึงฉันหลังจากที่สามีของฉันเสียชีวิต “[อลัน] เป็น…นักปล้ำสู้กับพระเจ้า เขาเป็นยาโคบตัวจริงและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเป็นคริสเตียนจนถึงทุกวันนี้” ฉันไม่เคยคิดเปรียบเทียบการต่อสู้ของอลันกับยาโคบ แต่เขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในตลอดชีวิตอลันปล้ำสู้กับตัวเองและกับพระเจ้าเพื่อหาคำตอบในเรื่องต่างๆ เขารักพระเจ้าแต่ไม่อาจเข้าใจความจริงที่ว่าพระองค์ทรงรักเขา ให้อภัยเขา และฟังคำอธิษฐานของเขาเสมอ แต่ชีวิตของเขาก็ได้รับพร และเขาก็มีอิทธิพลในทางที่ดีต่อผู้คนมากมาย</p>
<p>คุณลักษณะชีวิตของยาโคบนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นจากการต่อสู้ดิ้นรน เขาสมรู้ร่วมคิดกับแม่เพื่อแย่งสิทธิบุตรหัวปีมาจากเอซาวพี่ชาย เขาหนีออกจากบ้านและต่อสู้ดิ้นรนอยู่หลายปีกับลาบันซึ่งเป็นทั้งพ่อตาและญาติฝ่ายแม่ จากนั้นเขาก็หนีไปจากลาบัน ขณะที่เขาอยู่เพียงลำพังและกลัวที่จะพบกับเอซาว ก็มีบุรุษจากสวรรค์มาหา “เหล่าทูตของพระเจ้าพบเขา” (ปฐก.32:1) ซึ่งนี่อาจเป็นการเตือนยาโคบถึงความฝันจากพระเจ้าก่อนหน้านี้ (28:10-22) ครั้งนี้จึงเป็นการเผชิญหน้าอีกครั้งของยาโคบ ตลอดทั้งคืนเขาปล้ำสู้กับพระเจ้าในร่าง “มนุษย์” ผู้ทรงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่าอิสราเอล เพราะเขา “สู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28) พระเจ้าทรงสถิตกับยาโคบและทรงรักยาโคบไม่ว่าเขาจะผ่านเหตุการณ์ใดมาก็ตาม</p>
<p>เราทุกคนต่างเผชิญกับการต่อสู้ดิ้นรน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าทรงอยู่กับเราในทุกๆการทดลอง ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับความรัก การอภัย และชีวิตนิรันดร์ตามที่ทรงสัญญาไว้ (ยน.3:16) เราสามารถยึดพระองค์ไว้ให้มั่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยต้องปล้ำสู้กับพระเจ้าในเรื่องใด การได้รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณในทุกการต่อสู้นั้นช่วยหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นำคำถามและปัญหาต่างๆเข้ามาหาพระองค์ โดยตระหนักว่าพระองค์ทรงฟัง เพื่อวันหนึ่งข้าพระองค์จะไม่มีคำถามใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ยาโคบอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว มี​บุ​รุษผู้​หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง [ ปฐมกาล 32:24 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนเก่าคนหนึ่งส่งข้อความถึงฉันหลังจากที่สามีของฉันเสียชีวิต “[อลัน] เป็น…นักปล้ำสู้กับพระเจ้า เขาเป็นยาโคบตัวจริงและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเป็นคริสเตียนจนถึงทุกวันนี้” ฉันไม่เคยคิดเปรียบเทียบการต่อสู้ของอลันกับยาโคบ แต่เขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในตลอดชีวิตอลันปล้ำสู้กับตัวเองและกับพระเจ้าเพื่อหาคำตอบในเรื่องต่างๆ เขารักพระเจ้าแต่ไม่อาจเข้าใจความจริงที่ว่าพระองค์ทรงรักเขา ให้อภัยเขา และฟังคำอธิษฐานของเขาเสมอ แต่ชีวิตของเขาก็ได้รับพร และเขาก็มีอิทธิพลในทางที่ดีต่อผู้คนมากมาย</p>
<p>คุณลักษณะชีวิตของยาโคบนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นจากการต่อสู้ดิ้นรน เขาสมรู้ร่วมคิดกับแม่เพื่อแย่งสิทธิบุตรหัวปีมาจากเอซาวพี่ชาย เขาหนีออกจากบ้านและต่อสู้ดิ้นรนอยู่หลายปีกับลาบันซึ่งเป็นทั้งพ่อตาและญาติฝ่ายแม่ จากนั้นเขาก็หนีไปจากลาบัน ขณะที่เขาอยู่เพียงลำพังและกลัวที่จะพบกับเอซาว ก็มีบุรุษจากสวรรค์มาหา “เหล่าทูตของพระเจ้าพบเขา” (ปฐก.32:1) ซึ่งนี่อาจเป็นการเตือนยาโคบถึงความฝันจากพระเจ้าก่อนหน้านี้ (28:10-22) ครั้งนี้จึงเป็นการเผชิญหน้าอีกครั้งของยาโคบ ตลอดทั้งคืนเขาปล้ำสู้กับพระเจ้าในร่าง “มนุษย์” ผู้ทรงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่าอิสราเอล เพราะเขา “สู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28) พระเจ้าทรงสถิตกับยาโคบและทรงรักยาโคบไม่ว่าเขาจะผ่านเหตุการณ์ใดมาก็ตาม</p>
<p>เราทุกคนต่างเผชิญกับการต่อสู้ดิ้นรน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าทรงอยู่กับเราในทุกๆการทดลอง ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับความรัก การอภัย และชีวิตนิรันดร์ตามที่ทรงสัญญาไว้ (ยน.3:16) เราสามารถยึดพระองค์ไว้ให้มั่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยต้องปล้ำสู้กับพระเจ้าในเรื่องใด การได้รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณในทุกการต่อสู้นั้นช่วยหนุนใจคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นำคำถามและปัญหาต่างๆเข้ามาหาพระองค์ โดยตระหนักว่าพระองค์ทรงฟัง เพื่อวันหนึ่งข้าพระองค์จะไม่มีคำถามใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 04 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4eb026d2/00e501d0.mp3" length="13102725" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>819</itunes:duration>
      <itunes:summary>ยาโคบอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว มี​บุ​รุษผู้​หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง [ ปฐมกาล 32:24 ]

เพื่อนเก่าคนหนึ่งส่งข้อความถึงฉันหลังจากที่สามีของฉันเสียชีวิต “[อลัน] เป็น…นักปล้ำสู้กับพระเจ้า เขาเป็นยาโคบตัวจริงและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเป็นคริสเตียนจนถึงทุกวันนี้” ฉันไม่เคยคิดเปรียบเทียบการต่อสู้ของอลันกับยาโคบ แต่เขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในตลอดชีวิตอลันปล้ำสู้กับตัวเองและกับพระเจ้าเพื่อหาคำตอบในเรื่องต่างๆ เขารักพระเจ้าแต่ไม่อาจเข้าใจความจริงที่ว่าพระองค์ทรงรักเขา ให้อภัยเขา และฟังคำอธิษฐานของเขาเสมอ แต่ชีวิตของเขาก็ได้รับพร และเขาก็มีอิทธิพลในทางที่ดีต่อผู้คนมากมาย
คุณลักษณะชีวิตของยาโคบนั้นถูกหล่อหลอมขึ้นจากการต่อสู้ดิ้นรน เขาสมรู้ร่วมคิดกับแม่เพื่อแย่งสิทธิบุตรหัวปีมาจากเอซาวพี่ชาย เขาหนีออกจากบ้านและต่อสู้ดิ้นรนอยู่หลายปีกับลาบันซึ่งเป็นทั้งพ่อตาและญาติฝ่ายแม่ จากนั้นเขาก็หนีไปจากลาบัน ขณะที่เขาอยู่เพียงลำพังและกลัวที่จะพบกับเอซาว ก็มีบุรุษจากสวรรค์มาหา “เหล่าทูตของพระเจ้าพบเขา” (ปฐก.32:1) ซึ่งนี่อาจเป็นการเตือนยาโคบถึงความฝันจากพระเจ้าก่อนหน้านี้ (28:10-22) ครั้งนี้จึงเป็นการเผชิญหน้าอีกครั้งของยาโคบ ตลอดทั้งคืนเขาปล้ำสู้กับพระเจ้าในร่าง “มนุษย์” ผู้ทรงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่าอิสราเอล เพราะเขา “สู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28) พระเจ้าทรงสถิตกับยาโคบและทรงรักยาโคบไม่ว่าเขาจะผ่านเหตุการณ์ใดมาก็ตาม
เราทุกคนต่างเผชิญกับการต่อสู้ดิ้นรน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าทรงอยู่กับเราในทุกๆการทดลอง ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับความรัก การอภัย และชีวิตนิรันดร์ตามที่ทรงสัญญาไว้ (ยน.3:16) เราสามารถยึดพระองค์ไว้ให้มั่น

คุณเคยต้องปล้ำสู้กับพระเจ้าในเรื่องใด การได้รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับคุณในทุกการต่อสู้นั้นช่วยหนุนใจคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์นำคำถามและปัญหาต่างๆเข้ามาหาพระองค์ โดยตระหนักว่าพระองค์ทรงฟัง เพื่อวันหนึ่งข้าพระองค์จะไม่มีคำถามใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ยาโคบอยู่​ที่​นั่นแต่​ผู้เดียว มี​บุ​รุษผู้​หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง [ ปฐมกาล 32:24 ]

เพื่อนเก่าคนหนึ่งส่งข้อความถึงฉันหลังจากที่สามีของฉันเสียชีวิต “[อลัน] เป็น…นักปล้ำสู้กับพระเจ้า เขาเป็นยาโคบตัวจริงและเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมเป็นคริสเตียนจนถึง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e45415ac-f3a7-45e3-9988-a9e057952b47</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8ca00c7a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>[พระวิญญาณ] ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา [ โรม 8:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้กระดานในเมืองแกรนด์วิว รัฐมิสซูรี่ หญิงวัยเก้าสิบสองปีขอตัวออกไปรับสาย แขกของเธอได้ยินเธอพูดว่า “สวัสดีจ้ะ…ใช่ แม่ไม่เป็นไร แม่กำลังฟังวิทยุอยู่…ถ้าเป็นได้ ลูกกลับมาหาแม่ตอนนี้เลยนะ…สวัสดีจ้ะ” หญิงชรากลับไปหาแขกของเธอ “แฮร์รี่ [ลูกชายฉัน] โทรมาน่ะ แฮร์รี่เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยม…ฉันรู้ว่าเขาจะโทรมา เขาจะโทรหาฉันเสมอเวลาที่เหตุการณ์บางอย่างจบลง”</p>
<p>ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรืออายุมากแค่ไหน เราก็ยังอยากโทรหาพ่อแม่เพื่อฟังคำยืนยันของพวกเขาที่ว่า “ลูกทำได้ดีมาก!” ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด เราก็ยังคงเป็นลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเสมอ</p>
<p>น่าเศร้าที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่โดยทางพระเยซู เราทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาได้ ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้า เพราะ “ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตร” (รม.8:15) และตอนนี้เราก็เป็น “ทายาทร่วมกับพระคริสต์” (ข้อ 17) เราไม่ต้องพูดกับพระเจ้าในฐานะทาส เพราะบัดนี้เรามีเสรีภาพที่จะเรียกพระเจ้าอย่างสนิทสนมว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15; ดู มก.14:36 ​​ด้วย) เหมือนที่พระเยซูทรงเรียกหาพระเจ้าในยามที่ทรงต้องการพระองค์มากที่สุด</p>
<p>คุณมีข่าวอะไรที่อยากจะบอก หรือมีความต้องการอะไรไหม จงร้องหาพระองค์ผู้ทรงเป็นบ้านอันนิรันดร์ของคุณ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีข่าวอะไรหรือความต้องการใดที่อยากจะบอกกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือไม่ มีเรื่องใดที่คุณจะบอกกับพระบิดาในสวรรค์ได้บ้าง พระองค์กำลังรอฟังอยู่</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ สามารถร้องหาพระองค์ได้ตลอดเวลาในคำอธิษฐาน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>[พระวิญญาณ] ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา [ โรม 8:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้กระดานในเมืองแกรนด์วิว รัฐมิสซูรี่ หญิงวัยเก้าสิบสองปีขอตัวออกไปรับสาย แขกของเธอได้ยินเธอพูดว่า “สวัสดีจ้ะ…ใช่ แม่ไม่เป็นไร แม่กำลังฟังวิทยุอยู่…ถ้าเป็นได้ ลูกกลับมาหาแม่ตอนนี้เลยนะ…สวัสดีจ้ะ” หญิงชรากลับไปหาแขกของเธอ “แฮร์รี่ [ลูกชายฉัน] โทรมาน่ะ แฮร์รี่เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยม…ฉันรู้ว่าเขาจะโทรมา เขาจะโทรหาฉันเสมอเวลาที่เหตุการณ์บางอย่างจบลง”</p>
<p>ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรืออายุมากแค่ไหน เราก็ยังอยากโทรหาพ่อแม่เพื่อฟังคำยืนยันของพวกเขาที่ว่า “ลูกทำได้ดีมาก!” ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด เราก็ยังคงเป็นลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเสมอ</p>
<p>น่าเศร้าที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่โดยทางพระเยซู เราทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาได้ ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้า เพราะ “ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตร” (รม.8:15) และตอนนี้เราก็เป็น “ทายาทร่วมกับพระคริสต์” (ข้อ 17) เราไม่ต้องพูดกับพระเจ้าในฐานะทาส เพราะบัดนี้เรามีเสรีภาพที่จะเรียกพระเจ้าอย่างสนิทสนมว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15; ดู มก.14:36 ​​ด้วย) เหมือนที่พระเยซูทรงเรียกหาพระเจ้าในยามที่ทรงต้องการพระองค์มากที่สุด</p>
<p>คุณมีข่าวอะไรที่อยากจะบอก หรือมีความต้องการอะไรไหม จงร้องหาพระองค์ผู้ทรงเป็นบ้านอันนิรันดร์ของคุณ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณมีข่าวอะไรหรือความต้องการใดที่อยากจะบอกกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือไม่ มีเรื่องใดที่คุณจะบอกกับพระบิดาในสวรรค์ได้บ้าง พระองค์กำลังรอฟังอยู่</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ สามารถร้องหาพระองค์ได้ตลอดเวลาในคำอธิษฐาน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 03 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8ca00c7a/8d1e6e6f.mp3" length="12461459" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>779</itunes:duration>
      <itunes:summary>[พระวิญญาณ] ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา [ โรม 8:15 ]

ไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้กระดานในเมืองแกรนด์วิว รัฐมิสซูรี่ หญิงวัยเก้าสิบสองปีขอตัวออกไปรับสาย แขกของเธอได้ยินเธอพูดว่า “สวัสดีจ้ะ…ใช่ แม่ไม่เป็นไร แม่กำลังฟังวิทยุอยู่…ถ้าเป็นได้ ลูกกลับมาหาแม่ตอนนี้เลยนะ…สวัสดีจ้ะ” หญิงชรากลับไปหาแขกของเธอ “แฮร์รี่ [ลูกชายฉัน] โทรมาน่ะ แฮร์รี่เป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยม…ฉันรู้ว่าเขาจะโทรมา เขาจะโทรหาฉันเสมอเวลาที่เหตุการณ์บางอย่างจบลง”
ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรืออายุมากแค่ไหน เราก็ยังอยากโทรหาพ่อแม่เพื่อฟังคำยืนยันของพวกเขาที่ว่า “ลูกทำได้ดีมาก!” ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด เราก็ยังคงเป็นลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเสมอ
น่าเศร้าที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่โดยทางพระเยซู เราทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาได้ ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้า เพราะ “ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตร” (รม.8:15) และตอนนี้เราก็เป็น “ทายาทร่วมกับพระคริสต์” (ข้อ 17) เราไม่ต้องพูดกับพระเจ้าในฐานะทาส เพราะบัดนี้เรามีเสรีภาพที่จะเรียกพระเจ้าอย่างสนิทสนมว่า “อับบา คือพระบิดา” (ข้อ 15; ดู มก.14:36 ​​ด้วย) เหมือนที่พระเยซูทรงเรียกหาพระเจ้าในยามที่ทรงต้องการพระองค์มากที่สุด
คุณมีข่าวอะไรที่อยากจะบอก หรือมีความต้องการอะไรไหม จงร้องหาพระองค์ผู้ทรงเป็นบ้านอันนิรันดร์ของคุณ

คุณมีข่าวอะไรหรือความต้องการใดที่อยากจะบอกกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือไม่ มีเรื่องใดที่คุณจะบอกกับพระบิดาในสวรรค์ได้บ้าง พระองค์กำลังรอฟังอยู่
พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ สามารถร้องหาพระองค์ได้ตลอดเวลาในคำอธิษฐาน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[พระวิญญาณ] ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา [ โรม 8:15 ]

ไม่กี่นาทีหลังจากที่ประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นในบ้านหลังเล็กที่ทำจากไม้กระดานในเมืองแกรนด์วิว รัฐมิสซูรี่ หญ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของประทานแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของประทานแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cf8e9452-aa99-4848-b4e9-2d73fbee83ed</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/76d7cb05</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์จะปี​ติ​ยินดี​ในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์ [ สดุดี 119:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันกล่าวทักทายกลุ่มเยาวชนขณะที่สามีฉันแจกพระคัมภีร์ให้กับพวกเขา ฉันบอกพวกเขาว่า “พระเจ้าจะใช้ของขวัญอันล้ำค่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกคุณ” คืนนั้นมีนักเรียนสองสามคนตั้งใจว่าจะอ่านพระกิตติคุณยอห์นด้วยกัน และระหว่างที่สอนเด็กกลุ่มนี้ในการประชุมประจำสัปดาห์ เรายังได้หนุนใจให้พวกเขากลับไปอ่านพระคัมภีร์ที่บ้าน อีกสิบกว่าปีต่อมา ฉันพบนักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ เธอบอกฉันว่า “หนูยังคงใช้พระคัมภีร์ที่คุณให้มา” โดยฉันเห็นหลักฐานนั้นจากชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อของเธอ</p>
<p>พระเจ้าไม่เพียงแต่ช่วยประชากรของพระองค์ให้สามารถอ่าน ท่องจำ และจดจำพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนได้ แต่ยังช่วยให้เราสามารถ “รักษาทางของตนให้บริสุทธิ์” โดยการดำเนินชีวิต “ตาม” พระวจนะของพระองค์ (สดด.119:9) พระเจ้าต้องการให้เราแสวงหาและเชื่อฟังพระองค์ขณะที่ทรงใช้ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและเปลี่ยนแปลงเรา (ข้อ 10-11) เราสามารถทูลขอพระเจ้าในทุกวันให้ช่วยเราได้รู้จักพระองค์และเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์ (ข้อ 12-13)</p>
<p>เมื่อเราตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า เราจะ “ปีติยินดี” ในคำสั่งสอนของพระองค์ “มากเท่ากับในความมั่งคั่งทั้งสิ้น” (ข้อ 14-15) เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เราสามารถร้องว่า “ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 16) เมื่อเราทูลขอกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เราอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นของขวัญแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่พระเจ้ามอบให้กับเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณลงทุนในการศึกษาพระคัมภีร์อย่างไร ความยินดีในพระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อการทรงเรียกให้เชื่อฟังพระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ชื่นชมในพระคำอันล้ำค่า และโปรดประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ในการยอมจำนนต่อสติปัญญาและสิทธิอำนาจของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์จะปี​ติ​ยินดี​ในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์ [ สดุดี 119:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฉันกล่าวทักทายกลุ่มเยาวชนขณะที่สามีฉันแจกพระคัมภีร์ให้กับพวกเขา ฉันบอกพวกเขาว่า “พระเจ้าจะใช้ของขวัญอันล้ำค่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกคุณ” คืนนั้นมีนักเรียนสองสามคนตั้งใจว่าจะอ่านพระกิตติคุณยอห์นด้วยกัน และระหว่างที่สอนเด็กกลุ่มนี้ในการประชุมประจำสัปดาห์ เรายังได้หนุนใจให้พวกเขากลับไปอ่านพระคัมภีร์ที่บ้าน อีกสิบกว่าปีต่อมา ฉันพบนักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ เธอบอกฉันว่า “หนูยังคงใช้พระคัมภีร์ที่คุณให้มา” โดยฉันเห็นหลักฐานนั้นจากชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อของเธอ</p>
<p>พระเจ้าไม่เพียงแต่ช่วยประชากรของพระองค์ให้สามารถอ่าน ท่องจำ และจดจำพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนได้ แต่ยังช่วยให้เราสามารถ “รักษาทางของตนให้บริสุทธิ์” โดยการดำเนินชีวิต “ตาม” พระวจนะของพระองค์ (สดด.119:9) พระเจ้าต้องการให้เราแสวงหาและเชื่อฟังพระองค์ขณะที่ทรงใช้ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและเปลี่ยนแปลงเรา (ข้อ 10-11) เราสามารถทูลขอพระเจ้าในทุกวันให้ช่วยเราได้รู้จักพระองค์และเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์ (ข้อ 12-13)</p>
<p>เมื่อเราตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า เราจะ “ปีติยินดี” ในคำสั่งสอนของพระองค์ “มากเท่ากับในความมั่งคั่งทั้งสิ้น” (ข้อ 14-15) เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เราสามารถร้องว่า “ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 16) เมื่อเราทูลขอกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เราอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นของขวัญแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่พระเจ้ามอบให้กับเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณลงทุนในการศึกษาพระคัมภีร์อย่างไร ความยินดีในพระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อการทรงเรียกให้เชื่อฟังพระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ชื่นชมในพระคำอันล้ำค่า และโปรดประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ในการยอมจำนนต่อสติปัญญาและสิทธิอำนาจของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/76d7cb05/41caa041.mp3" length="11577507" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>724</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์จะปี​ติ​ยินดี​ในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์ [ สดุดี 119:16 ]

ฉันกล่าวทักทายกลุ่มเยาวชนขณะที่สามีฉันแจกพระคัมภีร์ให้กับพวกเขา ฉันบอกพวกเขาว่า “พระเจ้าจะใช้ของขวัญอันล้ำค่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกคุณ” คืนนั้นมีนักเรียนสองสามคนตั้งใจว่าจะอ่านพระกิตติคุณยอห์นด้วยกัน และระหว่างที่สอนเด็กกลุ่มนี้ในการประชุมประจำสัปดาห์ เรายังได้หนุนใจให้พวกเขากลับไปอ่านพระคัมภีร์ที่บ้าน อีกสิบกว่าปีต่อมา ฉันพบนักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มนี้ เธอบอกฉันว่า “หนูยังคงใช้พระคัมภีร์ที่คุณให้มา” โดยฉันเห็นหลักฐานนั้นจากชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อของเธอ
พระเจ้าไม่เพียงแต่ช่วยประชากรของพระองค์ให้สามารถอ่าน ท่องจำ และจดจำพระคัมภีร์ทุกข้อทุกตอนได้ แต่ยังช่วยให้เราสามารถ “รักษาทางของตนให้บริสุทธิ์” โดยการดำเนินชีวิต “ตาม” พระวจนะของพระองค์ (สดด.119:9) พระเจ้าต้องการให้เราแสวงหาและเชื่อฟังพระองค์ขณะที่ทรงใช้ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและเปลี่ยนแปลงเรา (ข้อ 10-11) เราสามารถทูลขอพระเจ้าในทุกวันให้ช่วยเราได้รู้จักพระองค์และเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสในพระคัมภีร์ (ข้อ 12-13)
เมื่อเราตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า เราจะ “ปีติยินดี” ในคำสั่งสอนของพระองค์ “มากเท่ากับในความมั่งคั่งทั้งสิ้น” (ข้อ 14-15) เช่นเดียวกับผู้เขียนสดุดี เราสามารถร้องว่า “ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์” (ข้อ 16) เมื่อเราทูลขอกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เราอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นของขวัญแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่พระเจ้ามอบให้กับเรา

คุณลงทุนในการศึกษาพระคัมภีร์อย่างไร ความยินดีในพระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อการทรงเรียกให้เชื่อฟังพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ชื่นชมในพระคำอันล้ำค่า และโปรดประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ในการยอมจำนนต่อสติปัญญาและสิทธิอำนาจของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์จะปี​ติ​ยินดี​ในกฎเกณฑ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์ [ สดุดี 119:16 ]

ฉันกล่าวทักทายกลุ่มเยาวชนขณะที่สามีฉันแจกพระคัมภีร์ให้กับพวกเขา ฉันบอกพวกเขาว่า “พระเจ้าจะใช้ของขวัญอันล้ำค่านี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกคุณ” คืนนั้นมีนักเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การตั้งค่ายของทั้งชนชาติ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การตั้งค่ายของทั้งชนชาติ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f9701683-b930-46ea-b2b4-843b9fa2ff94</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/edaeb249</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าจงปี​ติ​ยินดี​อยู่​เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า [ เลวีนิติ 23:40 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เราตั้งค่ายพักแรมใต้แสงดาว โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างเรากับท้องฟ้าอันกว้างไกลในแอฟริกาตะวันตก ในฤดูแล้งนี้เราไม่จำเป็นต้องกางเต็นท์ แต่เราต้องมีไฟ “อย่าปล่อยให้ไฟดับ” พ่อพูดพร้อมกับเอาไม้เขี่ยท่อนฟืน ไฟทำให้สัตว์ป่าไม่เข้ามาใกล้เรา สิ่งทรงสร้างของพระเจ้านั้นมหัศจรรย์ก็จริง แต่คุณคงไม่อยากให้เสือดาวหรืองูเลื้อยเข้ามาในบริเวณที่คุณตั้งค่ายพักแรม</p>
<p>พ่อผมเคยเป็นมิชชันนารีในประเทศกาน่าตอนบน และท่านมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็นคำสอน ไม่เว้นแม้กระทั่งการตั้งค่ายพักแรม</p>
<p>พระเจ้าทรงใช้การตั้งค่ายเพื่อสอนประชากรของพระองค์เช่นกัน คนอิสราเอลต้องอาศัยอยู่ในเพิงที่ทำจาก “ต้นมะงั่ว ใบอินทผลัม กิ่งไม้ที่มีใบมาก กิ่งต้นไค้” เป็นเวลาเจ็ดวัน ปีละหนึ่งครั้ง (ลนต.23:40) มีจุดประสงค์สองประการสำหรับเรื่องนี้ พระเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า “ทุกคนที่เป็นชาวพื้นเมืองอิสราเอลให้เข้าอยู่ในเพิง เพื่อชาติพันธุ์ของเจ้าจะได้ทราบว่า เมื่อเราพาคนอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์นั้น เราได้ให้เขาอยู่ในเพิง” (ข้อ 42-43) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นงานรื่นเริงด้วย “เจ้าจงปีติยินดีอยู่เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 40)</p>
<p>การตั้งค่ายอาจไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับคุณ แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้ชาวอิสราเอลตั้งค่ายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของพระองค์ด้วยความปีติยินดี เรามักจะลืมความหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของวันหยุดเทศกาลของเรา เทศกาลต่างๆอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงพระลักษณะที่เปี่ยมไปด้วยความรักของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสรรสร้างความสนุกสนานขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
<p><br><strong>วันหยุดที่คุณชื่นชอบคือวันอะไรและเพราะเหตุใด การเฉลิมฉลองทำให้คุณระลึกถึงความดีของพระเจ้าอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความสนุกสนานที่พระองค์ทรงใส่ไว้ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและในเทศกาลต่างๆของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เจ้าจงปี​ติ​ยินดี​อยู่​เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า [ เลวีนิติ 23:40 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เราตั้งค่ายพักแรมใต้แสงดาว โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างเรากับท้องฟ้าอันกว้างไกลในแอฟริกาตะวันตก ในฤดูแล้งนี้เราไม่จำเป็นต้องกางเต็นท์ แต่เราต้องมีไฟ “อย่าปล่อยให้ไฟดับ” พ่อพูดพร้อมกับเอาไม้เขี่ยท่อนฟืน ไฟทำให้สัตว์ป่าไม่เข้ามาใกล้เรา สิ่งทรงสร้างของพระเจ้านั้นมหัศจรรย์ก็จริง แต่คุณคงไม่อยากให้เสือดาวหรืองูเลื้อยเข้ามาในบริเวณที่คุณตั้งค่ายพักแรม</p>
<p>พ่อผมเคยเป็นมิชชันนารีในประเทศกาน่าตอนบน และท่านมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็นคำสอน ไม่เว้นแม้กระทั่งการตั้งค่ายพักแรม</p>
<p>พระเจ้าทรงใช้การตั้งค่ายเพื่อสอนประชากรของพระองค์เช่นกัน คนอิสราเอลต้องอาศัยอยู่ในเพิงที่ทำจาก “ต้นมะงั่ว ใบอินทผลัม กิ่งไม้ที่มีใบมาก กิ่งต้นไค้” เป็นเวลาเจ็ดวัน ปีละหนึ่งครั้ง (ลนต.23:40) มีจุดประสงค์สองประการสำหรับเรื่องนี้ พระเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า “ทุกคนที่เป็นชาวพื้นเมืองอิสราเอลให้เข้าอยู่ในเพิง เพื่อชาติพันธุ์ของเจ้าจะได้ทราบว่า เมื่อเราพาคนอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์นั้น เราได้ให้เขาอยู่ในเพิง” (ข้อ 42-43) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นงานรื่นเริงด้วย “เจ้าจงปีติยินดีอยู่เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 40)</p>
<p>การตั้งค่ายอาจไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับคุณ แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้ชาวอิสราเอลตั้งค่ายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของพระองค์ด้วยความปีติยินดี เรามักจะลืมความหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของวันหยุดเทศกาลของเรา เทศกาลต่างๆอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงพระลักษณะที่เปี่ยมไปด้วยความรักของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสรรสร้างความสนุกสนานขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
<p><br><strong>วันหยุดที่คุณชื่นชอบคือวันอะไรและเพราะเหตุใด การเฉลิมฉลองทำให้คุณระลึกถึงความดีของพระเจ้าอย่างไร</strong></p>
<p><em>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความสนุกสนานที่พระองค์ทรงใส่ไว้ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและในเทศกาลต่างๆของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 01 Jul 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/edaeb249/5133c5ca.mp3" length="12480275" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>780</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าจงปี​ติ​ยินดี​อยู่​เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า [ เลวีนิติ 23:40 ]

เราตั้งค่ายพักแรมใต้แสงดาว โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างเรากับท้องฟ้าอันกว้างไกลในแอฟริกาตะวันตก ในฤดูแล้งนี้เราไม่จำเป็นต้องกางเต็นท์ แต่เราต้องมีไฟ “อย่าปล่อยให้ไฟดับ” พ่อพูดพร้อมกับเอาไม้เขี่ยท่อนฟืน ไฟทำให้สัตว์ป่าไม่เข้ามาใกล้เรา สิ่งทรงสร้างของพระเจ้านั้นมหัศจรรย์ก็จริง แต่คุณคงไม่อยากให้เสือดาวหรืองูเลื้อยเข้ามาในบริเวณที่คุณตั้งค่ายพักแรม
พ่อผมเคยเป็นมิชชันนารีในประเทศกาน่าตอนบน และท่านมีความสามารถพิเศษในการเปลี่ยนทุกสิ่งให้เป็นคำสอน ไม่เว้นแม้กระทั่งการตั้งค่ายพักแรม
พระเจ้าทรงใช้การตั้งค่ายเพื่อสอนประชากรของพระองค์เช่นกัน คนอิสราเอลต้องอาศัยอยู่ในเพิงที่ทำจาก “ต้นมะงั่ว ใบอินทผลัม กิ่งไม้ที่มีใบมาก กิ่งต้นไค้” เป็นเวลาเจ็ดวัน ปีละหนึ่งครั้ง (ลนต.23:40) มีจุดประสงค์สองประการสำหรับเรื่องนี้ พระเจ้าตรัสกับพวกเขาว่า “ทุกคนที่เป็นชาวพื้นเมืองอิสราเอลให้เข้าอยู่ในเพิง เพื่อชาติพันธุ์ของเจ้าจะได้ทราบว่า เมื่อเราพาคนอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์นั้น เราได้ให้เขาอยู่ในเพิง” (ข้อ 42-43) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นงานรื่นเริงด้วย “เจ้าจงปีติยินดีอยู่เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า” (ข้อ 40)
การตั้งค่ายอาจไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับคุณ แต่พระเจ้าทรงกำหนดให้ชาวอิสราเอลตั้งค่ายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของพระองค์ด้วยความปีติยินดี เรามักจะลืมความหมายที่เป็นหัวใจสำคัญของวันหยุดเทศกาลของเรา เทศกาลต่างๆอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงพระลักษณะที่เปี่ยมไปด้วยความรักของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสรรสร้างความสนุกสนานขึ้นด้วยเช่นกัน
วันหยุดที่คุณชื่นชอบคือวันอะไรและเพราะเหตุใด การเฉลิมฉลองทำให้คุณระลึกถึงความดีของพระเจ้าอย่างไร
พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความสนุกสนานที่พระองค์ทรงใส่ไว้ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและในเทศกาลต่างๆของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าจงปี​ติ​ยินดี​อยู่​เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า [ เลวีนิติ 23:40 ]

เราตั้งค่ายพักแรมใต้แสงดาว โดยไม่มีอะไรกั้นกลางระหว่างเรากับท้องฟ้าอันกว้างไกลในแอฟริกาตะวันตก ในฤดูแล้งนี้เราไม่จำเป็นต้องกางเต็นท์ แต่เราต้องมีไฟ “อย่าปล่อยให้ไฟดับ” พ่อพูดพร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้เพื่อให้คนพอใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับใช้เพื่อให้คนพอใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f1c17ecf-612e-42df-8576-6f691bc300b6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/49a03039</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่​ให้​เรายึดความจริ​งด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่าง สู่​พระองค์​ผู้​เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ [ เอเฟซัส 4:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แอนดรูว์ การ์ดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐอเมริกา ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทของเขานั้น เขาอธิบายว่า “ในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะแขวนป้ายข้อความที่แสดงถึงเป้าหมายว่า ‘เรารับใช้ตามความพอใจของประธานาธิบดี’ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรามีหน้าที่เอาใจประธานาธิบดี หรือทำให้เขาหรือเธอมีความสุข แต่หน้าที่ของเราคือบอกถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องรู้เพื่อจะทำงานของตัวเอง” และงานที่ว่าก็คือการปกครองประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p>ในบทบาทและความสัมพันธ์มากมายที่เรามี เรามักจะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ แทนที่จะเสริมสร้างกันขึ้นให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตามที่อัครทูตเปาโลมักจะเตือนเราในเอเฟซัสบทที่ 4 ว่า “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ” (ข้อ 11-13) ในข้อ 15-16 เปาโลสรุปถึงแนวโน้มของการที่เรามักจะทำให้ทุกคนพอใจ โดยย้ำว่าเราต้องใช้ของประทานควบคู่ไปกับการ “พูดความจริงด้วยใจรัก” เพื่อที่ “ร่างกายทั้งสิ้น[จะ]...จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก”</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราจะรับใช้ผู้คนเพื่อเสริมสร้างพวกเขาและเพื่อให้บรรลุตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำให้คนอื่นพอใจหรือไม่ก็ตาม แต่เราจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยในขณะที่พระองค์ทรงทำงานผ่านเรา เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในคริสตจักรของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังรับใช้เพื่อให้ใครพอใจ การทรงสถิตของพระเจ้าจะมีส่วนช่วยชี้นำคำพูดของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยโดยการพูดความจริงด้วยใจรักกับพี่น้องของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่​ให้​เรายึดความจริ​งด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่าง สู่​พระองค์​ผู้​เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ [ เอเฟซัส 4:15 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แอนดรูว์ การ์ดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐอเมริกา ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทของเขานั้น เขาอธิบายว่า “ในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะแขวนป้ายข้อความที่แสดงถึงเป้าหมายว่า ‘เรารับใช้ตามความพอใจของประธานาธิบดี’ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรามีหน้าที่เอาใจประธานาธิบดี หรือทำให้เขาหรือเธอมีความสุข แต่หน้าที่ของเราคือบอกถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องรู้เพื่อจะทำงานของตัวเอง” และงานที่ว่าก็คือการปกครองประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p>ในบทบาทและความสัมพันธ์มากมายที่เรามี เรามักจะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ แทนที่จะเสริมสร้างกันขึ้นให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตามที่อัครทูตเปาโลมักจะเตือนเราในเอเฟซัสบทที่ 4 ว่า “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ” (ข้อ 11-13) ในข้อ 15-16 เปาโลสรุปถึงแนวโน้มของการที่เรามักจะทำให้ทุกคนพอใจ โดยย้ำว่าเราต้องใช้ของประทานควบคู่ไปกับการ “พูดความจริงด้วยใจรัก” เพื่อที่ “ร่างกายทั้งสิ้น[จะ]...จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก”</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราจะรับใช้ผู้คนเพื่อเสริมสร้างพวกเขาและเพื่อให้บรรลุตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำให้คนอื่นพอใจหรือไม่ก็ตาม แต่เราจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยในขณะที่พระองค์ทรงทำงานผ่านเรา เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในคริสตจักรของพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังรับใช้เพื่อให้ใครพอใจ การทรงสถิตของพระเจ้าจะมีส่วนช่วยชี้นำคำพูดของคุณอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยโดยการพูดความจริงด้วยใจรักกับพี่น้องของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 30 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/49a03039/53a0f1dd.mp3" length="11693835" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>731</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่​ให้​เรายึดความจริ​งด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่าง สู่​พระองค์​ผู้​เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ [ เอเฟซัส 4:15 ]

แอนดรูว์ การ์ดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐอเมริกา ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทของเขานั้น เขาอธิบายว่า “ในห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจะแขวนป้ายข้อความที่แสดงถึงเป้าหมายว่า ‘เรารับใช้ตามความพอใจของประธานาธิบดี’ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรามีหน้าที่เอาใจประธานาธิบดี หรือทำให้เขาหรือเธอมีความสุข แต่หน้าที่ของเราคือบอกถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องรู้เพื่อจะทำงานของตัวเอง” และงานที่ว่าก็คือการปกครองประเทศสหรัฐอเมริกา
ในบทบาทและความสัมพันธ์มากมายที่เรามี เรามักจะพยายามทำให้ทุกคนพอใจ แทนที่จะเสริมสร้างกันขึ้นให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตามที่อัครทูตเปาโลมักจะเตือนเราในเอเฟซัสบทที่ 4 ว่า “ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ” (ข้อ 11-13) ในข้อ 15-16 เปาโลสรุปถึงแนวโน้มของการที่เรามักจะทำให้ทุกคนพอใจ โดยย้ำว่าเราต้องใช้ของประทานควบคู่ไปกับการ “พูดความจริงด้วยใจรัก” เพื่อที่ “ร่างกายทั้งสิ้น[จะ]...จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก”
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราจะรับใช้ผู้คนเพื่อเสริมสร้างพวกเขาและเพื่อให้บรรลุตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำให้คนอื่นพอใจหรือไม่ก็ตาม แต่เราจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยในขณะที่พระองค์ทรงทำงานผ่านเรา เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในคริสตจักรของพระองค์

คุณกำลังรับใช้เพื่อให้ใครพอใจ การทรงสถิตของพระเจ้าจะมีส่วนช่วยชี้นำคำพูดของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะทำให้พระองค์พอพระทัยโดยการพูดความจริงด้วยใจรักกับพี่น้องของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่​ให้​เรายึดความจริ​งด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่าง สู่​พระองค์​ผู้​เป็นศีรษะ คือพระคริสต์ [ เอเฟซัส 4:15 ]

แอนดรูว์ การ์ดเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐอเมริกา ในการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทของเขานั้น เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8fab19a6-171b-4fe4-9dff-0320a0ff686f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/295c19d8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด [ ยอห์น 21:22 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ทำไมหนูถึงได้อมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ แต่เขาได้รสองุ่น” หลานสาววัยหกขวบของฉันถาม หลานสาวและหลานชายสอนฉันตั้งแต่พวกเขายังเล็กว่า เด็กๆมักจะเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาได้รับกับสิ่งที่คนอื่นได้รับ นี่หมายความว่าในฐานะป้าที่รักหลาน ฉันต้องใช้วิจารณญาณให้ดี!</p>
<p>บางครั้งฉันก็เปรียบเทียบสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ฉันกับสิ่งที่พระองค์ประทานให้ผู้อื่นเช่นกัน “ทำไมฉันถึงได้สิ่งนี้ และเขาได้สิ่งนั้น” ฉันถามพระเจ้า คำถามของฉันทำให้นึกถึงสิ่งที่ซีโมนเปโตรถามพระเยซูที่ทะเลสาบกาลิลี พระเยซูเพิ่งจะประทานการฟื้นฟูและการให้อภัยแก่เปโตรที่ได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนหน้านี้ และตอนนี้ทรงกำลังบอกเปโตรว่าท่านจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการพลีชีพเพื่อความเชื่อ (ยน.21:15-19) แต่แทนที่จะตอบรับคำเชิญให้ติดตามพระเยซู เปโตรกลับถามว่า “พระ​องค์​เจ้า​ข้า คน​นี้​ [ยอห์น] จะ​เป็น​อย่างไร” (ข้อ 21)</p>
<p>พระเยซูตรัสตอบว่า “เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า” และตรัสอีกว่า “เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด” (ข้อ 22) ฉันเชื่อว่าพระเยซูจะตรัสแบบนี้กับเราเช่นกัน เมื่อพระองค์ประทานการทรงนำในชีวิตด้านใดด้านหนึ่งของเรา พระองค์ทรงปรารถนาให้เราไว้วางใจในพระองค์ เราไม่ต้องเปรียบเทียบเส้นทางของเรากับเส้นทางของคนอื่น แต่เราจะติดตามพระองค์เท่านั้น</p>
<p>เป็นเวลากว่าสามสิบปีที่อัครสาวกเปโตรติดตามพระเจ้าในฐานะผู้นำที่กล้าหาญของคริสตจักรยุคแรก ประวัติศาสตร์ยังบันทึกไว้ว่าท่านโอบรับความตายภายใต้จักรพรรดิเนโรผู้ชั่วร้ายอย่างไม่เกรงกลัว ขอให้เราติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงและไม่สงสัย และไว้วางใจในความรักและการทรงนำของพระองค์เช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยเปรียบเทียบสถานการณ์ของคุณกับสถานการณ์ของผู้อื่น คุณจะติดตามพระเจ้าอย่างเกิดผลได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจและติดตามพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด [ ยอห์น 21:22 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>“ทำไมหนูถึงได้อมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ แต่เขาได้รสองุ่น” หลานสาววัยหกขวบของฉันถาม หลานสาวและหลานชายสอนฉันตั้งแต่พวกเขายังเล็กว่า เด็กๆมักจะเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาได้รับกับสิ่งที่คนอื่นได้รับ นี่หมายความว่าในฐานะป้าที่รักหลาน ฉันต้องใช้วิจารณญาณให้ดี!</p>
<p>บางครั้งฉันก็เปรียบเทียบสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ฉันกับสิ่งที่พระองค์ประทานให้ผู้อื่นเช่นกัน “ทำไมฉันถึงได้สิ่งนี้ และเขาได้สิ่งนั้น” ฉันถามพระเจ้า คำถามของฉันทำให้นึกถึงสิ่งที่ซีโมนเปโตรถามพระเยซูที่ทะเลสาบกาลิลี พระเยซูเพิ่งจะประทานการฟื้นฟูและการให้อภัยแก่เปโตรที่ได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนหน้านี้ และตอนนี้ทรงกำลังบอกเปโตรว่าท่านจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการพลีชีพเพื่อความเชื่อ (ยน.21:15-19) แต่แทนที่จะตอบรับคำเชิญให้ติดตามพระเยซู เปโตรกลับถามว่า “พระ​องค์​เจ้า​ข้า คน​นี้​ [ยอห์น] จะ​เป็น​อย่างไร” (ข้อ 21)</p>
<p>พระเยซูตรัสตอบว่า “เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า” และตรัสอีกว่า “เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด” (ข้อ 22) ฉันเชื่อว่าพระเยซูจะตรัสแบบนี้กับเราเช่นกัน เมื่อพระองค์ประทานการทรงนำในชีวิตด้านใดด้านหนึ่งของเรา พระองค์ทรงปรารถนาให้เราไว้วางใจในพระองค์ เราไม่ต้องเปรียบเทียบเส้นทางของเรากับเส้นทางของคนอื่น แต่เราจะติดตามพระองค์เท่านั้น</p>
<p>เป็นเวลากว่าสามสิบปีที่อัครสาวกเปโตรติดตามพระเจ้าในฐานะผู้นำที่กล้าหาญของคริสตจักรยุคแรก ประวัติศาสตร์ยังบันทึกไว้ว่าท่านโอบรับความตายภายใต้จักรพรรดิเนโรผู้ชั่วร้ายอย่างไม่เกรงกลัว ขอให้เราติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงและไม่สงสัย และไว้วางใจในความรักและการทรงนำของพระองค์เช่นกัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณเคยเปรียบเทียบสถานการณ์ของคุณกับสถานการณ์ของผู้อื่น คุณจะติดตามพระเจ้าอย่างเกิดผลได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจและติดตามพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 29 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/295c19d8/b319201d.mp3" length="12017951" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>752</itunes:duration>
      <itunes:summary>เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด [ ยอห์น 21:22 ]

“ทำไมหนูถึงได้อมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ แต่เขาได้รสองุ่น” หลานสาววัยหกขวบของฉันถาม หลานสาวและหลานชายสอนฉันตั้งแต่พวกเขายังเล็กว่า เด็กๆมักจะเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาได้รับกับสิ่งที่คนอื่นได้รับ นี่หมายความว่าในฐานะป้าที่รักหลาน ฉันต้องใช้วิจารณญาณให้ดี!
บางครั้งฉันก็เปรียบเทียบสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ฉันกับสิ่งที่พระองค์ประทานให้ผู้อื่นเช่นกัน “ทำไมฉันถึงได้สิ่งนี้ และเขาได้สิ่งนั้น” ฉันถามพระเจ้า คำถามของฉันทำให้นึกถึงสิ่งที่ซีโมนเปโตรถามพระเยซูที่ทะเลสาบกาลิลี พระเยซูเพิ่งจะประทานการฟื้นฟูและการให้อภัยแก่เปโตรที่ได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนหน้านี้ และตอนนี้ทรงกำลังบอกเปโตรว่าท่านจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการพลีชีพเพื่อความเชื่อ (ยน.21:15-19) แต่แทนที่จะตอบรับคำเชิญให้ติดตามพระเยซู เปโตรกลับถามว่า “พระ​องค์​เจ้า​ข้า คน​นี้​ [ยอห์น] จะ​เป็น​อย่างไร” (ข้อ 21)
พระเยซูตรัสตอบว่า “เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า” และตรัสอีกว่า “เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด” (ข้อ 22) ฉันเชื่อว่าพระเยซูจะตรัสแบบนี้กับเราเช่นกัน เมื่อพระองค์ประทานการทรงนำในชีวิตด้านใดด้านหนึ่งของเรา พระองค์ทรงปรารถนาให้เราไว้วางใจในพระองค์ เราไม่ต้องเปรียบเทียบเส้นทางของเรากับเส้นทางของคนอื่น แต่เราจะติดตามพระองค์เท่านั้น
เป็นเวลากว่าสามสิบปีที่อัครสาวกเปโตรติดตามพระเจ้าในฐานะผู้นำที่กล้าหาญของคริสตจักรยุคแรก ประวัติศาสตร์ยังบันทึกไว้ว่าท่านโอบรับความตายภายใต้จักรพรรดิเนโรผู้ชั่วร้ายอย่างไม่เกรงกลัว ขอให้เราติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงและไม่สงสัย และไว้วางใจในความรักและการทรงนำของพระองค์เช่นกัน

เมื่อใดที่คุณเคยเปรียบเทียบสถานการณ์ของคุณกับสถานการณ์ของผู้อื่น คุณจะติดตามพระเจ้าอย่างเกิดผลได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจและติดตามพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เป็น​เรื่อง​อะไร​ของ​เจ้า​เล่า เจ้า​จง​ตาม​เรา​มา​เถิด [ ยอห์น 21:22 ]

“ทำไมหนูถึงได้อมยิ้มรสสตรอเบอร์รี่ แต่เขาได้รสองุ่น” หลานสาววัยหกขวบของฉันถาม หลานสาวและหลานชายสอนฉันตั้งแต่พวกเขายังเล็กว่า เด็กๆมักจะเปรียบเทียบสิ่งที่พวกเขาได้รับกับสิ่งที่คนอื่นได</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุณเป็นที่รัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คุณเป็นที่รัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2981cd96-ddb1-4647-a8de-1b62101df596</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/428daf32</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 33:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สาวน้อยแอลลี่มีวิธีระบายความเศร้าด้วยการเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปวางไว้ในสวนสาธารณะ โดยมีใจความว่า “บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกเศร้า ไม่มีใครสักคนอยากใช้เวลากับฉัน และฉันได้สูญเสียคนที่รับฟังฉันเพียงคนเดียวไป ฉันร้องไห้ทุกวัน”</p>
<p>เมื่อมีคนพบข้อความนั้น เธอได้นำชอล์กเขียนพื้นมาที่สวนสาธารณะ และขอให้ผู้คนเขียนข้อความถึงแอลลี่ นักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆทิ้งข้อความให้กำลังใจไว้มากมาย เช่น “พวกเรารักคุณ” “พระเจ้ารักคุณ” “คุณเป็นที่รัก” ครูใหญ่กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในวิธีเล็กน้อยที่เราจะสามารถเข้าถึงและอาจช่วยเติมเต็ม ช่องว่างในใจของเธอ แอลลี่เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน เพราะในช่วงหนึ่งของชีิวิตเราต่างเคยเผชิญหรือจะต้องเผชิญกับความเศร้าและความทุกข์ทรมาน”</p>
<p>วลีที่ว่า “คุณเป็นที่รัก” ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ถึงคำอวยพรแสนงดงามที่โมเสสกล่าวกับคนอิสราเอลเผ่าเบนยามินก่อนที่ท่านจะสิ้นใจว่า “คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย” (ฉธบ.33:12) โมเสสเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของพระเจ้า ท่านเอาชนะชนชาติที่เป็นศัตรู ได้รับพระบัญญัติสิบประการ และท้าทายพวกเขาให้ติดตามพระเจ้า ท่านจากไปโดยบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงมองพวกเขาอย่างไร คำว่า คนที่พระเจ้าทรงรัก สามารถนำมาใช้กับเราได้เช่นกัน เพราะพระเยซูตรัสว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก จน​ได้​ทรง​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์” (ยน.3:16)</p>
<p>เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้เราอาศัย​อยู่​อย่าง​ปลอดภัยในความจริงที่ว่า ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนเป็น “ที่รัก” ของพระองค์ เราจึงสามารถรักผู้อื่นได้เหมือนเช่นที่เพื่อนใหม่ของแอลลี่ทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในความรักของพระเจ้าอย่างไร คุณจะแบ่งปันความรักนั้นกับผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์มั่นใจในความรักที่พระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์ และส่งต่อความรักของพระองค์ไปยังคนรอบข้าง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 33:12 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สาวน้อยแอลลี่มีวิธีระบายความเศร้าด้วยการเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปวางไว้ในสวนสาธารณะ โดยมีใจความว่า “บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกเศร้า ไม่มีใครสักคนอยากใช้เวลากับฉัน และฉันได้สูญเสียคนที่รับฟังฉันเพียงคนเดียวไป ฉันร้องไห้ทุกวัน”</p>
<p>เมื่อมีคนพบข้อความนั้น เธอได้นำชอล์กเขียนพื้นมาที่สวนสาธารณะ และขอให้ผู้คนเขียนข้อความถึงแอลลี่ นักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆทิ้งข้อความให้กำลังใจไว้มากมาย เช่น “พวกเรารักคุณ” “พระเจ้ารักคุณ” “คุณเป็นที่รัก” ครูใหญ่กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในวิธีเล็กน้อยที่เราจะสามารถเข้าถึงและอาจช่วยเติมเต็ม ช่องว่างในใจของเธอ แอลลี่เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน เพราะในช่วงหนึ่งของชีิวิตเราต่างเคยเผชิญหรือจะต้องเผชิญกับความเศร้าและความทุกข์ทรมาน”</p>
<p>วลีที่ว่า “คุณเป็นที่รัก” ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ถึงคำอวยพรแสนงดงามที่โมเสสกล่าวกับคนอิสราเอลเผ่าเบนยามินก่อนที่ท่านจะสิ้นใจว่า “คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย” (ฉธบ.33:12) โมเสสเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของพระเจ้า ท่านเอาชนะชนชาติที่เป็นศัตรู ได้รับพระบัญญัติสิบประการ และท้าทายพวกเขาให้ติดตามพระเจ้า ท่านจากไปโดยบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงมองพวกเขาอย่างไร คำว่า คนที่พระเจ้าทรงรัก สามารถนำมาใช้กับเราได้เช่นกัน เพราะพระเยซูตรัสว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก จน​ได้​ทรง​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์” (ยน.3:16)</p>
<p>เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้เราอาศัย​อยู่​อย่าง​ปลอดภัยในความจริงที่ว่า ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนเป็น “ที่รัก” ของพระองค์ เราจึงสามารถรักผู้อื่นได้เหมือนเช่นที่เพื่อนใหม่ของแอลลี่ทำ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณกำลังเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในความรักของพระเจ้าอย่างไร คุณจะแบ่งปันความรักนั้นกับผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์มั่นใจในความรักที่พระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์ และส่งต่อความรักของพระองค์ไปยังคนรอบข้าง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 28 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/428daf32/273c5532.mp3" length="10902781" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>682</itunes:duration>
      <itunes:summary>คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 33:12 ]

สาวน้อยแอลลี่มีวิธีระบายความเศร้าด้วยการเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปวางไว้ในสวนสาธารณะ โดยมีใจความว่า “บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกเศร้า ไม่มีใครสักคนอยากใช้เวลากับฉัน และฉันได้สูญเสียคนที่รับฟังฉันเพียงคนเดียวไป ฉันร้องไห้ทุกวัน”
เมื่อมีคนพบข้อความนั้น เธอได้นำชอล์กเขียนพื้นมาที่สวนสาธารณะ และขอให้ผู้คนเขียนข้อความถึงแอลลี่ นักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆทิ้งข้อความให้กำลังใจไว้มากมาย เช่น “พวกเรารักคุณ” “พระเจ้ารักคุณ” “คุณเป็นที่รัก” ครูใหญ่กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในวิธีเล็กน้อยที่เราจะสามารถเข้าถึงและอาจช่วยเติมเต็ม ช่องว่างในใจของเธอ แอลลี่เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน เพราะในช่วงหนึ่งของชีิวิตเราต่างเคยเผชิญหรือจะต้องเผชิญกับความเศร้าและความทุกข์ทรมาน”
วลีที่ว่า “คุณเป็นที่รัก” ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ถึงคำอวยพรแสนงดงามที่โมเสสกล่าวกับคนอิสราเอลเผ่าเบนยามินก่อนที่ท่านจะสิ้นใจว่า “คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย” (ฉธบ.33:12) โมเสสเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของพระเจ้า ท่านเอาชนะชนชาติที่เป็นศัตรู ได้รับพระบัญญัติสิบประการ และท้าทายพวกเขาให้ติดตามพระเจ้า ท่านจากไปโดยบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงมองพวกเขาอย่างไร คำว่า คนที่พระเจ้าทรงรัก สามารถนำมาใช้กับเราได้เช่นกัน เพราะพระเยซูตรัสว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก จน​ได้​ทรง​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์” (ยน.3:16)
เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้เราอาศัย​อยู่​อย่าง​ปลอดภัยในความจริงที่ว่า ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนเป็น “ที่รัก” ของพระองค์ เราจึงสามารถรักผู้อื่นได้เหมือนเช่นที่เพื่อนใหม่ของแอลลี่ทำ

คุณกำลังเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในความรักของพระเจ้าอย่างไร คุณจะแบ่งปันความรักนั้นกับผู้อื่นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์มั่นใจในความรักที่พระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์ และส่งต่อความรักของพระองค์ไปยังคนรอบข้าง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 33:12 ]

สาวน้อยแอลลี่มีวิธีระบายความเศร้าด้วยการเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปวางไว้ในสวนสาธารณะ โดยมีใจความว่า “บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกเศร้า ไม่มีใครสักคนอยากใช้เวลากับฉัน </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองเห็นอนาคตแห่งความหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มองเห็นอนาคตแห่งความหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ec14ce40-9396-4249-9455-8d0b584db6fc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a9b7b648</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เรา​จะ​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ [ อิสยาห์ 41:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากพายุเฮอริเคนแคทรีน่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในปี 2005 เมืองนิวออร์ลีนส์ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างช้าๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่ง คือ ย่านโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด ที่ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐานได้เป็นเวลาหลายปีหลังจากที่เกิดพายุ เบอร์เนล คอตลอนพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง ในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 เขาเปิดร้านขายของชำแห่งแรกในโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด หลังจากที่เกิดพายุ “ตอนที่ผมซื้อตึกนี้ทุกคนคิดว่าผมบ้าไปแล้ว” คอตลอนเล่า แต่ “ลูกค้าคนแรกร้องไห้เพราะเธอ...ไม่คิดว่า [ชุมชน]จะกลับคืนมาได้” แม่ของคอตลอนบอกว่าลูกชายของเธอ “มองเห็นสิ่งที่ฉันไม่เห็น ฉันดีใจที่ [เขา]...ลองเสี่ยงทำเช่นนั้น”</p>
<p>พระเจ้าทรงกระทำให้ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์มองเห็นอนาคตแห่งความหวังที่ไม่คาดฝันในขณะเผชิญหน้ากับหายนะ เมื่อเห็น “คน​จน​และ​คน​ขัด​สน​แสวง​น้ำ และ​ไม่​มี” (อสย.41:17) พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ” (ข้อ 18) เมื่อประชากรของพระองค์เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งแทนที่จะหิวและกระหาย พวกเขาจะรู้ว่า “พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​การ​นี้” (ข้อ 20)</p>
<p>พระองค์ยังเป็นองค์ผู้ทรงรังสรรค์การฟื้นฟู ทรงกระทำการเพื่อให้เกิดอนาคตที่ “สรรพ​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รอด​จาก​อำนาจ​แห่ง​ความ​เสื่อม​สลาย” (รม.8:21) ขณะเมื่อเราวางใจในความประเสริฐของพระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรามองเห็นอนาคตที่มีความหวัง</p>
<p><br><strong>เมื่อใดที่คุณเคยพบเห็นสิ่งที่ถูกทำลายล้างได้กลับสู่สภาพเดิม คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของงานฟื้นฟูของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งการฟื้นฟู โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะเป็นพยานด้วยชีวิตของข้าพระองค์ถึงความหวังที่พบในพระองค์และอนาคตที่พระองค์จะทรงนำมาให้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เรา​จะ​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ [ อิสยาห์ 41:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากพายุเฮอริเคนแคทรีน่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในปี 2005 เมืองนิวออร์ลีนส์ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างช้าๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่ง คือ ย่านโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด ที่ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐานได้เป็นเวลาหลายปีหลังจากที่เกิดพายุ เบอร์เนล คอตลอนพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง ในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 เขาเปิดร้านขายของชำแห่งแรกในโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด หลังจากที่เกิดพายุ “ตอนที่ผมซื้อตึกนี้ทุกคนคิดว่าผมบ้าไปแล้ว” คอตลอนเล่า แต่ “ลูกค้าคนแรกร้องไห้เพราะเธอ...ไม่คิดว่า [ชุมชน]จะกลับคืนมาได้” แม่ของคอตลอนบอกว่าลูกชายของเธอ “มองเห็นสิ่งที่ฉันไม่เห็น ฉันดีใจที่ [เขา]...ลองเสี่ยงทำเช่นนั้น”</p>
<p>พระเจ้าทรงกระทำให้ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์มองเห็นอนาคตแห่งความหวังที่ไม่คาดฝันในขณะเผชิญหน้ากับหายนะ เมื่อเห็น “คน​จน​และ​คน​ขัด​สน​แสวง​น้ำ และ​ไม่​มี” (อสย.41:17) พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ” (ข้อ 18) เมื่อประชากรของพระองค์เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งแทนที่จะหิวและกระหาย พวกเขาจะรู้ว่า “พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​การ​นี้” (ข้อ 20)</p>
<p>พระองค์ยังเป็นองค์ผู้ทรงรังสรรค์การฟื้นฟู ทรงกระทำการเพื่อให้เกิดอนาคตที่ “สรรพ​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รอด​จาก​อำนาจ​แห่ง​ความ​เสื่อม​สลาย” (รม.8:21) ขณะเมื่อเราวางใจในความประเสริฐของพระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรามองเห็นอนาคตที่มีความหวัง</p>
<p><br><strong>เมื่อใดที่คุณเคยพบเห็นสิ่งที่ถูกทำลายล้างได้กลับสู่สภาพเดิม คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของงานฟื้นฟูของพระเจ้าได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งการฟื้นฟู โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะเป็นพยานด้วยชีวิตของข้าพระองค์ถึงความหวังที่พบในพระองค์และอนาคตที่พระองค์จะทรงนำมาให้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 27 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a9b7b648/a1790ad7.mp3" length="11099411" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรา​จะ​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ [ อิสยาห์ 41:18 ]

หลังจากพายุเฮอริเคนแคทรีน่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในปี 2005 เมืองนิวออร์ลีนส์ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างช้าๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่ง คือ ย่านโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด ที่ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐานได้เป็นเวลาหลายปีหลังจากที่เกิดพายุ เบอร์เนล คอตลอนพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลง ในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 เขาเปิดร้านขายของชำแห่งแรกในโลเวอร์ ไนนธ์ วอร์ด หลังจากที่เกิดพายุ “ตอนที่ผมซื้อตึกนี้ทุกคนคิดว่าผมบ้าไปแล้ว” คอตลอนเล่า แต่ “ลูกค้าคนแรกร้องไห้เพราะเธอ...ไม่คิดว่า [ชุมชน]จะกลับคืนมาได้” แม่ของคอตลอนบอกว่าลูกชายของเธอ “มองเห็นสิ่งที่ฉันไม่เห็น ฉันดีใจที่ [เขา]...ลองเสี่ยงทำเช่นนั้น”
พระเจ้าทรงกระทำให้ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์มองเห็นอนาคตแห่งความหวังที่ไม่คาดฝันในขณะเผชิญหน้ากับหายนะ เมื่อเห็น “คน​จน​และ​คน​ขัด​สน​แสวง​น้ำ และ​ไม่​มี” (อสย.41:17) พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ” (ข้อ 18) เมื่อประชากรของพระองค์เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งแทนที่จะหิวและกระหาย พวกเขาจะรู้ว่า “พระ​หัตถ์​ของ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​การ​นี้” (ข้อ 20)
พระองค์ยังเป็นองค์ผู้ทรงรังสรรค์การฟื้นฟู ทรงกระทำการเพื่อให้เกิดอนาคตที่ “สรรพ​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รอด​จาก​อำนาจ​แห่ง​ความ​เสื่อม​สลาย” (รม.8:21) ขณะเมื่อเราวางใจในความประเสริฐของพระองค์ พระองค์จะทรงช่วยให้เรามองเห็นอนาคตที่มีความหวัง
เมื่อใดที่คุณเคยพบเห็นสิ่งที่ถูกทำลายล้างได้กลับสู่สภาพเดิม คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของงานฟื้นฟูของพระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าแห่งการฟื้นฟู โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะเป็นพยานด้วยชีวิตของข้าพระองค์ถึงความหวังที่พบในพระองค์และอนาคตที่พระองค์จะทรงนำมาให้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรา​จะ​ทำ​ถิ่น​ทุรกันดาร​ให้​เป็น​สระ​น้ำ และ​ที่ดิน​แห้ง​เป็น​น้ำพุ [ อิสยาห์ 41:18 ]

หลังจากพายุเฮอริเคนแคทรีน่าสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในปี 2005 เมืองนิวออร์ลีนส์ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างช้าๆ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่ง คือ ย่านโลเวอร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเดินทางของชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การเดินทางของชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c782ddf0-54f2-4488-867e-2094af53f6e9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/44d3e661</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>แต่​ความ​จริง​เขา​ปรารถนา​ที่​จะ​อยู่​ใน​เมือง​ที่​ประเสริฐ​กว่า​นั้น คือ​เมือง​สวรรค์ [ ฮีบรู 11:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนจากหลากหลายความเชื่อออกเดินทางแสวงบุญในแต่ละปี สำหรับผู้คนมากมายในหลายยุคที่ผ่านมานั้นการไปแสวงบุญคือ การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับการอวยพร เป้าหมายคือการไปยังวัด โบสถ์ ศาลเจ้า หรือจุดหมายปลายทางอื่นๆที่จะสามารถขอพรได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนเคลติกในอังกฤษกลับมองเรื่องการเดินทางแสวงบุญแตกต่างออกไป พวกเขาออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายเข้าไปในป่า หรือปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามน้ำในมหาสมุทร การแสวงบุญสำหรับพวกเขาคือการไว้วางใจพระเจ้าในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย การอวยพรใดๆนั้นไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางแต่พบได้ตลอดการเดินทาง</p>
<p>ฮีบรู 11 เป็นพระธรรมตอนสำคัญสำหรับชาวเคลต์ เนื่องจากชีวิตในพระคริสต์คือการละทิ้งทางของโลกไว้เบื้องหลังและออกเดินทางอย่างคนต่างถิ่นไปยังเมืองของพระเจ้า (ข้อ 13-16) การแสวงบุญจึงสะท้อนถึงภาพการเดินทางชีวิตของพวกเขา การไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูพวกเขาในตลอดเส้นทางที่ยากลำบากและยังไม่มีใครเคยไปมาก่อน ทำให้ผู้แสวงบุญได้พัฒนาความเชื่อศรัทธาแบบเดียวกับวีรบุรุษในสมัยโบราณ (ข้อ 1-12)</p>
<p>นี่เป็นบทเรียนที่ดีที่เราต้องเรียนรู้ไม่ว่าเราจะต้องออกเดินทางจริงๆหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู ชีวิตคือการเดินทางไปยังเมืองสวรรค์ของพระเจ้า เป็นทางซึ่งเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ ทางตัน และการทดลอง ในขณะที่เราเดินไปนั้น ขอให้เราไม่พลาดไปจากพระพรที่จะได้พบกับการทรงเลี้ยงดูของพระเจ้าไปตลอดเส้นทาง</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณจะเปิดใจรับของขวัญจากพระเจ้าในระหว่างการเดินทางแห่งชีวิตได้อย่างไร คุณจะเตือนตัวเองอย่างไรว่าโลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้เห็นว่า การทดลองในชีวิตเป็นโอกาสที่ความเชื่อของข้าพระองค์จะได้หยั่งรากลึกลงในพระองค์มากยิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>แต่​ความ​จริง​เขา​ปรารถนา​ที่​จะ​อยู่​ใน​เมือง​ที่​ประเสริฐ​กว่า​นั้น คือ​เมือง​สวรรค์ [ ฮีบรู 11:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนจากหลากหลายความเชื่อออกเดินทางแสวงบุญในแต่ละปี สำหรับผู้คนมากมายในหลายยุคที่ผ่านมานั้นการไปแสวงบุญคือ การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับการอวยพร เป้าหมายคือการไปยังวัด โบสถ์ ศาลเจ้า หรือจุดหมายปลายทางอื่นๆที่จะสามารถขอพรได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนเคลติกในอังกฤษกลับมองเรื่องการเดินทางแสวงบุญแตกต่างออกไป พวกเขาออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายเข้าไปในป่า หรือปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามน้ำในมหาสมุทร การแสวงบุญสำหรับพวกเขาคือการไว้วางใจพระเจ้าในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย การอวยพรใดๆนั้นไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางแต่พบได้ตลอดการเดินทาง</p>
<p>ฮีบรู 11 เป็นพระธรรมตอนสำคัญสำหรับชาวเคลต์ เนื่องจากชีวิตในพระคริสต์คือการละทิ้งทางของโลกไว้เบื้องหลังและออกเดินทางอย่างคนต่างถิ่นไปยังเมืองของพระเจ้า (ข้อ 13-16) การแสวงบุญจึงสะท้อนถึงภาพการเดินทางชีวิตของพวกเขา การไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูพวกเขาในตลอดเส้นทางที่ยากลำบากและยังไม่มีใครเคยไปมาก่อน ทำให้ผู้แสวงบุญได้พัฒนาความเชื่อศรัทธาแบบเดียวกับวีรบุรุษในสมัยโบราณ (ข้อ 1-12)</p>
<p>นี่เป็นบทเรียนที่ดีที่เราต้องเรียนรู้ไม่ว่าเราจะต้องออกเดินทางจริงๆหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู ชีวิตคือการเดินทางไปยังเมืองสวรรค์ของพระเจ้า เป็นทางซึ่งเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ ทางตัน และการทดลอง ในขณะที่เราเดินไปนั้น ขอให้เราไม่พลาดไปจากพระพรที่จะได้พบกับการทรงเลี้ยงดูของพระเจ้าไปตลอดเส้นทาง</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณจะเปิดใจรับของขวัญจากพระเจ้าในระหว่างการเดินทางแห่งชีวิตได้อย่างไร คุณจะเตือนตัวเองอย่างไรว่าโลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้เห็นว่า การทดลองในชีวิตเป็นโอกาสที่ความเชื่อของข้าพระองค์จะได้หยั่งรากลึกลงในพระองค์มากยิ่งขึ้น</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 26 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/44d3e661/de153308.mp3" length="11516039" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่​ความ​จริง​เขา​ปรารถนา​ที่​จะ​อยู่​ใน​เมือง​ที่​ประเสริฐ​กว่า​นั้น คือ​เมือง​สวรรค์ [ ฮีบรู 11:16 ]

ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนจากหลากหลายความเชื่อออกเดินทางแสวงบุญในแต่ละปี สำหรับผู้คนมากมายในหลายยุคที่ผ่านมานั้นการไปแสวงบุญคือ การเดินทางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับการอวยพร เป้าหมายคือการไปยังวัด โบสถ์ ศาลเจ้า หรือจุดหมายปลายทางอื่นๆที่จะสามารถขอพรได้
อย่างไรก็ตาม ชาวคริสเตียนเคลติกในอังกฤษกลับมองเรื่องการเดินทางแสวงบุญแตกต่างออกไป พวกเขาออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายเข้าไปในป่า หรือปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามน้ำในมหาสมุทร การแสวงบุญสำหรับพวกเขาคือการไว้วางใจพระเจ้าในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย การอวยพรใดๆนั้นไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางแต่พบได้ตลอดการเดินทาง
ฮีบรู 11 เป็นพระธรรมตอนสำคัญสำหรับชาวเคลต์ เนื่องจากชีวิตในพระคริสต์คือการละทิ้งทางของโลกไว้เบื้องหลังและออกเดินทางอย่างคนต่างถิ่นไปยังเมืองของพระเจ้า (ข้อ 13-16) การแสวงบุญจึงสะท้อนถึงภาพการเดินทางชีวิตของพวกเขา การไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูพวกเขาในตลอดเส้นทางที่ยากลำบากและยังไม่มีใครเคยไปมาก่อน ทำให้ผู้แสวงบุญได้พัฒนาความเชื่อศรัทธาแบบเดียวกับวีรบุรุษในสมัยโบราณ (ข้อ 1-12)
นี่เป็นบทเรียนที่ดีที่เราต้องเรียนรู้ไม่ว่าเราจะต้องออกเดินทางจริงๆหรือไม่ก็ตาม สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู ชีวิตคือการเดินทางไปยังเมืองสวรรค์ของพระเจ้า เป็นทางซึ่งเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ ทางตัน และการทดลอง ในขณะที่เราเดินไปนั้น ขอให้เราไม่พลาดไปจากพระพรที่จะได้พบกับการทรงเลี้ยงดูของพระเจ้าไปตลอดเส้นทาง

วันนี้คุณจะเปิดใจรับของขวัญจากพระเจ้าในระหว่างการเดินทางแห่งชีวิตได้อย่างไร คุณจะเตือนตัวเองอย่างไรว่าโลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของคุณ
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสำแดงให้เห็นว่า การทดลองในชีวิตเป็นโอกาสที่ความเชื่อของข้าพระองค์จะได้หยั่งรากลึกลงในพระองค์มากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่​ความ​จริง​เขา​ปรารถนา​ที่​จะ​อยู่​ใน​เมือง​ที่​ประเสริฐ​กว่า​นั้น คือ​เมือง​สวรรค์ [ ฮีบรู 11:16 ]

ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนจากหลากหลายความเชื่อออกเดินทางแสวงบุญในแต่ละปี สำหรับผู้คนมากมายในหลายยุคที่ผ่านมานั้นการไปแสวงบุญคือ การเดินทางไปยังสถานที่ศั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรียนรู้ร่วมกัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เรียนรู้ร่วมกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6126b9a8-16a9-4df5-8622-725119a2ae18</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7a146eac</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ทุก​อย่าง​ที่​เจ้า​ได้​ปฏิบัติ​ต่อ​แม่​ผัว​ของ​เจ้า ตั้งแต่​สามี​ของ​เจ้า​สิ้นชีวิต​แล้ว​นั้น มี​คน​มา​เล่า​ให้​ฉัน​ฟัง​หมด​แล้ว [ นางรูธ 2:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลายปีก่อนที่จะมีการใช้โปรแกรมซูมเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อนคนหนึ่งขอให้ฉันประชุมกับเธอทางวิดีโอคอลเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการบางอย่าง ข้อความในอีเมลของฉันทำให้เธอรับรู้ได้ว่าฉันสับสน เธอจึงแนะนำให้ฉันหาวัยรุ่นสักคนมาช่วยในการเตรียมใช้วิดีโอคอล</p>
<p>คำแนะนำของเธอชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างคนในวัยที่ต่างกัน เราเห็นสิ่งนี้ในเรื่องราวของนางรูธและนาโอมี รูธมักได้รับการยกย่องว่าเป็นลูกสะใภ้ผู้ภักดีที่ตัดสินใจจากบ้านเกิดของตนเพื่อติดตามนาโอมีกลับไปที่เบธเลเฮม (นรธ.1:16-17) เมื่อพวกเธอมาถึง รูธพูดกับนาโอมีว่า “ขอ​ให้​ฉัน​ไป​ที่​ทุ่ง​นา​เพื่อ​จะ​เ​ก็​บ​รวง​ข้าว​ตก [สำหรับเรา]” (2:2) เธอช่วยเหลือแม่สามีผู้ซึ่งต่อมาได้ช่วยให้เธอแต่งงานกับโบอาส คำแนะนำที่นาโอมีบอกแก่รูธทำให้โบอาสดำเนินการเพื่อซื้อที่นาของญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว และรับเธอมา “เป็นภรรยา [ของเขา]” (4:9-10)</p>
<p>แน่นอนว่าเราให้ความเคารพในคำแนะนำของผู้ที่แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตแก่คนรุ่นหลัง แต่เรื่องของรูธกับนาโอมีทำให้เราตระหนักว่าการแบ่งปันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง เราสามารถเรียนรู้บางอย่างได้ทั้งจากผู้ที่อายุน้อยกว่าเราและผู้ที่อายุมากกว่าเรา ให้เรามาช่วยกันพัฒนาความสัมพันธ์แห่งความรักและภักดีระหว่างคนต่างวัยกันเถิด สิ่งนี้จะเป็นพรแก่เราและผู้อื่น และช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากคนที่อายุน้อยกว่า วันนี้คุณจะเข้าถึงคนต่างวัยได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสติปัญญาที่มีทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์เห็นคุณค่าของการแลกเปลี่ยนระหว่างคนต่างวัย</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ทุก​อย่าง​ที่​เจ้า​ได้​ปฏิบัติ​ต่อ​แม่​ผัว​ของ​เจ้า ตั้งแต่​สามี​ของ​เจ้า​สิ้นชีวิต​แล้ว​นั้น มี​คน​มา​เล่า​ให้​ฉัน​ฟัง​หมด​แล้ว [ นางรูธ 2:11 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลายปีก่อนที่จะมีการใช้โปรแกรมซูมเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อนคนหนึ่งขอให้ฉันประชุมกับเธอทางวิดีโอคอลเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการบางอย่าง ข้อความในอีเมลของฉันทำให้เธอรับรู้ได้ว่าฉันสับสน เธอจึงแนะนำให้ฉันหาวัยรุ่นสักคนมาช่วยในการเตรียมใช้วิดีโอคอล</p>
<p>คำแนะนำของเธอชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างคนในวัยที่ต่างกัน เราเห็นสิ่งนี้ในเรื่องราวของนางรูธและนาโอมี รูธมักได้รับการยกย่องว่าเป็นลูกสะใภ้ผู้ภักดีที่ตัดสินใจจากบ้านเกิดของตนเพื่อติดตามนาโอมีกลับไปที่เบธเลเฮม (นรธ.1:16-17) เมื่อพวกเธอมาถึง รูธพูดกับนาโอมีว่า “ขอ​ให้​ฉัน​ไป​ที่​ทุ่ง​นา​เพื่อ​จะ​เ​ก็​บ​รวง​ข้าว​ตก [สำหรับเรา]” (2:2) เธอช่วยเหลือแม่สามีผู้ซึ่งต่อมาได้ช่วยให้เธอแต่งงานกับโบอาส คำแนะนำที่นาโอมีบอกแก่รูธทำให้โบอาสดำเนินการเพื่อซื้อที่นาของญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว และรับเธอมา “เป็นภรรยา [ของเขา]” (4:9-10)</p>
<p>แน่นอนว่าเราให้ความเคารพในคำแนะนำของผู้ที่แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตแก่คนรุ่นหลัง แต่เรื่องของรูธกับนาโอมีทำให้เราตระหนักว่าการแบ่งปันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง เราสามารถเรียนรู้บางอย่างได้ทั้งจากผู้ที่อายุน้อยกว่าเราและผู้ที่อายุมากกว่าเรา ให้เรามาช่วยกันพัฒนาความสัมพันธ์แห่งความรักและภักดีระหว่างคนต่างวัยกันเถิด สิ่งนี้จะเป็นพรแก่เราและผู้อื่น และช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากคนที่อายุน้อยกว่า วันนี้คุณจะเข้าถึงคนต่างวัยได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสติปัญญาที่มีทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์เห็นคุณค่าของการแลกเปลี่ยนระหว่างคนต่างวัย</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 25 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7a146eac/31d6749b.mp3" length="11004929" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทุก​อย่าง​ที่​เจ้า​ได้​ปฏิบัติ​ต่อ​แม่​ผัว​ของ​เจ้า ตั้งแต่​สามี​ของ​เจ้า​สิ้นชีวิต​แล้ว​นั้น มี​คน​มา​เล่า​ให้​ฉัน​ฟัง​หมด​แล้ว [ นางรูธ 2:11 ]

หลายปีก่อนที่จะมีการใช้โปรแกรมซูมเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อนคนหนึ่งขอให้ฉันประชุมกับเธอทางวิดีโอคอลเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการบางอย่าง ข้อความในอีเมลของฉันทำให้เธอรับรู้ได้ว่าฉันสับสน เธอจึงแนะนำให้ฉันหาวัยรุ่นสักคนมาช่วยในการเตรียมใช้วิดีโอคอล
คำแนะนำของเธอชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างคนในวัยที่ต่างกัน เราเห็นสิ่งนี้ในเรื่องราวของนางรูธและนาโอมี รูธมักได้รับการยกย่องว่าเป็นลูกสะใภ้ผู้ภักดีที่ตัดสินใจจากบ้านเกิดของตนเพื่อติดตามนาโอมีกลับไปที่เบธเลเฮม (นรธ.1:16-17) เมื่อพวกเธอมาถึง รูธพูดกับนาโอมีว่า “ขอ​ให้​ฉัน​ไป​ที่​ทุ่ง​นา​เพื่อ​จะ​เ​ก็​บ​รวง​ข้าว​ตก [สำหรับเรา]” (2:2) เธอช่วยเหลือแม่สามีผู้ซึ่งต่อมาได้ช่วยให้เธอแต่งงานกับโบอาส คำแนะนำที่นาโอมีบอกแก่รูธทำให้โบอาสดำเนินการเพื่อซื้อที่นาของญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว และรับเธอมา “เป็นภรรยา [ของเขา]” (4:9-10)
แน่นอนว่าเราให้ความเคารพในคำแนะนำของผู้ที่แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตแก่คนรุ่นหลัง แต่เรื่องของรูธกับนาโอมีทำให้เราตระหนักว่าการแบ่งปันสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง เราสามารถเรียนรู้บางอย่างได้ทั้งจากผู้ที่อายุน้อยกว่าเราและผู้ที่อายุมากกว่าเรา ให้เรามาช่วยกันพัฒนาความสัมพันธ์แห่งความรักและภักดีระหว่างคนต่างวัยกันเถิด สิ่งนี้จะเป็นพรแก่เราและผู้อื่น และช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากคนที่อายุน้อยกว่า วันนี้คุณจะเข้าถึงคนต่างวัยได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสติปัญญาที่มีทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์เห็นคุณค่าของการแลกเปลี่ยนระหว่างคนต่างวัย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทุก​อย่าง​ที่​เจ้า​ได้​ปฏิบัติ​ต่อ​แม่​ผัว​ของ​เจ้า ตั้งแต่​สามี​ของ​เจ้า​สิ้นชีวิต​แล้ว​นั้น มี​คน​มา​เล่า​ให้​ฉัน​ฟัง​หมด​แล้ว [ นางรูธ 2:11 ]

หลายปีก่อนที่จะมีการใช้โปรแกรมซูมเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อนคนหนึ่งขอให้ฉันประชุมกับเธอทางวิดีโอคอลเพื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอร์นผู้ถ่อมตน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยอร์นผู้ถ่อมตน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5f52c4c1-0ac0-4ac4-8ce1-6403252ed849</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/132912a2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้า​จึง​ได้​ขอบ​พระ​คุณ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​หยุด​เลย ใน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน [ เอเฟซัส 1:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากยอร์นซึ่งเป็นคนเช่าที่ดินทำไร่ แม้จะสายตาไม่ดีและมีข้อจำกัดทางร่างกายอื่นๆ แต่ยอร์นก็อุทิศตนเองให้กับคนในหมู่บ้านของเขาในนอร์เวย์โดยการอธิษฐานในยามค่ำคืนที่เขานอนไม่หลับเพราะความเจ็บปวด ในคำอธิษฐานเขาจะเอ่ยชื่อของแต่ละคนที่อาศัยอยู่ในบ้านแต่ละหลัง แม้แต่เด็กๆที่เขายังไม่เคยพบ ชาวบ้านรักที่เขามีจิตใจอ่อนสุภาพและมักขอความรู้และคำแนะนำจากเขา แม้ถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือได้จริงๆชาวบ้านจะยังคงรู้สึกดีที่ได้รับความรักจากเขา และเมื่อยอร์นเสียชีวิต งานศพของเขาถือเป็นงานศพที่ใหญ่ที่สุดในชุมชนนั้น แม้ว่าเขาจะไม่มีครอบครัวอยู่ที่นั่นก็ตาม คำอธิษฐานของเขาเบ่งบานและเกิดผลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้</p>
<p>ชายผู้ถ่อมตนนี้ดำเนินตามแบบอย่างของอัครสาวกเปาโลที่รักผู้คนที่ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้และยังอธิษฐานเผื่อพวกเขาในระหว่างที่ท่านถูกคุมขัง ท่านเขียนถึงชาวเมืองเอเฟซัสขณะที่ท่านอาจถูกคุมขังในกรุงโรมและอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทาน “จิตใจ​อัน​ประกอบด้วย​สติปัญญา และ​ความ​ประจักษ์​แจ้ง​ใน​เรื่อง​ความ​รู้​ถึง​พระ​องค์​” แก่พวกเขา และขอให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” (อฟ.1:17-18) ท่านปรารถนาให้พวกเขาได้รู้จักพระเยซูและดำเนินชีวิตด้วยความรักและความสามัคคีโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์</p>
<p>ยอร์นและอัครสาวกเปาโลอุทิศตนเองแด่พระเจ้า และมอบถวายผู้คนที่พวกเขารักและรับใช้แด่พระองค์ในคำอธิษฐาน ขอให้เราพิจารณาแบบอย่างของพวกเขาว่าเราจะรักและรับใช้ผู้อื่นอย่างไรในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้จักใครบ้างที่เป็นนักรบแห่งการอธิษฐานผู้อ่อนสุภาพ คนๆนั้นสะท้อนถึงพระทัยของพระคริสต์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงรับใช้ผู้อื่นและให้ความต้องการของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและรับใช้พระองค์อย่างชื่นบานในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพเจ้า​จึง​ได้​ขอบ​พระ​คุณ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​หยุด​เลย ใน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน [ เอเฟซัส 1:16 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากยอร์นซึ่งเป็นคนเช่าที่ดินทำไร่ แม้จะสายตาไม่ดีและมีข้อจำกัดทางร่างกายอื่นๆ แต่ยอร์นก็อุทิศตนเองให้กับคนในหมู่บ้านของเขาในนอร์เวย์โดยการอธิษฐานในยามค่ำคืนที่เขานอนไม่หลับเพราะความเจ็บปวด ในคำอธิษฐานเขาจะเอ่ยชื่อของแต่ละคนที่อาศัยอยู่ในบ้านแต่ละหลัง แม้แต่เด็กๆที่เขายังไม่เคยพบ ชาวบ้านรักที่เขามีจิตใจอ่อนสุภาพและมักขอความรู้และคำแนะนำจากเขา แม้ถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือได้จริงๆชาวบ้านจะยังคงรู้สึกดีที่ได้รับความรักจากเขา และเมื่อยอร์นเสียชีวิต งานศพของเขาถือเป็นงานศพที่ใหญ่ที่สุดในชุมชนนั้น แม้ว่าเขาจะไม่มีครอบครัวอยู่ที่นั่นก็ตาม คำอธิษฐานของเขาเบ่งบานและเกิดผลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้</p>
<p>ชายผู้ถ่อมตนนี้ดำเนินตามแบบอย่างของอัครสาวกเปาโลที่รักผู้คนที่ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้และยังอธิษฐานเผื่อพวกเขาในระหว่างที่ท่านถูกคุมขัง ท่านเขียนถึงชาวเมืองเอเฟซัสขณะที่ท่านอาจถูกคุมขังในกรุงโรมและอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทาน “จิตใจ​อัน​ประกอบด้วย​สติปัญญา และ​ความ​ประจักษ์​แจ้ง​ใน​เรื่อง​ความ​รู้​ถึง​พระ​องค์​” แก่พวกเขา และขอให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” (อฟ.1:17-18) ท่านปรารถนาให้พวกเขาได้รู้จักพระเยซูและดำเนินชีวิตด้วยความรักและความสามัคคีโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์</p>
<p>ยอร์นและอัครสาวกเปาโลอุทิศตนเองแด่พระเจ้า และมอบถวายผู้คนที่พวกเขารักและรับใช้แด่พระองค์ในคำอธิษฐาน ขอให้เราพิจารณาแบบอย่างของพวกเขาว่าเราจะรักและรับใช้ผู้อื่นอย่างไรในวันนี้</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้จักใครบ้างที่เป็นนักรบแห่งการอธิษฐานผู้อ่อนสุภาพ คนๆนั้นสะท้อนถึงพระทัยของพระคริสต์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงรับใช้ผู้อื่นและให้ความต้องการของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและรับใช้พระองค์อย่างชื่นบานในแต่ละวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 24 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/132912a2/0fb4d529.mp3" length="11538687" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้า​จึง​ได้​ขอบ​พระ​คุณ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​หยุด​เลย ใน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน [ เอเฟซัส 1:16 ]

พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากยอร์นซึ่งเป็นคนเช่าที่ดินทำไร่ แม้จะสายตาไม่ดีและมีข้อจำกัดทางร่างกายอื่นๆ แต่ยอร์นก็อุทิศตนเองให้กับคนในหมู่บ้านของเขาในนอร์เวย์โดยการอธิษฐานในยามค่ำคืนที่เขานอนไม่หลับเพราะความเจ็บปวด ในคำอธิษฐานเขาจะเอ่ยชื่อของแต่ละคนที่อาศัยอยู่ในบ้านแต่ละหลัง แม้แต่เด็กๆที่เขายังไม่เคยพบ ชาวบ้านรักที่เขามีจิตใจอ่อนสุภาพและมักขอความรู้และคำแนะนำจากเขา แม้ถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือได้จริงๆชาวบ้านจะยังคงรู้สึกดีที่ได้รับความรักจากเขา และเมื่อยอร์นเสียชีวิต งานศพของเขาถือเป็นงานศพที่ใหญ่ที่สุดในชุมชนนั้น แม้ว่าเขาจะไม่มีครอบครัวอยู่ที่นั่นก็ตาม คำอธิษฐานของเขาเบ่งบานและเกิดผลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ชายผู้ถ่อมตนนี้ดำเนินตามแบบอย่างของอัครสาวกเปาโลที่รักผู้คนที่ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้และยังอธิษฐานเผื่อพวกเขาในระหว่างที่ท่านถูกคุมขัง ท่านเขียนถึงชาวเมืองเอเฟซัสขณะที่ท่านอาจถูกคุมขังในกรุงโรมและอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทาน “จิตใจ​อัน​ประกอบด้วย​สติปัญญา และ​ความ​ประจักษ์​แจ้ง​ใน​เรื่อง​ความ​รู้​ถึง​พระ​องค์​” แก่พวกเขา และขอให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” (อฟ.1:17-18) ท่านปรารถนาให้พวกเขาได้รู้จักพระเยซูและดำเนินชีวิตด้วยความรักและความสามัคคีโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ยอร์นและอัครสาวกเปาโลอุทิศตนเองแด่พระเจ้า และมอบถวายผู้คนที่พวกเขารักและรับใช้แด่พระองค์ในคำอธิษฐาน ขอให้เราพิจารณาแบบอย่างของพวกเขาว่าเราจะรักและรับใช้ผู้อื่นอย่างไรในวันนี้

คุณรู้จักใครบ้างที่เป็นนักรบแห่งการอธิษฐานผู้อ่อนสุภาพ คนๆนั้นสะท้อนถึงพระทัยของพระคริสต์อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงรับใช้ผู้อื่นและให้ความต้องการของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักและรับใช้พระองค์อย่างชื่นบานในแต่ละวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้า​จึง​ได้​ขอบ​พระ​คุณ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​หยุด​เลย ใน​เมื่อ​ข้าพเจ้า​อธิษฐาน​เพื่อ​ท่าน [ เอเฟซัส 1:16 ]

พวกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากยอร์นซึ่งเป็นคนเช่าที่ดินทำไร่ แม้จะสายตาไม่ดีและมีข้อจำกัดทางร่างกายอื่นๆ แต่ยอร์นก็อุทิศตนเองให้กับคนใน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยำเกรงพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยำเกรงพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1bdd24f0-e3ea-45a5-a036-c42e661711fc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3dbe327d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>​อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์ [ อพยพ 20:20 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โรคโฟเบียหรือภาวะกลัว หมายถึง “ความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล” ในสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น โรคกลัวแมงมุม (แม้บางคนอาจแย้งว่าการกลัวแมงมุมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด) นอกจากนั้นยังมีโรคกลัวลูกโป่ง โรคกลัวช็อกโกแลต และโรคกลัวอีกประมาณสี่ร้อยชนิดที่มีอยู่จริงและมีการบันทึกข้อมูลไว้ ดูเหมือนว่าคนเราจะกลัวอะไรได้เกือบทุกอย่าง</p>
<p>พระคัมภีร์พูดถึงความกลัวของชนชาติอิสราเอลหลังจากได้รับพระบัญญัติสิบประการว่า “คน​ทั้ง​หลาย​เมื่อ​ได้​ยินได้​เห็น​ฟ้า​ร้อง ฟ้า​แลบ...ต่าง​ก็​ยืน​ตัว​สั่น​อยู่​แต่​ไกล” (อพย.20:18) โมเสสปลอบใจพวกเขาโดยกล่าวถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์” (ข้อ 20) ดูเหมือนโมเสสจะย้อนแย้งในตัวเอง “อย่ากลัวเลย แต่จงเกรงกลัว” อันที่จริง คำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ความกลัว” มีความหมายอย่างน้อยสองประการ คือ ความหวาดกลัวจนตัวสั่นต่อบางสิ่งบางอย่าง หรือความยำเกรงอย่างสูงต่อพระเจ้า</p>
<p>เราอาจหัวเราะเมื่อรู้ว่ามีโรคกลัวลูกโป่งและโรคกลัวช็อกโกแลต แต่สาระสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโรคกลัวเหล่านี้คือ เราสามารถกลัวอะไรได้ทุกอย่าง ความกลัวคืบคลานเข้ามาในชีวิตเราเหมือนแมงมุม และโลกอาจเป็นสถานที่ที่น่ากลัว ขณะที่เราต่อสู้กับโรคกลัวนี้และความหวาดกลัวต่างๆ ขอให้เราระลึกเสมอว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่น่ายำเกรง และพระองค์ประทานการปลอบประโลมแก่เราในเวลานี้ในท่ามกลางความมืดมิด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกหวาดกลัวอะไรในชีวิต ความรักของพระเจ้าช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์พบว่าตัวเองรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆมากมาย ขอทรงปลอบประโลมใจของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้พักสงบในความรักของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>​อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์ [ อพยพ 20:20 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>โรคโฟเบียหรือภาวะกลัว หมายถึง “ความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล” ในสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น โรคกลัวแมงมุม (แม้บางคนอาจแย้งว่าการกลัวแมงมุมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด) นอกจากนั้นยังมีโรคกลัวลูกโป่ง โรคกลัวช็อกโกแลต และโรคกลัวอีกประมาณสี่ร้อยชนิดที่มีอยู่จริงและมีการบันทึกข้อมูลไว้ ดูเหมือนว่าคนเราจะกลัวอะไรได้เกือบทุกอย่าง</p>
<p>พระคัมภีร์พูดถึงความกลัวของชนชาติอิสราเอลหลังจากได้รับพระบัญญัติสิบประการว่า “คน​ทั้ง​หลาย​เมื่อ​ได้​ยินได้​เห็น​ฟ้า​ร้อง ฟ้า​แลบ...ต่าง​ก็​ยืน​ตัว​สั่น​อยู่​แต่​ไกล” (อพย.20:18) โมเสสปลอบใจพวกเขาโดยกล่าวถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์” (ข้อ 20) ดูเหมือนโมเสสจะย้อนแย้งในตัวเอง “อย่ากลัวเลย แต่จงเกรงกลัว” อันที่จริง คำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ความกลัว” มีความหมายอย่างน้อยสองประการ คือ ความหวาดกลัวจนตัวสั่นต่อบางสิ่งบางอย่าง หรือความยำเกรงอย่างสูงต่อพระเจ้า</p>
<p>เราอาจหัวเราะเมื่อรู้ว่ามีโรคกลัวลูกโป่งและโรคกลัวช็อกโกแลต แต่สาระสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโรคกลัวเหล่านี้คือ เราสามารถกลัวอะไรได้ทุกอย่าง ความกลัวคืบคลานเข้ามาในชีวิตเราเหมือนแมงมุม และโลกอาจเป็นสถานที่ที่น่ากลัว ขณะที่เราต่อสู้กับโรคกลัวนี้และความหวาดกลัวต่างๆ ขอให้เราระลึกเสมอว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่น่ายำเกรง และพระองค์ประทานการปลอบประโลมแก่เราในเวลานี้ในท่ามกลางความมืดมิด</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณรู้สึกหวาดกลัวอะไรในชีวิต ความรักของพระเจ้าช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์พบว่าตัวเองรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆมากมาย ขอทรงปลอบประโลมใจของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้พักสงบในความรักของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 23 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3dbe327d/bf493538.mp3" length="11019133" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>​อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์ [ อพยพ 20:20 ]

โรคโฟเบียหรือภาวะกลัว หมายถึง “ความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล” ในสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น โรคกลัวแมงมุม (แม้บางคนอาจแย้งว่าการกลัวแมงมุมเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด) นอกจากนั้นยังมีโรคกลัวลูกโป่ง โรคกลัวช็อกโกแลต และโรคกลัวอีกประมาณสี่ร้อยชนิดที่มีอยู่จริงและมีการบันทึกข้อมูลไว้ ดูเหมือนว่าคนเราจะกลัวอะไรได้เกือบทุกอย่าง
พระคัมภีร์พูดถึงความกลัวของชนชาติอิสราเอลหลังจากได้รับพระบัญญัติสิบประการว่า “คน​ทั้ง​หลาย​เมื่อ​ได้​ยินได้​เห็น​ฟ้า​ร้อง ฟ้า​แลบ...ต่าง​ก็​ยืน​ตัว​สั่น​อยู่​แต่​ไกล” (อพย.20:18) โมเสสปลอบใจพวกเขาโดยกล่าวถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดว่า “อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์” (ข้อ 20) ดูเหมือนโมเสสจะย้อนแย้งในตัวเอง “อย่ากลัวเลย แต่จงเกรงกลัว” อันที่จริง คำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ความกลัว” มีความหมายอย่างน้อยสองประการ คือ ความหวาดกลัวจนตัวสั่นต่อบางสิ่งบางอย่าง หรือความยำเกรงอย่างสูงต่อพระเจ้า
เราอาจหัวเราะเมื่อรู้ว่ามีโรคกลัวลูกโป่งและโรคกลัวช็อกโกแลต แต่สาระสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโรคกลัวเหล่านี้คือ เราสามารถกลัวอะไรได้ทุกอย่าง ความกลัวคืบคลานเข้ามาในชีวิตเราเหมือนแมงมุม และโลกอาจเป็นสถานที่ที่น่ากลัว ขณะที่เราต่อสู้กับโรคกลัวนี้และความหวาดกลัวต่างๆ ขอให้เราระลึกเสมอว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่น่ายำเกรง และพระองค์ประทานการปลอบประโลมแก่เราในเวลานี้ในท่ามกลางความมืดมิด

คุณรู้สึกหวาดกลัวอะไรในชีวิต ความรักของพระเจ้าช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์พบว่าตัวเองรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆมากมาย ขอทรงปลอบประโลมใจของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้พักสงบในความรักของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​อย่า​กลัว​เลย เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​เพื่อ​ลอง​ใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​ยำเกรง​พระ​องค์ [ อพยพ 20:20 ]

โรคโฟเบียหรือภาวะกลัว หมายถึง “ความกลัวอย่างไม่มีเหตุผล” ในสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น โรคกลัวแมงมุม (แม้บางคนอาจแย้งว่าการก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ร่ำรวยในความดี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ร่ำรวยในความดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b8d68248-1481-40a4-9111-4a0900dcc4a7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b6dc740f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จง​กำชับ​ให้​เขา​กระทำ​ดี ให้​กระทำ​ดี​มากๆ ให้​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ​ไม่​เห็น​แก่​ตัว ​[ 1 ทิโมธี 6:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดสิบปีในอาชีพคนซักรีดที่ต้องซัก ตากและรีดเสื้อผ้าด้วยมือ ในที่สุดโอซีโอล่า แม็กคาร์ตี้ก็พร้อมที่จะเกษียณในวัยแปดสิบหกปี เธอตั้งใจเก็บออมเงินที่หามาได้น้อยนิดในตลอดระยะหลายปีนั้น และได้สร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนของเธอด้วยการบริจาคเงิน 150,000 ดอลล่าร์ให้กับมหาวิทยาลัยในละแวกนั้น เพื่อเป็นกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขัดสน ของขวัญที่ไม่เห็นแก่ตัวของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายร้อยร่วมบริจาคจนจำนวนเงินเพิ่มเป็นสามเท่าจากที่เธอให้</p>
<p>โอซีโอล่าเข้าใจดีว่ามูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เธอมีไม่ได้อยู่ที่การใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เพื่อเป็นพรแก่ผู้อื่น อัครสาวกเปาโลเตือนทิโมธีให้สั่งสอนผู้คนที่มั่งมีฝ่ายโลก “ให้กระทำดีมากๆ” (1 ทธ.6:18) เราแต่ละคนได้รับหน้าที่ให้ดูแลทรัพย์สินไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินทองหรือทรัพยากรด้านอื่นๆ แทนที่จะวางใจในทรัพย์สมบัติของเรา เปาโลเตือนให้เรามุ่งหวังในพระเจ้าเท่านั้น (ข้อ 17) และส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์โดยการ “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18)</p>
<p>ในระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า การยึดเอาไว้และไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีแต่จะนำไปสู่ความว่างเปล่า แต่การให้ผู้อื่นด้วยความรักเป็นหนทางสู่ความอิ่มเอมใจ การมีทั้งความชอบธรรมและความพึงพอใจในสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรนเพื่อให้มีมากขึ้นก็เป็นประโยชน์มากมาย (ข้อ 6) เราจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทรัพยากรของเราเหมือนที่โอซีโอล่าทำได้อย่างไร ขอให้เรามุ่งมั่นที่จะกระทำความดีให้มากในวันนี้ตามที่พระเจ้าทรงนำเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณมีโอกาสแสดงความมีน้ำใจอะไรบ้าง การแบ่งปันสิ่งที่คุณมีจะนำไปสู่ความสุขใจมากขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับทรัพยากรที่ข้าพระองค์มี และขอมอบสิ่งเหล่านั้นแก่พระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จง​กำชับ​ให้​เขา​กระทำ​ดี ให้​กระทำ​ดี​มากๆ ให้​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ​ไม่​เห็น​แก่​ตัว ​[ 1 ทิโมธี 6:18 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดสิบปีในอาชีพคนซักรีดที่ต้องซัก ตากและรีดเสื้อผ้าด้วยมือ ในที่สุดโอซีโอล่า แม็กคาร์ตี้ก็พร้อมที่จะเกษียณในวัยแปดสิบหกปี เธอตั้งใจเก็บออมเงินที่หามาได้น้อยนิดในตลอดระยะหลายปีนั้น และได้สร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนของเธอด้วยการบริจาคเงิน 150,000 ดอลล่าร์ให้กับมหาวิทยาลัยในละแวกนั้น เพื่อเป็นกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขัดสน ของขวัญที่ไม่เห็นแก่ตัวของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายร้อยร่วมบริจาคจนจำนวนเงินเพิ่มเป็นสามเท่าจากที่เธอให้</p>
<p>โอซีโอล่าเข้าใจดีว่ามูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เธอมีไม่ได้อยู่ที่การใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เพื่อเป็นพรแก่ผู้อื่น อัครสาวกเปาโลเตือนทิโมธีให้สั่งสอนผู้คนที่มั่งมีฝ่ายโลก “ให้กระทำดีมากๆ” (1 ทธ.6:18) เราแต่ละคนได้รับหน้าที่ให้ดูแลทรัพย์สินไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินทองหรือทรัพยากรด้านอื่นๆ แทนที่จะวางใจในทรัพย์สมบัติของเรา เปาโลเตือนให้เรามุ่งหวังในพระเจ้าเท่านั้น (ข้อ 17) และส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์โดยการ “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18)</p>
<p>ในระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า การยึดเอาไว้และไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีแต่จะนำไปสู่ความว่างเปล่า แต่การให้ผู้อื่นด้วยความรักเป็นหนทางสู่ความอิ่มเอมใจ การมีทั้งความชอบธรรมและความพึงพอใจในสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรนเพื่อให้มีมากขึ้นก็เป็นประโยชน์มากมาย (ข้อ 6) เราจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทรัพยากรของเราเหมือนที่โอซีโอล่าทำได้อย่างไร ขอให้เรามุ่งมั่นที่จะกระทำความดีให้มากในวันนี้ตามที่พระเจ้าทรงนำเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>วันนี้คุณมีโอกาสแสดงความมีน้ำใจอะไรบ้าง การแบ่งปันสิ่งที่คุณมีจะนำไปสู่ความสุขใจมากขึ้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับทรัพยากรที่ข้าพระองค์มี และขอมอบสิ่งเหล่านั้นแก่พระองค์ในวันนี้</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 22 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b6dc740f/8960432e.mp3" length="11824767" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>739</itunes:duration>
      <itunes:summary>จง​กำชับ​ให้​เขา​กระทำ​ดี ให้​กระทำ​ดี​มากๆ ให้​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ​ไม่​เห็น​แก่​ตัว ​[ 1 ทิโมธี 6:18 ]

หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดสิบปีในอาชีพคนซักรีดที่ต้องซัก ตากและรีดเสื้อผ้าด้วยมือ ในที่สุดโอซีโอล่า แม็กคาร์ตี้ก็พร้อมที่จะเกษียณในวัยแปดสิบหกปี เธอตั้งใจเก็บออมเงินที่หามาได้น้อยนิดในตลอดระยะหลายปีนั้น และได้สร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนของเธอด้วยการบริจาคเงิน 150,000 ดอลล่าร์ให้กับมหาวิทยาลัยในละแวกนั้น เพื่อเป็นกองทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขัดสน ของขวัญที่ไม่เห็นแก่ตัวของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายร้อยร่วมบริจาคจนจำนวนเงินเพิ่มเป็นสามเท่าจากที่เธอให้
โอซีโอล่าเข้าใจดีว่ามูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เธอมีไม่ได้อยู่ที่การใช้มันเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เพื่อเป็นพรแก่ผู้อื่น อัครสาวกเปาโลเตือนทิโมธีให้สั่งสอนผู้คนที่มั่งมีฝ่ายโลก “ให้กระทำดีมากๆ” (1 ทธ.6:18) เราแต่ละคนได้รับหน้าที่ให้ดูแลทรัพย์สินไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเงินทองหรือทรัพยากรด้านอื่นๆ แทนที่จะวางใจในทรัพย์สมบัติของเรา เปาโลเตือนให้เรามุ่งหวังในพระเจ้าเท่านั้น (ข้อ 17) และส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์โดยการ “เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่เห็นแก่ตัว” (ข้อ 18)
ในระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า การยึดเอาไว้และไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีแต่จะนำไปสู่ความว่างเปล่า แต่การให้ผู้อื่นด้วยความรักเป็นหนทางสู่ความอิ่มเอมใจ การมีทั้งความชอบธรรมและความพึงพอใจในสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรนเพื่อให้มีมากขึ้นก็เป็นประโยชน์มากมาย (ข้อ 6) เราจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทรัพยากรของเราเหมือนที่โอซีโอล่าทำได้อย่างไร ขอให้เรามุ่งมั่นที่จะกระทำความดีให้มากในวันนี้ตามที่พระเจ้าทรงนำเรา

วันนี้คุณมีโอกาสแสดงความมีน้ำใจอะไรบ้าง การแบ่งปันสิ่งที่คุณมีจะนำไปสู่ความสุขใจมากขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับทรัพยากรที่ข้าพระองค์มี และขอมอบสิ่งเหล่านั้นแก่พระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จง​กำชับ​ให้​เขา​กระทำ​ดี ให้​กระทำ​ดี​มากๆ ให้​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ​ไม่​เห็น​แก่​ตัว ​[ 1 ทิโมธี 6:18 ]

หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดสิบปีในอาชีพคนซักรีดที่ต้องซัก ตากและรีดเสื้อผ้าด้วยมือ ในที่สุดโอซีโอล่า แม็กคาร์ตี้ก็พร้อมที่จะเกษียณในวัยแปดสิบหกปี เธอตั้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นิเวศแห่งการนมัสการ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นิเวศแห่งการนมัสการ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2ae3cf3f-91d3-4311-901b-d9c03fe789e3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b03a417e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พลับพลา​นั้น เจ้า​จง​จัดตั้ง​ไว้​ตาม​แบบอย่าง​ที่​เรา​ได้​แจ้ง​แก่​เจ้า​แล้ว​ที่​บน​ภูเขา [ อพยพ 26:30 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อมีการทิ้งระเบิดใส่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์บอกกับรัฐสภาว่าพวกเขาจะต้องสร้างสภาแห่งนี้ขึ้นใหม่ตามแบบเดิม ห้องประชุมจะต้องมีขนาดเล็กเพื่อให้การโต้แย้งยังคงเป็นไปอย่างใกล้ชิด และห้องจะต้องมีลักษณะยาวแทนที่จะเป็นแบบครึ่งวงกลมเพื่อนักการเมืองจะสามารถ “เคลื่อนไปรอบๆศูนย์กลางได้” การทำเช่นนี้เพื่อคงไว้ซึ่งระบบพรรคการเมืองแบบอังกฤษ ที่พรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาหันหน้าเข้าหากันจากคนละฝั่งของห้อง ทำให้ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะย้ายข้าง เชอร์ชิลล์สรุปว่า “เรากำหนดลักษณะอาคารของเรา และหลังจากนั้นอาคารจะกำหนดลักษณะของเรา”</p>
<p>พระเจ้าทรงดูเหมือนจะเห็นด้วย โดยเจ็ดบทในหนังสืออพยพ (บทที่ 25-31) เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการสร้างพลับพลา และอีกหกบท (บทที่ 35-40) บรรยายว่าอิสราเอลได้ทำอย่างไร พระเจ้าทรงใส่พระทัยเรื่องการนมัสการของพวกเขา เมื่อผู้คนเข้าไปในลานพลับพลา แสงสีทองวาววับของผ้าม่านหลากสีของพลับพลา (26:1, 31-37) ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจ แท่นเครื่องเผาบูชา (27:1-8) และขันน้ำ (30:17-21) เตือนใจให้คิดถึงราคาของการอภัยโทษบาปของพวกเขา ในพลับพลามีคันประทีป (25:31-40) โต๊ะขนมปัง (25:23-30) แท่นเครื่องหอม (30:1-6) และหีบพระโอวาท (25:10-22) สิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>พระเจ้าไม่ได้ทรงมีคำสั่งโดยละเอียดเรื่องสถานที่นมัสการของเราเหมือนดังที่ทรงสั่งชนชาติอิสราเอล แต่การนมัสการของเราก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวของเราจะต้องเป็นพลับพลาที่แยกไว้เพื่อพระองค์จะประทับอยู่ภายใน ขอให้ทุกสิ่งที่เราทำนั้นย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงกระทำสิ่งใด</p>
<p><br><strong>การนมัสการของคุณสอนให้คุณรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าและความรักที่พระองค์ทรงมีต่อคุณ คุณต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงคู่ควรแก่การนมัสการที่ดีที่สุดจากข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พลับพลา​นั้น เจ้า​จง​จัดตั้ง​ไว้​ตาม​แบบอย่าง​ที่​เรา​ได้​แจ้ง​แก่​เจ้า​แล้ว​ที่​บน​ภูเขา [ อพยพ 26:30 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อมีการทิ้งระเบิดใส่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์บอกกับรัฐสภาว่าพวกเขาจะต้องสร้างสภาแห่งนี้ขึ้นใหม่ตามแบบเดิม ห้องประชุมจะต้องมีขนาดเล็กเพื่อให้การโต้แย้งยังคงเป็นไปอย่างใกล้ชิด และห้องจะต้องมีลักษณะยาวแทนที่จะเป็นแบบครึ่งวงกลมเพื่อนักการเมืองจะสามารถ “เคลื่อนไปรอบๆศูนย์กลางได้” การทำเช่นนี้เพื่อคงไว้ซึ่งระบบพรรคการเมืองแบบอังกฤษ ที่พรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาหันหน้าเข้าหากันจากคนละฝั่งของห้อง ทำให้ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะย้ายข้าง เชอร์ชิลล์สรุปว่า “เรากำหนดลักษณะอาคารของเรา และหลังจากนั้นอาคารจะกำหนดลักษณะของเรา”</p>
<p>พระเจ้าทรงดูเหมือนจะเห็นด้วย โดยเจ็ดบทในหนังสืออพยพ (บทที่ 25-31) เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการสร้างพลับพลา และอีกหกบท (บทที่ 35-40) บรรยายว่าอิสราเอลได้ทำอย่างไร พระเจ้าทรงใส่พระทัยเรื่องการนมัสการของพวกเขา เมื่อผู้คนเข้าไปในลานพลับพลา แสงสีทองวาววับของผ้าม่านหลากสีของพลับพลา (26:1, 31-37) ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจ แท่นเครื่องเผาบูชา (27:1-8) และขันน้ำ (30:17-21) เตือนใจให้คิดถึงราคาของการอภัยโทษบาปของพวกเขา ในพลับพลามีคันประทีป (25:31-40) โต๊ะขนมปัง (25:23-30) แท่นเครื่องหอม (30:1-6) และหีบพระโอวาท (25:10-22) สิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>พระเจ้าไม่ได้ทรงมีคำสั่งโดยละเอียดเรื่องสถานที่นมัสการของเราเหมือนดังที่ทรงสั่งชนชาติอิสราเอล แต่การนมัสการของเราก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวของเราจะต้องเป็นพลับพลาที่แยกไว้เพื่อพระองค์จะประทับอยู่ภายใน ขอให้ทุกสิ่งที่เราทำนั้นย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงกระทำสิ่งใด</p>
<p><br><strong>การนมัสการของคุณสอนให้คุณรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าและความรักที่พระองค์ทรงมีต่อคุณ คุณต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงคู่ควรแก่การนมัสการที่ดีที่สุดจากข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 21 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b03a417e/013b19ab.mp3" length="13389961" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>837</itunes:duration>
      <itunes:summary>พลับพลา​นั้น เจ้า​จง​จัดตั้ง​ไว้​ตาม​แบบอย่าง​ที่​เรา​ได้​แจ้ง​แก่​เจ้า​แล้ว​ที่​บน​ภูเขา [ อพยพ 26:30 ]

เมื่อมีการทิ้งระเบิดใส่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์บอกกับรัฐสภาว่าพวกเขาจะต้องสร้างสภาแห่งนี้ขึ้นใหม่ตามแบบเดิม ห้องประชุมจะต้องมีขนาดเล็กเพื่อให้การโต้แย้งยังคงเป็นไปอย่างใกล้ชิด และห้องจะต้องมีลักษณะยาวแทนที่จะเป็นแบบครึ่งวงกลมเพื่อนักการเมืองจะสามารถ “เคลื่อนไปรอบๆศูนย์กลางได้” การทำเช่นนี้เพื่อคงไว้ซึ่งระบบพรรคการเมืองแบบอังกฤษ ที่พรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาหันหน้าเข้าหากันจากคนละฝั่งของห้อง ทำให้ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะย้ายข้าง เชอร์ชิลล์สรุปว่า “เรากำหนดลักษณะอาคารของเรา และหลังจากนั้นอาคารจะกำหนดลักษณะของเรา”
พระเจ้าทรงดูเหมือนจะเห็นด้วย โดยเจ็ดบทในหนังสืออพยพ (บทที่ 25-31) เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการสร้างพลับพลา และอีกหกบท (บทที่ 35-40) บรรยายว่าอิสราเอลได้ทำอย่างไร พระเจ้าทรงใส่พระทัยเรื่องการนมัสการของพวกเขา เมื่อผู้คนเข้าไปในลานพลับพลา แสงสีทองวาววับของผ้าม่านหลากสีของพลับพลา (26:1, 31-37) ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจ แท่นเครื่องเผาบูชา (27:1-8) และขันน้ำ (30:17-21) เตือนใจให้คิดถึงราคาของการอภัยโทษบาปของพวกเขา ในพลับพลามีคันประทีป (25:31-40) โต๊ะขนมปัง (25:23-30) แท่นเครื่องหอม (30:1-6) และหีบพระโอวาท (25:10-22) สิ่งของแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง
พระเจ้าไม่ได้ทรงมีคำสั่งโดยละเอียดเรื่องสถานที่นมัสการของเราเหมือนดังที่ทรงสั่งชนชาติอิสราเอล แต่การนมัสการของเราก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวของเราจะต้องเป็นพลับพลาที่แยกไว้เพื่อพระองค์จะประทับอยู่ภายใน ขอให้ทุกสิ่งที่เราทำนั้นย้ำเตือนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและทรงกระทำสิ่งใด
การนมัสการของคุณสอนให้คุณรู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าและความรักที่พระองค์ทรงมีต่อคุณ คุณต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงคู่ควรแก่การนมัสการที่ดีที่สุดจากข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พลับพลา​นั้น เจ้า​จง​จัดตั้ง​ไว้​ตาม​แบบอย่าง​ที่​เรา​ได้​แจ้ง​แก่​เจ้า​แล้ว​ที่​บน​ภูเขา [ อพยพ 26:30 ]

เมื่อมีการทิ้งระเบิดใส่สภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์บอกกับรัฐสภาว่าพวกเขาจะต้องสร้างสภาแห่งนี้ขึ้นใหม่ต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โปรดใช้ข้าพระองค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โปรดใช้ข้าพระองค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4c805133-53b7-4cbe-8da3-b8025335086c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f1634be9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ให้​ผู้​โอ้​อวด อวด​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า [ 1 โครินธ์ 1:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ครั้งหนึ่งเจมส์ มอร์ริสได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฆราวาสผู้ไม่รู้หนังสือแต่มีใจเมตตา” พระเจ้าทรงใช้เขาเพื่อนำออกัสตัส ท็อปเลดีให้มาถึงความเชื่อที่ช่วยให้รอดในพระเยซูคริสต์ ท็อปเลดี ซึ่งเป็นนักประพันธ์แห่งศตวรรษที่สิบแปดผู้เขียนเพลงนมัสการอมตะชื่อ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” เล่าถึงตอนที่เขาได้ยินมอร์ริสเทศนาว่า “แปลกที่ผม...ถูกนำเข้ามาใกล้พระเจ้า...ในท่ามกลางผู้เชื่อพระเจ้ากลุ่มเล็กๆที่มารวมตัวกันในโรงนา ภายใต้พันธกิจของคนที่สะกดชื่อตัวเองเกือบจะไม่ได้ นี่เป็นการทำงานของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเป็นการอัศจรรย์อย่างยิ่ง”</p>
<p>ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงกระทำสิ่งอัศจรรย์ในสถานที่ซึ่งเหนือความคาดหมาย ผ่านทางผู้คนที่เราอาจถือว่า “ขาดคุณสมบัติ” หรือเป็นคนธรรมดา ใน 1 โครินธ์ 1 เปาโลเตือนความจำของผู้เชื่อในพระเยซูว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความโดดเด่น “มี​น้อย​คน​ที่​โลก​นิยม​ว่า​มี​ปัญญา มี​น้อย​คน​ที่​มี​อำนาจ มี​น้อย​คน​ที่​มี​ตระกูล​สูง​” (ข้อ 26) แต่ถึงแม้ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์จะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่โดยพระคุณของพระเจ้าพวกเขาไม่ได้ขาดของประทานหรือไร้ประโยชน์เลย (ดูข้อ 7) และพระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้คนที่ชอบโอ้อวดถ่อมใจลง (ข้อ 27-29) ได้ทรงทำงานในท่ามกลางพวกเขาและผ่านทางพวกเขา</p>
<p>คุณมองว่าตัวเองเป็นคน “ธรรมดา” “พื้นๆ” หรือแม้แต่ “ด้อยกว่าคนทั่วไป” หรือไม่ อย่ากังวลเลย ถ้าคุณมีพระเยซูและเต็มใจให้พระองค์ทรงใช้คุณ คุณก็ดีเพียงพอแล้ว ขอให้คุณอธิษฐานจากใจว่า “พระเจ้าข้า โปรดใช้ข้าพระองค์!”</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดถึงใครที่พระเจ้าทรงใช้อย่างเงียบๆแต่ว่าเกิดผล คุณจะทำสิ่งใดได้บ้าง เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากสิ่งที่คุณขาดไปสู่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำได้ผ่านตัวคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์สนใจในตนเองมากกว่าในพระองค์ ขอทรงโปรดใช้ข้าพระองค์ในที่ที่ข้าพระองค์อยู่เพื่อพระราชกิจอันบริสุทธิ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ให้​ผู้​โอ้​อวด อวด​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า [ 1 โครินธ์ 1:31 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ครั้งหนึ่งเจมส์ มอร์ริสได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฆราวาสผู้ไม่รู้หนังสือแต่มีใจเมตตา” พระเจ้าทรงใช้เขาเพื่อนำออกัสตัส ท็อปเลดีให้มาถึงความเชื่อที่ช่วยให้รอดในพระเยซูคริสต์ ท็อปเลดี ซึ่งเป็นนักประพันธ์แห่งศตวรรษที่สิบแปดผู้เขียนเพลงนมัสการอมตะชื่อ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” เล่าถึงตอนที่เขาได้ยินมอร์ริสเทศนาว่า “แปลกที่ผม...ถูกนำเข้ามาใกล้พระเจ้า...ในท่ามกลางผู้เชื่อพระเจ้ากลุ่มเล็กๆที่มารวมตัวกันในโรงนา ภายใต้พันธกิจของคนที่สะกดชื่อตัวเองเกือบจะไม่ได้ นี่เป็นการทำงานของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเป็นการอัศจรรย์อย่างยิ่ง”</p>
<p>ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงกระทำสิ่งอัศจรรย์ในสถานที่ซึ่งเหนือความคาดหมาย ผ่านทางผู้คนที่เราอาจถือว่า “ขาดคุณสมบัติ” หรือเป็นคนธรรมดา ใน 1 โครินธ์ 1 เปาโลเตือนความจำของผู้เชื่อในพระเยซูว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความโดดเด่น “มี​น้อย​คน​ที่​โลก​นิยม​ว่า​มี​ปัญญา มี​น้อย​คน​ที่​มี​อำนาจ มี​น้อย​คน​ที่​มี​ตระกูล​สูง​” (ข้อ 26) แต่ถึงแม้ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์จะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่โดยพระคุณของพระเจ้าพวกเขาไม่ได้ขาดของประทานหรือไร้ประโยชน์เลย (ดูข้อ 7) และพระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้คนที่ชอบโอ้อวดถ่อมใจลง (ข้อ 27-29) ได้ทรงทำงานในท่ามกลางพวกเขาและผ่านทางพวกเขา</p>
<p>คุณมองว่าตัวเองเป็นคน “ธรรมดา” “พื้นๆ” หรือแม้แต่ “ด้อยกว่าคนทั่วไป” หรือไม่ อย่ากังวลเลย ถ้าคุณมีพระเยซูและเต็มใจให้พระองค์ทรงใช้คุณ คุณก็ดีเพียงพอแล้ว ขอให้คุณอธิษฐานจากใจว่า “พระเจ้าข้า โปรดใช้ข้าพระองค์!”</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดถึงใครที่พระเจ้าทรงใช้อย่างเงียบๆแต่ว่าเกิดผล คุณจะทำสิ่งใดได้บ้าง เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากสิ่งที่คุณขาดไปสู่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำได้ผ่านตัวคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์สนใจในตนเองมากกว่าในพระองค์ ขอทรงโปรดใช้ข้าพระองค์ในที่ที่ข้าพระองค์อยู่เพื่อพระราชกิจอันบริสุทธิ์ของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 20 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f1634be9/e0f13e1d.mp3" length="11484549" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>ให้​ผู้​โอ้​อวด อวด​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า [ 1 โครินธ์ 1:31 ]

ครั้งหนึ่งเจมส์ มอร์ริสได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฆราวาสผู้ไม่รู้หนังสือแต่มีใจเมตตา” พระเจ้าทรงใช้เขาเพื่อนำออกัสตัส ท็อปเลดีให้มาถึงความเชื่อที่ช่วยให้รอดในพระเยซูคริสต์ ท็อปเลดี ซึ่งเป็นนักประพันธ์แห่งศตวรรษที่สิบแปดผู้เขียนเพลงนมัสการอมตะชื่อ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” เล่าถึงตอนที่เขาได้ยินมอร์ริสเทศนาว่า “แปลกที่ผม...ถูกนำเข้ามาใกล้พระเจ้า...ในท่ามกลางผู้เชื่อพระเจ้ากลุ่มเล็กๆที่มารวมตัวกันในโรงนา ภายใต้พันธกิจของคนที่สะกดชื่อตัวเองเกือบจะไม่ได้ นี่เป็นการทำงานของพระเจ้าอย่างแน่นอน และเป็นการอัศจรรย์อย่างยิ่ง”
ที่จริงแล้วพระเจ้าทรงกระทำสิ่งอัศจรรย์ในสถานที่ซึ่งเหนือความคาดหมาย ผ่านทางผู้คนที่เราอาจถือว่า “ขาดคุณสมบัติ” หรือเป็นคนธรรมดา ใน 1 โครินธ์ 1 เปาโลเตือนความจำของผู้เชื่อในพระเยซูว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความโดดเด่น “มี​น้อย​คน​ที่​โลก​นิยม​ว่า​มี​ปัญญา มี​น้อย​คน​ที่​มี​อำนาจ มี​น้อย​คน​ที่​มี​ตระกูล​สูง​” (ข้อ 26) แต่ถึงแม้ผู้เชื่อในเมืองโครินธ์จะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่โดยพระคุณของพระเจ้าพวกเขาไม่ได้ขาดของประทานหรือไร้ประโยชน์เลย (ดูข้อ 7) และพระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้คนที่ชอบโอ้อวดถ่อมใจลง (ข้อ 27-29) ได้ทรงทำงานในท่ามกลางพวกเขาและผ่านทางพวกเขา
คุณมองว่าตัวเองเป็นคน “ธรรมดา” “พื้นๆ” หรือแม้แต่ “ด้อยกว่าคนทั่วไป” หรือไม่ อย่ากังวลเลย ถ้าคุณมีพระเยซูและเต็มใจให้พระองค์ทรงใช้คุณ คุณก็ดีเพียงพอแล้ว ขอให้คุณอธิษฐานจากใจว่า “พระเจ้าข้า โปรดใช้ข้าพระองค์!”

คุณคิดถึงใครที่พระเจ้าทรงใช้อย่างเงียบๆแต่ว่าเกิดผล คุณจะทำสิ่งใดได้บ้าง เพื่อเปลี่ยนมุมมองจากสิ่งที่คุณขาดไปสู่สิ่งที่พระเจ้าทรงทำได้ผ่านตัวคุณ
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์สนใจในตนเองมากกว่าในพระองค์ ขอทรงโปรดใช้ข้าพระองค์ในที่ที่ข้าพระองค์อยู่เพื่อพระราชกิจอันบริสุทธิ์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ให้​ผู้​โอ้​อวด อวด​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า [ 1 โครินธ์ 1:31 ]

ครั้งหนึ่งเจมส์ มอร์ริสได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฆราวาสผู้ไม่รู้หนังสือแต่มีใจเมตตา” พระเจ้าทรงใช้เขาเพื่อนำออกัสตัส ท็อปเลดีให้มาถึงความเชื่อที่ช่วยให้รอดในพระเยซูคริสต์ ท็อปเลดี ซึ่งเป็นนักปร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใหม่และแน่นอน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ใหม่และแน่นอน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">785cb7ce-8cdd-481e-8134-a22f4f151dbf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5930f3c6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เมตตา​ของ​พระ​เจ้า​ไม่​มี​สิ้นสุด... เป็น​ของใหม่​อยู่​ทุก​เวลา​เช้า [ เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สามปีมาแล้วที่ซูซานไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลยนอกจากของใช้จำเป็นในบ้าน การระบาดใหญ่ของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเพื่อนฉันคนนี้ และเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย “วันหนึ่งขณะทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ ฉันสังเกตเห็นว่าข้าวของของฉันดูเก่าและหมองแค่ไหน” เธอเล่า “ในเวลานั้นเองฉันเริ่มคิดถึงการมีสิ่งของใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและน่าตื่นเต้น สิ่งต่างๆรอบตัวฉันดูซ้ำซากและน่าเบื่อ ฉันรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอย”</p>
<p>ซูซานได้พบคำหนุนใจจากพระธรรมเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งเขียนโดยเยเรมีย์หลังจากที่กรุงเยรูซาเล็มตกเป็นของบาบิโลน บทเพลงคร่ำครวญบรรยายถึงบาดแผลแห่งความทุกข์โศกที่เกิดแก่ผู้เผยพระวจนะและประชาชน อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสิ้นหวังและเศร้าเสียใจ ความรักของพระเจ้ายังคงเป็นความหวังที่มั่นคง เยเรมีย์บันทึกไว้ว่า “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด... เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” (3:22-23)</p>
<p>ซูซานได้รับการย้ำเตือนว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่อย่างไม่เคยหยุดยั้งในทุกๆวัน เมื่อสถานการณ์ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอยอีกต่อไป เราสามารถระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าได้และรอคอยว่าพระองค์จะจัดเตรียมให้เราอย่างไร เราตั้งความหวังไว้ในพระเจ้าได้อย่างมั่นใจด้วยรู้ว่าความหวังของเราจะไม่สูญเปล่า (ข้อ 24-25) เพราะความหวังนั้นตั้งมั่นอยู่ในความรักมั่นคงและพระเมตตาของพระเจ้า</p>
<p>“ความรักของพระเจ้าคือ ‘สิ่งใหม่’ ของฉันในแต่ละวัน” ซูซานกล่าว “ฉันสามารถมองไปข้างหน้าได้อย่างมีความหวัง”</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่ามองไม่เห็นความหวังในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ พระสัญญาว่าความรักของพระเจ้าเป็น “ของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” ทำให้คุณมีความหวังอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความรักอันมั่นคงและแน่นอนของพระองค์เป็นของใหม่ในทุกวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เมตตา​ของ​พระ​เจ้า​ไม่​มี​สิ้นสุด... เป็น​ของใหม่​อยู่​ทุก​เวลา​เช้า [ เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>สามปีมาแล้วที่ซูซานไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลยนอกจากของใช้จำเป็นในบ้าน การระบาดใหญ่ของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเพื่อนฉันคนนี้ และเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย “วันหนึ่งขณะทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ ฉันสังเกตเห็นว่าข้าวของของฉันดูเก่าและหมองแค่ไหน” เธอเล่า “ในเวลานั้นเองฉันเริ่มคิดถึงการมีสิ่งของใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและน่าตื่นเต้น สิ่งต่างๆรอบตัวฉันดูซ้ำซากและน่าเบื่อ ฉันรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอย”</p>
<p>ซูซานได้พบคำหนุนใจจากพระธรรมเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งเขียนโดยเยเรมีย์หลังจากที่กรุงเยรูซาเล็มตกเป็นของบาบิโลน บทเพลงคร่ำครวญบรรยายถึงบาดแผลแห่งความทุกข์โศกที่เกิดแก่ผู้เผยพระวจนะและประชาชน อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสิ้นหวังและเศร้าเสียใจ ความรักของพระเจ้ายังคงเป็นความหวังที่มั่นคง เยเรมีย์บันทึกไว้ว่า “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด... เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” (3:22-23)</p>
<p>ซูซานได้รับการย้ำเตือนว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่อย่างไม่เคยหยุดยั้งในทุกๆวัน เมื่อสถานการณ์ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอยอีกต่อไป เราสามารถระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าได้และรอคอยว่าพระองค์จะจัดเตรียมให้เราอย่างไร เราตั้งความหวังไว้ในพระเจ้าได้อย่างมั่นใจด้วยรู้ว่าความหวังของเราจะไม่สูญเปล่า (ข้อ 24-25) เพราะความหวังนั้นตั้งมั่นอยู่ในความรักมั่นคงและพระเมตตาของพระเจ้า</p>
<p>“ความรักของพระเจ้าคือ ‘สิ่งใหม่’ ของฉันในแต่ละวัน” ซูซานกล่าว “ฉันสามารถมองไปข้างหน้าได้อย่างมีความหวัง”</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่ามองไม่เห็นความหวังในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ พระสัญญาว่าความรักของพระเจ้าเป็น “ของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” ทำให้คุณมีความหวังอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความรักอันมั่นคงและแน่นอนของพระองค์เป็นของใหม่ในทุกวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 19 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5930f3c6/2cff0245.mp3" length="10337917" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>647</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เมตตา​ของ​พระ​เจ้า​ไม่​มี​สิ้นสุด... เป็น​ของใหม่​อยู่​ทุก​เวลา​เช้า [ เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 ]

สามปีมาแล้วที่ซูซานไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลยนอกจากของใช้จำเป็นในบ้าน การระบาดใหญ่ของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเพื่อนฉันคนนี้ และเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย “วันหนึ่งขณะทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ ฉันสังเกตเห็นว่าข้าวของของฉันดูเก่าและหมองแค่ไหน” เธอเล่า “ในเวลานั้นเองฉันเริ่มคิดถึงการมีสิ่งของใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและน่าตื่นเต้น สิ่งต่างๆรอบตัวฉันดูซ้ำซากและน่าเบื่อ ฉันรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอย”
ซูซานได้พบคำหนุนใจจากพระธรรมเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์ที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งเขียนโดยเยเรมีย์หลังจากที่กรุงเยรูซาเล็มตกเป็นของบาบิโลน บทเพลงคร่ำครวญบรรยายถึงบาดแผลแห่งความทุกข์โศกที่เกิดแก่ผู้เผยพระวจนะและประชาชน อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสิ้นหวังและเศร้าเสียใจ ความรักของพระเจ้ายังคงเป็นความหวังที่มั่นคง เยเรมีย์บันทึกไว้ว่า “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด... เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” (3:22-23)
ซูซานได้รับการย้ำเตือนว่าความรักมั่นคงของพระเจ้าเกิดขึ้นใหม่อย่างไม่เคยหยุดยั้งในทุกๆวัน เมื่อสถานการณ์ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดให้รอคอยอีกต่อไป เราสามารถระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าได้และรอคอยว่าพระองค์จะจัดเตรียมให้เราอย่างไร เราตั้งความหวังไว้ในพระเจ้าได้อย่างมั่นใจด้วยรู้ว่าความหวังของเราจะไม่สูญเปล่า (ข้อ 24-25) เพราะความหวังนั้นตั้งมั่นอยู่ในความรักมั่นคงและพระเมตตาของพระเจ้า
“ความรักของพระเจ้าคือ ‘สิ่งใหม่’ ของฉันในแต่ละวัน” ซูซานกล่าว “ฉันสามารถมองไปข้างหน้าได้อย่างมีความหวัง”

เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่ามองไม่เห็นความหวังในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ พระสัญญาว่าความรักของพระเจ้าเป็น “ของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า” ทำให้คุณมีความหวังอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ความรักอันมั่นคงและแน่นอนของพระองค์เป็นของใหม่ในทุกวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เมตตา​ของ​พระ​เจ้า​ไม่​มี​สิ้นสุด... เป็น​ของใหม่​อยู่​ทุก​เวลา​เช้า [ เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 ]

สามปีมาแล้วที่ซูซานไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลยนอกจากของใช้จำเป็นในบ้าน การระบาดใหญ่ของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเพื่อนฉันคนนี้ และเธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าแห่งอิสรภาพ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าแห่งอิสรภาพ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bd3873d2-127a-4d37-9b62-1b1c86590720</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5481c55b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เราคือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์ [ อพยพ 3:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศการเลิกทาสไปแล้วเป็นเวลานานถึงสองปีครึ่ง โดยที่ฝ่ายสมาพันธรัฐได้ยอมจำนนแล้ว แต่รัฐเท็กซัสยังคงไม่ยอมรับในเสรีภาพของพวกทาส อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1865 นายพลกอร์ดอน เกรนเจอร์แห่งกองทัพสหภาพได้ขี่ม้าไปยังเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส และเรียกร้องให้ปล่อยทาสทั้งหมด ลองจินตนาการถึงความตกใจและความยินดีเมื่อโซ่ตรวนหลุดออกและผู้ที่ถูกพันธนาการได้ยินเสียงประกาศอิสรภาพ</p>
<p>พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นผู้ที่ถูกกดขี่ และในที่สุดพระองค์จะทรงประกาศอิสรภาพแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความอยุติธรรม เรื่องนี้เป็นจริงในปัจจุบันเช่นเดียวกับในสมัยของโมเสส พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านจากพุ่มไม้ที่มีไฟลุกโชนพร้อมกับตรัสสิ่งที่สำคัญเร่งด่วนว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว” (อพย.3:7) พระองค์ไม่เพียงเห็นความโหดร้ายที่ชาวอียิปต์กระทำต่อคนอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังทรงมีแผนการที่จะทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย พระเจ้าทรงประกาศว่า “เรา​ลง​มา​เพื่อ​จะ​ช่วย​เขา​ให้​รอด...และ​นำ​เขา​...ไป​ยัง​แผ่นดิน​ที่​อุดม​กว้างขวาง” (ข้อ 8) พระองค์ทรงมีเป้าหมายที่จะประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอล และโมเสสคือผู้ที่จะเป็นกระบอกเสียง พระเจ้าตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์ว่า “เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เรา​คือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์” (ข้อ 10)</p>
<p>แม้เวลาของพระเจ้าอาจไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เราคาดหวัง แต่วันหนึ่งพระองค์จะทรงปลดปล่อยเราจากพันธนาการและความอยุติธรรมทั้งสิ้น พระองค์จะประทานความหวังและการปลดปล่อยมาถึงทุกคนที่ถูกกดขี่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำงานเพื่อช่วยผู้ถูกกดขี่อย่างไร พระองค์ทรงเชิญชวนให้คุณมีส่วนร่วมในงานของพระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โลกนี้มีเรื่องราวของผู้ที่ถูกกดขี่มากมาย ความสิ้นหวังเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตระหนักอยู่เสมอถึงพระประสงค์ที่ได้ทรงประกาศอิสรภาพ</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เราคือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์ [ อพยพ 3:10 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศการเลิกทาสไปแล้วเป็นเวลานานถึงสองปีครึ่ง โดยที่ฝ่ายสมาพันธรัฐได้ยอมจำนนแล้ว แต่รัฐเท็กซัสยังคงไม่ยอมรับในเสรีภาพของพวกทาส อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1865 นายพลกอร์ดอน เกรนเจอร์แห่งกองทัพสหภาพได้ขี่ม้าไปยังเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส และเรียกร้องให้ปล่อยทาสทั้งหมด ลองจินตนาการถึงความตกใจและความยินดีเมื่อโซ่ตรวนหลุดออกและผู้ที่ถูกพันธนาการได้ยินเสียงประกาศอิสรภาพ</p>
<p>พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นผู้ที่ถูกกดขี่ และในที่สุดพระองค์จะทรงประกาศอิสรภาพแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความอยุติธรรม เรื่องนี้เป็นจริงในปัจจุบันเช่นเดียวกับในสมัยของโมเสส พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านจากพุ่มไม้ที่มีไฟลุกโชนพร้อมกับตรัสสิ่งที่สำคัญเร่งด่วนว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว” (อพย.3:7) พระองค์ไม่เพียงเห็นความโหดร้ายที่ชาวอียิปต์กระทำต่อคนอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังทรงมีแผนการที่จะทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย พระเจ้าทรงประกาศว่า “เรา​ลง​มา​เพื่อ​จะ​ช่วย​เขา​ให้​รอด...และ​นำ​เขา​...ไป​ยัง​แผ่นดิน​ที่​อุดม​กว้างขวาง” (ข้อ 8) พระองค์ทรงมีเป้าหมายที่จะประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอล และโมเสสคือผู้ที่จะเป็นกระบอกเสียง พระเจ้าตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์ว่า “เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เรา​คือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์” (ข้อ 10)</p>
<p>แม้เวลาของพระเจ้าอาจไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เราคาดหวัง แต่วันหนึ่งพระองค์จะทรงปลดปล่อยเราจากพันธนาการและความอยุติธรรมทั้งสิ้น พระองค์จะประทานความหวังและการปลดปล่อยมาถึงทุกคนที่ถูกกดขี่</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำงานเพื่อช่วยผู้ถูกกดขี่อย่างไร พระองค์ทรงเชิญชวนให้คุณมีส่วนร่วมในงานของพระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โลกนี้มีเรื่องราวของผู้ที่ถูกกดขี่มากมาย ความสิ้นหวังเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตระหนักอยู่เสมอถึงพระประสงค์ที่ได้ทรงประกาศอิสรภาพ</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 18 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5481c55b/592fbbae.mp3" length="11896583" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เราคือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์ [ อพยพ 3:10 ]

ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศการเลิกทาสไปแล้วเป็นเวลานานถึงสองปีครึ่ง โดยที่ฝ่ายสมาพันธรัฐได้ยอมจำนนแล้ว แต่รัฐเท็กซัสยังคงไม่ยอมรับในเสรีภาพของพวกทาส อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1865 นายพลกอร์ดอน เกรนเจอร์แห่งกองทัพสหภาพได้ขี่ม้าไปยังเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส และเรียกร้องให้ปล่อยทาสทั้งหมด ลองจินตนาการถึงความตกใจและความยินดีเมื่อโซ่ตรวนหลุดออกและผู้ที่ถูกพันธนาการได้ยินเสียงประกาศอิสรภาพ
พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นผู้ที่ถูกกดขี่ และในที่สุดพระองค์จะทรงประกาศอิสรภาพแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความอยุติธรรม เรื่องนี้เป็นจริงในปัจจุบันเช่นเดียวกับในสมัยของโมเสส พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านจากพุ่มไม้ที่มีไฟลุกโชนพร้อมกับตรัสสิ่งที่สำคัญเร่งด่วนว่า “เรา​เห็น​ความ​ทุกข์​ของ​ประชากร​ของ​เรา​ที่​อยู่​ใน​ประเทศ​อียิปต์​แล้ว” (อพย.3:7) พระองค์ไม่เพียงเห็นความโหดร้ายที่ชาวอียิปต์กระทำต่อคนอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังทรงมีแผนการที่จะทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย พระเจ้าทรงประกาศว่า “เรา​ลง​มา​เพื่อ​จะ​ช่วย​เขา​ให้​รอด...และ​นำ​เขา​...ไป​ยัง​แผ่นดิน​ที่​อุดม​กว้างขวาง” (ข้อ 8) พระองค์ทรงมีเป้าหมายที่จะประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอล และโมเสสคือผู้ที่จะเป็นกระบอกเสียง พระเจ้าตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์ว่า “เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เรา​คือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์” (ข้อ 10)
แม้เวลาของพระเจ้าอาจไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เราคาดหวัง แต่วันหนึ่งพระองค์จะทรงปลดปล่อยเราจากพันธนาการและความอยุติธรรมทั้งสิ้น พระองค์จะประทานความหวังและการปลดปล่อยมาถึงทุกคนที่ถูกกดขี่

คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงทำงานเพื่อช่วยผู้ถูกกดขี่อย่างไร พระองค์ทรงเชิญชวนให้คุณมีส่วนร่วมในงานของพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โลกนี้มีเรื่องราวของผู้ที่ถูกกดขี่มากมาย ความสิ้นหวังเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตระหนักอยู่เสมอถึงพระประสงค์ที่ได้ทรงประกาศอิสรภาพ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรา​จะ​ใช้​เจ้า​ไป​เฝ้า​ฟาโรห์ เพื่อ​จะ​ได้​พา​ประชากร​ของ​เราคือ​ชน​ชาติ​อิสราเอล​ออก​จาก​อียิปต์ [ อพยพ 3:10 ]

ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศการเลิกทาสไปแล้วเป็นเวลานานถึงสองปีครึ่ง โดยที่ฝ่ายสมาพันธรัฐได้ยอมจำนนแล้ว แต่รัฐเท็กซัสยังคงไม่ยอมรั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นเพื่อนกับคนว้าเหว่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นเพื่อนกับคนว้าเหว่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fe2ef818-2b47-4f24-9123-4e1efa6ee454</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a170116e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้า​อยู่​ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฮอลลี่ คุกไม่มีเพื่อนเลยสักคนเมื่อย้ายไปทำงานที่ลอนดอน เธอรู้สึกเศร้าหมองในวันหยุดสุดสัปดาห์ จากผลสำรวจทั่วโลกเมืองนี้ติดอันดับต้นๆในเรื่องความหดหู่ มีชาวลอนดอนร้อยละ 55 ที่บอกว่าพวกตนเหงา ในขณะที่ชาวเมืองลิสบอนในประเทศโปรตุเกสซึ่งอยู่ติดกันมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้</p>
<p>ฮอลลี่ต้องการมีเพื่อน เธอต่อสู้กับความกลัวของเธอและก่อตั้งกลุ่มโซเชียลมีเดียชื่อ ชมรมสาวขี้เหงาแห่งลอนดอน และมีคนมาเข้าร่วมกลุ่มราวสามหมื่นห้าพันคน มีการพบปะเป็นกลุ่มเล็กทุกๆสองสามสัปดาห์เพื่อปิกนิกในสวนสาธารณะ เรียนศิลปะ เรียนทำเครื่องประดับ กินอาหารเย็น และแม้กระทั่งร่วมกันออกกำลังกายกลางแจ้งกับลูกสุนัข</p>
<p>ความท้าทายในเรื่องความเหงาไม่ใช่สิ่งใหม่ องค์พระผู้เยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวของเราก็เช่นกัน ดาวิดได้บันทึกถึงพระเจ้าของเราผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ว่า “ทรงให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ผู้ถูกจองจำออก​มาด้วยการร้องเพลง” (สดด.68:6 TNCV) การขอให้พระเจ้าทรงนำเราให้ได้พบกับเพื่อนที่มีลักษณะเหมือนพระคริสต์คือสิทธิพิเศษจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เราจึงทูลขอจากพระองค์ได้ ดาวิดกล่าวเพิ่มเติมว่า “พระ​เจ้า​ใน​ที่​ประทับ​บริสุทธิ์​ของ​พระ​องค์ ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​คน​กำพร้า​และ​ทรง​เป็น​ผู้​ป้องกัน​หญิง​ม่าย” (ข้อ 5) “สาธุการ​แด่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ผู้​ทรง​ค้ำ​ชู​เรา​ทั้ง​หลาย​อยู่​ทุก​วัน ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​เป็น​ความ​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 19)</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นสหายเลิศของเรา! พระองค์ทรงให้เรามีเพื่อนแท้ โดยเริ่มต้นด้วยการทรงสถิตอันเปี่ยมด้วยสง่าราศีของพระองค์ในทุกเวลา ดังที่ฮอลลี่กล่าวไว้ว่า “การมีเพื่อนก็ดีต่อจิตวิญญาณ”</p>
<p><br><strong>มีสิ่งใดที่คุณชื่นชอบจากการได้เป็นเพื่อนกับพระเยซู พระองค์ทรงสอนให้คุณเป็นเพื่อนแท้ของผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู เมื่อหัวใจของข้าพระองค์รู้สึกว้าเหว่ ขอทรงโปรดนำให้ข้าพระองค์มีเพื่อนที่ดี โดยเริ่มจากพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้า​อยู่​ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ฮอลลี่ คุกไม่มีเพื่อนเลยสักคนเมื่อย้ายไปทำงานที่ลอนดอน เธอรู้สึกเศร้าหมองในวันหยุดสุดสัปดาห์ จากผลสำรวจทั่วโลกเมืองนี้ติดอันดับต้นๆในเรื่องความหดหู่ มีชาวลอนดอนร้อยละ 55 ที่บอกว่าพวกตนเหงา ในขณะที่ชาวเมืองลิสบอนในประเทศโปรตุเกสซึ่งอยู่ติดกันมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้</p>
<p>ฮอลลี่ต้องการมีเพื่อน เธอต่อสู้กับความกลัวของเธอและก่อตั้งกลุ่มโซเชียลมีเดียชื่อ ชมรมสาวขี้เหงาแห่งลอนดอน และมีคนมาเข้าร่วมกลุ่มราวสามหมื่นห้าพันคน มีการพบปะเป็นกลุ่มเล็กทุกๆสองสามสัปดาห์เพื่อปิกนิกในสวนสาธารณะ เรียนศิลปะ เรียนทำเครื่องประดับ กินอาหารเย็น และแม้กระทั่งร่วมกันออกกำลังกายกลางแจ้งกับลูกสุนัข</p>
<p>ความท้าทายในเรื่องความเหงาไม่ใช่สิ่งใหม่ องค์พระผู้เยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวของเราก็เช่นกัน ดาวิดได้บันทึกถึงพระเจ้าของเราผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ว่า “ทรงให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ผู้ถูกจองจำออก​มาด้วยการร้องเพลง” (สดด.68:6 TNCV) การขอให้พระเจ้าทรงนำเราให้ได้พบกับเพื่อนที่มีลักษณะเหมือนพระคริสต์คือสิทธิพิเศษจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เราจึงทูลขอจากพระองค์ได้ ดาวิดกล่าวเพิ่มเติมว่า “พระ​เจ้า​ใน​ที่​ประทับ​บริสุทธิ์​ของ​พระ​องค์ ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​คน​กำพร้า​และ​ทรง​เป็น​ผู้​ป้องกัน​หญิง​ม่าย” (ข้อ 5) “สาธุการ​แด่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ผู้​ทรง​ค้ำ​ชู​เรา​ทั้ง​หลาย​อยู่​ทุก​วัน ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​เป็น​ความ​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 19)</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นสหายเลิศของเรา! พระองค์ทรงให้เรามีเพื่อนแท้ โดยเริ่มต้นด้วยการทรงสถิตอันเปี่ยมด้วยสง่าราศีของพระองค์ในทุกเวลา ดังที่ฮอลลี่กล่าวไว้ว่า “การมีเพื่อนก็ดีต่อจิตวิญญาณ”</p>
<p><br><strong>มีสิ่งใดที่คุณชื่นชอบจากการได้เป็นเพื่อนกับพระเยซู พระองค์ทรงสอนให้คุณเป็นเพื่อนแท้ของผู้อื่นอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู เมื่อหัวใจของข้าพระองค์รู้สึกว้าเหว่ ขอทรงโปรดนำให้ข้าพระองค์มีเพื่อนที่ดี โดยเริ่มจากพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 17 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a170116e/6abe6435.mp3" length="11010319" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้า​อยู่​ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]

ฮอลลี่ คุกไม่มีเพื่อนเลยสักคนเมื่อย้ายไปทำงานที่ลอนดอน เธอรู้สึกเศร้าหมองในวันหยุดสุดสัปดาห์ จากผลสำรวจทั่วโลกเมืองนี้ติดอันดับต้นๆในเรื่องความหดหู่ มีชาวลอนดอนร้อยละ 55 ที่บอกว่าพวกตนเหงา ในขณะที่ชาวเมืองลิสบอนในประเทศโปรตุเกสซึ่งอยู่ติดกันมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่รู้สึกเช่นนี้
ฮอลลี่ต้องการมีเพื่อน เธอต่อสู้กับความกลัวของเธอและก่อตั้งกลุ่มโซเชียลมีเดียชื่อ ชมรมสาวขี้เหงาแห่งลอนดอน และมีคนมาเข้าร่วมกลุ่มราวสามหมื่นห้าพันคน มีการพบปะเป็นกลุ่มเล็กทุกๆสองสามสัปดาห์เพื่อปิกนิกในสวนสาธารณะ เรียนศิลปะ เรียนทำเครื่องประดับ กินอาหารเย็น และแม้กระทั่งร่วมกันออกกำลังกายกลางแจ้งกับลูกสุนัข
ความท้าทายในเรื่องความเหงาไม่ใช่สิ่งใหม่ องค์พระผู้เยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยวของเราก็เช่นกัน ดาวิดได้บันทึกถึงพระเจ้าของเราผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ว่า “ทรงให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้าอยู่ในครอบครัว ​พระ​องค์​ทรง​นำ​ผู้ถูกจองจำออก​มาด้วยการร้องเพลง” (สดด.68:6 TNCV) การขอให้พระเจ้าทรงนำเราให้ได้พบกับเพื่อนที่มีลักษณะเหมือนพระคริสต์คือสิทธิพิเศษจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เราจึงทูลขอจากพระองค์ได้ ดาวิดกล่าวเพิ่มเติมว่า “พระ​เจ้า​ใน​ที่​ประทับ​บริสุทธิ์​ของ​พระ​องค์ ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​คน​กำพร้า​และ​ทรง​เป็น​ผู้​ป้องกัน​หญิง​ม่าย” (ข้อ 5) “สาธุการ​แด่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ผู้​ทรง​ค้ำ​ชู​เรา​ทั้ง​หลาย​อยู่​ทุก​วัน ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​เป็น​ความ​รอด​ของ​เรา” (ข้อ 19)
พระเยซูทรงเป็นสหายเลิศของเรา! พระองค์ทรงให้เรามีเพื่อนแท้ โดยเริ่มต้นด้วยการทรงสถิตอันเปี่ยมด้วยสง่าราศีของพระองค์ในทุกเวลา ดังที่ฮอลลี่กล่าวไว้ว่า “การมีเพื่อนก็ดีต่อจิตวิญญาณ”
มีสิ่งใดที่คุณชื่นชอบจากการได้เป็นเพื่อนกับพระเยซู พระองค์ทรงสอนให้คุณเป็นเพื่อนแท้ของผู้อื่นอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู เมื่อหัวใจของข้าพระองค์รู้สึกว้าเหว่ ขอทรงโปรดนำให้ข้าพระองค์มีเพื่อนที่ดี โดยเริ่มจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ผู้ว้าเหว่เดียวดายเข้า​อยู่​ในครอบครัว [ สดุดี 68:6 TNCV ]

ฮอลลี่ คุกไม่มีเพื่อนเลยสักคนเมื่อย้ายไปทำงานที่ลอนดอน เธอรู้สึกเศร้าหมองในวันหยุดสุดสัปดาห์ จากผลสำรวจทั่วโลกเมืองนี้ติดอันดับต้นๆในเรื่องความหดหู่ มีชาวลอนดอนร้อยละ 55 ที่บอกว่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเชื่ออย่างเหลือล้น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเชื่ออย่างเหลือล้น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3baaccbf-9a69-49b5-a0fe-b29f4b22970e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/110b507a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีการเชิญชวนให้คริสตจักรของเราช่วยจัดที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีความวุ่นวายจากการเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองในประเทศของพวกเขา ครอบครัวเหล่านั้นมาพร้อมกับข้าวของเท่าที่พวกเขาจะใส่ลงไปได้ในกระเป๋าใบเล็กๆมีหลายครอบครัวในคริสตจักรของเราที่เปิดบ้านให้เป็นที่พัก รวมถึงบางคนที่มีห้องเล็กๆ</p>
<p>การมีน้ำใจรับรองแขกของพวกเขาสะท้อนถึงพระบัญชาสามประการที่พระเจ้ามีต่อชนอิสราเอลเมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา (ฉธบ. 24:19-21) เนื่องด้วยเป็นสังคมเกษตรกรรม พวกเขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บเกี่ยว พืชผลมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตให้ถึงปีหน้า นี่ทำให้พระบัญชาของพระเจ้าที่ “ให้ [ฟ่อนข้าว]เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย” (ข้อ 19) เป็นการเรียกร้องให้พวกเขาเชื่อวางใจในพระองค์ด้วย ชาวอิสราเอลต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการให้ไม่ใช่แค่ในเวลาที่พวกเขารู้ว่าตนมีพอ แต่ต้องให้ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าด้วย</p>
<p>การต้อนรับขับสู้นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า “[พวกเขา]เคย​เป็น​ทาส​อยู่​ใน​อียิปต์” (ข้อ 18, 22) ครั้งหนึ่งพวกเขาถูกกดขี่และขัดสน ความมีน้ำใจของพวกเขาเตือนให้ระลึกถึงพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากพันธนาการ</p>
<p>ในทำนองเดียวกัน ผู้เชื่อในพระเยซูก็ถูกเรียกร้องให้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย เปาโลเตือนเราว่า “แม้ ​[พระเยซู]มั่ง​คั่ง ​พระ​องค์​ก็​ยัง​ทรง​ยอม​เป็น​คน​ยากจน เพราะ​เห็น​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​คน​มั่ง​มี เนื่องจาก​ความ​ยากจน​ของ​พระ​องค์​” (2 คร.8:9) เราให้เพราะพระองค์ทรงให้เราก่อน</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่มีคนช่วยเหลือคุณเวลาที่คุณขัดสน คุณจะให้ผู้อื่นในขณะที่วางใจว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสำหรับคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นความต้องการของผู้ที่ด้อยโอกาสในชุมชนของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีการเชิญชวนให้คริสตจักรของเราช่วยจัดที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีความวุ่นวายจากการเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองในประเทศของพวกเขา ครอบครัวเหล่านั้นมาพร้อมกับข้าวของเท่าที่พวกเขาจะใส่ลงไปได้ในกระเป๋าใบเล็กๆมีหลายครอบครัวในคริสตจักรของเราที่เปิดบ้านให้เป็นที่พัก รวมถึงบางคนที่มีห้องเล็กๆ</p>
<p>การมีน้ำใจรับรองแขกของพวกเขาสะท้อนถึงพระบัญชาสามประการที่พระเจ้ามีต่อชนอิสราเอลเมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา (ฉธบ. 24:19-21) เนื่องด้วยเป็นสังคมเกษตรกรรม พวกเขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บเกี่ยว พืชผลมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตให้ถึงปีหน้า นี่ทำให้พระบัญชาของพระเจ้าที่ “ให้ [ฟ่อนข้าว]เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย” (ข้อ 19) เป็นการเรียกร้องให้พวกเขาเชื่อวางใจในพระองค์ด้วย ชาวอิสราเอลต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการให้ไม่ใช่แค่ในเวลาที่พวกเขารู้ว่าตนมีพอ แต่ต้องให้ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าด้วย</p>
<p>การต้อนรับขับสู้นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า “[พวกเขา]เคย​เป็น​ทาส​อยู่​ใน​อียิปต์” (ข้อ 18, 22) ครั้งหนึ่งพวกเขาถูกกดขี่และขัดสน ความมีน้ำใจของพวกเขาเตือนให้ระลึกถึงพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากพันธนาการ</p>
<p>ในทำนองเดียวกัน ผู้เชื่อในพระเยซูก็ถูกเรียกร้องให้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย เปาโลเตือนเราว่า “แม้ ​[พระเยซู]มั่ง​คั่ง ​พระ​องค์​ก็​ยัง​ทรง​ยอม​เป็น​คน​ยากจน เพราะ​เห็น​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​คน​มั่ง​มี เนื่องจาก​ความ​ยากจน​ของ​พระ​องค์​” (2 คร.8:9) เราให้เพราะพระองค์ทรงให้เราก่อน</p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อใดที่มีคนช่วยเหลือคุณเวลาที่คุณขัดสน คุณจะให้ผู้อื่นในขณะที่วางใจว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสำหรับคุณได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นความต้องการของผู้ที่ด้อยโอกาสในชุมชนของข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 16 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/110b507a/918157ae.mp3" length="11904271" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]

เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีการเชิญชวนให้คริสตจักรของเราช่วยจัดที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีความวุ่นวายจากการเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองในประเทศของพวกเขา ครอบครัวเหล่านั้นมาพร้อมกับข้าวของเท่าที่พวกเขาจะใส่ลงไปได้ในกระเป๋าใบเล็กๆมีหลายครอบครัวในคริสตจักรของเราที่เปิดบ้านให้เป็นที่พัก รวมถึงบางคนที่มีห้องเล็กๆ
การมีน้ำใจรับรองแขกของพวกเขาสะท้อนถึงพระบัญชาสามประการที่พระเจ้ามีต่อชนอิสราเอลเมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา (ฉธบ. 24:19-21) เนื่องด้วยเป็นสังคมเกษตรกรรม พวกเขาจึงเข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บเกี่ยว พืชผลมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตให้ถึงปีหน้า นี่ทำให้พระบัญชาของพระเจ้าที่ “ให้ [ฟ่อนข้าว]เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย” (ข้อ 19) เป็นการเรียกร้องให้พวกเขาเชื่อวางใจในพระองค์ด้วย ชาวอิสราเอลต้องแสดงความมีน้ำใจด้วยการให้ไม่ใช่แค่ในเวลาที่พวกเขารู้ว่าตนมีพอ แต่ต้องให้ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นในการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าด้วย
การต้อนรับขับสู้นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า “[พวกเขา]เคย​เป็น​ทาส​อยู่​ใน​อียิปต์” (ข้อ 18, 22) ครั้งหนึ่งพวกเขาถูกกดขี่และขัดสน ความมีน้ำใจของพวกเขาเตือนให้ระลึกถึงพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากพันธนาการ
ในทำนองเดียวกัน ผู้เชื่อในพระเยซูก็ถูกเรียกร้องให้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย เปาโลเตือนเราว่า “แม้ ​[พระเยซู]มั่ง​คั่ง ​พระ​องค์​ก็​ยัง​ทรง​ยอม​เป็น​คน​ยากจน เพราะ​เห็น​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลาย เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​คน​มั่ง​มี เนื่องจาก​ความ​ยากจน​ของ​พระ​องค์​” (2 คร.8:9) เราให้เพราะพระองค์ทรงให้เราก่อน

เมื่อใดที่มีคนช่วยเหลือคุณเวลาที่คุณขัดสน คุณจะให้ผู้อื่นในขณะที่วางใจว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมสำหรับคุณได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นความต้องการของผู้ที่ด้อยโอกาสในชุมชนของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อ​ท่าน​เกี่ยว​ข้าว​ใน​นา​ของ​ท่าน และ​ลืม​ฟ่อน​ข้าว​ไว้​ใน​นา​ฟ่อน​หนึ่ง อย่า​กลับไป​เอา​มา​เลย ให้​เป็น​ของ​คน​ต่างด้าว ลูก​กำพร้า​และ​แม่ม่าย [ เฉลยธรรมบัญญัติ 24:19 ]

เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีการเชิญชวนให้คริสตจักรของเราช่วยจัดที่พักแก่ผู้ลี้ภัยที่หนีค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังในการหายโรค</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความหวังในการหายโรค</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a15d6e2a-52cb-415f-8fd7-8cd05d782237</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1882c663</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป [ ยอห์น 5:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ความหวังครั้งใหม่ผุดขึ้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง นักวิจัยชาวเยอรมันได้ค้นพบวิธีกระตุ้นการเติบโตของเส้นประสาทเพื่อให้เกิดเส้นทางประสาทเชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อและสมองขึ้นอีกครั้ง การเจริญขึ้นใหม่นี้ทำให้หนูที่เป็นอัมพาตสามารถกลับมาเดินได้ และการทดสอบจะดำเนินต่อไปเพื่อประเมินว่าการบำบัดนี้มีความปลอดภัยและได้ผลดีในมนุษย์</p>
<p>สิ่งที่วิทยาศาสตร์พยายามทำให้สำเร็จในผู้ป่วยอัมพาตนั้น พระเยซูได้ทรงกระทำแล้วผ่านทางการอัศจรรย์ ขณะที่พระองค์เสด็จไปยังสระเบธซาธา ที่ซึ่งมีคนเจ็บป่วยมากมายมานอนรอด้วยความหวังว่าจะได้รับการรักษา พระเยซูทรงตามหาชายคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นที่ “ป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว” (ยน.5:5) หลังจากตรัสถามเพื่อความแน่ใจว่าชายนั้นปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะหายโรค พระคริสต์ทรงบอกให้เขาลุกขึ้นเดิน “ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป” (ข้อ 9)</p>
<p>เราไม่ได้มีพระสัญญาจากพระเจ้าว่าความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายทุกอย่างของเราจะได้รับการรักษา เพราะยังมีคนอื่นๆที่สระน้ำในวันนั้นที่ไม่ได้รับการรักษาจากพระเยซู แต่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าจะสามารถรับการเยียวยาจากพระองค์ คือจากความท้อแท้สู่ความหวัง จากความขมขื่นสู่พระคุณ จากความเกลียดชังสู่ความรัก จากการกล่าวร้ายสู่ความเต็มใจให้อภัย ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (หรือสระน้ำ)ใดที่จะนำการเยียวยารักษานั้นมาให้เราได้ มีเพียงความเชื่อเท่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณถูกล่อลวงให้มองหาการเยียวยาฝ่ายวิญญาณจากที่ใดที่นอกเหนือจากพระเจ้า คุณได้รับการหนุนใจอย่างไรเมื่อรู้ว่าวันหนึ่งผู้เชื่อในพระเยซูจะได้มีประสบการณ์การหายโรคฝ่ายร่างกายอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงรักษาโรคร้ายแรงที่สุดของข้าพระองค์ คือโรคระบาดแห่งบาป และฟื้นฟูสุขภาพฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป [ ยอห์น 5:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ความหวังครั้งใหม่ผุดขึ้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง นักวิจัยชาวเยอรมันได้ค้นพบวิธีกระตุ้นการเติบโตของเส้นประสาทเพื่อให้เกิดเส้นทางประสาทเชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อและสมองขึ้นอีกครั้ง การเจริญขึ้นใหม่นี้ทำให้หนูที่เป็นอัมพาตสามารถกลับมาเดินได้ และการทดสอบจะดำเนินต่อไปเพื่อประเมินว่าการบำบัดนี้มีความปลอดภัยและได้ผลดีในมนุษย์</p>
<p>สิ่งที่วิทยาศาสตร์พยายามทำให้สำเร็จในผู้ป่วยอัมพาตนั้น พระเยซูได้ทรงกระทำแล้วผ่านทางการอัศจรรย์ ขณะที่พระองค์เสด็จไปยังสระเบธซาธา ที่ซึ่งมีคนเจ็บป่วยมากมายมานอนรอด้วยความหวังว่าจะได้รับการรักษา พระเยซูทรงตามหาชายคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นที่ “ป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว” (ยน.5:5) หลังจากตรัสถามเพื่อความแน่ใจว่าชายนั้นปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะหายโรค พระคริสต์ทรงบอกให้เขาลุกขึ้นเดิน “ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป” (ข้อ 9)</p>
<p>เราไม่ได้มีพระสัญญาจากพระเจ้าว่าความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายทุกอย่างของเราจะได้รับการรักษา เพราะยังมีคนอื่นๆที่สระน้ำในวันนั้นที่ไม่ได้รับการรักษาจากพระเยซู แต่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าจะสามารถรับการเยียวยาจากพระองค์ คือจากความท้อแท้สู่ความหวัง จากความขมขื่นสู่พระคุณ จากความเกลียดชังสู่ความรัก จากการกล่าวร้ายสู่ความเต็มใจให้อภัย ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (หรือสระน้ำ)ใดที่จะนำการเยียวยารักษานั้นมาให้เราได้ มีเพียงความเชื่อเท่านั้น</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณถูกล่อลวงให้มองหาการเยียวยาฝ่ายวิญญาณจากที่ใดที่นอกเหนือจากพระเจ้า คุณได้รับการหนุนใจอย่างไรเมื่อรู้ว่าวันหนึ่งผู้เชื่อในพระเยซูจะได้มีประสบการณ์การหายโรคฝ่ายร่างกายอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงรักษาโรคร้ายแรงที่สุดของข้าพระองค์ คือโรคระบาดแห่งบาป และฟื้นฟูสุขภาพฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 15 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1882c663/e6c70d5e.mp3" length="11702665" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป [ ยอห์น 5:9 ]

ความหวังครั้งใหม่ผุดขึ้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง นักวิจัยชาวเยอรมันได้ค้นพบวิธีกระตุ้นการเติบโตของเส้นประสาทเพื่อให้เกิดเส้นทางประสาทเชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อและสมองขึ้นอีกครั้ง การเจริญขึ้นใหม่นี้ทำให้หนูที่เป็นอัมพาตสามารถกลับมาเดินได้ และการทดสอบจะดำเนินต่อไปเพื่อประเมินว่าการบำบัดนี้มีความปลอดภัยและได้ผลดีในมนุษย์
สิ่งที่วิทยาศาสตร์พยายามทำให้สำเร็จในผู้ป่วยอัมพาตนั้น พระเยซูได้ทรงกระทำแล้วผ่านทางการอัศจรรย์ ขณะที่พระองค์เสด็จไปยังสระเบธซาธา ที่ซึ่งมีคนเจ็บป่วยมากมายมานอนรอด้วยความหวังว่าจะได้รับการรักษา พระเยซูทรงตามหาชายคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นที่ “ป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว” (ยน.5:5) หลังจากตรัสถามเพื่อความแน่ใจว่าชายนั้นปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะหายโรค พระคริสต์ทรงบอกให้เขาลุกขึ้นเดิน “ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป” (ข้อ 9)
เราไม่ได้มีพระสัญญาจากพระเจ้าว่าความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายทุกอย่างของเราจะได้รับการรักษา เพราะยังมีคนอื่นๆที่สระน้ำในวันนั้นที่ไม่ได้รับการรักษาจากพระเยซู แต่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าจะสามารถรับการเยียวยาจากพระองค์ คือจากความท้อแท้สู่ความหวัง จากความขมขื่นสู่พระคุณ จากความเกลียดชังสู่ความรัก จากการกล่าวร้ายสู่ความเต็มใจให้อภัย ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (หรือสระน้ำ)ใดที่จะนำการเยียวยารักษานั้นมาให้เราได้ มีเพียงความเชื่อเท่านั้น

คุณถูกล่อลวงให้มองหาการเยียวยาฝ่ายวิญญาณจากที่ใดที่นอกเหนือจากพระเจ้า คุณได้รับการหนุนใจอย่างไรเมื่อรู้ว่าวันหนึ่งผู้เชื่อในพระเยซูจะได้มีประสบการณ์การหายโรคฝ่ายร่างกายอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงรักษาโรคร้ายแรงที่สุดของข้าพระองค์ คือโรคระบาดแห่งบาป และฟื้นฟูสุขภาพฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์ผ่านทางพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ใน​ทันใด​นั้น​คน​นั้น​ก็​หาย​โรค และ​เขา​ก็​ยก​แคร่​ของ​เขา​เดิน​ไป [ ยอห์น 5:9 ]

ความหวังครั้งใหม่ผุดขึ้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง นักวิจัยชาวเยอรมันได้ค้นพบวิธีกระตุ้นการเติบโตของเส้นประสาทเพื่อให้เกิดเส้นทางประสาทเชื่อมระหว่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจแห่งการรับใช้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หัวใจแห่งการรับใช้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b464c9b3-60d3-4165-90ad-2fabe4e76791</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7476b6de</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด [ กาลาเทีย 5:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อ “คุณลุง” เอโมรีของผมเสียชีวิต มีคำกล่าวไว้อาลัยมากมายในหลากหลายรูปแบบ แต่คำกล่าวเพื่อเป็นเกียรติเหล่านั้นมีใจความหลักที่เหมือนกันคือ ลุงเอโมรีแสดงความรักที่มีต่อพระเจ้าด้วยการรับใช้ผู้อื่น ไม่มีตอนไหนที่ชัดเจนไปกว่าในช่วงการรับราชการทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ท่านทำหน้าที่เป็นเสนารักษ์ หรือแพทย์สนามที่ออกไปยังสนามรบโดยไม่มีอาวุธ ท่านได้รับเหรียญกล้าหาญระดับสูง แต่ลุงเอโมรีเป็นที่จดจำมากที่สุดในการรับใช้ด้วยใจกรุณาของท่าน ทั้งในระหว่างสงครามและหลังสงคราม</p>
<p>ความเสียสละของเอโมรีคือภาพของการใช้ชีวิตเช่นที่เปาโลท้าทายชาวกาลาเทีย ท่านเขียนว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด” (กท.5:13) แต่จะทำได้อย่างไร ในสภาพที่แตกสลายของเรานั้น เรามักจะให้ความสำคัญกับตัวเองมาก่อนความสำคัญของผู้อื่น แล้วความไม่เห็นแก่ตัวที่ฝืนธรรมชาติเช่นนี้มาจากที่ใดกัน</p>
<p>ในฟีลิปปี 2:5 เปาโลได้ให้คำหนุนใจนี้ว่า “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” เปาโลอธิบายถึงความเต็มใจของพระคริสต์ที่ต้องพบกับความตายบนไม้กางเขนเพราะความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อเรา เมื่อพระวิญญาณของพระองค์ทำให้เรามีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์เท่านั้น จึงจะทำให้เราแตกต่างและสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเสียสละอันสูงสุดของพระเยซูเมื่อทรงมอบพระองค์เองให้กับเรา ขอให้เรายอมต่อการทำงานของพระวิญญาณในชีวิตของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีใครที่เคยรับใช้คุณด้วยความเสียสละบ้าง คุณจะรับใช้ผู้อื่นได้อย่างไร โดยอาจเริ่มต้นที่ครอบครัวของคุณก่อน</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของพระเยซูและการเสียสละของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความคิดเหมือนอย่างพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด [ กาลาเทีย 5:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อ “คุณลุง” เอโมรีของผมเสียชีวิต มีคำกล่าวไว้อาลัยมากมายในหลากหลายรูปแบบ แต่คำกล่าวเพื่อเป็นเกียรติเหล่านั้นมีใจความหลักที่เหมือนกันคือ ลุงเอโมรีแสดงความรักที่มีต่อพระเจ้าด้วยการรับใช้ผู้อื่น ไม่มีตอนไหนที่ชัดเจนไปกว่าในช่วงการรับราชการทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ท่านทำหน้าที่เป็นเสนารักษ์ หรือแพทย์สนามที่ออกไปยังสนามรบโดยไม่มีอาวุธ ท่านได้รับเหรียญกล้าหาญระดับสูง แต่ลุงเอโมรีเป็นที่จดจำมากที่สุดในการรับใช้ด้วยใจกรุณาของท่าน ทั้งในระหว่างสงครามและหลังสงคราม</p>
<p>ความเสียสละของเอโมรีคือภาพของการใช้ชีวิตเช่นที่เปาโลท้าทายชาวกาลาเทีย ท่านเขียนว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด” (กท.5:13) แต่จะทำได้อย่างไร ในสภาพที่แตกสลายของเรานั้น เรามักจะให้ความสำคัญกับตัวเองมาก่อนความสำคัญของผู้อื่น แล้วความไม่เห็นแก่ตัวที่ฝืนธรรมชาติเช่นนี้มาจากที่ใดกัน</p>
<p>ในฟีลิปปี 2:5 เปาโลได้ให้คำหนุนใจนี้ว่า “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” เปาโลอธิบายถึงความเต็มใจของพระคริสต์ที่ต้องพบกับความตายบนไม้กางเขนเพราะความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อเรา เมื่อพระวิญญาณของพระองค์ทำให้เรามีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์เท่านั้น จึงจะทำให้เราแตกต่างและสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเสียสละอันสูงสุดของพระเยซูเมื่อทรงมอบพระองค์เองให้กับเรา ขอให้เรายอมต่อการทำงานของพระวิญญาณในชีวิตของเรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีใครที่เคยรับใช้คุณด้วยความเสียสละบ้าง คุณจะรับใช้ผู้อื่นได้อย่างไร โดยอาจเริ่มต้นที่ครอบครัวของคุณก่อน</strong></p>
<p><em>พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของพระเยซูและการเสียสละของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความคิดเหมือนอย่างพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 14 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7476b6de/83fa71bf.mp3" length="10769927" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>674</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด [ กาลาเทีย 5:13 ]

เมื่อ “คุณลุง” เอโมรีของผมเสียชีวิต มีคำกล่าวไว้อาลัยมากมายในหลากหลายรูปแบบ แต่คำกล่าวเพื่อเป็นเกียรติเหล่านั้นมีใจความหลักที่เหมือนกันคือ ลุงเอโมรีแสดงความรักที่มีต่อพระเจ้าด้วยการรับใช้ผู้อื่น ไม่มีตอนไหนที่ชัดเจนไปกว่าในช่วงการรับราชการทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ท่านทำหน้าที่เป็นเสนารักษ์ หรือแพทย์สนามที่ออกไปยังสนามรบโดยไม่มีอาวุธ ท่านได้รับเหรียญกล้าหาญระดับสูง แต่ลุงเอโมรีเป็นที่จดจำมากที่สุดในการรับใช้ด้วยใจกรุณาของท่าน ทั้งในระหว่างสงครามและหลังสงคราม
ความเสียสละของเอโมรีคือภาพของการใช้ชีวิตเช่นที่เปาโลท้าทายชาวกาลาเทีย ท่านเขียนว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด” (กท.5:13) แต่จะทำได้อย่างไร ในสภาพที่แตกสลายของเรานั้น เรามักจะให้ความสำคัญกับตัวเองมาก่อนความสำคัญของผู้อื่น แล้วความไม่เห็นแก่ตัวที่ฝืนธรรมชาติเช่นนี้มาจากที่ใดกัน
ในฟีลิปปี 2:5 เปาโลได้ให้คำหนุนใจนี้ว่า “ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” เปาโลอธิบายถึงความเต็มใจของพระคริสต์ที่ต้องพบกับความตายบนไม้กางเขนเพราะความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อเรา เมื่อพระวิญญาณของพระองค์ทำให้เรามีจิตใจเหมือนอย่างพระคริสต์เท่านั้น จึงจะทำให้เราแตกต่างและสามารถเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเสียสละอันสูงสุดของพระเยซูเมื่อทรงมอบพระองค์เองให้กับเรา ขอให้เรายอมต่อการทำงานของพระวิญญาณในชีวิตของเรา

มีใครที่เคยรับใช้คุณด้วยความเสียสละบ้าง คุณจะรับใช้ผู้อื่นได้อย่างไร โดยอาจเริ่มต้นที่ครอบครัวของคุณก่อน
พระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของพระเยซูและการเสียสละของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความคิดเหมือนอย่างพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด [ กาลาเทีย 5:13 ]

เมื่อ “คุณลุง” เอโมรีของผมเสียชีวิต มีคำกล่าวไว้อาลัยมากมายในหลากหลายรูปแบบ แต่คำกล่าวเพื่อเป็นเกียรติเหล่านั้นมีใจความหลักที่เหมือนกันคือ ล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วิกฤตชีวิตและความเชื่อที่หยั่งลึก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วิกฤตชีวิตและความเชื่อที่หยั่งลึก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a62a679e-5f64-4769-9875-015820f90798</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/57350548</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ [ มาระโก 5:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอและอายุที่มากขึ้น การต้องไปพบหมอหลายคนในหลายต่อหลายครั้งก็ช่วยให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เธอรู้สึกท้อแท้ และโดยการทรงนำของพระเจ้า มาระโกบทที่ 5 จึงเป็นข้อพระธรรมที่พวกเขาศึกษากันในวันนั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกคนได้สัมผัสถึงความหวังและความชื่นชมยินดี</p>
<p>ในมาระโก 5:23 ไยรัสพ่อของเด็กที่ป่วยร้องทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว” ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปหาเด็กหญิงคนนั้น พระองค์ได้รักษาหญิงนิรนามผู้มีปัญหาสุขภาพมาเป็นเวลานาน โดยการตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ” (ข้อ 34) ไยรัสและหญิงคนนั้นมีความเชื่อในพระเยซู จึงทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง แต่ในทั้งสองกรณีนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาพบพระเยซู การเจ็บป่วยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงจาก “แย่ไปสู่แย่ยิ่งกว่าเดิม” ก่อนที่พวกเขาจะดีขึ้น</p>
<p>ภาวะวิกฤตของชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกหญิงหรือชาย อายุ เชื้อชาติหรือชนชั้น เราทุกคนล้วนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เรามีคำถามที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหามาทำให้เราออกห่างจากพระเยซู ขอให้เราพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใช้ปัญหานั้นนำเราไปสู่ความเชื่อที่หยั่งลึกมากขึ้นในพระองค์ผู้ทรงทราบในทันทีที่เราแตะต้องพระองค์ (ข้อ 30) และผู้ทรงรักษาเราให้หายดี</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีสถานการณ์ใดในปัจจุบันที่ผลักดันให้คุณแสวงหาพระเยซู คำอธิษฐานจากใจของคุณคืออะไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงรู้ถึงสถานการณ์อันเจ็บปวดทุกอย่างในชีวิตของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้มแข็งในความเชื่อแม้ในยามที่สิ่งต่างๆดูย่ำแย่ลง</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ [ มาระโก 5:34 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอและอายุที่มากขึ้น การต้องไปพบหมอหลายคนในหลายต่อหลายครั้งก็ช่วยให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เธอรู้สึกท้อแท้ และโดยการทรงนำของพระเจ้า มาระโกบทที่ 5 จึงเป็นข้อพระธรรมที่พวกเขาศึกษากันในวันนั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกคนได้สัมผัสถึงความหวังและความชื่นชมยินดี</p>
<p>ในมาระโก 5:23 ไยรัสพ่อของเด็กที่ป่วยร้องทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว” ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปหาเด็กหญิงคนนั้น พระองค์ได้รักษาหญิงนิรนามผู้มีปัญหาสุขภาพมาเป็นเวลานาน โดยการตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ” (ข้อ 34) ไยรัสและหญิงคนนั้นมีความเชื่อในพระเยซู จึงทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง แต่ในทั้งสองกรณีนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาพบพระเยซู การเจ็บป่วยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงจาก “แย่ไปสู่แย่ยิ่งกว่าเดิม” ก่อนที่พวกเขาจะดีขึ้น</p>
<p>ภาวะวิกฤตของชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกหญิงหรือชาย อายุ เชื้อชาติหรือชนชั้น เราทุกคนล้วนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เรามีคำถามที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหามาทำให้เราออกห่างจากพระเยซู ขอให้เราพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใช้ปัญหานั้นนำเราไปสู่ความเชื่อที่หยั่งลึกมากขึ้นในพระองค์ผู้ทรงทราบในทันทีที่เราแตะต้องพระองค์ (ข้อ 30) และผู้ทรงรักษาเราให้หายดี</p>
<p><br></p>
<p><strong>มีสถานการณ์ใดในปัจจุบันที่ผลักดันให้คุณแสวงหาพระเยซู คำอธิษฐานจากใจของคุณคืออะไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงรู้ถึงสถานการณ์อันเจ็บปวดทุกอย่างในชีวิตของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้มแข็งในความเชื่อแม้ในยามที่สิ่งต่างๆดูย่ำแย่ลง</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 13 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/57350548/73886fa6.mp3" length="12203429" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>763</itunes:duration>
      <itunes:summary>ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ [ มาระโก 5:34 ]

ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอีกคนหนึ่งสุขภาพไม่ดีจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเธอและอายุที่มากขึ้น การต้องไปพบหมอหลายคนในหลายต่อหลายครั้งก็ช่วยให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เธอรู้สึกท้อแท้ และโดยการทรงนำของพระเจ้า มาระโกบทที่ 5 จึงเป็นข้อพระธรรมที่พวกเขาศึกษากันในวันนั้น หลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกคนได้สัมผัสถึงความหวังและความชื่นชมยินดี
ในมาระโก 5:23 ไยรัสพ่อของเด็กที่ป่วยร้องทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ เกือบจะตายแล้ว” ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปหาเด็กหญิงคนนั้น พระองค์ได้รักษาหญิงนิรนามผู้มีปัญหาสุขภาพมาเป็นเวลานาน โดยการตรัสว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ” (ข้อ 34) ไยรัสและหญิงคนนั้นมีความเชื่อในพระเยซู จึงทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์และพวกเขาก็ไม่ผิดหวัง แต่ในทั้งสองกรณีนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาพบพระเยซู การเจ็บป่วยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงจาก “แย่ไปสู่แย่ยิ่งกว่าเดิม” ก่อนที่พวกเขาจะดีขึ้น
ภาวะวิกฤตของชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกหญิงหรือชาย อายุ เชื้อชาติหรือชนชั้น เราทุกคนล้วนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ทำให้เรามีคำถามที่ต้องออกไปค้นหาคำตอบ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหามาทำให้เราออกห่างจากพระเยซู ขอให้เราพยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใช้ปัญหานั้นนำเราไปสู่ความเชื่อที่หยั่งลึกมากขึ้นในพระองค์ผู้ทรงทราบในทันทีที่เราแตะต้องพระองค์ (ข้อ 30) และผู้ทรงรักษาเราให้หายดี

มีสถานการณ์ใดในปัจจุบันที่ผลักดันให้คุณแสวงหาพระเยซู คำอธิษฐานจากใจของคุณคืออะไรในวันนี้
ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงรู้ถึงสถานการณ์อันเจ็บปวดทุกอย่างในชีวิตของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เข้มแข็งในความเชื่อแม้ในยามที่สิ่งต่างๆดูย่ำแย่ลง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ [ มาระโก 5:34 ]

ในระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ตอนเช้าวันเสาร์ พ่อคนหนึ่งรู้สึกสับสนเพราะลูกสาวสุดที่รักและเอาแต่ใจของเขาได้กลับมาในเมือง แต่เขารู้สึกอึดอัดใจที่เธออยู่ในบ้านเพราะพฤติกรรมของเธอ ส่วนผู้ร่วมกลุ่มอี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คาดหวังว่าพระเยซูจะกลับมา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คาดหวังว่าพระเยซูจะกลับมา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3ee855dc-6a52-4404-808e-645f9f0e87a5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/635a4c6c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา [ มัทธิว 24:44 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พอลเพื่อนของฉันกำลังรอช่างที่จะมาซ่อมตู้เย็น ในเวลานั้นเขาเห็นข้อความบนโทรศัพท์จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “เยซูกำลังเดินทางมาและคาดว่าจะถึงประมาณ 11:35 น.” ในไม่ช้าพอลก็พบว่าช่างคนนั้นมีชื่อว่าเยซูจริงๆ</p>
<p>แต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าจะเสด็จมาในเวลาใด เมื่อพระองค์เสด็จมาในฐานะชายคนหนึ่งเมื่อสองพันปีที่แล้วและได้ทรงทนทุกข์จากโทษแห่งความบาปของเรา พระองค์ตรัสว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่รู้แน่ชัดถึง “วันนั้นหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จมา (มธ.24:36) จะมีอะไรแตกต่างจากเดิมในแต่ละวันของเราหรือไม่หากเรารู้เวลาที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังเสด็จกลับมายังโลกนี้ (ยน.14:1-3)</p>
<p>พระเยซูทรงเตือนให้เราเตรียมพร้อมเพื่อการเสด็จกลับมาของพระองค์ “เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44) พระองค์ทรงเตือนเราให้ “เฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน” (ข้อ 42)</p>
<p>ในวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมา เราจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่วงหน้า ดังนั้นด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานผ่านตัวเรา ให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์ รับใช้พระเจ้าและฉวยทุกโอกาสที่มีเพื่อแบ่งปันเรื่องราวแห่งความรักและความหวังของพระองค์ให้กับผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>การเสด็จกลับมาของพระเยซูที่ใกล้จะมาถึงนั้นเป็นแรงผลักดันคุณอย่างไร คุณคาดหวังอะไรบ้างเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขณะที่ข้าพระองค์รอคอยพระองค์อย่างอดทน โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะเชื่อฟังพระองค์ แสวงหาความบริสุทธิ์และดำเนินชีวิตด้วยความหวังในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา [ มัทธิว 24:44 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>พอลเพื่อนของฉันกำลังรอช่างที่จะมาซ่อมตู้เย็น ในเวลานั้นเขาเห็นข้อความบนโทรศัพท์จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “เยซูกำลังเดินทางมาและคาดว่าจะถึงประมาณ 11:35 น.” ในไม่ช้าพอลก็พบว่าช่างคนนั้นมีชื่อว่าเยซูจริงๆ</p>
<p>แต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าจะเสด็จมาในเวลาใด เมื่อพระองค์เสด็จมาในฐานะชายคนหนึ่งเมื่อสองพันปีที่แล้วและได้ทรงทนทุกข์จากโทษแห่งความบาปของเรา พระองค์ตรัสว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่รู้แน่ชัดถึง “วันนั้นหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จมา (มธ.24:36) จะมีอะไรแตกต่างจากเดิมในแต่ละวันของเราหรือไม่หากเรารู้เวลาที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังเสด็จกลับมายังโลกนี้ (ยน.14:1-3)</p>
<p>พระเยซูทรงเตือนให้เราเตรียมพร้อมเพื่อการเสด็จกลับมาของพระองค์ “เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44) พระองค์ทรงเตือนเราให้ “เฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน” (ข้อ 42)</p>
<p>ในวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมา เราจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่วงหน้า ดังนั้นด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานผ่านตัวเรา ให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์ รับใช้พระเจ้าและฉวยทุกโอกาสที่มีเพื่อแบ่งปันเรื่องราวแห่งความรักและความหวังของพระองค์ให้กับผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p><strong>การเสด็จกลับมาของพระเยซูที่ใกล้จะมาถึงนั้นเป็นแรงผลักดันคุณอย่างไร คุณคาดหวังอะไรบ้างเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ขณะที่ข้าพระองค์รอคอยพระองค์อย่างอดทน โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะเชื่อฟังพระองค์ แสวงหาความบริสุทธิ์และดำเนินชีวิตด้วยความหวังในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 12 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/635a4c6c/80955a27.mp3" length="11518083" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา [ มัทธิว 24:44 ]

พอลเพื่อนของฉันกำลังรอช่างที่จะมาซ่อมตู้เย็น ในเวลานั้นเขาเห็นข้อความบนโทรศัพท์จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “เยซูกำลังเดินทางมาและคาดว่าจะถึงประมาณ 11:35 น.” ในไม่ช้าพอลก็พบว่าช่างคนนั้นมีชื่อว่าเยซูจริงๆ
แต่เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าจะเสด็จมาในเวลาใด เมื่อพระองค์เสด็จมาในฐานะชายคนหนึ่งเมื่อสองพันปีที่แล้วและได้ทรงทนทุกข์จากโทษแห่งความบาปของเรา พระองค์ตรัสว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ซึ่งมีเพียงพระบิดาเท่านั้นที่รู้แน่ชัดถึง “วันนั้นหรือโมงนั้น” ที่พระองค์จะเสด็จมา (มธ.24:36) จะมีอะไรแตกต่างจากเดิมในแต่ละวันของเราหรือไม่หากเรารู้เวลาที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรากำลังเสด็จกลับมายังโลกนี้ (ยน.14:1-3)
พระเยซูทรงเตือนให้เราเตรียมพร้อมเพื่อการเสด็จกลับมาของพระองค์ “เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44) พระองค์ทรงเตือนเราให้ “เฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน” (ข้อ 42)
ในวันที่พระคริสต์เสด็จกลับมา เราจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนทางโทรศัพท์ล่วงหน้า ดังนั้นด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานผ่านตัวเรา ให้เราใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยมุมมองแห่งนิรันดร์ รับใช้พระเจ้าและฉวยทุกโอกาสที่มีเพื่อแบ่งปันเรื่องราวแห่งความรักและความหวังของพระองค์ให้กับผู้อื่น

การเสด็จกลับมาของพระเยซูที่ใกล้จะมาถึงนั้นเป็นแรงผลักดันคุณอย่างไร คุณคาดหวังอะไรบ้างเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง
ข้าแต่พระบิดา ขณะที่ข้าพระองค์รอคอยพระองค์อย่างอดทน โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะเชื่อฟังพระองค์ แสวงหาความบริสุทธิ์และดำเนินชีวิตด้วยความหวังในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา [ มัทธิว 24:44 ]

พอลเพื่อนของฉันกำลังรอช่างที่จะมาซ่อมตู้เย็น ในเวลานั้นเขาเห็นข้อความบนโทรศัพท์จากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “เยซูกำลังเดินทางมาและคาดว่าจะถึงประม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้าทรงสร้าง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผลงานชิ้นเอกที่พระเจ้าทรงสร้าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7c0dca52-59df-4b93-ba6c-e1ba2c5d2b44</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ee62c765</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์ ข้าพระองค์ทราบดี [ สดุดี 139:14 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม้วิชาประสาทวิทยาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าใจถึงวิธีการทำงานของสมอง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ พวกเขาเข้าใจโครงสร้างของสมอง การทำงานของสมองบางส่วน และพื้นที่ในสมองที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม กระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และควบคุมอารมณ์ แต่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจว่าการตอบสนองทั้งหมดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมอง และความทรงจำอย่างไร ผลงานชิ้นเอกอันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของพระเจ้าคือมนุษยชาตินั้นยังคงมีความเร้นลับอยู่</p>
<p>ดาวิดยอมรับในความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ท่านใช้ภาษาเปรียบเทียบเพื่อยกย่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ปรากฏให้เห็นจากการที่ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดเหนือกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ด้วยการที่ท่านถูก “ทอ...เข้าด้วยกันในครรภ์มารดา” (สดด.139:13) ท่านเขียนไว้ว่า “พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์” (ข้อ 14 TNCV) ผู้คนในอดีตมองพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งในครรภ์มารดาว่าเป็นความลึกลับอันยิ่งใหญ่ (ดูปญจ.11:5) แม้ด้วยความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับความซับซ้อนอันน่าอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ดาวิดยังยำเกรงและอัศจรรย์ใจในพระดำริและการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า (สดด.139:17-18)</p>
<p>ความซับซ้อนอันน่าประหลาดและอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา การตอบสนองของเราจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการสรรเสริญ ยำเกรง และอัศจรรย์ใจ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>ร่างกายของคุณที่ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนนั้นนำพาให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร คุณจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการขอบพระคุณพระองค์อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า สรรเสริญพระองค์ที่ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างที่น่าอัศจรรย์!</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์ ข้าพระองค์ทราบดี [ สดุดี 139:14 TNCV ]</em></p>
<p><br></p>
<p>แม้วิชาประสาทวิทยาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าใจถึงวิธีการทำงานของสมอง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ พวกเขาเข้าใจโครงสร้างของสมอง การทำงานของสมองบางส่วน และพื้นที่ในสมองที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม กระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และควบคุมอารมณ์ แต่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจว่าการตอบสนองทั้งหมดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมอง และความทรงจำอย่างไร ผลงานชิ้นเอกอันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของพระเจ้าคือมนุษยชาตินั้นยังคงมีความเร้นลับอยู่</p>
<p>ดาวิดยอมรับในความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ท่านใช้ภาษาเปรียบเทียบเพื่อยกย่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ปรากฏให้เห็นจากการที่ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดเหนือกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ด้วยการที่ท่านถูก “ทอ...เข้าด้วยกันในครรภ์มารดา” (สดด.139:13) ท่านเขียนไว้ว่า “พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์” (ข้อ 14 TNCV) ผู้คนในอดีตมองพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งในครรภ์มารดาว่าเป็นความลึกลับอันยิ่งใหญ่ (ดูปญจ.11:5) แม้ด้วยความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับความซับซ้อนอันน่าอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ดาวิดยังยำเกรงและอัศจรรย์ใจในพระดำริและการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า (สดด.139:17-18)</p>
<p>ความซับซ้อนอันน่าประหลาดและอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา การตอบสนองของเราจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการสรรเสริญ ยำเกรง และอัศจรรย์ใจ!</p>
<p><br></p>
<p><strong>ร่างกายของคุณที่ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนนั้นนำพาให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร คุณจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการขอบพระคุณพระองค์อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า สรรเสริญพระองค์ที่ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างที่น่าอัศจรรย์!</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 11 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ee62c765/7e93c299.mp3" length="11262239" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์ ข้าพระองค์ทราบดี [ สดุดี 139:14 TNCV ]

แม้วิชาประสาทวิทยาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าใจถึงวิธีการทำงานของสมอง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ พวกเขาเข้าใจโครงสร้างของสมอง การทำงานของสมองบางส่วน และพื้นที่ในสมองที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม กระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และควบคุมอารมณ์ แต่พวกเขายังไม่สามารถเข้าใจว่าการตอบสนองทั้งหมดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรม มุมมอง และความทรงจำอย่างไร ผลงานชิ้นเอกอันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของพระเจ้าคือมนุษยชาตินั้นยังคงมีความเร้นลับอยู่
ดาวิดยอมรับในความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ท่านใช้ภาษาเปรียบเทียบเพื่อยกย่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ปรากฏให้เห็นจากการที่ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุดเหนือกระบวนการทางธรรมชาติทั้งหมด ด้วยการที่ท่านถูก “ทอ...เข้าด้วยกันในครรภ์มารดา” (สดด.139:13) ท่านเขียนไว้ว่า “พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์” (ข้อ 14 TNCV) ผู้คนในอดีตมองพัฒนาการของเด็กคนหนึ่งในครรภ์มารดาว่าเป็นความลึกลับอันยิ่งใหญ่ (ดูปญจ.11:5) แม้ด้วยความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับความซับซ้อนอันน่าอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ ดาวิดยังยำเกรงและอัศจรรย์ใจในพระดำริและการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า (สดด.139:17-18)
ความซับซ้อนอันน่าประหลาดและอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถและอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา การตอบสนองของเราจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการสรรเสริญ ยำเกรง และอัศจรรย์ใจ!

ร่างกายของคุณที่ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนนั้นนำพาให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร คุณจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการขอบพระคุณพระองค์อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า สรรเสริญพระองค์ที่ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างที่น่าอัศจรรย์!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม ฝีพระหัตถ์ของพระองค์อัศจรรย์ ข้าพระองค์ทราบดี [ สดุดี 139:14 TNCV ]

แม้วิชาประสาทวิทยาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในการเข้าใจถึงวิธีการทำงานของสมอง แต่นักวิทยาศา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP20 "ในระหว่างที่เราคิดว่าจะเลือกพระเจ้าดีไหม พระเจ้าได้เลือกเราแล้ว"</title>
      <itunes:episode>20</itunes:episode>
      <podcast:episode>20</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP20 "ในระหว่างที่เราคิดว่าจะเลือกพระเจ้าดีไหม พระเจ้าได้เลือกเราแล้ว"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b3583ebf-4c12-4aaa-a7f6-967d5a3acd57</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/072ed0e7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” ยอห์น 14:6

ความจริงนี้ เป็นจริงสำหรับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราตอบสนองต่อความจริงนี้อย่างไร?

หากคุณกำลังคิดทบทวนในความเชื่อของคุณอยู่ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 20 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "ในระหว่างที่เราคิดว่าจะเลือกพระเจ้าดีไหม พระเจ้าได้เลือกเราแล้ว" ขอพระเจ้าช่วยให้เราไว้วางใจพระองค์ และทางของพระองค์นะคะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” ยอห์น 14:6

ความจริงนี้ เป็นจริงสำหรับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราตอบสนองต่อความจริงนี้อย่างไร?

หากคุณกำลังคิดทบทวนในความเชื่อของคุณอยู่ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 20 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "ในระหว่างที่เราคิดว่าจะเลือกพระเจ้าดีไหม พระเจ้าได้เลือกเราแล้ว" ขอพระเจ้าช่วยให้เราไว้วางใจพระองค์ และทางของพระองค์นะคะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 11 Jun 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/072ed0e7/63347362.mp3" length="53673478" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/IwZz4nbiXCPn3V9gqCLZ7hUh6ifqrcUEzxue5Xh615k/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9jY2E4/OGM5N2E2N2I4MzFh/ZWY2ZjEyMTVmYjY0/YTk0Yi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2229</itunes:duration>
      <itunes:summary>“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” ยอห์น 14:6

ความจริงนี้ เป็นจริงสำหรับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราตอบสนองต่อความจริงนี้อย่างไร?

หากคุณกำลังคิดทบทวนในความเชื่อของคุณอยู่ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 20 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "ในระหว่างที่เราคิดว่าจะเลือกพระเจ้าดีไหม พระเจ้าได้เลือกเราแล้ว" ขอพระเจ้าช่วยให้เราไว้วางใจพระองค์ และทางของพระองค์นะคะ

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” ยอห์น 14:6

ความจริงนี้ เป็นจริงสำหรับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราตอบสนองต่อความจริงนี้อย่างไร?

หากคุณกำลังคิดทบทวนในความเชื่อของคุณอยู่ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 20 น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หลุมฝังศพของเชบนา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หลุมฝังศพของเชบนา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b1b9003a-256e-41f2-8396-a9220e730eb9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fd064850</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข [ วิวรณ์ 14:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ดับเบิ้ลยู. บี. เยตส์ นักกวีชาวไอริชต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ “ภายใต้เบน บัลเบน” ภูเขายอดราบอันโดดเด่นที่เขาใช้ตั้งชื่อหนึ่งในกวีบทสุดท้ายของเขา ท่อนสุดท้ายของกลอนบทนี้ถูกสลักไว้บนป้ายหลุมฝังศพของเขา “ทอดสายตาอันเย็นชา ไปยังชีวิต ไปยังความตาย คนขี่ม้าเดินทางผ่านไป”</p>
<p>มีการคาดเดากันมากมายถึงความหมายของประโยคนี้ บางทีอาจเป็นการที่ผู้เขียนยอมรับความเป็นจริงของทั้งชีวิตและความตาย ไม่ว่าจะอย่างไรเยตส์ก็ได้ตามที่ปรารถนาทั้งสถานที่ในการฝังร่างของตนและข้อความที่สลักบนป้ายหลุมฝังศพ แต่ความจริงที่เย็นชาคือชีวิตของผู้คนดำเนินต่อไปโดยไม่มีเรา ผู้คนไม่สนใจในการจากไปของเรา</p>
<p>ในช่วงเวลาอันเลวร้ายในประวัติศาสตร์ของยูดาห์ เชบนา “ผู้ดูแลราชสำนัก” ได้ทำอุโมงค์ฝังศพของตนเพื่อจะรักษามรดกของเขาไว้หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พระเจ้าตรัสกับเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่นี่ และเจ้ามีใครอยู่ที่นี่ เจ้าจึงสกัดอุโมงค์ที่นี่เพื่อตัวเจ้าเอง สกัดอุโมงค์ในที่สูง และสลักที่อยู่สำหรับตนเองในศิลา” (อสย.22:16) ผู้เผยพระวจนะบอกเขาว่า “[พระเจ้าจะทรง]ม้วนเจ้า และขว้างเจ้าไปอย่างลูกบอลล์ยังแผ่นดินกว้าง เจ้าจะตายที่นั่น” (ข้อ 18)</p>
<p>เชบนาเข้าใจผิดไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ที่ซึ่งเราถูกฝังแต่คือผู้ที่เรารับใช้ คนเหล่านั้นที่รับใช้พระเยซูมีความมั่นใจอย่างเหลือล้นว่า “คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” (วว.14:13) เรารับใช้พระเจ้าผู้ห่วงใยเสมอต่อ “การจากไป” ของเรา พระองค์ทรงรอคอยการมาของเราและยินดีต้อนรับเรากลับบ้าน!</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชีวิตของคุณแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังรับใช้ผู้ใดอยู่ คุณอยากจะเป็นที่จดจำในแบบใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตโดยรอคอยเวลานั้นที่จะได้อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข [ วิวรณ์ 14:13 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ดับเบิ้ลยู. บี. เยตส์ นักกวีชาวไอริชต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ “ภายใต้เบน บัลเบน” ภูเขายอดราบอันโดดเด่นที่เขาใช้ตั้งชื่อหนึ่งในกวีบทสุดท้ายของเขา ท่อนสุดท้ายของกลอนบทนี้ถูกสลักไว้บนป้ายหลุมฝังศพของเขา “ทอดสายตาอันเย็นชา ไปยังชีวิต ไปยังความตาย คนขี่ม้าเดินทางผ่านไป”</p>
<p>มีการคาดเดากันมากมายถึงความหมายของประโยคนี้ บางทีอาจเป็นการที่ผู้เขียนยอมรับความเป็นจริงของทั้งชีวิตและความตาย ไม่ว่าจะอย่างไรเยตส์ก็ได้ตามที่ปรารถนาทั้งสถานที่ในการฝังร่างของตนและข้อความที่สลักบนป้ายหลุมฝังศพ แต่ความจริงที่เย็นชาคือชีวิตของผู้คนดำเนินต่อไปโดยไม่มีเรา ผู้คนไม่สนใจในการจากไปของเรา</p>
<p>ในช่วงเวลาอันเลวร้ายในประวัติศาสตร์ของยูดาห์ เชบนา “ผู้ดูแลราชสำนัก” ได้ทำอุโมงค์ฝังศพของตนเพื่อจะรักษามรดกของเขาไว้หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พระเจ้าตรัสกับเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่นี่ และเจ้ามีใครอยู่ที่นี่ เจ้าจึงสกัดอุโมงค์ที่นี่เพื่อตัวเจ้าเอง สกัดอุโมงค์ในที่สูง และสลักที่อยู่สำหรับตนเองในศิลา” (อสย.22:16) ผู้เผยพระวจนะบอกเขาว่า “[พระเจ้าจะทรง]ม้วนเจ้า และขว้างเจ้าไปอย่างลูกบอลล์ยังแผ่นดินกว้าง เจ้าจะตายที่นั่น” (ข้อ 18)</p>
<p>เชบนาเข้าใจผิดไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ที่ซึ่งเราถูกฝังแต่คือผู้ที่เรารับใช้ คนเหล่านั้นที่รับใช้พระเยซูมีความมั่นใจอย่างเหลือล้นว่า “คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” (วว.14:13) เรารับใช้พระเจ้าผู้ห่วงใยเสมอต่อ “การจากไป” ของเรา พระองค์ทรงรอคอยการมาของเราและยินดีต้อนรับเรากลับบ้าน!</p>
<p><br></p>
<p><strong>ชีวิตของคุณแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังรับใช้ผู้ใดอยู่ คุณอยากจะเป็นที่จดจำในแบบใด</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตโดยรอคอยเวลานั้นที่จะได้อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 10 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fd064850/2fb35e3f.mp3" length="12009861" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข [ วิวรณ์ 14:13 ]

ดับเบิ้ลยู. บี. เยตส์ นักกวีชาวไอริชต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ “ภายใต้เบน บัลเบน” ภูเขายอดราบอันโดดเด่นที่เขาใช้ตั้งชื่อหนึ่งในกวีบทสุดท้ายของเขา ท่อนสุดท้ายของกลอนบทนี้ถูกสลักไว้บนป้ายหลุมฝังศพของเขา “ทอดสายตาอันเย็นชา ไปยังชีวิต ไปยังความตาย คนขี่ม้าเดินทางผ่านไป”
มีการคาดเดากันมากมายถึงความหมายของประโยคนี้ บางทีอาจเป็นการที่ผู้เขียนยอมรับความเป็นจริงของทั้งชีวิตและความตาย ไม่ว่าจะอย่างไรเยตส์ก็ได้ตามที่ปรารถนาทั้งสถานที่ในการฝังร่างของตนและข้อความที่สลักบนป้ายหลุมฝังศพ แต่ความจริงที่เย็นชาคือชีวิตของผู้คนดำเนินต่อไปโดยไม่มีเรา ผู้คนไม่สนใจในการจากไปของเรา
ในช่วงเวลาอันเลวร้ายในประวัติศาสตร์ของยูดาห์ เชบนา “ผู้ดูแลราชสำนัก” ได้ทำอุโมงค์ฝังศพของตนเพื่อจะรักษามรดกของเขาไว้หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พระเจ้าตรัสกับเขาผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่นี่ และเจ้ามีใครอยู่ที่นี่ เจ้าจึงสกัดอุโมงค์ที่นี่เพื่อตัวเจ้าเอง สกัดอุโมงค์ในที่สูง และสลักที่อยู่สำหรับตนเองในศิลา” (อสย.22:16) ผู้เผยพระวจนะบอกเขาว่า “[พระเจ้าจะทรง]ม้วนเจ้า และขว้างเจ้าไปอย่างลูกบอลล์ยังแผ่นดินกว้าง เจ้าจะตายที่นั่น” (ข้อ 18)
เชบนาเข้าใจผิดไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ที่ซึ่งเราถูกฝังแต่คือผู้ที่เรารับใช้ คนเหล่านั้นที่รับใช้พระเยซูมีความมั่นใจอย่างเหลือล้นว่า “คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” (วว.14:13) เรารับใช้พระเจ้าผู้ห่วงใยเสมอต่อ “การจากไป” ของเรา พระองค์ทรงรอคอยการมาของเราและยินดีต้อนรับเรากลับบ้าน!

ชีวิตของคุณแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังรับใช้ผู้ใดอยู่ คุณอยากจะเป็นที่จดจำในแบบใด
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตโดยรอคอยเวลานั้นที่จะได้อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข [ วิวรณ์ 14:13 ]

ดับเบิ้ลยู. บี. เยตส์ นักกวีชาวไอริชต้องการให้ฝังร่างของเขาไว้ “ภายใต้เบน บัลเบน” ภูเขายอดราบอันโดดเด่นที่เขาใช้ตั้งชื่อหนึ่งในกวีบทสุดท้ายของเขา ท่อนสุดท้ายของกลอนบทนี้ถูกสลักไว้บนป้ายหลุ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทุกนาทีมีค่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทุกนาทีมีค่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c936440d-844b-493d-acaa-12bbc8e67156</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/71f496c5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 4:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อเรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 1912 ศิษยาภิบาลจอห์น ฮาร์เปอร์เก็บที่นั่งอันจำกัดในเรือชูชีพไว้ที่หนึ่งให้ลูกสาววัยหกขวบ เขาเอาเสื้อชูชีพของตนให้เพื่อนผู้โดยสารคนหนึ่งและประกาศข่าวประเสริฐให้กับทุกคนที่ยอมฟัง ขณะที่เรือจมลงและผู้คนนับร้อยรอคอยโอกาสอันน้อยนิดที่จะมีคนมาช่วย ฮาร์เปอร์ได้ว่ายน้ำจากคนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่งและบอกว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31)</p>
<p>ในระหว่างการประชุมสำหรับผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่เมืองออนทาริโอ ประเทศแคนาดา มีชายคนหนึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้กลับใจคนสุดท้ายของจอห์น ฮาร์เปอร์” เขาปฏิเสธคำเชิญครั้งแรกของฮาร์เปอร์ และต้อนรับพระคริสต์เมื่อนักเทศน์ผู้นี้ได้ถามเขาอีกครั้ง เขามองดูขณะที่ฮาร์เปอร์ทุ่มเทช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในการพูดเรื่องพระเยซูก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและจมลงใต้พื้นน้ำอันเย็นยะเยือก</p>
<p>ในคำกำชับถึงทิโมธีนั้น เปาโลได้หนุนใจเขาคล้ายๆกันนี้ถึงความเร่งด่วนและการอุทิศตนในการประกาศโดยไม่เห็นแก่ตนเอง เปาโลยืนยันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลาของพระเจ้าและการที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน ท่านกำชับให้ทิโมธีประกาศพระวจนะด้วยความอดทนและอย่างถูกต้องแม่นยำ (2 ทธ.4:1-2) ท่านเตือนนักประกาศหนุ่มผู้นี้ให้หนักแน่นมั่นคงอยู่เสมอ แม้บางคนจะปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 3-5)</p>
<p>วันเวลาของเรามีจำกัด ดังนั้นทุกนาทีจึงมีค่า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาทรงเตรียมที่ในสวรรค์ไว้ให้เราแล้วในขณะที่เราประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด!”</p>
<p><br></p>
<p><strong>การรู้ว่าเวลาของเรามีจำกัดจะทำให้เรา แบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเยซูได้อย่างเร่งด่วนมากขึ้นอย่างไร คุณจะออกไปประกาศกับคนอื่นได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ ได้แบ่งปันความรักของพระองค์ให้กับผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 4:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อเรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 1912 ศิษยาภิบาลจอห์น ฮาร์เปอร์เก็บที่นั่งอันจำกัดในเรือชูชีพไว้ที่หนึ่งให้ลูกสาววัยหกขวบ เขาเอาเสื้อชูชีพของตนให้เพื่อนผู้โดยสารคนหนึ่งและประกาศข่าวประเสริฐให้กับทุกคนที่ยอมฟัง ขณะที่เรือจมลงและผู้คนนับร้อยรอคอยโอกาสอันน้อยนิดที่จะมีคนมาช่วย ฮาร์เปอร์ได้ว่ายน้ำจากคนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่งและบอกว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31)</p>
<p>ในระหว่างการประชุมสำหรับผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่เมืองออนทาริโอ ประเทศแคนาดา มีชายคนหนึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้กลับใจคนสุดท้ายของจอห์น ฮาร์เปอร์” เขาปฏิเสธคำเชิญครั้งแรกของฮาร์เปอร์ และต้อนรับพระคริสต์เมื่อนักเทศน์ผู้นี้ได้ถามเขาอีกครั้ง เขามองดูขณะที่ฮาร์เปอร์ทุ่มเทช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในการพูดเรื่องพระเยซูก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและจมลงใต้พื้นน้ำอันเย็นยะเยือก</p>
<p>ในคำกำชับถึงทิโมธีนั้น เปาโลได้หนุนใจเขาคล้ายๆกันนี้ถึงความเร่งด่วนและการอุทิศตนในการประกาศโดยไม่เห็นแก่ตนเอง เปาโลยืนยันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลาของพระเจ้าและการที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน ท่านกำชับให้ทิโมธีประกาศพระวจนะด้วยความอดทนและอย่างถูกต้องแม่นยำ (2 ทธ.4:1-2) ท่านเตือนนักประกาศหนุ่มผู้นี้ให้หนักแน่นมั่นคงอยู่เสมอ แม้บางคนจะปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 3-5)</p>
<p>วันเวลาของเรามีจำกัด ดังนั้นทุกนาทีจึงมีค่า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาทรงเตรียมที่ในสวรรค์ไว้ให้เราแล้วในขณะที่เราประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด!”</p>
<p><br></p>
<p><strong>การรู้ว่าเวลาของเรามีจำกัดจะทำให้เรา แบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเยซูได้อย่างเร่งด่วนมากขึ้นอย่างไร คุณจะออกไปประกาศกับคนอื่นได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ ได้แบ่งปันความรักของพระองค์ให้กับผู้อื่นด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 09 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/71f496c5/9625ee57.mp3" length="11426939" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 4:5 ]

เมื่อเรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 1912 ศิษยาภิบาลจอห์น ฮาร์เปอร์เก็บที่นั่งอันจำกัดในเรือชูชีพไว้ที่หนึ่งให้ลูกสาววัยหกขวบ เขาเอาเสื้อชูชีพของตนให้เพื่อนผู้โดยสารคนหนึ่งและประกาศข่าวประเสริฐให้กับทุกคนที่ยอมฟัง ขณะที่เรือจมลงและผู้คนนับร้อยรอคอยโอกาสอันน้อยนิดที่จะมีคนมาช่วย ฮาร์เปอร์ได้ว่ายน้ำจากคนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่งและบอกว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้” (กจ.16:31)
ในระหว่างการประชุมสำหรับผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่เมืองออนทาริโอ ประเทศแคนาดา มีชายคนหนึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ผู้กลับใจคนสุดท้ายของจอห์น ฮาร์เปอร์” เขาปฏิเสธคำเชิญครั้งแรกของฮาร์เปอร์ และต้อนรับพระคริสต์เมื่อนักเทศน์ผู้นี้ได้ถามเขาอีกครั้ง เขามองดูขณะที่ฮาร์เปอร์ทุ่มเทช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตในการพูดเรื่องพระเยซูก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและจมลงใต้พื้นน้ำอันเย็นยะเยือก
ในคำกำชับถึงทิโมธีนั้น เปาโลได้หนุนใจเขาคล้ายๆกันนี้ถึงความเร่งด่วนและการอุทิศตนในการประกาศโดยไม่เห็นแก่ตนเอง เปาโลยืนยันถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลาของพระเจ้าและการที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอย่างแน่นอน ท่านกำชับให้ทิโมธีประกาศพระวจนะด้วยความอดทนและอย่างถูกต้องแม่นยำ (2 ทธ.4:1-2) ท่านเตือนนักประกาศหนุ่มผู้นี้ให้หนักแน่นมั่นคงอยู่เสมอ แม้บางคนจะปฏิเสธพระเยซู (ข้อ 3-5)
วันเวลาของเรามีจำกัด ดังนั้นทุกนาทีจึงมีค่า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาทรงเตรียมที่ในสวรรค์ไว้ให้เราแล้วในขณะที่เราประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด!”

การรู้ว่าเวลาของเรามีจำกัดจะทำให้เรา แบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระเยซูได้อย่างเร่งด่วนมากขึ้นอย่างไร คุณจะออกไปประกาศกับคนอื่นได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเยซู โปรดประทานโอกาสให้ข้าพระองค์ ได้แบ่งปันความรักของพระองค์ให้กับผู้อื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ [ 2 ทิโมธี 4:5 ]

เมื่อเรือไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งในเดือนเมษายน ปีค.ศ. 1912 ศิษยาภิบาลจอห์น ฮาร์เปอร์เก็บที่นั่งอันจำกัดในเรือชูชีพไว้ที่หนึ่งให้ลูกสาววัยหกขวบ เขาเอาเสื้อชูชีพข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ded82a59-3861-4b87-9a21-c24c9835cc76</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a92977fc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ [ 2 โครินธ์ 9:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในชมรมพระคัมภีร์หลังเลิกเรียนที่ซูภรรยาของผมรับใช้อยู่สัปดาห์ละครั้งนั้น มีการขอให้เด็กๆบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศยูเครนซึ่งได้รับความเสียหายจากสงคราม หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ซูบอกเรื่องโครงการนี้้กับแม็กกี้หลานสาววัยสิบเอ็ดขวบของเรา เราก็ได้รับจดหมายที่ส่งไปรษณีย์มาจากเธอ จดหมายนั้นมีเงินอยู่ 3.45 ดอลล่าร์พร้อมกับข้อความว่า “เงินทั้งหมดที่หนูมีตอนนี้สำหรับเด็กในยูเครน แล้วหนูจะส่งมาให้อีกนะคะ”</p>
<p>ซูไม่ได้บอกให้แม็กกี้ช่วย แต่อาจเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำ และแม็กกี้ซึ่งรักพระเยซูและแสวงหาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ได้ตอบสนองการทรงนำนั้น</p>
<p>เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมากเมื่อคิดว่าของขวัญเล็กน้อยนี้มาจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ นี่เป็นภาพสะท้อนถึงคำสอนเรื่องการให้ของเปาโลใน 2 โครินธ์ 9 ประการแรก ท่านได้แนะนำว่าเราควรหว่าน “มาก” (ข้อ 6) แน่นอนว่าของขวัญแบบแม็กกี้ที่ให้ “ทั้งหมดที่มี” นั่นเป็นการให้ด้วยใจเอื้อเฟื้ออย่างมาก เปาโลเขียนอีกว่าของขวัญของเราควรให้ด้วยใจยินดีตามที่พระเจ้าทรงนำและตามที่เราให้ได้ ไม่ใช่เพราะเรา “ฝืนใจ” (ข้อ 7) และท่านยังได้กล่าวถึงความสำคัญของ “ของที่ให้แก่คนยากจน” (ข้อ 9) ด้วยการอ้างอิงถึงสดุดี 112:9</p>
<p>เมื่อโอกาสในการให้มาอยู่ตรงหน้า ขอให้เราทูลถามพระเจ้าว่าจะทรงให้เราตอบสนองอย่างไร เมื่อเราให้ด้วยใจกว้างขวางและด้วยใจยินดีกับผู้ที่ขัดสนตามที่พระองค์ทรงนำ เราก็ได้ให้ในแบบที่จะทำให้ “เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า” (2 คร.9:11) ซึ่งเป็นการให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดเป็นแรงจูงใจที่คุณจะให้แก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวาง คุณจะพยายามตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของคนเหล่านั้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดนำที่ข้าพระองค์จะเป็นผู้ให้ด้วยใจกว้างขวางตามที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์เป็น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ [ 2 โครินธ์ 9:7 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ในชมรมพระคัมภีร์หลังเลิกเรียนที่ซูภรรยาของผมรับใช้อยู่สัปดาห์ละครั้งนั้น มีการขอให้เด็กๆบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศยูเครนซึ่งได้รับความเสียหายจากสงคราม หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ซูบอกเรื่องโครงการนี้้กับแม็กกี้หลานสาววัยสิบเอ็ดขวบของเรา เราก็ได้รับจดหมายที่ส่งไปรษณีย์มาจากเธอ จดหมายนั้นมีเงินอยู่ 3.45 ดอลล่าร์พร้อมกับข้อความว่า “เงินทั้งหมดที่หนูมีตอนนี้สำหรับเด็กในยูเครน แล้วหนูจะส่งมาให้อีกนะคะ”</p>
<p>ซูไม่ได้บอกให้แม็กกี้ช่วย แต่อาจเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำ และแม็กกี้ซึ่งรักพระเยซูและแสวงหาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ได้ตอบสนองการทรงนำนั้น</p>
<p>เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมากเมื่อคิดว่าของขวัญเล็กน้อยนี้มาจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ นี่เป็นภาพสะท้อนถึงคำสอนเรื่องการให้ของเปาโลใน 2 โครินธ์ 9 ประการแรก ท่านได้แนะนำว่าเราควรหว่าน “มาก” (ข้อ 6) แน่นอนว่าของขวัญแบบแม็กกี้ที่ให้ “ทั้งหมดที่มี” นั่นเป็นการให้ด้วยใจเอื้อเฟื้ออย่างมาก เปาโลเขียนอีกว่าของขวัญของเราควรให้ด้วยใจยินดีตามที่พระเจ้าทรงนำและตามที่เราให้ได้ ไม่ใช่เพราะเรา “ฝืนใจ” (ข้อ 7) และท่านยังได้กล่าวถึงความสำคัญของ “ของที่ให้แก่คนยากจน” (ข้อ 9) ด้วยการอ้างอิงถึงสดุดี 112:9</p>
<p>เมื่อโอกาสในการให้มาอยู่ตรงหน้า ขอให้เราทูลถามพระเจ้าว่าจะทรงให้เราตอบสนองอย่างไร เมื่อเราให้ด้วยใจกว้างขวางและด้วยใจยินดีกับผู้ที่ขัดสนตามที่พระองค์ทรงนำ เราก็ได้ให้ในแบบที่จะทำให้ “เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า” (2 คร.9:11) ซึ่งเป็นการให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่</p>
<p><br></p>
<p><strong>สิ่งใดเป็นแรงจูงใจที่คุณจะให้แก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวาง คุณจะพยายามตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของคนเหล่านั้นได้อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดนำที่ข้าพระองค์จะเป็นผู้ให้ด้วยใจกว้างขวางตามที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์เป็น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 08 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a92977fc/66099565.mp3" length="10458135" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>654</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ [ 2 โครินธ์ 9:7 ]

ในชมรมพระคัมภีร์หลังเลิกเรียนที่ซูภรรยาของผมรับใช้อยู่สัปดาห์ละครั้งนั้น มีการขอให้เด็กๆบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศยูเครนซึ่งได้รับความเสียหายจากสงคราม หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ซูบอกเรื่องโครงการนี้้กับแม็กกี้หลานสาววัยสิบเอ็ดขวบของเรา เราก็ได้รับจดหมายที่ส่งไปรษณีย์มาจากเธอ จดหมายนั้นมีเงินอยู่ 3.45 ดอลล่าร์พร้อมกับข้อความว่า “เงินทั้งหมดที่หนูมีตอนนี้สำหรับเด็กในยูเครน แล้วหนูจะส่งมาให้อีกนะคะ”
ซูไม่ได้บอกให้แม็กกี้ช่วย แต่อาจเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำ และแม็กกี้ซึ่งรักพระเยซูและแสวงหาที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ได้ตอบสนองการทรงนำนั้น
เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมากเมื่อคิดว่าของขวัญเล็กน้อยนี้มาจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ นี่เป็นภาพสะท้อนถึงคำสอนเรื่องการให้ของเปาโลใน 2 โครินธ์ 9 ประการแรก ท่านได้แนะนำว่าเราควรหว่าน “มาก” (ข้อ 6) แน่นอนว่าของขวัญแบบแม็กกี้ที่ให้ “ทั้งหมดที่มี” นั่นเป็นการให้ด้วยใจเอื้อเฟื้ออย่างมาก เปาโลเขียนอีกว่าของขวัญของเราควรให้ด้วยใจยินดีตามที่พระเจ้าทรงนำและตามที่เราให้ได้ ไม่ใช่เพราะเรา “ฝืนใจ” (ข้อ 7) และท่านยังได้กล่าวถึงความสำคัญของ “ของที่ให้แก่คนยากจน” (ข้อ 9) ด้วยการอ้างอิงถึงสดุดี 112:9
เมื่อโอกาสในการให้มาอยู่ตรงหน้า ขอให้เราทูลถามพระเจ้าว่าจะทรงให้เราตอบสนองอย่างไร เมื่อเราให้ด้วยใจกว้างขวางและด้วยใจยินดีกับผู้ที่ขัดสนตามที่พระองค์ทรงนำ เราก็ได้ให้ในแบบที่จะทำให้ “เกิดการขอบพระคุณพระเจ้า” (2 คร.9:11) ซึ่งเป็นการให้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่

สิ่งใดเป็นแรงจูงใจที่คุณจะให้แก่ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวาง คุณจะพยายามตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของคนเหล่านั้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดนำที่ข้าพระองค์จะเป็นผู้ให้ด้วยใจกว้างขวางตามที่พระองค์ทรงต้องการให้ข้าพระองค์เป็น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ [ 2 โครินธ์ 9:7 ]

ในชมรมพระคัมภีร์หลังเลิกเรียนที่ซูภรรยาของผมรับใช้อยู่สัปดาห์ละครั้งนั้น มีการขอให้เด็กๆบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กในประเทศยูเครนซึ่งได้รับความเสียหายจากสงคราม หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ซูบอกเรื่องโครงก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รูปเคารพ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รูปเคารพ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f06a5ff2-b8b9-402d-8201-c5ad0671a860</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8251f5d8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>จงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์ [ โยชูวา 24:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา ทุกวันพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะเชื่อฟังพระเยซูในเรื่องนี้และขอการอภัยในเวลาที่พวกเขาล้มเหลว</p>
<p>เราอาจประหลาดใจที่ชายผู้รักพระเจ้าเหล่านี้ยังคงต่อสู้กับการล่อลวงอันเลวร้ายแม้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่บางทีอาจไม่ควรเป็นเช่นนี้ รูปเคารพคือสิ่งใดก็ตามที่คุกคามเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเรา และสิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นได้อีกหลังจากที่เราคิดว่ามันหายไปนานแล้ว</p>
<p>ในพระคัมภีร์ ยาโคบได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากลุงของท่านคือลาบันและพี่ชายคือเอซาว ยาโคบกำลังกลับไปที่เบธเอลเพื่อนมัสการพระเจ้าและเฉลิมฉลองพระพรมากมาย แต่ครอบครัวของท่านยังเก็บพระต่างด้าวที่ยาโคบต้องนำไปฝังไว้ (ปฐก.35:2-4) ในตอนท้ายของพระธรรมโยชูวา หลังจากที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรูและได้ตั้งรกรากในคานาอัน โยชูวายังต้องกระตุ้นเตือนพวกเขาให้ “ทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์” (ยชว.24:23) ส่วนมีคาลภรรยาของดาวิดก็ได้เก็บรูปเคารพเอาไว้ เพราะเธอนำรูปเคารพนั้นมาวางไว้บนเตียงเพื่อหลอกพวกทหารที่จะมาฆ่าดาวิด (1 ซมอ.19:11-16)</p>
<p>การมีรูปเคารพนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด และพระเจ้าก็ทรงอดทนกับเรามากกว่าที่เราสมควรได้รับ การล่อลวงให้เราหันไปหารูปเคารพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา แต่การให้อภัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ขอให้เราเป็นผู้ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเยซู คือหันหลังให้กับบาปของเราและพบการอภัยในพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความบาปใดที่คุณถูกล่อลวงมากที่สุด คุณจะต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อทำลายรูปเคารพนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอสารภาพความผิดบาปของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการอภัยจากพระองค์ผ่านทางองค์พระเยซู</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>จงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์ [ โยชูวา 24:23 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา ทุกวันพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะเชื่อฟังพระเยซูในเรื่องนี้และขอการอภัยในเวลาที่พวกเขาล้มเหลว</p>
<p>เราอาจประหลาดใจที่ชายผู้รักพระเจ้าเหล่านี้ยังคงต่อสู้กับการล่อลวงอันเลวร้ายแม้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่บางทีอาจไม่ควรเป็นเช่นนี้ รูปเคารพคือสิ่งใดก็ตามที่คุกคามเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเรา และสิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นได้อีกหลังจากที่เราคิดว่ามันหายไปนานแล้ว</p>
<p>ในพระคัมภีร์ ยาโคบได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากลุงของท่านคือลาบันและพี่ชายคือเอซาว ยาโคบกำลังกลับไปที่เบธเอลเพื่อนมัสการพระเจ้าและเฉลิมฉลองพระพรมากมาย แต่ครอบครัวของท่านยังเก็บพระต่างด้าวที่ยาโคบต้องนำไปฝังไว้ (ปฐก.35:2-4) ในตอนท้ายของพระธรรมโยชูวา หลังจากที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรูและได้ตั้งรกรากในคานาอัน โยชูวายังต้องกระตุ้นเตือนพวกเขาให้ “ทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์” (ยชว.24:23) ส่วนมีคาลภรรยาของดาวิดก็ได้เก็บรูปเคารพเอาไว้ เพราะเธอนำรูปเคารพนั้นมาวางไว้บนเตียงเพื่อหลอกพวกทหารที่จะมาฆ่าดาวิด (1 ซมอ.19:11-16)</p>
<p>การมีรูปเคารพนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด และพระเจ้าก็ทรงอดทนกับเรามากกว่าที่เราสมควรได้รับ การล่อลวงให้เราหันไปหารูปเคารพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา แต่การให้อภัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ขอให้เราเป็นผู้ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเยซู คือหันหลังให้กับบาปของเราและพบการอภัยในพระองค์</p>
<p><br></p>
<p><strong>ความบาปใดที่คุณถูกล่อลวงมากที่สุด คุณจะต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อทำลายรูปเคารพนี้</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอสารภาพความผิดบาปของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการอภัยจากพระองค์ผ่านทางองค์พระเยซู</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 07 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8251f5d8/9d649a56.mp3" length="12172275" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์ [ โยชูวา 24:23 ]

บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา ทุกวันพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะเชื่อฟังพระเยซูในเรื่องนี้และขอการอภัยในเวลาที่พวกเขาล้มเหลว
เราอาจประหลาดใจที่ชายผู้รักพระเจ้าเหล่านี้ยังคงต่อสู้กับการล่อลวงอันเลวร้ายแม้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่บางทีอาจไม่ควรเป็นเช่นนี้ รูปเคารพคือสิ่งใดก็ตามที่คุกคามเข้ามาแทนที่พระเจ้าในชีวิตของเรา และสิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นได้อีกหลังจากที่เราคิดว่ามันหายไปนานแล้ว
ในพระคัมภีร์ ยาโคบได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากลุงของท่านคือลาบันและพี่ชายคือเอซาว ยาโคบกำลังกลับไปที่เบธเอลเพื่อนมัสการพระเจ้าและเฉลิมฉลองพระพรมากมาย แต่ครอบครัวของท่านยังเก็บพระต่างด้าวที่ยาโคบต้องนำไปฝังไว้ (ปฐก.35:2-4) ในตอนท้ายของพระธรรมโยชูวา หลังจากที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรูและได้ตั้งรกรากในคานาอัน โยชูวายังต้องกระตุ้นเตือนพวกเขาให้ “ทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์” (ยชว.24:23) ส่วนมีคาลภรรยาของดาวิดก็ได้เก็บรูปเคารพเอาไว้ เพราะเธอนำรูปเคารพนั้นมาวางไว้บนเตียงเพื่อหลอกพวกทหารที่จะมาฆ่าดาวิด (1 ซมอ.19:11-16)
การมีรูปเคารพนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เราคิด และพระเจ้าก็ทรงอดทนกับเรามากกว่าที่เราสมควรได้รับ การล่อลวงให้เราหันไปหารูปเคารพเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา แต่การให้อภัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า ขอให้เราเป็นผู้ที่ถูกแยกไว้เพื่อพระเยซู คือหันหลังให้กับบาปของเราและพบการอภัยในพระองค์

ความบาปใดที่คุณถูกล่อลวงมากที่สุด คุณจะต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อทำลายรูปเคารพนี้
ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอสารภาพความผิดบาปของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการอภัยจากพระองค์ผ่านทางองค์พระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์ [ โยชูวา 24:23 ]

บรรดาผู้ชายในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์มีอายุเกือบจะแปดสิบปีกันแล้ว ผมจึงแปลกใจที่รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับความต้องการทางเพศ การต่อสู้ที่เริ่มต้นในตอนที่พวกเขาเป็</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความสุขใจในการให้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความสุขใจในการให้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7ce00da3-b30e-4da8-a3d9-d929d25eca26</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4a4b1aae</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ [ กิจการ 20:35 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อลูกชายตัวน้อยของเครี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อม เธอไม่ต้องการคิดถึงแต่เรื่องสถานการณ์ในครอบครัวจึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น เธอเก็บรวบรวมรองเท้าของลูกชายที่ใส่ไม่ได้แล้วแต่สภาพยังดีเพื่อเอาไปบริจาคให้กับพันธกิจแห่งหนึ่ง การให้ของเธอครั้งนี้กระตุ้นให้เพื่อนๆ สมาชิกในครอบครัวและแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นไม่นานก็มีรองเท้ามากกว่าสองร้อยคู่ที่พวกเขาบริจาคไป!</p>
<p>แม้เรื่องของรองเท้าเกิดขึ้นจากความตั้งใจเพื่ออวยพรผู้อื่น แต่เครี่กลับรู้สึกว่าครอบครัวของเธอได้รับการอวยพรมากกว่า “ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้จิตวิญญาณเราชื่นชมยินดีและช่วยให้เราสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่น”</p>
<p>เปาโลเข้าใจถึงความสำคัญที่ผู้ติดตามพระเยซูควรจะให้ด้วยใจกว้างขวาง ในระหว่างที่เดินทางไปเยรูซาเล็ม อัครทูตเปาโลได้หยุดแวะที่เมืองเอเฟซัส ท่านรู้ว่านั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แวะเยี่ยมคนที่คริสตจักรซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ในการกล่าวอำลากับเหล่าผู้ปกครองของคริสตจักร เปาโลเตือนพวกเขาว่าท่านเองได้ทำงานอย่างตั้งใจจริงที่จะปรนนิบัติพระเจ้า (กจ.20:17-20) และหนุนใจให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน จากนั้นท่านปิดท้ายด้วยคำตรัสของพระเยซูว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (ข้อ 35)</p>
<p>พระเยซูทรงต้องการให้เราให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ (ลก.6:38) เมื่อเราวางใจให้พระองค์ทรงนำ พระองค์จะทรงจัดเตรียมโอกาสให้เราได้ทำเช่นนั้น เราอาจประหลาดใจเช่นเดียวกับครอบครัวของเครี่ว่าผลที่เราจะได้รับนั้นคือความสุขใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าพระเจ้าอาจทรงกำลังเรียกให้คุณช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดบ้าง เมื่อใดที่คุณเคยได้รับประโยชน์จากความใจกว้างของผู้อื่น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มอบเวลาและสิ่งที่มีเพื่อผู้อื่นอย่างเต็มใจด้วยเถิด</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ [ กิจการ 20:35 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อลูกชายตัวน้อยของเครี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อม เธอไม่ต้องการคิดถึงแต่เรื่องสถานการณ์ในครอบครัวจึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น เธอเก็บรวบรวมรองเท้าของลูกชายที่ใส่ไม่ได้แล้วแต่สภาพยังดีเพื่อเอาไปบริจาคให้กับพันธกิจแห่งหนึ่ง การให้ของเธอครั้งนี้กระตุ้นให้เพื่อนๆ สมาชิกในครอบครัวและแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นไม่นานก็มีรองเท้ามากกว่าสองร้อยคู่ที่พวกเขาบริจาคไป!</p>
<p>แม้เรื่องของรองเท้าเกิดขึ้นจากความตั้งใจเพื่ออวยพรผู้อื่น แต่เครี่กลับรู้สึกว่าครอบครัวของเธอได้รับการอวยพรมากกว่า “ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้จิตวิญญาณเราชื่นชมยินดีและช่วยให้เราสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่น”</p>
<p>เปาโลเข้าใจถึงความสำคัญที่ผู้ติดตามพระเยซูควรจะให้ด้วยใจกว้างขวาง ในระหว่างที่เดินทางไปเยรูซาเล็ม อัครทูตเปาโลได้หยุดแวะที่เมืองเอเฟซัส ท่านรู้ว่านั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แวะเยี่ยมคนที่คริสตจักรซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ในการกล่าวอำลากับเหล่าผู้ปกครองของคริสตจักร เปาโลเตือนพวกเขาว่าท่านเองได้ทำงานอย่างตั้งใจจริงที่จะปรนนิบัติพระเจ้า (กจ.20:17-20) และหนุนใจให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน จากนั้นท่านปิดท้ายด้วยคำตรัสของพระเยซูว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (ข้อ 35)</p>
<p>พระเยซูทรงต้องการให้เราให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ (ลก.6:38) เมื่อเราวางใจให้พระองค์ทรงนำ พระองค์จะทรงจัดเตรียมโอกาสให้เราได้ทำเช่นนั้น เราอาจประหลาดใจเช่นเดียวกับครอบครัวของเครี่ว่าผลที่เราจะได้รับนั้นคือความสุขใจ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณคิดว่าพระเจ้าอาจทรงกำลังเรียกให้คุณช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดบ้าง เมื่อใดที่คุณเคยได้รับประโยชน์จากความใจกว้างของผู้อื่น</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มอบเวลาและสิ่งที่มีเพื่อผู้อื่นอย่างเต็มใจด้วยเถิด</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 06 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4a4b1aae/8635cd69.mp3" length="12631173" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>790</itunes:duration>
      <itunes:summary>การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ [ กิจการ 20:35 ]

เมื่อลูกชายตัวน้อยของเครี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อม เธอไม่ต้องการคิดถึงแต่เรื่องสถานการณ์ในครอบครัวจึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น เธอเก็บรวบรวมรองเท้าของลูกชายที่ใส่ไม่ได้แล้วแต่สภาพยังดีเพื่อเอาไปบริจาคให้กับพันธกิจแห่งหนึ่ง การให้ของเธอครั้งนี้กระตุ้นให้เพื่อนๆ สมาชิกในครอบครัวและแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นไม่นานก็มีรองเท้ามากกว่าสองร้อยคู่ที่พวกเขาบริจาคไป!
แม้เรื่องของรองเท้าเกิดขึ้นจากความตั้งใจเพื่ออวยพรผู้อื่น แต่เครี่กลับรู้สึกว่าครอบครัวของเธอได้รับการอวยพรมากกว่า “ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้จิตวิญญาณเราชื่นชมยินดีและช่วยให้เราสนใจในการช่วยเหลือผู้อื่น”
เปาโลเข้าใจถึงความสำคัญที่ผู้ติดตามพระเยซูควรจะให้ด้วยใจกว้างขวาง ในระหว่างที่เดินทางไปเยรูซาเล็ม อัครทูตเปาโลได้หยุดแวะที่เมืองเอเฟซัส ท่านรู้ว่านั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้แวะเยี่ยมคนที่คริสตจักรซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ในการกล่าวอำลากับเหล่าผู้ปกครองของคริสตจักร เปาโลเตือนพวกเขาว่าท่านเองได้ทำงานอย่างตั้งใจจริงที่จะปรนนิบัติพระเจ้า (กจ.20:17-20) และหนุนใจให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน จากนั้นท่านปิดท้ายด้วยคำตรัสของพระเยซูว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (ข้อ 35)
พระเยซูทรงต้องการให้เราให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ (ลก.6:38) เมื่อเราวางใจให้พระองค์ทรงนำ พระองค์จะทรงจัดเตรียมโอกาสให้เราได้ทำเช่นนั้น เราอาจประหลาดใจเช่นเดียวกับครอบครัวของเครี่ว่าผลที่เราจะได้รับนั้นคือความสุขใจ

คุณคิดว่าพระเจ้าอาจทรงกำลังเรียกให้คุณช่วยเหลือผู้อื่นในทางใดบ้าง เมื่อใดที่คุณเคยได้รับประโยชน์จากความใจกว้างของผู้อื่น
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มอบเวลาและสิ่งที่มีเพื่อผู้อื่นอย่างเต็มใจด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ [ กิจการ 20:35 ]

เมื่อลูกชายตัวน้อยของเครี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งจากโรคกล้ามเนื้อเสื่อม เธอไม่ต้องการคิดถึงแต่เรื่องสถานการณ์ในครอบครัวจึงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อคนอื่น เธอเก็บรวบรวมรองเท้าของลูกชายที่ใส่ไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงขอบพระคุณพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงขอบพระคุณพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">039ce833-5207-44b1-b1ff-ecfb8fba259e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3ea1ed2e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา [ ลูกา 24:30 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนของฉันเร่งรีบออกมาจากงานอันเคร่งเครียดที่โรงพยาบาล พร้อมกับคิดว่าจะเตรียมอะไรเป็นอาหารเย็นก่อนที่สามีจะเลิกจากงานซึ่งเคร่งเครียดพอๆกันกลับมาถึงบ้าน เธอปรุงไก่ในวันอาทิตย์และกินอาหารที่เหลือนั้นในวันจันทร์ จากนั้นพวกเขาก็ยังกินไก่อีกครั้งในวันอังคารซึ่งครั้งนั้นเป็นไก่อบ เธอเจอเนื้อปลาสองชิ้นในช่องแช่แข็ง แต่เธอรู้ว่าปลาไม่ใช่ของโปรดของสามี เธอไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้วที่จะทำเป็นอาหารเย็นได้ในเวลาสั้นๆ เธอจึงตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องใช้ปลา</p>
<p>ขณะที่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ เธอพูดในทำนองขอโทษสามีที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านว่า “ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ของโปรดของคุณ” สามีมองเธอและบอกว่า “ที่รัก แค่เรามีอาหารบนโต๊ะผมก็มีความสุขแล้ว”</p>
<p>ท่าทีนี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงความสำคัญของการรู้สึกสำนึกและขอบพระคุณสำหรับการเลี้ยงดูในแต่ละวันจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม การขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันหรือก่อนมื้ออาหารเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู เมื่อพระองค์รับประทานอาหารกับสาวกสองคนหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระคริสต์ทรง “หยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา” (ลก.24:30) พระองค์ทรงขอบพระคุณพระบิดาเหมือนก่อนหน้านี้ที่ได้ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วย “ขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” (ยน.6:9) เมื่อเราขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันและสำหรับการทรงจัดเตรียมอื่นๆ ความสำนึกในพระคุณของเราสะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้</p>
<p><br><strong>คุณแสดงการขอบพระคุณพระเยซูบ่อยครั้งเพียงใด การทำเช่นนั้นเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ขอบพระคุณพระองค์สำหรับอาหารประจำวัน และสิ่งจำเป็นอื่นๆที่ได้ทรงจัดเตรียมให้ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา [ ลูกา 24:30 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เพื่อนของฉันเร่งรีบออกมาจากงานอันเคร่งเครียดที่โรงพยาบาล พร้อมกับคิดว่าจะเตรียมอะไรเป็นอาหารเย็นก่อนที่สามีจะเลิกจากงานซึ่งเคร่งเครียดพอๆกันกลับมาถึงบ้าน เธอปรุงไก่ในวันอาทิตย์และกินอาหารที่เหลือนั้นในวันจันทร์ จากนั้นพวกเขาก็ยังกินไก่อีกครั้งในวันอังคารซึ่งครั้งนั้นเป็นไก่อบ เธอเจอเนื้อปลาสองชิ้นในช่องแช่แข็ง แต่เธอรู้ว่าปลาไม่ใช่ของโปรดของสามี เธอไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้วที่จะทำเป็นอาหารเย็นได้ในเวลาสั้นๆ เธอจึงตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องใช้ปลา</p>
<p>ขณะที่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ เธอพูดในทำนองขอโทษสามีที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านว่า “ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ของโปรดของคุณ” สามีมองเธอและบอกว่า “ที่รัก แค่เรามีอาหารบนโต๊ะผมก็มีความสุขแล้ว”</p>
<p>ท่าทีนี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงความสำคัญของการรู้สึกสำนึกและขอบพระคุณสำหรับการเลี้ยงดูในแต่ละวันจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม การขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันหรือก่อนมื้ออาหารเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู เมื่อพระองค์รับประทานอาหารกับสาวกสองคนหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระคริสต์ทรง “หยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา” (ลก.24:30) พระองค์ทรงขอบพระคุณพระบิดาเหมือนก่อนหน้านี้ที่ได้ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วย “ขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” (ยน.6:9) เมื่อเราขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันและสำหรับการทรงจัดเตรียมอื่นๆ ความสำนึกในพระคุณของเราสะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้</p>
<p><br><strong>คุณแสดงการขอบพระคุณพระเยซูบ่อยครั้งเพียงใด การทำเช่นนั้นเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ขอบพระคุณพระองค์สำหรับอาหารประจำวัน และสิ่งจำเป็นอื่นๆที่ได้ทรงจัดเตรียมให้ข้าพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 05 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3ea1ed2e/03b64320.mp3" length="10943495" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>684</itunes:duration>
      <itunes:summary>ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา [ ลูกา 24:30 ]

เพื่อนของฉันเร่งรีบออกมาจากงานอันเคร่งเครียดที่โรงพยาบาล พร้อมกับคิดว่าจะเตรียมอะไรเป็นอาหารเย็นก่อนที่สามีจะเลิกจากงานซึ่งเคร่งเครียดพอๆกันกลับมาถึงบ้าน เธอปรุงไก่ในวันอาทิตย์และกินอาหารที่เหลือนั้นในวันจันทร์ จากนั้นพวกเขาก็ยังกินไก่อีกครั้งในวันอังคารซึ่งครั้งนั้นเป็นไก่อบ เธอเจอเนื้อปลาสองชิ้นในช่องแช่แข็ง แต่เธอรู้ว่าปลาไม่ใช่ของโปรดของสามี เธอไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกแล้วที่จะทำเป็นอาหารเย็นได้ในเวลาสั้นๆ เธอจึงตัดสินใจว่ายังไงก็คงต้องใช้ปลา
ขณะที่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ เธอพูดในทำนองขอโทษสามีที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านว่า “ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ของโปรดของคุณ” สามีมองเธอและบอกว่า “ที่รัก แค่เรามีอาหารบนโต๊ะผมก็มีความสุขแล้ว”
ท่าทีนี้ของเขาทำให้ฉันคิดถึงความสำคัญของการรู้สึกสำนึกและขอบพระคุณสำหรับการเลี้ยงดูในแต่ละวันจากพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม การขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันหรือก่อนมื้ออาหารเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู เมื่อพระองค์รับประทานอาหารกับสาวกสองคนหลังจากทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระคริสต์ทรง “หยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา” (ลก.24:30) พระองค์ทรงขอบพระคุณพระบิดาเหมือนก่อนหน้านี้ที่ได้ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วย “ขนมบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” (ยน.6:9) เมื่อเราขอบพระคุณสำหรับอาหารประจำวันและสำหรับการทรงจัดเตรียมอื่นๆ ความสำนึกในพระคุณของเราสะท้อนพระลักษณะของพระเยซูและเป็นการถวายเกียรติแด่พระบิดาในสวรรค์ของเรา ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าในวันนี้
คุณแสดงการขอบพระคุณพระเยซูบ่อยครั้งเพียงใด การทำเช่นนั้นเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ขอบพระคุณพระองค์สำหรับอาหารประจำวัน และสิ่งจำเป็นอื่นๆที่ได้ทรงจัดเตรียมให้ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ต่อมาเมื่อพระองค์เสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่งให้เขา [ ลูกา 24:30 ]

เพื่อนของฉันเร่งรีบออกมาจากงานอันเคร่งเครียดที่โรงพยาบาล พร้อมกับคิดว่าจะเตรียมอะไรเป็นอาหารเย็นก่อนที่สามีจะเลิกจากงานซึ่งเคร่งเครียดพอๆกันกลับมาถึงบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ถูกใจและเป็นที่รักของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ถูกใจและเป็นที่รักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">488f212c-2fc5-4b26-af5f-ba8529302f7b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7036ae93</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ [ เยเรมีย์ 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ปุ่มสัญลักษณ์ “ถูกใจ” ที่เป็นรูปยกนิ้วโป้งในเฟซบุ๊กนั้นดูราวกับว่าจะอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อันที่จริงเจ้าสัญลักษณ์ที่แสดงความชอบนี้เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี 2009 นี้เอง ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ “ถูกใจ” คือจัสติน โรเซนสไตน์กล่าวว่าเขาต้องการช่วยสร้าง “โลกที่ผู้คนเสริมสร้างกันและกันมากกว่าที่จะทำลายกัน” แต่โรเซนสไตน์กลับต้องเสียใจเมื่อสิ่งที่เขาคิดค้นอาจทำให้ผู้ใช้เสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในทางที่เป็นผลเสีย</p>
<p>ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ของโรเซนสไตน์สื่อถึงความต้องการตามสัญชาตญาณของเราที่อยากได้คำชมและสัมพันธภาพ เราต้องการรู้ว่ามีคนอื่นที่รู้จักเรา สังเกตเห็นเรา และแน่นอนว่าชอบ(ถูกใจ)เรา สัญลักษณ์ “ถูกใจ” เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ความโหยหาที่จะรู้จักและเป็นที่รู้จักนั้นมีมานานตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปุ่ม “ถูกใจ” ก็ยังคงทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารับใช้พระเจ้าผู้ซึ่งความรักของพระองค์นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าปุ่มสัญลักษณ์เหล่านี้ ในเยเรมีย์ 1:5 เราได้เห็นถึงความผูกพันอันมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งของพระองค์กับผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้มาหาพระองค์ “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์”</p>
<p>พระเจ้าทรงรู้จักผู้เผยพระวจนะคนนี้ก่อนที่ท่านจะปฏิสนธิในครรภ์ และท่านถูกออกแบบให้มีชีวิตที่มีความหมายและเพื่อจะทำพันธกิจ (ข้อ 8-10) และพระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสู่ชีวิตที่มีเป้าหมายด้วยเช่นกัน โดยการที่เราได้มารู้จักพระบิดาองค์นี้ผู้ทรงรู้จัก รัก และถูกใจในตัวเราอย่างลึกซึ้ง</p>
<p><br></p>
<p><strong>การรู้จักพระเจ้าอย่างใกล้ชิดนั้นส่งผลต่อการที่คุณมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร การมีชีวิตที่มีเป้าหมายทำให้เกิดสันติสุขอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะได้พักสงบอยู่ในความรักและการทรงเรียกของพระองค์ และรู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งขณะที่ทรงหล่อหลอมข้าพระองค์เพื่อจะเผชิญกับชีวิตตามที่ทรงมีแผนการไว้สำหรับข้าพระองค์ในทุกวัน</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ [ เยเรมีย์ 1:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ปุ่มสัญลักษณ์ “ถูกใจ” ที่เป็นรูปยกนิ้วโป้งในเฟซบุ๊กนั้นดูราวกับว่าจะอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อันที่จริงเจ้าสัญลักษณ์ที่แสดงความชอบนี้เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี 2009 นี้เอง ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ “ถูกใจ” คือจัสติน โรเซนสไตน์กล่าวว่าเขาต้องการช่วยสร้าง “โลกที่ผู้คนเสริมสร้างกันและกันมากกว่าที่จะทำลายกัน” แต่โรเซนสไตน์กลับต้องเสียใจเมื่อสิ่งที่เขาคิดค้นอาจทำให้ผู้ใช้เสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในทางที่เป็นผลเสีย</p>
<p>ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ของโรเซนสไตน์สื่อถึงความต้องการตามสัญชาตญาณของเราที่อยากได้คำชมและสัมพันธภาพ เราต้องการรู้ว่ามีคนอื่นที่รู้จักเรา สังเกตเห็นเรา และแน่นอนว่าชอบ(ถูกใจ)เรา สัญลักษณ์ “ถูกใจ” เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ความโหยหาที่จะรู้จักและเป็นที่รู้จักนั้นมีมานานตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ปุ่ม “ถูกใจ” ก็ยังคงทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารับใช้พระเจ้าผู้ซึ่งความรักของพระองค์นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าปุ่มสัญลักษณ์เหล่านี้ ในเยเรมีย์ 1:5 เราได้เห็นถึงความผูกพันอันมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งของพระองค์กับผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้มาหาพระองค์ “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์”</p>
<p>พระเจ้าทรงรู้จักผู้เผยพระวจนะคนนี้ก่อนที่ท่านจะปฏิสนธิในครรภ์ และท่านถูกออกแบบให้มีชีวิตที่มีความหมายและเพื่อจะทำพันธกิจ (ข้อ 8-10) และพระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสู่ชีวิตที่มีเป้าหมายด้วยเช่นกัน โดยการที่เราได้มารู้จักพระบิดาองค์นี้ผู้ทรงรู้จัก รัก และถูกใจในตัวเราอย่างลึกซึ้ง</p>
<p><br></p>
<p><strong>การรู้จักพระเจ้าอย่างใกล้ชิดนั้นส่งผลต่อการที่คุณมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร การมีชีวิตที่มีเป้าหมายทำให้เกิดสันติสุขอย่างไร</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะได้พักสงบอยู่ในความรักและการทรงเรียกของพระองค์ และรู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งขณะที่ทรงหล่อหลอมข้าพระองค์เพื่อจะเผชิญกับชีวิตตามที่ทรงมีแผนการไว้สำหรับข้าพระองค์ในทุกวัน</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 04 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7036ae93/d11c8ece.mp3" length="12535195" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>784</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ [ เยเรมีย์ 1:5 ]

ปุ่มสัญลักษณ์ “ถูกใจ” ที่เป็นรูปยกนิ้วโป้งในเฟซบุ๊กนั้นดูราวกับว่าจะอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อันที่จริงเจ้าสัญลักษณ์ที่แสดงความชอบนี้เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี 2009 นี้เอง ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ “ถูกใจ” คือจัสติน โรเซนสไตน์กล่าวว่าเขาต้องการช่วยสร้าง “โลกที่ผู้คนเสริมสร้างกันและกันมากกว่าที่จะทำลายกัน” แต่โรเซนสไตน์กลับต้องเสียใจเมื่อสิ่งที่เขาคิดค้นอาจทำให้ผู้ใช้เสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในทางที่เป็นผลเสีย
ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ของโรเซนสไตน์สื่อถึงความต้องการตามสัญชาตญาณของเราที่อยากได้คำชมและสัมพันธภาพ เราต้องการรู้ว่ามีคนอื่นที่รู้จักเรา สังเกตเห็นเรา และแน่นอนว่าชอบ(ถูกใจ)เรา สัญลักษณ์ “ถูกใจ” เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ความโหยหาที่จะรู้จักและเป็นที่รู้จักนั้นมีมานานตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ปุ่ม “ถูกใจ” ก็ยังคงทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารับใช้พระเจ้าผู้ซึ่งความรักของพระองค์นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าปุ่มสัญลักษณ์เหล่านี้ ในเยเรมีย์ 1:5 เราได้เห็นถึงความผูกพันอันมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งของพระองค์กับผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้มาหาพระองค์ “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์”
พระเจ้าทรงรู้จักผู้เผยพระวจนะคนนี้ก่อนที่ท่านจะปฏิสนธิในครรภ์ และท่านถูกออกแบบให้มีชีวิตที่มีความหมายและเพื่อจะทำพันธกิจ (ข้อ 8-10) และพระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสู่ชีวิตที่มีเป้าหมายด้วยเช่นกัน โดยการที่เราได้มารู้จักพระบิดาองค์นี้ผู้ทรงรู้จัก รัก และถูกใจในตัวเราอย่างลึกซึ้ง

การรู้จักพระเจ้าอย่างใกล้ชิดนั้นส่งผลต่อการที่คุณมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร การมีชีวิตที่มีเป้าหมายทำให้เกิดสันติสุขอย่างไร
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะได้พักสงบอยู่ในความรักและการทรงเรียกของพระองค์ และรู้ว่าพระองค์ทรงห่วงใยอย่างลึกซึ้งขณะที่ทรงหล่อหลอมข้าพระองค์เพื่อจะเผชิญกับชีวิตตามที่ทรงมีแผนการไว้สำหรับข้าพระองค์ในทุกวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ [ เยเรมีย์ 1:5 ]

ปุ่มสัญลักษณ์ “ถูกใจ” ที่เป็นรูปยกนิ้วโป้งในเฟซบุ๊กนั้นดูราวกับว่าจะอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อันที่จริงเจ้าสัญลักษณ์ที่แสดงความชอบนี้เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.19 "ถ้าเลือกพระเจ้าแล้วจะถูกบังคับ หรือ ต้องอยู่ใต้กฎ"</title>
      <itunes:episode>19</itunes:episode>
      <podcast:episode>19</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.19 "ถ้าเลือกพระเจ้าแล้วจะถูกบังคับ หรือ ต้องอยู่ใต้กฎ"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6a1fb10c-457d-4337-92d7-645c11b258b0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5bb3535f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>“ถ้าตัดสินใจเชื่อพระเจ้า หรือเลือกทางของพระเจ้าแล้ว ฉันต้องเสียบางอย่างที่ฉันคุ้นเคยหรือต้องสละความสุขที่ฉันเคยมีไป ไม่พอยังมีกฎระเบียบมากมายที่ต้องทำตามอีก มันจะคุ้มค่ากันไหมกับการแลกทางของฉันกับทางของพระเจ้า?”

ทีมงาน Cross Love เชื่อว่าเป็นคำถามที่ไม่ง่าย แต่พระเจ้าจะเป็นคำคอบให้กับคำถามนี้ได้อย่างไร พอดแคส Cross Love ตอนที่ 19 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ “ถ้าเลือกพระเจ้าแล้ว จะถูกบังตับ หรือต้องอยู่ใต้กฎ?” แล้วมาคิดทบทวนไปพร้อมกันนะคะ ว่าคุ้มค่าไหม?</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>“ถ้าตัดสินใจเชื่อพระเจ้า หรือเลือกทางของพระเจ้าแล้ว ฉันต้องเสียบางอย่างที่ฉันคุ้นเคยหรือต้องสละความสุขที่ฉันเคยมีไป ไม่พอยังมีกฎระเบียบมากมายที่ต้องทำตามอีก มันจะคุ้มค่ากันไหมกับการแลกทางของฉันกับทางของพระเจ้า?”

ทีมงาน Cross Love เชื่อว่าเป็นคำถามที่ไม่ง่าย แต่พระเจ้าจะเป็นคำคอบให้กับคำถามนี้ได้อย่างไร พอดแคส Cross Love ตอนที่ 19 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ “ถ้าเลือกพระเจ้าแล้ว จะถูกบังตับ หรือต้องอยู่ใต้กฎ?” แล้วมาคิดทบทวนไปพร้อมกันนะคะ ว่าคุ้มค่าไหม?</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 04 Jun 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5bb3535f/d8f93901.mp3" length="44326547" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/zqB4vyU7Y3rgNmX4ROcU2J6o7c3wWopIH13ZMgtq2so/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS83ZmVi/ZThkYWUwNjNiZThj/M2ZiYTE5ZGMyY2E4/YzZmZC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1843</itunes:duration>
      <itunes:summary>“ถ้าตัดสินใจเชื่อพระเจ้า หรือเลือกทางของพระเจ้าแล้ว ฉันต้องเสียบางอย่างที่ฉันคุ้นเคยหรือต้องสละความสุขที่ฉันเคยมีไป ไม่พอยังมีกฎระเบียบมากมายที่ต้องทำตามอีก มันจะคุ้มค่ากันไหมกับการแลกทางของฉันกับทางของพระเจ้า?”

ทีมงาน Cross Love เชื่อว่าเป็นคำถามที่ไม่ง่าย แต่พระเจ้าจะเป็นคำคอบให้กับคำถามนี้ได้อย่างไร พอดแคส Cross Love ตอนที่ 19 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ “ถ้าเลือกพระเจ้าแล้ว จะถูกบังตับ หรือต้องอยู่ใต้กฎ?” แล้วมาคิดทบทวนไปพร้อมกันนะคะ ว่าคุ้มค่าไหม?

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“ถ้าตัดสินใจเชื่อพระเจ้า หรือเลือกทางของพระเจ้าแล้ว ฉันต้องเสียบางอย่างที่ฉันคุ้นเคยหรือต้องสละความสุขที่ฉันเคยมีไป ไม่พอยังมีกฎระเบียบมากมายที่ต้องทำตามอีก มันจะคุ้มค่ากันไหมกับการแลกทางของฉันกับทางของพระเจ้า?”

ทีมงาน Cross Love เชื่อว่าเป็นคำถามที่ไม่ง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กระหายและขอบพระคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>กระหายและขอบพระคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6747bf98-95ed-4fee-809d-f784c256644f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/711269d0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น [ สดุดี 42:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะไปยังหนึ่งในสถานที่ที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือการไปเดินป่าที่แกรนด์ แคนยอน เราไม่แน่ใจว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ในตอนที่เริ่มออกเดินทาง และน้ำนั้นก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เราไม่มีน้ำเหลือเลยในขณะที่ระยะทางยังอีกไกลกว่าจะไปถึงริมหน้าผา เราเริ่มหายใจหอบสลับกับการอธิษฐาน เมื่อเลี้ยวตรงทางโค้งเรารู้สึกเหมือนมีปาฏิหารย์เกิดขึ้น เราเห็นขวดน้ำสามขวดวางไว้อยู่ในรอยแยกของหินพร้อมกับข้อความเขียนว่า “รู้ว่าคุณต้องการสิ่งนี้ ขอให้ดื่มอย่างมีความสุข!” เรามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา กระซิบขอบคุณพระเจ้าเบาๆ และค่อยๆจิบน้ำนั้น แล้วจึงออกเดินทางต่อในระยะสุดท้าย ผมไม่เคยรู้สึกกระหายและรู้สึกขอบคุณมากเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต</p>
<p>ผู้เขียนสดุดีไม่ได้มีประสบการณ์ที่แกรนด์ แคนยอน แต่เห็นได้ชัดว่าท่านรู้ถึงปฏิกิริยาของกวางว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อมันกระหายน้ำและอาจจะรู้สึกกลัวด้วย กวาง “กระเสือกกระสน” (สดด.42:1) คำนี้ที่ทำให้นึกถึงความหิวและกระหาย จนถึงขั้นที่คุณกลัวว่าคุณอาจถึงแก่ชีวิตได้ ผู้เขียนสดุดีเปรียบความกระหายของกวางว่าเหมือนกับความปรารถนาที่ท่านมีต่อพระเจ้า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” (ข้อ 1)</p>
<p>เช่นเดียวกับน้ำที่เรากระหายหา พระเจ้าก็ทรงเป็นความช่วยเหลือในทุกเวลาของเรา เรากระหายหาพระองค์เพราะพระองค์ประทานกำลังและการฟื้นชื่นใหม่มาสู่ชีวิตที่อ่อนล้าของเรา และทรงเตรียมเราให้พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่รอเราอยู่ในการเดินทางของชีวิต</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยอยู่ในสภาพที่รู้สึกหิวกระหายและกลัวอย่างมากเมื่อใด เหตุใดคุณจึงรอคอยที่จะได้อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณพระองค์สำหรับกำลังใหม่ที่ข้าพระองค์รู้สึกได้เมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มชีวิตของข้าพระองค์ ขอโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์มองหากำลังจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น [ สดุดี 42:1 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>ผมและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะไปยังหนึ่งในสถานที่ที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือการไปเดินป่าที่แกรนด์ แคนยอน เราไม่แน่ใจว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ในตอนที่เริ่มออกเดินทาง และน้ำนั้นก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เราไม่มีน้ำเหลือเลยในขณะที่ระยะทางยังอีกไกลกว่าจะไปถึงริมหน้าผา เราเริ่มหายใจหอบสลับกับการอธิษฐาน เมื่อเลี้ยวตรงทางโค้งเรารู้สึกเหมือนมีปาฏิหารย์เกิดขึ้น เราเห็นขวดน้ำสามขวดวางไว้อยู่ในรอยแยกของหินพร้อมกับข้อความเขียนว่า “รู้ว่าคุณต้องการสิ่งนี้ ขอให้ดื่มอย่างมีความสุข!” เรามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา กระซิบขอบคุณพระเจ้าเบาๆ และค่อยๆจิบน้ำนั้น แล้วจึงออกเดินทางต่อในระยะสุดท้าย ผมไม่เคยรู้สึกกระหายและรู้สึกขอบคุณมากเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต</p>
<p>ผู้เขียนสดุดีไม่ได้มีประสบการณ์ที่แกรนด์ แคนยอน แต่เห็นได้ชัดว่าท่านรู้ถึงปฏิกิริยาของกวางว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อมันกระหายน้ำและอาจจะรู้สึกกลัวด้วย กวาง “กระเสือกกระสน” (สดด.42:1) คำนี้ที่ทำให้นึกถึงความหิวและกระหาย จนถึงขั้นที่คุณกลัวว่าคุณอาจถึงแก่ชีวิตได้ ผู้เขียนสดุดีเปรียบความกระหายของกวางว่าเหมือนกับความปรารถนาที่ท่านมีต่อพระเจ้า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” (ข้อ 1)</p>
<p>เช่นเดียวกับน้ำที่เรากระหายหา พระเจ้าก็ทรงเป็นความช่วยเหลือในทุกเวลาของเรา เรากระหายหาพระองค์เพราะพระองค์ประทานกำลังและการฟื้นชื่นใหม่มาสู่ชีวิตที่อ่อนล้าของเรา และทรงเตรียมเราให้พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่รอเราอยู่ในการเดินทางของชีวิต</p>
<p><br></p>
<p><strong>คุณเคยอยู่ในสภาพที่รู้สึกหิวกระหายและกลัวอย่างมากเมื่อใด เหตุใดคุณจึงรอคอยที่จะได้อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณพระองค์สำหรับกำลังใหม่ที่ข้าพระองค์รู้สึกได้เมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มชีวิตของข้าพระองค์ ขอโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์มองหากำลังจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 03 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/711269d0/2c911c63.mp3" length="11769095" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>736</itunes:duration>
      <itunes:summary>กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น [ สดุดี 42:1 ]

ผมและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะไปยังหนึ่งในสถานที่ที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือการไปเดินป่าที่แกรนด์ แคนยอน เราไม่แน่ใจว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ในตอนที่เริ่มออกเดินทาง และน้ำนั้นก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เราไม่มีน้ำเหลือเลยในขณะที่ระยะทางยังอีกไกลกว่าจะไปถึงริมหน้าผา เราเริ่มหายใจหอบสลับกับการอธิษฐาน เมื่อเลี้ยวตรงทางโค้งเรารู้สึกเหมือนมีปาฏิหารย์เกิดขึ้น เราเห็นขวดน้ำสามขวดวางไว้อยู่ในรอยแยกของหินพร้อมกับข้อความเขียนว่า “รู้ว่าคุณต้องการสิ่งนี้ ขอให้ดื่มอย่างมีความสุข!” เรามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา กระซิบขอบคุณพระเจ้าเบาๆ และค่อยๆจิบน้ำนั้น แล้วจึงออกเดินทางต่อในระยะสุดท้าย ผมไม่เคยรู้สึกกระหายและรู้สึกขอบคุณมากเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ผู้เขียนสดุดีไม่ได้มีประสบการณ์ที่แกรนด์ แคนยอน แต่เห็นได้ชัดว่าท่านรู้ถึงปฏิกิริยาของกวางว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อมันกระหายน้ำและอาจจะรู้สึกกลัวด้วย กวาง “กระเสือกกระสน” (สดด.42:1) คำนี้ที่ทำให้นึกถึงความหิวและกระหาย จนถึงขั้นที่คุณกลัวว่าคุณอาจถึงแก่ชีวิตได้ ผู้เขียนสดุดีเปรียบความกระหายของกวางว่าเหมือนกับความปรารถนาที่ท่านมีต่อพระเจ้า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” (ข้อ 1)
เช่นเดียวกับน้ำที่เรากระหายหา พระเจ้าก็ทรงเป็นความช่วยเหลือในทุกเวลาของเรา เรากระหายหาพระองค์เพราะพระองค์ประทานกำลังและการฟื้นชื่นใหม่มาสู่ชีวิตที่อ่อนล้าของเรา และทรงเตรียมเราให้พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่รอเราอยู่ในการเดินทางของชีวิต

คุณเคยอยู่ในสภาพที่รู้สึกหิวกระหายและกลัวอย่างมากเมื่อใด เหตุใดคุณจึงรอคอยที่จะได้อยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณพระองค์สำหรับกำลังใหม่ที่ข้าพระองค์รู้สึกได้เมื่อพระองค์ทรงเติมเต็มชีวิตของข้าพระองค์ ขอโปรดยกโทษที่ข้าพระองค์มองหากำลังจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น [ สดุดี 42:1 ]

ผมและเพื่อนอีกสองคนกำลังจะไปยังหนึ่งในสถานที่ที่ใฝ่ฝันไว้ นั่นคือการไปเดินป่าที่แกรนด์ แคนยอน เราไม่แน่ใจว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชำระจนสะอาดโดยพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชำระจนสะอาดโดยพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fa3aff69-bfd6-4c03-98ae-00beb9e95ed1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dc305ab8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>การเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นครั้งแรกของฉันคือที่ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล เพื่อช่วยสร้างคริสตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำ บ่ายวันหนึ่ง เราไปเยี่ยมบ้านหนึ่งในไม่กี่หลังในบริเวณนั้นซึ่งมีเครื่องกรองน้ำ เมื่อเจ้าของบ้านเทน้ำขุ่นๆจากบ่อน้ำลงไปบนที่กรอง ภายในไม่กี่นาทีสิ่งสกปรกทั้งหมดถูกกำจัดออกไปเหลือไว้แต่น้ำดื่มที่ใสสะอาด ณ ห้องนั่งเล่นของชายคนนั้น ฉันได้เห็นภาพที่สะท้อนถึงความหมายของการถูกชำระให้สะอาดโดยพระคริสต์</p>
<p>เมื่อเราเข้ามาหาพระเยซูในครั้งแรกพร้อมกับความผิดบาปและความอับอาย แล้วทูลขอให้พระองค์ทรงยกโทษและต้อนรับพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้น พระองค์ก็ได้ทรงชำระเราจากความบาปและทำให้เราเป็นคนใหม่ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เหมือนน้ำขุ่นๆที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำดื่มที่ใสสะอาด เป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใดที่ได้รู้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเพราะการเสียสละของพระเยซู (2 คธ.5:21) และรู้ว่าพระเจ้าทรงกำจัดความบาปของเราไปไกลเท่าที่ตะวันออกไกลจากตะวันตก (สดด.103:12)</p>
<p>แต่อัครสาวกยอห์นเตือนว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำบาปอีก เมื่อใดที่เราทำบาป เราก็มั่นใจได้จากภาพของเครื่องกรองน้ำนั้นและเราไม่ต้องกังวลเพราะรู้ว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน.1:9)</p>
<p>ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจโดยรู้ว่าเราได้รับการชำระให้สะอาดอยู่เสมอ โดยพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดการทูลขอให้พระเยซูทรงยกโทษบาปของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณไม่ต้องถูกกักขังอยู่ในความบาปอีกต่อไป</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ที่ทรงโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>การเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นครั้งแรกของฉันคือที่ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล เพื่อช่วยสร้างคริสตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำ บ่ายวันหนึ่ง เราไปเยี่ยมบ้านหนึ่งในไม่กี่หลังในบริเวณนั้นซึ่งมีเครื่องกรองน้ำ เมื่อเจ้าของบ้านเทน้ำขุ่นๆจากบ่อน้ำลงไปบนที่กรอง ภายในไม่กี่นาทีสิ่งสกปรกทั้งหมดถูกกำจัดออกไปเหลือไว้แต่น้ำดื่มที่ใสสะอาด ณ ห้องนั่งเล่นของชายคนนั้น ฉันได้เห็นภาพที่สะท้อนถึงความหมายของการถูกชำระให้สะอาดโดยพระคริสต์</p>
<p>เมื่อเราเข้ามาหาพระเยซูในครั้งแรกพร้อมกับความผิดบาปและความอับอาย แล้วทูลขอให้พระองค์ทรงยกโทษและต้อนรับพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้น พระองค์ก็ได้ทรงชำระเราจากความบาปและทำให้เราเป็นคนใหม่ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เหมือนน้ำขุ่นๆที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำดื่มที่ใสสะอาด เป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใดที่ได้รู้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเพราะการเสียสละของพระเยซู (2 คธ.5:21) และรู้ว่าพระเจ้าทรงกำจัดความบาปของเราไปไกลเท่าที่ตะวันออกไกลจากตะวันตก (สดด.103:12)</p>
<p>แต่อัครสาวกยอห์นเตือนว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำบาปอีก เมื่อใดที่เราทำบาป เราก็มั่นใจได้จากภาพของเครื่องกรองน้ำนั้นและเราไม่ต้องกังวลเพราะรู้ว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน.1:9)</p>
<p>ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจโดยรู้ว่าเราได้รับการชำระให้สะอาดอยู่เสมอ โดยพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p><strong>เพราะเหตุใดการทูลขอให้พระเยซูทรงยกโทษบาปของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณไม่ต้องถูกกักขังอยู่ในความบาปอีกต่อไป</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ที่ทรงโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 02 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc305ab8/15ce9d13.mp3" length="10236177" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>640</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]

การเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นครั้งแรกของฉันคือที่ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล เพื่อช่วยสร้างคริสตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำ บ่ายวันหนึ่ง เราไปเยี่ยมบ้านหนึ่งในไม่กี่หลังในบริเวณนั้นซึ่งมีเครื่องกรองน้ำ เมื่อเจ้าของบ้านเทน้ำขุ่นๆจากบ่อน้ำลงไปบนที่กรอง ภายในไม่กี่นาทีสิ่งสกปรกทั้งหมดถูกกำจัดออกไปเหลือไว้แต่น้ำดื่มที่ใสสะอาด ณ ห้องนั่งเล่นของชายคนนั้น ฉันได้เห็นภาพที่สะท้อนถึงความหมายของการถูกชำระให้สะอาดโดยพระคริสต์
เมื่อเราเข้ามาหาพระเยซูในครั้งแรกพร้อมกับความผิดบาปและความอับอาย แล้วทูลขอให้พระองค์ทรงยกโทษและต้อนรับพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั้น พระองค์ก็ได้ทรงชำระเราจากความบาปและทำให้เราเป็นคนใหม่ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เหมือนน้ำขุ่นๆที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำดื่มที่ใสสะอาด เป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใดที่ได้รู้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเพราะการเสียสละของพระเยซู (2 คธ.5:21) และรู้ว่าพระเจ้าทรงกำจัดความบาปของเราไปไกลเท่าที่ตะวันออกไกลจากตะวันตก (สดด.103:12)
แต่อัครสาวกยอห์นเตือนว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำบาปอีก เมื่อใดที่เราทำบาป เราก็มั่นใจได้จากภาพของเครื่องกรองน้ำนั้นและเราไม่ต้องกังวลเพราะรู้ว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน.1:9)
ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมั่นใจโดยรู้ว่าเราได้รับการชำระให้สะอาดอยู่เสมอ โดยพระคริสต์

เพราะเหตุใดการทูลขอให้พระเยซูทรงยกโทษบาปของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรที่รู้ว่าคุณไม่ต้องถูกกักขังอยู่ในความบาปอีกต่อไป
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ที่ทรงโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [ 1 ยอห์น 1:9 ]

การเดินทางไปทำพันธกิจระยะสั้นครั้งแรกของฉันคือที่ป่าอเมซอนในประเทศบราซิล เพื่อช่วยสร้างคริสตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำ บ่ายวันหนึ่ง เราไปเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ให้และแบ่งปันด้วยใจกว้างขวาง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ให้และแบ่งปันด้วยใจกว้างขวาง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5a34ac0a-b6cc-4200-a1cf-793be9c4c30d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e352f65a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข [ สดุดี 112:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อผมกับคาริภรรยาสำเร็จการศึกษานั้นเรามีหนี้หลายพันดอลล่าร์ที่ต้องเอามารวมเป็นก้อนเดียวเพื่อจะผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เราจึงสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธเพราะเราไม่ได้อาศัยหรือทำงานในเมืองนั้นนานพอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมิงเพื่อนของผมซึ่งเป็นผู้ปกครองในคริสตจักรของเราฟัง “ผมขอพูดเรื่องนี้กับภรรยาของผมนะครับ” หมิงบอกผมขณะที่เดินออกประตูไป</p>
<p>ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หมิงโทรบอกว่า “ผมกับแอนอยากจะให้คุณยืมเงินที่คุณต้องใช้นั้นโดยไม่คิดดอกเบี้ย” ผมไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงตอบไปว่า “ผมคงขอให้คุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” หมิงตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “คุณไม่ได้ขอสักหน่อย!” หมิงและภรรยาได้ให้เรายืมเงินด้วยความกรุณา แล้วผมกับคาริก็จ่ายคืนให้พวกเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p>ผมเชื่อว่าหมิงและภรรยามีใจกว้างขวางเพราะความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ดังที่พระคัมภีร์บอกเราว่า “คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินการของเขาด้วยความยุติธรรม” (สดด.112:5) คนเหล่านั้นที่วางใจในพระเจ้าจะมีใจที่ “ยึดแน่น” และ “แน่วแน่” (ข้อ 7-8) เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของสิ่งดีๆทุกอย่างในชีวิตของพวกเขา</p>
<p>พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวางกับเรา โดยประทานชีวิตและการอภัยแก่เรา ดังนั้นให้เรามีใจกว้างขวางในการแบ่งปันความรักของพระองค์และสิ่งของที่เรามีให้กับผู้ที่ขัดสน</p>
<p><br><strong>พระเจ้าทรงประทานด้วยใจกว้างขวางกับคุณอย่างไรบ้าง คุณจะแบ่งปันพระเมตตาและพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์ให้กับคนที่ขัดสนได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระบิดาผู้ทรงรัก ที่ประทานของขวัญแห่งชีวิตและทรงเลี้ยงดูข้าพระองค์ทุกๆวัน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์และมีใจกว้างขวางเหมือนเช่นพระองค์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข [ สดุดี 112:5 ]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อผมกับคาริภรรยาสำเร็จการศึกษานั้นเรามีหนี้หลายพันดอลล่าร์ที่ต้องเอามารวมเป็นก้อนเดียวเพื่อจะผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เราจึงสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธเพราะเราไม่ได้อาศัยหรือทำงานในเมืองนั้นนานพอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมิงเพื่อนของผมซึ่งเป็นผู้ปกครองในคริสตจักรของเราฟัง “ผมขอพูดเรื่องนี้กับภรรยาของผมนะครับ” หมิงบอกผมขณะที่เดินออกประตูไป</p>
<p>ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หมิงโทรบอกว่า “ผมกับแอนอยากจะให้คุณยืมเงินที่คุณต้องใช้นั้นโดยไม่คิดดอกเบี้ย” ผมไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงตอบไปว่า “ผมคงขอให้คุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” หมิงตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “คุณไม่ได้ขอสักหน่อย!” หมิงและภรรยาได้ให้เรายืมเงินด้วยความกรุณา แล้วผมกับคาริก็จ่ายคืนให้พวกเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p>ผมเชื่อว่าหมิงและภรรยามีใจกว้างขวางเพราะความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ดังที่พระคัมภีร์บอกเราว่า “คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินการของเขาด้วยความยุติธรรม” (สดด.112:5) คนเหล่านั้นที่วางใจในพระเจ้าจะมีใจที่ “ยึดแน่น” และ “แน่วแน่” (ข้อ 7-8) เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของสิ่งดีๆทุกอย่างในชีวิตของพวกเขา</p>
<p>พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวางกับเรา โดยประทานชีวิตและการอภัยแก่เรา ดังนั้นให้เรามีใจกว้างขวางในการแบ่งปันความรักของพระองค์และสิ่งของที่เรามีให้กับผู้ที่ขัดสน</p>
<p><br><strong>พระเจ้าทรงประทานด้วยใจกว้างขวางกับคุณอย่างไรบ้าง คุณจะแบ่งปันพระเมตตาและพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์ให้กับคนที่ขัดสนได้อย่างไรในวันนี้</strong></p>
<p><em>ขอบพระคุณพระบิดาผู้ทรงรัก ที่ประทานของขวัญแห่งชีวิตและทรงเลี้ยงดูข้าพระองค์ทุกๆวัน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์และมีใจกว้างขวางเหมือนเช่นพระองค์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Jun 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e352f65a/1677d6e8.mp3" length="11676187" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข [ สดุดี 112:5 ]

เมื่อผมกับคาริภรรยาสำเร็จการศึกษานั้นเรามีหนี้หลายพันดอลล่าร์ที่ต้องเอามารวมเป็นก้อนเดียวเพื่อจะผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เราจึงสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธเพราะเราไม่ได้อาศัยหรือทำงานในเมืองนั้นนานพอ ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมิงเพื่อนของผมซึ่งเป็นผู้ปกครองในคริสตจักรของเราฟัง “ผมขอพูดเรื่องนี้กับภรรยาของผมนะครับ” หมิงบอกผมขณะที่เดินออกประตูไป
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หมิงโทรบอกว่า “ผมกับแอนอยากจะให้คุณยืมเงินที่คุณต้องใช้นั้นโดยไม่คิดดอกเบี้ย” ผมไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงตอบไปว่า “ผมคงขอให้คุณทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” หมิงตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “คุณไม่ได้ขอสักหน่อย!” หมิงและภรรยาได้ให้เรายืมเงินด้วยความกรุณา แล้วผมกับคาริก็จ่ายคืนให้พวกเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมเชื่อว่าหมิงและภรรยามีใจกว้างขวางเพราะความรักที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ดังที่พระคัมภีร์บอกเราว่า “คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินการของเขาด้วยความยุติธรรม” (สดด.112:5) คนเหล่านั้นที่วางใจในพระเจ้าจะมีใจที่ “ยึดแน่น” และ “แน่วแน่” (ข้อ 7-8) เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของสิ่งดีๆทุกอย่างในชีวิตของพวกเขา
พระเจ้าทรงมีพระทัยกว้างขวางกับเรา โดยประทานชีวิตและการอภัยแก่เรา ดังนั้นให้เรามีใจกว้างขวางในการแบ่งปันความรักของพระองค์และสิ่งของที่เรามีให้กับผู้ที่ขัดสน
พระเจ้าทรงประทานด้วยใจกว้างขวางกับคุณอย่างไรบ้าง คุณจะแบ่งปันพระเมตตาและพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์ให้กับคนที่ขัดสนได้อย่างไรในวันนี้
ขอบพระคุณพระบิดาผู้ทรงรัก ที่ประทานของขวัญแห่งชีวิตและทรงเลี้ยงดูข้าพระองค์ทุกๆวัน โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในพระองค์และมีใจกว้างขวางเหมือนเช่นพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนที่แสดงความเมตตาคุณและให้ยืม ก็อยู่เย็นเป็นสุข [ สดุดี 112:5 ]

เมื่อผมกับคาริภรรยาสำเร็จการศึกษานั้นเรามีหนี้หลายพันดอลล่าร์ที่ต้องเอามารวมเป็นก้อนเดียวเพื่อจะผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เราจึงสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธเพราะเราไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากตำหนิสู่ความบริสุทธิ์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จากตำหนิสู่ความบริสุทธิ์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7f00e772-85eb-41c5-9e4a-0060db6baddd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8bbf5600</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง [ 2 ทิโมธี 1:9 TNCV]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนยังเด็ก ลูกสาวของฉันชอบเอาเนยแข็งสวิสที่มีรูพรุนมาเล่นขณะกินมื้อกลางวัน เธอจะเอาแผ่นเนยสีเหลืองอ่อนวางบนหน้าเหมือนเป็นหน้ากากและพูดว่า “ดูนี่สิคะแม่” ประกายตาสีเขียวของเธอลอดผ่านรูบนแผ่นเนยแข็ง ในฐานะคุณแม่วัยสาว หน้ากากเนยแข็งนั้นอธิบายสิ่งที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับความพยายามของตัวเองที่แม้จะทุ่มเทให้ลูกและเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่ความพยายามนั้นก็ไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ ยังมีแต่รูที่เป็นตำหนิ</p>
<p>เราต่างปรารถนาที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เป็นชีวิตที่แยกไว้สำหรับพระเจ้าและมีคุณลักษณะที่เป็นเหมือนพระเยซู แต่เมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความบริสุทธิ์ก็ดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม เหลือไว้แต่ “รูตำหนิของเรา”</p>
<p>ใน 2 ทิโมธี 1:6-7 เปาโลเขียนถึงบุตรที่รักของท่านคือทิโมธี โดยเตือนให้เขาดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ แล้วเปาโลยังอธิบายว่า “[พระเจ้า] ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง” (ข้อ 9 TNCV) ชีวิตเช่นนี้เป็นไปได้ไม่ใช่เพราะลักษณะนิสัยของเรา แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า เปาโลกล่าวต่อว่า “พระคุณนี้ได้ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ก่อนจุดเริ่มต้นของเวลา” (ข้อ 9 TNCV) แล้วเราจะยอมรับพระคุณของพระองค์และดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณที่ทรงประทานให้เราได้หรือไม่</p>
<p>ไม่ว่าในการเลี้ยงดูลูก ในชีวิตสมรส การทำงาน หรือการรักเพื่อนบ้าน พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีชีวิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นไปได้ไม่ใช่โดยความพยายามของเราที่จะเป็นคนดีพร้อม แต่โดยพระคุณของพระเจ้า</p>
<p><br><strong>คุณมองความบริสุทธิ์ของตัวคุณเองว่าเป็นอย่างไร คุณจะทูลขอพระเจ้าให้ทรงเตือนคุณอย่างไรถึงพระคุณอันล้ำเลิศที่ทรงนำความบริสุทธิ์ของพระองค์เข้ามาในชีวิตคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่ในความพยายามของข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์</em></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><em>ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง [ 2 ทิโมธี 1:9 TNCV]</em></p>
<p><br></p>
<p>เมื่อตอนยังเด็ก ลูกสาวของฉันชอบเอาเนยแข็งสวิสที่มีรูพรุนมาเล่นขณะกินมื้อกลางวัน เธอจะเอาแผ่นเนยสีเหลืองอ่อนวางบนหน้าเหมือนเป็นหน้ากากและพูดว่า “ดูนี่สิคะแม่” ประกายตาสีเขียวของเธอลอดผ่านรูบนแผ่นเนยแข็ง ในฐานะคุณแม่วัยสาว หน้ากากเนยแข็งนั้นอธิบายสิ่งที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับความพยายามของตัวเองที่แม้จะทุ่มเทให้ลูกและเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่ความพยายามนั้นก็ไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ ยังมีแต่รูที่เป็นตำหนิ</p>
<p>เราต่างปรารถนาที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เป็นชีวิตที่แยกไว้สำหรับพระเจ้าและมีคุณลักษณะที่เป็นเหมือนพระเยซู แต่เมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความบริสุทธิ์ก็ดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม เหลือไว้แต่ “รูตำหนิของเรา”</p>
<p>ใน 2 ทิโมธี 1:6-7 เปาโลเขียนถึงบุตรที่รักของท่านคือทิโมธี โดยเตือนให้เขาดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ แล้วเปาโลยังอธิบายว่า “[พระเจ้า] ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง” (ข้อ 9 TNCV) ชีวิตเช่นนี้เป็นไปได้ไม่ใช่เพราะลักษณะนิสัยของเรา แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า เปาโลกล่าวต่อว่า “พระคุณนี้ได้ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ก่อนจุดเริ่มต้นของเวลา” (ข้อ 9 TNCV) แล้วเราจะยอมรับพระคุณของพระองค์และดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณที่ทรงประทานให้เราได้หรือไม่</p>
<p>ไม่ว่าในการเลี้ยงดูลูก ในชีวิตสมรส การทำงาน หรือการรักเพื่อนบ้าน พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีชีวิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นไปได้ไม่ใช่โดยความพยายามของเราที่จะเป็นคนดีพร้อม แต่โดยพระคุณของพระเจ้า</p>
<p><br><strong>คุณมองความบริสุทธิ์ของตัวคุณเองว่าเป็นอย่างไร คุณจะทูลขอพระเจ้าให้ทรงเตือนคุณอย่างไรถึงพระคุณอันล้ำเลิศที่ทรงนำความบริสุทธิ์ของพระองค์เข้ามาในชีวิตคุณ</strong></p>
<p><em>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่ในความพยายามของข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์</em></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 01 Jun 2024 02:53:30 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8bbf5600/02a67b58.mp3" length="10554131" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>660</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง [ 2 ทิโมธี 1:9 TNCV]

เมื่อตอนยังเด็ก ลูกสาวของฉันชอบเอาเนยแข็งสวิสที่มีรูพรุนมาเล่นขณะกินมื้อกลางวัน เธอจะเอาแผ่นเนยสีเหลืองอ่อนวางบนหน้าเหมือนเป็นหน้ากากและพูดว่า “ดูนี่สิคะแม่” ประกายตาสีเขียวของเธอลอดผ่านรูบนแผ่นเนยแข็ง ในฐานะคุณแม่วัยสาว หน้ากากเนยแข็งนั้นอธิบายสิ่งที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับความพยายามของตัวเองที่แม้จะทุ่มเทให้ลูกและเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่ความพยายามนั้นก็ไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์ ยังมีแต่รูที่เป็นตำหนิ
เราต่างปรารถนาที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เป็นชีวิตที่แยกไว้สำหรับพระเจ้าและมีคุณลักษณะที่เป็นเหมือนพระเยซู แต่เมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ความบริสุทธิ์ก็ดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม เหลือไว้แต่ “รูตำหนิของเรา”
ใน 2 ทิโมธี 1:6-7 เปาโลเขียนถึงบุตรที่รักของท่านคือทิโมธี โดยเตือนให้เขาดำเนินชีวิตให้สมกับการทรงเรียกอันบริสุทธิ์ แล้วเปาโลยังอธิบายว่า “[พระเจ้า] ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง” (ข้อ 9 TNCV) ชีวิตเช่นนี้เป็นไปได้ไม่ใช่เพราะลักษณะนิสัยของเรา แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า เปาโลกล่าวต่อว่า “พระคุณนี้ได้ประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ก่อนจุดเริ่มต้นของเวลา” (ข้อ 9 TNCV) แล้วเราจะยอมรับพระคุณของพระองค์และดำเนินชีวิตโดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณที่ทรงประทานให้เราได้หรือไม่
ไม่ว่าในการเลี้ยงดูลูก ในชีวิตสมรส การทำงาน หรือการรักเพื่อนบ้าน พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีชีวิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นไปได้ไม่ใช่โดยความพยายามของเราที่จะเป็นคนดีพร้อม แต่โดยพระคุณของพระเจ้า
คุณมองความบริสุทธิ์ของตัวคุณเองว่าเป็นอย่างไร คุณจะทูลขอพระเจ้าให้ทรงเตือนคุณอย่างไรถึงพระคุณอันล้ำเลิศที่ทรงนำความบริสุทธิ์ของพระองค์เข้ามาในชีวิตคุณ
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาในพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่ในความพยายามของข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงเรียกเรามาสู่ชีวิตอันบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะการกระทำใดๆของเรา แต่เพราะพระประสงค์และพระคุณของพระองค์เอง [ 2 ทิโมธี 1:9 TNCV]

เมื่อตอนยังเด็ก ลูกสาวของฉันชอบเอาเนยแข็งสวิสที่มีรูพรุนมาเล่นขณะกินมื้อกลางวัน เธอจะเอาแผ่นเนยสีเหลืองอ่อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเมตตาผ่านพิซซ่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเมตตาผ่านพิซซ่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">74162e90-d12c-4e39-9708-0bffde961f94</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f42401f5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย [ ยูดา 1:22 TNCV ]</p>
<p>คำเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นจากแฮโรลด์ผู้นำคริสตจักรกับแพม ผู้เป็นภรรยาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่ก็ทำให้กระวนกระวายใจเช่นกัน ฉันเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของวิทยาลัยที่สอนแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนบางอย่างในพระคัมภีร์ พวกเขาจะต่อว่าฉันในเรื่องนี้ไหม</p>
<p>ระหว่างรับประทานพิซซ่า พวกเขาเล่าเรื่องครอบครัวพวกเขาและถามถึงครอบครัวฉัน พวกเขาฟังฉันคุยเรื่องการบ้าน เรื่องเจ้าบูชิสุนัขของฉัน และผู้ชายที่ฉันแอบชอบ แต่แล้วพวกเขาก็เตือนฉันอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับกลุ่มที่ฉันเข้าร่วมและอธิบายสิ่งที่ผิดในคำสอนของกลุ่มนั้น</p>
<p>คำเตือนของพวกเขานำฉันออกห่างจากคำโกหกในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์นั้นและเข้ามาใกล้ความจริงของพระคัมภีร์ ในจดหมายฝากของยูดา ท่านใช้ภาษาที่รุนแรงเกี่ยวกับผู้สอนเท็จ กระตุ้นให้ผู้เชื่อ “ต่อสู้เพื่อความเชื่อ” (ยด.1:3TNCV) ท่านเตือนคนทั้งหลายว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้น…คือคนที่แยกออกเป็นก๊กๆ…และปราศจากพระวิญญาณ” (ข้อ 18-19) แต่ยูดายังเรียกร้องให้ผู้เชื่อ “สำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย” (ข้อ 22 TNCV) โดยอยู่เคียงข้างพวกเขา แสดงความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ประนีประนอมกับความจริง</p>
<p>แฮโรลด์และแพมรู้ว่าฉันไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่แทนที่จะตัดสินฉัน พวกเขาเสนอมิตรภาพก่อนแล้วจึงให้ปัญญา ขอพระเจ้าประทานความรักและความอดทนแบบเดียวกันนี้แก่เรา ที่จะใช้สติปัญญาและความเมตตาเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ยังสงสัยอยู่</p>
<p><em>คุณจะช่วยใครได้บ้างที่กำลังต่อสู้ในเรื่องความเชื่อของพวกเขา คุณจะแนะนำพวกเขาด้วยความรักให้เข้าใจความจริงของพระคัมภีร์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา ข้าพระองค์ต้องการสติปัญญาและการทรงนำของพระองค์เพื่อช่วยผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนเท็จ โปรดประทานคำพูดที่ข้าพระองค์จะบอกกับพวกเขา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย [ ยูดา 1:22 TNCV ]</p>
<p>คำเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นจากแฮโรลด์ผู้นำคริสตจักรกับแพม ผู้เป็นภรรยาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่ก็ทำให้กระวนกระวายใจเช่นกัน ฉันเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของวิทยาลัยที่สอนแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนบางอย่างในพระคัมภีร์ พวกเขาจะต่อว่าฉันในเรื่องนี้ไหม</p>
<p>ระหว่างรับประทานพิซซ่า พวกเขาเล่าเรื่องครอบครัวพวกเขาและถามถึงครอบครัวฉัน พวกเขาฟังฉันคุยเรื่องการบ้าน เรื่องเจ้าบูชิสุนัขของฉัน และผู้ชายที่ฉันแอบชอบ แต่แล้วพวกเขาก็เตือนฉันอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับกลุ่มที่ฉันเข้าร่วมและอธิบายสิ่งที่ผิดในคำสอนของกลุ่มนั้น</p>
<p>คำเตือนของพวกเขานำฉันออกห่างจากคำโกหกในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์นั้นและเข้ามาใกล้ความจริงของพระคัมภีร์ ในจดหมายฝากของยูดา ท่านใช้ภาษาที่รุนแรงเกี่ยวกับผู้สอนเท็จ กระตุ้นให้ผู้เชื่อ “ต่อสู้เพื่อความเชื่อ” (ยด.1:3TNCV) ท่านเตือนคนทั้งหลายว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้น…คือคนที่แยกออกเป็นก๊กๆ…และปราศจากพระวิญญาณ” (ข้อ 18-19) แต่ยูดายังเรียกร้องให้ผู้เชื่อ “สำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย” (ข้อ 22 TNCV) โดยอยู่เคียงข้างพวกเขา แสดงความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ประนีประนอมกับความจริง</p>
<p>แฮโรลด์และแพมรู้ว่าฉันไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่แทนที่จะตัดสินฉัน พวกเขาเสนอมิตรภาพก่อนแล้วจึงให้ปัญญา ขอพระเจ้าประทานความรักและความอดทนแบบเดียวกันนี้แก่เรา ที่จะใช้สติปัญญาและความเมตตาเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ยังสงสัยอยู่</p>
<p><em>คุณจะช่วยใครได้บ้างที่กำลังต่อสู้ในเรื่องความเชื่อของพวกเขา คุณจะแนะนำพวกเขาด้วยความรักให้เข้าใจความจริงของพระคัมภีร์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา ข้าพระองค์ต้องการสติปัญญาและการทรงนำของพระองค์เพื่อช่วยผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนเท็จ โปรดประทานคำพูดที่ข้าพระองค์จะบอกกับพวกเขา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 30 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f42401f5/d5f270c1.mp3" length="28097678" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>703</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย [ ยูดา 1:22 TNCV ]
คำเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นจากแฮโรลด์ผู้นำคริสตจักรกับแพม ผู้เป็นภรรยาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่ก็ทำให้กระวนกระวายใจเช่นกัน ฉันเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของวิทยาลัยที่สอนแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนบางอย่างในพระคัมภีร์ พวกเขาจะต่อว่าฉันในเรื่องนี้ไหม
ระหว่างรับประทานพิซซ่า พวกเขาเล่าเรื่องครอบครัวพวกเขาและถามถึงครอบครัวฉัน พวกเขาฟังฉันคุยเรื่องการบ้าน เรื่องเจ้าบูชิสุนัขของฉัน และผู้ชายที่ฉันแอบชอบ แต่แล้วพวกเขาก็เตือนฉันอย่างอ่อนโยนเกี่ยวกับกลุ่มที่ฉันเข้าร่วมและอธิบายสิ่งที่ผิดในคำสอนของกลุ่มนั้น
คำเตือนของพวกเขานำฉันออกห่างจากคำโกหกในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์นั้นและเข้ามาใกล้ความจริงของพระคัมภีร์ ในจดหมายฝากของยูดา ท่านใช้ภาษาที่รุนแรงเกี่ยวกับผู้สอนเท็จ กระตุ้นให้ผู้เชื่อ “ต่อสู้เพื่อความเชื่อ” (ยด.1:3TNCV) ท่านเตือนคนทั้งหลายว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้น…คือคนที่แยกออกเป็นก๊กๆ…และปราศจากพระวิญญาณ” (ข้อ 18-19) แต่ยูดายังเรียกร้องให้ผู้เชื่อ “สำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย” (ข้อ 22 TNCV) โดยอยู่เคียงข้างพวกเขา แสดงความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ประนีประนอมกับความจริง
แฮโรลด์และแพมรู้ว่าฉันไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่แทนที่จะตัดสินฉัน พวกเขาเสนอมิตรภาพก่อนแล้วจึงให้ปัญญา ขอพระเจ้าประทานความรักและความอดทนแบบเดียวกันนี้แก่เรา ที่จะใช้สติปัญญาและความเมตตาเมื่อเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ยังสงสัยอยู่
คุณจะช่วยใครได้บ้างที่กำลังต่อสู้ในเรื่องความเชื่อของพวกเขา คุณจะแนะนำพวกเขาด้วยความรักให้เข้าใจความจริงของพระคัมภีร์ได้อย่างไร
พระบิดา ข้าพระองค์ต้องการสติปัญญาและการทรงนำของพระองค์เพื่อช่วยผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากคำสอนเท็จ โปรดประทานคำพูดที่ข้าพระองค์จะบอกกับพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย [ ยูดา 1:22 TNCV ]
คำเชิญให้ร่วมรับประทานอาหารเย็นจากแฮโรลด์ผู้นำคริสตจักรกับแพม ผู้เป็นภรรยาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น แต่ก็ทำให้กระวนกระวายใจเช่นกัน ฉันเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของวิทยาลัยที่สอนแนวคิดที่ขัดแย้งกับคำสอนบางอย่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำพูดที่สะท้อนหัวใจเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำพูดที่สะท้อนหัวใจเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1f27a1f3-ae2e-474a-bf29-045090c49255</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0f347484</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน [ ลูกา 6:45 ]</p>
<p>คุณจะขจัดคำพูดหยาบคายออกไปได้อย่างไร โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเลือกที่จะสถาปนาคำมั่นสัญญาว่า “ไม่มีคำพูดหยาบคาย” นักเรียนปฏิญาณตนว่า “ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ใช้คำพูดหยาบคายใดๆในห้องเรียนและในบริเวณโรงเรียนของเรา” นี่เป็นความพยายามอันสูงส่ง แต่จากคำสอนของพระเยซูแล้ว ไม่มีกฎหรือคำมั่นสัญญาภายนอกใดจะสามารถกลบกลิ่นของคำพูดที่สกปรกชั่วร้ายได้</p>
<p>การกำจัดกลิ่นสกปรกของคำพูดที่มาจากปากของเราเริ่มด้วยการสร้างใจเราขึ้นใหม่ เฉกเช่นที่ผู้คนรู้จักชนิดของต้นไม้นั้นจากผลของมัน (ลก.6:43-44) พระเยซูตรัสว่า คำพูดของเราเป็นตัวบ่งบอกที่น่าเชื่อถือว่าใจของเราสอดคล้องกับพระองค์และทางของพระองค์หรือไม่ ผลหมายถึงคำพูดของคน “ใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น” (ข้อ 45) พระคริสต์ทรงชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งที่ออกจากปากของเราจริงๆ อันดับแรก เราต้องมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา</p>
<p>คำสัญญาภายนอกนั้นไร้ประโยชน์ที่จะยับยั้งคำพูดชั่วร้ายที่ออกมาจากใจที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจะกำจัดคำพูดชั่วร้ายได้ขั้นแรกคือโดยการเชื่อในพระเยซู (1คร.12:3) แล้วจากนั้นจึงทูลเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงเติมเต็มในเรา (อฟ.5:18) พระองค์ทรงกระทำกิจภายในเราเพื่อปลุกเร้าจิตใจและช่วยให้เราขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ (ข้อ 20) และกล่าวถ้อยคำที่เสริมสร้างและหนุนใจผู้อื่น (4:15, 29; คส.4:6)</p>
<p><em>ถ้อยคำและคำพูดของฉันบ่งบอกว่าสภาพหัวใจของฉันเป็นอย่างไร ฉันจะเชื้อเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เปลี่ยนแปลงคำพูดของฉันในวันนี้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล่าวถ้อยคำที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และเสริมสร้างผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน [ ลูกา 6:45 ]</p>
<p>คุณจะขจัดคำพูดหยาบคายออกไปได้อย่างไร โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเลือกที่จะสถาปนาคำมั่นสัญญาว่า “ไม่มีคำพูดหยาบคาย” นักเรียนปฏิญาณตนว่า “ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ใช้คำพูดหยาบคายใดๆในห้องเรียนและในบริเวณโรงเรียนของเรา” นี่เป็นความพยายามอันสูงส่ง แต่จากคำสอนของพระเยซูแล้ว ไม่มีกฎหรือคำมั่นสัญญาภายนอกใดจะสามารถกลบกลิ่นของคำพูดที่สกปรกชั่วร้ายได้</p>
<p>การกำจัดกลิ่นสกปรกของคำพูดที่มาจากปากของเราเริ่มด้วยการสร้างใจเราขึ้นใหม่ เฉกเช่นที่ผู้คนรู้จักชนิดของต้นไม้นั้นจากผลของมัน (ลก.6:43-44) พระเยซูตรัสว่า คำพูดของเราเป็นตัวบ่งบอกที่น่าเชื่อถือว่าใจของเราสอดคล้องกับพระองค์และทางของพระองค์หรือไม่ ผลหมายถึงคำพูดของคน “ใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น” (ข้อ 45) พระคริสต์ทรงชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งที่ออกจากปากของเราจริงๆ อันดับแรก เราต้องมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา</p>
<p>คำสัญญาภายนอกนั้นไร้ประโยชน์ที่จะยับยั้งคำพูดชั่วร้ายที่ออกมาจากใจที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจะกำจัดคำพูดชั่วร้ายได้ขั้นแรกคือโดยการเชื่อในพระเยซู (1คร.12:3) แล้วจากนั้นจึงทูลเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงเติมเต็มในเรา (อฟ.5:18) พระองค์ทรงกระทำกิจภายในเราเพื่อปลุกเร้าจิตใจและช่วยให้เราขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ (ข้อ 20) และกล่าวถ้อยคำที่เสริมสร้างและหนุนใจผู้อื่น (4:15, 29; คส.4:6)</p>
<p><em>ถ้อยคำและคำพูดของฉันบ่งบอกว่าสภาพหัวใจของฉันเป็นอย่างไร ฉันจะเชื้อเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เปลี่ยนแปลงคำพูดของฉันในวันนี้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล่าวถ้อยคำที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และเสริมสร้างผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 29 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0f347484/ee2bcb0a.mp3" length="27907513" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน [ ลูกา 6:45 ]
คุณจะขจัดคำพูดหยาบคายออกไปได้อย่างไร โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเลือกที่จะสถาปนาคำมั่นสัญญาว่า “ไม่มีคำพูดหยาบคาย” นักเรียนปฏิญาณตนว่า “ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ใช้คำพูดหยาบคายใดๆในห้องเรียนและในบริเวณโรงเรียนของเรา” นี่เป็นความพยายามอันสูงส่ง แต่จากคำสอนของพระเยซูแล้ว ไม่มีกฎหรือคำมั่นสัญญาภายนอกใดจะสามารถกลบกลิ่นของคำพูดที่สกปรกชั่วร้ายได้
การกำจัดกลิ่นสกปรกของคำพูดที่มาจากปากของเราเริ่มด้วยการสร้างใจเราขึ้นใหม่ เฉกเช่นที่ผู้คนรู้จักชนิดของต้นไม้นั้นจากผลของมัน (ลก.6:43-44) พระเยซูตรัสว่า คำพูดของเราเป็นตัวบ่งบอกที่น่าเชื่อถือว่าใจของเราสอดคล้องกับพระองค์และทางของพระองค์หรือไม่ ผลหมายถึงคำพูดของคน “ใจเต็มด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น” (ข้อ 45) พระคริสต์ทรงชี้ให้เห็นว่าหากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งที่ออกจากปากของเราจริงๆ อันดับแรก เราต้องมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราในขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรา
คำสัญญาภายนอกนั้นไร้ประโยชน์ที่จะยับยั้งคำพูดชั่วร้ายที่ออกมาจากใจที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจะกำจัดคำพูดชั่วร้ายได้ขั้นแรกคือโดยการเชื่อในพระเยซู (1คร.12:3) แล้วจากนั้นจึงทูลเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรงเติมเต็มในเรา (อฟ.5:18) พระองค์ทรงกระทำกิจภายในเราเพื่อปลุกเร้าจิตใจและช่วยให้เราขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ (ข้อ 20) และกล่าวถ้อยคำที่เสริมสร้างและหนุนใจผู้อื่น (4:15, 29; คส.4:6)
ถ้อยคำและคำพูดของฉันบ่งบอกว่าสภาพหัวใจของฉันเป็นอย่างไร ฉันจะเชื้อเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เปลี่ยนแปลงคำพูดของฉันในวันนี้อย่างไร
พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล่าวถ้อยคำที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และเสริมสร้างผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน [ ลูกา 6:45 ]
คุณจะขจัดคำพูดหยาบคายออกไปได้อย่างไร โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเลือกที่จะสถาปนาคำมั่นสัญญาว่า “ไม่มีคำพูดหยาบคาย” นักเรียนปฏิญาณตนว่า “ข้าพเจ้าให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ใช้คำพูดหยาบคายใดๆในห้องเรียนและในบริเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำแนะนำจากผู้อาวุโส</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำแนะนำจากผู้อาวุโส</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ebcfdb9c-400b-4440-944d-20dfbf2bccdc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5e70df7e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน [ เอเฟซัส 4:32 ]</p>
<p>ในการกล่าวสุนทรพจน์พิธีรับปริญญาในปี 2013 ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ จอร์จ ซาวเดอส์นักเขียนหนังสือขายดีของ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้ตอบคำถามที่ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเสียใจ” โดยการตอบของเขาเป็นไปในแบบที่ผู้อาวุโสกว่า (ซาวเดอส์) แบ่งปันถึงความเสียใจหนึ่งหรือสองครั้งที่เขามีในชีวิตให้กับคนหนุ่มสาว (ผู้สำเร็จการศึกษา) ที่อาจได้เรียนรู้จากตัวอย่างของเขา เขากล่าวถึงบางเรื่องที่ผู้คนอาจคิดว่าเขาเสียใจ เช่น ความยากจนและการทำงานที่ต่ำต้อย แต่ซาวเดอส์กล่าวว่าเขาไม่เสียใจเลยในเรื่องพวกนั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาเสียใจคือ ความล้มเหลวที่จะแสดงความเมตตา ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาต้องแสดงความเมตตาต่อบางคนแต่เขาก็ปล่อยให้มันผ่านไป</p>
<p>อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัสเพื่อตอบคำถามที่ว่า ชีวิตคริสเตียนมีลักษณะอย่างไร ซึ่งอาจเป็นคำถามที่กระตุ้นให้เรารีบให้คำตอบ เช่น การมีมุมมองทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง การหลีกเลี่ยงหนังสือหรือภาพยนตร์บางประเภท การนมัสการในรูปแบบใดแบบหนึ่ง แต่วิธีนำไปสู่จุดหมายของเปาโลไม่ได้จำกัดอยู่กับประเด็นร่วมสมัย ท่านกล่าวถึงการละเว้นจาก “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) และการสลัดตนเองให้พ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น ใจขมขื่นและใจโกรธ (ข้อ 31) จากนั้นเพื่อสรุป “สุนทรพจน์” ของท่านด้วยใจความสำคัญ ท่านกล่าวกับชาวเอเฟซัสตลอดจนพวกเราว่า “จงเมตตาต่อกัน” (ข้อ 32) และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็คือเพราะพระเจ้าทรงเมตตาต่อท่านในพระคริสต์</p>
<p>ในบรรดาทุกสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นชีวิตที่อยู่ในพระเยซู หนึ่งในนั้นแน่นอนว่าคือการมีความเมตตา</p>
<p><em>ที่ผ่านมาคุณล้มเหลวในการแสดงใจเมตตาในเรื่องใดบ้าง มีวิธีใดที่คุณจะบรรลุผลในการมีใจเมตตาได้ในวันนี้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเมตตาต่อข้าพระองค์มาแล้วฉันใด ขอให้ข้าพระองค์มีใจเมตตาต่อผู้อื่นฉันนั้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน [ เอเฟซัส 4:32 ]</p>
<p>ในการกล่าวสุนทรพจน์พิธีรับปริญญาในปี 2013 ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ จอร์จ ซาวเดอส์นักเขียนหนังสือขายดีของ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้ตอบคำถามที่ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเสียใจ” โดยการตอบของเขาเป็นไปในแบบที่ผู้อาวุโสกว่า (ซาวเดอส์) แบ่งปันถึงความเสียใจหนึ่งหรือสองครั้งที่เขามีในชีวิตให้กับคนหนุ่มสาว (ผู้สำเร็จการศึกษา) ที่อาจได้เรียนรู้จากตัวอย่างของเขา เขากล่าวถึงบางเรื่องที่ผู้คนอาจคิดว่าเขาเสียใจ เช่น ความยากจนและการทำงานที่ต่ำต้อย แต่ซาวเดอส์กล่าวว่าเขาไม่เสียใจเลยในเรื่องพวกนั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาเสียใจคือ ความล้มเหลวที่จะแสดงความเมตตา ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาต้องแสดงความเมตตาต่อบางคนแต่เขาก็ปล่อยให้มันผ่านไป</p>
<p>อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัสเพื่อตอบคำถามที่ว่า ชีวิตคริสเตียนมีลักษณะอย่างไร ซึ่งอาจเป็นคำถามที่กระตุ้นให้เรารีบให้คำตอบ เช่น การมีมุมมองทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง การหลีกเลี่ยงหนังสือหรือภาพยนตร์บางประเภท การนมัสการในรูปแบบใดแบบหนึ่ง แต่วิธีนำไปสู่จุดหมายของเปาโลไม่ได้จำกัดอยู่กับประเด็นร่วมสมัย ท่านกล่าวถึงการละเว้นจาก “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) และการสลัดตนเองให้พ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น ใจขมขื่นและใจโกรธ (ข้อ 31) จากนั้นเพื่อสรุป “สุนทรพจน์” ของท่านด้วยใจความสำคัญ ท่านกล่าวกับชาวเอเฟซัสตลอดจนพวกเราว่า “จงเมตตาต่อกัน” (ข้อ 32) และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็คือเพราะพระเจ้าทรงเมตตาต่อท่านในพระคริสต์</p>
<p>ในบรรดาทุกสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นชีวิตที่อยู่ในพระเยซู หนึ่งในนั้นแน่นอนว่าคือการมีความเมตตา</p>
<p><em>ที่ผ่านมาคุณล้มเหลวในการแสดงใจเมตตาในเรื่องใดบ้าง มีวิธีใดที่คุณจะบรรลุผลในการมีใจเมตตาได้ในวันนี้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเมตตาต่อข้าพระองค์มาแล้วฉันใด ขอให้ข้าพระองค์มีใจเมตตาต่อผู้อื่นฉันนั้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 28 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5e70df7e/cb247413.mp3" length="10486341" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>656</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน [ เอเฟซัส 4:32 ]
ในการกล่าวสุนทรพจน์พิธีรับปริญญาในปี 2013 ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ จอร์จ ซาวเดอส์นักเขียนหนังสือขายดีของ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้ตอบคำถามที่ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเสียใจ” โดยการตอบของเขาเป็นไปในแบบที่ผู้อาวุโสกว่า (ซาวเดอส์) แบ่งปันถึงความเสียใจหนึ่งหรือสองครั้งที่เขามีในชีวิตให้กับคนหนุ่มสาว (ผู้สำเร็จการศึกษา) ที่อาจได้เรียนรู้จากตัวอย่างของเขา เขากล่าวถึงบางเรื่องที่ผู้คนอาจคิดว่าเขาเสียใจ เช่น ความยากจนและการทำงานที่ต่ำต้อย แต่ซาวเดอส์กล่าวว่าเขาไม่เสียใจเลยในเรื่องพวกนั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาเสียใจคือ ความล้มเหลวที่จะแสดงความเมตตา ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาต้องแสดงความเมตตาต่อบางคนแต่เขาก็ปล่อยให้มันผ่านไป
อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัสเพื่อตอบคำถามที่ว่า ชีวิตคริสเตียนมีลักษณะอย่างไร ซึ่งอาจเป็นคำถามที่กระตุ้นให้เรารีบให้คำตอบ เช่น การมีมุมมองทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง การหลีกเลี่ยงหนังสือหรือภาพยนตร์บางประเภท การนมัสการในรูปแบบใดแบบหนึ่ง แต่วิธีนำไปสู่จุดหมายของเปาโลไม่ได้จำกัดอยู่กับประเด็นร่วมสมัย ท่านกล่าวถึงการละเว้นจาก “คำหยาบคาย” (อฟ.4:29) และการสลัดตนเองให้พ้นจากสิ่งต่างๆ เช่น ใจขมขื่นและใจโกรธ (ข้อ 31) จากนั้นเพื่อสรุป “สุนทรพจน์” ของท่านด้วยใจความสำคัญ ท่านกล่าวกับชาวเอเฟซัสตลอดจนพวกเราว่า “จงเมตตาต่อกัน” (ข้อ 32) และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็คือเพราะพระเจ้าทรงเมตตาต่อท่านในพระคริสต์
ในบรรดาทุกสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นชีวิตที่อยู่ในพระเยซู หนึ่งในนั้นแน่นอนว่าคือการมีความเมตตา
ที่ผ่านมาคุณล้มเหลวในการแสดงใจเมตตาในเรื่องใดบ้าง มีวิธีใดที่คุณจะบรรลุผลในการมีใจเมตตาได้ในวันนี้
พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเมตตาต่อข้าพระองค์มาแล้วฉันใด ขอให้ข้าพระองค์มีใจเมตตาต่อผู้อื่นฉันนั้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน [ เอเฟซัส 4:32 ]
ในการกล่าวสุนทรพจน์พิธีรับปริญญาในปี 2013 ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ จอร์จ ซาวเดอส์นักเขียนหนังสือขายดีของ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้ตอบคำถามที่ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเสียใจ” โดยการตอบของเขาเป็นไปในแบบที่ผู้อาวุโสกว่า </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.18 "ถ้าเลือกพระเจ้าแล้วจะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้?"</title>
      <itunes:episode>18</itunes:episode>
      <podcast:episode>18</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.18 "ถ้าเลือกพระเจ้าแล้วจะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้?"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c7a5d2d6-809c-4ec8-ab36-98af0768d5b2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/958e5cf0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หากคุณเคยคิด หรือกำลังมีความคิดที่ว่า..

“ถ้าฉันเลือกเชื่อพระเจ้าแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ฉันอยากทำก็จะไม่ได้ทำอีกต่อไป หากเป็นแบบนี้… ก็จะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฉันอยากจะใช้น่ะสิ โอ๊ย ยังไม่เลือกพระเจ้าได้มั้ย ขออีกนิดละกัน”

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 18 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ “ถ้าเลือกพระเจ้าแล้ว จะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้?“ … แล้วมันจะเป็นอย่างที่เราคิดจริงหรือเปล่า? พระเจ้าไม่อยากให้เราใช้ชีวิตของเราแบบนั้นเหรอ? มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันนะคะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หากคุณเคยคิด หรือกำลังมีความคิดที่ว่า..

“ถ้าฉันเลือกเชื่อพระเจ้าแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ฉันอยากทำก็จะไม่ได้ทำอีกต่อไป หากเป็นแบบนี้… ก็จะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฉันอยากจะใช้น่ะสิ โอ๊ย ยังไม่เลือกพระเจ้าได้มั้ย ขออีกนิดละกัน”

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 18 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ “ถ้าเลือกพระเจ้าแล้ว จะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้?“ … แล้วมันจะเป็นอย่างที่เราคิดจริงหรือเปล่า? พระเจ้าไม่อยากให้เราใช้ชีวิตของเราแบบนั้นเหรอ? มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันนะคะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 28 May 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/958e5cf0/2865f69f.mp3" length="35216652" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/BLQt4GYRvPYFbYJwPNNf2rEayebX-Ib6sxRW5ZCjf3A/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8yNmQ5/MTBmMGMwZmMwNmRh/ODg2MjFjMzczMTdl/ZGYzMi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1463</itunes:duration>
      <itunes:summary>หากคุณเคยคิด หรือกำลังมีความคิดที่ว่า..

“ถ้าฉันเลือกเชื่อพระเจ้าแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ฉันอยากทำก็จะไม่ได้ทำอีกต่อไป หากเป็นแบบนี้… ก็จะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฉันอยากจะใช้น่ะสิ โอ๊ย ยังไม่เลือกพระเจ้าได้มั้ย ขออีกนิดละกัน”

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 18 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ “ถ้าเลือกพระเจ้าแล้ว จะไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้?“ … แล้วมันจะเป็นอย่างที่เราคิดจริงหรือเปล่า? พระเจ้าไม่อยากให้เราใช้ชีวิตของเราแบบนั้นเหรอ? มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันนะคะ

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หากคุณเคยคิด หรือกำลังมีความคิดที่ว่า..

“ถ้าฉันเลือกเชื่อพระเจ้าแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ฉันอยากทำก็จะไม่ได้ทำอีกต่อไป หากเป็นแบบนี้… ก็จะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฉันอยากจะใช้น่ะสิ โอ๊ย ยังไม่เลือกพระเจ้าได้มั้ย ขออีกนิดละกัน”

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 18 นี้ อยาก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การสรรเสริญแบบไม่ได้เตรียมการ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การสรรเสริญแบบไม่ได้เตรียมการ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4853d9c1-a8a8-4802-948b-3a9f488ee7b8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/624ed137</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า [ กิจการ 16:25 ]</p>
<p>ในการเดินทางไปทำพันธกิจช่วงสั้นๆที่ประเทศเอธิโอเปีย ทีมของเราได้ร่วมกับทีมพันธกิจในท้องถิ่นอีกทีมหนึ่ง เพื่อประกาศกับกลุ่มวัยรุ่นชายที่ประสบปัญหาและอาศัยอยู่ในเพิงของโรงเก็บขยะ ช่างน่าดีใจที่ได้พบกับพวกเขา! เราแบ่งปันคำพยาน คำพูดหนุนใจและอธิษฐานด้วยกัน ช่วงหนึ่งที่ฉันชอบที่สุดในเย็นวันนั้น คือตอนที่สมาชิกคนหนึ่งในทีมท้องถิ่นเล่นกีตาร์และเราได้นมัสการกับเพื่อนใหม่ของเราใต้แสงจันทร์ ช่างเป็นช่วงเวลาที่เราได้ถวายนมัสการพระเจ้าจริงๆ! แม้ชายหนุ่มเหล่านี้อยู่ในสถานการณ์ซึ่งเลวร้าย แต่พวกเขามีความหวังและความชื่นชมยินดีที่พบได้ในพระเยซูเท่านั้น</p>
<p>ในกิจการบทที่ 16 เราอ่านอีกเรื่องเกี่ยวกับการร้องเพลงสรรเสริญแบบไม่ได้เตรียมการครั้งนี้เริ่มขึ้นใน​คุก​ที่​เมือง​ฟีลิปปี เปาโลและสิลาสถูกจับ ถูกโบยตี ถูกด่าว่าและถูกจองจำขณะรับใช้พระเยซู แทนที่จะยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง พวกเขานมัสการพระเจ้าด้วยการ “อธิษฐานและร้องเพลง” ในห้องขัง “ในทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน” (ข้อ 25-26)</p>
<p>ความคิดแรกของผู้คุมคือการจบชีวิตตนเอง แต่เมื่อเขารู้ว่านักโทษไม่ได้หลบหนีไป เขาจึงเกิดความยำเกรงพระเจ้า และความรอดมาถึงครัวเรือนของเขา (ข้อ 27-34)</p>
<p>พระเจ้าทรงชื่นชอบที่จะฟังเราสรรเสริญพระองค์ ให้เรานมัสการพระองค์ทั้งในยามที่ชีวิตขึ้นสูงและในยามที่ตกต่ำ</p>
<p><em>พระเจ้าทรงทำให้คุณสรรเสริญและนมัสการพระองค์แม้ในช่วงเวลาที่เลวร้ายได้อย่างไร พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองด้วยวิธีที่น่าทึ่งอย่างไรเมื่อคุณทำเช่นนั้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ไม่ว่าข้าพระองค์จะเผชิญสิ่งใด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า [ กิจการ 16:25 ]</p>
<p>ในการเดินทางไปทำพันธกิจช่วงสั้นๆที่ประเทศเอธิโอเปีย ทีมของเราได้ร่วมกับทีมพันธกิจในท้องถิ่นอีกทีมหนึ่ง เพื่อประกาศกับกลุ่มวัยรุ่นชายที่ประสบปัญหาและอาศัยอยู่ในเพิงของโรงเก็บขยะ ช่างน่าดีใจที่ได้พบกับพวกเขา! เราแบ่งปันคำพยาน คำพูดหนุนใจและอธิษฐานด้วยกัน ช่วงหนึ่งที่ฉันชอบที่สุดในเย็นวันนั้น คือตอนที่สมาชิกคนหนึ่งในทีมท้องถิ่นเล่นกีตาร์และเราได้นมัสการกับเพื่อนใหม่ของเราใต้แสงจันทร์ ช่างเป็นช่วงเวลาที่เราได้ถวายนมัสการพระเจ้าจริงๆ! แม้ชายหนุ่มเหล่านี้อยู่ในสถานการณ์ซึ่งเลวร้าย แต่พวกเขามีความหวังและความชื่นชมยินดีที่พบได้ในพระเยซูเท่านั้น</p>
<p>ในกิจการบทที่ 16 เราอ่านอีกเรื่องเกี่ยวกับการร้องเพลงสรรเสริญแบบไม่ได้เตรียมการครั้งนี้เริ่มขึ้นใน​คุก​ที่​เมือง​ฟีลิปปี เปาโลและสิลาสถูกจับ ถูกโบยตี ถูกด่าว่าและถูกจองจำขณะรับใช้พระเยซู แทนที่จะยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง พวกเขานมัสการพระเจ้าด้วยการ “อธิษฐานและร้องเพลง” ในห้องขัง “ในทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน” (ข้อ 25-26)</p>
<p>ความคิดแรกของผู้คุมคือการจบชีวิตตนเอง แต่เมื่อเขารู้ว่านักโทษไม่ได้หลบหนีไป เขาจึงเกิดความยำเกรงพระเจ้า และความรอดมาถึงครัวเรือนของเขา (ข้อ 27-34)</p>
<p>พระเจ้าทรงชื่นชอบที่จะฟังเราสรรเสริญพระองค์ ให้เรานมัสการพระองค์ทั้งในยามที่ชีวิตขึ้นสูงและในยามที่ตกต่ำ</p>
<p><em>พระเจ้าทรงทำให้คุณสรรเสริญและนมัสการพระองค์แม้ในช่วงเวลาที่เลวร้ายได้อย่างไร พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองด้วยวิธีที่น่าทึ่งอย่างไรเมื่อคุณทำเช่นนั้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ไม่ว่าข้าพระองค์จะเผชิญสิ่งใด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 27 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/624ed137/3142eb3e.mp3" length="11707638" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า [ กิจการ 16:25 ]
ในการเดินทางไปทำพันธกิจช่วงสั้นๆที่ประเทศเอธิโอเปีย ทีมของเราได้ร่วมกับทีมพันธกิจในท้องถิ่นอีกทีมหนึ่ง เพื่อประกาศกับกลุ่มวัยรุ่นชายที่ประสบปัญหาและอาศัยอยู่ในเพิงของโรงเก็บขยะ ช่างน่าดีใจที่ได้พบกับพวกเขา! เราแบ่งปันคำพยาน คำพูดหนุนใจและอธิษฐานด้วยกัน ช่วงหนึ่งที่ฉันชอบที่สุดในเย็นวันนั้น คือตอนที่สมาชิกคนหนึ่งในทีมท้องถิ่นเล่นกีตาร์และเราได้นมัสการกับเพื่อนใหม่ของเราใต้แสงจันทร์ ช่างเป็นช่วงเวลาที่เราได้ถวายนมัสการพระเจ้าจริงๆ! แม้ชายหนุ่มเหล่านี้อยู่ในสถานการณ์ซึ่งเลวร้าย แต่พวกเขามีความหวังและความชื่นชมยินดีที่พบได้ในพระเยซูเท่านั้น
ในกิจการบทที่ 16 เราอ่านอีกเรื่องเกี่ยวกับการร้องเพลงสรรเสริญแบบไม่ได้เตรียมการครั้งนี้เริ่มขึ้นใน​คุก​ที่​เมือง​ฟีลิปปี เปาโลและสิลาสถูกจับ ถูกโบยตี ถูกด่าว่าและถูกจองจำขณะรับใช้พระเยซู แทนที่จะยอมจำนนต่อความสิ้นหวัง พวกเขานมัสการพระเจ้าด้วยการ “อธิษฐานและร้องเพลง” ในห้องขัง “ในทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน” (ข้อ 25-26)
ความคิดแรกของผู้คุมคือการจบชีวิตตนเอง แต่เมื่อเขารู้ว่านักโทษไม่ได้หลบหนีไป เขาจึงเกิดความยำเกรงพระเจ้า และความรอดมาถึงครัวเรือนของเขา (ข้อ 27-34)
พระเจ้าทรงชื่นชอบที่จะฟังเราสรรเสริญพระองค์ ให้เรานมัสการพระองค์ทั้งในยามที่ชีวิตขึ้นสูงและในยามที่ตกต่ำ
พระเจ้าทรงทำให้คุณสรรเสริญและนมัสการพระองค์แม้ในช่วงเวลาที่เลวร้ายได้อย่างไร พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองด้วยวิธีที่น่าทึ่งอย่างไรเมื่อคุณทำเช่นนั้น
ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ไม่ว่าข้าพระองค์จะเผชิญสิ่งใด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า [ กิจการ 16:25 ]
ในการเดินทางไปทำพันธกิจช่วงสั้นๆที่ประเทศเอธิโอเปีย ทีมของเราได้ร่วมกับทีมพันธกิจในท้องถิ่นอีกทีมหนึ่ง เพื่อประกาศกับกลุ่มวัยรุ่นชายที่ประสบปัญหาและอาศัยอยู่ในเพิงของโรงเก็บ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อถึงเวลา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อถึงเวลา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0fbbf197-9b75-46b5-ab7e-eb85129b351d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e302a3c3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ [ 1 เปโตร 5:8 ]</p>
<p>เมื่อเพื่อนของฉัน อัลและแคธี ชิฟส์เฟอร์ขับเครื่องบินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปยังงานแสดงทางอากาศ ปฏิกิริยาของบรรดาทหารผ่านศึกอาวุโสมีความหมายมากที่สุดสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นจะมาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการร่วมในสงครามและเครื่องบินที่พวกเขาเคยบิน เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาส่วนใหญ่ถูกเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลายคนเล่าว่าข่าวที่ดีที่สุดที่พวกเขาได้รับขณะรับใช้ชาติคือคำว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว หนุ่มๆได้เวลากลับบ้าน”</p>
<p>คำพูดเหล่านี้จากคนรุ่นก่อนเชื่อมโยงกับสงครามที่ผู้เชื่อในพระเยซูมีส่วนร่วม คือการต่อสู้กับมารซึ่งเป็นศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราด้วยความเชื่ออย่างเต็มกำลัง อัครทูต​เปโตร​เตือน​เรา​ว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” มันล่อลวงเราด้วยวิธีต่างๆ และใช้ความท้อแท้จากความยากลำบากและการข่มเหงเพื่อพยายามดึงเราออกจากความเชื่อในพระเยซู เปโตรเรียกร้องให้ผู้อ่านในยุคแรกและพวกเราในปัจจุบัน “จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี” (1 ปต.5:8) เราพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเราจะไม่ยอมให้ศัตรูทำให้เรายอมจำนนในการต่อสู้และทำให้เราพ่ายแพ้</p>
<p>เรารู้ว่าวันหนึ่งพระเยซูจะเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระดำรัสของพระองค์จะมีผลคล้ายกับความรู้สึกของเหล่าทหารในช่วงสงคราม ที่ทำให้เราน้ำตาไหลและเปี่ยมด้วยความสุขใจ “สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ลูกทั้งหลายเอ๋ยได้เวลากลับบ้าน”</p>
<p><em>คุณต้องการความช่วยเหลือใดจากพระเจ้าเพื่อต่อสู้แผนการของมาร เพื่อนร่วมความเชื่อจะช่วยคุณได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดหรือสิ่งใดที่ต่อต้านข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพากำลังและฤทธิ์อำนาจของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ [ 1 เปโตร 5:8 ]</p>
<p>เมื่อเพื่อนของฉัน อัลและแคธี ชิฟส์เฟอร์ขับเครื่องบินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปยังงานแสดงทางอากาศ ปฏิกิริยาของบรรดาทหารผ่านศึกอาวุโสมีความหมายมากที่สุดสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นจะมาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการร่วมในสงครามและเครื่องบินที่พวกเขาเคยบิน เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาส่วนใหญ่ถูกเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลายคนเล่าว่าข่าวที่ดีที่สุดที่พวกเขาได้รับขณะรับใช้ชาติคือคำว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว หนุ่มๆได้เวลากลับบ้าน”</p>
<p>คำพูดเหล่านี้จากคนรุ่นก่อนเชื่อมโยงกับสงครามที่ผู้เชื่อในพระเยซูมีส่วนร่วม คือการต่อสู้กับมารซึ่งเป็นศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราด้วยความเชื่ออย่างเต็มกำลัง อัครทูต​เปโตร​เตือน​เรา​ว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” มันล่อลวงเราด้วยวิธีต่างๆ และใช้ความท้อแท้จากความยากลำบากและการข่มเหงเพื่อพยายามดึงเราออกจากความเชื่อในพระเยซู เปโตรเรียกร้องให้ผู้อ่านในยุคแรกและพวกเราในปัจจุบัน “จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี” (1 ปต.5:8) เราพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเราจะไม่ยอมให้ศัตรูทำให้เรายอมจำนนในการต่อสู้และทำให้เราพ่ายแพ้</p>
<p>เรารู้ว่าวันหนึ่งพระเยซูจะเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระดำรัสของพระองค์จะมีผลคล้ายกับความรู้สึกของเหล่าทหารในช่วงสงคราม ที่ทำให้เราน้ำตาไหลและเปี่ยมด้วยความสุขใจ “สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ลูกทั้งหลายเอ๋ยได้เวลากลับบ้าน”</p>
<p><em>คุณต้องการความช่วยเหลือใดจากพระเจ้าเพื่อต่อสู้แผนการของมาร เพื่อนร่วมความเชื่อจะช่วยคุณได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดหรือสิ่งใดที่ต่อต้านข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพากำลังและฤทธิ์อำนาจของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 26 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e302a3c3/386453ef.mp3" length="10365537" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>648</itunes:duration>
      <itunes:summary>ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ [ 1 เปโตร 5:8 ]
เมื่อเพื่อนของฉัน อัลและแคธี ชิฟส์เฟอร์ขับเครื่องบินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปยังงานแสดงทางอากาศ ปฏิกิริยาของบรรดาทหารผ่านศึกอาวุโสมีความหมายมากที่สุดสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นจะมาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการร่วมในสงครามและเครื่องบินที่พวกเขาเคยบิน เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาส่วนใหญ่ถูกเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลายคนเล่าว่าข่าวที่ดีที่สุดที่พวกเขาได้รับขณะรับใช้ชาติคือคำว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว หนุ่มๆได้เวลากลับบ้าน”
คำพูดเหล่านี้จากคนรุ่นก่อนเชื่อมโยงกับสงครามที่ผู้เชื่อในพระเยซูมีส่วนร่วม คือการต่อสู้กับมารซึ่งเป็นศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราด้วยความเชื่ออย่างเต็มกำลัง อัครทูต​เปโตร​เตือน​เรา​ว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” มันล่อลวงเราด้วยวิธีต่างๆ และใช้ความท้อแท้จากความยากลำบากและการข่มเหงเพื่อพยายามดึงเราออกจากความเชื่อในพระเยซู เปโตรเรียกร้องให้ผู้อ่านในยุคแรกและพวกเราในปัจจุบัน “จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี” (1 ปต.5:8) เราพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเราจะไม่ยอมให้ศัตรูทำให้เรายอมจำนนในการต่อสู้และทำให้เราพ่ายแพ้
เรารู้ว่าวันหนึ่งพระเยซูจะเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระดำรัสของพระองค์จะมีผลคล้ายกับความรู้สึกของเหล่าทหารในช่วงสงคราม ที่ทำให้เราน้ำตาไหลและเปี่ยมด้วยความสุขใจ “สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ลูกทั้งหลายเอ๋ยได้เวลากลับบ้าน”
คุณต้องการความช่วยเหลือใดจากพระเจ้าเพื่อต่อสู้แผนการของมาร เพื่อนร่วมความเชื่อจะช่วยคุณได้อย่างไร
พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดหรือสิ่งใดที่ต่อต้านข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพากำลังและฤทธิ์อำนาจของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ [ 1 เปโตร 5:8 ]
เมื่อเพื่อนของฉัน อัลและแคธี ชิฟส์เฟอร์ขับเครื่องบินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปยังงานแสดงทางอากาศ ปฏิกิริยาของบรรดาทหารผ่านศึกอาวุโสมี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความงามแทนกองดิน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความงามแทนกองดิน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">02e8ae67-7736-4fe8-b921-2e33fb9cb3ef</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1029194f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:3 ]</p>
<p>เย็นวันหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นแนวกองดินเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่พื้นที่ว่างใกล้บ้าน แต่ละแถวมีใบสีเขียวขนาดเล็กที่มีดอกตูมเล็กๆโผล่ออกมา เช้าวันต่อมา ฉันหยุดเดินเมื่อเห็นดอกทิวลิปสีแดงสวยงามผุดออกมาเป็นหย่อมๆ</p>
<p>ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา คนกลุ่มหนึ่งได้เพาะต้นอ่อนหนึ่งแสนต้นทั่วพื้นที่ว่างทางตอนใต้ของเมืองชิคาโก พวกเขาเลือกสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์การแบ่งแยกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง (การเลือกปฏิบัติจากธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ) ซึ่งส่งผลกระทบต่อย่านที่ชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่อยู่อาศัย ดอกทิวลิปเป็นสัญลักษณ์ถึงบ้านเรือนของคนจำนวนมากที่ควรจะอยู่ในพื้นที่แถบนั้น</p>
<p>ประชากรของพระเจ้าได้อดทนต่ออุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่การถูกเนรเทศจากบ้านเกิดเมืองนอนไปจนถึงการถูกเลือกปฏิบัติเหมือนการกั้นพื้นที่สีแดง กระนั้นเราก็ยังพบความหวังได้ อิสยาห์เตือนคนอิสราเอลในช่วงที่ตกเป็นเชลยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งพวกเขา พระองค์จะมอบ “มาลัย” ให้พวกเขาแทนขี้เถ้า แม้แต่คนยากจนก็จะได้รับ “ข่าวดี” (61:1) พระเจ้าทรงสัญญาจะเปลี่ยนจิตใจที่ท้อถอยเป็น “ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญ” ภาพทั้งหมดนี้ทำให้ระลึกถึงความงดงามอันทรงสง่าราศีของพระองค์ อันจะนำมาซึ่งความยินดีแก่คนทั้งหลายซึ่งตอนนี้จะเป็น “ต้นก่อหลวงแห่งความชอบธรรม” แทนการเป็นเชลยที่ไม่มีความหวัง (ข้อ 3)</p>
<p>ดอกทิวลิปเหล่านั้นยังแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าสามารถสร้างความงดงามจากกองดินและการแบ่งแยก ฉันเฝ้ารอที่จะได้เห็นดอกทิวลิปทุกฤดูใบไม้ผลิ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการปลุกความหวังใหม่ให้กับเพื่อนบ้านของฉันและชุมชนอื่นๆ</p>
<p><em>ที่ใดในชุมชนของคุณที่คุณเห็นความงดงามแทนความสิ้นหวัง คุณจะช่วยสร้างความสวยงามในสถานที่ที่สิ้นหวังได้อย่างไร</em></p>
<p>ขอบคุณพระเจ้าในความงดงามที่ทรงให้ข้าพระองค์มองเห็น แม้ในยามที่สถานการณ์รอบข้างข้าพระองค์จะดูเลวร้ายอย่างมาก</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:3 ]</p>
<p>เย็นวันหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นแนวกองดินเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่พื้นที่ว่างใกล้บ้าน แต่ละแถวมีใบสีเขียวขนาดเล็กที่มีดอกตูมเล็กๆโผล่ออกมา เช้าวันต่อมา ฉันหยุดเดินเมื่อเห็นดอกทิวลิปสีแดงสวยงามผุดออกมาเป็นหย่อมๆ</p>
<p>ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา คนกลุ่มหนึ่งได้เพาะต้นอ่อนหนึ่งแสนต้นทั่วพื้นที่ว่างทางตอนใต้ของเมืองชิคาโก พวกเขาเลือกสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์การแบ่งแยกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง (การเลือกปฏิบัติจากธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ) ซึ่งส่งผลกระทบต่อย่านที่ชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่อยู่อาศัย ดอกทิวลิปเป็นสัญลักษณ์ถึงบ้านเรือนของคนจำนวนมากที่ควรจะอยู่ในพื้นที่แถบนั้น</p>
<p>ประชากรของพระเจ้าได้อดทนต่ออุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่การถูกเนรเทศจากบ้านเกิดเมืองนอนไปจนถึงการถูกเลือกปฏิบัติเหมือนการกั้นพื้นที่สีแดง กระนั้นเราก็ยังพบความหวังได้ อิสยาห์เตือนคนอิสราเอลในช่วงที่ตกเป็นเชลยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งพวกเขา พระองค์จะมอบ “มาลัย” ให้พวกเขาแทนขี้เถ้า แม้แต่คนยากจนก็จะได้รับ “ข่าวดี” (61:1) พระเจ้าทรงสัญญาจะเปลี่ยนจิตใจที่ท้อถอยเป็น “ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญ” ภาพทั้งหมดนี้ทำให้ระลึกถึงความงดงามอันทรงสง่าราศีของพระองค์ อันจะนำมาซึ่งความยินดีแก่คนทั้งหลายซึ่งตอนนี้จะเป็น “ต้นก่อหลวงแห่งความชอบธรรม” แทนการเป็นเชลยที่ไม่มีความหวัง (ข้อ 3)</p>
<p>ดอกทิวลิปเหล่านั้นยังแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าสามารถสร้างความงดงามจากกองดินและการแบ่งแยก ฉันเฝ้ารอที่จะได้เห็นดอกทิวลิปทุกฤดูใบไม้ผลิ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการปลุกความหวังใหม่ให้กับเพื่อนบ้านของฉันและชุมชนอื่นๆ</p>
<p><em>ที่ใดในชุมชนของคุณที่คุณเห็นความงดงามแทนความสิ้นหวัง คุณจะช่วยสร้างความสวยงามในสถานที่ที่สิ้นหวังได้อย่างไร</em></p>
<p>ขอบคุณพระเจ้าในความงดงามที่ทรงให้ข้าพระองค์มองเห็น แม้ในยามที่สถานการณ์รอบข้างข้าพระองค์จะดูเลวร้ายอย่างมาก</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 25 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1029194f/505eec27.mp3" length="11135426" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>696</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:3 ]
เย็นวันหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นแนวกองดินเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่พื้นที่ว่างใกล้บ้าน แต่ละแถวมีใบสีเขียวขนาดเล็กที่มีดอกตูมเล็กๆโผล่ออกมา เช้าวันต่อมา ฉันหยุดเดินเมื่อเห็นดอกทิวลิปสีแดงสวยงามผุดออกมาเป็นหย่อมๆ
ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา คนกลุ่มหนึ่งได้เพาะต้นอ่อนหนึ่งแสนต้นทั่วพื้นที่ว่างทางตอนใต้ของเมืองชิคาโก พวกเขาเลือกสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์การแบ่งแยกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง (การเลือกปฏิบัติจากธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ) ซึ่งส่งผลกระทบต่อย่านที่ชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่อยู่อาศัย ดอกทิวลิปเป็นสัญลักษณ์ถึงบ้านเรือนของคนจำนวนมากที่ควรจะอยู่ในพื้นที่แถบนั้น
ประชากรของพระเจ้าได้อดทนต่ออุปสรรคมากมาย นับตั้งแต่การถูกเนรเทศจากบ้านเกิดเมืองนอนไปจนถึงการถูกเลือกปฏิบัติเหมือนการกั้นพื้นที่สีแดง กระนั้นเราก็ยังพบความหวังได้ อิสยาห์เตือนคนอิสราเอลในช่วงที่ตกเป็นเชลยว่าพระเจ้าจะไม่ทรงละทิ้งพวกเขา พระองค์จะมอบ “มาลัย” ให้พวกเขาแทนขี้เถ้า แม้แต่คนยากจนก็จะได้รับ “ข่าวดี” (61:1) พระเจ้าทรงสัญญาจะเปลี่ยนจิตใจที่ท้อถอยเป็น “ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญ” ภาพทั้งหมดนี้ทำให้ระลึกถึงความงดงามอันทรงสง่าราศีของพระองค์ อันจะนำมาซึ่งความยินดีแก่คนทั้งหลายซึ่งตอนนี้จะเป็น “ต้นก่อหลวงแห่งความชอบธรรม” แทนการเป็นเชลยที่ไม่มีความหวัง (ข้อ 3)
ดอกทิวลิปเหล่านั้นยังแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าสามารถสร้างความงดงามจากกองดินและการแบ่งแยก ฉันเฝ้ารอที่จะได้เห็นดอกทิวลิปทุกฤดูใบไม้ผลิ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการปลุกความหวังใหม่ให้กับเพื่อนบ้านของฉันและชุมชนอื่นๆ
ที่ใดในชุมชนของคุณที่คุณเห็นความงดงามแทนความสิ้นหวัง คุณจะช่วยสร้างความสวยงามในสถานที่ที่สิ้นหวังได้อย่างไร
ขอบคุณพระเจ้าในความงดงามที่ทรงให้ข้าพระองค์มองเห็น แม้ในยามที่สถานการณ์รอบข้างข้าพระองค์จะดูเลวร้ายอย่างมาก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ ผ้าห่มแห่งการสรรเสริญแทนจิตใจที่ท้อถอย [ อิสยาห์ 61:3 ]
เย็นวันหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นแนวกองดินเป็นระเบียบเรียบร้อยในที่พื้นที่ว่างใกล้บ้าน แต่ละแถวมีใบสีเขียวขนาดเล็กที่มีดอกตูมเล็กๆโผล่ออกมา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บอกเขาทั้งหลายถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บอกเขาทั้งหลายถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e455adae-8a42-4e75-a180-6705bc06b697</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7f09b7b8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</p>
<p>บิล โทไบอัสเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนวิทยาลัยที่ไปรับใช้เป็นมิชชันนารีบนเกาะในแปซิฟิกเป็นเวลาหลายปี เขาเล่าเรื่องชายหนุ่มคนหนึ่งที่จากบ้านเกิดเพื่อไปแสวงโชค แต่เพื่อนพาเขาไปคริสตจักรที่ซึ่งเขาได้ยินข่าวดีที่พระเยซูเสนอ และเขาได้เชื่อวางใจในพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p>ชายหนุ่มต้องการนำข่าวดีนี้ไปบอกกับพวกพ้องของตนที่ “จมอยู่กับเวทมนตร์คาถา” เขาจึงมองหามิชชันนารีที่จะไปประกาศกับคนเหล่านั้น แต่มิชชันนารีคนนั้นบอกให้เขาแค่ “ไปบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงทำอะไรให้คุณ” (ดู มก.5:19) และนั่นคือสิ่งที่เขาทำ หลายคนในบ้านเกิดของเขาต้อนรับพระเยซู แต่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อหมอผีประจำเมืองตระหนักว่าพระคริสต์ทรงเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) หลังจากที่เขาเชื่อในพระเยซู เขาก็บอกคนทั้งเมืองเรื่องพระองค์ ภายในเวลาสี่ปี คำพยานของชายหนุ่มคนหนึ่งได้นำไปสู่การก่อตั้งคริสตจักรเจ็ดแห่งในภูมิภาคนี้</p>
<p>ในพระธรรม 2 โครินธ์ เปาโลได้เริ่มแผนงานที่ชัดเจนในการนำข่าวประเสริฐไปสู่คนทั้งหลายที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ และแผนงานนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่มิชชันนารีบอกกับชายหนุ่มที่เชื่อในพระเยซู เราต้องเป็น “ทูตของพระคริสต์” คือเป็นตัวแทนของพระองค์ “โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา” (5:20) ผู้เชื่อทุกคนมีเรื่องราวเฉพาะตัวที่จะบอกว่าพระเยซูทรงทำให้พวกเขา “ถูกสร้างใหม่แล้ว…ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์” (ข้อ 17-18) ขอให้เราบอกกับคนอื่นว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้างเพื่อเรา</p>
<p><em>ความรอดในพระเยซูมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเตรียมตัวให้ดีขึ้นอย่างไรในการแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อกับผู้อื่น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของข้าพระองค์กับผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า [ 2 โครินธ์ 5:20 ]</p>
<p>บิล โทไบอัสเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนวิทยาลัยที่ไปรับใช้เป็นมิชชันนารีบนเกาะในแปซิฟิกเป็นเวลาหลายปี เขาเล่าเรื่องชายหนุ่มคนหนึ่งที่จากบ้านเกิดเพื่อไปแสวงโชค แต่เพื่อนพาเขาไปคริสตจักรที่ซึ่งเขาได้ยินข่าวดีที่พระเยซูเสนอ และเขาได้เชื่อวางใจในพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p>ชายหนุ่มต้องการนำข่าวดีนี้ไปบอกกับพวกพ้องของตนที่ “จมอยู่กับเวทมนตร์คาถา” เขาจึงมองหามิชชันนารีที่จะไปประกาศกับคนเหล่านั้น แต่มิชชันนารีคนนั้นบอกให้เขาแค่ “ไปบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงทำอะไรให้คุณ” (ดู มก.5:19) และนั่นคือสิ่งที่เขาทำ หลายคนในบ้านเกิดของเขาต้อนรับพระเยซู แต่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อหมอผีประจำเมืองตระหนักว่าพระคริสต์ทรงเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) หลังจากที่เขาเชื่อในพระเยซู เขาก็บอกคนทั้งเมืองเรื่องพระองค์ ภายในเวลาสี่ปี คำพยานของชายหนุ่มคนหนึ่งได้นำไปสู่การก่อตั้งคริสตจักรเจ็ดแห่งในภูมิภาคนี้</p>
<p>ในพระธรรม 2 โครินธ์ เปาโลได้เริ่มแผนงานที่ชัดเจนในการนำข่าวประเสริฐไปสู่คนทั้งหลายที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ และแผนงานนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่มิชชันนารีบอกกับชายหนุ่มที่เชื่อในพระเยซู เราต้องเป็น “ทูตของพระคริสต์” คือเป็นตัวแทนของพระองค์ “โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา” (5:20) ผู้เชื่อทุกคนมีเรื่องราวเฉพาะตัวที่จะบอกว่าพระเยซูทรงทำให้พวกเขา “ถูกสร้างใหม่แล้ว…ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์” (ข้อ 17-18) ขอให้เราบอกกับคนอื่นว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้างเพื่อเรา</p>
<p><em>ความรอดในพระเยซูมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเตรียมตัวให้ดีขึ้นอย่างไรในการแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อกับผู้อื่น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของข้าพระองค์กับผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 24 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7f09b7b8/5e8cf743.mp3" length="12325401" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>771</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า [ 2 โครินธ์ 5:20 ]
บิล โทไบอัสเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนวิทยาลัยที่ไปรับใช้เป็นมิชชันนารีบนเกาะในแปซิฟิกเป็นเวลาหลายปี เขาเล่าเรื่องชายหนุ่มคนหนึ่งที่จากบ้านเกิดเพื่อไปแสวงโชค แต่เพื่อนพาเขาไปคริสตจักรที่ซึ่งเขาได้ยินข่าวดีที่พระเยซูเสนอ และเขาได้เชื่อวางใจในพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด
ชายหนุ่มต้องการนำข่าวดีนี้ไปบอกกับพวกพ้องของตนที่ “จมอยู่กับเวทมนตร์คาถา” เขาจึงมองหามิชชันนารีที่จะไปประกาศกับคนเหล่านั้น แต่มิชชันนารีคนนั้นบอกให้เขาแค่ “ไปบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงทำอะไรให้คุณ” (ดู มก.5:19) และนั่นคือสิ่งที่เขาทำ หลายคนในบ้านเกิดของเขาต้อนรับพระเยซู แต่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเมื่อหมอผีประจำเมืองตระหนักว่าพระคริสต์ทรงเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) หลังจากที่เขาเชื่อในพระเยซู เขาก็บอกคนทั้งเมืองเรื่องพระองค์ ภายในเวลาสี่ปี คำพยานของชายหนุ่มคนหนึ่งได้นำไปสู่การก่อตั้งคริสตจักรเจ็ดแห่งในภูมิภาคนี้
ในพระธรรม 2 โครินธ์ เปาโลได้เริ่มแผนงานที่ชัดเจนในการนำข่าวประเสริฐไปสู่คนทั้งหลายที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ และแผนงานนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่มิชชันนารีบอกกับชายหนุ่มที่เชื่อในพระเยซู เราต้องเป็น “ทูตของพระคริสต์” คือเป็นตัวแทนของพระองค์ “โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา” (5:20) ผู้เชื่อทุกคนมีเรื่องราวเฉพาะตัวที่จะบอกว่าพระเยซูทรงทำให้พวกเขา “ถูกสร้างใหม่แล้ว…ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์” (ข้อ 17-18) ขอให้เราบอกกับคนอื่นว่าพระองค์ทรงทำอะไรบ้างเพื่อเรา
ความรอดในพระเยซูมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณจะเตรียมตัวให้ดีขึ้นอย่างไรในการแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อกับผู้อื่น
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันเรื่องราวความเชื่อของข้าพระองค์กับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า [ 2 โครินธ์ 5:20 ]
บิล โทไบอัสเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนวิทยาลัยที่ไปรับใช้เป็นมิชชันนารีบนเกาะในแปซิฟิกเป็นเวลาหลายปี เขาเล่าเรื่อง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองไปบนท้องฟ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มองไปบนท้องฟ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e7790e72-75f8-4772-b152-f2e3cd8f55dd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/be5eed5f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า [ สดุดี 19:1 ]</p>
<p>อเล็กซ์ สมอลลีย์อยากให้ทุกคนตื่นเร็วขึ้นหรือไม่ก็ใช้เวลาในช่วงใกล้สิ้นสุดวันให้นานขึ้น เพื่อจะชมดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ช่วงเวลาเหล่านั้นที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วเป็นช่วงที่งดงามและน่าประทับใจที่สุดของวัน ตามคำของสมอลลีย์หัวหน้านักวิจัยการศึกษาในอังกฤษเรื่องอิทธิพลของบรรยากาศอันน่ายำเกรง แสงอาทิตย์ขึ้นหรือตกที่ให้ความสงบสามารถแก้ไขความรู้สึกขุ่นหมอง เพิ่มอารมณ์เชิงบวกและลดความเครียดได้มากยิ่งกว่าท้องฟ้าสีครามหรือทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ระยิบระยับ สมอลลีย์กล่าวว่า “เมื่อคุณเห็นบางอย่างที่ไพศาลและท่วมท้นหรือบางอย่างที่ก่อให้เกิดความรู้สึกยำเกรง คุณจะรู้สึกว่าค่อยๆเล็กลง ดังนั้นคุณจึงไม่กังวลกับปัญหานั้นมากนัก”</p>
<p>การค้นพบที่น่าพิศวงของเขาสะท้อนถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ “ข้าแต่พระเจ้า คือพระองค์เอง ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ด้วยฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระองค์และด้วยพระหัตถ์ซึ่งเหยียดออกของพระองค์ สำหรับพระองค์ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกิน” (ยรม.32:17)</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดก็ทอดพระเนตรการทรงสร้างของพระเจ้าและประกาศว่า “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์” (สดด.19:1) ดวงอาทิตย์นั้น “ขึ้นมาจากสุดปลายฟ้าสวรรค์ข้างหนึ่ง และโคจรไปถึงที่สุดปลายอีกข้างหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนให้พ้นจากความร้อนของมันได้” (ข้อ 6) การทรงสร้างอันเต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้านั้นสะท้อนถึงพระผู้สร้างผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ทำไมวันนี้เราจึงไม่ใช้เวลามองไปบนท้องฟ้าและรู้สึกอัศจรรย์ใจในพระองค์!</p>
<p><em>สถานที่โปรดของคุณที่จะดูดวงอาทิตย์ขึ้นและตกคือที่ไหน เมื่อคุณดูท้องฟ้า คุณค้นพบอะไรเกี่ยวกับพระเจ้า</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ในฟ้าสวรรค์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์นั้นพระองค์ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นความมหัศจรรย์แห่งฤทธานุภาพของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า [ สดุดี 19:1 ]</p>
<p>อเล็กซ์ สมอลลีย์อยากให้ทุกคนตื่นเร็วขึ้นหรือไม่ก็ใช้เวลาในช่วงใกล้สิ้นสุดวันให้นานขึ้น เพื่อจะชมดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ช่วงเวลาเหล่านั้นที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วเป็นช่วงที่งดงามและน่าประทับใจที่สุดของวัน ตามคำของสมอลลีย์หัวหน้านักวิจัยการศึกษาในอังกฤษเรื่องอิทธิพลของบรรยากาศอันน่ายำเกรง แสงอาทิตย์ขึ้นหรือตกที่ให้ความสงบสามารถแก้ไขความรู้สึกขุ่นหมอง เพิ่มอารมณ์เชิงบวกและลดความเครียดได้มากยิ่งกว่าท้องฟ้าสีครามหรือทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ระยิบระยับ สมอลลีย์กล่าวว่า “เมื่อคุณเห็นบางอย่างที่ไพศาลและท่วมท้นหรือบางอย่างที่ก่อให้เกิดความรู้สึกยำเกรง คุณจะรู้สึกว่าค่อยๆเล็กลง ดังนั้นคุณจึงไม่กังวลกับปัญหานั้นมากนัก”</p>
<p>การค้นพบที่น่าพิศวงของเขาสะท้อนถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ “ข้าแต่พระเจ้า คือพระองค์เอง ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ด้วยฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระองค์และด้วยพระหัตถ์ซึ่งเหยียดออกของพระองค์ สำหรับพระองค์ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกิน” (ยรม.32:17)</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดก็ทอดพระเนตรการทรงสร้างของพระเจ้าและประกาศว่า “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์” (สดด.19:1) ดวงอาทิตย์นั้น “ขึ้นมาจากสุดปลายฟ้าสวรรค์ข้างหนึ่ง และโคจรไปถึงที่สุดปลายอีกข้างหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนให้พ้นจากความร้อนของมันได้” (ข้อ 6) การทรงสร้างอันเต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้านั้นสะท้อนถึงพระผู้สร้างผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ทำไมวันนี้เราจึงไม่ใช้เวลามองไปบนท้องฟ้าและรู้สึกอัศจรรย์ใจในพระองค์!</p>
<p><em>สถานที่โปรดของคุณที่จะดูดวงอาทิตย์ขึ้นและตกคือที่ไหน เมื่อคุณดูท้องฟ้า คุณค้นพบอะไรเกี่ยวกับพระเจ้า</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ในฟ้าสวรรค์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์นั้นพระองค์ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นความมหัศจรรย์แห่งฤทธานุภาพของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 22 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/be5eed5f/e5e41080.mp3" length="12360042" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>773</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า [ สดุดี 19:1 ]
อเล็กซ์ สมอลลีย์อยากให้ทุกคนตื่นเร็วขึ้นหรือไม่ก็ใช้เวลาในช่วงใกล้สิ้นสุดวันให้นานขึ้น เพื่อจะชมดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ช่วงเวลาเหล่านั้นที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วเป็นช่วงที่งดงามและน่าประทับใจที่สุดของวัน ตามคำของสมอลลีย์หัวหน้านักวิจัยการศึกษาในอังกฤษเรื่องอิทธิพลของบรรยากาศอันน่ายำเกรง แสงอาทิตย์ขึ้นหรือตกที่ให้ความสงบสามารถแก้ไขความรู้สึกขุ่นหมอง เพิ่มอารมณ์เชิงบวกและลดความเครียดได้มากยิ่งกว่าท้องฟ้าสีครามหรือทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ระยิบระยับ สมอลลีย์กล่าวว่า “เมื่อคุณเห็นบางอย่างที่ไพศาลและท่วมท้นหรือบางอย่างที่ก่อให้เกิดความรู้สึกยำเกรง คุณจะรู้สึกว่าค่อยๆเล็กลง ดังนั้นคุณจึงไม่กังวลกับปัญหานั้นมากนัก”
การค้นพบที่น่าพิศวงของเขาสะท้อนถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ “ข้าแต่พระเจ้า คือพระองค์เอง ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ด้วยฤทธานุภาพใหญ่ยิ่งของพระองค์และด้วยพระหัตถ์ซึ่งเหยียดออกของพระองค์ สำหรับพระองค์ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกิน” (ยรม.32:17)
กษัตริย์ดาวิดก็ทอดพระเนตรการทรงสร้างของพระเจ้าและประกาศว่า “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์” (สดด.19:1) ดวงอาทิตย์นั้น “ขึ้นมาจากสุดปลายฟ้าสวรรค์ข้างหนึ่ง และโคจรไปถึงที่สุดปลายอีกข้างหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนให้พ้นจากความร้อนของมันได้” (ข้อ 6) การทรงสร้างอันเต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้านั้นสะท้อนถึงพระผู้สร้างผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ทำไมวันนี้เราจึงไม่ใช้เวลามองไปบนท้องฟ้าและรู้สึกอัศจรรย์ใจในพระองค์!
สถานที่โปรดของคุณที่จะดูดวงอาทิตย์ขึ้นและตกคือที่ไหน เมื่อคุณดูท้องฟ้า คุณค้นพบอะไรเกี่ยวกับพระเจ้า
พระบิดาเจ้า ในฟ้าสวรรค์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์นั้นพระองค์ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นความมหัศจรรย์แห่งฤทธานุภาพของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า [ สดุดี 19:1 ]
อเล็กซ์ สมอลลีย์อยากให้ทุกคนตื่นเร็วขึ้นหรือไม่ก็ใช้เวลาในช่วงใกล้สิ้นสุดวันให้นานขึ้น เพื่อจะชมดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ช่วงเวลาเหล่านั้นที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วเป็นช่วงที่งดงามและน่าประทับใจที่สุดของวัน ตามคำ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8a0b3555-39e5-4acb-898c-6f1c03f17c12</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6b08caaa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพ...โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 16:9 ]</p>
<p>ภาพยนตร์เรื่องร็อคกี้ เล่าถึงเรื่องของนักมวยไร้ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่ไม่มีวันยอมแพ้ เขาเอาชนะพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และกลายเป็นแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวท ในร็อคกี้ภาค 3 ร็อคกี้ที่เวลานี้ประสบความสำเร็จแล้วและฝังใจอยู่กับผลสำเร็จของตน การให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์รบกวนเวลาของเขาในโรงยิม แชมป์เปี้ยนเริ่มอ่อนกำลังและถูกผู้ท้าชิงเอาชนะน็อก ส่วนที่เหลือในหนังคือการที่ร็อคกี้พยายามจะฟื้นคืนความเหนือกว่าของตน</p>
<p>ในแง่ฝ่ายวิญญาณ กษัตริย์อาสาแห่งยูดาห์ได้สูญเสียความเหนือกว่า ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์พึ่งพาในพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญกับกำลังที่เหนือกว่าอย่างน่ากลัว เมื่อกองทัพใหญ่ของคนคูชเตรียมโจมตี อาสาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชนหมู่ใหญ่นี้ในพระนามของพระองค์” (2 พศด.14:11) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระองค์ และยูดาห์เข้าสู้รบและทำให้ศัตรูแตกพ่ายไป (ข้อ 12-15)</p>
<p>หลายปีต่อมายูดาห์ถูกคุกคามอีกครั้ง ครั้งนี้อาสาผู้พึงพอใจไม่สนใจพระเจ้าและหันไปขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ของคนอารัม (16:2-3) ดูเหมือนว่าจะได้ผล แต่พระเจ้าไม่พอพระทัย ผู้เผยพระวจนะฮานานีทูลอาสาว่าเพราะพระองค์ไม่ทรงวางใจในพระเจ้าแล้ว (ข้อ 7-8)ทำไมพระองค์ไม่พึ่งพระเจ้าในตอนนี้เหมือนกับตอนนั้นเล่า</p>
<p>พระเจ้าของเราทรงพึ่งพาได้เสมอ “เพราะว่าพระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์” (ข้อ 9) เมื่อเรารักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณของเรา คือพึ่งพาในพระเจ้าอย่างเต็มที่ เราจะสัมผัสได้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์</p>
<p><em>เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ง่ายดายหรือยากขึ้น ทำไมคุณจึงคิดเช่นนั้น พระเจ้าทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอให้ข้าพระองค์พักสงบในพระองค์มากขึ้นในแต่ละวัน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพ...โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 16:9 ]</p>
<p>ภาพยนตร์เรื่องร็อคกี้ เล่าถึงเรื่องของนักมวยไร้ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่ไม่มีวันยอมแพ้ เขาเอาชนะพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และกลายเป็นแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวท ในร็อคกี้ภาค 3 ร็อคกี้ที่เวลานี้ประสบความสำเร็จแล้วและฝังใจอยู่กับผลสำเร็จของตน การให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์รบกวนเวลาของเขาในโรงยิม แชมป์เปี้ยนเริ่มอ่อนกำลังและถูกผู้ท้าชิงเอาชนะน็อก ส่วนที่เหลือในหนังคือการที่ร็อคกี้พยายามจะฟื้นคืนความเหนือกว่าของตน</p>
<p>ในแง่ฝ่ายวิญญาณ กษัตริย์อาสาแห่งยูดาห์ได้สูญเสียความเหนือกว่า ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์พึ่งพาในพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญกับกำลังที่เหนือกว่าอย่างน่ากลัว เมื่อกองทัพใหญ่ของคนคูชเตรียมโจมตี อาสาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชนหมู่ใหญ่นี้ในพระนามของพระองค์” (2 พศด.14:11) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระองค์ และยูดาห์เข้าสู้รบและทำให้ศัตรูแตกพ่ายไป (ข้อ 12-15)</p>
<p>หลายปีต่อมายูดาห์ถูกคุกคามอีกครั้ง ครั้งนี้อาสาผู้พึงพอใจไม่สนใจพระเจ้าและหันไปขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ของคนอารัม (16:2-3) ดูเหมือนว่าจะได้ผล แต่พระเจ้าไม่พอพระทัย ผู้เผยพระวจนะฮานานีทูลอาสาว่าเพราะพระองค์ไม่ทรงวางใจในพระเจ้าแล้ว (ข้อ 7-8)ทำไมพระองค์ไม่พึ่งพระเจ้าในตอนนี้เหมือนกับตอนนั้นเล่า</p>
<p>พระเจ้าของเราทรงพึ่งพาได้เสมอ “เพราะว่าพระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์” (ข้อ 9) เมื่อเรารักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณของเรา คือพึ่งพาในพระเจ้าอย่างเต็มที่ เราจะสัมผัสได้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์</p>
<p><em>เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ง่ายดายหรือยากขึ้น ทำไมคุณจึงคิดเช่นนั้น พระเจ้าทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอให้ข้าพระองค์พักสงบในพระองค์มากขึ้นในแต่ละวัน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 21 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6b08caaa/f130798b.mp3" length="13489814" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>844</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพ...โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 16:9 ]
ภาพยนตร์เรื่องร็อคกี้ เล่าถึงเรื่องของนักมวยไร้ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่ไม่มีวันยอมแพ้ เขาเอาชนะพละกำลังที่เหนือกว่าอย่างไม่น่าเป็นไปได้ และกลายเป็นแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวท ในร็อคกี้ภาค 3 ร็อคกี้ที่เวลานี้ประสบความสำเร็จแล้วและฝังใจอยู่กับผลสำเร็จของตน การให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์รบกวนเวลาของเขาในโรงยิม แชมป์เปี้ยนเริ่มอ่อนกำลังและถูกผู้ท้าชิงเอาชนะน็อก ส่วนที่เหลือในหนังคือการที่ร็อคกี้พยายามจะฟื้นคืนความเหนือกว่าของตน
ในแง่ฝ่ายวิญญาณ กษัตริย์อาสาแห่งยูดาห์ได้สูญเสียความเหนือกว่า ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์พึ่งพาในพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญกับกำลังที่เหนือกว่าอย่างน่ากลัว เมื่อกองทัพใหญ่ของคนคูชเตรียมโจมตี อาสาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายพึ่งพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาต่อสู้กับชนหมู่ใหญ่นี้ในพระนามของพระองค์” (2 พศด.14:11) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของพระองค์ และยูดาห์เข้าสู้รบและทำให้ศัตรูแตกพ่ายไป (ข้อ 12-15)
หลายปีต่อมายูดาห์ถูกคุกคามอีกครั้ง ครั้งนี้อาสาผู้พึงพอใจไม่สนใจพระเจ้าและหันไปขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ของคนอารัม (16:2-3) ดูเหมือนว่าจะได้ผล แต่พระเจ้าไม่พอพระทัย ผู้เผยพระวจนะฮานานีทูลอาสาว่าเพราะพระองค์ไม่ทรงวางใจในพระเจ้าแล้ว (ข้อ 7-8)ทำไมพระองค์ไม่พึ่งพระเจ้าในตอนนี้เหมือนกับตอนนั้นเล่า
พระเจ้าของเราทรงพึ่งพาได้เสมอ “เพราะว่าพระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์” (ข้อ 9) เมื่อเรารักษาความเหนือกว่าฝ่ายวิญญาณของเรา คือพึ่งพาในพระเจ้าอย่างเต็มที่ เราจะสัมผัสได้ถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์
เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ง่ายดายหรือยากขึ้น ทำไมคุณจึงคิดเช่นนั้น พระเจ้าทำให้ความเชื่อของคุณเข้มแข็งขึ้นได้อย่างไร
พระเยซูเจ้า ขอให้ข้าพระองค์พักสงบในพระองค์มากขึ้นในแต่ละวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น เพื่อสำแดงฤทธานุภาพ...โดยเห็นแก่ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 16:9 ]
ภาพยนตร์เรื่องร็อคกี้ เล่าถึงเรื่องของนักมวยไร้ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความตั้งใจที่ไม่มีวันยอมแพ้ เขาเอาชนะพละกำลังที่เห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.17 "เป้าหมายของคริสเตียน คือการรอดไปสวรรค์ แค่นั้นก็พอเหรอ"</title>
      <itunes:episode>17</itunes:episode>
      <podcast:episode>17</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.17 "เป้าหมายของคริสเตียน คือการรอดไปสวรรค์ แค่นั้นก็พอเหรอ"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">14867f0b-25f3-4653-8fb1-0afdf683f917</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d80a70b2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อเราเชื่อวางในใจพระเยซูคริสต์แล้ว
เราจะได้รับความรอด และได้ไปสวรรค์ด้วย!
แต่ได้ไปสวรรค์ก็พอแล้วเหรอ
แล้วสวรรค์ที่ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 17 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "เป้าหมายของคริสเตียน คือการรอดไปสวรรค์ แค่นั้นก็พอเหรอ" แล้วมาตั้งคำถามและคิดไปพร้อมๆ กัน ว่าสุดท้ายแล้ว สวรรค์นั้น คืออะไร</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อเราเชื่อวางในใจพระเยซูคริสต์แล้ว
เราจะได้รับความรอด และได้ไปสวรรค์ด้วย!
แต่ได้ไปสวรรค์ก็พอแล้วเหรอ
แล้วสวรรค์ที่ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 17 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "เป้าหมายของคริสเตียน คือการรอดไปสวรรค์ แค่นั้นก็พอเหรอ" แล้วมาตั้งคำถามและคิดไปพร้อมๆ กัน ว่าสุดท้ายแล้ว สวรรค์นั้น คืออะไร</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 21 May 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d80a70b2/96a2b450.mp3" length="62588290" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/EjS-vF-icuxeK9Fi7kEo8J7wkHUKeASOZEZTYsRhtjI/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8xNzVj/YTNjMTJiYmJhMGUz/YmEwNzVhNTZmNDY5/ZGI0OC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2599</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเราเชื่อวางในใจพระเยซูคริสต์แล้ว
เราจะได้รับความรอด และได้ไปสวรรค์ด้วย!
แต่ได้ไปสวรรค์ก็พอแล้วเหรอ
แล้วสวรรค์ที่ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 17 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "เป้าหมายของคริสเตียน คือการรอดไปสวรรค์ แค่นั้นก็พอเหรอ" แล้วมาตั้งคำถามและคิดไปพร้อมๆ กัน ว่าสุดท้ายแล้ว สวรรค์นั้น คืออะไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเราเชื่อวางในใจพระเยซูคริสต์แล้ว
เราจะได้รับความรอด และได้ไปสวรรค์ด้วย!
แต่ได้ไปสวรรค์ก็พอแล้วเหรอ
แล้วสวรรค์ที่ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 17 นี้ เราอยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "เป้าหมายของคริสเตียน คือการรอดไปสวรรค์ แค่นั้นก็พ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หยิบยื่นความเมตตาของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หยิบยื่นความเมตตาของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6f12d011-da3e-4cf5-9f32-a847f0ad64bf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dc2cc53b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ [ ปฐมกาล 33:4 ]</p>
<p>ความเมตตาหรือการแก้แค้นดีล่ะ อิสยาห์เพิ่งถูกตีที่ศีรษะระหว่างการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์ระดับภูมิภาค เขาทรุดตัวลงกับพื้นมือกุมที่ศีรษะ รู้สึกขอบคุณที่หมวกกันน็อกป้องกันเขาจากการบาดเจ็บสาหัส เมื่อการแข่งขันดำเนินต่อไป อิสยาห์สังเกตว่าคนขว้างลูกรู้สึกว้าวุ่นอย่างเห็นได้ชัดจากความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจนี้ ในเวลานั้นอิสยาห์ได้ทำบางอย่างที่ไม่ธรรมดาจนวิดีโอที่เขาตอบสนองต่อเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปหาคนขว้างลูก สวมกอดอย่างปลอบโยนและแสดงให้คนขว้างลูกแน่ใจว่าเขาไม่เป็นไร</p>
<p>ในสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท อิสยาห์เลือกความเมตตา</p>
<p>ในพันธสัญญาเดิม เราเห็นว่าเอซาวทำสิ่งที่คล้ายกันแต่ยากกว่ามาก คือเลือกที่จะละทิ้งแผนการที่เก็บงำมายาวนานที่จะแก้แค้นยาโคบน้องชายฝาแฝดที่หลอกลวง เมื่อยาโคบกลับมาที่บ้านหลังจากอพยพไปยี่สิบปี เอซาวเลือกความเมตตาและการอภัยแทนการแก้แค้นที่ยาโคบทำผิดต่อเขา เมื่อเอซาวเห็นยาโคบ เขาก็ “วิ่งออกไปต้อนรับ กอด[ยาโคบ]” (ปฐก.33:4) เอซาวยอมรับคำขอโทษของยาโคบและบอกให้เขารู้ว่าตนเองไม่เป็นไร (ข้อ 9-11)</p>
<p>เมื่อมีคนแสดงการสำนึกผิดในความผิดที่กระทำต่อเรา เรามีทางเลือกที่จะเมตตาหรือแก้แค้น การเลือกที่จะสวมกอดพวกเขาด้วยความเมตตานั้นเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู (รม.5:8) และเป็นหนทางไปสู่การคืนดีกัน</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้รับการต้อนรับด้วยความเมตตาหลังจากยอมรับในความผิดของตน คุณ​จะ​แสดง​ความเมตตา​ต่อ​คน​อื่น​อย่าง​ไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามอย่างพระองค์ และหยิบยื่นความเมตตาเมื่อมีคนกระทำผิดต่อข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ [ ปฐมกาล 33:4 ]</p>
<p>ความเมตตาหรือการแก้แค้นดีล่ะ อิสยาห์เพิ่งถูกตีที่ศีรษะระหว่างการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์ระดับภูมิภาค เขาทรุดตัวลงกับพื้นมือกุมที่ศีรษะ รู้สึกขอบคุณที่หมวกกันน็อกป้องกันเขาจากการบาดเจ็บสาหัส เมื่อการแข่งขันดำเนินต่อไป อิสยาห์สังเกตว่าคนขว้างลูกรู้สึกว้าวุ่นอย่างเห็นได้ชัดจากความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจนี้ ในเวลานั้นอิสยาห์ได้ทำบางอย่างที่ไม่ธรรมดาจนวิดีโอที่เขาตอบสนองต่อเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปหาคนขว้างลูก สวมกอดอย่างปลอบโยนและแสดงให้คนขว้างลูกแน่ใจว่าเขาไม่เป็นไร</p>
<p>ในสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท อิสยาห์เลือกความเมตตา</p>
<p>ในพันธสัญญาเดิม เราเห็นว่าเอซาวทำสิ่งที่คล้ายกันแต่ยากกว่ามาก คือเลือกที่จะละทิ้งแผนการที่เก็บงำมายาวนานที่จะแก้แค้นยาโคบน้องชายฝาแฝดที่หลอกลวง เมื่อยาโคบกลับมาที่บ้านหลังจากอพยพไปยี่สิบปี เอซาวเลือกความเมตตาและการอภัยแทนการแก้แค้นที่ยาโคบทำผิดต่อเขา เมื่อเอซาวเห็นยาโคบ เขาก็ “วิ่งออกไปต้อนรับ กอด[ยาโคบ]” (ปฐก.33:4) เอซาวยอมรับคำขอโทษของยาโคบและบอกให้เขารู้ว่าตนเองไม่เป็นไร (ข้อ 9-11)</p>
<p>เมื่อมีคนแสดงการสำนึกผิดในความผิดที่กระทำต่อเรา เรามีทางเลือกที่จะเมตตาหรือแก้แค้น การเลือกที่จะสวมกอดพวกเขาด้วยความเมตตานั้นเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู (รม.5:8) และเป็นหนทางไปสู่การคืนดีกัน</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้รับการต้อนรับด้วยความเมตตาหลังจากยอมรับในความผิดของตน คุณ​จะ​แสดง​ความเมตตา​ต่อ​คน​อื่น​อย่าง​ไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามอย่างพระองค์ และหยิบยื่นความเมตตาเมื่อมีคนกระทำผิดต่อข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 20 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dc2cc53b/04973338.mp3" length="11949636" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>747</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ [ ปฐมกาล 33:4 ]
ความเมตตาหรือการแก้แค้นดีล่ะ อิสยาห์เพิ่งถูกตีที่ศีรษะระหว่างการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์ระดับภูมิภาค เขาทรุดตัวลงกับพื้นมือกุมที่ศีรษะ รู้สึกขอบคุณที่หมวกกันน็อกป้องกันเขาจากการบาดเจ็บสาหัส เมื่อการแข่งขันดำเนินต่อไป อิสยาห์สังเกตว่าคนขว้างลูกรู้สึกว้าวุ่นอย่างเห็นได้ชัดจากความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจนี้ ในเวลานั้นอิสยาห์ได้ทำบางอย่างที่ไม่ธรรมดาจนวิดีโอที่เขาตอบสนองต่อเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปหาคนขว้างลูก สวมกอดอย่างปลอบโยนและแสดงให้คนขว้างลูกแน่ใจว่าเขาไม่เป็นไร
ในสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท อิสยาห์เลือกความเมตตา
ในพันธสัญญาเดิม เราเห็นว่าเอซาวทำสิ่งที่คล้ายกันแต่ยากกว่ามาก คือเลือกที่จะละทิ้งแผนการที่เก็บงำมายาวนานที่จะแก้แค้นยาโคบน้องชายฝาแฝดที่หลอกลวง เมื่อยาโคบกลับมาที่บ้านหลังจากอพยพไปยี่สิบปี เอซาวเลือกความเมตตาและการอภัยแทนการแก้แค้นที่ยาโคบทำผิดต่อเขา เมื่อเอซาวเห็นยาโคบ เขาก็ “วิ่งออกไปต้อนรับ กอด[ยาโคบ]” (ปฐก.33:4) เอซาวยอมรับคำขอโทษของยาโคบและบอกให้เขารู้ว่าตนเองไม่เป็นไร (ข้อ 9-11)
เมื่อมีคนแสดงการสำนึกผิดในความผิดที่กระทำต่อเรา เรามีทางเลือกที่จะเมตตาหรือแก้แค้น การเลือกที่จะสวมกอดพวกเขาด้วยความเมตตานั้นเป็นการทำตามแบบอย่างของพระเยซู (รม.5:8) และเป็นหนทางไปสู่การคืนดีกัน
เมื่อใดที่คุณได้รับการต้อนรับด้วยความเมตตาหลังจากยอมรับในความผิดของตน คุณ​จะ​แสดง​ความเมตตา​ต่อ​คน​อื่น​อย่าง​ไร
พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามอย่างพระองค์ และหยิบยื่นความเมตตาเมื่อมีคนกระทำผิดต่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ [ ปฐมกาล 33:4 ]
ความเมตตาหรือการแก้แค้นดีล่ะ อิสยาห์เพิ่งถูกตีที่ศีรษะระหว่างการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์ระดับภูมิภาค เขาทรุดตัวลงกับพื้นมือกุมที่ศีรษะ รู้สึกขอบคุณที่หมวกกันน็อกป้องกันเขาจากการ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าในอดีตและปัจจุบัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าในอดีตและปัจจุบัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3edafc49-bc20-4169-b061-9ef8c91a177a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4bc1859b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและจะให้คำสัญญาของเราสำเร็จเพื่อเจ้า และจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้ [ เยเรมีย์ 29:10 ]</p>
<p>เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราจากเมืองโอเรกอนซึ่งเป็นเมืองที่เราได้สร้างครอบครัวขึ้น เรามีความทรงจำมากมายที่นั่น และการไปเยือนครั้งล่าสุดทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ผมลืมไปแล้ว นั่นคือการแข่งขันฟุตบอลหญิง บ้านเก่าของเรา การรวมตัวที่คริสตจักรและร้านอาหารเม็กซิกันของเพื่อนเรา เมืองเปลี่ยนไป แต่ยังมีผู้คนคุ้นเคยมากพอที่จะทำให้ผมอยากกลับไปเยือนอีก</p>
<p>เมื่อคนอิสราเอลตกเป็นเชลยในบาบิโลน พวกเขาคิดถึงความคุ้นชินในเรื่องผู้คน สถานที่หลักๆ และวัฒนธรรม พวกเขาลืมไปว่าถูกเนรเทศเพราะกบฏต่อพระเจ้า เมื่อผู้เผยพระวจนะเท็จบอกพวกที่ถูกเนรเทศว่าจะได้กลับบ้านภายในสองปี (ยรม.28:2-4; 29:8-9) พวกเขาพบผู้ฟังที่เต็มใจจะเชื่อ เป็นเรื่องสบายใจที่จะฟังถ้อยคำเสนาะหูของผู้เผยพระวจนะเท็จที่สัญญาว่าจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้</p>
<p>พระเจ้าไม่ทรงกรุณาคนเหล่านั้นที่เร่ขายอดีตและคำสัญญาที่ไม่จริงของพวกตน พระองค์ตรัสว่า “อย่ายอมให้ผู้เผยพระวจนะของเจ้าทั้งหลาย หรือผู้ทำนายของเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางหลอกลวงเจ้า” (29:8) พระองค์ทรงมีแผนงานเพื่อประชากรของพระองค์ “เป็นแผนงาน…เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่ [พวกเขา]” (ข้อ 11) สถานการณ์นั้นท้าท้าย มีอุปสรรคและเป็นเรื่องใหม่ แต่พระเจ้าสถิตกับพวกเขา ตรัสว่า “เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 13) พระเจ้าจะทรงนำพวกเขา “กลับมายังที่ซึ่งเราเนรเทศเจ้าให้จากไปนั้น” (ข้อ 14) แต่จะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์</p>
<p>ความอาลัยอาวรณ์เป็นกลอุบายในความคิด ทำให้เราโหยหาในอดีตที่เคยเป็น อย่าพลาดสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่ในเวลานี้ พระองค์จะทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จ</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญกับความยากลำบากอะไรในปัจจุบัน พระเจ้าทรงสำแดงถึงความสัตย์ซื่อของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอให้ข้าพระองค์เฝ้ารอพระองค์ในกาลปัจจุบันและไม่โหยหาอดีตกาล</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและจะให้คำสัญญาของเราสำเร็จเพื่อเจ้า และจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้ [ เยเรมีย์ 29:10 ]</p>
<p>เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราจากเมืองโอเรกอนซึ่งเป็นเมืองที่เราได้สร้างครอบครัวขึ้น เรามีความทรงจำมากมายที่นั่น และการไปเยือนครั้งล่าสุดทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ผมลืมไปแล้ว นั่นคือการแข่งขันฟุตบอลหญิง บ้านเก่าของเรา การรวมตัวที่คริสตจักรและร้านอาหารเม็กซิกันของเพื่อนเรา เมืองเปลี่ยนไป แต่ยังมีผู้คนคุ้นเคยมากพอที่จะทำให้ผมอยากกลับไปเยือนอีก</p>
<p>เมื่อคนอิสราเอลตกเป็นเชลยในบาบิโลน พวกเขาคิดถึงความคุ้นชินในเรื่องผู้คน สถานที่หลักๆ และวัฒนธรรม พวกเขาลืมไปว่าถูกเนรเทศเพราะกบฏต่อพระเจ้า เมื่อผู้เผยพระวจนะเท็จบอกพวกที่ถูกเนรเทศว่าจะได้กลับบ้านภายในสองปี (ยรม.28:2-4; 29:8-9) พวกเขาพบผู้ฟังที่เต็มใจจะเชื่อ เป็นเรื่องสบายใจที่จะฟังถ้อยคำเสนาะหูของผู้เผยพระวจนะเท็จที่สัญญาว่าจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้</p>
<p>พระเจ้าไม่ทรงกรุณาคนเหล่านั้นที่เร่ขายอดีตและคำสัญญาที่ไม่จริงของพวกตน พระองค์ตรัสว่า “อย่ายอมให้ผู้เผยพระวจนะของเจ้าทั้งหลาย หรือผู้ทำนายของเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางหลอกลวงเจ้า” (29:8) พระองค์ทรงมีแผนงานเพื่อประชากรของพระองค์ “เป็นแผนงาน…เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่ [พวกเขา]” (ข้อ 11) สถานการณ์นั้นท้าท้าย มีอุปสรรคและเป็นเรื่องใหม่ แต่พระเจ้าสถิตกับพวกเขา ตรัสว่า “เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 13) พระเจ้าจะทรงนำพวกเขา “กลับมายังที่ซึ่งเราเนรเทศเจ้าให้จากไปนั้น” (ข้อ 14) แต่จะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์</p>
<p>ความอาลัยอาวรณ์เป็นกลอุบายในความคิด ทำให้เราโหยหาในอดีตที่เคยเป็น อย่าพลาดสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่ในเวลานี้ พระองค์จะทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จ</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญกับความยากลำบากอะไรในปัจจุบัน พระเจ้าทรงสำแดงถึงความสัตย์ซื่อของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอให้ข้าพระองค์เฝ้ารอพระองค์ในกาลปัจจุบันและไม่โหยหาอดีตกาล</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 19 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4bc1859b/ee1f613a.mp3" length="12947295" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>810</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและจะให้คำสัญญาของเราสำเร็จเพื่อเจ้า และจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้ [ เยเรมีย์ 29:10 ]
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราจากเมืองโอเรกอนซึ่งเป็นเมืองที่เราได้สร้างครอบครัวขึ้น เรามีความทรงจำมากมายที่นั่น และการไปเยือนครั้งล่าสุดทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาที่ผมลืมไปแล้ว นั่นคือการแข่งขันฟุตบอลหญิง บ้านเก่าของเรา การรวมตัวที่คริสตจักรและร้านอาหารเม็กซิกันของเพื่อนเรา เมืองเปลี่ยนไป แต่ยังมีผู้คนคุ้นเคยมากพอที่จะทำให้ผมอยากกลับไปเยือนอีก
เมื่อคนอิสราเอลตกเป็นเชลยในบาบิโลน พวกเขาคิดถึงความคุ้นชินในเรื่องผู้คน สถานที่หลักๆ และวัฒนธรรม พวกเขาลืมไปว่าถูกเนรเทศเพราะกบฏต่อพระเจ้า เมื่อผู้เผยพระวจนะเท็จบอกพวกที่ถูกเนรเทศว่าจะได้กลับบ้านภายในสองปี (ยรม.28:2-4; 29:8-9) พวกเขาพบผู้ฟังที่เต็มใจจะเชื่อ เป็นเรื่องสบายใจที่จะฟังถ้อยคำเสนาะหูของผู้เผยพระวจนะเท็จที่สัญญาว่าจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้
พระเจ้าไม่ทรงกรุณาคนเหล่านั้นที่เร่ขายอดีตและคำสัญญาที่ไม่จริงของพวกตน พระองค์ตรัสว่า “อย่ายอมให้ผู้เผยพระวจนะของเจ้าทั้งหลาย หรือผู้ทำนายของเจ้าผู้อยู่ท่ามกลางหลอกลวงเจ้า” (29:8) พระองค์ทรงมีแผนงานเพื่อประชากรของพระองค์ “เป็นแผนงาน…เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่ [พวกเขา]” (ข้อ 11) สถานการณ์นั้นท้าท้าย มีอุปสรรคและเป็นเรื่องใหม่ แต่พระเจ้าสถิตกับพวกเขา ตรัสว่า “เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า” (ข้อ 13) พระเจ้าจะทรงนำพวกเขา “กลับมายังที่ซึ่งเราเนรเทศเจ้าให้จากไปนั้น” (ข้อ 14) แต่จะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์
ความอาลัยอาวรณ์เป็นกลอุบายในความคิด ทำให้เราโหยหาในอดีตที่เคยเป็น อย่าพลาดสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังทำอยู่ในเวลานี้ พระองค์จะทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จ
คุณกำลังเผชิญกับความยากลำบากอะไรในปัจจุบัน พระเจ้าทรงสำแดงถึงความสัตย์ซื่อของพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอให้ข้าพระองค์เฝ้ารอพระองค์ในกาลปัจจุบันและไม่โหยหาอดีตกาล</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะเยี่ยมเยียนเจ้าและจะให้คำสัญญาของเราสำเร็จเพื่อเจ้า และจะนำเจ้ากลับมาสู่สถานที่นี้ [ เยเรมีย์ 29:10 ]
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราจากเมืองโอเรกอนซึ่งเป็นเมืองที่เราได้สร้างครอบครัวขึ้น เรามีความทรงจำมากมายที่นั่น และการไปเยือนครั้งล่าสุดทำให้ผมนึกถึงช่วง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำให้พระเจ้าเป็นที่รู้จัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทำให้พระเจ้าเป็นที่รู้จัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">576b9251-1f26-4e86-9ea6-231809cf0768</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9f9b3ce9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>​ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:10 ]</p>
<p>ความรักที่มีต่อพระเจ้าและผู้คนเป็นรากฐานงานแปลพระคัมภีร์ของแคธริน เธอปีติยินดีเมื่อสตรีในอินเดียเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากการอ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตน เธอสังเกตเห็นว่าเมื่อพวกเขาเข้าใจ “พวกเขามักจะส่งเสียงแสดงความยินดีหรือปรบมือ และเมื่ออ่านเรื่องราวของพระเยซู พวกเขาก็จะพูดว่า ‘โอ้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ’”</p>
<p>แคธรินอยากให้คนจำนวนมากขึ้นได้อ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตนเอง ด้วยความปรารถนานี้เธอจึงเก็บรักษานิมิตของยอห์นสาวกผู้ชราแล้วที่เกาะปัทมอสไว้ในใจของเธอ พระเจ้าทรงนำยอห์นไปยังพระที่นั่งที่ตั้งอยู่ในสวรรค์โดยทางพระวิญญาณ ที่ซึ่งท่านได้เห็น “คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา…ยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก” (วว.7:9) พวกเขาร่วมกันนมัสการพระเจ้าและร้องว่า “ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเรา” (ข้อ 10)</p>
<p>พระเจ้ายังทรงให้ผู้คนมากมายที่สรรเสริญพระองค์เพิ่มจำนวนขึ้น พระองค์ทรงใช้ไม่เพียงแต่งานของผู้แปลพระคัมภีร์และผู้ที่อธิษฐานเผื่อพวกเขาเท่านั้น แต่ยังทรงใช้คนเหล่านั้นที่ออกไปบอกข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูด้วยความรักที่มีต่อเพื่อนบ้าน เราชื่นชมยินดีในภารกิจอันน่ายินดีนี้ และอัศจรรย์ใจกับการที่พระเจ้าจะทรงจุดประกายผู้คนจำนวนมากขึ้นให้เข้าร่วมกับเหล่าทูตสวรรค์โดยกล่าวว่า “อาเมน ความสรรเสริญ พระสิริ ปัญญา คำโมทนา พระเกียรติ อำนาจ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน” (ข้อ 12)</p>
<p><em>คุณได้เห็นว่าพระเจ้าทรงปลุกเร้าผู้คนให้สรรเสริญและถวายเกียรติแด่พระองค์ในแบบใด พระองค์จะทรงเชื้อเชิญคุณให้เข้าร่วมในพันธกิจการเผยแพร่ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้ช่วย ขอบคุณพระองค์สำหรับของขวัญคือพระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้แบ่งปันความรักอันแสนดีเลิศของพระองค์กับผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>​ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:10 ]</p>
<p>ความรักที่มีต่อพระเจ้าและผู้คนเป็นรากฐานงานแปลพระคัมภีร์ของแคธริน เธอปีติยินดีเมื่อสตรีในอินเดียเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากการอ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตน เธอสังเกตเห็นว่าเมื่อพวกเขาเข้าใจ “พวกเขามักจะส่งเสียงแสดงความยินดีหรือปรบมือ และเมื่ออ่านเรื่องราวของพระเยซู พวกเขาก็จะพูดว่า ‘โอ้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ’”</p>
<p>แคธรินอยากให้คนจำนวนมากขึ้นได้อ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตนเอง ด้วยความปรารถนานี้เธอจึงเก็บรักษานิมิตของยอห์นสาวกผู้ชราแล้วที่เกาะปัทมอสไว้ในใจของเธอ พระเจ้าทรงนำยอห์นไปยังพระที่นั่งที่ตั้งอยู่ในสวรรค์โดยทางพระวิญญาณ ที่ซึ่งท่านได้เห็น “คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา…ยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก” (วว.7:9) พวกเขาร่วมกันนมัสการพระเจ้าและร้องว่า “ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเรา” (ข้อ 10)</p>
<p>พระเจ้ายังทรงให้ผู้คนมากมายที่สรรเสริญพระองค์เพิ่มจำนวนขึ้น พระองค์ทรงใช้ไม่เพียงแต่งานของผู้แปลพระคัมภีร์และผู้ที่อธิษฐานเผื่อพวกเขาเท่านั้น แต่ยังทรงใช้คนเหล่านั้นที่ออกไปบอกข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูด้วยความรักที่มีต่อเพื่อนบ้าน เราชื่นชมยินดีในภารกิจอันน่ายินดีนี้ และอัศจรรย์ใจกับการที่พระเจ้าจะทรงจุดประกายผู้คนจำนวนมากขึ้นให้เข้าร่วมกับเหล่าทูตสวรรค์โดยกล่าวว่า “อาเมน ความสรรเสริญ พระสิริ ปัญญา คำโมทนา พระเกียรติ อำนาจ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน” (ข้อ 12)</p>
<p><em>คุณได้เห็นว่าพระเจ้าทรงปลุกเร้าผู้คนให้สรรเสริญและถวายเกียรติแด่พระองค์ในแบบใด พระองค์จะทรงเชื้อเชิญคุณให้เข้าร่วมในพันธกิจการเผยแพร่ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้ช่วย ขอบคุณพระองค์สำหรับของขวัญคือพระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้แบ่งปันความรักอันแสนดีเลิศของพระองค์กับผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 18 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9f9b3ce9/87fcd07d.mp3" length="11252472" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>​ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:10 ]
ความรักที่มีต่อพระเจ้าและผู้คนเป็นรากฐานงานแปลพระคัมภีร์ของแคธริน เธอปีติยินดีเมื่อสตรีในอินเดียเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากการอ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตน เธอสังเกตเห็นว่าเมื่อพวกเขาเข้าใจ “พวกเขามักจะส่งเสียงแสดงความยินดีหรือปรบมือ และเมื่ออ่านเรื่องราวของพระเยซู พวกเขาก็จะพูดว่า ‘โอ้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ’”
แคธรินอยากให้คนจำนวนมากขึ้นได้อ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตนเอง ด้วยความปรารถนานี้เธอจึงเก็บรักษานิมิตของยอห์นสาวกผู้ชราแล้วที่เกาะปัทมอสไว้ในใจของเธอ พระเจ้าทรงนำยอห์นไปยังพระที่นั่งที่ตั้งอยู่ในสวรรค์โดยทางพระวิญญาณ ที่ซึ่งท่านได้เห็น “คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติทุกภาษา…ยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก” (วว.7:9) พวกเขาร่วมกันนมัสการพระเจ้าและร้องว่า “ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเรา” (ข้อ 10)
พระเจ้ายังทรงให้ผู้คนมากมายที่สรรเสริญพระองค์เพิ่มจำนวนขึ้น พระองค์ทรงใช้ไม่เพียงแต่งานของผู้แปลพระคัมภีร์และผู้ที่อธิษฐานเผื่อพวกเขาเท่านั้น แต่ยังทรงใช้คนเหล่านั้นที่ออกไปบอกข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูด้วยความรักที่มีต่อเพื่อนบ้าน เราชื่นชมยินดีในภารกิจอันน่ายินดีนี้ และอัศจรรย์ใจกับการที่พระเจ้าจะทรงจุดประกายผู้คนจำนวนมากขึ้นให้เข้าร่วมกับเหล่าทูตสวรรค์โดยกล่าวว่า “อาเมน ความสรรเสริญ พระสิริ ปัญญา คำโมทนา พระเกียรติ อำนาจ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน” (ข้อ 12)
คุณได้เห็นว่าพระเจ้าทรงปลุกเร้าผู้คนให้สรรเสริญและถวายเกียรติแด่พระองค์ในแบบใด พระองค์จะทรงเชื้อเชิญคุณให้เข้าร่วมในพันธกิจการเผยแพร่ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าองค์พระผู้ช่วย ขอบคุณพระองค์สำหรับของขวัญคือพระเยซู ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้แบ่งปันความรักอันแสนดีเลิศของพระองค์กับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก [ วิวรณ์ 7:10 ]
ความรักที่มีต่อพระเจ้าและผู้คนเป็นรากฐานงานแปลพระคัมภีร์ของแคธริน เธอปีติยินดีเมื่อสตรีในอินเดียเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากการอ่านพระคัมภีร์ในภาษาขอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับการทรงเรียกและตระเตรียมโดยพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับการทรงเรียกและตระเตรียมโดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0a16bb50-a8bb-44c1-ac52-78d3e3e11588</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9cf36aad</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา...และความรู้ในวิชาการทุกอย่าง [ อพยพ 31:3 ]</p>
<p>“หน้าที่ของคุณในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ คือจัดรายการวิทยุนอกสถานที่” เจ้านายบอก ซึ่งฉันรู้สึกกลัวเพราะนี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน ฉันอธิษฐาน ข้าพระองค์ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ขอทรงช่วยข้าพระองค์</p>
<p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมทรัพยากรและผู้คนเพื่อแนะนำฉัน ทั้งช่างเทคนิคและนักจัดรายการที่มีประสบการณ์ รวมถึงคอยเตือนในรายละเอียดที่ฉันมองข้ามไป เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันรู้ว่าการออกอากาศเป็นไปด้วยดีเพราะพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรจำเป็นและทรงกระตุ้นให้ฉันใช้ทักษะต่างๆที่พระองค์ประทานให้</p>
<p>เมื่อพระเจ้าทรงมอบหมายงานให้เรา พระองค์จะทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับสิ่งนั้นด้วย เมื่อทรงมอบหมายให้เบซาเลลสร้างพลับพลา เบซาเลลเป็นช่างฝีมือที่ชำนาญอยู่แล้ว พระเจ้าทรงจัดเตรียมเขานอกเหนือจากนี้โดยให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระองค์ คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง (อพย.31:3) อีกทั้งประทานผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง คือโอโฮลีอับตลอดจนช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญแก่เขาด้วย (ข้อ 6) ด้วยความสามารถที่มาจากพระองค์ ทีมงานจึงวางแผนและจัดทำเต็นท์ เครื่องใช้อื่นๆทั้งหมดในเต็นท์ รวมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับปุโรหิต สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือในการนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องของคนอิสราเอล (ข้อ 7-11)</p>
<p>เบซาเลล แปลว่า “ในร่มเงา [การปกป้อง]ของพระเจ้า” ช่างผู้ชำนาญนี้ทำงานตลอดช่วงชีวิตภายใต้การคุ้มครอง ฤทธิ์อำนาจ และการจัดเตรียมของพระเจ้า ขอให้เราเชื่อฟังการกระตุ้นของพระองค์ด้วยความกล้าหาญในขณะที่เราทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานให้เมื่อใดและอย่างไร</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำภารกิจใด คุณจะอธิษฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในด้านใดบ้าง</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา...และความรู้ในวิชาการทุกอย่าง [ อพยพ 31:3 ]</p>
<p>“หน้าที่ของคุณในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ คือจัดรายการวิทยุนอกสถานที่” เจ้านายบอก ซึ่งฉันรู้สึกกลัวเพราะนี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน ฉันอธิษฐาน ข้าพระองค์ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ขอทรงช่วยข้าพระองค์</p>
<p>พระเจ้าทรงจัดเตรียมทรัพยากรและผู้คนเพื่อแนะนำฉัน ทั้งช่างเทคนิคและนักจัดรายการที่มีประสบการณ์ รวมถึงคอยเตือนในรายละเอียดที่ฉันมองข้ามไป เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันรู้ว่าการออกอากาศเป็นไปด้วยดีเพราะพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรจำเป็นและทรงกระตุ้นให้ฉันใช้ทักษะต่างๆที่พระองค์ประทานให้</p>
<p>เมื่อพระเจ้าทรงมอบหมายงานให้เรา พระองค์จะทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับสิ่งนั้นด้วย เมื่อทรงมอบหมายให้เบซาเลลสร้างพลับพลา เบซาเลลเป็นช่างฝีมือที่ชำนาญอยู่แล้ว พระเจ้าทรงจัดเตรียมเขานอกเหนือจากนี้โดยให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระองค์ คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง (อพย.31:3) อีกทั้งประทานผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง คือโอโฮลีอับตลอดจนช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญแก่เขาด้วย (ข้อ 6) ด้วยความสามารถที่มาจากพระองค์ ทีมงานจึงวางแผนและจัดทำเต็นท์ เครื่องใช้อื่นๆทั้งหมดในเต็นท์ รวมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับปุโรหิต สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือในการนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องของคนอิสราเอล (ข้อ 7-11)</p>
<p>เบซาเลล แปลว่า “ในร่มเงา [การปกป้อง]ของพระเจ้า” ช่างผู้ชำนาญนี้ทำงานตลอดช่วงชีวิตภายใต้การคุ้มครอง ฤทธิ์อำนาจ และการจัดเตรียมของพระเจ้า ขอให้เราเชื่อฟังการกระตุ้นของพระองค์ด้วยความกล้าหาญในขณะที่เราทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานให้เมื่อใดและอย่างไร</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำภารกิจใด คุณจะอธิษฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในด้านใดบ้าง</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 17 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9cf36aad/aa785bbe.mp3" length="10948220" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา...และความรู้ในวิชาการทุกอย่าง [ อพยพ 31:3 ]
“หน้าที่ของคุณในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ คือจัดรายการวิทยุนอกสถานที่” เจ้านายบอก ซึ่งฉันรู้สึกกลัวเพราะนี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน ฉันอธิษฐาน ข้าพระองค์ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ขอทรงช่วยข้าพระองค์
พระเจ้าทรงจัดเตรียมทรัพยากรและผู้คนเพื่อแนะนำฉัน ทั้งช่างเทคนิคและนักจัดรายการที่มีประสบการณ์ รวมถึงคอยเตือนในรายละเอียดที่ฉันมองข้ามไป เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันรู้ว่าการออกอากาศเป็นไปด้วยดีเพราะพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรจำเป็นและทรงกระตุ้นให้ฉันใช้ทักษะต่างๆที่พระองค์ประทานให้
เมื่อพระเจ้าทรงมอบหมายงานให้เรา พระองค์จะทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับสิ่งนั้นด้วย เมื่อทรงมอบหมายให้เบซาเลลสร้างพลับพลา เบซาเลลเป็นช่างฝีมือที่ชำนาญอยู่แล้ว พระเจ้าทรงจัดเตรียมเขานอกเหนือจากนี้โดยให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระองค์ คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง (อพย.31:3) อีกทั้งประทานผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง คือโอโฮลีอับตลอดจนช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญแก่เขาด้วย (ข้อ 6) ด้วยความสามารถที่มาจากพระองค์ ทีมงานจึงวางแผนและจัดทำเต็นท์ เครื่องใช้อื่นๆทั้งหมดในเต็นท์ รวมทั้งเครื่องแต่งกายสำหรับปุโรหิต สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือในการนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้องของคนอิสราเอล (ข้อ 7-11)
เบซาเลล แปลว่า “ในร่มเงา [การปกป้อง]ของพระเจ้า” ช่างผู้ชำนาญนี้ทำงานตลอดช่วงชีวิตภายใต้การคุ้มครอง ฤทธิ์อำนาจ และการจัดเตรียมของพระเจ้า ขอให้เราเชื่อฟังการกระตุ้นของพระองค์ด้วยความกล้าหาญในขณะที่เราทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงรู้ว่าเราต้องการอะไรและจะประทานให้เมื่อใดและอย่างไร
พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำภารกิจใด คุณจะอธิษฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในด้านใดบ้าง
พระบิดาเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็นแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา...และความรู้ในวิชาการทุกอย่าง [ อพยพ 31:3 ]
“หน้าที่ของคุณในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ คือจัดรายการวิทยุนอกสถานที่” เจ้านายบอก ซึ่งฉันรู้สึกกลัวเพราะนี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน ฉันอธิษฐาน ข้าพระอง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เปลี่ยนสถานที่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เปลี่ยนสถานที่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fda97bfe-d795-43f2-889d-b5d39a6b54d7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3a6887d6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้ [ 2 โครินธ์ 5:8 ]</p>
<p>โจแอนเพื่อนของฉันเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตอนที่ไวรัสโคโรน่าเริ่มแพร่ระบาดในปี 2020 ในตอนแรกครอบครัวเธอประกาศว่าพิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นที่คริสตจักร แต่หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าควรจัดพิธีศพที่บ้านเพื่อจะควบคุมขนาดของกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมพิธี คำประกาศใหม่ที่แจ้งทางออนไลน์เขียนว่า โจแอน วอร์เนอร์ส – เปลี่ยนสถานที่</p>
<p>ใช่แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่! เธอจากสถานที่ในโลกนี้ไปสู่สถานที่ในสวรรค์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของเธอเมื่อหลายปีก่อน และเธอรับใช้พระองค์ด้วยความรักเป็นเวลาเกือบห้าสิบปี แม้เมื่อเธอใกล้จะเสียชีวิตในโรงพยาบาล เธอยังถามถึงผู้คนที่เธอรักที่กำลังมีปัญหา เวลานี้เธออยู่กับพระองค์แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่แล้ว</p>
<p>อัครทูตเปาโลมีความปรารถนาที่จะอยู่กับพระคริสต์ในสถานที่อื่น (2 คร.5:8) แต่ก็รู้ว่าหากท่านยังคงอยู่ในโลกนี้จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนที่ท่านปรนนิบัติรับใช้ ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปีว่า “แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:24) เมื่อเราโศกเศร้าเพราะใครบางคนเหมือนอย่างโจแอน เราอาจร้องทูลต่อพระเจ้าในทำนองเดียวกันว่า ข้าพระองค์และคนอื่นๆต่างต้องการให้พวกเขายังคงอยู่ที่นี่ แต่พระเจ้าทรงรู้วันเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเปลี่ยนสถานที่ของพวกเขาและของเราเอง</p>
<p>ด้วยกำลังของพระวิญญาณ ในเวลานี้เราจึง “ตั้งเป้าของเราว่า…เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของ[พระเจ้า]” (2 คร.5:9) จนกว่าเราจะได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมยิ่งกว่า</p>
<p><em>คุณกำลังแสดงความรักต่อพระเจ้าและผู้อื่นในสถานที่ที่คุณอยู่ตอนนี้ในรูปแบบใด วันนี้คุณจะรับใช้พระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าพระองค์ขอถวายตัวอีกครั้งแด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยพระวิญญาณแห่งความรัก และให้ชีวิตของข้าพระองค์มีคุณค่าเพื่อพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้ [ 2 โครินธ์ 5:8 ]</p>
<p>โจแอนเพื่อนของฉันเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตอนที่ไวรัสโคโรน่าเริ่มแพร่ระบาดในปี 2020 ในตอนแรกครอบครัวเธอประกาศว่าพิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นที่คริสตจักร แต่หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าควรจัดพิธีศพที่บ้านเพื่อจะควบคุมขนาดของกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมพิธี คำประกาศใหม่ที่แจ้งทางออนไลน์เขียนว่า โจแอน วอร์เนอร์ส – เปลี่ยนสถานที่</p>
<p>ใช่แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่! เธอจากสถานที่ในโลกนี้ไปสู่สถานที่ในสวรรค์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของเธอเมื่อหลายปีก่อน และเธอรับใช้พระองค์ด้วยความรักเป็นเวลาเกือบห้าสิบปี แม้เมื่อเธอใกล้จะเสียชีวิตในโรงพยาบาล เธอยังถามถึงผู้คนที่เธอรักที่กำลังมีปัญหา เวลานี้เธออยู่กับพระองค์แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่แล้ว</p>
<p>อัครทูตเปาโลมีความปรารถนาที่จะอยู่กับพระคริสต์ในสถานที่อื่น (2 คร.5:8) แต่ก็รู้ว่าหากท่านยังคงอยู่ในโลกนี้จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนที่ท่านปรนนิบัติรับใช้ ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปีว่า “แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:24) เมื่อเราโศกเศร้าเพราะใครบางคนเหมือนอย่างโจแอน เราอาจร้องทูลต่อพระเจ้าในทำนองเดียวกันว่า ข้าพระองค์และคนอื่นๆต่างต้องการให้พวกเขายังคงอยู่ที่นี่ แต่พระเจ้าทรงรู้วันเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเปลี่ยนสถานที่ของพวกเขาและของเราเอง</p>
<p>ด้วยกำลังของพระวิญญาณ ในเวลานี้เราจึง “ตั้งเป้าของเราว่า…เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของ[พระเจ้า]” (2 คร.5:9) จนกว่าเราจะได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมยิ่งกว่า</p>
<p><em>คุณกำลังแสดงความรักต่อพระเจ้าและผู้อื่นในสถานที่ที่คุณอยู่ตอนนี้ในรูปแบบใด วันนี้คุณจะรับใช้พระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าพระองค์ขอถวายตัวอีกครั้งแด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยพระวิญญาณแห่งความรัก และให้ชีวิตของข้าพระองค์มีคุณค่าเพื่อพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 16 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3a6887d6/d076655e.mp3" length="11579712" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>724</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้ [ 2 โครินธ์ 5:8 ]
โจแอนเพื่อนของฉันเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตอนที่ไวรัสโคโรน่าเริ่มแพร่ระบาดในปี 2020 ในตอนแรกครอบครัวเธอประกาศว่าพิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นที่คริสตจักร แต่หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าควรจัดพิธีศพที่บ้านเพื่อจะควบคุมขนาดของกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมพิธี คำประกาศใหม่ที่แจ้งทางออนไลน์เขียนว่า โจแอน วอร์เนอร์ส – เปลี่ยนสถานที่
ใช่แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่! เธอจากสถานที่ในโลกนี้ไปสู่สถานที่ในสวรรค์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของเธอเมื่อหลายปีก่อน และเธอรับใช้พระองค์ด้วยความรักเป็นเวลาเกือบห้าสิบปี แม้เมื่อเธอใกล้จะเสียชีวิตในโรงพยาบาล เธอยังถามถึงผู้คนที่เธอรักที่กำลังมีปัญหา เวลานี้เธออยู่กับพระองค์แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่แล้ว
อัครทูตเปาโลมีความปรารถนาที่จะอยู่กับพระคริสต์ในสถานที่อื่น (2 คร.5:8) แต่ก็รู้ว่าหากท่านยังคงอยู่ในโลกนี้จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนที่ท่านปรนนิบัติรับใช้ ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปีว่า “แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:24) เมื่อเราโศกเศร้าเพราะใครบางคนเหมือนอย่างโจแอน เราอาจร้องทูลต่อพระเจ้าในทำนองเดียวกันว่า ข้าพระองค์และคนอื่นๆต่างต้องการให้พวกเขายังคงอยู่ที่นี่ แต่พระเจ้าทรงรู้วันเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเปลี่ยนสถานที่ของพวกเขาและของเราเอง
ด้วยกำลังของพระวิญญาณ ในเวลานี้เราจึง “ตั้งเป้าของเราว่า…เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของ[พระเจ้า]” (2 คร.5:9) จนกว่าเราจะได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมยิ่งกว่า
คุณกำลังแสดงความรักต่อพระเจ้าและผู้อื่นในสถานที่ที่คุณอยู่ตอนนี้ในรูปแบบใด วันนี้คุณจะรับใช้พระองค์อย่างไร
ข้าพระองค์ขอถวายตัวอีกครั้งแด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้า โปรดเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยพระวิญญาณแห่งความรัก และให้ชีวิตของข้าพระองค์มีคุณค่าเพื่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้ [ 2 โครินธ์ 5:8 ]
โจแอนเพื่อนของฉันเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตอนที่ไวรัสโคโรน่าเริ่มแพร่ระบาดในปี 2020 ในตอนแรกครอบครัวเธอประกาศว่าพิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นที่คริสตจักร แต่หลังจากนั้นก็ตัดสินใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระหัตถกิจของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระหัตถกิจของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f821c240-c7c2-4d3d-a56f-22b3bb29447d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c11dfc05</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่วทั้งแผ่นดินโลก [ สดุดี 8:1 ]</p>
<p>วันที่ 12 กรกฎาคม 2022 นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอภาพแรกของอวกาศห้วงลึกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ กล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยนี้สามารถมองเข้าไปในจักรวาลได้ไกลกว่าที่มนุษย์เคยมองมาก่อน ทันใดนั้นภาพที่น่าทึ่งก็ปรากฏขึ้น เป็นภาพสีอวกาศเต็มรูปแบบของกลุ่มก๊าซเนบิวลากระดูกงูเรือที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในลักษณะนี้ นักดาราศาสตร์นาซ่าคนหนึ่งอ้างคำกล่าวของคาร์ล เซแกน ผู้ซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้าว่า “ที่ไหนสักแห่ง มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่”</p>
<p>บางครั้งผู้คนอาจมองตรงไปที่พระเจ้าแต่ไม่เห็นพระองค์ แต่ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีมองไปในท้องฟ้าและรู้ว่ากำลังเห็นอะไร “พระองค์ทรงตั้งเกียรติสิริของพระองค์เหนือฟ้าสวรรค์” (สดด.8:1 TNCV) เซแกนพูดถูกว่า “มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่” แต่เขาไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่ดาวิดรับรู้ได้อย่างชัดเจน “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา”<br>(ข้อ 3-4)</p>
<p>เมื่อเราเห็นภาพของห้วงอวกาศที่ลึกที่สุด เรารู้สึกอัศจรรย์ใจและก็ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะเราได้เห็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า เรารู้สึกพิศวงเพราะในความยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าทรงมอบอำนาจให้เรา “ครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์” (ข้อ 6) ใช่แล้วที่มี “บางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่” พระเจ้าทรงรอคอยที่จะนำผู้เชื่อในพระเยซูมาหาพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา นั่นเป็นภาพที่น่าทึ่งที่สุดในบรรดาภาพทั้งปวง</p>
<p><em>คุณคิดถึงอะไรเมื่อมองดูภาพของอวกาศห้วงลึก คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าจากภาพพวกนั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง ข้าพระองค์อัศจรรย์ใจในสง่าราศีแห่งฟ้าสวรรค์และความงดงามแห่งฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ขอบพระคุณที่ในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างอันอัศจรรย์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงห่วงใยข้าพระองค์!</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่วทั้งแผ่นดินโลก [ สดุดี 8:1 ]</p>
<p>วันที่ 12 กรกฎาคม 2022 นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอภาพแรกของอวกาศห้วงลึกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ กล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยนี้สามารถมองเข้าไปในจักรวาลได้ไกลกว่าที่มนุษย์เคยมองมาก่อน ทันใดนั้นภาพที่น่าทึ่งก็ปรากฏขึ้น เป็นภาพสีอวกาศเต็มรูปแบบของกลุ่มก๊าซเนบิวลากระดูกงูเรือที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในลักษณะนี้ นักดาราศาสตร์นาซ่าคนหนึ่งอ้างคำกล่าวของคาร์ล เซแกน ผู้ซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้าว่า “ที่ไหนสักแห่ง มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่”</p>
<p>บางครั้งผู้คนอาจมองตรงไปที่พระเจ้าแต่ไม่เห็นพระองค์ แต่ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีมองไปในท้องฟ้าและรู้ว่ากำลังเห็นอะไร “พระองค์ทรงตั้งเกียรติสิริของพระองค์เหนือฟ้าสวรรค์” (สดด.8:1 TNCV) เซแกนพูดถูกว่า “มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่” แต่เขาไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่ดาวิดรับรู้ได้อย่างชัดเจน “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา”<br>(ข้อ 3-4)</p>
<p>เมื่อเราเห็นภาพของห้วงอวกาศที่ลึกที่สุด เรารู้สึกอัศจรรย์ใจและก็ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะเราได้เห็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า เรารู้สึกพิศวงเพราะในความยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าทรงมอบอำนาจให้เรา “ครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์” (ข้อ 6) ใช่แล้วที่มี “บางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่” พระเจ้าทรงรอคอยที่จะนำผู้เชื่อในพระเยซูมาหาพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา นั่นเป็นภาพที่น่าทึ่งที่สุดในบรรดาภาพทั้งปวง</p>
<p><em>คุณคิดถึงอะไรเมื่อมองดูภาพของอวกาศห้วงลึก คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าจากภาพพวกนั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง ข้าพระองค์อัศจรรย์ใจในสง่าราศีแห่งฟ้าสวรรค์และความงดงามแห่งฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ขอบพระคุณที่ในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างอันอัศจรรย์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงห่วงใยข้าพระองค์!</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 15 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c11dfc05/fb468b1f.mp3" length="10822800" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>677</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่วทั้งแผ่นดินโลก [ สดุดี 8:1 ]
วันที่ 12 กรกฎาคม 2022 นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอภาพแรกของอวกาศห้วงลึกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ กล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยนี้สามารถมองเข้าไปในจักรวาลได้ไกลกว่าที่มนุษย์เคยมองมาก่อน ทันใดนั้นภาพที่น่าทึ่งก็ปรากฏขึ้น เป็นภาพสีอวกาศเต็มรูปแบบของกลุ่มก๊าซเนบิวลากระดูกงูเรือที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในลักษณะนี้ นักดาราศาสตร์นาซ่าคนหนึ่งอ้างคำกล่าวของคาร์ล เซแกน ผู้ซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้าว่า “ที่ไหนสักแห่ง มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่”
บางครั้งผู้คนอาจมองตรงไปที่พระเจ้าแต่ไม่เห็นพระองค์ แต่ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสดุดีมองไปในท้องฟ้าและรู้ว่ากำลังเห็นอะไร “พระองค์ทรงตั้งเกียรติสิริของพระองค์เหนือฟ้าสวรรค์” (สดด.8:1 TNCV) เซแกนพูดถูกว่า “มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่” แต่เขาไม่ได้รับรู้ในสิ่งที่ดาวิดรับรู้ได้อย่างชัดเจน “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา”(ข้อ 3-4)
เมื่อเราเห็นภาพของห้วงอวกาศที่ลึกที่สุด เรารู้สึกอัศจรรย์ใจและก็ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะเราได้เห็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า เรารู้สึกพิศวงเพราะในความยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าทรงมอบอำนาจให้เรา “ครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์” (ข้อ 6) ใช่แล้วที่มี “บางสิ่งที่เหลือเชื่อรออยู่” พระเจ้าทรงรอคอยที่จะนำผู้เชื่อในพระเยซูมาหาพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา นั่นเป็นภาพที่น่าทึ่งที่สุดในบรรดาภาพทั้งปวง
คุณคิดถึงอะไรเมื่อมองดูภาพของอวกาศห้วงลึก คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าจากภาพพวกนั้นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง ข้าพระองค์อัศจรรย์ใจในสง่าราศีแห่งฟ้าสวรรค์และความงดงามแห่งฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ขอบพระคุณที่ในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างอันอัศจรรย์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงห่วงใยข้าพระองค์!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่วทั้งแผ่นดินโลก [ สดุดี 8:1 ]
วันที่ 12 กรกฎาคม 2022 นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอภาพแรกของอวกาศห้วงลึกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ กล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยนี้สามารถมองเข้าไปในจักรวาลได้ไกลกว่าที่มนุษย์เคยมองมาก่อน ทันใดนั้นภาพที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำโกหกกับความจริง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำโกหกกับความจริง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">35deaff6-a870-4dc5-9986-97cb25c8a084</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/07877328</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>[ซาตาน]เป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา [ ยอห์น 8:44 ]</p>
<p>อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโกหกครั้งใหญ่มีพลังมากกว่าการโกหกเล็กๆ และน่าเศร้าที่เขาพิสูจน์ทฤษฎีของเขาได้สำเร็จ ในช่วงต้นของอาชีพทางการเมือง เขาอ้างว่าตนพอใจที่จะสนับสนุนความปรารถนาของผู้อื่น เมื่อเข้ามามีอำนาจ เขาบอกว่าพรรคของเขาไม่ได้มีเจตนาจะกดขี่ข่มเหงใคร ต่อมาเขาใช้สื่อสร้างภาพว่าตนเป็นตัวแทนของความเป็นพ่อและเป็นผู้นำด้านศีลธรรม</p>
<p>ซาตานใช้คำโกหกเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในชีวิตของเรา เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้มันจะกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความโกรธและความสิ้นหวัง เพราะ “มันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา” (ยน.8:44) ซาตานพูดความจริงไม่ได้ ดังที่พระเยซูตรัส มันไม่มีความจริงใดๆอยู่ในตัวเลย</p>
<p>และนี่คือคำโกหกบางอย่างของศัตรู ข้อแรก คำอธิษฐานของเราไม่สำคัญซึ่งไม่จริงเลย พระคัมภีร์กล่าวว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ข้อสอง เมื่อมีปัญหา เราไม่มีทางออก ผิดอีกแล้ว “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (มก.10:27) และ “พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย” (1 คร.10:13) ข้อสาม พระเจ้าไม่รักเรา นี่เป็นคำโกหก ไม่มีสิ่งใดกระทำให้ “เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า” ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ (รม.8:38-39)</p>
<p>ความจริงของพระเจ้ามีอำนาจมากกว่าคำโกหก ถ้าเราเชื่อฟังคำสอนของพระเยซูด้วยกำลังที่มาจากพระองค์ เราจะ “รู้จักสัจจะ” จะปฏิเสธสิ่งที่เป็นคำโกหก และ “สัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32)</p>
<p><em>คุณมีแนวโน้มที่จะเชื่อคำโกหกในเรื่องใดบ้าง พระเจ้าต้องการให้คุณชำระความคิดด้วยความจริงของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นคำโกหกที่ข้าพระองค์หลงเชื่อและช่วยให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในความจริงที่ข้าพระองค์อ่านจากพระคัมภีร์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>[ซาตาน]เป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา [ ยอห์น 8:44 ]</p>
<p>อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโกหกครั้งใหญ่มีพลังมากกว่าการโกหกเล็กๆ และน่าเศร้าที่เขาพิสูจน์ทฤษฎีของเขาได้สำเร็จ ในช่วงต้นของอาชีพทางการเมือง เขาอ้างว่าตนพอใจที่จะสนับสนุนความปรารถนาของผู้อื่น เมื่อเข้ามามีอำนาจ เขาบอกว่าพรรคของเขาไม่ได้มีเจตนาจะกดขี่ข่มเหงใคร ต่อมาเขาใช้สื่อสร้างภาพว่าตนเป็นตัวแทนของความเป็นพ่อและเป็นผู้นำด้านศีลธรรม</p>
<p>ซาตานใช้คำโกหกเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในชีวิตของเรา เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้มันจะกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความโกรธและความสิ้นหวัง เพราะ “มันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา” (ยน.8:44) ซาตานพูดความจริงไม่ได้ ดังที่พระเยซูตรัส มันไม่มีความจริงใดๆอยู่ในตัวเลย</p>
<p>และนี่คือคำโกหกบางอย่างของศัตรู ข้อแรก คำอธิษฐานของเราไม่สำคัญซึ่งไม่จริงเลย พระคัมภีร์กล่าวว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ข้อสอง เมื่อมีปัญหา เราไม่มีทางออก ผิดอีกแล้ว “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (มก.10:27) และ “พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย” (1 คร.10:13) ข้อสาม พระเจ้าไม่รักเรา นี่เป็นคำโกหก ไม่มีสิ่งใดกระทำให้ “เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า” ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ (รม.8:38-39)</p>
<p>ความจริงของพระเจ้ามีอำนาจมากกว่าคำโกหก ถ้าเราเชื่อฟังคำสอนของพระเยซูด้วยกำลังที่มาจากพระองค์ เราจะ “รู้จักสัจจะ” จะปฏิเสธสิ่งที่เป็นคำโกหก และ “สัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32)</p>
<p><em>คุณมีแนวโน้มที่จะเชื่อคำโกหกในเรื่องใดบ้าง พระเจ้าต้องการให้คุณชำระความคิดด้วยความจริงของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นคำโกหกที่ข้าพระองค์หลงเชื่อและช่วยให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในความจริงที่ข้าพระองค์อ่านจากพระคัมภีร์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 14 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/07877328/cadcfc98.mp3" length="11298850" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>[ซาตาน]เป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา [ ยอห์น 8:44 ]
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโกหกครั้งใหญ่มีพลังมากกว่าการโกหกเล็กๆ และน่าเศร้าที่เขาพิสูจน์ทฤษฎีของเขาได้สำเร็จ ในช่วงต้นของอาชีพทางการเมือง เขาอ้างว่าตนพอใจที่จะสนับสนุนความปรารถนาของผู้อื่น เมื่อเข้ามามีอำนาจ เขาบอกว่าพรรคของเขาไม่ได้มีเจตนาจะกดขี่ข่มเหงใคร ต่อมาเขาใช้สื่อสร้างภาพว่าตนเป็นตัวแทนของความเป็นพ่อและเป็นผู้นำด้านศีลธรรม
ซาตานใช้คำโกหกเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในชีวิตของเรา เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้มันจะกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความโกรธและความสิ้นหวัง เพราะ “มันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา” (ยน.8:44) ซาตานพูดความจริงไม่ได้ ดังที่พระเยซูตรัส มันไม่มีความจริงใดๆอยู่ในตัวเลย
และนี่คือคำโกหกบางอย่างของศัตรู ข้อแรก คำอธิษฐานของเราไม่สำคัญซึ่งไม่จริงเลย พระคัมภีร์กล่าวว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ข้อสอง เมื่อมีปัญหา เราไม่มีทางออก ผิดอีกแล้ว “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (มก.10:27) และ “พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย” (1 คร.10:13) ข้อสาม พระเจ้าไม่รักเรา นี่เป็นคำโกหก ไม่มีสิ่งใดกระทำให้ “เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า” ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ (รม.8:38-39)
ความจริงของพระเจ้ามีอำนาจมากกว่าคำโกหก ถ้าเราเชื่อฟังคำสอนของพระเยซูด้วยกำลังที่มาจากพระองค์ เราจะ “รู้จักสัจจะ” จะปฏิเสธสิ่งที่เป็นคำโกหก และ “สัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32)
คุณมีแนวโน้มที่จะเชื่อคำโกหกในเรื่องใดบ้าง พระเจ้าต้องการให้คุณชำระความคิดด้วยความจริงของพระองค์อย่างไร
พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นคำโกหกที่ข้าพระองค์หลงเชื่อและช่วยให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในความจริงที่ข้าพระองค์อ่านจากพระคัมภีร์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[ซาตาน]เป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา [ ยอห์น 8:44 ]
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโกหกครั้งใหญ่มีพลังมากกว่าการโกหกเล็กๆ และน่าเศร้าที่เขาพิสูจน์ทฤษฎีของเขาได้สำเร็จ ในช่วงต้นของอาชีพทางการเมือง เขาอ้างว่าตนพอใจที่จะสนับสนุนความปรารถนาของผู้อื่น เมื่อเข้ามา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.16 "คริสเตียนเชื่ออะไร ปลง ปล่อยวางหรือเปล่า"</title>
      <itunes:episode>16</itunes:episode>
      <podcast:episode>16</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.16 "คริสเตียนเชื่ออะไร ปลง ปล่อยวางหรือเปล่า"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a4d94921-8acb-4d76-afaa-3e4fd8023563</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fe710f76</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เรารู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง และทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เมื่อเราที่เป็นมนุษย์พบเจอความทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย ต้องต่อสู้ ต้องเจ็บปวดกายและใจ… ในเวลาแบบนี้ เรารับมือกับชีวิตและจิตใจของเราอย่างไร? ความเชื่อของเราถูกสั่นคลอนหรือไม่? ความหวังของเราที่อยู่ในพระเจ้าคืออะไร?

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 16 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่ออะไร ปลง ปล่อยวาง… หรือเปล่า" … ขอพระเจ้าเปิดหัวใจของทุกคนที่ได้ฟังพอดแคสนี้ตอนนี้ ให้มีกำลังที่จะเดินต่อไปกับพระองค์นะคะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เรารู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง และทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เมื่อเราที่เป็นมนุษย์พบเจอความทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย ต้องต่อสู้ ต้องเจ็บปวดกายและใจ… ในเวลาแบบนี้ เรารับมือกับชีวิตและจิตใจของเราอย่างไร? ความเชื่อของเราถูกสั่นคลอนหรือไม่? ความหวังของเราที่อยู่ในพระเจ้าคืออะไร?

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 16 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่ออะไร ปลง ปล่อยวาง… หรือเปล่า" … ขอพระเจ้าเปิดหัวใจของทุกคนที่ได้ฟังพอดแคสนี้ตอนนี้ ให้มีกำลังที่จะเดินต่อไปกับพระองค์นะคะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 14 May 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fe710f76/3d46ad4e.mp3" length="62616832" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/eRvmGJWpi12N2t-O5nT6v3SDEXE4rH-RGZI0uBP1un4/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8yNTBh/NzFkZTRjNzI2ODY5/YzVhMzEwYzhiMmVj/ZGQ2NC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2600</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรารู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง และทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เมื่อเราที่เป็นมนุษย์พบเจอความทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย ต้องต่อสู้ ต้องเจ็บปวดกายและใจ… ในเวลาแบบนี้ เรารับมือกับชีวิตและจิตใจของเราอย่างไร? ความเชื่อของเราถูกสั่นคลอนหรือไม่? ความหวังของเราที่อยู่ในพระเจ้าคืออะไร?

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 16 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่ออะไร ปลง ปล่อยวาง… หรือเปล่า" … ขอพระเจ้าเปิดหัวใจของทุกคนที่ได้ฟังพอดแคสนี้ตอนนี้ ให้มีกำลังที่จะเดินต่อไปกับพระองค์นะคะ

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรารู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ พระองค์ทำได้ทุกสิ่ง และทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แต่เมื่อเราที่เป็นมนุษย์พบเจอความทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย ต้องต่อสู้ ต้องเจ็บปวดกายและใจ… ในเวลาแบบนี้ เรารับมือกับชีวิตและจิตใจของเราอย่างไร? ความเชื่อของเราถูกสั่นคลอนหรือไม่?</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความชื่นชมยินดีกับสติปัญญา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความชื่นชมยินดีกับสติปัญญา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">873e43fd-c0f0-4025-ae30-aa704801ede9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a5bbee22</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แล้วข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้หาความสนุกสนาน ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี [ ปัญญาจารย์ 8:15 ]</p>
<p>ดอกซากุระที่มีกลิ่นหอมจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูอ่อนและมีชีวิตชีวาทั่วญี่ปุ่นในทุกฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสร้างความสุขให้กับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ธรรมชาติของดอกไม้ที่มีอายุเพียงสั้นๆ ทำให้ชาวญี่ปุ่นตื่นตัวในการดื่มด่ำความงามและกลิ่นหอมขณะที่ดอกไม้ยังเบ่งบาน ระยะเวลาที่ได้สัมผัสเพียงสั้นๆยิ่งทำให้อยากจะไปชมดอกซากุระนี้มากขึ้น พวกเขาเรียกความเพลิดเพลินที่กระทำอย่างตั้งใจต่อสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ว่า “การตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งที่สวยงาม”</p>
<p>ในฐานะมนุษย์ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเราอยากแสวงหาและยืดเวลาความรู้สึกถึงความสุขนั้นไว้ กระนั้นความจริงที่ว่าชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบากนั้นหมายความว่าเราต้องบ่มเพาะความสามารถที่จะมองทั้งความทุกข์และความเพลิดเพลินผ่านเลนส์แห่งความเชื่อในพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก เราไม่จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป และไม่ควรสร้างมุมมองชีวิตที่สดใสเกินจริงให้กับตัวเอง</p>
<p>พระธรรมปัญญาจารย์เสนอแบบอย่างที่เป็นประโยชน์แก่เรา แม้ว่าพระธรรมเล่มนี้บางครั้งถูกมองว่ามีแต่คำพูดในแง่ลบ แต่กษัตริย์ซาโลมอนพระองค์นี้ที่กล่าวว่า “สารพัดอนิจจัง” (1:2) ยังทรงสนับสนุนให้ผู้อ่านหาความสนุกสนานจากสิ่งง่ายๆในชีวิตด้วย โดยกล่าวว่า “ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี” (8:15)</p>
<p>ความชื่นชมยินดีเกิดขึ้นเมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เรา “เข้าใจสติปัญญา” และเรียนรู้ที่จะสังเกต “ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ” (ข้อ 16-17) ทั้งในฤดูกาลที่งดงามและในฤดูกาลที่ยากลำบาก (3:11-14; 7:13-14) โดยรู้ว่าทั้งสองนั้นล้วนไม่ยั่งยืนในโลกนี้</p>
<p><em>คุณกำลังอยู่ใน “ฤดูกาล” แบบใดในตอนนี้ คุณจะพบความชื่นชมยินดีในนั้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความงดงามและความชื่นชมยินดีในชีวิตของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แล้วข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้หาความสนุกสนาน ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี [ ปัญญาจารย์ 8:15 ]</p>
<p>ดอกซากุระที่มีกลิ่นหอมจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูอ่อนและมีชีวิตชีวาทั่วญี่ปุ่นในทุกฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสร้างความสุขให้กับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ธรรมชาติของดอกไม้ที่มีอายุเพียงสั้นๆ ทำให้ชาวญี่ปุ่นตื่นตัวในการดื่มด่ำความงามและกลิ่นหอมขณะที่ดอกไม้ยังเบ่งบาน ระยะเวลาที่ได้สัมผัสเพียงสั้นๆยิ่งทำให้อยากจะไปชมดอกซากุระนี้มากขึ้น พวกเขาเรียกความเพลิดเพลินที่กระทำอย่างตั้งใจต่อสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ว่า “การตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งที่สวยงาม”</p>
<p>ในฐานะมนุษย์ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเราอยากแสวงหาและยืดเวลาความรู้สึกถึงความสุขนั้นไว้ กระนั้นความจริงที่ว่าชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบากนั้นหมายความว่าเราต้องบ่มเพาะความสามารถที่จะมองทั้งความทุกข์และความเพลิดเพลินผ่านเลนส์แห่งความเชื่อในพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก เราไม่จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป และไม่ควรสร้างมุมมองชีวิตที่สดใสเกินจริงให้กับตัวเอง</p>
<p>พระธรรมปัญญาจารย์เสนอแบบอย่างที่เป็นประโยชน์แก่เรา แม้ว่าพระธรรมเล่มนี้บางครั้งถูกมองว่ามีแต่คำพูดในแง่ลบ แต่กษัตริย์ซาโลมอนพระองค์นี้ที่กล่าวว่า “สารพัดอนิจจัง” (1:2) ยังทรงสนับสนุนให้ผู้อ่านหาความสนุกสนานจากสิ่งง่ายๆในชีวิตด้วย โดยกล่าวว่า “ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี” (8:15)</p>
<p>ความชื่นชมยินดีเกิดขึ้นเมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เรา “เข้าใจสติปัญญา” และเรียนรู้ที่จะสังเกต “ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ” (ข้อ 16-17) ทั้งในฤดูกาลที่งดงามและในฤดูกาลที่ยากลำบาก (3:11-14; 7:13-14) โดยรู้ว่าทั้งสองนั้นล้วนไม่ยั่งยืนในโลกนี้</p>
<p><em>คุณกำลังอยู่ใน “ฤดูกาล” แบบใดในตอนนี้ คุณจะพบความชื่นชมยินดีในนั้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความงดงามและความชื่นชมยินดีในชีวิตของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 13 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a5bbee22/dba6f8c2.mp3" length="10979965" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>687</itunes:duration>
      <itunes:summary>แล้วข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้หาความสนุกสนาน ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี [ ปัญญาจารย์ 8:15 ]
ดอกซากุระที่มีกลิ่นหอมจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูอ่อนและมีชีวิตชีวาทั่วญี่ปุ่นในทุกฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสร้างความสุขให้กับทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ธรรมชาติของดอกไม้ที่มีอายุเพียงสั้นๆ ทำให้ชาวญี่ปุ่นตื่นตัวในการดื่มด่ำความงามและกลิ่นหอมขณะที่ดอกไม้ยังเบ่งบาน ระยะเวลาที่ได้สัมผัสเพียงสั้นๆยิ่งทำให้อยากจะไปชมดอกซากุระนี้มากขึ้น พวกเขาเรียกความเพลิดเพลินที่กระทำอย่างตั้งใจต่อสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ว่า “การตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งที่สวยงาม”
ในฐานะมนุษย์ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเราอยากแสวงหาและยืดเวลาความรู้สึกถึงความสุขนั้นไว้ กระนั้นความจริงที่ว่าชีวิตเต็มไปด้วยความยากลำบากนั้นหมายความว่าเราต้องบ่มเพาะความสามารถที่จะมองทั้งความทุกข์และความเพลิดเพลินผ่านเลนส์แห่งความเชื่อในพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก เราไม่จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป และไม่ควรสร้างมุมมองชีวิตที่สดใสเกินจริงให้กับตัวเอง
พระธรรมปัญญาจารย์เสนอแบบอย่างที่เป็นประโยชน์แก่เรา แม้ว่าพระธรรมเล่มนี้บางครั้งถูกมองว่ามีแต่คำพูดในแง่ลบ แต่กษัตริย์ซาโลมอนพระองค์นี้ที่กล่าวว่า “สารพัดอนิจจัง” (1:2) ยังทรงสนับสนุนให้ผู้อ่านหาความสนุกสนานจากสิ่งง่ายๆในชีวิตด้วย โดยกล่าวว่า “ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี” (8:15)
ความชื่นชมยินดีเกิดขึ้นเมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เรา “เข้าใจสติปัญญา” และเรียนรู้ที่จะสังเกต “ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ” (ข้อ 16-17) ทั้งในฤดูกาลที่งดงามและในฤดูกาลที่ยากลำบาก (3:11-14; 7:13-14) โดยรู้ว่าทั้งสองนั้นล้วนไม่ยั่งยืนในโลกนี้
คุณกำลังอยู่ใน “ฤดูกาล” แบบใดในตอนนี้ คุณจะพบความชื่นชมยินดีในนั้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความงดงามและความชื่นชมยินดีในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แล้วข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้หาความสนุกสนาน ด้วยว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ มนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่มกับชื่นชมยินดี [ ปัญญาจารย์ 8:15 ]
ดอกซากุระที่มีกลิ่นหอมจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูอ่อนและมีชีวิตชีวาทั่วญี่ปุ่นในทุกฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสร้างความสุขให้กับทั้งผู้อยู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสียงที่โดดเดี่ยว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสียงที่โดดเดี่ยว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">06d406ec-18c0-4e29-a5cf-c13a737f84e7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c4d3849a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไร ข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น [ 2 พงศาวดาร 18:13 ]</p>
<p>หลังการประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีสซึ่งเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นายพลเฟอร์ดินานด์ ฟอคชาวฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตอย่างขมขื่นว่า “นี่ไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็นการพักรบไปยี่สิบปี” มุมมองของฟอคขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนทั่วไปที่ว่าสงครามน่าสะพรึงกลัวครั้งนี้จะเป็น “สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งปวง” ยี่สิบปีกับอีกสองเดือนต่อมาสงครามโลกครั้งที่สองก็ปะทุขึ้น ฟอคพูดถูก</p>
<p>นานมาแล้ว มีคายาห์ผู้เผยพระวจนะแท้เพียงคนเดียวของพระเจ้าในเวลานั้น ได้เผยพระวจนะซ้ำๆแก่คนอิสราเอลถึงผลร้ายในการสงคราม (2 พศด.18:7) ตรงกันข้ามกับผู้เผยพระวจนะเท็จสี่ร้อยคนของอาหับที่พยากรณ์ถึงชัยชนะ ข้าราชการในราชสำนักจึงกล่าวกับมีคายาห์ว่า “ดูเถิด ถ้อยคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะก็พูดสิ่งที่เป็นมงคลแก่พระราชาดุจปากเดียวกัน ขอให้ถ้อยคำของท่านเหมือนอย่างถ้อยคำของคนหนึ่งในพวกนั้น และพูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล” (ข้อ 12)</p>
<p>มีคายาห์ตอบว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไรข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น” (ข้อ 13) ท่านเผยพระวจนะว่าได้เห็นคนอิสราเอล “กระจัดกระจายอยู่บนภูเขา อย่างแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง” (ข้อ 16) และมีคายาห์พูดถูก พวกอารัมสังหารอาหับและกองทัพของพระองค์แตกพ่ายไป (ข้อ 33-34, 1 พกษ.22:35-36)</p>
<p>เช่นเดียวกับมีคายาห์ พวกเราที่ติดตามพระเยซูก็แบ่งปันข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเห็นของคนทั่วไป พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6) หลายคนไม่ชอบถ้อยคำนั้นเพราะมันดูใจแคบไม่น่าฟัง และดูมี เอกสิทธิ์ เกินไป กระนั้นพระคริสต์ประทานถ้อยคำที่เล้าโลมใจสำหรับ ทุกคน นั่นคือพระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่หันมาหาพระองค์</p>
<p><em>เมื่อพระวิญญาณทรงนำคุณให้พูดหรือทำสิ่งหนึ่ง คุณจะทำสิ่งนั้นอย่างไรด้วยความรัก เมื่อใดที่สมมติฐานของตัวคุณจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์จากพระเจ้า</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะหยั่งรู้ถึงความจริงของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไร ข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น [ 2 พงศาวดาร 18:13 ]</p>
<p>หลังการประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีสซึ่งเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นายพลเฟอร์ดินานด์ ฟอคชาวฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตอย่างขมขื่นว่า “นี่ไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็นการพักรบไปยี่สิบปี” มุมมองของฟอคขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนทั่วไปที่ว่าสงครามน่าสะพรึงกลัวครั้งนี้จะเป็น “สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งปวง” ยี่สิบปีกับอีกสองเดือนต่อมาสงครามโลกครั้งที่สองก็ปะทุขึ้น ฟอคพูดถูก</p>
<p>นานมาแล้ว มีคายาห์ผู้เผยพระวจนะแท้เพียงคนเดียวของพระเจ้าในเวลานั้น ได้เผยพระวจนะซ้ำๆแก่คนอิสราเอลถึงผลร้ายในการสงคราม (2 พศด.18:7) ตรงกันข้ามกับผู้เผยพระวจนะเท็จสี่ร้อยคนของอาหับที่พยากรณ์ถึงชัยชนะ ข้าราชการในราชสำนักจึงกล่าวกับมีคายาห์ว่า “ดูเถิด ถ้อยคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะก็พูดสิ่งที่เป็นมงคลแก่พระราชาดุจปากเดียวกัน ขอให้ถ้อยคำของท่านเหมือนอย่างถ้อยคำของคนหนึ่งในพวกนั้น และพูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล” (ข้อ 12)</p>
<p>มีคายาห์ตอบว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไรข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น” (ข้อ 13) ท่านเผยพระวจนะว่าได้เห็นคนอิสราเอล “กระจัดกระจายอยู่บนภูเขา อย่างแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง” (ข้อ 16) และมีคายาห์พูดถูก พวกอารัมสังหารอาหับและกองทัพของพระองค์แตกพ่ายไป (ข้อ 33-34, 1 พกษ.22:35-36)</p>
<p>เช่นเดียวกับมีคายาห์ พวกเราที่ติดตามพระเยซูก็แบ่งปันข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเห็นของคนทั่วไป พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6) หลายคนไม่ชอบถ้อยคำนั้นเพราะมันดูใจแคบไม่น่าฟัง และดูมี เอกสิทธิ์ เกินไป กระนั้นพระคริสต์ประทานถ้อยคำที่เล้าโลมใจสำหรับ ทุกคน นั่นคือพระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่หันมาหาพระองค์</p>
<p><em>เมื่อพระวิญญาณทรงนำคุณให้พูดหรือทำสิ่งหนึ่ง คุณจะทำสิ่งนั้นอย่างไรด้วยความรัก เมื่อใดที่สมมติฐานของตัวคุณจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์จากพระเจ้า</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะหยั่งรู้ถึงความจริงของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 12 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c4d3849a/9e11901f.mp3" length="11308045" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไร ข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น [ 2 พงศาวดาร 18:13 ]
หลังการประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีสซึ่งเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นายพลเฟอร์ดินานด์ ฟอคชาวฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตอย่างขมขื่นว่า “นี่ไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็นการพักรบไปยี่สิบปี” มุมมองของฟอคขัดแย้งกับความคิดเห็นของคนทั่วไปที่ว่าสงครามน่าสะพรึงกลัวครั้งนี้จะเป็น “สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งปวง” ยี่สิบปีกับอีกสองเดือนต่อมาสงครามโลกครั้งที่สองก็ปะทุขึ้น ฟอคพูดถูก
นานมาแล้ว มีคายาห์ผู้เผยพระวจนะแท้เพียงคนเดียวของพระเจ้าในเวลานั้น ได้เผยพระวจนะซ้ำๆแก่คนอิสราเอลถึงผลร้ายในการสงคราม (2 พศด.18:7) ตรงกันข้ามกับผู้เผยพระวจนะเท็จสี่ร้อยคนของอาหับที่พยากรณ์ถึงชัยชนะ ข้าราชการในราชสำนักจึงกล่าวกับมีคายาห์ว่า “ดูเถิด ถ้อยคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะก็พูดสิ่งที่เป็นมงคลแก่พระราชาดุจปากเดียวกัน ขอให้ถ้อยคำของท่านเหมือนอย่างถ้อยคำของคนหนึ่งในพวกนั้น และพูดแต่สิ่งที่เป็นมงคล” (ข้อ 12)
มีคายาห์ตอบว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไรข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น” (ข้อ 13) ท่านเผยพระวจนะว่าได้เห็นคนอิสราเอล “กระจัดกระจายอยู่บนภูเขา อย่างแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง” (ข้อ 16) และมีคายาห์พูดถูก พวกอารัมสังหารอาหับและกองทัพของพระองค์แตกพ่ายไป (ข้อ 33-34, 1 พกษ.22:35-36)
เช่นเดียวกับมีคายาห์ พวกเราที่ติดตามพระเยซูก็แบ่งปันข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเห็นของคนทั่วไป พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6) หลายคนไม่ชอบถ้อยคำนั้นเพราะมันดูใจแคบไม่น่าฟัง และดูมี เอกสิทธิ์ เกินไป กระนั้นพระคริสต์ประทานถ้อยคำที่เล้าโลมใจสำหรับ ทุกคน นั่นคือพระองค์ทรงต้อนรับทุกคนที่หันมาหาพระองค์
เมื่อพระวิญญาณทรงนำคุณให้พูดหรือทำสิ่งหนึ่ง คุณจะทำสิ่งนั้นอย่างไรด้วยความรัก เมื่อใดที่สมมติฐานของตัวคุณจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์จากพระเจ้า
ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะหยั่งรู้ถึงความจริงของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้าของข้าพเจ้าตรัสว่าอย่างไร ข้าพเจ้าจะพูดอย่างนั้น [ 2 พงศาวดาร 18:13 ]
หลังการประชุมสันติภาพ ณ กรุงปารีสซึ่งเป็นการยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นายพลเฟอร์ดินานด์ ฟอคชาวฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตอย่างขมขื่นว่า “นี่ไม่ใช่สันติภา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4ea28030-ded0-4f95-916b-ee69283b2fb4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2afd3054</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]</p>
<p>ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันกับน้องสาวไม่เข้าใจการตัดสินใจของแม่ที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่เราไม่อาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นในตัวแม่ แม่มีสันติสุขและความชื่นชมยินดีมากขึ้นและเริ่มรับใช้ที่คริสตจักรอย่างสัตย์ซื่อ แม่หิวกระหายที่จะศึกษาพระคัมภีร์มากจนเข้าเรียนและจบการศึกษาจากวิทยาลัยพระคริสตธรรม ไม่กี่ปีหลังจากการตัดสินใจของแม่ พี่สาวก็ต้อนรับพระคริสต์และเริ่มรับใช้พระองค์ และไม่กี่ปีหลังจากนั้นฉันก็เชื่อวางใจในพระเยซูและเริ่มรับใช้พระองค์เช่นกัน หลายปีต่อมาพ่อก็เชื่อในพระองค์ร่วมกันกับเราด้วย การตัดสินใจของแม่ในการมาหาพระคริสต์สร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวเราและในหมู่เครือญาติ</p>
<p>เมื่ออัครทูตเปาโลเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงทิโมธีและหนุนใจให้เขารักษาความเชื่อในพระเยซู ท่านระบุถึงมรดกฝ่ายวิญญาณของทิโมธี “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)</p>
<p>คุณแม่และคุณยายทั้งหลาย การตัดสินใจของพวกคุณอาจส่งผลต่อคนรุ่นหลัง</p>
<p>ช่างงดงามเหลือเกินที่ยายและแม่ของทิโมธีได้ช่วยบ่มเพาะความเชื่อของเขา เพื่อเขาจะกลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เขาเป็น</p>
<p>เนื่องในวันแม่และวันต่อๆไปนั้น ขอให้เราเชิดชูคุณแม่ที่ตัดสินใจติดตามพระเยซูและขอให้เราทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้ให้คนที่เรารักด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>วันนี้คุณจะเชิดชูสตรีคนใดบ้างที่ทำตามคำสอนของพระเจ้า มรดกฝ่ายวิญญาณแบบใดที่คุณอยากทิ้งไว้ให้กับผู้อื่น</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับบรรดาคุณแม่ผู้ทำตามคำสอนของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้ให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]</p>
<p>ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันกับน้องสาวไม่เข้าใจการตัดสินใจของแม่ที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่เราไม่อาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นในตัวแม่ แม่มีสันติสุขและความชื่นชมยินดีมากขึ้นและเริ่มรับใช้ที่คริสตจักรอย่างสัตย์ซื่อ แม่หิวกระหายที่จะศึกษาพระคัมภีร์มากจนเข้าเรียนและจบการศึกษาจากวิทยาลัยพระคริสตธรรม ไม่กี่ปีหลังจากการตัดสินใจของแม่ พี่สาวก็ต้อนรับพระคริสต์และเริ่มรับใช้พระองค์ และไม่กี่ปีหลังจากนั้นฉันก็เชื่อวางใจในพระเยซูและเริ่มรับใช้พระองค์เช่นกัน หลายปีต่อมาพ่อก็เชื่อในพระองค์ร่วมกันกับเราด้วย การตัดสินใจของแม่ในการมาหาพระคริสต์สร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวเราและในหมู่เครือญาติ</p>
<p>เมื่ออัครทูตเปาโลเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงทิโมธีและหนุนใจให้เขารักษาความเชื่อในพระเยซู ท่านระบุถึงมรดกฝ่ายวิญญาณของทิโมธี “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)</p>
<p>คุณแม่และคุณยายทั้งหลาย การตัดสินใจของพวกคุณอาจส่งผลต่อคนรุ่นหลัง</p>
<p>ช่างงดงามเหลือเกินที่ยายและแม่ของทิโมธีได้ช่วยบ่มเพาะความเชื่อของเขา เพื่อเขาจะกลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เขาเป็น</p>
<p>เนื่องในวันแม่และวันต่อๆไปนั้น ขอให้เราเชิดชูคุณแม่ที่ตัดสินใจติดตามพระเยซูและขอให้เราทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้ให้คนที่เรารักด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>วันนี้คุณจะเชิดชูสตรีคนใดบ้างที่ทำตามคำสอนของพระเจ้า มรดกฝ่ายวิญญาณแบบใดที่คุณอยากทิ้งไว้ให้กับผู้อื่น</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับบรรดาคุณแม่ผู้ทำตามคำสอนของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้ให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 11 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2afd3054/27870503.mp3" length="10699504" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>669</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]
ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันกับน้องสาวไม่เข้าใจการตัดสินใจของแม่ที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่เราไม่อาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นในตัวแม่ แม่มีสันติสุขและความชื่นชมยินดีมากขึ้นและเริ่มรับใช้ที่คริสตจักรอย่างสัตย์ซื่อ แม่หิวกระหายที่จะศึกษาพระคัมภีร์มากจนเข้าเรียนและจบการศึกษาจากวิทยาลัยพระคริสตธรรม ไม่กี่ปีหลังจากการตัดสินใจของแม่ พี่สาวก็ต้อนรับพระคริสต์และเริ่มรับใช้พระองค์ และไม่กี่ปีหลังจากนั้นฉันก็เชื่อวางใจในพระเยซูและเริ่มรับใช้พระองค์เช่นกัน หลายปีต่อมาพ่อก็เชื่อในพระองค์ร่วมกันกับเราด้วย การตัดสินใจของแม่ในการมาหาพระคริสต์สร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตครอบครัวเราและในหมู่เครือญาติ
เมื่ออัครทูตเปาโลเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงทิโมธีและหนุนใจให้เขารักษาความเชื่อในพระเยซู ท่านระบุถึงมรดกฝ่ายวิญญาณของทิโมธี “ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน และในยูนีสมารดาของท่าน และบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีอยู่ในท่าน” (2 ทธ.1:5)
คุณแม่และคุณยายทั้งหลาย การตัดสินใจของพวกคุณอาจส่งผลต่อคนรุ่นหลัง
ช่างงดงามเหลือเกินที่ยายและแม่ของทิโมธีได้ช่วยบ่มเพาะความเชื่อของเขา เพื่อเขาจะกลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงเรียกให้เขาเป็น
เนื่องในวันแม่และวันต่อๆไปนั้น ขอให้เราเชิดชูคุณแม่ที่ตัดสินใจติดตามพระเยซูและขอให้เราทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้ให้คนที่เรารักด้วยเช่นกัน
วันนี้คุณจะเชิดชูสตรีคนใดบ้างที่ทำตามคำสอนของพระเจ้า มรดกฝ่ายวิญญาณแบบใดที่คุณอยากทิ้งไว้ให้กับผู้อื่น
พระบิดาเจ้า ขอบคุณพระองค์สำหรับบรรดาคุณแม่ผู้ทำตามคำสอนของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะทิ้งมรดกฝ่ายวิญญาณไว้ให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าระลึกถึงความเชื่ออย่างจริงใจของท่าน อันเป็นความเชื่อซึ่งเมื่อก่อนได้มีอยู่ในโลอิสยายของท่าน [ 2 ทิโมธี 1:5 ]
ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันกับน้องสาวไม่เข้าใจการตัดสินใจของแม่ที่ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่เราไม่อาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นในตั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อยู่ในทางของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อยู่ในทางของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c48e4db-2b68-4a97-a1f1-faa9a187232c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8d267067</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว [ มัทธิว 5:37 ]</p>
<p>เมื่อแกนดัล์ฟพ่อมดเทาเผชิญหน้ากับซารูมานพ่อมดขาวนั้น เห็นได้ชัดว่าฝ่ายหลังได้หันเหไปจากสิ่งที่เขาควรจะทำ นั่นคือการช่วยปกป้องมัชฌิมโลกจากอำนาจของความชั่วร้ายที่ดำรงอยู่ในซอรอน ยิ่งไปกว่านั้นซารูมานยังเป็น พันธมิตร กับซอรอนด้วย! ในฉากนี้จากภาพยนตร์ อภินิหารแหวนครองพิภพ ซึ่งสร้างจากผลงานคลาสสิกของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน อดีตเพื่อนรักสองคนได้มีส่วนในมหากาพย์การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างความดีกับความชั่ว ถ้าเพียงแต่ซารูมานจะยังคงอยู่ในทางที่ถูกและทำในสิ่งที่เขารู้ว่าถูกต้อง!</p>
<p>กษัตริย์ซาอูลก็มีปัญหากับการอยู่ในทางที่ถูกเช่นกัน ครั้งหนึ่งซาอูลทรงทำอย่างถูกต้องโดย “กำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน[อิสราเอล]” (1 ซมอ.28:3) นี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะพระเจ้าประกาศว่าการทำเวทมนตร์ “เป็นที่รังเกียจ” (ฉธบ.18:9-12) แต่เมื่อพระเจ้าไม่ทรงตอบคำทูลถามของกษัตริย์เพราะซาอูลล้มเหลวในวิธีจัดการกับกองทัพมหึมาของคนฟีลิสเตีย ซาอูลจึงทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทรงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง! “จงออกไปหาหญิงที่เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหาและถามเขาดู” (1 ซมอ.28:7) ซาอูลล้มเหลวอีกครั้งเมื่อทรงฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงรู้ว่าถูกต้อง</p>
<p>หนึ่งพันปีต่อมา พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว” (มธ.5:37) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าเราถวายตัวที่จะเชื่อฟังพระคริสต์แล้ว นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่เราต้องรักษาคำปฏิญาณของเราและเป็นคนที่พูดความจริง ขอให้เราอยู่ในทางของพระคริสต์ที่จะกระทำตามที่พระองค์ตรัสไว้ ตามที่พระเจ้าทรงช่วยเรา</p>
<p><em>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณรักษาคำปฏิญาณไว้ได้ เหตุใดจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่คุณต้องอยู่ในทางแห่งความสัตย์จริง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อยู่ในทางที่กระทำตามวิถีของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว [ มัทธิว 5:37 ]</p>
<p>เมื่อแกนดัล์ฟพ่อมดเทาเผชิญหน้ากับซารูมานพ่อมดขาวนั้น เห็นได้ชัดว่าฝ่ายหลังได้หันเหไปจากสิ่งที่เขาควรจะทำ นั่นคือการช่วยปกป้องมัชฌิมโลกจากอำนาจของความชั่วร้ายที่ดำรงอยู่ในซอรอน ยิ่งไปกว่านั้นซารูมานยังเป็น พันธมิตร กับซอรอนด้วย! ในฉากนี้จากภาพยนตร์ อภินิหารแหวนครองพิภพ ซึ่งสร้างจากผลงานคลาสสิกของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน อดีตเพื่อนรักสองคนได้มีส่วนในมหากาพย์การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างความดีกับความชั่ว ถ้าเพียงแต่ซารูมานจะยังคงอยู่ในทางที่ถูกและทำในสิ่งที่เขารู้ว่าถูกต้อง!</p>
<p>กษัตริย์ซาอูลก็มีปัญหากับการอยู่ในทางที่ถูกเช่นกัน ครั้งหนึ่งซาอูลทรงทำอย่างถูกต้องโดย “กำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน[อิสราเอล]” (1 ซมอ.28:3) นี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะพระเจ้าประกาศว่าการทำเวทมนตร์ “เป็นที่รังเกียจ” (ฉธบ.18:9-12) แต่เมื่อพระเจ้าไม่ทรงตอบคำทูลถามของกษัตริย์เพราะซาอูลล้มเหลวในวิธีจัดการกับกองทัพมหึมาของคนฟีลิสเตีย ซาอูลจึงทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทรงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง! “จงออกไปหาหญิงที่เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหาและถามเขาดู” (1 ซมอ.28:7) ซาอูลล้มเหลวอีกครั้งเมื่อทรงฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงรู้ว่าถูกต้อง</p>
<p>หนึ่งพันปีต่อมา พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว” (มธ.5:37) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าเราถวายตัวที่จะเชื่อฟังพระคริสต์แล้ว นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่เราต้องรักษาคำปฏิญาณของเราและเป็นคนที่พูดความจริง ขอให้เราอยู่ในทางของพระคริสต์ที่จะกระทำตามที่พระองค์ตรัสไว้ ตามที่พระเจ้าทรงช่วยเรา</p>
<p><em>สิ่งใดที่ช่วยให้คุณรักษาคำปฏิญาณไว้ได้ เหตุใดจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่คุณต้องอยู่ในทางแห่งความสัตย์จริง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อยู่ในทางที่กระทำตามวิถีของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 10 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8d267067/25c09bbb.mp3" length="12121401" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว [ มัทธิว 5:37 ]
เมื่อแกนดัล์ฟพ่อมดเทาเผชิญหน้ากับซารูมานพ่อมดขาวนั้น เห็นได้ชัดว่าฝ่ายหลังได้หันเหไปจากสิ่งที่เขาควรจะทำ นั่นคือการช่วยปกป้องมัชฌิมโลกจากอำนาจของความชั่วร้ายที่ดำรงอยู่ในซอรอน ยิ่งไปกว่านั้นซารูมานยังเป็น พันธมิตร กับซอรอนด้วย! ในฉากนี้จากภาพยนตร์ อภินิหารแหวนครองพิภพ ซึ่งสร้างจากผลงานคลาสสิกของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน อดีตเพื่อนรักสองคนได้มีส่วนในมหากาพย์การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างความดีกับความชั่ว ถ้าเพียงแต่ซารูมานจะยังคงอยู่ในทางที่ถูกและทำในสิ่งที่เขารู้ว่าถูกต้อง!
กษัตริย์ซาอูลก็มีปัญหากับการอยู่ในทางที่ถูกเช่นกัน ครั้งหนึ่งซาอูลทรงทำอย่างถูกต้องโดย “กำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน[อิสราเอล]” (1 ซมอ.28:3) นี่เป็นสิ่งที่ดี เพราะพระเจ้าประกาศว่าการทำเวทมนตร์ “เป็นที่รังเกียจ” (ฉธบ.18:9-12) แต่เมื่อพระเจ้าไม่ทรงตอบคำทูลถามของกษัตริย์เพราะซาอูลล้มเหลวในวิธีจัดการกับกองทัพมหึมาของคนฟีลิสเตีย ซาอูลจึงทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทรงทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง! “จงออกไปหาหญิงที่เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหาและถามเขาดู” (1 ซมอ.28:7) ซาอูลล้มเหลวอีกครั้งเมื่อทรงฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงรู้ว่าถูกต้อง
หนึ่งพันปีต่อมา พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว” (มธ.5:37) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าเราถวายตัวที่จะเชื่อฟังพระคริสต์แล้ว นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่เราต้องรักษาคำปฏิญาณของเราและเป็นคนที่พูดความจริง ขอให้เราอยู่ในทางของพระคริสต์ที่จะกระทำตามที่พระองค์ตรัสไว้ ตามที่พระเจ้าทรงช่วยเรา
สิ่งใดที่ช่วยให้คุณรักษาคำปฏิญาณไว้ได้ เหตุใดจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่คุณต้องอยู่ในทางแห่งความสัตย์จริง
ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ให้อยู่ในทางที่กระทำตามวิถีของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว [ มัทธิว 5:37 ]
เมื่อแกนดัล์ฟพ่อมดเทาเผชิญหน้ากับซารูมานพ่อมดขาวนั้น เห็นได้ชัดว่าฝ่ายหลังได้หันเหไปจากสิ่งที่เขาควรจะทำ นั่นคือการช่วยปกป้องมัชฌิมโลกจากอำนาจของความชั่วร้ายที่ดำร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พยายามช่วยตัวเองให้รอด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พยายามช่วยตัวเองให้รอด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1b757179-87da-468e-8228-13aa02f744df</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8c29555c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ [ เอเฟซัส 2:8 ]</p>
<p>หลายปีก่อนเมืองนิวยอร์กจัดทำโครงการ “ปลอดภัยไว้ก่อน ขอให้อยู่นิ่งๆ” เพื่อรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับวิธีสงบสติอารมณ์และไม่เสี่ยงอันตราย เมื่อติดอยู่ในลิฟต์ ผู้เชี่ยวชาญรายงานว่าผู้โดยสารที่ติดอยู่บางคนเสียชีวิตเมื่อพวกเขาพยายามง้างประตูลิฟต์หรือพยายามออกไปด้วยวิธีอื่น แผนปฏิบัติที่ดีที่สุดคือกดปุ่มสัญญาณเตือนภัยเพื่อขอความช่วยเหลือและรอให้หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินมาถึง</p>
<p>อัครทูตเปาโลระบุแผนการช่วยกู้ที่ต่างกันมาก คือเป็นการช่วยผู้ที่ติดอยู่ในบาปที่ดึงให้ตกต่ำลง ท่านเตือนชาวเอเฟซัสให้นึกถึงความหมดสิ้นหนทางในฝ่ายวิญญาณของตน ซึ่งแท้จริงแล้ว “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (อฟ.2:1) พวกเขาติดกับดักของการเชื่อฟังเจ้าแห่งย่านอากาศ (ข้อ 2) และปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้พระพิโรธของพระองค์แต่พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาติดอยู่ในความมืดฝ่ายวิญญาณ และสำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซู เปาโลกล่าวว่า “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ” (ข้อ 5, 8) การตอบสนองต่อการช่วยกู้ของพระเจ้าส่งผลให้เกิดความเชื่อ และความเชื่อหมายความว่าเราจะเลิกพยายามช่วยตัวเองและร้องเรียกให้พระเยซูทรงช่วยกู้เรา</p>
<p>โดยพระคุณของพระเจ้า การช่วยให้รอดจากบ่วงแร้วของบาปไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่เป็น “ของประทานจากพระเจ้า” โดยทางพระเยซูแต่เพียงผู้เดียว (ข้อ 8)</p>
<p><em>เหตุใดคุณจึงช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากกับดักของบาปไม่ได้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นที่คุณจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์อย่างล้นเหลือ เมื่อข้าพระองค์ตกอยู่ในบ่วงแร้วของบาปและพยายามที่จะช่วยตัวเองให้รอด พระองค์ได้ทรงริเริ่มการช่วยกู้ชีวิตข้าพระองค์ และประทานพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อให้ข้าพระองค์เป็นไท</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ [ เอเฟซัส 2:8 ]</p>
<p>หลายปีก่อนเมืองนิวยอร์กจัดทำโครงการ “ปลอดภัยไว้ก่อน ขอให้อยู่นิ่งๆ” เพื่อรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับวิธีสงบสติอารมณ์และไม่เสี่ยงอันตราย เมื่อติดอยู่ในลิฟต์ ผู้เชี่ยวชาญรายงานว่าผู้โดยสารที่ติดอยู่บางคนเสียชีวิตเมื่อพวกเขาพยายามง้างประตูลิฟต์หรือพยายามออกไปด้วยวิธีอื่น แผนปฏิบัติที่ดีที่สุดคือกดปุ่มสัญญาณเตือนภัยเพื่อขอความช่วยเหลือและรอให้หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินมาถึง</p>
<p>อัครทูตเปาโลระบุแผนการช่วยกู้ที่ต่างกันมาก คือเป็นการช่วยผู้ที่ติดอยู่ในบาปที่ดึงให้ตกต่ำลง ท่านเตือนชาวเอเฟซัสให้นึกถึงความหมดสิ้นหนทางในฝ่ายวิญญาณของตน ซึ่งแท้จริงแล้ว “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (อฟ.2:1) พวกเขาติดกับดักของการเชื่อฟังเจ้าแห่งย่านอากาศ (ข้อ 2) และปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้พระพิโรธของพระองค์แต่พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาติดอยู่ในความมืดฝ่ายวิญญาณ และสำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซู เปาโลกล่าวว่า “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ” (ข้อ 5, 8) การตอบสนองต่อการช่วยกู้ของพระเจ้าส่งผลให้เกิดความเชื่อ และความเชื่อหมายความว่าเราจะเลิกพยายามช่วยตัวเองและร้องเรียกให้พระเยซูทรงช่วยกู้เรา</p>
<p>โดยพระคุณของพระเจ้า การช่วยให้รอดจากบ่วงแร้วของบาปไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่เป็น “ของประทานจากพระเจ้า” โดยทางพระเยซูแต่เพียงผู้เดียว (ข้อ 8)</p>
<p><em>เหตุใดคุณจึงช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากกับดักของบาปไม่ได้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นที่คุณจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์อย่างล้นเหลือ เมื่อข้าพระองค์ตกอยู่ในบ่วงแร้วของบาปและพยายามที่จะช่วยตัวเองให้รอด พระองค์ได้ทรงริเริ่มการช่วยกู้ชีวิตข้าพระองค์ และประทานพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อให้ข้าพระองค์เป็นไท</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 09 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8c29555c/cd53b1f2.mp3" length="14854856" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>929</itunes:duration>
      <itunes:summary>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ [ เอเฟซัส 2:8 ]
หลายปีก่อนเมืองนิวยอร์กจัดทำโครงการ “ปลอดภัยไว้ก่อน ขอให้อยู่นิ่งๆ” เพื่อรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับวิธีสงบสติอารมณ์และไม่เสี่ยงอันตราย เมื่อติดอยู่ในลิฟต์ ผู้เชี่ยวชาญรายงานว่าผู้โดยสารที่ติดอยู่บางคนเสียชีวิตเมื่อพวกเขาพยายามง้างประตูลิฟต์หรือพยายามออกไปด้วยวิธีอื่น แผนปฏิบัติที่ดีที่สุดคือกดปุ่มสัญญาณเตือนภัยเพื่อขอความช่วยเหลือและรอให้หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินมาถึง
อัครทูตเปาโลระบุแผนการช่วยกู้ที่ต่างกันมาก คือเป็นการช่วยผู้ที่ติดอยู่ในบาปที่ดึงให้ตกต่ำลง ท่านเตือนชาวเอเฟซัสให้นึกถึงความหมดสิ้นหนทางในฝ่ายวิญญาณของตน ซึ่งแท้จริงแล้ว “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (อฟ.2:1) พวกเขาติดกับดักของการเชื่อฟังเจ้าแห่งย่านอากาศ (ข้อ 2) และปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้า ซึ่งส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้พระพิโรธของพระองค์แต่พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้พวกเขาติดอยู่ในความมืดฝ่ายวิญญาณ และสำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซู เปาโลกล่าวว่า “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณ” (ข้อ 5, 8) การตอบสนองต่อการช่วยกู้ของพระเจ้าส่งผลให้เกิดความเชื่อ และความเชื่อหมายความว่าเราจะเลิกพยายามช่วยตัวเองและร้องเรียกให้พระเยซูทรงช่วยกู้เรา
โดยพระคุณของพระเจ้า การช่วยให้รอดจากบ่วงแร้วของบาปไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่เป็น “ของประทานจากพระเจ้า” โดยทางพระเยซูแต่เพียงผู้เดียว (ข้อ 8)
เหตุใดคุณจึงช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากกับดักของบาปไม่ได้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นที่คุณจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์อย่างล้นเหลือ เมื่อข้าพระองค์ตกอยู่ในบ่วงแร้วของบาปและพยายามที่จะช่วยตัวเองให้รอด พระองค์ได้ทรงริเริ่มการช่วยกู้ชีวิตข้าพระองค์ และประทานพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อให้ข้าพระองค์เป็นไท</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ [ เอเฟซัส 2:8 ]
หลายปีก่อนเมืองนิวยอร์กจัดทำโครงการ “ปลอดภัยไว้ก่อน ขอให้อยู่นิ่งๆ” เพื่อรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้คนเกี่ยวกับวิธีสงบสติอารมณ์</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทะเลทรายที่ผลิดอกบาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทะเลทรายที่ผลิดอกบาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">34c36c8d-4d9e-4bc7-b461-9d907ccfd00c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/426ff4c7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม [ อิสยาห์ 35:2 ]</p>
<p>ศตวรรษก่อน ป่าที่เขียวขจีได้ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 40%ของประเทศเอธิโอเปีย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 4% การถางพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่อาจพิทักษ์ป่าไว้ได้นำไปสู่วิกฤตด้านนิเวศน์วิทยา พื้นที่สีเขียวขนาดเล็กที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองจากคริสตจักร เป็นเวลาหลายศตวรรษที่คริสตจักรออร์โธดอกซ์ท้องถิ่นเทวาฮิโดแห่งเอธิโอเปียได้ทะนุบำรุงพื้นที่สีเขียวหรือแหล่งน้ำท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง หากคุณดูภาพถ่ายทางอากาศ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวโดดเดี่ยวล้อมรอบด้วยทรายสีน้ำตาล ผู้นำคริสตจักรยืนยันว่าการดูแลต้นไม้คือส่วนหนึ่งของการเชื่อฟังพระเจ้าในฐานะผู้อารักขาสิ่งทรงสร้างของพระองค์</p>
<p>อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะเขียนถึงคนอิสราเอลผู้ซึ่งอาศัยในดินแดนแห้งแล้ง เป็นทะเลทรายเวิ้งว้างและถูกคุกคามด้วยฤดูแล้งอันโหดร้าย และท่านบรรยายถึงอนาคตตามพระประสงค์ของพระเจ้าว่า “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดี ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอก” (อสย.35:1) พระเจ้ามีน้ำพระทัยที่จะรักษาประชากรของพระองค์ และพระองค์มีพระประสงค์ที่จะรักษาโลกด้วย พระองค์จะ “สร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (65:17) ในโลกที่พระเจ้าทรงสร้างใหม่นั้น “[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม” (35:2)</p>
<p>การที่พระเจ้าทรงดูแลสิ่งทรงสร้างรวมถึงประชากรของพระองค์ ดลใจให้เราดูแลสรรพสิ่งที่ทรงสร้างด้วย เราสามารถดำเนินชีวิตร่วมในแผนการสูงสุดของพระเจ้า เพื่อโลกที่ได้รับการเยียวยารักษานี้ได้ โดยเป็นผู้ดูแลสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เราร่วมมือกับพระเจ้าได้ที่จะทำให้ความแห้งแล้งทุกชนิดอุดมไปด้วยชีวิตและความงดงาม</p>
<p><em>คุณเห็นสิ่งทรงสร้างส่วนใดที่แห้งแล้งหรือทนทุกข์ คุณจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ทะเลทรายออกดอกอุดมได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นวิธีที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายในโลกใบนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม [ อิสยาห์ 35:2 ]</p>
<p>ศตวรรษก่อน ป่าที่เขียวขจีได้ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 40%ของประเทศเอธิโอเปีย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 4% การถางพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่อาจพิทักษ์ป่าไว้ได้นำไปสู่วิกฤตด้านนิเวศน์วิทยา พื้นที่สีเขียวขนาดเล็กที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองจากคริสตจักร เป็นเวลาหลายศตวรรษที่คริสตจักรออร์โธดอกซ์ท้องถิ่นเทวาฮิโดแห่งเอธิโอเปียได้ทะนุบำรุงพื้นที่สีเขียวหรือแหล่งน้ำท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง หากคุณดูภาพถ่ายทางอากาศ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวโดดเดี่ยวล้อมรอบด้วยทรายสีน้ำตาล ผู้นำคริสตจักรยืนยันว่าการดูแลต้นไม้คือส่วนหนึ่งของการเชื่อฟังพระเจ้าในฐานะผู้อารักขาสิ่งทรงสร้างของพระองค์</p>
<p>อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะเขียนถึงคนอิสราเอลผู้ซึ่งอาศัยในดินแดนแห้งแล้ง เป็นทะเลทรายเวิ้งว้างและถูกคุกคามด้วยฤดูแล้งอันโหดร้าย และท่านบรรยายถึงอนาคตตามพระประสงค์ของพระเจ้าว่า “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดี ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอก” (อสย.35:1) พระเจ้ามีน้ำพระทัยที่จะรักษาประชากรของพระองค์ และพระองค์มีพระประสงค์ที่จะรักษาโลกด้วย พระองค์จะ “สร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (65:17) ในโลกที่พระเจ้าทรงสร้างใหม่นั้น “[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม” (35:2)</p>
<p>การที่พระเจ้าทรงดูแลสิ่งทรงสร้างรวมถึงประชากรของพระองค์ ดลใจให้เราดูแลสรรพสิ่งที่ทรงสร้างด้วย เราสามารถดำเนินชีวิตร่วมในแผนการสูงสุดของพระเจ้า เพื่อโลกที่ได้รับการเยียวยารักษานี้ได้ โดยเป็นผู้ดูแลสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เราร่วมมือกับพระเจ้าได้ที่จะทำให้ความแห้งแล้งทุกชนิดอุดมไปด้วยชีวิตและความงดงาม</p>
<p><em>คุณเห็นสิ่งทรงสร้างส่วนใดที่แห้งแล้งหรือทนทุกข์ คุณจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ทะเลทรายออกดอกอุดมได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นวิธีที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายในโลกใบนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 08 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/426ff4c7/5225727f.mp3" length="14856106" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>929</itunes:duration>
      <itunes:summary>[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม [ อิสยาห์ 35:2 ]
ศตวรรษก่อน ป่าที่เขียวขจีได้ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 40%ของประเทศเอธิโอเปีย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 4% การถางพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่อาจพิทักษ์ป่าไว้ได้นำไปสู่วิกฤตด้านนิเวศน์วิทยา พื้นที่สีเขียวขนาดเล็กที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองจากคริสตจักร เป็นเวลาหลายศตวรรษที่คริสตจักรออร์โธดอกซ์ท้องถิ่นเทวาฮิโดแห่งเอธิโอเปียได้ทะนุบำรุงพื้นที่สีเขียวหรือแหล่งน้ำท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง หากคุณดูภาพถ่ายทางอากาศ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวโดดเดี่ยวล้อมรอบด้วยทรายสีน้ำตาล ผู้นำคริสตจักรยืนยันว่าการดูแลต้นไม้คือส่วนหนึ่งของการเชื่อฟังพระเจ้าในฐานะผู้อารักขาสิ่งทรงสร้างของพระองค์
อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะเขียนถึงคนอิสราเอลผู้ซึ่งอาศัยในดินแดนแห้งแล้ง เป็นทะเลทรายเวิ้งว้างและถูกคุกคามด้วยฤดูแล้งอันโหดร้าย และท่านบรรยายถึงอนาคตตามพระประสงค์ของพระเจ้าว่า “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดี ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอก” (อสย.35:1) พระเจ้ามีน้ำพระทัยที่จะรักษาประชากรของพระองค์ และพระองค์มีพระประสงค์ที่จะรักษาโลกด้วย พระองค์จะ “สร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (65:17) ในโลกที่พระเจ้าทรงสร้างใหม่นั้น “[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม” (35:2)
การที่พระเจ้าทรงดูแลสิ่งทรงสร้างรวมถึงประชากรของพระองค์ ดลใจให้เราดูแลสรรพสิ่งที่ทรงสร้างด้วย เราสามารถดำเนินชีวิตร่วมในแผนการสูงสุดของพระเจ้า เพื่อโลกที่ได้รับการเยียวยารักษานี้ได้ โดยเป็นผู้ดูแลสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เราร่วมมือกับพระเจ้าได้ที่จะทำให้ความแห้งแล้งทุกชนิดอุดมไปด้วยชีวิตและความงดงาม
คุณเห็นสิ่งทรงสร้างส่วนใดที่แห้งแล้งหรือทนทุกข์ คุณจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ทะเลทรายออกดอกอุดมได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นวิธีที่จะช่วยรักษาและฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายในโลกใบนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[ทะเลทราย]จะออกดอกอุดม [ อิสยาห์ 35:2 ]
ศตวรรษก่อน ป่าที่เขียวขจีได้ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 40%ของประเทศเอธิโอเปีย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 4% การถางพื้นที่เพาะปลูกโดยไม่อาจพิทักษ์ป่าไว้ได้นำไปสู่วิกฤตด้านนิเวศน์วิทยา พื้นที่สีเขียวขนาดเล็กที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดวงตาที่มองเห็น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดวงตาที่มองเห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aefaf01b-76cc-496f-8f57-5f64ebd13392</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/609475a9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แล้วเอลีชาก็อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น” [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:17 ]</p>
<p>จอยรู้สึกเป็นห่วงญาติชื่อแซนดี้ซึ่งต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิตมานานหลายปี เมื่อเธอไปที่อพาร์ทเม้นท์ของแซนดี้ ประตูปิดล็อกไว้และดูเหมือนไม่มีคนอยู่ เมื่อเธอและคนอื่นๆวางแผนตามหาแซนดี้ จอยอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นในสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เห็น” ขณะที่พวกเขากำลังจะออกไป จอยหันกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์และเห็นผ้าม่านขยับเบาๆ ชั่วขณะนั้นเองเธอรู้ว่าแซนดี้ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินในการเข้าถึงเธอ แต่จอยดีใจที่คำอธิษฐานนี้ได้รับคำตอบ</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะเอลีชารู้จักฤทธิ์เดชของการทูลขอให้พระเจ้าเปิดเผยถึงความเป็นจริงของพระองค์ เมื่อกองทัพซีเรียล้อมเมืองไว้ คนรับใช้ของเอลีชาตัวสั่นด้วยความกลัว เขามองเห็นสิ่งซึ่งไม่สามารถเห็นได้ไม่ใช่ด้วยความช่วยเหลือจากคนของพระเจ้าแต่จากพระเจ้าเอง แล้วเอลีชาอธิษฐานขอให้คนรับใช้นั้นมองเห็นด้วย และ “พระเจ้าทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น” ให้เห็น “ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิง” (2 พกษ.6:17)</p>
<p>พระเจ้าทรงเปิดม่านที่กั้นระหว่างโลกฝ่ายวิญญาณกับโลกฝ่ายเนื้อหนังให้เอลีชากับคนรับใช้ของท่าน จอยเชื่อว่าพระเจ้าช่วยให้เธอมองเห็นผ้าม่านที่สั่นไหวเล็กน้อย ซึ่งทำให้เธอมีความหวัง พวกเราเองก็ทูลขอให้พระองค์ประทานการมองเห็นฝ่ายวิญญาณแก่เราเพื่อจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ ไม่ว่าจะกับคนที่เรารักหรือในชุมชนของเรา และเราสามารถเป็นตัวแทนของความรัก ความจริง และความเมตตาของพระองค์ได้เช่นกัน</p>
<p><em>คุณจะทูลขอให้พระเจ้าทรงเปิดตาของคุณให้เห็นความจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ที่กดดันคุณอย่างไร พระองค์ได้ทรงเปิดเผยความเป็นจริงของพระองค์แก่คุณก่อนหน้านี้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งความเมตตาทั้งสิ้น โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความรักและพระคุณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักนั้นกับผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แล้วเอลีชาก็อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น” [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:17 ]</p>
<p>จอยรู้สึกเป็นห่วงญาติชื่อแซนดี้ซึ่งต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิตมานานหลายปี เมื่อเธอไปที่อพาร์ทเม้นท์ของแซนดี้ ประตูปิดล็อกไว้และดูเหมือนไม่มีคนอยู่ เมื่อเธอและคนอื่นๆวางแผนตามหาแซนดี้ จอยอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นในสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เห็น” ขณะที่พวกเขากำลังจะออกไป จอยหันกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์และเห็นผ้าม่านขยับเบาๆ ชั่วขณะนั้นเองเธอรู้ว่าแซนดี้ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินในการเข้าถึงเธอ แต่จอยดีใจที่คำอธิษฐานนี้ได้รับคำตอบ</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะเอลีชารู้จักฤทธิ์เดชของการทูลขอให้พระเจ้าเปิดเผยถึงความเป็นจริงของพระองค์ เมื่อกองทัพซีเรียล้อมเมืองไว้ คนรับใช้ของเอลีชาตัวสั่นด้วยความกลัว เขามองเห็นสิ่งซึ่งไม่สามารถเห็นได้ไม่ใช่ด้วยความช่วยเหลือจากคนของพระเจ้าแต่จากพระเจ้าเอง แล้วเอลีชาอธิษฐานขอให้คนรับใช้นั้นมองเห็นด้วย และ “พระเจ้าทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น” ให้เห็น “ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิง” (2 พกษ.6:17)</p>
<p>พระเจ้าทรงเปิดม่านที่กั้นระหว่างโลกฝ่ายวิญญาณกับโลกฝ่ายเนื้อหนังให้เอลีชากับคนรับใช้ของท่าน จอยเชื่อว่าพระเจ้าช่วยให้เธอมองเห็นผ้าม่านที่สั่นไหวเล็กน้อย ซึ่งทำให้เธอมีความหวัง พวกเราเองก็ทูลขอให้พระองค์ประทานการมองเห็นฝ่ายวิญญาณแก่เราเพื่อจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ ไม่ว่าจะกับคนที่เรารักหรือในชุมชนของเรา และเราสามารถเป็นตัวแทนของความรัก ความจริง และความเมตตาของพระองค์ได้เช่นกัน</p>
<p><em>คุณจะทูลขอให้พระเจ้าทรงเปิดตาของคุณให้เห็นความจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ที่กดดันคุณอย่างไร พระองค์ได้ทรงเปิดเผยความเป็นจริงของพระองค์แก่คุณก่อนหน้านี้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งความเมตตาทั้งสิ้น โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความรักและพระคุณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักนั้นกับผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 07 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/609475a9/1ae44d0f.mp3" length="13669092" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>855</itunes:duration>
      <itunes:summary>แล้วเอลีชาก็อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น” [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:17 ]
จอยรู้สึกเป็นห่วงญาติชื่อแซนดี้ซึ่งต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิตมานานหลายปี เมื่อเธอไปที่อพาร์ทเม้นท์ของแซนดี้ ประตูปิดล็อกไว้และดูเหมือนไม่มีคนอยู่ เมื่อเธอและคนอื่นๆวางแผนตามหาแซนดี้ จอยอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นในสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เห็น” ขณะที่พวกเขากำลังจะออกไป จอยหันกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์และเห็นผ้าม่านขยับเบาๆ ชั่วขณะนั้นเองเธอรู้ว่าแซนดี้ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินในการเข้าถึงเธอ แต่จอยดีใจที่คำอธิษฐานนี้ได้รับคำตอบ
ผู้เผยพระวจนะเอลีชารู้จักฤทธิ์เดชของการทูลขอให้พระเจ้าเปิดเผยถึงความเป็นจริงของพระองค์ เมื่อกองทัพซีเรียล้อมเมืองไว้ คนรับใช้ของเอลีชาตัวสั่นด้วยความกลัว เขามองเห็นสิ่งซึ่งไม่สามารถเห็นได้ไม่ใช่ด้วยความช่วยเหลือจากคนของพระเจ้าแต่จากพระเจ้าเอง แล้วเอลีชาอธิษฐานขอให้คนรับใช้นั้นมองเห็นด้วย และ “พระเจ้าทรงเบิกตาของชายหนุ่มคนนั้น” ให้เห็น “ที่ภูเขาก็เต็มไปด้วยม้า และรถรบเพลิง” (2 พกษ.6:17)
พระเจ้าทรงเปิดม่านที่กั้นระหว่างโลกฝ่ายวิญญาณกับโลกฝ่ายเนื้อหนังให้เอลีชากับคนรับใช้ของท่าน จอยเชื่อว่าพระเจ้าช่วยให้เธอมองเห็นผ้าม่านที่สั่นไหวเล็กน้อย ซึ่งทำให้เธอมีความหวัง พวกเราเองก็ทูลขอให้พระองค์ประทานการมองเห็นฝ่ายวิญญาณแก่เราเพื่อจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ ไม่ว่าจะกับคนที่เรารักหรือในชุมชนของเรา และเราสามารถเป็นตัวแทนของความรัก ความจริง และความเมตตาของพระองค์ได้เช่นกัน
คุณจะทูลขอให้พระเจ้าทรงเปิดตาของคุณให้เห็นความจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ที่กดดันคุณอย่างไร พระองค์ได้ทรงเปิดเผยความเป็นจริงของพระองค์แก่คุณก่อนหน้านี้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งความเมตตาทั้งสิ้น โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความรักและพระคุณของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักนั้นกับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แล้วเอลีชาก็อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกตาของเขาเพื่อเขาจะได้เห็น” [ 2 พงศ์กษัตริย์ 6:17 ]
จอยรู้สึกเป็นห่วงญาติชื่อแซนดี้ซึ่งต่อสู้กับโรคพิษสุราเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจิตมานานหลายปี เมื่อเธอไปที่อพาร์ทเม้นท์ของแซนดี้ ประตูปิดล็อกไว้และดูเหมือนไม่มี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.15 "คริสเตียนเชื่ออะไร เชื่อๆ ไปเถอะหรือเปล่า"</title>
      <itunes:episode>15</itunes:episode>
      <podcast:episode>15</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.15 "คริสเตียนเชื่ออะไร เชื่อๆ ไปเถอะหรือเปล่า"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">88a114ce-ff69-411e-8caa-f470f6462c4a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ada79328</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หากคุณที่เป็นคริสเตียนและติดตามพระเจ้ามานานถูกถามว่า "คริสเตียนเชื่ออะไรกัน เป็นพวกงมงายหรือเปล่า" คุณจะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร คุณจะตอบว่าคุณเชื่อในพระเยซูด้วยเหตุผลอะไร…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 15 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่ออะไร เชื่อๆ ไปเถอะหรือเปล่า" มาฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันนะคะ เพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่เราเชื่อ และมั่นใจที่จะตอบคำถามนี้ได้</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หากคุณที่เป็นคริสเตียนและติดตามพระเจ้ามานานถูกถามว่า "คริสเตียนเชื่ออะไรกัน เป็นพวกงมงายหรือเปล่า" คุณจะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร คุณจะตอบว่าคุณเชื่อในพระเยซูด้วยเหตุผลอะไร…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 15 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่ออะไร เชื่อๆ ไปเถอะหรือเปล่า" มาฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันนะคะ เพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่เราเชื่อ และมั่นใจที่จะตอบคำถามนี้ได้</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 07 May 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ada79328/7e0d984a.mp3" length="61585588" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/XrsIB6pAO2wT1nsuPCiDfUZdiZAF-kYiAp7mJ3ldNVo/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8wYzE3/NGY4MTZlNzczNjVh/MTU4YjEyZTdlNGVj/NGMyYy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2559</itunes:duration>
      <itunes:summary>หากคุณที่เป็นคริสเตียนและติดตามพระเจ้ามานานถูกถามว่า "คริสเตียนเชื่ออะไรกัน เป็นพวกงมงายหรือเปล่า" คุณจะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร คุณจะตอบว่าคุณเชื่อในพระเยซูด้วยเหตุผลอะไร…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 15 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่ออะไร เชื่อๆ ไปเถอะหรือเปล่า" มาฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันนะคะ เพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่เราเชื่อ และมั่นใจที่จะตอบคำถามนี้ได้

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หากคุณที่เป็นคริสเตียนและติดตามพระเจ้ามานานถูกถามว่า "คริสเตียนเชื่ออะไรกัน เป็นพวกงมงายหรือเปล่า" คุณจะตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร คุณจะตอบว่าคุณเชื่อในพระเยซูด้วยเหตุผลอะไร…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 15 นี้ อยากชวนทุกคนมาคิดและพูดคุยกันในหัวข้อ "คริสเตียนเชื่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของประทานจากพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของประทานจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">84f25991-a21c-4705-a8a4-6cd297c118bb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bf4a49cd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]</p>
<p>หลายสิบปีก่อนผมไปค่ายของวิทยาลัยที่ทุกคนพูดถึงแบบประเมินบุคลิกภาพ คนหนึ่งบอกว่า “ฉันเป็น ISTJ!” อีกคนส่งเสียงสดใส “ฉันเป็น ENFP” ผมรู้สึกงง จึงล้อเล่นว่า “ผมเป็น ABCXYZ”</p>
<p>ตั้งแต่นั้นมาผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับแบบประเมินนั้น (ของมายเยอส์บริกส์) และแบบประเมินอื่นๆ เช่น การประเมินลักษณะนิสัย ผมพบว่าสิ่งเหล่านี้น่าสนใจเพราะจะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและผู้อื่นในแง่ที่เป็นประโยชน์และเผยให้เราเห็นถึงความชอบ จุดแข็งและจุดอ่อนของเรา หากเราไม่ใช้แบบประเมินต่างๆเหล่านี้มากเกินไป สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่พระเจ้าใช้เพื่อช่วยให้เราเติบโต</p>
<p>พระคัมภีร์ไม่ได้นำเสนอแบบประเมินบุคลิกภาพกับเรา แต่พระคัมภีร์ยืนยันถึงเอกลักษณ์ของแต่ละคนในสายพระเนตรของพระเจ้า (ดู สดด.139:14-16, ยรม.1:5) และแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เราทุกคนมีลักษณะเฉพาะ และของประทานพิเศษเฉพาะตัวเพื่อรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์อย่างไร ในโรม 12:6 เปาโลอธิบายความคิดนี้ เมื่อท่านบอกว่า “เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา”</p>
<p>เปาโลอธิบายว่าของประทานเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อเราแต่เพียงผู้เดียว แต่มีจุดประสงค์เพื่อรับใช้คนของพระเจ้านั้นคือพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 5) ของประทานเหล่านั้นแสดงถึงพระคุณและความประเสริฐของพระองค์ ซึ่งทำงานในเราและผ่านเราทุกคน ของประทานเหล่านั้นเชื้อเชิญให้เราแต่ละคนเป็นภาชนะพิเศษในการรับใช้พระเจ้า</p>
<p><em>ของประทานใดที่พระเจ้าประทานให้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่น หากไม่แน่ใจว่าคุณมีของประทานอะไร ใครที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงของประทานจากพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับของประทานที่มอบให้ข้าพระองค์ ขอทรงให้ข้าพระองค์น้อมรับวิธีที่พระองค์ทรงเตรียมข้าพระองค์ให้รักและรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]</p>
<p>หลายสิบปีก่อนผมไปค่ายของวิทยาลัยที่ทุกคนพูดถึงแบบประเมินบุคลิกภาพ คนหนึ่งบอกว่า “ฉันเป็น ISTJ!” อีกคนส่งเสียงสดใส “ฉันเป็น ENFP” ผมรู้สึกงง จึงล้อเล่นว่า “ผมเป็น ABCXYZ”</p>
<p>ตั้งแต่นั้นมาผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับแบบประเมินนั้น (ของมายเยอส์บริกส์) และแบบประเมินอื่นๆ เช่น การประเมินลักษณะนิสัย ผมพบว่าสิ่งเหล่านี้น่าสนใจเพราะจะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและผู้อื่นในแง่ที่เป็นประโยชน์และเผยให้เราเห็นถึงความชอบ จุดแข็งและจุดอ่อนของเรา หากเราไม่ใช้แบบประเมินต่างๆเหล่านี้มากเกินไป สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่พระเจ้าใช้เพื่อช่วยให้เราเติบโต</p>
<p>พระคัมภีร์ไม่ได้นำเสนอแบบประเมินบุคลิกภาพกับเรา แต่พระคัมภีร์ยืนยันถึงเอกลักษณ์ของแต่ละคนในสายพระเนตรของพระเจ้า (ดู สดด.139:14-16, ยรม.1:5) และแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เราทุกคนมีลักษณะเฉพาะ และของประทานพิเศษเฉพาะตัวเพื่อรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์อย่างไร ในโรม 12:6 เปาโลอธิบายความคิดนี้ เมื่อท่านบอกว่า “เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา”</p>
<p>เปาโลอธิบายว่าของประทานเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อเราแต่เพียงผู้เดียว แต่มีจุดประสงค์เพื่อรับใช้คนของพระเจ้านั้นคือพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 5) ของประทานเหล่านั้นแสดงถึงพระคุณและความประเสริฐของพระองค์ ซึ่งทำงานในเราและผ่านเราทุกคน ของประทานเหล่านั้นเชื้อเชิญให้เราแต่ละคนเป็นภาชนะพิเศษในการรับใช้พระเจ้า</p>
<p><em>ของประทานใดที่พระเจ้าประทานให้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่น หากไม่แน่ใจว่าคุณมีของประทานอะไร ใครที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงของประทานจากพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับของประทานที่มอบให้ข้าพระองค์ ขอทรงให้ข้าพระองค์น้อมรับวิธีที่พระองค์ทรงเตรียมข้าพระองค์ให้รักและรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 06 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bf4a49cd/93d58c7b.mp3" length="10616744" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>664</itunes:duration>
      <itunes:summary>และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]
หลายสิบปีก่อนผมไปค่ายของวิทยาลัยที่ทุกคนพูดถึงแบบประเมินบุคลิกภาพ คนหนึ่งบอกว่า “ฉันเป็น ISTJ!” อีกคนส่งเสียงสดใส “ฉันเป็น ENFP” ผมรู้สึกงง จึงล้อเล่นว่า “ผมเป็น ABCXYZ”
ตั้งแต่นั้นมาผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับแบบประเมินนั้น (ของมายเยอส์บริกส์) และแบบประเมินอื่นๆ เช่น การประเมินลักษณะนิสัย ผมพบว่าสิ่งเหล่านี้น่าสนใจเพราะจะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและผู้อื่นในแง่ที่เป็นประโยชน์และเผยให้เราเห็นถึงความชอบ จุดแข็งและจุดอ่อนของเรา หากเราไม่ใช้แบบประเมินต่างๆเหล่านี้มากเกินไป สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่พระเจ้าใช้เพื่อช่วยให้เราเติบโต
พระคัมภีร์ไม่ได้นำเสนอแบบประเมินบุคลิกภาพกับเรา แต่พระคัมภีร์ยืนยันถึงเอกลักษณ์ของแต่ละคนในสายพระเนตรของพระเจ้า (ดู สดด.139:14-16, ยรม.1:5) และแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เราทุกคนมีลักษณะเฉพาะ และของประทานพิเศษเฉพาะตัวเพื่อรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์อย่างไร ในโรม 12:6 เปาโลอธิบายความคิดนี้ เมื่อท่านบอกว่า “เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา”
เปาโลอธิบายว่าของประทานเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อเราแต่เพียงผู้เดียว แต่มีจุดประสงค์เพื่อรับใช้คนของพระเจ้านั้นคือพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 5) ของประทานเหล่านั้นแสดงถึงพระคุณและความประเสริฐของพระองค์ ซึ่งทำงานในเราและผ่านเราทุกคน ของประทานเหล่านั้นเชื้อเชิญให้เราแต่ละคนเป็นภาชนะพิเศษในการรับใช้พระเจ้า
ของประทานใดที่พระเจ้าประทานให้คุณเพื่อรับใช้ผู้อื่น หากไม่แน่ใจว่าคุณมีของประทานอะไร ใครที่จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงของประทานจากพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น
พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับของประทานที่มอบให้ข้าพระองค์ ขอทรงให้ข้าพระองค์น้อมรับวิธีที่พระองค์ทรงเตรียมข้าพระองค์ให้รักและรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา [ โรม 12:6 ]
หลายสิบปีก่อนผมไปค่ายของวิทยาลัยที่ทุกคนพูดถึงแบบประเมินบุคลิกภาพ คนหนึ่งบอกว่า “ฉันเป็น ISTJ!” อีกคนส่งเสียงสดใส “ฉันเป็น ENFP” ผมรู้สึกงง จึงล้อเล่นว่า “ผมเป็น ABCXYZ”
ตั้งแต่น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เชื่อฟังด้วยความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เชื่อฟังด้วยความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4c5c4b76-b78a-4e7a-a49d-4a855989029d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a2d90117</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา [ ยอห์น 14:21 ]</p>
<p>ในพิธีแต่งงานของเรา ผู้ประกอบพิธีกล่าวกับฉันว่า “คุณสัญญาว่าจะรัก ให้เกียรติและเชื่อฟังสามีของคุณ จนกว่าความตายจะแยกจากกันไหม” ฉันชำเลืองมองคู่หมั้น แล้วกระซิบว่า “เชื่อฟังเหรอ” เราสร้างความสัมพันธ์ของเราด้วยความรักและความเคารพ ไม่ใช่การเชื่อฟังอย่างมืดบอดตามที่คำปฏิญาณดูเหมือนจะบอกเป็นนัย พ่อของสามีถ่ายรูปตอนฉันเบิกตากว้างขณะประมวลผลคำว่า เชื่อฟัง แล้วตอบว่า “ฉันสัญญา”</p>
<p>ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าเปิดเผยว่า การที่ฉันต่อต้านคำว่า เชื่อฟัง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่งระหว่างสามีกับภรรยา ฉันเข้าใจว่า เชื่อฟัง หมายถึง “ถูกบีบคั้น” หรือ “ยอมเพราะถูกบังคับ” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์สนับสนุน ตรงกันข้ามคำว่า เชื่อฟัง ในพระคัมภีร์แสดงถึงวิธีต่างๆ ที่เราจะรักพระเจ้าได้ เมื่อฉันกับสามีฉลองครบรอบแต่งงานสามสิบปี เรายังคงเรียนรู้ที่จะรักพระเยซูและรักกันและกันโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์</p>
<p>เมื่อพระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” (ยน.14:15) ทรงแสดงให้เราเห็นว่าการเชื่อฟังพระคัมภีร์นั้นเป็นผลลัพธ์ที่มาจากความรักและความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ (ข้อ 16-21)</p>
<p>ความรักของพระเยซูนั้นไม่คำนึงถึงตัวเอง ไม่มีเงื่อนไขและไม่เคยบังคับหรือกดขี่ เมื่อเราติดตามและถวายเกียรติแด่พระองค์ในความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เราเห็นว่า การเชื่อฟังพระองค์เป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและการนมัสการที่กอปรด้วยปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก</p>
<p><em>การมองว่าการเชื่อฟังพระเจ้าเป็นการแสดงถึงความรักและความไว้วางใจ สิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของคุณในเรื่องที่พระเจ้าปรารถนาการเชื่อฟังอย่างไร พระเจ้าทรงพิสูจน์ให้เห็นอย่างไรว่าคุณวางใจในพระองค์ได้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์รักพระองค์และผู้อื่น โดยการเชื่อฟังและประพฤติตามพระคัมภีร์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา [ ยอห์น 14:21 ]</p>
<p>ในพิธีแต่งงานของเรา ผู้ประกอบพิธีกล่าวกับฉันว่า “คุณสัญญาว่าจะรัก ให้เกียรติและเชื่อฟังสามีของคุณ จนกว่าความตายจะแยกจากกันไหม” ฉันชำเลืองมองคู่หมั้น แล้วกระซิบว่า “เชื่อฟังเหรอ” เราสร้างความสัมพันธ์ของเราด้วยความรักและความเคารพ ไม่ใช่การเชื่อฟังอย่างมืดบอดตามที่คำปฏิญาณดูเหมือนจะบอกเป็นนัย พ่อของสามีถ่ายรูปตอนฉันเบิกตากว้างขณะประมวลผลคำว่า เชื่อฟัง แล้วตอบว่า “ฉันสัญญา”</p>
<p>ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าเปิดเผยว่า การที่ฉันต่อต้านคำว่า เชื่อฟัง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่งระหว่างสามีกับภรรยา ฉันเข้าใจว่า เชื่อฟัง หมายถึง “ถูกบีบคั้น” หรือ “ยอมเพราะถูกบังคับ” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์สนับสนุน ตรงกันข้ามคำว่า เชื่อฟัง ในพระคัมภีร์แสดงถึงวิธีต่างๆ ที่เราจะรักพระเจ้าได้ เมื่อฉันกับสามีฉลองครบรอบแต่งงานสามสิบปี เรายังคงเรียนรู้ที่จะรักพระเยซูและรักกันและกันโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์</p>
<p>เมื่อพระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” (ยน.14:15) ทรงแสดงให้เราเห็นว่าการเชื่อฟังพระคัมภีร์นั้นเป็นผลลัพธ์ที่มาจากความรักและความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ (ข้อ 16-21)</p>
<p>ความรักของพระเยซูนั้นไม่คำนึงถึงตัวเอง ไม่มีเงื่อนไขและไม่เคยบังคับหรือกดขี่ เมื่อเราติดตามและถวายเกียรติแด่พระองค์ในความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เราเห็นว่า การเชื่อฟังพระองค์เป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและการนมัสการที่กอปรด้วยปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก</p>
<p><em>การมองว่าการเชื่อฟังพระเจ้าเป็นการแสดงถึงความรักและความไว้วางใจ สิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของคุณในเรื่องที่พระเจ้าปรารถนาการเชื่อฟังอย่างไร พระเจ้าทรงพิสูจน์ให้เห็นอย่างไรว่าคุณวางใจในพระองค์ได้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์รักพระองค์และผู้อื่น โดยการเชื่อฟังและประพฤติตามพระคัมภีร์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 05 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2d90117/67cfe032.mp3" length="12963585" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>811</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา [ ยอห์น 14:21 ]
ในพิธีแต่งงานของเรา ผู้ประกอบพิธีกล่าวกับฉันว่า “คุณสัญญาว่าจะรัก ให้เกียรติและเชื่อฟังสามีของคุณ จนกว่าความตายจะแยกจากกันไหม” ฉันชำเลืองมองคู่หมั้น แล้วกระซิบว่า “เชื่อฟังเหรอ” เราสร้างความสัมพันธ์ของเราด้วยความรักและความเคารพ ไม่ใช่การเชื่อฟังอย่างมืดบอดตามที่คำปฏิญาณดูเหมือนจะบอกเป็นนัย พ่อของสามีถ่ายรูปตอนฉันเบิกตากว้างขณะประมวลผลคำว่า เชื่อฟัง แล้วตอบว่า “ฉันสัญญา”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าเปิดเผยว่า การที่ฉันต่อต้านคำว่า เชื่อฟัง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่งระหว่างสามีกับภรรยา ฉันเข้าใจว่า เชื่อฟัง หมายถึง “ถูกบีบคั้น” หรือ “ยอมเพราะถูกบังคับ” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์สนับสนุน ตรงกันข้ามคำว่า เชื่อฟัง ในพระคัมภีร์แสดงถึงวิธีต่างๆ ที่เราจะรักพระเจ้าได้ เมื่อฉันกับสามีฉลองครบรอบแต่งงานสามสิบปี เรายังคงเรียนรู้ที่จะรักพระเยซูและรักกันและกันโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์
เมื่อพระเยซูตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” (ยน.14:15) ทรงแสดงให้เราเห็นว่าการเชื่อฟังพระคัมภีร์นั้นเป็นผลลัพธ์ที่มาจากความรักและความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ (ข้อ 16-21)
ความรักของพระเยซูนั้นไม่คำนึงถึงตัวเอง ไม่มีเงื่อนไขและไม่เคยบังคับหรือกดขี่ เมื่อเราติดตามและถวายเกียรติแด่พระองค์ในความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เราเห็นว่า การเชื่อฟังพระองค์เป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและการนมัสการที่กอปรด้วยปัญญาและเปี่ยมด้วยความรัก
การมองว่าการเชื่อฟังพระเจ้าเป็นการแสดงถึงความรักและความไว้วางใจ สิ่งนี้เปลี่ยนมุมมองของคุณในเรื่องที่พระเจ้าปรารถนาการเชื่อฟังอย่างไร พระเจ้าทรงพิสูจน์ให้เห็นอย่างไรว่าคุณวางใจในพระองค์ได้
พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์รักพระองค์และผู้อื่น โดยการเชื่อฟังและประพฤติตามพระคัมภีร์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ใดที่มีบัญญัติของเรา และประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเรา [ ยอห์น 14:21 ]
ในพิธีแต่งงานของเรา ผู้ประกอบพิธีกล่าวกับฉันว่า “คุณสัญญาว่าจะรัก ให้เกียรติและเชื่อฟังสามีของคุณ จนกว่าความตายจะแยกจากกันไหม” ฉันชำเลืองมองคู่หมั้น แล้วกระซิบว่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>น้ำตาแห่งความปีติยินดี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>น้ำตาแห่งความปีติยินดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e15ad910-6695-419b-85c8-266b758524a8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b867d8e9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เขาจะมาด้วยการร้องไห้ และเราจะนำเขากลับด้วยการเล้าโลมใจ [ เยเรมีย์ 31:9 ]</p>
<p>เช้าวันหนึ่งเมื่อดีนออกจากบ้าน เขาพบเพื่อนๆถือลูกโป่งรออยู่ โจชเพื่อนของเขาก้าวออกมา “เราส่งบทกวีของนายเข้าประกวด” เขาพูดก่อนจะยื่นซองหนึ่งให้ดีน ข้างในเป็นการ์ดที่เขียนว่า “รางวัลที่หนึ่ง” และจากนั้นทุกคนก็ร้องไห้ด้วยความยินดี เพื่อนของดีนทำสิ่งซึ่งสวยงามอันเป็นการรับรองความสามารถในการเขียนของเขา</p>
<p>การร้องไห้ด้วยความปีติยินดีเป็นประสบการณ์ที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน ปกติแล้วน้ำตาเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวด ไม่ใช่ความปีติยินดี และความปีติยินดีปกติแล้วจะแสดงออกด้วยเสียงหัวเราะไม่ใช่น้ำตา นักจิตวิทยาชาวอิตาลีตั้งข้อสังเกตว่า น้ำตาแห่งความปีติยินดีเกิดขึ้นในเวลาที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งเป็นส่วนตัว เช่น เมื่อเรารู้สึกได้รับความรักอย่างสุดซึ้งหรือบรรลุเป้าหมายสำคัญ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสรุปว่าน้ำตาแห่งความปีติยินดีเป็นตัวบ่งบอกถึงความหมายของชีวิต</p>
<p>ผมจินตนาการถึงน้ำตาแห่งความปีติที่หลั่งออกมาในทุกแห่งที่พระเยซูเสด็จไป พ่อแม่ของชายตาบอดแต่กำเนิดจะไม่ร้องไห้ด้วยความปีติยินดีได้อย่างไรเมื่อพระเยซูทรงรักษาลูกของเขา (ยน.9:1-9) หรือมารีย์กับมารธาเมื่อพระองค์ทรงให้น้องชายของนางฟื้นจากความตาย (11:38-44) เมื่อประชากรของพระเจ้าถูกนำเข้าสู่โลกที่ได้รับการฟื้นฟู พระเจ้าตรัสว่า “เขาจะมาด้วยการร้องไห้ [น้ำตาแห่งความปีติยินดี] และเราจะนำเขากลับ [บ้าน] ด้วยการเล้าโลมใจ” (ยรม.31:9)</p>
<p>หากน้ำตาแห่งความปีติยินดีแสดงให้เราเห็นความหมายของชีวิต ขอให้นึกถึงวันอันยิ่งใหญ่ที่จะมาถึง ขณะที่น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเรา เราจะรู้โดยไม่สงสัยเลยว่า ความหมายของชีวิตก็คือการได้อยู่กับพระองค์อย่างใกล้ชิดตลอดไป</p>
<p><em>คุณร้องไห้ด้วยความปีติยินดีครั้งสุดท้ายเมื่อใด คุณคิดว่าความหมายของชีวิตคืออะไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความปีติยินดีที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับผู้ที่รักพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เขาจะมาด้วยการร้องไห้ และเราจะนำเขากลับด้วยการเล้าโลมใจ [ เยเรมีย์ 31:9 ]</p>
<p>เช้าวันหนึ่งเมื่อดีนออกจากบ้าน เขาพบเพื่อนๆถือลูกโป่งรออยู่ โจชเพื่อนของเขาก้าวออกมา “เราส่งบทกวีของนายเข้าประกวด” เขาพูดก่อนจะยื่นซองหนึ่งให้ดีน ข้างในเป็นการ์ดที่เขียนว่า “รางวัลที่หนึ่ง” และจากนั้นทุกคนก็ร้องไห้ด้วยความยินดี เพื่อนของดีนทำสิ่งซึ่งสวยงามอันเป็นการรับรองความสามารถในการเขียนของเขา</p>
<p>การร้องไห้ด้วยความปีติยินดีเป็นประสบการณ์ที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน ปกติแล้วน้ำตาเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวด ไม่ใช่ความปีติยินดี และความปีติยินดีปกติแล้วจะแสดงออกด้วยเสียงหัวเราะไม่ใช่น้ำตา นักจิตวิทยาชาวอิตาลีตั้งข้อสังเกตว่า น้ำตาแห่งความปีติยินดีเกิดขึ้นในเวลาที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งเป็นส่วนตัว เช่น เมื่อเรารู้สึกได้รับความรักอย่างสุดซึ้งหรือบรรลุเป้าหมายสำคัญ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสรุปว่าน้ำตาแห่งความปีติยินดีเป็นตัวบ่งบอกถึงความหมายของชีวิต</p>
<p>ผมจินตนาการถึงน้ำตาแห่งความปีติที่หลั่งออกมาในทุกแห่งที่พระเยซูเสด็จไป พ่อแม่ของชายตาบอดแต่กำเนิดจะไม่ร้องไห้ด้วยความปีติยินดีได้อย่างไรเมื่อพระเยซูทรงรักษาลูกของเขา (ยน.9:1-9) หรือมารีย์กับมารธาเมื่อพระองค์ทรงให้น้องชายของนางฟื้นจากความตาย (11:38-44) เมื่อประชากรของพระเจ้าถูกนำเข้าสู่โลกที่ได้รับการฟื้นฟู พระเจ้าตรัสว่า “เขาจะมาด้วยการร้องไห้ [น้ำตาแห่งความปีติยินดี] และเราจะนำเขากลับ [บ้าน] ด้วยการเล้าโลมใจ” (ยรม.31:9)</p>
<p>หากน้ำตาแห่งความปีติยินดีแสดงให้เราเห็นความหมายของชีวิต ขอให้นึกถึงวันอันยิ่งใหญ่ที่จะมาถึง ขณะที่น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเรา เราจะรู้โดยไม่สงสัยเลยว่า ความหมายของชีวิตก็คือการได้อยู่กับพระองค์อย่างใกล้ชิดตลอดไป</p>
<p><em>คุณร้องไห้ด้วยความปีติยินดีครั้งสุดท้ายเมื่อใด คุณคิดว่าความหมายของชีวิตคืออะไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความปีติยินดีที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับผู้ที่รักพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 04 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b867d8e9/af715b22.mp3" length="11112868" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาจะมาด้วยการร้องไห้ และเราจะนำเขากลับด้วยการเล้าโลมใจ [ เยเรมีย์ 31:9 ]
เช้าวันหนึ่งเมื่อดีนออกจากบ้าน เขาพบเพื่อนๆถือลูกโป่งรออยู่ โจชเพื่อนของเขาก้าวออกมา “เราส่งบทกวีของนายเข้าประกวด” เขาพูดก่อนจะยื่นซองหนึ่งให้ดีน ข้างในเป็นการ์ดที่เขียนว่า “รางวัลที่หนึ่ง” และจากนั้นทุกคนก็ร้องไห้ด้วยความยินดี เพื่อนของดีนทำสิ่งซึ่งสวยงามอันเป็นการรับรองความสามารถในการเขียนของเขา
การร้องไห้ด้วยความปีติยินดีเป็นประสบการณ์ที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน ปกติแล้วน้ำตาเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวด ไม่ใช่ความปีติยินดี และความปีติยินดีปกติแล้วจะแสดงออกด้วยเสียงหัวเราะไม่ใช่น้ำตา นักจิตวิทยาชาวอิตาลีตั้งข้อสังเกตว่า น้ำตาแห่งความปีติยินดีเกิดขึ้นในเวลาที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งเป็นส่วนตัว เช่น เมื่อเรารู้สึกได้รับความรักอย่างสุดซึ้งหรือบรรลุเป้าหมายสำคัญ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสรุปว่าน้ำตาแห่งความปีติยินดีเป็นตัวบ่งบอกถึงความหมายของชีวิต
ผมจินตนาการถึงน้ำตาแห่งความปีติที่หลั่งออกมาในทุกแห่งที่พระเยซูเสด็จไป พ่อแม่ของชายตาบอดแต่กำเนิดจะไม่ร้องไห้ด้วยความปีติยินดีได้อย่างไรเมื่อพระเยซูทรงรักษาลูกของเขา (ยน.9:1-9) หรือมารีย์กับมารธาเมื่อพระองค์ทรงให้น้องชายของนางฟื้นจากความตาย (11:38-44) เมื่อประชากรของพระเจ้าถูกนำเข้าสู่โลกที่ได้รับการฟื้นฟู พระเจ้าตรัสว่า “เขาจะมาด้วยการร้องไห้ [น้ำตาแห่งความปีติยินดี] และเราจะนำเขากลับ [บ้าน] ด้วยการเล้าโลมใจ” (ยรม.31:9)
หากน้ำตาแห่งความปีติยินดีแสดงให้เราเห็นความหมายของชีวิต ขอให้นึกถึงวันอันยิ่งใหญ่ที่จะมาถึง ขณะที่น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเรา เราจะรู้โดยไม่สงสัยเลยว่า ความหมายของชีวิตก็คือการได้อยู่กับพระองค์อย่างใกล้ชิดตลอดไป
คุณร้องไห้ด้วยความปีติยินดีครั้งสุดท้ายเมื่อใด คุณคิดว่าความหมายของชีวิตคืออะไร
พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความปีติยินดีที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับผู้ที่รักพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาจะมาด้วยการร้องไห้ และเราจะนำเขากลับด้วยการเล้าโลมใจ [ เยเรมีย์ 31:9 ]
เช้าวันหนึ่งเมื่อดีนออกจากบ้าน เขาพบเพื่อนๆถือลูกโป่งรออยู่ โจชเพื่อนของเขาก้าวออกมา “เราส่งบทกวีของนายเข้าประกวด” เขาพูดก่อนจะยื่นซองหนึ่งให้ดีน ข้างในเป็นการ์ดที่เขียนว่า “รางวัลท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชัยชนะแห่งความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชัยชนะแห่งความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">641eae62-f647-4ac2-aba6-ddf3d529d7fa</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/047aeeaf</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ [ สดุดี 56:3 ]</p>
<p>การตรวจสุขภาพตามปกติของคาลวินน้อยวัยสี่ขวบ เผยให้เห็นจุดที่ไม่คาดคิดสองสามจุดบนร่างกายของเขา ขณะไปพบแพทย์เขาได้รับการฉีดยาและบริเวณที่ฉีดยาถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดแผล เมื่อถึงเวลาต้องแกะพลาสเตอร์เล็กๆออก คาลวินร้องไห้กระซิกด้วยความกลัว พ่อพยายามปลอบลูกชายว่า “คาลวิน ลูกรู้ว่าพ่อไม่มีวันทำให้ลูกเจ็บ” พ่อต้องการให้ลูกชายไว้ใจเขามากกว่าที่จะกลัวการแกะผ้าปิดแผล</p>
<p>ไม่ใช่แค่เด็กอายุสี่ขวบที่รู้สึกกลัวเมื่อเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งการผ่าตัด การพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เรื่องที่เป็นอุปสรรคทางความคิดหรือจิตใจ และอื่นๆอีกมากที่กระตุ้นให้เรากลัว ทอดถอนใจ ร้องไห้ และคร่ำครวญ</p>
<p>ช่วงเวลาหนึ่งที่ดาวิดเต็มไปด้วยความกลัว คือตอนที่พบว่าตัวท่านอยู่ในดินแดนฟิลิสเตียขณะหลบหนีกษัตริย์ซาอูลที่อิจฉาริษยา เมื่อมีคนจำดาวิดได้ ท่านจึงหวาดวิตกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน (ดู 1 ซมอ.21:10-11) “ดาวิด…กลัวอาคีช กษัตริย์เมืองกัท” (ข้อ 12) เมื่อครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่ไม่สบายใจนี้ ดาวิดประพันธ์ว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์…ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว” (สดด.56:3-4)</p>
<p>เราจะทำอย่างไรเมื่อความไม่สบายใจในชีวิตกระตุ้นความกลัวของเรา เราสามารถไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ของเราได้</p>
<p><em>สถานการณ์ใดที่ทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในขณะนี้ คุณจะพักสงบในการดูแลของพระองค์ได้อย่างไร ในขณะที่คุณอธิษฐานนำความกลัวมามอบไว้กับพระบิดาในสวรรค์ผู้เปี่ยมด้วยความรัก</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ในความเป็นมนุษย์และความเปราะบางของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวาดกลัว ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นและสัมผัสกับความรักตลอดจนความห่วงใยของพระองค์ ท่ามกลางการทดลองและความไม่สบายใจของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ [ สดุดี 56:3 ]</p>
<p>การตรวจสุขภาพตามปกติของคาลวินน้อยวัยสี่ขวบ เผยให้เห็นจุดที่ไม่คาดคิดสองสามจุดบนร่างกายของเขา ขณะไปพบแพทย์เขาได้รับการฉีดยาและบริเวณที่ฉีดยาถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดแผล เมื่อถึงเวลาต้องแกะพลาสเตอร์เล็กๆออก คาลวินร้องไห้กระซิกด้วยความกลัว พ่อพยายามปลอบลูกชายว่า “คาลวิน ลูกรู้ว่าพ่อไม่มีวันทำให้ลูกเจ็บ” พ่อต้องการให้ลูกชายไว้ใจเขามากกว่าที่จะกลัวการแกะผ้าปิดแผล</p>
<p>ไม่ใช่แค่เด็กอายุสี่ขวบที่รู้สึกกลัวเมื่อเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งการผ่าตัด การพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เรื่องที่เป็นอุปสรรคทางความคิดหรือจิตใจ และอื่นๆอีกมากที่กระตุ้นให้เรากลัว ทอดถอนใจ ร้องไห้ และคร่ำครวญ</p>
<p>ช่วงเวลาหนึ่งที่ดาวิดเต็มไปด้วยความกลัว คือตอนที่พบว่าตัวท่านอยู่ในดินแดนฟิลิสเตียขณะหลบหนีกษัตริย์ซาอูลที่อิจฉาริษยา เมื่อมีคนจำดาวิดได้ ท่านจึงหวาดวิตกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน (ดู 1 ซมอ.21:10-11) “ดาวิด…กลัวอาคีช กษัตริย์เมืองกัท” (ข้อ 12) เมื่อครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่ไม่สบายใจนี้ ดาวิดประพันธ์ว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์…ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว” (สดด.56:3-4)</p>
<p>เราจะทำอย่างไรเมื่อความไม่สบายใจในชีวิตกระตุ้นความกลัวของเรา เราสามารถไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ของเราได้</p>
<p><em>สถานการณ์ใดที่ทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในขณะนี้ คุณจะพักสงบในการดูแลของพระองค์ได้อย่างไร ในขณะที่คุณอธิษฐานนำความกลัวมามอบไว้กับพระบิดาในสวรรค์ผู้เปี่ยมด้วยความรัก</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ในความเป็นมนุษย์และความเปราะบางของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวาดกลัว ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นและสัมผัสกับความรักตลอดจนความห่วงใยของพระองค์ ท่ามกลางการทดลองและความไม่สบายใจของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/047aeeaf/f166a73e.mp3" length="11667076" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>730</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ [ สดุดี 56:3 ]
การตรวจสุขภาพตามปกติของคาลวินน้อยวัยสี่ขวบ เผยให้เห็นจุดที่ไม่คาดคิดสองสามจุดบนร่างกายของเขา ขณะไปพบแพทย์เขาได้รับการฉีดยาและบริเวณที่ฉีดยาถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดแผล เมื่อถึงเวลาต้องแกะพลาสเตอร์เล็กๆออก คาลวินร้องไห้กระซิกด้วยความกลัว พ่อพยายามปลอบลูกชายว่า “คาลวิน ลูกรู้ว่าพ่อไม่มีวันทำให้ลูกเจ็บ” พ่อต้องการให้ลูกชายไว้ใจเขามากกว่าที่จะกลัวการแกะผ้าปิดแผล
ไม่ใช่แค่เด็กอายุสี่ขวบที่รู้สึกกลัวเมื่อเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งการผ่าตัด การพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เรื่องที่เป็นอุปสรรคทางความคิดหรือจิตใจ และอื่นๆอีกมากที่กระตุ้นให้เรากลัว ทอดถอนใจ ร้องไห้ และคร่ำครวญ
ช่วงเวลาหนึ่งที่ดาวิดเต็มไปด้วยความกลัว คือตอนที่พบว่าตัวท่านอยู่ในดินแดนฟิลิสเตียขณะหลบหนีกษัตริย์ซาอูลที่อิจฉาริษยา เมื่อมีคนจำดาวิดได้ ท่านจึงหวาดวิตกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน (ดู 1 ซมอ.21:10-11) “ดาวิด…กลัวอาคีช กษัตริย์เมืองกัท” (ข้อ 12) เมื่อครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่ไม่สบายใจนี้ ดาวิดประพันธ์ว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์…ในพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจอย่างปราศจากความกลัว” (สดด.56:3-4)
เราจะทำอย่างไรเมื่อความไม่สบายใจในชีวิตกระตุ้นความกลัวของเรา เราสามารถไว้วางใจพระบิดาในสวรรค์ของเราได้
สถานการณ์ใดที่ทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในขณะนี้ คุณจะพักสงบในการดูแลของพระองค์ได้อย่างไร ในขณะที่คุณอธิษฐานนำความกลัวมามอบไว้กับพระบิดาในสวรรค์ผู้เปี่ยมด้วยความรัก
ข้าแต่พระเจ้า ในความเป็นมนุษย์และความเปราะบางของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวาดกลัว ขอโปรดให้ข้าพระองค์เห็นและสัมผัสกับความรักตลอดจนความห่วงใยของพระองค์ ท่ามกลางการทดลองและความไม่สบายใจของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ [ สดุดี 56:3 ]
การตรวจสุขภาพตามปกติของคาลวินน้อยวัยสี่ขวบ เผยให้เห็นจุดที่ไม่คาดคิดสองสามจุดบนร่างกายของเขา ขณะไปพบแพทย์เขาได้รับการฉีดยาและบริเวณที่ฉีดยาถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดแผล เมื่อถึงเวลาต้องแกะพลาสเตอร์เล็กๆ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทสรุป - พระคุณสำหรับวันนี้ | ค้นหาความหวังและพระคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บทสรุป - พระคุณสำหรับวันนี้ | ค้นหาความหวังและพระคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2e3c7d3d-0ca5-4912-ab93-95bc6ab64bfc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4975c156</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>ค้นหาความหวังและพระคุณ </strong></p>
<p>โฮเรชิโอ สแปฟฟอร์ดสูญเสียทั้งลูกชายวัย 4 ขวบและธุรกิจของเขาภายในปีเดียว ในอีกสองสามปีต่อมา เขาวางแผนเข้าร่วมงานประกาศในลอนดอน จึงได้จัดการให้ภรรยาและลูกสาวทั้ง 4 คนลงเรือโดยสารล่วงหน้าไปก่อน และในขณะที่เขาสะสางงานเพื่อเดินทางตามไป ได้เกิดอุบัติเหตุเรือชนกันขึ้น ส่งผลให้ลูกสาวทั้ง 4 จมน้ำเสียชีวิต เหลือเพียงภรรยาที่รอดชีวิต เมื่อเขาเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่ผ่านบริเวณที่ลูกสาวเสียชีวิต โฮเรชิโอได้เขียนบทเพลงชีวิตคริสเตียนที่เป็นอมตะชื่อว่า “จิตใจข้าสุขสบาย”</p>
<p>เขาเขียนบทเพลงเช่นนี้ได้อย่างไร? เนื้อเพลงเผยให้เห็นว่า โฮเรชิโอเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในความหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขา นั่นคือความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์  และได้ค้นพบสันติสุขในจิตวิญญาณท่ามกลางความโศกเศร้ามากมาย</p>
<p>เขาสามารถมีสันติสุขแม้ขณะที่ยังคงมีความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความอ่อนล้า และแม้กระทั่งความโกรธ เราทำอย่างไรบ้างเมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้?</p>
<p><strong>อารมณ์และความเชื่อ</strong></p>
<p>พระคัมภีร์เต็มไปด้วยความรู้สึก ฮันนา “เป็นทุกข์ร้อนใจมากอธิษฐานต่อพระเจ้าและร้องไห้คร่ำครวญ” (1 ซามูเอล 1:10) ดาวิดเปิดใจต่อพระเจ้าแบบไม่ปิดบังในสดุดีบทแล้วบทเล่า (สดุดี 22:14-15) เอลียาห์สัมผัสกับหลุมลึกแห่งความซึมเศร้าหดหู่ (1 พงศ์กษัตริย์ 19) เยเรมีย์ร้องไห้คร่ำครวญต่อพระพักตร์พระเจ้า (เยเรมีย์ 8:20-9:1)</p>
<p>การแสดงอารมณ์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความสับสน หรือความอิจฉาต่อพระเจ้าเป็นเรื่องที่ทำได้หรือไม่?</p>
<p>แน่นอน เราทำเช่นนั้นได้!</p>
<p>ในสวนเกทเสมนี ในคืนก่อนที่พระเยซูถูกตรึง พระองค์กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกของพระองค์ต่อพระบิดา มัทธิว 26:37-38 บอกเราว่าพระองค์ “ทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก… (ใจของเรา) เป็นทุกข์แทบจะตาย”</p>
<p>การแสดงอารมณ์ดูเหมือนเป็นส่วนสำคัญของการได้สัมผัสสันติสุข เมื่อหยั่งรากลึกในความเชื่อ การแสดงออกเหล่านี้นำไปสู่ความหวัง</p>
<p>ฮันนาอธิษฐานขอบุตรและเชื่อว่าพระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเธอ ดาวิดร่ำไห้ต่อพระเจ้าในขณะเดียวกันยกย่องฤทธิ์อำนาจ ความสัตย์ซื่อ และความรักของพระองค์ เอลียาห์และเยเรมีย์ต่างได้รับการปลอบประโลมจากพระเจ้าเมื่อรู้สึกดำดิ่งและเป็นทุกข์ และพระเยซูคริสต์ทรงยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระบิดา โดยตรัสว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด" และพระองค์ได้รับการเสริมกำลังจากทูตสวรรค์ (ลูกา 22:42-44)</p>
<p>ความรู้สึกเป็นเครื่องบ่งบอก เหมือนเข็มชี้วัดบนแผงหน้าปัดรถยนต์ มันบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างภายในตัวรถ  เมื่อเราให้ความสนใจกับความรู้สึก มันสามารถเปิดเผยความต้องการของมนุษย์อย่างเรา และเมื่อรวมกับความเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือเรา ความรู้สึกนี้สามารถนำเราไปสู่ความหวังได้</p>
<p><strong>วิธีค้นหาความหวัง</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่เรามักต่อสู้และละอายกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราพยายามปกปิดความทุกข์ในเรื่องนี้จากคนอื่น ทั้งจากตัวเอง และแม้กระทั่งจากพระเจ้า แต่เราจะได้รับการช่วยเหลือก็ต่อเมื่อเราซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองและรับมือกับมัน</p>
<p>เมื่อเราพบว่าเรากำลังอยู่ในภาวะความเศร้าฝังใจ ความโกรธจัด ความอิจฉาที่เกิดขึ้นฉับพลัน หรือความหดหู่ดำดิ่ง เราสามารถหยุดเพื่อคิดและจดบันทึกว่าความรู้สึกนี้คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร เราเคยมีความรู้สึกแบบนี้ในสถานการณ์ใดมาก่อนบ้างไหม เราจะเข้าใจและเรียนรู้จากมันได้อย่างไร</p>
<p>อารมณ์และความรู้สึกช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจการเอาใจใส่ของพระเจ้า พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เรานำความรู้สึกเหล่านี้เข้ามาและขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ในความสัมพันธ์กับพระองค์ เราจะพบกับความผูกพันที่เราปรารถนาซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด หากคุณยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซูคริสต์ ลองหยุดสักครู่แล้วเพียงอธิษฐานด้วยความเชื่อ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>ค้นหาความหวังและพระคุณ </strong></p>
<p>โฮเรชิโอ สแปฟฟอร์ดสูญเสียทั้งลูกชายวัย 4 ขวบและธุรกิจของเขาภายในปีเดียว ในอีกสองสามปีต่อมา เขาวางแผนเข้าร่วมงานประกาศในลอนดอน จึงได้จัดการให้ภรรยาและลูกสาวทั้ง 4 คนลงเรือโดยสารล่วงหน้าไปก่อน และในขณะที่เขาสะสางงานเพื่อเดินทางตามไป ได้เกิดอุบัติเหตุเรือชนกันขึ้น ส่งผลให้ลูกสาวทั้ง 4 จมน้ำเสียชีวิต เหลือเพียงภรรยาที่รอดชีวิต เมื่อเขาเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่ผ่านบริเวณที่ลูกสาวเสียชีวิต โฮเรชิโอได้เขียนบทเพลงชีวิตคริสเตียนที่เป็นอมตะชื่อว่า “จิตใจข้าสุขสบาย”</p>
<p>เขาเขียนบทเพลงเช่นนี้ได้อย่างไร? เนื้อเพลงเผยให้เห็นว่า โฮเรชิโอเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในความหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขา นั่นคือความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์  และได้ค้นพบสันติสุขในจิตวิญญาณท่ามกลางความโศกเศร้ามากมาย</p>
<p>เขาสามารถมีสันติสุขแม้ขณะที่ยังคงมีความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความอ่อนล้า และแม้กระทั่งความโกรธ เราทำอย่างไรบ้างเมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้?</p>
<p><strong>อารมณ์และความเชื่อ</strong></p>
<p>พระคัมภีร์เต็มไปด้วยความรู้สึก ฮันนา “เป็นทุกข์ร้อนใจมากอธิษฐานต่อพระเจ้าและร้องไห้คร่ำครวญ” (1 ซามูเอล 1:10) ดาวิดเปิดใจต่อพระเจ้าแบบไม่ปิดบังในสดุดีบทแล้วบทเล่า (สดุดี 22:14-15) เอลียาห์สัมผัสกับหลุมลึกแห่งความซึมเศร้าหดหู่ (1 พงศ์กษัตริย์ 19) เยเรมีย์ร้องไห้คร่ำครวญต่อพระพักตร์พระเจ้า (เยเรมีย์ 8:20-9:1)</p>
<p>การแสดงอารมณ์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความสับสน หรือความอิจฉาต่อพระเจ้าเป็นเรื่องที่ทำได้หรือไม่?</p>
<p>แน่นอน เราทำเช่นนั้นได้!</p>
<p>ในสวนเกทเสมนี ในคืนก่อนที่พระเยซูถูกตรึง พระองค์กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกของพระองค์ต่อพระบิดา มัทธิว 26:37-38 บอกเราว่าพระองค์ “ทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก… (ใจของเรา) เป็นทุกข์แทบจะตาย”</p>
<p>การแสดงอารมณ์ดูเหมือนเป็นส่วนสำคัญของการได้สัมผัสสันติสุข เมื่อหยั่งรากลึกในความเชื่อ การแสดงออกเหล่านี้นำไปสู่ความหวัง</p>
<p>ฮันนาอธิษฐานขอบุตรและเชื่อว่าพระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเธอ ดาวิดร่ำไห้ต่อพระเจ้าในขณะเดียวกันยกย่องฤทธิ์อำนาจ ความสัตย์ซื่อ และความรักของพระองค์ เอลียาห์และเยเรมีย์ต่างได้รับการปลอบประโลมจากพระเจ้าเมื่อรู้สึกดำดิ่งและเป็นทุกข์ และพระเยซูคริสต์ทรงยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระบิดา โดยตรัสว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด" และพระองค์ได้รับการเสริมกำลังจากทูตสวรรค์ (ลูกา 22:42-44)</p>
<p>ความรู้สึกเป็นเครื่องบ่งบอก เหมือนเข็มชี้วัดบนแผงหน้าปัดรถยนต์ มันบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างภายในตัวรถ  เมื่อเราให้ความสนใจกับความรู้สึก มันสามารถเปิดเผยความต้องการของมนุษย์อย่างเรา และเมื่อรวมกับความเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือเรา ความรู้สึกนี้สามารถนำเราไปสู่ความหวังได้</p>
<p><strong>วิธีค้นหาความหวัง</strong></p>
<p>ส่วนใหญ่เรามักต่อสู้และละอายกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราพยายามปกปิดความทุกข์ในเรื่องนี้จากคนอื่น ทั้งจากตัวเอง และแม้กระทั่งจากพระเจ้า แต่เราจะได้รับการช่วยเหลือก็ต่อเมื่อเราซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองและรับมือกับมัน</p>
<p>เมื่อเราพบว่าเรากำลังอยู่ในภาวะความเศร้าฝังใจ ความโกรธจัด ความอิจฉาที่เกิดขึ้นฉับพลัน หรือความหดหู่ดำดิ่ง เราสามารถหยุดเพื่อคิดและจดบันทึกว่าความรู้สึกนี้คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร เราเคยมีความรู้สึกแบบนี้ในสถานการณ์ใดมาก่อนบ้างไหม เราจะเข้าใจและเรียนรู้จากมันได้อย่างไร</p>
<p>อารมณ์และความรู้สึกช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจการเอาใจใส่ของพระเจ้า พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เรานำความรู้สึกเหล่านี้เข้ามาและขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ในความสัมพันธ์กับพระองค์ เราจะพบกับความผูกพันที่เราปรารถนาซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด หากคุณยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซูคริสต์ ลองหยุดสักครู่แล้วเพียงอธิษฐานด้วยความเชื่อ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 May 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4975c156/a10eda1c.mp3" length="9989862" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/NQsojXiNPqLDp_ouMedflcIkH2pWjXKTM4ysIce5Y7M/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8yOTFj/NDQ3ZGZmYjg5NDRl/MWQzYmFkYzY2ZmJi/NmMxMC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>416</itunes:duration>
      <itunes:summary>ค้นหาความหวังและพระคุณ 
โฮเรชิโอ สแปฟฟอร์ดสูญเสียทั้งลูกชายวัย 4 ขวบและธุรกิจของเขาภายในปีเดียว ในอีกสองสามปีต่อมา เขาวางแผนเข้าร่วมงานประกาศในลอนดอน จึงได้จัดการให้ภรรยาและลูกสาวทั้ง 4 คนลงเรือโดยสารล่วงหน้าไปก่อน และในขณะที่เขาสะสางงานเพื่อเดินทางตามไป ได้เกิดอุบัติเหตุเรือชนกันขึ้น ส่งผลให้ลูกสาวทั้ง 4 จมน้ำเสียชีวิต เหลือเพียงภรรยาที่รอดชีวิต เมื่อเขาเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่ผ่านบริเวณที่ลูกสาวเสียชีวิต โฮเรชิโอได้เขียนบทเพลงชีวิตคริสเตียนที่เป็นอมตะชื่อว่า “จิตใจข้าสุขสบาย”
เขาเขียนบทเพลงเช่นนี้ได้อย่างไร? เนื้อเพลงเผยให้เห็นว่า โฮเรชิโอเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในความหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขา นั่นคือความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์  และได้ค้นพบสันติสุขในจิตวิญญาณท่ามกลางความโศกเศร้ามากมาย
เขาสามารถมีสันติสุขแม้ขณะที่ยังคงมีความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความอ่อนล้า และแม้กระทั่งความโกรธ เราทำอย่างไรบ้างเมื่อเกิดความรู้สึกเหล่านี้?
อารมณ์และความเชื่อ
พระคัมภีร์เต็มไปด้วยความรู้สึก ฮันนา “เป็นทุกข์ร้อนใจมากอธิษฐานต่อพระเจ้าและร้องไห้คร่ำครวญ” (1 ซามูเอล 1:10) ดาวิดเปิดใจต่อพระเจ้าแบบไม่ปิดบังในสดุดีบทแล้วบทเล่า (สดุดี 22:14-15) เอลียาห์สัมผัสกับหลุมลึกแห่งความซึมเศร้าหดหู่ (1 พงศ์กษัตริย์ 19) เยเรมีย์ร้องไห้คร่ำครวญต่อพระพักตร์พระเจ้า (เยเรมีย์ 8:20-9:1)
การแสดงอารมณ์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความสับสน หรือความอิจฉาต่อพระเจ้าเป็นเรื่องที่ทำได้หรือไม่?
แน่นอน เราทำเช่นนั้นได้!
ในสวนเกทเสมนี ในคืนก่อนที่พระเยซูถูกตรึง พระองค์กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกของพระองค์ต่อพระบิดา มัทธิว 26:37-38 บอกเราว่าพระองค์ “ทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก… (ใจของเรา) เป็นทุกข์แทบจะตาย”
การแสดงอารมณ์ดูเหมือนเป็นส่วนสำคัญของการได้สัมผัสสันติสุข เมื่อหยั่งรากลึกในความเชื่อ การแสดงออกเหล่านี้นำไปสู่ความหวัง
ฮันนาอธิษฐานขอบุตรและเชื่อว่าพระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเธอ ดาวิดร่ำไห้ต่อพระเจ้าในขณะเดียวกันยกย่องฤทธิ์อำนาจ ความสัตย์ซื่อ และความรักของพระองค์ เอลียาห์และเยเรมีย์ต่างได้รับการปลอบประโลมจากพระเจ้าเมื่อรู้สึกดำดิ่งและเป็นทุกข์ และพระเยซูคริสต์ทรงยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระบิดา โดยตรัสว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด" และพระองค์ได้รับการเสริมกำลังจากทูตสวรรค์ (ลูกา 22:42-44)
ความรู้สึกเป็นเครื่องบ่งบอก เหมือนเข็มชี้วัดบนแผงหน้าปัดรถยนต์ มันบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างภายในตัวรถ  เมื่อเราให้ความสนใจกับความรู้สึก มันสามารถเปิดเผยความต้องการของมนุษย์อย่างเรา และเมื่อรวมกับความเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือเรา ความรู้สึกนี้สามารถนำเราไปสู่ความหวังได้
วิธีค้นหาความหวัง
ส่วนใหญ่เรามักต่อสู้และละอายกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เราพยายามปกปิดความทุกข์ในเรื่องนี้จากคนอื่น ทั้งจากตัวเอง และแม้กระทั่งจากพระเจ้า แต่เราจะได้รับการช่วยเหลือก็ต่อเมื่อเราซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองและรับมือกับมัน
เมื่อเราพบว่าเรากำลังอยู่ในภาวะความเศร้าฝังใจ ความโกรธจัด ความอิจฉาที่เกิดขึ้นฉับพลัน หรือความหดหู่ดำดิ่ง เราสามารถหยุดเพื่อคิดและจดบันทึกว่าความรู้สึกนี้คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไร เราเคยมีความรู้สึกแบบนี้ในสถานการณ์ใดมาก่อนบ้างไหม เราจะเข้าใจและเรียนรู้จากมันได้อย่างไร
อารมณ์และความรู้สึกช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจการเอาใจใส่ของพระเจ้า พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เรานำความรู้สึกเหล่านี้เข้ามาและขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ในความสัมพันธ์กับพระองค์ เราจะพบกับความผูกพันที่เราปรารถนาซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด หากคุณยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซูคริสต์ ลองหยุดสักครู่แล้วเพียงอธิษฐานด้วยความเชื่อ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ค้นหาความหวังและพระคุณ 
โฮเรชิโอ สแปฟฟอร์ดสูญเสียทั้งลูกชายวัย 4 ขวบและธุรกิจของเขาภายในปีเดียว ในอีกสองสามปีต่อมา เขาวางแผนเข้าร่วมงานประกาศในลอนดอน จึงได้จัดการให้ภรรยาและลูกสาวทั้ง 4 คนลงเรือโดยสารล่วงหน้าไปก่อน และในขณะที่เขาสะสางงานเพื่อเดินทางตามไป </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำอธิษฐานสำคัญ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำอธิษฐานสำคัญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7e7f07cf-d814-4b65-8634-6f9b3f12cae0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3f4dbd8e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ดูเถิด เราจะรักษาเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:5 ]</p>
<p>“ขออธิษฐานเผื่อการสแกนสมองที่จะเกิดขึ้น” “ที่ลูกๆของฉันจะกลับมาโบสถ์” “ที่เดฟจะได้รับการปลอบประโลมใจจากการสูญเสียภรรยา” ในแต่ละสัปดาห์ทีมผู้รับใช้ของเราได้รับบัตรรายการที่มีคำขอให้อธิษฐานเผื่อทำนองนี้เพื่อเราจะอธิษฐานและส่งข้อความที่เขียนด้วยลายมือไปให้แต่ละคน คำขอนั้นล้นหลามและความพยายามของเราอาจดูเล็กน้อยและไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สิ่งนี้เปลี่ยนไปหลังจากที่ฉันได้รับการ์ดขอบคุณจากใจของเดฟสามีผู้สูญเสีย พร้อมกับสำเนาข่าวมรณกรรมของภรรยาอันเป็นที่รักของเขา ฉันจึงได้ตระหนักอีกครั้งว่าคำอธิษฐานนั้นมีความสำคัญ</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างว่าเราควรอธิษฐานอย่างกระตือรือร้น เป็นประจำ และด้วยความเชื่อที่เปี่ยมด้วยความหวัง เวลาของพระองค์บนโลกมีจำกัด แต่พระองค์ให้ความสำคัญกับการออกไปอธิษฐานตามลำพัง (มก.1:35; 6:46; 14:32)</p>
<p>หลายร้อยปีก่อนหน้านั้นกษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งอิสราเอลก็ได้เรียนรู้บทเรียนนี้เช่นกัน ทรงได้รับคำทูลว่าความเจ็บป่วยจะคร่าชีวิตพระองค์ในไม่ช้า (2 พกษ.20:1) เฮเซคียาห์ “ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า” (ข้อ 2) ด้วยความทุกข์ใจและได้กันแสงอย่างขมขื่น ในเหตุการณ์นี้พระเจ้าทรงตอบทันที ทรงรักษาพระอาการประชวรของเฮเซคียาห์ ประทานชีวิตยืนยาวอีก 15 ปี และทรงสัญญาว่าจะช่วยกู้อาณาจักรจากมือศัตรู (ข้อ 5-6) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานไม่ใช่เพราะเฮเซคียาห์ทรงดำเนินชีวิตดีงาม แต่ “เพื่อเห็นแก่ [พระเจ้า]เอง และเพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของ [พระเจ้า]” (ข้อ 6) เราอาจไม่ได้รับสิ่งที่ทูลขอในทุกครั้ง แต่เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจในคำอธิษฐานและผ่านคำอธิษฐานทุกคำ</p>
<p><em>มีใครในชีวิตของคุณที่ต้องการคำอธิษฐานในวันนี้ คุณจะเตือนตัวเองให้หยุดเพื่อใช้เวลาอธิษฐานบ่อยครั้งขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงสดับฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ดูเถิด เราจะรักษาเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:5 ]</p>
<p>“ขออธิษฐานเผื่อการสแกนสมองที่จะเกิดขึ้น” “ที่ลูกๆของฉันจะกลับมาโบสถ์” “ที่เดฟจะได้รับการปลอบประโลมใจจากการสูญเสียภรรยา” ในแต่ละสัปดาห์ทีมผู้รับใช้ของเราได้รับบัตรรายการที่มีคำขอให้อธิษฐานเผื่อทำนองนี้เพื่อเราจะอธิษฐานและส่งข้อความที่เขียนด้วยลายมือไปให้แต่ละคน คำขอนั้นล้นหลามและความพยายามของเราอาจดูเล็กน้อยและไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สิ่งนี้เปลี่ยนไปหลังจากที่ฉันได้รับการ์ดขอบคุณจากใจของเดฟสามีผู้สูญเสีย พร้อมกับสำเนาข่าวมรณกรรมของภรรยาอันเป็นที่รักของเขา ฉันจึงได้ตระหนักอีกครั้งว่าคำอธิษฐานนั้นมีความสำคัญ</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างว่าเราควรอธิษฐานอย่างกระตือรือร้น เป็นประจำ และด้วยความเชื่อที่เปี่ยมด้วยความหวัง เวลาของพระองค์บนโลกมีจำกัด แต่พระองค์ให้ความสำคัญกับการออกไปอธิษฐานตามลำพัง (มก.1:35; 6:46; 14:32)</p>
<p>หลายร้อยปีก่อนหน้านั้นกษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งอิสราเอลก็ได้เรียนรู้บทเรียนนี้เช่นกัน ทรงได้รับคำทูลว่าความเจ็บป่วยจะคร่าชีวิตพระองค์ในไม่ช้า (2 พกษ.20:1) เฮเซคียาห์ “ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า” (ข้อ 2) ด้วยความทุกข์ใจและได้กันแสงอย่างขมขื่น ในเหตุการณ์นี้พระเจ้าทรงตอบทันที ทรงรักษาพระอาการประชวรของเฮเซคียาห์ ประทานชีวิตยืนยาวอีก 15 ปี และทรงสัญญาว่าจะช่วยกู้อาณาจักรจากมือศัตรู (ข้อ 5-6) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานไม่ใช่เพราะเฮเซคียาห์ทรงดำเนินชีวิตดีงาม แต่ “เพื่อเห็นแก่ [พระเจ้า]เอง และเพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของ [พระเจ้า]” (ข้อ 6) เราอาจไม่ได้รับสิ่งที่ทูลขอในทุกครั้ง แต่เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจในคำอธิษฐานและผ่านคำอธิษฐานทุกคำ</p>
<p><em>มีใครในชีวิตของคุณที่ต้องการคำอธิษฐานในวันนี้ คุณจะเตือนตัวเองให้หยุดเพื่อใช้เวลาอธิษฐานบ่อยครั้งขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงสดับฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 02 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3f4dbd8e/1c61804a.mp3" length="12596607" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>788</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ดูเถิด เราจะรักษาเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:5 ]
“ขออธิษฐานเผื่อการสแกนสมองที่จะเกิดขึ้น” “ที่ลูกๆของฉันจะกลับมาโบสถ์” “ที่เดฟจะได้รับการปลอบประโลมใจจากการสูญเสียภรรยา” ในแต่ละสัปดาห์ทีมผู้รับใช้ของเราได้รับบัตรรายการที่มีคำขอให้อธิษฐานเผื่อทำนองนี้เพื่อเราจะอธิษฐานและส่งข้อความที่เขียนด้วยลายมือไปให้แต่ละคน คำขอนั้นล้นหลามและความพยายามของเราอาจดูเล็กน้อยและไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สิ่งนี้เปลี่ยนไปหลังจากที่ฉันได้รับการ์ดขอบคุณจากใจของเดฟสามีผู้สูญเสีย พร้อมกับสำเนาข่าวมรณกรรมของภรรยาอันเป็นที่รักของเขา ฉันจึงได้ตระหนักอีกครั้งว่าคำอธิษฐานนั้นมีความสำคัญ
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างว่าเราควรอธิษฐานอย่างกระตือรือร้น เป็นประจำ และด้วยความเชื่อที่เปี่ยมด้วยความหวัง เวลาของพระองค์บนโลกมีจำกัด แต่พระองค์ให้ความสำคัญกับการออกไปอธิษฐานตามลำพัง (มก.1:35; 6:46; 14:32)
หลายร้อยปีก่อนหน้านั้นกษัตริย์เฮเซคียาห์แห่งอิสราเอลก็ได้เรียนรู้บทเรียนนี้เช่นกัน ทรงได้รับคำทูลว่าความเจ็บป่วยจะคร่าชีวิตพระองค์ในไม่ช้า (2 พกษ.20:1) เฮเซคียาห์ “ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า” (ข้อ 2) ด้วยความทุกข์ใจและได้กันแสงอย่างขมขื่น ในเหตุการณ์นี้พระเจ้าทรงตอบทันที ทรงรักษาพระอาการประชวรของเฮเซคียาห์ ประทานชีวิตยืนยาวอีก 15 ปี และทรงสัญญาว่าจะช่วยกู้อาณาจักรจากมือศัตรู (ข้อ 5-6) พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานไม่ใช่เพราะเฮเซคียาห์ทรงดำเนินชีวิตดีงาม แต่ “เพื่อเห็นแก่ [พระเจ้า]เอง และเพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของ [พระเจ้า]” (ข้อ 6) เราอาจไม่ได้รับสิ่งที่ทูลขอในทุกครั้ง แต่เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจในคำอธิษฐานและผ่านคำอธิษฐานทุกคำ
มีใครในชีวิตของคุณที่ต้องการคำอธิษฐานในวันนี้ คุณจะเตือนตัวเองให้หยุดเพื่อใช้เวลาอธิษฐานบ่อยครั้งขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงสดับฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว เราได้เห็นน้ำตาของเจ้าแล้ว ดูเถิด เราจะรักษาเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:5 ]
“ขออธิษฐานเผื่อการสแกนสมองที่จะเกิดขึ้น” “ที่ลูกๆของฉันจะกลับมาโบสถ์” “ที่เดฟจะได้รับการปลอบประโลมใจจากการสูญเสียภรรยา” ในแต่ละสัปดาห์ทีมผู้รับใช้ของเรา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 10 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ทิ้งไปในทะเล</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 10 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ทิ้งไปในทะเล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c9c2806f-8a72-4b43-9c1c-426ee7adb7cf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3b3f56bb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ทิ้งไปในทะเล</strong></p>
<p>ฉันอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน หนึ่งในแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม ความงามของมันได้บดบังพลังน้ำมหาศาลของมันไว้ ในปี 2020 เมื่อคลื่นจากระดับน้ำที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้ฉีกตัวบ้านออกจากฐานรากและพัดพาพวกมันลงสู่ทะเลสาบ เจ้าของบ้านเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่เคยคิดเลยว่าบ้านของพวกเขาตั้งอยู่ในเขตอันตราย ก็ได้พบว่าบ้านเรือนถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว</p>
<p>อำนาจทำลายล้างของธรรมชาติเตือนให้เราระลึกถึงภาพที่คล้ายกันในพระคัมภีร์ ซึ่งผู้เขียนสดุดีบันทึกถึงความรู้สึกเมื่อความกลัวและความกังวลยังคงเกาะกุมอยู่ภายใน เป็นภาพของความรู้สึกเมื่อรู้ว่าแผ่นดินไหวกำลังจะเกิดขึ้น ภูเขาถล่ม และคลื่นในทะเลส่งเสียงกึกก้องน่ากลัว (สดุดี 46:1-3) เช่นเดียวกับที่หลายครั้งรากฐานชีวิตของเราดูเหมือนถูกสั่นคลอน ไม่ว่าจากปัญหาสุขภาพของคนที่เรารัก ความตายอันน่าสลดใจของเพื่อน หรือช่วงเวลาความเจ็บป่วยทางจิตใจ</p>
<p>เมื่อเผชิญความกลัวและความรู้สึกไม่มั่นคง ผู้เขียนสดุดีบันทึกว่า แม้ทุกสิ่งที่เขาหวังพึ่งนั้นสูญสิ้นไป แต่พระเจ้ายังคงเป็นที่ลี้ภัยและป้อมปราการเข้มแข็งสำหรับเขา (ข้อ 1, 7, 11) ความมั่นใจของเขาถูกย้ำถึงสองครั้งว่า “พระเจ้าจอมโยธาสถิตกับเราทั้งหลาย” และความมั่นใจนี้เองทำให้เขามีสันติสุขท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ของชีวิต</p>
<p>ไม่ว่าความทุกข์ทรมานใดที่คุณเผชิญอยู่ สดุดีบทที่ 46 ย้ำเตือนเราถึงความปลอดภัยและความมั่นคงที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนของพระองค์เมื่อพบความทุกข์ยาก </p>
<p>เขียนโดย ลิซ่า เอ็ม แซมรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong> </p>
<p>คุณมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยในยามยากของคุณอย่างไร? พระกำลังของพระองค์ประคับประคองคุณอย่างไร?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน : </strong></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเป็นป้อมปราการเข้มแข็งที่ไม่มีวันสั่นคลอน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ทิ้งไปในทะเล</strong></p>
<p>ฉันอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน หนึ่งในแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม ความงามของมันได้บดบังพลังน้ำมหาศาลของมันไว้ ในปี 2020 เมื่อคลื่นจากระดับน้ำที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้ฉีกตัวบ้านออกจากฐานรากและพัดพาพวกมันลงสู่ทะเลสาบ เจ้าของบ้านเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่เคยคิดเลยว่าบ้านของพวกเขาตั้งอยู่ในเขตอันตราย ก็ได้พบว่าบ้านเรือนถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว</p>
<p>อำนาจทำลายล้างของธรรมชาติเตือนให้เราระลึกถึงภาพที่คล้ายกันในพระคัมภีร์ ซึ่งผู้เขียนสดุดีบันทึกถึงความรู้สึกเมื่อความกลัวและความกังวลยังคงเกาะกุมอยู่ภายใน เป็นภาพของความรู้สึกเมื่อรู้ว่าแผ่นดินไหวกำลังจะเกิดขึ้น ภูเขาถล่ม และคลื่นในทะเลส่งเสียงกึกก้องน่ากลัว (สดุดี 46:1-3) เช่นเดียวกับที่หลายครั้งรากฐานชีวิตของเราดูเหมือนถูกสั่นคลอน ไม่ว่าจากปัญหาสุขภาพของคนที่เรารัก ความตายอันน่าสลดใจของเพื่อน หรือช่วงเวลาความเจ็บป่วยทางจิตใจ</p>
<p>เมื่อเผชิญความกลัวและความรู้สึกไม่มั่นคง ผู้เขียนสดุดีบันทึกว่า แม้ทุกสิ่งที่เขาหวังพึ่งนั้นสูญสิ้นไป แต่พระเจ้ายังคงเป็นที่ลี้ภัยและป้อมปราการเข้มแข็งสำหรับเขา (ข้อ 1, 7, 11) ความมั่นใจของเขาถูกย้ำถึงสองครั้งว่า “พระเจ้าจอมโยธาสถิตกับเราทั้งหลาย” และความมั่นใจนี้เองทำให้เขามีสันติสุขท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ของชีวิต</p>
<p>ไม่ว่าความทุกข์ทรมานใดที่คุณเผชิญอยู่ สดุดีบทที่ 46 ย้ำเตือนเราถึงความปลอดภัยและความมั่นคงที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนของพระองค์เมื่อพบความทุกข์ยาก </p>
<p>เขียนโดย ลิซ่า เอ็ม แซมรา</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong> </p>
<p>คุณมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยในยามยากของคุณอย่างไร? พระกำลังของพระองค์ประคับประคองคุณอย่างไร?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน : </strong></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเป็นป้อมปราการเข้มแข็งที่ไม่มีวันสั่นคลอน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 02 May 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3b3f56bb/c19eddba.mp3" length="6242100" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/qZSHmKzVjicu9uGkdmTFnabYbbXrnuMMZjVNFZE8r58/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS83YTdi/MWI0YWI3MDIxYmYy/NWZhNTJmMzQwZDQy/OWFmNi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>260</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ทิ้งไปในทะเล
ฉันอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน หนึ่งในแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม ความงามของมันได้บดบังพลังน้ำมหาศาลของมันไว้ ในปี 2020 เมื่อคลื่นจากระดับน้ำที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้ฉีกตัวบ้านออกจากฐานรากและพัดพาพวกมันลงสู่ทะเลสาบ เจ้าของบ้านเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่เคยคิดเลยว่าบ้านของพวกเขาตั้งอยู่ในเขตอันตราย ก็ได้พบว่าบ้านเรือนถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว
อำนาจทำลายล้างของธรรมชาติเตือนให้เราระลึกถึงภาพที่คล้ายกันในพระคัมภีร์ ซึ่งผู้เขียนสดุดีบันทึกถึงความรู้สึกเมื่อความกลัวและความกังวลยังคงเกาะกุมอยู่ภายใน เป็นภาพของความรู้สึกเมื่อรู้ว่าแผ่นดินไหวกำลังจะเกิดขึ้น ภูเขาถล่ม และคลื่นในทะเลส่งเสียงกึกก้องน่ากลัว (สดุดี 46:1-3) เช่นเดียวกับที่หลายครั้งรากฐานชีวิตของเราดูเหมือนถูกสั่นคลอน ไม่ว่าจากปัญหาสุขภาพของคนที่เรารัก ความตายอันน่าสลดใจของเพื่อน หรือช่วงเวลาความเจ็บป่วยทางจิตใจ
เมื่อเผชิญความกลัวและความรู้สึกไม่มั่นคง ผู้เขียนสดุดีบันทึกว่า แม้ทุกสิ่งที่เขาหวังพึ่งนั้นสูญสิ้นไป แต่พระเจ้ายังคงเป็นที่ลี้ภัยและป้อมปราการเข้มแข็งสำหรับเขา (ข้อ 1, 7, 11) ความมั่นใจของเขาถูกย้ำถึงสองครั้งว่า “พระเจ้าจอมโยธาสถิตกับเราทั้งหลาย” และความมั่นใจนี้เองทำให้เขามีสันติสุขท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ของชีวิต
ไม่ว่าความทุกข์ทรมานใดที่คุณเผชิญอยู่ สดุดีบทที่ 46 ย้ำเตือนเราถึงความปลอดภัยและความมั่นคงที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนของพระองค์เมื่อพบความทุกข์ยาก 
เขียนโดย ลิซ่า เอ็ม แซมรา

คิดใคร่ครวญ : 
คุณมีประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยในยามยากของคุณอย่างไร? พระกำลังของพระองค์ประคับประคองคุณอย่างไร?

อธิษฐาน : 
พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเป็นป้อมปราการเข้มแข็งที่ไม่มีวันสั่นคลอน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ทิ้งไปในทะเล
ฉันอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน หนึ่งในแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม ความงามของมันได้บดบังพลังน้ำมหาศาลของมันไว้ ในปี 2020 เมื่อคลื่นจากระดับน้ำที่สูงเป็นประวัต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระผู้สร้างที่เราวางใจได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระผู้สร้างที่เราวางใจได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">59d3e32a-498c-4dc2-91a8-0e7650516a99</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fda960da</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ [ ยอห์น 3:16 ]</p>
<p>“อสุรกาย” ในนวนิยายของแมรี่ เชลลีย์เรื่อง แฟรงเกนสไตน์ เป็นหนึ่งในตัวละครที่รู้จักกันกว้างขวางที่สุด ตราตรึงอยู่ในจินตนาการ แต่ผู้ที่อ่านนวนิยายซึ่งเป็นที่ชื่นชอบนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่า ที่จริงแล้วเชลลีย์พูดถึงบทบาทของวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์นักวิทยาศาสตร์ที่มีอาการทางจิตผู้สร้างสิ่งมีชีวิตดังกล่าว ว่าเขาคืออสุรกายตัวจริง หลังจากสร้างสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดแล้ว วิคเตอร์ปฏิเสธที่จะชี้แนะ ให้ความเป็นเพื่อนหรือความหวังในเรื่องความสุขใดๆกับอสุรกาย เหมือนเป็นการยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังและความโกรธเกรี้ยว เมื่อเผชิญหน้ากัน อสุรกายคร่ำครวญว่า “ท่านผู้สร้างข้า จะฉีกข้าเป็นชิ้นๆและฉลองความสำเร็จหรือ”</p>
<p>พระคัมภีร์เปิดเผยให้เห็นความแตกต่างขององค์พระผู้สร้างที่แท้จริง ผู้สร้างทุกสิ่งด้วยความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยต่อสิ่งที่ทรงสร้าง พระเจ้าไม่ได้สร้างตามความเพ้อฝัน แต่ทรงสร้างโลกที่สวยงามและ “ดีนัก” (ปฐก.1:31) ด้วยความรัก และแม้ว่ามนุษยชาติจะหันไปจากพระองค์โดยเลือกเอาอสุรกายแห่งความชั่วร้าย แต่ความมุ่งมั่นและความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาตินั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง</p>
<p>ดังที่พระเยซูอธิบายกับนิโคเดมัสว่า ความรักที่พระเจ้ามีต่อสิ่งซึ่งทรงสร้างนั้นยิ่งใหญ่มาก ทรงเต็มใจประทานแม้กระทั่งสิ่งที่ทรงรักมากที่สุด คือ “พระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16) เพื่อโลกจะได้รับความรอด พระเยซูสละพระองค์เอง รับโทษบาปของเราเพื่อ“ทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 15)</p>
<p>เรามีพระผู้สร้างที่เราวางชีวิตและหัวใจของเราไว้กับพระองค์ได้</p>
<p><em>ความมุ่งมั่นที่พระเจ้ามีต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์มีผลต่อคุณอย่างไร คุณจะตอบสนองความรักที่ทรงมีต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นพระผู้สร้างผู้ประเสริฐที่ข้าพระองค์เชื่อวางใจได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ [ ยอห์น 3:16 ]</p>
<p>“อสุรกาย” ในนวนิยายของแมรี่ เชลลีย์เรื่อง แฟรงเกนสไตน์ เป็นหนึ่งในตัวละครที่รู้จักกันกว้างขวางที่สุด ตราตรึงอยู่ในจินตนาการ แต่ผู้ที่อ่านนวนิยายซึ่งเป็นที่ชื่นชอบนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่า ที่จริงแล้วเชลลีย์พูดถึงบทบาทของวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์นักวิทยาศาสตร์ที่มีอาการทางจิตผู้สร้างสิ่งมีชีวิตดังกล่าว ว่าเขาคืออสุรกายตัวจริง หลังจากสร้างสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดแล้ว วิคเตอร์ปฏิเสธที่จะชี้แนะ ให้ความเป็นเพื่อนหรือความหวังในเรื่องความสุขใดๆกับอสุรกาย เหมือนเป็นการยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังและความโกรธเกรี้ยว เมื่อเผชิญหน้ากัน อสุรกายคร่ำครวญว่า “ท่านผู้สร้างข้า จะฉีกข้าเป็นชิ้นๆและฉลองความสำเร็จหรือ”</p>
<p>พระคัมภีร์เปิดเผยให้เห็นความแตกต่างขององค์พระผู้สร้างที่แท้จริง ผู้สร้างทุกสิ่งด้วยความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยต่อสิ่งที่ทรงสร้าง พระเจ้าไม่ได้สร้างตามความเพ้อฝัน แต่ทรงสร้างโลกที่สวยงามและ “ดีนัก” (ปฐก.1:31) ด้วยความรัก และแม้ว่ามนุษยชาติจะหันไปจากพระองค์โดยเลือกเอาอสุรกายแห่งความชั่วร้าย แต่ความมุ่งมั่นและความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาตินั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง</p>
<p>ดังที่พระเยซูอธิบายกับนิโคเดมัสว่า ความรักที่พระเจ้ามีต่อสิ่งซึ่งทรงสร้างนั้นยิ่งใหญ่มาก ทรงเต็มใจประทานแม้กระทั่งสิ่งที่ทรงรักมากที่สุด คือ “พระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16) เพื่อโลกจะได้รับความรอด พระเยซูสละพระองค์เอง รับโทษบาปของเราเพื่อ“ทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 15)</p>
<p>เรามีพระผู้สร้างที่เราวางชีวิตและหัวใจของเราไว้กับพระองค์ได้</p>
<p><em>ความมุ่งมั่นที่พระเจ้ามีต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์มีผลต่อคุณอย่างไร คุณจะตอบสนองความรักที่ทรงมีต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นพระผู้สร้างผู้ประเสริฐที่ข้าพระองค์เชื่อวางใจได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 01 May 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fda960da/05787bcd.mp3" length="11639920" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>728</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ [ ยอห์น 3:16 ]
“อสุรกาย” ในนวนิยายของแมรี่ เชลลีย์เรื่อง แฟรงเกนสไตน์ เป็นหนึ่งในตัวละครที่รู้จักกันกว้างขวางที่สุด ตราตรึงอยู่ในจินตนาการ แต่ผู้ที่อ่านนวนิยายซึ่งเป็นที่ชื่นชอบนี้อย่างละเอียดจะรู้ว่า ที่จริงแล้วเชลลีย์พูดถึงบทบาทของวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์นักวิทยาศาสตร์ที่มีอาการทางจิตผู้สร้างสิ่งมีชีวิตดังกล่าว ว่าเขาคืออสุรกายตัวจริง หลังจากสร้างสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดแล้ว วิคเตอร์ปฏิเสธที่จะชี้แนะ ให้ความเป็นเพื่อนหรือความหวังในเรื่องความสุขใดๆกับอสุรกาย เหมือนเป็นการยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตนี้จะดำดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังและความโกรธเกรี้ยว เมื่อเผชิญหน้ากัน อสุรกายคร่ำครวญว่า “ท่านผู้สร้างข้า จะฉีกข้าเป็นชิ้นๆและฉลองความสำเร็จหรือ”
พระคัมภีร์เปิดเผยให้เห็นความแตกต่างขององค์พระผู้สร้างที่แท้จริง ผู้สร้างทุกสิ่งด้วยความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยต่อสิ่งที่ทรงสร้าง พระเจ้าไม่ได้สร้างตามความเพ้อฝัน แต่ทรงสร้างโลกที่สวยงามและ “ดีนัก” (ปฐก.1:31) ด้วยความรัก และแม้ว่ามนุษยชาติจะหันไปจากพระองค์โดยเลือกเอาอสุรกายแห่งความชั่วร้าย แต่ความมุ่งมั่นและความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาตินั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ดังที่พระเยซูอธิบายกับนิโคเดมัสว่า ความรักที่พระเจ้ามีต่อสิ่งซึ่งทรงสร้างนั้นยิ่งใหญ่มาก ทรงเต็มใจประทานแม้กระทั่งสิ่งที่ทรงรักมากที่สุด คือ “พระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16) เพื่อโลกจะได้รับความรอด พระเยซูสละพระองค์เอง รับโทษบาปของเราเพื่อ“ทุกคนที่วางใจในพระองค์จะได้ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 15)
เรามีพระผู้สร้างที่เราวางชีวิตและหัวใจของเราไว้กับพระองค์ได้
ความมุ่งมั่นที่พระเจ้ามีต่อสิ่งทรงสร้างของพระองค์มีผลต่อคุณอย่างไร คุณจะตอบสนองความรักที่ทรงมีต่อคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นพระผู้สร้างผู้ประเสริฐที่ข้าพระองค์เชื่อวางใจได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ [ ยอห์น 3:16 ]
“อสุรกาย” ในนวนิยายของแมรี่ เชลลีย์เรื่อง แฟรงเกนสไตน์ เป็นหนึ่งในตัวละครที่รู้จักกันกว้างขวางที่สุด ตราตรึงอยู่ในจินตนาการ แต่ผู้ที่อ่านนวนิยายซึ่งเป็นที่ชื่นชอบนี้อย่างละเอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 9 - พระคุณสำหรับวันนี้ | รับกำลังใหม่</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 9 - พระคุณสำหรับวันนี้ | รับกำลังใหม่</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5d9ba7dd-c5a0-4cc3-8ec2-d870b1ffcad1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/59c7f32c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>รับกำลังใหม่</strong></p>
<p>จิตแพทย์โรเบิร์ต โคลส์ สังเกตเห็นรูปแบบของผู้ที่หมดไฟในการรับใช้ สัญญาณเตือนแรกคือมีความอ่อนล้า ต่อมาคือสงสัยว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็เริ่มขมขื่น ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า และในที่สุดก็หมดไฟ</p>
<p>หลังจากเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับการเยียวยาจากความฝันที่แตกสลาย ผมยุ่งกับการไปบรรยายในที่ต่างๆ การช่วยคนให้มีความหวังหลังจากผิดหวังเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง วันหนึ่งผมรู้สึกหน้ามืดขณะที่กำลังเดินขึ้นเวที ผมนอนไม่พอและการไปพักร้อนก็ไม่ทำให้หายล้า แต่คิดว่าต้องฟังปัญหาของคนอื่นอีก ก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก ผมกำลังเป็นแบบที่โคลส์พูดไว้</p>
<p>พระคัมภีร์บอกวิธีเอาชนะการหมดไฟไว้สองประการ อิสยาห์ 40 บอกว่า พระองค์ประทานกำลังแก่ผู้เหน็ดเหนื่อยเมื่อเขาหวังใจในพระองค์ (ข้อ 29-31) ผมต้องพักในพระเจ้า วางใจให้พระองค์กระทำกิจแทนที่จะฝืนต่อไปด้วยกำลังของตัวเองที่เหลือน้อยลงทุกที และสดุดี 103 บอกว่าพระเจ้าทรงทำให้เราอิ่มด้วยของดี (ข้อ 5) รวมถึงการยกโทษและการทรงไถ่ (ข้อ 3-4) ความยินดีและการเล่นสนุกมาจากพระองค์เช่นกัน เมื่อผมจัดตารางเวลาใหม่ โดยเพิ่มเวลาในการอธิษฐาน พักผ่อน และทำงานอดิเรกอย่างเช่นการถ่ายภาพ ผมจึงกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง</p>
<p>การหมดไฟเริ่มจากความอ่อนล้า ให้เราหยุดก่อนที่จะเป็นมากกว่านั้น เราจะรับใช้ผู้อื่นได้ดีที่สุดเมื่อชีวิตเรามีทั้งการนมัสการและการพักผ่อน</p>
<p>เขียนโดย เชอริดัน วอยซี</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>ในเวลานี้ คุณมีภาระอะไรที่จะมอบคืนพระเจ้าบ้าง คุณได้รับกำลังใหม่โดยการอธิษฐาน อ่านพระคำ และการเล่นที่ดีอย่างไรบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าที่รัก วันนี้ข้าพระองค์อยากมีกำลังขึ้นดุจนกอินทรี ข้าพระองค์วางใจให้พระองค์ทรงทำการในความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพระองค์มี และขอรับการเติมเต็มฝ่ายวิญญาณจากพระองค์ด้วยใจยินดี</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>รับกำลังใหม่</strong></p>
<p>จิตแพทย์โรเบิร์ต โคลส์ สังเกตเห็นรูปแบบของผู้ที่หมดไฟในการรับใช้ สัญญาณเตือนแรกคือมีความอ่อนล้า ต่อมาคือสงสัยว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็เริ่มขมขื่น ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า และในที่สุดก็หมดไฟ</p>
<p>หลังจากเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับการเยียวยาจากความฝันที่แตกสลาย ผมยุ่งกับการไปบรรยายในที่ต่างๆ การช่วยคนให้มีความหวังหลังจากผิดหวังเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง วันหนึ่งผมรู้สึกหน้ามืดขณะที่กำลังเดินขึ้นเวที ผมนอนไม่พอและการไปพักร้อนก็ไม่ทำให้หายล้า แต่คิดว่าต้องฟังปัญหาของคนอื่นอีก ก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก ผมกำลังเป็นแบบที่โคลส์พูดไว้</p>
<p>พระคัมภีร์บอกวิธีเอาชนะการหมดไฟไว้สองประการ อิสยาห์ 40 บอกว่า พระองค์ประทานกำลังแก่ผู้เหน็ดเหนื่อยเมื่อเขาหวังใจในพระองค์ (ข้อ 29-31) ผมต้องพักในพระเจ้า วางใจให้พระองค์กระทำกิจแทนที่จะฝืนต่อไปด้วยกำลังของตัวเองที่เหลือน้อยลงทุกที และสดุดี 103 บอกว่าพระเจ้าทรงทำให้เราอิ่มด้วยของดี (ข้อ 5) รวมถึงการยกโทษและการทรงไถ่ (ข้อ 3-4) ความยินดีและการเล่นสนุกมาจากพระองค์เช่นกัน เมื่อผมจัดตารางเวลาใหม่ โดยเพิ่มเวลาในการอธิษฐาน พักผ่อน และทำงานอดิเรกอย่างเช่นการถ่ายภาพ ผมจึงกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง</p>
<p>การหมดไฟเริ่มจากความอ่อนล้า ให้เราหยุดก่อนที่จะเป็นมากกว่านั้น เราจะรับใช้ผู้อื่นได้ดีที่สุดเมื่อชีวิตเรามีทั้งการนมัสการและการพักผ่อน</p>
<p>เขียนโดย เชอริดัน วอยซี</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>ในเวลานี้ คุณมีภาระอะไรที่จะมอบคืนพระเจ้าบ้าง คุณได้รับกำลังใหม่โดยการอธิษฐาน อ่านพระคำ และการเล่นที่ดีอย่างไรบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าที่รัก วันนี้ข้าพระองค์อยากมีกำลังขึ้นดุจนกอินทรี ข้าพระองค์วางใจให้พระองค์ทรงทำการในความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพระองค์มี และขอรับการเติมเต็มฝ่ายวิญญาณจากพระองค์ด้วยใจยินดี</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 01 May 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/59c7f32c/87017246.mp3" length="5178911" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/SEVbno-rJ7nQ2cShbfNp-TNpCqob1bHmhad5C7IfvXQ/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9iODgz/MjMzYzRiNzQ5YTZk/ZGYyYjJmZWZkOGI5/YmExZi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>216</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

รับกำลังใหม่
จิตแพทย์โรเบิร์ต โคลส์ สังเกตเห็นรูปแบบของผู้ที่หมดไฟในการรับใช้ สัญญาณเตือนแรกคือมีความอ่อนล้า ต่อมาคือสงสัยว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็เริ่มขมขื่น ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า และในที่สุดก็หมดไฟ
หลังจากเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับการเยียวยาจากความฝันที่แตกสลาย ผมยุ่งกับการไปบรรยายในที่ต่างๆ การช่วยคนให้มีความหวังหลังจากผิดหวังเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็ต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง วันหนึ่งผมรู้สึกหน้ามืดขณะที่กำลังเดินขึ้นเวที ผมนอนไม่พอและการไปพักร้อนก็ไม่ทำให้หายล้า แต่คิดว่าต้องฟังปัญหาของคนอื่นอีก ก็ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก ผมกำลังเป็นแบบที่โคลส์พูดไว้
พระคัมภีร์บอกวิธีเอาชนะการหมดไฟไว้สองประการ อิสยาห์ 40 บอกว่า พระองค์ประทานกำลังแก่ผู้เหน็ดเหนื่อยเมื่อเขาหวังใจในพระองค์ (ข้อ 29-31) ผมต้องพักในพระเจ้า วางใจให้พระองค์กระทำกิจแทนที่จะฝืนต่อไปด้วยกำลังของตัวเองที่เหลือน้อยลงทุกที และสดุดี 103 บอกว่าพระเจ้าทรงทำให้เราอิ่มด้วยของดี (ข้อ 5) รวมถึงการยกโทษและการทรงไถ่ (ข้อ 3-4) ความยินดีและการเล่นสนุกมาจากพระองค์เช่นกัน เมื่อผมจัดตารางเวลาใหม่ โดยเพิ่มเวลาในการอธิษฐาน พักผ่อน และทำงานอดิเรกอย่างเช่นการถ่ายภาพ ผมจึงกลับมามีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง
การหมดไฟเริ่มจากความอ่อนล้า ให้เราหยุดก่อนที่จะเป็นมากกว่านั้น เราจะรับใช้ผู้อื่นได้ดีที่สุดเมื่อชีวิตเรามีทั้งการนมัสการและการพักผ่อน
เขียนโดย เชอริดัน วอยซี

คิดใคร่ครวญ :
ในเวลานี้ คุณมีภาระอะไรที่จะมอบคืนพระเจ้าบ้าง คุณได้รับกำลังใหม่โดยการอธิษฐาน อ่านพระคำ และการเล่นที่ดีอย่างไรบ้าง

อธิษฐาน :
ข้าแต่พระเจ้าที่รัก วันนี้ข้าพระองค์อยากมีกำลังขึ้นดุจนกอินทรี ข้าพระองค์วางใจให้พระองค์ทรงทำการในความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพระองค์มี และขอรับการเติมเต็มฝ่ายวิญญาณจากพระองค์ด้วยใจยินดี</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

รับกำลังใหม่
จิตแพทย์โรเบิร์ต โคลส์ สังเกตเห็นรูปแบบของผู้ที่หมดไฟในการรับใช้ สัญญาณเตือนแรกคือมีความอ่อนล้า ต่อมาคือสงสัยว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย แล้วก็เริ่มขมขื่น ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า แล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิทธิอำนาจของพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สิทธิอำนาจของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6dc7c4da-3bf3-472b-912f-0dba7c7bbe1e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/905eab0d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฤทธานุภาพทั้งสิ้น…ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว [ มัทธิว 28:18 ]</p>
<p>แม้พระเยซูปลดปล่อยเจฟฟ์ลูกชายผมเป็นอิสระจากการใช้สารเสพติดมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็ยังกังวลอยู่ เราผ่านอะไรด้วยกันมามาก และบางครั้งผมจดจ่ออยู่กับอดีตที่มีปัญหาของเขาแทนที่จะเป็นอนาคตซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เขา พ่อแม่ของผู้ติดยามักกังวลเรื่องการกลับไปใช้ยา แล้ววันหนึ่งที่งานรวมญาติ ผมดึงเจฟฟ์ออกมา “จำไว้นะ…เรามีศัตรู และมันมีอำนาจมาก” ผมบอกลูก “ผมรู้พ่อ” เขาตอบ “มันมีอำนาจ แต่มันไม่มีสิทธิอำนาจเหนือทุกอย่าง”</p>
<p>ในเวลานั้น ผมนึกถึงสิทธิอำนาจอันหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเยซูในการช่วยกู้เราจากบาป และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเมื่อเราพึ่งพาพระองค์ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงพระวจนะที่พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวก ก่อนที่จะเสด็จกลับไปหาพระบิดาในสวรรค์ “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไป…” (มธ.28:18-19)</p>
<p>พระเยซูผู้ถูกตรึงและทรงเป็นขึ้นได้เปิดทางให้เรามาหาพระองค์ไม่ว่าอดีตของเราจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงถือรักษาทั้งอดีตและอนาคตของเราไว้ เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอ (ข้อ 20) เราจึงมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ และชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ที่ไม่เคยผิดพลาดของพระองค์ พระเยซูประทานความหวังอันหาที่เปรียบไม่ได้แก่เรา เป็นความหวังอันประเสริฐจนเราไม่อาจเก็บไว้คนเดียวได้ มารร้ายและโลกนี้อาจมีอำนาจบางส่วนในชั่วขณะหนึ่ง แต่ “สิทธิอำนาจทั้งสิ้น” เป็นของพระเยซูตลอดไปเป็นนิตย์</p>
<p><em>สิทธิอำนาจของพระเยซูทำให้คุณมีความหวังอย่างไร มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงทำในชีวิตคุณที่คุณจะเล่าให้ผู้อื่นฟังในวันนี้</em></p>
<p>ขอบคุณพระองค์ พระบิดาเจ้าที่ทรงเรียกข้าพระองค์มาหาพระองค์ด้วยความรัก ขอโปรดนำข้าพระองค์ไปถึงคนที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์กับเขาในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฤทธานุภาพทั้งสิ้น…ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว [ มัทธิว 28:18 ]</p>
<p>แม้พระเยซูปลดปล่อยเจฟฟ์ลูกชายผมเป็นอิสระจากการใช้สารเสพติดมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็ยังกังวลอยู่ เราผ่านอะไรด้วยกันมามาก และบางครั้งผมจดจ่ออยู่กับอดีตที่มีปัญหาของเขาแทนที่จะเป็นอนาคตซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เขา พ่อแม่ของผู้ติดยามักกังวลเรื่องการกลับไปใช้ยา แล้ววันหนึ่งที่งานรวมญาติ ผมดึงเจฟฟ์ออกมา “จำไว้นะ…เรามีศัตรู และมันมีอำนาจมาก” ผมบอกลูก “ผมรู้พ่อ” เขาตอบ “มันมีอำนาจ แต่มันไม่มีสิทธิอำนาจเหนือทุกอย่าง”</p>
<p>ในเวลานั้น ผมนึกถึงสิทธิอำนาจอันหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเยซูในการช่วยกู้เราจากบาป และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเมื่อเราพึ่งพาพระองค์ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงพระวจนะที่พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวก ก่อนที่จะเสด็จกลับไปหาพระบิดาในสวรรค์ “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไป…” (มธ.28:18-19)</p>
<p>พระเยซูผู้ถูกตรึงและทรงเป็นขึ้นได้เปิดทางให้เรามาหาพระองค์ไม่ว่าอดีตของเราจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงถือรักษาทั้งอดีตและอนาคตของเราไว้ เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอ (ข้อ 20) เราจึงมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ และชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ที่ไม่เคยผิดพลาดของพระองค์ พระเยซูประทานความหวังอันหาที่เปรียบไม่ได้แก่เรา เป็นความหวังอันประเสริฐจนเราไม่อาจเก็บไว้คนเดียวได้ มารร้ายและโลกนี้อาจมีอำนาจบางส่วนในชั่วขณะหนึ่ง แต่ “สิทธิอำนาจทั้งสิ้น” เป็นของพระเยซูตลอดไปเป็นนิตย์</p>
<p><em>สิทธิอำนาจของพระเยซูทำให้คุณมีความหวังอย่างไร มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงทำในชีวิตคุณที่คุณจะเล่าให้ผู้อื่นฟังในวันนี้</em></p>
<p>ขอบคุณพระองค์ พระบิดาเจ้าที่ทรงเรียกข้าพระองค์มาหาพระองค์ด้วยความรัก ขอโปรดนำข้าพระองค์ไปถึงคนที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์กับเขาในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/905eab0d/9e51af0e.mp3" length="11471891" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฤทธานุภาพทั้งสิ้น…ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว [ มัทธิว 28:18 ]
แม้พระเยซูปลดปล่อยเจฟฟ์ลูกชายผมเป็นอิสระจากการใช้สารเสพติดมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็ยังกังวลอยู่ เราผ่านอะไรด้วยกันมามาก และบางครั้งผมจดจ่ออยู่กับอดีตที่มีปัญหาของเขาแทนที่จะเป็นอนาคตซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เขา พ่อแม่ของผู้ติดยามักกังวลเรื่องการกลับไปใช้ยา แล้ววันหนึ่งที่งานรวมญาติ ผมดึงเจฟฟ์ออกมา “จำไว้นะ…เรามีศัตรู และมันมีอำนาจมาก” ผมบอกลูก “ผมรู้พ่อ” เขาตอบ “มันมีอำนาจ แต่มันไม่มีสิทธิอำนาจเหนือทุกอย่าง”
ในเวลานั้น ผมนึกถึงสิทธิอำนาจอันหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเยซูในการช่วยกู้เราจากบาป และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเมื่อเราพึ่งพาพระองค์ ทันใดนั้นผมก็นึกถึงพระวจนะที่พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวก ก่อนที่จะเสด็จกลับไปหาพระบิดาในสวรรค์ “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไป…” (มธ.28:18-19)
พระเยซูผู้ถูกตรึงและทรงเป็นขึ้นได้เปิดทางให้เรามาหาพระองค์ไม่ว่าอดีตของเราจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงถือรักษาทั้งอดีตและอนาคตของเราไว้ เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอ (ข้อ 20) เราจึงมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทรงทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ และชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ที่ไม่เคยผิดพลาดของพระองค์ พระเยซูประทานความหวังอันหาที่เปรียบไม่ได้แก่เรา เป็นความหวังอันประเสริฐจนเราไม่อาจเก็บไว้คนเดียวได้ มารร้ายและโลกนี้อาจมีอำนาจบางส่วนในชั่วขณะหนึ่ง แต่ “สิทธิอำนาจทั้งสิ้น” เป็นของพระเยซูตลอดไปเป็นนิตย์
สิทธิอำนาจของพระเยซูทำให้คุณมีความหวังอย่างไร มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงทำในชีวิตคุณที่คุณจะเล่าให้ผู้อื่นฟังในวันนี้
ขอบคุณพระองค์ พระบิดาเจ้าที่ทรงเรียกข้าพระองค์มาหาพระองค์ด้วยความรัก ขอโปรดนำข้าพระองค์ไปถึงคนที่ข้าพระองค์จะแบ่งปันความรักของพระองค์กับเขาในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฤทธานุภาพทั้งสิ้น…ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว [ มัทธิว 28:18 ]
แม้พระเยซูปลดปล่อยเจฟฟ์ลูกชายผมเป็นอิสระจากการใช้สารเสพติดมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็ยังกังวลอยู่ เราผ่านอะไรด้วยกันมามาก และบางครั้งผมจดจ่ออยู่กับอดีตที่มีปัญหาของเขาแทนที่จะเป็นอนาคตซึ่งพระเจ้าทรงจัด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.14 “ขอโทษอีกแล้ว? ต้องให้อภัยอีกแล้ว?”</title>
      <itunes:episode>14</itunes:episode>
      <podcast:episode>14</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.14 “ขอโทษอีกแล้ว? ต้องให้อภัยอีกแล้ว?”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">20f3d4f4-ee48-4c05-9063-75812a8f7d02</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/db003c25</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>"ทำไมฉันต้องเป็นคนขอโทษก่อนอีกแล้ว รู้สึกเหนื่อยจัง"
"พระเจ้าเรียกร้องให้ฉันให้อภัยตลอดเลย แต่บางครั้งมันยากจริงๆ"
"ก็ขอโทษไปแล้ว ต้องทำอะไรอีก ถึงจะให้อภัยเราได้…"

หากคุณเคยมีคิดความเหล่านี้เกิดขึ้น จนบางครั้งมันกลายเป็นความขมขื่นอยู่ภายในใจ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 14 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "ขอโทษอีกแล้ว? ต้องให้อภัยอีกแล้ว?" แล้วมาฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันว่า พระเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไรตามพระคัมภีร์</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>"ทำไมฉันต้องเป็นคนขอโทษก่อนอีกแล้ว รู้สึกเหนื่อยจัง"
"พระเจ้าเรียกร้องให้ฉันให้อภัยตลอดเลย แต่บางครั้งมันยากจริงๆ"
"ก็ขอโทษไปแล้ว ต้องทำอะไรอีก ถึงจะให้อภัยเราได้…"

หากคุณเคยมีคิดความเหล่านี้เกิดขึ้น จนบางครั้งมันกลายเป็นความขมขื่นอยู่ภายในใจ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 14 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "ขอโทษอีกแล้ว? ต้องให้อภัยอีกแล้ว?" แล้วมาฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันว่า พระเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไรตามพระคัมภีร์</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Apr 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/db003c25/ee6d6b42.mp3" length="51996822" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/-2_-GCoV3yG0l7x2D011loMa9lguWNqmTAfCnAofTms/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS82NTkw/NGI4YWZlNDdkNGE2/NWUzZmZiZmQ1YjFk/ZTQ1NS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2155</itunes:duration>
      <itunes:summary>"ทำไมฉันต้องเป็นคนขอโทษก่อนอีกแล้ว รู้สึกเหนื่อยจัง"
"พระเจ้าเรียกร้องให้ฉันให้อภัยตลอดเลย แต่บางครั้งมันยากจริงๆ"
"ก็ขอโทษไปแล้ว ต้องทำอะไรอีก ถึงจะให้อภัยเราได้…"

หากคุณเคยมีคิดความเหล่านี้เกิดขึ้น จนบางครั้งมันกลายเป็นความขมขื่นอยู่ภายในใจ พอดแคส Cross Love ตอนที่ 14 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันในหัวข้อ "ขอโทษอีกแล้ว? ต้องให้อภัยอีกแล้ว?" แล้วมาฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันว่า พระเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไรตามพระคัมภีร์

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>"ทำไมฉันต้องเป็นคนขอโทษก่อนอีกแล้ว รู้สึกเหนื่อยจัง"
"พระเจ้าเรียกร้องให้ฉันให้อภัยตลอดเลย แต่บางครั้งมันยากจริงๆ"
"ก็ขอโทษไปแล้ว ต้องทำอะไรอีก ถึงจะให้อภัยเราได้…"

หากคุณเคยมีคิดความเหล่านี้เกิดขึ้น จนบางครั้งมันกลายเป็นความขมขื่นอยู่ภายในใจ พอดแคส Cros</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 8 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ด้วยปีกนกอินทรี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 8 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ด้วยปีกนกอินทรี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">759bdf39-0882-4bb8-b117-9d9fc72f9603</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f51f530f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ด้วยปีกนกอินทรี</strong></p>
<p>โทนี่และแชรอนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าอาการป่วยต่อเนื่องของโทนี่มีผลต่อสมองและระบบประสาท ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเสียชีวิต หลังการวินิจฉัย แชรอนถามโทนี่ว่าเขากำลังคิดอะไร เขาตอบว่า “นกอินทรี” เธอพยักหน้ารับทราบ</p>
<p>ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตแต่งงาน พวกเขาให้คำมั่นว่าจะวางใจพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลายากลำบาก เพื่อจะสามารถ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (อิสยาห์ 40:31) พวกเขาได้เรียนรู้ว่านกอินทรีใช้ลมและกระแสอากาศที่พัดมาจากเนินเขาและภูเขาเพื่อช่วยยกพวกมันให้บินได้สูงขึ้นในขณะที่ทะยานขึ้นไป และในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายที่ทำให้อ่อนกำลัง แชรอนกล่าวว่า “โทนี่และฉันเลือกที่จะบินขึ้นสูงเหนือพายุ” ในแต่ละวันพวกเขาพึ่งพากำลังจากพระเจ้าเพื่อยกพวกเขาขึ้นเหนือความรู้สึกสิ้นหวัง</p>
<p>ในขณะที่อิสยาห์เปิดเผยถ้อยคำจากพระเจ้า ชาวอิสราเอลก็กำลังหมดหวังเช่นเดียวกัน เพราะเขาอาศัยอยู่ห่างไกลจากบ้านในดินแดนแห่งพันธสัญญา  พระเจ้าทรงเตือนว่าพระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย (ข้อ 28) และพระองค์ทรงเพิ่มแรงแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง (ข้อ 29) พวกเขาเพียงมุ่งมองไปที่พระองค์เท่านั้น</p>
<p>โทนี่เสียชีวิตหลังการวินิจฉัยโรค 8 ปี แต่เขาและแชรอนไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าทอดทิ้ง เพราะพวกเขาพึ่งพาพระองค์วันต่อวัน เมื่อเราต้องเผชิญกับความท้าทายทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือจิตวิญญาณ ขอให้เรามุ่งมองที่พระเจ้าเพื่อขอกำลังในการบินขึ้นสูงด้วยปีกเหมือนนกอินทรีเช่นกัน</p>
<p>เขียนโดย เอมี่ บูเช พาย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>อะไรที่จะช่วยคุณได้เมื่อเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต? คุณจะสามารถรับการเสริมเรี่ยวแรงจากพระเจ้าได้อย่างไร?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>องค์พระเยซู เมื่อข้าพระองค์รู้สึกกังวลและกลัว ขอทรงโปรดเติมความหวังและกำลังเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ด้วยปีกนกอินทรี</strong></p>
<p>โทนี่และแชรอนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าอาการป่วยต่อเนื่องของโทนี่มีผลต่อสมองและระบบประสาท ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเสียชีวิต หลังการวินิจฉัย แชรอนถามโทนี่ว่าเขากำลังคิดอะไร เขาตอบว่า “นกอินทรี” เธอพยักหน้ารับทราบ</p>
<p>ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตแต่งงาน พวกเขาให้คำมั่นว่าจะวางใจพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลายากลำบาก เพื่อจะสามารถ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (อิสยาห์ 40:31) พวกเขาได้เรียนรู้ว่านกอินทรีใช้ลมและกระแสอากาศที่พัดมาจากเนินเขาและภูเขาเพื่อช่วยยกพวกมันให้บินได้สูงขึ้นในขณะที่ทะยานขึ้นไป และในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายที่ทำให้อ่อนกำลัง แชรอนกล่าวว่า “โทนี่และฉันเลือกที่จะบินขึ้นสูงเหนือพายุ” ในแต่ละวันพวกเขาพึ่งพากำลังจากพระเจ้าเพื่อยกพวกเขาขึ้นเหนือความรู้สึกสิ้นหวัง</p>
<p>ในขณะที่อิสยาห์เปิดเผยถ้อยคำจากพระเจ้า ชาวอิสราเอลก็กำลังหมดหวังเช่นเดียวกัน เพราะเขาอาศัยอยู่ห่างไกลจากบ้านในดินแดนแห่งพันธสัญญา  พระเจ้าทรงเตือนว่าพระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย (ข้อ 28) และพระองค์ทรงเพิ่มแรงแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง (ข้อ 29) พวกเขาเพียงมุ่งมองไปที่พระองค์เท่านั้น</p>
<p>โทนี่เสียชีวิตหลังการวินิจฉัยโรค 8 ปี แต่เขาและแชรอนไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าทอดทิ้ง เพราะพวกเขาพึ่งพาพระองค์วันต่อวัน เมื่อเราต้องเผชิญกับความท้าทายทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือจิตวิญญาณ ขอให้เรามุ่งมองที่พระเจ้าเพื่อขอกำลังในการบินขึ้นสูงด้วยปีกเหมือนนกอินทรีเช่นกัน</p>
<p>เขียนโดย เอมี่ บูเช พาย</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>อะไรที่จะช่วยคุณได้เมื่อเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต? คุณจะสามารถรับการเสริมเรี่ยวแรงจากพระเจ้าได้อย่างไร?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>องค์พระเยซู เมื่อข้าพระองค์รู้สึกกังวลและกลัว ขอทรงโปรดเติมความหวังและกำลังเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f51f530f/e104c5a3.mp3" length="5040718" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/MStEySJaljosIflQJD8ZTBAQQILWHeGKuQoORlSXmUI/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8zZjg0/ZGU0MWFlYTMzMThj/MDdkNzI1NzJiZDc2/MjUzYS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>210</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ด้วยปีกนกอินทรี
โทนี่และแชรอนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าอาการป่วยต่อเนื่องของโทนี่มีผลต่อสมองและระบบประสาท ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเสียชีวิต หลังการวินิจฉัย แชรอนถามโทนี่ว่าเขากำลังคิดอะไร เขาตอบว่า “นกอินทรี” เธอพยักหน้ารับทราบ
ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตแต่งงาน พวกเขาให้คำมั่นว่าจะวางใจพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลายากลำบาก เพื่อจะสามารถ “บินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี” (อิสยาห์ 40:31) พวกเขาได้เรียนรู้ว่านกอินทรีใช้ลมและกระแสอากาศที่พัดมาจากเนินเขาและภูเขาเพื่อช่วยยกพวกมันให้บินได้สูงขึ้นในขณะที่ทะยานขึ้นไป และในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายที่ทำให้อ่อนกำลัง แชรอนกล่าวว่า “โทนี่และฉันเลือกที่จะบินขึ้นสูงเหนือพายุ” ในแต่ละวันพวกเขาพึ่งพากำลังจากพระเจ้าเพื่อยกพวกเขาขึ้นเหนือความรู้สึกสิ้นหวัง
ในขณะที่อิสยาห์เปิดเผยถ้อยคำจากพระเจ้า ชาวอิสราเอลก็กำลังหมดหวังเช่นเดียวกัน เพราะเขาอาศัยอยู่ห่างไกลจากบ้านในดินแดนแห่งพันธสัญญา  พระเจ้าทรงเตือนว่าพระองค์มิได้ทรงอ่อนเปลี้ยหรือเหน็ดเหนื่อย (ข้อ 28) และพระองค์ทรงเพิ่มแรงแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง (ข้อ 29) พวกเขาเพียงมุ่งมองไปที่พระองค์เท่านั้น
โทนี่เสียชีวิตหลังการวินิจฉัยโรค 8 ปี แต่เขาและแชรอนไม่เคยรู้สึกว่าพระเจ้าทอดทิ้ง เพราะพวกเขาพึ่งพาพระองค์วันต่อวัน เมื่อเราต้องเผชิญกับความท้าทายทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือจิตวิญญาณ ขอให้เรามุ่งมองที่พระเจ้าเพื่อขอกำลังในการบินขึ้นสูงด้วยปีกเหมือนนกอินทรีเช่นกัน
เขียนโดย เอมี่ บูเช พาย

คิดใคร่ครวญ :
อะไรที่จะช่วยคุณได้เมื่อเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต? คุณจะสามารถรับการเสริมเรี่ยวแรงจากพระเจ้าได้อย่างไร?

อธิษฐาน :
องค์พระเยซู เมื่อข้าพระองค์รู้สึกกังวลและกลัว ขอทรงโปรดเติมความหวังและกำลังเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ด้วยปีกนกอินทรี
โทนี่และแชรอนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจเมื่อรู้ว่าอาการป่วยต่อเนื่องของโทนี่มีผลต่อสมองและระบบประสาท ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การเสียชีวิต หลังการวินิจฉัย แชรอนถามโทนี่ว่าเขากำลังคิ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีทางชนะพระเจ้าในเรื่องความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่มีทางชนะพระเจ้าในเรื่องความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">95fc07d9-819f-42b9-bee9-2cc78f706b48</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5fc91959</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</p>
<p>ตอนที่ฮาเวียร์ลูกชายของฉันซึ่งตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังอยู่อนุบาล เขากางแขนออกกว้างและพูดว่า “ผมรักแม่มากขนาดนี้” ฉันยืดแขนที่ยาวกว่าออกและพูดว่า “แม่รักลูกมากขนาดนี้” เขายืนกำหมัดเท้าเอวและพูดว่า “ผมรักแม่ก่อน” ฉันส่ายหน้า “แม่รักลูกก่อนตั้งแต่พระเจ้าส่งลูกมาอยู่ในท้องของแม่” ดวงตาของฮาเวียร์เบิกกว้าง “แม่ชนะ” ฉันตอบว่า “เราชนะทั้งคู่ เพราะพระเยซูทรงรักเราทั้งคู่ก่อน”</p>
<p>ขณะที่ฮาเวียร์เตรียมพร้อมสำหรับลูกคนแรกของเขาที่กำลังจะถือกำเนิดนั้น ฉันอธิษฐานที่เขาจะมีความสุขกับการแข่งกันแสดงความรักกับลูกชายของเขาขณะที่พวกเขาสร้างความทรงจำที่ดี แต่ในระหว่างที่เตรียมตัวเป็นคุณย่า ฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจที่ฉันรักหลานชายมากตั้งแต่วินาทีที่ฮาเวียร์และภรรยาของเขาบอกว่ากำลังจะมีลูก</p>
<p>อัครสาวกยอห์นยืนยันว่า ความรักที่พระเยซูทรงมีต่อเราทำให้เราสามารถรักตอบพระองค์และรักผู้อื่นได้ (1ยน.4:19) การรู้ว่าพระองค์ทรงรักเราทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย และทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (ข้อ 15-17) เมื่อเราตระหนักถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระองค์ทรงมีต่อเรา (ข้อ 19) เราก็จะสามารถเติบโตขึ้นในการรักพระองค์และแสดงความรักออกมาในความสัมพันธ์อื่นๆ (ข้อ 20) พระเยซูไม่เพียงทรงให้กำลังเราที่จะรักผู้อื่น แต่พระองค์ยังทรงสั่งให้เรารักด้วย “พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21) เมื่อใดที่มีการพูดถึงเรื่องความรัก พระเจ้าจะทรงชนะเสมอ ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถชนะพระเจ้าได้ในเรื่องความรัก</p>
<p><em>การรู้ว่าพระเจ้าทรงรักคุณช่วยให้คุณรักผู้อื่นได้อย่างไร คุณจะแสดงความรักต่อผู้อื่นได้อย่างไรในสัปดาห์นี้</em></p>
<p>ข้าแต่องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ก่อนเพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถรักผู้อื่นได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</p>
<p>ตอนที่ฮาเวียร์ลูกชายของฉันซึ่งตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังอยู่อนุบาล เขากางแขนออกกว้างและพูดว่า “ผมรักแม่มากขนาดนี้” ฉันยืดแขนที่ยาวกว่าออกและพูดว่า “แม่รักลูกมากขนาดนี้” เขายืนกำหมัดเท้าเอวและพูดว่า “ผมรักแม่ก่อน” ฉันส่ายหน้า “แม่รักลูกก่อนตั้งแต่พระเจ้าส่งลูกมาอยู่ในท้องของแม่” ดวงตาของฮาเวียร์เบิกกว้าง “แม่ชนะ” ฉันตอบว่า “เราชนะทั้งคู่ เพราะพระเยซูทรงรักเราทั้งคู่ก่อน”</p>
<p>ขณะที่ฮาเวียร์เตรียมพร้อมสำหรับลูกคนแรกของเขาที่กำลังจะถือกำเนิดนั้น ฉันอธิษฐานที่เขาจะมีความสุขกับการแข่งกันแสดงความรักกับลูกชายของเขาขณะที่พวกเขาสร้างความทรงจำที่ดี แต่ในระหว่างที่เตรียมตัวเป็นคุณย่า ฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจที่ฉันรักหลานชายมากตั้งแต่วินาทีที่ฮาเวียร์และภรรยาของเขาบอกว่ากำลังจะมีลูก</p>
<p>อัครสาวกยอห์นยืนยันว่า ความรักที่พระเยซูทรงมีต่อเราทำให้เราสามารถรักตอบพระองค์และรักผู้อื่นได้ (1ยน.4:19) การรู้ว่าพระองค์ทรงรักเราทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย และทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (ข้อ 15-17) เมื่อเราตระหนักถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระองค์ทรงมีต่อเรา (ข้อ 19) เราก็จะสามารถเติบโตขึ้นในการรักพระองค์และแสดงความรักออกมาในความสัมพันธ์อื่นๆ (ข้อ 20) พระเยซูไม่เพียงทรงให้กำลังเราที่จะรักผู้อื่น แต่พระองค์ยังทรงสั่งให้เรารักด้วย “พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21) เมื่อใดที่มีการพูดถึงเรื่องความรัก พระเจ้าจะทรงชนะเสมอ ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถชนะพระเจ้าได้ในเรื่องความรัก</p>
<p><em>การรู้ว่าพระเจ้าทรงรักคุณช่วยให้คุณรักผู้อื่นได้อย่างไร คุณจะแสดงความรักต่อผู้อื่นได้อย่างไรในสัปดาห์นี้</em></p>
<p>ข้าแต่องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ก่อนเพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถรักผู้อื่นได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 29 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5fc91959/7cbc4002.mp3" length="12147339" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>760</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]
ตอนที่ฮาเวียร์ลูกชายของฉันซึ่งตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังอยู่อนุบาล เขากางแขนออกกว้างและพูดว่า “ผมรักแม่มากขนาดนี้” ฉันยืดแขนที่ยาวกว่าออกและพูดว่า “แม่รักลูกมากขนาดนี้” เขายืนกำหมัดเท้าเอวและพูดว่า “ผมรักแม่ก่อน” ฉันส่ายหน้า “แม่รักลูกก่อนตั้งแต่พระเจ้าส่งลูกมาอยู่ในท้องของแม่” ดวงตาของฮาเวียร์เบิกกว้าง “แม่ชนะ” ฉันตอบว่า “เราชนะทั้งคู่ เพราะพระเยซูทรงรักเราทั้งคู่ก่อน”
ขณะที่ฮาเวียร์เตรียมพร้อมสำหรับลูกคนแรกของเขาที่กำลังจะถือกำเนิดนั้น ฉันอธิษฐานที่เขาจะมีความสุขกับการแข่งกันแสดงความรักกับลูกชายของเขาขณะที่พวกเขาสร้างความทรงจำที่ดี แต่ในระหว่างที่เตรียมตัวเป็นคุณย่า ฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจที่ฉันรักหลานชายมากตั้งแต่วินาทีที่ฮาเวียร์และภรรยาของเขาบอกว่ากำลังจะมีลูก
อัครสาวกยอห์นยืนยันว่า ความรักที่พระเยซูทรงมีต่อเราทำให้เราสามารถรักตอบพระองค์และรักผู้อื่นได้ (1ยน.4:19) การรู้ว่าพระองค์ทรงรักเราทำให้เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย และทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับพระองค์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (ข้อ 15-17) เมื่อเราตระหนักถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระองค์ทรงมีต่อเรา (ข้อ 19) เราก็จะสามารถเติบโตขึ้นในการรักพระองค์และแสดงความรักออกมาในความสัมพันธ์อื่นๆ (ข้อ 20) พระเยซูไม่เพียงทรงให้กำลังเราที่จะรักผู้อื่น แต่พระองค์ยังทรงสั่งให้เรารักด้วย “พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” (ข้อ 21) เมื่อใดที่มีการพูดถึงเรื่องความรัก พระเจ้าจะทรงชนะเสมอ ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถชนะพระเจ้าได้ในเรื่องความรัก
การรู้ว่าพระเจ้าทรงรักคุณช่วยให้คุณรักผู้อื่นได้อย่างไร คุณจะแสดงความรักต่อผู้อื่นได้อย่างไรในสัปดาห์นี้
ข้าแต่องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ก่อนเพื่อที่ข้าพระองค์จะสามารถรักผู้อื่นได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]
ตอนที่ฮาเวียร์ลูกชายของฉันซึ่งตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังอยู่อนุบาล เขากางแขนออกกว้างและพูดว่า “ผมรักแม่มากขนาดนี้” ฉันยืดแขนที่ยาวกว่าออกและพูดว่า “แม่รักลูกมากขนาดนี้” เขายืนกำหมัดเท้าเอวและพูดว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 7 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 7 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ddc2f8cf-e185-4a21-96e7-0489f98f09ef</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fcbe9f82</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน</strong></p>
<p>ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างแท้จริง โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกแห่ง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติคุกรุ่น เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระดับโลกอย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความกลัวและความวิตกกังวลไปทั่ว</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะได้รับข่าวทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือจากการสนทนากับเพื่อนบ้าน คุณจะพบว่าแทบไม่มีข่าวดีเลย เกือบทุกคืนที่ภรรยาและผมดูรายการถ่ายทอดข่าวต่างประเทศด้วยกัน แม้ว่าผู้ประกาศข่าวจะพยายามจบการรายงานข่าวด้วยเรื่องราวที่ให้ความหวัง แต่เรื่องดีเหล่านั้นไม่สามารถทดแทนความรู้สึกถึงการที่สิ่งต่างๆ กำลังพังทลายลงได้</p>
<p>สำหรับเปโตรผู้คุ้นเคยกับความยากลำบาก ในขณะที่เขียนจดหมายฉบับแรก เป็นเวลาเลวร้ายมากสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ต้องหลบหนีการตามทำร้ายและสังหารจากเนโร แต่กระนั้น จดหมายของเขายังเต็มไปด้วยความหวังสำหรับผู้ที่ต้องการพักเหนื่อยจากข่าวร้าย โดยที่คำเริ่มต้นจดหมายนั้นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความทุกข์ทรมานที่ผู้เชื่อเผชิญอยู่ “ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด” (1 เปโตร 1:2)</p>
<p>ในช่วงเวลาที่ดี การทักทายด้วยถ้อยคำเช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ยาก   แต่ในเวลาแห่งความกลัวและวิตกกังวล เปโตรหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายในขณะนั้นและรวมถึงเราด้วย ที่จะระลึกถึงพระคุณและสันติสุขในพระเยซูคริสต์  ซึ่งเป็นของขวัญอันดีเลิศจากพระเจ้า  เป็น “มรดกอันล้ำค่า” “ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า” (ข้อ 4) เป็นความหวังที่มีชัยเหนือข่าวร้ายของวันนี้ และเตือนให้เรามุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเติมเต็มเราด้วย “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) เมื่อเรามอบแต่ละวันของเราไว้กับพระเจ้า</p>
<p>เขียนโดย อดัม อาร์ ฮอล์ซ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>คุณคิดว่าการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้คุณยืนหยัดผ่านเวลาแห่งความกลัวและความวิตกกังวลได้อย่างไร? ข้อพระคำตอนใดที่คุณต้องการท่องจำไว้เพื่อใช้ในเวลาที่ยากลำบาก?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดา เมื่อข้าพระองค์เผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบากในชีวิต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์จะทรงยึดมั่นจิตใจข้าพระองค์ไว้ในความหวัง และเชื่อว่าพระองค์อยู่เหนือความกังวลและความกลัวที่ล้อมรอบข้าพระองค์อยู่</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน</strong></p>
<p>ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างแท้จริง โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกแห่ง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติคุกรุ่น เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระดับโลกอย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความกลัวและความวิตกกังวลไปทั่ว</p>
<p>ไม่ว่าคุณจะได้รับข่าวทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือจากการสนทนากับเพื่อนบ้าน คุณจะพบว่าแทบไม่มีข่าวดีเลย เกือบทุกคืนที่ภรรยาและผมดูรายการถ่ายทอดข่าวต่างประเทศด้วยกัน แม้ว่าผู้ประกาศข่าวจะพยายามจบการรายงานข่าวด้วยเรื่องราวที่ให้ความหวัง แต่เรื่องดีเหล่านั้นไม่สามารถทดแทนความรู้สึกถึงการที่สิ่งต่างๆ กำลังพังทลายลงได้</p>
<p>สำหรับเปโตรผู้คุ้นเคยกับความยากลำบาก ในขณะที่เขียนจดหมายฉบับแรก เป็นเวลาเลวร้ายมากสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ต้องหลบหนีการตามทำร้ายและสังหารจากเนโร แต่กระนั้น จดหมายของเขายังเต็มไปด้วยความหวังสำหรับผู้ที่ต้องการพักเหนื่อยจากข่าวร้าย โดยที่คำเริ่มต้นจดหมายนั้นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความทุกข์ทรมานที่ผู้เชื่อเผชิญอยู่ “ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด” (1 เปโตร 1:2)</p>
<p>ในช่วงเวลาที่ดี การทักทายด้วยถ้อยคำเช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ยาก   แต่ในเวลาแห่งความกลัวและวิตกกังวล เปโตรหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายในขณะนั้นและรวมถึงเราด้วย ที่จะระลึกถึงพระคุณและสันติสุขในพระเยซูคริสต์  ซึ่งเป็นของขวัญอันดีเลิศจากพระเจ้า  เป็น “มรดกอันล้ำค่า” “ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า” (ข้อ 4) เป็นความหวังที่มีชัยเหนือข่าวร้ายของวันนี้ และเตือนให้เรามุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเติมเต็มเราด้วย “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) เมื่อเรามอบแต่ละวันของเราไว้กับพระเจ้า</p>
<p>เขียนโดย อดัม อาร์ ฮอล์ซ</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>คุณคิดว่าการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้คุณยืนหยัดผ่านเวลาแห่งความกลัวและความวิตกกังวลได้อย่างไร? ข้อพระคำตอนใดที่คุณต้องการท่องจำไว้เพื่อใช้ในเวลาที่ยากลำบาก?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดา เมื่อข้าพระองค์เผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบากในชีวิต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์จะทรงยึดมั่นจิตใจข้าพระองค์ไว้ในความหวัง และเชื่อว่าพระองค์อยู่เหนือความกังวลและความกลัวที่ล้อมรอบข้าพระองค์อยู่</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 29 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fcbe9f82/91f5525a.mp3" length="6980008" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/tcszzFzWxeG6UpucyIpCs8_dbf2FQtg_IawkPFmyjk4/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9kMjVl/ZjEwYTg5YTY5Njhm/ODNiZDYwZTgyNGE5/NWVhNS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>290</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน
ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างแท้จริง โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกแห่ง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติคุกรุ่น เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระดับโลกอย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความกลัวและความวิตกกังวลไปทั่ว
ไม่ว่าคุณจะได้รับข่าวทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือจากการสนทนากับเพื่อนบ้าน คุณจะพบว่าแทบไม่มีข่าวดีเลย เกือบทุกคืนที่ภรรยาและผมดูรายการถ่ายทอดข่าวต่างประเทศด้วยกัน แม้ว่าผู้ประกาศข่าวจะพยายามจบการรายงานข่าวด้วยเรื่องราวที่ให้ความหวัง แต่เรื่องดีเหล่านั้นไม่สามารถทดแทนความรู้สึกถึงการที่สิ่งต่างๆ กำลังพังทลายลงได้
สำหรับเปโตรผู้คุ้นเคยกับความยากลำบาก ในขณะที่เขียนจดหมายฉบับแรก เป็นเวลาเลวร้ายมากสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ต้องหลบหนีการตามทำร้ายและสังหารจากเนโร แต่กระนั้น จดหมายของเขายังเต็มไปด้วยความหวังสำหรับผู้ที่ต้องการพักเหนื่อยจากข่าวร้าย โดยที่คำเริ่มต้นจดหมายนั้นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความทุกข์ทรมานที่ผู้เชื่อเผชิญอยู่ “ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด” (1 เปโตร 1:2)
ในช่วงเวลาที่ดี การทักทายด้วยถ้อยคำเช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ยาก   แต่ในเวลาแห่งความกลัวและวิตกกังวล เปโตรหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายในขณะนั้นและรวมถึงเราด้วย ที่จะระลึกถึงพระคุณและสันติสุขในพระเยซูคริสต์  ซึ่งเป็นของขวัญอันดีเลิศจากพระเจ้า  เป็น “มรดกอันล้ำค่า” “ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า” (ข้อ 4) เป็นความหวังที่มีชัยเหนือข่าวร้ายของวันนี้ และเตือนให้เรามุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเติมเต็มเราด้วย “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) เมื่อเรามอบแต่ละวันของเราไว้กับพระเจ้า
เขียนโดย อดัม อาร์ ฮอล์ซ

คิดใคร่ครวญ :
คุณคิดว่าการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้คุณยืนหยัดผ่านเวลาแห่งความกลัวและความวิตกกังวลได้อย่างไร? ข้อพระคำตอนใดที่คุณต้องการท่องจำไว้เพื่อใช้ในเวลาที่ยากลำบาก?

อธิษฐาน :
พระบิดา เมื่อข้าพระองค์เผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบากในชีวิต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์จะทรงยึดมั่นจิตใจข้าพระองค์ไว้ในความหวัง และเชื่อว่าพระองค์อยู่เหนือความกังวลและความกลัวที่ล้อมรอบข้าพระองค์อยู่</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน
ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างแท้จริง โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกแห่ง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติคุกรุ่น เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อธิษฐานและเฝ้าระวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อธิษฐานและเฝ้าระวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ac414cb2-9bf9-42e2-860a-72042195b580</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/86c86c63</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา...จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน [ เอเฟซัส 6:18 ]</p>
<p>ในการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อในพระเยซูควรจริงจังกับการอธิษฐาน แต่มีหญิงชาวฟลอริด้าคนหนึ่งพบว่าการถือปฏิบัติอย่างไม่ฉลาดนั้นอันตรายเพียงใด เวลาอธิษฐานเธอจะหลับตา วันหนึ่งขณะขับรถและอธิษฐาน (โดยการหลับตา!) เธอไม่ได้หยุดรถที่ป้ายให้หยุด และเหินข้ามทางแยกออกนอกถนนเข้าไปในสนามของบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นเธอพยายามถอยรถออกจากสนามแต่ไม่สำเร็จ แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เธอก็ได้รับใบสั่งจากตำรวจในข้อหาขับรถด้วยความประมาทและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย นักรบแห่งการอธิษฐานคนนี้พลาดส่วนสำคัญของเอเฟซัส 6:18 ที่บอกว่า จงระวังตัว</p>
<p>ในเอเฟซัส 6 อัครทูตเปาโลได้รวมเอาสองสิ่งสุดท้ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า สิ่งแรกคือ เราควรต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณด้วยการอธิษฐาน คือการอธิษฐานในพระวิญญาณโดยพึ่งพาในฤทธานุภาพของพระเจ้า วางใจในการทรงนำของพระองค์และตอบสนองต่อการกระตุ้นเตือนจากพระองค์ คือ อธิษฐานทุกอย่างทุกเวลา (ข้อ 18) สิ่งที่สอง เปาโลสนับสนุนให้เรา “ระวังตัว” การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณสามารถช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู (มก.13:33) ได้รับชัยชนะเหนือการทดลอง (14:38) และอธิษฐานวิงวอนเพื่อผู้เชื่อคนอื่นๆ (อฟ.6:18)</p>
<p>ขณะที่เราต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวัน ขอให้ชีวิตของเรามีท่าทีของการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” คือต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายและฝ่าทะลุความมืดด้วยแสงสว่างของพระคริสต์</p>
<p><em>การมีท่าทีแห่งการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” ช่วยคุณต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณมีความหมายสำหรับคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อตนเองและผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา...จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน [ เอเฟซัส 6:18 ]</p>
<p>ในการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อในพระเยซูควรจริงจังกับการอธิษฐาน แต่มีหญิงชาวฟลอริด้าคนหนึ่งพบว่าการถือปฏิบัติอย่างไม่ฉลาดนั้นอันตรายเพียงใด เวลาอธิษฐานเธอจะหลับตา วันหนึ่งขณะขับรถและอธิษฐาน (โดยการหลับตา!) เธอไม่ได้หยุดรถที่ป้ายให้หยุด และเหินข้ามทางแยกออกนอกถนนเข้าไปในสนามของบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นเธอพยายามถอยรถออกจากสนามแต่ไม่สำเร็จ แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เธอก็ได้รับใบสั่งจากตำรวจในข้อหาขับรถด้วยความประมาทและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย นักรบแห่งการอธิษฐานคนนี้พลาดส่วนสำคัญของเอเฟซัส 6:18 ที่บอกว่า จงระวังตัว</p>
<p>ในเอเฟซัส 6 อัครทูตเปาโลได้รวมเอาสองสิ่งสุดท้ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า สิ่งแรกคือ เราควรต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณด้วยการอธิษฐาน คือการอธิษฐานในพระวิญญาณโดยพึ่งพาในฤทธานุภาพของพระเจ้า วางใจในการทรงนำของพระองค์และตอบสนองต่อการกระตุ้นเตือนจากพระองค์ คือ อธิษฐานทุกอย่างทุกเวลา (ข้อ 18) สิ่งที่สอง เปาโลสนับสนุนให้เรา “ระวังตัว” การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณสามารถช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู (มก.13:33) ได้รับชัยชนะเหนือการทดลอง (14:38) และอธิษฐานวิงวอนเพื่อผู้เชื่อคนอื่นๆ (อฟ.6:18)</p>
<p>ขณะที่เราต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวัน ขอให้ชีวิตของเรามีท่าทีของการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” คือต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายและฝ่าทะลุความมืดด้วยแสงสว่างของพระคริสต์</p>
<p><em>การมีท่าทีแห่งการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” ช่วยคุณต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณมีความหมายสำหรับคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อตนเองและผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 28 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/86c86c63/6c1e21a6.mp3" length="10826978" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>677</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา...จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน [ เอเฟซัส 6:18 ]
ในการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อในพระเยซูควรจริงจังกับการอธิษฐาน แต่มีหญิงชาวฟลอริด้าคนหนึ่งพบว่าการถือปฏิบัติอย่างไม่ฉลาดนั้นอันตรายเพียงใด เวลาอธิษฐานเธอจะหลับตา วันหนึ่งขณะขับรถและอธิษฐาน (โดยการหลับตา!) เธอไม่ได้หยุดรถที่ป้ายให้หยุด และเหินข้ามทางแยกออกนอกถนนเข้าไปในสนามของบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นเธอพยายามถอยรถออกจากสนามแต่ไม่สำเร็จ แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เธอก็ได้รับใบสั่งจากตำรวจในข้อหาขับรถด้วยความประมาทและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย นักรบแห่งการอธิษฐานคนนี้พลาดส่วนสำคัญของเอเฟซัส 6:18 ที่บอกว่า จงระวังตัว
ในเอเฟซัส 6 อัครทูตเปาโลได้รวมเอาสองสิ่งสุดท้ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า สิ่งแรกคือ เราควรต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณด้วยการอธิษฐาน คือการอธิษฐานในพระวิญญาณโดยพึ่งพาในฤทธานุภาพของพระเจ้า วางใจในการทรงนำของพระองค์และตอบสนองต่อการกระตุ้นเตือนจากพระองค์ คือ อธิษฐานทุกอย่างทุกเวลา (ข้อ 18) สิ่งที่สอง เปาโลสนับสนุนให้เรา “ระวังตัว” การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณสามารถช่วยให้เราเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู (มก.13:33) ได้รับชัยชนะเหนือการทดลอง (14:38) และอธิษฐานวิงวอนเพื่อผู้เชื่อคนอื่นๆ (อฟ.6:18)
ขณะที่เราต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณทุกวัน ขอให้ชีวิตของเรามีท่าทีของการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” คือต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายและฝ่าทะลุความมืดด้วยแสงสว่างของพระคริสต์
การมีท่าทีแห่งการ “อธิษฐานและเฝ้าระวัง” ช่วยคุณต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร การเฝ้าระวังฝ่ายวิญญาณมีความหมายสำหรับคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะเฝ้าระวังและอธิษฐานเพื่อตนเองและผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา...จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน [ เอเฟซัส 6:18 ]
ในการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อในพระเยซูควรจริงจังกับการอธิษฐาน แต่มีหญิงชาวฟลอริด้าคนหนึ่งพบว่าการถือปฏิบัติอย่างไม่ฉลาดนั้นอันตรายเพียงใด เวลาอธิษฐานเธ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 6 - พระคุณสำหรับวันนี้ | พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 6 - พระคุณสำหรับวันนี้ | พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">490bb4d8-873e-4d6f-a20e-a0a18bb30369</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1d3999c1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก</strong></p>
<p>เซียร์ร่าท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ใจที่ลูกชายต้องต่อสู้กับการติดยาเสพติด “ฉันรู้สึกแย่” เธอบอก “เวลาอธิษฐานฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลยพระเจ้าจะคิดว่าฉันไม่มีความเชื่อไหม”</p>
<p>“ฉันไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไร” ฉันตอบ “แต่ฉันรู้ว่าพระองค์รับมือกับอารมณ์ที่แท้จริงได้ พระองค์รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร” ฉันอธิษฐานและหลั่งน้ำตากับเซียร์ร่าเมื่อเราวิงวอนขอการปลดปล่อยให้แก่ลูกชายของเธอ</p>
<p>พระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายของคนที่ปล้ำสู้กับพระเจ้าในยามที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงถึงความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับสันติสุขแห่งการทรงสถิตด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ท่านรับรู้ถึงน้ำตาและความกดดันจากความทุกข์ใจที่มีความว้าวุ่นภายในคลี่คลายลงด้วยเสียงสรรเสริญด้วยความวางใจ เมื่อท่านเตือนตนเองถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านให้กำลัง “จิตวิญญาณ” ของตนว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11) ท่านต่อสู้ระหว่างความจริงที่ท่านรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และอารมณ์อันท่วมท้นที่ไม่อาจปฏิเสธได้</p>
<p>พระเจ้าทรงสร้างเราตามพระฉายาของพระองค์ให้มีความรู้สึก หยดน้ำตาที่ไหลเพื่อผู้อื่นแสดงถึงความรักและความเมตตา ไม่ใช่การขาดความเชื่อ เราเข้าหาพระเจ้าได้ทั้งที่แผลยังใหม่อยู่หรือกลายเป็นแผลเป็นไปแล้ว เพราะพระองค์รู้ว่าเรารู้สึกเช่นไร คำอธิษฐาน ความเงียบ ไม่ว่าจะไร้เสียง มีเสียงสะอื้น หรือด้วยเสียงตะโกนอย่างมั่นใจ ล้วนแสดงว่าเราเชื่อวางใจในพระสัญญาว่าพระองค์จะทรงฟังและดูแลเรา</p>
<p>เขียนโดย โซชิลท์ ดิกซัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>คุณพยายามซ่อนความรู้สึกอะไรไว้จากพระเจ้า เหตุใดจึงเป็นเรื่องยากที่จะเปิดเผยความรู้สึกอัดอั้นหรือทุกข์ใจกับพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดาผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณที่ทรงยืนยันว่าพระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์มีความรู้สึกและจำเป็นต้องจัดการกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก</strong></p>
<p>เซียร์ร่าท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ใจที่ลูกชายต้องต่อสู้กับการติดยาเสพติด “ฉันรู้สึกแย่” เธอบอก “เวลาอธิษฐานฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลยพระเจ้าจะคิดว่าฉันไม่มีความเชื่อไหม”</p>
<p>“ฉันไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไร” ฉันตอบ “แต่ฉันรู้ว่าพระองค์รับมือกับอารมณ์ที่แท้จริงได้ พระองค์รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร” ฉันอธิษฐานและหลั่งน้ำตากับเซียร์ร่าเมื่อเราวิงวอนขอการปลดปล่อยให้แก่ลูกชายของเธอ</p>
<p>พระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายของคนที่ปล้ำสู้กับพระเจ้าในยามที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงถึงความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับสันติสุขแห่งการทรงสถิตด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ท่านรับรู้ถึงน้ำตาและความกดดันจากความทุกข์ใจที่มีความว้าวุ่นภายในคลี่คลายลงด้วยเสียงสรรเสริญด้วยความวางใจ เมื่อท่านเตือนตนเองถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านให้กำลัง “จิตวิญญาณ” ของตนว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11) ท่านต่อสู้ระหว่างความจริงที่ท่านรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และอารมณ์อันท่วมท้นที่ไม่อาจปฏิเสธได้</p>
<p>พระเจ้าทรงสร้างเราตามพระฉายาของพระองค์ให้มีความรู้สึก หยดน้ำตาที่ไหลเพื่อผู้อื่นแสดงถึงความรักและความเมตตา ไม่ใช่การขาดความเชื่อ เราเข้าหาพระเจ้าได้ทั้งที่แผลยังใหม่อยู่หรือกลายเป็นแผลเป็นไปแล้ว เพราะพระองค์รู้ว่าเรารู้สึกเช่นไร คำอธิษฐาน ความเงียบ ไม่ว่าจะไร้เสียง มีเสียงสะอื้น หรือด้วยเสียงตะโกนอย่างมั่นใจ ล้วนแสดงว่าเราเชื่อวางใจในพระสัญญาว่าพระองค์จะทรงฟังและดูแลเรา</p>
<p>เขียนโดย โซชิลท์ ดิกซัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>คุณพยายามซ่อนความรู้สึกอะไรไว้จากพระเจ้า เหตุใดจึงเป็นเรื่องยากที่จะเปิดเผยความรู้สึกอัดอั้นหรือทุกข์ใจกับพระเจ้า</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดาผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณที่ทรงยืนยันว่าพระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์มีความรู้สึกและจำเป็นต้องจัดการกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 28 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1d3999c1/341b4788.mp3" length="6989090" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/svRGO89aBUnvY_oYbzFwKPatgyz3Unxi9TvTe7Mt2c4/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9jZDgz/ZWRlMmZjNTFlOTUz/MTVkYjA5YzA5Yjgz/N2I4ZS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>290</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก
เซียร์ร่าท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ใจที่ลูกชายต้องต่อสู้กับการติดยาเสพติด “ฉันรู้สึกแย่” เธอบอก “เวลาอธิษฐานฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลยพระเจ้าจะคิดว่าฉันไม่มีความเชื่อไหม”
“ฉันไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไร” ฉันตอบ “แต่ฉันรู้ว่าพระองค์รับมือกับอารมณ์ที่แท้จริงได้ พระองค์รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร” ฉันอธิษฐานและหลั่งน้ำตากับเซียร์ร่าเมื่อเราวิงวอนขอการปลดปล่อยให้แก่ลูกชายของเธอ
พระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายของคนที่ปล้ำสู้กับพระเจ้าในยามที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงถึงความปรารถนาที่จะได้สัมผัสกับสันติสุขแห่งการทรงสถิตด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ท่านรับรู้ถึงน้ำตาและความกดดันจากความทุกข์ใจที่มีความว้าวุ่นภายในคลี่คลายลงด้วยเสียงสรรเสริญด้วยความวางใจ เมื่อท่านเตือนตนเองถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านให้กำลัง “จิตวิญญาณ” ของตนว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11) ท่านต่อสู้ระหว่างความจริงที่ท่านรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และอารมณ์อันท่วมท้นที่ไม่อาจปฏิเสธได้
พระเจ้าทรงสร้างเราตามพระฉายาของพระองค์ให้มีความรู้สึก หยดน้ำตาที่ไหลเพื่อผู้อื่นแสดงถึงความรักและความเมตตา ไม่ใช่การขาดความเชื่อ เราเข้าหาพระเจ้าได้ทั้งที่แผลยังใหม่อยู่หรือกลายเป็นแผลเป็นไปแล้ว เพราะพระองค์รู้ว่าเรารู้สึกเช่นไร คำอธิษฐาน ความเงียบ ไม่ว่าจะไร้เสียง มีเสียงสะอื้น หรือด้วยเสียงตะโกนอย่างมั่นใจ ล้วนแสดงว่าเราเชื่อวางใจในพระสัญญาว่าพระองค์จะทรงฟังและดูแลเรา
เขียนโดย โซชิลท์ ดิกซัน

คิดใคร่ครวญ :
คุณพยายามซ่อนความรู้สึกอะไรไว้จากพระเจ้า เหตุใดจึงเป็นเรื่องยากที่จะเปิดเผยความรู้สึกอัดอั้นหรือทุกข์ใจกับพระเจ้า

อธิษฐาน :
พระบิดาผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณที่ทรงยืนยันว่าพระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์มีความรู้สึกและจำเป็นต้องจัดการกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

พระเจ้ารู้ว่าเรารู้สึก
เซียร์ร่าท่วมท้นไปด้วยความทุกข์ใจที่ลูกชายต้องต่อสู้กับการติดยาเสพติด “ฉันรู้สึกแย่” เธอบอก “เวลาอธิษฐานฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลยพระเจ้าจะคิดว่าฉันไม่มีความเชื่อไหม”
</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทูตสวรรค์ร่วมทาง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทูตสวรรค์ร่วมทาง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b9f77aad-4de7-44a5-8d5f-7c438578d32a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e246992a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง [ อพยพ 23:20 ]</p>
<p>เมื่อต้องทำการตรวจทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าตามตารางที่วางไว้ เบฟ รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้า เธอรู้สึกกลัวตอนที่แพทย์บอกว่าพวกเขากำลังหามะเร็งในที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของเธอ ในแต่ละวันพระเจ้าทรงหนุนใจเธออย่างสัตย์ซื่อด้วยพระสัญญาแห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ และสันติสุขที่จะคงอยู่เมื่อเธอหันมาหาพระองค์หรืออ่านพระคัมภีร์ เธอต่อสู้กับความไม่แน่นอนและได้เรียนรู้บ่อยครั้งที่จะมอบ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” ไว้บนบ่าของพระเจ้า เช้าวันหนึ่งเบฟบังเอิญพบข้อความในอพยพ 23 ที่สะดุดใจของเธอก่อนต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งสำคัญ “เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง” (ข้อ 20)</p>
<p>พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านั้นผ่านทางโมเสสมาถึงประชากรของพระองค์คือชนอิสราเอล พระองค์ได้ประทานกฎบัญญัติให้ประชากรของพระองค์ปฏิบัติตามและทรงนำพวกเขาไปสู่ดินแดนใหม่ (ข้อ 14-26) แต่ในท่ามกลางข้อกำหนดเหล่านั้น พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์จะส่งทูตสวรรค์มาเดินนำหน้าพวกเขา “เพื่อคอยระวังรักษา [พวกเขา] ตามทาง” (ข้อ 20) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบฟ แต่เธอก็จำได้ว่าในพระวจนะตอนอื่นมีการกล่าวถึงการดูแลของทูตสวรรค์ไว้ด้วย สดุดี 91:11 กล่าวว่า “พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน” และฮีบรู 1:14 บอกเราว่าพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาเป็น “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ” เพื่อรับใช้ผู้ที่เชื่อในพระเยซู</p>
<p>ถ้าเรารู้จักพระคริสต์ พระองค์ก็ได้ทรงส่งทูตสวรรค์มาอยู่ใกล้เราเพื่อจะปรนนิบัติเราด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดเพื่อคุณได้บ้างผ่านทางทูตสวรรค์ของพระองค์ ความจริงนี้หนุนใจคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกขอบพระคุณที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้เสมอ และพระองค์ยังทรงให้ทูตสวรรค์ของพระองค์คอยเฝ้าดูแลลูกของพระองค์ด้วย</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง [ อพยพ 23:20 ]</p>
<p>เมื่อต้องทำการตรวจทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าตามตารางที่วางไว้ เบฟ รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้า เธอรู้สึกกลัวตอนที่แพทย์บอกว่าพวกเขากำลังหามะเร็งในที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของเธอ ในแต่ละวันพระเจ้าทรงหนุนใจเธออย่างสัตย์ซื่อด้วยพระสัญญาแห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ และสันติสุขที่จะคงอยู่เมื่อเธอหันมาหาพระองค์หรืออ่านพระคัมภีร์ เธอต่อสู้กับความไม่แน่นอนและได้เรียนรู้บ่อยครั้งที่จะมอบ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” ไว้บนบ่าของพระเจ้า เช้าวันหนึ่งเบฟบังเอิญพบข้อความในอพยพ 23 ที่สะดุดใจของเธอก่อนต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งสำคัญ “เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง” (ข้อ 20)</p>
<p>พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านั้นผ่านทางโมเสสมาถึงประชากรของพระองค์คือชนอิสราเอล พระองค์ได้ประทานกฎบัญญัติให้ประชากรของพระองค์ปฏิบัติตามและทรงนำพวกเขาไปสู่ดินแดนใหม่ (ข้อ 14-26) แต่ในท่ามกลางข้อกำหนดเหล่านั้น พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์จะส่งทูตสวรรค์มาเดินนำหน้าพวกเขา “เพื่อคอยระวังรักษา [พวกเขา] ตามทาง” (ข้อ 20) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบฟ แต่เธอก็จำได้ว่าในพระวจนะตอนอื่นมีการกล่าวถึงการดูแลของทูตสวรรค์ไว้ด้วย สดุดี 91:11 กล่าวว่า “พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน” และฮีบรู 1:14 บอกเราว่าพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาเป็น “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ” เพื่อรับใช้ผู้ที่เชื่อในพระเยซู</p>
<p>ถ้าเรารู้จักพระคริสต์ พระองค์ก็ได้ทรงส่งทูตสวรรค์มาอยู่ใกล้เราเพื่อจะปรนนิบัติเราด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดเพื่อคุณได้บ้างผ่านทางทูตสวรรค์ของพระองค์ ความจริงนี้หนุนใจคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกขอบพระคุณที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้เสมอ และพระองค์ยังทรงให้ทูตสวรรค์ของพระองค์คอยเฝ้าดูแลลูกของพระองค์ด้วย</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 27 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e246992a/5152327e.mp3" length="12106763" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง [ อพยพ 23:20 ]
เมื่อต้องทำการตรวจทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าตามตารางที่วางไว้ เบฟ รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้า เธอรู้สึกกลัวตอนที่แพทย์บอกว่าพวกเขากำลังหามะเร็งในที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของเธอ ในแต่ละวันพระเจ้าทรงหนุนใจเธออย่างสัตย์ซื่อด้วยพระสัญญาแห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ และสันติสุขที่จะคงอยู่เมื่อเธอหันมาหาพระองค์หรืออ่านพระคัมภีร์ เธอต่อสู้กับความไม่แน่นอนและได้เรียนรู้บ่อยครั้งที่จะมอบ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” ไว้บนบ่าของพระเจ้า เช้าวันหนึ่งเบฟบังเอิญพบข้อความในอพยพ 23 ที่สะดุดใจของเธอก่อนต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งสำคัญ “เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง” (ข้อ 20)
พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านั้นผ่านทางโมเสสมาถึงประชากรของพระองค์คือชนอิสราเอล พระองค์ได้ประทานกฎบัญญัติให้ประชากรของพระองค์ปฏิบัติตามและทรงนำพวกเขาไปสู่ดินแดนใหม่ (ข้อ 14-26) แต่ในท่ามกลางข้อกำหนดเหล่านั้น พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์จะส่งทูตสวรรค์มาเดินนำหน้าพวกเขา “เพื่อคอยระวังรักษา [พวกเขา] ตามทาง” (ข้อ 20) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบฟ แต่เธอก็จำได้ว่าในพระวจนะตอนอื่นมีการกล่าวถึงการดูแลของทูตสวรรค์ไว้ด้วย สดุดี 91:11 กล่าวว่า “พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน” และฮีบรู 1:14 บอกเราว่าพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาเป็น “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ” เพื่อรับใช้ผู้ที่เชื่อในพระเยซู
ถ้าเรารู้จักพระคริสต์ พระองค์ก็ได้ทรงส่งทูตสวรรค์มาอยู่ใกล้เราเพื่อจะปรนนิบัติเราด้วยเช่นกัน
พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดเพื่อคุณได้บ้างผ่านทางทูตสวรรค์ของพระองค์ ความจริงนี้หนุนใจคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกขอบพระคุณที่พระองค์ทรงอยู่ใกล้เสมอ และพระองค์ยังทรงให้ทูตสวรรค์ของพระองค์คอยเฝ้าดูแลลูกของพระองค์ด้วย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง [ อพยพ 23:20 ]
เมื่อต้องทำการตรวจทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าตามตารางที่วางไว้ เบฟ รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้า เธอรู้สึกกลัวตอนที่แพทย์บอกว่าพวกเขากำลังหามะเร็งในที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของเธอ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 5 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 5 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">743602de-39c8-4ace-9ac6-e65c32b3c8a7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ef6e05c7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ</strong></p>
<p>เมื่อพบความยากลำบากของการปรับตัวเข้ากับความปกติใหม่ สตรีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งถึงกับกล่าวออกมาว่า “ฉันอยู่ในมุมมืด” ซึ่งห้าคำนี้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดสาหัสที่อยู่ภายในของเธอ และท่ามกลางความท้าทายนั้น เธอยอมรับว่าเธอต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังและหมดกำลังใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงเธอออกจากความรู้สึกดำดิ่ง คือการแบ่งปันความทุกข์กับเพื่อนที่ห่วงใย</p>
<p>เราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ ซึ่งอาจกินเวลายาวนานเป็นชั่วโมง วัน หรือหลายเดือน การต่อสู้ในช่วงเวลาเหล่านี้เปรียบเหมือนการเดินผ่านหุบเขาและทางทุรกันดารซึ่งไม่ใช่สิ่งแปลก แต่การจะผ่านไปได้ด้วยดีเป็นเรื่องที่ท้าทาย และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น</p>
<p>เราได้เรียนรู้ผ่านคำอธิษฐานของดาวิดในสดุดี 143 ซึ่งเป็นช่วงมืดมนในชีวิตของเขา เราไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เขาเผชิญอย่างแน่ชัด แต่คำอธิษฐานของเขาสอนเราให้ อธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความหวัง “เพราะศัตรูไล่กวดข้าพระองค์ มันขยี้ชีวิตข้าพระองค์ลงถึงดิน มันได้กระทำให้ข้าพระองค์นั่งในที่มืด เหมือนคนที่ตายนานแล้ว เพราะฉะนั้นใจของข้าพระองค์อ่อนระอาอยู่ในข้าพระองค์จิตใจภายในข้าพระองค์ก็กลัวลาน” (ข้อ 3-4) สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การยอมรับถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจกับตัวเอง กับเพื่อนสนิท หรือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ขอให้เราเข้าหาพระเจ้า (ทั้งความคิดและทั้งหมดของเรา) ด้วยการอธิษฐานอ้อนวอนอย่างจริงใจเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในข้อ 7-10 แล้วช่วงเวลาที่มืดมนจะกลับกลายเป็นเวลาแห่งการอธิษฐานที่ลึกซึ้ง ด้วยการแสวงหาทางสว่างแห่งชีวิตที่พระเจ้าเท่านั้นที่ประทานให้ได้ </p>
<p>เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>ท่ามกลางเวลามืดมิดที่สุด คุณมักตอบสนองอย่างไร? เหตุใดจึงยากที่จะยอมรับปัญหาของเราอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อพระเจ้า?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดา ขอทรงฟื้นฟูข้าพระองค์และให้ความหวังในพระองค์นั้นคงอยู่ และเมื่อข้าพระองค์รู้สึกดำดิ่ง เพราะความมืดมิดคืบคลานเข้ามาในชีวิตทั้งภายในและภายนอก โปรดช่วยข้าพระองค์เข้าหาพระองค์ด้วยการอธิษฐาน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ</strong></p>
<p>เมื่อพบความยากลำบากของการปรับตัวเข้ากับความปกติใหม่ สตรีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งถึงกับกล่าวออกมาว่า “ฉันอยู่ในมุมมืด” ซึ่งห้าคำนี้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดสาหัสที่อยู่ภายในของเธอ และท่ามกลางความท้าทายนั้น เธอยอมรับว่าเธอต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังและหมดกำลังใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงเธอออกจากความรู้สึกดำดิ่ง คือการแบ่งปันความทุกข์กับเพื่อนที่ห่วงใย</p>
<p>เราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ ซึ่งอาจกินเวลายาวนานเป็นชั่วโมง วัน หรือหลายเดือน การต่อสู้ในช่วงเวลาเหล่านี้เปรียบเหมือนการเดินผ่านหุบเขาและทางทุรกันดารซึ่งไม่ใช่สิ่งแปลก แต่การจะผ่านไปได้ด้วยดีเป็นเรื่องที่ท้าทาย และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น</p>
<p>เราได้เรียนรู้ผ่านคำอธิษฐานของดาวิดในสดุดี 143 ซึ่งเป็นช่วงมืดมนในชีวิตของเขา เราไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เขาเผชิญอย่างแน่ชัด แต่คำอธิษฐานของเขาสอนเราให้ อธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความหวัง “เพราะศัตรูไล่กวดข้าพระองค์ มันขยี้ชีวิตข้าพระองค์ลงถึงดิน มันได้กระทำให้ข้าพระองค์นั่งในที่มืด เหมือนคนที่ตายนานแล้ว เพราะฉะนั้นใจของข้าพระองค์อ่อนระอาอยู่ในข้าพระองค์จิตใจภายในข้าพระองค์ก็กลัวลาน” (ข้อ 3-4) สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การยอมรับถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจกับตัวเอง กับเพื่อนสนิท หรือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ขอให้เราเข้าหาพระเจ้า (ทั้งความคิดและทั้งหมดของเรา) ด้วยการอธิษฐานอ้อนวอนอย่างจริงใจเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในข้อ 7-10 แล้วช่วงเวลาที่มืดมนจะกลับกลายเป็นเวลาแห่งการอธิษฐานที่ลึกซึ้ง ด้วยการแสวงหาทางสว่างแห่งชีวิตที่พระเจ้าเท่านั้นที่ประทานให้ได้ </p>
<p>เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>ท่ามกลางเวลามืดมิดที่สุด คุณมักตอบสนองอย่างไร? เหตุใดจึงยากที่จะยอมรับปัญหาของเราอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อพระเจ้า?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดา ขอทรงฟื้นฟูข้าพระองค์และให้ความหวังในพระองค์นั้นคงอยู่ และเมื่อข้าพระองค์รู้สึกดำดิ่ง เพราะความมืดมิดคืบคลานเข้ามาในชีวิตทั้งภายในและภายนอก โปรดช่วยข้าพระองค์เข้าหาพระองค์ด้วยการอธิษฐาน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 27 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ef6e05c7/3cdeb585.mp3" length="7993430" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/xy_QDOYzZBTUFSptNgxm_WTeaJZiomLpJLMy3N8lzHI/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8yNWVj/YTlhNWI2ZDYwZmZh/MTZkNTRlZDQ5MTgx/ZTI5ZS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>333</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ
เมื่อพบความยากลำบากของการปรับตัวเข้ากับความปกติใหม่ สตรีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งถึงกับกล่าวออกมาว่า “ฉันอยู่ในมุมมืด” ซึ่งห้าคำนี้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดสาหัสที่อยู่ภายในของเธอ และท่ามกลางความท้าทายนั้น เธอยอมรับว่าเธอต้องต่อสู้กับความสิ้นหวังและหมดกำลังใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยดึงเธอออกจากความรู้สึกดำดิ่ง คือการแบ่งปันความทุกข์กับเพื่อนที่ห่วงใย
เราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่อ่อนแอ ซึ่งอาจกินเวลายาวนานเป็นชั่วโมง วัน หรือหลายเดือน การต่อสู้ในช่วงเวลาเหล่านี้เปรียบเหมือนการเดินผ่านหุบเขาและทางทุรกันดารซึ่งไม่ใช่สิ่งแปลก แต่การจะผ่านไปได้ด้วยดีเป็นเรื่องที่ท้าทาย และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น
เราได้เรียนรู้ผ่านคำอธิษฐานของดาวิดในสดุดี 143 ซึ่งเป็นช่วงมืดมนในชีวิตของเขา เราไม่ทราบถึงสถานการณ์ที่เขาเผชิญอย่างแน่ชัด แต่คำอธิษฐานของเขาสอนเราให้ อธิษฐานอย่างตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความหวัง “เพราะศัตรูไล่กวดข้าพระองค์ มันขยี้ชีวิตข้าพระองค์ลงถึงดิน มันได้กระทำให้ข้าพระองค์นั่งในที่มืด เหมือนคนที่ตายนานแล้ว เพราะฉะนั้นใจของข้าพระองค์อ่อนระอาอยู่ในข้าพระองค์จิตใจภายในข้าพระองค์ก็กลัวลาน” (ข้อ 3-4) สำหรับผู้เชื่อในพระเยซู การยอมรับถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจกับตัวเอง กับเพื่อนสนิท หรือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ขอให้เราเข้าหาพระเจ้า (ทั้งความคิดและทั้งหมดของเรา) ด้วยการอธิษฐานอ้อนวอนอย่างจริงใจเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในข้อ 7-10 แล้วช่วงเวลาที่มืดมนจะกลับกลายเป็นเวลาแห่งการอธิษฐานที่ลึกซึ้ง ด้วยการแสวงหาทางสว่างแห่งชีวิตที่พระเจ้าเท่านั้นที่ประทานให้ได้ 
เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน

คิดใคร่ครวญ :
ท่ามกลางเวลามืดมิดที่สุด คุณมักตอบสนองอย่างไร? เหตุใดจึงยากที่จะยอมรับปัญหาของเราอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อพระเจ้า?

อธิษฐาน :
พระบิดา ขอทรงฟื้นฟูข้าพระองค์และให้ความหวังในพระองค์นั้นคงอยู่ และเมื่อข้าพระองค์รู้สึกดำดิ่ง เพราะความมืดมิดคืบคลานเข้ามาในชีวิตทั้งภายในและภายนอก โปรดช่วยข้าพระองค์เข้าหาพระองค์ด้วยการอธิษฐาน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ยามมืดมนกับคำอธิษฐานจากใจ
เมื่อพบความยากลำบากของการปรับตัวเข้ากับความปกติใหม่ สตรีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งถึงกับกล่าวออกมาว่า “ฉันอยู่ในมุมมืด” ซึ่งห้าคำนี้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดสาหัสที่อยู่ภ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ถอนวัชพืชแห่งความกังวล</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ถอนวัชพืชแห่งความกังวล</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d64d98a1-000e-4c46-9cc3-a5ce6e5cfcff</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ac997456</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลกรัดพระวจนะนั้นเสีย [ มัทธิว 13:22 ]</p>
<p>หลังจากเอาเมล็ดพืชสองสามเมล็ดใส่ลงในดินในกระถางที่สวนหลังบ้าน ฉันก็รอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันอ่านข้อมูลที่บอกว่าเมล็ดจะงอกภายในสิบถึงสิบสี่วัน ฉันจึงตรวจดูบ่อยๆตอนรดน้ำ ไม่ช้าฉันก็เห็นใบไม้สีเขียวสองสามใบโผล่ขึ้นมาจากดิน แต่ความดีใจของฉันสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อสามีบอกว่านั่นเป็นวัชพืช เขาบอกให้ฉันรีบถอนมันออกเพื่อไม่ให้มันรบกวนต้นไม้ที่ฉันพยายามจะปลูก</p>
<p>พระเยซูก็ทรงบอกถึงความสำคัญของการจัดการกับผู้บุกรุกที่สามารถขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา พระองค์ทรงอธิบายส่วนหนึ่งของคำอุปมาของพระองค์ดังนี้ว่า เมื่อผู้หว่านหว่านเมล็ดพืช บางส่วนก็ “ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย” (มธ.13:7) หนามหรือวัชพืชจะหยุดการเจริญเติบโตของพืชนั้น (ข้อ 22) และความกังวลจะทำให้การเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักอย่างแน่นอน การอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานเป็นวิธีที่ดีมากในการเติบโตขึ้นในความเชื่อ แต่ฉันพบว่าฉันต้องคอยเฝ้าระวังหนามแห่งความกังวลที่จะมา “รัด” พระวจนะที่ถูกปลูกไว้ในตัวฉัน ซึ่งทำให้ฉันจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น</p>
<p>ผลของพระวิญญาณที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ได้แก่ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข (กท.5:22) แต่เพื่อให้เราเกิดผลเหล่านั้น เราต้องอาศัยกำลังจากพระเจ้าเพื่อจะถอนวัชพืชแห่งความสงสัยหรือความกังวลใดๆ ที่อาจทำให้เราเสียสมาธิและมุ่งความสนใจไปยังสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า</p>
<p><em>พระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไรในการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่พระองค์ทรงปลูกไว้ในตัวคุณ คุณจะถอนวัชพืชแห่งความกังวลได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้คอยถอนวัชพืชออก คือการละทิ้งความกังวลและความคิดหลอกลวง เพื่อข้าพระองค์จะได้เติบโตและเกิดผลในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลกรัดพระวจนะนั้นเสีย [ มัทธิว 13:22 ]</p>
<p>หลังจากเอาเมล็ดพืชสองสามเมล็ดใส่ลงในดินในกระถางที่สวนหลังบ้าน ฉันก็รอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันอ่านข้อมูลที่บอกว่าเมล็ดจะงอกภายในสิบถึงสิบสี่วัน ฉันจึงตรวจดูบ่อยๆตอนรดน้ำ ไม่ช้าฉันก็เห็นใบไม้สีเขียวสองสามใบโผล่ขึ้นมาจากดิน แต่ความดีใจของฉันสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อสามีบอกว่านั่นเป็นวัชพืช เขาบอกให้ฉันรีบถอนมันออกเพื่อไม่ให้มันรบกวนต้นไม้ที่ฉันพยายามจะปลูก</p>
<p>พระเยซูก็ทรงบอกถึงความสำคัญของการจัดการกับผู้บุกรุกที่สามารถขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา พระองค์ทรงอธิบายส่วนหนึ่งของคำอุปมาของพระองค์ดังนี้ว่า เมื่อผู้หว่านหว่านเมล็ดพืช บางส่วนก็ “ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย” (มธ.13:7) หนามหรือวัชพืชจะหยุดการเจริญเติบโตของพืชนั้น (ข้อ 22) และความกังวลจะทำให้การเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักอย่างแน่นอน การอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานเป็นวิธีที่ดีมากในการเติบโตขึ้นในความเชื่อ แต่ฉันพบว่าฉันต้องคอยเฝ้าระวังหนามแห่งความกังวลที่จะมา “รัด” พระวจนะที่ถูกปลูกไว้ในตัวฉัน ซึ่งทำให้ฉันจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น</p>
<p>ผลของพระวิญญาณที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ได้แก่ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข (กท.5:22) แต่เพื่อให้เราเกิดผลเหล่านั้น เราต้องอาศัยกำลังจากพระเจ้าเพื่อจะถอนวัชพืชแห่งความสงสัยหรือความกังวลใดๆ ที่อาจทำให้เราเสียสมาธิและมุ่งความสนใจไปยังสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า</p>
<p><em>พระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไรในการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่พระองค์ทรงปลูกไว้ในตัวคุณ คุณจะถอนวัชพืชแห่งความกังวลได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้คอยถอนวัชพืชออก คือการละทิ้งความกังวลและความคิดหลอกลวง เพื่อข้าพระองค์จะได้เติบโตและเกิดผลในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 26 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ac997456/74d442e1.mp3" length="12687320" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>793</itunes:duration>
      <itunes:summary>บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลกรัดพระวจนะนั้นเสีย [ มัทธิว 13:22 ]
หลังจากเอาเมล็ดพืชสองสามเมล็ดใส่ลงในดินในกระถางที่สวนหลังบ้าน ฉันก็รอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันอ่านข้อมูลที่บอกว่าเมล็ดจะงอกภายในสิบถึงสิบสี่วัน ฉันจึงตรวจดูบ่อยๆตอนรดน้ำ ไม่ช้าฉันก็เห็นใบไม้สีเขียวสองสามใบโผล่ขึ้นมาจากดิน แต่ความดีใจของฉันสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อสามีบอกว่านั่นเป็นวัชพืช เขาบอกให้ฉันรีบถอนมันออกเพื่อไม่ให้มันรบกวนต้นไม้ที่ฉันพยายามจะปลูก
พระเยซูก็ทรงบอกถึงความสำคัญของการจัดการกับผู้บุกรุกที่สามารถขัดขวางการเติบโตฝ่ายวิญญาณของเรา พระองค์ทรงอธิบายส่วนหนึ่งของคำอุปมาของพระองค์ดังนี้ว่า เมื่อผู้หว่านหว่านเมล็ดพืช บางส่วนก็ “ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย” (มธ.13:7) หนามหรือวัชพืชจะหยุดการเจริญเติบโตของพืชนั้น (ข้อ 22) และความกังวลจะทำให้การเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักอย่างแน่นอน การอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานเป็นวิธีที่ดีมากในการเติบโตขึ้นในความเชื่อ แต่ฉันพบว่าฉันต้องคอยเฝ้าระวังหนามแห่งความกังวลที่จะมา “รัด” พระวจนะที่ถูกปลูกไว้ในตัวฉัน ซึ่งทำให้ฉันจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
ผลของพระวิญญาณที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ได้แก่ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข (กท.5:22) แต่เพื่อให้เราเกิดผลเหล่านั้น เราต้องอาศัยกำลังจากพระเจ้าเพื่อจะถอนวัชพืชแห่งความสงสัยหรือความกังวลใดๆ ที่อาจทำให้เราเสียสมาธิและมุ่งความสนใจไปยังสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า
พระเจ้าทรงช่วยคุณอย่างไรในการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่พระองค์ทรงปลูกไว้ในตัวคุณ คุณจะถอนวัชพืชแห่งความกังวลได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้คอยถอนวัชพืชออก คือการละทิ้งความกังวลและความคิดหลอกลวง เพื่อข้าพระองค์จะได้เติบโตและเกิดผลในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลกรัดพระวจนะนั้นเสีย [ มัทธิว 13:22 ]
หลังจากเอาเมล็ดพืชสองสามเมล็ดใส่ลงในดินในกระถางที่สวนหลังบ้าน ฉันก็รอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ฉันอ่านข้อมูลที่บอกว่าเมล็ดจะงอกภายในสิบถึงสิบสี่วัน ฉันจึงตรวจดูบ่อยๆตอนรดน้ำ ไม่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 4 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ความหวังที่เบ่งบาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 4 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ความหวังที่เบ่งบาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cf9e5a68-3e67-43b2-a60b-be1738dbada6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9131c475</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ความหวังที่เบ่งบาน</strong></p>
<p>ในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อพื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นรกได้รับการถางและทำให้สดใสด้วยดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงาม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็พลอยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไปด้วย นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ</p>
<p>“มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่าพื้นที่สีเขียวนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต” ดร.ยูจิเนีย เซาท์กล่าว “และนั่นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับคนที่อาศัยในย่านที่ยากจน” เซาท์เป็นอาจารย์จากคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และเป็นผู้เขียนร่วมของงานวิจัยชิ้นนี้</p>
<p>คนอิสราเอลและยูดาห์ที่ถูกข่มเหงได้พบความหวังใหม่ในนิมิตของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ที่พระเจ้าจะรื้อฟื้นพวกเขาขึ้นใหม่อย่างงดงาม ในท่ามกลางการลงโทษและการพิพากษาที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ก่อนหน้านั้น พระสัญญาที่นำความหวังอันสดใสนี้ได้หยั่งรากลง “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดีทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอกอย่างต้นดอกฝรั่น มันจะออกดอกอุดมและเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบาน” (อิสยาห์ 35:1-2)</p>
<p>ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรในวันนี้ เราสามารถชื่นชมยินดีในวิถีทางอันงดงามที่พระบิดาในสวรรค์ทรงรื้อฟื้นเราด้วยความหวังที่สดใหม่และการทรงสร้างของพระองค์ เมื่อเราท้อแท้ การใคร่ครวญถึงพระสิริและความงดงามของพระเจ้าจะช่วยให้เรามีกำลังขึ้น อิสยาห์หนุนใจเราว่า “จงหนุนกำ‌ลังของมือที่อ่อนและกระ‌ทำหัว‍เข่าที่อ่อนให้มั่น‍คง” (ข้อ 3)</p>
<p>ดอกไม้เพียงไม่กี่ดอกจะจุดประกายความหวังของเราอีกครั้งได้หรือไม่? ผู้เผยพระวจนะตอบว่า ได้ พระเจ้าผู้ทรงประทานความหวังให้กับเราก็เช่นกัน</p>
<p>เขียนโดย แพทริเซีย เรย์บอน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>เมื่อรู้สึกสิ้นหวัง คุณมักจะตอบสนองอย่างไร? การใช้เวลากลางแจ้งท่ามกลางสิ่งทรงสร้างจะเปลี่ยนความสิ้นหวังของคุณให้เป็นความหวังที่สดใหม่ในพระเจ้าได้อย่างไร?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าที่รัก ขอบพระคุณสำหรับสิ่งทรงสร้างที่งดงาม ซึ่งทำให้ข้าพระองค์เห็นถึงสง่าราศีของพระองค์และฟื้นความหวังของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ความหวังที่เบ่งบาน</strong></p>
<p>ในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อพื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นรกได้รับการถางและทำให้สดใสด้วยดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงาม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็พลอยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไปด้วย นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ</p>
<p>“มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่าพื้นที่สีเขียวนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต” ดร.ยูจิเนีย เซาท์กล่าว “และนั่นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับคนที่อาศัยในย่านที่ยากจน” เซาท์เป็นอาจารย์จากคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และเป็นผู้เขียนร่วมของงานวิจัยชิ้นนี้</p>
<p>คนอิสราเอลและยูดาห์ที่ถูกข่มเหงได้พบความหวังใหม่ในนิมิตของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ที่พระเจ้าจะรื้อฟื้นพวกเขาขึ้นใหม่อย่างงดงาม ในท่ามกลางการลงโทษและการพิพากษาที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ก่อนหน้านั้น พระสัญญาที่นำความหวังอันสดใสนี้ได้หยั่งรากลง “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดีทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอกอย่างต้นดอกฝรั่น มันจะออกดอกอุดมและเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบาน” (อิสยาห์ 35:1-2)</p>
<p>ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรในวันนี้ เราสามารถชื่นชมยินดีในวิถีทางอันงดงามที่พระบิดาในสวรรค์ทรงรื้อฟื้นเราด้วยความหวังที่สดใหม่และการทรงสร้างของพระองค์ เมื่อเราท้อแท้ การใคร่ครวญถึงพระสิริและความงดงามของพระเจ้าจะช่วยให้เรามีกำลังขึ้น อิสยาห์หนุนใจเราว่า “จงหนุนกำ‌ลังของมือที่อ่อนและกระ‌ทำหัว‍เข่าที่อ่อนให้มั่น‍คง” (ข้อ 3)</p>
<p>ดอกไม้เพียงไม่กี่ดอกจะจุดประกายความหวังของเราอีกครั้งได้หรือไม่? ผู้เผยพระวจนะตอบว่า ได้ พระเจ้าผู้ทรงประทานความหวังให้กับเราก็เช่นกัน</p>
<p>เขียนโดย แพทริเซีย เรย์บอน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>เมื่อรู้สึกสิ้นหวัง คุณมักจะตอบสนองอย่างไร? การใช้เวลากลางแจ้งท่ามกลางสิ่งทรงสร้างจะเปลี่ยนความสิ้นหวังของคุณให้เป็นความหวังที่สดใหม่ในพระเจ้าได้อย่างไร?</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าที่รัก ขอบพระคุณสำหรับสิ่งทรงสร้างที่งดงาม ซึ่งทำให้ข้าพระองค์เห็นถึงสง่าราศีของพระองค์และฟื้นความหวังของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 26 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9131c475/b825c3ae.mp3" length="4994491" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/Z690VeUATASC-V9jObS274DiaiUuuAyWs6DQHd3qEEc/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9lYmVj/Y2U4ZGY2OTc5MDI0/OTIyZmEzY2EyOGI4/ZGU2Ny5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>208</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ความหวังที่เบ่งบาน
ในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อพื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นรกได้รับการถางและทำให้สดใสด้วยดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงาม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็พลอยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไปด้วย นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ
“มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่าพื้นที่สีเขียวนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต” ดร.ยูจิเนีย เซาท์กล่าว “และนั่นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับคนที่อาศัยในย่านที่ยากจน” เซาท์เป็นอาจารย์จากคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และเป็นผู้เขียนร่วมของงานวิจัยชิ้นนี้
คนอิสราเอลและยูดาห์ที่ถูกข่มเหงได้พบความหวังใหม่ในนิมิตของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ที่พระเจ้าจะรื้อฟื้นพวกเขาขึ้นใหม่อย่างงดงาม ในท่ามกลางการลงโทษและการพิพากษาที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ก่อนหน้านั้น พระสัญญาที่นำความหวังอันสดใสนี้ได้หยั่งรากลง “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดีทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอกอย่างต้นดอกฝรั่น มันจะออกดอกอุดมและเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบาน” (อิสยาห์ 35:1-2)
ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรในวันนี้ เราสามารถชื่นชมยินดีในวิถีทางอันงดงามที่พระบิดาในสวรรค์ทรงรื้อฟื้นเราด้วยความหวังที่สดใหม่และการทรงสร้างของพระองค์ เมื่อเราท้อแท้ การใคร่ครวญถึงพระสิริและความงดงามของพระเจ้าจะช่วยให้เรามีกำลังขึ้น อิสยาห์หนุนใจเราว่า “จงหนุนกำ‌ลังของมือที่อ่อนและกระ‌ทำหัว‍เข่าที่อ่อนให้มั่น‍คง” (ข้อ 3)
ดอกไม้เพียงไม่กี่ดอกจะจุดประกายความหวังของเราอีกครั้งได้หรือไม่? ผู้เผยพระวจนะตอบว่า ได้ พระเจ้าผู้ทรงประทานความหวังให้กับเราก็เช่นกัน
เขียนโดย แพทริเซีย เรย์บอน

คิดใคร่ครวญ :
เมื่อรู้สึกสิ้นหวัง คุณมักจะตอบสนองอย่างไร? การใช้เวลากลางแจ้งท่ามกลางสิ่งทรงสร้างจะเปลี่ยนความสิ้นหวังของคุณให้เป็นความหวังที่สดใหม่ในพระเจ้าได้อย่างไร?

อธิษฐาน :
ข้าแต่พระเจ้าที่รัก ขอบพระคุณสำหรับสิ่งทรงสร้างที่งดงาม ซึ่งทำให้ข้าพระองค์เห็นถึงสง่าราศีของพระองค์และฟื้นความหวังของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ความหวังที่เบ่งบาน
ในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อพื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นรกได้รับการถางและทำให้สดใสด้วยดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงาม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็พลอยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไปด้วย นี่เป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้ด้วยกันในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับใช้ด้วยกันในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9afd09a5-6c76-4578-b513-677e4b4d467f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c5a8d30a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พวกท่านก็ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน [ ฟีลิปปี 4:16 ]</p>
<p>เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมมือกันช่วยเหลือชายสามคนที่ติดอยู่บนเกาะในไมโครนีเซีย การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ขยายวงกว้างทำให้พวกเขาต้องจำกัดการติดต่อสัมผัสกัน นักบินซึ่งเห็นคนที่เรืออับปางเป็นคนแรกได้วิทยุไปยังเรือของกองทัพเรือออสเตรเลียที่อยู่ใกล้เคียง เรือลำดังกล่าวได้ส่งเฮลิคอปเตอร์สองลำเพื่อนำอาหาร น้ำ และการรักษาพยาบาลไปให้ ต่อมาหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯก็มาถึงเพื่อตรวจดูชายทั้งสามและนำอุปกรณ์วิทยุมาให้ ในที่สุดเรือตรวจการณ์ของไมโครนีเซียก็พาพวกเขาไปถึงที่หมาย</p>
<p>เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้มากมายเมื่อทำงานร่วมกัน ผู้เชื่อชาวฟีลิปปีระดมกำลังเพื่อสนับสนุนอัครทูตเปาโล นางลิเดียและครอบครัวได้เชิญท่านมาพักที่บ้านของพวกเขา (กจ.16:13-15) เคลเมนท์ และแม้แต่นางยูโอเดียและนางสินทิเค (ซึ่งไม่ถูกกัน) ต่างได้ทำงานเคียงข้างเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ (ฟป.4:2-3) ต่อมาเมื่อเปาโลถูกคุมขังในกรุงโรม คริสตจักรได้รวบรวมเครื่องใช้ที่จำเป็นและส่งไปให้ผ่านทางเอปาโฟรดิทัส (ข้อ 14-18) บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่ชาวเมืองฟีลิปปีได้อธิษฐานเผื่อท่านตลอดการทำพันธกิจของท่าน (1:19)</p>
<p>ตัวอย่างของผู้เชื่อที่รับใช้ร่วมกันในคริสตจักรเก่าแก่แห่งนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในวันนี้ การร่วมมือกับเพื่อนผู้เชื่อเพื่ออธิษฐานและรับใช้ผู้อื่นด้วยการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระเจ้า จะทำให้เราประสบความสำเร็จมากเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มีคำกล่าวไว้ว่า “หนึ่งคนก็แค่หนึ่งหยดน้ำ รวมกันเราคือมหาสมุทร”</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้เคยรับใช้ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี อะไรเป็นพื้นฐานของความผูกพันฝ่ายวิญญาณที่คุณและพวกเขามีร่วมกัน</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ว่าจะร่วมมือกับผู้อื่นในการรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พวกท่านก็ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน [ ฟีลิปปี 4:16 ]</p>
<p>เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมมือกันช่วยเหลือชายสามคนที่ติดอยู่บนเกาะในไมโครนีเซีย การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ขยายวงกว้างทำให้พวกเขาต้องจำกัดการติดต่อสัมผัสกัน นักบินซึ่งเห็นคนที่เรืออับปางเป็นคนแรกได้วิทยุไปยังเรือของกองทัพเรือออสเตรเลียที่อยู่ใกล้เคียง เรือลำดังกล่าวได้ส่งเฮลิคอปเตอร์สองลำเพื่อนำอาหาร น้ำ และการรักษาพยาบาลไปให้ ต่อมาหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯก็มาถึงเพื่อตรวจดูชายทั้งสามและนำอุปกรณ์วิทยุมาให้ ในที่สุดเรือตรวจการณ์ของไมโครนีเซียก็พาพวกเขาไปถึงที่หมาย</p>
<p>เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้มากมายเมื่อทำงานร่วมกัน ผู้เชื่อชาวฟีลิปปีระดมกำลังเพื่อสนับสนุนอัครทูตเปาโล นางลิเดียและครอบครัวได้เชิญท่านมาพักที่บ้านของพวกเขา (กจ.16:13-15) เคลเมนท์ และแม้แต่นางยูโอเดียและนางสินทิเค (ซึ่งไม่ถูกกัน) ต่างได้ทำงานเคียงข้างเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ (ฟป.4:2-3) ต่อมาเมื่อเปาโลถูกคุมขังในกรุงโรม คริสตจักรได้รวบรวมเครื่องใช้ที่จำเป็นและส่งไปให้ผ่านทางเอปาโฟรดิทัส (ข้อ 14-18) บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่ชาวเมืองฟีลิปปีได้อธิษฐานเผื่อท่านตลอดการทำพันธกิจของท่าน (1:19)</p>
<p>ตัวอย่างของผู้เชื่อที่รับใช้ร่วมกันในคริสตจักรเก่าแก่แห่งนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในวันนี้ การร่วมมือกับเพื่อนผู้เชื่อเพื่ออธิษฐานและรับใช้ผู้อื่นด้วยการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระเจ้า จะทำให้เราประสบความสำเร็จมากเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มีคำกล่าวไว้ว่า “หนึ่งคนก็แค่หนึ่งหยดน้ำ รวมกันเราคือมหาสมุทร”</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้เคยรับใช้ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี อะไรเป็นพื้นฐานของความผูกพันฝ่ายวิญญาณที่คุณและพวกเขามีร่วมกัน</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ว่าจะร่วมมือกับผู้อื่นในการรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c5a8d30a/8f684b0b.mp3" length="11322683" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>708</itunes:duration>
      <itunes:summary>พวกท่านก็ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน [ ฟีลิปปี 4:16 ]
เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมมือกันช่วยเหลือชายสามคนที่ติดอยู่บนเกาะในไมโครนีเซีย การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ขยายวงกว้างทำให้พวกเขาต้องจำกัดการติดต่อสัมผัสกัน นักบินซึ่งเห็นคนที่เรืออับปางเป็นคนแรกได้วิทยุไปยังเรือของกองทัพเรือออสเตรเลียที่อยู่ใกล้เคียง เรือลำดังกล่าวได้ส่งเฮลิคอปเตอร์สองลำเพื่อนำอาหาร น้ำ และการรักษาพยาบาลไปให้ ต่อมาหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯก็มาถึงเพื่อตรวจดูชายทั้งสามและนำอุปกรณ์วิทยุมาให้ ในที่สุดเรือตรวจการณ์ของไมโครนีเซียก็พาพวกเขาไปถึงที่หมาย
เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้มากมายเมื่อทำงานร่วมกัน ผู้เชื่อชาวฟีลิปปีระดมกำลังเพื่อสนับสนุนอัครทูตเปาโล นางลิเดียและครอบครัวได้เชิญท่านมาพักที่บ้านของพวกเขา (กจ.16:13-15) เคลเมนท์ และแม้แต่นางยูโอเดียและนางสินทิเค (ซึ่งไม่ถูกกัน) ต่างได้ทำงานเคียงข้างเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ (ฟป.4:2-3) ต่อมาเมื่อเปาโลถูกคุมขังในกรุงโรม คริสตจักรได้รวบรวมเครื่องใช้ที่จำเป็นและส่งไปให้ผ่านทางเอปาโฟรดิทัส (ข้อ 14-18) บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่ชาวเมืองฟีลิปปีได้อธิษฐานเผื่อท่านตลอดการทำพันธกิจของท่าน (1:19)
ตัวอย่างของผู้เชื่อที่รับใช้ร่วมกันในคริสตจักรเก่าแก่แห่งนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในวันนี้ การร่วมมือกับเพื่อนผู้เชื่อเพื่ออธิษฐานและรับใช้ผู้อื่นด้วยการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระเจ้า จะทำให้เราประสบความสำเร็จมากเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มีคำกล่าวไว้ว่า “หนึ่งคนก็แค่หนึ่งหยดน้ำ รวมกันเราคือมหาสมุทร”
เมื่อใดที่คุณได้เคยรับใช้ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี อะไรเป็นพื้นฐานของความผูกพันฝ่ายวิญญาณที่คุณและพวกเขามีร่วมกัน
ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็น ว่าจะร่วมมือกับผู้อื่นในการรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พวกท่านก็ได้ฝากของมาช่วยหลายครั้งหลายหน [ ฟีลิปปี 4:16 ]
เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมมือกันช่วยเหลือชายสามคนที่ติดอยู่บนเกาะในไมโครนีเซีย การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ขยายวงกว้างทำให้พวกเขาต้องจำกัดการติดต่อสัมผัสกัน นักบินซึ่งเห็นคนที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 3 - พระคุณสำหรับวันนี้ | เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนสูญเสีย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 3 - พระคุณสำหรับวันนี้ | เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนสูญเสีย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a5e915c4-f6b4-4995-bb1c-9ec00a652d00</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3874e873</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนสูญเสีย</strong></p>
<p>เพียง 6 เดือนชีวิตของเจอรัลด์พังทลาย วิกฤติเศรษฐกิจทำลายธุรกิจและทรัพย์สิน ลูกประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แม่ของเขาสะเทือนใจมากจนหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ภรรยาซึมเศร้า ลูกสาวสองคนเก็บตัว เขาได้แต่พูดอย่างผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (สดุดี 22:1)</p>
<p>เจอรัลด์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหวังว่าวันหนึ่งพระเจ้าผู้ทรงให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ จะปลดปล่อยเขาและครอบครัวจากความเจ็บปวดไปสู่ชีวิตนิรันดร์ที่ชื่นชมยินดี เป็นความหวังว่าพระเจ้าจะตอบเสียงร้องทูลขอความช่วยเหลือ ดังดาวิดผู้เขียนสดุดีซึ่งแน่วแน่ที่จะวางใจพระเจ้ายามลำบาก โดยยึดมั่นในความหวังว่าพระเจ้าจะปลดปล่อยและช่วยกู้ท่าน (ข้อ 4-5)</p>
<p>ความหวังนั้นค้ำจุนเจอรัลด์ไว้ ตลอดหลายปีเมื่อมีคนถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบได้เพียงแค่ว่า “ครับ ผมกำลังไว้วางใจพระเจ้า”</p>
<p>พระเจ้าทรงยกย่องความวางใจของเจอรัลด์ ทรงปลอบโยน เสริมกำลังเรี่ยวแรงและความกล้าหาญแก่เขามาตลอดหลายปี ครอบครัวของเขาค่อยๆ ฟื้นจากวิกฤติ และต่อมาไม่นาน เจอรัลด์ก็ได้หลานปู่คนแรก ตอนนี้เสียงร้องไห้ของหลาน กลายเป็นคำพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า “ผมไม่ถามอีกต่อไปว่า ‘เหตุไฉนพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพระองค์’ เพราะพระเจ้าอวยพรผม”</p>
<p>ยามที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเหลือ ยังคงมีความหวัง</p>
<p>เขียนโดย เลสลี่ โคห์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>มีสิ่งใดที่ช่วยให้คุณระลึกถึงและยึดมั่นในความหวังที่แน่นอนและมั่นคงว่าจะได้รับการปลดปล่อย การไว้วางใจพระเจ้าช่วยค้ำจุนคุณอย่างไรในช่วงยากลำบาก</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>เมื่อฉันรู้สึกถูกทอดทิ้ง ฉันยึดมั่นในความหวังที่มาจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ซึ่งวันหนึ่งจะปลดปล่อยฉันสู่ความชื่นชมยินดีนิรันดร์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนสูญเสีย</strong></p>
<p>เพียง 6 เดือนชีวิตของเจอรัลด์พังทลาย วิกฤติเศรษฐกิจทำลายธุรกิจและทรัพย์สิน ลูกประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แม่ของเขาสะเทือนใจมากจนหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ภรรยาซึมเศร้า ลูกสาวสองคนเก็บตัว เขาได้แต่พูดอย่างผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (สดุดี 22:1)</p>
<p>เจอรัลด์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหวังว่าวันหนึ่งพระเจ้าผู้ทรงให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ จะปลดปล่อยเขาและครอบครัวจากความเจ็บปวดไปสู่ชีวิตนิรันดร์ที่ชื่นชมยินดี เป็นความหวังว่าพระเจ้าจะตอบเสียงร้องทูลขอความช่วยเหลือ ดังดาวิดผู้เขียนสดุดีซึ่งแน่วแน่ที่จะวางใจพระเจ้ายามลำบาก โดยยึดมั่นในความหวังว่าพระเจ้าจะปลดปล่อยและช่วยกู้ท่าน (ข้อ 4-5)</p>
<p>ความหวังนั้นค้ำจุนเจอรัลด์ไว้ ตลอดหลายปีเมื่อมีคนถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบได้เพียงแค่ว่า “ครับ ผมกำลังไว้วางใจพระเจ้า”</p>
<p>พระเจ้าทรงยกย่องความวางใจของเจอรัลด์ ทรงปลอบโยน เสริมกำลังเรี่ยวแรงและความกล้าหาญแก่เขามาตลอดหลายปี ครอบครัวของเขาค่อยๆ ฟื้นจากวิกฤติ และต่อมาไม่นาน เจอรัลด์ก็ได้หลานปู่คนแรก ตอนนี้เสียงร้องไห้ของหลาน กลายเป็นคำพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า “ผมไม่ถามอีกต่อไปว่า ‘เหตุไฉนพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพระองค์’ เพราะพระเจ้าอวยพรผม”</p>
<p>ยามที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเหลือ ยังคงมีความหวัง</p>
<p>เขียนโดย เลสลี่ โคห์</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>มีสิ่งใดที่ช่วยให้คุณระลึกถึงและยึดมั่นในความหวังที่แน่นอนและมั่นคงว่าจะได้รับการปลดปล่อย การไว้วางใจพระเจ้าช่วยค้ำจุนคุณอย่างไรในช่วงยากลำบาก</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>เมื่อฉันรู้สึกถูกทอดทิ้ง ฉันยึดมั่นในความหวังที่มาจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ซึ่งวันหนึ่งจะปลดปล่อยฉันสู่ความชื่นชมยินดีนิรันดร์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3874e873/2c0d7408.mp3" length="4747935" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/cT3u3t8r_5HWaqafUfUIIFd7DdXvCh8kY0TD8CFdLpM/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS80ZjE0/NjdjZThjZTkzYTIx/MGMwY2YwNTVmMzU2/N2UzYy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>198</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนสูญเสีย
เพียง 6 เดือนชีวิตของเจอรัลด์พังทลาย วิกฤติเศรษฐกิจทำลายธุรกิจและทรัพย์สิน ลูกประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แม่ของเขาสะเทือนใจมากจนหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ภรรยาซึมเศร้า ลูกสาวสองคนเก็บตัว เขาได้แต่พูดอย่างผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย?” (สดุดี 22:1)
เจอรัลด์ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหวังว่าวันหนึ่งพระเจ้าผู้ทรงให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ จะปลดปล่อยเขาและครอบครัวจากความเจ็บปวดไปสู่ชีวิตนิรันดร์ที่ชื่นชมยินดี เป็นความหวังว่าพระเจ้าจะตอบเสียงร้องทูลขอความช่วยเหลือ ดังดาวิดผู้เขียนสดุดีซึ่งแน่วแน่ที่จะวางใจพระเจ้ายามลำบาก โดยยึดมั่นในความหวังว่าพระเจ้าจะปลดปล่อยและช่วยกู้ท่าน (ข้อ 4-5)
ความหวังนั้นค้ำจุนเจอรัลด์ไว้ ตลอดหลายปีเมื่อมีคนถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบได้เพียงแค่ว่า “ครับ ผมกำลังไว้วางใจพระเจ้า”
พระเจ้าทรงยกย่องความวางใจของเจอรัลด์ ทรงปลอบโยน เสริมกำลังเรี่ยวแรงและความกล้าหาญแก่เขามาตลอดหลายปี ครอบครัวของเขาค่อยๆ ฟื้นจากวิกฤติ และต่อมาไม่นาน เจอรัลด์ก็ได้หลานปู่คนแรก ตอนนี้เสียงร้องไห้ของหลาน กลายเป็นคำพยานถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า “ผมไม่ถามอีกต่อไปว่า ‘เหตุไฉนพระองค์จึงทอดทิ้งข้าพระองค์’ เพราะพระเจ้าอวยพรผม”
ยามที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเหลือ ยังคงมีความหวัง
เขียนโดย เลสลี่ โคห์

คิดใคร่ครวญ :
มีสิ่งใดที่ช่วยให้คุณระลึกถึงและยึดมั่นในความหวังที่แน่นอนและมั่นคงว่าจะได้รับการปลดปล่อย การไว้วางใจพระเจ้าช่วยค้ำจุนคุณอย่างไรในช่วงยากลำบาก

อธิษฐาน :
เมื่อฉันรู้สึกถูกทอดทิ้ง ฉันยึดมั่นในความหวังที่มาจากการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ซึ่งวันหนึ่งจะปลดปล่อยฉันสู่ความชื่นชมยินดีนิรันดร์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

เมื่อทุกสิ่งดูเหมือนสูญเสีย
เพียง 6 เดือนชีวิตของเจอรัลด์พังทลาย วิกฤติเศรษฐกิจทำลายธุรกิจและทรัพย์สิน ลูกประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แม่ของเขาสะเทือนใจมากจนหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ภรรยาซึมเศร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">043e7668-bb30-40e1-9f94-9a9995e33489</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5e49f7b4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว [ ฮีบรู 13:6 ]</p>
<p>ราเล่ย์ เพื่อนของผมกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่วันครบรอบวันเกิดปีที่แปดสิบห้า! เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมตั้งแต่เราได้คุยกันครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้เขาเล่าว่าตั้งแต่เกษียณ เขาเขียนต้นฉบับหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม และเริ่มต้นงานพันธกิจอื่นอีก ผมรู้สึกทึ่งแต่ไม่แปลกใจ</p>
<p>ในพระคัมภีร์ คาเลบในวัยแปดสิบห้าก็ยังไม่พร้อมที่จะหยุดเช่นกัน ความเชื่อและการอุทิศตนต่อพระเจ้าค้ำจุนท่านตลอดหลายสิบปีของการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร และในการสู้รบเพื่อรักษามรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอิสราเอล ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น” (ยชว.14:11) ท่านจะเอาชนะด้วยวิธีใด คาเลบประกาศว่า “พระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว” (ข้อ 12)</p>
<p>พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดใจโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ สถานะในชีวิต หรือสถานการณ์ เราเห็นพระเจ้าได้ในองค์พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา หนังสือพระกิตติคุณทำให้เราเกิดความเชื่อในพระเจ้าผ่านสิ่งที่เรามองเห็นในพระคริสต์ พระเยซูทรงสำแดงความห่วงใยและพระเมตตาของพระเจ้าต่อทุกคนที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังที่ผู้เขียนฮีบรูยอมรับว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว” (ฮบ.13:6) ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือคนชรา คนอ่อนแอหรือแข็งแรง ถูกพันธนาการหรือเป็นอิสระ กระฉับกระเฉงหรือเดินกะเผลก แล้วจะมีอะไรที่ขัดขวางไม่ให้เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในวันนี้ได้</p>
<p><em>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณมีความเชื่อในพระเจ้า คุณเห็นพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือของคุณในทุกสิ่งอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือในทุกสถานการณ์</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว [ ฮีบรู 13:6 ]</p>
<p>ราเล่ย์ เพื่อนของผมกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่วันครบรอบวันเกิดปีที่แปดสิบห้า! เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมตั้งแต่เราได้คุยกันครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้เขาเล่าว่าตั้งแต่เกษียณ เขาเขียนต้นฉบับหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม และเริ่มต้นงานพันธกิจอื่นอีก ผมรู้สึกทึ่งแต่ไม่แปลกใจ</p>
<p>ในพระคัมภีร์ คาเลบในวัยแปดสิบห้าก็ยังไม่พร้อมที่จะหยุดเช่นกัน ความเชื่อและการอุทิศตนต่อพระเจ้าค้ำจุนท่านตลอดหลายสิบปีของการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร และในการสู้รบเพื่อรักษามรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอิสราเอล ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น” (ยชว.14:11) ท่านจะเอาชนะด้วยวิธีใด คาเลบประกาศว่า “พระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว” (ข้อ 12)</p>
<p>พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดใจโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ สถานะในชีวิต หรือสถานการณ์ เราเห็นพระเจ้าได้ในองค์พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา หนังสือพระกิตติคุณทำให้เราเกิดความเชื่อในพระเจ้าผ่านสิ่งที่เรามองเห็นในพระคริสต์ พระเยซูทรงสำแดงความห่วงใยและพระเมตตาของพระเจ้าต่อทุกคนที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังที่ผู้เขียนฮีบรูยอมรับว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว” (ฮบ.13:6) ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือคนชรา คนอ่อนแอหรือแข็งแรง ถูกพันธนาการหรือเป็นอิสระ กระฉับกระเฉงหรือเดินกะเผลก แล้วจะมีอะไรที่ขัดขวางไม่ให้เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในวันนี้ได้</p>
<p><em>ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณมีความเชื่อในพระเจ้า คุณเห็นพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือของคุณในทุกสิ่งอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือในทุกสถานการณ์</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 24 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5e49f7b4/adb37c1c.mp3" length="12015686" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว [ ฮีบรู 13:6 ]
ราเล่ย์ เพื่อนของผมกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่วันครบรอบวันเกิดปีที่แปดสิบห้า! เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมตั้งแต่เราได้คุยกันครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้เขาเล่าว่าตั้งแต่เกษียณ เขาเขียนต้นฉบับหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม และเริ่มต้นงานพันธกิจอื่นอีก ผมรู้สึกทึ่งแต่ไม่แปลกใจ
ในพระคัมภีร์ คาเลบในวัยแปดสิบห้าก็ยังไม่พร้อมที่จะหยุดเช่นกัน ความเชื่อและการอุทิศตนต่อพระเจ้าค้ำจุนท่านตลอดหลายสิบปีของการใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร และในการสู้รบเพื่อรักษามรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอิสราเอล ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น” (ยชว.14:11) ท่านจะเอาชนะด้วยวิธีใด คาเลบประกาศว่า “พระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว” (ข้อ 12)
พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือทุกคนที่ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดใจโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ สถานะในชีวิต หรือสถานการณ์ เราเห็นพระเจ้าได้ในองค์พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของเรา หนังสือพระกิตติคุณทำให้เราเกิดความเชื่อในพระเจ้าผ่านสิ่งที่เรามองเห็นในพระคริสต์ พระเยซูทรงสำแดงความห่วงใยและพระเมตตาของพระเจ้าต่อทุกคนที่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังที่ผู้เขียนฮีบรูยอมรับว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว” (ฮบ.13:6) ไม่ว่าเราจะเป็นเด็กหรือคนชรา คนอ่อนแอหรือแข็งแรง ถูกพันธนาการหรือเป็นอิสระ กระฉับกระเฉงหรือเดินกะเผลก แล้วจะมีอะไรที่ขัดขวางไม่ให้เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในวันนี้ได้
ใครเป็นแรงบันดาลใจให้คุณมีความเชื่อในพระเจ้า คุณเห็นพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือของคุณในทุกสิ่งอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ มองเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือในทุกสถานการณ์

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว [ ฮีบรู 13:6 ]
ราเล่ย์ เพื่อนของผมกำลังพุ่งทะยานเข้าสู่วันครบรอบวันเกิดปีที่แปดสิบห้า! เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมตั้งแต่เราได้คุยกันครั้งแรกเมื่อกว่าสามสิบห้าปีก่อน เมื่อเร็วๆนี้เขาเล่าว่าต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 2 - พระคุณสำหรับวันนี้ | เส้นทางแห่งการยอมจำนน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 2 - พระคุณสำหรับวันนี้ | เส้นทางแห่งการยอมจำนน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">da968f83-4bab-4ae5-8560-8d629a4350cc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/eb092410</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>เส้นทางแห่งการยอมจำนน</strong></p>
<p>เป็นวันที่ยากจริงๆ เมื่อสามีของฉันพบว่าเขากำลังจะตกงานในอีกไม่นาน แม้รู้ว่าเราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงน่ากลัว</p>
<p>ขณะเมื่อใคร่ครวญถึงอารมณ์ที่สับสนของตนเอง ฉันหวนคิดถึงบทกวีโปรด “ก้าวไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน” ซึ่งเขียนโดย ยอห์นแห่งไม้กางเขน (John of the Cross) นักปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 16 บทกวีได้บรรยายภาพความอัศจรรย์ของเส้นทางแห่งการยอมจำนน เพราะเมื่อก้าวข้าม “ขอบเขตแห่งความเข้าใจ” เราก็เรียนรู้ที่จะ “พบพระเจ้าในทุกสถานการณ์” และนั่นคือสิ่งที่สามีและฉันกำลังพยายามทำอยู่  โดยเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งที่ควบคุมและเข้าใจได้ไปสู่สิ่งที่ไม่คาดฝัน น่าพิศวง และหนทางสวยงามที่เราสามารถค้นพบพระเจ้าได้ในทุกแห่ง</p>
<p>อัครทูตเปาโลเชื้อเชิญผู้เชื่อเข้าสู่เส้นทางที่ก้าวข้ามสิ่งที่ตาเห็นไปสู่สิ่งที่ตาไม่เห็น จากความจริงภายนอกไปสู่ความจริงภายใน จากความทุกข์ชั่วคราวไปสู่ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (2 โครินธ์ 4:17)</p>
<p>มิใช่ว่าเปาโลไม่เห็นใจในความทุกข์ยากของผู้อื่น แต่ท่านรู้ว่าโดยการไม่จดจ่อยู่กับสิ่งที่เข้าใจได้ พวกเขาจะได้รับการปลอบประโลม ความชื่นชมยินดี และความหวังที่เขาต้องการอย่างยิ่ง (ข้อ 10, 15-16) แล้วเขาจะได้รู้จักกับความมหัศจรรย์ของชีวิตในพระคริสต์ที่พระองค์สร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่ได้</p>
<p>เขียนโดย โมนิกา ลา โรส</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>คุณได้เคยสัมผัสกับการทรงสถิตของพระเจ้าในแบบที่คุณไม่เข้าใจเมื่อใด คุณเคยสัมผัสกับพระเจ้าผู้ทรงอยู่ “เหนือขอบเขตแห่งความเข้าใจ” ในเรื่องใดของชีวิตบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ในโลกนี้มีเรื่องปวดร้าวใจและความไม่แน่นอนมากมาย รวมถึงการแตกสลายในหลายสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เรียนรู้ที่จะติดตามพระองค์ เพื่อก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปสู่ความอัศจรรย์แห่งชีวิตใหม่ที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์และสิ่งต่างๆ รอบตัวข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>เส้นทางแห่งการยอมจำนน</strong></p>
<p>เป็นวันที่ยากจริงๆ เมื่อสามีของฉันพบว่าเขากำลังจะตกงานในอีกไม่นาน แม้รู้ว่าเราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงน่ากลัว</p>
<p>ขณะเมื่อใคร่ครวญถึงอารมณ์ที่สับสนของตนเอง ฉันหวนคิดถึงบทกวีโปรด “ก้าวไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน” ซึ่งเขียนโดย ยอห์นแห่งไม้กางเขน (John of the Cross) นักปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 16 บทกวีได้บรรยายภาพความอัศจรรย์ของเส้นทางแห่งการยอมจำนน เพราะเมื่อก้าวข้าม “ขอบเขตแห่งความเข้าใจ” เราก็เรียนรู้ที่จะ “พบพระเจ้าในทุกสถานการณ์” และนั่นคือสิ่งที่สามีและฉันกำลังพยายามทำอยู่  โดยเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งที่ควบคุมและเข้าใจได้ไปสู่สิ่งที่ไม่คาดฝัน น่าพิศวง และหนทางสวยงามที่เราสามารถค้นพบพระเจ้าได้ในทุกแห่ง</p>
<p>อัครทูตเปาโลเชื้อเชิญผู้เชื่อเข้าสู่เส้นทางที่ก้าวข้ามสิ่งที่ตาเห็นไปสู่สิ่งที่ตาไม่เห็น จากความจริงภายนอกไปสู่ความจริงภายใน จากความทุกข์ชั่วคราวไปสู่ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (2 โครินธ์ 4:17)</p>
<p>มิใช่ว่าเปาโลไม่เห็นใจในความทุกข์ยากของผู้อื่น แต่ท่านรู้ว่าโดยการไม่จดจ่อยู่กับสิ่งที่เข้าใจได้ พวกเขาจะได้รับการปลอบประโลม ความชื่นชมยินดี และความหวังที่เขาต้องการอย่างยิ่ง (ข้อ 10, 15-16) แล้วเขาจะได้รู้จักกับความมหัศจรรย์ของชีวิตในพระคริสต์ที่พระองค์สร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่ได้</p>
<p>เขียนโดย โมนิกา ลา โรส</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>คุณได้เคยสัมผัสกับการทรงสถิตของพระเจ้าในแบบที่คุณไม่เข้าใจเมื่อใด คุณเคยสัมผัสกับพระเจ้าผู้ทรงอยู่ “เหนือขอบเขตแห่งความเข้าใจ” ในเรื่องใดของชีวิตบ้าง</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ในโลกนี้มีเรื่องปวดร้าวใจและความไม่แน่นอนมากมาย รวมถึงการแตกสลายในหลายสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เรียนรู้ที่จะติดตามพระองค์ เพื่อก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปสู่ความอัศจรรย์แห่งชีวิตใหม่ที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์และสิ่งต่างๆ รอบตัวข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 24 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eb092410/bdf0e4d6.mp3" length="7685105" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/PgG517va5c-Ehj3mEeD2ZcEybsr9Nzj1LlapkROUJ14/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9lOWZl/Mzk0YTdmMTVmZWRl/NDBmMmI1MDkxODU2/MGNkNy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>320</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

เส้นทางแห่งการยอมจำนน
เป็นวันที่ยากจริงๆ เมื่อสามีของฉันพบว่าเขากำลังจะตกงานในอีกไม่นาน แม้รู้ว่าเราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงน่ากลัว
ขณะเมื่อใคร่ครวญถึงอารมณ์ที่สับสนของตนเอง ฉันหวนคิดถึงบทกวีโปรด “ก้าวไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน” ซึ่งเขียนโดย ยอห์นแห่งไม้กางเขน (John of the Cross) นักปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 16 บทกวีได้บรรยายภาพความอัศจรรย์ของเส้นทางแห่งการยอมจำนน เพราะเมื่อก้าวข้าม “ขอบเขตแห่งความเข้าใจ” เราก็เรียนรู้ที่จะ “พบพระเจ้าในทุกสถานการณ์” และนั่นคือสิ่งที่สามีและฉันกำลังพยายามทำอยู่  โดยเปลี่ยนความสนใจจากสิ่งที่ควบคุมและเข้าใจได้ไปสู่สิ่งที่ไม่คาดฝัน น่าพิศวง และหนทางสวยงามที่เราสามารถค้นพบพระเจ้าได้ในทุกแห่ง
อัครทูตเปาโลเชื้อเชิญผู้เชื่อเข้าสู่เส้นทางที่ก้าวข้ามสิ่งที่ตาเห็นไปสู่สิ่งที่ตาไม่เห็น จากความจริงภายนอกไปสู่ความจริงภายใน จากความทุกข์ชั่วคราวไปสู่ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (2 โครินธ์ 4:17)
มิใช่ว่าเปาโลไม่เห็นใจในความทุกข์ยากของผู้อื่น แต่ท่านรู้ว่าโดยการไม่จดจ่อยู่กับสิ่งที่เข้าใจได้ พวกเขาจะได้รับการปลอบประโลม ความชื่นชมยินดี และความหวังที่เขาต้องการอย่างยิ่ง (ข้อ 10, 15-16) แล้วเขาจะได้รู้จักกับความมหัศจรรย์ของชีวิตในพระคริสต์ที่พระองค์สร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่ได้
เขียนโดย โมนิกา ลา โรส

คิดใคร่ครวญ :
คุณได้เคยสัมผัสกับการทรงสถิตของพระเจ้าในแบบที่คุณไม่เข้าใจเมื่อใด คุณเคยสัมผัสกับพระเจ้าผู้ทรงอยู่ “เหนือขอบเขตแห่งความเข้าใจ” ในเรื่องใดของชีวิตบ้าง

อธิษฐาน :
พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ในโลกนี้มีเรื่องปวดร้าวใจและความไม่แน่นอนมากมาย รวมถึงการแตกสลายในหลายสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เรียนรู้ที่จะติดตามพระองค์ เพื่อก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ไปสู่ความอัศจรรย์แห่งชีวิตใหม่ที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์และสิ่งต่างๆ รอบตัวข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

เส้นทางแห่งการยอมจำนน
เป็นวันที่ยากจริงๆ เมื่อสามีของฉันพบว่าเขากำลังจะตกงานในอีกไม่นาน แม้รู้ว่าเราไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงน่ากลัว
ขณ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เอกภาพบนความหลากหลายในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เอกภาพบนความหลากหลายในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">86487e4e-db10-4e49-aaa7-97bde7c54dc1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bab4a93f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์ [ 1 โครินธ์ 12:18 ]</p>
<p>ในบทความเรื่อง “การรับใช้และออทิสติก” ของศาสตราจารย์ดาเนียล โบว์แมน จูเนียร์ ได้บรรยายถึงความยากลำบากในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรับใช้ในคริสตจักรของเขาในฐานะคนที่มีภาวะออทิสติก เขาอธิบายว่า “ในการก้าวไปข้างหน้าในแต่ละวัน คนที่มีอาการออทิสติกต้องสร้างทางเดินใหม่ทุกครั้ง เป็นเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งต้องคำนึงถึง…พลังงานทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกาย…ช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวเพื่อจะพัก การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและระดับความสบาย…ช่วงเวลาของวันนั้นว่าเราได้รับการชื่นชมในจุดเด่นของเรา และได้รับการอำนวยความสะดวกในสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ หรือเราถูกแบ่งแยกอันเนื่องมาจากทั้งภาวะการรับรู้ที่บกพร่องของเราและเรื่องอื่นๆอีกมากมาย” โบว์แมนเขียนถึงการตัดสินใจเหล่านี้ว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ “ในขณะที่การปรับเวลาและพลังงานของคนอื่นอาจไม่ส่งผลร้ายแรงต่อพวกเขา แต่การตัดสินใจแบบเดียวกันนั้นอาจทำให้ผมแย่ได้”</p>
<p>โบว์แมนเชื่อว่าภาพของการผูกพันซึ่งกันและกันที่เปาโลอธิบายไว้ใน 1 โครินธ์ 12 อาจเป็นวิธีแก้ปัญหา ในข้อ 4-6 เปาโลบรรยายว่าพระเจ้ามอบของประทานให้กับประชากรแต่ละคนของพระองค์เป็นพิเศษเพื่อ “ประโยชน์ร่วมกัน” (ข้อ 7) แต่ละคนเป็นอวัยวะที่ “ขาดเสียไม่ได้” ในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 22) เมื่อคริสตจักรเข้าใจธรรมชาติและของประทานที่พระเจ้าทรงมอบให้คนแต่ละคนแล้ว แทนที่จะกดดันให้ทุกคนรับใช้ในลักษณะเดียวกัน พวกเขาสามารถสนับสนุนสมาชิกของตนให้รับใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับของประทานของพวกเขา</p>
<p>โดยวิธีนี้ แต่ละคนจะจำเริญขึ้นและพบความสมบูรณ์ และรู้สึกมั่นคงในบทบาทที่มีคุณค่าของตนในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 26)</p>
<p><em>คุณเคยได้รับพระพรจากการใช้ของประทานของผู้อื่นอย่างไร คริสตจักรจะสนับสนุนวิธีการรับใช้ที่หลากหลายได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสร้างเราทุกคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เห็นคุณค่าของอวัยวะทุกส่วนในพระกายของพระคริสต์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์ [ 1 โครินธ์ 12:18 ]</p>
<p>ในบทความเรื่อง “การรับใช้และออทิสติก” ของศาสตราจารย์ดาเนียล โบว์แมน จูเนียร์ ได้บรรยายถึงความยากลำบากในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรับใช้ในคริสตจักรของเขาในฐานะคนที่มีภาวะออทิสติก เขาอธิบายว่า “ในการก้าวไปข้างหน้าในแต่ละวัน คนที่มีอาการออทิสติกต้องสร้างทางเดินใหม่ทุกครั้ง เป็นเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งต้องคำนึงถึง…พลังงานทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกาย…ช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวเพื่อจะพัก การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและระดับความสบาย…ช่วงเวลาของวันนั้นว่าเราได้รับการชื่นชมในจุดเด่นของเรา และได้รับการอำนวยความสะดวกในสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ หรือเราถูกแบ่งแยกอันเนื่องมาจากทั้งภาวะการรับรู้ที่บกพร่องของเราและเรื่องอื่นๆอีกมากมาย” โบว์แมนเขียนถึงการตัดสินใจเหล่านี้ว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ “ในขณะที่การปรับเวลาและพลังงานของคนอื่นอาจไม่ส่งผลร้ายแรงต่อพวกเขา แต่การตัดสินใจแบบเดียวกันนั้นอาจทำให้ผมแย่ได้”</p>
<p>โบว์แมนเชื่อว่าภาพของการผูกพันซึ่งกันและกันที่เปาโลอธิบายไว้ใน 1 โครินธ์ 12 อาจเป็นวิธีแก้ปัญหา ในข้อ 4-6 เปาโลบรรยายว่าพระเจ้ามอบของประทานให้กับประชากรแต่ละคนของพระองค์เป็นพิเศษเพื่อ “ประโยชน์ร่วมกัน” (ข้อ 7) แต่ละคนเป็นอวัยวะที่ “ขาดเสียไม่ได้” ในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 22) เมื่อคริสตจักรเข้าใจธรรมชาติและของประทานที่พระเจ้าทรงมอบให้คนแต่ละคนแล้ว แทนที่จะกดดันให้ทุกคนรับใช้ในลักษณะเดียวกัน พวกเขาสามารถสนับสนุนสมาชิกของตนให้รับใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับของประทานของพวกเขา</p>
<p>โดยวิธีนี้ แต่ละคนจะจำเริญขึ้นและพบความสมบูรณ์ และรู้สึกมั่นคงในบทบาทที่มีคุณค่าของตนในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 26)</p>
<p><em>คุณเคยได้รับพระพรจากการใช้ของประทานของผู้อื่นอย่างไร คริสตจักรจะสนับสนุนวิธีการรับใช้ที่หลากหลายได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสร้างเราทุกคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เห็นคุณค่าของอวัยวะทุกส่วนในพระกายของพระคริสต์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bab4a93f/b48e98ad.mp3" length="12836968" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>803</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์ [ 1 โครินธ์ 12:18 ]
ในบทความเรื่อง “การรับใช้และออทิสติก” ของศาสตราจารย์ดาเนียล โบว์แมน จูเนียร์ ได้บรรยายถึงความยากลำบากในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรับใช้ในคริสตจักรของเขาในฐานะคนที่มีภาวะออทิสติก เขาอธิบายว่า “ในการก้าวไปข้างหน้าในแต่ละวัน คนที่มีอาการออทิสติกต้องสร้างทางเดินใหม่ทุกครั้ง เป็นเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งต้องคำนึงถึง…พลังงานทางจิตใจ อารมณ์ และร่างกาย…ช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวเพื่อจะพัก การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและระดับความสบาย…ช่วงเวลาของวันนั้นว่าเราได้รับการชื่นชมในจุดเด่นของเรา และได้รับการอำนวยความสะดวกในสิ่งที่จำเป็นหรือไม่ หรือเราถูกแบ่งแยกอันเนื่องมาจากทั้งภาวะการรับรู้ที่บกพร่องของเราและเรื่องอื่นๆอีกมากมาย” โบว์แมนเขียนถึงการตัดสินใจเหล่านี้ว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ “ในขณะที่การปรับเวลาและพลังงานของคนอื่นอาจไม่ส่งผลร้ายแรงต่อพวกเขา แต่การตัดสินใจแบบเดียวกันนั้นอาจทำให้ผมแย่ได้”
โบว์แมนเชื่อว่าภาพของการผูกพันซึ่งกันและกันที่เปาโลอธิบายไว้ใน 1 โครินธ์ 12 อาจเป็นวิธีแก้ปัญหา ในข้อ 4-6 เปาโลบรรยายว่าพระเจ้ามอบของประทานให้กับประชากรแต่ละคนของพระองค์เป็นพิเศษเพื่อ “ประโยชน์ร่วมกัน” (ข้อ 7) แต่ละคนเป็นอวัยวะที่ “ขาดเสียไม่ได้” ในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 22) เมื่อคริสตจักรเข้าใจธรรมชาติและของประทานที่พระเจ้าทรงมอบให้คนแต่ละคนแล้ว แทนที่จะกดดันให้ทุกคนรับใช้ในลักษณะเดียวกัน พวกเขาสามารถสนับสนุนสมาชิกของตนให้รับใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับของประทานของพวกเขา
โดยวิธีนี้ แต่ละคนจะจำเริญขึ้นและพบความสมบูรณ์ และรู้สึกมั่นคงในบทบาทที่มีคุณค่าของตนในพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 26)
คุณเคยได้รับพระพรจากการใช้ของประทานของผู้อื่นอย่างไร คริสตจักรจะสนับสนุนวิธีการรับใช้ที่หลากหลายได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสร้างเราทุกคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เห็นคุณค่าของอวัยวะทุกส่วนในพระกายของพระคริสต์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์ [ 1 โครินธ์ 12:18 ]
ในบทความเรื่อง “การรับใช้และออทิสติก” ของศาสตราจารย์ดาเนียล โบว์แมน จูเนียร์ ได้บรรยายถึงความยากลำบากในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรับใช้ในคริสตจักรของเขาในฐานะคนที่มีภาวะออทิสติก เข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แก้ไขด้วยการจูบ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แก้ไขด้วยการจูบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">831a0b51-a01c-4be7-92c6-bc3aef759427</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/fe4d6b42</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์ [ ฮีบรู 12:10 ]</p>
<p>ในอุปมาเรื่อง สตรีผู้มีปัญญา จอร์ช แม็คโดนัลด์ บอกเล่าเรื่องราวความเห็นแก่ตัวของเด็กหญิงสองคนที่นำความทุกข์ยากมาสู่ทุกคนรวมทั้งพวกเธอเอง จนกระทั่งสตรีผู้มีปัญญาได้ทดสอบพวกเธอเพื่อช่วยให้พวกเธอกลับมา “น่ารัก” อีกครั้ง</p>
<p>เมื่อเด็กหญิงไม่ผ่านการทดสอบแต่ละครั้ง ก็ต้องทุกข์ใจกับความอับอายและการแยกตัว ในที่สุดโรซามอนด์หนึ่งในนั้นก็ตระหนักว่าเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ “ขอท่านช่วยหนูได้ไหม” เธอขอสตรีผู้มีปัญญา “บางทีฉันอาจช่วยได้” สตรีผู้นั้นตอบ “เพราะตอนนี้หนูขอฉัน” และด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า (สตรีผู้มีปัญญาเป็นภาพสัญลักษณ์เล็งถึงพระเจ้า) โรซามอนด์จึงเริ่มเปลี่ยนแปลง ต่อมาเธอขอให้สตรีนั้นยกโทษให้เธอในปัญหาทั้งหมดที่เธอก่อ “ถ้าฉันไม่ได้ยกโทษให้หนูแล้ว” สตรีผู้นั้นตอบ “ฉันคงไม่ต้องยุ่งยากในการหาวิธีมาทำโทษหนู”</p>
<p>มีช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงตีสอนเรา สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าทำไม การแก้ไขของพระองค์ไม่ได้เกิดจากการลงโทษ แต่เกิดจากความห่วงใยอย่างที่บิดามีต่อสวัสดิภาพของเรา (ฮบ.12:6) อีกทั้งทรงปรารถนาให้เรา “เข้าส่วนในวิสุทธิ-ภาพของพระองค์” เพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยว “ความสุขสำราญ…คือความชอบธรรมนั้นเอง” (ข้อ 10-11) ความเห็นแก่ตัวนำมาซึ่งความทุกข์ยาก แต่ความบริสุทธิ์ทำให้เราสมบูรณ์ เบิกบาน และ “น่ารัก” เหมือนพระองค์</p>
<p>โรซามอนด์ถามสตรีผู้มีปัญญาว่าท่านรักเด็กหญิงที่เห็นแก่ตัวอย่างเธอได้อย่างไร สตรีนั้นก้มลงจูบเธอแล้วตอบว่า “ฉันเห็นว่าเธอจะเป็นอย่างไร” การแก้ไขของพระเจ้ามาพร้อมกับความรักและความปรารถนาด้วยเช่นกันที่จะทำให้เราเป็นอย่างที่เราควรจะเป็น</p>
<p><em>คุณเข้าใจการตีสอนของพระเจ้าที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างไร ที่ผ่านมาพระองค์ได้ทรงตีสอนคุณอย่างไรเพื่อให้คุณน่ารักขึ้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณในการแก้ไขของพระองค์ แม้จะเจ็บปวดเพียงใด พระองค์ทรงนำมาเพื่อประโยชน์ของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์ [ ฮีบรู 12:10 ]</p>
<p>ในอุปมาเรื่อง สตรีผู้มีปัญญา จอร์ช แม็คโดนัลด์ บอกเล่าเรื่องราวความเห็นแก่ตัวของเด็กหญิงสองคนที่นำความทุกข์ยากมาสู่ทุกคนรวมทั้งพวกเธอเอง จนกระทั่งสตรีผู้มีปัญญาได้ทดสอบพวกเธอเพื่อช่วยให้พวกเธอกลับมา “น่ารัก” อีกครั้ง</p>
<p>เมื่อเด็กหญิงไม่ผ่านการทดสอบแต่ละครั้ง ก็ต้องทุกข์ใจกับความอับอายและการแยกตัว ในที่สุดโรซามอนด์หนึ่งในนั้นก็ตระหนักว่าเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ “ขอท่านช่วยหนูได้ไหม” เธอขอสตรีผู้มีปัญญา “บางทีฉันอาจช่วยได้” สตรีผู้นั้นตอบ “เพราะตอนนี้หนูขอฉัน” และด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า (สตรีผู้มีปัญญาเป็นภาพสัญลักษณ์เล็งถึงพระเจ้า) โรซามอนด์จึงเริ่มเปลี่ยนแปลง ต่อมาเธอขอให้สตรีนั้นยกโทษให้เธอในปัญหาทั้งหมดที่เธอก่อ “ถ้าฉันไม่ได้ยกโทษให้หนูแล้ว” สตรีผู้นั้นตอบ “ฉันคงไม่ต้องยุ่งยากในการหาวิธีมาทำโทษหนู”</p>
<p>มีช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงตีสอนเรา สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าทำไม การแก้ไขของพระองค์ไม่ได้เกิดจากการลงโทษ แต่เกิดจากความห่วงใยอย่างที่บิดามีต่อสวัสดิภาพของเรา (ฮบ.12:6) อีกทั้งทรงปรารถนาให้เรา “เข้าส่วนในวิสุทธิ-ภาพของพระองค์” เพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยว “ความสุขสำราญ…คือความชอบธรรมนั้นเอง” (ข้อ 10-11) ความเห็นแก่ตัวนำมาซึ่งความทุกข์ยาก แต่ความบริสุทธิ์ทำให้เราสมบูรณ์ เบิกบาน และ “น่ารัก” เหมือนพระองค์</p>
<p>โรซามอนด์ถามสตรีผู้มีปัญญาว่าท่านรักเด็กหญิงที่เห็นแก่ตัวอย่างเธอได้อย่างไร สตรีนั้นก้มลงจูบเธอแล้วตอบว่า “ฉันเห็นว่าเธอจะเป็นอย่างไร” การแก้ไขของพระเจ้ามาพร้อมกับความรักและความปรารถนาด้วยเช่นกันที่จะทำให้เราเป็นอย่างที่เราควรจะเป็น</p>
<p><em>คุณเข้าใจการตีสอนของพระเจ้าที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างไร ที่ผ่านมาพระองค์ได้ทรงตีสอนคุณอย่างไรเพื่อให้คุณน่ารักขึ้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณในการแก้ไขของพระองค์ แม้จะเจ็บปวดเพียงใด พระองค์ทรงนำมาเพื่อประโยชน์ของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/fe4d6b42/ea3eddb2.mp3" length="11613151" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์ [ ฮีบรู 12:10 ]
ในอุปมาเรื่อง สตรีผู้มีปัญญา จอร์ช แม็คโดนัลด์ บอกเล่าเรื่องราวความเห็นแก่ตัวของเด็กหญิงสองคนที่นำความทุกข์ยากมาสู่ทุกคนรวมทั้งพวกเธอเอง จนกระทั่งสตรีผู้มีปัญญาได้ทดสอบพวกเธอเพื่อช่วยให้พวกเธอกลับมา “น่ารัก” อีกครั้ง
เมื่อเด็กหญิงไม่ผ่านการทดสอบแต่ละครั้ง ก็ต้องทุกข์ใจกับความอับอายและการแยกตัว ในที่สุดโรซามอนด์หนึ่งในนั้นก็ตระหนักว่าเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ “ขอท่านช่วยหนูได้ไหม” เธอขอสตรีผู้มีปัญญา “บางทีฉันอาจช่วยได้” สตรีผู้นั้นตอบ “เพราะตอนนี้หนูขอฉัน” และด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า (สตรีผู้มีปัญญาเป็นภาพสัญลักษณ์เล็งถึงพระเจ้า) โรซามอนด์จึงเริ่มเปลี่ยนแปลง ต่อมาเธอขอให้สตรีนั้นยกโทษให้เธอในปัญหาทั้งหมดที่เธอก่อ “ถ้าฉันไม่ได้ยกโทษให้หนูแล้ว” สตรีผู้นั้นตอบ “ฉันคงไม่ต้องยุ่งยากในการหาวิธีมาทำโทษหนู”
มีช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงตีสอนเรา สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าทำไม การแก้ไขของพระองค์ไม่ได้เกิดจากการลงโทษ แต่เกิดจากความห่วงใยอย่างที่บิดามีต่อสวัสดิภาพของเรา (ฮบ.12:6) อีกทั้งทรงปรารถนาให้เรา “เข้าส่วนในวิสุทธิ-ภาพของพระองค์” เพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยว “ความสุขสำราญ…คือความชอบธรรมนั้นเอง” (ข้อ 10-11) ความเห็นแก่ตัวนำมาซึ่งความทุกข์ยาก แต่ความบริสุทธิ์ทำให้เราสมบูรณ์ เบิกบาน และ “น่ารัก” เหมือนพระองค์
โรซามอนด์ถามสตรีผู้มีปัญญาว่าท่านรักเด็กหญิงที่เห็นแก่ตัวอย่างเธอได้อย่างไร สตรีนั้นก้มลงจูบเธอแล้วตอบว่า “ฉันเห็นว่าเธอจะเป็นอย่างไร” การแก้ไขของพระเจ้ามาพร้อมกับความรักและความปรารถนาด้วยเช่นกันที่จะทำให้เราเป็นอย่างที่เราควรจะเป็น
คุณเข้าใจการตีสอนของพระเจ้าที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างไร ที่ผ่านมาพระองค์ได้ทรงตีสอนคุณอย่างไรเพื่อให้คุณน่ารักขึ้น
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณในการแก้ไขของพระองค์ แม้จะเจ็บปวดเพียงใด พระองค์ทรงนำมาเพื่อประโยชน์ของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์ [ ฮีบรู 12:10 ]
ในอุปมาเรื่อง สตรีผู้มีปัญญา จอร์ช แม็คโดนัลด์ บอกเล่าเรื่องราวความเห็นแก่ตัวของเด็กหญิงสองคนที่นำความทุกข์ยากมาสู่ทุกคนรวมทั้งพวกเธอเอง จนกระทั่งสตรีผู้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.13 “ทำไมชีวิตคริสเตียนมันยากจังงงง!!”</title>
      <itunes:episode>13</itunes:episode>
      <podcast:episode>13</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.13 “ทำไมชีวิตคริสเตียนมันยากจังงงง!!”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b4f5d7b5-602e-43aa-a99a-0b45c06c3bf9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ced91d45</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ชีวิตที่ติดตามพระเจ้า… ใครบอกว่ามันง่าย?!

เพื่อนบ้านก็ต้องรัก วิถีการดำเนินชีวิตก็ต้องสวนกระแสกับโลก อันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ต้องทำเป็นแบบอย่าง… มันยากไม่ไหวววว แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้นะ… ฉันเลือกพระเจ้าแล้ว ทำไมชีวิตมันยังยากอยู่เลย?

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 13 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและทำความเข้าใจไปพร้อมกันว่า ชีวิตคริสเตียนที่ว่า… มันยากจริงไหม หรือมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนนะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ชีวิตที่ติดตามพระเจ้า… ใครบอกว่ามันง่าย?!

เพื่อนบ้านก็ต้องรัก วิถีการดำเนินชีวิตก็ต้องสวนกระแสกับโลก อันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ต้องทำเป็นแบบอย่าง… มันยากไม่ไหวววว แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้นะ… ฉันเลือกพระเจ้าแล้ว ทำไมชีวิตมันยังยากอยู่เลย?

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 13 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและทำความเข้าใจไปพร้อมกันว่า ชีวิตคริสเตียนที่ว่า… มันยากจริงไหม หรือมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนนะ</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Apr 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ced91d45/fb61a9fd.mp3" length="44111306" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/Pl5Q5MlZjZA3FOF562tzIRawPwb9Ulso84SQOsXWDrg/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9mNDY5/Mzc1MGRkNjY2NmZi/MmNhOWVmNDNkNjM0/NzU0ZS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1831</itunes:duration>
      <itunes:summary>ชีวิตที่ติดตามพระเจ้า… ใครบอกว่ามันง่าย?!

เพื่อนบ้านก็ต้องรัก วิถีการดำเนินชีวิตก็ต้องสวนกระแสกับโลก อันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ต้องทำเป็นแบบอย่าง… มันยากไม่ไหวววว แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้นะ… ฉันเลือกพระเจ้าแล้ว ทำไมชีวิตมันยังยากอยู่เลย?

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 13 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและทำความเข้าใจไปพร้อมกันว่า ชีวิตคริสเตียนที่ว่า… มันยากจริงไหม หรือมันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนนะ

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ชีวิตที่ติดตามพระเจ้า… ใครบอกว่ามันง่าย?!

เพื่อนบ้านก็ต้องรัก วิถีการดำเนินชีวิตก็ต้องสวนกระแสกับโลก อันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ต้องทำเป็นแบบอย่าง… มันยากไม่ไหวววว แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้นะ… ฉันเลือกพระเจ้าแล้ว ทำไมชีวิตมันยังยากอยู่เลย?

พอดแคส Cross Lo</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วันที่ 1 - พระคุณสำหรับวันนี้ | อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วันที่ 1 - พระคุณสำหรับวันนี้ | อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fff4a8c3-0d4a-4375-9bb9-3ccb5dec8a9b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/09ba3fea</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย</strong></p>
<p>ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายลง สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ อาชีพการงานที่ดูไร้อนาคต… ความมืดมิดทางอารมณ์และจิตวิญญาณภายในและรอบตัวผมนั้นฝังลึก ทำให้ผมอ่อนกำลังและดูเหมือนจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้” ดั๊กผู้เป็นศิษยาภิบาลและประติมากรได้บันทึกไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมเข้ากับการใช้ชีวิตในห้องใต้หลังคาที่คับแคบ ได้กลายเป็นที่มาของประติมากรรมชื่อ<em>ที่หลบภัย </em>ของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุ้งพระหัตถ์อันแข็งแรงและมีรอยตะปูของพระคริสต์ที่โอบอุ้มเราไว้เหมือนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย</p>
<p>ดั๊กอธิบายถึงรูปแบบงานศิลปะของเขาว่า “ประติมากรรมชิ้นนี้คือการเชื้อเชิญของพระคริสต์ให้เราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพระองค์”</p>
<p>ดาวิดเขียนสดุดี 32 ในฐานะผู้ที่ได้พบที่ปลอดภัยอันสูงสุด นั่นคือในพระเจ้า พระองค์ประทานการภัยโทษจากบาปให้กับเรา (ข้อ 1-5) และหนุนใจให้เราอธิษฐานในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย (ข้อ 6) ในข้อ 7 ผู้เขียนสดุดีประกาศความไว้วางใจในพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้” </p>
<p>เมื่อมีปัญหาคุณหันไปทางใด เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเมื่อเชือกที่เปราะบางแห่งการดำรงอยู่บนโลกนี้ของเรากำลังจะขาดลง เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมความปลอดภัยนิรันดร์ผ่านราชกิจแห่งการยกโทษของพระเยซูได้ </p>
<p>เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>การได้พบที่พักพิง ที่ปลอดภัย และการอภัยในพระเยซูมีความหมายกับชีวิตที่ผ่านมาหรือชีวิตในวันข้างหน้าของคุณอย่างไร พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นในเรื่องที่คุณห่วงใย กลัว และเป็นภาระสำหรับคุณอย่างไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงช่วงเวลาที่เราพยายามต่อชิ้นส่วนของชีวิตเข้าด้วยกันโดยไม่มีพระองค์ ขอช่วยให้เราละทิ้งแผนการความปลอดภัยที่ผิดพลาดและรีบกลับไปหาพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย</strong></p>
<p>ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายลง สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ อาชีพการงานที่ดูไร้อนาคต… ความมืดมิดทางอารมณ์และจิตวิญญาณภายในและรอบตัวผมนั้นฝังลึก ทำให้ผมอ่อนกำลังและดูเหมือนจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้” ดั๊กผู้เป็นศิษยาภิบาลและประติมากรได้บันทึกไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมเข้ากับการใช้ชีวิตในห้องใต้หลังคาที่คับแคบ ได้กลายเป็นที่มาของประติมากรรมชื่อ<em>ที่หลบภัย </em>ของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุ้งพระหัตถ์อันแข็งแรงและมีรอยตะปูของพระคริสต์ที่โอบอุ้มเราไว้เหมือนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย</p>
<p>ดั๊กอธิบายถึงรูปแบบงานศิลปะของเขาว่า “ประติมากรรมชิ้นนี้คือการเชื้อเชิญของพระคริสต์ให้เราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพระองค์”</p>
<p>ดาวิดเขียนสดุดี 32 ในฐานะผู้ที่ได้พบที่ปลอดภัยอันสูงสุด นั่นคือในพระเจ้า พระองค์ประทานการภัยโทษจากบาปให้กับเรา (ข้อ 1-5) และหนุนใจให้เราอธิษฐานในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย (ข้อ 6) ในข้อ 7 ผู้เขียนสดุดีประกาศความไว้วางใจในพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้” </p>
<p>เมื่อมีปัญหาคุณหันไปทางใด เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเมื่อเชือกที่เปราะบางแห่งการดำรงอยู่บนโลกนี้ของเรากำลังจะขาดลง เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมความปลอดภัยนิรันดร์ผ่านราชกิจแห่งการยกโทษของพระเยซูได้ </p>
<p>เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน</p>
<p><br></p>
<p><strong>คิดใคร่ครวญ :</strong></p>
<p>การได้พบที่พักพิง ที่ปลอดภัย และการอภัยในพระเยซูมีความหมายกับชีวิตที่ผ่านมาหรือชีวิตในวันข้างหน้าของคุณอย่างไร พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นในเรื่องที่คุณห่วงใย กลัว และเป็นภาระสำหรับคุณอย่างไร</p>
<p><br></p>
<p><strong>อธิษฐาน :</strong></p>
<p>พระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงช่วงเวลาที่เราพยายามต่อชิ้นส่วนของชีวิตเข้าด้วยกันโดยไม่มีพระองค์ ขอช่วยให้เราละทิ้งแผนการความปลอดภัยที่ผิดพลาดและรีบกลับไปหาพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/09ba3fea/ded9ad74.mp3" length="6914873" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/-d7iJNEpoKh_Ax3z0oBokjpebYHug0WcfOPQFRY_aOM/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9hMTMz/ZjJlZTRmZmEzMjU2/ZjQxZjJlNjY4MmMx/NTc1MS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>288</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย
ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายลง สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ อาชีพการงานที่ดูไร้อนาคต… ความมืดมิดทางอารมณ์และจิตวิญญาณภายในและรอบตัวผมนั้นฝังลึก ทำให้ผมอ่อนกำลังและดูเหมือนจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้” ดั๊กผู้เป็นศิษยาภิบาลและประติมากรได้บันทึกไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมเข้ากับการใช้ชีวิตในห้องใต้หลังคาที่คับแคบ ได้กลายเป็นที่มาของประติมากรรมชื่อที่หลบภัย ของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุ้งพระหัตถ์อันแข็งแรงและมีรอยตะปูของพระคริสต์ที่โอบอุ้มเราไว้เหมือนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย
ดั๊กอธิบายถึงรูปแบบงานศิลปะของเขาว่า “ประติมากรรมชิ้นนี้คือการเชื้อเชิญของพระคริสต์ให้เราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพระองค์”
ดาวิดเขียนสดุดี 32 ในฐานะผู้ที่ได้พบที่ปลอดภัยอันสูงสุด นั่นคือในพระเจ้า พระองค์ประทานการภัยโทษจากบาปให้กับเรา (ข้อ 1-5) และหนุนใจให้เราอธิษฐานในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย (ข้อ 6) ในข้อ 7 ผู้เขียนสดุดีประกาศความไว้วางใจในพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้” 
เมื่อมีปัญหาคุณหันไปทางใด เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเมื่อเชือกที่เปราะบางแห่งการดำรงอยู่บนโลกนี้ของเรากำลังจะขาดลง เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมความปลอดภัยนิรันดร์ผ่านราชกิจแห่งการยกโทษของพระเยซูได้ 
เขียนโดย อาเธอร์ แจคสัน

คิดใคร่ครวญ :
การได้พบที่พักพิง ที่ปลอดภัย และการอภัยในพระเยซูมีความหมายกับชีวิตที่ผ่านมาหรือชีวิตในวันข้างหน้าของคุณอย่างไร พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นในเรื่องที่คุณห่วงใย กลัว และเป็นภาระสำหรับคุณอย่างไร

อธิษฐาน :
พระบิดา พระองค์ทรงรู้ถึงช่วงเวลาที่เราพยายามต่อชิ้นส่วนของชีวิตเข้าด้วยกันโดยไม่มีพระองค์ ขอช่วยให้เราละทิ้งแผนการความปลอดภัยที่ผิดพลาดและรีบกลับไปหาพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย
ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซู ผู้สร้างสันติที่แท้จริง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซู ผู้สร้างสันติที่แท้จริง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4b307a55-04b6-41a7-8027-5198c616d284</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5700e6c0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>​เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่านเพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]</p>
<p>ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1862 สงครามกลางเมืองในสหรัฐฯลุกลามอย่างรวดเร็ว กองกำลังฝ่ายสหภาพและฝ่ายสมาพันธรัฐตั้งค่ายห่างกัน 640 เมตรอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำสโตนส์ในรัฐเทนเนสซี ขณะที่พวกเขาผิงไฟอยู่รอบกองไฟ ทหารฝ่ายสหภาพหยิบไวโอลินและฮาร์โมนิก้าขึ้นมาและเริ่มบรรเลงเพลง “แยงกี้ดูเดิ้ล” ทหารฝ่ายสมาพันธรัฐเล่นตอบกลับมาด้วยเพลง “ดิ๊กซี่” ที่พิเศษคือทั้งสองฝ่ายร่วมกันบรรเลงเพลง“บ้านอันแสนอบอุ่น” อย่างพร้อมเพรียงในตอนท้าย ศัตรูคู่อาฆาตบรรเลงดนตรีร่วมกันในค่ำคืนอันมืดมิด เป็นภาพเพียงชั่วขณะของสันติภาพที่เกินจินตนาการ แต่การพักรบด้วยดนตรีไพเราะนั้นสั้นนัก เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาวางไวโอลินลงและหยิบปืนไรเฟิลขึ้นมา มีทหารเสียชีวิต 24,645 นาย</p>
<p>ความพยายามของมนุษย์ในการสร้างสันติภาพลดน้อยลงอย่างเลี่ยงไม่พ้น ความเป็นปรปักษ์ยุติในที่แห่งหนึ่งเพื่อไปปะทุขึ้นในที่อีกแห่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งซึ่งได้รับการแก้ไขแล้วก็ไม่พ้นต้องพบกับความเสียใจอีกในเวลาต่อมา พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้าคือผู้สร้างสันติภาพเพียงผู้เดียวที่เราไว้ใจได้ พระเยซูตรัสอย่างชัดเจนว่า “ท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ยน.16:33) เรามีสันติสุขได้ในพระเยซู ในขณะที่เราร่วมในภารกิจการสร้างสันติภาพของพระองค์ แต่สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้โดย การคืนดีและการบังเกิดใหม่ในพระเจ้าเท่านั้น</p>
<p>พระคริสต์บอกว่าเราไม่สามารถหลีกหนีความขัดแย้งได้ พระองค์ตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” ความขัดแย้งมีอยู่มากมาย พระองค์ยังตรัสอีกว่า “แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) ในขณะที่ความพยายามของเรามักจะไร้ผล พระเจ้าผู้ทรงรักเรา (ข้อ 27) ได้ทรงสร้างสันติภาพในโลกที่วุ่นวายนี้</p>
<p><em>คุณเห็นมนุษย์พยายามสร้างสันติภาพในที่ใดบ้าง การสร้างสันติภาพของพระเจ้าแตกต่างไปอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดสำแดงเส้นทางแห่งสันติภาพแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>​เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่านเพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]</p>
<p>ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1862 สงครามกลางเมืองในสหรัฐฯลุกลามอย่างรวดเร็ว กองกำลังฝ่ายสหภาพและฝ่ายสมาพันธรัฐตั้งค่ายห่างกัน 640 เมตรอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำสโตนส์ในรัฐเทนเนสซี ขณะที่พวกเขาผิงไฟอยู่รอบกองไฟ ทหารฝ่ายสหภาพหยิบไวโอลินและฮาร์โมนิก้าขึ้นมาและเริ่มบรรเลงเพลง “แยงกี้ดูเดิ้ล” ทหารฝ่ายสมาพันธรัฐเล่นตอบกลับมาด้วยเพลง “ดิ๊กซี่” ที่พิเศษคือทั้งสองฝ่ายร่วมกันบรรเลงเพลง“บ้านอันแสนอบอุ่น” อย่างพร้อมเพรียงในตอนท้าย ศัตรูคู่อาฆาตบรรเลงดนตรีร่วมกันในค่ำคืนอันมืดมิด เป็นภาพเพียงชั่วขณะของสันติภาพที่เกินจินตนาการ แต่การพักรบด้วยดนตรีไพเราะนั้นสั้นนัก เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาวางไวโอลินลงและหยิบปืนไรเฟิลขึ้นมา มีทหารเสียชีวิต 24,645 นาย</p>
<p>ความพยายามของมนุษย์ในการสร้างสันติภาพลดน้อยลงอย่างเลี่ยงไม่พ้น ความเป็นปรปักษ์ยุติในที่แห่งหนึ่งเพื่อไปปะทุขึ้นในที่อีกแห่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งซึ่งได้รับการแก้ไขแล้วก็ไม่พ้นต้องพบกับความเสียใจอีกในเวลาต่อมา พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้าคือผู้สร้างสันติภาพเพียงผู้เดียวที่เราไว้ใจได้ พระเยซูตรัสอย่างชัดเจนว่า “ท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ยน.16:33) เรามีสันติสุขได้ในพระเยซู ในขณะที่เราร่วมในภารกิจการสร้างสันติภาพของพระองค์ แต่สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้โดย การคืนดีและการบังเกิดใหม่ในพระเจ้าเท่านั้น</p>
<p>พระคริสต์บอกว่าเราไม่สามารถหลีกหนีความขัดแย้งได้ พระองค์ตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” ความขัดแย้งมีอยู่มากมาย พระองค์ยังตรัสอีกว่า “แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) ในขณะที่ความพยายามของเรามักจะไร้ผล พระเจ้าผู้ทรงรักเรา (ข้อ 27) ได้ทรงสร้างสันติภาพในโลกที่วุ่นวายนี้</p>
<p><em>คุณเห็นมนุษย์พยายามสร้างสันติภาพในที่ใดบ้าง การสร้างสันติภาพของพระเจ้าแตกต่างไปอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดสำแดงเส้นทางแห่งสันติภาพแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 22 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5700e6c0/40141453.mp3" length="13004569" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>813</itunes:duration>
      <itunes:summary>​เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่านเพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]
ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1862 สงครามกลางเมืองในสหรัฐฯลุกลามอย่างรวดเร็ว กองกำลังฝ่ายสหภาพและฝ่ายสมาพันธรัฐตั้งค่ายห่างกัน 640 เมตรอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำสโตนส์ในรัฐเทนเนสซี ขณะที่พวกเขาผิงไฟอยู่รอบกองไฟ ทหารฝ่ายสหภาพหยิบไวโอลินและฮาร์โมนิก้าขึ้นมาและเริ่มบรรเลงเพลง “แยงกี้ดูเดิ้ล” ทหารฝ่ายสมาพันธรัฐเล่นตอบกลับมาด้วยเพลง “ดิ๊กซี่” ที่พิเศษคือทั้งสองฝ่ายร่วมกันบรรเลงเพลง“บ้านอันแสนอบอุ่น” อย่างพร้อมเพรียงในตอนท้าย ศัตรูคู่อาฆาตบรรเลงดนตรีร่วมกันในค่ำคืนอันมืดมิด เป็นภาพเพียงชั่วขณะของสันติภาพที่เกินจินตนาการ แต่การพักรบด้วยดนตรีไพเราะนั้นสั้นนัก เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาวางไวโอลินลงและหยิบปืนไรเฟิลขึ้นมา มีทหารเสียชีวิต 24,645 นาย
ความพยายามของมนุษย์ในการสร้างสันติภาพลดน้อยลงอย่างเลี่ยงไม่พ้น ความเป็นปรปักษ์ยุติในที่แห่งหนึ่งเพื่อไปปะทุขึ้นในที่อีกแห่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งซึ่งได้รับการแก้ไขแล้วก็ไม่พ้นต้องพบกับความเสียใจอีกในเวลาต่อมา พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้าคือผู้สร้างสันติภาพเพียงผู้เดียวที่เราไว้ใจได้ พระเยซูตรัสอย่างชัดเจนว่า “ท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ยน.16:33) เรามีสันติสุขได้ในพระเยซู ในขณะที่เราร่วมในภารกิจการสร้างสันติภาพของพระองค์ แต่สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้โดย การคืนดีและการบังเกิดใหม่ในพระเจ้าเท่านั้น
พระคริสต์บอกว่าเราไม่สามารถหลีกหนีความขัดแย้งได้ พระองค์ตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” ความขัดแย้งมีอยู่มากมาย พระองค์ยังตรัสอีกว่า “แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) ในขณะที่ความพยายามของเรามักจะไร้ผล พระเจ้าผู้ทรงรักเรา (ข้อ 27) ได้ทรงสร้างสันติภาพในโลกที่วุ่นวายนี้
คุณเห็นมนุษย์พยายามสร้างสันติภาพในที่ใดบ้าง การสร้างสันติภาพของพระเจ้าแตกต่างไปอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดสำแดงเส้นทางแห่งสันติภาพแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่านเพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา [ ยอห์น 16:33 ]
ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1862 สงครามกลางเมืองในสหรัฐฯลุกลามอย่างรวดเร็ว กองกำลังฝ่ายสหภาพและฝ่ายสมาพันธรัฐตั้งค่ายห่างกัน 640 เมตรอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำสโตนส์ในรัฐเทนเนสซี ขณะที่พวกเขา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทนำ - พระคุณสำหรับวันนี้ | ต่อสู้ได้อย่างดี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บทนำ - พระคุณสำหรับวันนี้ | ต่อสู้ได้อย่างดี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c519bad-cf64-4449-b084-3637434e6605</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3cfa0e10</link>
      <description>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ต่อสู้ได้อย่างดี</strong></p>
<p>ผมรักเรื่องราวดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเฉลิมฉลองหรือโศกเศร้า บาดแผลหรือชัยชนะ วิตกกังวลหรือซึมเศร้า สำเร็จหรือล้มเหลว แต่ละเรื่องร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายหลักถักทอเป็นผืนผ้า ในฐานะที่มีวิชาชีพด้านที่ปรึกษามากว่า 35 ปี ผมได้รับฟังเรื่องราวนับพัน ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่ผมได้มีส่วนร่วมรับรู้ในชีวิตของแต่ละคนหรือในแต่ละครอบครัว และในการช่วยค้นหาทางออกเมื่อชีวิตต้องพบความท้าทาย หลายเรื่องราวมีส่วนคล้ายกัน รวมถึงชีวิตของผมเอง ซึ่งรายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้าง แต่เส้นด้ายหลักยังคงเป็นเส้นเดียวกัน</p>
<p><strong>ทุกชีวิตล้วนต้องต่อสู้ </strong>ไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่ต้องต่อสู้ตลอดเวลาโดยไม่เห็นจุดจบได้ เราทุกคนมีแรงผลักดันที่ทำให้เราพยายามหาทางออกเสมอ แต่พลังงานส่วนใหญ่ของทั้งตัวเราและคนรอบข้างถูกใช้ไปเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การทำให้ความทุกข์น้อยลงเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนพยายามทำ และเราหวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สุขภาพใจของเราจะแข็งแรง คือเป็นสภาวะที่มีสันติสุข มีความรื่นรมย์ในชีวิต และรู้สึกเติมเต็ม ปราศจากความเครียดและการดิ้นรนต่อสู้</p>
<p>อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยความสวยงามมากมาย แต่ก็เหมือนที่ความงามไม่สามารถบดบังความแตกสลายทั้งหมดที่เราเห็นทั้งรอบตัวและในตัวเรา ความแตกสลายก็ไม่สามารถทำลายความงามทั้งหมดได้เช่นกัน สภาวะตึงเครียดระหว่างสองสิ่งนี้เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ความท้าทายนี้เกิดขึ้นเสมอในชีวิต พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้สาวกเตรียมพร้อมสำหรับ “การทดลองและความโศกเศร้า” ในโลกนี้ (ยอห์น 16:33) เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าพวกเขาจะพบความทุกข์ยากในชีวิต</p>
<p>ทำไมเราต้องต่อสู้ดิ้นรน? มีสองเหตุผลคือ ชีวิตเป็นเรื่องยาก และชีวิตมีความเจ็บปวด</p>
<p><strong>ชีวิตเป็นเรื่องยาก </strong>ประโยคนี้อาจฟังดูเย็นชา แต่มันคือความจริง หากพูดกันตามตรง เราทุกคนไม่สมบูรณ์ อาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่สมบูรณ์ และความจริงคือ ชีวิตเป็นเรื่องยาก ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ การดิ้นรนในชีวิตเป็นเรื่องปกติ แต่ในที่สุดทุกสิ่งจะสูญสลายไป รวมถึงการแก้ปัญหาแบบเร็วๆ หาคำตอบแบบเอาที่ง่าย เหมือนใช้เทปกาวซ่อมเท่าที่ทำได้ ที่พอแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่ทางแก้ที่ยั่งยืนสำหรับความแตกสลายที่ร้าวลึกในตัวเราและรอบตัวเรา และสิ่งนี้ทำให้เจ็บปวด</p>
<p><strong>ชีวิตมีความเจ็บปวด</strong> เราทุกคนได้รับบาดเจ็บ แม้บางคนอาจปิดบังความรู้สึกเจ็บปวดได้มากกว่าคนอื่น เราเจ็บปวดจากโลกที่แตกสลายและเต็มไปด้วยอันตราย ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวทำร้ายหัวใจของเรา หลายคนรู้สึกเหมือนถูกทรยศเมื่อความทรุดโทรมเริ่มปรากฏในร่างกาย (โรคทางกาย) และจิตใจ (โรคทางใจ) ของเรา</p>
<p>เมื่อความเจ็บปวดถึงขีดสุด หากมีอะไรที่สามารถมาบรรเทามันได้แม้เพียงเศษเสี้ยว สิ่งนั้นก็ดึงดูดเกินห้ามใจและมีเหตุผลเพียงพอที่เราจะฉวยมันไว้เพื่อบรรเทา นั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมการเสพติดบางอย่างดูยอมรับได้ อย่างน้อยก็ในเวลานั้น แต่ในระยะยาว ด้วยความสามารถในการบรรเทาความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ลดลง ในที่สุดสิ่งเหล่านั้นจะถูกแทนที่ด้วยความอับอายที่ฝังลึกและการดูถูกตนเอง ซึ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้รุนแรงขึ้น</p>
<p>เพราะการต่อสู้เป็นเรื่องปกติของชีวิต คำถามที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่า เราจะผ่านการต่อสู้เหล่านั้นไปได้อย่างไร?</p>
<p><strong>ต่อสู้ได้อย่างดี </strong>เราไม่สามารถใช้ชีวิตโดยปราศจากความหวัง “ความหวัง” คือ ความปรารถนาจะเห็นวันที่ดีกว่า มันเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เราถูกสร้างมาให้มีความหวังเพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์ (ปฐมกาล 1:27) ความหวังนี้สะท้อนถึงอดีตที่ถูกลืมนานแล้วในสวนเอเดน และทำให้เราได้เห็นถึงความหวังที่ยังไม่เป็นจริงเกี่ยวกับการคืนดีในอนาคตผ่านการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพ และการฟื้นคืนของพระเยซูคริสต์ ความหวังนั้นอยู่ในพระองค์และเป็นของเราตลอดไป</p>
<p>คำหนุนใจที่ใช้ได้เสมอของเปาโลคือ “อย่ายอมแพ้” เพราะเรา “เหมือนภาชนะดินที่บอบบาง … เราถูกขนาบรอบ‍ข้างด้วยปัญหา แต่ก็ไม่ถึงกับถูกบดขยี้ เราสับสนแต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวัง” (2 โครินธ์ 4:1, 7-8) ทำไม? เพราะเรายังมีความหวัง!</p>
<p>การต่อสู้ได้ด้วยดี ไม่ใช่การต่อสู้อย่างอ้างว้าง เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เดินผ่านความยากลำบากเพียงลำพัง แต่เป็นการทรงเรียกให้ชุมชนผู้เชื่อมาเกื้อหนุนและให้กำลังใจกันในทุกๆ วัน บ่อยครั้งเราต้องการคำแนะนำที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เช่น จากเพื่อนที่ไว้ใจได้ ศิษยาภิบาลหรือที่ปรึกษา เพื่อชี้นำให้เราเดินไปในทางที่ถูก</p>
<p>เราหวังว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะหนุนใจให้คุณค้นพบความช่วยเหลือและความหวังท่ามกลางการดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ไปกับพี่น้องร่วมความเชื่อในพระคริสต์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p><strong>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน</strong></p>
<p><br></p>
<p><strong>ต่อสู้ได้อย่างดี</strong></p>
<p>ผมรักเรื่องราวดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเฉลิมฉลองหรือโศกเศร้า บาดแผลหรือชัยชนะ วิตกกังวลหรือซึมเศร้า สำเร็จหรือล้มเหลว แต่ละเรื่องร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายหลักถักทอเป็นผืนผ้า ในฐานะที่มีวิชาชีพด้านที่ปรึกษามากว่า 35 ปี ผมได้รับฟังเรื่องราวนับพัน ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่ผมได้มีส่วนร่วมรับรู้ในชีวิตของแต่ละคนหรือในแต่ละครอบครัว และในการช่วยค้นหาทางออกเมื่อชีวิตต้องพบความท้าทาย หลายเรื่องราวมีส่วนคล้ายกัน รวมถึงชีวิตของผมเอง ซึ่งรายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้าง แต่เส้นด้ายหลักยังคงเป็นเส้นเดียวกัน</p>
<p><strong>ทุกชีวิตล้วนต้องต่อสู้ </strong>ไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่ต้องต่อสู้ตลอดเวลาโดยไม่เห็นจุดจบได้ เราทุกคนมีแรงผลักดันที่ทำให้เราพยายามหาทางออกเสมอ แต่พลังงานส่วนใหญ่ของทั้งตัวเราและคนรอบข้างถูกใช้ไปเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การทำให้ความทุกข์น้อยลงเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนพยายามทำ และเราหวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สุขภาพใจของเราจะแข็งแรง คือเป็นสภาวะที่มีสันติสุข มีความรื่นรมย์ในชีวิต และรู้สึกเติมเต็ม ปราศจากความเครียดและการดิ้นรนต่อสู้</p>
<p>อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยความสวยงามมากมาย แต่ก็เหมือนที่ความงามไม่สามารถบดบังความแตกสลายทั้งหมดที่เราเห็นทั้งรอบตัวและในตัวเรา ความแตกสลายก็ไม่สามารถทำลายความงามทั้งหมดได้เช่นกัน สภาวะตึงเครียดระหว่างสองสิ่งนี้เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ความท้าทายนี้เกิดขึ้นเสมอในชีวิต พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้สาวกเตรียมพร้อมสำหรับ “การทดลองและความโศกเศร้า” ในโลกนี้ (ยอห์น 16:33) เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าพวกเขาจะพบความทุกข์ยากในชีวิต</p>
<p>ทำไมเราต้องต่อสู้ดิ้นรน? มีสองเหตุผลคือ ชีวิตเป็นเรื่องยาก และชีวิตมีความเจ็บปวด</p>
<p><strong>ชีวิตเป็นเรื่องยาก </strong>ประโยคนี้อาจฟังดูเย็นชา แต่มันคือความจริง หากพูดกันตามตรง เราทุกคนไม่สมบูรณ์ อาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่สมบูรณ์ และความจริงคือ ชีวิตเป็นเรื่องยาก ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ การดิ้นรนในชีวิตเป็นเรื่องปกติ แต่ในที่สุดทุกสิ่งจะสูญสลายไป รวมถึงการแก้ปัญหาแบบเร็วๆ หาคำตอบแบบเอาที่ง่าย เหมือนใช้เทปกาวซ่อมเท่าที่ทำได้ ที่พอแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่ทางแก้ที่ยั่งยืนสำหรับความแตกสลายที่ร้าวลึกในตัวเราและรอบตัวเรา และสิ่งนี้ทำให้เจ็บปวด</p>
<p><strong>ชีวิตมีความเจ็บปวด</strong> เราทุกคนได้รับบาดเจ็บ แม้บางคนอาจปิดบังความรู้สึกเจ็บปวดได้มากกว่าคนอื่น เราเจ็บปวดจากโลกที่แตกสลายและเต็มไปด้วยอันตราย ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวทำร้ายหัวใจของเรา หลายคนรู้สึกเหมือนถูกทรยศเมื่อความทรุดโทรมเริ่มปรากฏในร่างกาย (โรคทางกาย) และจิตใจ (โรคทางใจ) ของเรา</p>
<p>เมื่อความเจ็บปวดถึงขีดสุด หากมีอะไรที่สามารถมาบรรเทามันได้แม้เพียงเศษเสี้ยว สิ่งนั้นก็ดึงดูดเกินห้ามใจและมีเหตุผลเพียงพอที่เราจะฉวยมันไว้เพื่อบรรเทา นั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมการเสพติดบางอย่างดูยอมรับได้ อย่างน้อยก็ในเวลานั้น แต่ในระยะยาว ด้วยความสามารถในการบรรเทาความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ลดลง ในที่สุดสิ่งเหล่านั้นจะถูกแทนที่ด้วยความอับอายที่ฝังลึกและการดูถูกตนเอง ซึ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้รุนแรงขึ้น</p>
<p>เพราะการต่อสู้เป็นเรื่องปกติของชีวิต คำถามที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่า เราจะผ่านการต่อสู้เหล่านั้นไปได้อย่างไร?</p>
<p><strong>ต่อสู้ได้อย่างดี </strong>เราไม่สามารถใช้ชีวิตโดยปราศจากความหวัง “ความหวัง” คือ ความปรารถนาจะเห็นวันที่ดีกว่า มันเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เราถูกสร้างมาให้มีความหวังเพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์ (ปฐมกาล 1:27) ความหวังนี้สะท้อนถึงอดีตที่ถูกลืมนานแล้วในสวนเอเดน และทำให้เราได้เห็นถึงความหวังที่ยังไม่เป็นจริงเกี่ยวกับการคืนดีในอนาคตผ่านการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพ และการฟื้นคืนของพระเยซูคริสต์ ความหวังนั้นอยู่ในพระองค์และเป็นของเราตลอดไป</p>
<p>คำหนุนใจที่ใช้ได้เสมอของเปาโลคือ “อย่ายอมแพ้” เพราะเรา “เหมือนภาชนะดินที่บอบบาง … เราถูกขนาบรอบ‍ข้างด้วยปัญหา แต่ก็ไม่ถึงกับถูกบดขยี้ เราสับสนแต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวัง” (2 โครินธ์ 4:1, 7-8) ทำไม? เพราะเรายังมีความหวัง!</p>
<p>การต่อสู้ได้ด้วยดี ไม่ใช่การต่อสู้อย่างอ้างว้าง เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เดินผ่านความยากลำบากเพียงลำพัง แต่เป็นการทรงเรียกให้ชุมชนผู้เชื่อมาเกื้อหนุนและให้กำลังใจกันในทุกๆ วัน บ่อยครั้งเราต้องการคำแนะนำที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เช่น จากเพื่อนที่ไว้ใจได้ ศิษยาภิบาลหรือที่ปรึกษา เพื่อชี้นำให้เราเดินไปในทางที่ถูก</p>
<p>เราหวังว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะหนุนใจให้คุณค้นพบความช่วยเหลือและความหวังท่ามกลางการดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ไปกับพี่น้องร่วมความเชื่อในพระคริสต์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 22 Apr 2024 10:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3cfa0e10/6498049f.mp3" length="8960416" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/vm37wNlzmKuvNuJIWhE2FytY1iUzdHShwF-SVrUUVq8/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9jNTQ0/MDljZWE2NjU5OTFl/YWY1NTI0YWM1OTBk/NzU5NS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>373</itunes:duration>
      <itunes:summary>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ต่อสู้ได้อย่างดี
ผมรักเรื่องราวดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเฉลิมฉลองหรือโศกเศร้า บาดแผลหรือชัยชนะ วิตกกังวลหรือซึมเศร้า สำเร็จหรือล้มเหลว แต่ละเรื่องร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายหลักถักทอเป็นผืนผ้า ในฐานะที่มีวิชาชีพด้านที่ปรึกษามากว่า 35 ปี ผมได้รับฟังเรื่องราวนับพัน ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่ผมได้มีส่วนร่วมรับรู้ในชีวิตของแต่ละคนหรือในแต่ละครอบครัว และในการช่วยค้นหาทางออกเมื่อชีวิตต้องพบความท้าทาย หลายเรื่องราวมีส่วนคล้ายกัน รวมถึงชีวิตของผมเอง ซึ่งรายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้าง แต่เส้นด้ายหลักยังคงเป็นเส้นเดียวกัน
ทุกชีวิตล้วนต้องต่อสู้ ไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่ต้องต่อสู้ตลอดเวลาโดยไม่เห็นจุดจบได้ เราทุกคนมีแรงผลักดันที่ทำให้เราพยายามหาทางออกเสมอ แต่พลังงานส่วนใหญ่ของทั้งตัวเราและคนรอบข้างถูกใช้ไปเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การทำให้ความทุกข์น้อยลงเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนพยายามทำ และเราหวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สุขภาพใจของเราจะแข็งแรง คือเป็นสภาวะที่มีสันติสุข มีความรื่นรมย์ในชีวิต และรู้สึกเติมเต็ม ปราศจากความเครียดและการดิ้นรนต่อสู้
อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด โลกนี้ยังคงเต็มไปด้วยความสวยงามมากมาย แต่ก็เหมือนที่ความงามไม่สามารถบดบังความแตกสลายทั้งหมดที่เราเห็นทั้งรอบตัวและในตัวเรา ความแตกสลายก็ไม่สามารถทำลายความงามทั้งหมดได้เช่นกัน สภาวะตึงเครียดระหว่างสองสิ่งนี้เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ความท้าทายนี้เกิดขึ้นเสมอในชีวิต พระเยซูคริสต์ทรงสอนให้สาวกเตรียมพร้อมสำหรับ “การทดลองและความโศกเศร้า” ในโลกนี้ (ยอห์น 16:33) เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าพวกเขาจะพบความทุกข์ยากในชีวิต
ทำไมเราต้องต่อสู้ดิ้นรน? มีสองเหตุผลคือ ชีวิตเป็นเรื่องยาก และชีวิตมีความเจ็บปวด
ชีวิตเป็นเรื่องยาก ประโยคนี้อาจฟังดูเย็นชา แต่มันคือความจริง หากพูดกันตามตรง เราทุกคนไม่สมบูรณ์ อาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่สมบูรณ์ และความจริงคือ ชีวิตเป็นเรื่องยาก ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ การดิ้นรนในชีวิตเป็นเรื่องปกติ แต่ในที่สุดทุกสิ่งจะสูญสลายไป รวมถึงการแก้ปัญหาแบบเร็วๆ หาคำตอบแบบเอาที่ง่าย เหมือนใช้เทปกาวซ่อมเท่าที่ทำได้ ที่พอแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่ทางแก้ที่ยั่งยืนสำหรับความแตกสลายที่ร้าวลึกในตัวเราและรอบตัวเรา และสิ่งนี้ทำให้เจ็บปวด
ชีวิตมีความเจ็บปวด เราทุกคนได้รับบาดเจ็บ แม้บางคนอาจปิดบังความรู้สึกเจ็บปวดได้มากกว่าคนอื่น เราเจ็บปวดจากโลกที่แตกสลายและเต็มไปด้วยอันตราย ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวทำร้ายหัวใจของเรา หลายคนรู้สึกเหมือนถูกทรยศเมื่อความทรุดโทรมเริ่มปรากฏในร่างกาย (โรคทางกาย) และจิตใจ (โรคทางใจ) ของเรา
เมื่อความเจ็บปวดถึงขีดสุด หากมีอะไรที่สามารถมาบรรเทามันได้แม้เพียงเศษเสี้ยว สิ่งนั้นก็ดึงดูดเกินห้ามใจและมีเหตุผลเพียงพอที่เราจะฉวยมันไว้เพื่อบรรเทา นั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมการเสพติดบางอย่างดูยอมรับได้ อย่างน้อยก็ในเวลานั้น แต่ในระยะยาว ด้วยความสามารถในการบรรเทาความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ลดลง ในที่สุดสิ่งเหล่านั้นจะถูกแทนที่ด้วยความอับอายที่ฝังลึกและการดูถูกตนเอง ซึ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้รุนแรงขึ้น
เพราะการต่อสู้เป็นเรื่องปกติของชีวิต คำถามที่แท้จริงจึงอยู่ที่ว่า เราจะผ่านการต่อสู้เหล่านั้นไปได้อย่างไร?
ต่อสู้ได้อย่างดี เราไม่สามารถใช้ชีวิตโดยปราศจากความหวัง “ความหวัง” คือ ความปรารถนาจะเห็นวันที่ดีกว่า มันเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า เราถูกสร้างมาให้มีความหวังเพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์ (ปฐมกาล 1:27) ความหวังนี้สะท้อนถึงอดีตที่ถูกลืมนานแล้วในสวนเอเดน และทำให้เราได้เห็นถึงความหวังที่ยังไม่เป็นจริงเกี่ยวกับการคืนดีในอนาคตผ่านการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพ และการฟื้นคืนของพระเยซูคริสต์ ความหวังนั้นอยู่ในพระองค์และเป็นของเราตลอดไป
คำหนุนใจที่ใช้ได้เสมอของเปาโลคือ “อย่ายอมแพ้” เพราะเรา “เหมือนภาชนะดินที่บอบบาง … เราถูกขนาบรอบ‍ข้างด้วยปัญหา แต่ก็ไม่ถึงกับถูกบดขยี้ เราสับสนแต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวัง” (2 โครินธ์ 4:1, 7-8) ทำไม? เพราะเรายังมีความหวัง!
การต่อสู้ได้ด้วยดี ไม่ใช่การต่อสู้อย่างอ้างว้าง เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้เดินผ่านความยากลำบากเพียงลำพัง แต่เป็นการทรงเรียกให้ชุมชนผู้เชื่อมาเกื้อหนุนและให้กำลังใจกันในทุกๆ วัน บ่อยครั้งเราต้องการคำแนะนำที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เช่น จากเพื่อนที่ไว้ใจได้ ศิษยาภิบาลหรือที่ปรึกษา เพื่อชี้นำให้เราเดินไปในทางที่ถูก
เราหวังว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะหนุนใจให้คุณค้นพบความช่วยเหลือและความหวังท่ามกลางการดิ้นรนต่อสู้ชีวิต ไปกับพี่น้องร่วมความเชื่อในพระคริสต์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>10 บทความเพื่อความหวังและสุขภาพใจที่เข้มแข็งจากพันธกิจมานาประจำวัน

ต่อสู้ได้อย่างดี
ผมรักเรื่องราวดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเฉลิมฉลองหรือโศกเศร้า บาดแผลหรือชัยชนะ วิตกกังวลหรือซึมเศร้า สำเร็จหรือล้มเหลว แต่ละเรื่องร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายหลักถักทอเป็นผืนผ้า ในฐ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชุมชนในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชุมชนในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e5fb25e1-a5bb-4a61-82bd-05b21d5e4397</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/12be0322</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]</p>
<p>“ผมรู้ว่าวิธีเดียวที่จะประสบชัยชนะคือผมจะต้องลืมเรื่องของครอบครัว ภรรยา ลูกชาย และลูกสาวของผม” จอร์ดอนกล่าว “ผมพบว่าผมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ พวกเขาถักทอเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจและจิตวิญญาณของผม” จอร์ดอนอยู่ลำพังในพื้นที่ห่างไกล เขาเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเอาชีวิตรอดกลางแจ้งโดยใช้เสบียงให้น้อยที่สุดและนานที่สุด สิ่งที่ทำให้เขาต้องยอมแพ้ไม่ใช่หมีกริซลี อุณหภูมิที่จุดเยือกแข็ง การบาดเจ็บ หรือความหิวโหย หากแต่เป็นความเหงาที่ถาโถมและความปรารถนาที่จะได้อยู่กับครอบครัวของเขา</p>
<p>เราอาจมีทักษะที่จำเป็นทุกอย่างสำหรับการเอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดาร แต่การแยกตัวเองออกจากชุมชนจะทำให้เราล้มเหลวอย่างแน่นอน ผู้มีปัญญาที่เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่า…อีกคนหนึ่งจะได้พยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (4:9-10) ชุมชนที่ให้เกียรติพระคริสต์นั้นแม้จะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่ชุมชนนั้นก็มีความสำคัญที่ช่วยให้เราอยู่รอด เราไม่มีทางที่จะต่อสู้กับการทดลองของโลกนี้ได้หากเราพยายามที่จะจัดการด้วยตัวเอง ผู้ที่ตรากตรำทำงานอยู่ตัวคนเดียวก็ตรากตรำโดยเปล่าประโยชน์ (ข้อ 8) หากไม่มีชุมชนแล้ว เราจะเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น (ข้อ 11-12) เมื่อเปรียบกับเชือกเส้นเดียว “เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) ของประทานแห่งชุมชนที่มีความรักและมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางไม่เพียงคอยหนุนน้ำใจเรา แต่ยังทำให้เรามีกำลังที่จะอยู่รอดแม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย เราต่างต้องการกันและกัน</p>
<p><em>คุณจะอุทิศตัวในการใช้เวลากับครอบครัวของผู้เชื่อได้อย่างไร มีใครใกล้ตัวคุณที่โดดเดี่ยวและต้องการความช่วยเหลือ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญแห่งชุมชน! ขอทรงเปิดใจข้าพระองค์ที่จะรักและใช้เวลากับผู้อื่นในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]</p>
<p>“ผมรู้ว่าวิธีเดียวที่จะประสบชัยชนะคือผมจะต้องลืมเรื่องของครอบครัว ภรรยา ลูกชาย และลูกสาวของผม” จอร์ดอนกล่าว “ผมพบว่าผมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ พวกเขาถักทอเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจและจิตวิญญาณของผม” จอร์ดอนอยู่ลำพังในพื้นที่ห่างไกล เขาเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเอาชีวิตรอดกลางแจ้งโดยใช้เสบียงให้น้อยที่สุดและนานที่สุด สิ่งที่ทำให้เขาต้องยอมแพ้ไม่ใช่หมีกริซลี อุณหภูมิที่จุดเยือกแข็ง การบาดเจ็บ หรือความหิวโหย หากแต่เป็นความเหงาที่ถาโถมและความปรารถนาที่จะได้อยู่กับครอบครัวของเขา</p>
<p>เราอาจมีทักษะที่จำเป็นทุกอย่างสำหรับการเอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดาร แต่การแยกตัวเองออกจากชุมชนจะทำให้เราล้มเหลวอย่างแน่นอน ผู้มีปัญญาที่เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่า…อีกคนหนึ่งจะได้พยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (4:9-10) ชุมชนที่ให้เกียรติพระคริสต์นั้นแม้จะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่ชุมชนนั้นก็มีความสำคัญที่ช่วยให้เราอยู่รอด เราไม่มีทางที่จะต่อสู้กับการทดลองของโลกนี้ได้หากเราพยายามที่จะจัดการด้วยตัวเอง ผู้ที่ตรากตรำทำงานอยู่ตัวคนเดียวก็ตรากตรำโดยเปล่าประโยชน์ (ข้อ 8) หากไม่มีชุมชนแล้ว เราจะเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น (ข้อ 11-12) เมื่อเปรียบกับเชือกเส้นเดียว “เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) ของประทานแห่งชุมชนที่มีความรักและมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางไม่เพียงคอยหนุนน้ำใจเรา แต่ยังทำให้เรามีกำลังที่จะอยู่รอดแม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย เราต่างต้องการกันและกัน</p>
<p><em>คุณจะอุทิศตัวในการใช้เวลากับครอบครัวของผู้เชื่อได้อย่างไร มีใครใกล้ตัวคุณที่โดดเดี่ยวและต้องการความช่วยเหลือ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญแห่งชุมชน! ขอทรงเปิดใจข้าพระองค์ที่จะรักและใช้เวลากับผู้อื่นในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 21 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/12be0322/28e53279.mp3" length="12317832" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>770</itunes:duration>
      <itunes:summary>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]
“ผมรู้ว่าวิธีเดียวที่จะประสบชัยชนะคือผมจะต้องลืมเรื่องของครอบครัว ภรรยา ลูกชาย และลูกสาวของผม” จอร์ดอนกล่าว “ผมพบว่าผมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ พวกเขาถักทอเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจและจิตวิญญาณของผม” จอร์ดอนอยู่ลำพังในพื้นที่ห่างไกล เขาเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเอาชีวิตรอดกลางแจ้งโดยใช้เสบียงให้น้อยที่สุดและนานที่สุด สิ่งที่ทำให้เขาต้องยอมแพ้ไม่ใช่หมีกริซลี อุณหภูมิที่จุดเยือกแข็ง การบาดเจ็บ หรือความหิวโหย หากแต่เป็นความเหงาที่ถาโถมและความปรารถนาที่จะได้อยู่กับครอบครัวของเขา
เราอาจมีทักษะที่จำเป็นทุกอย่างสำหรับการเอาชีวิตรอดในถิ่นทุรกันดาร แต่การแยกตัวเองออกจากชุมชนจะทำให้เราล้มเหลวอย่างแน่นอน ผู้มีปัญญาที่เขียนพระธรรมปัญญาจารย์ กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่า…อีกคนหนึ่งจะได้พยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (4:9-10) ชุมชนที่ให้เกียรติพระคริสต์นั้นแม้จะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่ชุมชนนั้นก็มีความสำคัญที่ช่วยให้เราอยู่รอด เราไม่มีทางที่จะต่อสู้กับการทดลองของโลกนี้ได้หากเราพยายามที่จะจัดการด้วยตัวเอง ผู้ที่ตรากตรำทำงานอยู่ตัวคนเดียวก็ตรากตรำโดยเปล่าประโยชน์ (ข้อ 8) หากไม่มีชุมชนแล้ว เราจะเสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น (ข้อ 11-12) เมื่อเปรียบกับเชือกเส้นเดียว “เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) ของประทานแห่งชุมชนที่มีความรักและมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางไม่เพียงคอยหนุนน้ำใจเรา แต่ยังทำให้เรามีกำลังที่จะอยู่รอดแม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย เราต่างต้องการกันและกัน
คุณจะอุทิศตัวในการใช้เวลากับครอบครัวของผู้เชื่อได้อย่างไร มีใครใกล้ตัวคุณที่โดดเดี่ยวและต้องการความช่วยเหลือ
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับของขวัญแห่งชุมชน! ขอทรงเปิดใจข้าพระองค์ที่จะรักและใช้เวลากับผู้อื่นในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้ [ ปัญญาจารย์ 4:12 ]
“ผมรู้ว่าวิธีเดียวที่จะประสบชัยชนะคือผมจะต้องลืมเรื่องของครอบครัว ภรรยา ลูกชาย และลูกสาวของผม” จอร์ดอนกล่าว “ผมพบว่าผมไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ พวกเขาถักทอเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจและจิตวิญญาณของผม” จอร์ดอนอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความขมขื่นจากขนมหวานที่ขโมยมา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความขมขื่นจากขนมหวานที่ขโมยมา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1dccd16e-e691-4c7d-9aff-5f666ab60dd7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/79abe9f2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด [ สุภาษิต 20:17 ]</p>
<p>โจรในเยอรมนีขโมยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุช็อกโกแลตแช่เย็นไว้เต็มคันกว่า 20 ตัน ขนมหวานที่ถูกขโมยมีมูลค่าโดยประมาณที่ 80,000 ดอลล่าร์ ตำรวจท้องที่ร้องขอให้ใครก็ตามที่ได้รับช็อกโกแลตจำนวนมากผ่านช่องทางแปลกๆ ให้รายงานพวกเขาทันที แน่นอนว่าคนที่ขโมยขนมหวานจำนวนมหาศาลนั้นไปจะต้องพบกับผลที่ขมขื่นและไม่น่ารื่นรมย์หากถูกจับได้และถูกดำเนินคดี!</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตยืนยันหลักการนี้ว่า “อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด” (20:17) สิ่งที่เราได้มาโดยการหลอกลวงหรือในทางที่ผิดอาจดูหอมหวานในตอนแรก เพราะมีสีสันจากความตื่นเต้นและความเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยาม แต่ในที่สุดรสชาติจะจางหายไปและการหลอกลวงของเราจะนำไปสู่การถูกทิ้งให้รู้สึกโหยหาและความยากลำบาก ผลที่ตามมาอันน่าขมขื่นจากความรู้สึกผิด ความกลัว และความบาปสามารถทำลายชีวิตและชื่อเสียงของเราได้ในที่สุด “แม้เด็กๆก็แสดงตัวโดยการประพฤติของเขา ว่าสิ่งที่เขากระทำจะบริสุทธิ์และถูกต้องหรือไม่” (ข้อ 11) ขอให้คำพูดและการกระทำของเราเปิดเผยให้เห็นถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ต่อพระเจ้า ไม่ใช่ความขมขื่นจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว</p>
<p>เมื่อเราถูกล่อลวง จงทูลขอให้พระเจ้าเสริมกำลังเราและช่วยให้เรายังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์ พระองค์ทรงสามารถช่วยให้เรามองเห็นเบื้องหลังของ “ความหอมหวาน” เพียงชั่วขณะจากการที่เรายอมแพ้ต่อการล่อลวง และทรงนำเราให้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่ตามมาในระยะยาวจากการเลือกของเรา</p>
<p><em>เมื่อใดที่การล่อลวงนำคุณไปสู่ผลลัพธ์อันขมขื่น คุณจะยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการกำลังจากพระองค์เพื่อต่อสู้กับการล่อลวงและยังคงความสัตย์ซื่อต่อพระองค์ได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด [ สุภาษิต 20:17 ]</p>
<p>โจรในเยอรมนีขโมยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุช็อกโกแลตแช่เย็นไว้เต็มคันกว่า 20 ตัน ขนมหวานที่ถูกขโมยมีมูลค่าโดยประมาณที่ 80,000 ดอลล่าร์ ตำรวจท้องที่ร้องขอให้ใครก็ตามที่ได้รับช็อกโกแลตจำนวนมากผ่านช่องทางแปลกๆ ให้รายงานพวกเขาทันที แน่นอนว่าคนที่ขโมยขนมหวานจำนวนมหาศาลนั้นไปจะต้องพบกับผลที่ขมขื่นและไม่น่ารื่นรมย์หากถูกจับได้และถูกดำเนินคดี!</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตยืนยันหลักการนี้ว่า “อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด” (20:17) สิ่งที่เราได้มาโดยการหลอกลวงหรือในทางที่ผิดอาจดูหอมหวานในตอนแรก เพราะมีสีสันจากความตื่นเต้นและความเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยาม แต่ในที่สุดรสชาติจะจางหายไปและการหลอกลวงของเราจะนำไปสู่การถูกทิ้งให้รู้สึกโหยหาและความยากลำบาก ผลที่ตามมาอันน่าขมขื่นจากความรู้สึกผิด ความกลัว และความบาปสามารถทำลายชีวิตและชื่อเสียงของเราได้ในที่สุด “แม้เด็กๆก็แสดงตัวโดยการประพฤติของเขา ว่าสิ่งที่เขากระทำจะบริสุทธิ์และถูกต้องหรือไม่” (ข้อ 11) ขอให้คำพูดและการกระทำของเราเปิดเผยให้เห็นถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ต่อพระเจ้า ไม่ใช่ความขมขื่นจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว</p>
<p>เมื่อเราถูกล่อลวง จงทูลขอให้พระเจ้าเสริมกำลังเราและช่วยให้เรายังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์ พระองค์ทรงสามารถช่วยให้เรามองเห็นเบื้องหลังของ “ความหอมหวาน” เพียงชั่วขณะจากการที่เรายอมแพ้ต่อการล่อลวง และทรงนำเราให้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่ตามมาในระยะยาวจากการเลือกของเรา</p>
<p><em>เมื่อใดที่การล่อลวงนำคุณไปสู่ผลลัพธ์อันขมขื่น คุณจะยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการกำลังจากพระองค์เพื่อต่อสู้กับการล่อลวงและยังคงความสัตย์ซื่อต่อพระองค์ได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 20 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/79abe9f2/52b8f8c0.mp3" length="12214204" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>764</itunes:duration>
      <itunes:summary>อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด [ สุภาษิต 20:17 ]
โจรในเยอรมนีขโมยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุช็อกโกแลตแช่เย็นไว้เต็มคันกว่า 20 ตัน ขนมหวานที่ถูกขโมยมีมูลค่าโดยประมาณที่ 80,000 ดอลล่าร์ ตำรวจท้องที่ร้องขอให้ใครก็ตามที่ได้รับช็อกโกแลตจำนวนมากผ่านช่องทางแปลกๆ ให้รายงานพวกเขาทันที แน่นอนว่าคนที่ขโมยขนมหวานจำนวนมหาศาลนั้นไปจะต้องพบกับผลที่ขมขื่นและไม่น่ารื่นรมย์หากถูกจับได้และถูกดำเนินคดี!
พระธรรมสุภาษิตยืนยันหลักการนี้ว่า “อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด” (20:17) สิ่งที่เราได้มาโดยการหลอกลวงหรือในทางที่ผิดอาจดูหอมหวานในตอนแรก เพราะมีสีสันจากความตื่นเต้นและความเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยาม แต่ในที่สุดรสชาติจะจางหายไปและการหลอกลวงของเราจะนำไปสู่การถูกทิ้งให้รู้สึกโหยหาและความยากลำบาก ผลที่ตามมาอันน่าขมขื่นจากความรู้สึกผิด ความกลัว และความบาปสามารถทำลายชีวิตและชื่อเสียงของเราได้ในที่สุด “แม้เด็กๆก็แสดงตัวโดยการประพฤติของเขา ว่าสิ่งที่เขากระทำจะบริสุทธิ์และถูกต้องหรือไม่” (ข้อ 11) ขอให้คำพูดและการกระทำของเราเปิดเผยให้เห็นถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ต่อพระเจ้า ไม่ใช่ความขมขื่นจากความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว
เมื่อเราถูกล่อลวง จงทูลขอให้พระเจ้าเสริมกำลังเราและช่วยให้เรายังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์ พระองค์ทรงสามารถช่วยให้เรามองเห็นเบื้องหลังของ “ความหอมหวาน” เพียงชั่วขณะจากการที่เรายอมแพ้ต่อการล่อลวง และทรงนำเราให้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่ตามมาในระยะยาวจากการเลือกของเรา
เมื่อใดที่การล่อลวงนำคุณไปสู่ผลลัพธ์อันขมขื่น คุณจะยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการกำลังจากพระองค์เพื่อต่อสู้กับการล่อลวงและยังคงความสัตย์ซื่อต่อพระองค์ได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด [ สุภาษิต 20:17 ]
โจรในเยอรมนีขโมยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุช็อกโกแลตแช่เย็นไว้เต็มคันกว่า 20 ตัน ขนมหวานที่ถูกขโมยมีมูลค่าโดยประมาณที่ 80,000 ดอลล่าร์ ตำรวจท้องที่ร้องขอให้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ครอบครัวสำคัญ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ครอบครัวสำคัญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4fdcbe4c-5c8e-4f94-8817-29fb5537fa66</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/15b9ec86</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย [ ฮีบรู 12:14 ]</p>
<p>น้องสาว น้องชายและตัวฉันต่างบินจากรัฐที่แต่ละคนอาศัยอยู่เพื่อไปร่วมงานศพของคุณลุง และแวะเยี่ยมคุณย่าวัยเก้าสิบปีของพวกเรา ท่านเป็นอัมพาตเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง สูญเสียความสามารถในการพูด และใช้มือขวาได้เพียงข้างเดียว ขณะที่เรายืนอยู่รอบเตียงของท่าน ท่านเอื้อมมือข้างนั้นมาจับมือเราแต่ละคนไปวางซ้อนกันที่หัวใจของท่านแล้วตบเบาๆ จากท่าทางที่ไร้ซึ่งคำพูดนี้ คุณย่ากำลังสื่อสารกับเราถึงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างมีปัญหาและห่างเหินระหว่างพี่น้องว่า “ครอบครัวสำคัญ”</p>
<p>ในคริสตจักรซึ่งเป็นครอบครัวของพระเจ้า เราอาจห่างเหินกันได้เช่นกัน เราอาจปล่อยให้ความขมขื่นแยกเราออกจากกัน ผู้เขียนฮีบรูกล่าวถึงความขมขื่นที่ทำให้เอซาวแยกจากน้องชายของตน (ฮบ.12:16) และท้าทายพวกเราในฐานะพี่น้องให้จับมือกันไว้ในครอบครัวของพระเจ้า “จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย” (ข้อ 14) ในที่นี้คำว่า จงอุตส่าห์ สื่อถึงการลงทุนด้วยความตั้งใจและแน่วแน่เพื่อสร้างสันติกับพี่น้องชายหญิงในครอบครัวของพระเจ้า ความอุตสาหะนี้จึงหมายถึงสำหรับทุกคน</p>
<p>ครอบครัวมีความสำคัญ ทั้งครอบครัวทางโลกและครอบครัวของผู้เชื่อในพระเจ้า เราจะอุตส่าห์ลงทุนทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อจับมือกันไว้ได้ไหม</p>
<p><em>การ “อุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย” ในครอบครัวของพระเจ้ามีความหมายสำหรับคุณอย่างไร มีใครที่คุณต้องเข้าหาเพื่อคืนดีหรือไม่</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์เข้ามาหาพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พยายามทุกวิถีทาง ที่จะอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนในครอบครัวของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย [ ฮีบรู 12:14 ]</p>
<p>น้องสาว น้องชายและตัวฉันต่างบินจากรัฐที่แต่ละคนอาศัยอยู่เพื่อไปร่วมงานศพของคุณลุง และแวะเยี่ยมคุณย่าวัยเก้าสิบปีของพวกเรา ท่านเป็นอัมพาตเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง สูญเสียความสามารถในการพูด และใช้มือขวาได้เพียงข้างเดียว ขณะที่เรายืนอยู่รอบเตียงของท่าน ท่านเอื้อมมือข้างนั้นมาจับมือเราแต่ละคนไปวางซ้อนกันที่หัวใจของท่านแล้วตบเบาๆ จากท่าทางที่ไร้ซึ่งคำพูดนี้ คุณย่ากำลังสื่อสารกับเราถึงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างมีปัญหาและห่างเหินระหว่างพี่น้องว่า “ครอบครัวสำคัญ”</p>
<p>ในคริสตจักรซึ่งเป็นครอบครัวของพระเจ้า เราอาจห่างเหินกันได้เช่นกัน เราอาจปล่อยให้ความขมขื่นแยกเราออกจากกัน ผู้เขียนฮีบรูกล่าวถึงความขมขื่นที่ทำให้เอซาวแยกจากน้องชายของตน (ฮบ.12:16) และท้าทายพวกเราในฐานะพี่น้องให้จับมือกันไว้ในครอบครัวของพระเจ้า “จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย” (ข้อ 14) ในที่นี้คำว่า จงอุตส่าห์ สื่อถึงการลงทุนด้วยความตั้งใจและแน่วแน่เพื่อสร้างสันติกับพี่น้องชายหญิงในครอบครัวของพระเจ้า ความอุตสาหะนี้จึงหมายถึงสำหรับทุกคน</p>
<p>ครอบครัวมีความสำคัญ ทั้งครอบครัวทางโลกและครอบครัวของผู้เชื่อในพระเจ้า เราจะอุตส่าห์ลงทุนทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อจับมือกันไว้ได้ไหม</p>
<p><em>การ “อุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย” ในครอบครัวของพระเจ้ามีความหมายสำหรับคุณอย่างไร มีใครที่คุณต้องเข้าหาเพื่อคืนดีหรือไม่</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์เข้ามาหาพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พยายามทุกวิถีทาง ที่จะอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนในครอบครัวของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 19 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/15b9ec86/e921872b.mp3" length="11238238" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>703</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย [ ฮีบรู 12:14 ]
น้องสาว น้องชายและตัวฉันต่างบินจากรัฐที่แต่ละคนอาศัยอยู่เพื่อไปร่วมงานศพของคุณลุง และแวะเยี่ยมคุณย่าวัยเก้าสิบปีของพวกเรา ท่านเป็นอัมพาตเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง สูญเสียความสามารถในการพูด และใช้มือขวาได้เพียงข้างเดียว ขณะที่เรายืนอยู่รอบเตียงของท่าน ท่านเอื้อมมือข้างนั้นมาจับมือเราแต่ละคนไปวางซ้อนกันที่หัวใจของท่านแล้วตบเบาๆ จากท่าทางที่ไร้ซึ่งคำพูดนี้ คุณย่ากำลังสื่อสารกับเราถึงความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างมีปัญหาและห่างเหินระหว่างพี่น้องว่า “ครอบครัวสำคัญ”
ในคริสตจักรซึ่งเป็นครอบครัวของพระเจ้า เราอาจห่างเหินกันได้เช่นกัน เราอาจปล่อยให้ความขมขื่นแยกเราออกจากกัน ผู้เขียนฮีบรูกล่าวถึงความขมขื่นที่ทำให้เอซาวแยกจากน้องชายของตน (ฮบ.12:16) และท้าทายพวกเราในฐานะพี่น้องให้จับมือกันไว้ในครอบครัวของพระเจ้า “จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย” (ข้อ 14) ในที่นี้คำว่า จงอุตส่าห์ สื่อถึงการลงทุนด้วยความตั้งใจและแน่วแน่เพื่อสร้างสันติกับพี่น้องชายหญิงในครอบครัวของพระเจ้า ความอุตสาหะนี้จึงหมายถึงสำหรับทุกคน
ครอบครัวมีความสำคัญ ทั้งครอบครัวทางโลกและครอบครัวของผู้เชื่อในพระเจ้า เราจะอุตส่าห์ลงทุนทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อจับมือกันไว้ได้ไหม
การ “อุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย” ในครอบครัวของพระเจ้ามีความหมายสำหรับคุณอย่างไร มีใครที่คุณต้องเข้าหาเพื่อคืนดีหรือไม่
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงนำข้าพระองค์เข้ามาหาพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พยายามทุกวิถีทาง ที่จะอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคนในครอบครัวของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย [ ฮีบรู 12:14 ]
น้องสาว น้องชายและตัวฉันต่างบินจากรัฐที่แต่ละคนอาศัยอยู่เพื่อไปร่วมงานศพของคุณลุง และแวะเยี่ยมคุณย่าวัยเก้าสิบปีของพวกเรา ท่านเป็นอัมพาตเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง สูญเสียความสามารถในการพูด และใช้มือข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หุบเขาแห่งการสรรเสริญ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หุบเขาแห่งการสรรเสริญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">982d1302-ba36-46f7-b084-14df2c3e7152</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b73c7f97</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในวันที่สี่เขาทั้งหลายได้ชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์ [ 2 พงศาวดาร 20:26 ]</p>
<p>นักกวีชื่อวิลเลียม คูว์เปอร์ได้ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้ามาเกือบทั้งชีวิต หลังจากการพยายามฆ่าตัวตาย เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลจิตเวช แต่ด้วยการดูแลของแพทย์คริสเตียนที่นั่นทำให้คูว์เปอร์มีความเชื่อในพระเยซูซึ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและมีความสำคัญสำหรับชีวิตของเขา หลังจากนั้นไม่นานคูว์เปอร์ได้รู้จักกับศิษยาภิบาลและนักเขียนเพลงนมัสการชื่อ จอห์น นิวตัน ผู้สนับสนุนให้เขามาร่วมกันแต่งเพลงนมัสการสำหรับคริสตจักรของพวกเขา หนึ่งในเพลงนมัสการที่คูว์เปอร์แต่งคือ “พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างลึกลับ” ซึ่งมีถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากบททดสอบที่เขาเคยผ่านมาว่า “ท่านวิสุทธิชนผู้หวาดกลัว จงมีใจกล้าขึ้นอีกครั้ง เมฆนั้นที่ท่านเกรงกลัว ยิ่งใหญ่ด้วยพระกรุณา และจะตกลงมาเป็นพระพรบนศีรษะของท่าน”</p>
<p>ประชาชนยูดาห์ก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าโดยไม่คาดคิดเช่นเดียวกับคูว์เปอร์ เมื่อกองทัพของศัตรูรุกรานประเทศของพวกเขา กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงเรียกประชาชนให้มารวมกันเพื่อทูลอ้อนวอน ขณะที่กองทัพของยูดาห์ยกทัพออกไป บรรดาคนที่อยู่ด้านหน้าก็สรรเสริญพระเจ้า (2พศด.20:21) กองทัพผู้รุกรานก็ฆ่าฟันกันเอง และ “ไม่มีสักคนเดียวที่รอดไปได้…เขาเก็บของที่ริบได้เหล่านั้นสามวัน เพราะมากเหลือเกิน” (ข้อ 24-25)</p>
<p>ในวันที่สี่ สถานที่ที่กองทัพปรปักษ์ผู้รุกรานใช้เป็นที่รวมพลต่อสู้ประชากรของพระเจ้าได้ถูกเรียกว่าหุบเขาเบราคาห์ (ข้อ 26) แปลตามตัวอักษรคือ “หุบเขาแห่งการสรรเสริญ” หรือ “การอวยพร” นี่เป็นการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พระเมตตาของพระเจ้านั้นสามารถเปลี่ยนกระทั่งหุบเขาที่ยากลำบากที่สุดของเรา ให้เป็นสถานที่แห่งการสรรเสริญเมื่อเรามอบถวายมันแด่พระองค์</p>
<p><em>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากในชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะขอบคุณพระองค์สำหรับอะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ไม่มีหุบเขาใดลึกไปกว่าความรักของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในวันที่สี่เขาทั้งหลายได้ชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์ [ 2 พงศาวดาร 20:26 ]</p>
<p>นักกวีชื่อวิลเลียม คูว์เปอร์ได้ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้ามาเกือบทั้งชีวิต หลังจากการพยายามฆ่าตัวตาย เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลจิตเวช แต่ด้วยการดูแลของแพทย์คริสเตียนที่นั่นทำให้คูว์เปอร์มีความเชื่อในพระเยซูซึ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและมีความสำคัญสำหรับชีวิตของเขา หลังจากนั้นไม่นานคูว์เปอร์ได้รู้จักกับศิษยาภิบาลและนักเขียนเพลงนมัสการชื่อ จอห์น นิวตัน ผู้สนับสนุนให้เขามาร่วมกันแต่งเพลงนมัสการสำหรับคริสตจักรของพวกเขา หนึ่งในเพลงนมัสการที่คูว์เปอร์แต่งคือ “พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างลึกลับ” ซึ่งมีถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากบททดสอบที่เขาเคยผ่านมาว่า “ท่านวิสุทธิชนผู้หวาดกลัว จงมีใจกล้าขึ้นอีกครั้ง เมฆนั้นที่ท่านเกรงกลัว ยิ่งใหญ่ด้วยพระกรุณา และจะตกลงมาเป็นพระพรบนศีรษะของท่าน”</p>
<p>ประชาชนยูดาห์ก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าโดยไม่คาดคิดเช่นเดียวกับคูว์เปอร์ เมื่อกองทัพของศัตรูรุกรานประเทศของพวกเขา กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงเรียกประชาชนให้มารวมกันเพื่อทูลอ้อนวอน ขณะที่กองทัพของยูดาห์ยกทัพออกไป บรรดาคนที่อยู่ด้านหน้าก็สรรเสริญพระเจ้า (2พศด.20:21) กองทัพผู้รุกรานก็ฆ่าฟันกันเอง และ “ไม่มีสักคนเดียวที่รอดไปได้…เขาเก็บของที่ริบได้เหล่านั้นสามวัน เพราะมากเหลือเกิน” (ข้อ 24-25)</p>
<p>ในวันที่สี่ สถานที่ที่กองทัพปรปักษ์ผู้รุกรานใช้เป็นที่รวมพลต่อสู้ประชากรของพระเจ้าได้ถูกเรียกว่าหุบเขาเบราคาห์ (ข้อ 26) แปลตามตัวอักษรคือ “หุบเขาแห่งการสรรเสริญ” หรือ “การอวยพร” นี่เป็นการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พระเมตตาของพระเจ้านั้นสามารถเปลี่ยนกระทั่งหุบเขาที่ยากลำบากที่สุดของเรา ให้เป็นสถานที่แห่งการสรรเสริญเมื่อเรามอบถวายมันแด่พระองค์</p>
<p><em>คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากในชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะขอบคุณพระองค์สำหรับอะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ไม่มีหุบเขาใดลึกไปกว่าความรักของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 18 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b73c7f97/329c1a48.mp3" length="11613163" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในวันที่สี่เขาทั้งหลายได้ชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์ [ 2 พงศาวดาร 20:26 ]
นักกวีชื่อวิลเลียม คูว์เปอร์ได้ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้ามาเกือบทั้งชีวิต หลังจากการพยายามฆ่าตัวตาย เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลจิตเวช แต่ด้วยการดูแลของแพทย์คริสเตียนที่นั่นทำให้คูว์เปอร์มีความเชื่อในพระเยซูซึ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและมีความสำคัญสำหรับชีวิตของเขา หลังจากนั้นไม่นานคูว์เปอร์ได้รู้จักกับศิษยาภิบาลและนักเขียนเพลงนมัสการชื่อ จอห์น นิวตัน ผู้สนับสนุนให้เขามาร่วมกันแต่งเพลงนมัสการสำหรับคริสตจักรของพวกเขา หนึ่งในเพลงนมัสการที่คูว์เปอร์แต่งคือ “พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างลึกลับ” ซึ่งมีถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากบททดสอบที่เขาเคยผ่านมาว่า “ท่านวิสุทธิชนผู้หวาดกลัว จงมีใจกล้าขึ้นอีกครั้ง เมฆนั้นที่ท่านเกรงกลัว ยิ่งใหญ่ด้วยพระกรุณา และจะตกลงมาเป็นพระพรบนศีรษะของท่าน”
ประชาชนยูดาห์ก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าโดยไม่คาดคิดเช่นเดียวกับคูว์เปอร์ เมื่อกองทัพของศัตรูรุกรานประเทศของพวกเขา กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงเรียกประชาชนให้มารวมกันเพื่อทูลอ้อนวอน ขณะที่กองทัพของยูดาห์ยกทัพออกไป บรรดาคนที่อยู่ด้านหน้าก็สรรเสริญพระเจ้า (2พศด.20:21) กองทัพผู้รุกรานก็ฆ่าฟันกันเอง และ “ไม่มีสักคนเดียวที่รอดไปได้…เขาเก็บของที่ริบได้เหล่านั้นสามวัน เพราะมากเหลือเกิน” (ข้อ 24-25)
ในวันที่สี่ สถานที่ที่กองทัพปรปักษ์ผู้รุกรานใช้เป็นที่รวมพลต่อสู้ประชากรของพระเจ้าได้ถูกเรียกว่าหุบเขาเบราคาห์ (ข้อ 26) แปลตามตัวอักษรคือ “หุบเขาแห่งการสรรเสริญ” หรือ “การอวยพร” นี่เป็นการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พระเมตตาของพระเจ้านั้นสามารถเปลี่ยนกระทั่งหุบเขาที่ยากลำบากที่สุดของเรา ให้เป็นสถานที่แห่งการสรรเสริญเมื่อเรามอบถวายมันแด่พระองค์
คุณเคยเห็นพระเจ้าทรงให้เกิดสิ่งที่ดีจากความยากลำบากในชีวิตของคุณอย่างไร วันนี้คุณจะขอบคุณพระองค์สำหรับอะไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ที่ไม่มีหุบเขาใดลึกไปกว่าความรักของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในวันที่สี่เขาทั้งหลายได้ชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์ [ 2 พงศาวดาร 20:26 ]
นักกวีชื่อวิลเลียม คูว์เปอร์ได้ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้ามาเกือบทั้งชีวิต หลังจากการพยายามฆ่าตัวตาย เขาถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลจิตเวช แต่ด้วยการดูแลของแพทย์คริสเตียนที่นั่นทำให้คูว์เปอร์มี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักอ่อนโยนของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักอ่อนโยนของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">09ddc56e-512f-4a47-909c-a1a128f029b7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/01ef287a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่เราก็รักเขา...เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ [ โฮเชยา 11:1,3 ]</p>
<p>ในปี 2017 มีคลิปวิดีโอของพ่อคนหนึ่งที่ปลอบลูกชายวัย 2 เดือนขณะที่ทารกรับการฉีดวัคซีนตามปกติ วิดีโอนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเพราะแสดงให้เห็นถึงความรักที่พ่อมีต่อลูกของเขา หลังจากที่พยาบาลฉีดวัคซีนเสร็จ ผู้เป็นพ่อก็ค่อยๆอุ้มลูกชายขึ้นไว้แนบแก้ม และเด็กชายก็หยุดสะอื้นภายในเวลาไม่กี่วินาที แทบไม่มีสิ่งใดที่ทำให้อุ่นใจไปกว่าการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนของพ่อแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรัก</p>
<p>ในพระคัมภีร์มีคำอธิบายงดงามมากมายเกี่ยวกับพระเจ้าในฐานะพ่อผู้เปี่ยมด้วยความรัก เป็นภาพที่แสดงถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อบรรดาลูกของพระองค์ โฮเชยาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้รับข้อความเพื่อส่งถึงคนอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรทางตอนเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรถูกแบ่งแยก ท่านเรียกประชาชนให้กลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า โฮเชยาเตือนคนอิสราเอลให้นึกถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขา ขณะที่ท่านบรรยายถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นพระบิดาผู้อ่อนโยน “ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่ เราก็รักเขา” (ฮชย.11:1) และ “เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้” (ข้อ 3)</p>
<p>คำมั่นสัญญาเดียวกันนี้ที่ว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเราด้วยความรักก็เป็นจริงสำหรับเราด้วย ไม่ว่าเราจะแสวงหาการดูแลอันอ่อนโยนจากพระองค์หลังจากช่วงเวลาที่เราเคยปฏิเสธความรักของพระองค์ หรือเพราะความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในชีวิตของเรา พระองค์ก็ยังทรงเรียกเราว่าเป็นบุตรของพระองค์ (1ยน.3:1) และอ้อมแขนแห่งการปลอบโยนของพระองค์ก็เปิดออกต้อนรับเรา (2คร.1:3-4)</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงความรักของพระเจ้าในฐานะพระบิดาที่ทรงห่วงใยคุณอย่างไร วันนี้คุณจะนำข้อกังวลอะไรมาทูลต่อพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์และทรงดูแลอย่างอ่อนโยนเมื่อข้าพระองค์วิ่งไปหาพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่เราก็รักเขา...เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ [ โฮเชยา 11:1,3 ]</p>
<p>ในปี 2017 มีคลิปวิดีโอของพ่อคนหนึ่งที่ปลอบลูกชายวัย 2 เดือนขณะที่ทารกรับการฉีดวัคซีนตามปกติ วิดีโอนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเพราะแสดงให้เห็นถึงความรักที่พ่อมีต่อลูกของเขา หลังจากที่พยาบาลฉีดวัคซีนเสร็จ ผู้เป็นพ่อก็ค่อยๆอุ้มลูกชายขึ้นไว้แนบแก้ม และเด็กชายก็หยุดสะอื้นภายในเวลาไม่กี่วินาที แทบไม่มีสิ่งใดที่ทำให้อุ่นใจไปกว่าการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนของพ่อแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรัก</p>
<p>ในพระคัมภีร์มีคำอธิบายงดงามมากมายเกี่ยวกับพระเจ้าในฐานะพ่อผู้เปี่ยมด้วยความรัก เป็นภาพที่แสดงถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อบรรดาลูกของพระองค์ โฮเชยาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้รับข้อความเพื่อส่งถึงคนอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรทางตอนเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรถูกแบ่งแยก ท่านเรียกประชาชนให้กลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า โฮเชยาเตือนคนอิสราเอลให้นึกถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขา ขณะที่ท่านบรรยายถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นพระบิดาผู้อ่อนโยน “ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่ เราก็รักเขา” (ฮชย.11:1) และ “เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้” (ข้อ 3)</p>
<p>คำมั่นสัญญาเดียวกันนี้ที่ว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเราด้วยความรักก็เป็นจริงสำหรับเราด้วย ไม่ว่าเราจะแสวงหาการดูแลอันอ่อนโยนจากพระองค์หลังจากช่วงเวลาที่เราเคยปฏิเสธความรักของพระองค์ หรือเพราะความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในชีวิตของเรา พระองค์ก็ยังทรงเรียกเราว่าเป็นบุตรของพระองค์ (1ยน.3:1) และอ้อมแขนแห่งการปลอบโยนของพระองค์ก็เปิดออกต้อนรับเรา (2คร.1:3-4)</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงความรักของพระเจ้าในฐานะพระบิดาที่ทรงห่วงใยคุณอย่างไร วันนี้คุณจะนำข้อกังวลอะไรมาทูลต่อพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์และทรงดูแลอย่างอ่อนโยนเมื่อข้าพระองค์วิ่งไปหาพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 17 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/01ef287a/9ba6353b.mp3" length="13585518" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>850</itunes:duration>
      <itunes:summary>ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่เราก็รักเขา...เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ [ โฮเชยา 11:1,3 ]
ในปี 2017 มีคลิปวิดีโอของพ่อคนหนึ่งที่ปลอบลูกชายวัย 2 เดือนขณะที่ทารกรับการฉีดวัคซีนตามปกติ วิดีโอนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเพราะแสดงให้เห็นถึงความรักที่พ่อมีต่อลูกของเขา หลังจากที่พยาบาลฉีดวัคซีนเสร็จ ผู้เป็นพ่อก็ค่อยๆอุ้มลูกชายขึ้นไว้แนบแก้ม และเด็กชายก็หยุดสะอื้นภายในเวลาไม่กี่วินาที แทบไม่มีสิ่งใดที่ทำให้อุ่นใจไปกว่าการดูแลเอาใจใส่อย่างอ่อนโยนของพ่อแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรัก
ในพระคัมภีร์มีคำอธิบายงดงามมากมายเกี่ยวกับพระเจ้าในฐานะพ่อผู้เปี่ยมด้วยความรัก เป็นภาพที่แสดงถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อบรรดาลูกของพระองค์ โฮเชยาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมได้รับข้อความเพื่อส่งถึงคนอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรทางตอนเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรถูกแบ่งแยก ท่านเรียกประชาชนให้กลับคืนสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า โฮเชยาเตือนคนอิสราเอลให้นึกถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเขา ขณะที่ท่านบรรยายถึงพระเจ้าว่าทรงเป็นพระบิดาผู้อ่อนโยน “ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่ เราก็รักเขา” (ฮชย.11:1) และ “เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้” (ข้อ 3)
คำมั่นสัญญาเดียวกันนี้ที่ว่าพระเจ้าจะทรงดูแลเราด้วยความรักก็เป็นจริงสำหรับเราด้วย ไม่ว่าเราจะแสวงหาการดูแลอันอ่อนโยนจากพระองค์หลังจากช่วงเวลาที่เราเคยปฏิเสธความรักของพระองค์ หรือเพราะความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในชีวิตของเรา พระองค์ก็ยังทรงเรียกเราว่าเป็นบุตรของพระองค์ (1ยน.3:1) และอ้อมแขนแห่งการปลอบโยนของพระองค์ก็เปิดออกต้อนรับเรา (2คร.1:3-4)
คุณเคยมีประสบการณ์ถึงความรักของพระเจ้าในฐานะพระบิดาที่ทรงห่วงใยคุณอย่างไร วันนี้คุณจะนำข้อกังวลอะไรมาทูลต่อพระองค์
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์และทรงดูแลอย่างอ่อนโยนเมื่อข้าพระองค์วิ่งไปหาพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ครั้งเมื่ออิสราเอลยังเด็กอยู่เราก็รักเขา...เราอุ้มเขาทั้งหลายไว้ [ โฮเชยา 11:1,3 ]
ในปี 2017 มีคลิปวิดีโอของพ่อคนหนึ่งที่ปลอบลูกชายวัย 2 เดือนขณะที่ทารกรับการฉีดวัคซีนตามปกติ วิดีโอนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเพราะแสดงให้เห็นถึงความรักที่พ่อมีต่อลูกของเขา </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การเลือกนั้นสำคัญ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การเลือกนั้นสำคัญ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6311282f-ba8b-440b-abb6-cbf93b7ea52b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ef0dd84e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา [ สุภาษิต 14:12 ]</p>
<p>ศิษยาภิบาลดาเมียนวางแผนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยหนักสองคนซึ่งเลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน ที่โรงพยาบาลแห่งแรกเป็นผู้หญิงซึ่งได้รับความรักจากครอบครัว การบริการชุมชนอย่างไม่เห็นแก่ตัวทำให้เธอเป็นที่รักของคนมากมาย ผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆพากันมาอยู่รายล้อมเธอ และนมัสการ อธิษฐาน และห้องนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ญาติของสมาชิกในคริสตจักรของดาเมียนก็กำลังจะเสียชีวิตเช่นกัน จิตใจที่แข็งกระด้างของเขาทำให้เขามีชีวิตที่ยากลำบาก และครอบครัวที่ยุ่งเหยิงของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลจากการตัดสินใจที่แย่และการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเขา ความแตกต่างในบรรยากาศทั้งสองแบบสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการใช้ชีวิตของคนทั้งสอง</p>
<p>ผู้ที่ไม่ได้พิจารณาว่าชีวิตของตนกำลังมุ่งหน้าไปทางไหนมักจะพบว่าพวกเขาติดอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด ไม่พึงประสงค์ และโดดเดี่ยว สุภาษิต 14:12 บันทึกไว้ว่า “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา” ไม่ว่าเด็กหรือคนชรา คนป่วยหรือสุขภาพดี คนรวยหรือยากจน ล้วนยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนการดำเนินชีวิตของเราใหม่ เส้นทางนี้จะนำเราไปสู่ที่ใด พระเจ้าทรงได้รับเกียรติหรือไม่ คนอื่นได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับความวุ่นวาย เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่</p>
<p>การเลือกมีความสำคัญ และพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงช่วยเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเราหันไปหาพระองค์ผ่านทางองค์พระบุตร คือพระเยซูผู้ตรัสว่า “จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28)</p>
<p><em>มีสิ่งใดในเส้นทางชีวิตของคุณที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบซ้ำหรือต้องได้รับการแก้ไข สิ่งใดขัดขวางคุณไม่ให้ทูลขอความช่วยเหลือและความกล้าหาญจากพระเจ้าเพื่อทำการแก้ไข</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์คือแหล่งแห่งชีวิต ขอโปรดประทานความกล้าหาญและกำลังแก่ข้าพระองค์เพื่อจะยอมจำนนชีวิตแด่พระองค์และทำสิ่งที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา [ สุภาษิต 14:12 ]</p>
<p>ศิษยาภิบาลดาเมียนวางแผนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยหนักสองคนซึ่งเลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน ที่โรงพยาบาลแห่งแรกเป็นผู้หญิงซึ่งได้รับความรักจากครอบครัว การบริการชุมชนอย่างไม่เห็นแก่ตัวทำให้เธอเป็นที่รักของคนมากมาย ผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆพากันมาอยู่รายล้อมเธอ และนมัสการ อธิษฐาน และห้องนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ญาติของสมาชิกในคริสตจักรของดาเมียนก็กำลังจะเสียชีวิตเช่นกัน จิตใจที่แข็งกระด้างของเขาทำให้เขามีชีวิตที่ยากลำบาก และครอบครัวที่ยุ่งเหยิงของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลจากการตัดสินใจที่แย่และการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเขา ความแตกต่างในบรรยากาศทั้งสองแบบสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการใช้ชีวิตของคนทั้งสอง</p>
<p>ผู้ที่ไม่ได้พิจารณาว่าชีวิตของตนกำลังมุ่งหน้าไปทางไหนมักจะพบว่าพวกเขาติดอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด ไม่พึงประสงค์ และโดดเดี่ยว สุภาษิต 14:12 บันทึกไว้ว่า “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา” ไม่ว่าเด็กหรือคนชรา คนป่วยหรือสุขภาพดี คนรวยหรือยากจน ล้วนยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนการดำเนินชีวิตของเราใหม่ เส้นทางนี้จะนำเราไปสู่ที่ใด พระเจ้าทรงได้รับเกียรติหรือไม่ คนอื่นได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับความวุ่นวาย เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่</p>
<p>การเลือกมีความสำคัญ และพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงช่วยเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเราหันไปหาพระองค์ผ่านทางองค์พระบุตร คือพระเยซูผู้ตรัสว่า “จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28)</p>
<p><em>มีสิ่งใดในเส้นทางชีวิตของคุณที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบซ้ำหรือต้องได้รับการแก้ไข สิ่งใดขัดขวางคุณไม่ให้ทูลขอความช่วยเหลือและความกล้าหาญจากพระเจ้าเพื่อทำการแก้ไข</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์คือแหล่งแห่งชีวิต ขอโปรดประทานความกล้าหาญและกำลังแก่ข้าพระองค์เพื่อจะยอมจำนนชีวิตแด่พระองค์และทำสิ่งที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 16 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ef0dd84e/932f5f4b.mp3" length="11886918" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>743</itunes:duration>
      <itunes:summary>มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา [ สุภาษิต 14:12 ]
ศิษยาภิบาลดาเมียนวางแผนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยหนักสองคนซึ่งเลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน ที่โรงพยาบาลแห่งแรกเป็นผู้หญิงซึ่งได้รับความรักจากครอบครัว การบริการชุมชนอย่างไม่เห็นแก่ตัวทำให้เธอเป็นที่รักของคนมากมาย ผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆพากันมาอยู่รายล้อมเธอ และนมัสการ อธิษฐาน และห้องนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ญาติของสมาชิกในคริสตจักรของดาเมียนก็กำลังจะเสียชีวิตเช่นกัน จิตใจที่แข็งกระด้างของเขาทำให้เขามีชีวิตที่ยากลำบาก และครอบครัวที่ยุ่งเหยิงของเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลจากการตัดสินใจที่แย่และการกระทำที่ไม่ถูกต้องของเขา ความแตกต่างในบรรยากาศทั้งสองแบบสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการใช้ชีวิตของคนทั้งสอง
ผู้ที่ไม่ได้พิจารณาว่าชีวิตของตนกำลังมุ่งหน้าไปทางไหนมักจะพบว่าพวกเขาติดอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด ไม่พึงประสงค์ และโดดเดี่ยว สุภาษิต 14:12 บันทึกไว้ว่า “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา” ไม่ว่าเด็กหรือคนชรา คนป่วยหรือสุขภาพดี คนรวยหรือยากจน ล้วนยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนการดำเนินชีวิตของเราใหม่ เส้นทางนี้จะนำเราไปสู่ที่ใด พระเจ้าทรงได้รับเกียรติหรือไม่ คนอื่นได้รับการช่วยเหลือหรือได้รับความวุ่นวาย เป็นเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่
การเลือกมีความสำคัญ และพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงช่วยเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อเราหันไปหาพระองค์ผ่านทางองค์พระบุตร คือพระเยซูผู้ตรัสว่า “จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28)
มีสิ่งใดในเส้นทางชีวิตของคุณที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบซ้ำหรือต้องได้รับการแก้ไข สิ่งใดขัดขวางคุณไม่ให้ทูลขอความช่วยเหลือและความกล้าหาญจากพระเจ้าเพื่อทำการแก้ไข
ข้าแต่พระเยซู พระองค์คือแหล่งแห่งชีวิต ขอโปรดประทานความกล้าหาญและกำลังแก่ข้าพระองค์เพื่อจะยอมจำนนชีวิตแด่พระองค์และทำสิ่งที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา [ สุภาษิต 14:12 ]
ศิษยาภิบาลดาเมียนวางแผนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยหนักสองคนซึ่งเลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน ที่โรงพยาบาลแห่งแรกเป็นผู้หญิงซึ่งได้รับความรักจากครอบครัว การบริการชุมช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.12.5 “คุณค่าของฉันคืออะไร?”</title>
      <itunes:episode>12</itunes:episode>
      <podcast:episode>12</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.12.5 “คุณค่าของฉันคืออะไร?”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e006092b-ee1a-4160-ac83-520c2ecb75db</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/63a3be01</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12.5 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราไปด้วยกัน</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12.5 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราไปด้วยกัน</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 16 Apr 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/63a3be01/6bb4acfc.mp3" length="22280565" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/xej9cg7AZzeYDDBV8ZIMO-WsR0oaabF-vn9OZdpqISU/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS84MjU2/YzNhMTI3NWIwNjhm/Y2IzZDU5NDQzMDI1/MTY5MS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1393</itunes:duration>
      <itunes:summary>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12.5 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราไปด้วยกัน

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12.5 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พร้อมลุยเพื่อพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พร้อมลุยเพื่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">acd84e7b-ee77-424c-8f74-b423fc87009b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bc6ef8c0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้า...ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น [ เอเฟซัส 4:1 ]</p>
<p>หนังสือเรื่องทีมเงาอัจฉริยะ (Hidden Figures) เล่าถึงการเตรียมตัวของจอห์น เกล็นในการบินสู่อวกาศ ในปีค.ศ. 1962 คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ซึ่งอาจยังมีข้อบกพร่องอยู่ เกล็นไม่ไว้ใจพวกมันและกังวลเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลขสำหรับการปล่อยยาน เขารู้จักผู้หญิงอัจฉริยะคนหนึ่งในห้องด้านหลังที่สามารถคำนวณตัวเลขเหล่านั้นได้ เขาเชื่อใจเธอ “ถ้าเธอบอกว่าตัวเลขถูกต้อง” เกล็นกล่าว “ผมก็พร้อมลุย”</p>
<p>แคทเธอรีน จอห์นสันเป็นครูและคุณแม่ลูกสาม เธอรักพระเยซูและรับใช้ในคริสตจักรของเธอ พระเจ้าทรงอวยพรให้แคทเธอรีนมีสมองที่พิเศษ นาซ่าได้ทาบทามเธอให้มาช่วยในโครงการอวกาศในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 เธอคือ “ผู้หญิงฉลาด” หนึ่งใน “มนุษย์สมองกล” ที่่พวกเขาว่าจ้างในเวลานั้น</p>
<p>เราอาจไม่ได้ถูกเรียกให้เป็นนักคำนวณที่ฉลาดหลักแหลม แต่พระเจ้าทรงเรียกเราทั้งหลายเพื่อสิ่งอื่น “พระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคนตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้” (อฟ.4:7) เราต้อง “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1) เราเป็นอวัยวะของร่างกายที่ “ทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสม” (ข้อ 16)</p>
<p>การคำนวณของแคทเธอรีนยืนยันแนววิถีโคจร การทะยานสู่วงโคจรของเกล็นประสบความสำเร็จอย่างงดงามชนิดที่เรียกได้ว่า “เข้าเป้า” แต่นี่เป็นเพียงการทรงเรียกหนึ่งในหลายๆอย่างของแคทเธอรีน เธอยังถูกเรียกให้เป็นแม่ ครู และผู้รับใช้ในคริสตจักรด้วย เราอาจต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้ทำอะไรไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือใหญ่โต เรา “พร้อมลุย” โดยใช้ของประทานแห่งพระคุณที่ทรงมอบให้ และ “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1) หรือไม่</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำสิ่งใด พระองค์ประทานของประทานอะไรแก่คุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์น้อมรับสิ่งที่พระองค์ประทานให้และดำเนินชีวิตที่มีค่าสมกับการทรงเรียกของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้า...ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น [ เอเฟซัส 4:1 ]</p>
<p>หนังสือเรื่องทีมเงาอัจฉริยะ (Hidden Figures) เล่าถึงการเตรียมตัวของจอห์น เกล็นในการบินสู่อวกาศ ในปีค.ศ. 1962 คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ซึ่งอาจยังมีข้อบกพร่องอยู่ เกล็นไม่ไว้ใจพวกมันและกังวลเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลขสำหรับการปล่อยยาน เขารู้จักผู้หญิงอัจฉริยะคนหนึ่งในห้องด้านหลังที่สามารถคำนวณตัวเลขเหล่านั้นได้ เขาเชื่อใจเธอ “ถ้าเธอบอกว่าตัวเลขถูกต้อง” เกล็นกล่าว “ผมก็พร้อมลุย”</p>
<p>แคทเธอรีน จอห์นสันเป็นครูและคุณแม่ลูกสาม เธอรักพระเยซูและรับใช้ในคริสตจักรของเธอ พระเจ้าทรงอวยพรให้แคทเธอรีนมีสมองที่พิเศษ นาซ่าได้ทาบทามเธอให้มาช่วยในโครงการอวกาศในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 เธอคือ “ผู้หญิงฉลาด” หนึ่งใน “มนุษย์สมองกล” ที่่พวกเขาว่าจ้างในเวลานั้น</p>
<p>เราอาจไม่ได้ถูกเรียกให้เป็นนักคำนวณที่ฉลาดหลักแหลม แต่พระเจ้าทรงเรียกเราทั้งหลายเพื่อสิ่งอื่น “พระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคนตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้” (อฟ.4:7) เราต้อง “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1) เราเป็นอวัยวะของร่างกายที่ “ทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสม” (ข้อ 16)</p>
<p>การคำนวณของแคทเธอรีนยืนยันแนววิถีโคจร การทะยานสู่วงโคจรของเกล็นประสบความสำเร็จอย่างงดงามชนิดที่เรียกได้ว่า “เข้าเป้า” แต่นี่เป็นเพียงการทรงเรียกหนึ่งในหลายๆอย่างของแคทเธอรีน เธอยังถูกเรียกให้เป็นแม่ ครู และผู้รับใช้ในคริสตจักรด้วย เราอาจต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้ทำอะไรไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือใหญ่โต เรา “พร้อมลุย” โดยใช้ของประทานแห่งพระคุณที่ทรงมอบให้ และ “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1) หรือไม่</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำสิ่งใด พระองค์ประทานของประทานอะไรแก่คุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์น้อมรับสิ่งที่พระองค์ประทานให้และดำเนินชีวิตที่มีค่าสมกับการทรงเรียกของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 15 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bc6ef8c0/2c896bba.mp3" length="12472485" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>780</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้า...ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น [ เอเฟซัส 4:1 ]
หนังสือเรื่องทีมเงาอัจฉริยะ (Hidden Figures) เล่าถึงการเตรียมตัวของจอห์น เกล็นในการบินสู่อวกาศ ในปีค.ศ. 1962 คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ซึ่งอาจยังมีข้อบกพร่องอยู่ เกล็นไม่ไว้ใจพวกมันและกังวลเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลขสำหรับการปล่อยยาน เขารู้จักผู้หญิงอัจฉริยะคนหนึ่งในห้องด้านหลังที่สามารถคำนวณตัวเลขเหล่านั้นได้ เขาเชื่อใจเธอ “ถ้าเธอบอกว่าตัวเลขถูกต้อง” เกล็นกล่าว “ผมก็พร้อมลุย”
แคทเธอรีน จอห์นสันเป็นครูและคุณแม่ลูกสาม เธอรักพระเยซูและรับใช้ในคริสตจักรของเธอ พระเจ้าทรงอวยพรให้แคทเธอรีนมีสมองที่พิเศษ นาซ่าได้ทาบทามเธอให้มาช่วยในโครงการอวกาศในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 เธอคือ “ผู้หญิงฉลาด” หนึ่งใน “มนุษย์สมองกล” ที่่พวกเขาว่าจ้างในเวลานั้น
เราอาจไม่ได้ถูกเรียกให้เป็นนักคำนวณที่ฉลาดหลักแหลม แต่พระเจ้าทรงเรียกเราทั้งหลายเพื่อสิ่งอื่น “พระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคนตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้” (อฟ.4:7) เราต้อง “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1) เราเป็นอวัยวะของร่างกายที่ “ทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสม” (ข้อ 16)
การคำนวณของแคทเธอรีนยืนยันแนววิถีโคจร การทะยานสู่วงโคจรของเกล็นประสบความสำเร็จอย่างงดงามชนิดที่เรียกได้ว่า “เข้าเป้า” แต่นี่เป็นเพียงการทรงเรียกหนึ่งในหลายๆอย่างของแคทเธอรีน เธอยังถูกเรียกให้เป็นแม่ ครู และผู้รับใช้ในคริสตจักรด้วย เราอาจต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้ทำอะไรไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือใหญ่โต เรา “พร้อมลุย” โดยใช้ของประทานแห่งพระคุณที่ทรงมอบให้ และ “ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1) หรือไม่
พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำสิ่งใด พระองค์ประทานของประทานอะไรแก่คุณ
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์น้อมรับสิ่งที่พระองค์ประทานให้และดำเนินชีวิตที่มีค่าสมกับการทรงเรียกของพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้า...ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น [ เอเฟซัส 4:1 ]
หนังสือเรื่องทีมเงาอัจฉริยะ (Hidden Figures) เล่าถึงการเตรียมตัวของจอห์น เกล็นในการบินสู่อวกาศ ในปีค.ศ. 1962 คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ซึ่งอาจยังมีข้อบกพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บ้านในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บ้านในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fcbfc25b-5ae8-495e-9936-d55d741b5b1e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4923be38</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา [ ยอห์น 14:3 ]</p>
<p>“ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” โดโรธีพูดและเคาะส้นรองเท้าสีทับทิมของเธอ ในเรื่องพ่อมดแห่งออซ เพียงทำแค่นั้นก็สามารถพาโดโรธีและโตโต้ออกจากออซกลับสู่บ้านของพวกเขาที่แคนซัสได้อย่างมหัศจรรย์</p>
<p>แต่โชคร้ายที่ไม่มีรองเท้าสีทับทิมมากพอสำหรับทุกคน แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกคิดถึงบ้านเหมือนโดโรธี แต่การที่จะเจอบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งนั้นบางครั้งก็ยากจะเป็นไปได้</p>
<p>หนึ่งในผลของการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือความรู้สึกแปลกแยก ความรู้สึกสงสัยว่าเราจะเจอที่ที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ความรู้สึกนี้อาจจะสะท้อนความจริงที่ลึกลงไปที่กล่าวไว้โดย ซี. เอส. ลูอิสว่า “ถ้าผมมีความปรารถนาที่ประสบการณ์ในโลกนี้ไม่สามารถเติมเต็มให้ได้แล้ว คำอธิบายที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเพราะผมถูกสร้างมาเพื่ออีกโลกหนึ่ง”</p>
<p>ในคืนก่อนจะไปที่ไม้กางเขน พระเยซูทรงย้ำกับสหายของพระองค์ถึงบ้านหลังนั้นว่า “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย” (ยน.14:2) คือบ้านที่เราจะได้รับการต้อนรับและเป็นที่รัก</p>
<p>แต่เราจะพบบ้านนั้นในเวลานี้ได้เช่นกัน เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวคริสตจักรของพระเจ้า และเรามีชีวิตในชุมชนร่วมกับพี่ชายและน้องสาวในพระคริสต์ เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสันติสุขและความเปรมปรีดิ์ของพระองค์ได้ จนกว่าจะถึงวันนั้นที่พระเยซูพาเราไปยังบ้านที่หัวใจของเราโหยหา เราอยู่ในบ้านกับพระองค์เสมอ</p>
<p><em>สิ่งใดทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านและเพราะเหตุใด การได้รู้ว่าพระเยซูจะนำคุณไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ช่วยให้คุณใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าแห่งความรักและเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ รอคอยการได้ไปอยู่บ้านกับพระองค์ ในการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา [ ยอห์น 14:3 ]</p>
<p>“ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” โดโรธีพูดและเคาะส้นรองเท้าสีทับทิมของเธอ ในเรื่องพ่อมดแห่งออซ เพียงทำแค่นั้นก็สามารถพาโดโรธีและโตโต้ออกจากออซกลับสู่บ้านของพวกเขาที่แคนซัสได้อย่างมหัศจรรย์</p>
<p>แต่โชคร้ายที่ไม่มีรองเท้าสีทับทิมมากพอสำหรับทุกคน แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกคิดถึงบ้านเหมือนโดโรธี แต่การที่จะเจอบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งนั้นบางครั้งก็ยากจะเป็นไปได้</p>
<p>หนึ่งในผลของการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือความรู้สึกแปลกแยก ความรู้สึกสงสัยว่าเราจะเจอที่ที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ความรู้สึกนี้อาจจะสะท้อนความจริงที่ลึกลงไปที่กล่าวไว้โดย ซี. เอส. ลูอิสว่า “ถ้าผมมีความปรารถนาที่ประสบการณ์ในโลกนี้ไม่สามารถเติมเต็มให้ได้แล้ว คำอธิบายที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเพราะผมถูกสร้างมาเพื่ออีกโลกหนึ่ง”</p>
<p>ในคืนก่อนจะไปที่ไม้กางเขน พระเยซูทรงย้ำกับสหายของพระองค์ถึงบ้านหลังนั้นว่า “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย” (ยน.14:2) คือบ้านที่เราจะได้รับการต้อนรับและเป็นที่รัก</p>
<p>แต่เราจะพบบ้านนั้นในเวลานี้ได้เช่นกัน เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวคริสตจักรของพระเจ้า และเรามีชีวิตในชุมชนร่วมกับพี่ชายและน้องสาวในพระคริสต์ เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสันติสุขและความเปรมปรีดิ์ของพระองค์ได้ จนกว่าจะถึงวันนั้นที่พระเยซูพาเราไปยังบ้านที่หัวใจของเราโหยหา เราอยู่ในบ้านกับพระองค์เสมอ</p>
<p><em>สิ่งใดทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านและเพราะเหตุใด การได้รู้ว่าพระเยซูจะนำคุณไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ช่วยให้คุณใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าแห่งความรักและเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ รอคอยการได้ไปอยู่บ้านกับพระองค์ ในการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 14 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4923be38/86bd3ceb.mp3" length="10082998" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>631</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา [ ยอห์น 14:3 ]
“ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” โดโรธีพูดและเคาะส้นรองเท้าสีทับทิมของเธอ ในเรื่องพ่อมดแห่งออซ เพียงทำแค่นั้นก็สามารถพาโดโรธีและโตโต้ออกจากออซกลับสู่บ้านของพวกเขาที่แคนซัสได้อย่างมหัศจรรย์
แต่โชคร้ายที่ไม่มีรองเท้าสีทับทิมมากพอสำหรับทุกคน แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกคิดถึงบ้านเหมือนโดโรธี แต่การที่จะเจอบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งนั้นบางครั้งก็ยากจะเป็นไปได้
หนึ่งในผลของการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วคือความรู้สึกแปลกแยก ความรู้สึกสงสัยว่าเราจะเจอที่ที่เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ความรู้สึกนี้อาจจะสะท้อนความจริงที่ลึกลงไปที่กล่าวไว้โดย ซี. เอส. ลูอิสว่า “ถ้าผมมีความปรารถนาที่ประสบการณ์ในโลกนี้ไม่สามารถเติมเต็มให้ได้แล้ว คำอธิบายที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเพราะผมถูกสร้างมาเพื่ออีกโลกหนึ่ง”
ในคืนก่อนจะไปที่ไม้กางเขน พระเยซูทรงย้ำกับสหายของพระองค์ถึงบ้านหลังนั้นว่า “ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย” (ยน.14:2) คือบ้านที่เราจะได้รับการต้อนรับและเป็นที่รัก
แต่เราจะพบบ้านนั้นในเวลานี้ได้เช่นกัน เราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวคริสตจักรของพระเจ้า และเรามีชีวิตในชุมชนร่วมกับพี่ชายและน้องสาวในพระคริสต์ เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสันติสุขและความเปรมปรีดิ์ของพระองค์ได้ จนกว่าจะถึงวันนั้นที่พระเยซูพาเราไปยังบ้านที่หัวใจของเราโหยหา เราอยู่ในบ้านกับพระองค์เสมอ
สิ่งใดทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านและเพราะเหตุใด การได้รู้ว่าพระเยซูจะนำคุณไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ช่วยให้คุณใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างไร
พระเจ้าแห่งความรักและเมตตา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ รอคอยการได้ไปอยู่บ้านกับพระองค์ ในการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา [ ยอห์น 14:3 ]
“ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” โดโรธีพูดและเคาะส้นรองเท้าสีทับทิมของเธอ ในเรื่องพ่อมดแห่งออซ เพียงทำแค่นั้นก็สามารถพาโดโรธีและโตโต้ออกจากออซกลับสู่บ้านของพวกเขาที่แคนซัสได้อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้ารู้ถึงความจำเป็นในชีวิตเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้ารู้ถึงความจำเป็นในชีวิตเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ebef077f-d671-4c24-b15b-8e67fd2fc2da</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/291c568c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า...ก่อน [ มัทธิว 6:33 ]</p>
<p>แลนโด้ ซึ่งเป็นคนขับรถจี๊ปนี่ (รถโดยสารสาธารณะประเภทหนึ่งในฟิลิปปินส์) ในกรุงมะนิลากำลังดื่มกาแฟอยู่ที่ร้านข้างถนน ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตเดินทางไปทำงานอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์ของโควิด19 เขาคิดในใจว่างานกีฬาวันนี้จะทำให้มีผู้โดยสารมากขึ้น ผมจะมีรายได้ที่หายไปคืนมา แล้วที่สุดก็จะได้หยุดกังวลสักที</p>
<p>เขากำลังจะเริ่มขับรถเมื่อมองเห็นรอนนี่บนม้านั่งใกล้ๆ คนกวาดถนนดูเหมือนกำลังมีปัญหา เหมือนเขาต้องการคุยกับใครสักคน แต่ทุกนาทีมีค่านะ แลนโด้นึกในใจ ยิ่งผู้โดยสารมาก ยิ่งได้เงินมาก ผมช้าไม่ได้หรอก แต่เขารู้สึกว่าพระเจ้าต้องการให้เขาเข้าไปหารอนนี่ และเขาก็ทำตาม</p>
<p>พระเยซูทรงรู้ว่าการไม่กังวลนั้นยากเพียงใด (มธ.6:25-27) พระองค์จึงยืนยันกับเราว่าพระบิดาในสวรรค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการ (ข้อ 32) เราได้รับการย้ำเตือนไม่ให้กังวล แต่ให้วางใจในพระองค์และทุ่มเททำในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราทำ (ข้อ 31-33) เมื่อเรายอมรับและเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาของเราผู้ทรง “ตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ” จะจัดเตรียมให้แก่เราตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดังที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมให้กับบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น (ข้อ 30)</p>
<p>เพราะบทสนทนาของแลนโด้กับรอนนี่ คนกวาดถนนผู้นี้จึงได้อธิษฐานเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ในที่สุด “และพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมผู้โดยสารให้เพียงพอในวันนั้นด้วย” แลนโด้แบ่งปันว่า “พระองค์ย้ำเตือนกับผมว่าพระองค์ทรงใส่ใจในความจำเป็นของผม และสิ่งที่ผมควรห่วงคือการติดตามพระองค์”</p>
<p><em>ความกังวลใดที่หนักอยู่ในใจของคุณ คุณจะทำสิ่งใดเพื่อมอบความกังวลไว้กับพระเจ้า</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะห่วงใยและจัดเตรียมให้กับข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า...ก่อน [ มัทธิว 6:33 ]</p>
<p>แลนโด้ ซึ่งเป็นคนขับรถจี๊ปนี่ (รถโดยสารสาธารณะประเภทหนึ่งในฟิลิปปินส์) ในกรุงมะนิลากำลังดื่มกาแฟอยู่ที่ร้านข้างถนน ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตเดินทางไปทำงานอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์ของโควิด19 เขาคิดในใจว่างานกีฬาวันนี้จะทำให้มีผู้โดยสารมากขึ้น ผมจะมีรายได้ที่หายไปคืนมา แล้วที่สุดก็จะได้หยุดกังวลสักที</p>
<p>เขากำลังจะเริ่มขับรถเมื่อมองเห็นรอนนี่บนม้านั่งใกล้ๆ คนกวาดถนนดูเหมือนกำลังมีปัญหา เหมือนเขาต้องการคุยกับใครสักคน แต่ทุกนาทีมีค่านะ แลนโด้นึกในใจ ยิ่งผู้โดยสารมาก ยิ่งได้เงินมาก ผมช้าไม่ได้หรอก แต่เขารู้สึกว่าพระเจ้าต้องการให้เขาเข้าไปหารอนนี่ และเขาก็ทำตาม</p>
<p>พระเยซูทรงรู้ว่าการไม่กังวลนั้นยากเพียงใด (มธ.6:25-27) พระองค์จึงยืนยันกับเราว่าพระบิดาในสวรรค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการ (ข้อ 32) เราได้รับการย้ำเตือนไม่ให้กังวล แต่ให้วางใจในพระองค์และทุ่มเททำในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราทำ (ข้อ 31-33) เมื่อเรายอมรับและเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาของเราผู้ทรง “ตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ” จะจัดเตรียมให้แก่เราตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดังที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมให้กับบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น (ข้อ 30)</p>
<p>เพราะบทสนทนาของแลนโด้กับรอนนี่ คนกวาดถนนผู้นี้จึงได้อธิษฐานเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ในที่สุด “และพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมผู้โดยสารให้เพียงพอในวันนั้นด้วย” แลนโด้แบ่งปันว่า “พระองค์ย้ำเตือนกับผมว่าพระองค์ทรงใส่ใจในความจำเป็นของผม และสิ่งที่ผมควรห่วงคือการติดตามพระองค์”</p>
<p><em>ความกังวลใดที่หนักอยู่ในใจของคุณ คุณจะทำสิ่งใดเพื่อมอบความกังวลไว้กับพระเจ้า</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะห่วงใยและจัดเตรียมให้กับข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 13 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/291c568c/9d9bcc34.mp3" length="12267711" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>767</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า...ก่อน [ มัทธิว 6:33 ]
แลนโด้ ซึ่งเป็นคนขับรถจี๊ปนี่ (รถโดยสารสาธารณะประเภทหนึ่งในฟิลิปปินส์) ในกรุงมะนิลากำลังดื่มกาแฟอยู่ที่ร้านข้างถนน ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตเดินทางไปทำงานอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์ของโควิด19 เขาคิดในใจว่างานกีฬาวันนี้จะทำให้มีผู้โดยสารมากขึ้น ผมจะมีรายได้ที่หายไปคืนมา แล้วที่สุดก็จะได้หยุดกังวลสักที
เขากำลังจะเริ่มขับรถเมื่อมองเห็นรอนนี่บนม้านั่งใกล้ๆ คนกวาดถนนดูเหมือนกำลังมีปัญหา เหมือนเขาต้องการคุยกับใครสักคน แต่ทุกนาทีมีค่านะ แลนโด้นึกในใจ ยิ่งผู้โดยสารมาก ยิ่งได้เงินมาก ผมช้าไม่ได้หรอก แต่เขารู้สึกว่าพระเจ้าต้องการให้เขาเข้าไปหารอนนี่ และเขาก็ทำตาม
พระเยซูทรงรู้ว่าการไม่กังวลนั้นยากเพียงใด (มธ.6:25-27) พระองค์จึงยืนยันกับเราว่าพระบิดาในสวรรค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการ (ข้อ 32) เราได้รับการย้ำเตือนไม่ให้กังวล แต่ให้วางใจในพระองค์และทุ่มเททำในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราทำ (ข้อ 31-33) เมื่อเรายอมรับและเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า เรามั่นใจได้ว่าพระบิดาของเราผู้ทรง “ตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ” จะจัดเตรียมให้แก่เราตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดังที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมให้กับบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น (ข้อ 30)
เพราะบทสนทนาของแลนโด้กับรอนนี่ คนกวาดถนนผู้นี้จึงได้อธิษฐานเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ในที่สุด “และพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมผู้โดยสารให้เพียงพอในวันนั้นด้วย” แลนโด้แบ่งปันว่า “พระองค์ย้ำเตือนกับผมว่าพระองค์ทรงใส่ใจในความจำเป็นของผม และสิ่งที่ผมควรห่วงคือการติดตามพระองค์”
ความกังวลใดที่หนักอยู่ในใจของคุณ คุณจะทำสิ่งใดเพื่อมอบความกังวลไว้กับพระเจ้า
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะห่วงใยและจัดเตรียมให้กับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า...ก่อน [ มัทธิว 6:33 ]
แลนโด้ ซึ่งเป็นคนขับรถจี๊ปนี่ (รถโดยสารสาธารณะประเภทหนึ่งในฟิลิปปินส์) ในกรุงมะนิลากำลังดื่มกาแฟอยู่ที่ร้านข้างถนน ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตเดินทางไปทำงานอีกครั้งหลังจากการล็อกดาวน์ของโควิด19 เขาคิดในใจว่างานกีฬา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าแห่งความเป็นระเบียบ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าแห่งความเป็นระเบียบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6b53c16c-19e0-4224-94b1-dc055f4591e9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ce5ed672</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น [ ปฐมกาล 1:2 ]</p>
<p>เซทกินยาทั้งหมดที่เขาพบในตู้ยา ชีวิตเขายุ่งเหยิงเพราะเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ความแตกสลายและสับสนไม่เป็นระเบียบ แม่ของเขาถูกพ่อทำร้ายเป็นประจำจนกระทั่งพ่อจบชีวิตตัวเองลง และตอนนี้เซทอยากจะ “จบ” ชีวิตของเขาเช่นกัน แต่แล้วความคิดก็ผุดขึ้นมา ผมจะไปที่ไหนเมื่อตายแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า เซทไม่ได้ตายในวันนั้น และไม่นานหลังจากได้เรียนพระคัมภีร์กับเพื่อน เขาก็ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ส่วนหนึ่งที่นำให้ เซทเข้าหาพระเจ้าเพราะเขาเห็นความงามและความเป็นระเบียบของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เขาพูดว่า “ผม…เห็นสิ่งที่สวยงามมาก มีใครบางคนสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา”</p>
<p>ในปฐมกาลบทที่ 1 เราได้อ่านถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และแม้ว่า “แผ่นดินก็ว่างเปล่า” (ข้อ 2) พระองค์ได้ทรงให้เกิดมีความเป็นระเบียบขึ้น พระองค์ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ข้อ 4) ทรงวางแผ่นดินไว้ท่ามกลางทะเล (ข้อ 10) และสร้างพืชและสัตว์ ”ตามชนิด” ของมัน (ข้อ 11-12, 21, 24-25) พระเจ้าผู้ทรง “สร้างฟ้าสวรรค์…ทรงปั้นแต่งและสร้างโลก ทรงสถาปนามันไว้” (อสย.45:18 TNCV) ยังทรงนำสันติสุขและระเบียบมาสู่คนที่ยอมจำนนต่อพระคริสต์ อย่างที่เซทได้เรียนรู้แล้วนั้น</p>
<p>ชีวิตอาจยุ่งเหยิงและมีอุปสรรค แต่จงสรรเสริญพระเจ้าที่พระองค์ไม่ใช่ “พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข” (1คร.14:33) จงร้องทูลต่อพระองค์ในวันนี้ และขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามองเห็นความงามและความเป็นระเบียบที่พระองค์เท่านั้นทรงประทานให้ได้</p>
<p><em>คุณกำลังเจอกับความวุ่นวายใดในชีวิต พระเจ้าทรงช่วยคุณจัดระเบียบและนำสันติสุขมาสู่ความวุ่นวายนั้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ขอบพระคุณสำหรับสันติสุขและความเป็นระเบียบ ที่พระองค์เท่านั้นทรงประทานให้ได้ สิ่งที่แตกสลายกลายเป็นสิ่งสวยงามโดยพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น [ ปฐมกาล 1:2 ]</p>
<p>เซทกินยาทั้งหมดที่เขาพบในตู้ยา ชีวิตเขายุ่งเหยิงเพราะเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ความแตกสลายและสับสนไม่เป็นระเบียบ แม่ของเขาถูกพ่อทำร้ายเป็นประจำจนกระทั่งพ่อจบชีวิตตัวเองลง และตอนนี้เซทอยากจะ “จบ” ชีวิตของเขาเช่นกัน แต่แล้วความคิดก็ผุดขึ้นมา ผมจะไปที่ไหนเมื่อตายแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า เซทไม่ได้ตายในวันนั้น และไม่นานหลังจากได้เรียนพระคัมภีร์กับเพื่อน เขาก็ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ส่วนหนึ่งที่นำให้ เซทเข้าหาพระเจ้าเพราะเขาเห็นความงามและความเป็นระเบียบของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เขาพูดว่า “ผม…เห็นสิ่งที่สวยงามมาก มีใครบางคนสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา”</p>
<p>ในปฐมกาลบทที่ 1 เราได้อ่านถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และแม้ว่า “แผ่นดินก็ว่างเปล่า” (ข้อ 2) พระองค์ได้ทรงให้เกิดมีความเป็นระเบียบขึ้น พระองค์ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ข้อ 4) ทรงวางแผ่นดินไว้ท่ามกลางทะเล (ข้อ 10) และสร้างพืชและสัตว์ ”ตามชนิด” ของมัน (ข้อ 11-12, 21, 24-25) พระเจ้าผู้ทรง “สร้างฟ้าสวรรค์…ทรงปั้นแต่งและสร้างโลก ทรงสถาปนามันไว้” (อสย.45:18 TNCV) ยังทรงนำสันติสุขและระเบียบมาสู่คนที่ยอมจำนนต่อพระคริสต์ อย่างที่เซทได้เรียนรู้แล้วนั้น</p>
<p>ชีวิตอาจยุ่งเหยิงและมีอุปสรรค แต่จงสรรเสริญพระเจ้าที่พระองค์ไม่ใช่ “พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข” (1คร.14:33) จงร้องทูลต่อพระองค์ในวันนี้ และขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามองเห็นความงามและความเป็นระเบียบที่พระองค์เท่านั้นทรงประทานให้ได้</p>
<p><em>คุณกำลังเจอกับความวุ่นวายใดในชีวิต พระเจ้าทรงช่วยคุณจัดระเบียบและนำสันติสุขมาสู่ความวุ่นวายนั้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ขอบพระคุณสำหรับสันติสุขและความเป็นระเบียบ ที่พระองค์เท่านั้นทรงประทานให้ได้ สิ่งที่แตกสลายกลายเป็นสิ่งสวยงามโดยพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 12 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ce5ed672/50b50c7d.mp3" length="11017163" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น [ ปฐมกาล 1:2 ]
เซทกินยาทั้งหมดที่เขาพบในตู้ยา ชีวิตเขายุ่งเหยิงเพราะเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ความแตกสลายและสับสนไม่เป็นระเบียบ แม่ของเขาถูกพ่อทำร้ายเป็นประจำจนกระทั่งพ่อจบชีวิตตัวเองลง และตอนนี้เซทอยากจะ “จบ” ชีวิตของเขาเช่นกัน แต่แล้วความคิดก็ผุดขึ้นมา ผมจะไปที่ไหนเมื่อตายแล้ว ด้วยพระคุณของพระเจ้า เซทไม่ได้ตายในวันนั้น และไม่นานหลังจากได้เรียนพระคัมภีร์กับเพื่อน เขาก็ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ส่วนหนึ่งที่นำให้ เซทเข้าหาพระเจ้าเพราะเขาเห็นความงามและความเป็นระเบียบของสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เขาพูดว่า “ผม…เห็นสิ่งที่สวยงามมาก มีใครบางคนสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา”
ในปฐมกาลบทที่ 1 เราได้อ่านถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และแม้ว่า “แผ่นดินก็ว่างเปล่า” (ข้อ 2) พระองค์ได้ทรงให้เกิดมีความเป็นระเบียบขึ้น พระองค์ “ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด” (ข้อ 4) ทรงวางแผ่นดินไว้ท่ามกลางทะเล (ข้อ 10) และสร้างพืชและสัตว์ ”ตามชนิด” ของมัน (ข้อ 11-12, 21, 24-25) พระเจ้าผู้ทรง “สร้างฟ้าสวรรค์…ทรงปั้นแต่งและสร้างโลก ทรงสถาปนามันไว้” (อสย.45:18 TNCV) ยังทรงนำสันติสุขและระเบียบมาสู่คนที่ยอมจำนนต่อพระคริสต์ อย่างที่เซทได้เรียนรู้แล้วนั้น
ชีวิตอาจยุ่งเหยิงและมีอุปสรรค แต่จงสรรเสริญพระเจ้าที่พระองค์ไม่ใช่ “พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข” (1คร.14:33) จงร้องทูลต่อพระองค์ในวันนี้ และขอพระองค์ทรงช่วยให้เรามองเห็นความงามและความเป็นระเบียบที่พระองค์เท่านั้นทรงประทานให้ได้
คุณกำลังเจอกับความวุ่นวายใดในชีวิต พระเจ้าทรงช่วยคุณจัดระเบียบและนำสันติสุขมาสู่ความวุ่นวายนั้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ขอบพระคุณสำหรับสันติสุขและความเป็นระเบียบ ที่พระองค์เท่านั้นทรงประทานให้ได้ สิ่งที่แตกสลายกลายเป็นสิ่งสวยงามโดยพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น [ ปฐมกาล 1:2 ]
เซทกินยาทั้งหมดที่เขาพบในตู้ยา ชีวิตเขายุ่งเหยิงเพราะเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ความแตกสลายและสับสนไม่เป็นระเบียบ แม่ของเขาถูกพ่อทำร้ายเป็นประจำจนกระทั่งพ่อจบชีว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทูตแห่งสันติของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทูตแห่งสันติของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">67af406d-e991-4f9c-b4fa-f4a3ba349323</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4602913c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนอยู่กับเปาโลตรัสว่า “เจ้าจงมีใจกล้าเถิดเพราะว่าเจ้าได้เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มฉันใด เจ้าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมฉันนั้น” [ กิจการ 23:11 ]</p>
<p>นอร่าไปเข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติเพราะเธอรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อปัญหาเรื่องความยุติธรรม การประท้วงเกิดขึ้นเงียบๆตามที่วางแผนไว้ ผู้ประท้วงเดินผ่านใจกลางเมืองด้วยความเงียบอันทรงพลัง</p>
<p>แล้วรถบัสสองคันก็มาจอด ผู้ก่อกวนจากนอกเมืองมาถึง การจลาจลเกิดขึ้นตามมา นอร่าจึงออกมาด้วยความผิดหวัง ดูเหมือนว่าความตั้งใจดีของพวกเขาไม่เกิดผล</p>
<p>เมื่ออัครทูตเปาโลไปเยี่ยมวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม บรรดาคนที่ต่อต้านท่านเห็นท่านที่นั่น พวกเขา “มาจากแคว้นเอเชีย” (กจ.21:27) และมองว่าพระเยซูเป็นศัตรูต่อวิถีชีวิตของพวกเขา พวกเขาป่าวประกาศข่าวลือและเรื่องโกหกเกี่ยวกับเปาโลซึ่งก่อปัญหาขึ้นอย่างรวดเร็ว (ข้อ 28-29) ฝูงชนลากเปาโลออกจากพระวิหารและทุบตีท่าน ทหารพากันวิ่งมา</p>
<p>เมื่อเปาโลถูกจับ ท่านขอนายพันชาวโรมันเพื่อจะพูดกับประชาชน (ข้อ 37-38) เมื่อได้รับอนุญาต ท่านพูดกับประชาชนด้วยภาษาของพวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจและรู้สึกสนใจ (ข้อ 40) และด้วยวิธีนั้น เปาโลได้เปลี่ยนการจลาจลให้เป็นโอกาสที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่ท่านได้รับการช่วยกู้จากศาสนาที่ตายไปแล้ว (22:2-21)</p>
<p>คนบางคนรักความรุนแรงและการแบ่งแยก จงอย่าท้อใจ พวกเขาจะไม่ชนะ พระเจ้าทรงมองหาผู้เชื่อที่กล้าหาญซึ่งจะแบ่งปันแสงสว่างและสันติสุขของพระองค์ให้แก่โลกที่สิ้นหวังของเรา สิ่งที่ดูเหมือนเป็นวิกฤตอาจจะเป็นโอกาสให้คุณได้สำแดงความรักของพระเจ้ากับใครบางคนก็เป็นได้</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณเคยตกอยู่ในวิกฤตที่ดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับคุณ คุณคิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้คุณมีสติปัญญาที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา หัวใจข้าพระองค์เจ็บปวดเพราะโลกที่แตกสลายนี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ว่า การสถิตอยู่ขององค์พระวิญญาณมีฤทธิ์อำนาจมากยิ่งกว่าทุกการจู่โจมที่มาจากโลกนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนอยู่กับเปาโลตรัสว่า “เจ้าจงมีใจกล้าเถิดเพราะว่าเจ้าได้เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มฉันใด เจ้าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมฉันนั้น” [ กิจการ 23:11 ]</p>
<p>นอร่าไปเข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติเพราะเธอรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อปัญหาเรื่องความยุติธรรม การประท้วงเกิดขึ้นเงียบๆตามที่วางแผนไว้ ผู้ประท้วงเดินผ่านใจกลางเมืองด้วยความเงียบอันทรงพลัง</p>
<p>แล้วรถบัสสองคันก็มาจอด ผู้ก่อกวนจากนอกเมืองมาถึง การจลาจลเกิดขึ้นตามมา นอร่าจึงออกมาด้วยความผิดหวัง ดูเหมือนว่าความตั้งใจดีของพวกเขาไม่เกิดผล</p>
<p>เมื่ออัครทูตเปาโลไปเยี่ยมวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม บรรดาคนที่ต่อต้านท่านเห็นท่านที่นั่น พวกเขา “มาจากแคว้นเอเชีย” (กจ.21:27) และมองว่าพระเยซูเป็นศัตรูต่อวิถีชีวิตของพวกเขา พวกเขาป่าวประกาศข่าวลือและเรื่องโกหกเกี่ยวกับเปาโลซึ่งก่อปัญหาขึ้นอย่างรวดเร็ว (ข้อ 28-29) ฝูงชนลากเปาโลออกจากพระวิหารและทุบตีท่าน ทหารพากันวิ่งมา</p>
<p>เมื่อเปาโลถูกจับ ท่านขอนายพันชาวโรมันเพื่อจะพูดกับประชาชน (ข้อ 37-38) เมื่อได้รับอนุญาต ท่านพูดกับประชาชนด้วยภาษาของพวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจและรู้สึกสนใจ (ข้อ 40) และด้วยวิธีนั้น เปาโลได้เปลี่ยนการจลาจลให้เป็นโอกาสที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่ท่านได้รับการช่วยกู้จากศาสนาที่ตายไปแล้ว (22:2-21)</p>
<p>คนบางคนรักความรุนแรงและการแบ่งแยก จงอย่าท้อใจ พวกเขาจะไม่ชนะ พระเจ้าทรงมองหาผู้เชื่อที่กล้าหาญซึ่งจะแบ่งปันแสงสว่างและสันติสุขของพระองค์ให้แก่โลกที่สิ้นหวังของเรา สิ่งที่ดูเหมือนเป็นวิกฤตอาจจะเป็นโอกาสให้คุณได้สำแดงความรักของพระเจ้ากับใครบางคนก็เป็นได้</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณเคยตกอยู่ในวิกฤตที่ดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับคุณ คุณคิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้คุณมีสติปัญญาที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา หัวใจข้าพระองค์เจ็บปวดเพราะโลกที่แตกสลายนี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ว่า การสถิตอยู่ขององค์พระวิญญาณมีฤทธิ์อำนาจมากยิ่งกว่าทุกการจู่โจมที่มาจากโลกนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 11 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4602913c/3b705dcd.mp3" length="12351281" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>772</itunes:duration>
      <itunes:summary>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนอยู่กับเปาโลตรัสว่า “เจ้าจงมีใจกล้าเถิดเพราะว่าเจ้าได้เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มฉันใด เจ้าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมฉันนั้น” [ กิจการ 23:11 ]
นอร่าไปเข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติเพราะเธอรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อปัญหาเรื่องความยุติธรรม การประท้วงเกิดขึ้นเงียบๆตามที่วางแผนไว้ ผู้ประท้วงเดินผ่านใจกลางเมืองด้วยความเงียบอันทรงพลัง
แล้วรถบัสสองคันก็มาจอด ผู้ก่อกวนจากนอกเมืองมาถึง การจลาจลเกิดขึ้นตามมา นอร่าจึงออกมาด้วยความผิดหวัง ดูเหมือนว่าความตั้งใจดีของพวกเขาไม่เกิดผล
เมื่ออัครทูตเปาโลไปเยี่ยมวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม บรรดาคนที่ต่อต้านท่านเห็นท่านที่นั่น พวกเขา “มาจากแคว้นเอเชีย” (กจ.21:27) และมองว่าพระเยซูเป็นศัตรูต่อวิถีชีวิตของพวกเขา พวกเขาป่าวประกาศข่าวลือและเรื่องโกหกเกี่ยวกับเปาโลซึ่งก่อปัญหาขึ้นอย่างรวดเร็ว (ข้อ 28-29) ฝูงชนลากเปาโลออกจากพระวิหารและทุบตีท่าน ทหารพากันวิ่งมา
เมื่อเปาโลถูกจับ ท่านขอนายพันชาวโรมันเพื่อจะพูดกับประชาชน (ข้อ 37-38) เมื่อได้รับอนุญาต ท่านพูดกับประชาชนด้วยภาษาของพวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจและรู้สึกสนใจ (ข้อ 40) และด้วยวิธีนั้น เปาโลได้เปลี่ยนการจลาจลให้เป็นโอกาสที่จะแบ่งปันเรื่องราวที่ท่านได้รับการช่วยกู้จากศาสนาที่ตายไปแล้ว (22:2-21)
คนบางคนรักความรุนแรงและการแบ่งแยก จงอย่าท้อใจ พวกเขาจะไม่ชนะ พระเจ้าทรงมองหาผู้เชื่อที่กล้าหาญซึ่งจะแบ่งปันแสงสว่างและสันติสุขของพระองค์ให้แก่โลกที่สิ้นหวังของเรา สิ่งที่ดูเหมือนเป็นวิกฤตอาจจะเป็นโอกาสให้คุณได้สำแดงความรักของพระเจ้ากับใครบางคนก็เป็นได้
เมื่อใดที่คุณเคยตกอยู่ในวิกฤตที่ดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับคุณ คุณคิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยให้คุณมีสติปัญญาที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร
พระบิดา หัวใจข้าพระองค์เจ็บปวดเพราะโลกที่แตกสลายนี้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รู้ว่า การสถิตอยู่ขององค์พระวิญญาณมีฤทธิ์อำนาจมากยิ่งกว่าทุกการจู่โจมที่มาจากโลกนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนอยู่กับเปาโลตรัสว่า “เจ้าจงมีใจกล้าเถิดเพราะว่าเจ้าได้เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็มฉันใด เจ้าจะต้องเป็นพยานในกรุงโรมฉันนั้น” [ กิจการ 23:11 ]
นอร่าไปเข้าร่วมการประท้วงอย่างสันติเพราะเธอรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อปัญหาเรื่องความยุติธรรม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทุ่งหญ้าร้องเพลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทุ่งหญ้าร้องเพลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4185a3e2-dd34-4c24-8b85-6d610369e159</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aafc2f5c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หุบเขาพราวไปด้วยข้าว เขาโห่และร้องเพลงพร้อมกันด้วยความชื่นบาน [ สดุดี 65:13 ]</p>
<p>ฉันมักหยอกล้อแม่สามีด้วยความรักอยู่บ่อยๆในเรื่องที่เธอสามารถพูดคุยกับสุนัขของเธอได้ เธอตอบสนองต่อเสียงเห่าของพวกมันด้วยความเข้าใจจากความรัก และเธอกับเจ้าของสุนัขจากทุกมุมโลกอาจฟังเสียงเจ้าตูบหัวเราะด้วยก็เป็นได้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสัตว์หลายชนิดรวมทั้ง สุนัข วัว สุนัขจิ้งจอก แมวน้ำ และนกแก้ว ล้วนมี “พฤติกรรมการเล่นเสียง” หรือที่รู้กันว่าเป็นเสียงหัวเราะ การระบุเสียงเหล่านี้จะช่วยแยกความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการเล่นของสัตว์กับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการต่อสู้กันในมุมมองของมนุษย์</p>
<p>การหัวเราะและการแสดงความสุขของสัตว์ ทำให้เราได้เห็นภาพอันน่าชื่นชมยินดีว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างอื่นๆมีวิธีสรรเสริญพระเจ้าตามวิถีของมันอย่างไร เมื่อกษัตริย์ดาวิดมองดูสิ่งรอบตัว ท่านได้เห็นว่า “เนินเขาคาดเอวด้วยความชื่นบาน” และป่าพงกับหุบเขา “โห่ร้อง” ด้วยความชื่นบาน (สดด.65:12-13) ดาวิดระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงดูแลและทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทรงประทานทั้งความงามและการค้ำจุนดูแล</p>
<p>แม้สิ่งรอบตัวเราจะไม่ได้ “ร้องเพลง” ออกมาจริงๆ แต่ทุกสิ่งเป็นพยานถึงพระเจ้าที่ยังทรงกระทำกิจอยู่ในการทรงสร้างของพระองค์ และในทางกลับกันก็ได้เชิญชวนให้เราสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงของเรา ขอให้เราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ผู้ที่อยู่ในเขตแผ่นดินโลก” จง “เกรงกลัวต่อหมายสำคัญของพระองค์” และตอบสนองต่อพระองค์ด้วย “[บทเพลงแห่ง]ความชื่นบาน” (ข้อ 8 TNCV) เราวางใจได้ว่าพระองค์ทรงสดับฟังและเข้าใจเสียงเหล่านั้น</p>
<p><em>สิ่งรอบตัวคุณหนุนใจให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร คุณได้เห็นสิ่งที่เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ที่ใดอีกบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับการทรงสร้างอันไม่สิ้นสุดของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หุบเขาพราวไปด้วยข้าว เขาโห่และร้องเพลงพร้อมกันด้วยความชื่นบาน [ สดุดี 65:13 ]</p>
<p>ฉันมักหยอกล้อแม่สามีด้วยความรักอยู่บ่อยๆในเรื่องที่เธอสามารถพูดคุยกับสุนัขของเธอได้ เธอตอบสนองต่อเสียงเห่าของพวกมันด้วยความเข้าใจจากความรัก และเธอกับเจ้าของสุนัขจากทุกมุมโลกอาจฟังเสียงเจ้าตูบหัวเราะด้วยก็เป็นได้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสัตว์หลายชนิดรวมทั้ง สุนัข วัว สุนัขจิ้งจอก แมวน้ำ และนกแก้ว ล้วนมี “พฤติกรรมการเล่นเสียง” หรือที่รู้กันว่าเป็นเสียงหัวเราะ การระบุเสียงเหล่านี้จะช่วยแยกความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการเล่นของสัตว์กับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการต่อสู้กันในมุมมองของมนุษย์</p>
<p>การหัวเราะและการแสดงความสุขของสัตว์ ทำให้เราได้เห็นภาพอันน่าชื่นชมยินดีว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างอื่นๆมีวิธีสรรเสริญพระเจ้าตามวิถีของมันอย่างไร เมื่อกษัตริย์ดาวิดมองดูสิ่งรอบตัว ท่านได้เห็นว่า “เนินเขาคาดเอวด้วยความชื่นบาน” และป่าพงกับหุบเขา “โห่ร้อง” ด้วยความชื่นบาน (สดด.65:12-13) ดาวิดระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงดูแลและทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทรงประทานทั้งความงามและการค้ำจุนดูแล</p>
<p>แม้สิ่งรอบตัวเราจะไม่ได้ “ร้องเพลง” ออกมาจริงๆ แต่ทุกสิ่งเป็นพยานถึงพระเจ้าที่ยังทรงกระทำกิจอยู่ในการทรงสร้างของพระองค์ และในทางกลับกันก็ได้เชิญชวนให้เราสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงของเรา ขอให้เราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ผู้ที่อยู่ในเขตแผ่นดินโลก” จง “เกรงกลัวต่อหมายสำคัญของพระองค์” และตอบสนองต่อพระองค์ด้วย “[บทเพลงแห่ง]ความชื่นบาน” (ข้อ 8 TNCV) เราวางใจได้ว่าพระองค์ทรงสดับฟังและเข้าใจเสียงเหล่านั้น</p>
<p><em>สิ่งรอบตัวคุณหนุนใจให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร คุณได้เห็นสิ่งที่เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ที่ใดอีกบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับการทรงสร้างอันไม่สิ้นสุดของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 10 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aafc2f5c/29cc8d5a.mp3" length="10619246" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>664</itunes:duration>
      <itunes:summary>หุบเขาพราวไปด้วยข้าว เขาโห่และร้องเพลงพร้อมกันด้วยความชื่นบาน [ สดุดี 65:13 ]
ฉันมักหยอกล้อแม่สามีด้วยความรักอยู่บ่อยๆในเรื่องที่เธอสามารถพูดคุยกับสุนัขของเธอได้ เธอตอบสนองต่อเสียงเห่าของพวกมันด้วยความเข้าใจจากความรัก และเธอกับเจ้าของสุนัขจากทุกมุมโลกอาจฟังเสียงเจ้าตูบหัวเราะด้วยก็เป็นได้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสัตว์หลายชนิดรวมทั้ง สุนัข วัว สุนัขจิ้งจอก แมวน้ำ และนกแก้ว ล้วนมี “พฤติกรรมการเล่นเสียง” หรือที่รู้กันว่าเป็นเสียงหัวเราะ การระบุเสียงเหล่านี้จะช่วยแยกความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการเล่นของสัตว์กับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการต่อสู้กันในมุมมองของมนุษย์
การหัวเราะและการแสดงความสุขของสัตว์ ทำให้เราได้เห็นภาพอันน่าชื่นชมยินดีว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างอื่นๆมีวิธีสรรเสริญพระเจ้าตามวิถีของมันอย่างไร เมื่อกษัตริย์ดาวิดมองดูสิ่งรอบตัว ท่านได้เห็นว่า “เนินเขาคาดเอวด้วยความชื่นบาน” และป่าพงกับหุบเขา “โห่ร้อง” ด้วยความชื่นบาน (สดด.65:12-13) ดาวิดระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงดูแลและทำให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทรงประทานทั้งความงามและการค้ำจุนดูแล
แม้สิ่งรอบตัวเราจะไม่ได้ “ร้องเพลง” ออกมาจริงๆ แต่ทุกสิ่งเป็นพยานถึงพระเจ้าที่ยังทรงกระทำกิจอยู่ในการทรงสร้างของพระองค์ และในทางกลับกันก็ได้เชิญชวนให้เราสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงของเรา ขอให้เราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “ผู้ที่อยู่ในเขตแผ่นดินโลก” จง “เกรงกลัวต่อหมายสำคัญของพระองค์” และตอบสนองต่อพระองค์ด้วย “[บทเพลงแห่ง]ความชื่นบาน” (ข้อ 8 TNCV) เราวางใจได้ว่าพระองค์ทรงสดับฟังและเข้าใจเสียงเหล่านั้น
สิ่งรอบตัวคุณหนุนใจให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร คุณได้เห็นสิ่งที่เป็นพระหัตถกิจของพระองค์ที่ใดอีกบ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับการทรงสร้างอันไม่สิ้นสุดของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หุบเขาพราวไปด้วยข้าว เขาโห่และร้องเพลงพร้อมกันด้วยความชื่นบาน [ สดุดี 65:13 ]
ฉันมักหยอกล้อแม่สามีด้วยความรักอยู่บ่อยๆในเรื่องที่เธอสามารถพูดคุยกับสุนัขของเธอได้ เธอตอบสนองต่อเสียงเห่าของพวกมันด้วยความเข้าใจจากความรัก และเธอกับเจ้าของสุนัขจากทุกมุมโลกอาจฟ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดวงตาที่มองเห็น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดวงตาที่มองเห็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1a269a2b-977f-4882-a325-2fcaded403dc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ffd09dba</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ ...เพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด [ อิสยาห์ 42:6-7 ]</p>
<p>เจเนวีฟต้องเป็น “ดวงตา” ให้กับลูกทั้งสามคนของเธอ แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมต้อกระจก ทุกครั้งที่เธอพาพวกเขาเข้าไปที่หมู่บ้านในสาธารณรัฐเบนิน ทวีปแอฟริกาตะวันตก เธอคาดเด็กทารกไว้บนหลัง พร้อมจับแขนและมือของลูกคนโตอีกสองคนไว้และระวังอันตรายอยู่เสมอ ในวัฒนธรรมที่คนคิดว่าความพิการทางสายตาเกิดจากแม่มด เจเนวีฟรู้สึกสิ้นหวังและเธอร้องขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า</p>
<p>ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านของเธอบอกเธอเกี่ยวกับองค์กรชื่อเรือแห่งความเมตตา (Mercy Ships) ซึ่งเป็นพันธกิจที่จัดเตรียมการผ่าตัดที่จำเป็น เพื่อจะถวายเกียรติแด่พระเยซูผู้เป็นแบบอย่างการนำความหวังและการรักษามาสู่ผู้ขัดสน เธอติดต่อไปหาพวกเขาแม้ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะช่วยได้หรือไม่ เมื่อเด็กๆตื่นขึ้นหลังการผ่าตัด พวกเขามองเห็น!</p>
<p>เรื่องราวของพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับการทรงอยู่เคียงข้างผู้ที่อยู่ภายใต้ความมืดและนำพวกเขามาถึงแสงสว่างของพระองค์เสมอ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศว่าพระเจ้าจะ “เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ” (อสย.42:6) พระองค์จะ “เบิกตาคนที่ตาบอด” (ข้อ 7) ซึ่งไม่เพียงฟื้นฟูดวงตาฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายจิตวิญญาณด้วย และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะ “ยุด” มือคนของพระองค์ไว้ (ข้อ 6) พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นและนำแสงสว่างมาสู่คนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ในความมืด</p>
<p>ถ้าคุณรู้สึกว่าพ่ายแพ้ต่อความมืด จงยึดความหวังไว้โดยโอบกอดพระสัญญาแห่งพระบิดาที่รักของเรา และอธิษฐานขอให้แสงของพระองค์ส่องสว่างลงมา</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเปิดตาฝ่ายร่างกายหรือฝ่ายวิญญาณของคุณอย่างไร พระองค์จะเอาสิ่งที่บังตาคุณออกไปได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ไม่ปรารถนาให้ใครอยู่ในความมืด โปรดให้ความรักของพระองค์ลงมาสู่คนเหล่านั้นที่ตามืดบอด เพื่อพวกเขาจะได้มองเห็น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ ...เพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด [ อิสยาห์ 42:6-7 ]</p>
<p>เจเนวีฟต้องเป็น “ดวงตา” ให้กับลูกทั้งสามคนของเธอ แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมต้อกระจก ทุกครั้งที่เธอพาพวกเขาเข้าไปที่หมู่บ้านในสาธารณรัฐเบนิน ทวีปแอฟริกาตะวันตก เธอคาดเด็กทารกไว้บนหลัง พร้อมจับแขนและมือของลูกคนโตอีกสองคนไว้และระวังอันตรายอยู่เสมอ ในวัฒนธรรมที่คนคิดว่าความพิการทางสายตาเกิดจากแม่มด เจเนวีฟรู้สึกสิ้นหวังและเธอร้องขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า</p>
<p>ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านของเธอบอกเธอเกี่ยวกับองค์กรชื่อเรือแห่งความเมตตา (Mercy Ships) ซึ่งเป็นพันธกิจที่จัดเตรียมการผ่าตัดที่จำเป็น เพื่อจะถวายเกียรติแด่พระเยซูผู้เป็นแบบอย่างการนำความหวังและการรักษามาสู่ผู้ขัดสน เธอติดต่อไปหาพวกเขาแม้ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะช่วยได้หรือไม่ เมื่อเด็กๆตื่นขึ้นหลังการผ่าตัด พวกเขามองเห็น!</p>
<p>เรื่องราวของพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับการทรงอยู่เคียงข้างผู้ที่อยู่ภายใต้ความมืดและนำพวกเขามาถึงแสงสว่างของพระองค์เสมอ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศว่าพระเจ้าจะ “เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ” (อสย.42:6) พระองค์จะ “เบิกตาคนที่ตาบอด” (ข้อ 7) ซึ่งไม่เพียงฟื้นฟูดวงตาฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายจิตวิญญาณด้วย และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะ “ยุด” มือคนของพระองค์ไว้ (ข้อ 6) พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นและนำแสงสว่างมาสู่คนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ในความมืด</p>
<p>ถ้าคุณรู้สึกว่าพ่ายแพ้ต่อความมืด จงยึดความหวังไว้โดยโอบกอดพระสัญญาแห่งพระบิดาที่รักของเรา และอธิษฐานขอให้แสงของพระองค์ส่องสว่างลงมา</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเปิดตาฝ่ายร่างกายหรือฝ่ายวิญญาณของคุณอย่างไร พระองค์จะเอาสิ่งที่บังตาคุณออกไปได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ไม่ปรารถนาให้ใครอยู่ในความมืด โปรดให้ความรักของพระองค์ลงมาสู่คนเหล่านั้นที่ตามืดบอด เพื่อพวกเขาจะได้มองเห็น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ffd09dba/d34f95b6.mp3" length="11440534" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ ...เพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด [ อิสยาห์ 42:6-7 ]
เจเนวีฟต้องเป็น “ดวงตา” ให้กับลูกทั้งสามคนของเธอ แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมต้อกระจก ทุกครั้งที่เธอพาพวกเขาเข้าไปที่หมู่บ้านในสาธารณรัฐเบนิน ทวีปแอฟริกาตะวันตก เธอคาดเด็กทารกไว้บนหลัง พร้อมจับแขนและมือของลูกคนโตอีกสองคนไว้และระวังอันตรายอยู่เสมอ ในวัฒนธรรมที่คนคิดว่าความพิการทางสายตาเกิดจากแม่มด เจเนวีฟรู้สึกสิ้นหวังและเธอร้องขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า
ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านของเธอบอกเธอเกี่ยวกับองค์กรชื่อเรือแห่งความเมตตา (Mercy Ships) ซึ่งเป็นพันธกิจที่จัดเตรียมการผ่าตัดที่จำเป็น เพื่อจะถวายเกียรติแด่พระเยซูผู้เป็นแบบอย่างการนำความหวังและการรักษามาสู่ผู้ขัดสน เธอติดต่อไปหาพวกเขาแม้ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะช่วยได้หรือไม่ เมื่อเด็กๆตื่นขึ้นหลังการผ่าตัด พวกเขามองเห็น!
เรื่องราวของพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับการทรงอยู่เคียงข้างผู้ที่อยู่ภายใต้ความมืดและนำพวกเขามาถึงแสงสว่างของพระองค์เสมอ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศว่าพระเจ้าจะ “เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ” (อสย.42:6) พระองค์จะ “เบิกตาคนที่ตาบอด” (ข้อ 7) ซึ่งไม่เพียงฟื้นฟูดวงตาฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายจิตวิญญาณด้วย และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะ “ยุด” มือคนของพระองค์ไว้ (ข้อ 6) พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดมองเห็นและนำแสงสว่างมาสู่คนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ในความมืด
ถ้าคุณรู้สึกว่าพ่ายแพ้ต่อความมืด จงยึดความหวังไว้โดยโอบกอดพระสัญญาแห่งพระบิดาที่รักของเรา และอธิษฐานขอให้แสงของพระองค์ส่องสว่างลงมา
พระเจ้าทรงเปิดตาฝ่ายร่างกายหรือฝ่ายวิญญาณของคุณอย่างไร พระองค์จะเอาสิ่งที่บังตาคุณออกไปได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ พระองค์ไม่ปรารถนาให้ใครอยู่ในความมืด โปรดให้ความรักของพระองค์ลงมาสู่คนเหล่านั้นที่ตามืดบอด เพื่อพวกเขาจะได้มองเห็น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ ...เพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด [ อิสยาห์ 42:6-7 ]
เจเนวีฟต้องเป็น “ดวงตา” ให้กับลูกทั้งสามคนของเธอ แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมต้อกระจก ทุกครั้งที่เธอพาพวกเขาเข้าไปที่หมู่บ้านในสาธารณรัฐเบนิน ทวีปแอฟริกาตะวันตก เธอคาด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.12 “คุณค่าของฉันคืออะไร?”</title>
      <itunes:episode>12</itunes:episode>
      <podcast:episode>12</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.12 “คุณค่าของฉันคืออะไร?”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">568b1af5-f3f1-4892-8ae3-045dad08d3dc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b98f0ad7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราไปด้วยกัน</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราไปด้วยกัน</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Apr 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b98f0ad7/4633c071.mp3" length="39868804" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/HfjL1di0_iem_vrM0sahiN-q2UMwNxWmfiXom182VR4/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9jYzg4/MTM0ZWM2ZDk4NjIz/MmFiMjlkMjcwNjA5/MjQzMy5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1651</itunes:duration>
      <itunes:summary>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราไปด้วยกัน

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“คุณค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
“คุณค่าของเรา อยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง”

คุณอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาบ้าง และมันอาจทำให้คุณสงสัยใน “คุณค่าของตัวเอง” ว่ามันคืออะไรกันแน่

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 12 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจมุมมองของพระเจ้าเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประดับกายด้วยพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประดับกายด้วยพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dfeb1065-7460-452f-81cb-6ca074acf6ab</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/64657536</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง [ โรม 13:12 ]</p>
<p>ฉันตื่นเต้นที่จะได้ใส่แว่นตาใหม่เป็นครั้งแรก แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็อยากโยนมันทิ้งไป ดวงตาของฉันล้าและศีรษะปวดตุบๆเพราะกำลังปรับตัวกับค่าสายตาใหม่ หูของฉันเจ็บจากขาแว่นที่ไม่คุ้นชิน วันต่อมาฉันโอดครวญเมื่อนึกได้ว่าจะต้องใส่มันอีก ฉันต้องตัดสินใจซ้ำๆที่จะเลือกใช้แว่นตาอันนี้ในแต่ละวันเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์ทีเดียว แต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกว่ากำลังใส่มันอยู่อีกต่อไป</p>
<p>การสวมใส่สิ่งใหม่ต้องอาศัยการปรับตัว แต่เราจะคุ้นเคยกับมันเมื่อเวลาผ่านไป และมันก็เหมาะกับเรามากกว่า เราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย ในโรม 13 อัครทูตเปาโลบอกผู้ติดตามพระคริสต์ให้ “สวมเครื่องอาวุธของความสว่าง” (ข้อ 12) และประพฤติตัวให้เหมาะสม พวกเขาเชื่อในพระเยซูแล้ว แต่ดูเหมือนจะยัง “หลับ” อยู่และรู้สึกพอใจแบบนั้น พวกเขาต้อง “ตื่นจากหลับ” และลงมือทำ ประพฤติตัวให้เหมาะสมและละทิ้งความบาป (ข้อ 11-13) เปาโลหนุนใจพวกเขาให้ประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นในความคิดและการกระทำ (ข้อ 14)</p>
<p>เราไม่อาจสะท้อนวิถีแห่งความรัก ความอ่อนสุภาพ ความกรุณา ความเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเยซูได้ในแค่ชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นกระบวนการที่ยาวนานของการเลือกที่จะ “สวมเครื่องอาวุธของความสว่าง” ในทุกวัน แม้ในเวลาที่เราไม่อยากทำเพราะมันไม่สะดวกสบาย เมื่อเวลาผ่านไป พระองค์จะทรงเปลี่ยนเราให้ดีกว่าเดิม</p>
<p><em>เราจะ “ประดับกาย” ด้วยพระเยซูได้อย่างไร การฝึกที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นในทุกวันได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ในทุกวัน</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง [ โรม 13:12 ]</p>
<p>ฉันตื่นเต้นที่จะได้ใส่แว่นตาใหม่เป็นครั้งแรก แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็อยากโยนมันทิ้งไป ดวงตาของฉันล้าและศีรษะปวดตุบๆเพราะกำลังปรับตัวกับค่าสายตาใหม่ หูของฉันเจ็บจากขาแว่นที่ไม่คุ้นชิน วันต่อมาฉันโอดครวญเมื่อนึกได้ว่าจะต้องใส่มันอีก ฉันต้องตัดสินใจซ้ำๆที่จะเลือกใช้แว่นตาอันนี้ในแต่ละวันเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์ทีเดียว แต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกว่ากำลังใส่มันอยู่อีกต่อไป</p>
<p>การสวมใส่สิ่งใหม่ต้องอาศัยการปรับตัว แต่เราจะคุ้นเคยกับมันเมื่อเวลาผ่านไป และมันก็เหมาะกับเรามากกว่า เราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย ในโรม 13 อัครทูตเปาโลบอกผู้ติดตามพระคริสต์ให้ “สวมเครื่องอาวุธของความสว่าง” (ข้อ 12) และประพฤติตัวให้เหมาะสม พวกเขาเชื่อในพระเยซูแล้ว แต่ดูเหมือนจะยัง “หลับ” อยู่และรู้สึกพอใจแบบนั้น พวกเขาต้อง “ตื่นจากหลับ” และลงมือทำ ประพฤติตัวให้เหมาะสมและละทิ้งความบาป (ข้อ 11-13) เปาโลหนุนใจพวกเขาให้ประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นในความคิดและการกระทำ (ข้อ 14)</p>
<p>เราไม่อาจสะท้อนวิถีแห่งความรัก ความอ่อนสุภาพ ความกรุณา ความเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเยซูได้ในแค่ชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นกระบวนการที่ยาวนานของการเลือกที่จะ “สวมเครื่องอาวุธของความสว่าง” ในทุกวัน แม้ในเวลาที่เราไม่อยากทำเพราะมันไม่สะดวกสบาย เมื่อเวลาผ่านไป พระองค์จะทรงเปลี่ยนเราให้ดีกว่าเดิม</p>
<p><em>เราจะ “ประดับกาย” ด้วยพระเยซูได้อย่างไร การฝึกที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นในทุกวันได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ในทุกวัน</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 08 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/64657536/0b30fea6.mp3" length="11606060" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง [ โรม 13:12 ]
ฉันตื่นเต้นที่จะได้ใส่แว่นตาใหม่เป็นครั้งแรก แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็อยากโยนมันทิ้งไป ดวงตาของฉันล้าและศีรษะปวดตุบๆเพราะกำลังปรับตัวกับค่าสายตาใหม่ หูของฉันเจ็บจากขาแว่นที่ไม่คุ้นชิน วันต่อมาฉันโอดครวญเมื่อนึกได้ว่าจะต้องใส่มันอีก ฉันต้องตัดสินใจซ้ำๆที่จะเลือกใช้แว่นตาอันนี้ในแต่ละวันเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์ทีเดียว แต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกว่ากำลังใส่มันอยู่อีกต่อไป
การสวมใส่สิ่งใหม่ต้องอาศัยการปรับตัว แต่เราจะคุ้นเคยกับมันเมื่อเวลาผ่านไป และมันก็เหมาะกับเรามากกว่า เราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย ในโรม 13 อัครทูตเปาโลบอกผู้ติดตามพระคริสต์ให้ “สวมเครื่องอาวุธของความสว่าง” (ข้อ 12) และประพฤติตัวให้เหมาะสม พวกเขาเชื่อในพระเยซูแล้ว แต่ดูเหมือนจะยัง “หลับ” อยู่และรู้สึกพอใจแบบนั้น พวกเขาต้อง “ตื่นจากหลับ” และลงมือทำ ประพฤติตัวให้เหมาะสมและละทิ้งความบาป (ข้อ 11-13) เปาโลหนุนใจพวกเขาให้ประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นในความคิดและการกระทำ (ข้อ 14)
เราไม่อาจสะท้อนวิถีแห่งความรัก ความอ่อนสุภาพ ความกรุณา ความเมตตาและความสัตย์ซื่อของพระเยซูได้ในแค่ชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นกระบวนการที่ยาวนานของการเลือกที่จะ “สวมเครื่องอาวุธของความสว่าง” ในทุกวัน แม้ในเวลาที่เราไม่อยากทำเพราะมันไม่สะดวกสบาย เมื่อเวลาผ่านไป พระองค์จะทรงเปลี่ยนเราให้ดีกว่าเดิม
เราจะ “ประดับกาย” ด้วยพระเยซูได้อย่างไร การฝึกที่จะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นในทุกวันได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ในทุกวัน

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง [ โรม 13:12 ]
ฉันตื่นเต้นที่จะได้ใส่แว่นตาใหม่เป็นครั้งแรก แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็อยากโยนมันทิ้งไป ดวงตาของฉันล้าและศีรษะปวดตุบๆเพราะกำลังปรับตัวกับค่าสายตาใหม่ หูของฉันเจ็บจากขาแว่น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความปีติยินดีในเมือง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความปีติยินดีในเมือง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">69ab28d5-24fc-44fa-be63-b0db5ccab68f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/726961f8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี [ สุภาษิต 11:10 TNCV ]</p>
<p>เมื่อฝรั่งเศสพบอาร์เจนตินาในรอบชิงฟุตบอลโลกปี 2022 นั้น การแข่งขันอันน่าเหลือเชื่อทำให้หลายคนตั้งให้เป็น “เกมการแข่งฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” เมื่อเวลานับถอยหลังเข้าสู่ช่วงทดเวลา คะแนนเสมอกันอยู่ที่ 3-3 ทำให้สองฝ่ายต้องยิงลูกโทษ เมื่ออาร์เจนตินายิงประตูชนะได้ ประชาชนแห่แหนกันออกมาเฉลิมฉลอง ชาวอาร์เจนตินากว่าหนึ่งล้านคนเนืองแน่นอยู่ในตัวเมืองบัวโนสไอเรส ภาพจากโดรนที่ปรากฏบนโลกโซเชียลแสดง<br>ให้เห็นความอึกทึกเปี่ยมสุขนี้ รายงานข่าวจากช่องวันบีบีซีบรรยายถึงเมืองที่สั่นสะเทือนไปด้วย “ความปีติยินดีอย่างล้นหลาม”</p>
<p>ความปีติยินดีเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมเสมอ แต่พระธรรมสุภาษิตกล่าวถึงการที่บ้านเมืองและประชาชนจะมีความปีติยินดีที่ลึกซึ้งและคงอยู่นานกว่านั้น “เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี” (11:10 TNCV) เมื่อคนเหล่านั้นที่ใช้ชีวิตตามแบบที่พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นอย่างแท้จริงได้เริ่มส่งอิทธิพลในชุมชน นั่นเป็นสัญญาณแห่งข่าวดี เพราะหมายความว่าความยุติธรรมของพระเจ้ากำลังครอบครองอยู่ ความโลภถูกทำลาย คนขัดสนได้พบการช่วยเหลือ และคนที่ถูกกดขี่ได้รับการปกป้อง เมื่อใดก็ตามที่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามแบบของพระเจ้าทวีคูณขึ้น เมื่อนั้นบ้านเมืองก็มีความปีติยินดีและมี “พระพร” ในเมืองนั้น (ข้อ 11)</p>
<p>หากเราดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน วิธีที่เราใช้ชีวิตจะทำให้ชุมชนรอบตัวเราดีขึ้นและเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เราเข้ามามีส่วนในงานของพระองค์ที่จะเยียวยาโลกนี้ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เรานำความปีติยินดีมาสู่บ้านเมือง</p>
<p><em>คุณมองเห็นที่ใดในเมืองของคุณบ้างที่ต้องการความปีติยินดี คุณจะนำความปีติยินดีของพระเจ้าไปสู่ที่นั่นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ร่วมมือกับพระองค์เพื่อนำความปีติยินดีไปสู่ผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี [ สุภาษิต 11:10 TNCV ]</p>
<p>เมื่อฝรั่งเศสพบอาร์เจนตินาในรอบชิงฟุตบอลโลกปี 2022 นั้น การแข่งขันอันน่าเหลือเชื่อทำให้หลายคนตั้งให้เป็น “เกมการแข่งฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” เมื่อเวลานับถอยหลังเข้าสู่ช่วงทดเวลา คะแนนเสมอกันอยู่ที่ 3-3 ทำให้สองฝ่ายต้องยิงลูกโทษ เมื่ออาร์เจนตินายิงประตูชนะได้ ประชาชนแห่แหนกันออกมาเฉลิมฉลอง ชาวอาร์เจนตินากว่าหนึ่งล้านคนเนืองแน่นอยู่ในตัวเมืองบัวโนสไอเรส ภาพจากโดรนที่ปรากฏบนโลกโซเชียลแสดง<br>ให้เห็นความอึกทึกเปี่ยมสุขนี้ รายงานข่าวจากช่องวันบีบีซีบรรยายถึงเมืองที่สั่นสะเทือนไปด้วย “ความปีติยินดีอย่างล้นหลาม”</p>
<p>ความปีติยินดีเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมเสมอ แต่พระธรรมสุภาษิตกล่าวถึงการที่บ้านเมืองและประชาชนจะมีความปีติยินดีที่ลึกซึ้งและคงอยู่นานกว่านั้น “เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี” (11:10 TNCV) เมื่อคนเหล่านั้นที่ใช้ชีวิตตามแบบที่พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นอย่างแท้จริงได้เริ่มส่งอิทธิพลในชุมชน นั่นเป็นสัญญาณแห่งข่าวดี เพราะหมายความว่าความยุติธรรมของพระเจ้ากำลังครอบครองอยู่ ความโลภถูกทำลาย คนขัดสนได้พบการช่วยเหลือ และคนที่ถูกกดขี่ได้รับการปกป้อง เมื่อใดก็ตามที่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามแบบของพระเจ้าทวีคูณขึ้น เมื่อนั้นบ้านเมืองก็มีความปีติยินดีและมี “พระพร” ในเมืองนั้น (ข้อ 11)</p>
<p>หากเราดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน วิธีที่เราใช้ชีวิตจะทำให้ชุมชนรอบตัวเราดีขึ้นและเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เราเข้ามามีส่วนในงานของพระองค์ที่จะเยียวยาโลกนี้ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เรานำความปีติยินดีมาสู่บ้านเมือง</p>
<p><em>คุณมองเห็นที่ใดในเมืองของคุณบ้างที่ต้องการความปีติยินดี คุณจะนำความปีติยินดีของพระเจ้าไปสู่ที่นั่นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ร่วมมือกับพระองค์เพื่อนำความปีติยินดีไปสู่ผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 07 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/726961f8/e6b7ff33.mp3" length="12653043" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>791</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี [ สุภาษิต 11:10 TNCV ]
เมื่อฝรั่งเศสพบอาร์เจนตินาในรอบชิงฟุตบอลโลกปี 2022 นั้น การแข่งขันอันน่าเหลือเชื่อทำให้หลายคนตั้งให้เป็น “เกมการแข่งฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” เมื่อเวลานับถอยหลังเข้าสู่ช่วงทดเวลา คะแนนเสมอกันอยู่ที่ 3-3 ทำให้สองฝ่ายต้องยิงลูกโทษ เมื่ออาร์เจนตินายิงประตูชนะได้ ประชาชนแห่แหนกันออกมาเฉลิมฉลอง ชาวอาร์เจนตินากว่าหนึ่งล้านคนเนืองแน่นอยู่ในตัวเมืองบัวโนสไอเรส ภาพจากโดรนที่ปรากฏบนโลกโซเชียลแสดงให้เห็นความอึกทึกเปี่ยมสุขนี้ รายงานข่าวจากช่องวันบีบีซีบรรยายถึงเมืองที่สั่นสะเทือนไปด้วย “ความปีติยินดีอย่างล้นหลาม”
ความปีติยินดีเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมเสมอ แต่พระธรรมสุภาษิตกล่าวถึงการที่บ้านเมืองและประชาชนจะมีความปีติยินดีที่ลึกซึ้งและคงอยู่นานกว่านั้น “เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี” (11:10 TNCV) เมื่อคนเหล่านั้นที่ใช้ชีวิตตามแบบที่พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นอย่างแท้จริงได้เริ่มส่งอิทธิพลในชุมชน นั่นเป็นสัญญาณแห่งข่าวดี เพราะหมายความว่าความยุติธรรมของพระเจ้ากำลังครอบครองอยู่ ความโลภถูกทำลาย คนขัดสนได้พบการช่วยเหลือ และคนที่ถูกกดขี่ได้รับการปกป้อง เมื่อใดก็ตามที่การดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามแบบของพระเจ้าทวีคูณขึ้น เมื่อนั้นบ้านเมืองก็มีความปีติยินดีและมี “พระพร” ในเมืองนั้น (ข้อ 11)
หากเราดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน วิธีที่เราใช้ชีวิตจะทำให้ชุมชนรอบตัวเราดีขึ้นและเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เราเข้ามามีส่วนในงานของพระองค์ที่จะเยียวยาโลกนี้ พระองค์ทรงเชิญชวนให้เรานำความปีติยินดีมาสู่บ้านเมือง
คุณมองเห็นที่ใดในเมืองของคุณบ้างที่ต้องการความปีติยินดี คุณจะนำความปีติยินดีของพระเจ้าไปสู่ที่นั่นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ ร่วมมือกับพระองค์เพื่อนำความปีติยินดีไปสู่ผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อคนชอบธรรมเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองก็ปีติยินดี [ สุภาษิต 11:10 TNCV ]
เมื่อฝรั่งเศสพบอาร์เจนตินาในรอบชิงฟุตบอลโลกปี 2022 นั้น การแข่งขันอันน่าเหลือเชื่อทำให้หลายคนตั้งให้เป็น “เกมการแข่งฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” เมื่อเวลานับถอยหลังเข้า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งดีห้าข้อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สิ่งดีห้าข้อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4a6a89e5-ceb2-4a23-a81c-8e56e98689a1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/43ade3ea</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ [ สดุดี 107:1 ]</p>
<p>จากผลการวิจัยพบว่าคนที่รู้สึกขอบคุณและชื่นชมในสิ่งที่ตนมีนั้นจะมีผลการนอนหลับที่ดีกว่า การเจ็บป่วยน้อยกว่า และมีความสุขมากกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ที่น่าประทับใจ นักจิตวิทยายังเสนอให้เขียน “บันทึกขอบคุณ” เพื่อพัฒนาสุขภาพของเราอีกด้วย โดยให้เขียนสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณมาห้าข้อในแต่ละสัปดาห์</p>
<p>พระคัมภีร์หนุนใจให้เราฝึกฝนการมีใจขอบพระคุณมานานแล้ว ตั้งแต่เรื่องอาหารและการสมรส (1ทธ.4:3-5) ไปจนถึงความงดงามแห่งการทรงสร้าง (สดด.104) พระคัมภีร์เรียกให้เรามองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญและขอบพระคุณองค์ผู้ได้ประทานให้กับเรา สดุดีบทที่ 107 กล่าวถึงห้าสิ่งที่ชนชาติอิสราเอลควรขอบพระคุณเป็นพิเศษ คือ การช่วยกู้จากถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 4-9) การปลดปล่อยจากที่คุมขัง (ข้อ 10-16) การรักษาให้หายจากโรค (ข้อ 18-22) ความปลอดภัยกลางทะเล (ข้อ 23-32) และการเกิดผลของพวกเขาในดินแดนแห้งแล้ง (ข้อ 33-42) บทเพลงสดุดีย้ำเตือนว่า “จงขอบพระคุณพระเจ้า” เพราะสิ่งเหล่านี้คือ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 8, 15, 21, 31)</p>
<p>คุณมีกระดาษบันทึกอยู่ใกล้ๆหรือเปล่า จงลองเขียนสิ่งดีๆมาห้าข้อที่คุณรู้สึกขอบพระคุณในตอนนี้ อาจจะเป็นอาหารที่คุณเพิ่งรับประทานไป ชีวิตแต่งงาน หรือการช่วยกู้ของพระเจ้าในชีวิตคุณเหมือนกับคนอิสราเอล จงขอบพระคุณสำหรับนกที่ร้องเพลงอยู่ด้านนอก กลิ่นจากห้องครัว ความสบายของเก้าอี้ เสียงบ่นของคนที่เรารัก ทุกสิ่งคือของขวัญและเครื่องหมายแห่งความรักมั่นคงของพระเจ้า</p>
<p><em>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระคัมภีร์จึงเรียกร้องให้เราขอบพระคุณ สิ่งดีห้าข้อที่คุณรู้สึกขอบพระคุณในวันนี้คืออะไร</em></p>
<p>พระเจ้าพระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่พระองค์นำเข้ามาในชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใด ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับพระองค์</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ [ สดุดี 107:1 ]</p>
<p>จากผลการวิจัยพบว่าคนที่รู้สึกขอบคุณและชื่นชมในสิ่งที่ตนมีนั้นจะมีผลการนอนหลับที่ดีกว่า การเจ็บป่วยน้อยกว่า และมีความสุขมากกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ที่น่าประทับใจ นักจิตวิทยายังเสนอให้เขียน “บันทึกขอบคุณ” เพื่อพัฒนาสุขภาพของเราอีกด้วย โดยให้เขียนสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณมาห้าข้อในแต่ละสัปดาห์</p>
<p>พระคัมภีร์หนุนใจให้เราฝึกฝนการมีใจขอบพระคุณมานานแล้ว ตั้งแต่เรื่องอาหารและการสมรส (1ทธ.4:3-5) ไปจนถึงความงดงามแห่งการทรงสร้าง (สดด.104) พระคัมภีร์เรียกให้เรามองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญและขอบพระคุณองค์ผู้ได้ประทานให้กับเรา สดุดีบทที่ 107 กล่าวถึงห้าสิ่งที่ชนชาติอิสราเอลควรขอบพระคุณเป็นพิเศษ คือ การช่วยกู้จากถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 4-9) การปลดปล่อยจากที่คุมขัง (ข้อ 10-16) การรักษาให้หายจากโรค (ข้อ 18-22) ความปลอดภัยกลางทะเล (ข้อ 23-32) และการเกิดผลของพวกเขาในดินแดนแห้งแล้ง (ข้อ 33-42) บทเพลงสดุดีย้ำเตือนว่า “จงขอบพระคุณพระเจ้า” เพราะสิ่งเหล่านี้คือ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 8, 15, 21, 31)</p>
<p>คุณมีกระดาษบันทึกอยู่ใกล้ๆหรือเปล่า จงลองเขียนสิ่งดีๆมาห้าข้อที่คุณรู้สึกขอบพระคุณในตอนนี้ อาจจะเป็นอาหารที่คุณเพิ่งรับประทานไป ชีวิตแต่งงาน หรือการช่วยกู้ของพระเจ้าในชีวิตคุณเหมือนกับคนอิสราเอล จงขอบพระคุณสำหรับนกที่ร้องเพลงอยู่ด้านนอก กลิ่นจากห้องครัว ความสบายของเก้าอี้ เสียงบ่นของคนที่เรารัก ทุกสิ่งคือของขวัญและเครื่องหมายแห่งความรักมั่นคงของพระเจ้า</p>
<p><em>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระคัมภีร์จึงเรียกร้องให้เราขอบพระคุณ สิ่งดีห้าข้อที่คุณรู้สึกขอบพระคุณในวันนี้คืออะไร</em></p>
<p>พระเจ้าพระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่พระองค์นำเข้ามาในชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใด ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับพระองค์</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 06 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/43ade3ea/6715474a.mp3" length="11650761" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>729</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ [ สดุดี 107:1 ]
จากผลการวิจัยพบว่าคนที่รู้สึกขอบคุณและชื่นชมในสิ่งที่ตนมีนั้นจะมีผลการนอนหลับที่ดีกว่า การเจ็บป่วยน้อยกว่า และมีความสุขมากกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ที่น่าประทับใจ นักจิตวิทยายังเสนอให้เขียน “บันทึกขอบคุณ” เพื่อพัฒนาสุขภาพของเราอีกด้วย โดยให้เขียนสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณมาห้าข้อในแต่ละสัปดาห์
พระคัมภีร์หนุนใจให้เราฝึกฝนการมีใจขอบพระคุณมานานแล้ว ตั้งแต่เรื่องอาหารและการสมรส (1ทธ.4:3-5) ไปจนถึงความงดงามแห่งการทรงสร้าง (สดด.104) พระคัมภีร์เรียกให้เรามองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญและขอบพระคุณองค์ผู้ได้ประทานให้กับเรา สดุดีบทที่ 107 กล่าวถึงห้าสิ่งที่ชนชาติอิสราเอลควรขอบพระคุณเป็นพิเศษ คือ การช่วยกู้จากถิ่นทุรกันดาร (ข้อ 4-9) การปลดปล่อยจากที่คุมขัง (ข้อ 10-16) การรักษาให้หายจากโรค (ข้อ 18-22) ความปลอดภัยกลางทะเล (ข้อ 23-32) และการเกิดผลของพวกเขาในดินแดนแห้งแล้ง (ข้อ 33-42) บทเพลงสดุดีย้ำเตือนว่า “จงขอบพระคุณพระเจ้า” เพราะสิ่งเหล่านี้คือ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้า (ข้อ 8, 15, 21, 31)
คุณมีกระดาษบันทึกอยู่ใกล้ๆหรือเปล่า จงลองเขียนสิ่งดีๆมาห้าข้อที่คุณรู้สึกขอบพระคุณในตอนนี้ อาจจะเป็นอาหารที่คุณเพิ่งรับประทานไป ชีวิตแต่งงาน หรือการช่วยกู้ของพระเจ้าในชีวิตคุณเหมือนกับคนอิสราเอล จงขอบพระคุณสำหรับนกที่ร้องเพลงอยู่ด้านนอก กลิ่นจากห้องครัว ความสบายของเก้าอี้ เสียงบ่นของคนที่เรารัก ทุกสิ่งคือของขวัญและเครื่องหมายแห่งความรักมั่นคงของพระเจ้า
คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระคัมภีร์จึงเรียกร้องให้เราขอบพระคุณ สิ่งดีห้าข้อที่คุณรู้สึกขอบพระคุณในวันนี้คืออะไร
พระเจ้าพระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่พระองค์นำเข้ามาในชีวิต และเหนือสิ่งอื่นใด ข้าพระองค์ขอบพระคุณสำหรับพระองค์

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ [ สดุดี 107:1 ]
จากผลการวิจัยพบว่าคนที่รู้สึกขอบคุณและชื่นชมในสิ่งที่ตนมีนั้นจะมีผลการนอนหลับที่ดีกว่า การเจ็บป่วยน้อยกว่า และมีความสุขมากกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ธรรมชาติใหม่ของเราในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ธรรมชาติใหม่ของเราในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fb53240f-8b6b-4a04-90a2-73748efdedd3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/245aa65a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า [ เอเฟซัส 4:24 ]</p>
<p>ต้นสนสีน้ำเงินของเราผลัดลูกสนและใบเข็มออกมา หมอต้นไม้มาดูและอธิบายปัญหาว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” ฉันหวังว่าจะได้ยินคำอธิบายที่ดีกว่านั้นหรือวิธีการรักษา แต่หมอต้นไม้ยักไหล่และพูดอีกครั้งว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” โดยธรรมชาติแล้วต้นไม้นี้ผลัดใบเข็ม มันเปลี่ยนไม่ได้</p>
<p>ขอบคุณพระเจ้าที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยการกระทำหรือมุมมองที่เปลี่ยนไม่ได้ เปาโลย้ำความจริงนี้กับผู้เชื่อใหม่ที่เอเฟซัส ท่านกล่าวว่า คนต่างชาติมี “ความคิด…มืดมนไป” จิตใจของพวกเขาปิดต่อพระเจ้า พวกเขามีใจที่แข็งกระด้าง “ทำการโสโครกทุกอย่าง” และปล่อยตัวทำการลามกและละโมบ (อฟ.4:18-19)</p>
<p>อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่า แต่ “ท่านได้ฟังเรื่อง[พระเยซู]” และความจริงของพระองค์แล้ว “ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย” (ข้อ 22) เปาโลบันทึกว่าตัวตนเก่าของเราจะ “เสื่อมเสียไป…ตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง” และกล่าวอีกว่า “จงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (ข้อ 22-24)</p>
<p>และท่านเขียนถึงวิถีใหม่ในการดำเนินชีวิต นั่นคือ เลิกพูดโกหก เอาชนะความโกรธ หยุดการแช่งด่า เลิกการขโมย “แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า เพื่อจะได้มีอะไรๆแจกให้แก่คนที่ขัดสน” (ข้อ 28) ตัวตนใหม่ของเราในพระคริสต์นั้นทำให้เรามีชีวิตที่คู่ควรกับการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งได้ยอมจำนนต่อวิถีขององค์พระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p><em>การสวม “ตัวตนใหม่” คืออะไร คุณจะแสวงหาการดำเนินอยู่ในทางขององค์พระผู้ช่วยให้รอดได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซู ขอโปรดสร้างตัวตนของข้าพระองค์ใหม่ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์ยอมจำนนเพื่อจะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า [ เอเฟซัส 4:24 ]</p>
<p>ต้นสนสีน้ำเงินของเราผลัดลูกสนและใบเข็มออกมา หมอต้นไม้มาดูและอธิบายปัญหาว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” ฉันหวังว่าจะได้ยินคำอธิบายที่ดีกว่านั้นหรือวิธีการรักษา แต่หมอต้นไม้ยักไหล่และพูดอีกครั้งว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” โดยธรรมชาติแล้วต้นไม้นี้ผลัดใบเข็ม มันเปลี่ยนไม่ได้</p>
<p>ขอบคุณพระเจ้าที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยการกระทำหรือมุมมองที่เปลี่ยนไม่ได้ เปาโลย้ำความจริงนี้กับผู้เชื่อใหม่ที่เอเฟซัส ท่านกล่าวว่า คนต่างชาติมี “ความคิด…มืดมนไป” จิตใจของพวกเขาปิดต่อพระเจ้า พวกเขามีใจที่แข็งกระด้าง “ทำการโสโครกทุกอย่าง” และปล่อยตัวทำการลามกและละโมบ (อฟ.4:18-19)</p>
<p>อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่า แต่ “ท่านได้ฟังเรื่อง[พระเยซู]” และความจริงของพระองค์แล้ว “ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย” (ข้อ 22) เปาโลบันทึกว่าตัวตนเก่าของเราจะ “เสื่อมเสียไป…ตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง” และกล่าวอีกว่า “จงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (ข้อ 22-24)</p>
<p>และท่านเขียนถึงวิถีใหม่ในการดำเนินชีวิต นั่นคือ เลิกพูดโกหก เอาชนะความโกรธ หยุดการแช่งด่า เลิกการขโมย “แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า เพื่อจะได้มีอะไรๆแจกให้แก่คนที่ขัดสน” (ข้อ 28) ตัวตนใหม่ของเราในพระคริสต์นั้นทำให้เรามีชีวิตที่คู่ควรกับการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งได้ยอมจำนนต่อวิถีขององค์พระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p><em>การสวม “ตัวตนใหม่” คืออะไร คุณจะแสวงหาการดำเนินอยู่ในทางขององค์พระผู้ช่วยให้รอดได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซู ขอโปรดสร้างตัวตนของข้าพระองค์ใหม่ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์ยอมจำนนเพื่อจะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 05 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/245aa65a/6b6b64b8.mp3" length="10508302" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>ให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า [ เอเฟซัส 4:24 ]
ต้นสนสีน้ำเงินของเราผลัดลูกสนและใบเข็มออกมา หมอต้นไม้มาดูและอธิบายปัญหาว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” ฉันหวังว่าจะได้ยินคำอธิบายที่ดีกว่านั้นหรือวิธีการรักษา แต่หมอต้นไม้ยักไหล่และพูดอีกครั้งว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” โดยธรรมชาติแล้วต้นไม้นี้ผลัดใบเข็ม มันเปลี่ยนไม่ได้
ขอบคุณพระเจ้าที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยการกระทำหรือมุมมองที่เปลี่ยนไม่ได้ เปาโลย้ำความจริงนี้กับผู้เชื่อใหม่ที่เอเฟซัส ท่านกล่าวว่า คนต่างชาติมี “ความคิด…มืดมนไป” จิตใจของพวกเขาปิดต่อพระเจ้า พวกเขามีใจที่แข็งกระด้าง “ทำการโสโครกทุกอย่าง” และปล่อยตัวทำการลามกและละโมบ (อฟ.4:18-19)
อัครทูตเปาโลเขียนไว้ว่า แต่ “ท่านได้ฟังเรื่อง[พระเยซู]” และความจริงของพระองค์แล้ว “ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย” (ข้อ 22) เปาโลบันทึกว่าตัวตนเก่าของเราจะ “เสื่อมเสียไป…ตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง” และกล่าวอีกว่า “จงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (ข้อ 22-24)
และท่านเขียนถึงวิถีใหม่ในการดำเนินชีวิต นั่นคือ เลิกพูดโกหก เอาชนะความโกรธ หยุดการแช่งด่า เลิกการขโมย “แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า เพื่อจะได้มีอะไรๆแจกให้แก่คนที่ขัดสน” (ข้อ 28) ตัวตนใหม่ของเราในพระคริสต์นั้นทำให้เรามีชีวิตที่คู่ควรกับการทรงเรียกของพระเจ้า ซึ่งได้ยอมจำนนต่อวิถีขององค์พระผู้ช่วยให้รอด
การสวม “ตัวตนใหม่” คืออะไร คุณจะแสวงหาการดำเนินอยู่ในทางขององค์พระผู้ช่วยให้รอดได้อย่างไร
พระเยซู ขอโปรดสร้างตัวตนของข้าพระองค์ใหม่ในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์ยอมจำนนเพื่อจะเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า [ เอเฟซัส 4:24 ]
ต้นสนสีน้ำเงินของเราผลัดลูกสนและใบเข็มออกมา หมอต้นไม้มาดูและอธิบายปัญหาว่า “มันก็แค่ทำตัวเป็นต้นสน” ฉันหวังว่าจะได้ยินคำอธิบายที่ดีกว่านั้นหรือวิธีการรักษา แต่หมอต้นไม้ยักไหล่แล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การทรงสถิตของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การทรงสถิตของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0e683b1d-31ca-4fdf-9721-f68f0b52fe53</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4b1cfaa7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ [ ปัญญาจารย์ 3:11 ]</p>
<p>โมนิคกำลังมีปัญหา เธอมีเพื่อนที่เชื่อในพระเยซูและเธอเคารพวิธีที่พวกเขาจัดการกับปัญหาในชีวิต เธอรู้สึกอิจฉาพวกเขาด้วยซ้ำ แต่โมนิคไม่คิดว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตแบบพวกเขาได้ เธอคิดว่าการเชื่อในพระคริสต์นั่นคือการทำตามกฎเกณฑ์ ในที่สุดเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยให้เธอเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้จะทำลายชีวิตเธอ แต่พระองค์ทรงต้องการให้เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุดทั้งในช่วงเวลาที่ชีวิตดีหรือในยามที่มีปัญหา เมื่อเธอเข้าใจเรื่องนี้แล้ว โมนิคก็พร้อมที่จะวางใจให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ และยอมรับความจริงอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่มีต่อเธอ </p>
<p>กษัตริย์ซาโลมอนอาจให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่โมนิค พระองค์ตระหนักว่าโลกนี้มีความทุกข์อยู่ แน่ทีเดียว “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง” (ปญจ.3:1) “มีวาระไว้ทุกข์ และวาระเต้นรำ” (ข้อ 4) แต่ยังมีมากกว่านั้น คือพระเจ้า “ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์” (ข้อ 11) นิรันดร์กาลหมายถึงการมีชีวิตอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์</p>
<p>โมนิคได้ชีวิต “อย่างครบบริบูรณ์” เมื่อเธอวางใจในพระองค์ ดังที่พระเยซูตรัส (ยน.10:10) แต่เธอได้รับมากยิ่งกว่านั้นอีก! โดยผ่านทางความเชื่อแล้ว “นิรันดร์กาลในจิตใจ [ของเธอ]” (ปญจ.3:11) ได้กลายเป็นพระสัญญาแห่งอนาคตเมื่อความทุกข์ในชีวิตจะถูกลืมไป (อสย.65:17) และการทรงสถิตอันเต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้าจะเป็นความจริงนิรันดร์</p>
<p><em>คุณมีประสบการณ์กับชีวิตที่บริบูรณ์ที่พระเยซูมอบให้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใดบ้าง กับการมีชีวิตอยู่ในพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู กษัตริย์ซาโลมอนเข้าใจถูกแล้วว่า ชีวิตเป็นเหมือนการนั่งเครื่องเล่นที่มีทั้งขึ้นและลง ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ชีวิตนี้มีคุณค่าและคุ้มค่าแก่ความพยายาม และขอบพระคุณสำหรับความชื่นชมยินดีนิรันดร์ที่รอคอยข้าพระองค์อยู่</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ [ ปัญญาจารย์ 3:11 ]</p>
<p>โมนิคกำลังมีปัญหา เธอมีเพื่อนที่เชื่อในพระเยซูและเธอเคารพวิธีที่พวกเขาจัดการกับปัญหาในชีวิต เธอรู้สึกอิจฉาพวกเขาด้วยซ้ำ แต่โมนิคไม่คิดว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตแบบพวกเขาได้ เธอคิดว่าการเชื่อในพระคริสต์นั่นคือการทำตามกฎเกณฑ์ ในที่สุดเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยให้เธอเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้จะทำลายชีวิตเธอ แต่พระองค์ทรงต้องการให้เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุดทั้งในช่วงเวลาที่ชีวิตดีหรือในยามที่มีปัญหา เมื่อเธอเข้าใจเรื่องนี้แล้ว โมนิคก็พร้อมที่จะวางใจให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ และยอมรับความจริงอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่มีต่อเธอ </p>
<p>กษัตริย์ซาโลมอนอาจให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่โมนิค พระองค์ตระหนักว่าโลกนี้มีความทุกข์อยู่ แน่ทีเดียว “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง” (ปญจ.3:1) “มีวาระไว้ทุกข์ และวาระเต้นรำ” (ข้อ 4) แต่ยังมีมากกว่านั้น คือพระเจ้า “ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์” (ข้อ 11) นิรันดร์กาลหมายถึงการมีชีวิตอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์</p>
<p>โมนิคได้ชีวิต “อย่างครบบริบูรณ์” เมื่อเธอวางใจในพระองค์ ดังที่พระเยซูตรัส (ยน.10:10) แต่เธอได้รับมากยิ่งกว่านั้นอีก! โดยผ่านทางความเชื่อแล้ว “นิรันดร์กาลในจิตใจ [ของเธอ]” (ปญจ.3:11) ได้กลายเป็นพระสัญญาแห่งอนาคตเมื่อความทุกข์ในชีวิตจะถูกลืมไป (อสย.65:17) และการทรงสถิตอันเต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้าจะเป็นความจริงนิรันดร์</p>
<p><em>คุณมีประสบการณ์กับชีวิตที่บริบูรณ์ที่พระเยซูมอบให้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใดบ้าง กับการมีชีวิตอยู่ในพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู กษัตริย์ซาโลมอนเข้าใจถูกแล้วว่า ชีวิตเป็นเหมือนการนั่งเครื่องเล่นที่มีทั้งขึ้นและลง ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ชีวิตนี้มีคุณค่าและคุ้มค่าแก่ความพยายาม และขอบพระคุณสำหรับความชื่นชมยินดีนิรันดร์ที่รอคอยข้าพระองค์อยู่</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 04 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4b1cfaa7/422c4563.mp3" length="11581814" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>724</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ [ ปัญญาจารย์ 3:11 ]
โมนิคกำลังมีปัญหา เธอมีเพื่อนที่เชื่อในพระเยซูและเธอเคารพวิธีที่พวกเขาจัดการกับปัญหาในชีวิต เธอรู้สึกอิจฉาพวกเขาด้วยซ้ำ แต่โมนิคไม่คิดว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตแบบพวกเขาได้ เธอคิดว่าการเชื่อในพระคริสต์นั่นคือการทำตามกฎเกณฑ์ ในที่สุดเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยให้เธอเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้จะทำลายชีวิตเธอ แต่พระองค์ทรงต้องการให้เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุดทั้งในช่วงเวลาที่ชีวิตดีหรือในยามที่มีปัญหา เมื่อเธอเข้าใจเรื่องนี้แล้ว โมนิคก็พร้อมที่จะวางใจให้พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเธอ และยอมรับความจริงอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่มีต่อเธอ 
กษัตริย์ซาโลมอนอาจให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้แก่โมนิค พระองค์ตระหนักว่าโลกนี้มีความทุกข์อยู่ แน่ทีเดียว “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง” (ปญจ.3:1) “มีวาระไว้ทุกข์ และวาระเต้นรำ” (ข้อ 4) แต่ยังมีมากกว่านั้น คือพระเจ้า “ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์” (ข้อ 11) นิรันดร์กาลหมายถึงการมีชีวิตอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์
โมนิคได้ชีวิต “อย่างครบบริบูรณ์” เมื่อเธอวางใจในพระองค์ ดังที่พระเยซูตรัส (ยน.10:10) แต่เธอได้รับมากยิ่งกว่านั้นอีก! โดยผ่านทางความเชื่อแล้ว “นิรันดร์กาลในจิตใจ [ของเธอ]” (ปญจ.3:11) ได้กลายเป็นพระสัญญาแห่งอนาคตเมื่อความทุกข์ในชีวิตจะถูกลืมไป (อสย.65:17) และการทรงสถิตอันเต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้าจะเป็นความจริงนิรันดร์
คุณมีประสบการณ์กับชีวิตที่บริบูรณ์ที่พระเยซูมอบให้อย่างไร คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใดบ้าง กับการมีชีวิตอยู่ในพระองค์
ข้าแต่พระเยซู กษัตริย์ซาโลมอนเข้าใจถูกแล้วว่า ชีวิตเป็นเหมือนการนั่งเครื่องเล่นที่มีทั้งขึ้นและลง ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ชีวิตนี้มีคุณค่าและคุ้มค่าแก่ความพยายาม และขอบพระคุณสำหรับความชื่นชมยินดีนิรันดร์ที่รอคอยข้าพระองค์อยู่

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ [ ปัญญาจารย์ 3:11 ]
โมนิคกำลังมีปัญหา เธอมีเพื่อนที่เชื่อในพระเยซูและเธอเคารพวิธีที่พวกเขาจัดการกับปัญหาในชีวิต เธอรู้สึกอิจฉาพวกเขาด้วยซ้ำ แต่โมนิคไม่คิดว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตแบบพวกเขาได้ เธอคิดว่าการเชื่อในพ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ในอ้อมแขนของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ในอ้อมแขนของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bef95eb9-6fa7-48c6-a54d-ee203000ea9f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7ee59c28</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก [ สดุดี 91:15 ]</p>
<p>เสียงของเครื่องกรอฟันทำให้ซาร่าห์วัยห้าขวบหวาดกลัว เธอกระโดดออกจากเก้าอี้หมอฟันและไม่ยอมกลับไปนั่งอีก หมอฟันพยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกกับพ่อของเธอว่า “คุณพ่อช่วยนั่งเก้าอี้ด้วยครับ” เจสันนึกว่าเขาจะต้องแสดงให้ลูกสาวเห็นว่ามันง่ายแค่ไหน แต่แล้วหมอฟันก็หันไปหาเด็กหญิงแล้วพูดว่า “ทีนี้ หนูปีนขึ้นมานั่งบนตักคุณพ่อหน่อย” ในตอนนี้เมื่อพ่อโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนที่ให้ความมั่นใจ ซาร่าห์ก็รู้สึกผ่อนคลายและหมอฟันจึงสามารถทำงานต่อได้</p>
<p>ในวันนั้น เจสันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญถึงเรื่องความอบอุ่นใจจากการสถิตอยู่ด้วยของพระบิดาในสวรรค์ “บางครั้งพระเจ้า [เลือกที่จะไม่] เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่” เขาพูด “แต่พระเจ้าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่า ‘เราจะอยู่ตรงนั้นกับเจ้า’”</p>
<p>สดุดี 91 พูดถึงการทรงสถิตที่อบอุ่นใจและฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งประทานกำลังให้เราในการเผชิญการทดลอง การรู้ว่าเราสามารถเข้าไปพักสงบในอ้อมแขนอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ได้นั้้นทำให้เรามีความมั่นใจอย่างล้นเหลือ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาต่อคนเหล่านั้นที่รักพระองค์ว่า “เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก” (ข้อ 15)</p>
<p>ชีวิตมีอุปสรรคและการทดลองที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้มากมาย และเราจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและทรมานอย่างหนีไม่พ้น แต่ด้วยอ้อมแขนอันมั่นคงของพระเจ้าที่โอบกอดเราไว้ เราจะอดทนต่อสถานการณ์และวิกฤตการณ์ของเราได้ และยอมให้พระองค์เสริมกำลังความเชื่อของเราให้เข้มแข็งขึ้นขณะที่เราเติบโตผ่านเหตุการณ์เหล่านั้น</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญกับการทดลองใดอยู่ คุณจะเตือนตัวเองอย่างไรว่าพระเจ้าทรงสถิตกับคุณเสมอ</em></p>
<p>พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอบพระคุณสำหรับการทรงสถิตอันมั่นคงในสถานการณ์ของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญหน้าโดยรู้ว่าพระองค์ทรงสถิตด้วยเสมอ</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก [ สดุดี 91:15 ]</p>
<p>เสียงของเครื่องกรอฟันทำให้ซาร่าห์วัยห้าขวบหวาดกลัว เธอกระโดดออกจากเก้าอี้หมอฟันและไม่ยอมกลับไปนั่งอีก หมอฟันพยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกกับพ่อของเธอว่า “คุณพ่อช่วยนั่งเก้าอี้ด้วยครับ” เจสันนึกว่าเขาจะต้องแสดงให้ลูกสาวเห็นว่ามันง่ายแค่ไหน แต่แล้วหมอฟันก็หันไปหาเด็กหญิงแล้วพูดว่า “ทีนี้ หนูปีนขึ้นมานั่งบนตักคุณพ่อหน่อย” ในตอนนี้เมื่อพ่อโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนที่ให้ความมั่นใจ ซาร่าห์ก็รู้สึกผ่อนคลายและหมอฟันจึงสามารถทำงานต่อได้</p>
<p>ในวันนั้น เจสันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญถึงเรื่องความอบอุ่นใจจากการสถิตอยู่ด้วยของพระบิดาในสวรรค์ “บางครั้งพระเจ้า [เลือกที่จะไม่] เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่” เขาพูด “แต่พระเจ้าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่า ‘เราจะอยู่ตรงนั้นกับเจ้า’”</p>
<p>สดุดี 91 พูดถึงการทรงสถิตที่อบอุ่นใจและฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งประทานกำลังให้เราในการเผชิญการทดลอง การรู้ว่าเราสามารถเข้าไปพักสงบในอ้อมแขนอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ได้นั้้นทำให้เรามีความมั่นใจอย่างล้นเหลือ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาต่อคนเหล่านั้นที่รักพระองค์ว่า “เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก” (ข้อ 15)</p>
<p>ชีวิตมีอุปสรรคและการทดลองที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้มากมาย และเราจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและทรมานอย่างหนีไม่พ้น แต่ด้วยอ้อมแขนอันมั่นคงของพระเจ้าที่โอบกอดเราไว้ เราจะอดทนต่อสถานการณ์และวิกฤตการณ์ของเราได้ และยอมให้พระองค์เสริมกำลังความเชื่อของเราให้เข้มแข็งขึ้นขณะที่เราเติบโตผ่านเหตุการณ์เหล่านั้น</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญกับการทดลองใดอยู่ คุณจะเตือนตัวเองอย่างไรว่าพระเจ้าทรงสถิตกับคุณเสมอ</em></p>
<p>พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอบพระคุณสำหรับการทรงสถิตอันมั่นคงในสถานการณ์ของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญหน้าโดยรู้ว่าพระองค์ทรงสถิตด้วยเสมอ</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 03 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7ee59c28/664ffc3a.mp3" length="12668506" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>792</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก [ สดุดี 91:15 ]
เสียงของเครื่องกรอฟันทำให้ซาร่าห์วัยห้าขวบหวาดกลัว เธอกระโดดออกจากเก้าอี้หมอฟันและไม่ยอมกลับไปนั่งอีก หมอฟันพยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกกับพ่อของเธอว่า “คุณพ่อช่วยนั่งเก้าอี้ด้วยครับ” เจสันนึกว่าเขาจะต้องแสดงให้ลูกสาวเห็นว่ามันง่ายแค่ไหน แต่แล้วหมอฟันก็หันไปหาเด็กหญิงแล้วพูดว่า “ทีนี้ หนูปีนขึ้นมานั่งบนตักคุณพ่อหน่อย” ในตอนนี้เมื่อพ่อโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนที่ให้ความมั่นใจ ซาร่าห์ก็รู้สึกผ่อนคลายและหมอฟันจึงสามารถทำงานต่อได้
ในวันนั้น เจสันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญถึงเรื่องความอบอุ่นใจจากการสถิตอยู่ด้วยของพระบิดาในสวรรค์ “บางครั้งพระเจ้า [เลือกที่จะไม่] เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่” เขาพูด “แต่พระเจ้าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่า ‘เราจะอยู่ตรงนั้นกับเจ้า’”
สดุดี 91 พูดถึงการทรงสถิตที่อบอุ่นใจและฤทธิ์เดชของพระเจ้าซึ่งประทานกำลังให้เราในการเผชิญการทดลอง การรู้ว่าเราสามารถเข้าไปพักสงบในอ้อมแขนอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ได้นั้้นทำให้เรามีความมั่นใจอย่างล้นเหลือ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาต่อคนเหล่านั้นที่รักพระองค์ว่า “เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก” (ข้อ 15)
ชีวิตมีอุปสรรคและการทดลองที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้มากมาย และเราจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและทรมานอย่างหนีไม่พ้น แต่ด้วยอ้อมแขนอันมั่นคงของพระเจ้าที่โอบกอดเราไว้ เราจะอดทนต่อสถานการณ์และวิกฤตการณ์ของเราได้ และยอมให้พระองค์เสริมกำลังความเชื่อของเราให้เข้มแข็งขึ้นขณะที่เราเติบโตผ่านเหตุการณ์เหล่านั้น
คุณกำลังเผชิญกับการทดลองใดอยู่ คุณจะเตือนตัวเองอย่างไรว่าพระเจ้าทรงสถิตกับคุณเสมอ
พระบิดาผู้ทรงเมตตา ขอบพระคุณสำหรับการทรงสถิตอันมั่นคงในสถานการณ์ของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญหน้าโดยรู้ว่าพระองค์ทรงสถิตด้วยเสมอ

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก [ สดุดี 91:15 ]
เสียงของเครื่องกรอฟันทำให้ซาร่าห์วัยห้าขวบหวาดกลัว เธอกระโดดออกจากเก้าอี้หมอฟันและไม่ยอมกลับไปนั่งอีก หมอฟันพยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกกับพ่อของเธอว่า “คุณพ่อช่วยนั่งเก้าอี้ด้วยครับ” เจสันนึกว่าเขาจะต้องแสดงให้ลูกสา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">29c62f56-f981-4392-826f-b490cb9fbbc5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7e824381</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:3 ]</p>
<p>ทารกน้อยเกรแฮมร้องโวยวายและดิ้นไปมาขณะที่แม่จับเขาวางไว้บนตักเพื่อให้หมอใส่เครื่องช่วยฟังเครื่องแรกให้กับเขา เมื่อหมอเปิดเครื่องช่วยฟัง เกรแฮมหยุดร้องไห้ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และเขายิ้ม เขาได้ยินเสียงแม่กำลังปลอบโยน ให้กำลังใจและเรียกชื่อของเขา</p>
<p>ทารกน้อยเกรแฮมได้ยินเสียงแม่พูด แต่เขาต้องการความช่วยเหลือในการเรียนรู้ที่จะจดจำเสียงของแม่และเข้าใจความหมายที่แม่พูด พระเยซูทรงเชิญชวนให้คนเข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้ที่คล้ายกันนี้ เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราแล้ว เราก็กลายเป็นลูกแกะที่พระองค์ทรงรู้จักอย่างใกล้ชิดและทรงนำเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว (ยน.10:3) เราจะวางใจและเชื่อฟังพระองค์มากขึ้นเมื่อเราฝึกที่จะฟังและจดจ่อกับเสียงของพระองค์ (ข้อ 4)</p>
<p>ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูผู้เป็นพระเจ้าในสภาพเนื้อหนังทรงตรัสกับประชากรโดยตรง ในปัจจุบัน ผู้เชื่อในพระเยซูเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ พระองค์ช่วยให้เราเข้าใจและเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าที่พระองค์ทรงดลใจและบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราสามารถสื่อสารกับพระเยซูได้โดยตรงผ่านการอธิษฐาน ในขณะที่พระองค์ทรงตรัสกับเราผ่านพระวจนะและผ่านคนของพระองค์ เมื่อเราเริ่มรู้จักเสียงของพระเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับพระคำของพระองค์ในพระคัมภีร์เสมอนั้น เราก็จะสามารถร้องสรรเสริญด้วยใจขอบพระคุณได้ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์!”</p>
<p><em>พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เพื่อเปิดเผยพระองค์เองต่อคุณอย่างไรในสัปดาห์นี้ คุณจะกล่าวสิ่งที่มาจากพระปัญญาของพระเจ้า ให้กับคนที่ต้องการการปลอบโยนและกำลังใจในวันนี้ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้รับและแบ่งปันความจริงและความรักที่พระองค์ทรงเปิดเผยแก่ข้าพระองค์ผ่านการอ่านพระคัมภีร์ด้วยเถิด</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:3 ]</p>
<p>ทารกน้อยเกรแฮมร้องโวยวายและดิ้นไปมาขณะที่แม่จับเขาวางไว้บนตักเพื่อให้หมอใส่เครื่องช่วยฟังเครื่องแรกให้กับเขา เมื่อหมอเปิดเครื่องช่วยฟัง เกรแฮมหยุดร้องไห้ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และเขายิ้ม เขาได้ยินเสียงแม่กำลังปลอบโยน ให้กำลังใจและเรียกชื่อของเขา</p>
<p>ทารกน้อยเกรแฮมได้ยินเสียงแม่พูด แต่เขาต้องการความช่วยเหลือในการเรียนรู้ที่จะจดจำเสียงของแม่และเข้าใจความหมายที่แม่พูด พระเยซูทรงเชิญชวนให้คนเข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้ที่คล้ายกันนี้ เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราแล้ว เราก็กลายเป็นลูกแกะที่พระองค์ทรงรู้จักอย่างใกล้ชิดและทรงนำเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว (ยน.10:3) เราจะวางใจและเชื่อฟังพระองค์มากขึ้นเมื่อเราฝึกที่จะฟังและจดจ่อกับเสียงของพระองค์ (ข้อ 4)</p>
<p>ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูผู้เป็นพระเจ้าในสภาพเนื้อหนังทรงตรัสกับประชากรโดยตรง ในปัจจุบัน ผู้เชื่อในพระเยซูเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ พระองค์ช่วยให้เราเข้าใจและเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าที่พระองค์ทรงดลใจและบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราสามารถสื่อสารกับพระเยซูได้โดยตรงผ่านการอธิษฐาน ในขณะที่พระองค์ทรงตรัสกับเราผ่านพระวจนะและผ่านคนของพระองค์ เมื่อเราเริ่มรู้จักเสียงของพระเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับพระคำของพระองค์ในพระคัมภีร์เสมอนั้น เราก็จะสามารถร้องสรรเสริญด้วยใจขอบพระคุณได้ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์!”</p>
<p><em>พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เพื่อเปิดเผยพระองค์เองต่อคุณอย่างไรในสัปดาห์นี้ คุณจะกล่าวสิ่งที่มาจากพระปัญญาของพระเจ้า ให้กับคนที่ต้องการการปลอบโยนและกำลังใจในวันนี้ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้รับและแบ่งปันความจริงและความรักที่พระองค์ทรงเปิดเผยแก่ข้าพระองค์ผ่านการอ่านพระคัมภีร์ด้วยเถิด</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7e824381/dfd8a8c1.mp3" length="11729808" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>734</itunes:duration>
      <itunes:summary>นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:3 ]
ทารกน้อยเกรแฮมร้องโวยวายและดิ้นไปมาขณะที่แม่จับเขาวางไว้บนตักเพื่อให้หมอใส่เครื่องช่วยฟังเครื่องแรกให้กับเขา เมื่อหมอเปิดเครื่องช่วยฟัง เกรแฮมหยุดร้องไห้ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และเขายิ้ม เขาได้ยินเสียงแม่กำลังปลอบโยน ให้กำลังใจและเรียกชื่อของเขา
ทารกน้อยเกรแฮมได้ยินเสียงแม่พูด แต่เขาต้องการความช่วยเหลือในการเรียนรู้ที่จะจดจำเสียงของแม่และเข้าใจความหมายที่แม่พูด พระเยซูทรงเชิญชวนให้คนเข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้ที่คล้ายกันนี้ เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราแล้ว เราก็กลายเป็นลูกแกะที่พระองค์ทรงรู้จักอย่างใกล้ชิดและทรงนำเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว (ยน.10:3) เราจะวางใจและเชื่อฟังพระองค์มากขึ้นเมื่อเราฝึกที่จะฟังและจดจ่อกับเสียงของพระองค์ (ข้อ 4)
ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูผู้เป็นพระเจ้าในสภาพเนื้อหนังทรงตรัสกับประชากรโดยตรง ในปัจจุบัน ผู้เชื่อในพระเยซูเข้าถึงฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ พระองค์ช่วยให้เราเข้าใจและเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าที่พระองค์ทรงดลใจและบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เราสามารถสื่อสารกับพระเยซูได้โดยตรงผ่านการอธิษฐาน ในขณะที่พระองค์ทรงตรัสกับเราผ่านพระวจนะและผ่านคนของพระองค์ เมื่อเราเริ่มรู้จักเสียงของพระเจ้า ซึ่งสอดคล้องกับพระคำของพระองค์ในพระคัมภีร์เสมอนั้น เราก็จะสามารถร้องสรรเสริญด้วยใจขอบพระคุณได้ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์!”
พระเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เพื่อเปิดเผยพระองค์เองต่อคุณอย่างไรในสัปดาห์นี้ คุณจะกล่าวสิ่งที่มาจากพระปัญญาของพระเจ้า ให้กับคนที่ต้องการการปลอบโยนและกำลังใจในวันนี้ได้อย่างไร
พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินพระองค์! โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้รับและแบ่งปันความจริงและความรักที่พระองค์ทรงเปิดเผยแก่ข้าพระองค์ผ่านการอ่านพระคัมภีร์ด้วยเถิด

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:3 ]
ทารกน้อยเกรแฮมร้องโวยวายและดิ้นไปมาขณะที่แม่จับเขาวางไว้บนตักเพื่อให้หมอใส่เครื่องช่วยฟังเครื่องแรกให้กับเขา เมื่อหมอเปิดเครื่องช่วยฟัง เกรแฮมหยุดร้องไห้ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง และเขายิ้ม </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.11 วางใจพระเจ้าคืออะไรต้องวางใจตรงไหน</title>
      <itunes:episode>11</itunes:episode>
      <podcast:episode>11</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.11 วางใจพระเจ้าคืออะไรต้องวางใจตรงไหน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4ab3d8fc-e306-4b8e-b8ff-d35799d42ac9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a2551d15</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>"วางใจในพระเจ้านะ" อาจเป็นคำพูดที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อคุณเจอความทุกข์ยากในชีวิต

แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า… มันคืออะไร ต้องวางใจพระเจ้าอย่างไร แล้ววางตรงไหนล่ะ

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 11 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและหาคำตอบไปด้วยกันในเรื่องของ "การวางใจในพระเจ้า"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>"วางใจในพระเจ้านะ" อาจเป็นคำพูดที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อคุณเจอความทุกข์ยากในชีวิต

แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า… มันคืออะไร ต้องวางใจพระเจ้าอย่างไร แล้ววางตรงไหนล่ะ

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 11 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและหาคำตอบไปด้วยกันในเรื่องของ "การวางใจในพระเจ้า"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Apr 2024 13:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a2551d15/20a687d2.mp3" length="59356128" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/9tH7ihXtNDs0yeANeYic8ymRAPZtlYU1fKP30rpg4jw/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9jNGY1/NGYyODgzZTI1MTc0/ZTc4N2RhMzBhNjhk/ZmVlOS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2461</itunes:duration>
      <itunes:summary>"วางใจในพระเจ้านะ" อาจเป็นคำพูดที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อคุณเจอความทุกข์ยากในชีวิต

แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า… มันคืออะไร ต้องวางใจพระเจ้าอย่างไร แล้ววางตรงไหนล่ะ

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 11 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและหาคำตอบไปด้วยกันในเรื่องของ "การวางใจในพระเจ้า"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>"วางใจในพระเจ้านะ" อาจเป็นคำพูดที่คุณเคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อคุณเจอความทุกข์ยากในชีวิต

แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า… มันคืออะไร ต้องวางใจพระเจ้าอย่างไร แล้ววางตรงไหนล่ะ

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 11 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยและหาคำตอบไปด้วยกันในเรื่องของ "การวางใจในพร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้นำแบบพระธรรมสดุดี 72</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้นำแบบพระธรรมสดุดี 72</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9b8f12c5-8f8e-44e9-ba1c-b4da3c97dca3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5c1fe9c7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอให้ท่านเป็นเหมือนฝนที่ตกบนหญ้าที่ตัดแล้ว เหมือนห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก [ สดุดี 72:6 ]</p>
<p>ในเดือนกรกฎาคมปี 2022 นายกรัฐมนตรีอังกฤษถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งภายหลังจากเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นความไม่ซื่อตรงทางจริยธรรม (นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ก็ลาออกจากตำแหน่งในไม่กี่เดือนต่อมา!) เหตุการณ์นี้ถูกจุดชนวนขึ้นเมื่อรัฐมนตรีสาธารณสุขเข้าร่วมการอธิษฐานช่วงเช้าประจำปีของรัฐสภา เขาตระหนักถึงจริยธรรมที่ขาดไปในการปฏิบัติหน้าที่และลาออก เมื่อรัฐมนตรีคนอื่นลาออกตามไป นายกรัฐมนตรีจึงตระหนักได้ว่าเขาต้องออกเช่นเดียวกัน นั่นเป็นเหตุการณ์อันน่าทึ่งที่เริ่มจากการประชุมอธิษฐานอันเงียบสงบ</p>
<p>ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้อธิษฐานเผื่อผู้นำทางการเมืองของพวกเขา (1ทธ.2:1-2) และสดุดีบทที่ 72 เป็นคู่มือที่ดีในการทำเช่นนั้น เพราะมีทั้งคำอธิบายถึงหน้าที่ของผู้นำและคำอธิษฐานที่จะช่วยให้พวกเขาทำตามนั้นได้ สดุดีบทนี้บรรยายถึงผู้นำที่ดีว่าเป็นคนแห่งความยุติธรรมและชอบธรรม (ข้อ 1-2) ผู้ปกป้องคนยากจน (ข้อ 4) ช่วยเหลือคนขัดสน (ข้อ 12-13) และต่อต้านการกดขี่บีบบังคับ (ข้อ 14) ตลอดการทำงานของเขานำมาซึ่งการฟื้นฟู เหมือนกับ “ห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แผ่นดิน (ข้อ 3,7,16) แม้ว่ามีเพียงพระเมสสิยาห์เท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์ (ข้อ 11) แต่เราก็ไม่อาจหามาตรฐานของผู้นำที่ดีกว่านี้ได้แล้ว</p>
<p>ความซื่อตรงมีจริยธรรมของผู้มีอำนาจปกครองจะเป็นตัวกำหนดสถานภาพของประเทศ ขอให้เราแสวงหา “ผู้นำแบบพระธรรมสดุดี 72” เพื่อชนชาติของเราและช่วยให้พวกเขาเปี่ยมด้วยคุณสมบัติเช่นในสดุดีบทนี้ด้วยการอธิษฐานเผื่อพวกเขา</p>
<p><em>คุณมองหาคุณสมบัติใดในผู้นำ คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้นำชุมชนและผู้นำประเทศของคุณมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา โปรดเสริมกำลังให้ผู้นำของเรา เป็นคนแห่งความยุติธรรม ชอบธรรม และความดีงาม</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอให้ท่านเป็นเหมือนฝนที่ตกบนหญ้าที่ตัดแล้ว เหมือนห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก [ สดุดี 72:6 ]</p>
<p>ในเดือนกรกฎาคมปี 2022 นายกรัฐมนตรีอังกฤษถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งภายหลังจากเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นความไม่ซื่อตรงทางจริยธรรม (นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ก็ลาออกจากตำแหน่งในไม่กี่เดือนต่อมา!) เหตุการณ์นี้ถูกจุดชนวนขึ้นเมื่อรัฐมนตรีสาธารณสุขเข้าร่วมการอธิษฐานช่วงเช้าประจำปีของรัฐสภา เขาตระหนักถึงจริยธรรมที่ขาดไปในการปฏิบัติหน้าที่และลาออก เมื่อรัฐมนตรีคนอื่นลาออกตามไป นายกรัฐมนตรีจึงตระหนักได้ว่าเขาต้องออกเช่นเดียวกัน นั่นเป็นเหตุการณ์อันน่าทึ่งที่เริ่มจากการประชุมอธิษฐานอันเงียบสงบ</p>
<p>ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้อธิษฐานเผื่อผู้นำทางการเมืองของพวกเขา (1ทธ.2:1-2) และสดุดีบทที่ 72 เป็นคู่มือที่ดีในการทำเช่นนั้น เพราะมีทั้งคำอธิบายถึงหน้าที่ของผู้นำและคำอธิษฐานที่จะช่วยให้พวกเขาทำตามนั้นได้ สดุดีบทนี้บรรยายถึงผู้นำที่ดีว่าเป็นคนแห่งความยุติธรรมและชอบธรรม (ข้อ 1-2) ผู้ปกป้องคนยากจน (ข้อ 4) ช่วยเหลือคนขัดสน (ข้อ 12-13) และต่อต้านการกดขี่บีบบังคับ (ข้อ 14) ตลอดการทำงานของเขานำมาซึ่งการฟื้นฟู เหมือนกับ “ห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แผ่นดิน (ข้อ 3,7,16) แม้ว่ามีเพียงพระเมสสิยาห์เท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์ (ข้อ 11) แต่เราก็ไม่อาจหามาตรฐานของผู้นำที่ดีกว่านี้ได้แล้ว</p>
<p>ความซื่อตรงมีจริยธรรมของผู้มีอำนาจปกครองจะเป็นตัวกำหนดสถานภาพของประเทศ ขอให้เราแสวงหา “ผู้นำแบบพระธรรมสดุดี 72” เพื่อชนชาติของเราและช่วยให้พวกเขาเปี่ยมด้วยคุณสมบัติเช่นในสดุดีบทนี้ด้วยการอธิษฐานเผื่อพวกเขา</p>
<p><em>คุณมองหาคุณสมบัติใดในผู้นำ คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้นำชุมชนและผู้นำประเทศของคุณมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา โปรดเสริมกำลังให้ผู้นำของเรา เป็นคนแห่งความยุติธรรม ชอบธรรม และความดีงาม</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 01 Apr 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5c1fe9c7/07f0a6de.mp3" length="11429683" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอให้ท่านเป็นเหมือนฝนที่ตกบนหญ้าที่ตัดแล้ว เหมือนห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก [ สดุดี 72:6 ]
ในเดือนกรกฎาคมปี 2022 นายกรัฐมนตรีอังกฤษถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งภายหลังจากเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นความไม่ซื่อตรงทางจริยธรรม (นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ก็ลาออกจากตำแหน่งในไม่กี่เดือนต่อมา!) เหตุการณ์นี้ถูกจุดชนวนขึ้นเมื่อรัฐมนตรีสาธารณสุขเข้าร่วมการอธิษฐานช่วงเช้าประจำปีของรัฐสภา เขาตระหนักถึงจริยธรรมที่ขาดไปในการปฏิบัติหน้าที่และลาออก เมื่อรัฐมนตรีคนอื่นลาออกตามไป นายกรัฐมนตรีจึงตระหนักได้ว่าเขาต้องออกเช่นเดียวกัน นั่นเป็นเหตุการณ์อันน่าทึ่งที่เริ่มจากการประชุมอธิษฐานอันเงียบสงบ
ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้อธิษฐานเผื่อผู้นำทางการเมืองของพวกเขา (1ทธ.2:1-2) และสดุดีบทที่ 72 เป็นคู่มือที่ดีในการทำเช่นนั้น เพราะมีทั้งคำอธิบายถึงหน้าที่ของผู้นำและคำอธิษฐานที่จะช่วยให้พวกเขาทำตามนั้นได้ สดุดีบทนี้บรรยายถึงผู้นำที่ดีว่าเป็นคนแห่งความยุติธรรมและชอบธรรม (ข้อ 1-2) ผู้ปกป้องคนยากจน (ข้อ 4) ช่วยเหลือคนขัดสน (ข้อ 12-13) และต่อต้านการกดขี่บีบบังคับ (ข้อ 14) ตลอดการทำงานของเขานำมาซึ่งการฟื้นฟู เหมือนกับ “ห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่แผ่นดิน (ข้อ 3,7,16) แม้ว่ามีเพียงพระเมสสิยาห์เท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์ (ข้อ 11) แต่เราก็ไม่อาจหามาตรฐานของผู้นำที่ดีกว่านี้ได้แล้ว
ความซื่อตรงมีจริยธรรมของผู้มีอำนาจปกครองจะเป็นตัวกำหนดสถานภาพของประเทศ ขอให้เราแสวงหา “ผู้นำแบบพระธรรมสดุดี 72” เพื่อชนชาติของเราและช่วยให้พวกเขาเปี่ยมด้วยคุณสมบัติเช่นในสดุดีบทนี้ด้วยการอธิษฐานเผื่อพวกเขา
คุณมองหาคุณสมบัติใดในผู้นำ คุณจะอธิษฐานเผื่อผู้นำชุมชนและผู้นำประเทศของคุณมากขึ้นได้อย่างไร
พระบิดา โปรดเสริมกำลังให้ผู้นำของเรา เป็นคนแห่งความยุติธรรม ชอบธรรม และความดีงาม

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอให้ท่านเป็นเหมือนฝนที่ตกบนหญ้าที่ตัดแล้ว เหมือนห่าฝนที่รดแผ่นดินโลก [ สดุดี 72:6 ]
ในเดือนกรกฎาคมปี 2022 นายกรัฐมนตรีอังกฤษถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งภายหลังจากเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นความไม่ซื่อตรงทางจริยธรรม (นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ก็ลาอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประชุมกันในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประชุมกันในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7cdea136-f146-418c-a4fa-ca59acce90e7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/755680bc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น [ ฮีบรู 10:25 ]</p>
<p>ในเวลาที่ฉันเผชิญกับความเจ็บปวดทางอารมณ์และจิตวิญญาณ และต้องต่อสู้กับสถานการณ์ยุ่งยากในชีวิตเป็นเวลานานนั้น ฉันอาจถอนตัวจากคริสตจักรไปได้ง่ายๆ (และบางครั้งฉันคิดคำนึงว่า “จะลำบากไปทำไม”) แต่ฉันก็รู้สึกถึงหน้าที่ที่จะต้องไปทุกสัปดาห์</p>
<p>แม้ว่าสถานการณ์ของฉันจะยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ตลอดหลายปี แต่การได้สรรเสริญพระเจ้าและรวมกลุ่มกับผู้เชื่ออื่นในการนมัสการ ในกลุ่มอธิษฐาน และกลุ่มเรียนพระคัมภีร์ ได้มอบกำลังใจที่จำเป็นแก่ฉันเพื่อจะยืนหยัดและยังคงมีความหวัง และหลายครั้งที่ฉันไม่เพียงได้ฟังข้อความหรือคำสอนที่หนุนใจ แต่ฉันยังได้รับการปลอบประโลมใจ มีคนที่รับฟัง และได้รับอ้อมกอดที่ฉันต้องการจากคนอื่น</p>
<p>ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเขียนไว้ว่า “อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (ฮบ.10:25) ผู้เขียนฮีบรูทราบว่าเมื่อเราเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบาก เราจะต้องการการหนุนใจจากคนอื่น และคนอื่นก็ต้องการจากเราเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเตือนผู้อ่านให้ “ยึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 23-24) นี่คือหัวใจหลักของการหนุนใจ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงนำให้เราประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ มีบางคนที่อาจต้องการคำหนุนใจด้วยความรักจากคุณ และคุณจะประหลาดใจกับสิ่งที่ได้รับคืนมา</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณรู้สึกได้รับการหนุนใจหลังจากจบการนมัสการ และเพราะเหตุใด มีใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือและการหนุนใจจากคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไม่ขาดจากการประชุมและได้สัมผัสสันติสุขและความรักของพระองค์ร่วมกับผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น [ ฮีบรู 10:25 ]</p>
<p>ในเวลาที่ฉันเผชิญกับความเจ็บปวดทางอารมณ์และจิตวิญญาณ และต้องต่อสู้กับสถานการณ์ยุ่งยากในชีวิตเป็นเวลานานนั้น ฉันอาจถอนตัวจากคริสตจักรไปได้ง่ายๆ (และบางครั้งฉันคิดคำนึงว่า “จะลำบากไปทำไม”) แต่ฉันก็รู้สึกถึงหน้าที่ที่จะต้องไปทุกสัปดาห์</p>
<p>แม้ว่าสถานการณ์ของฉันจะยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ตลอดหลายปี แต่การได้สรรเสริญพระเจ้าและรวมกลุ่มกับผู้เชื่ออื่นในการนมัสการ ในกลุ่มอธิษฐาน และกลุ่มเรียนพระคัมภีร์ ได้มอบกำลังใจที่จำเป็นแก่ฉันเพื่อจะยืนหยัดและยังคงมีความหวัง และหลายครั้งที่ฉันไม่เพียงได้ฟังข้อความหรือคำสอนที่หนุนใจ แต่ฉันยังได้รับการปลอบประโลมใจ มีคนที่รับฟัง และได้รับอ้อมกอดที่ฉันต้องการจากคนอื่น</p>
<p>ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเขียนไว้ว่า “อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (ฮบ.10:25) ผู้เขียนฮีบรูทราบว่าเมื่อเราเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบาก เราจะต้องการการหนุนใจจากคนอื่น และคนอื่นก็ต้องการจากเราเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเตือนผู้อ่านให้ “ยึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 23-24) นี่คือหัวใจหลักของการหนุนใจ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงนำให้เราประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ มีบางคนที่อาจต้องการคำหนุนใจด้วยความรักจากคุณ และคุณจะประหลาดใจกับสิ่งที่ได้รับคืนมา</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณรู้สึกได้รับการหนุนใจหลังจากจบการนมัสการ และเพราะเหตุใด มีใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือและการหนุนใจจากคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไม่ขาดจากการประชุมและได้สัมผัสสันติสุขและความรักของพระองค์ร่วมกับผู้อื่น</p>
<p><br></p>
<p>ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!<br>วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรี<br>มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : <a href="https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9" rel="nofollow">https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</a></p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 31 Mar 2024 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/755680bc/025d5a63.mp3" length="11647430" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>728</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น [ ฮีบรู 10:25 ]
ในเวลาที่ฉันเผชิญกับความเจ็บปวดทางอารมณ์และจิตวิญญาณ และต้องต่อสู้กับสถานการณ์ยุ่งยากในชีวิตเป็นเวลานานนั้น ฉันอาจถอนตัวจากคริสตจักรไปได้ง่ายๆ (และบางครั้งฉันคิดคำนึงว่า “จะลำบากไปทำไม”) แต่ฉันก็รู้สึกถึงหน้าที่ที่จะต้องไปทุกสัปดาห์
แม้ว่าสถานการณ์ของฉันจะยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ตลอดหลายปี แต่การได้สรรเสริญพระเจ้าและรวมกลุ่มกับผู้เชื่ออื่นในการนมัสการ ในกลุ่มอธิษฐาน และกลุ่มเรียนพระคัมภีร์ ได้มอบกำลังใจที่จำเป็นแก่ฉันเพื่อจะยืนหยัดและยังคงมีความหวัง และหลายครั้งที่ฉันไม่เพียงได้ฟังข้อความหรือคำสอนที่หนุนใจ แต่ฉันยังได้รับการปลอบประโลมใจ มีคนที่รับฟัง และได้รับอ้อมกอดที่ฉันต้องการจากคนอื่น
ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเขียนไว้ว่า “อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (ฮบ.10:25) ผู้เขียนฮีบรูทราบว่าเมื่อเราเผชิญกับความทุกข์และความยากลำบาก เราจะต้องการการหนุนใจจากคนอื่น และคนอื่นก็ต้องการจากเราเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเตือนผู้อ่านให้ “ยึดมั่นในความหวังที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น” และพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะ “ปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 23-24) นี่คือหัวใจหลักของการหนุนใจ นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงนำให้เราประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ มีบางคนที่อาจต้องการคำหนุนใจด้วยความรักจากคุณ และคุณจะประหลาดใจกับสิ่งที่ได้รับคืนมา
เมื่อใดที่คุณรู้สึกได้รับการหนุนใจหลังจากจบการนมัสการ และเพราะเหตุใด มีใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือและการหนุนใจจากคุณ
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไม่ขาดจากการประชุมและได้สัมผัสสันติสุขและความรักของพระองค์ร่วมกับผู้อื่น

ขอเชิญร่วมงาน มานาสัญจร จ.เพชรบุรี !!!วันเสาร์ที่ 11 พ.ค. 2024 ที่คริสตจักรพระกิตติคุณสมบูรณ์เพชรบุรีมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา &amp;lt;3 ลงทะเบียนคลิกเลย : https://forms.gle/RQ4XE1gLTADxunQy9</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น [ ฮีบรู 10:25 ]
ในเวลาที่ฉันเผชิญกับความเจ็บปวดทางอารมณ์และจิตวิญญาณ และต้องต่อสู้กับสถานการณ์ยุ่งยากในชีวิตเป็นเวลานานนั้น ฉันอาจถอนตัวจากคริสตจักรไปได้ง่ายๆ (และบางครั้งฉันคิ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นแล้วในวันนี้!</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นแล้วในวันนี้!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">704610b8-6bb4-45ed-bfb5-88200c25d9af</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/119fe817</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น [ มัทธิว 28:6 ]</p>
<p>ก่อนที่ชาร์ลส์ ซีเมียนจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เขาชื่นชอบม้าและเสื้อผ้า และใช้เงินจำนวนมากไปกับเครื่องแต่งกายทุกปี แต่เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยให้เขาเข้าร่วมพิธีมหาสนิทที่จัดขึ้นเป็นประจำ เขาจึงเริ่มสำรวจสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หลังจากได้อ่านหนังสือหลายเล่มซึ่งเขียนโดยผู้เชื่อในพระเยซู เขาก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งในวันอาทิตย์อีสเตอร์ เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1779 เขาร้องว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นแล้วในวันนี้! ฮาเลลูยา! ฮาเลลูยา!” ขณะที่ความเชื่อในพระเจ้าเติบโตขึ้น เขาได้อุทิศตนในการศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน และร่วมประชุมนมัสการ</p>
<p>ในวันอีสเตอร์แรก หญิงสองคนที่ไปถึงอุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซูได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่นั่นพวกเธอได้เผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อทูตองค์หนึ่งกลิ้งก้อนหินออกไป ทูตสวรรค์กล่าวแก่หญิงเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่า พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น” (มธ.28:5-6) หญิงเหล่านั้นจึงนมัสการพระเยซูและวิ่งกลับไปบอกข่าวดีแก่สหายของตนด้วยความยินดีอย่างยิ่ง</p>
<p>การได้พบกับพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับคนยุคก่อนเท่านั้น พระองค์ทรงสัญญาว่าจะพบกับเราที่นี่และตอนนี้ เราอาจได้พบกับการเผชิญหน้าอันน่าทึ่งเหมือนพวกผู้หญิงที่อุโมงค์หรือเหมือนกับชาร์ลส์ ซีเมียน หรืออาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด พระเยซูจะทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่เรา และเราสามารถวางใจได้ว่าพระองค์ทรงรักเรา</p>
<p><em>พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่คุณด้วยวิธีการใด การได้พบกับพระองค์เปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ขอบพระคุณที่เสด็จมาและสิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น [ มัทธิว 28:6 ]</p>
<p>ก่อนที่ชาร์ลส์ ซีเมียนจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เขาชื่นชอบม้าและเสื้อผ้า และใช้เงินจำนวนมากไปกับเครื่องแต่งกายทุกปี แต่เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยให้เขาเข้าร่วมพิธีมหาสนิทที่จัดขึ้นเป็นประจำ เขาจึงเริ่มสำรวจสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หลังจากได้อ่านหนังสือหลายเล่มซึ่งเขียนโดยผู้เชื่อในพระเยซู เขาก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งในวันอาทิตย์อีสเตอร์ เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1779 เขาร้องว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นแล้วในวันนี้! ฮาเลลูยา! ฮาเลลูยา!” ขณะที่ความเชื่อในพระเจ้าเติบโตขึ้น เขาได้อุทิศตนในการศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน และร่วมประชุมนมัสการ</p>
<p>ในวันอีสเตอร์แรก หญิงสองคนที่ไปถึงอุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซูได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่นั่นพวกเธอได้เผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อทูตองค์หนึ่งกลิ้งก้อนหินออกไป ทูตสวรรค์กล่าวแก่หญิงเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่า พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น” (มธ.28:5-6) หญิงเหล่านั้นจึงนมัสการพระเยซูและวิ่งกลับไปบอกข่าวดีแก่สหายของตนด้วยความยินดีอย่างยิ่ง</p>
<p>การได้พบกับพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับคนยุคก่อนเท่านั้น พระองค์ทรงสัญญาว่าจะพบกับเราที่นี่และตอนนี้ เราอาจได้พบกับการเผชิญหน้าอันน่าทึ่งเหมือนพวกผู้หญิงที่อุโมงค์หรือเหมือนกับชาร์ลส์ ซีเมียน หรืออาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด พระเยซูจะทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่เรา และเราสามารถวางใจได้ว่าพระองค์ทรงรักเรา</p>
<p><em>พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่คุณด้วยวิธีการใด การได้พบกับพระองค์เปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ขอบพระคุณที่เสด็จมาและสิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 30 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/119fe817/bacdd356.mp3" length="13110325" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>820</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น [ มัทธิว 28:6 ]
ก่อนที่ชาร์ลส์ ซีเมียนจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เขาชื่นชอบม้าและเสื้อผ้า และใช้เงินจำนวนมากไปกับเครื่องแต่งกายทุกปี แต่เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยให้เขาเข้าร่วมพิธีมหาสนิทที่จัดขึ้นเป็นประจำ เขาจึงเริ่มสำรวจสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หลังจากได้อ่านหนังสือหลายเล่มซึ่งเขียนโดยผู้เชื่อในพระเยซู เขาก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งในวันอาทิตย์อีสเตอร์ เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1779 เขาร้องว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นแล้วในวันนี้! ฮาเลลูยา! ฮาเลลูยา!” ขณะที่ความเชื่อในพระเจ้าเติบโตขึ้น เขาได้อุทิศตนในการศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน และร่วมประชุมนมัสการ
ในวันอีสเตอร์แรก หญิงสองคนที่ไปถึงอุโมงค์ฝังพระศพของพระเยซูได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่นั่นพวกเธอได้เผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อทูตองค์หนึ่งกลิ้งก้อนหินออกไป ทูตสวรรค์กล่าวแก่หญิงเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่า พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น” (มธ.28:5-6) หญิงเหล่านั้นจึงนมัสการพระเยซูและวิ่งกลับไปบอกข่าวดีแก่สหายของตนด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
การได้พบกับพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับคนยุคก่อนเท่านั้น พระองค์ทรงสัญญาว่าจะพบกับเราที่นี่และตอนนี้ เราอาจได้พบกับการเผชิญหน้าอันน่าทึ่งเหมือนพวกผู้หญิงที่อุโมงค์หรือเหมือนกับชาร์ลส์ ซีเมียน หรืออาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด พระเยซูจะทรงเปิดเผยพระองค์เองแก่เรา และเราสามารถวางใจได้ว่าพระองค์ทรงรักเรา
พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่คุณด้วยวิธีการใด การได้พบกับพระองค์เปลี่ยนแปลงคุณอย่างไร
พระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ ขอบพระคุณที่เสด็จมาและสิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น [ มัทธิว 28:6 ]
ก่อนที่ชาร์ลส์ ซีเมียนจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ เขาชื่นชอบม้าและเสื้อผ้า และใช้เงินจำนวนมากไปกับเครื่องแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">45deb489-782e-4e87-a1e6-9a34948c4753</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/92e48edb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:5 ]</p>
<p>ก่อนที่จิม คาวีเซล จะรับบทพระเยซูในภาพยนตร์เรื่อง เดอะแพสชั่นออฟ เดอะไครสต์ ผู้กำกับเมล กิ๊บสันเตือนว่าบทนี้ยากมากและอาจส่งผลทางลบต่ออาชีพในฮอลลีวู้ดของเขา ถึงอย่างนั้นคาวีเซลก็ยังรับเล่นบทนี้โดยพูดว่า “ผมคิดว่าเราต้องลงมือทำ แม้ว่าจะยาก”</p>
<p>ระหว่างการถ่ายทำ คาวีเซลถูกฟ้าผ่า น้ำหนักลดไปยี่สิบกิโลกรัม และถูกเฆี่ยนจริงโดยไม่ได้ตั้งใจในฉากเฆี่ยนตี ภายหลังเขากล่าวว่า “ผมไม่ต้องการให้คนเห็นว่านั่นคือผม ผมแค่อยากให้พวกเขาเห็นว่านั่นคือพระเยซู การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นผ่านสิ่งนั้น” ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคาวีเซลและคนอื่นๆในกองถ่ายอย่างมาก และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ามีผู้คนกี่ล้านคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเดอะแพสชั่นออฟเดอะไครสต์ ถ่ายทอดช่วงเวลาการทนทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเยซู ตั้งแต่การเสด็จเข้ากรุงอย่างผู้พิชิตในวันอาทิตย์ทางตาล รวมถึงการถูกทรยศ เยาะเย้ย เฆี่ยนตี และตรึงกางเขน เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม</p>
<p>อิสยาห์ 53 ได้บอกถึงการทนทุกข์ของพระองค์และผลที่ตามมาไว้ล่วงหน้า “แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้นตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5) เราทุกคน “ได้เจิ่นไปเหมือนแกะ” (ข้อ 6) แต่เพราะการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า การทนทุกข์ของพระองค์เปิดหนทางให้เราได้อยู่กับพระองค์</p>
<p><em>แง่มุมใดในชีวิตของพระคริสต์ที่ส่งผลกระทบต่อคุณมากที่สุด การทนทุกข์ของพระองค์ส่งผลต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ประเสริฐ ยากเหลือเกินที่ข้าพระองค์จะแสดงออกถึงการขอบพระคุณต่อการที่พระองค์ทรงทนทุกข์ สิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:5 ]</p>
<p>ก่อนที่จิม คาวีเซล จะรับบทพระเยซูในภาพยนตร์เรื่อง เดอะแพสชั่นออฟ เดอะไครสต์ ผู้กำกับเมล กิ๊บสันเตือนว่าบทนี้ยากมากและอาจส่งผลทางลบต่ออาชีพในฮอลลีวู้ดของเขา ถึงอย่างนั้นคาวีเซลก็ยังรับเล่นบทนี้โดยพูดว่า “ผมคิดว่าเราต้องลงมือทำ แม้ว่าจะยาก”</p>
<p>ระหว่างการถ่ายทำ คาวีเซลถูกฟ้าผ่า น้ำหนักลดไปยี่สิบกิโลกรัม และถูกเฆี่ยนจริงโดยไม่ได้ตั้งใจในฉากเฆี่ยนตี ภายหลังเขากล่าวว่า “ผมไม่ต้องการให้คนเห็นว่านั่นคือผม ผมแค่อยากให้พวกเขาเห็นว่านั่นคือพระเยซู การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นผ่านสิ่งนั้น” ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคาวีเซลและคนอื่นๆในกองถ่ายอย่างมาก และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ามีผู้คนกี่ล้านคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเดอะแพสชั่นออฟเดอะไครสต์ ถ่ายทอดช่วงเวลาการทนทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเยซู ตั้งแต่การเสด็จเข้ากรุงอย่างผู้พิชิตในวันอาทิตย์ทางตาล รวมถึงการถูกทรยศ เยาะเย้ย เฆี่ยนตี และตรึงกางเขน เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม</p>
<p>อิสยาห์ 53 ได้บอกถึงการทนทุกข์ของพระองค์และผลที่ตามมาไว้ล่วงหน้า “แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้นตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5) เราทุกคน “ได้เจิ่นไปเหมือนแกะ” (ข้อ 6) แต่เพราะการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า การทนทุกข์ของพระองค์เปิดหนทางให้เราได้อยู่กับพระองค์</p>
<p><em>แง่มุมใดในชีวิตของพระคริสต์ที่ส่งผลกระทบต่อคุณมากที่สุด การทนทุกข์ของพระองค์ส่งผลต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ประเสริฐ ยากเหลือเกินที่ข้าพระองค์จะแสดงออกถึงการขอบพระคุณต่อการที่พระองค์ทรงทนทุกข์ สิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 29 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/92e48edb/d01212a7.mp3" length="12684820" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>793</itunes:duration>
      <itunes:summary>การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:5 ]
ก่อนที่จิม คาวีเซล จะรับบทพระเยซูในภาพยนตร์เรื่อง เดอะแพสชั่นออฟ เดอะไครสต์ ผู้กำกับเมล กิ๊บสันเตือนว่าบทนี้ยากมากและอาจส่งผลทางลบต่ออาชีพในฮอลลีวู้ดของเขา ถึงอย่างนั้นคาวีเซลก็ยังรับเล่นบทนี้โดยพูดว่า “ผมคิดว่าเราต้องลงมือทำ แม้ว่าจะยาก”
ระหว่างการถ่ายทำ คาวีเซลถูกฟ้าผ่า น้ำหนักลดไปยี่สิบกิโลกรัม และถูกเฆี่ยนจริงโดยไม่ได้ตั้งใจในฉากเฆี่ยนตี ภายหลังเขากล่าวว่า “ผมไม่ต้องการให้คนเห็นว่านั่นคือผม ผมแค่อยากให้พวกเขาเห็นว่านั่นคือพระเยซู การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นผ่านสิ่งนั้น” ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคาวีเซลและคนอื่นๆในกองถ่ายอย่างมาก และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ามีผู้คนกี่ล้านคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วพบกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเดอะแพสชั่นออฟเดอะไครสต์ ถ่ายทอดช่วงเวลาการทนทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเยซู ตั้งแต่การเสด็จเข้ากรุงอย่างผู้พิชิตในวันอาทิตย์ทางตาล รวมถึงการถูกทรยศ เยาะเย้ย เฆี่ยนตี และตรึงกางเขน เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม
อิสยาห์ 53 ได้บอกถึงการทนทุกข์ของพระองค์และผลที่ตามมาไว้ล่วงหน้า “แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้นตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (ข้อ 5) เราทุกคน “ได้เจิ่นไปเหมือนแกะ” (ข้อ 6) แต่เพราะการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า การทนทุกข์ของพระองค์เปิดหนทางให้เราได้อยู่กับพระองค์
แง่มุมใดในชีวิตของพระคริสต์ที่ส่งผลกระทบต่อคุณมากที่สุด การทนทุกข์ของพระองค์ส่งผลต่อคุณอย่างไร
องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้ประเสริฐ ยากเหลือเกินที่ข้าพระองค์จะแสดงออกถึงการขอบพระคุณต่อการที่พระองค์ทรงทนทุกข์ สิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์เพื่อข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี [ อิสยาห์ 53:5 ]
ก่อนที่จิม คาวีเซล จะรับบทพระเยซูในภาพยนตร์เรื่อง เดอะแพสชั่นออฟ เดอะไครสต์ ผู้กำกับเมล กิ๊บสันเตือนว่าบทนี้ยากมากและอาจส่งผลทางลบต่ออาชีพในฮอลลีวู้ดของเขา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5b2af086-8704-4d92-84e8-973e1f80a359</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/45036aee</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายกายพระองค์จึงสิ้นพระชนม์ แต่ฝ่ายวิญญาณทรงคืนพระชนม์ [ 1 เปโตร 3:18 ]</p>
<p>เศรษฐีวัยยี่สิบปีขับรถพุ่งชนคนเดินเท้าเสียชีวิตขณะแข่งรถทางตรงกับเพื่อนๆ แม้ชายหนุ่มจะได้รับโทษจำคุกสามปี แต่มีบางคนเชื่อว่าชายที่ปรากฏตัวในศาล (และถูกจำคุกในเวลาต่อมา) เป็นคนที่ถูกจ้างมาเป็นตัวแทนคนขับรถที่ก่อเหตุ เป็นที่รู้กันว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบางประเทศที่มีการจ้างคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันเพื่อหลีกเลี่ยงการรับโทษที่ตนเองก่อ</p>
<p>นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องอุกอาจและน่าอดสู แต่เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว พระเยซูก็ได้ทรงเป็นตัวแทนของเราและ “สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป[ของเรา]คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม” (1 ปต.3:18) พระคริสต์ผู้ทรงเป็นเครื่องบูชาที่ปราศจากบาปของพระเจ้า ได้ทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเพื่อคนทั้งปวง (ฮบ.10:10) คือทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ทรงรับโทษบาปทั้งหมดของเราไว้ในพระกายของพระองค์บนไม้กางเขน ต่างจากคนในสมัยนี้ที่เลือกจะเป็นตัวแทนของอาชญากรเพื่อแลกกับเงิน แต่การที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์แทนเราบนกางเขนนำ “ความหวัง” มาให้เรา เพราะพระองค์เต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อเรา (1 ปต.3:15, 18; ยน.10:15) พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเรากับพระเจ้า</p>
<p>ขอให้เราชื่นชมยินดีและพบกับความสบายใจและมั่นใจในความจริงอันลึกซึ้งนี้ที่ว่า โดยการที่พระเยซูสิ้นพระชนม์แทนเราเท่านั้น ที่ทำให้เราซึ่งเป็นคนบาป สามารถกลับสู่ความสัมพันธ์และเข้าสนิทฝ่ายวิญญาณอย่างสมบูรณ์กับพระเจ้าผู้ทรงรักเรา</p>
<p><em>การที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์แทนคุณเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างไร การเข้าถึงพระเจ้าและชีวิตนิรันดร์โดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนมีความหมายต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่สิ้นพระชนม์แทนข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะเข้าถึงพระเจ้าได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายกายพระองค์จึงสิ้นพระชนม์ แต่ฝ่ายวิญญาณทรงคืนพระชนม์ [ 1 เปโตร 3:18 ]</p>
<p>เศรษฐีวัยยี่สิบปีขับรถพุ่งชนคนเดินเท้าเสียชีวิตขณะแข่งรถทางตรงกับเพื่อนๆ แม้ชายหนุ่มจะได้รับโทษจำคุกสามปี แต่มีบางคนเชื่อว่าชายที่ปรากฏตัวในศาล (และถูกจำคุกในเวลาต่อมา) เป็นคนที่ถูกจ้างมาเป็นตัวแทนคนขับรถที่ก่อเหตุ เป็นที่รู้กันว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบางประเทศที่มีการจ้างคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันเพื่อหลีกเลี่ยงการรับโทษที่ตนเองก่อ</p>
<p>นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องอุกอาจและน่าอดสู แต่เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว พระเยซูก็ได้ทรงเป็นตัวแทนของเราและ “สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป[ของเรา]คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม” (1 ปต.3:18) พระคริสต์ผู้ทรงเป็นเครื่องบูชาที่ปราศจากบาปของพระเจ้า ได้ทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเพื่อคนทั้งปวง (ฮบ.10:10) คือทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ทรงรับโทษบาปทั้งหมดของเราไว้ในพระกายของพระองค์บนไม้กางเขน ต่างจากคนในสมัยนี้ที่เลือกจะเป็นตัวแทนของอาชญากรเพื่อแลกกับเงิน แต่การที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์แทนเราบนกางเขนนำ “ความหวัง” มาให้เรา เพราะพระองค์เต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อเรา (1 ปต.3:15, 18; ยน.10:15) พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเรากับพระเจ้า</p>
<p>ขอให้เราชื่นชมยินดีและพบกับความสบายใจและมั่นใจในความจริงอันลึกซึ้งนี้ที่ว่า โดยการที่พระเยซูสิ้นพระชนม์แทนเราเท่านั้น ที่ทำให้เราซึ่งเป็นคนบาป สามารถกลับสู่ความสัมพันธ์และเข้าสนิทฝ่ายวิญญาณอย่างสมบูรณ์กับพระเจ้าผู้ทรงรักเรา</p>
<p><em>การที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์แทนคุณเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างไร การเข้าถึงพระเจ้าและชีวิตนิรันดร์โดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนมีความหมายต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่สิ้นพระชนม์แทนข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะเข้าถึงพระเจ้าได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 28 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/45036aee/0ea998f9.mp3" length="11519550" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>720</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายกายพระองค์จึงสิ้นพระชนม์ แต่ฝ่ายวิญญาณทรงคืนพระชนม์ [ 1 เปโตร 3:18 ]
เศรษฐีวัยยี่สิบปีขับรถพุ่งชนคนเดินเท้าเสียชีวิตขณะแข่งรถทางตรงกับเพื่อนๆ แม้ชายหนุ่มจะได้รับโทษจำคุกสามปี แต่มีบางคนเชื่อว่าชายที่ปรากฏตัวในศาล (และถูกจำคุกในเวลาต่อมา) เป็นคนที่ถูกจ้างมาเป็นตัวแทนคนขับรถที่ก่อเหตุ เป็นที่รู้กันว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบางประเทศที่มีการจ้างคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันเพื่อหลีกเลี่ยงการรับโทษที่ตนเองก่อ
นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องอุกอาจและน่าอดสู แต่เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว พระเยซูก็ได้ทรงเป็นตัวแทนของเราและ “สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป[ของเรา]คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม” (1 ปต.3:18) พระคริสต์ผู้ทรงเป็นเครื่องบูชาที่ปราศจากบาปของพระเจ้า ได้ทรงทนทุกข์และสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเพื่อคนทั้งปวง (ฮบ.10:10) คือทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ทรงรับโทษบาปทั้งหมดของเราไว้ในพระกายของพระองค์บนไม้กางเขน ต่างจากคนในสมัยนี้ที่เลือกจะเป็นตัวแทนของอาชญากรเพื่อแลกกับเงิน แต่การที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์แทนเราบนกางเขนนำ “ความหวัง” มาให้เรา เพราะพระองค์เต็มพระทัยสละพระชนม์เพื่อเรา (1 ปต.3:15, 18; ยน.10:15) พระองค์ทรงทำเช่นนี้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเรากับพระเจ้า
ขอให้เราชื่นชมยินดีและพบกับความสบายใจและมั่นใจในความจริงอันลึกซึ้งนี้ที่ว่า โดยการที่พระเยซูสิ้นพระชนม์แทนเราเท่านั้น ที่ทำให้เราซึ่งเป็นคนบาป สามารถกลับสู่ความสัมพันธ์และเข้าสนิทฝ่ายวิญญาณอย่างสมบูรณ์กับพระเจ้าผู้ทรงรักเรา
การที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์แทนคุณเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณอย่างไร การเข้าถึงพระเจ้าและชีวิตนิรันดร์โดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนมีความหมายต่อคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่สิ้นพระชนม์แทนข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะเข้าถึงพระเจ้าได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระคริสต์ก็ได้สิ้นพระชนม์ครั้งเดียวเท่านั้นเพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายกายพระองค์จึงสิ้นพระชนม์ แต่ฝ่ายวิญญาณทรงคืนพระชนม์ [ 1 เปโตร 3:18 ]
เศรษฐีวัยยี่สิบปีขับรถพุ่งชนคนเดินเท้าเสียชีว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บัญญัติใหม่ให้รักกัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บัญญัติใหม่ให้รักกัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2cedba4c-7966-47b2-ad5d-38c7088dc520</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8a30c7a3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน [ ยอห์น 13:34 ]</p>
<p>ในประเพณีที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่สิบสาม สมาชิกราชวงศ์ในสหราชอาณาจักรจะมอบของขวัญแก่คนยากจนในวันพฤหัสก่อนวันศุกร์ประเสริฐ (Maundy Thursday) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้มีต้นกำเนิดมาจากความหมายของคำว่า maundy ซึ่งมาจากคำว่า mandatum ในภาษาละติน ที่แปลว่า “คำสั่ง” คำสั่งที่มีการระลึกถึงนี้ก็คือบัญญัติใหม่ที่พระเยซูประทานแก่สหายของพระองค์ในคืนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ “ให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ยน.13:34)</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่ของผู้รับใช้เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าสหายของพระองค์ (ข้อ 5) และทรงบอกให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน “เราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย” (ข้อ 15) และในการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือการที่พระองค์ได้ทรงสละชีวิต และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (19:30) ด้วยพระเมตตาและความรัก พระองค์ได้ประทานพระองค์เองเพื่อให้เราได้ชื่นชมกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์</p>
<p>ประเพณีการรับใช้ผู้ยากไร้ของราชวงศ์อังกฤษยังคงเป็นสัญลักษณ์ถึงการทำตามแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู เราอาจจะไม่ได้เกิดมาในสถานะที่พิเศษ แต่เมื่อเราเชื่อในพระเยซู เราก็เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ และเราเองก็สำแดงความรักโดยการดำเนินชีวิตตามบัญญัติใหม่ของพระองค์ได้เช่นกัน เมื่อเราพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน เราก็สามารถหยิบยื่นความห่วงใย การยอมรับ และพระคุณ ให้กับผู้อื่นได้</p>
<p><em>คุณได้เห็นหรือแสดงถึงการเป็นผู้นำที่รับใช้อย่างไรบ้างในวันนี้คุณจะ “รักซึ่งกันและกัน” ด้วยวิธีใด</em></p>
<p>พระผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่ของข้าพระองค์ ของขวัญแห่งความรักซึ่งพระองค์ประทานนั้น ช่างแสนประเสริฐ! ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้รับใช้ที่ดีเลิศซึ่งได้สละพระชนม์ของพระองค์เพื่อข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน [ ยอห์น 13:34 ]</p>
<p>ในประเพณีที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่สิบสาม สมาชิกราชวงศ์ในสหราชอาณาจักรจะมอบของขวัญแก่คนยากจนในวันพฤหัสก่อนวันศุกร์ประเสริฐ (Maundy Thursday) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้มีต้นกำเนิดมาจากความหมายของคำว่า maundy ซึ่งมาจากคำว่า mandatum ในภาษาละติน ที่แปลว่า “คำสั่ง” คำสั่งที่มีการระลึกถึงนี้ก็คือบัญญัติใหม่ที่พระเยซูประทานแก่สหายของพระองค์ในคืนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ “ให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ยน.13:34)</p>
<p>พระเยซูทรงเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่ของผู้รับใช้เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าสหายของพระองค์ (ข้อ 5) และทรงบอกให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน “เราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย” (ข้อ 15) และในการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือการที่พระองค์ได้ทรงสละชีวิต และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (19:30) ด้วยพระเมตตาและความรัก พระองค์ได้ประทานพระองค์เองเพื่อให้เราได้ชื่นชมกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์</p>
<p>ประเพณีการรับใช้ผู้ยากไร้ของราชวงศ์อังกฤษยังคงเป็นสัญลักษณ์ถึงการทำตามแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู เราอาจจะไม่ได้เกิดมาในสถานะที่พิเศษ แต่เมื่อเราเชื่อในพระเยซู เราก็เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ และเราเองก็สำแดงความรักโดยการดำเนินชีวิตตามบัญญัติใหม่ของพระองค์ได้เช่นกัน เมื่อเราพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน เราก็สามารถหยิบยื่นความห่วงใย การยอมรับ และพระคุณ ให้กับผู้อื่นได้</p>
<p><em>คุณได้เห็นหรือแสดงถึงการเป็นผู้นำที่รับใช้อย่างไรบ้างในวันนี้คุณจะ “รักซึ่งกันและกัน” ด้วยวิธีใด</em></p>
<p>พระผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่ของข้าพระองค์ ของขวัญแห่งความรักซึ่งพระองค์ประทานนั้น ช่างแสนประเสริฐ! ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้รับใช้ที่ดีเลิศซึ่งได้สละพระชนม์ของพระองค์เพื่อข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 27 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8a30c7a3/d2551694.mp3" length="11725174" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>733</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน [ ยอห์น 13:34 ]
ในประเพณีที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่สิบสาม สมาชิกราชวงศ์ในสหราชอาณาจักรจะมอบของขวัญแก่คนยากจนในวันพฤหัสก่อนวันศุกร์ประเสริฐ (Maundy Thursday) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้มีต้นกำเนิดมาจากความหมายของคำว่า maundy ซึ่งมาจากคำว่า mandatum ในภาษาละติน ที่แปลว่า “คำสั่ง” คำสั่งที่มีการระลึกถึงนี้ก็คือบัญญัติใหม่ที่พระเยซูประทานแก่สหายของพระองค์ในคืนก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ “ให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” (ยน.13:34)
พระเยซูทรงเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่ของผู้รับใช้เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าสหายของพระองค์ (ข้อ 5) และทรงบอกให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน “เราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย” (ข้อ 15) และในการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือการที่พระองค์ได้ทรงสละชีวิต และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (19:30) ด้วยพระเมตตาและความรัก พระองค์ได้ประทานพระองค์เองเพื่อให้เราได้ชื่นชมกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์
ประเพณีการรับใช้ผู้ยากไร้ของราชวงศ์อังกฤษยังคงเป็นสัญลักษณ์ถึงการทำตามแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู เราอาจจะไม่ได้เกิดมาในสถานะที่พิเศษ แต่เมื่อเราเชื่อในพระเยซู เราก็เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระองค์ และเราเองก็สำแดงความรักโดยการดำเนินชีวิตตามบัญญัติใหม่ของพระองค์ได้เช่นกัน เมื่อเราพึ่งพาพระวิญญาณของพระเจ้าให้ทรงเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน เราก็สามารถหยิบยื่นความห่วงใย การยอมรับ และพระคุณ ให้กับผู้อื่นได้
คุณได้เห็นหรือแสดงถึงการเป็นผู้นำที่รับใช้อย่างไรบ้างในวันนี้คุณจะ “รักซึ่งกันและกัน” ด้วยวิธีใด
พระผู้ช่วยให้รอดผู้ยิ่งใหญ่ของข้าพระองค์ ของขวัญแห่งความรักซึ่งพระองค์ประทานนั้น ช่างแสนประเสริฐ! ขอบพระคุณที่ทรงเป็นผู้รับใช้ที่ดีเลิศซึ่งได้สละพระชนม์ของพระองค์เพื่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน [ ยอห์น 13:34 ]
ในประเพณีที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่สิบสาม สมาชิกราชวงศ์ในสหราชอาณาจักรจะมอบของขวัญแก่คนยากจนในวันพฤหัสก่อนวันศุกร์ประเสริฐ (Maundy Thursday) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้มีต้นกำเน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้เชื่อที่เกิดผลในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้เชื่อที่เกิดผลในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">091ab16b-444f-46e1-8ef6-43317425312b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/37bafe95</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พอทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งแต่ไกลมีใบ จึงเสด็จเข้าไปดูว่าจะมีผลหรือไม่ [ มาระโก 11:13 ]</p>
<p>ซินดี้ตื่นเต้นกับงานใหม่ของเธอในบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร นี่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลง! แต่ไม่นานเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนกับเธอ พวกเขาดูแคลนเป้าหมายของบริษัทและหาข้อแก้ตัวให้กับการทำงานอันย่ำแย่ของตน ในขณะที่มองหาตำแหน่งงานที่ทำรายได้มากกว่าจากที่อื่น ซินดี้ได้แต่คิดว่าไม่ควรสมัครงานนี้เลย สิ่งที่ดูดีเมื่อมองอยู่ไกลๆช่างน่าผิดหวังเมื่อเข้ามาใกล้</p>
<p>นี่เป็นปัญหาเดียวกับที่พระเยซูได้พบจากต้นมะเดื่อที่กล่าวถึงในข้อพระคัมภีร์ วันนี้ (มก.11:13) ขณะนั้นเป็นช่วงต้นฤดู แต่ใบของต้นมะเดื่อส่งสัญญาณว่าอาจจะมีผลออกแล้ว แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ต้นไม้ผลิใบแต่ยังไม่ออกผล พระเยซูทรงสาปต้นไม้ด้วยความผิดหวังว่า “ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีใครได้กินผลจากเจ้าเลย” (ข้อ 14) เช้าวันรุ่งขึ้นต้นไม้นั้นก็เหี่ยวแห้งไปจนถึงราก (ข้อ 20)</p>
<p>ครั้งหนึ่งพระคริสต์ทรงเคยอดอาหารสี่สิบวัน ดังนั้นพระองค์ทรงรู้ว่าจะอยู่โดยไม่มีอาหารได้อย่างไร การสาปแช่งต้นไม้ไม่ได้เกิดจากที่ทรงหิว แต่เป็นการสอนด้วยตัวอย่าง ต้นไม้เป็นตัวแทนคนอิสราเอลที่ยึดติดกับศาสนาแท้จนหลงประเด็น พวกเขากำลังจะประหารพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เกิดผลไปอีกนานเท่าใด</p>
<p>เราอาจมองดูดีจากที่ไกลๆ แต่พระเยซูทรงเข้ามาใกล้เพื่อมองหาผลที่มีเพียงพระวิญญาณของพระองค์เท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ผลของเราไม่จำเป็นต้องน่าประทับใจ แต่ควรจะเกิดขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติ เช่น ความรัก ความชื่นชมยินดี และสันติสุขในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กท.5:22) เราสามารถเกิดผลเพื่อพระเยซูมากขึ้นได้โดยการพึ่งพาในองค์พระวิญญาณ</p>
<p><em>ผู้อื่นมองเห็นผลเช่นไรในตัวคุณ คุณจะเกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดตัดแต่งชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเกิดผลมากขึ้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พอทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งแต่ไกลมีใบ จึงเสด็จเข้าไปดูว่าจะมีผลหรือไม่ [ มาระโก 11:13 ]</p>
<p>ซินดี้ตื่นเต้นกับงานใหม่ของเธอในบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร นี่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลง! แต่ไม่นานเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนกับเธอ พวกเขาดูแคลนเป้าหมายของบริษัทและหาข้อแก้ตัวให้กับการทำงานอันย่ำแย่ของตน ในขณะที่มองหาตำแหน่งงานที่ทำรายได้มากกว่าจากที่อื่น ซินดี้ได้แต่คิดว่าไม่ควรสมัครงานนี้เลย สิ่งที่ดูดีเมื่อมองอยู่ไกลๆช่างน่าผิดหวังเมื่อเข้ามาใกล้</p>
<p>นี่เป็นปัญหาเดียวกับที่พระเยซูได้พบจากต้นมะเดื่อที่กล่าวถึงในข้อพระคัมภีร์ วันนี้ (มก.11:13) ขณะนั้นเป็นช่วงต้นฤดู แต่ใบของต้นมะเดื่อส่งสัญญาณว่าอาจจะมีผลออกแล้ว แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ต้นไม้ผลิใบแต่ยังไม่ออกผล พระเยซูทรงสาปต้นไม้ด้วยความผิดหวังว่า “ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีใครได้กินผลจากเจ้าเลย” (ข้อ 14) เช้าวันรุ่งขึ้นต้นไม้นั้นก็เหี่ยวแห้งไปจนถึงราก (ข้อ 20)</p>
<p>ครั้งหนึ่งพระคริสต์ทรงเคยอดอาหารสี่สิบวัน ดังนั้นพระองค์ทรงรู้ว่าจะอยู่โดยไม่มีอาหารได้อย่างไร การสาปแช่งต้นไม้ไม่ได้เกิดจากที่ทรงหิว แต่เป็นการสอนด้วยตัวอย่าง ต้นไม้เป็นตัวแทนคนอิสราเอลที่ยึดติดกับศาสนาแท้จนหลงประเด็น พวกเขากำลังจะประหารพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เกิดผลไปอีกนานเท่าใด</p>
<p>เราอาจมองดูดีจากที่ไกลๆ แต่พระเยซูทรงเข้ามาใกล้เพื่อมองหาผลที่มีเพียงพระวิญญาณของพระองค์เท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ผลของเราไม่จำเป็นต้องน่าประทับใจ แต่ควรจะเกิดขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติ เช่น ความรัก ความชื่นชมยินดี และสันติสุขในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กท.5:22) เราสามารถเกิดผลเพื่อพระเยซูมากขึ้นได้โดยการพึ่งพาในองค์พระวิญญาณ</p>
<p><em>ผู้อื่นมองเห็นผลเช่นไรในตัวคุณ คุณจะเกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดตัดแต่งชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเกิดผลมากขึ้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/37bafe95/f94dbe8a.mp3" length="10506839" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>พอทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งแต่ไกลมีใบ จึงเสด็จเข้าไปดูว่าจะมีผลหรือไม่ [ มาระโก 11:13 ]
ซินดี้ตื่นเต้นกับงานใหม่ของเธอในบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร นี่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลง! แต่ไม่นานเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนกับเธอ พวกเขาดูแคลนเป้าหมายของบริษัทและหาข้อแก้ตัวให้กับการทำงานอันย่ำแย่ของตน ในขณะที่มองหาตำแหน่งงานที่ทำรายได้มากกว่าจากที่อื่น ซินดี้ได้แต่คิดว่าไม่ควรสมัครงานนี้เลย สิ่งที่ดูดีเมื่อมองอยู่ไกลๆช่างน่าผิดหวังเมื่อเข้ามาใกล้
นี่เป็นปัญหาเดียวกับที่พระเยซูได้พบจากต้นมะเดื่อที่กล่าวถึงในข้อพระคัมภีร์ วันนี้ (มก.11:13) ขณะนั้นเป็นช่วงต้นฤดู แต่ใบของต้นมะเดื่อส่งสัญญาณว่าอาจจะมีผลออกแล้ว แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ต้นไม้ผลิใบแต่ยังไม่ออกผล พระเยซูทรงสาปต้นไม้ด้วยความผิดหวังว่า “ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีใครได้กินผลจากเจ้าเลย” (ข้อ 14) เช้าวันรุ่งขึ้นต้นไม้นั้นก็เหี่ยวแห้งไปจนถึงราก (ข้อ 20)
ครั้งหนึ่งพระคริสต์ทรงเคยอดอาหารสี่สิบวัน ดังนั้นพระองค์ทรงรู้ว่าจะอยู่โดยไม่มีอาหารได้อย่างไร การสาปแช่งต้นไม้ไม่ได้เกิดจากที่ทรงหิว แต่เป็นการสอนด้วยตัวอย่าง ต้นไม้เป็นตัวแทนคนอิสราเอลที่ยึดติดกับศาสนาแท้จนหลงประเด็น พวกเขากำลังจะประหารพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เกิดผลไปอีกนานเท่าใด
เราอาจมองดูดีจากที่ไกลๆ แต่พระเยซูทรงเข้ามาใกล้เพื่อมองหาผลที่มีเพียงพระวิญญาณของพระองค์เท่านั้นที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ผลของเราไม่จำเป็นต้องน่าประทับใจ แต่ควรจะเกิดขึ้นอย่างเหนือธรรมชาติ เช่น ความรัก ความชื่นชมยินดี และสันติสุขในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (กท.5:22) เราสามารถเกิดผลเพื่อพระเยซูมากขึ้นได้โดยการพึ่งพาในองค์พระวิญญาณ
ผู้อื่นมองเห็นผลเช่นไรในตัวคุณ คุณจะเกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร
พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดตัดแต่งชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเกิดผลมากขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พอทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งแต่ไกลมีใบ จึงเสด็จเข้าไปดูว่าจะมีผลหรือไม่ [ มาระโก 11:13 ]
ซินดี้ตื่นเต้นกับงานใหม่ของเธอในบริษัทที่ไม่แสวงผลกำไร นี่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลง! แต่ไม่นานเธอก็พบว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้กระตือรือร้นเหมือนกับเธอ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.10 เราจะดูแลจิตใจตัวเองไปทำไม?</title>
      <itunes:episode>10</itunes:episode>
      <podcast:episode>10</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.10 เราจะดูแลจิตใจตัวเองไปทำไม?</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e6faad0f-c3eb-4854-b0c2-240be66d989e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/43f711e9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คุณเคยรู้สึกเหนื่อย เศร้า ถดถอย ไม่มีกำลังที่จะทำอะไรเลย แม้แต่อธิษฐานหรือใช้เวลากับพระเจ้าไหม? และนั่นยังทำให้คุณรู้สึกผิดอีก…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 10 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลจิตใจตัวเองที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเรา และเรากับคนอื่น</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คุณเคยรู้สึกเหนื่อย เศร้า ถดถอย ไม่มีกำลังที่จะทำอะไรเลย แม้แต่อธิษฐานหรือใช้เวลากับพระเจ้าไหม? และนั่นยังทำให้คุณรู้สึกผิดอีก…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 10 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลจิตใจตัวเองที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเรา และเรากับคนอื่น</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 Mar 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/43f711e9/dfd29757.mp3" length="47372643" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/snQrbfIcWEB6Vp7gW4do4CFP2HkC5Jhw6yylDQ1PsII/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8yNmQ5/OWVhMmU5ZjJiZWIw/ZjllYTQyMjcwZjI0/N2U1Zi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1967</itunes:duration>
      <itunes:summary>คุณเคยรู้สึกเหนื่อย เศร้า ถดถอย ไม่มีกำลังที่จะทำอะไรเลย แม้แต่อธิษฐานหรือใช้เวลากับพระเจ้าไหม? และนั่นยังทำให้คุณรู้สึกผิดอีก…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 10 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลจิตใจตัวเองที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเรา และเรากับคนอื่น

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คุณเคยรู้สึกเหนื่อย เศร้า ถดถอย ไม่มีกำลังที่จะทำอะไรเลย แม้แต่อธิษฐานหรือใช้เวลากับพระเจ้าไหม? และนั่นยังทำให้คุณรู้สึกผิดอีก…

พอดแคส Cross Love ตอนที่ 10 นี้ อยากชวนทุกคนมาพูดคุยกันเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลจิตใจตัวเองที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ลืมความรู้พื้นฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ลืมความรู้พื้นฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">16226910-d418-4e03-bc7d-1fbfacf92f6f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/38ba9b5f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พวกท่านผิดแล้ว เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า [ มัทธิว 22:29 ]</p>
<p>เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แมคโดนัลด์เป็นเจ้าแห่งอาหารจานด่วนจากเมนูเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสี่ปอนด์ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจคู่แข่งเกิดความคิดที่จะโค่นบริษัทที่มีโลโก้ซุ้มโค้งสีทองนี้ลง เอแอนด์ดับบลิวเสนอเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสามปอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของแมคโดนัลด์แต่ขายในราคาเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นเบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิว ยังเอาชนะการทดสอบรสชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่เบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิวกลับขายไม่ออก จนในที่สุดพวกเขาต้องถอดจากเมนู ผลวิจัยเปิดเผยว่าลูกค้าเข้าใจผิดทางคณิตศาสตร์โดยคิดว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสามมีขนาดเล็กกว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสี่ ความคิดอันยิ่งใหญ่ล้มเหลวเพราะผู้คนลืมความรู้พื้นฐาน</p>
<p>พระเยซูเตือนว่าการลืมความรู้พื้นฐานนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก พวกผู้นำศาสนาวางแผนร้ายที่จะจับผิดและทำให้พระองค์เสื่อมเสียชื่อเสียงในระหว่างสัปดาห์ก่อนจะทรงถูกตรึงที่กางเขน พวกเขาถามถึงสถานการณ์สมมุติแปลกๆเกี่ยวกับหญิงที่เป็นม่ายถึงเจ็ดครั้ง (มธ.22:23-28) พระเยซูทรงตอบโดยยืนยันว่าภาวะยุ่งเหยิงนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ปัญหาคือการที่พวกเขาไม่ “รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (ข้อ 29) พระเยซูทรงย้ำว่าพระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบปัญหาเชิงตรรกะหรือปรัชญาตั้งแต่แรก แต่เป้าหมายหลักคือนำเราให้รู้จักและรักพระเยซู และให้เรา “มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.5:39) นี่คือความรู้พื้นฐานที่พวกผู้นำหลงลืมไป</p>
<p>เราเองก็มักจะลืมความรู้พื้นฐานเช่นกัน เป้าหมายหลักของพระคัมภีร์คือการได้พบกับพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ คงน่าเสียใจอย่างยิ่งหากเราหลงลืมไป</p>
<p><em>คุณหลงลืมความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์ไปได้อย่างไร คุณจะกลับมาสู่จุดเริ่มต้นพื้นฐานคือพระเยซูได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า บางครั้งข้าพระองค์ก็หลงทางแม้จะอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ดีขอโปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พวกท่านผิดแล้ว เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า [ มัทธิว 22:29 ]</p>
<p>เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แมคโดนัลด์เป็นเจ้าแห่งอาหารจานด่วนจากเมนูเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสี่ปอนด์ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจคู่แข่งเกิดความคิดที่จะโค่นบริษัทที่มีโลโก้ซุ้มโค้งสีทองนี้ลง เอแอนด์ดับบลิวเสนอเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสามปอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของแมคโดนัลด์แต่ขายในราคาเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นเบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิว ยังเอาชนะการทดสอบรสชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่เบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิวกลับขายไม่ออก จนในที่สุดพวกเขาต้องถอดจากเมนู ผลวิจัยเปิดเผยว่าลูกค้าเข้าใจผิดทางคณิตศาสตร์โดยคิดว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสามมีขนาดเล็กกว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสี่ ความคิดอันยิ่งใหญ่ล้มเหลวเพราะผู้คนลืมความรู้พื้นฐาน</p>
<p>พระเยซูเตือนว่าการลืมความรู้พื้นฐานนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก พวกผู้นำศาสนาวางแผนร้ายที่จะจับผิดและทำให้พระองค์เสื่อมเสียชื่อเสียงในระหว่างสัปดาห์ก่อนจะทรงถูกตรึงที่กางเขน พวกเขาถามถึงสถานการณ์สมมุติแปลกๆเกี่ยวกับหญิงที่เป็นม่ายถึงเจ็ดครั้ง (มธ.22:23-28) พระเยซูทรงตอบโดยยืนยันว่าภาวะยุ่งเหยิงนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ปัญหาคือการที่พวกเขาไม่ “รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (ข้อ 29) พระเยซูทรงย้ำว่าพระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบปัญหาเชิงตรรกะหรือปรัชญาตั้งแต่แรก แต่เป้าหมายหลักคือนำเราให้รู้จักและรักพระเยซู และให้เรา “มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.5:39) นี่คือความรู้พื้นฐานที่พวกผู้นำหลงลืมไป</p>
<p>เราเองก็มักจะลืมความรู้พื้นฐานเช่นกัน เป้าหมายหลักของพระคัมภีร์คือการได้พบกับพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ คงน่าเสียใจอย่างยิ่งหากเราหลงลืมไป</p>
<p><em>คุณหลงลืมความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์ไปได้อย่างไร คุณจะกลับมาสู่จุดเริ่มต้นพื้นฐานคือพระเยซูได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า บางครั้งข้าพระองค์ก็หลงทางแม้จะอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ดีขอโปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 25 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/38ba9b5f/c40bde5f.mp3" length="11484842" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>พวกท่านผิดแล้ว เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า [ มัทธิว 22:29 ]
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แมคโดนัลด์เป็นเจ้าแห่งอาหารจานด่วนจากเมนูเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสี่ปอนด์ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจคู่แข่งเกิดความคิดที่จะโค่นบริษัทที่มีโลโก้ซุ้มโค้งสีทองนี้ลง เอแอนด์ดับบลิวเสนอเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสามปอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าของแมคโดนัลด์แต่ขายในราคาเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นเบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิว ยังเอาชนะการทดสอบรสชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่เบอร์เกอร์ของเอแอนด์ดับบลิวกลับขายไม่ออก จนในที่สุดพวกเขาต้องถอดจากเมนู ผลวิจัยเปิดเผยว่าลูกค้าเข้าใจผิดทางคณิตศาสตร์โดยคิดว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสามมีขนาดเล็กกว่าเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อหนึ่งในสี่ ความคิดอันยิ่งใหญ่ล้มเหลวเพราะผู้คนลืมความรู้พื้นฐาน
พระเยซูเตือนว่าการลืมความรู้พื้นฐานนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก พวกผู้นำศาสนาวางแผนร้ายที่จะจับผิดและทำให้พระองค์เสื่อมเสียชื่อเสียงในระหว่างสัปดาห์ก่อนจะทรงถูกตรึงที่กางเขน พวกเขาถามถึงสถานการณ์สมมุติแปลกๆเกี่ยวกับหญิงที่เป็นม่ายถึงเจ็ดครั้ง (มธ.22:23-28) พระเยซูทรงตอบโดยยืนยันว่าภาวะยุ่งเหยิงนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ปัญหาคือการที่พวกเขาไม่ “รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (ข้อ 29) พระเยซูทรงย้ำว่าพระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบปัญหาเชิงตรรกะหรือปรัชญาตั้งแต่แรก แต่เป้าหมายหลักคือนำเราให้รู้จักและรักพระเยซู และให้เรา “มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.5:39) นี่คือความรู้พื้นฐานที่พวกผู้นำหลงลืมไป
เราเองก็มักจะลืมความรู้พื้นฐานเช่นกัน เป้าหมายหลักของพระคัมภีร์คือการได้พบกับพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่ คงน่าเสียใจอย่างยิ่งหากเราหลงลืมไป
คุณหลงลืมความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์ไปได้อย่างไร คุณจะกลับมาสู่จุดเริ่มต้นพื้นฐานคือพระเยซูได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า บางครั้งข้าพระองค์ก็หลงทางแม้จะอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ดีขอโปรดช่วยข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พวกท่านผิดแล้ว เพราะท่านไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า [ มัทธิว 22:29 ]
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แมคโดนัลด์เป็นเจ้าแห่งอาหารจานด่วนจากเมนูเบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อบดขนาดหนึ่งในสี่ปอนด์ ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ธุรกิจคู่แข่งเกิดความคิดที่จะโค่นบริษัทที่มีโลโก้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักพระเจ้าโดยการรักผู้อื่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักพระเจ้าโดยการรักผู้อื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">621fed20-979c-4f2c-83da-d78b6d5b88c6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9c799dd6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]</p>
<p>ครอบครัวอัลบามีประสบการณ์ที่หาได้ยากในการให้กำเนิดฝาแฝดแท้สองคู่ซึ่งมีอายุห่างกันเพียงสิบสามเดือน พวกเขาจะสลับกันทำหน้าที่พ่อแม่พร้อมกับทำงานของตัวเองได้อย่างไร กลุ่มเพื่อนๆและครอบครัวจึงได้เข้ามามีส่วน ปู่ย่าและตายายช่วยเลี้ยงฝาแฝดครอบครัวละคู่ในช่วงกลางวันเพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานและมีเงินจ่ายค่าประกันสุขภาพ มีบริษัทหนึ่งมอบผ้าอ้อมให้ใช้ตลอดทั้งปี เพื่อนร่วมงานของทั้งคู่โอนสิทธิ์วันลาป่วยให้ “เราคงทำไม่ได้ถ้าปราศจากชุมชนของเรา” พวกเขายอมรับ และที่จริงแล้วในระหว่างการสัมภาษณ์สด พิธีกรร่วมต้องถอดไมค์ออกแล้ววิ่งตามแฝดวัยหัดเดินซุกซนคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการลงทุนลงแรงเพื่อช่วยเหลือชุมชนด้วย!</p>
<p>ในมัทธิว 25:31-46 พระเยซูตรัสคำอุปมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น เราก็กำลังรับใช้พระเจ้า หลังจากที่พระองค์ตรัสถึงการรับใช้ต่างๆรวมถึงการจัดหาอาหารให้แก่ผู้ที่หิวโหย ให้น้ำแก่ผู้ที่กระหาย ให้ที่พักแก่คนไร้บ้าน ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยกาย และรักษาผู้ที่เจ็บป่วย (ข้อ 35-36) พระเยซูทรงสรุปว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)</p>
<p>ภาพของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ได้รับความกรุณาจากเราในท้ายที่สุดนั้น คือแรงจูงใจที่แท้จริงของเราในการรับใช้ในชุมชน ครอบครัว คริสตจักร และโลกของเรา เมื่อพระองค์ทรงเร้าใจเราให้ลงทุนเสียสละเพื่อความต้องการของผู้อื่นนั้น เราก็กำลังรับใช้พระองค์ เมื่อเรารักผู้อื่น เราก็กำลังรักพระเจ้า</p>
<p><em>คุณจะรับใช้พระเยซูในชุมชนของคุณอย่างไรในวันนี้ คุณจะรักพระเจ้าโดยการรักผู้คนในเส้นทางของคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความต้องการของผู้คนรอบตัว เพื่อข้าพระองค์จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาและรักพระองค์ได้มากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]</p>
<p>ครอบครัวอัลบามีประสบการณ์ที่หาได้ยากในการให้กำเนิดฝาแฝดแท้สองคู่ซึ่งมีอายุห่างกันเพียงสิบสามเดือน พวกเขาจะสลับกันทำหน้าที่พ่อแม่พร้อมกับทำงานของตัวเองได้อย่างไร กลุ่มเพื่อนๆและครอบครัวจึงได้เข้ามามีส่วน ปู่ย่าและตายายช่วยเลี้ยงฝาแฝดครอบครัวละคู่ในช่วงกลางวันเพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานและมีเงินจ่ายค่าประกันสุขภาพ มีบริษัทหนึ่งมอบผ้าอ้อมให้ใช้ตลอดทั้งปี เพื่อนร่วมงานของทั้งคู่โอนสิทธิ์วันลาป่วยให้ “เราคงทำไม่ได้ถ้าปราศจากชุมชนของเรา” พวกเขายอมรับ และที่จริงแล้วในระหว่างการสัมภาษณ์สด พิธีกรร่วมต้องถอดไมค์ออกแล้ววิ่งตามแฝดวัยหัดเดินซุกซนคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการลงทุนลงแรงเพื่อช่วยเหลือชุมชนด้วย!</p>
<p>ในมัทธิว 25:31-46 พระเยซูตรัสคำอุปมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น เราก็กำลังรับใช้พระเจ้า หลังจากที่พระองค์ตรัสถึงการรับใช้ต่างๆรวมถึงการจัดหาอาหารให้แก่ผู้ที่หิวโหย ให้น้ำแก่ผู้ที่กระหาย ให้ที่พักแก่คนไร้บ้าน ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยกาย และรักษาผู้ที่เจ็บป่วย (ข้อ 35-36) พระเยซูทรงสรุปว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)</p>
<p>ภาพของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ได้รับความกรุณาจากเราในท้ายที่สุดนั้น คือแรงจูงใจที่แท้จริงของเราในการรับใช้ในชุมชน ครอบครัว คริสตจักร และโลกของเรา เมื่อพระองค์ทรงเร้าใจเราให้ลงทุนเสียสละเพื่อความต้องการของผู้อื่นนั้น เราก็กำลังรับใช้พระองค์ เมื่อเรารักผู้อื่น เราก็กำลังรักพระเจ้า</p>
<p><em>คุณจะรับใช้พระเยซูในชุมชนของคุณอย่างไรในวันนี้ คุณจะรักพระเจ้าโดยการรักผู้คนในเส้นทางของคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความต้องการของผู้คนรอบตัว เพื่อข้าพระองค์จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาและรักพระองค์ได้มากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 24 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9c799dd6/b0eb40ac.mp3" length="12458287" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>779</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]
ครอบครัวอัลบามีประสบการณ์ที่หาได้ยากในการให้กำเนิดฝาแฝดแท้สองคู่ซึ่งมีอายุห่างกันเพียงสิบสามเดือน พวกเขาจะสลับกันทำหน้าที่พ่อแม่พร้อมกับทำงานของตัวเองได้อย่างไร กลุ่มเพื่อนๆและครอบครัวจึงได้เข้ามามีส่วน ปู่ย่าและตายายช่วยเลี้ยงฝาแฝดครอบครัวละคู่ในช่วงกลางวันเพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานและมีเงินจ่ายค่าประกันสุขภาพ มีบริษัทหนึ่งมอบผ้าอ้อมให้ใช้ตลอดทั้งปี เพื่อนร่วมงานของทั้งคู่โอนสิทธิ์วันลาป่วยให้ “เราคงทำไม่ได้ถ้าปราศจากชุมชนของเรา” พวกเขายอมรับ และที่จริงแล้วในระหว่างการสัมภาษณ์สด พิธีกรร่วมต้องถอดไมค์ออกแล้ววิ่งตามแฝดวัยหัดเดินซุกซนคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการลงทุนลงแรงเพื่อช่วยเหลือชุมชนด้วย!
ในมัทธิว 25:31-46 พระเยซูตรัสคำอุปมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น เราก็กำลังรับใช้พระเจ้า หลังจากที่พระองค์ตรัสถึงการรับใช้ต่างๆรวมถึงการจัดหาอาหารให้แก่ผู้ที่หิวโหย ให้น้ำแก่ผู้ที่กระหาย ให้ที่พักแก่คนไร้บ้าน ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยกาย และรักษาผู้ที่เจ็บป่วย (ข้อ 35-36) พระเยซูทรงสรุปว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (ข้อ 40)
ภาพของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ได้รับความกรุณาจากเราในท้ายที่สุดนั้น คือแรงจูงใจที่แท้จริงของเราในการรับใช้ในชุมชน ครอบครัว คริสตจักร และโลกของเรา เมื่อพระองค์ทรงเร้าใจเราให้ลงทุนเสียสละเพื่อความต้องการของผู้อื่นนั้น เราก็กำลังรับใช้พระองค์ เมื่อเรารักผู้อื่น เราก็กำลังรักพระเจ้า
คุณจะรับใช้พระเยซูในชุมชนของคุณอย่างไรในวันนี้ คุณจะรักพระเจ้าโดยการรักผู้คนในเส้นทางของคุณอย่างไร
พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดเปิดตาข้าพระองค์ให้เห็นความต้องการของผู้คนรอบตัว เพื่อข้าพระองค์จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาและรักพระองค์ได้มากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย [ มัทธิว 25:40 ]
ครอบครัวอัลบามีประสบการณ์ที่หาได้ยากในการให้กำเนิดฝาแฝดแท้สองคู่ซึ่งมีอายุห่างกันเพียงสิบสามเดือน พวกเข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บังเกิดใหม่ในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บังเกิดใหม่ในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">825e1205-7a85-4027-bca9-00f3c9d260c1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/83b0f341</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]</p>
<p>เรารู้ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนในยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ความอัจฉริยะรอบรู้ของเขานำไปสู่ความก้าวหน้าทางการศึกษาและศิลปะหลายแขนง แต่ลีโอนาร์โดกลับบันทึกถึง “วันอันน่าสังเวชของเรา” และคร่ำครวญว่าเราตาย “โดยไม่ได้ทิ้งความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตัวเราไว้กับมนุษย์เลย”</p>
<p>“เมื่อข้าพเจ้าคิดว่ากำลังเรียนรู้ถึงการมีชีวิต” ลีโอนาร์โดกล่าว “ข้าพเจ้าก็กำลังเรียนรู้ถึงการตาย” เขาเข้าใกล้ความจริงยิ่งกว่าที่คิด การเรียนรู้จักความตายคือหนทางของชีวิต หลังจากที่พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต (ซึ่งปัจจุบันคือเทศกาลฉลองวันอาทิตย์ทางตาล; ดู ยน.12:12-19) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ข้อ 24) พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เองแต่ทรงขยายให้ครอบคลุมถึงเราทุกคนด้วย “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์” (ข้อ 25)</p>
<p>เปาโลเขียนถึงการถูก “ฝัง” ไว้กับพระคริสต์ “โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” (รม.6:4-5)</p>
<p>พระเยซูประทานการบังเกิดใหม่แก่เราผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของเรอเนสซองส์ พระองค์ทรงสร้างหนทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์กับพระบิดา</p>
<p><em>คุณวัดคุณค่าของชีวิตคุณอย่างไร คุณต้องการจะเปลี่ยนคุณค่าเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ไม่อาจพบความหมายและวัตถุประสงค์ได้จากที่ใดนอกจากในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]</p>
<p>เรารู้ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนในยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ความอัจฉริยะรอบรู้ของเขานำไปสู่ความก้าวหน้าทางการศึกษาและศิลปะหลายแขนง แต่ลีโอนาร์โดกลับบันทึกถึง “วันอันน่าสังเวชของเรา” และคร่ำครวญว่าเราตาย “โดยไม่ได้ทิ้งความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตัวเราไว้กับมนุษย์เลย”</p>
<p>“เมื่อข้าพเจ้าคิดว่ากำลังเรียนรู้ถึงการมีชีวิต” ลีโอนาร์โดกล่าว “ข้าพเจ้าก็กำลังเรียนรู้ถึงการตาย” เขาเข้าใกล้ความจริงยิ่งกว่าที่คิด การเรียนรู้จักความตายคือหนทางของชีวิต หลังจากที่พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต (ซึ่งปัจจุบันคือเทศกาลฉลองวันอาทิตย์ทางตาล; ดู ยน.12:12-19) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ข้อ 24) พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เองแต่ทรงขยายให้ครอบคลุมถึงเราทุกคนด้วย “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์” (ข้อ 25)</p>
<p>เปาโลเขียนถึงการถูก “ฝัง” ไว้กับพระคริสต์ “โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” (รม.6:4-5)</p>
<p>พระเยซูประทานการบังเกิดใหม่แก่เราผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของเรอเนสซองส์ พระองค์ทรงสร้างหนทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์กับพระบิดา</p>
<p><em>คุณวัดคุณค่าของชีวิตคุณอย่างไร คุณต้องการจะเปลี่ยนคุณค่าเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ไม่อาจพบความหมายและวัตถุประสงค์ได้จากที่ใดนอกจากในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 23 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/83b0f341/28a9a8f7.mp3" length="12792642" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>800</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]
เรารู้ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนในยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ความอัจฉริยะรอบรู้ของเขานำไปสู่ความก้าวหน้าทางการศึกษาและศิลปะหลายแขนง แต่ลีโอนาร์โดกลับบันทึกถึง “วันอันน่าสังเวชของเรา” และคร่ำครวญว่าเราตาย “โดยไม่ได้ทิ้งความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตัวเราไว้กับมนุษย์เลย”
“เมื่อข้าพเจ้าคิดว่ากำลังเรียนรู้ถึงการมีชีวิต” ลีโอนาร์โดกล่าว “ข้าพเจ้าก็กำลังเรียนรู้ถึงการตาย” เขาเข้าใกล้ความจริงยิ่งกว่าที่คิด การเรียนรู้จักความตายคือหนทางของชีวิต หลังจากที่พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต (ซึ่งปัจจุบันคือเทศกาลฉลองวันอาทิตย์ทางตาล; ดู ยน.12:12-19) พระองค์ตรัสว่า “ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ข้อ 24) พระองค์ตรัสถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เองแต่ทรงขยายให้ครอบคลุมถึงเราทุกคนด้วย “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์” (ข้อ 25)
เปาโลเขียนถึงการถูก “ฝัง” ไว้กับพระคริสต์ “โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย” (รม.6:4-5)
พระเยซูประทานการบังเกิดใหม่แก่เราผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ นี่คือความหมายที่แท้จริงของเรอเนสซองส์ พระองค์ทรงสร้างหนทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์กับพระบิดา
คุณวัดคุณค่าของชีวิตคุณอย่างไร คุณต้องการจะเปลี่ยนคุณค่าเหล่านั้นอย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ไม่อาจพบความหมายและวัตถุประสงค์ได้จากที่ใดนอกจากในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก [ ยอห์น 12:24 ]
เรารู้ว่าลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนในยุคเรอเนสซองส์ (ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา) ความอัจฉริยะรอบรู้ของเขานำไปสู่ความก้าวหน้าทางการศึกษ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักอันเหลือเฟือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักอันเหลือเฟือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8fdbec47-0fc0-4798-8690-44b5030f0675</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4121e036</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่าน... [เพื่อ]เขาจะได้เห็นการดีของท่านและเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า [ 1 เปโตร 2:12 ]</p>
<p>ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบสถ์ ผมจึงถามถึงประสบการณ์ของเธอ เธอบอกว่าเธอคงไม่สามารถตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขาได้ เมื่อเธอพาพ่อที่พิการมายังประเทศใหม่นี้ พวกเพื่อนบ้านมาช่วยสร้างทางลาดที่บ้านของเธอและบริจาคเตียงสำหรับผู้ป่วยรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เธอบอกว่า “ถ้าการเป็นคริสเตียนทำให้คนจิตใจดีเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเป็นคริสเตียน”</p>
<p>สิ่งที่เธอพูดตรงกับสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวัง! พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) เปโตรได้ยินพระบัญชาของพระคริสต์และถ่ายทอดต่อ “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)</p>
<p>เพื่อนบ้านของเราที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเชื่อและทำไมเราจึงเชื่อเช่นนั้น อย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ นั่นคือความรักอันเหลือเฟือของเรา เพื่อนร่วมทางของผมประหลาดใจที่เพื่อนบ้านคริสเตียนของเธอยังคงเอาใจใส่เธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็น “หนึ่งในพวกเขา” (ตามคำพูดของเธอ) เธอรู้ว่าเธอได้รับความรักเพราะพวกเขาเห็นแก่พระเยซู และเธอขอบคุณพระเจ้า เธออาจจะยังไม่เชื่อในพระองค์ แต่เธอรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆเหล่านั้นเชื่อในพระองค์</p>
<p><em>คุณรู้จักใครบ้างที่ต้องการพระเยซู คุณจะรักพวกเขาเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอให้แสงสว่างของพระองค์ส่องผ่านข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่าน... [เพื่อ]เขาจะได้เห็นการดีของท่านและเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า [ 1 เปโตร 2:12 ]</p>
<p>ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบสถ์ ผมจึงถามถึงประสบการณ์ของเธอ เธอบอกว่าเธอคงไม่สามารถตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขาได้ เมื่อเธอพาพ่อที่พิการมายังประเทศใหม่นี้ พวกเพื่อนบ้านมาช่วยสร้างทางลาดที่บ้านของเธอและบริจาคเตียงสำหรับผู้ป่วยรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เธอบอกว่า “ถ้าการเป็นคริสเตียนทำให้คนจิตใจดีเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเป็นคริสเตียน”</p>
<p>สิ่งที่เธอพูดตรงกับสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวัง! พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) เปโตรได้ยินพระบัญชาของพระคริสต์และถ่ายทอดต่อ “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)</p>
<p>เพื่อนบ้านของเราที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเชื่อและทำไมเราจึงเชื่อเช่นนั้น อย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ นั่นคือความรักอันเหลือเฟือของเรา เพื่อนร่วมทางของผมประหลาดใจที่เพื่อนบ้านคริสเตียนของเธอยังคงเอาใจใส่เธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็น “หนึ่งในพวกเขา” (ตามคำพูดของเธอ) เธอรู้ว่าเธอได้รับความรักเพราะพวกเขาเห็นแก่พระเยซู และเธอขอบคุณพระเจ้า เธออาจจะยังไม่เชื่อในพระองค์ แต่เธอรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆเหล่านั้นเชื่อในพระองค์</p>
<p><em>คุณรู้จักใครบ้างที่ต้องการพระเยซู คุณจะรักพวกเขาเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอให้แสงสว่างของพระองค์ส่องผ่านข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 22 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4121e036/e58649d1.mp3" length="10928542" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่าน... [เพื่อ]เขาจะได้เห็นการดีของท่านและเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า [ 1 เปโตร 2:12 ]
ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบสถ์ ผมจึงถามถึงประสบการณ์ของเธอ เธอบอกว่าเธอคงไม่สามารถตอบแทนความมีน้ำใจของพวกเขาได้ เมื่อเธอพาพ่อที่พิการมายังประเทศใหม่นี้ พวกเพื่อนบ้านมาช่วยสร้างทางลาดที่บ้านของเธอและบริจาคเตียงสำหรับผู้ป่วยรวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ เธอบอกว่า “ถ้าการเป็นคริสเตียนทำให้คนจิตใจดีเช่นนี้ ทุกคนก็ควรเป็นคริสเตียน”
สิ่งที่เธอพูดตรงกับสิ่งที่พระเยซูทรงคาดหวัง! พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16) เปโตรได้ยินพระบัญชาของพระคริสต์และถ่ายทอดต่อ “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า” (1 ปต.2:12)
เพื่อนบ้านของเราที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเชื่อและทำไมเราจึงเชื่อเช่นนั้น อย่าวิตกในเรื่องนี้ เพราะจะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ นั่นคือความรักอันเหลือเฟือของเรา เพื่อนร่วมทางของผมประหลาดใจที่เพื่อนบ้านคริสเตียนของเธอยังคงเอาใจใส่เธอแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็น “หนึ่งในพวกเขา” (ตามคำพูดของเธอ) เธอรู้ว่าเธอได้รับความรักเพราะพวกเขาเห็นแก่พระเยซู และเธอขอบคุณพระเจ้า เธออาจจะยังไม่เชื่อในพระองค์ แต่เธอรู้สึกขอบคุณที่คนอื่นๆเหล่านั้นเชื่อในพระองค์
คุณรู้จักใครบ้างที่ต้องการพระเยซู คุณจะรักพวกเขาเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ ขอให้แสงสว่างของพระองค์ส่องผ่านข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรักษาความประพฤติอันดีของท่าน... [เพื่อ]เขาจะได้เห็นการดีของท่านและเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า [ 1 เปโตร 2:12 ]
ผู้โดยสารที่นั่งข้างผมบนเที่ยวบินบอกว่าเธอไม่มีศาสนา และเธอได้อพยพมาอยู่ในเมืองซึ่งมีคริสเตียนจำนวนมาก เมื่อเธอเล่าว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ของเธอไปโบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อีกก้าวหนึ่งของความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อีกก้าวหนึ่งของความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">063c9aa0-8dc4-40c6-b8ef-9ec36545ff56</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5452aa53</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง [ 1 ยอห์น 3:18 ]</p>
<p>สิ่งใดหรือที่จะเป็นสาเหตุทำให้ใครสักคนช่วยเหลือคู่แข่ง สำหรับอดอลโฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในรัฐวิสคอนซิน นี่คือโอกาสที่จะสนับสนุนเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นคนอื่นๆที่กำลังดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับมาตรการโควิด อดอลโฟรับรู้ถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในช่วงของการระบาดนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการสนับสนุนอย่างเอื้อเฟื้อจากธุรกิจในท้องถิ่นอีกแห่ง อดอลโฟใช้เงินของตัวเองมากกว่าสองพันดอลล่าร์ เพื่อซื้อบัตรกำนัลมามอบให้่ลูกค้าของเขานำไปใช้ที่ร้านอาหารอื่นๆในชุมชน นี่คือการสำแดงความรักที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่ด้วยการกระทำ</p>
<p>เป็นเพราะการสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเยซูทรงเต็มใจสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ (1 ยน.3:16) ยอห์นจึงหนุนใจผู้อ่านของท่านให้ก้าวต่อไปและสำแดงความรักด้วยการกระทำ สำหรับยอห์นแล้วการ “สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (ข้อ 16) หมายถึงการสำแดงความรักแบบเดียวกับที่พระเยซูได้ทรงทำเป็นแบบอย่าง และส่วนมากมักอยู่ในรูปแบบของการกระทำในชีวิตประจำวัน เช่น การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ การรักกันด้วยคำพูดยังไม่เพียงพอ ความรักต้องประกอบด้วยการกระทำที่จริงใจและมีความหมาย (ข้อ 18)</p>
<p>การสำแดงความรักด้วยการกระทำอาจทำได้ยากเพราะมักจะต้องมีการเสียสละส่วนตัว หรือเราอาจต้องเสียประโยชน์เพื่อผู้อื่น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระเจ้า และโดยการระลึกถึงความรักอันท่วมท้นที่พระองค์ทรงมีต่อเรา เราจึงสามารถก้าวต่อไปในความรักได้</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงการสำแดงความรักด้วยการกระทำอย่างไรบ้าง ในวันนี้คุณจะก้าวต่อไปในการรักใครสักคนด้วยการกระทำอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และก้าวต่อไปอีกขั้นเพื่อจะสำแดงความรักที่แท้จริงผ่านการกระทำของข้าพระองค์ในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง [ 1 ยอห์น 3:18 ]</p>
<p>สิ่งใดหรือที่จะเป็นสาเหตุทำให้ใครสักคนช่วยเหลือคู่แข่ง สำหรับอดอลโฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในรัฐวิสคอนซิน นี่คือโอกาสที่จะสนับสนุนเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นคนอื่นๆที่กำลังดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับมาตรการโควิด อดอลโฟรับรู้ถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในช่วงของการระบาดนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการสนับสนุนอย่างเอื้อเฟื้อจากธุรกิจในท้องถิ่นอีกแห่ง อดอลโฟใช้เงินของตัวเองมากกว่าสองพันดอลล่าร์ เพื่อซื้อบัตรกำนัลมามอบให้่ลูกค้าของเขานำไปใช้ที่ร้านอาหารอื่นๆในชุมชน นี่คือการสำแดงความรักที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่ด้วยการกระทำ</p>
<p>เป็นเพราะการสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเยซูทรงเต็มใจสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ (1 ยน.3:16) ยอห์นจึงหนุนใจผู้อ่านของท่านให้ก้าวต่อไปและสำแดงความรักด้วยการกระทำ สำหรับยอห์นแล้วการ “สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (ข้อ 16) หมายถึงการสำแดงความรักแบบเดียวกับที่พระเยซูได้ทรงทำเป็นแบบอย่าง และส่วนมากมักอยู่ในรูปแบบของการกระทำในชีวิตประจำวัน เช่น การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ การรักกันด้วยคำพูดยังไม่เพียงพอ ความรักต้องประกอบด้วยการกระทำที่จริงใจและมีความหมาย (ข้อ 18)</p>
<p>การสำแดงความรักด้วยการกระทำอาจทำได้ยากเพราะมักจะต้องมีการเสียสละส่วนตัว หรือเราอาจต้องเสียประโยชน์เพื่อผู้อื่น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระเจ้า และโดยการระลึกถึงความรักอันท่วมท้นที่พระองค์ทรงมีต่อเรา เราจึงสามารถก้าวต่อไปในความรักได้</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงการสำแดงความรักด้วยการกระทำอย่างไรบ้าง ในวันนี้คุณจะก้าวต่อไปในการรักใครสักคนด้วยการกระทำอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และก้าวต่อไปอีกขั้นเพื่อจะสำแดงความรักที่แท้จริงผ่านการกระทำของข้าพระองค์ในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 21 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5452aa53/541a6fad.mp3" length="12704456" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>794</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง [ 1 ยอห์น 3:18 ]
สิ่งใดหรือที่จะเป็นสาเหตุทำให้ใครสักคนช่วยเหลือคู่แข่ง สำหรับอดอลโฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในรัฐวิสคอนซิน นี่คือโอกาสที่จะสนับสนุนเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นคนอื่นๆที่กำลังดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับมาตรการโควิด อดอลโฟรับรู้ถึงความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในช่วงของการระบาดนี้ด้วยตัวเอง ด้วยการสนับสนุนอย่างเอื้อเฟื้อจากธุรกิจในท้องถิ่นอีกแห่ง อดอลโฟใช้เงินของตัวเองมากกว่าสองพันดอลล่าร์ เพื่อซื้อบัตรกำนัลมามอบให้่ลูกค้าของเขานำไปใช้ที่ร้านอาหารอื่นๆในชุมชน นี่คือการสำแดงความรักที่ไม่ได้เป็นแค่คำพูด แต่ด้วยการกระทำ
เป็นเพราะการสำแดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเยซูทรงเต็มใจสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ (1 ยน.3:16) ยอห์นจึงหนุนใจผู้อ่านของท่านให้ก้าวต่อไปและสำแดงความรักด้วยการกระทำ สำหรับยอห์นแล้วการ “สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (ข้อ 16) หมายถึงการสำแดงความรักแบบเดียวกับที่พระเยซูได้ทรงทำเป็นแบบอย่าง และส่วนมากมักอยู่ในรูปแบบของการกระทำในชีวิตประจำวัน เช่น การแบ่งปันวัตถุสิ่งของ การรักกันด้วยคำพูดยังไม่เพียงพอ ความรักต้องประกอบด้วยการกระทำที่จริงใจและมีความหมาย (ข้อ 18)
การสำแดงความรักด้วยการกระทำอาจทำได้ยากเพราะมักจะต้องมีการเสียสละส่วนตัว หรือเราอาจต้องเสียประโยชน์เพื่อผู้อื่น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระเจ้า และโดยการระลึกถึงความรักอันท่วมท้นที่พระองค์ทรงมีต่อเรา เราจึงสามารถก้าวต่อไปในความรักได้
คุณเคยมีประสบการณ์ถึงการสำแดงความรักด้วยการกระทำอย่างไรบ้าง ในวันนี้คุณจะก้าวต่อไปในการรักใครสักคนด้วยการกระทำอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามแบบอย่างของพระองค์ และก้าวต่อไปอีกขั้นเพื่อจะสำแดงความรักที่แท้จริงผ่านการกระทำของข้าพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง [ 1 ยอห์น 3:18 ]
สิ่งใดหรือที่จะเป็นสาเหตุทำให้ใครสักคนช่วยเหลือคู่แข่ง สำหรับอดอลโฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในรัฐวิสคอนซิน นี่คือโอกาสที่จะสนับสนุนเจ้าของร้านอาหารท้องถิ่นค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ช่วยผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงช่วยเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ช่วยผู้อื่นเหมือนที่พระเจ้าทรงช่วยเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1e684eb4-647d-46da-b517-ec16dd9a65f2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6043e4ec</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด [ อิสยาห์ 58:10 ]</p>
<p>โอเล แคซซาว์เป็นชาวเมืองโคเปนเฮเกนที่รักการปั่นจักรยาน เช้าวันหนึ่งเขาเห็นชายชรานั่งอยู่คนเดียวกับอุปกรณ์ช่วยพยุงเดินในสวนสาธารณะ โอเลเกิดแรงบันดาลใจจากความคิดง่ายๆว่า ทำไมไม่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้มีความสุขและรู้สึกอิสระโดยการพาไปนั่งจักรยานเล่า ดังนั้นในวันที่แดดดีวันหนึ่ง เขาจึงไปบ้านพักคนชราพร้อมกับรถสามล้อ(จักรยานสามล้อ) และเสนอว่าจะพาไปนั่งจักรยานเล่น เขายินดีอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุที่นั่นได้กลายเป็นคนกลุ่มแรกของโครงการปั่นจักรยานเพื่อคนทุกวัย</p>
<p>ตอนนี้ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ความฝันของโอเลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่คิดถึงการปั่นจักรยานได้นำความสุขไปสู่ผู้สูงวัยกว่า 575,000 คน ซึ่งได้นั่งไปกับจักรยานสามล้อแล้วถึง 2.5 ล้านครั้ง โดยเขาจะพาผู้สูงวัยเหล่านั้นไปหาเพื่อน ไปทานไอศกรีมโคน และไป “รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านเส้นผม” ผู้เข้าร่วมบอกว่าพวกเขาหลับสบายขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น และรู้สึกเหงาน้อยลง</p>
<p>ของขวัญเช่นนี้ทำให้พระวจนะอันงดงามของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในอิสยาห์ 58:10-11 มีชีวิตขึ้นมา “ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ” พระองค์ตรัสกับพวกเขา “แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน” พระเจ้าทรงสัญญาว่า “พระเจ้าจะนำเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และให้เจ้าอิ่มด้วยของดี และกระทำให้กระดูกของเจ้าแข็ง และเจ้าจะเป็นเหมือนสวนที่มีน้ำรด เหมือนน้ำพุที่น้ำของมันไม่ขาด”</p>
<p>พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สิ่งปรักหักพังโบราณของเจ้าจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่” (ข้อ 12) พระองค์จะทรงทำสิ่งใดผ่านเราได้บ้าง ขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ</p>
<p><em>ในเมืองของคุณมีใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณจะช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องง่ายๆเช่นอะไรได้บ้างในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแก่ข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะพบชีวิตในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด [ อิสยาห์ 58:10 ]</p>
<p>โอเล แคซซาว์เป็นชาวเมืองโคเปนเฮเกนที่รักการปั่นจักรยาน เช้าวันหนึ่งเขาเห็นชายชรานั่งอยู่คนเดียวกับอุปกรณ์ช่วยพยุงเดินในสวนสาธารณะ โอเลเกิดแรงบันดาลใจจากความคิดง่ายๆว่า ทำไมไม่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้มีความสุขและรู้สึกอิสระโดยการพาไปนั่งจักรยานเล่า ดังนั้นในวันที่แดดดีวันหนึ่ง เขาจึงไปบ้านพักคนชราพร้อมกับรถสามล้อ(จักรยานสามล้อ) และเสนอว่าจะพาไปนั่งจักรยานเล่น เขายินดีอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุที่นั่นได้กลายเป็นคนกลุ่มแรกของโครงการปั่นจักรยานเพื่อคนทุกวัย</p>
<p>ตอนนี้ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ความฝันของโอเลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่คิดถึงการปั่นจักรยานได้นำความสุขไปสู่ผู้สูงวัยกว่า 575,000 คน ซึ่งได้นั่งไปกับจักรยานสามล้อแล้วถึง 2.5 ล้านครั้ง โดยเขาจะพาผู้สูงวัยเหล่านั้นไปหาเพื่อน ไปทานไอศกรีมโคน และไป “รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านเส้นผม” ผู้เข้าร่วมบอกว่าพวกเขาหลับสบายขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น และรู้สึกเหงาน้อยลง</p>
<p>ของขวัญเช่นนี้ทำให้พระวจนะอันงดงามของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในอิสยาห์ 58:10-11 มีชีวิตขึ้นมา “ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ” พระองค์ตรัสกับพวกเขา “แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน” พระเจ้าทรงสัญญาว่า “พระเจ้าจะนำเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และให้เจ้าอิ่มด้วยของดี และกระทำให้กระดูกของเจ้าแข็ง และเจ้าจะเป็นเหมือนสวนที่มีน้ำรด เหมือนน้ำพุที่น้ำของมันไม่ขาด”</p>
<p>พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สิ่งปรักหักพังโบราณของเจ้าจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่” (ข้อ 12) พระองค์จะทรงทำสิ่งใดผ่านเราได้บ้าง ขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ</p>
<p><em>ในเมืองของคุณมีใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณจะช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องง่ายๆเช่นอะไรได้บ้างในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแก่ข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะพบชีวิตในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 20 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6043e4ec/a8666971.mp3" length="12399794" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>775</itunes:duration>
      <itunes:summary>ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด [ อิสยาห์ 58:10 ]
โอเล แคซซาว์เป็นชาวเมืองโคเปนเฮเกนที่รักการปั่นจักรยาน เช้าวันหนึ่งเขาเห็นชายชรานั่งอยู่คนเดียวกับอุปกรณ์ช่วยพยุงเดินในสวนสาธารณะ โอเลเกิดแรงบันดาลใจจากความคิดง่ายๆว่า ทำไมไม่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้มีความสุขและรู้สึกอิสระโดยการพาไปนั่งจักรยานเล่า ดังนั้นในวันที่แดดดีวันหนึ่ง เขาจึงไปบ้านพักคนชราพร้อมกับรถสามล้อ(จักรยานสามล้อ) และเสนอว่าจะพาไปนั่งจักรยานเล่น เขายินดีอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุที่นั่นได้กลายเป็นคนกลุ่มแรกของโครงการปั่นจักรยานเพื่อคนทุกวัย
ตอนนี้ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ความฝันของโอเลที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่คิดถึงการปั่นจักรยานได้นำความสุขไปสู่ผู้สูงวัยกว่า 575,000 คน ซึ่งได้นั่งไปกับจักรยานสามล้อแล้วถึง 2.5 ล้านครั้ง โดยเขาจะพาผู้สูงวัยเหล่านั้นไปหาเพื่อน ไปทานไอศกรีมโคน และไป “รู้สึกถึงสายลมที่พัดผ่านเส้นผม” ผู้เข้าร่วมบอกว่าพวกเขาหลับสบายขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น และรู้สึกเหงาน้อยลง
ของขวัญเช่นนี้ทำให้พระวจนะอันงดงามของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ในอิสยาห์ 58:10-11 มีชีวิตขึ้นมา “ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ” พระองค์ตรัสกับพวกเขา “แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด และความมืดคลุ้มของเจ้าจะเป็นเหมือนเที่ยงวัน” พระเจ้าทรงสัญญาว่า “พระเจ้าจะนำเจ้าอยู่เป็นนิตย์ และให้เจ้าอิ่มด้วยของดี และกระทำให้กระดูกของเจ้าแข็ง และเจ้าจะเป็นเหมือนสวนที่มีน้ำรด เหมือนน้ำพุที่น้ำของมันไม่ขาด”
พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สิ่งปรักหักพังโบราณของเจ้าจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่” (ข้อ 12) พระองค์จะทรงทำสิ่งใดผ่านเราได้บ้าง ขณะที่พระองค์ทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
ในเมืองของคุณมีใครบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือ คุณจะช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องง่ายๆเช่นอะไรได้บ้างในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นแก่ข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะพบชีวิตในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ให้ผู้ถูกข่มใจได้อิ่มใจ แล้วความสว่างจะโผล่ขึ้นแก่เจ้าในความมืด [ อิสยาห์ 58:10 ]
โอเล แคซซาว์เป็นชาวเมืองโคเปนเฮเกนที่รักการปั่นจักรยาน เช้าวันหนึ่งเขาเห็นชายชรานั่งอยู่คนเดียวกับอุปกรณ์ช่วยพยุงเดินในสวนสาธารณะ โอเลเกิดแรงบันดาลใจจากความคิดง่ายๆว่า ทำไมไ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วางใจอย่างเป็นสุข</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วางใจอย่างเป็นสุข</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e4e4c6c4-6644-4b22-b083-ded8d239c541</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/78b534ed</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข [ สดุดี 40:4 ]</p>
<p>ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยรูดี้จากศูนย์พักพิงสัตว์ไม่กี่วันก่อนที่มันจะถูกทำการุณ-ยฆาต สุนัขตัวนี้จึงกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูของเธอ เป็นเวลาสิบปีที่รูดี้นอนหลับอย่างสงบข้างเตียงของลินดา แต่จู่ๆมันกลับเริ่มกระโดดอยู่ข้างๆ และเลียหน้าของเธอ ลินดาดุมัน แต่มันกลับทำเหมือนเดิมทุกคืน “ไม่นานมันก็กระโดดมาบนตักแล้วเลียหน้าทุกครั้งที่ฉันนั่งลง” ลินดาบอก</p>
<p>ขณะวางแผนจะพารูดี้ไปศูนย์ฝึกสุนัข เธอเริ่มเอะใจที่รูดี้รบเร้าและมักจะเลียที่จุดเดิมบนกรามของเธอเสมอ ลินดาจึงไปพบแพทย์ด้วยความประหม่าและตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็ก (มะเร็งกระดูก) แพทย์บอกลินดาว่าถ้ารอนานกว่านี้เธออาจเสียชีวิตได้ ลินดาจึงเชื่อในสัญชาตญาณของรูดี้ และเธอมีความสุขที่ทำเช่นนั้น</p>
<p>พระคัมภีร์ย้ำกับเราบ่อยครั้งว่าการวางใจพระเจ้านำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดี “คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (40:4) พระคัมภีร์บางฉบับแปลชัดเจนตรงตัวว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 4 TNCV) ความสุขในพระธรรมสดุดีสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นความชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้นที่ปะทุออกมา</p>
<p>เมื่อเราวางใจในพระเจ้า ผลลัพธ์สูงสุดคือความสุขอันลึกซึ้งและแท้จริง ความวางใจนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆและผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ แต่หากเราวางใจในพระเจ้า เราจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนั้น</p>
<p><em>สิ่งใดที่ยากสำหรับคุณในการวางใจพระเจ้า ถ้าคุณเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าการวางใจในพระองค์นำไปสู่ความสุข สิ่งนั้นจะนำการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาความสุขที่มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ประทานได้ แต่การวางใจเป็นเรื่องยากสำหรับข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ด้วย</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข [ สดุดี 40:4 ]</p>
<p>ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยรูดี้จากศูนย์พักพิงสัตว์ไม่กี่วันก่อนที่มันจะถูกทำการุณ-ยฆาต สุนัขตัวนี้จึงกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูของเธอ เป็นเวลาสิบปีที่รูดี้นอนหลับอย่างสงบข้างเตียงของลินดา แต่จู่ๆมันกลับเริ่มกระโดดอยู่ข้างๆ และเลียหน้าของเธอ ลินดาดุมัน แต่มันกลับทำเหมือนเดิมทุกคืน “ไม่นานมันก็กระโดดมาบนตักแล้วเลียหน้าทุกครั้งที่ฉันนั่งลง” ลินดาบอก</p>
<p>ขณะวางแผนจะพารูดี้ไปศูนย์ฝึกสุนัข เธอเริ่มเอะใจที่รูดี้รบเร้าและมักจะเลียที่จุดเดิมบนกรามของเธอเสมอ ลินดาจึงไปพบแพทย์ด้วยความประหม่าและตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็ก (มะเร็งกระดูก) แพทย์บอกลินดาว่าถ้ารอนานกว่านี้เธออาจเสียชีวิตได้ ลินดาจึงเชื่อในสัญชาตญาณของรูดี้ และเธอมีความสุขที่ทำเช่นนั้น</p>
<p>พระคัมภีร์ย้ำกับเราบ่อยครั้งว่าการวางใจพระเจ้านำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดี “คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (40:4) พระคัมภีร์บางฉบับแปลชัดเจนตรงตัวว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 4 TNCV) ความสุขในพระธรรมสดุดีสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นความชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้นที่ปะทุออกมา</p>
<p>เมื่อเราวางใจในพระเจ้า ผลลัพธ์สูงสุดคือความสุขอันลึกซึ้งและแท้จริง ความวางใจนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆและผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ แต่หากเราวางใจในพระเจ้า เราจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนั้น</p>
<p><em>สิ่งใดที่ยากสำหรับคุณในการวางใจพระเจ้า ถ้าคุณเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าการวางใจในพระองค์นำไปสู่ความสุข สิ่งนั้นจะนำการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาความสุขที่มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ประทานได้ แต่การวางใจเป็นเรื่องยากสำหรับข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ด้วย</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/78b534ed/4ca846d7.mp3" length="12500900" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>782</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข [ สดุดี 40:4 ]
ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยรูดี้จากศูนย์พักพิงสัตว์ไม่กี่วันก่อนที่มันจะถูกทำการุณ-ยฆาต สุนัขตัวนี้จึงกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูของเธอ เป็นเวลาสิบปีที่รูดี้นอนหลับอย่างสงบข้างเตียงของลินดา แต่จู่ๆมันกลับเริ่มกระโดดอยู่ข้างๆ และเลียหน้าของเธอ ลินดาดุมัน แต่มันกลับทำเหมือนเดิมทุกคืน “ไม่นานมันก็กระโดดมาบนตักแล้วเลียหน้าทุกครั้งที่ฉันนั่งลง” ลินดาบอก
ขณะวางแผนจะพารูดี้ไปศูนย์ฝึกสุนัข เธอเริ่มเอะใจที่รูดี้รบเร้าและมักจะเลียที่จุดเดิมบนกรามของเธอเสมอ ลินดาจึงไปพบแพทย์ด้วยความประหม่าและตรวจพบเนื้องอกขนาดเล็ก (มะเร็งกระดูก) แพทย์บอกลินดาว่าถ้ารอนานกว่านี้เธออาจเสียชีวิตได้ ลินดาจึงเชื่อในสัญชาตญาณของรูดี้ และเธอมีความสุขที่ทำเช่นนั้น
พระคัมภีร์ย้ำกับเราบ่อยครั้งว่าการวางใจพระเจ้านำไปสู่ชีวิตและความชื่นชมยินดี “คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (40:4) พระคัมภีร์บางฉบับแปลชัดเจนตรงตัวว่า “ความสุขมีแก่ผู้ที่ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 4 TNCV) ความสุขในพระธรรมสดุดีสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นความชื่นชมยินดีอย่างเปี่ยมล้นที่ปะทุออกมา
เมื่อเราวางใจในพระเจ้า ผลลัพธ์สูงสุดคือความสุขอันลึกซึ้งและแท้จริง ความวางใจนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆและผลลัพธ์อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ แต่หากเราวางใจในพระเจ้า เราจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำเช่นนั้น
สิ่งใดที่ยากสำหรับคุณในการวางใจพระเจ้า ถ้าคุณเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าการวางใจในพระองค์นำไปสู่ความสุข สิ่งนั้นจะนำการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาความสุขที่มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ประทานได้ แต่การวางใจเป็นเรื่องยากสำหรับข้าพระองค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ด้วย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนใดที่วางใจในพระเจ้าก็เป็นสุข [ สดุดี 40:4 ]
ผู้หญิงคนหนึ่งช่วยรูดี้จากศูนย์พักพิงสัตว์ไม่กี่วันก่อนที่มันจะถูกทำการุณ-ยฆาต สุนัขตัวนี้จึงกลายมาเป็นเพื่อนคู่หูของเธอ เป็นเวลาสิบปีที่รูดี้นอนหลับอย่างสงบข้างเตียงของลินดา แต่จู่ๆมันกลับเริ่มกระโดดอยู่ข้างๆ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.9 แล้วพระเจ้าอยู่ไหน? พระเจ้ายุติธรรมไหม?</title>
      <itunes:episode>9</itunes:episode>
      <podcast:episode>9</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.9 แล้วพระเจ้าอยู่ไหน? พระเจ้ายุติธรรมไหม?</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f25d9686-5651-4246-8518-b07b480592f9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5fa63ee8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
“ร้ายมาก็ร้ายกลับ แฟร์ๆ ไง”

เป็นสิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นในโลกที่หาความยุติธรรมได้ยากนี้ ซึ่งเรามักจะเห็นการกระทำที่สอดคล้องกับความคิดนี้ได้ในละครหรือภาพยนตร์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากชีวิตจริง มันต่างจากละครหรือภาพยนตร์ไหม?

แล้วในชีวิตที่เชื่อพระเจ้าล่ะ เรากำลังมองหาความยุติธรรมแบบไหน? หรือจริงๆ แล้วคำถามของเราคือ "พระเจ้าอยู่ไหนกัน เมื่อฉันเจอเรื่องไม่ยุติธรรมนี้ ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยฉัน"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
“ร้ายมาก็ร้ายกลับ แฟร์ๆ ไง”

เป็นสิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นในโลกที่หาความยุติธรรมได้ยากนี้ ซึ่งเรามักจะเห็นการกระทำที่สอดคล้องกับความคิดนี้ได้ในละครหรือภาพยนตร์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากชีวิตจริง มันต่างจากละครหรือภาพยนตร์ไหม?

แล้วในชีวิตที่เชื่อพระเจ้าล่ะ เรากำลังมองหาความยุติธรรมแบบไหน? หรือจริงๆ แล้วคำถามของเราคือ "พระเจ้าอยู่ไหนกัน เมื่อฉันเจอเรื่องไม่ยุติธรรมนี้ ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยฉัน"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 Mar 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5fa63ee8/342323bd.mp3" length="51395586" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/WnqngxTSwElKYcuPuNCIeJ2u3MT9_uYbtZSG1KL7DmI/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8wYjE4/NDU5MGMxYWQ1NTY1/NmFiNGNhYzYzNDVj/YmI4OC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2131</itunes:duration>
      <itunes:summary>“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
“ร้ายมาก็ร้ายกลับ แฟร์ๆ ไง”

เป็นสิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นในโลกที่หาความยุติธรรมได้ยากนี้ ซึ่งเรามักจะเห็นการกระทำที่สอดคล้องกับความคิดนี้ได้ในละครหรือภาพยนตร์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากชีวิตจริง มันต่างจากละครหรือภาพยนตร์ไหม?

แล้วในชีวิตที่เชื่อพระเจ้าล่ะ เรากำลังมองหาความยุติธรรมแบบไหน? หรือจริงๆ แล้วคำถามของเราคือ "พระเจ้าอยู่ไหนกัน เมื่อฉันเจอเรื่องไม่ยุติธรรมนี้ ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยฉัน"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
“ร้ายมาก็ร้ายกลับ แฟร์ๆ ไง”

เป็นสิ่งที่เราได้ยินและได้เห็นในโลกที่หาความยุติธรรมได้ยากนี้ ซึ่งเรามักจะเห็นการกระทำที่สอดคล้องกับความคิดนี้ได้ในละครหรือภาพยนตร์ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากชีวิตจริง มันต่างจากละครหรือภาพยนต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>องค์เจ้านายในสวรรค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>องค์เจ้านายในสวรรค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d1ed47df-ff45-4a5a-a667-1b9a7f6d5447</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f671dc44</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฝ่ายนายก็จงทำแก่เหล่าทาสของตนตามความยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน เพราะท่านรู้ว่าท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย [ โคโลสี 4:1 ]</p>
<p>ในปี 2022 กระทรวงแรงงานของประเทศสิงคโปร์ประกาศว่าแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านทุกคนต้องได้รับวันหยุดอย่างน้อยหนึ่งวันต่อเดือน ซึ่งนายจ้างไม่สามารถจ่ายเป็นเงินชดเชยแทนได้ อย่างไรก็ตาม เหล่านายจ้างมีความกังวลว่าจะไม่มีใครดูแลผู้คนที่พวกเขารักในวันนั้น แม้ระบบการจัดการในงานที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ดูแลจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดหาคนมาแทน แต่การแก้ไขทัศนคติที่ไม่เห็นความจำเป็นของการหยุดพักนั้นไม่ง่ายเลย</p>
<p>การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องใหม่ อัครทูตเปาโลมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ทาสถูกมองว่าเป็นสมบัติของเจ้านาย กระนั้นในบรรทัดสุดท้ายของคำกำชับถึงคริสตจักร เกี่ยวกับวิธีการจัดการในครัวเรือนแบบพระคริสต์ ท่านบอกว่าเจ้านายจะต้องปฏิบัติต่อทาสของตนอย่าง “ยุติธรรม” (คส.4:1) ยังมีคำแปลอื่นที่บอกว่า “จงปฏิบัติต่อทาสของท่านอย่างถูกต้อง” (TNCV)</p>
<p>เช่นเดียวกับที่เปาโลบอกให้พวกทาสทำงาน “ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (3:23) ท่านยังเตือนพวกเจ้านายว่าพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา “ท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย” (4:1) วัตถุประสงค์ของท่านคือหนุนใจผู้เชื่อชาวโคโลสีให้ดำเนินชีวิตโดยคำนึงว่าพระคริสต์ทรงเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด ในเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง คนในบ้าน หรือคนในชุมชน เราสามารถทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเราปฏิบัติอย่าง “ยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน” (ข้อ 1)</p>
<p><em>มีเวลาใดบ้างที่คุณไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรม คุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในที่ทำงานหรือที่บ้าน เพื่อจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจ</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงยกโทษเมื่อข้าพระองค์ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรม ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะยอมจำนนต่อพระองค์ในฐานะองค์เจ้านายในชีวิตของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฝ่ายนายก็จงทำแก่เหล่าทาสของตนตามความยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน เพราะท่านรู้ว่าท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย [ โคโลสี 4:1 ]</p>
<p>ในปี 2022 กระทรวงแรงงานของประเทศสิงคโปร์ประกาศว่าแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านทุกคนต้องได้รับวันหยุดอย่างน้อยหนึ่งวันต่อเดือน ซึ่งนายจ้างไม่สามารถจ่ายเป็นเงินชดเชยแทนได้ อย่างไรก็ตาม เหล่านายจ้างมีความกังวลว่าจะไม่มีใครดูแลผู้คนที่พวกเขารักในวันนั้น แม้ระบบการจัดการในงานที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ดูแลจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดหาคนมาแทน แต่การแก้ไขทัศนคติที่ไม่เห็นความจำเป็นของการหยุดพักนั้นไม่ง่ายเลย</p>
<p>การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องใหม่ อัครทูตเปาโลมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ทาสถูกมองว่าเป็นสมบัติของเจ้านาย กระนั้นในบรรทัดสุดท้ายของคำกำชับถึงคริสตจักร เกี่ยวกับวิธีการจัดการในครัวเรือนแบบพระคริสต์ ท่านบอกว่าเจ้านายจะต้องปฏิบัติต่อทาสของตนอย่าง “ยุติธรรม” (คส.4:1) ยังมีคำแปลอื่นที่บอกว่า “จงปฏิบัติต่อทาสของท่านอย่างถูกต้อง” (TNCV)</p>
<p>เช่นเดียวกับที่เปาโลบอกให้พวกทาสทำงาน “ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (3:23) ท่านยังเตือนพวกเจ้านายว่าพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา “ท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย” (4:1) วัตถุประสงค์ของท่านคือหนุนใจผู้เชื่อชาวโคโลสีให้ดำเนินชีวิตโดยคำนึงว่าพระคริสต์ทรงเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด ในเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง คนในบ้าน หรือคนในชุมชน เราสามารถทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเราปฏิบัติอย่าง “ยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน” (ข้อ 1)</p>
<p><em>มีเวลาใดบ้างที่คุณไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรม คุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในที่ทำงานหรือที่บ้าน เพื่อจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจ</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงยกโทษเมื่อข้าพระองค์ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรม ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะยอมจำนนต่อพระองค์ในฐานะองค์เจ้านายในชีวิตของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 18 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f671dc44/1a2881a5.mp3" length="10507657" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฝ่ายนายก็จงทำแก่เหล่าทาสของตนตามความยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน เพราะท่านรู้ว่าท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย [ โคโลสี 4:1 ]
ในปี 2022 กระทรวงแรงงานของประเทศสิงคโปร์ประกาศว่าแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านทุกคนต้องได้รับวันหยุดอย่างน้อยหนึ่งวันต่อเดือน ซึ่งนายจ้างไม่สามารถจ่ายเป็นเงินชดเชยแทนได้ อย่างไรก็ตาม เหล่านายจ้างมีความกังวลว่าจะไม่มีใครดูแลผู้คนที่พวกเขารักในวันนั้น แม้ระบบการจัดการในงานที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ดูแลจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดหาคนมาแทน แต่การแก้ไขทัศนคติที่ไม่เห็นความจำเป็นของการหยุดพักนั้นไม่ง่ายเลย
การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องใหม่ อัครทูตเปาโลมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ทาสถูกมองว่าเป็นสมบัติของเจ้านาย กระนั้นในบรรทัดสุดท้ายของคำกำชับถึงคริสตจักร เกี่ยวกับวิธีการจัดการในครัวเรือนแบบพระคริสต์ ท่านบอกว่าเจ้านายจะต้องปฏิบัติต่อทาสของตนอย่าง “ยุติธรรม” (คส.4:1) ยังมีคำแปลอื่นที่บอกว่า “จงปฏิบัติต่อทาสของท่านอย่างถูกต้อง” (TNCV)
เช่นเดียวกับที่เปาโลบอกให้พวกทาสทำงาน “ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เหมือนกระทำแก่มนุษย์” (3:23) ท่านยังเตือนพวกเจ้านายว่าพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา “ท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย” (4:1) วัตถุประสงค์ของท่านคือหนุนใจผู้เชื่อชาวโคโลสีให้ดำเนินชีวิตโดยคำนึงว่าพระคริสต์ทรงเป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจสูงสุด ในเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง คนในบ้าน หรือคนในชุมชน เราสามารถทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเราปฏิบัติอย่าง “ยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน” (ข้อ 1)
มีเวลาใดบ้างที่คุณไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรม คุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในที่ทำงานหรือที่บ้าน เพื่อจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจ
พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงยกโทษเมื่อข้าพระองค์ไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรม ขอโปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะยอมจำนนต่อพระองค์ในฐานะองค์เจ้านายในชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฝ่ายนายก็จงทำแก่เหล่าทาสของตนตามความยุติธรรมและสม่ำเสมอกัน เพราะท่านรู้ว่าท่านก็มีนายองค์หนึ่งในสวรรค์ด้วย [ โคโลสี 4:1 ]
ในปี 2022 กระทรวงแรงงานของประเทศสิงคโปร์ประกาศว่าแรงงานข้ามชาติที่ทำงานบ้านทุกคนต้องได้รับวันหยุดอย่างน้อยหนึ่งวันต่อเดือน ซึ่งนายจ้า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>“เราเป็น”</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>“เราเป็น”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cd798368-4831-4688-96e7-3b744a62c9f3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f7c5deec</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” [ อพยพ 3:14 ]</p>
<p>แจ็คเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณคดีที่ฉลาดปราดเปรื่อง เขาประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าตอนอายุสิบห้าปี และในวัยผู้ใหญ่ก็ยังยืนกรานที่จะปกป้อง “ความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า” ของเขา เพื่อนคริสเตียนหลายคนพยายามโน้มน้าวเขา แต่แจ็คบอกว่า “ทุกคนและทุกสิ่งล้วนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” แต่เขาต้องยอมรับว่าพระคัมภีร์แตกต่างจากวรรณกรรมและเทพนิยายอื่นๆ เขาเขียนถึงพระกิตติคุณว่า “หากว่าเทพนิยายกลายเป็นความจริง เกิดขึ้นจริงๆก็คงจะเป็นเช่นนี้”</p>
<p>อพยพ 3 ได้กลายเป็นพระคัมภีร์บทที่มีอิทธิพลต่อแจ็คมากที่สุด พระเจ้าเรียกโมเสสให้นำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสถามพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์” (ข้อ 11) พระเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” (ข้อ 14) พระธรรมตอนนี้เป็นการเล่นคำและชื่อที่ซับซ้อน แต่สะท้อนถึงการทรงสถิตอยู่นิรันดร์ของพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล น่าสนใจที่ต่อมาพระเยซูก็ทรงสะท้อนสิ่งเดียวกัน เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เรา [เป็น]อยู่ก่อนอับราฮัมเกิด”(ยน.8:58)</p>
<p>พระธรรมตอนนี้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อแจ็ค หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ซี.เอส.- ลูอิส นี่คือทั้งหมดที่พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวทรงจำเป็นต้องบอก คือบอกว่าพระองค์เป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น ลูอิส “ยอมจำนนและยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า” นี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของลูอิสไปสู่การต้อนรับพระเยซู</p>
<p>บางทีเราอาจสงสัยในความเชื่อเหมือนลูอิส หรืออาจมีความเชื่อแบบอุ่นๆ ไม่เย็นไม่ร้อน เราคงต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” จริงๆในชีวิตของเราหรือไม่</p>
<p><em>การได้ยินพระเจ้าตรัสว่า “เราเป็น” มีความหมายต่อคุณเช่นไรและส่งผลต่อวันข้างหน้าของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เข้ามาหาพระองค์ด้วยความยำเกรงว่า พระองค์ทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในชีวิตของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดอีก</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” [ อพยพ 3:14 ]</p>
<p>แจ็คเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณคดีที่ฉลาดปราดเปรื่อง เขาประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าตอนอายุสิบห้าปี และในวัยผู้ใหญ่ก็ยังยืนกรานที่จะปกป้อง “ความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า” ของเขา เพื่อนคริสเตียนหลายคนพยายามโน้มน้าวเขา แต่แจ็คบอกว่า “ทุกคนและทุกสิ่งล้วนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” แต่เขาต้องยอมรับว่าพระคัมภีร์แตกต่างจากวรรณกรรมและเทพนิยายอื่นๆ เขาเขียนถึงพระกิตติคุณว่า “หากว่าเทพนิยายกลายเป็นความจริง เกิดขึ้นจริงๆก็คงจะเป็นเช่นนี้”</p>
<p>อพยพ 3 ได้กลายเป็นพระคัมภีร์บทที่มีอิทธิพลต่อแจ็คมากที่สุด พระเจ้าเรียกโมเสสให้นำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสถามพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์” (ข้อ 11) พระเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” (ข้อ 14) พระธรรมตอนนี้เป็นการเล่นคำและชื่อที่ซับซ้อน แต่สะท้อนถึงการทรงสถิตอยู่นิรันดร์ของพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล น่าสนใจที่ต่อมาพระเยซูก็ทรงสะท้อนสิ่งเดียวกัน เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เรา [เป็น]อยู่ก่อนอับราฮัมเกิด”(ยน.8:58)</p>
<p>พระธรรมตอนนี้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อแจ็ค หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ซี.เอส.- ลูอิส นี่คือทั้งหมดที่พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวทรงจำเป็นต้องบอก คือบอกว่าพระองค์เป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น ลูอิส “ยอมจำนนและยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า” นี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของลูอิสไปสู่การต้อนรับพระเยซู</p>
<p>บางทีเราอาจสงสัยในความเชื่อเหมือนลูอิส หรืออาจมีความเชื่อแบบอุ่นๆ ไม่เย็นไม่ร้อน เราคงต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” จริงๆในชีวิตของเราหรือไม่</p>
<p><em>การได้ยินพระเจ้าตรัสว่า “เราเป็น” มีความหมายต่อคุณเช่นไรและส่งผลต่อวันข้างหน้าของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เข้ามาหาพระองค์ด้วยความยำเกรงว่า พระองค์ทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในชีวิตของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดอีก</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 17 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f7c5deec/06097f4c.mp3" length="13507748" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>845</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” [ อพยพ 3:14 ]
แจ็คเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณคดีที่ฉลาดปราดเปรื่อง เขาประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าตอนอายุสิบห้าปี และในวัยผู้ใหญ่ก็ยังยืนกรานที่จะปกป้อง “ความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า” ของเขา เพื่อนคริสเตียนหลายคนพยายามโน้มน้าวเขา แต่แจ็คบอกว่า “ทุกคนและทุกสิ่งล้วนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” แต่เขาต้องยอมรับว่าพระคัมภีร์แตกต่างจากวรรณกรรมและเทพนิยายอื่นๆ เขาเขียนถึงพระกิตติคุณว่า “หากว่าเทพนิยายกลายเป็นความจริง เกิดขึ้นจริงๆก็คงจะเป็นเช่นนี้”
อพยพ 3 ได้กลายเป็นพระคัมภีร์บทที่มีอิทธิพลต่อแจ็คมากที่สุด พระเจ้าเรียกโมเสสให้นำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสถามพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์” (ข้อ 11) พระเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” (ข้อ 14) พระธรรมตอนนี้เป็นการเล่นคำและชื่อที่ซับซ้อน แต่สะท้อนถึงการทรงสถิตอยู่นิรันดร์ของพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล น่าสนใจที่ต่อมาพระเยซูก็ทรงสะท้อนสิ่งเดียวกัน เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เรา [เป็น]อยู่ก่อนอับราฮัมเกิด”(ยน.8:58)
พระธรรมตอนนี้ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อแจ็ค หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ซี.เอส.- ลูอิส นี่คือทั้งหมดที่พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวทรงจำเป็นต้องบอก คือบอกว่าพระองค์เป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น ลูอิส “ยอมจำนนและยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า” นี่คือจุดเริ่มต้นการเดินทางของลูอิสไปสู่การต้อนรับพระเยซู
บางทีเราอาจสงสัยในความเชื่อเหมือนลูอิส หรืออาจมีความเชื่อแบบอุ่นๆ ไม่เย็นไม่ร้อน เราคงต้องถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” จริงๆในชีวิตของเราหรือไม่
การได้ยินพระเจ้าตรัสว่า “เราเป็น” มีความหมายต่อคุณเช่นไรและส่งผลต่อวันข้างหน้าของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เข้ามาหาพระองค์ด้วยความยำเกรงว่า พระองค์ทรงเป็น “ผู้ซึ่งเราเป็น” ในชีวิตของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดอีก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” [ อพยพ 3:14 ]
แจ็คเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและวรรณคดีที่ฉลาดปราดเปรื่อง เขาประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าตอนอายุสิบห้าปี และในวัยผู้ใหญ่ก็ยังยืนกรานที่จะปกป้อง “ความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้า” ของเขา เพื่อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">42c2ebf1-b4aa-4059-ad42-193f835e2e0d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b0767660</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น [ กันดารวิถี 11:29 ]</p>
<p>เมื่อฉันเข้าร่วมกลุ่มผู้เขียนหนังสือคริสเตียนสำหรับเด็ก ซึ่งอธิษฐานเผื่อและช่วยประชาสัมพันธ์หนังสือของกันและกัน มีบางคนบอกว่าพวกเรา “โง่เขลาที่ทำงานกับคู่แข่ง” แต่กลุ่มของเรายึดในหลักการภาวะผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า และส่งเสริมชุมชน ไม่ใช่แข่งขันกัน เรามีเป้าหมายเดียวกันคือเผยแพร่พระกิตติคุณ เรารับใช้กษัตริย์องค์เดียวกันคือพระเยซู เมื่อร่วมมือกันเราจะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์</p>
<p>เมื่อพระเจ้าบอกให้โมเสสเลือกผู้อาวุโสในอิสราเอลซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำมาเจ็ดสิบคน พระองค์ตรัสว่า “เราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นเสียบ้าง ให้เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง” (กดว.11:16-17) ต่อมาโยชูวาเห็นผู้อาวุโสสองคนกำลังเผยพระวจนะ จึงมาแจ้งโมเสสให้ห้ามพวกเขา โมเสสกล่าวว่า “ท่านเจ็บร้อนแทนเราหรือ เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น” (ข้อ 29)</p>
<p>เมื่อใดก็ตามที่เราจดจ่อกับการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบซึ่งขัดขวางเราในการทำงานร่วมกับผู้อื่น พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถประทานกำลังให้เราหลีกเลี่ยงการทดลองนั้น เมื่อเราทูลขอพระเจ้าให้ทรงบ่มเพาะเราที่จะมีภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงเผยแพร่พระกิตติคุณออกไปได้ทั่วโลก และยังสามารถแบ่งเบาภาระของเราเมื่อเรารับใช้พระองค์ร่วมกัน</p>
<p><em>คุณร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อรับใช้พระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะสนับสนุนใครได้บ้างในขณะที่พวกเขารับใช้พระเจ้าด้วยของประทานที่มี</em></p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดสร้างให้ข้าพระองค์เป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันเพื่อเข้าถึงผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นด้วยข่าวประเสริฐที่ให้ชีวิต</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น [ กันดารวิถี 11:29 ]</p>
<p>เมื่อฉันเข้าร่วมกลุ่มผู้เขียนหนังสือคริสเตียนสำหรับเด็ก ซึ่งอธิษฐานเผื่อและช่วยประชาสัมพันธ์หนังสือของกันและกัน มีบางคนบอกว่าพวกเรา “โง่เขลาที่ทำงานกับคู่แข่ง” แต่กลุ่มของเรายึดในหลักการภาวะผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า และส่งเสริมชุมชน ไม่ใช่แข่งขันกัน เรามีเป้าหมายเดียวกันคือเผยแพร่พระกิตติคุณ เรารับใช้กษัตริย์องค์เดียวกันคือพระเยซู เมื่อร่วมมือกันเราจะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์</p>
<p>เมื่อพระเจ้าบอกให้โมเสสเลือกผู้อาวุโสในอิสราเอลซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำมาเจ็ดสิบคน พระองค์ตรัสว่า “เราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นเสียบ้าง ให้เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง” (กดว.11:16-17) ต่อมาโยชูวาเห็นผู้อาวุโสสองคนกำลังเผยพระวจนะ จึงมาแจ้งโมเสสให้ห้ามพวกเขา โมเสสกล่าวว่า “ท่านเจ็บร้อนแทนเราหรือ เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น” (ข้อ 29)</p>
<p>เมื่อใดก็ตามที่เราจดจ่อกับการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบซึ่งขัดขวางเราในการทำงานร่วมกับผู้อื่น พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถประทานกำลังให้เราหลีกเลี่ยงการทดลองนั้น เมื่อเราทูลขอพระเจ้าให้ทรงบ่มเพาะเราที่จะมีภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงเผยแพร่พระกิตติคุณออกไปได้ทั่วโลก และยังสามารถแบ่งเบาภาระของเราเมื่อเรารับใช้พระองค์ร่วมกัน</p>
<p><em>คุณร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อรับใช้พระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะสนับสนุนใครได้บ้างในขณะที่พวกเขารับใช้พระเจ้าด้วยของประทานที่มี</em></p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดสร้างให้ข้าพระองค์เป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันเพื่อเข้าถึงผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นด้วยข่าวประเสริฐที่ให้ชีวิต</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 16 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b0767660/c5847ce0.mp3" length="11306831" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น [ กันดารวิถี 11:29 ]
เมื่อฉันเข้าร่วมกลุ่มผู้เขียนหนังสือคริสเตียนสำหรับเด็ก ซึ่งอธิษฐานเผื่อและช่วยประชาสัมพันธ์หนังสือของกันและกัน มีบางคนบอกว่าพวกเรา “โง่เขลาที่ทำงานกับคู่แข่ง” แต่กลุ่มของเรายึดในหลักการภาวะผู้นำที่มีหัวใจเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า และส่งเสริมชุมชน ไม่ใช่แข่งขันกัน เรามีเป้าหมายเดียวกันคือเผยแพร่พระกิตติคุณ เรารับใช้กษัตริย์องค์เดียวกันคือพระเยซู เมื่อร่วมมือกันเราจะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าในการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์
เมื่อพระเจ้าบอกให้โมเสสเลือกผู้อาวุโสในอิสราเอลซึ่งมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำมาเจ็ดสิบคน พระองค์ตรัสว่า “เราจะเอาจิตวิญญาณที่มีอยู่บนเจ้ามาใส่บนคนเหล่านั้นเสียบ้าง ให้เขาทั้งหลายแบกภาระของชนชาตินี้ด้วยกันกับเจ้า เพื่อเจ้าจะมิได้ทนแบกอยู่แต่ลำพัง” (กดว.11:16-17) ต่อมาโยชูวาเห็นผู้อาวุโสสองคนกำลังเผยพระวจนะ จึงมาแจ้งโมเสสให้ห้ามพวกเขา โมเสสกล่าวว่า “ท่านเจ็บร้อนแทนเราหรือ เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น” (ข้อ 29)
เมื่อใดก็ตามที่เราจดจ่อกับการแข่งขันหรือการเปรียบเทียบซึ่งขัดขวางเราในการทำงานร่วมกับผู้อื่น พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถประทานกำลังให้เราหลีกเลี่ยงการทดลองนั้น เมื่อเราทูลขอพระเจ้าให้ทรงบ่มเพาะเราที่จะมีภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงเผยแพร่พระกิตติคุณออกไปได้ทั่วโลก และยังสามารถแบ่งเบาภาระของเราเมื่อเรารับใช้พระองค์ร่วมกัน
คุณร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อรับใช้พระเจ้าอย่างไรบ้าง คุณจะสนับสนุนใครได้บ้างในขณะที่พวกเขารับใช้พระเจ้าด้วยของประทานที่มี
พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดสร้างให้ข้าพระองค์เป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันเพื่อเข้าถึงผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นด้วยข่าวประเสริฐที่ให้ชีวิต</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราใคร่ให้ประชาชนของพระเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะทุกคน และใคร่ให้พระเจ้าทรงใส่วิญญาณของพระองค์ไว้บนเขาเหล่านั้น [ กันดารวิถี 11:29 ]
เมื่อฉันเข้าร่วมกลุ่มผู้เขียนหนังสือคริสเตียนสำหรับเด็ก ซึ่งอธิษฐานเผื่อและช่วยประชาสัมพันธ์หนังสือของกันและกัน มีบางคนบอกว่าพว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แบ่งปันความเชื่อของคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แบ่งปันความเชื่อของคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">19b88f5e-0a30-41b2-904d-77b926a9e1d6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/696db82e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด [ กิจการ 16:9 ]</p>
<p>ในปีค.ศ. 1701 ศาสนจักรแห่งอังกฤษได้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่พระกิตติคุณเพื่อส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คำขวัญที่พวกเขาเลือกใช้คือ ทรานเซียนา ดิอู-วานอส (transiens adiuva nos) ซึ่งมาจากภาษาละติน แปลว่า “ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” นี่คือคำร้องขอที่มีต่อทูตแห่งข่าวประเสริฐมาตั้งแต่ศตวรรษแรก เมื่อผู้ติดตามพระเยซูนำคำสอนแห่งความรักและการให้อภัยของพระองค์ไปยังโลกที่ต้องการสิ่งเหล่านี้อย่างยิ่ง</p>
<p>“ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” เป็นวลีที่มาจาก “คำร้องขอของชาวมาซิโด-เนีย” ซึ่งปรากฏในกิจการ 16 เปาโลกับเพื่อนร่วมงานของท่านได้มาถึงเมืองโตรอัส ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี, ข้อ 8) ที่นั่น “เปาโลได้นิมิตเห็นชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนว่า ‘ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด’” (ข้อ 9) เมื่อได้นิมิตแล้ว เปาโลกับเพื่อนร่วมงาน “จึงหาโอกาสทันทีที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย” (ข้อ 10) พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของคำร้องขอนี้</p>
<p>ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกเรียกให้ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปประกาศ แต่เราสามารถสนับสนุนพวกเขาทางด้านการเงินและด้วยคำอธิษฐานของเรา และเราทุกคนสามารถบอกใครสักคนถึงข่าวดีเรื่องพระเยซู ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่อีกฟากของห้อง ข้างถนน หรือในชุมชน ให้เราทูลขอพระเจ้าผู้ประเสริฐของเรา ที่จะทรงช่วยให้เราสามารถก้าวออกไปและมอบความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่ผู้คน นั่นคือโอกาสที่จะได้รับการอภัยในพระนามของพระเยซู</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเรียกให้คุณแบ่งปันความเชื่อของคุณที่ไหน พระองค์ประทานกำลังให้คุณทำสิ่งนี้ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเพื่อช่วยกู้และยกโทษให้เรา โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้เป็นตัวแทนแห่งข่าวประเสริฐอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อบอกว่าการให้อภัยและเสรีภาพมีไว้สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูด้วยความเชื่อ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด [ กิจการ 16:9 ]</p>
<p>ในปีค.ศ. 1701 ศาสนจักรแห่งอังกฤษได้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่พระกิตติคุณเพื่อส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คำขวัญที่พวกเขาเลือกใช้คือ ทรานเซียนา ดิอู-วานอส (transiens adiuva nos) ซึ่งมาจากภาษาละติน แปลว่า “ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” นี่คือคำร้องขอที่มีต่อทูตแห่งข่าวประเสริฐมาตั้งแต่ศตวรรษแรก เมื่อผู้ติดตามพระเยซูนำคำสอนแห่งความรักและการให้อภัยของพระองค์ไปยังโลกที่ต้องการสิ่งเหล่านี้อย่างยิ่ง</p>
<p>“ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” เป็นวลีที่มาจาก “คำร้องขอของชาวมาซิโด-เนีย” ซึ่งปรากฏในกิจการ 16 เปาโลกับเพื่อนร่วมงานของท่านได้มาถึงเมืองโตรอัส ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี, ข้อ 8) ที่นั่น “เปาโลได้นิมิตเห็นชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนว่า ‘ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด’” (ข้อ 9) เมื่อได้นิมิตแล้ว เปาโลกับเพื่อนร่วมงาน “จึงหาโอกาสทันทีที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย” (ข้อ 10) พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของคำร้องขอนี้</p>
<p>ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกเรียกให้ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปประกาศ แต่เราสามารถสนับสนุนพวกเขาทางด้านการเงินและด้วยคำอธิษฐานของเรา และเราทุกคนสามารถบอกใครสักคนถึงข่าวดีเรื่องพระเยซู ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่อีกฟากของห้อง ข้างถนน หรือในชุมชน ให้เราทูลขอพระเจ้าผู้ประเสริฐของเรา ที่จะทรงช่วยให้เราสามารถก้าวออกไปและมอบความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่ผู้คน นั่นคือโอกาสที่จะได้รับการอภัยในพระนามของพระเยซู</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเรียกให้คุณแบ่งปันความเชื่อของคุณที่ไหน พระองค์ประทานกำลังให้คุณทำสิ่งนี้ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเพื่อช่วยกู้และยกโทษให้เรา โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้เป็นตัวแทนแห่งข่าวประเสริฐอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อบอกว่าการให้อภัยและเสรีภาพมีไว้สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูด้วยความเชื่อ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 15 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/696db82e/a31cae28.mp3" length="11163441" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>698</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด [ กิจการ 16:9 ]
ในปีค.ศ. 1701 ศาสนจักรแห่งอังกฤษได้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่พระกิตติคุณเพื่อส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คำขวัญที่พวกเขาเลือกใช้คือ ทรานเซียนา ดิอู-วานอส (transiens adiuva nos) ซึ่งมาจากภาษาละติน แปลว่า “ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” นี่คือคำร้องขอที่มีต่อทูตแห่งข่าวประเสริฐมาตั้งแต่ศตวรรษแรก เมื่อผู้ติดตามพระเยซูนำคำสอนแห่งความรักและการให้อภัยของพระองค์ไปยังโลกที่ต้องการสิ่งเหล่านี้อย่างยิ่ง
“ขอโปรดมาช่วยเราด้วยเถิด!” เป็นวลีที่มาจาก “คำร้องขอของชาวมาซิโด-เนีย” ซึ่งปรากฏในกิจการ 16 เปาโลกับเพื่อนร่วมงานของท่านได้มาถึงเมืองโตรอัส ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี, ข้อ 8) ที่นั่น “เปาโลได้นิมิตเห็นชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนว่า ‘ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด’” (ข้อ 9) เมื่อได้นิมิตแล้ว เปาโลกับเพื่อนร่วมงาน “จึงหาโอกาสทันทีที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนีย” (ข้อ 10) พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของคำร้องขอนี้
ไม่ใช่ทุกคนที่จะถูกเรียกให้ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปประกาศ แต่เราสามารถสนับสนุนพวกเขาทางด้านการเงินและด้วยคำอธิษฐานของเรา และเราทุกคนสามารถบอกใครสักคนถึงข่าวดีเรื่องพระเยซู ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่อีกฟากของห้อง ข้างถนน หรือในชุมชน ให้เราทูลขอพระเจ้าผู้ประเสริฐของเรา ที่จะทรงช่วยให้เราสามารถก้าวออกไปและมอบความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่ผู้คน นั่นคือโอกาสที่จะได้รับการอภัยในพระนามของพระเยซู
พระเจ้าทรงเรียกให้คุณแบ่งปันความเชื่อของคุณที่ไหน พระองค์ประทานกำลังให้คุณทำสิ่งนี้ได้อย่างไรในวันนี้
พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเพื่อช่วยกู้และยกโทษให้เรา โปรดเตรียมข้าพระองค์ให้เป็นตัวแทนแห่งข่าวประเสริฐอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อบอกว่าการให้อภัยและเสรีภาพมีไว้สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูด้วยความเชื่อ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอโปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด [ กิจการ 16:9 ]
ในปีค.ศ. 1701 ศาสนจักรแห่งอังกฤษได้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่พระกิตติคุณเพื่อส่งมิชชันนารีไปทั่วโลก คำขวัญที่พวกเขาเลือกใช้คือ ทรานเซียนา ดิอู-วานอส (transiens adiuva nos) ซึ่งมาจากภาษาละติน แปลว่า “ขอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มรดกนิรันดร์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มรดกนิรันดร์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6782c7eb-a0f8-4920-a38b-9d16f1f10d32</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1a1db4f3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ยังมีสิ่งสามานย์อันน่าสลดใจอีกอย่างหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้ดวงอาทิตย์ คือทรัพย์สมบัติที่เจ้าของได้เก็บไว้จนเกิดเป็นภัยแก่ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]</p>
<p>ขณะที่พายุทรายดัสท์ โบว์พัดถล่มสหรัฐอเมริกาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จอห์น มิลเบิร์น เดวิสซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไฮวาธา รัฐแคนซัสได้ตัดสินใจสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง เดวิสเป็นเศรษฐีที่สร้างฐานะมาด้วยตนเองและไม่มีลูก เขาอาจใช้เงินเพื่อทำการกุศลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เขากลับจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของเขาเองและภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วจำนวนสิบเอ็ดรูปไว้ในสุสานท้องถิ่น</p>
<p>“คนในแคนซัสเกลียดผม” เดวิสบอกกับนักข่าวที่ชื่อเออร์นี่ ไพล์ ชาวเมืองต้องการให้เขาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สระว่ายน้ำ หรือสวนสาธารณะ แต่เขาพูดเพียงว่า “มันเป็นเงินของผม ผมจะใช้จ่ายมันตามที่ผมพอใจ”</p>
<p>กษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่งที่สุดในยุคสมัยของพระองค์ได้เขียนไว้ว่า “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” และ “เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น คนกินก็มีคับคั่งขึ้น” (ปญจ.5:10-11) ซาโลมอนตระหนักดีถึงแนวโน้มที่เสื่อมทรามของความมั่งคั่ง</p>
<p>อัครทูตเปาโลเองก็เข้าใจถึงการล่อลวงของความมั่งคั่งและเลือกที่จะลงทุนชีวิตของท่านเพื่อเชื่อฟังพระเยซู ขณะรอการประหารชีวิตในคุกโรมัน ท่านเขียนอย่างผู้มีชัยชนะว่า “เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะตกเป็นเครื่องบูชาอยู่แล้ว…ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทธ.4:6-7)</p>
<p>สิ่งที่คงอยู่ไม่ใช่สิ่งที่เราสกัดด้วยหินหรือสะสมไว้เพื่อตัวเราเอง แต่เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันด้วยความรักและมอบให้กับพระองค์ ผู้ทรงสำแดงให้เราเห็นถึงวิธีที่จะรัก</p>
<p><em>คนอื่นๆจะจดจำเกี่ยวกับคุณว่าเป็นอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้างเมื่อคิดถึงมรดกที่เป็นนิรันดร์</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ ที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่นในเรื่องเล็กๆน้อยๆในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ยังมีสิ่งสามานย์อันน่าสลดใจอีกอย่างหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้ดวงอาทิตย์ คือทรัพย์สมบัติที่เจ้าของได้เก็บไว้จนเกิดเป็นภัยแก่ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]</p>
<p>ขณะที่พายุทรายดัสท์ โบว์พัดถล่มสหรัฐอเมริกาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จอห์น มิลเบิร์น เดวิสซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไฮวาธา รัฐแคนซัสได้ตัดสินใจสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง เดวิสเป็นเศรษฐีที่สร้างฐานะมาด้วยตนเองและไม่มีลูก เขาอาจใช้เงินเพื่อทำการกุศลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เขากลับจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของเขาเองและภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วจำนวนสิบเอ็ดรูปไว้ในสุสานท้องถิ่น</p>
<p>“คนในแคนซัสเกลียดผม” เดวิสบอกกับนักข่าวที่ชื่อเออร์นี่ ไพล์ ชาวเมืองต้องการให้เขาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สระว่ายน้ำ หรือสวนสาธารณะ แต่เขาพูดเพียงว่า “มันเป็นเงินของผม ผมจะใช้จ่ายมันตามที่ผมพอใจ”</p>
<p>กษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่งที่สุดในยุคสมัยของพระองค์ได้เขียนไว้ว่า “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” และ “เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น คนกินก็มีคับคั่งขึ้น” (ปญจ.5:10-11) ซาโลมอนตระหนักดีถึงแนวโน้มที่เสื่อมทรามของความมั่งคั่ง</p>
<p>อัครทูตเปาโลเองก็เข้าใจถึงการล่อลวงของความมั่งคั่งและเลือกที่จะลงทุนชีวิตของท่านเพื่อเชื่อฟังพระเยซู ขณะรอการประหารชีวิตในคุกโรมัน ท่านเขียนอย่างผู้มีชัยชนะว่า “เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะตกเป็นเครื่องบูชาอยู่แล้ว…ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทธ.4:6-7)</p>
<p>สิ่งที่คงอยู่ไม่ใช่สิ่งที่เราสกัดด้วยหินหรือสะสมไว้เพื่อตัวเราเอง แต่เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันด้วยความรักและมอบให้กับพระองค์ ผู้ทรงสำแดงให้เราเห็นถึงวิธีที่จะรัก</p>
<p><em>คนอื่นๆจะจดจำเกี่ยวกับคุณว่าเป็นอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้างเมื่อคิดถึงมรดกที่เป็นนิรันดร์</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ ที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่นในเรื่องเล็กๆน้อยๆในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1a1db4f3/9fc5d61b.mp3" length="11799973" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>738</itunes:duration>
      <itunes:summary>ยังมีสิ่งสามานย์อันน่าสลดใจอีกอย่างหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้ดวงอาทิตย์ คือทรัพย์สมบัติที่เจ้าของได้เก็บไว้จนเกิดเป็นภัยแก่ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]
ขณะที่พายุทรายดัสท์ โบว์พัดถล่มสหรัฐอเมริกาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จอห์น มิลเบิร์น เดวิสซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไฮวาธา รัฐแคนซัสได้ตัดสินใจสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง เดวิสเป็นเศรษฐีที่สร้างฐานะมาด้วยตนเองและไม่มีลูก เขาอาจใช้เงินเพื่อทำการกุศลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เขากลับจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของเขาเองและภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วจำนวนสิบเอ็ดรูปไว้ในสุสานท้องถิ่น
“คนในแคนซัสเกลียดผม” เดวิสบอกกับนักข่าวที่ชื่อเออร์นี่ ไพล์ ชาวเมืองต้องการให้เขาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สระว่ายน้ำ หรือสวนสาธารณะ แต่เขาพูดเพียงว่า “มันเป็นเงินของผม ผมจะใช้จ่ายมันตามที่ผมพอใจ”
กษัตริย์ซาโลมอนผู้มั่งคั่งที่สุดในยุคสมัยของพระองค์ได้เขียนไว้ว่า “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” และ “เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น คนกินก็มีคับคั่งขึ้น” (ปญจ.5:10-11) ซาโลมอนตระหนักดีถึงแนวโน้มที่เสื่อมทรามของความมั่งคั่ง
อัครทูตเปาโลเองก็เข้าใจถึงการล่อลวงของความมั่งคั่งและเลือกที่จะลงทุนชีวิตของท่านเพื่อเชื่อฟังพระเยซู ขณะรอการประหารชีวิตในคุกโรมัน ท่านเขียนอย่างผู้มีชัยชนะว่า “เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะตกเป็นเครื่องบูชาอยู่แล้ว…ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทธ.4:6-7)
สิ่งที่คงอยู่ไม่ใช่สิ่งที่เราสกัดด้วยหินหรือสะสมไว้เพื่อตัวเราเอง แต่เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันด้วยความรักและมอบให้กับพระองค์ ผู้ทรงสำแดงให้เราเห็นถึงวิธีที่จะรัก
คนอื่นๆจะจดจำเกี่ยวกับคุณว่าเป็นอย่างไร คุณต้องเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้างเมื่อคิดถึงมรดกที่เป็นนิรันดร์
พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ ที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่นในเรื่องเล็กๆน้อยๆในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ยังมีสิ่งสามานย์อันน่าสลดใจอีกอย่างหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้ดวงอาทิตย์ คือทรัพย์สมบัติที่เจ้าของได้เก็บไว้จนเกิดเป็นภัยแก่ตน [ ปัญญาจารย์ 5:13 ]
ขณะที่พายุทรายดัสท์ โบว์พัดถล่มสหรัฐอเมริกาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จอห์น มิลเบิร์น เดวิสซึ่งอาศัยอย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าผู้เดียวที่สามารถเติมเต็ม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าผู้เดียวที่สามารถเติมเต็ม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0afa49d6-5d75-42bc-9496-71714ccb18ed</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1d3a62a7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมา [และ]... พูดกับยาโคบว่า “....เราหิวจัด” [ ปฐมกาล 25:29-30 ]</p>
<p>อาหารราคาหนึ่งพันดอลล่าร์ ซึ่งได้แก่ กุ้งขนาดใหญ่, ชาวาร์ม่า(คล้ายเคบับ), สลัด และอื่นๆอีกมากมาย ถูกจัดส่งไปที่บ้านหลังหนึ่ง แต่ชายที่เป็นเจ้าของบ้านไม่ได้มีงานเลี้ยง ที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนสั่งชุดบุฟเฟ่ต์นี้มา แต่เป็นลูกชายวัยหกขวบของเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เป็นพ่อปล่อยให้ลูกชายเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน และเด็กชายได้ใช้โทรศัพท์เพื่อสั่งซื้ออาหารสุดหรูจากร้านอาหารหลายแห่ง “ลูกทำแบบนี้ทำไม” พ่อถามลูกชายซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มของเขา ลูกชายวัยหกขวบตอบว่า “ผมหิวครับ” ความอยากอาหารและความเป็นเด็กนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีราคาแพง</p>
<p>ความอยากอาหารของเอซาวทำให้เขาเสียเงินมากกว่าหนึ่งพันดอลล่าร์ ในปฐมกาลบทที่ 25 บอกว่าเอซาวเหน็ดเหนื่อยและหิวจัด เขาพูดกับน้องชายว่า “ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด” (ข้อ 30) ยาโคบตอบสนองโดยขอสิทธิบุตรหัวปีของเอซาว (ข้อ 31) สิทธิบุตรหัวปีนี้รวมถึงสถานะที่พิเศษของเอซาวในฐานะบุตรชายคนโต พระพรตามพระสัญญาของพระเจ้า มรดกที่มากถึงสองเท่า และสิทธิพิเศษของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของครอบครัว แต่เอซาวเลือกที่จะ “กินและดื่ม” และ “ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน” (ข้อ 34)</p>
<p>เมื่อเราถูกล่อลวงและปรารถนาบางสิ่ง แทนที่จะปล่อยให้ความอยากนำเราไปสู่ความผิดพลาดและความบาปที่มีราคาแพง ให้เรายื่นมือออกไปหาพระบิดาในสวรรค์ พระองค์ผู้เดียวคือผู้ที่เติมเต็มจิตวิญญาณที่หิวกระหาย “ด้วยของดี” (สดด.107:9) แก่เราได้</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณปล่อยให้การล่อลวงทำให้คุณสูญเสียอย่างมหาศาล เหตุใดพระเจ้าจึงเป็นผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความปรารถนาที่ลึกที่สุดของคุณได้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ถูกล่อลวงให้ทำบาป โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงสิทธิโดยกำเนิดฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมา [และ]... พูดกับยาโคบว่า “....เราหิวจัด” [ ปฐมกาล 25:29-30 ]</p>
<p>อาหารราคาหนึ่งพันดอลล่าร์ ซึ่งได้แก่ กุ้งขนาดใหญ่, ชาวาร์ม่า(คล้ายเคบับ), สลัด และอื่นๆอีกมากมาย ถูกจัดส่งไปที่บ้านหลังหนึ่ง แต่ชายที่เป็นเจ้าของบ้านไม่ได้มีงานเลี้ยง ที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนสั่งชุดบุฟเฟ่ต์นี้มา แต่เป็นลูกชายวัยหกขวบของเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เป็นพ่อปล่อยให้ลูกชายเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน และเด็กชายได้ใช้โทรศัพท์เพื่อสั่งซื้ออาหารสุดหรูจากร้านอาหารหลายแห่ง “ลูกทำแบบนี้ทำไม” พ่อถามลูกชายซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มของเขา ลูกชายวัยหกขวบตอบว่า “ผมหิวครับ” ความอยากอาหารและความเป็นเด็กนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีราคาแพง</p>
<p>ความอยากอาหารของเอซาวทำให้เขาเสียเงินมากกว่าหนึ่งพันดอลล่าร์ ในปฐมกาลบทที่ 25 บอกว่าเอซาวเหน็ดเหนื่อยและหิวจัด เขาพูดกับน้องชายว่า “ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด” (ข้อ 30) ยาโคบตอบสนองโดยขอสิทธิบุตรหัวปีของเอซาว (ข้อ 31) สิทธิบุตรหัวปีนี้รวมถึงสถานะที่พิเศษของเอซาวในฐานะบุตรชายคนโต พระพรตามพระสัญญาของพระเจ้า มรดกที่มากถึงสองเท่า และสิทธิพิเศษของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของครอบครัว แต่เอซาวเลือกที่จะ “กินและดื่ม” และ “ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน” (ข้อ 34)</p>
<p>เมื่อเราถูกล่อลวงและปรารถนาบางสิ่ง แทนที่จะปล่อยให้ความอยากนำเราไปสู่ความผิดพลาดและความบาปที่มีราคาแพง ให้เรายื่นมือออกไปหาพระบิดาในสวรรค์ พระองค์ผู้เดียวคือผู้ที่เติมเต็มจิตวิญญาณที่หิวกระหาย “ด้วยของดี” (สดด.107:9) แก่เราได้</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณปล่อยให้การล่อลวงทำให้คุณสูญเสียอย่างมหาศาล เหตุใดพระเจ้าจึงเป็นผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความปรารถนาที่ลึกที่สุดของคุณได้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ถูกล่อลวงให้ทำบาป โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงสิทธิโดยกำเนิดฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 13 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1d3a62a7/4c9e8444.mp3" length="11189792" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>700</itunes:duration>
      <itunes:summary>วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมา [และ]... พูดกับยาโคบว่า “....เราหิวจัด” [ ปฐมกาล 25:29-30 ]
อาหารราคาหนึ่งพันดอลล่าร์ ซึ่งได้แก่ กุ้งขนาดใหญ่, ชาวาร์ม่า(คล้ายเคบับ), สลัด และอื่นๆอีกมากมาย ถูกจัดส่งไปที่บ้านหลังหนึ่ง แต่ชายที่เป็นเจ้าของบ้านไม่ได้มีงานเลี้ยง ที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนสั่งชุดบุฟเฟ่ต์นี้มา แต่เป็นลูกชายวัยหกขวบของเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เป็นพ่อปล่อยให้ลูกชายเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน และเด็กชายได้ใช้โทรศัพท์เพื่อสั่งซื้ออาหารสุดหรูจากร้านอาหารหลายแห่ง “ลูกทำแบบนี้ทำไม” พ่อถามลูกชายซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มของเขา ลูกชายวัยหกขวบตอบว่า “ผมหิวครับ” ความอยากอาหารและความเป็นเด็กนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีราคาแพง
ความอยากอาหารของเอซาวทำให้เขาเสียเงินมากกว่าหนึ่งพันดอลล่าร์ ในปฐมกาลบทที่ 25 บอกว่าเอซาวเหน็ดเหนื่อยและหิวจัด เขาพูดกับน้องชายว่า “ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด” (ข้อ 30) ยาโคบตอบสนองโดยขอสิทธิบุตรหัวปีของเอซาว (ข้อ 31) สิทธิบุตรหัวปีนี้รวมถึงสถานะที่พิเศษของเอซาวในฐานะบุตรชายคนโต พระพรตามพระสัญญาของพระเจ้า มรดกที่มากถึงสองเท่า และสิทธิพิเศษของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของครอบครัว แต่เอซาวเลือกที่จะ “กินและดื่ม” และ “ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน” (ข้อ 34)
เมื่อเราถูกล่อลวงและปรารถนาบางสิ่ง แทนที่จะปล่อยให้ความอยากนำเราไปสู่ความผิดพลาดและความบาปที่มีราคาแพง ให้เรายื่นมือออกไปหาพระบิดาในสวรรค์ พระองค์ผู้เดียวคือผู้ที่เติมเต็มจิตวิญญาณที่หิวกระหาย “ด้วยของดี” (สดด.107:9) แก่เราได้
เมื่อใดที่คุณปล่อยให้การล่อลวงทำให้คุณสูญเสียอย่างมหาศาล เหตุใดพระเจ้าจึงเป็นผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความปรารถนาที่ลึกที่สุดของคุณได้
ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ถูกล่อลวงให้ทำบาป โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกถึงสิทธิโดยกำเนิดฝ่ายวิญญาณของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมา [และ]... พูดกับยาโคบว่า “....เราหิวจัด” [ ปฐมกาล 25:29-30 ]
อาหารราคาหนึ่งพันดอลล่าร์ ซึ่งได้แก่ กุ้งขนาดใหญ่, ชาวาร์ม่า(คล้ายเคบับ), สลัด และอื่นๆอีกมากมาย ถูกจัดส่งไปที่บ้านหลังหนึ่ง แต่ชายที่เป็นเจ้าของบ้านไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสียงร้องทุกข์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสียงร้องทุกข์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c52a70d0-b21e-45ff-888e-4e721e2802b3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2bea5009</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า พระเจ้าทรงตอบข้าพเจ้าและประทานความโล่งใจแก่ข้าพเจ้า [ สดุดี 118:5 ]</p>
<p>จีนานเด็กหญิงชาวซีเรียวัยห้าขวบติดอยู่ใต้กองเศษหินความสูงสองชั้นของตึกที่ถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เธอร้องเรียกหน่วยกู้ภัยขณะที่คอยปกป้องน้องชายตัวน้อยของเธอจากเศษหินที่อยู่รอบข้าง “ช่วยหนูออกไปที จะให้หนูทำอะไรก็ได้” เธอร้องด้วยใจที่แตกสลาย “หนูจะยอมเป็นคนรับใช้คุณ”</p>
<p>เราจะพบเสียงร้องทุกข์ในตลอดพระธรรมสดุดี “ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า” (118:5) แม้ว่าเราอาจจะไม่เคยรับรู้ถึงน้ำหนักของตึกที่ถล่มลงมาจากแผ่นดินไหว แต่เราทุกคนต่างก็รับรู้ได้ถึงความกลัวจนแทบหายใจไม่ออกจากคำวินิจฉัยทางการแพทย์ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต หรือการสูญเสียความสัมพันธ์</p>
<p>ในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจจะต่อรองกับพระเจ้าเพื่อขอการช่วยกู้จากพระองค์ แต่พระเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาโน้มน้าว เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะตอบเรา และในขณะที่สถานการณ์ของเราอาจจะยังไม่ดีขึ้น พระองค์จะทรงสถิตกับเราและอยู่ฝ่ายเรา เราไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆแม้กระทั่งความตาย เราสามารถพูดเหมือนผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองเห็นคนที่เกลียดข้าพเจ้าแพ้” (ข้อ 7)</p>
<p>เราไม่ได้รับคำสัญญาถึงการช่วยกู้ที่น่าทึ่งเช่นเดียวกับจีนานและน้องชาย แต่เราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ผู้ทรง “ประทานความโล่งใจ” (ข้อ 5) แก่ผู้เขียนสดุดี พระองค์ทรงทราบสถานการณ์ของเราและพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเราแม้แต่ในความตาย</p>
<p><em>พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงสัตย์ซื่ออย่างไรเมื่อคุณตกทุกข์ได้ยาก คุณจะรับรู้ถึงการทรงสถิตของพระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ร้องเรียกหาพระองค์เพราะรู้ว่า ทรงได้ยินข้าพระองค์ ขอบพระคุณในความสัตย์ซื่อและความรักของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า พระเจ้าทรงตอบข้าพเจ้าและประทานความโล่งใจแก่ข้าพเจ้า [ สดุดี 118:5 ]</p>
<p>จีนานเด็กหญิงชาวซีเรียวัยห้าขวบติดอยู่ใต้กองเศษหินความสูงสองชั้นของตึกที่ถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เธอร้องเรียกหน่วยกู้ภัยขณะที่คอยปกป้องน้องชายตัวน้อยของเธอจากเศษหินที่อยู่รอบข้าง “ช่วยหนูออกไปที จะให้หนูทำอะไรก็ได้” เธอร้องด้วยใจที่แตกสลาย “หนูจะยอมเป็นคนรับใช้คุณ”</p>
<p>เราจะพบเสียงร้องทุกข์ในตลอดพระธรรมสดุดี “ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า” (118:5) แม้ว่าเราอาจจะไม่เคยรับรู้ถึงน้ำหนักของตึกที่ถล่มลงมาจากแผ่นดินไหว แต่เราทุกคนต่างก็รับรู้ได้ถึงความกลัวจนแทบหายใจไม่ออกจากคำวินิจฉัยทางการแพทย์ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต หรือการสูญเสียความสัมพันธ์</p>
<p>ในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจจะต่อรองกับพระเจ้าเพื่อขอการช่วยกู้จากพระองค์ แต่พระเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาโน้มน้าว เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะตอบเรา และในขณะที่สถานการณ์ของเราอาจจะยังไม่ดีขึ้น พระองค์จะทรงสถิตกับเราและอยู่ฝ่ายเรา เราไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆแม้กระทั่งความตาย เราสามารถพูดเหมือนผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองเห็นคนที่เกลียดข้าพเจ้าแพ้” (ข้อ 7)</p>
<p>เราไม่ได้รับคำสัญญาถึงการช่วยกู้ที่น่าทึ่งเช่นเดียวกับจีนานและน้องชาย แต่เราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ผู้ทรง “ประทานความโล่งใจ” (ข้อ 5) แก่ผู้เขียนสดุดี พระองค์ทรงทราบสถานการณ์ของเราและพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเราแม้แต่ในความตาย</p>
<p><em>พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงสัตย์ซื่ออย่างไรเมื่อคุณตกทุกข์ได้ยาก คุณจะรับรู้ถึงการทรงสถิตของพระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ร้องเรียกหาพระองค์เพราะรู้ว่า ทรงได้ยินข้าพระองค์ ขอบพระคุณในความสัตย์ซื่อและความรักของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2bea5009/8427986f.mp3" length="12276032" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>768</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า พระเจ้าทรงตอบข้าพเจ้าและประทานความโล่งใจแก่ข้าพเจ้า [ สดุดี 118:5 ]
จีนานเด็กหญิงชาวซีเรียวัยห้าขวบติดอยู่ใต้กองเศษหินความสูงสองชั้นของตึกที่ถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เธอร้องเรียกหน่วยกู้ภัยขณะที่คอยปกป้องน้องชายตัวน้อยของเธอจากเศษหินที่อยู่รอบข้าง “ช่วยหนูออกไปที จะให้หนูทำอะไรก็ได้” เธอร้องด้วยใจที่แตกสลาย “หนูจะยอมเป็นคนรับใช้คุณ”
เราจะพบเสียงร้องทุกข์ในตลอดพระธรรมสดุดี “ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า” (118:5) แม้ว่าเราอาจจะไม่เคยรับรู้ถึงน้ำหนักของตึกที่ถล่มลงมาจากแผ่นดินไหว แต่เราทุกคนต่างก็รับรู้ได้ถึงความกลัวจนแทบหายใจไม่ออกจากคำวินิจฉัยทางการแพทย์ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต หรือการสูญเสียความสัมพันธ์
ในช่วงเวลาเหล่านั้น เราอาจจะต่อรองกับพระเจ้าเพื่อขอการช่วยกู้จากพระองค์ แต่พระเจ้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาโน้มน้าว เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะตอบเรา และในขณะที่สถานการณ์ของเราอาจจะยังไม่ดีขึ้น พระองค์จะทรงสถิตกับเราและอยู่ฝ่ายเรา เราไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆแม้กระทั่งความตาย เราสามารถพูดเหมือนผู้เขียนสดุดีว่า “พระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า เป็นผู้ทรงช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองเห็นคนที่เกลียดข้าพเจ้าแพ้” (ข้อ 7)
เราไม่ได้รับคำสัญญาถึงการช่วยกู้ที่น่าทึ่งเช่นเดียวกับจีนานและน้องชาย แต่เราสามารถวางใจในพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ผู้ทรง “ประทานความโล่งใจ” (ข้อ 5) แก่ผู้เขียนสดุดี พระองค์ทรงทราบสถานการณ์ของเราและพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเราแม้แต่ในความตาย
พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงสัตย์ซื่ออย่างไรเมื่อคุณตกทุกข์ได้ยาก คุณจะรับรู้ถึงการทรงสถิตของพระองค์ในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ ข้าพระองค์ร้องเรียกหาพระองค์เพราะรู้ว่า ทรงได้ยินข้าพระองค์ ขอบพระคุณในความสัตย์ซื่อและความรักของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของข้าพเจ้า พระเจ้าทรงตอบข้าพเจ้าและประทานความโล่งใจแก่ข้าพเจ้า [ สดุดี 118:5 ]
จีนานเด็กหญิงชาวซีเรียวัยห้าขวบติดอยู่ใต้กองเศษหินความสูงสองชั้นของตึกที่ถล่มลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เธอร้องเรียกหน่วยกู้ภัยขณะที่ค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.8 เมื่อความเกลียดเปลี่ยนทุกอย่างไป</title>
      <itunes:episode>8</itunes:episode>
      <podcast:episode>8</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.8 เมื่อความเกลียดเปลี่ยนทุกอย่างไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9b316e3b-d18f-41a0-9afd-fc73d20da47d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/adc29aa7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อารมณ์และความคิดหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เมื่อเรามีความสัมพันธ์ไม่ว่าจะรูปแบบใดคือ ความเกลียดชัง

ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในสังคมและโลกของเรามาตลอด มันถูกส่งต่อและขยายออกไปโดยไม่เลือกว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงกว่าที่เราคิด แต่อะไรที่จะช่วยหยุดมันได้ แล้วพระเจ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อารมณ์และความคิดหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เมื่อเรามีความสัมพันธ์ไม่ว่าจะรูปแบบใดคือ ความเกลียดชัง

ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในสังคมและโลกของเรามาตลอด มันถูกส่งต่อและขยายออกไปโดยไม่เลือกว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงกว่าที่เราคิด แต่อะไรที่จะช่วยหยุดมันได้ แล้วพระเจ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 Mar 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/adc29aa7/d54e48cd.mp3" length="52997744" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/azQJ-s_o0ox9-FE7fwGbjCCjmezSfVCLPYeXHIf0YuQ/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9kYzVk/OTAzYzI1ZWI3ZmY2/MTAxYWJjM2Y1MTAw/YmUyOC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>2197</itunes:duration>
      <itunes:summary>อารมณ์และความคิดหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เมื่อเรามีความสัมพันธ์ไม่ว่าจะรูปแบบใดคือ ความเกลียดชัง

ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในสังคมและโลกของเรามาตลอด มันถูกส่งต่อและขยายออกไปโดยไม่เลือกว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงกว่าที่เราคิด แต่อะไรที่จะช่วยหยุดมันได้ แล้วพระเจ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อารมณ์และความคิดหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เมื่อเรามีความสัมพันธ์ไม่ว่าจะรูปแบบใดคือ ความเกลียดชัง

ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในสังคมและโลกของเรามาตลอด มันถูกส่งต่อและขยายออกไปโดยไม่เลือกว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร ผลที่ตามมานั้นร้ายแรงกว่าที่เราค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความกล้าหาญในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความกล้าหาญในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d18f1b85-372a-478e-b158-758e905a62b6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/76e50186</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ [ เอสเธอร์ 4:16 ]</p>
<p>ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แมรี่ แมคดาวล์อาศัยอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากคอกม้าอันแสนโหดร้ายของชิคาโก แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามสิบสองกิโลเมตรแต่เธอก็รู้น้อยมากเกี่ยวกับสภาพแรงงานอันน่าสยดสยองที่ทำให้คนงานที่นั่นต้องนัดหยุดงาน เมื่อเธอทราบถึงความยากลำบากที่พวกเขาและครอบครัวต้องเผชิญ แมคดาวล์ก็ย้ายมาอาศัยอยู่กับพวกเขาและเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เธอให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ รวมถึงสอนเด็กๆในโรงเรียนที่ตั้งอยู่หลังร้านเล็กๆ</p>
<p>การยืนหยัดเพื่อให้ผู้อื่นมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแม้จะไม่ได้สร้างผลกระทบโดยตรง ก็เป็นสิ่งที่พระนางเอสเธอร์ทำเช่นกัน เอสเธอร์เป็นราชินีแห่งเปอร์เซีย (อสธ.2:17) และมีสิทธิพิเศษแตกต่างจากชนอิสราเอลซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติที่ถูกเนรเทศไปอยู่ทั่วเปอร์เซีย แต่เอสเธอร์ให้ความสำคัญกับคนอิสราเอลในเปอร์เซียและยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขาโดยกล่าวว่า “ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” (4:16) เธอสามารถอยู่เงียบๆก็ได้ เพราะพระราชาผู้เป็นพระสวามีนั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นชาวยิว (2:10) แต่เธอเลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อคำร้องขอความช่วยเหลือจาก<br>ญาติของเธอ เธอทำการด้วยความกล้าหาญเพื่อเปิดเผยแผนการอันชั่วร้ายที่จะทำลายล้างชาวยิว</p>
<p>เราอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับแมรี่ แมคดาวล์หรือพระนางเอสเธอร์ได้ แต่ขอให้เราเลือกที่จะมองเห็นความเดือดร้อนของผู้อื่น และใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา</p>
<p><em>คุณได้ใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร คุณสามารถช่วยเหลือผู้ที่อาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้คุณได้อย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสติปัญญาและความกล้าหาญแก่ข้าพระองค์เพื่อจะรับใช้ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ [ เอสเธอร์ 4:16 ]</p>
<p>ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แมรี่ แมคดาวล์อาศัยอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากคอกม้าอันแสนโหดร้ายของชิคาโก แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามสิบสองกิโลเมตรแต่เธอก็รู้น้อยมากเกี่ยวกับสภาพแรงงานอันน่าสยดสยองที่ทำให้คนงานที่นั่นต้องนัดหยุดงาน เมื่อเธอทราบถึงความยากลำบากที่พวกเขาและครอบครัวต้องเผชิญ แมคดาวล์ก็ย้ายมาอาศัยอยู่กับพวกเขาและเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เธอให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ รวมถึงสอนเด็กๆในโรงเรียนที่ตั้งอยู่หลังร้านเล็กๆ</p>
<p>การยืนหยัดเพื่อให้ผู้อื่นมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแม้จะไม่ได้สร้างผลกระทบโดยตรง ก็เป็นสิ่งที่พระนางเอสเธอร์ทำเช่นกัน เอสเธอร์เป็นราชินีแห่งเปอร์เซีย (อสธ.2:17) และมีสิทธิพิเศษแตกต่างจากชนอิสราเอลซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติที่ถูกเนรเทศไปอยู่ทั่วเปอร์เซีย แต่เอสเธอร์ให้ความสำคัญกับคนอิสราเอลในเปอร์เซียและยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขาโดยกล่าวว่า “ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” (4:16) เธอสามารถอยู่เงียบๆก็ได้ เพราะพระราชาผู้เป็นพระสวามีนั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นชาวยิว (2:10) แต่เธอเลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อคำร้องขอความช่วยเหลือจาก<br>ญาติของเธอ เธอทำการด้วยความกล้าหาญเพื่อเปิดเผยแผนการอันชั่วร้ายที่จะทำลายล้างชาวยิว</p>
<p>เราอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับแมรี่ แมคดาวล์หรือพระนางเอสเธอร์ได้ แต่ขอให้เราเลือกที่จะมองเห็นความเดือดร้อนของผู้อื่น และใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา</p>
<p><em>คุณได้ใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร คุณสามารถช่วยเหลือผู้ที่อาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้คุณได้อย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสติปัญญาและความกล้าหาญแก่ข้าพระองค์เพื่อจะรับใช้ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 11 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/76e50186/d15c98db.mp3" length="11373674" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>711</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ [ เอสเธอร์ 4:16 ]
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แมรี่ แมคดาวล์อาศัยอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากคอกม้าอันแสนโหดร้ายของชิคาโก แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามสิบสองกิโลเมตรแต่เธอก็รู้น้อยมากเกี่ยวกับสภาพแรงงานอันน่าสยดสยองที่ทำให้คนงานที่นั่นต้องนัดหยุดงาน เมื่อเธอทราบถึงความยากลำบากที่พวกเขาและครอบครัวต้องเผชิญ แมคดาวล์ก็ย้ายมาอาศัยอยู่กับพวกเขาและเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เธอให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ รวมถึงสอนเด็กๆในโรงเรียนที่ตั้งอยู่หลังร้านเล็กๆ
การยืนหยัดเพื่อให้ผู้อื่นมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแม้จะไม่ได้สร้างผลกระทบโดยตรง ก็เป็นสิ่งที่พระนางเอสเธอร์ทำเช่นกัน เอสเธอร์เป็นราชินีแห่งเปอร์เซีย (อสธ.2:17) และมีสิทธิพิเศษแตกต่างจากชนอิสราเอลซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติที่ถูกเนรเทศไปอยู่ทั่วเปอร์เซีย แต่เอสเธอร์ให้ความสำคัญกับคนอิสราเอลในเปอร์เซียและยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเขาโดยกล่าวว่า “ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ” (4:16) เธอสามารถอยู่เงียบๆก็ได้ เพราะพระราชาผู้เป็นพระสวามีนั้นไม่รู้ว่าเธอเป็นชาวยิว (2:10) แต่เธอเลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อคำร้องขอความช่วยเหลือจากญาติของเธอ เธอทำการด้วยความกล้าหาญเพื่อเปิดเผยแผนการอันชั่วร้ายที่จะทำลายล้างชาวยิว
เราอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับแมรี่ แมคดาวล์หรือพระนางเอสเธอร์ได้ แต่ขอให้เราเลือกที่จะมองเห็นความเดือดร้อนของผู้อื่น และใช้สิ่งที่พระเจ้าประทานให้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา
คุณได้ใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร คุณสามารถช่วยเหลือผู้ที่อาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้คุณได้อย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานสติปัญญาและความกล้าหาญแก่ข้าพระองค์เพื่อจะรับใช้ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฉันจะเข้าเฝ้าพระราชาแม้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าฉันพินาศ ฉันก็พินาศ [ เอสเธอร์ 4:16 ]
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แมรี่ แมคดาวล์อาศัยอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากคอกม้าอันแสนโหดร้ายของชิคาโก แม้ว่าบ้านของเธอจะอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามสิบสองกิโลเมตรแต่เธอก็รู้น้อยมากเกี่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ระลึกถึงพระผู้สร้าง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ระลึกถึงพระผู้สร้าง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">61c147a3-3e80-4dd0-8942-6440d4683c07</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f26d730b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ไปเถิด ไปรับประทานอาหารของเจ้าด้วยความชื่นชม และไปดื่มเหล้าองุ่นของเจ้าด้วยความร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงเห็นชอบกับการงานของเจ้าแล้ว [ ปัญญาจารย์ 9:7 ]</p>
<p>ผมเพิ่งอ่านนิยายเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ยอมรับความจริงว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เมื่อเพื่อนที่โกรธจัดบังคับให้นิโคลาเผชิญหน้ากับความจริง เธอจึงยอมเผยถึงสาเหตุ โดยบอกว่า “ฉันใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า” ทั้งๆที่เธอเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความมั่งคั่ง “ฉันไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ชีวิตฉันมันยุ่งเหยิง ฉันไม่เคยทำอะไรได้นานเลย” ภาพของการจากโลกนี้ไปโดยรู้สึกว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรสำเร็จมากนักเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินกว่าที่นิโคลาจะคิดได้</p>
<p>ในช่วงเวลาเดียวกันผมก็อ่านพระธรรมปัญญาจารย์และพบสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ปัญญาจารย์ไม่ยอมให้เราหนีจากความจริงในเรื่องความตาย ซึ่งเป็น “แดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น” (9:10) แม้การเผชิญหน้ากับความตายจะเป็นเรื่องยาก (ข้อ 2) แต่มันสามารถทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลาที่เรามีในขณะนี้ (ข้อ 4) โดยเลือกที่จะมีความสุขกับการรับประทานอาหารกับครอบครัว (ข้อ 7-9) ทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย (ข้อ 10) ออกไปผจญภัยและเผชิญความเสี่ยง (11:1, 6) และทำทุกอย่างจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้ซึ่งวันหนึ่งเราจะต้องถวายรายงาน (ข้อ 9; 12:13-14)</p>
<p>เพื่อนของนิโคลาชี้ให้เห็นว่าความสัตย์ซื่อและความเอื้ออาทรที่เธอมีให้กับพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตของเธอไม่ได้สูญเปล่า แต่คำแนะนำของปัญญาจารย์อาจช่วยเราทุกคนให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ในบั้นปลายของชีวิต ด้วยการระลึกถึงพระผู้สร้างของเรา (12:1) ดำเนินตามทางของพระองค์ และน้อมรับทุกโอกาสที่พระองค์ประทานให้ เพื่อจะมีชีวิตและรักในทุกสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้ในวันนี้</p>
<p><em>คุณจะชื่นบานกับความสุขที่เรียบง่ายในทางของพระเจ้าในวันนี้ได้อย่างไร มีสิ่งดีอันใดที่คุณยังไม่ได้ทำหรือกำลังพยายามทำอยู่หรือไม่</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก ขอบพระคุณสำหรับวันนี้และทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าพระองค์จะเพลิดเพลินกับความสุขที่เรียบง่ายและน้อมรับโอกาสนี้เพื่อเป็นการนมัสการพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ไปเถิด ไปรับประทานอาหารของเจ้าด้วยความชื่นชม และไปดื่มเหล้าองุ่นของเจ้าด้วยความร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงเห็นชอบกับการงานของเจ้าแล้ว [ ปัญญาจารย์ 9:7 ]</p>
<p>ผมเพิ่งอ่านนิยายเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ยอมรับความจริงว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เมื่อเพื่อนที่โกรธจัดบังคับให้นิโคลาเผชิญหน้ากับความจริง เธอจึงยอมเผยถึงสาเหตุ โดยบอกว่า “ฉันใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า” ทั้งๆที่เธอเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความมั่งคั่ง “ฉันไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ชีวิตฉันมันยุ่งเหยิง ฉันไม่เคยทำอะไรได้นานเลย” ภาพของการจากโลกนี้ไปโดยรู้สึกว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรสำเร็จมากนักเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินกว่าที่นิโคลาจะคิดได้</p>
<p>ในช่วงเวลาเดียวกันผมก็อ่านพระธรรมปัญญาจารย์และพบสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ปัญญาจารย์ไม่ยอมให้เราหนีจากความจริงในเรื่องความตาย ซึ่งเป็น “แดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น” (9:10) แม้การเผชิญหน้ากับความตายจะเป็นเรื่องยาก (ข้อ 2) แต่มันสามารถทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลาที่เรามีในขณะนี้ (ข้อ 4) โดยเลือกที่จะมีความสุขกับการรับประทานอาหารกับครอบครัว (ข้อ 7-9) ทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย (ข้อ 10) ออกไปผจญภัยและเผชิญความเสี่ยง (11:1, 6) และทำทุกอย่างจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้ซึ่งวันหนึ่งเราจะต้องถวายรายงาน (ข้อ 9; 12:13-14)</p>
<p>เพื่อนของนิโคลาชี้ให้เห็นว่าความสัตย์ซื่อและความเอื้ออาทรที่เธอมีให้กับพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตของเธอไม่ได้สูญเปล่า แต่คำแนะนำของปัญญาจารย์อาจช่วยเราทุกคนให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ในบั้นปลายของชีวิต ด้วยการระลึกถึงพระผู้สร้างของเรา (12:1) ดำเนินตามทางของพระองค์ และน้อมรับทุกโอกาสที่พระองค์ประทานให้ เพื่อจะมีชีวิตและรักในทุกสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้ในวันนี้</p>
<p><em>คุณจะชื่นบานกับความสุขที่เรียบง่ายในทางของพระเจ้าในวันนี้ได้อย่างไร มีสิ่งดีอันใดที่คุณยังไม่ได้ทำหรือกำลังพยายามทำอยู่หรือไม่</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก ขอบพระคุณสำหรับวันนี้และทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าพระองค์จะเพลิดเพลินกับความสุขที่เรียบง่ายและน้อมรับโอกาสนี้เพื่อเป็นการนมัสการพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 10 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f26d730b/1e35cf8a.mp3" length="11542942" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>722</itunes:duration>
      <itunes:summary>ไปเถิด ไปรับประทานอาหารของเจ้าด้วยความชื่นชม และไปดื่มเหล้าองุ่นของเจ้าด้วยความร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงเห็นชอบกับการงานของเจ้าแล้ว [ ปัญญาจารย์ 9:7 ]
ผมเพิ่งอ่านนิยายเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ยอมรับความจริงว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เมื่อเพื่อนที่โกรธจัดบังคับให้นิโคลาเผชิญหน้ากับความจริง เธอจึงยอมเผยถึงสาเหตุ โดยบอกว่า “ฉันใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า” ทั้งๆที่เธอเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความมั่งคั่ง “ฉันไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ ชีวิตฉันมันยุ่งเหยิง ฉันไม่เคยทำอะไรได้นานเลย” ภาพของการจากโลกนี้ไปโดยรู้สึกว่าเธอยังไม่ได้ทำอะไรสำเร็จมากนักเป็นเรื่องที่เจ็บปวดเกินกว่าที่นิโคลาจะคิดได้
ในช่วงเวลาเดียวกันผมก็อ่านพระธรรมปัญญาจารย์และพบสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ปัญญาจารย์ไม่ยอมให้เราหนีจากความจริงในเรื่องความตาย ซึ่งเป็น “แดนคนตายที่เจ้าจะไปนั้น” (9:10) แม้การเผชิญหน้ากับความตายจะเป็นเรื่องยาก (ข้อ 2) แต่มันสามารถทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกช่วงเวลาที่เรามีในขณะนี้ (ข้อ 4) โดยเลือกที่จะมีความสุขกับการรับประทานอาหารกับครอบครัว (ข้อ 7-9) ทำงานอย่างมีจุดมุ่งหมาย (ข้อ 10) ออกไปผจญภัยและเผชิญความเสี่ยง (11:1, 6) และทำทุกอย่างจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้ซึ่งวันหนึ่งเราจะต้องถวายรายงาน (ข้อ 9; 12:13-14)
เพื่อนของนิโคลาชี้ให้เห็นว่าความสัตย์ซื่อและความเอื้ออาทรที่เธอมีให้กับพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าชีวิตของเธอไม่ได้สูญเปล่า แต่คำแนะนำของปัญญาจารย์อาจช่วยเราทุกคนให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ในบั้นปลายของชีวิต ด้วยการระลึกถึงพระผู้สร้างของเรา (12:1) ดำเนินตามทางของพระองค์ และน้อมรับทุกโอกาสที่พระองค์ประทานให้ เพื่อจะมีชีวิตและรักในทุกสิ่งที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้ในวันนี้
คุณจะชื่นบานกับความสุขที่เรียบง่ายในทางของพระเจ้าในวันนี้ได้อย่างไร มีสิ่งดีอันใดที่คุณยังไม่ได้ทำหรือกำลังพยายามทำอยู่หรือไม่
พระเจ้าผู้ทรงรัก ขอบพระคุณสำหรับวันนี้และทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าพระองค์จะเพลิดเพลินกับความสุขที่เรียบง่ายและน้อมรับโอกาสนี้เพื่อเป็นการนมัสการพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ไปเถิด ไปรับประทานอาหารของเจ้าด้วยความชื่นชม และไปดื่มเหล้าองุ่นของเจ้าด้วยความร่าเริง เพราะพระเจ้าทรงเห็นชอบกับการงานของเจ้าแล้ว [ ปัญญาจารย์ 9:7 ]
ผมเพิ่งอ่านนิยายเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ยอมรับความจริงว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เมื่อเพื่อนที่โกรธ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">53446c75-0fef-4af1-afe1-abab14bfef90</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6b42e3e9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา [ สดุดี 104:24 ]</p>
<p>ฮาเวียร์ลูกชายวัยสามขวบบีบมือฉันแน่นขณะที่เราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอรี่ เบย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย “มันใหญ่มาก!” เขาพูดขณะที่ชี้ไปยังรูปปั้นวาฬหลังค่อมขนาดเท่าตัวจริงที่ห้อยลงมาจากเพดาน ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้างอย่างมีความสุขขณะที่เราเดินสำรวจไปตามส่วนจัดแสดงต่างๆเราหัวเราะขณะที่ตัวนากพ่นน้ำใส่คนที่ป้อนอาหารให้กับมัน เรายืนดูอยู่เงียบๆหน้าตู้ปลาขนาดใหญ่ และตื่นตาตื่นใจไปกับแมงกะพรุนสีน้ำตาลทองที่เต้นระบำอยู่ในน้ำสีฟ้าสดใส ฉันบอกลูกว่า “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในมหาสมุทร เหมือนกับที่พระองค์ทรงสร้างแม่และลูก” ฮาเวียร์กระซิบเบาๆว่า “ว้าว”</p>
<p>ในสดุดีบทที่ 104 ผู้เขียนสดุดีรับรู้ถึงพระราชกิจอันมากมายของพระเจ้าและร้องบทเพลงว่า “พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด” (ข้อ 24) พระเจ้าตรัสว่ามี “ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้นมีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน คือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่” (ข้อ 25) ผู้เขียนประกาศถึงการจัดเตรียมอย่างเหลือเฟือของพระเจ้าที่ทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอิ่มหนำ (ข้อ 27-28) และยังยืนยันด้วยว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนดวันเวลาแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิต (ข้อ 29-30)</p>
<p>เราสามารถร้องประกาศไปพร้อมกับผู้เขียนสดุดีว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า” (ข้อ 33) สัตว์ทุกตัวที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถนำเราไปสู่การสรรเสริญได้เพราะพระเจ้าทรงสร้างพวกมันทั้งหมด</p>
<p><em>เมื่อใดที่การสำรวจโลกอันมหัศจรรย์นำคุณไปสู่การสรรเสริญพระเจ้า พระผู้สร้าง พระเจ้าทรงใช้สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างอย่างไร เพื่อเพิ่มความเชื่อของคุณในฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่องค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุน และมีฤทธิ์อำนาจเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงคู่ควรกับคำสรรเสริญทั้งสิ้นของข้าพระองค์!</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา [ สดุดี 104:24 ]</p>
<p>ฮาเวียร์ลูกชายวัยสามขวบบีบมือฉันแน่นขณะที่เราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอรี่ เบย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย “มันใหญ่มาก!” เขาพูดขณะที่ชี้ไปยังรูปปั้นวาฬหลังค่อมขนาดเท่าตัวจริงที่ห้อยลงมาจากเพดาน ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้างอย่างมีความสุขขณะที่เราเดินสำรวจไปตามส่วนจัดแสดงต่างๆเราหัวเราะขณะที่ตัวนากพ่นน้ำใส่คนที่ป้อนอาหารให้กับมัน เรายืนดูอยู่เงียบๆหน้าตู้ปลาขนาดใหญ่ และตื่นตาตื่นใจไปกับแมงกะพรุนสีน้ำตาลทองที่เต้นระบำอยู่ในน้ำสีฟ้าสดใส ฉันบอกลูกว่า “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในมหาสมุทร เหมือนกับที่พระองค์ทรงสร้างแม่และลูก” ฮาเวียร์กระซิบเบาๆว่า “ว้าว”</p>
<p>ในสดุดีบทที่ 104 ผู้เขียนสดุดีรับรู้ถึงพระราชกิจอันมากมายของพระเจ้าและร้องบทเพลงว่า “พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด” (ข้อ 24) พระเจ้าตรัสว่ามี “ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้นมีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน คือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่” (ข้อ 25) ผู้เขียนประกาศถึงการจัดเตรียมอย่างเหลือเฟือของพระเจ้าที่ทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอิ่มหนำ (ข้อ 27-28) และยังยืนยันด้วยว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนดวันเวลาแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิต (ข้อ 29-30)</p>
<p>เราสามารถร้องประกาศไปพร้อมกับผู้เขียนสดุดีว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า” (ข้อ 33) สัตว์ทุกตัวที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถนำเราไปสู่การสรรเสริญได้เพราะพระเจ้าทรงสร้างพวกมันทั้งหมด</p>
<p><em>เมื่อใดที่การสำรวจโลกอันมหัศจรรย์นำคุณไปสู่การสรรเสริญพระเจ้า พระผู้สร้าง พระเจ้าทรงใช้สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างอย่างไร เพื่อเพิ่มความเชื่อของคุณในฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่องค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุน และมีฤทธิ์อำนาจเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงคู่ควรกับคำสรรเสริญทั้งสิ้นของข้าพระองค์!</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 09 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6b42e3e9/ffc60c93.mp3" length="12323696" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>771</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา [ สดุดี 104:24 ]
ฮาเวียร์ลูกชายวัยสามขวบบีบมือฉันแน่นขณะที่เราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอรี่ เบย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย “มันใหญ่มาก!” เขาพูดขณะที่ชี้ไปยังรูปปั้นวาฬหลังค่อมขนาดเท่าตัวจริงที่ห้อยลงมาจากเพดาน ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้างอย่างมีความสุขขณะที่เราเดินสำรวจไปตามส่วนจัดแสดงต่างๆเราหัวเราะขณะที่ตัวนากพ่นน้ำใส่คนที่ป้อนอาหารให้กับมัน เรายืนดูอยู่เงียบๆหน้าตู้ปลาขนาดใหญ่ และตื่นตาตื่นใจไปกับแมงกะพรุนสีน้ำตาลทองที่เต้นระบำอยู่ในน้ำสีฟ้าสดใส ฉันบอกลูกว่า “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในมหาสมุทร เหมือนกับที่พระองค์ทรงสร้างแม่และลูก” ฮาเวียร์กระซิบเบาๆว่า “ว้าว”
ในสดุดีบทที่ 104 ผู้เขียนสดุดีรับรู้ถึงพระราชกิจอันมากมายของพระเจ้าและร้องบทเพลงว่า “พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด” (ข้อ 24) พระเจ้าตรัสว่ามี “ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้นมีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน คือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่” (ข้อ 25) ผู้เขียนประกาศถึงการจัดเตรียมอย่างเหลือเฟือของพระเจ้าที่ทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอิ่มหนำ (ข้อ 27-28) และยังยืนยันด้วยว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนดวันเวลาแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิต (ข้อ 29-30)
เราสามารถร้องประกาศไปพร้อมกับผู้เขียนสดุดีว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า” (ข้อ 33) สัตว์ทุกตัวที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถนำเราไปสู่การสรรเสริญได้เพราะพระเจ้าทรงสร้างพวกมันทั้งหมด
เมื่อใดที่การสำรวจโลกอันมหัศจรรย์นำคุณไปสู่การสรรเสริญพระเจ้า พระผู้สร้าง พระเจ้าทรงใช้สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างอย่างไร เพื่อเพิ่มความเชื่อของคุณในฤทธิ์อำนาจและการจัดเตรียมของพระองค์
ข้าแต่องค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุน และมีฤทธิ์อำนาจเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงคู่ควรกับคำสรรเสริญทั้งสิ้นของข้าพระองค์!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์มากมายจริงๆ พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา [ สดุดี 104:24 ]
ฮาเวียร์ลูกชายวัยสามขวบบีบมือฉันแน่นขณะที่เราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอรี่ เบย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย “มันใหญ่มาก!” เขาพูดขณะที่ชี้ไปยังรูปปั้นวา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แบ่งปันความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แบ่งปันความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f99ea0d3-f9c3-4e76-bea3-6c8d7c54e7e8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9aad45b1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]</p>
<p>ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภีร์หรือไม่ เราพยักหน้าและเขาพลิกไปดูบางข้อความที่ไฮไลท์ไว้ เขาเอาสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อสังเกตของเขามาให้เราดูและยังบอกอีกว่าเขาได้ทำไฟล์ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ</p>
<p>เฮนรี่เล่าให้เราฟังต่อว่าเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา และในยามที่โดดเดี่ยวและสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดนั้น เขาได้ต้อนรับพระเยซู โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์มาเป็นรากฐานความเชื่อของเขา (กจ.4:12) ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อองค์พระวิญญาณทรงช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติตามหลักการของพระคัมภีร์ แม้เฮนรี่จะมอบชีวิตให้กับพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลัง</p>
<p>ความกระตือรือร้นของเฮนรี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันผู้ซึ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซูมานานหลายปีแล้ว ให้กลับมาทบทวนความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณของตัวเองใหม่ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก เว้นแต่ฉันจะยอมให้พระวจนะได้เข้ามาบ่มเพาะให้ฉันมีทัศนคติแห่งการมีใจที่ขอบพระคุณในทุกสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อฉัน</p>
<p>ความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นและมากขึ้น ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่มีขึ้นมีลง ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากเท่าไร พระองค์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น และความประเสริฐของพระองค์ก็จะยิ่งท่วมท้นจิตวิญญาณของเราและไหลล้นออกไปสู่ผู้คนในโลก</p>
<p><em>คุณคิดว่าพระเยซูรู้สึกเช่นไรเมื่อทรงเห็นว่าคุณตื่นเต้นกับเรื่องของพระองค์ ใจที่ขอบพระคุณกับความกระตือรือร้นนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอโปรดรื้อฟื้นความตื่นเต้นในตอนที่ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์ขึ้นอีกครั้ง!</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]</p>
<p>ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภีร์หรือไม่ เราพยักหน้าและเขาพลิกไปดูบางข้อความที่ไฮไลท์ไว้ เขาเอาสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อสังเกตของเขามาให้เราดูและยังบอกอีกว่าเขาได้ทำไฟล์ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ</p>
<p>เฮนรี่เล่าให้เราฟังต่อว่าเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา และในยามที่โดดเดี่ยวและสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดนั้น เขาได้ต้อนรับพระเยซู โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์มาเป็นรากฐานความเชื่อของเขา (กจ.4:12) ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อองค์พระวิญญาณทรงช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติตามหลักการของพระคัมภีร์ แม้เฮนรี่จะมอบชีวิตให้กับพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลัง</p>
<p>ความกระตือรือร้นของเฮนรี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันผู้ซึ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซูมานานหลายปีแล้ว ให้กลับมาทบทวนความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณของตัวเองใหม่ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก เว้นแต่ฉันจะยอมให้พระวจนะได้เข้ามาบ่มเพาะให้ฉันมีทัศนคติแห่งการมีใจที่ขอบพระคุณในทุกสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อฉัน</p>
<p>ความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นและมากขึ้น ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่มีขึ้นมีลง ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากเท่าไร พระองค์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น และความประเสริฐของพระองค์ก็จะยิ่งท่วมท้นจิตวิญญาณของเราและไหลล้นออกไปสู่ผู้คนในโลก</p>
<p><em>คุณคิดว่าพระเยซูรู้สึกเช่นไรเมื่อทรงเห็นว่าคุณตื่นเต้นกับเรื่องของพระองค์ ใจที่ขอบพระคุณกับความกระตือรือร้นนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอโปรดรื้อฟื้นความตื่นเต้นในตอนที่ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์ขึ้นอีกครั้ง!</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 08 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9aad45b1/cda744d2.mp3" length="10896395" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]
ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภีร์หรือไม่ เราพยักหน้าและเขาพลิกไปดูบางข้อความที่ไฮไลท์ไว้ เขาเอาสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อสังเกตของเขามาให้เราดูและยังบอกอีกว่าเขาได้ทำไฟล์ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เฮนรี่เล่าให้เราฟังต่อว่าเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา และในยามที่โดดเดี่ยวและสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดนั้น เขาได้ต้อนรับพระเยซู โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์มาเป็นรากฐานความเชื่อของเขา (กจ.4:12) ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อองค์พระวิญญาณทรงช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติตามหลักการของพระคัมภีร์ แม้เฮนรี่จะมอบชีวิตให้กับพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลัง
ความกระตือรือร้นของเฮนรี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันผู้ซึ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซูมานานหลายปีแล้ว ให้กลับมาทบทวนความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณของตัวเองใหม่ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก เว้นแต่ฉันจะยอมให้พระวจนะได้เข้ามาบ่มเพาะให้ฉันมีทัศนคติแห่งการมีใจที่ขอบพระคุณในทุกสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อฉัน
ความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นและมากขึ้น ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่มีขึ้นมีลง ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากเท่าไร พระองค์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น และความประเสริฐของพระองค์ก็จะยิ่งท่วมท้นจิตวิญญาณของเราและไหลล้นออกไปสู่ผู้คนในโลก
คุณคิดว่าพระเยซูรู้สึกเช่นไรเมื่อทรงเห็นว่าคุณตื่นเต้นกับเรื่องของพระองค์ ใจที่ขอบพระคุณกับความกระตือรือร้นนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร
ข้าแต่พระเยซู ขอโปรดรื้อฟื้นความตื่นเต้นในตอนที่ข้าพระองค์ได้รู้จักพระองค์ขึ้นอีกครั้ง!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า [ โรม 12:11 ]
ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b812f4c1-7e57-43fe-a2bc-526d03fd3cc4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d1686dbe</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” [ อพยพ 4:2 ]</p>
<p>ศาลาว่าการเมืองบริสเบนในออสเตรเลียเป็นโครงการอันน่าทึ่งที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 บันไดสีขาวปูด้วยหินอ่อนจากเหมืองหินแห่งเดียวกับที่ไมเคิล แองเจโลใช้สร้างรูปปั้นดาวิดของเขา อาคารหลังนี้เป็นภาพสะท้อนของมหาวิหารเซนต์มาร์กในเมืองเวนิส และเพดานโดมทองแดงก็ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ ผู้สร้างตั้งใจให้มีรูปปั้นทูตแห่งสันติภาพขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอดอาคาร แต่ปัญหาคือเงินหมด ช่างประปาที่ชื่อเฟรด จอห์นสันจึงเข้ามาแก้ปัญหา โดยการนำถังเก็บน้ำในห้องน้ำ เสาไฟเก่า และเศษโลหะมาสร้างเป็นลูกโลกที่ประดับอยู่บนหอนาฬิกาของอาคารหลังนี้มาเป็นเวลาเกือบร้อยปี</p>
<p>เช่นเดียวกับที่เฟรด จอห์นสันใช้สิ่งที่เขามีอยู่ เราก็สามารถร่วมงานกับพระเจ้าได้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เมื่อพระองค์ขอให้โมเสสนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสทักท้วงว่า “แล้วถ้าพวกเขาไม่…ฟังเสียงของข้าพระองค์ (อพย.4:1) พระเจ้าทรงตอบท่านด้วยคำถามง่ายๆว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” (ข้อ 2) โมเสสถือไม้เท้าธรรมดาอยู่ พระเจ้าบอกให้ท่านโยนไม้เท้าลงบนพื้น “แล้วมันก็กลายเป็นงู” (ข้อ 3) จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้โมเสสจับงูนั้น แล้วมันก็กลับเป็นไม้เท้า พระเจ้าอธิบายว่าสิ่งเดียวที่โมเสสต้องทำคือ ถือไม้เท้าและวางใจให้พระองค์จัดการส่วนที่เหลือ พระองค์ทรงใช้ไม้เท้าในมือของโมเสสเพื่อช่วยกู้อิสราเอลจากชาวอียิปต์อย่างน่าอัศจรรย์ (7:10-12; 17:5-7)</p>
<p>เราอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีไม่มาก แต่สำหรับพระเจ้า สิ่งที่เรามีนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เพียงพอแล้ว พระองค์จะนำทรัพยากรที่แสนธรรมดาของเราไปใช้ในงานของพระองค์</p>
<p><em>สิ่งเล็กน้อยใดที่คุณจะใช้เพื่อพระเจ้าได้เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องไว้วางใจพระองค์ในเรื่องนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอยอมจำนนมอบสิ่งที่มีแด่พระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” [ อพยพ 4:2 ]</p>
<p>ศาลาว่าการเมืองบริสเบนในออสเตรเลียเป็นโครงการอันน่าทึ่งที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 บันไดสีขาวปูด้วยหินอ่อนจากเหมืองหินแห่งเดียวกับที่ไมเคิล แองเจโลใช้สร้างรูปปั้นดาวิดของเขา อาคารหลังนี้เป็นภาพสะท้อนของมหาวิหารเซนต์มาร์กในเมืองเวนิส และเพดานโดมทองแดงก็ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ ผู้สร้างตั้งใจให้มีรูปปั้นทูตแห่งสันติภาพขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอดอาคาร แต่ปัญหาคือเงินหมด ช่างประปาที่ชื่อเฟรด จอห์นสันจึงเข้ามาแก้ปัญหา โดยการนำถังเก็บน้ำในห้องน้ำ เสาไฟเก่า และเศษโลหะมาสร้างเป็นลูกโลกที่ประดับอยู่บนหอนาฬิกาของอาคารหลังนี้มาเป็นเวลาเกือบร้อยปี</p>
<p>เช่นเดียวกับที่เฟรด จอห์นสันใช้สิ่งที่เขามีอยู่ เราก็สามารถร่วมงานกับพระเจ้าได้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เมื่อพระองค์ขอให้โมเสสนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสทักท้วงว่า “แล้วถ้าพวกเขาไม่…ฟังเสียงของข้าพระองค์ (อพย.4:1) พระเจ้าทรงตอบท่านด้วยคำถามง่ายๆว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” (ข้อ 2) โมเสสถือไม้เท้าธรรมดาอยู่ พระเจ้าบอกให้ท่านโยนไม้เท้าลงบนพื้น “แล้วมันก็กลายเป็นงู” (ข้อ 3) จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้โมเสสจับงูนั้น แล้วมันก็กลับเป็นไม้เท้า พระเจ้าอธิบายว่าสิ่งเดียวที่โมเสสต้องทำคือ ถือไม้เท้าและวางใจให้พระองค์จัดการส่วนที่เหลือ พระองค์ทรงใช้ไม้เท้าในมือของโมเสสเพื่อช่วยกู้อิสราเอลจากชาวอียิปต์อย่างน่าอัศจรรย์ (7:10-12; 17:5-7)</p>
<p>เราอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีไม่มาก แต่สำหรับพระเจ้า สิ่งที่เรามีนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เพียงพอแล้ว พระองค์จะนำทรัพยากรที่แสนธรรมดาของเราไปใช้ในงานของพระองค์</p>
<p><em>สิ่งเล็กน้อยใดที่คุณจะใช้เพื่อพระเจ้าได้เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องไว้วางใจพระองค์ในเรื่องนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอยอมจำนนมอบสิ่งที่มีแด่พระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 07 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d1686dbe/de30d00f.mp3" length="11123343" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>696</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” [ อพยพ 4:2 ]
ศาลาว่าการเมืองบริสเบนในออสเตรเลียเป็นโครงการอันน่าทึ่งที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 บันไดสีขาวปูด้วยหินอ่อนจากเหมืองหินแห่งเดียวกับที่ไมเคิล แองเจโลใช้สร้างรูปปั้นดาวิดของเขา อาคารหลังนี้เป็นภาพสะท้อนของมหาวิหารเซนต์มาร์กในเมืองเวนิส และเพดานโดมทองแดงก็ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ ผู้สร้างตั้งใจให้มีรูปปั้นทูตแห่งสันติภาพขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอดอาคาร แต่ปัญหาคือเงินหมด ช่างประปาที่ชื่อเฟรด จอห์นสันจึงเข้ามาแก้ปัญหา โดยการนำถังเก็บน้ำในห้องน้ำ เสาไฟเก่า และเศษโลหะมาสร้างเป็นลูกโลกที่ประดับอยู่บนหอนาฬิกาของอาคารหลังนี้มาเป็นเวลาเกือบร้อยปี
เช่นเดียวกับที่เฟรด จอห์นสันใช้สิ่งที่เขามีอยู่ เราก็สามารถร่วมงานกับพระเจ้าได้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เมื่อพระองค์ขอให้โมเสสนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสทักท้วงว่า “แล้วถ้าพวกเขาไม่…ฟังเสียงของข้าพระองค์ (อพย.4:1) พระเจ้าทรงตอบท่านด้วยคำถามง่ายๆว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” (ข้อ 2) โมเสสถือไม้เท้าธรรมดาอยู่ พระเจ้าบอกให้ท่านโยนไม้เท้าลงบนพื้น “แล้วมันก็กลายเป็นงู” (ข้อ 3) จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้โมเสสจับงูนั้น แล้วมันก็กลับเป็นไม้เท้า พระเจ้าอธิบายว่าสิ่งเดียวที่โมเสสต้องทำคือ ถือไม้เท้าและวางใจให้พระองค์จัดการส่วนที่เหลือ พระองค์ทรงใช้ไม้เท้าในมือของโมเสสเพื่อช่วยกู้อิสราเอลจากชาวอียิปต์อย่างน่าอัศจรรย์ (7:10-12; 17:5-7)
เราอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีไม่มาก แต่สำหรับพระเจ้า สิ่งที่เรามีนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เพียงพอแล้ว พระองค์จะนำทรัพยากรที่แสนธรรมดาของเราไปใช้ในงานของพระองค์
สิ่งเล็กน้อยใดที่คุณจะใช้เพื่อพระเจ้าได้เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องไว้วางใจพระองค์ในเรื่องนี้
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอยอมจำนนมอบสิ่งที่มีแด่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” ท่านทูลว่า “ไม้เท้า พระเจ้าข้า” [ อพยพ 4:2 ]
ศาลาว่าการเมืองบริสเบนในออสเตรเลียเป็นโครงการอันน่าทึ่งที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 บันไดสีขาวปูด้วยหินอ่อนจากเหมืองหินแห่งเดียวกับที่ไมเคิล แองเจโลใช้สร้างร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4027771e-7813-4d96-b7a6-9183966dc5ac</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e7026fc3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็งคนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]</p>
<p>ภาพยนตร์เรื่อง สี่ดรุณี ที่โด่งดังในปี 2019 ทำให้ฉันหวนคิดถึงนวนิยายเล่มเก่าที่ฉันมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดปลอบโยนของแม่ที่ฉลาดและแสนจะอ่อนโยน ฉันประทับใจภาพที่นวนิยายเรื่องนี้บรรยายถึงความเชื่ออันมั่นคงที่แสดงออกมาทางคำพูดมากมายที่เธอให้กำลังใจลูกสาว มีคำพูดหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ “ปัญหาและการล่อลวง…อาจมีมากมาย แต่ลูกสามารถเอาชนะมันและยืนหยัดอยู่ได้หากลูกเรียนรู้ถึงความเข้มแข็งและความอ่อนโยนของพระบิดาในสวรรค์”</p>
<p>คำพูดของผู้เป็นแม่สะท้อนถึงความจริงในพระธรรมสุภาษิตที่บอกว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” (18:10) ป้อมปราการถูกสร้างขึ้นตามเมืองต่างๆ ในสมัยโบราณเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยในยามที่มีอันตรายที่อาจมาจากการโจมตีของศัตรู ในทำนองเดียวกัน การวิ่งเข้าไปหาพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อในพระเยซูมีสันติสุขได้ภายใต้การดูแลของพระองค์ผู้ทรงเป็น “ที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย” (สดด.46:1)</p>
<p>สุภาษิต 18:10 บอกเราว่า การปกป้องมาจาก “พระนาม” ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น พระคัมภีร์บรรยายถึงพระเจ้าว่า “ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง” (อพย.34:6) การปกป้องของพระเจ้าไม่ได้มาจากกำลังอันเข้มแข็งของพระองค์เท่านั้น แต่ยังมาจากความอ่อนโยนและความรักของพระองค์ที่ทำให้พระองค์ปรารถนาที่จะเป็นที่หลบภัยให้กับผู้ที่เจ็บปวด พระบิดาในสวรรค์ได้ทรงเสนอที่หลบภัยในพระกำลังอันเข้มแข็งและอ่อนโยนให้กับทุกคนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรน</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์กับความเข้มแข็งของพระเจ้าในช่วงเวลาที่มีปัญหาอย่างไร คุณเคยเห็นการดูแลเอาใจใส่อันอ่อนโยนของพระองค์ในที่ใด</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ วิ่งเข้าไปหาพระองค์ทั้งในยามทุกข์และยามสุข</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็งคนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]</p>
<p>ภาพยนตร์เรื่อง สี่ดรุณี ที่โด่งดังในปี 2019 ทำให้ฉันหวนคิดถึงนวนิยายเล่มเก่าที่ฉันมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดปลอบโยนของแม่ที่ฉลาดและแสนจะอ่อนโยน ฉันประทับใจภาพที่นวนิยายเรื่องนี้บรรยายถึงความเชื่ออันมั่นคงที่แสดงออกมาทางคำพูดมากมายที่เธอให้กำลังใจลูกสาว มีคำพูดหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ “ปัญหาและการล่อลวง…อาจมีมากมาย แต่ลูกสามารถเอาชนะมันและยืนหยัดอยู่ได้หากลูกเรียนรู้ถึงความเข้มแข็งและความอ่อนโยนของพระบิดาในสวรรค์”</p>
<p>คำพูดของผู้เป็นแม่สะท้อนถึงความจริงในพระธรรมสุภาษิตที่บอกว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” (18:10) ป้อมปราการถูกสร้างขึ้นตามเมืองต่างๆ ในสมัยโบราณเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยในยามที่มีอันตรายที่อาจมาจากการโจมตีของศัตรู ในทำนองเดียวกัน การวิ่งเข้าไปหาพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อในพระเยซูมีสันติสุขได้ภายใต้การดูแลของพระองค์ผู้ทรงเป็น “ที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย” (สดด.46:1)</p>
<p>สุภาษิต 18:10 บอกเราว่า การปกป้องมาจาก “พระนาม” ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น พระคัมภีร์บรรยายถึงพระเจ้าว่า “ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง” (อพย.34:6) การปกป้องของพระเจ้าไม่ได้มาจากกำลังอันเข้มแข็งของพระองค์เท่านั้น แต่ยังมาจากความอ่อนโยนและความรักของพระองค์ที่ทำให้พระองค์ปรารถนาที่จะเป็นที่หลบภัยให้กับผู้ที่เจ็บปวด พระบิดาในสวรรค์ได้ทรงเสนอที่หลบภัยในพระกำลังอันเข้มแข็งและอ่อนโยนให้กับทุกคนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรน</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์กับความเข้มแข็งของพระเจ้าในช่วงเวลาที่มีปัญหาอย่างไร คุณเคยเห็นการดูแลเอาใจใส่อันอ่อนโยนของพระองค์ในที่ใด</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ วิ่งเข้าไปหาพระองค์ทั้งในยามทุกข์และยามสุข</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 06 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e7026fc3/1db0e0c4.mp3" length="10378098" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>649</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็งคนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]
ภาพยนตร์เรื่อง สี่ดรุณี ที่โด่งดังในปี 2019 ทำให้ฉันหวนคิดถึงนวนิยายเล่มเก่าที่ฉันมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดปลอบโยนของแม่ที่ฉลาดและแสนจะอ่อนโยน ฉันประทับใจภาพที่นวนิยายเรื่องนี้บรรยายถึงความเชื่ออันมั่นคงที่แสดงออกมาทางคำพูดมากมายที่เธอให้กำลังใจลูกสาว มีคำพูดหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ “ปัญหาและการล่อลวง…อาจมีมากมาย แต่ลูกสามารถเอาชนะมันและยืนหยัดอยู่ได้หากลูกเรียนรู้ถึงความเข้มแข็งและความอ่อนโยนของพระบิดาในสวรรค์”
คำพูดของผู้เป็นแม่สะท้อนถึงความจริงในพระธรรมสุภาษิตที่บอกว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” (18:10) ป้อมปราการถูกสร้างขึ้นตามเมืองต่างๆ ในสมัยโบราณเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยในยามที่มีอันตรายที่อาจมาจากการโจมตีของศัตรู ในทำนองเดียวกัน การวิ่งเข้าไปหาพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อในพระเยซูมีสันติสุขได้ภายใต้การดูแลของพระองค์ผู้ทรงเป็น “ที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย” (สดด.46:1)
สุภาษิต 18:10 บอกเราว่า การปกป้องมาจาก “พระนาม” ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น พระคัมภีร์บรรยายถึงพระเจ้าว่า “ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง” (อพย.34:6) การปกป้องของพระเจ้าไม่ได้มาจากกำลังอันเข้มแข็งของพระองค์เท่านั้น แต่ยังมาจากความอ่อนโยนและความรักของพระองค์ที่ทำให้พระองค์ปรารถนาที่จะเป็นที่หลบภัยให้กับผู้ที่เจ็บปวด พระบิดาในสวรรค์ได้ทรงเสนอที่หลบภัยในพระกำลังอันเข้มแข็งและอ่อนโยนให้กับทุกคนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรน
คุณเคยมีประสบการณ์กับความเข้มแข็งของพระเจ้าในช่วงเวลาที่มีปัญหาอย่างไร คุณเคยเห็นการดูแลเอาใจใส่อันอ่อนโยนของพระองค์ในที่ใด
พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ วิ่งเข้าไปหาพระองค์ทั้งในยามทุกข์และยามสุข</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็งคนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]
ภาพยนตร์เรื่อง สี่ดรุณี ที่โด่งดังในปี 2019 ทำให้ฉันหวนคิดถึงนวนิยายเล่มเก่าที่ฉันมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดปลอบโยนของแม่ที่ฉลาดและแสนจะอ่อนโยน ฉันประทับใจภาพที่นวนิยายเร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำดีเพื่อพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทำดีเพื่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eb0b2758-0b07-452d-8039-8474f73bdece</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c0276706</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงเตือนประชากรเหล่านั้น... ให้เชื่อฟังและพร้อมจะทำสิ่งที่ดี [ ทิตัส 3:1 TNCV]</p>
<p>แม้ว่าปกติแพทริคจะไม่ค่อยพกเงินติดตัว แต่เขาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้เขาหยิบแบงค์ห้าดอลล่าร์ใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงานอยู่ เขาจึงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเตรียมเขาเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ท่ามกลางเสียงอื้ออึงภายในโรงอาหาร เขาได้ยินคำพูดที่บอกว่า “สก๊อตตี้ [เด็กยากจนคนหนึ่ง] ต้องการเงินห้าดอลล่าร์เข้าบัญชี เขาจะมีอาหารกลางวันรับประทานตลอดสัปดาห์นี้” ลองนึกหน้าแพทริคขณะที่เขาให้เงินช่วยเหลือสก๊อตตี้ดูสิว่าจะมีความสุขเพียงใด!</p>
<p>ในพระธรรมทิตัส เปาโลเตือนผู้เชื่อพระเยซูว่า พวกเขาไม่ได้รับความรอด “ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของ[พวกเขา]เอง” (3:5) แต่พวกเขาควร “อุตส่าห์กระทำการดี” (ข้อ 8; ดูข้อ 14) ชีวิตอาจเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เราอาจใส่ใจกับความเป็นอยู่ที่ดีของเรามากจนเกินไป แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “พร้อมที่จะกระทำการดี” แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เราไม่มีและทำไม่ได้ ให้เราคิดถึงสิ่งที่เรามีและสามารถทำได้</p>
<p>โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เมื่อเราคิดเช่นนั้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่พวกเขาต้องการ และพระเจ้าก็ได้รับเกียรติ “จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีทีของท่านและสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ.5:16)</p>
<p><em>อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้คุณไม่พร้อมที่จะกระทำการดี คุณจะบริหารจัดการชีวิตของคุณใหม่อย่างไร ให้พร้อมสำหรับผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ละเลยโอกาสในการทำความดี ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงเตือนประชากรเหล่านั้น... ให้เชื่อฟังและพร้อมจะทำสิ่งที่ดี [ ทิตัส 3:1 TNCV]</p>
<p>แม้ว่าปกติแพทริคจะไม่ค่อยพกเงินติดตัว แต่เขาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้เขาหยิบแบงค์ห้าดอลล่าร์ใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงานอยู่ เขาจึงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเตรียมเขาเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ท่ามกลางเสียงอื้ออึงภายในโรงอาหาร เขาได้ยินคำพูดที่บอกว่า “สก๊อตตี้ [เด็กยากจนคนหนึ่ง] ต้องการเงินห้าดอลล่าร์เข้าบัญชี เขาจะมีอาหารกลางวันรับประทานตลอดสัปดาห์นี้” ลองนึกหน้าแพทริคขณะที่เขาให้เงินช่วยเหลือสก๊อตตี้ดูสิว่าจะมีความสุขเพียงใด!</p>
<p>ในพระธรรมทิตัส เปาโลเตือนผู้เชื่อพระเยซูว่า พวกเขาไม่ได้รับความรอด “ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของ[พวกเขา]เอง” (3:5) แต่พวกเขาควร “อุตส่าห์กระทำการดี” (ข้อ 8; ดูข้อ 14) ชีวิตอาจเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เราอาจใส่ใจกับความเป็นอยู่ที่ดีของเรามากจนเกินไป แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “พร้อมที่จะกระทำการดี” แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เราไม่มีและทำไม่ได้ ให้เราคิดถึงสิ่งที่เรามีและสามารถทำได้</p>
<p>โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เมื่อเราคิดเช่นนั้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่พวกเขาต้องการ และพระเจ้าก็ได้รับเกียรติ “จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีทีของท่านและสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ.5:16)</p>
<p><em>อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้คุณไม่พร้อมที่จะกระทำการดี คุณจะบริหารจัดการชีวิตของคุณใหม่อย่างไร ให้พร้อมสำหรับผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ละเลยโอกาสในการทำความดี ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c0276706/0aeb6015.mp3" length="10530221" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงเตือนประชากรเหล่านั้น... ให้เชื่อฟังและพร้อมจะทำสิ่งที่ดี [ ทิตัส 3:1 TNCV]
แม้ว่าปกติแพทริคจะไม่ค่อยพกเงินติดตัว แต่เขาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้เขาหยิบแบงค์ห้าดอลล่าร์ใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงานอยู่ เขาจึงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเตรียมเขาเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ท่ามกลางเสียงอื้ออึงภายในโรงอาหาร เขาได้ยินคำพูดที่บอกว่า “สก๊อตตี้ [เด็กยากจนคนหนึ่ง] ต้องการเงินห้าดอลล่าร์เข้าบัญชี เขาจะมีอาหารกลางวันรับประทานตลอดสัปดาห์นี้” ลองนึกหน้าแพทริคขณะที่เขาให้เงินช่วยเหลือสก๊อตตี้ดูสิว่าจะมีความสุขเพียงใด!
ในพระธรรมทิตัส เปาโลเตือนผู้เชื่อพระเยซูว่า พวกเขาไม่ได้รับความรอด “ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของ[พวกเขา]เอง” (3:5) แต่พวกเขาควร “อุตส่าห์กระทำการดี” (ข้อ 8; ดูข้อ 14) ชีวิตอาจเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เราอาจใส่ใจกับความเป็นอยู่ที่ดีของเรามากจนเกินไป แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “พร้อมที่จะกระทำการดี” แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เราไม่มีและทำไม่ได้ ให้เราคิดถึงสิ่งที่เรามีและสามารถทำได้
โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เมื่อเราคิดเช่นนั้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่พวกเขาต้องการ และพระเจ้าก็ได้รับเกียรติ “จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีทีของท่านและสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ.5:16)
อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้คุณไม่พร้อมที่จะกระทำการดี คุณจะบริหารจัดการชีวิตของคุณใหม่อย่างไร ให้พร้อมสำหรับผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ
ข้าแต่พระบิดา โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ละเลยโอกาสในการทำความดี ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงเตือนประชากรเหล่านั้น... ให้เชื่อฟังและพร้อมจะทำสิ่งที่ดี [ ทิตัส 3:1 TNCV]
แม้ว่าปกติแพทริคจะไม่ค่อยพกเงินติดตัว แต่เขาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้เขาหยิบแบงค์ห้าดอลล่าร์ใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงานอยู่ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.7 ความรักของพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง? แล้วถ้าเราไม่อยากรับรักนี้ล่ะ?</title>
      <itunes:episode>7</itunes:episode>
      <podcast:episode>7</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.7 ความรักของพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง? แล้วถ้าเราไม่อยากรับรักนี้ล่ะ?</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c19f51e8-5781-473f-afc4-d140e476cefd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dea28ac6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่า “ความรักของพระเจ้าหน้าตามันเป็นยังไงกันนะ? ความรักถึงขั้นที่พระเยซูยอมตายแทนเรานั้นมันขนาดไหนกันนะ? เราจะสัมผัสและเข้าใจมันได้จริงๆ เหรอ?”

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.7 “ความรักของพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง? แล้วถ้าเราไม่อยากรับรักนี้ล่ะ?“ กันนะคะ

ขอพระเจ้าช่วยให้เราเต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการรับฟังตอนนี้ เพื่อจะได้เข้าใจในความกว้าง ยาว ลึก สูง และซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เคยสงสัยกันไหมว่า “ความรักของพระเจ้าหน้าตามันเป็นยังไงกันนะ? ความรักถึงขั้นที่พระเยซูยอมตายแทนเรานั้นมันขนาดไหนกันนะ? เราจะสัมผัสและเข้าใจมันได้จริงๆ เหรอ?”

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.7 “ความรักของพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง? แล้วถ้าเราไม่อยากรับรักนี้ล่ะ?“ กันนะคะ

ขอพระเจ้าช่วยให้เราเต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการรับฟังตอนนี้ เพื่อจะได้เข้าใจในความกว้าง ยาว ลึก สูง และซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 Mar 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dea28ac6/46abc284.mp3" length="31187193" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/2V6ruuEAi_0FKHxrUJLbgEmPudm8Q4bVF3CDBzsSNEM/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9iMGRj/YzE1YTVhMmM1ZWZl/MjRiMWMzMGU0MDZk/YWJkZC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1294</itunes:duration>
      <itunes:summary>เคยสงสัยกันไหมว่า “ความรักของพระเจ้าหน้าตามันเป็นยังไงกันนะ? ความรักถึงขั้นที่พระเยซูยอมตายแทนเรานั้นมันขนาดไหนกันนะ? เราจะสัมผัสและเข้าใจมันได้จริงๆ เหรอ?”

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.7 “ความรักของพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง? แล้วถ้าเราไม่อยากรับรักนี้ล่ะ?“ กันนะคะ

ขอพระเจ้าช่วยให้เราเต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการรับฟังตอนนี้ เพื่อจะได้เข้าใจในความกว้าง ยาว ลึก สูง และซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เคยสงสัยกันไหมว่า “ความรักของพระเจ้าหน้าตามันเป็นยังไงกันนะ? ความรักถึงขั้นที่พระเยซูยอมตายแทนเรานั้นมันขนาดไหนกันนะ? เราจะสัมผัสและเข้าใจมันได้จริงๆ เหรอ?”

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.7 “ความรักของพระเจ้าหน้าตาเป็นยังไง? แล้ว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2fcdc57a-adea-4340-99d5-1e86b3bd767a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1e022285</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “...เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” [ ผู้วินิจฉัย 7:9 ]</p>
<p>ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1945 “กองทัพผี” ได้ช่วยกองกำลังสหรัฐในการข้ามแม่น้ำไรน์จนสำเร็จ ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ฐานปฏิบัติการที่สำคัญจากแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเหล่านี้ไม่ใช่ผีแต่เป็นมนุษย์ และทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ 23 ในปฏิบัติการครั้งนี้ กองทหารจำนวน 1,100 นาย ได้แสร้งทำเหมือนกับมีทหาร 30,000 นาย โดยใช้กลลวงเป็นรถถังเป่าลม ขยายเสียงหน่วยระเบิด และเสียงยานพาหนะโดยเปิดผ่านลำโพง และอื่นๆอีกมากมาย สมาชิกของกองทัพผีซึ่งมีจำนวนไม่มากสามารถทำให้ศัตรูหวาดกลัวได้ด้วยสิ่งที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่</p>
<p>ชาวมีเดียนและพันธมิตรก็ตัวสั่นต่อหน้ากองทัพเล็กๆที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่ซึ่งบุกมาในเวลากลางคืน (วนฉ.7:8-22) พระเจ้าทรงใช้กิเดโอนซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยและผู้นำทางทหารของอิสราเอล เพื่อทำให้กองทัพที่อ่อนแอของท่านเป็นที่หวาดกลัวของศัตรู พวกเขายังใช้เสียงประกอบ (เสียงเป่าแตร เสียงหม้อแตก และเสียงมนุษย์) และวัตถุที่มองเห็นได้ (คบเพลิงที่ลุกโชน) เพื่อทำให้ศัตรูที่มีจำนวนมหาศาลราวกับ “ตั๊กแตนเป็นฝูงๆ” (ข้อ 12) เชื่อว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวใหญ่ อิสราเอลเอาชนะศัตรูได้ในคืนนั้นด้วยกองกำลังทหารที่ถูกลดจำนวนลงจาก 32,000 นาย เหลือเพียง 300 นายตามคำสั่งของพระเจ้า (ข้อ 2-8) เพื่อให้้ชัดเจนว่าใครคือผู้ชนะในสงครามอย่างแท้จริง ดังที่พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า “เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” (ข้อ 9)</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกอ่อนแอและด้อยค่า ให้เราแสวงหาพระเจ้าและพึ่งพิงในกำลังของพระองค์แต่ผู้เดียว เพราะ “ความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของ[พระเจ้า] ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจหรือความท้าทายอะไรอยู่ คุณจะพึ่งพิงในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอให้ข้าพระองค์ได้พบกำลังของพระองค์ในความอ่อนแอของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “...เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” [ ผู้วินิจฉัย 7:9 ]</p>
<p>ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1945 “กองทัพผี” ได้ช่วยกองกำลังสหรัฐในการข้ามแม่น้ำไรน์จนสำเร็จ ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ฐานปฏิบัติการที่สำคัญจากแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเหล่านี้ไม่ใช่ผีแต่เป็นมนุษย์ และทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ 23 ในปฏิบัติการครั้งนี้ กองทหารจำนวน 1,100 นาย ได้แสร้งทำเหมือนกับมีทหาร 30,000 นาย โดยใช้กลลวงเป็นรถถังเป่าลม ขยายเสียงหน่วยระเบิด และเสียงยานพาหนะโดยเปิดผ่านลำโพง และอื่นๆอีกมากมาย สมาชิกของกองทัพผีซึ่งมีจำนวนไม่มากสามารถทำให้ศัตรูหวาดกลัวได้ด้วยสิ่งที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่</p>
<p>ชาวมีเดียนและพันธมิตรก็ตัวสั่นต่อหน้ากองทัพเล็กๆที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่ซึ่งบุกมาในเวลากลางคืน (วนฉ.7:8-22) พระเจ้าทรงใช้กิเดโอนซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยและผู้นำทางทหารของอิสราเอล เพื่อทำให้กองทัพที่อ่อนแอของท่านเป็นที่หวาดกลัวของศัตรู พวกเขายังใช้เสียงประกอบ (เสียงเป่าแตร เสียงหม้อแตก และเสียงมนุษย์) และวัตถุที่มองเห็นได้ (คบเพลิงที่ลุกโชน) เพื่อทำให้ศัตรูที่มีจำนวนมหาศาลราวกับ “ตั๊กแตนเป็นฝูงๆ” (ข้อ 12) เชื่อว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวใหญ่ อิสราเอลเอาชนะศัตรูได้ในคืนนั้นด้วยกองกำลังทหารที่ถูกลดจำนวนลงจาก 32,000 นาย เหลือเพียง 300 นายตามคำสั่งของพระเจ้า (ข้อ 2-8) เพื่อให้้ชัดเจนว่าใครคือผู้ชนะในสงครามอย่างแท้จริง ดังที่พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า “เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” (ข้อ 9)</p>
<p>เมื่อเรารู้สึกอ่อนแอและด้อยค่า ให้เราแสวงหาพระเจ้าและพึ่งพิงในกำลังของพระองค์แต่ผู้เดียว เพราะ “ความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของ[พระเจ้า] ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจหรือความท้าทายอะไรอยู่ คุณจะพึ่งพิงในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอให้ข้าพระองค์ได้พบกำลังของพระองค์ในความอ่อนแอของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 04 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1e022285/a1561872.mp3" length="12393519" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>775</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “...เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” [ ผู้วินิจฉัย 7:9 ]
ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1945 “กองทัพผี” ได้ช่วยกองกำลังสหรัฐในการข้ามแม่น้ำไรน์จนสำเร็จ ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ฐานปฏิบัติการที่สำคัญจากแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเหล่านี้ไม่ใช่ผีแต่เป็นมนุษย์ และทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ 23 ในปฏิบัติการครั้งนี้ กองทหารจำนวน 1,100 นาย ได้แสร้งทำเหมือนกับมีทหาร 30,000 นาย โดยใช้กลลวงเป็นรถถังเป่าลม ขยายเสียงหน่วยระเบิด และเสียงยานพาหนะโดยเปิดผ่านลำโพง และอื่นๆอีกมากมาย สมาชิกของกองทัพผีซึ่งมีจำนวนไม่มากสามารถทำให้ศัตรูหวาดกลัวได้ด้วยสิ่งที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่
ชาวมีเดียนและพันธมิตรก็ตัวสั่นต่อหน้ากองทัพเล็กๆที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่ซึ่งบุกมาในเวลากลางคืน (วนฉ.7:8-22) พระเจ้าทรงใช้กิเดโอนซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยและผู้นำทางทหารของอิสราเอล เพื่อทำให้กองทัพที่อ่อนแอของท่านเป็นที่หวาดกลัวของศัตรู พวกเขายังใช้เสียงประกอบ (เสียงเป่าแตร เสียงหม้อแตก และเสียงมนุษย์) และวัตถุที่มองเห็นได้ (คบเพลิงที่ลุกโชน) เพื่อทำให้ศัตรูที่มีจำนวนมหาศาลราวกับ “ตั๊กแตนเป็นฝูงๆ” (ข้อ 12) เชื่อว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวใหญ่ อิสราเอลเอาชนะศัตรูได้ในคืนนั้นด้วยกองกำลังทหารที่ถูกลดจำนวนลงจาก 32,000 นาย เหลือเพียง 300 นายตามคำสั่งของพระเจ้า (ข้อ 2-8) เพื่อให้้ชัดเจนว่าใครคือผู้ชนะในสงครามอย่างแท้จริง ดังที่พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า “เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” (ข้อ 9)
เมื่อเรารู้สึกอ่อนแอและด้อยค่า ให้เราแสวงหาพระเจ้าและพึ่งพิงในกำลังของพระองค์แต่ผู้เดียว เพราะ “ความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของ[พระเจ้า] ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)
คุณกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจหรือความท้าทายอะไรอยู่ คุณจะพึ่งพิงในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้อย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น
ข้าแต่พระเยซู ขอให้ข้าพระองค์ได้พบกำลังของพระองค์ในความอ่อนแอของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “...เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” [ ผู้วินิจฉัย 7:9 ]
ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1945 “กองทัพผี” ได้ช่วยกองกำลังสหรัฐในการข้ามแม่น้ำไรน์จนสำเร็จ ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ฐานปฏิบัติการที่สำคัญจากแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเหล่านี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูประทับอยู่ภายใน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูประทับอยู่ภายใน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">84947e1f-d43c-47ec-ac3d-dde280b81529</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a3020647</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่าน [ เอเฟซัส 3:17 ]</p>
<p>เมื่อพายุหิมะพัดถล่มรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของสหรัฐ แม่ของฉันซึ่งเป็นหม้ายตัดสินใจมาอยู่กับครอบครัวของเราเพื่อ “ฝ่าฟัน” พายุ แต่หลังจากพายุหิมะสงบลงเธอก็ไม่กลับไปยังบ้านของเธออีกเลย เธอย้ายมาอยู่กับเราจนวันสุดท้ายของชีวิต การเข้ามาของเธอทำให้ครอบครัวของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดี เธอพร้อมเสมอที่จะสอนสติปัญญา ให้คำแนะนำแก่ลูกหลาน และเล่าเรื่องของปู่ย่าตายายให้ฟัง เธอและสามีของฉันกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่มีอารมณ์ขันและชอบกีฬาเหมือนกัน เธอไม่ใช่แขกอีกต่อไปแต่เป็นบุคคลสำคัญที่เข้ามาอาศัยอยู่กับเราอย่างถาวร และได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเราไปตลอดกาลแม้กระทั่งหลังจากที่พระเจ้าทรงรับเธอไปแล้ว</p>
<p>ประสบการณ์นี้ทำให้นึกถึงคำที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูว่า พระองค์ทรง “อยู่ท่ามกลางเรา” (ยน.1:14) เป็นคำบรรยายที่กินใจเพราะคำว่า อยู่ ในภาษากรีก หมายถึง “การกางเต็นท์” และอีกคำแปลหนึ่งหมายความว่า พระองค์ “ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา”</p>
<p>โดยความเชื่อ เรายังได้ต้อนรับพระเยซูในฐานะผู้ประทับในใจของเราอีกด้วย ดังที่เปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าทูลขอให้ประทานความเข้มแข็งภายในจิตใจด้วยฤทธานุภาพที่มาทางพระวิญญาณของพระองค์แก่พวกท่าน ตามพระสิริอันอุดมของพระองค์ ให้พระคริสต์ประทับในใจของท่านโดยทางความเชื่อ ให้ท่านได้หยั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรัก” (อฟ.3:16-17 THSV 11)</p>
<p>พระเยซูไม่ใช่แขกผู้มาเยือน แต่ทรงเป็นผู้อาศัยถาวรซึ่งประทานกำลังเรี่ยวแรงให้แก่ทุกคนที่ติดตามพระองค์ ขอให้เราเปิดประตูใจให้กว้างและต้อนรับพระองค์เถิด</p>
<p><em>การเปิดใจของคุณต่อพระคริสต์หมายความว่าอย่างไร คุณจะต้อนรับพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูผู้เปี่ยมด้วยความรัก เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในใจของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่าน [ เอเฟซัส 3:17 ]</p>
<p>เมื่อพายุหิมะพัดถล่มรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของสหรัฐ แม่ของฉันซึ่งเป็นหม้ายตัดสินใจมาอยู่กับครอบครัวของเราเพื่อ “ฝ่าฟัน” พายุ แต่หลังจากพายุหิมะสงบลงเธอก็ไม่กลับไปยังบ้านของเธออีกเลย เธอย้ายมาอยู่กับเราจนวันสุดท้ายของชีวิต การเข้ามาของเธอทำให้ครอบครัวของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดี เธอพร้อมเสมอที่จะสอนสติปัญญา ให้คำแนะนำแก่ลูกหลาน และเล่าเรื่องของปู่ย่าตายายให้ฟัง เธอและสามีของฉันกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่มีอารมณ์ขันและชอบกีฬาเหมือนกัน เธอไม่ใช่แขกอีกต่อไปแต่เป็นบุคคลสำคัญที่เข้ามาอาศัยอยู่กับเราอย่างถาวร และได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเราไปตลอดกาลแม้กระทั่งหลังจากที่พระเจ้าทรงรับเธอไปแล้ว</p>
<p>ประสบการณ์นี้ทำให้นึกถึงคำที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูว่า พระองค์ทรง “อยู่ท่ามกลางเรา” (ยน.1:14) เป็นคำบรรยายที่กินใจเพราะคำว่า อยู่ ในภาษากรีก หมายถึง “การกางเต็นท์” และอีกคำแปลหนึ่งหมายความว่า พระองค์ “ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา”</p>
<p>โดยความเชื่อ เรายังได้ต้อนรับพระเยซูในฐานะผู้ประทับในใจของเราอีกด้วย ดังที่เปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าทูลขอให้ประทานความเข้มแข็งภายในจิตใจด้วยฤทธานุภาพที่มาทางพระวิญญาณของพระองค์แก่พวกท่าน ตามพระสิริอันอุดมของพระองค์ ให้พระคริสต์ประทับในใจของท่านโดยทางความเชื่อ ให้ท่านได้หยั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรัก” (อฟ.3:16-17 THSV 11)</p>
<p>พระเยซูไม่ใช่แขกผู้มาเยือน แต่ทรงเป็นผู้อาศัยถาวรซึ่งประทานกำลังเรี่ยวแรงให้แก่ทุกคนที่ติดตามพระองค์ ขอให้เราเปิดประตูใจให้กว้างและต้อนรับพระองค์เถิด</p>
<p><em>การเปิดใจของคุณต่อพระคริสต์หมายความว่าอย่างไร คุณจะต้อนรับพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูผู้เปี่ยมด้วยความรัก เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในใจของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 03 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a3020647/cfda60c4.mp3" length="12441142" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>778</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่าน [ เอเฟซัส 3:17 ]
เมื่อพายุหิมะพัดถล่มรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของสหรัฐ แม่ของฉันซึ่งเป็นหม้ายตัดสินใจมาอยู่กับครอบครัวของเราเพื่อ “ฝ่าฟัน” พายุ แต่หลังจากพายุหิมะสงบลงเธอก็ไม่กลับไปยังบ้านของเธออีกเลย เธอย้ายมาอยู่กับเราจนวันสุดท้ายของชีวิต การเข้ามาของเธอทำให้ครอบครัวของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดี เธอพร้อมเสมอที่จะสอนสติปัญญา ให้คำแนะนำแก่ลูกหลาน และเล่าเรื่องของปู่ย่าตายายให้ฟัง เธอและสามีของฉันกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่มีอารมณ์ขันและชอบกีฬาเหมือนกัน เธอไม่ใช่แขกอีกต่อไปแต่เป็นบุคคลสำคัญที่เข้ามาอาศัยอยู่กับเราอย่างถาวร และได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเราไปตลอดกาลแม้กระทั่งหลังจากที่พระเจ้าทรงรับเธอไปแล้ว
ประสบการณ์นี้ทำให้นึกถึงคำที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูว่า พระองค์ทรง “อยู่ท่ามกลางเรา” (ยน.1:14) เป็นคำบรรยายที่กินใจเพราะคำว่า อยู่ ในภาษากรีก หมายถึง “การกางเต็นท์” และอีกคำแปลหนึ่งหมายความว่า พระองค์ “ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา”
โดยความเชื่อ เรายังได้ต้อนรับพระเยซูในฐานะผู้ประทับในใจของเราอีกด้วย ดังที่เปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าทูลขอให้ประทานความเข้มแข็งภายในจิตใจด้วยฤทธานุภาพที่มาทางพระวิญญาณของพระองค์แก่พวกท่าน ตามพระสิริอันอุดมของพระองค์ ให้พระคริสต์ประทับในใจของท่านโดยทางความเชื่อ ให้ท่านได้หยั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรัก” (อฟ.3:16-17 THSV 11)
พระเยซูไม่ใช่แขกผู้มาเยือน แต่ทรงเป็นผู้อาศัยถาวรซึ่งประทานกำลังเรี่ยวแรงให้แก่ทุกคนที่ติดตามพระองค์ ขอให้เราเปิดประตูใจให้กว้างและต้อนรับพระองค์เถิด
การเปิดใจของคุณต่อพระคริสต์หมายความว่าอย่างไร คุณจะต้อนรับพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร
พระเยซูผู้เปี่ยมด้วยความรัก เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในใจของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่าน [ เอเฟซัส 3:17 ]
เมื่อพายุหิมะพัดถล่มรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของสหรัฐ แม่ของฉันซึ่งเป็นหม้ายตัดสินใจมาอยู่กับครอบครัวของเราเพื่อ “ฝ่าฟัน” พายุ แต่หลังจากพายุหิมะสงบลงเธอก็ไม่กลับไปยังบ้านของเธออีกเลย เธอย้ายมาอยู่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจเพื่อพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หัวใจเพื่อพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d24557e0-5bbb-4280-ad13-1ba5081a357d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/34f70a24</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ความคิดชั่วร้าย...ก็ออกมาจากใจ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน [ มัทธิว 15:19-20 ]</p>
<p>ตราบใดที่เธอยังคงปิดปากเงียบ ฉันบอกตัวเอง เธอก็จะไม่ทำอะไรผิด ฉันพยายามไม่แสดงความรู้สึกโกรธที่มีต่อเพื่อนร่วมงานออกมาหลังจากที่ตีความสิ่งที่เธอพูดผิดไป เนื่องจากเราต้องเจอกันทุกวัน ฉันจึงตัดสินใจสื่อสารกับเธอเฉพาะเรื่องที่จำเป็น (และตอบโต้เธอด้วยความเงียบ) การที่เราเงียบนั้นผิดตรงไหนล่ะ</p>
<p>พระเยซูตรัสว่าความบาปเริ่มต้นที่ใจ (มธ.15:18-20) การที่ฉันเงียบอาจหลอกให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ฉันหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระองค์รู้ว่าฉันปิดบังความโกรธไว้ในใจ ฉันเป็นเหมือนพวกฟาริสีที่ให้เกียรติพระเจ้าแต่ปาก แต่จิตใจนั้นห่างไกลจากพระองค์ (ข้อ 8) แม้ภายนอกฉันจะไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น ฉันไม่เหลือความชื่นชมยินดีและความรู้สึกใกล้ชิดที่เคยมีกับพระบิดาในสวรรค์เมื่อฉันบ่มเพาะและปิดบังความบาปเอาไว้</p>
<p>แต่โดยพระคุณพระเจ้า ฉันสารภาพกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่าฉันรู้สึกอย่างไรและขอโทษเธอ เธอยกโทษให้ฉัน และในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พระเยซูตรัสว่า “ความคิดชั่วร้าย…ก็ออกมาจากใจ” (ข้อ 19) สภาพของหัวใจเรานั้นสำคัญเพราะเป็นที่ซึ่งความชั่วร้ายอาศัยอยู่และสามารถไหลบ่าเข้ามาในชีวิตของเราได้ ดังนั้น สถานภาพทั้งภายนอกและภายในของเราจึงสำคัญอย่างมาก</p>
<p><em>พระเยซูตรัสว่าบาปในใจของเรานั้นทำให้เราเป็นมลทิน อะไรคือ “ความคิดชั่วร้าย” ที่ทำให้ใจของคุณเป็นมลทิน คุณจะอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าแห่งความรัก โปรดยกโทษบาปที่บ่มเพาะอยู่ในใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการให้หัวใจของข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ความคิดชั่วร้าย...ก็ออกมาจากใจ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน [ มัทธิว 15:19-20 ]</p>
<p>ตราบใดที่เธอยังคงปิดปากเงียบ ฉันบอกตัวเอง เธอก็จะไม่ทำอะไรผิด ฉันพยายามไม่แสดงความรู้สึกโกรธที่มีต่อเพื่อนร่วมงานออกมาหลังจากที่ตีความสิ่งที่เธอพูดผิดไป เนื่องจากเราต้องเจอกันทุกวัน ฉันจึงตัดสินใจสื่อสารกับเธอเฉพาะเรื่องที่จำเป็น (และตอบโต้เธอด้วยความเงียบ) การที่เราเงียบนั้นผิดตรงไหนล่ะ</p>
<p>พระเยซูตรัสว่าความบาปเริ่มต้นที่ใจ (มธ.15:18-20) การที่ฉันเงียบอาจหลอกให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ฉันหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระองค์รู้ว่าฉันปิดบังความโกรธไว้ในใจ ฉันเป็นเหมือนพวกฟาริสีที่ให้เกียรติพระเจ้าแต่ปาก แต่จิตใจนั้นห่างไกลจากพระองค์ (ข้อ 8) แม้ภายนอกฉันจะไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น ฉันไม่เหลือความชื่นชมยินดีและความรู้สึกใกล้ชิดที่เคยมีกับพระบิดาในสวรรค์เมื่อฉันบ่มเพาะและปิดบังความบาปเอาไว้</p>
<p>แต่โดยพระคุณพระเจ้า ฉันสารภาพกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่าฉันรู้สึกอย่างไรและขอโทษเธอ เธอยกโทษให้ฉัน และในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พระเยซูตรัสว่า “ความคิดชั่วร้าย…ก็ออกมาจากใจ” (ข้อ 19) สภาพของหัวใจเรานั้นสำคัญเพราะเป็นที่ซึ่งความชั่วร้ายอาศัยอยู่และสามารถไหลบ่าเข้ามาในชีวิตของเราได้ ดังนั้น สถานภาพทั้งภายนอกและภายในของเราจึงสำคัญอย่างมาก</p>
<p><em>พระเยซูตรัสว่าบาปในใจของเรานั้นทำให้เราเป็นมลทิน อะไรคือ “ความคิดชั่วร้าย” ที่ทำให้ใจของคุณเป็นมลทิน คุณจะอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าแห่งความรัก โปรดยกโทษบาปที่บ่มเพาะอยู่ในใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการให้หัวใจของข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 02 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/34f70a24/a9711245.mp3" length="12813120" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>801</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความคิดชั่วร้าย...ก็ออกมาจากใจ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน [ มัทธิว 15:19-20 ]
ตราบใดที่เธอยังคงปิดปากเงียบ ฉันบอกตัวเอง เธอก็จะไม่ทำอะไรผิด ฉันพยายามไม่แสดงความรู้สึกโกรธที่มีต่อเพื่อนร่วมงานออกมาหลังจากที่ตีความสิ่งที่เธอพูดผิดไป เนื่องจากเราต้องเจอกันทุกวัน ฉันจึงตัดสินใจสื่อสารกับเธอเฉพาะเรื่องที่จำเป็น (และตอบโต้เธอด้วยความเงียบ) การที่เราเงียบนั้นผิดตรงไหนล่ะ
พระเยซูตรัสว่าความบาปเริ่มต้นที่ใจ (มธ.15:18-20) การที่ฉันเงียบอาจหลอกให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ฉันหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระองค์รู้ว่าฉันปิดบังความโกรธไว้ในใจ ฉันเป็นเหมือนพวกฟาริสีที่ให้เกียรติพระเจ้าแต่ปาก แต่จิตใจนั้นห่างไกลจากพระองค์ (ข้อ 8) แม้ภายนอกฉันจะไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น ฉันไม่เหลือความชื่นชมยินดีและความรู้สึกใกล้ชิดที่เคยมีกับพระบิดาในสวรรค์เมื่อฉันบ่มเพาะและปิดบังความบาปเอาไว้
แต่โดยพระคุณพระเจ้า ฉันสารภาพกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่าฉันรู้สึกอย่างไรและขอโทษเธอ เธอยกโทษให้ฉัน และในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พระเยซูตรัสว่า “ความคิดชั่วร้าย…ก็ออกมาจากใจ” (ข้อ 19) สภาพของหัวใจเรานั้นสำคัญเพราะเป็นที่ซึ่งความชั่วร้ายอาศัยอยู่และสามารถไหลบ่าเข้ามาในชีวิตของเราได้ ดังนั้น สถานภาพทั้งภายนอกและภายในของเราจึงสำคัญอย่างมาก
พระเยซูตรัสว่าบาปในใจของเรานั้นทำให้เราเป็นมลทิน อะไรคือ “ความคิดชั่วร้าย” ที่ทำให้ใจของคุณเป็นมลทิน คุณจะอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร
พระเจ้าแห่งความรัก โปรดยกโทษบาปที่บ่มเพาะอยู่ในใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการให้หัวใจของข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความคิดชั่วร้าย...ก็ออกมาจากใจ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน [ มัทธิว 15:19-20 ]
ตราบใดที่เธอยังคงปิดปากเงียบ ฉันบอกตัวเอง เธอก็จะไม่ทำอะไรผิด ฉันพยายามไม่แสดงความรู้สึกโกรธที่มีต่อเพื่อนร่วมงานออกมาหลังจากที่ตีความสิ่งที่เธอพูดผิดไป เนื่องจากเร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พูดตามที่พระเจ้าทรงช่วยเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พูดตามที่พระเจ้าทรงช่วยเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2353b405-6842-45d7-b7e4-36675b8fbde5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d46ce0e7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>และมีเสียงมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะของมัน เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งก็หุบปีกลง [ เอเสเคียล 1:25 ]</p>
<p>โดยปกติแล้วไม่มีใครคิดว่าผีเสื้อเป็นสัตว์ที่มีเสียงดัง เสียงกระพือปีกของผีเสื้อจักรพรรดิตัวเดียวนั้นเบาจนเราแทบจะไม่ได้ยิน แต่ในป่าฝนของเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนั้นเสียงกระพือปีกของพวกมันดังจนน่าประหลาดใจ เมื่อผีเสื้อจักรพรรดินับล้านตัวกระพือปีกพร้อมกัน เสียงจะดังราวกับน้ำตกที่ไหลเชี่ยว</p>
<p>ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ปีกที่แตกต่างกันสี่ตัวปรากฏขึ้นในนิมิตของเอเสเคียล แม้พวกมันจะมีจำนวนน้อยกว่าผีเสื้อ แต่ท่านเปรียบเสียงกระพือปีกของพวกมันเหมือน “เสียงของน้ำมากหลาย” (อสค.1:24) เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งและหุบปีกลง เอเสเคียลได้ยินเสียงของพระเจ้าบอกให้ท่าน “กล่าวถ้อยคำ [ของพระเจ้า ] ให้ [ชนอิสราเอล] ฟัง” (2:7)</p>
<p>เช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมคนอื่นๆ เอเสเคียลได้รับหน้าที่ให้พูดความจริงกับประชากรของพระเจ้า ในวันนี้พระเจ้าขอให้เราทุกคนแบ่งปันความจริงถึงพระราชกิจอันดีที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเรากับผู้คนที่พระองค์ทรงวางไว้รอบตัวเรา (1 ปต.3:15) บางครั้งจะมีคนตั้งคำถามกับเรา ซึ่งเป็นเหมือนคำเชิญให้แบ่งปันคำพยานด้วยเสียงที่ “ดัง” ราวกับเสียงน้ำตก แต่บางครั้งคำเชื้อเชิญนั้นอาจเป็นแค่เสียงกระซิบเบาๆ เช่น การที่เราเห็นว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ว่าคำเชื้อเชิญให้แบ่งปันความรักของพระเจ้าจะดังราวกับเสียงของผีเสื้อนับล้านตัว หรือเบาราวกับผีเสื้อเพียงตัวเดียว เราต้องทำเช่นเดียวกับเอเสเคียล คือเงี่ยหูฟังสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราพูด</p>
<p><em>ใครที่เชื้อเชิญให้คุณพูดเข้าไปในชีวิตของพวกเขาแม้ด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา คุณจะตอบสนองอย่างไร</em></p>
<p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์แบ่งปันเรื่องราวของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>และมีเสียงมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะของมัน เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งก็หุบปีกลง [ เอเสเคียล 1:25 ]</p>
<p>โดยปกติแล้วไม่มีใครคิดว่าผีเสื้อเป็นสัตว์ที่มีเสียงดัง เสียงกระพือปีกของผีเสื้อจักรพรรดิตัวเดียวนั้นเบาจนเราแทบจะไม่ได้ยิน แต่ในป่าฝนของเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนั้นเสียงกระพือปีกของพวกมันดังจนน่าประหลาดใจ เมื่อผีเสื้อจักรพรรดินับล้านตัวกระพือปีกพร้อมกัน เสียงจะดังราวกับน้ำตกที่ไหลเชี่ยว</p>
<p>ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ปีกที่แตกต่างกันสี่ตัวปรากฏขึ้นในนิมิตของเอเสเคียล แม้พวกมันจะมีจำนวนน้อยกว่าผีเสื้อ แต่ท่านเปรียบเสียงกระพือปีกของพวกมันเหมือน “เสียงของน้ำมากหลาย” (อสค.1:24) เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งและหุบปีกลง เอเสเคียลได้ยินเสียงของพระเจ้าบอกให้ท่าน “กล่าวถ้อยคำ [ของพระเจ้า ] ให้ [ชนอิสราเอล] ฟัง” (2:7)</p>
<p>เช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมคนอื่นๆ เอเสเคียลได้รับหน้าที่ให้พูดความจริงกับประชากรของพระเจ้า ในวันนี้พระเจ้าขอให้เราทุกคนแบ่งปันความจริงถึงพระราชกิจอันดีที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเรากับผู้คนที่พระองค์ทรงวางไว้รอบตัวเรา (1 ปต.3:15) บางครั้งจะมีคนตั้งคำถามกับเรา ซึ่งเป็นเหมือนคำเชิญให้แบ่งปันคำพยานด้วยเสียงที่ “ดัง” ราวกับเสียงน้ำตก แต่บางครั้งคำเชื้อเชิญนั้นอาจเป็นแค่เสียงกระซิบเบาๆ เช่น การที่เราเห็นว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ว่าคำเชื้อเชิญให้แบ่งปันความรักของพระเจ้าจะดังราวกับเสียงของผีเสื้อนับล้านตัว หรือเบาราวกับผีเสื้อเพียงตัวเดียว เราต้องทำเช่นเดียวกับเอเสเคียล คือเงี่ยหูฟังสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราพูด</p>
<p><em>ใครที่เชื้อเชิญให้คุณพูดเข้าไปในชีวิตของพวกเขาแม้ด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา คุณจะตอบสนองอย่างไร</em></p>
<p>ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์แบ่งปันเรื่องราวของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 01 Mar 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d46ce0e7/a165f3e6.mp3" length="11656641" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>729</itunes:duration>
      <itunes:summary>และมีเสียงมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะของมัน เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งก็หุบปีกลง [ เอเสเคียล 1:25 ]
โดยปกติแล้วไม่มีใครคิดว่าผีเสื้อเป็นสัตว์ที่มีเสียงดัง เสียงกระพือปีกของผีเสื้อจักรพรรดิตัวเดียวนั้นเบาจนเราแทบจะไม่ได้ยิน แต่ในป่าฝนของเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนั้นเสียงกระพือปีกของพวกมันดังจนน่าประหลาดใจ เมื่อผีเสื้อจักรพรรดินับล้านตัวกระพือปีกพร้อมกัน เสียงจะดังราวกับน้ำตกที่ไหลเชี่ยว
ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ปีกที่แตกต่างกันสี่ตัวปรากฏขึ้นในนิมิตของเอเสเคียล แม้พวกมันจะมีจำนวนน้อยกว่าผีเสื้อ แต่ท่านเปรียบเสียงกระพือปีกของพวกมันเหมือน “เสียงของน้ำมากหลาย” (อสค.1:24) เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งและหุบปีกลง เอเสเคียลได้ยินเสียงของพระเจ้าบอกให้ท่าน “กล่าวถ้อยคำ [ของพระเจ้า ] ให้ [ชนอิสราเอล] ฟัง” (2:7)
เช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมคนอื่นๆ เอเสเคียลได้รับหน้าที่ให้พูดความจริงกับประชากรของพระเจ้า ในวันนี้พระเจ้าขอให้เราทุกคนแบ่งปันความจริงถึงพระราชกิจอันดีที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเรากับผู้คนที่พระองค์ทรงวางไว้รอบตัวเรา (1 ปต.3:15) บางครั้งจะมีคนตั้งคำถามกับเรา ซึ่งเป็นเหมือนคำเชิญให้แบ่งปันคำพยานด้วยเสียงที่ “ดัง” ราวกับเสียงน้ำตก แต่บางครั้งคำเชื้อเชิญนั้นอาจเป็นแค่เสียงกระซิบเบาๆ เช่น การที่เราเห็นว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ว่าคำเชื้อเชิญให้แบ่งปันความรักของพระเจ้าจะดังราวกับเสียงของผีเสื้อนับล้านตัว หรือเบาราวกับผีเสื้อเพียงตัวเดียว เราต้องทำเช่นเดียวกับเอเสเคียล คือเงี่ยหูฟังสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราพูด
ใครที่เชื้อเชิญให้คุณพูดเข้าไปในชีวิตของพวกเขาแม้ด้วยเสียงเพียงแผ่วเบา คุณจะตอบสนองอย่างไร
ขอบพระคุณพระบิดาที่ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์แบ่งปันเรื่องราวของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>และมีเสียงมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะของมัน เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งก็หุบปีกลง [ เอเสเคียล 1:25 ]
โดยปกติแล้วไม่มีใครคิดว่าผีเสื้อเป็นสัตว์ที่มีเสียงดัง เสียงกระพือปีกของผีเสื้อจักรพรรดิตัวเดียวนั้นเบาจนเราแทบจะไม่ได้ยิน แต่ในป่าฝนของเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งกำ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นเจ้าของหรือผู้อารักขา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นเจ้าของหรือผู้อารักขา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e05692ef-32f8-4d47-9f89-10e9ac895eda</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5e9841c0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา [ สดุดี 50:10 ]</p>
<p>“ผมเป็นเจ้าของหรือผู้อารักขากันแน่” ซีอีโอของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์ถามตัวเองในขณะที่เขาชั่งน้ำหนักว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเขา เขากังวลถึงการล่อลวงที่อาจมาพร้อมกับความมั่งคั่งและไม่อยากให้ทายาทของเขาต้องเผชิญกับความท้าทายนั้น ดังนั้น เขาจึงยอมสละความเป็นเจ้าของในบริษัทของตัวเองและมอบหุ้นที่เขามีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ดูแล การตระหนักว่าทุกสิ่งที่เขาครอบครองเป็นของพระเจ้าช่วยให้เขาตัดสินใจที่จะให้ครอบครัวของเขาทำงานหาเลี้ยงชีพ ในขณะเดียวกันก็ถวายผลกำไรจากหุ้นที่จะได้รับให้กับพันธกิจของคริสเตียน</p>
<p>ในสดุดี 50:10 พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด” ในฐานะพระผู้สร้างทุกสิ่ง พระเจ้าไม่ได้เป็นหนี้อะไรเราและไม่ต้องการอะไรจากเรา พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า” (ข้อ 9) พระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่เรามีและใช้อยู่นั้นด้วยพระทัยอันกว้างขวาง ตลอดจนประทานกำลังความสามารถในการหาเลี้ยงชีพให้กับเรา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงสมควรได้รับการนมัสการจากใจของเรา ดังที่เราเห็นในบทเพลงสดุดี</p>
<p>พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกสิ่ง แต่เพราะความดีของพระองค์ พระองค์จึงเลือกที่จะมอบพระองค์เอง เข้าสู่ความสัมพันธ์กับใครก็ตามที่หันกลับมาหาพระองค์ พระเยซู “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” (มก.10:45) เมื่อเราให้คุณค่ากับพระองค์ผู้ทรงประทานให้มากกว่าสิ่งของที่ได้รับมาและใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ เราจะได้รับพรให้มีความชื่นชมยินดีในพระองค์ตลอดไป</p>
<p><em>พระเจ้าประทานสิ่งใดให้คุณที่ทำให้คุณสำนึกในพระคุณของพระองค์ คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระผู้สร้างผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตที่เป็นเหมือนของขวัญจากพระองค์ในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา [ สดุดี 50:10 ]</p>
<p>“ผมเป็นเจ้าของหรือผู้อารักขากันแน่” ซีอีโอของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์ถามตัวเองในขณะที่เขาชั่งน้ำหนักว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเขา เขากังวลถึงการล่อลวงที่อาจมาพร้อมกับความมั่งคั่งและไม่อยากให้ทายาทของเขาต้องเผชิญกับความท้าทายนั้น ดังนั้น เขาจึงยอมสละความเป็นเจ้าของในบริษัทของตัวเองและมอบหุ้นที่เขามีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ดูแล การตระหนักว่าทุกสิ่งที่เขาครอบครองเป็นของพระเจ้าช่วยให้เขาตัดสินใจที่จะให้ครอบครัวของเขาทำงานหาเลี้ยงชีพ ในขณะเดียวกันก็ถวายผลกำไรจากหุ้นที่จะได้รับให้กับพันธกิจของคริสเตียน</p>
<p>ในสดุดี 50:10 พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด” ในฐานะพระผู้สร้างทุกสิ่ง พระเจ้าไม่ได้เป็นหนี้อะไรเราและไม่ต้องการอะไรจากเรา พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า” (ข้อ 9) พระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่เรามีและใช้อยู่นั้นด้วยพระทัยอันกว้างขวาง ตลอดจนประทานกำลังความสามารถในการหาเลี้ยงชีพให้กับเรา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงสมควรได้รับการนมัสการจากใจของเรา ดังที่เราเห็นในบทเพลงสดุดี</p>
<p>พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกสิ่ง แต่เพราะความดีของพระองค์ พระองค์จึงเลือกที่จะมอบพระองค์เอง เข้าสู่ความสัมพันธ์กับใครก็ตามที่หันกลับมาหาพระองค์ พระเยซู “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” (มก.10:45) เมื่อเราให้คุณค่ากับพระองค์ผู้ทรงประทานให้มากกว่าสิ่งของที่ได้รับมาและใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ เราจะได้รับพรให้มีความชื่นชมยินดีในพระองค์ตลอดไป</p>
<p><em>พระเจ้าประทานสิ่งใดให้คุณที่ทำให้คุณสำนึกในพระคุณของพระองค์ คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อรับใช้พระองค์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระผู้สร้างผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตที่เป็นเหมือนของขวัญจากพระองค์ในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 29 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5e9841c0/3c3225df.mp3" length="12755871" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>798</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา [ สดุดี 50:10 ]
“ผมเป็นเจ้าของหรือผู้อารักขากันแน่” ซีอีโอของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์ถามตัวเองในขณะที่เขาชั่งน้ำหนักว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเขา เขากังวลถึงการล่อลวงที่อาจมาพร้อมกับความมั่งคั่งและไม่อยากให้ทายาทของเขาต้องเผชิญกับความท้าทายนั้น ดังนั้น เขาจึงยอมสละความเป็นเจ้าของในบริษัทของตัวเองและมอบหุ้นที่เขามีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ดูแล การตระหนักว่าทุกสิ่งที่เขาครอบครองเป็นของพระเจ้าช่วยให้เขาตัดสินใจที่จะให้ครอบครัวของเขาทำงานหาเลี้ยงชีพ ในขณะเดียวกันก็ถวายผลกำไรจากหุ้นที่จะได้รับให้กับพันธกิจของคริสเตียน
ในสดุดี 50:10 พระเจ้าตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “สัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา ทั้งสัตว์เลี้ยงบนภูเขาตั้งพันยอด” ในฐานะพระผู้สร้างทุกสิ่ง พระเจ้าไม่ได้เป็นหนี้อะไรเราและไม่ต้องการอะไรจากเรา พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่รับวัวผู้จากเรือนของเจ้า หรือแพะผู้จากคอกของเจ้า” (ข้อ 9) พระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่เรามีและใช้อยู่นั้นด้วยพระทัยอันกว้างขวาง ตลอดจนประทานกำลังความสามารถในการหาเลี้ยงชีพให้กับเรา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงสมควรได้รับการนมัสการจากใจของเรา ดังที่เราเห็นในบทเพลงสดุดี
พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกสิ่ง แต่เพราะความดีของพระองค์ พระองค์จึงเลือกที่จะมอบพระองค์เอง เข้าสู่ความสัมพันธ์กับใครก็ตามที่หันกลับมาหาพระองค์ พระเยซู “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” (มก.10:45) เมื่อเราให้คุณค่ากับพระองค์ผู้ทรงประทานให้มากกว่าสิ่งของที่ได้รับมาและใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อรับใช้พระองค์ เราจะได้รับพรให้มีความชื่นชมยินดีในพระองค์ตลอดไป
พระเจ้าประทานสิ่งใดให้คุณที่ทำให้คุณสำนึกในพระคุณของพระองค์ คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อรับใช้พระองค์ได้อย่างไร
พระผู้สร้างผู้ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่ง โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ใช้ชีวิตที่เป็นเหมือนของขวัญจากพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นของเรา [ สดุดี 50:10 ]
“ผมเป็นเจ้าของหรือผู้อารักขากันแน่” ซีอีโอของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์ถามตัวเองในขณะที่เขาชั่งน้ำหนักว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเขา เขากังวลถึงการล่อลวงที่อาจมาพร้อมกับความมั่งคั่งและไม่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แม้แต่พระธรรมเลวีนิติ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แม้แต่พระธรรมเลวีนิติ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e75cca26-3b81-4f4c-ba7e-52cc3fd37e37</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/44e29763</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 20:26 ]</p>
<p>หัวข้อคือพระธรรมเลวีนิติ และผมมีเรื่องจะสารภาพ “ผมอ่านข้ามไปเยอะมาก” ผมบอกกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ “ผมจะไม่อ่านเกี่ยวกับเรื่องโรคผิวหนังอีก”</p>
<p>นั่นคือตอนที่เดฟเพื่อนของผมพูดขึ้นว่า “ผมรู้จักชายคนหนึ่งที่เชื่อในพระเยซูเพราะพระธรรมตอนนั้น” เดฟอธิบายว่า เพื่อนของเขาเป็นแพทย์และเป็นพวกที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า เขาตัดสินใจว่าก่อนที่เขาจะปฏิเสธพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง เขาควรอ่านด้วยตัวเองดีกว่า หมวดเรื่องโรคผิวหนังในพระธรรมเลวีนิติทำให้เขาประทับใจ มีรายละเอียดที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับแผลที่แพร่เชื้อได้และที่ไม่แพร่เชื้อ (13:1-46) และวิธีการรักษา (14:8-9) เขารู้ว่าความรู้ในเรื่องนี้ล้ำหน้ากว่าการแพทย์ในสมัยนั้นมาก แต่กลับมีเรื่องนี้ในพระธรรมเลวีนิติ เขาคิดว่า ไม่มีทางที่โมเสสจะรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ นายแพทย์เริ่มพิจารณาว่าโมเสสได้รับข้อมูลจากพระเจ้าจริงๆ ในที่สุดเขาจึงเชื่อในพระเยซู</p>
<p>ถ้าบางส่วนของพระคัมภีร์ทำให้คุณเบื่อหน่าย ผมก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทุกอย่างที่กล่าวในนั้นมีเหตุผล พระธรรมเลวีนิติเขียนขึ้นเพื่อให้คนอิสราเอลรู้ว่าจะดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ เราก็ได้เรียนรู้จักพระเจ้าพระองค์เอง</p>
<p>อัครทูตเปาโลบันทึกว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” (2ทธ.3:16) ขอให้เราอ่านต่อไป แม้ว่าจะเป็นพระธรรมเลวีนิติก็ตาม</p>
<p><em>พระคัมภีร์ตอนใดที่ทำให้คุณเบื่อหน่ายหรือรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัว คุณจะเรียนรู้ถึงคุณค่าของพระธรรมเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้ชื่นชมในคุณค่าของพระคัมภีร์ ขอให้พระธรรมทุกตอนนั้นพูดกับข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 20:26 ]</p>
<p>หัวข้อคือพระธรรมเลวีนิติ และผมมีเรื่องจะสารภาพ “ผมอ่านข้ามไปเยอะมาก” ผมบอกกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ “ผมจะไม่อ่านเกี่ยวกับเรื่องโรคผิวหนังอีก”</p>
<p>นั่นคือตอนที่เดฟเพื่อนของผมพูดขึ้นว่า “ผมรู้จักชายคนหนึ่งที่เชื่อในพระเยซูเพราะพระธรรมตอนนั้น” เดฟอธิบายว่า เพื่อนของเขาเป็นแพทย์และเป็นพวกที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า เขาตัดสินใจว่าก่อนที่เขาจะปฏิเสธพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง เขาควรอ่านด้วยตัวเองดีกว่า หมวดเรื่องโรคผิวหนังในพระธรรมเลวีนิติทำให้เขาประทับใจ มีรายละเอียดที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับแผลที่แพร่เชื้อได้และที่ไม่แพร่เชื้อ (13:1-46) และวิธีการรักษา (14:8-9) เขารู้ว่าความรู้ในเรื่องนี้ล้ำหน้ากว่าการแพทย์ในสมัยนั้นมาก แต่กลับมีเรื่องนี้ในพระธรรมเลวีนิติ เขาคิดว่า ไม่มีทางที่โมเสสจะรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ นายแพทย์เริ่มพิจารณาว่าโมเสสได้รับข้อมูลจากพระเจ้าจริงๆ ในที่สุดเขาจึงเชื่อในพระเยซู</p>
<p>ถ้าบางส่วนของพระคัมภีร์ทำให้คุณเบื่อหน่าย ผมก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทุกอย่างที่กล่าวในนั้นมีเหตุผล พระธรรมเลวีนิติเขียนขึ้นเพื่อให้คนอิสราเอลรู้ว่าจะดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ เราก็ได้เรียนรู้จักพระเจ้าพระองค์เอง</p>
<p>อัครทูตเปาโลบันทึกว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” (2ทธ.3:16) ขอให้เราอ่านต่อไป แม้ว่าจะเป็นพระธรรมเลวีนิติก็ตาม</p>
<p><em>พระคัมภีร์ตอนใดที่ทำให้คุณเบื่อหน่ายหรือรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัว คุณจะเรียนรู้ถึงคุณค่าของพระธรรมเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้ชื่นชมในคุณค่าของพระคัมภีร์ ขอให้พระธรรมทุกตอนนั้นพูดกับข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 28 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/44e29763/1d26eae2.mp3" length="11605222" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 20:26 ]
หัวข้อคือพระธรรมเลวีนิติ และผมมีเรื่องจะสารภาพ “ผมอ่านข้ามไปเยอะมาก” ผมบอกกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ “ผมจะไม่อ่านเกี่ยวกับเรื่องโรคผิวหนังอีก”
นั่นคือตอนที่เดฟเพื่อนของผมพูดขึ้นว่า “ผมรู้จักชายคนหนึ่งที่เชื่อในพระเยซูเพราะพระธรรมตอนนั้น” เดฟอธิบายว่า เพื่อนของเขาเป็นแพทย์และเป็นพวกที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า เขาตัดสินใจว่าก่อนที่เขาจะปฏิเสธพระคัมภีร์อย่างสิ้นเชิง เขาควรอ่านด้วยตัวเองดีกว่า หมวดเรื่องโรคผิวหนังในพระธรรมเลวีนิติทำให้เขาประทับใจ มีรายละเอียดที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับแผลที่แพร่เชื้อได้และที่ไม่แพร่เชื้อ (13:1-46) และวิธีการรักษา (14:8-9) เขารู้ว่าความรู้ในเรื่องนี้ล้ำหน้ากว่าการแพทย์ในสมัยนั้นมาก แต่กลับมีเรื่องนี้ในพระธรรมเลวีนิติ เขาคิดว่า ไม่มีทางที่โมเสสจะรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ นายแพทย์เริ่มพิจารณาว่าโมเสสได้รับข้อมูลจากพระเจ้าจริงๆ ในที่สุดเขาจึงเชื่อในพระเยซู
ถ้าบางส่วนของพระคัมภีร์ทำให้คุณเบื่อหน่าย ผมก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทุกอย่างที่กล่าวในนั้นมีเหตุผล พระธรรมเลวีนิติเขียนขึ้นเพื่อให้คนอิสราเอลรู้ว่าจะดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร เมื่อเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ เราก็ได้เรียนรู้จักพระเจ้าพระองค์เอง
อัครทูตเปาโลบันทึกว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” (2ทธ.3:16) ขอให้เราอ่านต่อไป แม้ว่าจะเป็นพระธรรมเลวีนิติก็ตาม
พระคัมภีร์ตอนใดที่ทำให้คุณเบื่อหน่ายหรือรู้สึกเป็นเรื่องไกลตัว คุณจะเรียนรู้ถึงคุณค่าของพระธรรมเหล่านั้นอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้ชื่นชมในคุณค่าของพระคัมภีร์ ขอให้พระธรรมทุกตอนนั้นพูดกับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ [ เลวีนิติ 20:26 ]
หัวข้อคือพระธรรมเลวีนิติ และผมมีเรื่องจะสารภาพ “ผมอ่านข้ามไปเยอะมาก” ผมบอกกับกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ “ผมจะไม่อ่านเกี่ยวกับเรื่องโรคผิวหนังอีก”
นั่นคือตอนที่เดฟเพื่อนของผมพูดขึ้นว่า “ผม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>“ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อ”</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>“ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อ”</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6928d4e7-cf81-4978-909b-64b0b467ff0f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2919b146</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในทันใดนั้น บิดาของเด็กก็ร้องทูลว่า ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด [ มาระโก 9:24 ]</p>
<p>“ความเชื่อของลูกอยู่ที่ไหน แม้ลึกลงไป ณ ที่นั่น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่าและมืดมิด…ถ้ามีพระเจ้า ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วย”</p>
<p>ผู้ที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้อาจทำให้คุณแปลกใจ คือแม่ชีเทเรซ่าผู้ซึ่งเป็นที่รักและทรงเกียรติคุณในฐานะผู้รับใช้คนยากไร้ในเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แม่ชีเทเรซ่าต่อสู้อย่างมากเพื่อความเชื่อของเธอมาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษ หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1997 การต่อสู้ครั้งนั้นจึงถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งในสมุดบันทึกของเธอได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขอทรงเป็นแสงสว่างของข้าพระองค์</p>
<p>เราจะทำอย่างไรกับความสงสัยหรือความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าไม่อยู่ด้วย ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้เชื่อบางคนมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจำนวนมากที่จะประสบกับช่วงเวลาหรือฤดูกาลแห่งความสงสัยเช่นนี้</p>
<p>ผมรู้สึกขอบคุณที่พระคัมภีร์มอบคำอธิษฐานที่สวยงามและขัดแย้ง ซึ่งแสดงถึงทั้งความเชื่อและการขาดความเชื่อ ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูทรงพบบิดาผู้มีบุตรชายที่ถูกผีทำให้ทุกข์ทรมานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (ข้อ 21) เมื่อพระเยซูตรัสว่าชายคนนั้นต้องมีความเชื่อ (“ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง” ข้อ 23) เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด” (ข้อ 24)</p>
<p>คำวิงวอนที่ซื่อสัตย์จากใจจริงนี้เชื้อเชิญเราทั้งหลายที่ต่อสู้กับความสงสัยให้มอบมันไว้กับพระเจ้า โดยเชื่อวางใจว่าพระองค์จะทรงเสริมความเชื่อของเราให้แข็งแกร่งได้ และยึดเราไว้อย่างมั่นคงในท่ามกลางหุบเหวที่ลึกที่สุดและมืดมนที่สุดที่เราจะเดินข้ามไป</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณต้องต่อสู้กับความสงสัยในเส้นทางฝ่ายวิญญาณ อะไรคือทรัพยากรฝ่ายวิญญาณที่จะช่วยให้คุณยึดมั่นในความเชื่อ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า บางครั้งข้าพระองค์มีความสงสัย โปรดทรงช่วยเมื่อข้าพระองค์ต่อสู้เพื่อจะรู้สึกถึงการทรงอยู่ด้วยของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในทันใดนั้น บิดาของเด็กก็ร้องทูลว่า ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด [ มาระโก 9:24 ]</p>
<p>“ความเชื่อของลูกอยู่ที่ไหน แม้ลึกลงไป ณ ที่นั่น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่าและมืดมิด…ถ้ามีพระเจ้า ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วย”</p>
<p>ผู้ที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้อาจทำให้คุณแปลกใจ คือแม่ชีเทเรซ่าผู้ซึ่งเป็นที่รักและทรงเกียรติคุณในฐานะผู้รับใช้คนยากไร้ในเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แม่ชีเทเรซ่าต่อสู้อย่างมากเพื่อความเชื่อของเธอมาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษ หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1997 การต่อสู้ครั้งนั้นจึงถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งในสมุดบันทึกของเธอได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขอทรงเป็นแสงสว่างของข้าพระองค์</p>
<p>เราจะทำอย่างไรกับความสงสัยหรือความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าไม่อยู่ด้วย ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้เชื่อบางคนมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจำนวนมากที่จะประสบกับช่วงเวลาหรือฤดูกาลแห่งความสงสัยเช่นนี้</p>
<p>ผมรู้สึกขอบคุณที่พระคัมภีร์มอบคำอธิษฐานที่สวยงามและขัดแย้ง ซึ่งแสดงถึงทั้งความเชื่อและการขาดความเชื่อ ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูทรงพบบิดาผู้มีบุตรชายที่ถูกผีทำให้ทุกข์ทรมานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (ข้อ 21) เมื่อพระเยซูตรัสว่าชายคนนั้นต้องมีความเชื่อ (“ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง” ข้อ 23) เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด” (ข้อ 24)</p>
<p>คำวิงวอนที่ซื่อสัตย์จากใจจริงนี้เชื้อเชิญเราทั้งหลายที่ต่อสู้กับความสงสัยให้มอบมันไว้กับพระเจ้า โดยเชื่อวางใจว่าพระองค์จะทรงเสริมความเชื่อของเราให้แข็งแกร่งได้ และยึดเราไว้อย่างมั่นคงในท่ามกลางหุบเหวที่ลึกที่สุดและมืดมนที่สุดที่เราจะเดินข้ามไป</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณต้องต่อสู้กับความสงสัยในเส้นทางฝ่ายวิญญาณ อะไรคือทรัพยากรฝ่ายวิญญาณที่จะช่วยให้คุณยึดมั่นในความเชื่อ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า บางครั้งข้าพระองค์มีความสงสัย โปรดทรงช่วยเมื่อข้าพระองค์ต่อสู้เพื่อจะรู้สึกถึงการทรงอยู่ด้วยของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 27 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2919b146/3c704d86.mp3" length="13018360" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>814</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในทันใดนั้น บิดาของเด็กก็ร้องทูลว่า ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด [ มาระโก 9:24 ]
“ความเชื่อของลูกอยู่ที่ไหน แม้ลึกลงไป ณ ที่นั่น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่าและมืดมิด…ถ้ามีพระเจ้า ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วย”
ผู้ที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้อาจทำให้คุณแปลกใจ คือแม่ชีเทเรซ่าผู้ซึ่งเป็นที่รักและทรงเกียรติคุณในฐานะผู้รับใช้คนยากไร้ในเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แม่ชีเทเรซ่าต่อสู้อย่างมากเพื่อความเชื่อของเธอมาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษ หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1997 การต่อสู้ครั้งนั้นจึงถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งในสมุดบันทึกของเธอได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขอทรงเป็นแสงสว่างของข้าพระองค์
เราจะทำอย่างไรกับความสงสัยหรือความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าไม่อยู่ด้วย ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้เชื่อบางคนมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจำนวนมากที่จะประสบกับช่วงเวลาหรือฤดูกาลแห่งความสงสัยเช่นนี้
ผมรู้สึกขอบคุณที่พระคัมภีร์มอบคำอธิษฐานที่สวยงามและขัดแย้ง ซึ่งแสดงถึงทั้งความเชื่อและการขาดความเชื่อ ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูทรงพบบิดาผู้มีบุตรชายที่ถูกผีทำให้ทุกข์ทรมานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (ข้อ 21) เมื่อพระเยซูตรัสว่าชายคนนั้นต้องมีความเชื่อ (“ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง” ข้อ 23) เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด” (ข้อ 24)
คำวิงวอนที่ซื่อสัตย์จากใจจริงนี้เชื้อเชิญเราทั้งหลายที่ต่อสู้กับความสงสัยให้มอบมันไว้กับพระเจ้า โดยเชื่อวางใจว่าพระองค์จะทรงเสริมความเชื่อของเราให้แข็งแกร่งได้ และยึดเราไว้อย่างมั่นคงในท่ามกลางหุบเหวที่ลึกที่สุดและมืดมนที่สุดที่เราจะเดินข้ามไป
เมื่อใดที่คุณต้องต่อสู้กับความสงสัยในเส้นทางฝ่ายวิญญาณ อะไรคือทรัพยากรฝ่ายวิญญาณที่จะช่วยให้คุณยึดมั่นในความเชื่อ
ข้าแต่พระบิดาเจ้า บางครั้งข้าพระองค์มีความสงสัย โปรดทรงช่วยเมื่อข้าพระองค์ต่อสู้เพื่อจะรู้สึกถึงการทรงอยู่ด้วยของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในทันใดนั้น บิดาของเด็กก็ร้องทูลว่า ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด [ มาระโก 9:24 ]
“ความเชื่อของลูกอยู่ที่ไหน แม้ลึกลงไป ณ ที่นั่น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่าและมืดมิด…ถ้ามีพระเจ้า ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วย”
ผู้ที่เขีย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.6 รักเพื่อนบ้านเหรอ? ต้องรักยังไง?</title>
      <itunes:episode>6</itunes:episode>
      <podcast:episode>6</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.6 รักเพื่อนบ้านเหรอ? ต้องรักยังไง?</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6c6169fc-c036-44a9-8fd1-83cb8cb15af4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/071c4f12</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง" พระเยซูบอกเราไว้แบบนั้น แต่ "รักเพื่อนบ้าน" ดูทำได้ยากจัง?!

เราเรียนรู้กันไปแล้วว่า "การรักตัวเอง" เป็นอย่างไรจาก Cross Love ตอนที่ 5 แล้วการที่เราจะไปรักเพื่อนบ้านต่อไปนั้น เราจะต้องเข้าใจและทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.6 "รักเพื่อนบ้านเหรอ? ต้องรักยังไง?"</p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง" พระเยซูบอกเราไว้แบบนั้น แต่ "รักเพื่อนบ้าน" ดูทำได้ยากจัง?!

เราเรียนรู้กันไปแล้วว่า "การรักตัวเอง" เป็นอย่างไรจาก Cross Love ตอนที่ 5 แล้วการที่เราจะไปรักเพื่อนบ้านต่อไปนั้น เราจะต้องเข้าใจและทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.6 "รักเพื่อนบ้านเหรอ? ต้องรักยังไง?"</p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 27 Feb 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/071c4f12/40f02759.mp3" length="19286354" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/-HEqcoCIgnahh1guykM3sFznRztVHcySZAm_-s-2xmw/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS80M2U2/OWJlN2Y1NGNhYTUx/NmVlOTljNDExYjMz/MTc1NC5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>799</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง" พระเยซูบอกเราไว้แบบนั้น แต่ "รักเพื่อนบ้าน" ดูทำได้ยากจัง?!

เราเรียนรู้กันไปแล้วว่า "การรักตัวเอง" เป็นอย่างไรจาก Cross Love ตอนที่ 5 แล้วการที่เราจะไปรักเพื่อนบ้านต่อไปนั้น เราจะต้องเข้าใจและทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.6 "รักเพื่อนบ้านเหรอ? ต้องรักยังไง?"
คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง" พระเยซูบอกเราไว้แบบนั้น แต่ "รักเพื่อนบ้าน" ดูทำได้ยากจัง?!

เราเรียนรู้กันไปแล้วว่า "การรักตัวเอง" เป็นอย่างไรจาก Cross Love ตอนที่ 5 แล้วการที่เราจะไปรักเพื่อนบ้านต่อไปนั้น เราจะต้องเข้าใจและทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เมื่อพระเยซูทรงหยุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เมื่อพระเยซูทรงหยุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7e9917ad-462d-4e4d-aeb9-90572eaee057</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2663a655</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเยซูทรงประทับยืนอยู่ สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ [ ลูกา 18:40 ]</p>
<p>หลายวันแล้วที่แมวป่วยตัวนั้นส่งเสียงร้องและซุกตัวอยู่ในกล่องใกล้ที่ทำงานของฉัน มันถูกทิ้งข้างถนนโดยคนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้สังเกตเห็น จนกระทั่งจุนคนกวาดถนนผ่านมาและนำมันกลับไปบ้านที่เขาอยู่กับสุนัขสองตัวซึ่งเคยเป็นสุนัขจรจัดมาก่อน</p>
<p>“ผมดูแลพวกมันเพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครสังเกตห็น” จุนกล่าว “ผมเห็นตัวเองในพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างไรไม่เคยมีใครสังเกตเห็นคนกวาดถนน”</p>
<p>เมื่อพระเยซูเสด็จผ่านเมืองเยรีโคระหว่างเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ข้างถนน เขารู้สึกไม่มีใครสังเกตเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ เมื่อฝูงชนเดินผ่านไปมาและทุกสายตาจับจ้องไปที่พระคริสต์ ไม่มีใครหยุดช่วยชายขอทานคนนั้น</p>
<p>ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ท่ามกลางเสียงฝูงชนที่อลหม่าน พระองค์ได้ยินเสียงร้องของชายผู้ถูกลืม พระคริสต์ตรัสถามว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” และทรงได้รับคำตอบจากใจว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ” (ลก.18:41-42)</p>
<p>บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเราใช่ไหม เสียงร้องไห้ของเราถูกกลบโดยคนที่ดูเหมือนจะสำคัญกว่าเราหรือเปล่า พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงสังเกตเห็นสิ่งที่โลกไม่สนใจจะเห็น จงร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์! ในขณะที่คนอื่นอาจเดินผ่านเราไป แต่พระองค์จะทรงหยุดเพื่อเรา</p>
<p><em>การได้รู้ว่าพระเยซูมองเห็นคุณ จะเปลี่ยนวิธีที่คุณมองตัวเองและมองชีวิตอย่างไร ใครรอบตัวคุณที่ต้องการเป็นที่สังเกตเห็น และคุณจะ “หยุด” ให้กำลังใจพวกเขาด้วยความรักของพระผู้ช่วยให้รอดอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสดับฟังเมื่อข้าพระองค์เรียกหาพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ทำตามชายตาบอดที่กลับมองเห็นได้คนนั้นและสรรเสริญพระองค์ตลอดชั่วชีวิตของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเยซูทรงประทับยืนอยู่ สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ [ ลูกา 18:40 ]</p>
<p>หลายวันแล้วที่แมวป่วยตัวนั้นส่งเสียงร้องและซุกตัวอยู่ในกล่องใกล้ที่ทำงานของฉัน มันถูกทิ้งข้างถนนโดยคนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้สังเกตเห็น จนกระทั่งจุนคนกวาดถนนผ่านมาและนำมันกลับไปบ้านที่เขาอยู่กับสุนัขสองตัวซึ่งเคยเป็นสุนัขจรจัดมาก่อน</p>
<p>“ผมดูแลพวกมันเพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครสังเกตห็น” จุนกล่าว “ผมเห็นตัวเองในพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างไรไม่เคยมีใครสังเกตเห็นคนกวาดถนน”</p>
<p>เมื่อพระเยซูเสด็จผ่านเมืองเยรีโคระหว่างเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ข้างถนน เขารู้สึกไม่มีใครสังเกตเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ เมื่อฝูงชนเดินผ่านไปมาและทุกสายตาจับจ้องไปที่พระคริสต์ ไม่มีใครหยุดช่วยชายขอทานคนนั้น</p>
<p>ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ท่ามกลางเสียงฝูงชนที่อลหม่าน พระองค์ได้ยินเสียงร้องของชายผู้ถูกลืม พระคริสต์ตรัสถามว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” และทรงได้รับคำตอบจากใจว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ” (ลก.18:41-42)</p>
<p>บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเราใช่ไหม เสียงร้องไห้ของเราถูกกลบโดยคนที่ดูเหมือนจะสำคัญกว่าเราหรือเปล่า พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงสังเกตเห็นสิ่งที่โลกไม่สนใจจะเห็น จงร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์! ในขณะที่คนอื่นอาจเดินผ่านเราไป แต่พระองค์จะทรงหยุดเพื่อเรา</p>
<p><em>การได้รู้ว่าพระเยซูมองเห็นคุณ จะเปลี่ยนวิธีที่คุณมองตัวเองและมองชีวิตอย่างไร ใครรอบตัวคุณที่ต้องการเป็นที่สังเกตเห็น และคุณจะ “หยุด” ให้กำลังใจพวกเขาด้วยความรักของพระผู้ช่วยให้รอดอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสดับฟังเมื่อข้าพระองค์เรียกหาพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ทำตามชายตาบอดที่กลับมองเห็นได้คนนั้นและสรรเสริญพระองค์ตลอดชั่วชีวิตของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 26 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2663a655/595d2d0d.mp3" length="12393907" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>775</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยซูทรงประทับยืนอยู่ สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ [ ลูกา 18:40 ]
หลายวันแล้วที่แมวป่วยตัวนั้นส่งเสียงร้องและซุกตัวอยู่ในกล่องใกล้ที่ทำงานของฉัน มันถูกทิ้งข้างถนนโดยคนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้สังเกตเห็น จนกระทั่งจุนคนกวาดถนนผ่านมาและนำมันกลับไปบ้านที่เขาอยู่กับสุนัขสองตัวซึ่งเคยเป็นสุนัขจรจัดมาก่อน
“ผมดูแลพวกมันเพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครสังเกตห็น” จุนกล่าว “ผมเห็นตัวเองในพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างไรไม่เคยมีใครสังเกตเห็นคนกวาดถนน”
เมื่อพระเยซูเสด็จผ่านเมืองเยรีโคระหว่างเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ข้างถนน เขารู้สึกไม่มีใครสังเกตเห็นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ เมื่อฝูงชนเดินผ่านไปมาและทุกสายตาจับจ้องไปที่พระคริสต์ ไม่มีใครหยุดช่วยชายขอทานคนนั้น
ไม่มีใครนอกจากพระเยซู ท่ามกลางเสียงฝูงชนที่อลหม่าน พระองค์ได้ยินเสียงร้องของชายผู้ถูกลืม พระคริสต์ตรัสถามว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” และทรงได้รับคำตอบจากใจว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ” (ลก.18:41-42)
บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเราใช่ไหม เสียงร้องไห้ของเราถูกกลบโดยคนที่ดูเหมือนจะสำคัญกว่าเราหรือเปล่า พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงสังเกตเห็นสิ่งที่โลกไม่สนใจจะเห็น จงร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์! ในขณะที่คนอื่นอาจเดินผ่านเราไป แต่พระองค์จะทรงหยุดเพื่อเรา
การได้รู้ว่าพระเยซูมองเห็นคุณ จะเปลี่ยนวิธีที่คุณมองตัวเองและมองชีวิตอย่างไร ใครรอบตัวคุณที่ต้องการเป็นที่สังเกตเห็น และคุณจะ “หยุด” ให้กำลังใจพวกเขาด้วยความรักของพระผู้ช่วยให้รอดอย่างไร
พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสดับฟังเมื่อข้าพระองค์เรียกหาพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ทำตามชายตาบอดที่กลับมองเห็นได้คนนั้นและสรรเสริญพระองค์ตลอดชั่วชีวิตของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยซูทรงประทับยืนอยู่ สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ [ ลูกา 18:40 ]
หลายวันแล้วที่แมวป่วยตัวนั้นส่งเสียงร้องและซุกตัวอยู่ในกล่องใกล้ที่ทำงานของฉัน มันถูกทิ้งข้างถนนโดยคนที่เดินผ่านไปมาไม่ได้สังเกตเห็น จนกระทั่งจุนคนกวาดถนนผ่านมาและนำมันกลับไปบ้านที่เขาอยู่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หลับสนิท</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หลับสนิท</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b9e947fb-14d3-4738-a701-43a212f3edb6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/00926cd5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]</p>
<p>ความทรงจำที่เลวร้ายและข้อความกล่าวโทษท่วมท้นความคิดของซัล เขาไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะความกลัวเต็มหัวใจและเหงื่อที่ท่วมตัว นี่เป็นคืนก่อนที่เขาจะรับบัพติศมา และเขาไม่อาจหยุดการโจมตีของความคิดด้านมืดได้ ซัลได้รับความรอดในพระเยซูและรู้ว่าบาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว แต่การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณยังดำเนินต่อไป จากนั้นภรรยาได้จับมือเขาไว้และอธิษฐาน ครู่ต่อมาสันติสุขเข้ามาแทนที่ความกลัวในใจของซัล เขาลุกขึ้นและเขียนถ้อยคำที่จะแบ่งปันก่อนรับบัพติศมาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน หลังจากนั้นเขาจึงนอนหลับสนิท</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดก็ทรงรู้ว่าค่ำคืนที่กระสับกระส่ายเป็นเช่นไร การหลบหนีจากอับซาโลมบุตรชายผู้ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ (2 ซมอ.15-17) พระองค์รู้ว่ามี “คนเป็นหมื่นๆซึ่งตั้งตนต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่รอบด้าน” (สดด.3:6) ดาวิดคร่ำครวญว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” (ข้อ 1) แม้ว่าไม่อาจเอาชนะความกลัวและความสงสัยได้ แต่พระองค์ร้องทูลพระเจ้าผู้ทรงเป็น “โล่” ของพระองค์ (ข้อ 3) ต่อมาพระองค์จึงพบว่าทรงสามารถ “นอนลงและหลับไป…เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)</p>
<p>เมื่อความกลัวและปัญหาครอบงำจิตใจของเรา และการพักผ่อนถูกแทนที่ด้วยความกระวนกระวายใจ เราจะพบความหวังได้เมื่อเราทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า แม้ว่าเราอาจไม่ได้หลับสนิทในทันทีเหมือนอย่างซัลกับดาวิด แต่เราสามารถ “เอนกายลงนอนหลับในความสันติ…[และ] อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (4:8) เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราและพระองค์จะทรงเป็นที่พักสงบของเรา</p>
<p><em>มีสิ่งใดที่หนักอยู่ในใจและในความคิดของคุณ การอธิษฐานมอบสิ่งเหล่านั้นต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงมีความหมายอย่างไรกับคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานความหวังและสันติสุขในยามเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]</p>
<p>ความทรงจำที่เลวร้ายและข้อความกล่าวโทษท่วมท้นความคิดของซัล เขาไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะความกลัวเต็มหัวใจและเหงื่อที่ท่วมตัว นี่เป็นคืนก่อนที่เขาจะรับบัพติศมา และเขาไม่อาจหยุดการโจมตีของความคิดด้านมืดได้ ซัลได้รับความรอดในพระเยซูและรู้ว่าบาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว แต่การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณยังดำเนินต่อไป จากนั้นภรรยาได้จับมือเขาไว้และอธิษฐาน ครู่ต่อมาสันติสุขเข้ามาแทนที่ความกลัวในใจของซัล เขาลุกขึ้นและเขียนถ้อยคำที่จะแบ่งปันก่อนรับบัพติศมาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน หลังจากนั้นเขาจึงนอนหลับสนิท</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดก็ทรงรู้ว่าค่ำคืนที่กระสับกระส่ายเป็นเช่นไร การหลบหนีจากอับซาโลมบุตรชายผู้ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ (2 ซมอ.15-17) พระองค์รู้ว่ามี “คนเป็นหมื่นๆซึ่งตั้งตนต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่รอบด้าน” (สดด.3:6) ดาวิดคร่ำครวญว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” (ข้อ 1) แม้ว่าไม่อาจเอาชนะความกลัวและความสงสัยได้ แต่พระองค์ร้องทูลพระเจ้าผู้ทรงเป็น “โล่” ของพระองค์ (ข้อ 3) ต่อมาพระองค์จึงพบว่าทรงสามารถ “นอนลงและหลับไป…เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)</p>
<p>เมื่อความกลัวและปัญหาครอบงำจิตใจของเรา และการพักผ่อนถูกแทนที่ด้วยความกระวนกระวายใจ เราจะพบความหวังได้เมื่อเราทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า แม้ว่าเราอาจไม่ได้หลับสนิทในทันทีเหมือนอย่างซัลกับดาวิด แต่เราสามารถ “เอนกายลงนอนหลับในความสันติ…[และ] อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (4:8) เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราและพระองค์จะทรงเป็นที่พักสงบของเรา</p>
<p><em>มีสิ่งใดที่หนักอยู่ในใจและในความคิดของคุณ การอธิษฐานมอบสิ่งเหล่านั้นต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงมีความหมายอย่างไรกับคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานความหวังและสันติสุขในยามเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 25 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00926cd5/0e24d3c5.mp3" length="11956282" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>748</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]
ความทรงจำที่เลวร้ายและข้อความกล่าวโทษท่วมท้นความคิดของซัล เขาไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะความกลัวเต็มหัวใจและเหงื่อที่ท่วมตัว นี่เป็นคืนก่อนที่เขาจะรับบัพติศมา และเขาไม่อาจหยุดการโจมตีของความคิดด้านมืดได้ ซัลได้รับความรอดในพระเยซูและรู้ว่าบาปของเขาได้รับการอภัยแล้ว แต่การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณยังดำเนินต่อไป จากนั้นภรรยาได้จับมือเขาไว้และอธิษฐาน ครู่ต่อมาสันติสุขเข้ามาแทนที่ความกลัวในใจของซัล เขาลุกขึ้นและเขียนถ้อยคำที่จะแบ่งปันก่อนรับบัพติศมาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน หลังจากนั้นเขาจึงนอนหลับสนิท
กษัตริย์ดาวิดก็ทรงรู้ว่าค่ำคืนที่กระสับกระส่ายเป็นเช่นไร การหลบหนีจากอับซาโลมบุตรชายผู้ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ (2 ซมอ.15-17) พระองค์รู้ว่ามี “คนเป็นหมื่นๆซึ่งตั้งตนต่อสู้ข้าพเจ้าอยู่รอบด้าน” (สดด.3:6) ดาวิดคร่ำครวญว่า “ศัตรูของข้าพระองค์ทวีมากขึ้นเหลือเกิน” (ข้อ 1) แม้ว่าไม่อาจเอาชนะความกลัวและความสงสัยได้ แต่พระองค์ร้องทูลพระเจ้าผู้ทรงเป็น “โล่” ของพระองค์ (ข้อ 3) ต่อมาพระองค์จึงพบว่าทรงสามารถ “นอนลงและหลับไป…เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า” (ข้อ 5)
เมื่อความกลัวและปัญหาครอบงำจิตใจของเรา และการพักผ่อนถูกแทนที่ด้วยความกระวนกระวายใจ เราจะพบความหวังได้เมื่อเราทูลอธิษฐานต่อพระเจ้า แม้ว่าเราอาจไม่ได้หลับสนิทในทันทีเหมือนอย่างซัลกับดาวิด แต่เราสามารถ “เอนกายลงนอนหลับในความสันติ…[และ] อาศัยอยู่อย่างปลอดภัย” (4:8) เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราและพระองค์จะทรงเป็นที่พักสงบของเรา
มีสิ่งใดที่หนักอยู่ในใจและในความคิดของคุณ การอธิษฐานมอบสิ่งเหล่านั้นต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงมีความหมายอย่างไรกับคุณ
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ประทานความหวังและสันติสุขในยามเมื่อข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้านอนลงและหลับไป ข้าพเจ้ากลับตื่นขึ้น เพราะพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ข้าพเจ้า [ สดุดี 3:5 ]
ความทรงจำที่เลวร้ายและข้อความกล่าวโทษท่วมท้นความคิดของซัล เขาไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะความกลัวเต็มหัวใจและเหงื่อที่ท่วมตัว นี่เป็นคืนก่อนที่เขาจะรับบัพติศมา และเขาไม่อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่ใช่โชค แต่พระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่ใช่โชค แต่พระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">26116032-a96c-4b4f-b743-147de8786b9c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2b7e9c63</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์ [ โคโลสี 1:17 ]</p>
<p>นิตยสาร ดิสคัพเวอร์ เสนอว่าในจักรวาลมีดาวเคราะห์ประมาณ 700 ล้านล้านล้านดวง (7 ตามด้วยศูนย์ 20 ตัว) แต่มีดวงเดียวที่เป็นแบบโลกมนุษย์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีริค แซคคริสสันกล่าวว่า หนึ่งในคุณสมบัติของดาวเคราะห์ที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต คือ การโคจรในเขตที่ “เอื้อต่อการอยู่อาศัย” ซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมและมีแหล่งน้ำ จากดาวเคราะห์กว่า 700 ล้านล้านล้านดวง โลกดูเหมือนจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสภาวะที่เหมาะสม แซคคริสสันสรุปว่าโดยทางใดทางหนึ่งนั้น โลกได้รับการจัดการแบบ “ค่อนข้างมีโชค”</p>
<p>เปาโลยืนยันกับผู้เชื่อชาวโคโลสีว่า จักรวาลดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะราชกิจของพระเยซู อัครทูตนำเสนอพระคริสต์ในฐานะผู้สร้างโลก “เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น” (คส.1:16) พระเยซูไม่เพียงเป็นผู้สร้างโลกที่กอปรด้วยฤทธิ์อำนาจ แต่เปาโลกล่าวว่า “สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (ข้อ 17) คือโลกที่ไม่ร้อนเกินไปและไม่เย็นเกินไป แต่เป็นโลกที่พอเหมาะพอดีสำหรับมนุษย์ในการดำรงชีพ สิ่งใดที่พระเยซูทรงสร้าง พระองค์ทรงค้ำจุนไว้ด้วยพระปัญญาอันสมบูรณ์และฤทธานุภาพที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์</p>
<p>ขณะที่เรามีส่วนและเพลิดเพลินกับความงดงามของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ขอให้เราตั้งใจที่จะไม่บอกว่านี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะพระองค์ผู้นั้นผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยวัตถุประสงค์ ทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง ทรงฤทธานุภาพและกอปรด้วยความรัก ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วย “ความบริบูรณ์ทั้งสิ้น[ของพระเจ้า]” (ข้อ 19 TNCV)</p>
<p><em>การที่คุณรู้ว่าพระเยซูทรงควบคุมโลกธรรมชาติและโลกส่วนตัวของคุณมีความหมายอย่างไรกับคุณ วันนี้คุณจะแสดงให้เห็นว่าคุณพึ่งพาพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่พระองค์ได้ทรงสร้างและค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอย่างสง่างามและมีวัตถุประสงค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์ [ โคโลสี 1:17 ]</p>
<p>นิตยสาร ดิสคัพเวอร์ เสนอว่าในจักรวาลมีดาวเคราะห์ประมาณ 700 ล้านล้านล้านดวง (7 ตามด้วยศูนย์ 20 ตัว) แต่มีดวงเดียวที่เป็นแบบโลกมนุษย์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีริค แซคคริสสันกล่าวว่า หนึ่งในคุณสมบัติของดาวเคราะห์ที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต คือ การโคจรในเขตที่ “เอื้อต่อการอยู่อาศัย” ซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมและมีแหล่งน้ำ จากดาวเคราะห์กว่า 700 ล้านล้านล้านดวง โลกดูเหมือนจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสภาวะที่เหมาะสม แซคคริสสันสรุปว่าโดยทางใดทางหนึ่งนั้น โลกได้รับการจัดการแบบ “ค่อนข้างมีโชค”</p>
<p>เปาโลยืนยันกับผู้เชื่อชาวโคโลสีว่า จักรวาลดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะราชกิจของพระเยซู อัครทูตนำเสนอพระคริสต์ในฐานะผู้สร้างโลก “เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น” (คส.1:16) พระเยซูไม่เพียงเป็นผู้สร้างโลกที่กอปรด้วยฤทธิ์อำนาจ แต่เปาโลกล่าวว่า “สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (ข้อ 17) คือโลกที่ไม่ร้อนเกินไปและไม่เย็นเกินไป แต่เป็นโลกที่พอเหมาะพอดีสำหรับมนุษย์ในการดำรงชีพ สิ่งใดที่พระเยซูทรงสร้าง พระองค์ทรงค้ำจุนไว้ด้วยพระปัญญาอันสมบูรณ์และฤทธานุภาพที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์</p>
<p>ขณะที่เรามีส่วนและเพลิดเพลินกับความงดงามของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ขอให้เราตั้งใจที่จะไม่บอกว่านี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะพระองค์ผู้นั้นผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยวัตถุประสงค์ ทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง ทรงฤทธานุภาพและกอปรด้วยความรัก ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วย “ความบริบูรณ์ทั้งสิ้น[ของพระเจ้า]” (ข้อ 19 TNCV)</p>
<p><em>การที่คุณรู้ว่าพระเยซูทรงควบคุมโลกธรรมชาติและโลกส่วนตัวของคุณมีความหมายอย่างไรกับคุณ วันนี้คุณจะแสดงให้เห็นว่าคุณพึ่งพาพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่พระองค์ได้ทรงสร้างและค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอย่างสง่างามและมีวัตถุประสงค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 24 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2b7e9c63/e6a38e31.mp3" length="12317844" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>770</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์ [ โคโลสี 1:17 ]
นิตยสาร ดิสคัพเวอร์ เสนอว่าในจักรวาลมีดาวเคราะห์ประมาณ 700 ล้านล้านล้านดวง (7 ตามด้วยศูนย์ 20 ตัว) แต่มีดวงเดียวที่เป็นแบบโลกมนุษย์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีริค แซคคริสสันกล่าวว่า หนึ่งในคุณสมบัติของดาวเคราะห์ที่เกื้อหนุนการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต คือ การโคจรในเขตที่ “เอื้อต่อการอยู่อาศัย” ซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมและมีแหล่งน้ำ จากดาวเคราะห์กว่า 700 ล้านล้านล้านดวง โลกดูเหมือนจะเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสภาวะที่เหมาะสม แซคคริสสันสรุปว่าโดยทางใดทางหนึ่งนั้น โลกได้รับการจัดการแบบ “ค่อนข้างมีโชค”
เปาโลยืนยันกับผู้เชื่อชาวโคโลสีว่า จักรวาลดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะราชกิจของพระเยซู อัครทูตนำเสนอพระคริสต์ในฐานะผู้สร้างโลก “เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น” (คส.1:16) พระเยซูไม่เพียงเป็นผู้สร้างโลกที่กอปรด้วยฤทธิ์อำนาจ แต่เปาโลกล่าวว่า “สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์” (ข้อ 17) คือโลกที่ไม่ร้อนเกินไปและไม่เย็นเกินไป แต่เป็นโลกที่พอเหมาะพอดีสำหรับมนุษย์ในการดำรงชีพ สิ่งใดที่พระเยซูทรงสร้าง พระองค์ทรงค้ำจุนไว้ด้วยพระปัญญาอันสมบูรณ์และฤทธานุภาพที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์
ขณะที่เรามีส่วนและเพลิดเพลินกับความงดงามของสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้น ขอให้เราตั้งใจที่จะไม่บอกว่านี่เป็นเหตุบังเอิญหรือเพราะเทพีแห่งโชค แต่เป็นเพราะพระองค์ผู้นั้นผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยวัตถุประสงค์ ทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง ทรงฤทธานุภาพและกอปรด้วยความรัก ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วย “ความบริบูรณ์ทั้งสิ้น[ของพระเจ้า]” (ข้อ 19 TNCV)
การที่คุณรู้ว่าพระเยซูทรงควบคุมโลกธรรมชาติและโลกส่วนตัวของคุณมีความหมายอย่างไรกับคุณ วันนี้คุณจะแสดงให้เห็นว่าคุณพึ่งพาพระองค์อย่างไร
พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่พระองค์ได้ทรงสร้างและค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอย่างสง่างามและมีวัตถุประสงค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์ [ โคโลสี 1:17 ]
นิตยสาร ดิสคัพเวอร์ เสนอว่าในจักรวาลมีดาวเคราะห์ประมาณ 700 ล้านล้านล้านดวง (7 ตามด้วยศูนย์ 20 ตัว) แต่มีดวงเดียวที่เป็นแบบโลกมนุษย์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีริค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รวมกันดีกว่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รวมกันดีกว่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">382c272c-4d8e-44f7-b3c3-6f3143c424aa</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3a7cf750</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>สองคนดีกว่าคนเดียว...ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:9-10 ]</p>
<p>ซอเรน ซอลเกียใช้เวลาหลายปีในการถ่ายภาพนกสตาร์ลิ่ง(วงศ์นกขนาดเล็ก มีหลายสายพันธุ์) และปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของพวกมัน นั่นคือการบินรวมฝูงของสตาร์ลิ่งนับแสนตัวที่เคลื่อนที่อย่างลื่นไหลบนท้องฟ้า การชมสิ่งมหัศจรรย์นี้เปรียบเสมือนการนั่งอยู่ใต้คลื่นที่หมุนวนหรือภายใต้พู่กันสีเข้มขนาดใหญ่ที่ตวัดอย่างลื่นไหลเป็นลวดลายละลานตาบนฟ้า ในประเทศเดนมาร์กพวกเขาเรียกปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้ว่า ดวงอาทิตย์สีดำ (Black Sun ซึ่งเป็นชื่อหนังสือภาพถ่ายอันน่าทึ่งของซอลเกีย) สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีที่ฝูงนกบินโดยใช้สัญชาตญาณตามเพื่อนตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดไป พวกมันบินใกล้กันมากจนหากตัวใดพลาดจังหวะ ทั้งหมดจะต้องเจอหายนะครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามนกสตาร์ลิ่งใช้การบินรวมฝูงเพื่อปกป้องกันและกัน เมื่อเหยี่ยวโฉบลงมา สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นขบวนที่แน่นหนาและเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่ม โดยไล่ต้อนผู้ล่าซึ่งปกติแล้วจะจู่โจมพวกมันได้อย่างง่ายดายหากพวกมันอยู่ตามลำพัง</p>
<p>เราอยู่รวมกันดีกว่าอยู่คนเดียว ปัญญาจารย์กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว…ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น…อนึ่ง ถ้าสองคนนอนอยู่ด้วยกัน เขาก็อบอุ่น” (4:9-11) การอยู่คนเดียว ทำให้เราโดดเดี่ยวและเป็นเหยื่อได้ง่าย เราจะตกเป็นเป้าโจมตีโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการปกป้องจากผู้อื่น</p>
<p>แต่หากมีมิตรสหายเราต่างก็ได้ให้และรับความช่วยเหลือจากกันและกัน ปัญญาจารย์​กล่าว​ว่า “แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) เราอยู่รวมกันดีกว่าตามที่พระเจ้าทรงนำเรา</p>
<p><em>คุณมีความเปราะบางมากขึ้นอย่างไรเมื่อต้องแยกจากคนอื่น คุณจะเข้าใกล้คนอื่นมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะอยู่ในชุมชนและแผ่ขยายความรักของพระองค์ออกไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>สองคนดีกว่าคนเดียว...ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:9-10 ]</p>
<p>ซอเรน ซอลเกียใช้เวลาหลายปีในการถ่ายภาพนกสตาร์ลิ่ง(วงศ์นกขนาดเล็ก มีหลายสายพันธุ์) และปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของพวกมัน นั่นคือการบินรวมฝูงของสตาร์ลิ่งนับแสนตัวที่เคลื่อนที่อย่างลื่นไหลบนท้องฟ้า การชมสิ่งมหัศจรรย์นี้เปรียบเสมือนการนั่งอยู่ใต้คลื่นที่หมุนวนหรือภายใต้พู่กันสีเข้มขนาดใหญ่ที่ตวัดอย่างลื่นไหลเป็นลวดลายละลานตาบนฟ้า ในประเทศเดนมาร์กพวกเขาเรียกปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้ว่า ดวงอาทิตย์สีดำ (Black Sun ซึ่งเป็นชื่อหนังสือภาพถ่ายอันน่าทึ่งของซอลเกีย) สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีที่ฝูงนกบินโดยใช้สัญชาตญาณตามเพื่อนตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดไป พวกมันบินใกล้กันมากจนหากตัวใดพลาดจังหวะ ทั้งหมดจะต้องเจอหายนะครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามนกสตาร์ลิ่งใช้การบินรวมฝูงเพื่อปกป้องกันและกัน เมื่อเหยี่ยวโฉบลงมา สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นขบวนที่แน่นหนาและเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่ม โดยไล่ต้อนผู้ล่าซึ่งปกติแล้วจะจู่โจมพวกมันได้อย่างง่ายดายหากพวกมันอยู่ตามลำพัง</p>
<p>เราอยู่รวมกันดีกว่าอยู่คนเดียว ปัญญาจารย์กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว…ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น…อนึ่ง ถ้าสองคนนอนอยู่ด้วยกัน เขาก็อบอุ่น” (4:9-11) การอยู่คนเดียว ทำให้เราโดดเดี่ยวและเป็นเหยื่อได้ง่าย เราจะตกเป็นเป้าโจมตีโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการปกป้องจากผู้อื่น</p>
<p>แต่หากมีมิตรสหายเราต่างก็ได้ให้และรับความช่วยเหลือจากกันและกัน ปัญญาจารย์​กล่าว​ว่า “แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) เราอยู่รวมกันดีกว่าตามที่พระเจ้าทรงนำเรา</p>
<p><em>คุณมีความเปราะบางมากขึ้นอย่างไรเมื่อต้องแยกจากคนอื่น คุณจะเข้าใกล้คนอื่นมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะอยู่ในชุมชนและแผ่ขยายความรักของพระองค์ออกไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 23 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3a7cf750/e27eb063.mp3" length="11078157" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>693</itunes:duration>
      <itunes:summary>สองคนดีกว่าคนเดียว...ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:9-10 ]
ซอเรน ซอลเกียใช้เวลาหลายปีในการถ่ายภาพนกสตาร์ลิ่ง(วงศ์นกขนาดเล็ก มีหลายสายพันธุ์) และปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของพวกมัน นั่นคือการบินรวมฝูงของสตาร์ลิ่งนับแสนตัวที่เคลื่อนที่อย่างลื่นไหลบนท้องฟ้า การชมสิ่งมหัศจรรย์นี้เปรียบเสมือนการนั่งอยู่ใต้คลื่นที่หมุนวนหรือภายใต้พู่กันสีเข้มขนาดใหญ่ที่ตวัดอย่างลื่นไหลเป็นลวดลายละลานตาบนฟ้า ในประเทศเดนมาร์กพวกเขาเรียกปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนี้ว่า ดวงอาทิตย์สีดำ (Black Sun ซึ่งเป็นชื่อหนังสือภาพถ่ายอันน่าทึ่งของซอลเกีย) สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือวิธีที่ฝูงนกบินโดยใช้สัญชาตญาณตามเพื่อนตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดไป พวกมันบินใกล้กันมากจนหากตัวใดพลาดจังหวะ ทั้งหมดจะต้องเจอหายนะครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามนกสตาร์ลิ่งใช้การบินรวมฝูงเพื่อปกป้องกันและกัน เมื่อเหยี่ยวโฉบลงมา สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นขบวนที่แน่นหนาและเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่ม โดยไล่ต้อนผู้ล่าซึ่งปกติแล้วจะจู่โจมพวกมันได้อย่างง่ายดายหากพวกมันอยู่ตามลำพัง
เราอยู่รวมกันดีกว่าอยู่คนเดียว ปัญญาจารย์กล่าวว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว…ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น…อนึ่ง ถ้าสองคนนอนอยู่ด้วยกัน เขาก็อบอุ่น” (4:9-11) การอยู่คนเดียว ทำให้เราโดดเดี่ยวและเป็นเหยื่อได้ง่าย เราจะตกเป็นเป้าโจมตีโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการปกป้องจากผู้อื่น
แต่หากมีมิตรสหายเราต่างก็ได้ให้และรับความช่วยเหลือจากกันและกัน ปัญญาจารย์​กล่าว​ว่า “แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12) เราอยู่รวมกันดีกว่าตามที่พระเจ้าทรงนำเรา
คุณมีความเปราะบางมากขึ้นอย่างไรเมื่อต้องแยกจากคนอื่น คุณจะเข้าใกล้คนอื่นมากขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะอยู่ในชุมชนและแผ่ขยายความรักของพระองค์ออกไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สองคนดีกว่าคนเดียว...ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น [ ปัญญาจารย์ 4:9-10 ]
ซอเรน ซอลเกียใช้เวลาหลายปีในการถ่ายภาพนกสตาร์ลิ่ง(วงศ์นกขนาดเล็ก มีหลายสายพันธุ์) และปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของพวกมัน นั่นคือการบินรวมฝูงของสตาร์ลิ่งน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต้อนรับคนแปลกหน้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ต้อนรับคนแปลกหน้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fa931905-950f-439b-afd1-0e1b348cb863</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ae16ac54</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]</p>
<p>ในหนังสือชื่อเรื่องเศร้าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ความจริง แดเนียล นาเยรีเล่าถึงการเดินทางอันน่าสะเทือนใจของเขากับแม่และน้องสาวจากการข่มเหงทารุณผ่านค่ายผู้ลี้ภัยจนกระทั่งปลอดภัยในสหรัฐอเมริกา สามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งตกลงที่จะอุปการะพวกเขาแม้ทั้งคู่จะไม่รู้จักพวกเขาเลยก็ตาม หลายปีต่อมาแดเนียลยังคงไม่อาจลืมได้ เขาเขียนว่า “คุณเชื่อไหม พวกเขาทำอย่างนั้นโดยไม่เคยพบเราด้วยซ้ำ และถ้าเรากลายเป็นผู้ร้าย พวกเขาคงจะเสียหาย นั่นแทบจะเป็นความกล้าหาญ ความกรุณาและบ้าบิ่นอย่างที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะมีใครเป็นได้”</p>
<p>กระนั้นก็ตามพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราห่วงใยผู้อื่นในระดับนั้น พระองค์ตรัสกับคนอิสราเอลให้มีใจกรุณาต่อคนต่างด้าว “จงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ลนต.19:34) พระองค์ทรงเตือนคนต่างชาติที่เชื่อในพระเยซูซึ่งก็คือพวกเราจำนวนมาก ว่าครั้งหนึ่งเรา “แยกจากพระคริสต์…และเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) พระองค์จึงทรงบัญชาเราทุกคนที่เคยเป็นคนต่างด้าว ทั้งคนยิวและคนต่างชาติว่า “อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า” (ฮบ.13:2)</p>
<p>เวลานี้แดเนียลเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เขากล่าวยกย่องจิมและจีน ดอว์สัน “ผู้เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง เพราะว่าพวกเขาได้ให้ครอบครัวผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ด้วยจนกว่าคนเหล่านั้นจะหาบ้านได้”</p>
<p>พระเจ้าทรงต้อนรับคนแปลกหน้าและทรงปรารถนาให้เราต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>ใครเป็นคนนอกในแวดวงของคุณ คุณจะออกไปและต้อนรับพวกเขาเข้ามาในพื้นที่ของคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอโปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นคนแปลกหน้าที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์รักพวกเขา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]</p>
<p>ในหนังสือชื่อเรื่องเศร้าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ความจริง แดเนียล นาเยรีเล่าถึงการเดินทางอันน่าสะเทือนใจของเขากับแม่และน้องสาวจากการข่มเหงทารุณผ่านค่ายผู้ลี้ภัยจนกระทั่งปลอดภัยในสหรัฐอเมริกา สามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งตกลงที่จะอุปการะพวกเขาแม้ทั้งคู่จะไม่รู้จักพวกเขาเลยก็ตาม หลายปีต่อมาแดเนียลยังคงไม่อาจลืมได้ เขาเขียนว่า “คุณเชื่อไหม พวกเขาทำอย่างนั้นโดยไม่เคยพบเราด้วยซ้ำ และถ้าเรากลายเป็นผู้ร้าย พวกเขาคงจะเสียหาย นั่นแทบจะเป็นความกล้าหาญ ความกรุณาและบ้าบิ่นอย่างที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะมีใครเป็นได้”</p>
<p>กระนั้นก็ตามพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราห่วงใยผู้อื่นในระดับนั้น พระองค์ตรัสกับคนอิสราเอลให้มีใจกรุณาต่อคนต่างด้าว “จงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ลนต.19:34) พระองค์ทรงเตือนคนต่างชาติที่เชื่อในพระเยซูซึ่งก็คือพวกเราจำนวนมาก ว่าครั้งหนึ่งเรา “แยกจากพระคริสต์…และเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) พระองค์จึงทรงบัญชาเราทุกคนที่เคยเป็นคนต่างด้าว ทั้งคนยิวและคนต่างชาติว่า “อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า” (ฮบ.13:2)</p>
<p>เวลานี้แดเนียลเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เขากล่าวยกย่องจิมและจีน ดอว์สัน “ผู้เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง เพราะว่าพวกเขาได้ให้ครอบครัวผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ด้วยจนกว่าคนเหล่านั้นจะหาบ้านได้”</p>
<p>พระเจ้าทรงต้อนรับคนแปลกหน้าและทรงปรารถนาให้เราต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>ใครเป็นคนนอกในแวดวงของคุณ คุณจะออกไปและต้อนรับพวกเขาเข้ามาในพื้นที่ของคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอโปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นคนแปลกหน้าที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์รักพวกเขา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 22 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ae16ac54/27b5864a.mp3" length="11913668" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>745</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]
ในหนังสือชื่อเรื่องเศร้าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ความจริง แดเนียล นาเยรีเล่าถึงการเดินทางอันน่าสะเทือนใจของเขากับแม่และน้องสาวจากการข่มเหงทารุณผ่านค่ายผู้ลี้ภัยจนกระทั่งปลอดภัยในสหรัฐอเมริกา สามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งตกลงที่จะอุปการะพวกเขาแม้ทั้งคู่จะไม่รู้จักพวกเขาเลยก็ตาม หลายปีต่อมาแดเนียลยังคงไม่อาจลืมได้ เขาเขียนว่า “คุณเชื่อไหม พวกเขาทำอย่างนั้นโดยไม่เคยพบเราด้วยซ้ำ และถ้าเรากลายเป็นผู้ร้าย พวกเขาคงจะเสียหาย นั่นแทบจะเป็นความกล้าหาญ ความกรุณาและบ้าบิ่นอย่างที่สุดเท่าที่ผมคิดว่าจะมีใครเป็นได้”
กระนั้นก็ตามพระเจ้าทรงปรารถนาให้เราห่วงใยผู้อื่นในระดับนั้น พระองค์ตรัสกับคนอิสราเอลให้มีใจกรุณาต่อคนต่างด้าว “จงรักเขาเหมือนกับรักตัวเอง เพราะว่าเจ้าเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ลนต.19:34) พระองค์ทรงเตือนคนต่างชาติที่เชื่อในพระเยซูซึ่งก็คือพวกเราจำนวนมาก ว่าครั้งหนึ่งเรา “แยกจากพระคริสต์…และเป็นคนต่างด้าวอยู่นอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวังและอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12 TNCV) พระองค์จึงทรงบัญชาเราทุกคนที่เคยเป็นคนต่างด้าว ทั้งคนยิวและคนต่างชาติว่า “อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า” (ฮบ.13:2)
เวลานี้แดเนียลเป็นผู้ใหญ่และมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เขากล่าวยกย่องจิมและจีน ดอว์สัน “ผู้เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริง เพราะว่าพวกเขาได้ให้ครอบครัวผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ด้วยจนกว่าคนเหล่านั้นจะหาบ้านได้”
พระเจ้าทรงต้อนรับคนแปลกหน้าและทรงปรารถนาให้เราต้อนรับพวกเขาด้วยเช่นกัน
ใครเป็นคนนอกในแวดวงของคุณ คุณจะออกไปและต้อนรับพวกเขาเข้ามาในพื้นที่ของคุณอย่างไร
พระเยซูเจ้า ขอโปรดทรงสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นคนแปลกหน้าที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์รักพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า [ เอเฟซัส 2:19 ]
ในหนังสือชื่อเรื่องเศร้าทุกอย่างนั้นไม่ใช่ความจริง แดเนียล นาเยรีเล่าถึงการเดินทางอันน่าสะเทือนใจของเขากับแม่และน้องสาวจากการข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เดินในรองเท้าของพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เดินในรองเท้าของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">62ddbd56-a41a-4dc5-a6ea-ff5858ca6fb1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/54749e53</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงสวมใจเมตตา [ โคโลสี 3:12 ]</p>
<p>การได้เดินในรองเท้าของกษัตริย์จะรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ แองเจล่า เคลลี่ซึ่งเป็นพยาบาลและเป็นลูกสาวของคนงานท่าเรือ เธอยังเป็นพนักงานฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธผู้ล่วงลับในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของพระองค์ ความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของเธอคือการสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ของพระราชินีผู้ชราแล้ว และเดินไปรอบๆบริเวณพระราชวัง เหตุผลในเรื่องนี้คือการมีใจเมตตาต่อพระราชินีที่ทรงชราแล้ว ซึ่งบางครั้งต้องยืนเป็นเวลานานในงานพระราชพิธี เพราะทั้งสองสวมรองเท้าขนาดเดียวกัน เคลลี่จึงช่วยพระองค์ได้บ้างจากความไม่สะดวกสบายเหล่านั้น</p>
<p>ความรู้สึกส่วนตัวของเคลลี่ในการดูแลพระราชินีทำให้ผมนึกถึงการหนุนใจอันอบอุ่นของเปาโลต่อคริสตจักรในเมืองโคโลสี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อชีวิตของเรา “ก่อร่างสร้างขึ้นใน” พระเยซู (2:7) เราก็จะเป็น “พวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก” (3:12) พระองค์ทรงช่วยเรา “ปลดวิสัยมนุษย์เก่า” และ “สวมวิสัยมนุษย์ใหม่” (ข้อ 9-10) คือที่จะดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ของคนที่มีความรักและยกโทษให้ผู้อื่น เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงรักและยกโทษให้กับเรา (ข้อ 13-14)</p>
<p>รอบตัวเราคือผู้ที่ต้องการให้เรามอบความใส่ใจโดย “เดินในรองเท้าของพวกเขา” และมีใจเมตตาต่อพวกเขาในความท้าทายแต่ละวันของชีวิต เมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็ได้สวมรองเท้าขององค์กษัตริย์ คือพระเยซูผู้ทรงมีพระเมตตาเราเสมอ</p>
<p><em>พระเจ้าทรงพระเมตตาต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะสำแดงความรักของพระองค์กับใครได้บ้าง</em></p>
<p>ขอบพระคุณพระเยซู ในการอภัยและความรักที่พระองค์ประทานให้ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะรับเอาไว้และส่งต่อออกไปเช่นกัน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงสวมใจเมตตา [ โคโลสี 3:12 ]</p>
<p>การได้เดินในรองเท้าของกษัตริย์จะรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ แองเจล่า เคลลี่ซึ่งเป็นพยาบาลและเป็นลูกสาวของคนงานท่าเรือ เธอยังเป็นพนักงานฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธผู้ล่วงลับในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของพระองค์ ความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของเธอคือการสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ของพระราชินีผู้ชราแล้ว และเดินไปรอบๆบริเวณพระราชวัง เหตุผลในเรื่องนี้คือการมีใจเมตตาต่อพระราชินีที่ทรงชราแล้ว ซึ่งบางครั้งต้องยืนเป็นเวลานานในงานพระราชพิธี เพราะทั้งสองสวมรองเท้าขนาดเดียวกัน เคลลี่จึงช่วยพระองค์ได้บ้างจากความไม่สะดวกสบายเหล่านั้น</p>
<p>ความรู้สึกส่วนตัวของเคลลี่ในการดูแลพระราชินีทำให้ผมนึกถึงการหนุนใจอันอบอุ่นของเปาโลต่อคริสตจักรในเมืองโคโลสี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อชีวิตของเรา “ก่อร่างสร้างขึ้นใน” พระเยซู (2:7) เราก็จะเป็น “พวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก” (3:12) พระองค์ทรงช่วยเรา “ปลดวิสัยมนุษย์เก่า” และ “สวมวิสัยมนุษย์ใหม่” (ข้อ 9-10) คือที่จะดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ของคนที่มีความรักและยกโทษให้ผู้อื่น เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงรักและยกโทษให้กับเรา (ข้อ 13-14)</p>
<p>รอบตัวเราคือผู้ที่ต้องการให้เรามอบความใส่ใจโดย “เดินในรองเท้าของพวกเขา” และมีใจเมตตาต่อพวกเขาในความท้าทายแต่ละวันของชีวิต เมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็ได้สวมรองเท้าขององค์กษัตริย์ คือพระเยซูผู้ทรงมีพระเมตตาเราเสมอ</p>
<p><em>พระเจ้าทรงพระเมตตาต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะสำแดงความรักของพระองค์กับใครได้บ้าง</em></p>
<p>ขอบพระคุณพระเยซู ในการอภัยและความรักที่พระองค์ประทานให้ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะรับเอาไว้และส่งต่อออกไปเช่นกัน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 21 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/54749e53/ab1a7e09.mp3" length="11704282" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงสวมใจเมตตา [ โคโลสี 3:12 ]
การได้เดินในรองเท้าของกษัตริย์จะรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ แองเจล่า เคลลี่ซึ่งเป็นพยาบาลและเป็นลูกสาวของคนงานท่าเรือ เธอยังเป็นพนักงานฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธผู้ล่วงลับในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของพระองค์ ความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของเธอคือการสวมใส่รองเท้าคู่ใหม่ของพระราชินีผู้ชราแล้ว และเดินไปรอบๆบริเวณพระราชวัง เหตุผลในเรื่องนี้คือการมีใจเมตตาต่อพระราชินีที่ทรงชราแล้ว ซึ่งบางครั้งต้องยืนเป็นเวลานานในงานพระราชพิธี เพราะทั้งสองสวมรองเท้าขนาดเดียวกัน เคลลี่จึงช่วยพระองค์ได้บ้างจากความไม่สะดวกสบายเหล่านั้น
ความรู้สึกส่วนตัวของเคลลี่ในการดูแลพระราชินีทำให้ผมนึกถึงการหนุนใจอันอบอุ่นของเปาโลต่อคริสตจักรในเมืองโคโลสี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี) “จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12) เมื่อชีวิตของเรา “ก่อร่างสร้างขึ้นใน” พระเยซู (2:7) เราก็จะเป็น “พวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก” (3:12) พระองค์ทรงช่วยเรา “ปลดวิสัยมนุษย์เก่า” และ “สวมวิสัยมนุษย์ใหม่” (ข้อ 9-10) คือที่จะดำเนินชีวิตตามอัตลักษณ์ของคนที่มีความรักและยกโทษให้ผู้อื่น เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงรักและยกโทษให้กับเรา (ข้อ 13-14)
รอบตัวเราคือผู้ที่ต้องการให้เรามอบความใส่ใจโดย “เดินในรองเท้าของพวกเขา” และมีใจเมตตาต่อพวกเขาในความท้าทายแต่ละวันของชีวิต เมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็ได้สวมรองเท้าขององค์กษัตริย์ คือพระเยซูผู้ทรงมีพระเมตตาเราเสมอ
พระเจ้าทรงพระเมตตาต่อคุณอย่างไร วันนี้คุณจะสำแดงความรักของพระองค์กับใครได้บ้าง
ขอบพระคุณพระเยซู ในการอภัยและความรักที่พระองค์ประทานให้ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะรับเอาไว้และส่งต่อออกไปเช่นกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงสวมใจเมตตา [ โคโลสี 3:12 ]
การได้เดินในรองเท้าของกษัตริย์จะรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ แองเจล่า เคลลี่ซึ่งเป็นพยาบาลและเป็นลูกสาวของคนงานท่าเรือ เธอยังเป็นพนักงานฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธผู้ล่วงลับในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของพระองค์ ความรับผิดชอบอย่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประตูที่เปิดของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประตูที่เปิดของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c2510e30-651e-406e-8076-defe56c2c2d5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f0c4b481</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า [ วิวรณ์ 3:8 ]</p>
<p>ที่โรงเรียนใหม่ของฉันซึ่งอยู่ใกล้เมืองใหญ่ ครูที่ปรึกษามองมาที่ฉันเพียงครั้งเดียวและจัดให้ฉันอยู่ในห้องเรียนที่คะแนนต่ำสุดของวิชาการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ฉันมาจากโรงเรียนเขตเมืองชั้นในด้วยคะแนนสอบที่โดดเด่น เกรดดีเยี่ยม อีกทั้งงานเขียนของฉันได้รับรางวัลดีเด่น แต่ประตูสู่ชั้นเรียนการเขียนที่ “ดีที่สุด” ในโรงเรียนใหม่ได้ถูกปิดแล้วสำหรับฉัน เมื่อครูที่ปรึกษาตัดสินว่าฉันไม่เหมาะสมหรือไม่พร้อม</p>
<p>คริสตจักรเมืองฟีลาเดลเฟียในอดีตคงจะเข้าใจการหยุดยั้งความก้าวหน้าแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ มีคริสตจักรเล็กและยากจนแห่งหนึ่งอยู่ในเมืองที่เพิ่งประสบกับแผ่นดินไหวเมื่อไม่กี่ปีก่อนซึ่งได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการต่อต้านของซาตาน (วว.3:9) คริสตจักรที่ถูกมองข้ามเช่นนี้ยังมี “กำลังเพียงเล็กน้อย” ดังที่พระเยซูผู้ฟื้นคืนพระชนม์ได้ตรัสว่า “แต่กระนั้นเจ้าก็ได้ประพฤติตามคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา” (ข้อ 8) โดยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงตั้ง “ประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครปิดได้” (ข้อ 8) อันที่จริงนั้น “สิ่งที่พระองค์ทรงเปิดแล้วไม่มีใครปิดได้ และสิ่งที่พระองค์ทรงปิดแล้วไม่มีใครเปิดได้” (ข้อ 7 TNCV)</p>
<p>นี่เป็นความจริงในการพยายามทำพันธกิจของเรา ประตูบางบานไม่เปิด แต่ด้วยงานเขียนของฉันเกี่ยวกับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเปิดประตูให้เข้าถึงผู้อ่านทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยไม่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่ปิดสนิทของครูที่ปรึกษาคนใด ประตูที่ปิดจะไม่ขัดขวางคุณเช่นกัน พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นประตู” (ยน.10:9) ขอให้เราเข้าไปในประตูที่พระองค์ทรงเปิดและติดตามพระองค์ไป</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเปิดประตูอะไรให้คุณบ้าง พันธกิจและชีวิตของคุณเจริญรุ่งเรืองอย่างไร เมื่อคุณรอคอยประตูที่พระองค์ทรงเปิดออก</em></p>
<p>เมื่อประตูปิดสำหรับข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์หันไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นประตูบริสุทธิ์ และเดินไปตามที่พระองค์ตรัสนั้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า [ วิวรณ์ 3:8 ]</p>
<p>ที่โรงเรียนใหม่ของฉันซึ่งอยู่ใกล้เมืองใหญ่ ครูที่ปรึกษามองมาที่ฉันเพียงครั้งเดียวและจัดให้ฉันอยู่ในห้องเรียนที่คะแนนต่ำสุดของวิชาการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ฉันมาจากโรงเรียนเขตเมืองชั้นในด้วยคะแนนสอบที่โดดเด่น เกรดดีเยี่ยม อีกทั้งงานเขียนของฉันได้รับรางวัลดีเด่น แต่ประตูสู่ชั้นเรียนการเขียนที่ “ดีที่สุด” ในโรงเรียนใหม่ได้ถูกปิดแล้วสำหรับฉัน เมื่อครูที่ปรึกษาตัดสินว่าฉันไม่เหมาะสมหรือไม่พร้อม</p>
<p>คริสตจักรเมืองฟีลาเดลเฟียในอดีตคงจะเข้าใจการหยุดยั้งความก้าวหน้าแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ มีคริสตจักรเล็กและยากจนแห่งหนึ่งอยู่ในเมืองที่เพิ่งประสบกับแผ่นดินไหวเมื่อไม่กี่ปีก่อนซึ่งได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการต่อต้านของซาตาน (วว.3:9) คริสตจักรที่ถูกมองข้ามเช่นนี้ยังมี “กำลังเพียงเล็กน้อย” ดังที่พระเยซูผู้ฟื้นคืนพระชนม์ได้ตรัสว่า “แต่กระนั้นเจ้าก็ได้ประพฤติตามคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา” (ข้อ 8) โดยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงตั้ง “ประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครปิดได้” (ข้อ 8) อันที่จริงนั้น “สิ่งที่พระองค์ทรงเปิดแล้วไม่มีใครปิดได้ และสิ่งที่พระองค์ทรงปิดแล้วไม่มีใครเปิดได้” (ข้อ 7 TNCV)</p>
<p>นี่เป็นความจริงในการพยายามทำพันธกิจของเรา ประตูบางบานไม่เปิด แต่ด้วยงานเขียนของฉันเกี่ยวกับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเปิดประตูให้เข้าถึงผู้อ่านทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยไม่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่ปิดสนิทของครูที่ปรึกษาคนใด ประตูที่ปิดจะไม่ขัดขวางคุณเช่นกัน พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นประตู” (ยน.10:9) ขอให้เราเข้าไปในประตูที่พระองค์ทรงเปิดและติดตามพระองค์ไป</p>
<p><em>พระเจ้าทรงเปิดประตูอะไรให้คุณบ้าง พันธกิจและชีวิตของคุณเจริญรุ่งเรืองอย่างไร เมื่อคุณรอคอยประตูที่พระองค์ทรงเปิดออก</em></p>
<p>เมื่อประตูปิดสำหรับข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์หันไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นประตูบริสุทธิ์ และเดินไปตามที่พระองค์ตรัสนั้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 20 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f0c4b481/6012e65a.mp3" length="11754435" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>735</itunes:duration>
      <itunes:summary>ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า [ วิวรณ์ 3:8 ]
ที่โรงเรียนใหม่ของฉันซึ่งอยู่ใกล้เมืองใหญ่ ครูที่ปรึกษามองมาที่ฉันเพียงครั้งเดียวและจัดให้ฉันอยู่ในห้องเรียนที่คะแนนต่ำสุดของวิชาการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ฉันมาจากโรงเรียนเขตเมืองชั้นในด้วยคะแนนสอบที่โดดเด่น เกรดดีเยี่ยม อีกทั้งงานเขียนของฉันได้รับรางวัลดีเด่น แต่ประตูสู่ชั้นเรียนการเขียนที่ “ดีที่สุด” ในโรงเรียนใหม่ได้ถูกปิดแล้วสำหรับฉัน เมื่อครูที่ปรึกษาตัดสินว่าฉันไม่เหมาะสมหรือไม่พร้อม
คริสตจักรเมืองฟีลาเดลเฟียในอดีตคงจะเข้าใจการหยุดยั้งความก้าวหน้าแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ มีคริสตจักรเล็กและยากจนแห่งหนึ่งอยู่ในเมืองที่เพิ่งประสบกับแผ่นดินไหวเมื่อไม่กี่ปีก่อนซึ่งได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการต่อต้านของซาตาน (วว.3:9) คริสตจักรที่ถูกมองข้ามเช่นนี้ยังมี “กำลังเพียงเล็กน้อย” ดังที่พระเยซูผู้ฟื้นคืนพระชนม์ได้ตรัสว่า “แต่กระนั้นเจ้าก็ได้ประพฤติตามคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา” (ข้อ 8) โดยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงตั้ง “ประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครปิดได้” (ข้อ 8) อันที่จริงนั้น “สิ่งที่พระองค์ทรงเปิดแล้วไม่มีใครปิดได้ และสิ่งที่พระองค์ทรงปิดแล้วไม่มีใครเปิดได้” (ข้อ 7 TNCV)
นี่เป็นความจริงในการพยายามทำพันธกิจของเรา ประตูบางบานไม่เปิด แต่ด้วยงานเขียนของฉันเกี่ยวกับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเปิดประตูให้เข้าถึงผู้อ่านทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยไม่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่ปิดสนิทของครูที่ปรึกษาคนใด ประตูที่ปิดจะไม่ขัดขวางคุณเช่นกัน พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นประตู” (ยน.10:9) ขอให้เราเข้าไปในประตูที่พระองค์ทรงเปิดและติดตามพระองค์ไป
พระเจ้าทรงเปิดประตูอะไรให้คุณบ้าง พันธกิจและชีวิตของคุณเจริญรุ่งเรืองอย่างไร เมื่อคุณรอคอยประตูที่พระองค์ทรงเปิดออก
เมื่อประตูปิดสำหรับข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ข้าพระองค์หันไปหาพระองค์ผู้ทรงเป็นประตูบริสุทธิ์ และเดินไปตามที่พระองค์ตรัสนั้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ดูเถิด เราได้ตั้งประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า [ วิวรณ์ 3:8 ]
ที่โรงเรียนใหม่ของฉันซึ่งอยู่ใกล้เมืองใหญ่ ครูที่ปรึกษามองมาที่ฉันเพียงครั้งเดียวและจัดให้ฉันอยู่ในห้องเรียนที่คะแนนต่ำสุดของวิชาการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ฉันมาจากโรงเรียนเขตเมืองชั้นในด้วยค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.5 "จะรักตัวเองยังไง ในเมื่อพระเจ้าบอกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"</title>
      <itunes:episode>5</itunes:episode>
      <podcast:episode>5</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.5 "จะรักตัวเองยังไง ในเมื่อพระเจ้าบอกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1028d0a3-a8c4-49ee-b112-843aafbd2c9a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c1f5de7f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าบอกให้เรา "รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง" แต่ถ้าความรู้สึกของเราไม่พร้อมที่จะรักล่ะ หรือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรักตัวเองเป็นอย่างไร แล้วเราจะใช้ชีวิตตามพระคำข้อนี้ได้จริงเหรอ? ได้อย่างไรกัน?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.5 "จะรักตัวเองยังไง ในเมื่อพระเจ้าบอกให้รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าบอกให้เรา "รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง" แต่ถ้าความรู้สึกของเราไม่พร้อมที่จะรักล่ะ หรือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรักตัวเองเป็นอย่างไร แล้วเราจะใช้ชีวิตตามพระคำข้อนี้ได้จริงเหรอ? ได้อย่างไรกัน?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.5 "จะรักตัวเองยังไง ในเมื่อพระเจ้าบอกให้รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 20 Feb 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c1f5de7f/eff0d14b.mp3" length="20884938" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/quJ9C9Ncq8NO3s3tFO2E7NO45xlTo31PNz-Wwu2C7ow/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8xNDJl/ODQxYjQwMWE2MWFk/YjFhYTAzNDJkYjcw/MmQzZi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>866</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าบอกให้เรา "รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง" แต่ถ้าความรู้สึกของเราไม่พร้อมที่จะรักล่ะ หรือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรักตัวเองเป็นอย่างไร แล้วเราจะใช้ชีวิตตามพระคำข้อนี้ได้จริงเหรอ? ได้อย่างไรกัน?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.5 "จะรักตัวเองยังไง ในเมื่อพระเจ้าบอกให้รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าบอกให้เรา "รักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง" แต่ถ้าความรู้สึกของเราไม่พร้อมที่จะรักล่ะ หรือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรักตัวเองเป็นอย่างไร แล้วเราจะใช้ชีวิตตามพระคำข้อนี้ได้จริงเหรอ? ได้อย่างไรกัน?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระประสงค์ที่กอปรด้วยปัญญา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระประสงค์ที่กอปรด้วยปัญญา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b0b72118-25eb-4e9f-9129-08843b4ba563</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aaf4ece2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]</p>
<p>สหราชอาณาจักรนั้นเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ในทุกที่ที่ไปคุณจะเห็นแผ่นจารึกแสดงความเคารพบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หรืออนุสรณ์สถานที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แต่มีป้ายหนึ่งที่แสดงให้เห็นอารมณ์ขันแบบอังกฤษ บนแผ่นโลหะผุกร่อนด้านนอกสถานที่พักแรมแห่งหนึ่งในเมืองแซนวิช ประเทศอังกฤษ มีข้อความว่า “ณ ที่แห่งนี้ วันที่ 5 กันยายน 1782 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”</p>
<p>บางครั้งดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคำอธิษฐานของเรา เราอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก นำคำวิงวอนทูลต่อพระบิดาโดยหวังว่าจะทรงตอบเดี๋ยวนี้ ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความผิดหวังเมื่อทูลอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด” (สดด.13:1) เราสะท้อนความรู้สึกเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์เจ้าข้า นานแค่ไหนพระองค์จึงจะทรงตอบ</p>
<p>อย่างไรก็ตามพระเจ้าของเรานั้นทรงสมบูรณ์แบบไม่เพียงในพระปัญญาของพระองค์เท่านั้น แต่ในเวลาของพระองค์ด้วย ดาวิดจึงกล่าวได้ว่า “แต่ข้าพระองค์วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์ จิตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์” (ข้อ 5) ปัญญาจารย์ 3:11 เตือนให้เราระลึกว่า “[พระเจ้า] ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน” คำว่า งดงาม หมายถึง “เหมาะสม” หรือ “แหล่งแห่งความสุขใจ” พระเจ้าอาจไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของเราทุกครั้งอย่างที่เราอยากให้พระองค์ตอบ แต่พระองค์ทรงทำตามพระประสงค์อันกอปรด้วยปัญญาของพระองค์เสมอ ขอให้เรามีกำลังใจเพราะเมื่อพระองค์ทรงตอบ สิ่งนั้นจะถูกต้อง เหมาะสมและงดงาม</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณอธิษฐานและรู้สึกว่าพระเจ้าทรงวางเฉยต่อคำทูลขอของคุณ คุณได้เรียนรู้บทเรียนใดในช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะอดทนในการอธิษฐานซึ่งเกิดจากความไว้วางใจในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]</p>
<p>สหราชอาณาจักรนั้นเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ในทุกที่ที่ไปคุณจะเห็นแผ่นจารึกแสดงความเคารพบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หรืออนุสรณ์สถานที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แต่มีป้ายหนึ่งที่แสดงให้เห็นอารมณ์ขันแบบอังกฤษ บนแผ่นโลหะผุกร่อนด้านนอกสถานที่พักแรมแห่งหนึ่งในเมืองแซนวิช ประเทศอังกฤษ มีข้อความว่า “ณ ที่แห่งนี้ วันที่ 5 กันยายน 1782 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”</p>
<p>บางครั้งดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคำอธิษฐานของเรา เราอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก นำคำวิงวอนทูลต่อพระบิดาโดยหวังว่าจะทรงตอบเดี๋ยวนี้ ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความผิดหวังเมื่อทูลอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด” (สดด.13:1) เราสะท้อนความรู้สึกเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์เจ้าข้า นานแค่ไหนพระองค์จึงจะทรงตอบ</p>
<p>อย่างไรก็ตามพระเจ้าของเรานั้นทรงสมบูรณ์แบบไม่เพียงในพระปัญญาของพระองค์เท่านั้น แต่ในเวลาของพระองค์ด้วย ดาวิดจึงกล่าวได้ว่า “แต่ข้าพระองค์วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์ จิตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์” (ข้อ 5) ปัญญาจารย์ 3:11 เตือนให้เราระลึกว่า “[พระเจ้า] ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน” คำว่า งดงาม หมายถึง “เหมาะสม” หรือ “แหล่งแห่งความสุขใจ” พระเจ้าอาจไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของเราทุกครั้งอย่างที่เราอยากให้พระองค์ตอบ แต่พระองค์ทรงทำตามพระประสงค์อันกอปรด้วยปัญญาของพระองค์เสมอ ขอให้เรามีกำลังใจเพราะเมื่อพระองค์ทรงตอบ สิ่งนั้นจะถูกต้อง เหมาะสมและงดงาม</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณอธิษฐานและรู้สึกว่าพระเจ้าทรงวางเฉยต่อคำทูลขอของคุณ คุณได้เรียนรู้บทเรียนใดในช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้น</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะอดทนในการอธิษฐานซึ่งเกิดจากความไว้วางใจในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 19 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aaf4ece2/82c41d30.mp3" length="10949036" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]
สหราชอาณาจักรนั้นเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ในทุกที่ที่ไปคุณจะเห็นแผ่นจารึกแสดงความเคารพบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หรืออนุสรณ์สถานที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แต่มีป้ายหนึ่งที่แสดงให้เห็นอารมณ์ขันแบบอังกฤษ บนแผ่นโลหะผุกร่อนด้านนอกสถานที่พักแรมแห่งหนึ่งในเมืองแซนวิช ประเทศอังกฤษ มีข้อความว่า “ณ ที่แห่งนี้ วันที่ 5 กันยายน 1782 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
บางครั้งดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคำอธิษฐานของเรา เราอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก นำคำวิงวอนทูลต่อพระบิดาโดยหวังว่าจะทรงตอบเดี๋ยวนี้ ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความผิดหวังเมื่อทูลอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด” (สดด.13:1) เราสะท้อนความรู้สึกเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์เจ้าข้า นานแค่ไหนพระองค์จึงจะทรงตอบ
อย่างไรก็ตามพระเจ้าของเรานั้นทรงสมบูรณ์แบบไม่เพียงในพระปัญญาของพระองค์เท่านั้น แต่ในเวลาของพระองค์ด้วย ดาวิดจึงกล่าวได้ว่า “แต่ข้าพระองค์วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์ จิตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์” (ข้อ 5) ปัญญาจารย์ 3:11 เตือนให้เราระลึกว่า “[พระเจ้า] ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน” คำว่า งดงาม หมายถึง “เหมาะสม” หรือ “แหล่งแห่งความสุขใจ” พระเจ้าอาจไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของเราทุกครั้งอย่างที่เราอยากให้พระองค์ตอบ แต่พระองค์ทรงทำตามพระประสงค์อันกอปรด้วยปัญญาของพระองค์เสมอ ขอให้เรามีกำลังใจเพราะเมื่อพระองค์ทรงตอบ สิ่งนั้นจะถูกต้อง เหมาะสมและงดงาม
เมื่อใดที่คุณอธิษฐานและรู้สึกว่าพระเจ้าทรงวางเฉยต่อคำทูลขอของคุณ คุณได้เรียนรู้บทเรียนใดในช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้น
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะอดทนในการอธิษฐานซึ่งเกิดจากความไว้วางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ [ สดุดี 13:1 ]
สหราชอาณาจักรนั้นเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ในทุกที่ที่ไปคุณจะเห็นแผ่นจารึกแสดงความเคารพบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หรืออนุสรณ์สถานที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แต่มีป้ายหนึ่ง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พร้อมอธิษฐานเสมอ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พร้อมอธิษฐานเสมอ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">42242c5b-7f28-49a7-8c28-1f0552a0544c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d8fa6742</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ...เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ]</p>
<p>เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตอธิษฐานของเธอดีขึ้นเพราะผู้จัดการของเรา ฉันประทับใจเมื่อคิดว่าผู้นำที่น่าอึดอัดใจของเราแบ่งปันข้อคิดบางอย่างที่มีคุณค่าฝ่ายวิญญาณกับเธอและมีอิทธิพลต่อการอธิษฐานของเธอ แต่ฉันเข้าใจผิด เพื่อนและเพื่อนร่วมงานอธิบายต่อว่า “ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขาเข้ามา ฉันก็เริ่มอธิษฐาน” เวลาในการอธิษฐานของเธอพัฒนาขึ้นเพราะเธออธิษฐานมากขึ้นก่อนสนทนากับเขาทุกครั้ง เธอรู้ว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำงานร่วมกับผู้จัดการซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเธอร้องทูลพระองค์มากขึ้นเพราะเหตุนี้</p>
<p>การอธิษฐานของเพื่อนร่วมงานในเวลาที่ลำบากและเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ฉันนำมาใช้ นอกจากนี้ยังเป็นการทำตามพระวจนะจากพระธรรม 1 เธสะโลนิกา เมื่อเปาโลเตือนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี” (5:17-18) ไม่ว่าเราจะพบเจอกับอะไร การอธิษฐานเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเสมอ เพราะทำให้เราเชื่อมต่อกับพระเจ้าและเชิญให้พระวิญญาณของพระองค์ทรงนำเรา (กท.5:16) แทนที่จะพึ่งพาในการจัดการของมนุษย์ การอธิษฐานช่วยให้เรา “อยู่อย่างสงบสุขด้วยกัน” (1 ธส.5:13) แม้ในยามที่เราเผชิญกับความขัดแย้ง</p>
<p>เพราะพระเจ้าทรงช่วยเรา เราจึงสามารถชื่นชมยินดีในพระองค์ อธิษฐานในทุกกรณีและขอบพระคุณได้บ่อยครั้ง และสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับพี่น้องในพระเยซูได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากยิ่งขึ้น</p>
<p><em>มีความสัมพันธ์ใดบ้างที่คุณต้องอธิษฐานเผื่อมากขึ้น การอธิษฐานจะช่วยให้คุณทำตามการทรงนำของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับวิธีการแบบมนุษย์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดให้ข้าพระองค์ไม่ลืมที่จะอธิษฐานอยู่เสมอในเวลาที่ข้าพระองค์พยายามปรองดองกับผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ...เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ]</p>
<p>เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตอธิษฐานของเธอดีขึ้นเพราะผู้จัดการของเรา ฉันประทับใจเมื่อคิดว่าผู้นำที่น่าอึดอัดใจของเราแบ่งปันข้อคิดบางอย่างที่มีคุณค่าฝ่ายวิญญาณกับเธอและมีอิทธิพลต่อการอธิษฐานของเธอ แต่ฉันเข้าใจผิด เพื่อนและเพื่อนร่วมงานอธิบายต่อว่า “ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขาเข้ามา ฉันก็เริ่มอธิษฐาน” เวลาในการอธิษฐานของเธอพัฒนาขึ้นเพราะเธออธิษฐานมากขึ้นก่อนสนทนากับเขาทุกครั้ง เธอรู้ว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำงานร่วมกับผู้จัดการซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเธอร้องทูลพระองค์มากขึ้นเพราะเหตุนี้</p>
<p>การอธิษฐานของเพื่อนร่วมงานในเวลาที่ลำบากและเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ฉันนำมาใช้ นอกจากนี้ยังเป็นการทำตามพระวจนะจากพระธรรม 1 เธสะโลนิกา เมื่อเปาโลเตือนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี” (5:17-18) ไม่ว่าเราจะพบเจอกับอะไร การอธิษฐานเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเสมอ เพราะทำให้เราเชื่อมต่อกับพระเจ้าและเชิญให้พระวิญญาณของพระองค์ทรงนำเรา (กท.5:16) แทนที่จะพึ่งพาในการจัดการของมนุษย์ การอธิษฐานช่วยให้เรา “อยู่อย่างสงบสุขด้วยกัน” (1 ธส.5:13) แม้ในยามที่เราเผชิญกับความขัดแย้ง</p>
<p>เพราะพระเจ้าทรงช่วยเรา เราจึงสามารถชื่นชมยินดีในพระองค์ อธิษฐานในทุกกรณีและขอบพระคุณได้บ่อยครั้ง และสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับพี่น้องในพระเยซูได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากยิ่งขึ้น</p>
<p><em>มีความสัมพันธ์ใดบ้างที่คุณต้องอธิษฐานเผื่อมากขึ้น การอธิษฐานจะช่วยให้คุณทำตามการทรงนำของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับวิธีการแบบมนุษย์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดให้ข้าพระองค์ไม่ลืมที่จะอธิษฐานอยู่เสมอในเวลาที่ข้าพระองค์พยายามปรองดองกับผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 18 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d8fa6742/67120026.mp3" length="11028217" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>690</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ...เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ]
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตอธิษฐานของเธอดีขึ้นเพราะผู้จัดการของเรา ฉันประทับใจเมื่อคิดว่าผู้นำที่น่าอึดอัดใจของเราแบ่งปันข้อคิดบางอย่างที่มีคุณค่าฝ่ายวิญญาณกับเธอและมีอิทธิพลต่อการอธิษฐานของเธอ แต่ฉันเข้าใจผิด เพื่อนและเพื่อนร่วมงานอธิบายต่อว่า “ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขาเข้ามา ฉันก็เริ่มอธิษฐาน” เวลาในการอธิษฐานของเธอพัฒนาขึ้นเพราะเธออธิษฐานมากขึ้นก่อนสนทนากับเขาทุกครั้ง เธอรู้ว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำงานร่วมกับผู้จัดการซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเธอร้องทูลพระองค์มากขึ้นเพราะเหตุนี้
การอธิษฐานของเพื่อนร่วมงานในเวลาที่ลำบากและเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ฉันนำมาใช้ นอกจากนี้ยังเป็นการทำตามพระวจนะจากพระธรรม 1 เธสะโลนิกา เมื่อเปาโลเตือนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี” (5:17-18) ไม่ว่าเราจะพบเจอกับอะไร การอธิษฐานเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเสมอ เพราะทำให้เราเชื่อมต่อกับพระเจ้าและเชิญให้พระวิญญาณของพระองค์ทรงนำเรา (กท.5:16) แทนที่จะพึ่งพาในการจัดการของมนุษย์ การอธิษฐานช่วยให้เรา “อยู่อย่างสงบสุขด้วยกัน” (1 ธส.5:13) แม้ในยามที่เราเผชิญกับความขัดแย้ง
เพราะพระเจ้าทรงช่วยเรา เราจึงสามารถชื่นชมยินดีในพระองค์ อธิษฐานในทุกกรณีและขอบพระคุณได้บ่อยครั้ง และสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับพี่น้องในพระเยซูได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากยิ่งขึ้น
มีความสัมพันธ์ใดบ้างที่คุณต้องอธิษฐานเผื่อมากขึ้น การอธิษฐานจะช่วยให้คุณทำตามการทรงนำของพระเจ้าซึ่งตรงข้ามกับวิธีการแบบมนุษย์อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดให้ข้าพระองค์ไม่ลืมที่จะอธิษฐานอยู่เสมอในเวลาที่ข้าพระองค์พยายามปรองดองกับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ...เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย [ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ]
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตอธิษฐานของเธอดีขึ้นเพราะผู้จัดการของเรา ฉันประทับใจเมื่อคิดว่าผู้นำที่น่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ในพระหัตถ์แห่งรักของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ในพระหัตถ์แห่งรักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2814ad85-2151-44b1-912d-60282e97e0f3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/82ff9505</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา...พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล [ สดุดี 90:2 ]</p>
<p>หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพอีกครั้ง ฉันรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่รู้และควบคุมไม่ได้ วันหนึ่งขณะอ่านบทความในนิตยสารฟอร์บส์ ฉันจึงรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึง “อัตราความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก” ที่เพิ่มขึ้นและประกาศว่าโลก “โคลงเคลง” และ “หมุนเร็วขึ้น” พวกเขากล่าวว่าเรา “อาจจะต้อง ‘ลบวินาที’ ออกเป็นครั้งแรก คือการลบวินาทีออกจากเวลามาตรฐานโลกอย่างเป็นทางการ” แม้ว่าเสี้ยววินาทีจะดูเหมือนไม่ได้สูญเสียมากนัก แต่ความรู้ที่ว่าการหมุนของโลกเปลี่ยนแปลงได้นั้นเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉัน แม้แต่ความไม่มั่นคงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ความเชื่อของฉันโอนเอนได้ อย่างไรก็ตามการรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่ช่วยให้ฉันวางใจในพระองค์ไม่ว่าสิ่งที่เราไม่รู้จะน่ากลัวแค่ไหนหรือสถานการณ์ของเราจะดูสั่นคลอนเพียงใด</p>
<p>ในสดุดีบทที่ 90 โมเสสกล่าวว่า “ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 2) โมเสสยอมรับในอำนาจ การควบคุมและความรอบรู้อันไม่จำกัดของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ท่านจึงประกาศว่าเวลาไม่อาจจำกัดพระเจ้าได้ (ข้อ 3-6)</p>
<p>เมื่อเราแสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้าและโลกอันอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงสร้างมากขึ้น เราจะพบว่าพระองค์ยังทรงบริหารจัดการเวลาและสรรพสิ่งทรงสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ เราไว้วางใจพระเจ้าได้ในทุกสิ่งทั้งที่ไม่รู้และที่เพิ่งค้นพบในชีวิตของเราได้ สิ่งทรงสร้างทั้งสิ้นยังคงปลอดภัยในพระหัตถ์แห่งความรักของพระเจ้า</p>
<p><em>การรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมเวลาและสิ่งทรงสร้างทุกอย่าง ช่วยให้คุณวางใจพระองค์เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ได้อย่างไร คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไรด้วยเวลาที่พระองค์ทรงมอบให้คุณในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระผู้สร้างผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณที่ทรงรักษาทุกวินาทีของชีวิตข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ที่ไว้ใจได้ของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา...พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล [ สดุดี 90:2 ]</p>
<p>หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพอีกครั้ง ฉันรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่รู้และควบคุมไม่ได้ วันหนึ่งขณะอ่านบทความในนิตยสารฟอร์บส์ ฉันจึงรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึง “อัตราความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก” ที่เพิ่มขึ้นและประกาศว่าโลก “โคลงเคลง” และ “หมุนเร็วขึ้น” พวกเขากล่าวว่าเรา “อาจจะต้อง ‘ลบวินาที’ ออกเป็นครั้งแรก คือการลบวินาทีออกจากเวลามาตรฐานโลกอย่างเป็นทางการ” แม้ว่าเสี้ยววินาทีจะดูเหมือนไม่ได้สูญเสียมากนัก แต่ความรู้ที่ว่าการหมุนของโลกเปลี่ยนแปลงได้นั้นเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉัน แม้แต่ความไม่มั่นคงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ความเชื่อของฉันโอนเอนได้ อย่างไรก็ตามการรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่ช่วยให้ฉันวางใจในพระองค์ไม่ว่าสิ่งที่เราไม่รู้จะน่ากลัวแค่ไหนหรือสถานการณ์ของเราจะดูสั่นคลอนเพียงใด</p>
<p>ในสดุดีบทที่ 90 โมเสสกล่าวว่า “ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 2) โมเสสยอมรับในอำนาจ การควบคุมและความรอบรู้อันไม่จำกัดของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ท่านจึงประกาศว่าเวลาไม่อาจจำกัดพระเจ้าได้ (ข้อ 3-6)</p>
<p>เมื่อเราแสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้าและโลกอันอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงสร้างมากขึ้น เราจะพบว่าพระองค์ยังทรงบริหารจัดการเวลาและสรรพสิ่งทรงสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ เราไว้วางใจพระเจ้าได้ในทุกสิ่งทั้งที่ไม่รู้และที่เพิ่งค้นพบในชีวิตของเราได้ สิ่งทรงสร้างทั้งสิ้นยังคงปลอดภัยในพระหัตถ์แห่งความรักของพระเจ้า</p>
<p><em>การรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมเวลาและสิ่งทรงสร้างทุกอย่าง ช่วยให้คุณวางใจพระองค์เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ได้อย่างไร คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไรด้วยเวลาที่พระองค์ทรงมอบให้คุณในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระผู้สร้างผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณที่ทรงรักษาทุกวินาทีของชีวิตข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ที่ไว้ใจได้ของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 17 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/82ff9505/fbb962b9.mp3" length="10924796" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา...พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล [ สดุดี 90:2 ]
หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพอีกครั้ง ฉันรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่รู้และควบคุมไม่ได้ วันหนึ่งขณะอ่านบทความในนิตยสารฟอร์บส์ ฉันจึงรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึง “อัตราความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก” ที่เพิ่มขึ้นและประกาศว่าโลก “โคลงเคลง” และ “หมุนเร็วขึ้น” พวกเขากล่าวว่าเรา “อาจจะต้อง ‘ลบวินาที’ ออกเป็นครั้งแรก คือการลบวินาทีออกจากเวลามาตรฐานโลกอย่างเป็นทางการ” แม้ว่าเสี้ยววินาทีจะดูเหมือนไม่ได้สูญเสียมากนัก แต่ความรู้ที่ว่าการหมุนของโลกเปลี่ยนแปลงได้นั้นเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉัน แม้แต่ความไม่มั่นคงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ความเชื่อของฉันโอนเอนได้ อย่างไรก็ตามการรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่ช่วยให้ฉันวางใจในพระองค์ไม่ว่าสิ่งที่เราไม่รู้จะน่ากลัวแค่ไหนหรือสถานการณ์ของเราจะดูสั่นคลอนเพียงใด
ในสดุดีบทที่ 90 โมเสสกล่าวว่า “ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 2) โมเสสยอมรับในอำนาจ การควบคุมและความรอบรู้อันไม่จำกัดของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ท่านจึงประกาศว่าเวลาไม่อาจจำกัดพระเจ้าได้ (ข้อ 3-6)
เมื่อเราแสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้าและโลกอันอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงสร้างมากขึ้น เราจะพบว่าพระองค์ยังทรงบริหารจัดการเวลาและสรรพสิ่งทรงสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ เราไว้วางใจพระเจ้าได้ในทุกสิ่งทั้งที่ไม่รู้และที่เพิ่งค้นพบในชีวิตของเราได้ สิ่งทรงสร้างทั้งสิ้นยังคงปลอดภัยในพระหัตถ์แห่งความรักของพระเจ้า
การรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมเวลาและสิ่งทรงสร้างทุกอย่าง ช่วยให้คุณวางใจพระองค์เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ได้อย่างไร คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไรด้วยเวลาที่พระองค์ทรงมอบให้คุณในวันนี้
ข้าแต่พระผู้สร้างผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ขอบพระคุณที่ทรงรักษาทุกวินาทีของชีวิตข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ที่ไว้ใจได้ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา...พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล [ สดุดี 90:2 ]
หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพอีกครั้ง ฉันรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่รู้และควบคุมไม่ได้ วันหนึ่งขณะอ่านบทความในนิตยสารฟอร์บส์ ฉันจึงรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึง </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เติบโตในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เติบโตในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9e7de88c-f93b-4fc5-97c9-abf4f1a3bbab</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d2ed3654</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9]</p>
<p>ตอนเป็นเด็ก ฉันมองว่าผู้ใหญ่ฉลาดและไม่มีทางล้มเหลว พวกเขารู้เสมอว่าต้องทำอะไร ฉันคิดอย่างนั้น วันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้นฉันก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเหมือนกัน “วันหนึ่ง” ที่ว่านั้นมาถึงเมื่อหลายปีมาแล้ว และทั้งหมดที่ฉันเรียนรู้คือ ฉันก็ยังคงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรในหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยในครอบครัว ปัญหาเรื่องงาน หรือความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง ช่วงเวลาเหล่านั้นได้ขจัดเอาภาพลวงตาที่คิดว่าตัวเองมีกำลังและอำนาจควบคุมออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงทางเลือกเดียว คือที่ฉันจะหลับตาลงและกระซิบว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วย ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”</p>
<p>อัครทูตเปาโลเข้าใจความรู้สึกหมดหนทางนี้ “หนาม” ในชีวิตท่านซึ่งอาจเป็นความเจ็บป่วยทางกาย ทำให้ท่านคับข้องใจและเจ็บปวด แต่ด้วยหนามนี้ เปาโลจึงได้มีประสบการณ์กับความรัก พระสัญญาและพระพรของพระเจ้าที่มากพอ จนท่านอดทนและเอาชนะความยากลำบากได้ (2 คร.12:9) ท่านเรียนรู้ว่าความอ่อนแอและการหมดหนทางของตนเองไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ เมื่อยอมจำนนต่อพระเจ้าด้วยความไว้วางใจ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเครื่องมือของพระองค์ที่จะทรงเข้ามาและกระทำกิจผ่านสถานการณ์เหล่านี้ (ข้อ 9-10)</p>
<p>การที่เราโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเรารู้ทุกอย่าง แน่นอนว่าเราฉลาดขึ้นตามอายุ แต่ที่สุดแล้วความอ่อนแอมักจะเปิดเผยให้เห็นว่าเราไม่ได้มีอำนาจควบคุมใดๆ แต่ฤทธิ์อำนาจที่แท้จริงของเราอยู่ในพระคริสต์ “เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10) การ “เป็นผู้ใหญ่” ที่แท้จริงนั้นหมายถึง การที่เรารู้จัก ไว้วางใจและเชื่อฟังในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่จะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์</p>
<p><em>การทดลองใดที่ทำให้คุณตระหนักถึงการหมดสิ้นหนทางของตนเอง คุณจะเชื่อฟังการทรงนำของพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นความช่วยเหลือและกำลังของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9]</p>
<p>ตอนเป็นเด็ก ฉันมองว่าผู้ใหญ่ฉลาดและไม่มีทางล้มเหลว พวกเขารู้เสมอว่าต้องทำอะไร ฉันคิดอย่างนั้น วันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้นฉันก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเหมือนกัน “วันหนึ่ง” ที่ว่านั้นมาถึงเมื่อหลายปีมาแล้ว และทั้งหมดที่ฉันเรียนรู้คือ ฉันก็ยังคงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรในหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยในครอบครัว ปัญหาเรื่องงาน หรือความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง ช่วงเวลาเหล่านั้นได้ขจัดเอาภาพลวงตาที่คิดว่าตัวเองมีกำลังและอำนาจควบคุมออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงทางเลือกเดียว คือที่ฉันจะหลับตาลงและกระซิบว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วย ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”</p>
<p>อัครทูตเปาโลเข้าใจความรู้สึกหมดหนทางนี้ “หนาม” ในชีวิตท่านซึ่งอาจเป็นความเจ็บป่วยทางกาย ทำให้ท่านคับข้องใจและเจ็บปวด แต่ด้วยหนามนี้ เปาโลจึงได้มีประสบการณ์กับความรัก พระสัญญาและพระพรของพระเจ้าที่มากพอ จนท่านอดทนและเอาชนะความยากลำบากได้ (2 คร.12:9) ท่านเรียนรู้ว่าความอ่อนแอและการหมดหนทางของตนเองไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ เมื่อยอมจำนนต่อพระเจ้าด้วยความไว้วางใจ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเครื่องมือของพระองค์ที่จะทรงเข้ามาและกระทำกิจผ่านสถานการณ์เหล่านี้ (ข้อ 9-10)</p>
<p>การที่เราโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเรารู้ทุกอย่าง แน่นอนว่าเราฉลาดขึ้นตามอายุ แต่ที่สุดแล้วความอ่อนแอมักจะเปิดเผยให้เห็นว่าเราไม่ได้มีอำนาจควบคุมใดๆ แต่ฤทธิ์อำนาจที่แท้จริงของเราอยู่ในพระคริสต์ “เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10) การ “เป็นผู้ใหญ่” ที่แท้จริงนั้นหมายถึง การที่เรารู้จัก ไว้วางใจและเชื่อฟังในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่จะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์</p>
<p><em>การทดลองใดที่ทำให้คุณตระหนักถึงการหมดสิ้นหนทางของตนเอง คุณจะเชื่อฟังการทรงนำของพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นความช่วยเหลือและกำลังของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 16 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d2ed3654/cc319e66.mp3" length="12151482" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>760</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9]
ตอนเป็นเด็ก ฉันมองว่าผู้ใหญ่ฉลาดและไม่มีทางล้มเหลว พวกเขารู้เสมอว่าต้องทำอะไร ฉันคิดอย่างนั้น วันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้นฉันก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเหมือนกัน “วันหนึ่ง” ที่ว่านั้นมาถึงเมื่อหลายปีมาแล้ว และทั้งหมดที่ฉันเรียนรู้คือ ฉันก็ยังคงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรในหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยในครอบครัว ปัญหาเรื่องงาน หรือความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง ช่วงเวลาเหล่านั้นได้ขจัดเอาภาพลวงตาที่คิดว่าตัวเองมีกำลังและอำนาจควบคุมออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงทางเลือกเดียว คือที่ฉันจะหลับตาลงและกระซิบว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วย ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”
อัครทูตเปาโลเข้าใจความรู้สึกหมดหนทางนี้ “หนาม” ในชีวิตท่านซึ่งอาจเป็นความเจ็บป่วยทางกาย ทำให้ท่านคับข้องใจและเจ็บปวด แต่ด้วยหนามนี้ เปาโลจึงได้มีประสบการณ์กับความรัก พระสัญญาและพระพรของพระเจ้าที่มากพอ จนท่านอดทนและเอาชนะความยากลำบากได้ (2 คร.12:9) ท่านเรียนรู้ว่าความอ่อนแอและการหมดหนทางของตนเองไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ เมื่อยอมจำนนต่อพระเจ้าด้วยความไว้วางใจ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเครื่องมือของพระองค์ที่จะทรงเข้ามาและกระทำกิจผ่านสถานการณ์เหล่านี้ (ข้อ 9-10)
การที่เราโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเรารู้ทุกอย่าง แน่นอนว่าเราฉลาดขึ้นตามอายุ แต่ที่สุดแล้วความอ่อนแอมักจะเปิดเผยให้เห็นว่าเราไม่ได้มีอำนาจควบคุมใดๆ แต่ฤทธิ์อำนาจที่แท้จริงของเราอยู่ในพระคริสต์ “เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10) การ “เป็นผู้ใหญ่” ที่แท้จริงนั้นหมายถึง การที่เรารู้จัก ไว้วางใจและเชื่อฟังในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่จะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์
การทดลองใดที่ทำให้คุณตระหนักถึงการหมดสิ้นหนทางของตนเอง คุณจะเชื่อฟังการทรงนำของพระเจ้าได้อย่างไร
พระบิดาในสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงเป็นความช่วยเหลือและกำลังของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9]
ตอนเป็นเด็ก ฉันมองว่าผู้ใหญ่ฉลาดและไม่มีทางล้มเหลว พวกเขารู้เสมอว่าต้องทำอะไร ฉันคิดอย่างนั้น วันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้นฉันก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเหมือนกัน “วันหนึ่ง” ที่ว่านั้นมา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักเหมือนพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักเหมือนพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">20bebab8-21c3-4c3f-850a-be4cb10c609f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6d223800</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน [ ยอห์น 15:13 ]</p>
<p>เขาเป็นที่รักของทุกคน นั่นคือคำบรรยายถึงดอน กุยเซปเป้ เบราร์เดลลีแห่งเมืองคาสนิโก ประเทศอิตาลี ดอนซึ่งเป็นที่รักของผู้คนจะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าไปรอบเมืองและกล่าวทักทายทุกครั้งว่า “ขอให้มีสันติสุขและสิ่งดี” เขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ของคนอื่น แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขามีปัญหาสุขภาพที่แย่ลงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ชุมชนของเขาได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจเพื่อตอบแทนเขา แต่เมื่อใกล้วาระสุดท้าย เขาปฏิเสธเครื่องช่วยหายใจโดยเลือกที่จะให้กับผู้ป่วยอายุน้อยที่ต้องการมัน การได้ยินคำปฏิเสธของเขาไม่ได้ทำให้ใครแปลกใจ เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติอันเรียบง่ายของชายผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชื่นชมเพราะรักผู้อื่น</p>
<p>เป็นที่รักเพราะแสดงความรัก นี่คือข่าวสารที่อัครทูตยอห์นกล่าวอยู่เสมอตลอดพระกิตติคุณของท่าน การเป็นที่รักและรักผู้อื่นนั้นเป็นเหมือนกับระฆังโบสถ์ที่ส่งเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร และในยอห์นบทที่ 15 ยอห์นได้เปิดเผยบางอย่างซึ่งเป็นจุดสูงสุด นั่นคือว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเป็นที่รักของทุกคน แต่คือการรักทุกคน คือ “การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ข้อ 13)</p>
<p>ตัวอย่างความรักที่เสียสละของมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจให้เราเสมอ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ดูหม่นไปเมื่อเทียบกับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ขอให้เราไม่พลาดโอกาสที่ท้าทายนี้ เพราะพระเยซูทรงบัญชาว่า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน” (ข้อ 12) ใช่แล้ว จงรักทุกคน</p>
<p><em>‘เป็นที่รักของทุกคนและแสดงความรักต่อทุกคน’ บางครั้งคุณเอาทั้งสองสิ่งนี้มาผสมปนเปกันไหม เพราะอะไรการ “สละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” ในปัจจุบันนี้จะมีลักษณะอย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักเหมือนที่พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน [ ยอห์น 15:13 ]</p>
<p>เขาเป็นที่รักของทุกคน นั่นคือคำบรรยายถึงดอน กุยเซปเป้ เบราร์เดลลีแห่งเมืองคาสนิโก ประเทศอิตาลี ดอนซึ่งเป็นที่รักของผู้คนจะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าไปรอบเมืองและกล่าวทักทายทุกครั้งว่า “ขอให้มีสันติสุขและสิ่งดี” เขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ของคนอื่น แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขามีปัญหาสุขภาพที่แย่ลงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ชุมชนของเขาได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจเพื่อตอบแทนเขา แต่เมื่อใกล้วาระสุดท้าย เขาปฏิเสธเครื่องช่วยหายใจโดยเลือกที่จะให้กับผู้ป่วยอายุน้อยที่ต้องการมัน การได้ยินคำปฏิเสธของเขาไม่ได้ทำให้ใครแปลกใจ เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติอันเรียบง่ายของชายผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชื่นชมเพราะรักผู้อื่น</p>
<p>เป็นที่รักเพราะแสดงความรัก นี่คือข่าวสารที่อัครทูตยอห์นกล่าวอยู่เสมอตลอดพระกิตติคุณของท่าน การเป็นที่รักและรักผู้อื่นนั้นเป็นเหมือนกับระฆังโบสถ์ที่ส่งเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร และในยอห์นบทที่ 15 ยอห์นได้เปิดเผยบางอย่างซึ่งเป็นจุดสูงสุด นั่นคือว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเป็นที่รักของทุกคน แต่คือการรักทุกคน คือ “การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ข้อ 13)</p>
<p>ตัวอย่างความรักที่เสียสละของมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจให้เราเสมอ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ดูหม่นไปเมื่อเทียบกับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ขอให้เราไม่พลาดโอกาสที่ท้าทายนี้ เพราะพระเยซูทรงบัญชาว่า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน” (ข้อ 12) ใช่แล้ว จงรักทุกคน</p>
<p><em>‘เป็นที่รักของทุกคนและแสดงความรักต่อทุกคน’ บางครั้งคุณเอาทั้งสองสิ่งนี้มาผสมปนเปกันไหม เพราะอะไรการ “สละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” ในปัจจุบันนี้จะมีลักษณะอย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักเหมือนที่พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 15 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6d223800/af286435.mp3" length="11226123" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>702</itunes:duration>
      <itunes:summary>ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน [ ยอห์น 15:13 ]
เขาเป็นที่รักของทุกคน นั่นคือคำบรรยายถึงดอน กุยเซปเป้ เบราร์เดลลีแห่งเมืองคาสนิโก ประเทศอิตาลี ดอนซึ่งเป็นที่รักของผู้คนจะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าไปรอบเมืองและกล่าวทักทายทุกครั้งว่า “ขอให้มีสันติสุขและสิ่งดี” เขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ของคนอื่น แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขามีปัญหาสุขภาพที่แย่ลงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ชุมชนของเขาได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจเพื่อตอบแทนเขา แต่เมื่อใกล้วาระสุดท้าย เขาปฏิเสธเครื่องช่วยหายใจโดยเลือกที่จะให้กับผู้ป่วยอายุน้อยที่ต้องการมัน การได้ยินคำปฏิเสธของเขาไม่ได้ทำให้ใครแปลกใจ เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติอันเรียบง่ายของชายผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชื่นชมเพราะรักผู้อื่น
เป็นที่รักเพราะแสดงความรัก นี่คือข่าวสารที่อัครทูตยอห์นกล่าวอยู่เสมอตลอดพระกิตติคุณของท่าน การเป็นที่รักและรักผู้อื่นนั้นเป็นเหมือนกับระฆังโบสถ์ที่ส่งเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร และในยอห์นบทที่ 15 ยอห์นได้เปิดเผยบางอย่างซึ่งเป็นจุดสูงสุด นั่นคือว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเป็นที่รักของทุกคน แต่คือการรักทุกคน คือ “การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ข้อ 13)
ตัวอย่างความรักที่เสียสละของมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจให้เราเสมอ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ดูหม่นไปเมื่อเทียบกับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ขอให้เราไม่พลาดโอกาสที่ท้าทายนี้ เพราะพระเยซูทรงบัญชาว่า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน” (ข้อ 12) ใช่แล้ว จงรักทุกคน
‘เป็นที่รักของทุกคนและแสดงความรักต่อทุกคน’ บางครั้งคุณเอาทั้งสองสิ่งนี้มาผสมปนเปกันไหม เพราะอะไรการ “สละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” ในปัจจุบันนี้จะมีลักษณะอย่างไร
พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักเหมือนที่พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน [ ยอห์น 15:13 ]
เขาเป็นที่รักของทุกคน นั่นคือคำบรรยายถึงดอน กุยเซปเป้ เบราร์เดลลีแห่งเมืองคาสนิโก ประเทศอิตาลี ดอนซึ่งเป็นที่รักของผู้คนจะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าไป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บำเหน็จของความถ่อมใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บำเหน็จของความถ่อมใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6c6c3b18-554a-43dc-879e-6c46c8188f01</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8c0f5ef7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเจ้า คือความมั่งคั่งเกียรติและชีวิต [ สุภาษิต 22:4 ]</p>
<p>แครี่นั้นเป็นเหมือนกับครูจำนวนมากที่อุทิศเวลานับไม่ถ้วนให้กับอาชีพของเธอ โดยมักตรวจให้คะแนนรายงาน และพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองจนเย็นค่ำ เพื่อรักษามาตรฐานในการทำงานเช่นนี้ไว้ เธอจึงพึ่งพาการช่วยเหลือและสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนร่วมงาน งานที่ท้าทายของเธอจึงง่ายขึ้นด้วยการทำงานร่วมกัน ผลวิจัยจากนักการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า การทำงานร่วมกันจะส่งผลดีมากขึ้นเมื่อคนที่เราทำงานด้วยนั้นแสดงความถ่อมใจ เมื่อเพื่อนร่วมงานเต็มใจที่จะยอมรับจุดอ่อนของตน คนอื่นๆก็จะรู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันความรู้ให้กันและกัน ซึ่งจะช่วยทุกคนในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>พระคัมภีร์สอนเรื่องที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าแค่การทำงานร่วมกันของความถ่อมใจ และการมี “ความยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งก็คือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเราเป็นใครเมื่อเทียบกับความงดงาม ฤทธิ์อำนาจและความโอ่อ่าตระการของพระเจ้า ความเข้าใจนี้จะส่งผลให้เกิด “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” (สภษ.22:4) ความถ่อมใจจะนำให้เราอยู่ในชุมชนอย่างเกิดผลทั้งในระบบเศรษฐกิจของโลกนี้ และของพระเจ้า เพราะเราพยายามที่จะทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ผู้เป็นพระฉายของพระองค์เช่นกัน</p>
<p>เราไม่ได้ยำเกรงพระเจ้าเพื่อต้องการจะได้รับ “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” สำหรับตัวเราเอง นั่นไม่ใช่ความถ่อมใจที่แท้จริง แต่เราเลียนแบบพระเยซูผู้ “ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7) เพื่อเราจะเป็นส่วนหนึ่งของพระกายที่ร่วมมือกันด้วยความถ่อมใจเพื่อทำงานของพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ และนำความหมายของชีวิตไปยังโลกรอบตัวเรา</p>
<p><em>ความถ่อมใจมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณได้เห็นความถ่อมใจของใครบางคนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ขอยอมจำนนโดยมอบความเย่อหยิ่งที่มีให้พระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเจ้า คือความมั่งคั่งเกียรติและชีวิต [ สุภาษิต 22:4 ]</p>
<p>แครี่นั้นเป็นเหมือนกับครูจำนวนมากที่อุทิศเวลานับไม่ถ้วนให้กับอาชีพของเธอ โดยมักตรวจให้คะแนนรายงาน และพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองจนเย็นค่ำ เพื่อรักษามาตรฐานในการทำงานเช่นนี้ไว้ เธอจึงพึ่งพาการช่วยเหลือและสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนร่วมงาน งานที่ท้าทายของเธอจึงง่ายขึ้นด้วยการทำงานร่วมกัน ผลวิจัยจากนักการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า การทำงานร่วมกันจะส่งผลดีมากขึ้นเมื่อคนที่เราทำงานด้วยนั้นแสดงความถ่อมใจ เมื่อเพื่อนร่วมงานเต็มใจที่จะยอมรับจุดอ่อนของตน คนอื่นๆก็จะรู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันความรู้ให้กันและกัน ซึ่งจะช่วยทุกคนในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>พระคัมภีร์สอนเรื่องที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าแค่การทำงานร่วมกันของความถ่อมใจ และการมี “ความยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งก็คือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเราเป็นใครเมื่อเทียบกับความงดงาม ฤทธิ์อำนาจและความโอ่อ่าตระการของพระเจ้า ความเข้าใจนี้จะส่งผลให้เกิด “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” (สภษ.22:4) ความถ่อมใจจะนำให้เราอยู่ในชุมชนอย่างเกิดผลทั้งในระบบเศรษฐกิจของโลกนี้ และของพระเจ้า เพราะเราพยายามที่จะทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ผู้เป็นพระฉายของพระองค์เช่นกัน</p>
<p>เราไม่ได้ยำเกรงพระเจ้าเพื่อต้องการจะได้รับ “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” สำหรับตัวเราเอง นั่นไม่ใช่ความถ่อมใจที่แท้จริง แต่เราเลียนแบบพระเยซูผู้ “ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7) เพื่อเราจะเป็นส่วนหนึ่งของพระกายที่ร่วมมือกันด้วยความถ่อมใจเพื่อทำงานของพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ และนำความหมายของชีวิตไปยังโลกรอบตัวเรา</p>
<p><em>ความถ่อมใจมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณได้เห็นความถ่อมใจของใครบางคนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ขอยอมจำนนโดยมอบความเย่อหยิ่งที่มีให้พระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 14 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8c0f5ef7/d6894384.mp3" length="11034706" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>690</itunes:duration>
      <itunes:summary>บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเจ้า คือความมั่งคั่งเกียรติและชีวิต [ สุภาษิต 22:4 ]
แครี่นั้นเป็นเหมือนกับครูจำนวนมากที่อุทิศเวลานับไม่ถ้วนให้กับอาชีพของเธอ โดยมักตรวจให้คะแนนรายงาน และพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองจนเย็นค่ำ เพื่อรักษามาตรฐานในการทำงานเช่นนี้ไว้ เธอจึงพึ่งพาการช่วยเหลือและสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนร่วมงาน งานที่ท้าทายของเธอจึงง่ายขึ้นด้วยการทำงานร่วมกัน ผลวิจัยจากนักการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า การทำงานร่วมกันจะส่งผลดีมากขึ้นเมื่อคนที่เราทำงานด้วยนั้นแสดงความถ่อมใจ เมื่อเพื่อนร่วมงานเต็มใจที่จะยอมรับจุดอ่อนของตน คนอื่นๆก็จะรู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันความรู้ให้กันและกัน ซึ่งจะช่วยทุกคนในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พระคัมภีร์สอนเรื่องที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าแค่การทำงานร่วมกันของความถ่อมใจ และการมี “ความยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งก็คือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเราเป็นใครเมื่อเทียบกับความงดงาม ฤทธิ์อำนาจและความโอ่อ่าตระการของพระเจ้า ความเข้าใจนี้จะส่งผลให้เกิด “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” (สภษ.22:4) ความถ่อมใจจะนำให้เราอยู่ในชุมชนอย่างเกิดผลทั้งในระบบเศรษฐกิจของโลกนี้ และของพระเจ้า เพราะเราพยายามที่จะทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ผู้เป็นพระฉายของพระองค์เช่นกัน
เราไม่ได้ยำเกรงพระเจ้าเพื่อต้องการจะได้รับ “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” สำหรับตัวเราเอง นั่นไม่ใช่ความถ่อมใจที่แท้จริง แต่เราเลียนแบบพระเยซูผู้ “ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7) เพื่อเราจะเป็นส่วนหนึ่งของพระกายที่ร่วมมือกันด้วยความถ่อมใจเพื่อทำงานของพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ และนำความหมายของชีวิตไปยังโลกรอบตัวเรา
ความถ่อมใจมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณได้เห็นความถ่อมใจของใครบางคนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไรบ้าง
พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ขอยอมจำนนโดยมอบความเย่อหยิ่งที่มีให้พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บำเหน็จของความถ่อมใจและความยำเกรงพระเจ้า คือความมั่งคั่งเกียรติและชีวิต [ สุภาษิต 22:4 ]
แครี่นั้นเป็นเหมือนกับครูจำนวนมากที่อุทิศเวลานับไม่ถ้วนให้กับอาชีพของเธอ โดยมักตรวจให้คะแนนรายงาน และพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองจนเย็นค่ำ เพื่อรักษามาตรฐานในการทำงา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แรงบันดาลใจจากความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แรงบันดาลใจจากความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">658abe21-1b30-448e-8bac-a13a1e739825</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7dc294b3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แม้ข้าพเจ้าจะ...แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่ [ 1 โครินธิ์ 13:3 ]</p>
<p>จิมและลานีด้าเป็นคู่รักสมัยเรียนวิทยาลัย พวกเขาแต่งงานกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาหลายปี ต่อมาลานีด้าเริ่มมีพฤติกรรมแปลกออกไป เธอหลงทางและลืมนัด เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยเมื่ออายุสี่สิบเจ็ดปี หลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักของเธอมาเป็นเวลาสิบปี ทำให้จิมพูดได้ว่า “โรคสมองเสื่อมทำให้ผมมีโอกาสรักและปรนนิบัติภรรยาในแบบที่ผมนึกไม่ถึงตอนที่กล่าวคำปฏิญาณในวันแต่งงาน”</p>
<p>ขณะที่อัครทูตเปาโลอธิบายถึงของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านได้เขียนถึงคุณสมบัติของความรักไว้อย่างถี่ถ้วน (1คร.13) ท่านเปรียบให้เห็นความแตกต่างของการปรนนิบัติตามหน้าที่ที่ทำเป็นกิจวัตรกับแบบที่ทำด้วยความรักจากหัวใจ เปาโลเขียนว่าการพูดที่มีอำนาจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าปราศจากความรักก็เหมือนเสียงอึกทึกที่ไร้ความหมาย (ข้อ 1) “แม้ข้าพเจ้าจะ…ยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” (ข้อ 3) ในท้ายที่สุดเปาโลกล่าวว่า “ความรัก[เป็นของประทาน]ใหญ่ที่สุด” (ข้อ 13)</p>
<p>จิมเข้าใจถึงเรื่องความรักและการรับใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในขณะที่เขาดูแลภรรยา มีเพียงความรักที่ลึกซึ้งและคงทนเท่านั้นที่ทำให้เขามีกำลังที่จะช่วยเธอในแต่ละวัน ท้ายที่สุดแล้ว ที่เดียวที่เราได้เห็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของความรักที่เสียสละนี้ คือในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งทำให้พระองค์ส่งพระเยซูมาสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา (ยน.3:16) การกระทำด้วยความเสียสละที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักนั้นได้เปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล</p>
<p><em>คุณเคยพยายามรับใช้ผู้อื่นโดยปราศจากความรักอย่างไร ความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่นจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับการกระทำของคุณในวันนี้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ ขอให้การกระทำทั้งหลายของข้าพระองค์ในวันนี้หลั่งไหลออกมาจากหัวใจแห่งความรักด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แม้ข้าพเจ้าจะ...แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่ [ 1 โครินธิ์ 13:3 ]</p>
<p>จิมและลานีด้าเป็นคู่รักสมัยเรียนวิทยาลัย พวกเขาแต่งงานกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาหลายปี ต่อมาลานีด้าเริ่มมีพฤติกรรมแปลกออกไป เธอหลงทางและลืมนัด เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยเมื่ออายุสี่สิบเจ็ดปี หลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักของเธอมาเป็นเวลาสิบปี ทำให้จิมพูดได้ว่า “โรคสมองเสื่อมทำให้ผมมีโอกาสรักและปรนนิบัติภรรยาในแบบที่ผมนึกไม่ถึงตอนที่กล่าวคำปฏิญาณในวันแต่งงาน”</p>
<p>ขณะที่อัครทูตเปาโลอธิบายถึงของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านได้เขียนถึงคุณสมบัติของความรักไว้อย่างถี่ถ้วน (1คร.13) ท่านเปรียบให้เห็นความแตกต่างของการปรนนิบัติตามหน้าที่ที่ทำเป็นกิจวัตรกับแบบที่ทำด้วยความรักจากหัวใจ เปาโลเขียนว่าการพูดที่มีอำนาจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าปราศจากความรักก็เหมือนเสียงอึกทึกที่ไร้ความหมาย (ข้อ 1) “แม้ข้าพเจ้าจะ…ยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” (ข้อ 3) ในท้ายที่สุดเปาโลกล่าวว่า “ความรัก[เป็นของประทาน]ใหญ่ที่สุด” (ข้อ 13)</p>
<p>จิมเข้าใจถึงเรื่องความรักและการรับใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในขณะที่เขาดูแลภรรยา มีเพียงความรักที่ลึกซึ้งและคงทนเท่านั้นที่ทำให้เขามีกำลังที่จะช่วยเธอในแต่ละวัน ท้ายที่สุดแล้ว ที่เดียวที่เราได้เห็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของความรักที่เสียสละนี้ คือในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งทำให้พระองค์ส่งพระเยซูมาสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา (ยน.3:16) การกระทำด้วยความเสียสละที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักนั้นได้เปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล</p>
<p><em>คุณเคยพยายามรับใช้ผู้อื่นโดยปราศจากความรักอย่างไร ความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่นจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับการกระทำของคุณในวันนี้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ ขอให้การกระทำทั้งหลายของข้าพระองค์ในวันนี้หลั่งไหลออกมาจากหัวใจแห่งความรักด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 13 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7dc294b3/774fa356.mp3" length="12874564" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>805</itunes:duration>
      <itunes:summary>แม้ข้าพเจ้าจะ...แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่ [ 1 โครินธิ์ 13:3 ]
จิมและลานีด้าเป็นคู่รักสมัยเรียนวิทยาลัย พวกเขาแต่งงานกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาหลายปี ต่อมาลานีด้าเริ่มมีพฤติกรรมแปลกออกไป เธอหลงทางและลืมนัด เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยเมื่ออายุสี่สิบเจ็ดปี หลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักของเธอมาเป็นเวลาสิบปี ทำให้จิมพูดได้ว่า “โรคสมองเสื่อมทำให้ผมมีโอกาสรักและปรนนิบัติภรรยาในแบบที่ผมนึกไม่ถึงตอนที่กล่าวคำปฏิญาณในวันแต่งงาน”
ขณะที่อัครทูตเปาโลอธิบายถึงของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านได้เขียนถึงคุณสมบัติของความรักไว้อย่างถี่ถ้วน (1คร.13) ท่านเปรียบให้เห็นความแตกต่างของการปรนนิบัติตามหน้าที่ที่ทำเป็นกิจวัตรกับแบบที่ทำด้วยความรักจากหัวใจ เปาโลเขียนว่าการพูดที่มีอำนาจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าปราศจากความรักก็เหมือนเสียงอึกทึกที่ไร้ความหมาย (ข้อ 1) “แม้ข้าพเจ้าจะ…ยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” (ข้อ 3) ในท้ายที่สุดเปาโลกล่าวว่า “ความรัก[เป็นของประทาน]ใหญ่ที่สุด” (ข้อ 13)
จิมเข้าใจถึงเรื่องความรักและการรับใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในขณะที่เขาดูแลภรรยา มีเพียงความรักที่ลึกซึ้งและคงทนเท่านั้นที่ทำให้เขามีกำลังที่จะช่วยเธอในแต่ละวัน ท้ายที่สุดแล้ว ที่เดียวที่เราได้เห็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของความรักที่เสียสละนี้ คือในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งทำให้พระองค์ส่งพระเยซูมาสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา (ยน.3:16) การกระทำด้วยความเสียสละที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักนั้นได้เปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล
คุณเคยพยายามรับใช้ผู้อื่นโดยปราศจากความรักอย่างไร ความรักที่มีต่อพระเจ้าและต่อผู้อื่นจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับการกระทำของคุณในวันนี้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์ ขอให้การกระทำทั้งหลายของข้าพระองค์ในวันนี้หลั่งไหลออกมาจากหัวใจแห่งความรักด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แม้ข้าพเจ้าจะ...แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่ [ 1 โครินธิ์ 13:3 ]
จิมและลานีด้าเป็นคู่รักสมัยเรียนวิทยาลัย พวกเขาแต่งงานกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาหลายปี ต่อมาลานีด้าเริ่มมีพฤติกรรมแปลกออกไป เธอหลงทางและลืมนัด เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.4 "ถ้าไม่คาดหวัง ฉันก็ไม่ผิดหวังสิ"</title>
      <itunes:episode>4</itunes:episode>
      <podcast:episode>4</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.4 "ถ้าไม่คาดหวัง ฉันก็ไม่ผิดหวังสิ"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2272d05f-d97e-42ed-afc6-b5486a513c20</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/14762179</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าเราไม่คาดหวัง เราก็ไม่ต้องผิดหวัง“ ฟังแล้วอาจดูสมเหตุสมผลและใช้ได้ในหลายสถานการณ์ แล้วมันเป็นจริงมากแค่ไหนกันนะ? จะใช้ได้ผลกับทุกสถานการณ์ในชีวิตไหม? เป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราคิดหรือทำแบบนั้นเหรือเปล่า?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.4 "ถ้าไม่คาดหวัง ฉันก็ไม่ผิดหวังสิ"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าเราไม่คาดหวัง เราก็ไม่ต้องผิดหวัง“ ฟังแล้วอาจดูสมเหตุสมผลและใช้ได้ในหลายสถานการณ์ แล้วมันเป็นจริงมากแค่ไหนกันนะ? จะใช้ได้ผลกับทุกสถานการณ์ในชีวิตไหม? เป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราคิดหรือทำแบบนั้นเหรือเปล่า?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.4 "ถ้าไม่คาดหวัง ฉันก็ไม่ผิดหวังสิ"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 13 Feb 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/14762179/683d22e8.mp3" length="28369859" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/iDtYUeUA2u8PTtja9Xts1X_xfXIAE6VwO_sxPbE6B78/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS81MDE1/ZDVhNTQzZjVmNWQ3/NGFjZDVkNWE1MzBj/MjI5Yi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1175</itunes:duration>
      <itunes:summary>คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าเราไม่คาดหวัง เราก็ไม่ต้องผิดหวัง“ ฟังแล้วอาจดูสมเหตุสมผลและใช้ได้ในหลายสถานการณ์ แล้วมันเป็นจริงมากแค่ไหนกันนะ? จะใช้ได้ผลกับทุกสถานการณ์ในชีวิตไหม? เป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราคิดหรือทำแบบนั้นเหรือเปล่า?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.4 "ถ้าไม่คาดหวัง ฉันก็ไม่ผิดหวังสิ"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คุณอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าเราไม่คาดหวัง เราก็ไม่ต้องผิดหวัง“ ฟังแล้วอาจดูสมเหตุสมผลและใช้ได้ในหลายสถานการณ์ แล้วมันเป็นจริงมากแค่ไหนกันนะ? จะใช้ได้ผลกับทุกสถานการณ์ในชีวิตไหม? เป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราคิดหรือทำแบบนั้นเหรือเปล่า?

มาลองฟังและทำความ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โลหิตพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โลหิตพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">608f7b0a-5ee2-427d-bb95-8feec5e6b583</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6cab7430</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ [ อิสยาห์ 1:18 ]</p>
<p>สีแดงไม่ใช่สีที่จะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติทุกครั้งบนสิ่งของที่เราทำขึ้น คุณจะใส่สีสันที่สดใสของแอปเปิ้ลลงบนเสื้อยืดหรือลิปสติกได้อย่างไร ในยุคแรกเม็ดสีของสีแดงนั้นทำจากดินหรือหินสีแดง ในช่วงทศวรรษที่ 1400 ชนเผ่าแอซเท็กได้คิดค้นวิธีการใช้แมลงโคชินีลทำสีย้อมแดง ในปัจจุบันแมลงตัวเล็กๆชนิดเดียวกันนี้ยังคงเป็นแหล่งที่ให้สีแดงกับโลกของเรา</p>
<p>ในพระคัมภีร์นั้นสีแดงหมายถึงตำแหน่งกษัตริย์ และยังหมายถึงบาปและความละอาย นอกจากนี้ยังเป็นสีของเลือดอีกด้วย เมื่อทหาร “เปลื้องฉลองพระองค์ [พระเยซู]ออก เอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมพระองค์” (มธ.27:28) สัญลักษณ์ทั้งสามนี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในภาพของสีแดงแห่งความโศกสลดคือ พระเยซูทรงถูกเยาะเย้ยในฐานะผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ พระองค์สวมความอับอายและทรงถูกสวมด้วยเสื้อคลุมสีเลือดซึ่งพระโลหิตของพระองค์จะทรงหลั่งออกในไม่ช้า แต่ถ้อยคำของอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าถึงพระสัญญาที่พระเยซูผู้ทรงถูกปกคลุมด้วยสีแดงเข้มนี้จะทรงช่วยเราให้พ้นจากสีแดงแห่งมลทินบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ” (1:18)</p>
<p>คือแมลงโคชินีลที่ใช้ทำสีย้อมแดงนั้นมีสีภายนอกที่ขาวคล้ายน้ำนม แต่เมื่อถูกบดขยี้พวกมันก็จะปลดปล่อยเลือดสีแดงออกมา ข้อเท็จจริงเล็กน้อยนี้สะท้อนคำพูดของอิสยาห์ว่า “ [พระเยซู] ฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา” (อสย.53:5)</p>
<p>พระเยซูผู้ไม่มีบาปทรงอยู่ตรงนี้เพื่อช่วยเราที่เต็มไปด้วยความบาปเหมือนสีแดงเข้มให้ได้รับความรอด คุณเห็นไหมว่าในการสิ้นพระชนม์อย่างฟกช้ำของพระองค์ พระเยซูทรงทนทุกข์กับสีแดงเข้มทุกประการเพื่อคุณจะขาวอย่างหิมะ</p>
<p><em>ความ “บาป...เหมือนสีแดงเข้ม” เปรอะเปื้อนชีวิตของคุณอย่างไร พระเยซูจะทรงฟื้นฟูคุณและชำระคุณให้สะอาดอีกครั้งได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระเยซูพระบุตรของพระองค์ และพระคุณแห่งการช่วยให้รอดโดยพระโลหิตที่ได้ทรงหลั่งออกเพื่อข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ [ อิสยาห์ 1:18 ]</p>
<p>สีแดงไม่ใช่สีที่จะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติทุกครั้งบนสิ่งของที่เราทำขึ้น คุณจะใส่สีสันที่สดใสของแอปเปิ้ลลงบนเสื้อยืดหรือลิปสติกได้อย่างไร ในยุคแรกเม็ดสีของสีแดงนั้นทำจากดินหรือหินสีแดง ในช่วงทศวรรษที่ 1400 ชนเผ่าแอซเท็กได้คิดค้นวิธีการใช้แมลงโคชินีลทำสีย้อมแดง ในปัจจุบันแมลงตัวเล็กๆชนิดเดียวกันนี้ยังคงเป็นแหล่งที่ให้สีแดงกับโลกของเรา</p>
<p>ในพระคัมภีร์นั้นสีแดงหมายถึงตำแหน่งกษัตริย์ และยังหมายถึงบาปและความละอาย นอกจากนี้ยังเป็นสีของเลือดอีกด้วย เมื่อทหาร “เปลื้องฉลองพระองค์ [พระเยซู]ออก เอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมพระองค์” (มธ.27:28) สัญลักษณ์ทั้งสามนี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในภาพของสีแดงแห่งความโศกสลดคือ พระเยซูทรงถูกเยาะเย้ยในฐานะผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ พระองค์สวมความอับอายและทรงถูกสวมด้วยเสื้อคลุมสีเลือดซึ่งพระโลหิตของพระองค์จะทรงหลั่งออกในไม่ช้า แต่ถ้อยคำของอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าถึงพระสัญญาที่พระเยซูผู้ทรงถูกปกคลุมด้วยสีแดงเข้มนี้จะทรงช่วยเราให้พ้นจากสีแดงแห่งมลทินบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ” (1:18)</p>
<p>คือแมลงโคชินีลที่ใช้ทำสีย้อมแดงนั้นมีสีภายนอกที่ขาวคล้ายน้ำนม แต่เมื่อถูกบดขยี้พวกมันก็จะปลดปล่อยเลือดสีแดงออกมา ข้อเท็จจริงเล็กน้อยนี้สะท้อนคำพูดของอิสยาห์ว่า “ [พระเยซู] ฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา” (อสย.53:5)</p>
<p>พระเยซูผู้ไม่มีบาปทรงอยู่ตรงนี้เพื่อช่วยเราที่เต็มไปด้วยความบาปเหมือนสีแดงเข้มให้ได้รับความรอด คุณเห็นไหมว่าในการสิ้นพระชนม์อย่างฟกช้ำของพระองค์ พระเยซูทรงทนทุกข์กับสีแดงเข้มทุกประการเพื่อคุณจะขาวอย่างหิมะ</p>
<p><em>ความ “บาป...เหมือนสีแดงเข้ม” เปรอะเปื้อนชีวิตของคุณอย่างไร พระเยซูจะทรงฟื้นฟูคุณและชำระคุณให้สะอาดอีกครั้งได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระเยซูพระบุตรของพระองค์ และพระคุณแห่งการช่วยให้รอดโดยพระโลหิตที่ได้ทรงหลั่งออกเพื่อข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 12 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6cab7430/599877c1.mp3" length="11243251" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>703</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ [ อิสยาห์ 1:18 ]
สีแดงไม่ใช่สีที่จะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติทุกครั้งบนสิ่งของที่เราทำขึ้น คุณจะใส่สีสันที่สดใสของแอปเปิ้ลลงบนเสื้อยืดหรือลิปสติกได้อย่างไร ในยุคแรกเม็ดสีของสีแดงนั้นทำจากดินหรือหินสีแดง ในช่วงทศวรรษที่ 1400 ชนเผ่าแอซเท็กได้คิดค้นวิธีการใช้แมลงโคชินีลทำสีย้อมแดง ในปัจจุบันแมลงตัวเล็กๆชนิดเดียวกันนี้ยังคงเป็นแหล่งที่ให้สีแดงกับโลกของเรา
ในพระคัมภีร์นั้นสีแดงหมายถึงตำแหน่งกษัตริย์ และยังหมายถึงบาปและความละอาย นอกจากนี้ยังเป็นสีของเลือดอีกด้วย เมื่อทหาร “เปลื้องฉลองพระองค์ [พระเยซู]ออก เอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมพระองค์” (มธ.27:28) สัญลักษณ์ทั้งสามนี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในภาพของสีแดงแห่งความโศกสลดคือ พระเยซูทรงถูกเยาะเย้ยในฐานะผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ พระองค์สวมความอับอายและทรงถูกสวมด้วยเสื้อคลุมสีเลือดซึ่งพระโลหิตของพระองค์จะทรงหลั่งออกในไม่ช้า แต่ถ้อยคำของอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าถึงพระสัญญาที่พระเยซูผู้ทรงถูกปกคลุมด้วยสีแดงเข้มนี้จะทรงช่วยเราให้พ้นจากสีแดงแห่งมลทินบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ” (1:18)
คือแมลงโคชินีลที่ใช้ทำสีย้อมแดงนั้นมีสีภายนอกที่ขาวคล้ายน้ำนม แต่เมื่อถูกบดขยี้พวกมันก็จะปลดปล่อยเลือดสีแดงออกมา ข้อเท็จจริงเล็กน้อยนี้สะท้อนคำพูดของอิสยาห์ว่า “ [พระเยซู] ฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา” (อสย.53:5)
พระเยซูผู้ไม่มีบาปทรงอยู่ตรงนี้เพื่อช่วยเราที่เต็มไปด้วยความบาปเหมือนสีแดงเข้มให้ได้รับความรอด คุณเห็นไหมว่าในการสิ้นพระชนม์อย่างฟกช้ำของพระองค์ พระเยซูทรงทนทุกข์กับสีแดงเข้มทุกประการเพื่อคุณจะขาวอย่างหิมะ
ความ “บาป...เหมือนสีแดงเข้ม” เปรอะเปื้อนชีวิตของคุณอย่างไร พระเยซูจะทรงฟื้นฟูคุณและชำระคุณให้สะอาดอีกครั้งได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระเยซูพระบุตรของพระองค์ และพระคุณแห่งการช่วยให้รอดโดยพระโลหิตที่ได้ทรงหลั่งออกเพื่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ [ อิสยาห์ 1:18 ]
สีแดงไม่ใช่สีที่จะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติทุกครั้งบนสิ่งของที่เราทำขึ้น คุณจะใส่สีสันที่สดใสของแอปเปิ้ลลงบนเสื้อยืดหรือลิปสติกได้อย่างไร ในยุคแรกเม็ดสีของสีแดงนั้นทำจากดินหรือหินสีแดง ในช่วงทศว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักศัตรู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักศัตรู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cf329d57-8566-436f-bdbd-73c93574c20d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d9093b24</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]</p>
<p>เมื่อสงครามกลางเมืองในอเมริกาได้ก่อให้เกิดความรู้สึกขมขื่นมากมาย อับราฮัม ลินคอล์นจึงเห็นว่าควรจะพูดถึงสิ่งดีๆเกี่ยวกับฝ่ายใต้ คนที่ยืนฟังอยู่รู้สึกตกใจจึงถามว่าท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านตอบว่า “คุณผู้หญิง ข้าพเจ้าไม่ได้ทำลายศัตรูของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าทำให้พวกเขาเป็นมิตรดอกหรือ” เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้นในศตวรรษต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์เห็นว่า “นี่คือฤทธิ์อำนาจแห่งการทรงไถ่ด้วยความรัก”</p>
<p>คิงมองไปยังคำสอนของพระเยซูในการทรงเรียกสาวกให้รักศัตรู เขาสังเกตว่าแม้ผู้เชื่ออาจต้องพบความยากลำบากที่จะรักคนที่ข่มเหงเขา แต่ความรักนี้เติบโตขึ้นจาก “การยึดมั่นในการยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง” คิงกล่าวต่อว่า “เมื่อเรามีความรักในรูปแบบนี้ เราก็จะรู้จักพระเจ้าและสัมผัสถึงความงดงามในความบริสุทธิ์ของพระองค์”</p>
<p>คิงยกคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูที่ตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์”(มธ.5:44-45)​พระเยซูสอนในสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนของยุคสมัยนั้นที่ให้รักเพื่อน​บ้าน​และ​เกลียดชัง​ศัตรู แต่พระเจ้า พระบิดาประทานกำลังให้ลูกๆของพระองค์ที่จะรักผู้ที่ข่มเหงพวกเขา</p>
<p>เราอาจรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรักศัตรูของเรา แต่เมื่อเราขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และจะประทานความกล้าหาญในการทำเรื่องที่สุดโต่งเช่นนี้ ดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (19:26)</p>
<p><em>ศัตรูของคุณคือใคร ถ้าคุณรู้สึกขัดแย้งกับการรักคนเหล่านั้นที่ต่อต้านคุณ คุณจะยอมมอบความรู้สึกเหล่านั้นต่อพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก พระองค์ได้ทรงสร้างข้าพระองค์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ รวมถึงคนเหล่านั้นที่ได้ทำร้ายข้าพระองค์ด้วย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะเห็นพวกเขาเหมือนที่พระองค์มองเห็น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]</p>
<p>เมื่อสงครามกลางเมืองในอเมริกาได้ก่อให้เกิดความรู้สึกขมขื่นมากมาย อับราฮัม ลินคอล์นจึงเห็นว่าควรจะพูดถึงสิ่งดีๆเกี่ยวกับฝ่ายใต้ คนที่ยืนฟังอยู่รู้สึกตกใจจึงถามว่าท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านตอบว่า “คุณผู้หญิง ข้าพเจ้าไม่ได้ทำลายศัตรูของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าทำให้พวกเขาเป็นมิตรดอกหรือ” เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้นในศตวรรษต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์เห็นว่า “นี่คือฤทธิ์อำนาจแห่งการทรงไถ่ด้วยความรัก”</p>
<p>คิงมองไปยังคำสอนของพระเยซูในการทรงเรียกสาวกให้รักศัตรู เขาสังเกตว่าแม้ผู้เชื่ออาจต้องพบความยากลำบากที่จะรักคนที่ข่มเหงเขา แต่ความรักนี้เติบโตขึ้นจาก “การยึดมั่นในการยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง” คิงกล่าวต่อว่า “เมื่อเรามีความรักในรูปแบบนี้ เราก็จะรู้จักพระเจ้าและสัมผัสถึงความงดงามในความบริสุทธิ์ของพระองค์”</p>
<p>คิงยกคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูที่ตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์”(มธ.5:44-45)​พระเยซูสอนในสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนของยุคสมัยนั้นที่ให้รักเพื่อน​บ้าน​และ​เกลียดชัง​ศัตรู แต่พระเจ้า พระบิดาประทานกำลังให้ลูกๆของพระองค์ที่จะรักผู้ที่ข่มเหงพวกเขา</p>
<p>เราอาจรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรักศัตรูของเรา แต่เมื่อเราขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และจะประทานความกล้าหาญในการทำเรื่องที่สุดโต่งเช่นนี้ ดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (19:26)</p>
<p><em>ศัตรูของคุณคือใคร ถ้าคุณรู้สึกขัดแย้งกับการรักคนเหล่านั้นที่ต่อต้านคุณ คุณจะยอมมอบความรู้สึกเหล่านั้นต่อพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก พระองค์ได้ทรงสร้างข้าพระองค์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ รวมถึงคนเหล่านั้นที่ได้ทำร้ายข้าพระองค์ด้วย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะเห็นพวกเขาเหมือนที่พระองค์มองเห็น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 11 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d9093b24/78b6b3c1.mp3" length="10964046" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>686</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]
เมื่อสงครามกลางเมืองในอเมริกาได้ก่อให้เกิดความรู้สึกขมขื่นมากมาย อับราฮัม ลินคอล์นจึงเห็นว่าควรจะพูดถึงสิ่งดีๆเกี่ยวกับฝ่ายใต้ คนที่ยืนฟังอยู่รู้สึกตกใจจึงถามว่าท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านตอบว่า “คุณผู้หญิง ข้าพเจ้าไม่ได้ทำลายศัตรูของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าทำให้พวกเขาเป็นมิตรดอกหรือ” เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้นในศตวรรษต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์เห็นว่า “นี่คือฤทธิ์อำนาจแห่งการทรงไถ่ด้วยความรัก”
คิงมองไปยังคำสอนของพระเยซูในการทรงเรียกสาวกให้รักศัตรู เขาสังเกตว่าแม้ผู้เชื่ออาจต้องพบความยากลำบากที่จะรักคนที่ข่มเหงเขา แต่ความรักนี้เติบโตขึ้นจาก “การยึดมั่นในการยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง” คิงกล่าวต่อว่า “เมื่อเรามีความรักในรูปแบบนี้ เราก็จะรู้จักพระเจ้าและสัมผัสถึงความงดงามในความบริสุทธิ์ของพระองค์”
คิงยกคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูที่ตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์”(มธ.5:44-45)​พระเยซูสอนในสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนของยุคสมัยนั้นที่ให้รักเพื่อน​บ้าน​และ​เกลียดชัง​ศัตรู แต่พระเจ้า พระบิดาประทานกำลังให้ลูกๆของพระองค์ที่จะรักผู้ที่ข่มเหงพวกเขา
เราอาจรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรักศัตรูของเรา แต่เมื่อเราขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และจะประทานความกล้าหาญในการทำเรื่องที่สุดโต่งเช่นนี้ ดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (19:26)
ศัตรูของคุณคือใคร ถ้าคุณรู้สึกขัดแย้งกับการรักคนเหล่านั้นที่ต่อต้านคุณ คุณจะยอมมอบความรู้สึกเหล่านั้นต่อพระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรัก พระองค์ได้ทรงสร้างข้าพระองค์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ รวมถึงคนเหล่านั้นที่ได้ทำร้ายข้าพระองค์ด้วย ขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะเห็นพวกเขาเหมือนที่พระองค์มองเห็น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน [ มัทธิว 5:44 ]
เมื่อสงครามกลางเมืองในอเมริกาได้ก่อให้เกิดความรู้สึกขมขื่นมากมาย อับราฮัม ลินคอล์นจึงเห็นว่าควรจะพูดถึงสิ่งดีๆเกี่ยวกับฝ่ายใต้ คนที่ยืนฟังอยู่รู้สึกตกใจจึงถามว่าท่านทำเช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข้าพระองค์ได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ข้าพระองค์ได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">274916af-eb1f-47b8-8e2f-3f986a111895</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a1bee5d6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพระองค์ขอเชิดชูพระองค์ ในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ [ 2 ซามูเอล 22:50 ]</p>
<p>ตลอดประวัติศาสตร์เจ็ดสิบปีในฐานะประมุขของสหราชอาณาจักร พระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงเขียนคำนำเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ไว้ในหนังสือพระราชประวัติเพียงเล่มเดียวที่ชื่อ ราชินีผู้รับใช้และกษัตริย์ที่เธอรับใช้ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เพื่อฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 90 พรรษา โดยเล่าถึงความเชื่อของพระองค์ที่ได้นำพระองค์ให้ทรงรับใช้ประเทศชาติ ในคำนำพระองค์แสดงความขอบคุณที่ทุกคนอธิษฐานเผื่อพระองค์ และขอบคุณพระเจ้าในความรักมั่นคงของพระองค์ พระราชินีทรงสรุปว่า “ฉันได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์จริงๆ”</p>
<p>ถ้อยแถลงที่เรียบง่ายของพระราชินีสะท้อนคำพยานของชายและหญิงในตลอดประวัติศาสตร์ ที่ได้มีประสบการณ์ส่วนตัวถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการดูแลชีวิตของพวกเขา นี่เป็นหัวข้อสำคัญที่แฝงอยู่ในบทเพลงอันไพเราะที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์เมื่อทรงไตร่ตรองถึงชีวิตของตนเอง บทเพลงที่บันทึกในพระธรรม 2 ซามูเอล 22 นี้กล่าวถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการปกป้องดาวิด ทรงจัดเตรียมเพื่อพระองค์และทรงช่วยชีวิตพระองค์เมื่อทรงตกอยู่ในอันตราย (ข้อ 3-4, 44) เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดาวิดจึงได้เขียนว่า “ข้าพระองค์…ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์” (ข้อ 50)</p>
<p>เมื่อความสัตย์ซื่อของพระเจ้าเป็นที่ประจักษ์มาตลอดชั่วชีวิตอันยาวนานของเรา พร้อมกับความงดงามที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องรอที่จะเล่าถึงการดูแลของพระองค์ เมื่อเรารู้ว่าไม่ใช่ความสามารถของเราเองที่จะช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ แต่เป็นการดูแลอย่างซื่อสัตย์ของพระบิดาผู้ทรงรัก จิตใจของเราจึงถูกนำไปสู่การสรรเสริญและขอบคุณพระองค์</p>
<p><em>คุณได้เคยเห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาแล้วอย่างไร คุณจะแสดงการขอบพระคุณต่อพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินที่ในทุกฤดูกาลของชีวิต ไม่ว่ายามทุกข์หรือยามสุข ข้าพระองค์ได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์เสมอมา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพระองค์ขอเชิดชูพระองค์ ในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ [ 2 ซามูเอล 22:50 ]</p>
<p>ตลอดประวัติศาสตร์เจ็ดสิบปีในฐานะประมุขของสหราชอาณาจักร พระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงเขียนคำนำเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ไว้ในหนังสือพระราชประวัติเพียงเล่มเดียวที่ชื่อ ราชินีผู้รับใช้และกษัตริย์ที่เธอรับใช้ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เพื่อฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 90 พรรษา โดยเล่าถึงความเชื่อของพระองค์ที่ได้นำพระองค์ให้ทรงรับใช้ประเทศชาติ ในคำนำพระองค์แสดงความขอบคุณที่ทุกคนอธิษฐานเผื่อพระองค์ และขอบคุณพระเจ้าในความรักมั่นคงของพระองค์ พระราชินีทรงสรุปว่า “ฉันได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์จริงๆ”</p>
<p>ถ้อยแถลงที่เรียบง่ายของพระราชินีสะท้อนคำพยานของชายและหญิงในตลอดประวัติศาสตร์ ที่ได้มีประสบการณ์ส่วนตัวถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการดูแลชีวิตของพวกเขา นี่เป็นหัวข้อสำคัญที่แฝงอยู่ในบทเพลงอันไพเราะที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์เมื่อทรงไตร่ตรองถึงชีวิตของตนเอง บทเพลงที่บันทึกในพระธรรม 2 ซามูเอล 22 นี้กล่าวถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการปกป้องดาวิด ทรงจัดเตรียมเพื่อพระองค์และทรงช่วยชีวิตพระองค์เมื่อทรงตกอยู่ในอันตราย (ข้อ 3-4, 44) เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดาวิดจึงได้เขียนว่า “ข้าพระองค์…ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์” (ข้อ 50)</p>
<p>เมื่อความสัตย์ซื่อของพระเจ้าเป็นที่ประจักษ์มาตลอดชั่วชีวิตอันยาวนานของเรา พร้อมกับความงดงามที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องรอที่จะเล่าถึงการดูแลของพระองค์ เมื่อเรารู้ว่าไม่ใช่ความสามารถของเราเองที่จะช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ แต่เป็นการดูแลอย่างซื่อสัตย์ของพระบิดาผู้ทรงรัก จิตใจของเราจึงถูกนำไปสู่การสรรเสริญและขอบคุณพระองค์</p>
<p><em>คุณได้เคยเห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาแล้วอย่างไร คุณจะแสดงการขอบพระคุณต่อพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินที่ในทุกฤดูกาลของชีวิต ไม่ว่ายามทุกข์หรือยามสุข ข้าพระองค์ได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์เสมอมา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 10 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a1bee5d6/f408174a.mp3" length="10891803" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์ขอเชิดชูพระองค์ ในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ [ 2 ซามูเอล 22:50 ]
ตลอดประวัติศาสตร์เจ็ดสิบปีในฐานะประมุขของสหราชอาณาจักร พระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงเขียนคำนำเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ไว้ในหนังสือพระราชประวัติเพียงเล่มเดียวที่ชื่อ ราชินีผู้รับใช้และกษัตริย์ที่เธอรับใช้ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เพื่อฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 90 พรรษา โดยเล่าถึงความเชื่อของพระองค์ที่ได้นำพระองค์ให้ทรงรับใช้ประเทศชาติ ในคำนำพระองค์แสดงความขอบคุณที่ทุกคนอธิษฐานเผื่อพระองค์ และขอบคุณพระเจ้าในความรักมั่นคงของพระองค์ พระราชินีทรงสรุปว่า “ฉันได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์จริงๆ”
ถ้อยแถลงที่เรียบง่ายของพระราชินีสะท้อนคำพยานของชายและหญิงในตลอดประวัติศาสตร์ ที่ได้มีประสบการณ์ส่วนตัวถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการดูแลชีวิตของพวกเขา นี่เป็นหัวข้อสำคัญที่แฝงอยู่ในบทเพลงอันไพเราะที่กษัตริย์ดาวิดประพันธ์เมื่อทรงไตร่ตรองถึงชีวิตของตนเอง บทเพลงที่บันทึกในพระธรรม 2 ซามูเอล 22 นี้กล่าวถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในการปกป้องดาวิด ทรงจัดเตรียมเพื่อพระองค์และทรงช่วยชีวิตพระองค์เมื่อทรงตกอยู่ในอันตราย (ข้อ 3-4, 44) เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ดาวิดจึงได้เขียนว่า “ข้าพระองค์…ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์” (ข้อ 50)
เมื่อความสัตย์ซื่อของพระเจ้าเป็นที่ประจักษ์มาตลอดชั่วชีวิตอันยาวนานของเรา พร้อมกับความงดงามที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องรอที่จะเล่าถึงการดูแลของพระองค์ เมื่อเรารู้ว่าไม่ใช่ความสามารถของเราเองที่จะช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ แต่เป็นการดูแลอย่างซื่อสัตย์ของพระบิดาผู้ทรงรัก จิตใจของเราจึงถูกนำไปสู่การสรรเสริญและขอบคุณพระองค์
คุณได้เคยเห็นความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามาแล้วอย่างไร คุณจะแสดงการขอบพระคุณต่อพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์เหลือเกินที่ในทุกฤดูกาลของชีวิต ไม่ว่ายามทุกข์หรือยามสุข ข้าพระองค์ได้เห็นความสัตย์ซื่อของพระองค์เสมอมา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์ขอเชิดชูพระองค์ ในหมู่ประชาชาติทั้งหลาย และร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์ [ 2 ซามูเอล 22:50 ]
ตลอดประวัติศาสตร์เจ็ดสิบปีในฐานะประมุขของสหราชอาณาจักร พระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงเขียนคำนำเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ไว้ในหนังสือพระราชประวัติเพียงเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระวจนะที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระวจนะที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fde61c27-6631-4be4-a0cc-b34ef988eee4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2f1dfef3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ [ 2 ทิโมธี 3:15 ]</p>
<p>เมื่อคริสตินต้องการจะซื้อหนังสือพิเศษสักเล่มให้กับเสี่ยวหูผู้เป็นสามีชาวจีน หนังสือภาษาจีนเล่มเดียวที่เธอหาได้คือพระคัมภีร์ แม้ทั้งคู่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์ แต่เธอก็หวังว่าเขาจะชื่นชอบของขวัญชิ้นนี้ ในตอนแรกเขาโกรธเมื่อเห็นคัมภีร์ แต่ในที่สุดเขาก็หยิบขึ้นมา เมื่อได้อ่านเขารู้สึกเชื่อความจริงในพระคัมภีร์นั้น คริสตินไม่พอใจกับพัฒนาการที่คาดไม่ถึงนี้ เธอจึงเริ่มอ่านพระคัมภีร์เพื่อหักล้างเสี่ยวหู แล้วที่น่าประหลาดใจคือ เธอได้กลับใจมาเชื่อในพระเยซูด้วยผ่านสิ่งที่เธออ่าน</p>
<p>อัครทูตเปาโลรู้ถึงธรรมชาติของพระคัมภีร์ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ท่านเขียนจดหมายจากคุกในกรุงโรม หนุนใจทิโมธีผู้ที่ท่านให้คำปรึกษาอยู่ว่า “จงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว” เพราะ “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ (2ทธ.3:14-15) คำว่า “ดำเนินต่อไป” ในภาษาเดิมคือภาษากรีกนั้น มีความหมายไปถึงการ “ใช้เวลาอยู่กับ” สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย การที่ท่านรู้ว่าทิโมธีอาจเผชิญกับการต่อต้านและการข่มเหง เปาโลจึงต้องการให้เขาพร้อมรับความท้าทายนั้น ท่านเชื่อว่าลูกศิษย์จะพบกำลังและปัญญาในพระคัมภีร์เมื่อเขาใช้เวลาใคร่ครวญความจริงของพระวจนะนั้น</p>
<p>พระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์ทำให้พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับเรา เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เหมือนเช่นที่พระองค์ทรงกระทำกับเสี่ยวหูและคริสติน</p>
<p><em>คุณได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจากการอ่านและการใคร่ครวญพระคัมภีร์ เมื่อใดที่พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประพันธ์เรื่องราวทั้งหมดซึ่งมีชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงดลใจให้พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ให้ชีวิต เมื่อข้าพระองค์อ่านพระคัมภีร์ขอให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ [ 2 ทิโมธี 3:15 ]</p>
<p>เมื่อคริสตินต้องการจะซื้อหนังสือพิเศษสักเล่มให้กับเสี่ยวหูผู้เป็นสามีชาวจีน หนังสือภาษาจีนเล่มเดียวที่เธอหาได้คือพระคัมภีร์ แม้ทั้งคู่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์ แต่เธอก็หวังว่าเขาจะชื่นชอบของขวัญชิ้นนี้ ในตอนแรกเขาโกรธเมื่อเห็นคัมภีร์ แต่ในที่สุดเขาก็หยิบขึ้นมา เมื่อได้อ่านเขารู้สึกเชื่อความจริงในพระคัมภีร์นั้น คริสตินไม่พอใจกับพัฒนาการที่คาดไม่ถึงนี้ เธอจึงเริ่มอ่านพระคัมภีร์เพื่อหักล้างเสี่ยวหู แล้วที่น่าประหลาดใจคือ เธอได้กลับใจมาเชื่อในพระเยซูด้วยผ่านสิ่งที่เธออ่าน</p>
<p>อัครทูตเปาโลรู้ถึงธรรมชาติของพระคัมภีร์ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ท่านเขียนจดหมายจากคุกในกรุงโรม หนุนใจทิโมธีผู้ที่ท่านให้คำปรึกษาอยู่ว่า “จงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว” เพราะ “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ (2ทธ.3:14-15) คำว่า “ดำเนินต่อไป” ในภาษาเดิมคือภาษากรีกนั้น มีความหมายไปถึงการ “ใช้เวลาอยู่กับ” สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย การที่ท่านรู้ว่าทิโมธีอาจเผชิญกับการต่อต้านและการข่มเหง เปาโลจึงต้องการให้เขาพร้อมรับความท้าทายนั้น ท่านเชื่อว่าลูกศิษย์จะพบกำลังและปัญญาในพระคัมภีร์เมื่อเขาใช้เวลาใคร่ครวญความจริงของพระวจนะนั้น</p>
<p>พระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์ทำให้พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับเรา เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เหมือนเช่นที่พระองค์ทรงกระทำกับเสี่ยวหูและคริสติน</p>
<p><em>คุณได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจากการอ่านและการใคร่ครวญพระคัมภีร์ เมื่อใดที่พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประพันธ์เรื่องราวทั้งหมดซึ่งมีชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงดลใจให้พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ให้ชีวิต เมื่อข้าพระองค์อ่านพระคัมภีร์ขอให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 09 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2f1dfef3/16c5bbda.mp3" length="11007138" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ [ 2 ทิโมธี 3:15 ]
เมื่อคริสตินต้องการจะซื้อหนังสือพิเศษสักเล่มให้กับเสี่ยวหูผู้เป็นสามีชาวจีน หนังสือภาษาจีนเล่มเดียวที่เธอหาได้คือพระคัมภีร์ แม้ทั้งคู่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์ แต่เธอก็หวังว่าเขาจะชื่นชอบของขวัญชิ้นนี้ ในตอนแรกเขาโกรธเมื่อเห็นคัมภีร์ แต่ในที่สุดเขาก็หยิบขึ้นมา เมื่อได้อ่านเขารู้สึกเชื่อความจริงในพระคัมภีร์นั้น คริสตินไม่พอใจกับพัฒนาการที่คาดไม่ถึงนี้ เธอจึงเริ่มอ่านพระคัมภีร์เพื่อหักล้างเสี่ยวหู แล้วที่น่าประหลาดใจคือ เธอได้กลับใจมาเชื่อในพระเยซูด้วยผ่านสิ่งที่เธออ่าน
อัครทูตเปาโลรู้ถึงธรรมชาติของพระคัมภีร์ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ท่านเขียนจดหมายจากคุกในกรุงโรม หนุนใจทิโมธีผู้ที่ท่านให้คำปรึกษาอยู่ว่า “จงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว” เพราะ “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ (2ทธ.3:14-15) คำว่า “ดำเนินต่อไป” ในภาษาเดิมคือภาษากรีกนั้น มีความหมายไปถึงการ “ใช้เวลาอยู่กับ” สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย การที่ท่านรู้ว่าทิโมธีอาจเผชิญกับการต่อต้านและการข่มเหง เปาโลจึงต้องการให้เขาพร้อมรับความท้าทายนั้น ท่านเชื่อว่าลูกศิษย์จะพบกำลังและปัญญาในพระคัมภีร์เมื่อเขาใช้เวลาใคร่ครวญความจริงของพระวจนะนั้น
พระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์ทำให้พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับเรา เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เหมือนเช่นที่พระองค์ทรงกระทำกับเสี่ยวหูและคริสติน
คุณได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจากการอ่านและการใคร่ครวญพระคัมภีร์ เมื่อใดที่พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับคุณ
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประพันธ์เรื่องราวทั้งหมดซึ่งมีชีวิต ขอบพระคุณที่ทรงดลใจให้พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ให้ชีวิต เมื่อข้าพระองค์อ่านพระคัมภีร์ขอให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ [ 2 ทิโมธี 3:15 ]
เมื่อคริสตินต้องการจะซื้อหนังสือพิเศษสักเล่มให้กับเสี่ยวหูผู้เป็นสามีชาวจีน หนังสือภาษาจีนเล่มเดียวที่เธอหาได้คือพระคัมภีร์ แม้ทั้งคู่ไม่ได้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วงจรความรักใหญ่ยิ่งของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วงจรความรักใหญ่ยิ่งของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0181ce85-4672-4a14-933a-1eca3f052391</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a9acf2c1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน [ โรม 13:8 ]</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อใหม่ในพระเยซูในวัย 30 ปี ฉันมีคำถามมากมายหลังจากมอบชีวิตให้พระองค์ เมื่อฉันเริ่มอ่านพระคัมภีร์ฉันก็ยิ่งมีคำถามมากขึ้น ฉันจึงขอคำปรึกษาจากเพื่อนว่า “ฉันจะเชื่อฟังคำสั่งทั้งหมดของพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเช้านี้ฉันเพิ่งจะตะคอกใส่สามี!”</p>
<p>“ขอให้อ่านพระคัมภีร์ต่อไป” เธอบอก “และขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยให้เธอรักเหมือนที่พระเยซูรักเธอ”</p>
<p>หลังจากใช้ชีวิตในฐานะลูกของพระเจ้ามากว่ายี่สิบปี ความจริงที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนั้นยังคงช่วยให้ฉัน ยอมรับสามขั้นตอนในวงจรความรักใหญ่ยิ่งของพระองค์ ประการแรก อัครทูตเปาโลยืนยันว่าความรักนั้นเป็นศูนย์กลางในชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซู ประการที่สอง ผู้ติดตามพระคริสต์จะดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟัง โดยการจ่ายหนี้ “ความรักซึ่งมีต่อกัน” อยู่เสมอ “เพราะว่าผู้ที่รักเพื่อนบ้าน ก็ได้ปฏิบัติตามบัญญัติครบถ้วนแล้ว” (รม.13:8) ประการสุดท้าย เราได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน เพราะ “ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย” (ข้อ 10)</p>
<p>เมื่อเราได้สัมผัสถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งสำแดงให้เราเห็นได้ดีที่สุดผ่านการเสียสละของพระคริสต์บนกางเขน ทำให้เราตอบสนองโดยการขอบพระคุณด้วยใจกตัญญูได้ การถวายตัวด้วยใจขอบพระคุณพระเยซูนั้นนำเราไปสู่การรักผู้อื่นด้วยคำพูด การกระทำและทัศนคติของเรา ความรักที่แท้จริงนั้นหลั่งไหลมาจากพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้ทรงเป็นความรัก (1ยน.4:16, 19)</p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยเราทั้งหลายที่จะมีส่วนในวงจรความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์!</p>
<p><em>ในเวลาใดที่คุณไม่อาจรู้สึกถึงความรักของพระเยซูได้ หรือไม่อาจรักผู้อื่นได้เหมือนที่พระองค์ทรงรัก การได้รู้ว่าพระคริสต์รักคุณอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขจะเปลี่ยนแปลงวิธีที่คุณรักผู้อื่นอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักผู้อื่นได้ด้วยความรักอันท่วมท้นที่ทรงมีต่อข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน [ โรม 13:8 ]</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อใหม่ในพระเยซูในวัย 30 ปี ฉันมีคำถามมากมายหลังจากมอบชีวิตให้พระองค์ เมื่อฉันเริ่มอ่านพระคัมภีร์ฉันก็ยิ่งมีคำถามมากขึ้น ฉันจึงขอคำปรึกษาจากเพื่อนว่า “ฉันจะเชื่อฟังคำสั่งทั้งหมดของพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเช้านี้ฉันเพิ่งจะตะคอกใส่สามี!”</p>
<p>“ขอให้อ่านพระคัมภีร์ต่อไป” เธอบอก “และขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยให้เธอรักเหมือนที่พระเยซูรักเธอ”</p>
<p>หลังจากใช้ชีวิตในฐานะลูกของพระเจ้ามากว่ายี่สิบปี ความจริงที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนั้นยังคงช่วยให้ฉัน ยอมรับสามขั้นตอนในวงจรความรักใหญ่ยิ่งของพระองค์ ประการแรก อัครทูตเปาโลยืนยันว่าความรักนั้นเป็นศูนย์กลางในชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซู ประการที่สอง ผู้ติดตามพระคริสต์จะดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟัง โดยการจ่ายหนี้ “ความรักซึ่งมีต่อกัน” อยู่เสมอ “เพราะว่าผู้ที่รักเพื่อนบ้าน ก็ได้ปฏิบัติตามบัญญัติครบถ้วนแล้ว” (รม.13:8) ประการสุดท้าย เราได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน เพราะ “ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย” (ข้อ 10)</p>
<p>เมื่อเราได้สัมผัสถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งสำแดงให้เราเห็นได้ดีที่สุดผ่านการเสียสละของพระคริสต์บนกางเขน ทำให้เราตอบสนองโดยการขอบพระคุณด้วยใจกตัญญูได้ การถวายตัวด้วยใจขอบพระคุณพระเยซูนั้นนำเราไปสู่การรักผู้อื่นด้วยคำพูด การกระทำและทัศนคติของเรา ความรักที่แท้จริงนั้นหลั่งไหลมาจากพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้ทรงเป็นความรัก (1ยน.4:16, 19)</p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยเราทั้งหลายที่จะมีส่วนในวงจรความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์!</p>
<p><em>ในเวลาใดที่คุณไม่อาจรู้สึกถึงความรักของพระเยซูได้ หรือไม่อาจรักผู้อื่นได้เหมือนที่พระองค์ทรงรัก การได้รู้ว่าพระคริสต์รักคุณอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขจะเปลี่ยนแปลงวิธีที่คุณรักผู้อื่นอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักผู้อื่นได้ด้วยความรักอันท่วมท้นที่ทรงมีต่อข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 08 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a9acf2c1/7815e38a.mp3" length="10573921" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>661</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน [ โรม 13:8 ]
ในฐานะผู้เชื่อใหม่ในพระเยซูในวัย 30 ปี ฉันมีคำถามมากมายหลังจากมอบชีวิตให้พระองค์ เมื่อฉันเริ่มอ่านพระคัมภีร์ฉันก็ยิ่งมีคำถามมากขึ้น ฉันจึงขอคำปรึกษาจากเพื่อนว่า “ฉันจะเชื่อฟังคำสั่งทั้งหมดของพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเช้านี้ฉันเพิ่งจะตะคอกใส่สามี!”
“ขอให้อ่านพระคัมภีร์ต่อไป” เธอบอก “และขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยให้เธอรักเหมือนที่พระเยซูรักเธอ”
หลังจากใช้ชีวิตในฐานะลูกของพระเจ้ามากว่ายี่สิบปี ความจริงที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งนั้นยังคงช่วยให้ฉัน ยอมรับสามขั้นตอนในวงจรความรักใหญ่ยิ่งของพระองค์ ประการแรก อัครทูตเปาโลยืนยันว่าความรักนั้นเป็นศูนย์กลางในชีวิตของผู้เชื่อในพระเยซู ประการที่สอง ผู้ติดตามพระคริสต์จะดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟัง โดยการจ่ายหนี้ “ความรักซึ่งมีต่อกัน” อยู่เสมอ “เพราะว่าผู้ที่รักเพื่อนบ้าน ก็ได้ปฏิบัติตามบัญญัติครบถ้วนแล้ว” (รม.13:8) ประการสุดท้าย เราได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน เพราะ “ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย” (ข้อ 10)
เมื่อเราได้สัมผัสถึงความรักอันลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งสำแดงให้เราเห็นได้ดีที่สุดผ่านการเสียสละของพระคริสต์บนกางเขน ทำให้เราตอบสนองโดยการขอบพระคุณด้วยใจกตัญญูได้ การถวายตัวด้วยใจขอบพระคุณพระเยซูนั้นนำเราไปสู่การรักผู้อื่นด้วยคำพูด การกระทำและทัศนคติของเรา ความรักที่แท้จริงนั้นหลั่งไหลมาจากพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวผู้ทรงเป็นความรัก (1ยน.4:16, 19)
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยเราทั้งหลายที่จะมีส่วนในวงจรความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์!
ในเวลาใดที่คุณไม่อาจรู้สึกถึงความรักของพระเยซูได้ หรือไม่อาจรักผู้อื่นได้เหมือนที่พระองค์ทรงรัก การได้รู้ว่าพระคริสต์รักคุณอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไขจะเปลี่ยนแปลงวิธีที่คุณรักผู้อื่นอย่างไร
พระเยซูเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักผู้อื่นได้ด้วยความรักอันท่วมท้นที่ทรงมีต่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน [ โรม 13:8 ]
ในฐานะผู้เชื่อใหม่ในพระเยซูในวัย 30 ปี ฉันมีคำถามมากมายหลังจากมอบชีวิตให้พระองค์ เมื่อฉันเริ่มอ่านพระคัมภีร์ฉันก็ยิ่งมีคำถามมากขึ้น ฉันจึงขอคำปรึกษาจากเพื่อนว่า “ฉันจะเชื่อฟังคำสั่งทั้งหมดของพระเจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำให้ต่ำลง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทำให้ต่ำลง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2dfcf1a1-da64-48d4-b0a2-2bd0954f02cc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d06c5848</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ความเย่อหยิ่งของคนนำเขาให้ต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ [ สุภาษิต 29:23 ]</p>
<p>เมื่อความเย่อหยิ่งนำหน้าก็มักจะนำไปสู่ความอัปยศอดสู นี่เป็นประสบกาณ์ของชายคนหนึ่งในประเทศนอร์เวย์ บุคคลผู้นี้ไม่แม้แต่จะสวมชุดสำหรับวิ่ง เขาท้าทายด้วยความหยิ่งผยองที่จะแข่งขันกับคาร์สเตน วาร์โฮล์ม ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติโลกในการวิ่งข้ามรั้ว 400 เมตร วาร์โฮล์มที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในสนามฝึกสาธารณะในร่มรับคำท้านั้นโดยทิ้งผู้ท้าทายแบบไม่เห็นฝุ่น และที่เส้นชัยแชมป์โลก 2 สมัยผู้นี้ยิ้มเมื่อชายคนนั้นยืนกรานว่าตนออกสตาร์ทได้ไม่ดีและต้องการจะแข่งขันอีกครั้ง!</p>
<p>ในพระธรรมสุภาษิต 29:23 กล่าวว่า “ความเย่อหยิ่งของคนนำให้เขาต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ” การที่พระเจ้าทรงจัดการกับคนเย่อหยิ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ซาโลมอนโปรดปรานในพระธรรมเล่มนี้ (11:2; 16:18; 18:12) คำว่า เย่อหยิ่ง ในข้อเหล่านี้หมายถึง “โอ้อวด” หรือ “ยกตัวขึ้น” โดยรับเกียรติในสิ่งที่เป็นของพระเจ้าโดยชอบธรรม เมื่อเราเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เราจะคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าที่ควร ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดจะยกตัวขึ้นผู้นั้นจะต้องถูกเหยียดลง ผู้ใดถ่อมตัวลง ผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น” (มธ.23:12) ทั้งพระเยซูและซาโลมอนแนะนำให้เราใช้ชีวิตอย่างถ่อมตัวและด้วยใจถ่อม นี่ไม่ใช่ความถ่อมตนอย่างผิดๆ แต่เป็นการมองเห็นตนเองในขอบเขตที่ถูกต้องและยอมรับว่าทุกสิ่งที่เราได้รับนั้นมาจากพระเจ้า ซึ่งเป็นการฉลาดที่จะไม่ “ปากไว” ในการพูดสิ่งใดอย่างหยิ่งผยอง (สภษ.29:20)</p>
<p>ให้เราทูลขอพระเจ้าที่จะประทานจิตใจและสติปัญญาในการถ่อมตัวลงเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และหลีกเลี่ยงจากความอัปยศอดสู</p>
<p><em>คุณได้เคยมีประสบการณ์กับความถ่อมตัวที่นำมาซึ่งเกียรตินี้เมื่อใดบ้าง คุณจะถ่อมตัวลงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ด้วยวิธีใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเตือนข้าพระองค์ว่าการถ่อมตัวลง คือหนทางที่นำไปสู่การได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ความเย่อหยิ่งของคนนำเขาให้ต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ [ สุภาษิต 29:23 ]</p>
<p>เมื่อความเย่อหยิ่งนำหน้าก็มักจะนำไปสู่ความอัปยศอดสู นี่เป็นประสบกาณ์ของชายคนหนึ่งในประเทศนอร์เวย์ บุคคลผู้นี้ไม่แม้แต่จะสวมชุดสำหรับวิ่ง เขาท้าทายด้วยความหยิ่งผยองที่จะแข่งขันกับคาร์สเตน วาร์โฮล์ม ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติโลกในการวิ่งข้ามรั้ว 400 เมตร วาร์โฮล์มที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในสนามฝึกสาธารณะในร่มรับคำท้านั้นโดยทิ้งผู้ท้าทายแบบไม่เห็นฝุ่น และที่เส้นชัยแชมป์โลก 2 สมัยผู้นี้ยิ้มเมื่อชายคนนั้นยืนกรานว่าตนออกสตาร์ทได้ไม่ดีและต้องการจะแข่งขันอีกครั้ง!</p>
<p>ในพระธรรมสุภาษิต 29:23 กล่าวว่า “ความเย่อหยิ่งของคนนำให้เขาต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ” การที่พระเจ้าทรงจัดการกับคนเย่อหยิ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ซาโลมอนโปรดปรานในพระธรรมเล่มนี้ (11:2; 16:18; 18:12) คำว่า เย่อหยิ่ง ในข้อเหล่านี้หมายถึง “โอ้อวด” หรือ “ยกตัวขึ้น” โดยรับเกียรติในสิ่งที่เป็นของพระเจ้าโดยชอบธรรม เมื่อเราเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เราจะคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าที่ควร ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดจะยกตัวขึ้นผู้นั้นจะต้องถูกเหยียดลง ผู้ใดถ่อมตัวลง ผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น” (มธ.23:12) ทั้งพระเยซูและซาโลมอนแนะนำให้เราใช้ชีวิตอย่างถ่อมตัวและด้วยใจถ่อม นี่ไม่ใช่ความถ่อมตนอย่างผิดๆ แต่เป็นการมองเห็นตนเองในขอบเขตที่ถูกต้องและยอมรับว่าทุกสิ่งที่เราได้รับนั้นมาจากพระเจ้า ซึ่งเป็นการฉลาดที่จะไม่ “ปากไว” ในการพูดสิ่งใดอย่างหยิ่งผยอง (สภษ.29:20)</p>
<p>ให้เราทูลขอพระเจ้าที่จะประทานจิตใจและสติปัญญาในการถ่อมตัวลงเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และหลีกเลี่ยงจากความอัปยศอดสู</p>
<p><em>คุณได้เคยมีประสบการณ์กับความถ่อมตัวที่นำมาซึ่งเกียรตินี้เมื่อใดบ้าง คุณจะถ่อมตัวลงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ด้วยวิธีใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเตือนข้าพระองค์ว่าการถ่อมตัวลง คือหนทางที่นำไปสู่การได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 07 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d06c5848/a77a1a19.mp3" length="11561732" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>723</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความเย่อหยิ่งของคนนำเขาให้ต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ [ สุภาษิต 29:23 ]
เมื่อความเย่อหยิ่งนำหน้าก็มักจะนำไปสู่ความอัปยศอดสู นี่เป็นประสบกาณ์ของชายคนหนึ่งในประเทศนอร์เวย์ บุคคลผู้นี้ไม่แม้แต่จะสวมชุดสำหรับวิ่ง เขาท้าทายด้วยความหยิ่งผยองที่จะแข่งขันกับคาร์สเตน วาร์โฮล์ม ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติโลกในการวิ่งข้ามรั้ว 400 เมตร วาร์โฮล์มที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในสนามฝึกสาธารณะในร่มรับคำท้านั้นโดยทิ้งผู้ท้าทายแบบไม่เห็นฝุ่น และที่เส้นชัยแชมป์โลก 2 สมัยผู้นี้ยิ้มเมื่อชายคนนั้นยืนกรานว่าตนออกสตาร์ทได้ไม่ดีและต้องการจะแข่งขันอีกครั้ง!
ในพระธรรมสุภาษิต 29:23 กล่าวว่า “ความเย่อหยิ่งของคนนำให้เขาต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ” การที่พระเจ้าทรงจัดการกับคนเย่อหยิ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ซาโลมอนโปรดปรานในพระธรรมเล่มนี้ (11:2; 16:18; 18:12) คำว่า เย่อหยิ่ง ในข้อเหล่านี้หมายถึง “โอ้อวด” หรือ “ยกตัวขึ้น” โดยรับเกียรติในสิ่งที่เป็นของพระเจ้าโดยชอบธรรม เมื่อเราเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เราจะคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าที่ควร ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดจะยกตัวขึ้นผู้นั้นจะต้องถูกเหยียดลง ผู้ใดถ่อมตัวลง ผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น” (มธ.23:12) ทั้งพระเยซูและซาโลมอนแนะนำให้เราใช้ชีวิตอย่างถ่อมตัวและด้วยใจถ่อม นี่ไม่ใช่ความถ่อมตนอย่างผิดๆ แต่เป็นการมองเห็นตนเองในขอบเขตที่ถูกต้องและยอมรับว่าทุกสิ่งที่เราได้รับนั้นมาจากพระเจ้า ซึ่งเป็นการฉลาดที่จะไม่ “ปากไว” ในการพูดสิ่งใดอย่างหยิ่งผยอง (สภษ.29:20)
ให้เราทูลขอพระเจ้าที่จะประทานจิตใจและสติปัญญาในการถ่อมตัวลงเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์และหลีกเลี่ยงจากความอัปยศอดสู
คุณได้เคยมีประสบการณ์กับความถ่อมตัวที่นำมาซึ่งเกียรตินี้เมื่อใดบ้าง คุณจะถ่อมตัวลงจำเพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ด้วยวิธีใด
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเตือนข้าพระองค์ว่าการถ่อมตัวลง คือหนทางที่นำไปสู่การได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความเย่อหยิ่งของคนนำเขาให้ต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ [ สุภาษิต 29:23 ]
เมื่อความเย่อหยิ่งนำหน้าก็มักจะนำไปสู่ความอัปยศอดสู นี่เป็นประสบกาณ์ของชายคนหนึ่งในประเทศนอร์เวย์ บุคคลผู้นี้ไม่แม้แต่จะสวมชุดสำหรับวิ่ง เขาท้าทายด้วยความหยิ่งผยองที่จะแข่งข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทูตสวรรค์บนกำแพง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทูตสวรรค์บนกำแพง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bd84195f-666e-4085-909c-63b02751e188</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/176052de</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แต่เราทั้งหลายได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าของเรา และวางยามป้องกันเขาทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน [ เนหะมีย์ 4:9 ]</p>
<p>เมื่อวอลเลซและแมรี่ บราวน์ย้ายไปยังย่านเสื่อมโทรมในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่แทบไม่มีชีวิต พวกเขาไม่รู้ว่าพวกแก๊งได้ใช้บริเวณบ้านและคริสตจักรของพวกเขาเป็นฐานที่มั่นใหญ่ บ้านของครอบครัวบราวน์ถูกก้อนอิฐขว้างเข้ามาทางหน้าต่าง จุดไฟเผารั้ว และลูกๆถูกข่มขู่ การข่มเหงนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายเดือน โดยตำรวจไม่สามารถหยุดยั้งได้</p>
<p>พระธรรมเนหะมีย์เล่าถึงวิธีที่คนอิสราเอลสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มที่พังทลายลงขึ้นใหม่ เมื่อคนท้องถิ่นออกมา “ก่อการโกลาหลขึ้น” โดยข่มขู่พวกเขาด้วยความรุนแรง (นหม.4:8) แต่คนอิสราเอล “ได้อ้อนวอนต่อพระเจ้า…และวางยามป้องกัน” (ข้อ 9) ครอบครัวบราวน์รู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขาด้วยพระธรรมตอนนี้ทั้งครอบครัวและอีกสองสามคนจึงพากันเดินรอบกำแพงคริสตจักร อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงตั้งทูตสวรรค์เป็นยามอารักขาพวกเขา พวกแก๊งส่งเสียงเย้ยหยัน แต่รุ่งขึ้นมีพวกแก๊งมาปรากฏตัวเพียงครึ่งเดียว วันต่อมามีมาแค่ห้าคน และอีกวันต่อมาก็ไม่มีใครมาเลย ภายหลังพวกบราวน์ได้ยินว่าแก๊งนี้ได้เลิกข่มขวัญผู้คนแล้ว</p>
<p>การตอบคำอธิษฐานอย่างอัศจรรย์นี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการปกป้องตัวเราเอง แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการต่อต้านงานของพระเจ้าจะมาถึงและเราต้องต่อสู้ด้วยอาวุธแห่งการอธิษฐาน “จงระลึกถึงพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงกลัว” เนหะมีย์บอกกับคนอิสราเอล (ข้อ 14) ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงสามารถขจัดจิตใจที่ดุร้ายและปลดปล่อยให้เป็นไทได้</p>
<p><em>คุณจะทำอย่างไรในสถานการณ์ของครอบครัวบราวน์ ในวันนี้คุณจำเป็นต้องอธิษฐานเพื่อให้ใครได้รับการปลดปล่อยบ้าง</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ขอทรงปกป้องคนของพระองค์โดยทูตสวรรค์ที่มีกำลังมากและขอทรงปลดปล่อยหัวใจของผู้คนที่เป็นศัตรูกับพระองค์ให้เป็นไท</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แต่เราทั้งหลายได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าของเรา และวางยามป้องกันเขาทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน [ เนหะมีย์ 4:9 ]</p>
<p>เมื่อวอลเลซและแมรี่ บราวน์ย้ายไปยังย่านเสื่อมโทรมในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่แทบไม่มีชีวิต พวกเขาไม่รู้ว่าพวกแก๊งได้ใช้บริเวณบ้านและคริสตจักรของพวกเขาเป็นฐานที่มั่นใหญ่ บ้านของครอบครัวบราวน์ถูกก้อนอิฐขว้างเข้ามาทางหน้าต่าง จุดไฟเผารั้ว และลูกๆถูกข่มขู่ การข่มเหงนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายเดือน โดยตำรวจไม่สามารถหยุดยั้งได้</p>
<p>พระธรรมเนหะมีย์เล่าถึงวิธีที่คนอิสราเอลสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มที่พังทลายลงขึ้นใหม่ เมื่อคนท้องถิ่นออกมา “ก่อการโกลาหลขึ้น” โดยข่มขู่พวกเขาด้วยความรุนแรง (นหม.4:8) แต่คนอิสราเอล “ได้อ้อนวอนต่อพระเจ้า…และวางยามป้องกัน” (ข้อ 9) ครอบครัวบราวน์รู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขาด้วยพระธรรมตอนนี้ทั้งครอบครัวและอีกสองสามคนจึงพากันเดินรอบกำแพงคริสตจักร อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงตั้งทูตสวรรค์เป็นยามอารักขาพวกเขา พวกแก๊งส่งเสียงเย้ยหยัน แต่รุ่งขึ้นมีพวกแก๊งมาปรากฏตัวเพียงครึ่งเดียว วันต่อมามีมาแค่ห้าคน และอีกวันต่อมาก็ไม่มีใครมาเลย ภายหลังพวกบราวน์ได้ยินว่าแก๊งนี้ได้เลิกข่มขวัญผู้คนแล้ว</p>
<p>การตอบคำอธิษฐานอย่างอัศจรรย์นี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการปกป้องตัวเราเอง แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการต่อต้านงานของพระเจ้าจะมาถึงและเราต้องต่อสู้ด้วยอาวุธแห่งการอธิษฐาน “จงระลึกถึงพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงกลัว” เนหะมีย์บอกกับคนอิสราเอล (ข้อ 14) ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงสามารถขจัดจิตใจที่ดุร้ายและปลดปล่อยให้เป็นไทได้</p>
<p><em>คุณจะทำอย่างไรในสถานการณ์ของครอบครัวบราวน์ ในวันนี้คุณจำเป็นต้องอธิษฐานเพื่อให้ใครได้รับการปลดปล่อยบ้าง</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ขอทรงปกป้องคนของพระองค์โดยทูตสวรรค์ที่มีกำลังมากและขอทรงปลดปล่อยหัวใจของผู้คนที่เป็นศัตรูกับพระองค์ให้เป็นไท</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 06 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/176052de/b7624ff8.mp3" length="11326015" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>708</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่เราทั้งหลายได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าของเรา และวางยามป้องกันเขาทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน [ เนหะมีย์ 4:9 ]
เมื่อวอลเลซและแมรี่ บราวน์ย้ายไปยังย่านเสื่อมโทรมในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่แทบไม่มีชีวิต พวกเขาไม่รู้ว่าพวกแก๊งได้ใช้บริเวณบ้านและคริสตจักรของพวกเขาเป็นฐานที่มั่นใหญ่ บ้านของครอบครัวบราวน์ถูกก้อนอิฐขว้างเข้ามาทางหน้าต่าง จุดไฟเผารั้ว และลูกๆถูกข่มขู่ การข่มเหงนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายเดือน โดยตำรวจไม่สามารถหยุดยั้งได้
พระธรรมเนหะมีย์เล่าถึงวิธีที่คนอิสราเอลสร้างกำแพงกรุงเยรูซาเล็มที่พังทลายลงขึ้นใหม่ เมื่อคนท้องถิ่นออกมา “ก่อการโกลาหลขึ้น” โดยข่มขู่พวกเขาด้วยความรุนแรง (นหม.4:8) แต่คนอิสราเอล “ได้อ้อนวอนต่อพระเจ้า…และวางยามป้องกัน” (ข้อ 9) ครอบครัวบราวน์รู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงนำพวกเขาด้วยพระธรรมตอนนี้ทั้งครอบครัวและอีกสองสามคนจึงพากันเดินรอบกำแพงคริสตจักร อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงตั้งทูตสวรรค์เป็นยามอารักขาพวกเขา พวกแก๊งส่งเสียงเย้ยหยัน แต่รุ่งขึ้นมีพวกแก๊งมาปรากฏตัวเพียงครึ่งเดียว วันต่อมามีมาแค่ห้าคน และอีกวันต่อมาก็ไม่มีใครมาเลย ภายหลังพวกบราวน์ได้ยินว่าแก๊งนี้ได้เลิกข่มขวัญผู้คนแล้ว
การตอบคำอธิษฐานอย่างอัศจรรย์นี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการปกป้องตัวเราเอง แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการต่อต้านงานของพระเจ้าจะมาถึงและเราต้องต่อสู้ด้วยอาวุธแห่งการอธิษฐาน “จงระลึกถึงพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงกลัว” เนหะมีย์บอกกับคนอิสราเอล (ข้อ 14) ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงสามารถขจัดจิตใจที่ดุร้ายและปลดปล่อยให้เป็นไทได้
คุณจะทำอย่างไรในสถานการณ์ของครอบครัวบราวน์ ในวันนี้คุณจำเป็นต้องอธิษฐานเพื่อให้ใครได้รับการปลดปล่อยบ้าง
พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ขอทรงปกป้องคนของพระองค์โดยทูตสวรรค์ที่มีกำลังมากและขอทรงปลดปล่อยหัวใจของผู้คนที่เป็นศัตรูกับพระองค์ให้เป็นไท</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่เราทั้งหลายได้อ้อนวอนต่อพระเจ้าของเรา และวางยามป้องกันเขาทั้งหลายทั้งกลางวันกลางคืน [ เนหะมีย์ 4:9 ]
เมื่อวอลเลซและแมรี่ บราวน์ย้ายไปยังย่านเสื่อมโทรมในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่แทบไม่มีชีวิต พวกเขาไม่รู้ว่าพวกแก๊งไ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.3 "ทำไมรอบตัวฉันมีแต่คนไม่น่ารัก"</title>
      <itunes:episode>3</itunes:episode>
      <podcast:episode>3</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.3 "ทำไมรอบตัวฉันมีแต่คนไม่น่ารัก"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">36594357-c345-4152-8bea-21a65dac8920</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6132bf03</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ทำไมคนนี้ไม่เห็นเป็นเหมือนที่ฉันคิดเลยอ่ะ?
ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเราอ่ะ เขาเชื่อพระเจ้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
เขาทำตัวไม่น่ารักเลย

คุณอาจจะเคยคิดหรือถามคำถามแบบนี้ ในขณะที่ตัวเราเองก็ไม่ได้น่ารักสำหรับใครบางเช่นกัน แล้วแบบนี้เราควรคิดหรือทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.3 "ทำไมรอบตัวฉันมีแต่คนไม่น่ารัก"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ทำไมคนนี้ไม่เห็นเป็นเหมือนที่ฉันคิดเลยอ่ะ?
ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเราอ่ะ เขาเชื่อพระเจ้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
เขาทำตัวไม่น่ารักเลย

คุณอาจจะเคยคิดหรือถามคำถามแบบนี้ ในขณะที่ตัวเราเองก็ไม่ได้น่ารักสำหรับใครบางเช่นกัน แล้วแบบนี้เราควรคิดหรือทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.3 "ทำไมรอบตัวฉันมีแต่คนไม่น่ารัก"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 06 Feb 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6132bf03/731c3262.mp3" length="26362643" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/d7DDXxaJYqkNxv7BWEIx0B8qMezHluOxjDcc9B72v-c/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS81OWYy/NDQ3N2MxYzQ5YWMy/NGFlYjZjNzVhM2U2/MGFmOS5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1091</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทำไมคนนี้ไม่เห็นเป็นเหมือนที่ฉันคิดเลยอ่ะ?
ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเราอ่ะ เขาเชื่อพระเจ้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
เขาทำตัวไม่น่ารักเลย

คุณอาจจะเคยคิดหรือถามคำถามแบบนี้ ในขณะที่ตัวเราเองก็ไม่ได้น่ารักสำหรับใครบางเช่นกัน แล้วแบบนี้เราควรคิดหรือทำอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.3 "ทำไมรอบตัวฉันมีแต่คนไม่น่ารัก"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทำไมคนนี้ไม่เห็นเป็นเหมือนที่ฉันคิดเลยอ่ะ?
ทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับเราอ่ะ เขาเชื่อพระเจ้าเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
เขาทำตัวไม่น่ารักเลย

คุณอาจจะเคยคิดหรือถามคำถามแบบนี้ ในขณะที่ตัวเราเองก็ไม่ได้น่ารักสำหรับใครบางเช่นกัน แล้วแบบนี้เราควรคิดหรือทำอย่างไร?

มาลองฟั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มอบถวายแด่พระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มอบถวายแด่พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8d19d72f-e343-4c33-bb24-e90b595563af</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/358df358</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ (แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้) [ ปฐมกาล 22:14 ]</p>
<p>จั๊ดสัน แวน ดีเวนเทอร์เกิดในฟาร์มแห่งหนึ่ง เขาเรียนวาดรูป ศึกษาศิลปะและกลายมาเป็นครูสอนศิลปะ แต่พระเจ้ามีแผนการสำหรับเขาที่ต่างออกไป เพื่อนๆเห็นคุณค่าของงานที่เขาทำในคริสตจักรและหนุนใจให้เขาออกไปประกาศ จั๊ดสันรู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าเช่นกัน แต่เป็นเรื่องยากที่เขาจะทิ้งความรักในการสอนศิลปะ เขาปล้ำสู้กับพระเจ้า แต่ “ในที่สุด” เขาบันทึกว่า “ชั่วโมงที่สำคัญยิ่งในชีวิตมาถึงแล้ว และข้าพเจ้าขอมอบถวายทุกสิ่ง”</p>
<p>เราไม่อาจจิตนาการได้ถึงหัวใจที่แตกสลายของอับราฮัมเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เสียสละอิสอัคบุตรชาย เมื่อเริ่มเข้าใจคำบัญชาของพระเจ้าที่ให้ “ถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา” (ปฐก.22:2) เราถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้ถวายสิ่งมีค่าใดเป็นเครื่องบูชา ในท้ายที่สุดเรารู้ว่าพระองค์ทรงไว้ชีวิตอิสอัค (ข้อ 12) แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คืออับราฮัมเต็มใจมอบถวายสิ่งที่มีค่าที่สุดของตน ท่านไว้วางใจพระเจ้าที่จะทรงจัดเตรียมในท่ามกลางการทรงเรียกที่ยากที่สุด</p>
<p>เราบอกว่าเรารักพระเจ้า แต่เราเต็มใจที่จะสละสิ่งที่เรารักที่สุดไหม จั๊ดสันทำตามการทรงเรียกของพระเจ้าเข้าสู่งานประกาศข่าวประเสริฐ และต่อมาได้ประพันธ์บทเพลงนมัสการอันทรงคุณค่า “ข้าฯมอบทุกสิ่งแด่พระเยซู” ในเวลาไม่นานนักพระเจ้า​ได้ทรง​เรียกให้เขากลับสู่งาน​สอน นักเรียนคนหนึ่งของเขาคือชายหนุ่มที่ชื่อบิลลี่ เกรแฮม</p>
<p>แผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรานั้นมีจุดมุ่งหมายที่เราคาดไม่ถึง พระองค์ทรงรอคอยที่เราจะยอมสละสิ่งที่เรารักที่สุด ซึ่งดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราพอจะทำได้ เพราะในท้ายที่สุดพระองค์ได้ทรงสละพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อเรา</p>
<p><em>พระเจ้ามีการทรงเรียกใดสำหรับคุณ คุณจำเป็นต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต่อสู้เพื่อจะยอมจำนวนทุกส่วนในชีวิตของข้าพระองค์ แด่พระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ (แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้) [ ปฐมกาล 22:14 ]</p>
<p>จั๊ดสัน แวน ดีเวนเทอร์เกิดในฟาร์มแห่งหนึ่ง เขาเรียนวาดรูป ศึกษาศิลปะและกลายมาเป็นครูสอนศิลปะ แต่พระเจ้ามีแผนการสำหรับเขาที่ต่างออกไป เพื่อนๆเห็นคุณค่าของงานที่เขาทำในคริสตจักรและหนุนใจให้เขาออกไปประกาศ จั๊ดสันรู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าเช่นกัน แต่เป็นเรื่องยากที่เขาจะทิ้งความรักในการสอนศิลปะ เขาปล้ำสู้กับพระเจ้า แต่ “ในที่สุด” เขาบันทึกว่า “ชั่วโมงที่สำคัญยิ่งในชีวิตมาถึงแล้ว และข้าพเจ้าขอมอบถวายทุกสิ่ง”</p>
<p>เราไม่อาจจิตนาการได้ถึงหัวใจที่แตกสลายของอับราฮัมเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เสียสละอิสอัคบุตรชาย เมื่อเริ่มเข้าใจคำบัญชาของพระเจ้าที่ให้ “ถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา” (ปฐก.22:2) เราถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้ถวายสิ่งมีค่าใดเป็นเครื่องบูชา ในท้ายที่สุดเรารู้ว่าพระองค์ทรงไว้ชีวิตอิสอัค (ข้อ 12) แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คืออับราฮัมเต็มใจมอบถวายสิ่งที่มีค่าที่สุดของตน ท่านไว้วางใจพระเจ้าที่จะทรงจัดเตรียมในท่ามกลางการทรงเรียกที่ยากที่สุด</p>
<p>เราบอกว่าเรารักพระเจ้า แต่เราเต็มใจที่จะสละสิ่งที่เรารักที่สุดไหม จั๊ดสันทำตามการทรงเรียกของพระเจ้าเข้าสู่งานประกาศข่าวประเสริฐ และต่อมาได้ประพันธ์บทเพลงนมัสการอันทรงคุณค่า “ข้าฯมอบทุกสิ่งแด่พระเยซู” ในเวลาไม่นานนักพระเจ้า​ได้ทรง​เรียกให้เขากลับสู่งาน​สอน นักเรียนคนหนึ่งของเขาคือชายหนุ่มที่ชื่อบิลลี่ เกรแฮม</p>
<p>แผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรานั้นมีจุดมุ่งหมายที่เราคาดไม่ถึง พระองค์ทรงรอคอยที่เราจะยอมสละสิ่งที่เรารักที่สุด ซึ่งดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราพอจะทำได้ เพราะในท้ายที่สุดพระองค์ได้ทรงสละพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อเรา</p>
<p><em>พระเจ้ามีการทรงเรียกใดสำหรับคุณ คุณจำเป็นต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต่อสู้เพื่อจะยอมจำนวนทุกส่วนในชีวิตของข้าพระองค์ แด่พระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 05 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/358df358/9ebcdd58.mp3" length="12078344" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>755</itunes:duration>
      <itunes:summary>อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ (แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้) [ ปฐมกาล 22:14 ]
จั๊ดสัน แวน ดีเวนเทอร์เกิดในฟาร์มแห่งหนึ่ง เขาเรียนวาดรูป ศึกษาศิลปะและกลายมาเป็นครูสอนศิลปะ แต่พระเจ้ามีแผนการสำหรับเขาที่ต่างออกไป เพื่อนๆเห็นคุณค่าของงานที่เขาทำในคริสตจักรและหนุนใจให้เขาออกไปประกาศ จั๊ดสันรู้สึกถึงการทรงเรียกของพระเจ้าเช่นกัน แต่เป็นเรื่องยากที่เขาจะทิ้งความรักในการสอนศิลปะ เขาปล้ำสู้กับพระเจ้า แต่ “ในที่สุด” เขาบันทึกว่า “ชั่วโมงที่สำคัญยิ่งในชีวิตมาถึงแล้ว และข้าพเจ้าขอมอบถวายทุกสิ่ง”
เราไม่อาจจิตนาการได้ถึงหัวใจที่แตกสลายของอับราฮัมเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เสียสละอิสอัคบุตรชาย เมื่อเริ่มเข้าใจคำบัญชาของพระเจ้าที่ให้ “ถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา” (ปฐก.22:2) เราถามตัวเองว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้ถวายสิ่งมีค่าใดเป็นเครื่องบูชา ในท้ายที่สุดเรารู้ว่าพระองค์ทรงไว้ชีวิตอิสอัค (ข้อ 12) แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คืออับราฮัมเต็มใจมอบถวายสิ่งที่มีค่าที่สุดของตน ท่านไว้วางใจพระเจ้าที่จะทรงจัดเตรียมในท่ามกลางการทรงเรียกที่ยากที่สุด
เราบอกว่าเรารักพระเจ้า แต่เราเต็มใจที่จะสละสิ่งที่เรารักที่สุดไหม จั๊ดสันทำตามการทรงเรียกของพระเจ้าเข้าสู่งานประกาศข่าวประเสริฐ และต่อมาได้ประพันธ์บทเพลงนมัสการอันทรงคุณค่า “ข้าฯมอบทุกสิ่งแด่พระเยซู” ในเวลาไม่นานนักพระเจ้า​ได้ทรง​เรียกให้เขากลับสู่งาน​สอน นักเรียนคนหนึ่งของเขาคือชายหนุ่มที่ชื่อบิลลี่ เกรแฮม
แผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรานั้นมีจุดมุ่งหมายที่เราคาดไม่ถึง พระองค์ทรงรอคอยที่เราจะยอมสละสิ่งที่เรารักที่สุด ซึ่งดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราพอจะทำได้ เพราะในท้ายที่สุดพระองค์ได้ทรงสละพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อเรา
พระเจ้ามีการทรงเรียกใดสำหรับคุณ คุณจำเป็นต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อพระองค์
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต่อสู้เพื่อจะยอมจำนวนทุกส่วนในชีวิตของข้าพระองค์ แด่พระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ไว้วางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ (แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้) [ ปฐมกาล 22:14 ]
จั๊ดสัน แวน ดีเวนเทอร์เกิดในฟาร์มแห่งหนึ่ง เขาเรียนวาดรูป ศึกษาศิลปะและกลายมาเป็นครูสอนศิลปะ แต่พระเจ้ามีแผนการสำหรับเขาที่ต่างออกไป เพื่อนๆเห็นคุณค่าของงานที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ส่งเสริมศักดิ์ศรี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ส่งเสริมศักดิ์ศรี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9979b148-378f-4a8c-8680-7f77ffb35ca0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c26b3d6a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ [ ยอห์น 8:10 ]</p>
<p>เพื่อนสาวของแม็กกี้ปรากฏตัวในคริสตจักรด้วยชุดที่ดูน่าตกใจ แต่ก็ไม่ควรมีใครแปลกใจเพราะเธอเป็นหญิงขายบริการ เพื่อนผู้มาเยือนของแม็กกี้ขยับตัวในที่นั่งของเธออย่างกระสับกระส่าย สลับกับคอยดึงกระโปรงที่สั้นเกินไปและกอดอกอย่างระวังตัว</p>
<p>“โอ เธอหนาวเหรอ” แม็กกี้ถาม เพื่อหันเหความสนใจจากการแต่งตัวของเธออย่างชาญฉลาด “เอานี่! เอาผ้าคลุมไหล่ของฉัน” แม็กกี้ได้แนะนำให้คนจำนวนหลายสิบคนมารู้จักพระเยซูอย่างง่ายๆ โดยชวนพวกเขามาคริสตจักรและช่วยให้พวกเขารู้สึกสบายใจ ข่าวประเสริฐมีหนทางส่องสว่างผ่านวิธีการที่เธอทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ เธอปฏิบัติต่อทุกคนอย่างมีศักดิ์ศรี</p>
<p>เมื่อผู้นำทางศาสนานำตัวผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเยซูด้วยข้อหารุนแรงฐานล่วงประเวณี (ซึ่งถูกต้อง) พระคริสต์ก็ไม่ได้แสดงความสนใจเธอจนกระทั่งทรงทำให้พวกผู้กล่าวหาเธอละจากไป เมื่อพวกเขาไปแล้วพระองค์จะทรงต่อว่าเธอก็ได้ แต่กลับทรงถามคำถามง่ายๆ สองข้อ “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด” และ “ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” (ยน.8:10) แน่นอนว่าคำตอบของคำถามข้อหลัง คือ ไม่มีใครเลย พระเยซูจึงประทานข่าวประเสริฐแก่เธอด้วยข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน” และคำเชื้อเชิญที่ว่า “จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” (ข้อ 11)</p>
<p>อย่าประเมินพลังของความรักแท้ที่มีต่อผู้คนต่ำเกินไป เพราะความรักเช่นนั้นจะไม่กล่าวโทษ ทั้งยังส่งเสริมความมีศักดิ์ศรีและการให้อภัยแก่ทุกคน</p>
<p><em>คุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นคนที่มีวิถีชีวิตอยู่ในความบาป คุณจะชวนใครมาคริสตจักรในสัปดาห์นี้ และจะพาพวกเขามาได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่มีวิญญาณแห่งการตัดสิน และขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะสำแดงความรักและพระคุณของพระองค์แก่ผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ [ ยอห์น 8:10 ]</p>
<p>เพื่อนสาวของแม็กกี้ปรากฏตัวในคริสตจักรด้วยชุดที่ดูน่าตกใจ แต่ก็ไม่ควรมีใครแปลกใจเพราะเธอเป็นหญิงขายบริการ เพื่อนผู้มาเยือนของแม็กกี้ขยับตัวในที่นั่งของเธออย่างกระสับกระส่าย สลับกับคอยดึงกระโปรงที่สั้นเกินไปและกอดอกอย่างระวังตัว</p>
<p>“โอ เธอหนาวเหรอ” แม็กกี้ถาม เพื่อหันเหความสนใจจากการแต่งตัวของเธออย่างชาญฉลาด “เอานี่! เอาผ้าคลุมไหล่ของฉัน” แม็กกี้ได้แนะนำให้คนจำนวนหลายสิบคนมารู้จักพระเยซูอย่างง่ายๆ โดยชวนพวกเขามาคริสตจักรและช่วยให้พวกเขารู้สึกสบายใจ ข่าวประเสริฐมีหนทางส่องสว่างผ่านวิธีการที่เธอทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ เธอปฏิบัติต่อทุกคนอย่างมีศักดิ์ศรี</p>
<p>เมื่อผู้นำทางศาสนานำตัวผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเยซูด้วยข้อหารุนแรงฐานล่วงประเวณี (ซึ่งถูกต้อง) พระคริสต์ก็ไม่ได้แสดงความสนใจเธอจนกระทั่งทรงทำให้พวกผู้กล่าวหาเธอละจากไป เมื่อพวกเขาไปแล้วพระองค์จะทรงต่อว่าเธอก็ได้ แต่กลับทรงถามคำถามง่ายๆ สองข้อ “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด” และ “ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” (ยน.8:10) แน่นอนว่าคำตอบของคำถามข้อหลัง คือ ไม่มีใครเลย พระเยซูจึงประทานข่าวประเสริฐแก่เธอด้วยข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน” และคำเชื้อเชิญที่ว่า “จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” (ข้อ 11)</p>
<p>อย่าประเมินพลังของความรักแท้ที่มีต่อผู้คนต่ำเกินไป เพราะความรักเช่นนั้นจะไม่กล่าวโทษ ทั้งยังส่งเสริมความมีศักดิ์ศรีและการให้อภัยแก่ทุกคน</p>
<p><em>คุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นคนที่มีวิถีชีวิตอยู่ในความบาป คุณจะชวนใครมาคริสตจักรในสัปดาห์นี้ และจะพาพวกเขามาได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่มีวิญญาณแห่งการตัดสิน และขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะสำแดงความรักและพระคุณของพระองค์แก่ผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 04 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c26b3d6a/97c34995.mp3" length="11919101" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>745</itunes:duration>
      <itunes:summary>ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ [ ยอห์น 8:10 ]
เพื่อนสาวของแม็กกี้ปรากฏตัวในคริสตจักรด้วยชุดที่ดูน่าตกใจ แต่ก็ไม่ควรมีใครแปลกใจเพราะเธอเป็นหญิงขายบริการ เพื่อนผู้มาเยือนของแม็กกี้ขยับตัวในที่นั่งของเธออย่างกระสับกระส่าย สลับกับคอยดึงกระโปรงที่สั้นเกินไปและกอดอกอย่างระวังตัว
“โอ เธอหนาวเหรอ” แม็กกี้ถาม เพื่อหันเหความสนใจจากการแต่งตัวของเธออย่างชาญฉลาด “เอานี่! เอาผ้าคลุมไหล่ของฉัน” แม็กกี้ได้แนะนำให้คนจำนวนหลายสิบคนมารู้จักพระเยซูอย่างง่ายๆ โดยชวนพวกเขามาคริสตจักรและช่วยให้พวกเขารู้สึกสบายใจ ข่าวประเสริฐมีหนทางส่องสว่างผ่านวิธีการที่เธอทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ เธอปฏิบัติต่อทุกคนอย่างมีศักดิ์ศรี
เมื่อผู้นำทางศาสนานำตัวผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเยซูด้วยข้อหารุนแรงฐานล่วงประเวณี (ซึ่งถูกต้อง) พระคริสต์ก็ไม่ได้แสดงความสนใจเธอจนกระทั่งทรงทำให้พวกผู้กล่าวหาเธอละจากไป เมื่อพวกเขาไปแล้วพระองค์จะทรงต่อว่าเธอก็ได้ แต่กลับทรงถามคำถามง่ายๆ สองข้อ “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด” และ “ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ” (ยน.8:10) แน่นอนว่าคำตอบของคำถามข้อหลัง คือ ไม่มีใครเลย พระเยซูจึงประทานข่าวประเสริฐแก่เธอด้วยข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน” และคำเชื้อเชิญที่ว่า “จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” (ข้อ 11)
อย่าประเมินพลังของความรักแท้ที่มีต่อผู้คนต่ำเกินไป เพราะความรักเช่นนั้นจะไม่กล่าวโทษ ทั้งยังส่งเสริมความมีศักดิ์ศรีและการให้อภัยแก่ทุกคน
คุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเห็นคนที่มีวิถีชีวิตอยู่ในความบาป คุณจะชวนใครมาคริสตจักรในสัปดาห์นี้ และจะพาพวกเขามาได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตา โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ที่มีวิญญาณแห่งการตัดสิน และขอทรงช่วยข้าพระองค์ที่จะสำแดงความรักและพระคุณของพระองค์แก่ผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ [ ยอห์น 8:10 ]
เพื่อนสาวของแม็กกี้ปรากฏตัวในคริสตจักรด้วยชุดที่ดูน่าตกใจ แต่ก็ไม่ควรมีใครแปลกใจเพราะเธอเป็นหญิงขายบริการ เพื่อนผู้มาเยือนของแม็กกี้ขยับตัวในที่นั่งของเธออย่างกระสับกระส่าย สลับกับคอยดึงกระโปรงที่สั้นเกินไปและกอดอกอย่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เชื่อมต่อใหม่ด้วยการขอบพระคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เชื่อมต่อใหม่ด้วยการขอบพระคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">66a54be5-6809-4418-b107-e84ee9469021</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a004871b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ [ สดุดี 103:2 ]</p>
<p>หลังจากผลวินิจฉัยที่พบเนื้องอกในสมอง คริสติน่า คอสต้าสังเกตว่าในการพูดคุยเพื่อจัดการกับโรคมะเร็งนั้นมีการใช้ภาษาที่มาจากการต่อสู้ เธอพบว่าการเปรียบเปรยด้วยภาษาเช่นนี้ไม่ช้าก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า เธอ “ไม่ต้องการใช้เวลากว่าปีในการทำสงครามกับร่างกาย[ของเธอ]” แต่เธอพบว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดคือการแสดงความขอบคุณในแต่ละวัน ทั้งกับทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเธอและในการที่สมองและร่างกายของเธอแสดงให้เห็นว่าได้รับการรักษา เธอมีประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าการต่อสู้ไม่ว่าจะยากเพียงใด การแสดงความขอบคุณจะช่วยให้เราต่อต้านภาวะซึมเศร้าและ “เชื่อมต่อกับสมองของเราเพื่อช่วยเราสร้างความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิม”</p>
<p>เรื่องราวที่ทรงพลังของคอสต้าเตือนใจฉันว่า การแสดงความขอบคุณไม่ใช่แค่สิ่งที่ผู้เชื่อทำตามหน้าที่เท่านั้น แม้เป็นความจริงที่พระเจ้าทรงสมควรได้รับคำขอบคุณจากเรา แต่ก็ส่งผลที่ดียิ่งแก่เราด้วย เมื่อเรายกชูจิตใจขึ้นกล่าวว่า “จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่างลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2) เราก็ได้รับการย้ำเตือนถึงวิธีที่พระเจ้าทรงกระทำกิจนับไม่ถ้วน เพื่อให้เรามั่นใจในการยกโทษ การรักษาภายในร่างกายและจิตใจของเรา และให้เราได้มีประสบการณ์ถึง “ความรักและความเมตตา” และ “สิ่งดีๆ” อันนับไม่ถ้วนในการทรงสร้างของพระองค์ (ข้อ 3-5)</p>
<p>แม้ว่าการทุกข์ยากทั้งหมดจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์ในชีวิตนี้ แต่จิตใจของเราจะรับการฟื้นฟูใหม่ได้ทุกเวลาด้วยการขอบพระคุณ เพราะความรักมั่นคงของพระเจ้าอยู่กับเรา “ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 17)</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ที่ได้รับการรักษาผ่านการขอบพระคุณอย่างไร วันนี้คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ประทานเหตุผลให้ข้าพระองค์มีใจขอบพระคุณและมีความหวังได้เสมอ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ [ สดุดี 103:2 ]</p>
<p>หลังจากผลวินิจฉัยที่พบเนื้องอกในสมอง คริสติน่า คอสต้าสังเกตว่าในการพูดคุยเพื่อจัดการกับโรคมะเร็งนั้นมีการใช้ภาษาที่มาจากการต่อสู้ เธอพบว่าการเปรียบเปรยด้วยภาษาเช่นนี้ไม่ช้าก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า เธอ “ไม่ต้องการใช้เวลากว่าปีในการทำสงครามกับร่างกาย[ของเธอ]” แต่เธอพบว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดคือการแสดงความขอบคุณในแต่ละวัน ทั้งกับทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเธอและในการที่สมองและร่างกายของเธอแสดงให้เห็นว่าได้รับการรักษา เธอมีประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าการต่อสู้ไม่ว่าจะยากเพียงใด การแสดงความขอบคุณจะช่วยให้เราต่อต้านภาวะซึมเศร้าและ “เชื่อมต่อกับสมองของเราเพื่อช่วยเราสร้างความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิม”</p>
<p>เรื่องราวที่ทรงพลังของคอสต้าเตือนใจฉันว่า การแสดงความขอบคุณไม่ใช่แค่สิ่งที่ผู้เชื่อทำตามหน้าที่เท่านั้น แม้เป็นความจริงที่พระเจ้าทรงสมควรได้รับคำขอบคุณจากเรา แต่ก็ส่งผลที่ดียิ่งแก่เราด้วย เมื่อเรายกชูจิตใจขึ้นกล่าวว่า “จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่างลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2) เราก็ได้รับการย้ำเตือนถึงวิธีที่พระเจ้าทรงกระทำกิจนับไม่ถ้วน เพื่อให้เรามั่นใจในการยกโทษ การรักษาภายในร่างกายและจิตใจของเรา และให้เราได้มีประสบการณ์ถึง “ความรักและความเมตตา” และ “สิ่งดีๆ” อันนับไม่ถ้วนในการทรงสร้างของพระองค์ (ข้อ 3-5)</p>
<p>แม้ว่าการทุกข์ยากทั้งหมดจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์ในชีวิตนี้ แต่จิตใจของเราจะรับการฟื้นฟูใหม่ได้ทุกเวลาด้วยการขอบพระคุณ เพราะความรักมั่นคงของพระเจ้าอยู่กับเรา “ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 17)</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ที่ได้รับการรักษาผ่านการขอบพระคุณอย่างไร วันนี้คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ประทานเหตุผลให้ข้าพระองค์มีใจขอบพระคุณและมีความหวังได้เสมอ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 03 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a004871b/8244cf34.mp3" length="13305078" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>832</itunes:duration>
      <itunes:summary>จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ [ สดุดี 103:2 ]
หลังจากผลวินิจฉัยที่พบเนื้องอกในสมอง คริสติน่า คอสต้าสังเกตว่าในการพูดคุยเพื่อจัดการกับโรคมะเร็งนั้นมีการใช้ภาษาที่มาจากการต่อสู้ เธอพบว่าการเปรียบเปรยด้วยภาษาเช่นนี้ไม่ช้าก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า เธอ “ไม่ต้องการใช้เวลากว่าปีในการทำสงครามกับร่างกาย[ของเธอ]” แต่เธอพบว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดคือการแสดงความขอบคุณในแต่ละวัน ทั้งกับทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเธอและในการที่สมองและร่างกายของเธอแสดงให้เห็นว่าได้รับการรักษา เธอมีประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าการต่อสู้ไม่ว่าจะยากเพียงใด การแสดงความขอบคุณจะช่วยให้เราต่อต้านภาวะซึมเศร้าและ “เชื่อมต่อกับสมองของเราเพื่อช่วยเราสร้างความสามารถในการกลับสู่สภาพเดิม”
เรื่องราวที่ทรงพลังของคอสต้าเตือนใจฉันว่า การแสดงความขอบคุณไม่ใช่แค่สิ่งที่ผู้เชื่อทำตามหน้าที่เท่านั้น แม้เป็นความจริงที่พระเจ้าทรงสมควรได้รับคำขอบคุณจากเรา แต่ก็ส่งผลที่ดียิ่งแก่เราด้วย เมื่อเรายกชูจิตใจขึ้นกล่าวว่า “จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่างลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์” (สดด.103:2) เราก็ได้รับการย้ำเตือนถึงวิธีที่พระเจ้าทรงกระทำกิจนับไม่ถ้วน เพื่อให้เรามั่นใจในการยกโทษ การรักษาภายในร่างกายและจิตใจของเรา และให้เราได้มีประสบการณ์ถึง “ความรักและความเมตตา” และ “สิ่งดีๆ” อันนับไม่ถ้วนในการทรงสร้างของพระองค์ (ข้อ 3-5)
แม้ว่าการทุกข์ยากทั้งหมดจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์ในชีวิตนี้ แต่จิตใจของเราจะรับการฟื้นฟูใหม่ได้ทุกเวลาด้วยการขอบพระคุณ เพราะความรักมั่นคงของพระเจ้าอยู่กับเรา “ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 17)
คุณเคยมีประสบการณ์ที่ได้รับการรักษาผ่านการขอบพระคุณอย่างไร วันนี้คุณรู้สึกขอบพระคุณในเรื่องใด
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่พระองค์ประทานเหตุผลให้ข้าพระองค์มีใจขอบพระคุณและมีความหวังได้เสมอ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์ [ สดุดี 103:2 ]
หลังจากผลวินิจฉัยที่พบเนื้องอกในสมอง คริสติน่า คอสต้าสังเกตว่าในการพูดคุยเพื่อจัดการกับโรคมะเร็งนั้นมีการใช้ภาษาที่มาจากการต่อสู้ เธอพบว่าการเปรียบเปร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของขวัญด้วยรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของขวัญด้วยรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f0f75ee5-1bc5-45fc-94ef-419175db354d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/47ad22e7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น [ สุภาษิต 11:24 TNCV ]</p>
<p>ในวันแต่งงานของเกว็นดอลิน สตอลกิสเธอได้สวมชุดแต่งงานในฝัน จากนั้นเธอก็ให้ชุดนั้นกับคนแปลกหน้า สตอลกิสเชื่อว่าชุดๆหนึ่งควรค่ามากกว่าการแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ฝุ่นจับ เจ้าสาวคนอื่นๆก็เห็นด้วย ตอนนี้ผู้หญิงจำนวนมากได้ติดต่อกันบนสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเธอเพื่อบริจาคและขอรับชุดแต่งงาน ดังที่ผู้บริจาคคนหนึ่งกล่าว “ฉันหวังว่าชุดนี้จะถูกส่งต่อจากเจ้าสาวคนหนึ่งไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่งและไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่ง จนในที่สุดชุดจะเก่าและขาดวิ่นจากการใช้งานในงานเฉลิมฉลองเหล่านั้น”</p>
<p>แท้จริงแล้วจิตวิญญาณแห่งการให้นั้นเป็นหมือนกับการเฉลิมฉลอง ดังที่มีเขียนไว้ว่า “บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนบางคนยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวกลับยิ่งขาดแคลน คนใจกว้างจะเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่นำความชุ่มชื่นไปสู่คนอื่น ก็จะได้รับความชุ่มชื่น” (สภษ.11:24-25 TNCV)</p>
<p>อัครทูตเปาโลได้สอนหลักการนี้ในพันธสัญญาใหม่ ท่านได้ให้พรพวกเขา เมื่อท่านกล่าวคำอำลาผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัส (กจ.20:32) และย้ำเตือนถึงความสำคัญของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เปาโลชี้ให้เห็นถึงหลักจริยธรรมในการทำงานของท่านเพื่อเป็นตัวอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม โดยกล่าว “ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว…โดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’” (ข้อ 35)</p>
<p>การมีใจกว้างขวางนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระเจ้า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทาน…” (ยน.3:16) ขอให้เราประพฤติตามแบบอย่างอันกอปรด้วยสง่าราศีของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงนำเรา</p>
<p><em>คุณได้แจกจ่ายของขวัญดีๆอะไรไปบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ของขวัญของคุณช่วยใครบางคนได้อย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดให้มือของข้าพระองค์ยื่นออกไปเพื่อให้แก่ผู้อื่น ด้วยความรักของพระองค์ที่อยู่ในใจของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น [ สุภาษิต 11:24 TNCV ]</p>
<p>ในวันแต่งงานของเกว็นดอลิน สตอลกิสเธอได้สวมชุดแต่งงานในฝัน จากนั้นเธอก็ให้ชุดนั้นกับคนแปลกหน้า สตอลกิสเชื่อว่าชุดๆหนึ่งควรค่ามากกว่าการแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ฝุ่นจับ เจ้าสาวคนอื่นๆก็เห็นด้วย ตอนนี้ผู้หญิงจำนวนมากได้ติดต่อกันบนสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเธอเพื่อบริจาคและขอรับชุดแต่งงาน ดังที่ผู้บริจาคคนหนึ่งกล่าว “ฉันหวังว่าชุดนี้จะถูกส่งต่อจากเจ้าสาวคนหนึ่งไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่งและไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่ง จนในที่สุดชุดจะเก่าและขาดวิ่นจากการใช้งานในงานเฉลิมฉลองเหล่านั้น”</p>
<p>แท้จริงแล้วจิตวิญญาณแห่งการให้นั้นเป็นหมือนกับการเฉลิมฉลอง ดังที่มีเขียนไว้ว่า “บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนบางคนยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวกลับยิ่งขาดแคลน คนใจกว้างจะเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่นำความชุ่มชื่นไปสู่คนอื่น ก็จะได้รับความชุ่มชื่น” (สภษ.11:24-25 TNCV)</p>
<p>อัครทูตเปาโลได้สอนหลักการนี้ในพันธสัญญาใหม่ ท่านได้ให้พรพวกเขา เมื่อท่านกล่าวคำอำลาผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัส (กจ.20:32) และย้ำเตือนถึงความสำคัญของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เปาโลชี้ให้เห็นถึงหลักจริยธรรมในการทำงานของท่านเพื่อเป็นตัวอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม โดยกล่าว “ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว…โดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’” (ข้อ 35)</p>
<p>การมีใจกว้างขวางนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระเจ้า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทาน…” (ยน.3:16) ขอให้เราประพฤติตามแบบอย่างอันกอปรด้วยสง่าราศีของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงนำเรา</p>
<p><em>คุณได้แจกจ่ายของขวัญดีๆอะไรไปบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ของขวัญของคุณช่วยใครบางคนได้อย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดให้มือของข้าพระองค์ยื่นออกไปเพื่อให้แก่ผู้อื่น ด้วยความรักของพระองค์ที่อยู่ในใจของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 02 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/47ad22e7/32cee9a5.mp3" length="11308875" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น [ สุภาษิต 11:24 TNCV ]
ในวันแต่งงานของเกว็นดอลิน สตอลกิสเธอได้สวมชุดแต่งงานในฝัน จากนั้นเธอก็ให้ชุดนั้นกับคนแปลกหน้า สตอลกิสเชื่อว่าชุดๆหนึ่งควรค่ามากกว่าการแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ฝุ่นจับ เจ้าสาวคนอื่นๆก็เห็นด้วย ตอนนี้ผู้หญิงจำนวนมากได้ติดต่อกันบนสื่อสังคมออนไลน์ของพวกเธอเพื่อบริจาคและขอรับชุดแต่งงาน ดังที่ผู้บริจาคคนหนึ่งกล่าว “ฉันหวังว่าชุดนี้จะถูกส่งต่อจากเจ้าสาวคนหนึ่งไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่งและไปยังเจ้าสาวอีกคนหนึ่ง จนในที่สุดชุดจะเก่าและขาดวิ่นจากการใช้งานในงานเฉลิมฉลองเหล่านั้น”
แท้จริงแล้วจิตวิญญาณแห่งการให้นั้นเป็นหมือนกับการเฉลิมฉลอง ดังที่มีเขียนไว้ว่า “บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนบางคนยิ่งตระหนี่ถี่เหนียวกลับยิ่งขาดแคลน คนใจกว้างจะเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่นำความชุ่มชื่นไปสู่คนอื่น ก็จะได้รับความชุ่มชื่น” (สภษ.11:24-25 TNCV)
อัครทูตเปาโลได้สอนหลักการนี้ในพันธสัญญาใหม่ ท่านได้ให้พรพวกเขา เมื่อท่านกล่าวคำอำลาผู้เชื่อในเมืองเอเฟซัส (กจ.20:32) และย้ำเตือนถึงความสำคัญของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เปาโลชี้ให้เห็นถึงหลักจริยธรรมในการทำงานของท่านเพื่อเป็นตัวอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม โดยกล่าว “ข้าพเจ้าได้วางแบบอย่างไว้ให้ท่านทุกอย่างแล้ว…โดยทำงานเช่นนี้ควรจะช่วยคนที่มีกำลังน้อย ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’” (ข้อ 35)
การมีใจกว้างขวางนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระเจ้า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทาน…” (ยน.3:16) ขอให้เราประพฤติตามแบบอย่างอันกอปรด้วยสง่าราศีของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงนำเรา
คุณได้แจกจ่ายของขวัญดีๆอะไรไปบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ของขวัญของคุณช่วยใครบางคนได้อย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดให้มือของข้าพระองค์ยื่นออกไปเพื่อให้แก่ผู้อื่น ด้วยความรักของพระองค์ที่อยู่ในใจของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บางคนยิ่งให้อย่างใจกว้างกลับยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น [ สุภาษิต 11:24 TNCV ]
ในวันแต่งงานของเกว็นดอลิน สตอลกิสเธอได้สวมชุดแต่งงานในฝัน จากนั้นเธอก็ให้ชุดนั้นกับคนแปลกหน้า สตอลกิสเชื่อว่าชุดๆหนึ่งควรค่ามากกว่าการแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้ฝุ่นจับ เจ้าสาวคนอื่นๆก็เห็น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มิตรภาพอันลึกซึ้งในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มิตรภาพอันลึกซึ้งในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4c74d098-3b93-4707-ad2b-cecff151b74c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c44baaff</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า [ 1 ซามูเอล 20:42 ]</p>
<p>มีอนุสาวรีย์ในห้องอธิษฐานของวิทยาลัยไคร้สต์คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนายแพทย์สองคนในศตวรรษที่ 17 จอห์น ฟินช์และโธมัส เบนส์ ซึ่งรู้จักกันในนาม “เพื่อนที่แยกกันไม่ออก” ทั้งคู่ร่วมกันทำงานวิจัยด้านการแพทย์และเดินทางไปด้วยกันในงานด้านการทูต เมื่อเบนส์เสียชีวิตในปีค.ศ. 1680 ฟินช์คร่ำครวญถึง “ความผูกพันลึกซึ้งฝ่ายวิญญาณอันไม่มีวันแตกสลาย” ของพวกเขาที่มีมายาวนานถึงสามสิบหกปี ความสัมพันธ์เหล่านั้นคือมิตรภาพของความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญา</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดและโยนาธานมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นพอๆกัน ทั้งสองต่างรักและผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง (1ซมอ.20:41) และแม้กระทั่งให้คำมั่นสัญญาต่อกัน (ข้อ 8-17,42) มิตรภาพของพวกเขาเป็นเครื่องหมายของความซื่อสัตย์อย่างสูงสุด (1ซมอ.19:1-2; 20:13) โยนาธานถึงกับสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของตนเพื่อให้ดาวิดได้เป็นกษัตริย์ (20:30-31; ดู 23:15-18) เมื่อโยนาธานสิ้นพระชนม์ ดาวิดคร่ำครวญว่าความรักที่โยนาธานมีต่อพระองค์นั้น “ประหลาดเหลือยิ่งกว่าความรักของสตรี” (2 ซมอ.1:26)</p>
<p>ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเปรียบมิตรภาพว่าเหมือนกับความผูกพันในชีวิตสมรส แต่บางทีมิตรภาพอย่างฟินช์กับเบนส์ และดาวิดกับโยนาธานอาจช่วยให้มิตรภาพของเรามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น พระเยซูทรงยินดีให้มิตรสหายเอนตัวอยู่ใกล้พระองค์ (ยน.13:23-25) และความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาที่พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นอาจเป็นรากฐานของมิตรภาพอันลึกซึ้งที่เราจะสร้างขึ้นร่วมกันได้</p>
<p><em>คุณคิดว่าความเชื่อในพระคริสต์จะทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้นขึ้นได้อย่างไร คุณจะแสดงความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาต่อเพื่อนๆมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์ จะสร้างมิตรภาพอันลึกซึ้งและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า [ 1 ซามูเอล 20:42 ]</p>
<p>มีอนุสาวรีย์ในห้องอธิษฐานของวิทยาลัยไคร้สต์คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนายแพทย์สองคนในศตวรรษที่ 17 จอห์น ฟินช์และโธมัส เบนส์ ซึ่งรู้จักกันในนาม “เพื่อนที่แยกกันไม่ออก” ทั้งคู่ร่วมกันทำงานวิจัยด้านการแพทย์และเดินทางไปด้วยกันในงานด้านการทูต เมื่อเบนส์เสียชีวิตในปีค.ศ. 1680 ฟินช์คร่ำครวญถึง “ความผูกพันลึกซึ้งฝ่ายวิญญาณอันไม่มีวันแตกสลาย” ของพวกเขาที่มีมายาวนานถึงสามสิบหกปี ความสัมพันธ์เหล่านั้นคือมิตรภาพของความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญา</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดและโยนาธานมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นพอๆกัน ทั้งสองต่างรักและผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง (1ซมอ.20:41) และแม้กระทั่งให้คำมั่นสัญญาต่อกัน (ข้อ 8-17,42) มิตรภาพของพวกเขาเป็นเครื่องหมายของความซื่อสัตย์อย่างสูงสุด (1ซมอ.19:1-2; 20:13) โยนาธานถึงกับสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของตนเพื่อให้ดาวิดได้เป็นกษัตริย์ (20:30-31; ดู 23:15-18) เมื่อโยนาธานสิ้นพระชนม์ ดาวิดคร่ำครวญว่าความรักที่โยนาธานมีต่อพระองค์นั้น “ประหลาดเหลือยิ่งกว่าความรักของสตรี” (2 ซมอ.1:26)</p>
<p>ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเปรียบมิตรภาพว่าเหมือนกับความผูกพันในชีวิตสมรส แต่บางทีมิตรภาพอย่างฟินช์กับเบนส์ และดาวิดกับโยนาธานอาจช่วยให้มิตรภาพของเรามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น พระเยซูทรงยินดีให้มิตรสหายเอนตัวอยู่ใกล้พระองค์ (ยน.13:23-25) และความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาที่พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นอาจเป็นรากฐานของมิตรภาพอันลึกซึ้งที่เราจะสร้างขึ้นร่วมกันได้</p>
<p><em>คุณคิดว่าความเชื่อในพระคริสต์จะทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้นขึ้นได้อย่างไร คุณจะแสดงความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาต่อเพื่อนๆมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์ จะสร้างมิตรภาพอันลึกซึ้งและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 01 Feb 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c44baaff/1c7a68a6.mp3" length="11012570" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>689</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า [ 1 ซามูเอล 20:42 ]
มีอนุสาวรีย์ในห้องอธิษฐานของวิทยาลัยไคร้สต์คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนายแพทย์สองคนในศตวรรษที่ 17 จอห์น ฟินช์และโธมัส เบนส์ ซึ่งรู้จักกันในนาม “เพื่อนที่แยกกันไม่ออก” ทั้งคู่ร่วมกันทำงานวิจัยด้านการแพทย์และเดินทางไปด้วยกันในงานด้านการทูต เมื่อเบนส์เสียชีวิตในปีค.ศ. 1680 ฟินช์คร่ำครวญถึง “ความผูกพันลึกซึ้งฝ่ายวิญญาณอันไม่มีวันแตกสลาย” ของพวกเขาที่มีมายาวนานถึงสามสิบหกปี ความสัมพันธ์เหล่านั้นคือมิตรภาพของความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญา
กษัตริย์ดาวิดและโยนาธานมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นพอๆกัน ทั้งสองต่างรักและผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง (1ซมอ.20:41) และแม้กระทั่งให้คำมั่นสัญญาต่อกัน (ข้อ 8-17,42) มิตรภาพของพวกเขาเป็นเครื่องหมายของความซื่อสัตย์อย่างสูงสุด (1ซมอ.19:1-2; 20:13) โยนาธานถึงกับสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของตนเพื่อให้ดาวิดได้เป็นกษัตริย์ (20:30-31; ดู 23:15-18) เมื่อโยนาธานสิ้นพระชนม์ ดาวิดคร่ำครวญว่าความรักที่โยนาธานมีต่อพระองค์นั้น “ประหลาดเหลือยิ่งกว่าความรักของสตรี” (2 ซมอ.1:26)
ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเปรียบมิตรภาพว่าเหมือนกับความผูกพันในชีวิตสมรส แต่บางทีมิตรภาพอย่างฟินช์กับเบนส์ และดาวิดกับโยนาธานอาจช่วยให้มิตรภาพของเรามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น พระเยซูทรงยินดีให้มิตรสหายเอนตัวอยู่ใกล้พระองค์ (ยน.13:23-25) และความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาที่พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นอาจเป็นรากฐานของมิตรภาพอันลึกซึ้งที่เราจะสร้างขึ้นร่วมกันได้
คุณคิดว่าความเชื่อในพระคริสต์จะทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้นขึ้นได้อย่างไร คุณจะแสดงความรัก ความซื่อสัตย์และคำมั่นสัญญาต่อเพื่อนๆมากขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยที่ข้าพระองค์ จะสร้างมิตรภาพอันลึกซึ้งและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้งสองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้า [ 1 ซามูเอล 20:42 ]
มีอนุสาวรีย์ในห้องอธิษฐานของวิทยาลัยไคร้สต์คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนายแพทย์สองคนในศตวรรษที่ 17 จอห์น ฟินช์และโธมัส เบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความถ่อมใจอย่างที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความถ่อมใจอย่างที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">70d0c84b-4534-447d-8c12-96bdd5668f63</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1dd47baa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แต่ [พระเยซู]ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ [ ฟีลิปปี 2:7 ]</p>
<p>หลังจบการแข่งขัน นักกีฬาบาสเก็ตบอลของวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่อเพื่อช่วยคนงานทิ้งถ้วยเปล่าและถุงอาหาร เมื่อมีแฟนกีฬาโพสต์วิดีโอของสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนดูมากกว่า 8 หมื่นคน คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “[ชายหนุ่มคนนั้น] เป็นหนึ่งในคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่คุณจะพบได้ในชีวิต” คงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่นักกีฬาจะออกไปพร้อมเพื่อนร่วมทีมและเฉลิมฉลองในชัยชนะของทีมที่เขาได้มีส่วนร่วม แต่เขากลับอาสาทำงานที่ไม่มีคำขอบคุณ</p>
<p>วิญญาณแห่งความถ่อมใจอย่างสูงสุดนั้นพบได้ในพระเยซู ผู้ทรงสละตำแหน่งอันสูงในสวรรค์เพื่อมารับบทบาทผู้รับใช้ในโลก (ฟป.2:7) พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับทรงเต็มใจถ่อมพระองค์ลง พันธกิจของพระองค์ในโลกนี้มีทั้งการสอน การรักษาโรคและการรักทุกคน โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด</p>
<p>แม้แบบอย่างของพระคริสต์จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เรากวาดพื้น จับค้อนหรือจัดอาหาร แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือเมื่อแบบอย่างนั้นส่งผลต่อท่าทีที่เราปฏิบัติกับผู้อื่น ความถ่อมใจที่แท้จริงนั้นเป็นคุณสมบัติภายในที่ไม่เพียงเปลี่ยนการกระทำของเรา แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เราให้ความสำคัญด้วย โดยจูงใจให้เรา “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ข้อ 3)</p>
<p>แอนดรูว์ เมอร์เรย์ นักเขียนและนักเทศน์กล่าวไว้ว่า “ความถ่อมใจคือความเบ่งบานและความงดงามของความบริสุทธิ์” โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงความงดงามนี้ในเวลาที่เราสะท้อนหัวใจของพระคริสต์ (ข้อ 2-5)</p>
<p><em>ความถ่อมใจของพระเยซูส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณถูกทดลองให้รู้สึกเย่อหยิ่งในด้านใดบ้าง</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงถ่อมพระองค์ลงเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามแบบอย่างของพระองค์ที่จะให้คุณค่ากับความต้องการของคนอื่นเหนือความต้องการของตนเอง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แต่ [พระเยซู]ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ [ ฟีลิปปี 2:7 ]</p>
<p>หลังจบการแข่งขัน นักกีฬาบาสเก็ตบอลของวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่อเพื่อช่วยคนงานทิ้งถ้วยเปล่าและถุงอาหาร เมื่อมีแฟนกีฬาโพสต์วิดีโอของสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนดูมากกว่า 8 หมื่นคน คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “[ชายหนุ่มคนนั้น] เป็นหนึ่งในคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่คุณจะพบได้ในชีวิต” คงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่นักกีฬาจะออกไปพร้อมเพื่อนร่วมทีมและเฉลิมฉลองในชัยชนะของทีมที่เขาได้มีส่วนร่วม แต่เขากลับอาสาทำงานที่ไม่มีคำขอบคุณ</p>
<p>วิญญาณแห่งความถ่อมใจอย่างสูงสุดนั้นพบได้ในพระเยซู ผู้ทรงสละตำแหน่งอันสูงในสวรรค์เพื่อมารับบทบาทผู้รับใช้ในโลก (ฟป.2:7) พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับทรงเต็มใจถ่อมพระองค์ลง พันธกิจของพระองค์ในโลกนี้มีทั้งการสอน การรักษาโรคและการรักทุกคน โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด</p>
<p>แม้แบบอย่างของพระคริสต์จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เรากวาดพื้น จับค้อนหรือจัดอาหาร แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือเมื่อแบบอย่างนั้นส่งผลต่อท่าทีที่เราปฏิบัติกับผู้อื่น ความถ่อมใจที่แท้จริงนั้นเป็นคุณสมบัติภายในที่ไม่เพียงเปลี่ยนการกระทำของเรา แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เราให้ความสำคัญด้วย โดยจูงใจให้เรา “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ข้อ 3)</p>
<p>แอนดรูว์ เมอร์เรย์ นักเขียนและนักเทศน์กล่าวไว้ว่า “ความถ่อมใจคือความเบ่งบานและความงดงามของความบริสุทธิ์” โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงความงดงามนี้ในเวลาที่เราสะท้อนหัวใจของพระคริสต์ (ข้อ 2-5)</p>
<p><em>ความถ่อมใจของพระเยซูส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณถูกทดลองให้รู้สึกเย่อหยิ่งในด้านใดบ้าง</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงถ่อมพระองค์ลงเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามแบบอย่างของพระองค์ที่จะให้คุณค่ากับความต้องการของคนอื่นเหนือความต้องการของตนเอง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 31 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1dd47baa/1c110d92.mp3" length="11172216" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>699</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ [พระเยซู]ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ [ ฟีลิปปี 2:7 ]
หลังจบการแข่งขัน นักกีฬาบาสเก็ตบอลของวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่อเพื่อช่วยคนงานทิ้งถ้วยเปล่าและถุงอาหาร เมื่อมีแฟนกีฬาโพสต์วิดีโอของสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนดูมากกว่า 8 หมื่นคน คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “[ชายหนุ่มคนนั้น] เป็นหนึ่งในคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่คุณจะพบได้ในชีวิต” คงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่นักกีฬาจะออกไปพร้อมเพื่อนร่วมทีมและเฉลิมฉลองในชัยชนะของทีมที่เขาได้มีส่วนร่วม แต่เขากลับอาสาทำงานที่ไม่มีคำขอบคุณ
วิญญาณแห่งความถ่อมใจอย่างสูงสุดนั้นพบได้ในพระเยซู ผู้ทรงสละตำแหน่งอันสูงในสวรรค์เพื่อมารับบทบาทผู้รับใช้ในโลก (ฟป.2:7) พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับทรงเต็มใจถ่อมพระองค์ลง พันธกิจของพระองค์ในโลกนี้มีทั้งการสอน การรักษาโรคและการรักทุกคน โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด
แม้แบบอย่างของพระคริสต์จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เรากวาดพื้น จับค้อนหรือจัดอาหาร แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือเมื่อแบบอย่างนั้นส่งผลต่อท่าทีที่เราปฏิบัติกับผู้อื่น ความถ่อมใจที่แท้จริงนั้นเป็นคุณสมบัติภายในที่ไม่เพียงเปลี่ยนการกระทำของเรา แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เราให้ความสำคัญด้วย โดยจูงใจให้เรา “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ข้อ 3)
แอนดรูว์ เมอร์เรย์ นักเขียนและนักเทศน์กล่าวไว้ว่า “ความถ่อมใจคือความเบ่งบานและความงดงามของความบริสุทธิ์” โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงความงดงามนี้ในเวลาที่เราสะท้อนหัวใจของพระคริสต์ (ข้อ 2-5)
ความถ่อมใจของพระเยซูส่งผลต่อคุณอย่างไร คุณถูกทดลองให้รู้สึกเย่อหยิ่งในด้านใดบ้าง
พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงถ่อมพระองค์ลงเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ทำตามแบบอย่างของพระองค์ที่จะให้คุณค่ากับความต้องการของคนอื่นเหนือความต้องการของตนเอง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ [พระเยซู]ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ [ ฟีลิปปี 2:7 ]
หลังจบการแข่งขัน นักกีฬาบาสเก็ตบอลของวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่อเพื่อช่วยคนงานทิ้งถ้วยเปล่าและถุงอาหาร เมื่อมีแฟนกีฬาโพสต์วิดีโอของสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนดูมากกว่า 8 หมื่นคน คนหนึ่ง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอมจำนนต่อพระคริสต์อย่างสิ้นเชิง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยอมจำนนต่อพระคริสต์อย่างสิ้นเชิง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b212d18a-37ad-4dcc-8093-f7c5e68c2d48</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1b04b3f0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร [ มาระโก 8:36 ]</p>
<p>ในปีค.ศ. 1920 จอห์น ซงซึ่งเป็นลูกชายคนที่หกของศิษยาภิบาลชาวจีนได้รับทุนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับสูงสุด สำเร็จหลักสูตรปริญญาโทและได้ปริญญาเอก แต่ระหว่างช่วงเวลาที่ศึกษานั้นเขาได้ละทิ้งพระเจ้า จากนั้นในคืนวันหนึ่งในปีค.ศ. 1927 เขาได้ยอมมอบชีวิตให้กับพระคริสต์และรู้สึกได้ถึงการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศ</p>
<p>โอกาสมากมายที่จะได้งานซึ่งมีค่าตอบแทนสูงรอเขาอยู่ที่ประเทศจีน แต่ขณะอยู่บนเรือที่จะกลับบ้าน เขาได้รับความเชื่อมั่นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ให้ละทิ้งความปรารถนาของเขา และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ เขาได้โยนรางวัลทั้งหมดทิ้งลงในทะเล เก็บไว้เพียงใบปริญญาเอกไปให้พ่อกับแม่เพื่อให้เกียรติท่าน</p>
<p>จอห์น ซงเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการมาเป็นสาวกของพระองค์ว่า “เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” (มก.8:36) เมื่อเราปฏิเสธตนเองและละทิ้งชีวิตเก่าไว้เบื้องหลังเพื่อติดตามพระคริสต์และการทรงนำของพระองค์ (ข้อ 34-35) นั่นอาจหมายถึงการเสียสละความปรารถนาส่วนตัวและการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของ ที่จะทำให้เราไขว้เขวจากการติดตามพระองค์</p>
<p>สิบสองปีต่อมาหลังจากนั้น จอห์นได้ทำพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้อย่างสุดหัวใจ โดยประกาศพระกิตติคุณให้กับหลายพันคนทั่วทั้งประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเราล่ะ เราอาจไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศหรือมิชชันนารี แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเรียกให้เรารับใช้ที่ใด โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ขอให้เรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกทาง</p>
<p><em>คุณต้องยอมจำนนในเรื่องใดเพื่อที่จะติดตามพระเยซูอย่างแท้จริง มีความปรารถนาส่วนตัวอะไรบ้างที่คุณยังยึดติดอยู่</em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร [ มาระโก 8:36 ]</p>
<p>ในปีค.ศ. 1920 จอห์น ซงซึ่งเป็นลูกชายคนที่หกของศิษยาภิบาลชาวจีนได้รับทุนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับสูงสุด สำเร็จหลักสูตรปริญญาโทและได้ปริญญาเอก แต่ระหว่างช่วงเวลาที่ศึกษานั้นเขาได้ละทิ้งพระเจ้า จากนั้นในคืนวันหนึ่งในปีค.ศ. 1927 เขาได้ยอมมอบชีวิตให้กับพระคริสต์และรู้สึกได้ถึงการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศ</p>
<p>โอกาสมากมายที่จะได้งานซึ่งมีค่าตอบแทนสูงรอเขาอยู่ที่ประเทศจีน แต่ขณะอยู่บนเรือที่จะกลับบ้าน เขาได้รับความเชื่อมั่นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ให้ละทิ้งความปรารถนาของเขา และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ เขาได้โยนรางวัลทั้งหมดทิ้งลงในทะเล เก็บไว้เพียงใบปริญญาเอกไปให้พ่อกับแม่เพื่อให้เกียรติท่าน</p>
<p>จอห์น ซงเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการมาเป็นสาวกของพระองค์ว่า “เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” (มก.8:36) เมื่อเราปฏิเสธตนเองและละทิ้งชีวิตเก่าไว้เบื้องหลังเพื่อติดตามพระคริสต์และการทรงนำของพระองค์ (ข้อ 34-35) นั่นอาจหมายถึงการเสียสละความปรารถนาส่วนตัวและการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของ ที่จะทำให้เราไขว้เขวจากการติดตามพระองค์</p>
<p>สิบสองปีต่อมาหลังจากนั้น จอห์นได้ทำพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้อย่างสุดหัวใจ โดยประกาศพระกิตติคุณให้กับหลายพันคนทั่วทั้งประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเราล่ะ เราอาจไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศหรือมิชชันนารี แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเรียกให้เรารับใช้ที่ใด โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ขอให้เรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกทาง</p>
<p><em>คุณต้องยอมจำนนในเรื่องใดเพื่อที่จะติดตามพระเยซูอย่างแท้จริง มีความปรารถนาส่วนตัวอะไรบ้างที่คุณยังยึดติดอยู่</em>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1b04b3f0/d03d106c.mp3" length="10862530" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>679</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร [ มาระโก 8:36 ]
ในปีค.ศ. 1920 จอห์น ซงซึ่งเป็นลูกชายคนที่หกของศิษยาภิบาลชาวจีนได้รับทุนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับสูงสุด สำเร็จหลักสูตรปริญญาโทและได้ปริญญาเอก แต่ระหว่างช่วงเวลาที่ศึกษานั้นเขาได้ละทิ้งพระเจ้า จากนั้นในคืนวันหนึ่งในปีค.ศ. 1927 เขาได้ยอมมอบชีวิตให้กับพระคริสต์และรู้สึกได้ถึงการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศ
โอกาสมากมายที่จะได้งานซึ่งมีค่าตอบแทนสูงรอเขาอยู่ที่ประเทศจีน แต่ขณะอยู่บนเรือที่จะกลับบ้าน เขาได้รับความเชื่อมั่นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ให้ละทิ้งความปรารถนาของเขา และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ เขาได้โยนรางวัลทั้งหมดทิ้งลงในทะเล เก็บไว้เพียงใบปริญญาเอกไปให้พ่อกับแม่เพื่อให้เกียรติท่าน
จอห์น ซงเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการมาเป็นสาวกของพระองค์ว่า “เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” (มก.8:36) เมื่อเราปฏิเสธตนเองและละทิ้งชีวิตเก่าไว้เบื้องหลังเพื่อติดตามพระคริสต์และการทรงนำของพระองค์ (ข้อ 34-35) นั่นอาจหมายถึงการเสียสละความปรารถนาส่วนตัวและการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของ ที่จะทำให้เราไขว้เขวจากการติดตามพระองค์
สิบสองปีต่อมาหลังจากนั้น จอห์นได้ทำพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้อย่างสุดหัวใจ โดยประกาศพระกิตติคุณให้กับหลายพันคนทั่วทั้งประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเราล่ะ เราอาจไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นนักประกาศหรือมิชชันนารี แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงเรียกให้เรารับใช้ที่ใด โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงทำงานอยู่ภายในเรา ขอให้เรายอมจำนนต่อพระองค์ในทุกทาง
คุณต้องยอมจำนนในเรื่องใดเพื่อที่จะติดตามพระเยซูอย่างแท้จริง มีความปรารถนาส่วนตัวอะไรบ้างที่คุณยังยึดติดอยู่ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร [ มาระโก 8:36 ]
ในปีค.ศ. 1920 จอห์น ซงซึ่งเป็นลูกชายคนที่หกของศิษยาภิบาลชาวจีนได้รับทุนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับสูงสุด สำเร็จห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.2 "เรื่องของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าไหม?"</title>
      <itunes:episode>2</itunes:episode>
      <podcast:episode>2</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.2 "เรื่องของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าไหม?"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">72f82bb6-e7bf-4d3a-9587-33d3ba96f502</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bfcfc0f6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>"ความเชื่อของเราอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า"
เมื่อเรารู้แบบนี้… แล้วความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าด้วยไหมนะ? ถ้าใช่ แล้วมันเกี่ยวอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.2 "เรื่องของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร?"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>"ความเชื่อของเราอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า"
เมื่อเรารู้แบบนี้… แล้วความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าด้วยไหมนะ? ถ้าใช่ แล้วมันเกี่ยวอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.2 "เรื่องของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร?"</p>
<p><br></p>
<p>คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 30 Jan 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bfcfc0f6/93e5fc4b.mp3" length="28615876" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/F3pefImC2cb_Vh37eONVhSrdZBVdw7BaWN-S7rzwT1o/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS9lNGUz/OTM5MmM0YmY3ZDQ1/MjhmZGQ3ODM1NmI3/NDM1Zi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>1193</itunes:duration>
      <itunes:summary>"ความเชื่อของเราอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า"
เมื่อเรารู้แบบนี้… แล้วความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าด้วยไหมนะ? ถ้าใช่ แล้วมันเกี่ยวอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.2 "เรื่องของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร?"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>"ความเชื่อของเราอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์กับพระเจ้า"
เมื่อเรารู้แบบนี้… แล้วความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระเจ้าด้วยไหมนะ? ถ้าใช่ แล้วมันเกี่ยวอย่างไร?

มาลองฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.2 "เรื่องของเรากับคนอื่นเกี่ยวกับพระ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเยซูผู้เป็นกษัตริย์ของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเยซูผู้เป็นกษัตริย์ของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5219fe4d-7bd7-402b-ae2b-5ec34954ada7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d49fab6e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ดูเถิด พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม…เหมือนธารน้ำในที่แห้ง [ อิสยาห์ 32:1-2 ]</p>
<p>ขณะทำการขุดเจาะน้ำมันในประเทศที่มีแสงแดดจัดและแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทีมงานต้องตกตะลึงที่ได้พบกับระบบน้ำใต้ดินขนาดมหึมา ดังนั้นในปีค.ศ. 1983 จึงมีโครงการ “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางระบบท่อที่ส่งน้ำจืดคุณภาพสูงไปยังเมืองต่างๆที่มีความจำเป็นในการใช้น้ำ แผ่นป้ายใกล้กับจุดเริ่มต้นโครงการเขียนไว้ว่า “เส้นเลือดแห่งชีวิตไหลออกจากที่นี่”</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ภาพของน้ำในที่แห้งมาบรรยายถึงพระราชาผู้ชอบธรรมในอนาคต (อสย.32) เมื่อกษัตริย์และผู้ปกครองต่างปกครองด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม พวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือน “ธารน้ำในที่แห้ง เหมือนร่มเงาศิลามหึมาในแผ่นดินที่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 2) ผู้ปกครองบางคนเลือกที่จะหาประโยชน์แทนที่จะให้ออกไป แต่เครื่องหมายของผู้นำที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าคือผู้ที่จะให้การพักพิง ที่หลบภัย ความสดชื่นและการปกป้อง อิสยาห์กล่าวว่า “ผลของความชอบธรรมจะเป็นศานติภาพ” สำหรับคนของพระองค์และ “ผลของความชอบธรรม คือความสงบและความวางใจเป็นนิตย์” (ข้อ 17)</p>
<p>ถ้อยคำแห่งความหวังของอิสยาห์นั้นจะสำเร็จครบถ้วนสมบรูณ์ในภายหลัง คือในพระเยซูผู้ซึ่ง “จะเสด็จมาจากสวรรค์…และ…เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์” (1ธส.4:16-17) “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” เป็นเพียงแม่น้ำที่เกิดจากมือมนุษย์ วันหนึ่งแหล่งเก็บน้ำนั้นจะหมดไป แต่องค์ราชาผู้ชอบธรรมของเรานั้นจะประทานความสดชื่นและน้ำแห่งชีวิตที่ไม่มีวันเหือดแห้งไป</p>
<p><em>คุณต้องการให้พระเยซูนำน้ำแห่งชีวิตไปยังที่ใด คุณจะทำตามแบบอย่างของพระองค์ด้วยการนำความสดชื่นไปให้ผู้อื่นอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้าข้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงนำสันติสุขมา ผ่านการปกครองอันชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ดูเถิด พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม…เหมือนธารน้ำในที่แห้ง [ อิสยาห์ 32:1-2 ]</p>
<p>ขณะทำการขุดเจาะน้ำมันในประเทศที่มีแสงแดดจัดและแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทีมงานต้องตกตะลึงที่ได้พบกับระบบน้ำใต้ดินขนาดมหึมา ดังนั้นในปีค.ศ. 1983 จึงมีโครงการ “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางระบบท่อที่ส่งน้ำจืดคุณภาพสูงไปยังเมืองต่างๆที่มีความจำเป็นในการใช้น้ำ แผ่นป้ายใกล้กับจุดเริ่มต้นโครงการเขียนไว้ว่า “เส้นเลือดแห่งชีวิตไหลออกจากที่นี่”</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ภาพของน้ำในที่แห้งมาบรรยายถึงพระราชาผู้ชอบธรรมในอนาคต (อสย.32) เมื่อกษัตริย์และผู้ปกครองต่างปกครองด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม พวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือน “ธารน้ำในที่แห้ง เหมือนร่มเงาศิลามหึมาในแผ่นดินที่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 2) ผู้ปกครองบางคนเลือกที่จะหาประโยชน์แทนที่จะให้ออกไป แต่เครื่องหมายของผู้นำที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าคือผู้ที่จะให้การพักพิง ที่หลบภัย ความสดชื่นและการปกป้อง อิสยาห์กล่าวว่า “ผลของความชอบธรรมจะเป็นศานติภาพ” สำหรับคนของพระองค์และ “ผลของความชอบธรรม คือความสงบและความวางใจเป็นนิตย์” (ข้อ 17)</p>
<p>ถ้อยคำแห่งความหวังของอิสยาห์นั้นจะสำเร็จครบถ้วนสมบรูณ์ในภายหลัง คือในพระเยซูผู้ซึ่ง “จะเสด็จมาจากสวรรค์…และ…เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์” (1ธส.4:16-17) “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” เป็นเพียงแม่น้ำที่เกิดจากมือมนุษย์ วันหนึ่งแหล่งเก็บน้ำนั้นจะหมดไป แต่องค์ราชาผู้ชอบธรรมของเรานั้นจะประทานความสดชื่นและน้ำแห่งชีวิตที่ไม่มีวันเหือดแห้งไป</p>
<p><em>คุณต้องการให้พระเยซูนำน้ำแห่งชีวิตไปยังที่ใด คุณจะทำตามแบบอย่างของพระองค์ด้วยการนำความสดชื่นไปให้ผู้อื่นอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้าข้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงนำสันติสุขมา ผ่านการปกครองอันชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 29 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d49fab6e/b60d05f1.mp3" length="13159208" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>823</itunes:duration>
      <itunes:summary>ดูเถิด พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม…เหมือนธารน้ำในที่แห้ง [ อิสยาห์ 32:1-2 ]
ขณะทำการขุดเจาะน้ำมันในประเทศที่มีแสงแดดจัดและแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทีมงานต้องตกตะลึงที่ได้พบกับระบบน้ำใต้ดินขนาดมหึมา ดังนั้นในปีค.ศ. 1983 จึงมีโครงการ “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางระบบท่อที่ส่งน้ำจืดคุณภาพสูงไปยังเมืองต่างๆที่มีความจำเป็นในการใช้น้ำ แผ่นป้ายใกล้กับจุดเริ่มต้นโครงการเขียนไว้ว่า “เส้นเลือดแห่งชีวิตไหลออกจากที่นี่”
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ภาพของน้ำในที่แห้งมาบรรยายถึงพระราชาผู้ชอบธรรมในอนาคต (อสย.32) เมื่อกษัตริย์และผู้ปกครองต่างปกครองด้วยความยุติธรรมและความชอบธรรม พวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือน “ธารน้ำในที่แห้ง เหมือนร่มเงาศิลามหึมาในแผ่นดินที่อ่อนเปลี้ย” (ข้อ 2) ผู้ปกครองบางคนเลือกที่จะหาประโยชน์แทนที่จะให้ออกไป แต่เครื่องหมายของผู้นำที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าคือผู้ที่จะให้การพักพิง ที่หลบภัย ความสดชื่นและการปกป้อง อิสยาห์กล่าวว่า “ผลของความชอบธรรมจะเป็นศานติภาพ” สำหรับคนของพระองค์และ “ผลของความชอบธรรม คือความสงบและความวางใจเป็นนิตย์” (ข้อ 17)
ถ้อยคำแห่งความหวังของอิสยาห์นั้นจะสำเร็จครบถ้วนสมบรูณ์ในภายหลัง คือในพระเยซูผู้ซึ่ง “จะเสด็จมาจากสวรรค์…และ…เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์” (1ธส.4:16-17) “แม่น้ำใหญ่ที่มนุษย์สร้าง” เป็นเพียงแม่น้ำที่เกิดจากมือมนุษย์ วันหนึ่งแหล่งเก็บน้ำนั้นจะหมดไป แต่องค์ราชาผู้ชอบธรรมของเรานั้นจะประทานความสดชื่นและน้ำแห่งชีวิตที่ไม่มีวันเหือดแห้งไป
คุณต้องการให้พระเยซูนำน้ำแห่งชีวิตไปยังที่ใด คุณจะทำตามแบบอย่างของพระองค์ด้วยการนำความสดชื่นไปให้ผู้อื่นอย่างไร
พระเยซูเจ้าข้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงนำสันติสุขมา ผ่านการปกครองอันชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ดูเถิด พระราชาองค์หนึ่งจะครอบครองด้วยความชอบธรรม…เหมือนธารน้ำในที่แห้ง [ อิสยาห์ 32:1-2 ]
ขณะทำการขุดเจาะน้ำมันในประเทศที่มีแสงแดดจัดและแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทีมงานต้องตกตะลึงที่ได้พบกับระบบน้ำใต้ดินขนาดมหึมา ดังนั้นในปีค.ศ. 1983 จึงมีโครงการ “แม่น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประกาศด้วยความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประกาศด้วยความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cd204c54-f4b0-478b-b0ea-717429112315</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aa762c0a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง [ กาลาเทีย 5:14 ]</p>
<p>ศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งอธิษฐานทุกๆเช้า ทูลขอให้พระเจ้าใช้เขาในวันนั้นให้เป็นพระพรสำหรับใครสักคน บ่อยครั้งที่เขาดีใจเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น วันหนึ่งในช่วงพักของงานอีกงานหนึ่งที่เขาทำ เขานั่งรับแสงแดดอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ถามเขาเรื่องของพระเยซู ศิษยาภิบาลคนนี้ตอบคำถามของชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีเสียงดังหรือการโต้เถียงกัน ศิษยาภิบาลบอกว่าเขาได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้พูดคุยแบบสบายๆที่ทั้งเกิดผลและสำแดงความรักด้วย เขายังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย เป็นผู้ที่หิวกระหายอยากจะเรียนรู้จักพระเจ้ามากขึ้น</p>
<p>การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเราเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบอกผู้อื่นเกี่ยวกับพระเยซู พระองค์ตรัสบอกเหล่าสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา” (กจ.1:8)</p>
<p>ผลของพระวิญญาณ “คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (กท.5:22-23) การดำเนินชีวิตภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณอย่างที่ศิษยาภิบาลผู้นี้ทำเป็นสิ่งที่เปโตรได้แนะนำไว้ว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (1 ปต.3:15)</p>
<p>แม้เราจะต้องทนทุกข์เพราะการเชื่อในพระคริสต์ แต่คำพูดของเราสามารถแสดงให้โลกเห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเรา แล้วการดำเนินชีวิตของเรา<br>ก็จะชักนำผู้อื่นให้มาหาพระองค์</p>
<p><em>วิธีการสื่อสารของคุณเป็นแบบใดเมื่อคุณบอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำทำให้คุณพูดอย่างเกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ขณะที่ข้าพระองค์พูดเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นฟัง ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดนำข้าพระองค์ให้พูดด้วยความรักของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง [ กาลาเทีย 5:14 ]</p>
<p>ศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งอธิษฐานทุกๆเช้า ทูลขอให้พระเจ้าใช้เขาในวันนั้นให้เป็นพระพรสำหรับใครสักคน บ่อยครั้งที่เขาดีใจเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น วันหนึ่งในช่วงพักของงานอีกงานหนึ่งที่เขาทำ เขานั่งรับแสงแดดอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ถามเขาเรื่องของพระเยซู ศิษยาภิบาลคนนี้ตอบคำถามของชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีเสียงดังหรือการโต้เถียงกัน ศิษยาภิบาลบอกว่าเขาได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้พูดคุยแบบสบายๆที่ทั้งเกิดผลและสำแดงความรักด้วย เขายังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย เป็นผู้ที่หิวกระหายอยากจะเรียนรู้จักพระเจ้ามากขึ้น</p>
<p>การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเราเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบอกผู้อื่นเกี่ยวกับพระเยซู พระองค์ตรัสบอกเหล่าสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา” (กจ.1:8)</p>
<p>ผลของพระวิญญาณ “คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (กท.5:22-23) การดำเนินชีวิตภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณอย่างที่ศิษยาภิบาลผู้นี้ทำเป็นสิ่งที่เปโตรได้แนะนำไว้ว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (1 ปต.3:15)</p>
<p>แม้เราจะต้องทนทุกข์เพราะการเชื่อในพระคริสต์ แต่คำพูดของเราสามารถแสดงให้โลกเห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเรา แล้วการดำเนินชีวิตของเรา<br>ก็จะชักนำผู้อื่นให้มาหาพระองค์</p>
<p><em>วิธีการสื่อสารของคุณเป็นแบบใดเมื่อคุณบอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำทำให้คุณพูดอย่างเกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ขณะที่ข้าพระองค์พูดเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นฟัง ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดนำข้าพระองค์ให้พูดด้วยความรักของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 28 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aa762c0a/01a6ddc6.mp3" length="10308704" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>645</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง [ กาลาเทีย 5:14 ]
ศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งอธิษฐานทุกๆเช้า ทูลขอให้พระเจ้าใช้เขาในวันนั้นให้เป็นพระพรสำหรับใครสักคน บ่อยครั้งที่เขาดีใจเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น วันหนึ่งในช่วงพักของงานอีกงานหนึ่งที่เขาทำ เขานั่งรับแสงแดดอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ถามเขาเรื่องของพระเยซู ศิษยาภิบาลคนนี้ตอบคำถามของชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีเสียงดังหรือการโต้เถียงกัน ศิษยาภิบาลบอกว่าเขาได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้พูดคุยแบบสบายๆที่ทั้งเกิดผลและสำแดงความรักด้วย เขายังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย เป็นผู้ที่หิวกระหายอยากจะเรียนรู้จักพระเจ้ามากขึ้น
การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเราเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบอกผู้อื่นเกี่ยวกับพระเยซู พระองค์ตรัสบอกเหล่าสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา” (กจ.1:8)
ผลของพระวิญญาณ “คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (กท.5:22-23) การดำเนินชีวิตภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณอย่างที่ศิษยาภิบาลผู้นี้ทำเป็นสิ่งที่เปโตรได้แนะนำไว้ว่า “จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ” (1 ปต.3:15)
แม้เราจะต้องทนทุกข์เพราะการเชื่อในพระคริสต์ แต่คำพูดของเราสามารถแสดงให้โลกเห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเรา แล้วการดำเนินชีวิตของเราก็จะชักนำผู้อื่นให้มาหาพระองค์
วิธีการสื่อสารของคุณเป็นแบบใดเมื่อคุณบอกผู้อื่นถึงเรื่องของพระเยซู การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำทำให้คุณพูดอย่างเกิดผลมากขึ้นได้อย่างไร
ขณะที่ข้าพระองค์พูดเรื่องพระเยซูให้ผู้อื่นฟัง ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์โปรดนำข้าพระองค์ให้พูดด้วยความรักของพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง [ กาลาเทีย 5:14 ]
ศิษยาภิบาลหนุ่มคนหนึ่งอธิษฐานทุกๆเช้า ทูลขอให้พระเจ้าใช้เขาในวันนั้นให้เป็นพระพรสำหรับใครสักคน บ่อยครั้งที่เขาดีใจเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น วันหนึ่งในช่วงพักของงานอีกงานหนึ่งที่เขาทำ เขานั่งรับแสงแดดอยู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของประทานแห่งพระคุณของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">989e75a7-8510-4a5b-89a2-6158bad7f3de</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/10149fcf</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ [ เอเฟซัส 4:7 ]</p>
<p>ขณะที่กำลังให้คะแนนรายงานอีกกองหนึ่งจากชั้นเรียนวิชาการเขียนของมหาวิทยาลัยที่ผมสอนนั้น ผมเกิดความประทับใจกับรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเขียนได้ดีมาก แต่ไม่นานนักผมก็รู้ว่าเป็นงานเขียนที่ดีเกินไป และแน่นอนจากการสืบค้นดูเพียงเล็กน้อยก็พบว่า รายงานฉบับนั้นถูกคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลออนไลน์</p>
<p>ผมส่งอีเมลไปหานักศึกษาคนนั้นเพื่อให้เธอรู้ว่าผมรู้กลโกงของเธอแล้ว เธอได้คะแนนเป็นศูนย์ในรายงานฉบับนั้น แต่เธออาจเขียนรายงานฉบับใหม่เพื่อ จะได้คะแนนบางส่วน นักศึกษาคนนั้นตอบว่า “หนูรู้สึกละอายและเสียใจมากค่ะ หนูขอบคุณที่อาจารย์แสดงความกรุณาต่อหนู ที่หนูไม่สมควรได้รับ” ผมตอบเธอไปว่าเราทุกคนได้รับพระกรุณาคุณจากพระเจ้าทุกวัน ดังนั้นผมจะปฏิเสธการแสดงความกรุณากับเธอได้อย่างไร</p>
<p>มีหลายวิธีที่พระคุณของพระเจ้าแก้ไขชีวิตของเราให้ดีขึ้นและปลดปล่อยเราออกจากความผิดพลาดที่เราทำ เปโตรบอกว่าพระคุณนั้นให้ความรอดแก่เรา “แต่เราเชื่อว่า เราเองก็รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าเหมือนอย่างเขา” (กจ.15:11) เปาโลกล่าวว่าพระคุณช่วยให้เราไม่อยู่ภายใต้อำนาจของบาป “เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ” (รม.6:14) และยังมีที่เปโตรกล่าวว่าพระคุณทำให้เรารับใช้ผู้อื่น “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว…เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต. 4:10)</p>
<p>พระคุณนั้นพระเจ้าโปรดประทานให้เราเปล่าๆ(อฟ.4:7) ขอให้เราใช้ของประทานนี้เพื่อที่จะรักและหนุนใจผู้อื่น</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณสัมผัสถึงพระคุณของพระเจ้าได้มากที่สุดในชีวิต มีวิธีใดบ้างในวันนี้ที่คุณจะแสดงให้ผู้อื่นได้เห็นถึงพระคุณอันน่าประหลาดใจ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ แบ่งปันพระคุณของพระองค์ในการพูดคุยและการปฏิบัติกับผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ [ เอเฟซัส 4:7 ]</p>
<p>ขณะที่กำลังให้คะแนนรายงานอีกกองหนึ่งจากชั้นเรียนวิชาการเขียนของมหาวิทยาลัยที่ผมสอนนั้น ผมเกิดความประทับใจกับรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเขียนได้ดีมาก แต่ไม่นานนักผมก็รู้ว่าเป็นงานเขียนที่ดีเกินไป และแน่นอนจากการสืบค้นดูเพียงเล็กน้อยก็พบว่า รายงานฉบับนั้นถูกคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลออนไลน์</p>
<p>ผมส่งอีเมลไปหานักศึกษาคนนั้นเพื่อให้เธอรู้ว่าผมรู้กลโกงของเธอแล้ว เธอได้คะแนนเป็นศูนย์ในรายงานฉบับนั้น แต่เธออาจเขียนรายงานฉบับใหม่เพื่อ จะได้คะแนนบางส่วน นักศึกษาคนนั้นตอบว่า “หนูรู้สึกละอายและเสียใจมากค่ะ หนูขอบคุณที่อาจารย์แสดงความกรุณาต่อหนู ที่หนูไม่สมควรได้รับ” ผมตอบเธอไปว่าเราทุกคนได้รับพระกรุณาคุณจากพระเจ้าทุกวัน ดังนั้นผมจะปฏิเสธการแสดงความกรุณากับเธอได้อย่างไร</p>
<p>มีหลายวิธีที่พระคุณของพระเจ้าแก้ไขชีวิตของเราให้ดีขึ้นและปลดปล่อยเราออกจากความผิดพลาดที่เราทำ เปโตรบอกว่าพระคุณนั้นให้ความรอดแก่เรา “แต่เราเชื่อว่า เราเองก็รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าเหมือนอย่างเขา” (กจ.15:11) เปาโลกล่าวว่าพระคุณช่วยให้เราไม่อยู่ภายใต้อำนาจของบาป “เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ” (รม.6:14) และยังมีที่เปโตรกล่าวว่าพระคุณทำให้เรารับใช้ผู้อื่น “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว…เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต. 4:10)</p>
<p>พระคุณนั้นพระเจ้าโปรดประทานให้เราเปล่าๆ(อฟ.4:7) ขอให้เราใช้ของประทานนี้เพื่อที่จะรักและหนุนใจผู้อื่น</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณสัมผัสถึงพระคุณของพระเจ้าได้มากที่สุดในชีวิต มีวิธีใดบ้างในวันนี้ที่คุณจะแสดงให้ผู้อื่นได้เห็นถึงพระคุณอันน่าประหลาดใจ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ แบ่งปันพระคุณของพระองค์ในการพูดคุยและการปฏิบัติกับผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 27 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/10149fcf/1bcb66b6.mp3" length="11595207" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>725</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ [ เอเฟซัส 4:7 ]
ขณะที่กำลังให้คะแนนรายงานอีกกองหนึ่งจากชั้นเรียนวิชาการเขียนของมหาวิทยาลัยที่ผมสอนนั้น ผมเกิดความประทับใจกับรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเขียนได้ดีมาก แต่ไม่นานนักผมก็รู้ว่าเป็นงานเขียนที่ดีเกินไป และแน่นอนจากการสืบค้นดูเพียงเล็กน้อยก็พบว่า รายงานฉบับนั้นถูกคัดลอกมาจากแหล่งข้อมูลออนไลน์
ผมส่งอีเมลไปหานักศึกษาคนนั้นเพื่อให้เธอรู้ว่าผมรู้กลโกงของเธอแล้ว เธอได้คะแนนเป็นศูนย์ในรายงานฉบับนั้น แต่เธออาจเขียนรายงานฉบับใหม่เพื่อ จะได้คะแนนบางส่วน นักศึกษาคนนั้นตอบว่า “หนูรู้สึกละอายและเสียใจมากค่ะ หนูขอบคุณที่อาจารย์แสดงความกรุณาต่อหนู ที่หนูไม่สมควรได้รับ” ผมตอบเธอไปว่าเราทุกคนได้รับพระกรุณาคุณจากพระเจ้าทุกวัน ดังนั้นผมจะปฏิเสธการแสดงความกรุณากับเธอได้อย่างไร
มีหลายวิธีที่พระคุณของพระเจ้าแก้ไขชีวิตของเราให้ดีขึ้นและปลดปล่อยเราออกจากความผิดพลาดที่เราทำ เปโตรบอกว่าพระคุณนั้นให้ความรอดแก่เรา “แต่เราเชื่อว่า เราเองก็รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสตเจ้าเหมือนอย่างเขา” (กจ.15:11) เปาโลกล่าวว่าพระคุณช่วยให้เราไม่อยู่ภายใต้อำนาจของบาป “เพราะว่าบาปจะครอบงำท่านทั้งหลายต่อไปก็หามิได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ” (รม.6:14) และยังมีที่เปโตรกล่าวว่าพระคุณทำให้เรารับใช้ผู้อื่น “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว…เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า” (1 ปต. 4:10)
พระคุณนั้นพระเจ้าโปรดประทานให้เราเปล่าๆ(อฟ.4:7) ขอให้เราใช้ของประทานนี้เพื่อที่จะรักและหนุนใจผู้อื่น
เมื่อใดที่คุณสัมผัสถึงพระคุณของพระเจ้าได้มากที่สุดในชีวิต มีวิธีใดบ้างในวันนี้ที่คุณจะแสดงให้ผู้อื่นได้เห็นถึงพระคุณอันน่าประหลาดใจ
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ แบ่งปันพระคุณของพระองค์ในการพูดคุยและการปฏิบัติกับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ [ เอเฟซัส 4:7 ]
ขณะที่กำลังให้คะแนนรายงานอีกกองหนึ่งจากชั้นเรียนวิชาการเขียนของมหาวิทยาลัยที่ผมสอนนั้น ผมเกิดความประทับใจกับรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเขียนได้ดีมาก แต่ไม่นานนักผมก็รู้ว่าเป็นง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำพูดที่ทำให้ชื่นใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำพูดที่ทำให้ชื่นใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8a0e2fbb-fecf-4f41-bcf7-3fb2cecd481c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/defb8573</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข่าวดีจากเมืองไกลก็เหมือนน้ำเย็นที่ให้แก่คนกระหาย [ สุภาษิต 25:25 ]</p>
<p>ขณะยืนอยู่ในครัว ลูกสาวของฉันร้องขึ้นมาว่า “แม่คะ! มีแมลงวันอยู่ในน้ำผึ้ง!” ฉันตอบกลับด้วยคำคมที่คุ้นเคยว่า “น้ำผึ้งจับแมลงวันได้ดีกว่าน้ำส้มสายชู” แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจับแมลงวันได้ (โดยบังเอิญ)ด้วยน้ำผึ้ง แต่ฉันพบว่าตัวเองอ้างสุภาษิตสมัยใหม่นี้ขึ้นมาก็เพราะคำสอนของสุภาษิตนี้ที่ว่า คำขอร้องที่อ่อนหวานมักจะโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ดีกว่าท่าทีที่ขุ่นเคือง</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตนั้นเป็นการรวบรวมสุภาษิตและคำคมแห่งสติปัญญาที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า คำพูดที่ได้รับการดลใจเหล่านี้ช่วยนำทางเราและสอนเราถึงสัจจะความจริงที่สำคัญในการใช้ชีวิตในแบบที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า สุภาษิตหลายข้อเน้นที่การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงผลกระทบอย่างมากจากคำพูดของเราที่มีต่อผู้อื่น</p>
<p>ในส่วนของสุภาษิตที่น่าจะเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนนั้น พระองค์ได้เตือนถึงอันตรายที่เกิดจากการพูดเป็นพยานเท็จกล่าวโทษเพื่อนบ้าน (สภษ.25:18) พระองค์แนะนำว่า “ลิ้นที่ส่อเสียด” ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่โกรธขึ้งกัน (ข้อ 23) ซาโลมอนเตือนถึงความเย็นชาซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพร่ำบ่นตลอดเวลา (ข้อ 24) และพระองค์ได้หนุนใจผู้อ่านว่าพระพรจะเกิดขึ้นเมื่อคำพูดของเรานำมาซึ่งข่าวดี (ข้อ 25)</p>
<p>เมื่อเรามองหาวิธีที่จะนำสุภาษิตเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ เรามีพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ที่จะช่วยเราให้มอบ “คำตอบที่ถูกต้อง” (16:1 TNCV) ด้วยการเสริมกำลังจากพระเจ้า คำพูดของเราจะเป็นคำพูดที่หวานหูและทำให้สดชื่นได้</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณเห็นผลกระทบจากคำพูดอย่างชัดเจน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำคุณอย่างไรในการใช้คำพูดที่ทำให้จิตใจสดชื่น</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนถึงพระเมตตาของพระองค์ด้วยการใช้คำพูดที่อ่อนหวานและมีเมตตาในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข่าวดีจากเมืองไกลก็เหมือนน้ำเย็นที่ให้แก่คนกระหาย [ สุภาษิต 25:25 ]</p>
<p>ขณะยืนอยู่ในครัว ลูกสาวของฉันร้องขึ้นมาว่า “แม่คะ! มีแมลงวันอยู่ในน้ำผึ้ง!” ฉันตอบกลับด้วยคำคมที่คุ้นเคยว่า “น้ำผึ้งจับแมลงวันได้ดีกว่าน้ำส้มสายชู” แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจับแมลงวันได้ (โดยบังเอิญ)ด้วยน้ำผึ้ง แต่ฉันพบว่าตัวเองอ้างสุภาษิตสมัยใหม่นี้ขึ้นมาก็เพราะคำสอนของสุภาษิตนี้ที่ว่า คำขอร้องที่อ่อนหวานมักจะโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ดีกว่าท่าทีที่ขุ่นเคือง</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตนั้นเป็นการรวบรวมสุภาษิตและคำคมแห่งสติปัญญาที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า คำพูดที่ได้รับการดลใจเหล่านี้ช่วยนำทางเราและสอนเราถึงสัจจะความจริงที่สำคัญในการใช้ชีวิตในแบบที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า สุภาษิตหลายข้อเน้นที่การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงผลกระทบอย่างมากจากคำพูดของเราที่มีต่อผู้อื่น</p>
<p>ในส่วนของสุภาษิตที่น่าจะเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนนั้น พระองค์ได้เตือนถึงอันตรายที่เกิดจากการพูดเป็นพยานเท็จกล่าวโทษเพื่อนบ้าน (สภษ.25:18) พระองค์แนะนำว่า “ลิ้นที่ส่อเสียด” ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่โกรธขึ้งกัน (ข้อ 23) ซาโลมอนเตือนถึงความเย็นชาซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพร่ำบ่นตลอดเวลา (ข้อ 24) และพระองค์ได้หนุนใจผู้อ่านว่าพระพรจะเกิดขึ้นเมื่อคำพูดของเรานำมาซึ่งข่าวดี (ข้อ 25)</p>
<p>เมื่อเรามองหาวิธีที่จะนำสุภาษิตเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ เรามีพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ที่จะช่วยเราให้มอบ “คำตอบที่ถูกต้อง” (16:1 TNCV) ด้วยการเสริมกำลังจากพระเจ้า คำพูดของเราจะเป็นคำพูดที่หวานหูและทำให้สดชื่นได้</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณเห็นผลกระทบจากคำพูดอย่างชัดเจน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำคุณอย่างไรในการใช้คำพูดที่ทำให้จิตใจสดชื่น</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนถึงพระเมตตาของพระองค์ด้วยการใช้คำพูดที่อ่อนหวานและมีเมตตาในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 26 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/defb8573/d32e08e6.mp3" length="9730253" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>609</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข่าวดีจากเมืองไกลก็เหมือนน้ำเย็นที่ให้แก่คนกระหาย [ สุภาษิต 25:25 ]
ขณะยืนอยู่ในครัว ลูกสาวของฉันร้องขึ้นมาว่า “แม่คะ! มีแมลงวันอยู่ในน้ำผึ้ง!” ฉันตอบกลับด้วยคำคมที่คุ้นเคยว่า “น้ำผึ้งจับแมลงวันได้ดีกว่าน้ำส้มสายชู” แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจับแมลงวันได้ (โดยบังเอิญ)ด้วยน้ำผึ้ง แต่ฉันพบว่าตัวเองอ้างสุภาษิตสมัยใหม่นี้ขึ้นมาก็เพราะคำสอนของสุภาษิตนี้ที่ว่า คำขอร้องที่อ่อนหวานมักจะโน้มน้าวใจผู้อื่นได้ดีกว่าท่าทีที่ขุ่นเคือง
พระธรรมสุภาษิตนั้นเป็นการรวบรวมสุภาษิตและคำคมแห่งสติปัญญาที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า คำพูดที่ได้รับการดลใจเหล่านี้ช่วยนำทางเราและสอนเราถึงสัจจะความจริงที่สำคัญในการใช้ชีวิตในแบบที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า สุภาษิตหลายข้อเน้นที่การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงผลกระทบอย่างมากจากคำพูดของเราที่มีต่อผู้อื่น
ในส่วนของสุภาษิตที่น่าจะเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนนั้น พระองค์ได้เตือนถึงอันตรายที่เกิดจากการพูดเป็นพยานเท็จกล่าวโทษเพื่อนบ้าน (สภษ.25:18) พระองค์แนะนำว่า “ลิ้นที่ส่อเสียด” ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่โกรธขึ้งกัน (ข้อ 23) ซาโลมอนเตือนถึงความเย็นชาซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพร่ำบ่นตลอดเวลา (ข้อ 24) และพระองค์ได้หนุนใจผู้อ่านว่าพระพรจะเกิดขึ้นเมื่อคำพูดของเรานำมาซึ่งข่าวดี (ข้อ 25)
เมื่อเรามองหาวิธีที่จะนำสุภาษิตเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ เรามีพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ที่จะช่วยเราให้มอบ “คำตอบที่ถูกต้อง” (16:1 TNCV) ด้วยการเสริมกำลังจากพระเจ้า คำพูดของเราจะเป็นคำพูดที่หวานหูและทำให้สดชื่นได้
เมื่อใดที่คุณเห็นผลกระทบจากคำพูดอย่างชัดเจน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำคุณอย่างไรในการใช้คำพูดที่ทำให้จิตใจสดชื่น
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์สะท้อนถึงพระเมตตาของพระองค์ด้วยการใช้คำพูดที่อ่อนหวานและมีเมตตาในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข่าวดีจากเมืองไกลก็เหมือนน้ำเย็นที่ให้แก่คนกระหาย [ สุภาษิต 25:25 ]
ขณะยืนอยู่ในครัว ลูกสาวของฉันร้องขึ้นมาว่า “แม่คะ! มีแมลงวันอยู่ในน้ำผึ้ง!” ฉันตอบกลับด้วยคำคมที่คุ้นเคยว่า “น้ำผึ้งจับแมลงวันได้ดีกว่าน้ำส้มสายชู” แม้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจับแมลงวันได</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่มีอคติอีกต่อไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่มีอคติอีกต่อไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5de18b76-5c8d-4649-aa9a-697480daf52e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/80a25be2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]</p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน จูลี่ แลนส์แมนเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกสำหรับตำแหน่งหัวหน้าผู้เล่นแตรเฟรนช์ฮอร์นของวงเมโทรโพลิแทนโอเปร่าออเคสตร้าแห่งนิวยอร์ค โดยทางวงได้จัดการทดสอบไว้ด้านหลังของฉากกั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียงจากผู้ตัดสิน แลนส์แมนทำได้ดีในการทดสอบและจบลงด้วยการชนะการแข่งขัน แต่เมื่อเธอก้าวออกมาจากหลังฉาก กรรมการผู้ตัดสินซึ่งเป็นชายล้วนบางคนได้เดินไปหลังห้องแล้วหันหลังใส่เธอ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังมองหาคนอื่น</p>
<p>เมื่อคนอิสราเอลทูลขอกษัตริย์ พระเจ้าได้ทรงทำตามคำขอนั้นและมอบชายคนหนึ่งให้พวกเขา เป็นคนที่มีรูปกายน่าประทับใจเหมือนอย่างที่ชนชาติอื่นมี (1ซมอ.8:5; 9:2) แต่เป็นเพราะในช่วงปีแรกๆที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ พระองค์แสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อและไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าจึงส่งซามูเอลไปยังเมืองเบธเลเฮมเพื่อเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ (16:1-13) เมื่อซามูเอลเห็นเอลีอับผู้เป็นบุตรชายคนโต ท่านก็คิดว่าพระเจ้าได้เลือกคนนี้ให้เป็นกษัตริย์เพราะรูปร่างที่น่าประทับใจของเขา แต่พระเจ้าทรงท้าทายความคิดของซามูเอล โดยตรัสว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นผู้นำประชากรของพระองค์ (ข้อ 12)</p>
<p>เมื่อพระเจ้าต้องประเมินความสามารถและความเหมาะสมของมนุษย์ที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงดูที่คุณลักษณะนิสัย ความตั้งใจและแรงจูงใจของคนนั้น พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้มองโลกและมนุษย์เหมือนอย่างที่พระองค์มอง คือมุ่งมองดูที่จิตใจ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณสมบัติที่มี</p>
<p><em>เพราะเหตุใดการไม่ตัดสินคนจากอคติส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ คุณคิดว่าการมีจิตใจเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหมายถึงอะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะไม่ประเมินคุณค่าของผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]</p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน จูลี่ แลนส์แมนเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกสำหรับตำแหน่งหัวหน้าผู้เล่นแตรเฟรนช์ฮอร์นของวงเมโทรโพลิแทนโอเปร่าออเคสตร้าแห่งนิวยอร์ค โดยทางวงได้จัดการทดสอบไว้ด้านหลังของฉากกั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียงจากผู้ตัดสิน แลนส์แมนทำได้ดีในการทดสอบและจบลงด้วยการชนะการแข่งขัน แต่เมื่อเธอก้าวออกมาจากหลังฉาก กรรมการผู้ตัดสินซึ่งเป็นชายล้วนบางคนได้เดินไปหลังห้องแล้วหันหลังใส่เธอ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังมองหาคนอื่น</p>
<p>เมื่อคนอิสราเอลทูลขอกษัตริย์ พระเจ้าได้ทรงทำตามคำขอนั้นและมอบชายคนหนึ่งให้พวกเขา เป็นคนที่มีรูปกายน่าประทับใจเหมือนอย่างที่ชนชาติอื่นมี (1ซมอ.8:5; 9:2) แต่เป็นเพราะในช่วงปีแรกๆที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ พระองค์แสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อและไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าจึงส่งซามูเอลไปยังเมืองเบธเลเฮมเพื่อเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ (16:1-13) เมื่อซามูเอลเห็นเอลีอับผู้เป็นบุตรชายคนโต ท่านก็คิดว่าพระเจ้าได้เลือกคนนี้ให้เป็นกษัตริย์เพราะรูปร่างที่น่าประทับใจของเขา แต่พระเจ้าทรงท้าทายความคิดของซามูเอล โดยตรัสว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นผู้นำประชากรของพระองค์ (ข้อ 12)</p>
<p>เมื่อพระเจ้าต้องประเมินความสามารถและความเหมาะสมของมนุษย์ที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงดูที่คุณลักษณะนิสัย ความตั้งใจและแรงจูงใจของคนนั้น พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้มองโลกและมนุษย์เหมือนอย่างที่พระองค์มอง คือมุ่งมองดูที่จิตใจ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณสมบัติที่มี</p>
<p><em>เพราะเหตุใดการไม่ตัดสินคนจากอคติส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ คุณคิดว่าการมีจิตใจเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหมายถึงอะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะไม่ประเมินคุณค่าของผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 25 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/80a25be2/d6eb0421.mp3" length="11780757" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>737</itunes:duration>
      <itunes:summary>มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]
เมื่อหลายปีก่อน จูลี่ แลนส์แมนเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกสำหรับตำแหน่งหัวหน้าผู้เล่นแตรเฟรนช์ฮอร์นของวงเมโทรโพลิแทนโอเปร่าออเคสตร้าแห่งนิวยอร์ค โดยทางวงได้จัดการทดสอบไว้ด้านหลังของฉากกั้นเพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียงจากผู้ตัดสิน แลนส์แมนทำได้ดีในการทดสอบและจบลงด้วยการชนะการแข่งขัน แต่เมื่อเธอก้าวออกมาจากหลังฉาก กรรมการผู้ตัดสินซึ่งเป็นชายล้วนบางคนได้เดินไปหลังห้องแล้วหันหลังใส่เธอ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังมองหาคนอื่น
เมื่อคนอิสราเอลทูลขอกษัตริย์ พระเจ้าได้ทรงทำตามคำขอนั้นและมอบชายคนหนึ่งให้พวกเขา เป็นคนที่มีรูปกายน่าประทับใจเหมือนอย่างที่ชนชาติอื่นมี (1ซมอ.8:5; 9:2) แต่เป็นเพราะในช่วงปีแรกๆที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ พระองค์แสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อและไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าจึงส่งซามูเอลไปยังเมืองเบธเลเฮมเพื่อเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ (16:1-13) เมื่อซามูเอลเห็นเอลีอับผู้เป็นบุตรชายคนโต ท่านก็คิดว่าพระเจ้าได้เลือกคนนี้ให้เป็นกษัตริย์เพราะรูปร่างที่น่าประทับใจของเขา แต่พระเจ้าทรงท้าทายความคิดของซามูเอล โดยตรัสว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (ข้อ 7) พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นผู้นำประชากรของพระองค์ (ข้อ 12)
เมื่อพระเจ้าต้องประเมินความสามารถและความเหมาะสมของมนุษย์ที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์นั้น พระองค์ทรงดูที่คุณลักษณะนิสัย ความตั้งใจและแรงจูงใจของคนนั้น พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้มองโลกและมนุษย์เหมือนอย่างที่พระองค์มอง คือมุ่งมองดูที่จิตใจ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณสมบัติที่มี
เพราะเหตุใดการไม่ตัดสินคนจากอคติส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ คุณคิดว่าการมีจิตใจเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหมายถึงอะไร
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระเมตตา โปรดช่วยข้าพระองค์ ที่จะไม่ประเมินคุณค่าของผู้คนจากรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ [ 1 ซามูเอล 16:7 ]
เมื่อหลายปีก่อน จูลี่ แลนส์แมนเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกสำหรับตำแหน่งหัวหน้าผู้เล่นแตรเฟรนช์ฮอร์นของวงเมโทรโพลิแทนโอเปร่าออเคสตร้าแห่งนิวยอร์ค โดยทางวงได้จัดการทดสอบไว้ด้านหลังของฉากก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ที่ซึ่งแปลกประหลาด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ที่ซึ่งแปลกประหลาด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6b9298a5-c6ff-44bd-a271-87baff97af57</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/72befbd3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะใครจะรู้ [ เอสเธอร์ 4:14 ]</p>
<p>พระเจ้าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น นี่เป็นแผนการของพระองค์สำหรับพวกเราจริงๆหรือ</p>
<p>ในฐานะสามีและพ่อของลูกเล็กๆ คำถามเหล่านั้นและอีกมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดของผมขณะที่ผมต่อสู้กับผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเราเพิ่งได้รับใช้กับทีมมิชชันนารีและได้เห็นเด็กหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงให้มีการเกิดผลพวกเรามีความชื่นชมยินดีมาก แต่ตอนนี้?</p>
<p>เอสเธอร์คงจะมีคำถามและคำอธิษฐานมากมายถึงพระเจ้าหลังจากที่ถูกพรากจากบ้านอันเป็นที่รักและต้องเข้ามาสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย (อสธ.2:8) โมรเดคัยผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอรับเลี้ยงเธอเหมือนเป็นลูกสาวหลังจากที่เธอต้องเป็นกำพร้า (ข้อ 7) แต่หลังจากนั้น เอสเธอร์ถูกนำให้เข้าไปอยู่ในฮาเร็มของพระราชาและได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชินี (ข้อ 17) โมรเดคัยเป็นห่วงว่า “มีอะไรเกิดขึ้น” กับเอสเธอร์ (ข้อ 11) แต่เมื่อเวลามาถึง ทั้งสองก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงเรียกเธอให้มาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจมาก “เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้” (4:14) ตำแหน่งซึ่งทำให้เธอสามารถช่วยประชากรของเธอให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย (บทที่ 7-8)</p>
<p>เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมโดยการวางเอสเธอร์ไว้ในสถานที่ซึ่งแปลกประหลาดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอันเลิศประเสริฐของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำแบบนี้กับผมด้วย ขณะที่ผมอดทนกับการต่อสู้อย่างยาวนานกับโรคมะเร็ง ผมได้รับสิทธิพิเศษในการแบ่งปันความเชื่อของผมกับผู้ป่วยและผู้ดูแลจำนวนมากมาย พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่แปลกๆที่ใดบ้าง จงวางใจในพระองค์ พระองค์ประเสริฐ และแผนการของพระองค์ก็เช่นกัน (รม.11:33-36)</p>
<p><em>มีครั้งใดบ้างที่พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่ซึ่งแปลกประหลาด เพราะเหตุใดคุณจึงสามารถวางใจในแผนการอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ได้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังกระทำ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะใครจะรู้ [ เอสเธอร์ 4:14 ]</p>
<p>พระเจ้าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น นี่เป็นแผนการของพระองค์สำหรับพวกเราจริงๆหรือ</p>
<p>ในฐานะสามีและพ่อของลูกเล็กๆ คำถามเหล่านั้นและอีกมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดของผมขณะที่ผมต่อสู้กับผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเราเพิ่งได้รับใช้กับทีมมิชชันนารีและได้เห็นเด็กหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงให้มีการเกิดผลพวกเรามีความชื่นชมยินดีมาก แต่ตอนนี้?</p>
<p>เอสเธอร์คงจะมีคำถามและคำอธิษฐานมากมายถึงพระเจ้าหลังจากที่ถูกพรากจากบ้านอันเป็นที่รักและต้องเข้ามาสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย (อสธ.2:8) โมรเดคัยผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอรับเลี้ยงเธอเหมือนเป็นลูกสาวหลังจากที่เธอต้องเป็นกำพร้า (ข้อ 7) แต่หลังจากนั้น เอสเธอร์ถูกนำให้เข้าไปอยู่ในฮาเร็มของพระราชาและได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชินี (ข้อ 17) โมรเดคัยเป็นห่วงว่า “มีอะไรเกิดขึ้น” กับเอสเธอร์ (ข้อ 11) แต่เมื่อเวลามาถึง ทั้งสองก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงเรียกเธอให้มาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจมาก “เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้” (4:14) ตำแหน่งซึ่งทำให้เธอสามารถช่วยประชากรของเธอให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย (บทที่ 7-8)</p>
<p>เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมโดยการวางเอสเธอร์ไว้ในสถานที่ซึ่งแปลกประหลาดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอันเลิศประเสริฐของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำแบบนี้กับผมด้วย ขณะที่ผมอดทนกับการต่อสู้อย่างยาวนานกับโรคมะเร็ง ผมได้รับสิทธิพิเศษในการแบ่งปันความเชื่อของผมกับผู้ป่วยและผู้ดูแลจำนวนมากมาย พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่แปลกๆที่ใดบ้าง จงวางใจในพระองค์ พระองค์ประเสริฐ และแผนการของพระองค์ก็เช่นกัน (รม.11:33-36)</p>
<p><em>มีครั้งใดบ้างที่พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่ซึ่งแปลกประหลาด เพราะเหตุใดคุณจึงสามารถวางใจในแผนการอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ได้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังกระทำ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 24 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/72befbd3/54745cb2.mp3" length="12139368" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>759</itunes:duration>
      <itunes:summary>ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะใครจะรู้ [ เอสเธอร์ 4:14 ]
พระเจ้าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น นี่เป็นแผนการของพระองค์สำหรับพวกเราจริงๆหรือ
ในฐานะสามีและพ่อของลูกเล็กๆ คำถามเหล่านั้นและอีกมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดของผมขณะที่ผมต่อสู้กับผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเราเพิ่งได้รับใช้กับทีมมิชชันนารีและได้เห็นเด็กหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงให้มีการเกิดผลพวกเรามีความชื่นชมยินดีมาก แต่ตอนนี้?
เอสเธอร์คงจะมีคำถามและคำอธิษฐานมากมายถึงพระเจ้าหลังจากที่ถูกพรากจากบ้านอันเป็นที่รักและต้องเข้ามาสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย (อสธ.2:8) โมรเดคัยผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอรับเลี้ยงเธอเหมือนเป็นลูกสาวหลังจากที่เธอต้องเป็นกำพร้า (ข้อ 7) แต่หลังจากนั้น เอสเธอร์ถูกนำให้เข้าไปอยู่ในฮาเร็มของพระราชาและได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชินี (ข้อ 17) โมรเดคัยเป็นห่วงว่า “มีอะไรเกิดขึ้น” กับเอสเธอร์ (ข้อ 11) แต่เมื่อเวลามาถึง ทั้งสองก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงเรียกเธอให้มาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจมาก “เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้” (4:14) ตำแหน่งซึ่งทำให้เธอสามารถช่วยประชากรของเธอให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย (บทที่ 7-8)
เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมโดยการวางเอสเธอร์ไว้ในสถานที่ซึ่งแปลกประหลาดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอันเลิศประเสริฐของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำแบบนี้กับผมด้วย ขณะที่ผมอดทนกับการต่อสู้อย่างยาวนานกับโรคมะเร็ง ผมได้รับสิทธิพิเศษในการแบ่งปันความเชื่อของผมกับผู้ป่วยและผู้ดูแลจำนวนมากมาย พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่แปลกๆที่ใดบ้าง จงวางใจในพระองค์ พระองค์ประเสริฐ และแผนการของพระองค์ก็เช่นกัน (รม.11:33-36)
มีครั้งใดบ้างที่พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่ซึ่งแปลกประหลาด เพราะเหตุใดคุณจึงสามารถวางใจในแผนการอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ได้
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจพระองค์ แม้ในยามที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังกระทำ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะใครจะรู้ [ เอสเธอร์ 4:14 ]
พระเจ้าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น นี่เป็นแผนการของพระองค์สำหรับพวกเราจริงๆหรือ
ในฐานะสามีและพ่อของลูกเล็กๆ คำถามเหล่านั้นและอีกมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดของผมขณะที่ผมต่อสู</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไวในการฟัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไวในการฟัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">840f6429-b2f2-4563-a450-01744533c188</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4c0e0672</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]</p>
<p>ฉันรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นขณะเปิดปากพูดหักล้างข้อกล่าวหาที่เพื่อนรักคนหนึ่งกำลังกล่าวหาฉัน สิ่งที่ฉันโพสต์ออนไลน์ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับเธออย่างที่เธอพูดเป็นนัย แต่ก่อนที่ฉันจะตอบ ฉันกล่าวคำอธิษฐานเบาๆ แล้วฉันก็สงบลงและได้ยินสิ่งที่เธอพูดและความเจ็บปวดเบื้องหลังคำพูดนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่มองเห็นภายนอก เพื่อนของฉันกำลังเจ็บปวด แล้วความต้องการปกป้องตนเองของฉันก็สลายไปเมื่อฉันเลือกที่จะช่วยเพื่อนจัดการกับความเจ็บปวดของเธอ</p>
<p>ในระหว่างการสนทนานี้ ฉันได้เรียนรู้ความหมายของสิ่งที่ยากอบบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ของวันนี้เมื่อท่านเรียกร้องให้พวกเรา “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19) การรับฟังสามารถช่วยให้เราได้ยินสิ่งที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด และหลีกเลี่ยงความโกรธที่ “ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า” (ข้อ 20) การฟังช่วยให้เราได้ยินเสียงหัวใจของผู้พูด ฉันคิดว่าการหยุดและอธิษฐานช่วยฉันได้มากเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ ฉันรู้สึกได้ถึงคำพูดของเธอมากกว่าการปกป้องตัวของฉันเอง บางทีถ้าฉันไม่หยุดเพื่ออธิษฐาน ฉันคงจะโต้กลับในสิ่งที่คิดและบอกให้รู้ว่าฉันขุ่นเคืองใจเพียงใด</p>
<p>แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำตามคำสอนของยากอบได้เสมอไป แต่วันนั้นฉันคิดว่าฉันทำได้ การหยุดเพื่ออธิษฐานก่อนที่จะปล่อยให้ความโกรธและความขุ่นเคืองเข้าครอบงำ เป็นกุญแจสำคัญของการไวในการฟังและช้าในการพูด ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญาเพื่อจะทำเช่นนี้ได้บ่อยขึ้น (สภษ.19:11)</p>
<p><em>คำสอนของยากอบช่วยคุณได้อย่างไรในอดีตที่ผ่านมา คุณจะนำคำสอนนั้นมาใช้ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้ไวในการฟังและช้าในการปกป้องตนเอง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]</p>
<p>ฉันรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นขณะเปิดปากพูดหักล้างข้อกล่าวหาที่เพื่อนรักคนหนึ่งกำลังกล่าวหาฉัน สิ่งที่ฉันโพสต์ออนไลน์ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับเธออย่างที่เธอพูดเป็นนัย แต่ก่อนที่ฉันจะตอบ ฉันกล่าวคำอธิษฐานเบาๆ แล้วฉันก็สงบลงและได้ยินสิ่งที่เธอพูดและความเจ็บปวดเบื้องหลังคำพูดนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่มองเห็นภายนอก เพื่อนของฉันกำลังเจ็บปวด แล้วความต้องการปกป้องตนเองของฉันก็สลายไปเมื่อฉันเลือกที่จะช่วยเพื่อนจัดการกับความเจ็บปวดของเธอ</p>
<p>ในระหว่างการสนทนานี้ ฉันได้เรียนรู้ความหมายของสิ่งที่ยากอบบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ของวันนี้เมื่อท่านเรียกร้องให้พวกเรา “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19) การรับฟังสามารถช่วยให้เราได้ยินสิ่งที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด และหลีกเลี่ยงความโกรธที่ “ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า” (ข้อ 20) การฟังช่วยให้เราได้ยินเสียงหัวใจของผู้พูด ฉันคิดว่าการหยุดและอธิษฐานช่วยฉันได้มากเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ ฉันรู้สึกได้ถึงคำพูดของเธอมากกว่าการปกป้องตัวของฉันเอง บางทีถ้าฉันไม่หยุดเพื่ออธิษฐาน ฉันคงจะโต้กลับในสิ่งที่คิดและบอกให้รู้ว่าฉันขุ่นเคืองใจเพียงใด</p>
<p>แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำตามคำสอนของยากอบได้เสมอไป แต่วันนั้นฉันคิดว่าฉันทำได้ การหยุดเพื่ออธิษฐานก่อนที่จะปล่อยให้ความโกรธและความขุ่นเคืองเข้าครอบงำ เป็นกุญแจสำคัญของการไวในการฟังและช้าในการพูด ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญาเพื่อจะทำเช่นนี้ได้บ่อยขึ้น (สภษ.19:11)</p>
<p><em>คำสอนของยากอบช่วยคุณได้อย่างไรในอดีตที่ผ่านมา คุณจะนำคำสอนนั้นมาใช้ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้ไวในการฟังและช้าในการปกป้องตนเอง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4c0e0672/de8db81a.mp3" length="9771613" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>611</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]
ฉันรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นขณะเปิดปากพูดหักล้างข้อกล่าวหาที่เพื่อนรักคนหนึ่งกำลังกล่าวหาฉัน สิ่งที่ฉันโพสต์ออนไลน์ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับเธออย่างที่เธอพูดเป็นนัย แต่ก่อนที่ฉันจะตอบ ฉันกล่าวคำอธิษฐานเบาๆ แล้วฉันก็สงบลงและได้ยินสิ่งที่เธอพูดและความเจ็บปวดเบื้องหลังคำพูดนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่มองเห็นภายนอก เพื่อนของฉันกำลังเจ็บปวด แล้วความต้องการปกป้องตนเองของฉันก็สลายไปเมื่อฉันเลือกที่จะช่วยเพื่อนจัดการกับความเจ็บปวดของเธอ
ในระหว่างการสนทนานี้ ฉันได้เรียนรู้ความหมายของสิ่งที่ยากอบบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ของวันนี้เมื่อท่านเรียกร้องให้พวกเรา “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19) การรับฟังสามารถช่วยให้เราได้ยินสิ่งที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด และหลีกเลี่ยงความโกรธที่ “ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า” (ข้อ 20) การฟังช่วยให้เราได้ยินเสียงหัวใจของผู้พูด ฉันคิดว่าการหยุดและอธิษฐานช่วยฉันได้มากเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ ฉันรู้สึกได้ถึงคำพูดของเธอมากกว่าการปกป้องตัวของฉันเอง บางทีถ้าฉันไม่หยุดเพื่ออธิษฐาน ฉันคงจะโต้กลับในสิ่งที่คิดและบอกให้รู้ว่าฉันขุ่นเคืองใจเพียงใด
แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำตามคำสอนของยากอบได้เสมอไป แต่วันนั้นฉันคิดว่าฉันทำได้ การหยุดเพื่ออธิษฐานก่อนที่จะปล่อยให้ความโกรธและความขุ่นเคืองเข้าครอบงำ เป็นกุญแจสำคัญของการไวในการฟังและช้าในการพูด ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญาเพื่อจะทำเช่นนี้ได้บ่อยขึ้น (สภษ.19:11)
คำสอนของยากอบช่วยคุณได้อย่างไรในอดีตที่ผ่านมา คุณจะนำคำสอนนั้นมาใช้ได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดเตือนข้าพระองค์ให้ไวในการฟังและช้าในการปกป้องตนเอง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ [ ยากอบ 1:19 ]
ฉันรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นขณะเปิดปากพูดหักล้างข้อกล่าวหาที่เพื่อนรักคนหนึ่งกำลังกล่าวหาฉัน สิ่งที่ฉันโพสต์ออนไลน์ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับเธออย่างที่เธอพูดเป็นนัย แต่ก่อนที่ฉันจะตอบ ฉันกล่าวคำอธิษฐา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>Cross Love EP.1 "ชวนคุยเรื่องพระเจ้ากับความสัมพันธ์"</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>Cross Love EP.1 "ชวนคุยเรื่องพระเจ้ากับความสัมพันธ์"</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0bc577f6-bcfc-4050-95de-96d1c4179426</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1a8ac32f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับความเชื่อในพระเจ้า?
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับพระเจ้า?
แล้วความสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างไรกับกับชีวิตที่ติดตามพระเยซู?

มาลองฟังและทำความเข้าใจพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.1 "ชวนคุยเรื่องพระเจ้ากับความสัมพันธ์"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับความเชื่อในพระเจ้า?
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับพระเจ้า?
แล้วความสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างไรกับกับชีวิตที่ติดตามพระเยซู?

มาลองฟังและทำความเข้าใจพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.1 "ชวนคุยเรื่องพระเจ้ากับความสัมพันธ์"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 23 Jan 2024 12:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1a8ac32f/b0094b7d.mp3" length="15024814" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:image href="https://img.transistorcdn.com/P12q9bYa522vqghvjm_3WAgHbOw4Dm-r9zqMzzvvSQE/rs:fill:0:0:1/w:1400/h:1400/q:60/mb:500000/aHR0cHM6Ly9pbWct/dXBsb2FkLXByb2R1/Y3Rpb24udHJhbnNp/c3Rvci5mbS8wNzlm/YTA0YjFjZTI1MDYx/NzBlZGUyZDgwM2E4/ZjY0Zi5qcGc.jpg"/>
      <itunes:duration>939</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับความเชื่อในพระเจ้า?
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับพระเจ้า?
แล้วความสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างไรกับกับชีวิตที่ติดตามพระเยซู?

มาลองฟังและทำความเข้าใจพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.1 "ชวนคุยเรื่องพระเจ้ากับความสัมพันธ์"

คุณสามารถร่วมพูดคุยกับมานาฯ ในหัวข้อนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและเสริมสร้างกันในความเชื่อ เพียงเขียนแสดงความคิดเห็น มาหาเราได้เลย! แล้วคุณอาจจะเป็นคนนั้นที่ช่วยเราพัฒนาเนื้อหาของพอดแคสเพื่อเป็นพระพรกับผู้ฟังต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับความเชื่อในพระเจ้า?
ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับพระเจ้า?
แล้วความสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างไรกับกับชีวิตที่ติดตามพระเยซู?

มาลองฟังและทำความเข้าใจพร้อมกันในพอดแคส Cross Love EP.1 "ชวนคุยเรื่องพระเจ้ากับความสัมพันธ์"

คุณส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จากเศษเล็กเศษน้อยสู่ความงดงาม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จากเศษเล็กเศษน้อยสู่ความงดงาม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5ed14fbb-3d2d-40ee-9f29-5ec31c3d1330</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c448fc29</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด [ มีคาห์ 4:3 ]</p>
<p>มิสกาภรรยาของผมมีสร้อยคอและต่างหูแบบห่วงจากประเทศเอธิโอเปีย ความเรียบหรูของมันเผยให้เห็นงานศิลป์ที่แท้จริง แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับเครื่องประดับเหล่านี้คือเรื่องราวของมัน เนื่องด้วยความขัดแย้งรุนแรงหลายทศวรรษและสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ ภูมิประเทศของเอธิโอเปียจึงเกลื่อนไปด้วยปลอกกระสุนปืนและกระสุนปืนใหญ่ที่ใช้แล้ว ด้วยความหวังที่มี ชาวเอธิโอเปียจึงขุดคุ้ยดินที่มอดไหม้ เอาเศษซากมาทำความสะอาด ช่างฝีมือเอาชิ้นส่วนที่เหลือและปลอกกระสุนปืนมาทำเครื่องประดับ</p>
<p>เมื่อผมได้ฟังเรื่องนี้ ผมได้ยินเสียงสะท้อนที่มีคาห์ประกาศคำสัญญาของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ วันหนึ่งผู้เผยพระวจนะประกาศว่า ผู้คนจะ “ตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด” (4:3) โดยพระราชกิจอันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เครื่องมือที่มีไว้เพื่อฆ่าและทำร้ายจึงถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ใช้เลี้ยงชีพ ผู้เผยพระวจนะยืนยันว่า ในวันที่พระเจ้าจะเสด็จมา “ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป” (ข้อ 3)</p>
<p>คำประกาศของมีคาห์นั้นไม่ยากเกินจินตนาการทั้งในสมัยของท่านและในสมัยของเรา เช่นเดียวกับอิสราเอลในสมัยโบราณ เราเองก็เผชิญกับความรุนแรงและสงคราม และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะเปลี่ยนได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญากับเราว่าด้วยพระเมตตาและการรักษาของพระองค์ วันอันน่าประหลาดใจนี้กำลังจะมาถึง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มดำเนินชีวิตตามความจริงนี้เดี๋ยวนี้ แม้ในเวลานี้พระเจ้าก็ยังทรงช่วยให้เราทำงานของพระองค์ โดยการเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่งดงาม</p>
<p><em>คุณเคยเห็นความชั่วร้ายถูกเปลี่ยนโดยความรักของพระเจ้าในที่ใดบ้าง คุณจะเปลี่ยนเศษซากสิ่งของให้เป็นสิ่งที่งดงามได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนโลกของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงทำงานผ่านข้าพระองค์เพื่อนำความงดงามมาที่นี่</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด [ มีคาห์ 4:3 ]</p>
<p>มิสกาภรรยาของผมมีสร้อยคอและต่างหูแบบห่วงจากประเทศเอธิโอเปีย ความเรียบหรูของมันเผยให้เห็นงานศิลป์ที่แท้จริง แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับเครื่องประดับเหล่านี้คือเรื่องราวของมัน เนื่องด้วยความขัดแย้งรุนแรงหลายทศวรรษและสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ ภูมิประเทศของเอธิโอเปียจึงเกลื่อนไปด้วยปลอกกระสุนปืนและกระสุนปืนใหญ่ที่ใช้แล้ว ด้วยความหวังที่มี ชาวเอธิโอเปียจึงขุดคุ้ยดินที่มอดไหม้ เอาเศษซากมาทำความสะอาด ช่างฝีมือเอาชิ้นส่วนที่เหลือและปลอกกระสุนปืนมาทำเครื่องประดับ</p>
<p>เมื่อผมได้ฟังเรื่องนี้ ผมได้ยินเสียงสะท้อนที่มีคาห์ประกาศคำสัญญาของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ วันหนึ่งผู้เผยพระวจนะประกาศว่า ผู้คนจะ “ตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด” (4:3) โดยพระราชกิจอันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เครื่องมือที่มีไว้เพื่อฆ่าและทำร้ายจึงถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ใช้เลี้ยงชีพ ผู้เผยพระวจนะยืนยันว่า ในวันที่พระเจ้าจะเสด็จมา “ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป” (ข้อ 3)</p>
<p>คำประกาศของมีคาห์นั้นไม่ยากเกินจินตนาการทั้งในสมัยของท่านและในสมัยของเรา เช่นเดียวกับอิสราเอลในสมัยโบราณ เราเองก็เผชิญกับความรุนแรงและสงคราม และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะเปลี่ยนได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญากับเราว่าด้วยพระเมตตาและการรักษาของพระองค์ วันอันน่าประหลาดใจนี้กำลังจะมาถึง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มดำเนินชีวิตตามความจริงนี้เดี๋ยวนี้ แม้ในเวลานี้พระเจ้าก็ยังทรงช่วยให้เราทำงานของพระองค์ โดยการเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่งดงาม</p>
<p><em>คุณเคยเห็นความชั่วร้ายถูกเปลี่ยนโดยความรักของพระเจ้าในที่ใดบ้าง คุณจะเปลี่ยนเศษซากสิ่งของให้เป็นสิ่งที่งดงามได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนโลกของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงทำงานผ่านข้าพระองค์เพื่อนำความงดงามมาที่นี่</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 22 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c448fc29/10e2916f.mp3" length="11252898" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด [ มีคาห์ 4:3 ]
มิสกาภรรยาของผมมีสร้อยคอและต่างหูแบบห่วงจากประเทศเอธิโอเปีย ความเรียบหรูของมันเผยให้เห็นงานศิลป์ที่แท้จริง แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับเครื่องประดับเหล่านี้คือเรื่องราวของมัน เนื่องด้วยความขัดแย้งรุนแรงหลายทศวรรษและสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ ภูมิประเทศของเอธิโอเปียจึงเกลื่อนไปด้วยปลอกกระสุนปืนและกระสุนปืนใหญ่ที่ใช้แล้ว ด้วยความหวังที่มี ชาวเอธิโอเปียจึงขุดคุ้ยดินที่มอดไหม้ เอาเศษซากมาทำความสะอาด ช่างฝีมือเอาชิ้นส่วนที่เหลือและปลอกกระสุนปืนมาทำเครื่องประดับ
เมื่อผมได้ฟังเรื่องนี้ ผมได้ยินเสียงสะท้อนที่มีคาห์ประกาศคำสัญญาของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ วันหนึ่งผู้เผยพระวจนะประกาศว่า ผู้คนจะ “ตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด” (4:3) โดยพระราชกิจอันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เครื่องมือที่มีไว้เพื่อฆ่าและทำร้ายจึงถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ใช้เลี้ยงชีพ ผู้เผยพระวจนะยืนยันว่า ในวันที่พระเจ้าจะเสด็จมา “ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป” (ข้อ 3)
คำประกาศของมีคาห์นั้นไม่ยากเกินจินตนาการทั้งในสมัยของท่านและในสมัยของเรา เช่นเดียวกับอิสราเอลในสมัยโบราณ เราเองก็เผชิญกับความรุนแรงและสงคราม และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะเปลี่ยนได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญากับเราว่าด้วยพระเมตตาและการรักษาของพระองค์ วันอันน่าประหลาดใจนี้กำลังจะมาถึง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มดำเนินชีวิตตามความจริงนี้เดี๋ยวนี้ แม้ในเวลานี้พระเจ้าก็ยังทรงช่วยให้เราทำงานของพระองค์ โดยการเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่งดงาม
คุณเคยเห็นความชั่วร้ายถูกเปลี่ยนโดยความรักของพระเจ้าในที่ใดบ้าง คุณจะเปลี่ยนเศษซากสิ่งของให้เป็นสิ่งที่งดงามได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปลี่ยนโลกของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทรงทำงานผ่านข้าพระองค์เพื่อนำความงดงามมาที่นี่</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด [ มีคาห์ 4:3 ]
มิสกาภรรยาของผมมีสร้อยคอและต่างหูแบบห่วงจากประเทศเอธิโอเปีย ความเรียบหรูของมันเผยให้เห็นงานศิลป์ที่แท้จริง แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับเครื่องประดับเหล่านี้คือเรื่องราวของม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จุดสนใจที่ถูกต้อง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จุดสนใจที่ถูกต้อง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4c2a9445-bc59-47f1-842a-fd8d520888cf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d416a054</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงเปรมปรีดิ์ เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์ [ ลูกา 10:20 ]</p>
<p>เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่เราได้รู้จักกับ คา เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเซลในคริสตจักรของเราที่พบกันทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เย็นวันหนึ่งระหว่างที่เรามีประชุมตามปกติ คาพูดถึงการเคยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขาพูดถึงมันแบบธรรมดาจนฉันเกือบจะไม่ทันได้สังเกตเกือบไป ทันใดนั้นฉันจึงได้รู้ว่าฉันรู้จักกับนักกีฬาโอลิมปิกผู้ซึ่งเคยแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดง! ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่สำหรับคา แม้ความสำเร็จด้านกีฬาจะเป็นเรื่องพิเศษในชีวิตของเขา แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่าซึ่งเป็นหัวใจแห่งตัวตนของเขา นั่นคือ ครอบครัว ชุมชน และความเชื่อของเขา</p>
<p>เรื่องราวในลูกา 10:1-23 อธิบายถึงสิ่งที่ควรเป็นหัวใจแห่งอัตลักษณ์ตัวตนของเรา เมื่อทั้งเจ็ดสิบสองคนที่พระเยซูส่งออกไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ากลับมาจากการเดินทาง พวกเขารายงานต่อพระองค์ว่า “ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 17) แต่แม้พระเยซูทรงยอมรับว่าได้ประทานฤทธิ์เดชมหาศาลและการคุ้มครองแก่พวกเขา พระองค์ตรัสว่าพวกเขาให้ความสนใจในสิ่งที่ผิด พระองค์ทรงกำชับว่าพวกเขาควรชื่นชมยินดีเพราะ “ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” (ข้อ 20)</p>
<p>ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานความสำเร็จหรือความสามารถใดให้แก่เรา แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความชื่นชมยินดีของเราคือ ถ้าเรามอบถวายตนเองแด่พระเยซู ชื่อของเราจะถูกจดไว้ในสวรรค์ และเราจะมีความสุขกับการมีพระองค์สถิตอยู่ด้วยในชีวิตทุกวัน</p>
<p><em>คุณให้ความสนใจกับสิ่งใด คุณจะหันความสนใจไปยังสิ่งที่เป็นนิรันดร์มากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงจดชื่อของข้าพระองค์ไว้ในสวรรค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์ในการได้รู้จักพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงเปรมปรีดิ์ เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์ [ ลูกา 10:20 ]</p>
<p>เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่เราได้รู้จักกับ คา เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเซลในคริสตจักรของเราที่พบกันทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เย็นวันหนึ่งระหว่างที่เรามีประชุมตามปกติ คาพูดถึงการเคยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขาพูดถึงมันแบบธรรมดาจนฉันเกือบจะไม่ทันได้สังเกตเกือบไป ทันใดนั้นฉันจึงได้รู้ว่าฉันรู้จักกับนักกีฬาโอลิมปิกผู้ซึ่งเคยแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดง! ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่สำหรับคา แม้ความสำเร็จด้านกีฬาจะเป็นเรื่องพิเศษในชีวิตของเขา แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่าซึ่งเป็นหัวใจแห่งตัวตนของเขา นั่นคือ ครอบครัว ชุมชน และความเชื่อของเขา</p>
<p>เรื่องราวในลูกา 10:1-23 อธิบายถึงสิ่งที่ควรเป็นหัวใจแห่งอัตลักษณ์ตัวตนของเรา เมื่อทั้งเจ็ดสิบสองคนที่พระเยซูส่งออกไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ากลับมาจากการเดินทาง พวกเขารายงานต่อพระองค์ว่า “ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 17) แต่แม้พระเยซูทรงยอมรับว่าได้ประทานฤทธิ์เดชมหาศาลและการคุ้มครองแก่พวกเขา พระองค์ตรัสว่าพวกเขาให้ความสนใจในสิ่งที่ผิด พระองค์ทรงกำชับว่าพวกเขาควรชื่นชมยินดีเพราะ “ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” (ข้อ 20)</p>
<p>ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานความสำเร็จหรือความสามารถใดให้แก่เรา แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความชื่นชมยินดีของเราคือ ถ้าเรามอบถวายตนเองแด่พระเยซู ชื่อของเราจะถูกจดไว้ในสวรรค์ และเราจะมีความสุขกับการมีพระองค์สถิตอยู่ด้วยในชีวิตทุกวัน</p>
<p><em>คุณให้ความสนใจกับสิ่งใด คุณจะหันความสนใจไปยังสิ่งที่เป็นนิรันดร์มากขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงจดชื่อของข้าพระองค์ไว้ในสวรรค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์ในการได้รู้จักพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 21 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d416a054/b8dd2681.mp3" length="12004365" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>751</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงเปรมปรีดิ์ เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์ [ ลูกา 10:20 ]
เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่เราได้รู้จักกับ คา เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเซลในคริสตจักรของเราที่พบกันทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เย็นวันหนึ่งระหว่างที่เรามีประชุมตามปกติ คาพูดถึงการเคยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขาพูดถึงมันแบบธรรมดาจนฉันเกือบจะไม่ทันได้สังเกตเกือบไป ทันใดนั้นฉันจึงได้รู้ว่าฉันรู้จักกับนักกีฬาโอลิมปิกผู้ซึ่งเคยแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดง! ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่สำหรับคา แม้ความสำเร็จด้านกีฬาจะเป็นเรื่องพิเศษในชีวิตของเขา แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่าซึ่งเป็นหัวใจแห่งตัวตนของเขา นั่นคือ ครอบครัว ชุมชน และความเชื่อของเขา
เรื่องราวในลูกา 10:1-23 อธิบายถึงสิ่งที่ควรเป็นหัวใจแห่งอัตลักษณ์ตัวตนของเรา เมื่อทั้งเจ็ดสิบสองคนที่พระเยซูส่งออกไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ากลับมาจากการเดินทาง พวกเขารายงานต่อพระองค์ว่า “ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 17) แต่แม้พระเยซูทรงยอมรับว่าได้ประทานฤทธิ์เดชมหาศาลและการคุ้มครองแก่พวกเขา พระองค์ตรัสว่าพวกเขาให้ความสนใจในสิ่งที่ผิด พระองค์ทรงกำชับว่าพวกเขาควรชื่นชมยินดีเพราะ “ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” (ข้อ 20)
ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานความสำเร็จหรือความสามารถใดให้แก่เรา แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความชื่นชมยินดีของเราคือ ถ้าเรามอบถวายตนเองแด่พระเยซู ชื่อของเราจะถูกจดไว้ในสวรรค์ และเราจะมีความสุขกับการมีพระองค์สถิตอยู่ด้วยในชีวิตทุกวัน
คุณให้ความสนใจกับสิ่งใด คุณจะหันความสนใจไปยังสิ่งที่เป็นนิรันดร์มากขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณที่ทรงจดชื่อของข้าพระองค์ไว้ในสวรรค์ ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์ในการได้รู้จักพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงเปรมปรีดิ์ เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์ [ ลูกา 10:20 ]
เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่เราได้รู้จักกับ คา เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเซลในคริสตจักรของเราที่พบกันทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เย็นวันหนึ่งระหว่างที่เรามีประชุมตามป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทีละน้อย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทีละน้อย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bbd71ccd-834f-4f1d-b2b2-78bc763042a1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a68b7a20</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</p>
<p>เทเรซ่าแห่งอวีลา ผู้เชื่อในศตวรรษที่สิบหกเขียนไว้ว่า “ในทุกสิ่งรอบตัวนั้น เรามองหาหนทางอันน่ารื่นรมย์ในการรับใช้พระเจ้า” เธอสะท้อนให้เห็นด้วยความเศร้าใจถึงวิธีต่างๆที่เราพยายามจะเป็นผู้ควบคุม โดยใช้วิธีการที่ง่ายกว่าและ “น่ารื่นรมย์” มากกว่าการที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เรามักจะเติบโตอย่างช้าๆ ลังเล หรือแม้แต่ไม่เต็มใจที่จะเชื่อวางใจในพระองค์อย่างสุดใจ ดังนั้นเทเรซ่าจึงสารภาพว่า “แม้ในขณะที่เรามอบถวายชีวิตให้พระองค์ทีละนิดนั้น เราก็จะต้องเต็มใจที่จะรับของขวัญจากพระองค์ทีละน้อย จนกว่าเราจะมอบถวายชีวิตทั้งหมดแด่พระองค์”</p>
<p>ในฐานะมนุษย์ ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับพวกเราหลายคน ดังนั้นหากการที่เราจะได้มีประสบการณ์กับพระคุณและความรักของพระเจ้านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถที่เราจะเชื่อวางใจและรับพระคุณความรักแล้วล่ะก็ เราคงลำบากแน่! แต่เมื่อเราอ่านใน 1 ยอห์น 4 นั้นพระเจ้าได้ทรงรักเราก่อน (ข้อ 19) พระองค์ทรงรักเรามาเนิ่นนานก่อนที่เราจะสามารถรักพระองค์ได้ ถึงขนาดทรงยินดีเสียสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเรา ยอห์นบันทึกไว้ด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจว่า นี่คือ “ความรัก” (ข้อ 10)</p>
<p>พระเจ้าทรงค่อยๆเยียวยาจิตใจของเราทีละนิดเพื่อให้รับความรักจากพระองค์ พระคุณของพระองค์ค่อยๆหลั่งลงมาทีละน้อยเพื่อช่วยให้เราละทิ้งความกลัว (ข้อ18) พระคุณของพระองค์เข้าถึงจิตใจของเราทีละน้อย จนกระทั่งเราพบว่าตนเองได้มีประสบการณ์กับความงดงามและความรักอันล้นเหลือของพระองค์</p>
<p><em>ชีวิตของคุณเคยประสบกับพระคุณ “ทีละน้อย” ของพระเจ้าอย่างไรบ้าง ความรักของพระเจ้าช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวโดยเปลี่ยนเป็นความหวังและความไว้วางใจได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ได้ทรงรักข้าพระองค์ก่อน แม้ในยามที่จิตใจของข้าพระองค์บอบช้ำและเจ็บปวดเกินกว่าจะไว้วางใจพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเข้าถึงข้าพระองค์ด้วยวิธีต่างๆไม่ว่าข้าพระองค์จะอยู่ที่ใด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]</p>
<p>เทเรซ่าแห่งอวีลา ผู้เชื่อในศตวรรษที่สิบหกเขียนไว้ว่า “ในทุกสิ่งรอบตัวนั้น เรามองหาหนทางอันน่ารื่นรมย์ในการรับใช้พระเจ้า” เธอสะท้อนให้เห็นด้วยความเศร้าใจถึงวิธีต่างๆที่เราพยายามจะเป็นผู้ควบคุม โดยใช้วิธีการที่ง่ายกว่าและ “น่ารื่นรมย์” มากกว่าการที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เรามักจะเติบโตอย่างช้าๆ ลังเล หรือแม้แต่ไม่เต็มใจที่จะเชื่อวางใจในพระองค์อย่างสุดใจ ดังนั้นเทเรซ่าจึงสารภาพว่า “แม้ในขณะที่เรามอบถวายชีวิตให้พระองค์ทีละนิดนั้น เราก็จะต้องเต็มใจที่จะรับของขวัญจากพระองค์ทีละน้อย จนกว่าเราจะมอบถวายชีวิตทั้งหมดแด่พระองค์”</p>
<p>ในฐานะมนุษย์ ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับพวกเราหลายคน ดังนั้นหากการที่เราจะได้มีประสบการณ์กับพระคุณและความรักของพระเจ้านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถที่เราจะเชื่อวางใจและรับพระคุณความรักแล้วล่ะก็ เราคงลำบากแน่! แต่เมื่อเราอ่านใน 1 ยอห์น 4 นั้นพระเจ้าได้ทรงรักเราก่อน (ข้อ 19) พระองค์ทรงรักเรามาเนิ่นนานก่อนที่เราจะสามารถรักพระองค์ได้ ถึงขนาดทรงยินดีเสียสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเรา ยอห์นบันทึกไว้ด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจว่า นี่คือ “ความรัก” (ข้อ 10)</p>
<p>พระเจ้าทรงค่อยๆเยียวยาจิตใจของเราทีละนิดเพื่อให้รับความรักจากพระองค์ พระคุณของพระองค์ค่อยๆหลั่งลงมาทีละน้อยเพื่อช่วยให้เราละทิ้งความกลัว (ข้อ18) พระคุณของพระองค์เข้าถึงจิตใจของเราทีละน้อย จนกระทั่งเราพบว่าตนเองได้มีประสบการณ์กับความงดงามและความรักอันล้นเหลือของพระองค์</p>
<p><em>ชีวิตของคุณเคยประสบกับพระคุณ “ทีละน้อย” ของพระเจ้าอย่างไรบ้าง ความรักของพระเจ้าช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวโดยเปลี่ยนเป็นความหวังและความไว้วางใจได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ได้ทรงรักข้าพระองค์ก่อน แม้ในยามที่จิตใจของข้าพระองค์บอบช้ำและเจ็บปวดเกินกว่าจะไว้วางใจพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเข้าถึงข้าพระองค์ด้วยวิธีต่างๆไม่ว่าข้าพระองค์จะอยู่ที่ใด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 20 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a68b7a20/80d4da5e.mp3" length="11335612" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]
เทเรซ่าแห่งอวีลา ผู้เชื่อในศตวรรษที่สิบหกเขียนไว้ว่า “ในทุกสิ่งรอบตัวนั้น เรามองหาหนทางอันน่ารื่นรมย์ในการรับใช้พระเจ้า” เธอสะท้อนให้เห็นด้วยความเศร้าใจถึงวิธีต่างๆที่เราพยายามจะเป็นผู้ควบคุม โดยใช้วิธีการที่ง่ายกว่าและ “น่ารื่นรมย์” มากกว่าการที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เรามักจะเติบโตอย่างช้าๆ ลังเล หรือแม้แต่ไม่เต็มใจที่จะเชื่อวางใจในพระองค์อย่างสุดใจ ดังนั้นเทเรซ่าจึงสารภาพว่า “แม้ในขณะที่เรามอบถวายชีวิตให้พระองค์ทีละนิดนั้น เราก็จะต้องเต็มใจที่จะรับของขวัญจากพระองค์ทีละน้อย จนกว่าเราจะมอบถวายชีวิตทั้งหมดแด่พระองค์”
ในฐานะมนุษย์ ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับพวกเราหลายคน ดังนั้นหากการที่เราจะได้มีประสบการณ์กับพระคุณและความรักของพระเจ้านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถที่เราจะเชื่อวางใจและรับพระคุณความรักแล้วล่ะก็ เราคงลำบากแน่! แต่เมื่อเราอ่านใน 1 ยอห์น 4 นั้นพระเจ้าได้ทรงรักเราก่อน (ข้อ 19) พระองค์ทรงรักเรามาเนิ่นนานก่อนที่เราจะสามารถรักพระองค์ได้ ถึงขนาดทรงยินดีเสียสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเรา ยอห์นบันทึกไว้ด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจว่า นี่คือ “ความรัก” (ข้อ 10)
พระเจ้าทรงค่อยๆเยียวยาจิตใจของเราทีละนิดเพื่อให้รับความรักจากพระองค์ พระคุณของพระองค์ค่อยๆหลั่งลงมาทีละน้อยเพื่อช่วยให้เราละทิ้งความกลัว (ข้อ18) พระคุณของพระองค์เข้าถึงจิตใจของเราทีละน้อย จนกระทั่งเราพบว่าตนเองได้มีประสบการณ์กับความงดงามและความรักอันล้นเหลือของพระองค์
ชีวิตของคุณเคยประสบกับพระคุณ “ทีละน้อย” ของพระเจ้าอย่างไรบ้าง ความรักของพระเจ้าช่วยให้คุณเอาชนะความกลัวโดยเปลี่ยนเป็นความหวังและความไว้วางใจได้อย่างไร
พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ ขอบพระคุณที่ได้ทรงรักข้าพระองค์ก่อน แม้ในยามที่จิตใจของข้าพระองค์บอบช้ำและเจ็บปวดเกินกว่าจะไว้วางใจพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเข้าถึงข้าพระองค์ด้วยวิธีต่างๆไม่ว่าข้าพระองค์จะอยู่ที่ใด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน [ 1 ยอห์น 4:19 ]
เทเรซ่าแห่งอวีลา ผู้เชื่อในศตวรรษที่สิบหกเขียนไว้ว่า “ในทุกสิ่งรอบตัวนั้น เรามองหาหนทางอันน่ารื่นรมย์ในการรับใช้พระเจ้า” เธอสะท้อนให้เห็นด้วยความเศร้าใจถึงวิธีต่างๆที่เราพยายามจะเป็นผู้ควบคุม โดย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรียกหาพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เรียกหาพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">aa705540-c760-4655-ae52-f07743e6b4bb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4f65fab1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่ และเป็นทุกข์อยู่ [ สดุดี 25:16 ]</p>
<p>ในหนังสือ รับอุปการะตลอดชีวิต (Adopted for Life) ดร.รัสเซลล์ มัวร์เล่าถึงการเดินทางของครอบครัวของเขาไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรับอุปการะเด็กคนหนึ่ง ขณะที่พวกเขาเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น ที่นั่นเงียบอย่างน่าใจหาย เด็กทารกในเปลไม่ร้องไห้เลย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการอะไร แต่เพราะพวกเขาเรียนรู้ว่าไม่มีใครใส่ใจพอที่จะตอบพวกเขา</p>
<p>หัวใจผมเจ็บแปลบเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น ผมจำได้ถึงคืนแล้วคืนเล่าเมื่อลูกของเรายังเล็ก ผมกับภรรยาหลับสนิทและต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของพวกเขา “พ่อครับ ผมไม่สบาย!” หรือ “แม่ หนูกลัว!” เราคนใดคนหนึ่งจะรีบลุกไปที่ห้องนอนของพวกเขาเพื่อพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปลอบโยนและดูแลพวกเขา ความรักที่เรามีต่อลูกๆทำให้พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากเรา</p>
<p>บทเพลงสดุดีจำนวนมากมายหลายบทนั้นเป็นการร้องไห้หรือการคร่ำครวญต่อพระเจ้า ชนชาติอิสราเอลคร่ำครวญต่อพระองค์เพราะพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพวกเขา คนเหล่านี้คือชนชาติที่พระเจ้าทรงเรียกว่า “บุตรหัวปี” ของพระองค์ (อพย.4:22) และพวกเขากำลังทูลขอพระบิดาของพวกเขาให้ตอบสนองตามความสัมพันธ์นั้น ความเชื่อมั่นจากใจจริงเห็นได้ในสดุดี 25 ที่ว่า “ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์…ขอทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ใจของข้าพระองค์” (ข้อ 16-17) เด็กๆจะร้องไห้ หากพวกเขามั่นใจว่าตนเองได้รับความรักจากผู้ที่ให้การดูแล พระเจ้าประทานเหตุผลให้เราเรียกหาพระองค์ได้ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูและลูกของพระองค์ พระองค์ทรงสดับฟังและทรงห่วงใยก็เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์</p>
<p><em>คุณรู้สึกสนิทใจแค่ไหนที่จะร้องเรียกหาพระเจ้า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้คุณจะคร่ำครวญต่อพระองค์ในเรื่องใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณพระองค์อย่างมากมาย สำหรับความสัตย์ซื่อของพระองค์ที่ทรงสดับฟังเสียงร้องของข้าพระองค์และทรงดูแล</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่ และเป็นทุกข์อยู่ [ สดุดี 25:16 ]</p>
<p>ในหนังสือ รับอุปการะตลอดชีวิต (Adopted for Life) ดร.รัสเซลล์ มัวร์เล่าถึงการเดินทางของครอบครัวของเขาไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรับอุปการะเด็กคนหนึ่ง ขณะที่พวกเขาเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น ที่นั่นเงียบอย่างน่าใจหาย เด็กทารกในเปลไม่ร้องไห้เลย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการอะไร แต่เพราะพวกเขาเรียนรู้ว่าไม่มีใครใส่ใจพอที่จะตอบพวกเขา</p>
<p>หัวใจผมเจ็บแปลบเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น ผมจำได้ถึงคืนแล้วคืนเล่าเมื่อลูกของเรายังเล็ก ผมกับภรรยาหลับสนิทและต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของพวกเขา “พ่อครับ ผมไม่สบาย!” หรือ “แม่ หนูกลัว!” เราคนใดคนหนึ่งจะรีบลุกไปที่ห้องนอนของพวกเขาเพื่อพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปลอบโยนและดูแลพวกเขา ความรักที่เรามีต่อลูกๆทำให้พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากเรา</p>
<p>บทเพลงสดุดีจำนวนมากมายหลายบทนั้นเป็นการร้องไห้หรือการคร่ำครวญต่อพระเจ้า ชนชาติอิสราเอลคร่ำครวญต่อพระองค์เพราะพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพวกเขา คนเหล่านี้คือชนชาติที่พระเจ้าทรงเรียกว่า “บุตรหัวปี” ของพระองค์ (อพย.4:22) และพวกเขากำลังทูลขอพระบิดาของพวกเขาให้ตอบสนองตามความสัมพันธ์นั้น ความเชื่อมั่นจากใจจริงเห็นได้ในสดุดี 25 ที่ว่า “ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์…ขอทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ใจของข้าพระองค์” (ข้อ 16-17) เด็กๆจะร้องไห้ หากพวกเขามั่นใจว่าตนเองได้รับความรักจากผู้ที่ให้การดูแล พระเจ้าประทานเหตุผลให้เราเรียกหาพระองค์ได้ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูและลูกของพระองค์ พระองค์ทรงสดับฟังและทรงห่วงใยก็เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์</p>
<p><em>คุณรู้สึกสนิทใจแค่ไหนที่จะร้องเรียกหาพระเจ้า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้คุณจะคร่ำครวญต่อพระองค์ในเรื่องใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณพระองค์อย่างมากมาย สำหรับความสัตย์ซื่อของพระองค์ที่ทรงสดับฟังเสียงร้องของข้าพระองค์และทรงดูแล</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 19 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4f65fab1/724e89d5.mp3" length="13885593" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>868</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่ และเป็นทุกข์อยู่ [ สดุดี 25:16 ]
ในหนังสือ รับอุปการะตลอดชีวิต (Adopted for Life) ดร.รัสเซลล์ มัวร์เล่าถึงการเดินทางของครอบครัวของเขาไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรับอุปการะเด็กคนหนึ่ง ขณะที่พวกเขาเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น ที่นั่นเงียบอย่างน่าใจหาย เด็กทารกในเปลไม่ร้องไห้เลย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการอะไร แต่เพราะพวกเขาเรียนรู้ว่าไม่มีใครใส่ใจพอที่จะตอบพวกเขา
หัวใจผมเจ็บแปลบเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น ผมจำได้ถึงคืนแล้วคืนเล่าเมื่อลูกของเรายังเล็ก ผมกับภรรยาหลับสนิทและต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของพวกเขา “พ่อครับ ผมไม่สบาย!” หรือ “แม่ หนูกลัว!” เราคนใดคนหนึ่งจะรีบลุกไปที่ห้องนอนของพวกเขาเพื่อพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปลอบโยนและดูแลพวกเขา ความรักที่เรามีต่อลูกๆทำให้พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากเรา
บทเพลงสดุดีจำนวนมากมายหลายบทนั้นเป็นการร้องไห้หรือการคร่ำครวญต่อพระเจ้า ชนชาติอิสราเอลคร่ำครวญต่อพระองค์เพราะพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพวกเขา คนเหล่านี้คือชนชาติที่พระเจ้าทรงเรียกว่า “บุตรหัวปี” ของพระองค์ (อพย.4:22) และพวกเขากำลังทูลขอพระบิดาของพวกเขาให้ตอบสนองตามความสัมพันธ์นั้น ความเชื่อมั่นจากใจจริงเห็นได้ในสดุดี 25 ที่ว่า “ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์…ขอทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ใจของข้าพระองค์” (ข้อ 16-17) เด็กๆจะร้องไห้ หากพวกเขามั่นใจว่าตนเองได้รับความรักจากผู้ที่ให้การดูแล พระเจ้าประทานเหตุผลให้เราเรียกหาพระองค์ได้ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูและลูกของพระองค์ พระองค์ทรงสดับฟังและทรงห่วงใยก็เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
คุณรู้สึกสนิทใจแค่ไหนที่จะร้องเรียกหาพระเจ้า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้คุณจะคร่ำครวญต่อพระองค์ในเรื่องใด
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณพระองค์อย่างมากมาย สำหรับความสัตย์ซื่อของพระองค์ที่ทรงสดับฟังเสียงร้องของข้าพระองค์และทรงดูแล</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ว้าเหว่ และเป็นทุกข์อยู่ [ สดุดี 25:16 ]
ในหนังสือ รับอุปการะตลอดชีวิต (Adopted for Life) ดร.รัสเซลล์ มัวร์เล่าถึงการเดินทางของครอบครัวของเขาไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรับอุปการะเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความรักแห่งการปกป้องของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความรักแห่งการปกป้องของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">047aca15-76d5-41ea-895b-8dc7a42015f5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/afe81797</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า [ มัทธิว 7:15 ]</p>
<p>คืนหนึ่งในฤดูร้อน จู่ๆฝูงนกใกล้บ้านของเราก็แตกตื่นส่งเสียงดัง เสียงร้องทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเหล่านกร้องเพลงต่างส่งเสียงแหลมปรี๊ดมาจากบนต้นไม้ ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ขณะที่ดวงอาทิตย์ตกดิน มีเหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบลงมาจากยอดไม้ ฝูงนกจึงแตกกระเจิงส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งเพื่อเตือนภัยขณะบินหนีจากอันตราย</p>
<p>ในชีวิตของเรานั้น เราจะได้ยินเสียงเตือนฝ่ายวิญญาณได้จากพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เช่น คำเตือนในเรื่องคำสอนเท็จ บางทีเราอาจไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน แต่เพราะความรักที่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ทรงมีต่อเรา พระองค์จึงประทานความชัดเจนในพระวจนะเพื่อให้เราเห็นอันตรายฝ่ายวิญญาณเหล่านั้นได้ง่ายๆ</p>
<p>พระเยซูสอนว่า “จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า” (มธ.7:15) พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา…ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว” จากนั้นทรงเตือนเราว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” (ข้อ 16-17, 20) “คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” สุภาษิต 22:3 เตือนเรา “แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” คำเตือนนี้แฝงไว้ด้วยความรักแห่งการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า ซึ่งเปิดเผยในพระวจนะที่พระองค์ประทานแก่เรา</p>
<p>ในขณะที่ฝูงนกเตือนภัยกันถึงอันตรายฝ่ายร่างกาย ขอให้เราฟังคำเตือนจากพระวจนะที่ให้เราบินหนีจากอันตรายฝ่ายวิญญาณและเข้าสู่อ้อมแขนอันเป็นที่ลี้ภัยของพระเจ้า</p>
<p><em>คำเตือนฝ่ายวิญญาณในเรื่องใดที่กำลังพูดกับใจของคุณอยู่ พระวจนะช่วยยืนยันคำเตือนแก่คุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่พระวจนะนั้นเตือนข้าพระองค์ด้วยความรัก ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายใส่ใจในถ้อยคำเหล่านั้นในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า [ มัทธิว 7:15 ]</p>
<p>คืนหนึ่งในฤดูร้อน จู่ๆฝูงนกใกล้บ้านของเราก็แตกตื่นส่งเสียงดัง เสียงร้องทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเหล่านกร้องเพลงต่างส่งเสียงแหลมปรี๊ดมาจากบนต้นไม้ ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ขณะที่ดวงอาทิตย์ตกดิน มีเหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบลงมาจากยอดไม้ ฝูงนกจึงแตกกระเจิงส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งเพื่อเตือนภัยขณะบินหนีจากอันตราย</p>
<p>ในชีวิตของเรานั้น เราจะได้ยินเสียงเตือนฝ่ายวิญญาณได้จากพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เช่น คำเตือนในเรื่องคำสอนเท็จ บางทีเราอาจไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน แต่เพราะความรักที่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ทรงมีต่อเรา พระองค์จึงประทานความชัดเจนในพระวจนะเพื่อให้เราเห็นอันตรายฝ่ายวิญญาณเหล่านั้นได้ง่ายๆ</p>
<p>พระเยซูสอนว่า “จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า” (มธ.7:15) พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา…ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว” จากนั้นทรงเตือนเราว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” (ข้อ 16-17, 20) “คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” สุภาษิต 22:3 เตือนเรา “แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” คำเตือนนี้แฝงไว้ด้วยความรักแห่งการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า ซึ่งเปิดเผยในพระวจนะที่พระองค์ประทานแก่เรา</p>
<p>ในขณะที่ฝูงนกเตือนภัยกันถึงอันตรายฝ่ายร่างกาย ขอให้เราฟังคำเตือนจากพระวจนะที่ให้เราบินหนีจากอันตรายฝ่ายวิญญาณและเข้าสู่อ้อมแขนอันเป็นที่ลี้ภัยของพระเจ้า</p>
<p><em>คำเตือนฝ่ายวิญญาณในเรื่องใดที่กำลังพูดกับใจของคุณอยู่ พระวจนะช่วยยืนยันคำเตือนแก่คุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่พระวจนะนั้นเตือนข้าพระองค์ด้วยความรัก ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายใส่ใจในถ้อยคำเหล่านั้นในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 18 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/afe81797/eaf3dc99.mp3" length="11616107" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า [ มัทธิว 7:15 ]
คืนหนึ่งในฤดูร้อน จู่ๆฝูงนกใกล้บ้านของเราก็แตกตื่นส่งเสียงดัง เสียงร้องทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเหล่านกร้องเพลงต่างส่งเสียงแหลมปรี๊ดมาจากบนต้นไม้ ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ขณะที่ดวงอาทิตย์ตกดิน มีเหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบลงมาจากยอดไม้ ฝูงนกจึงแตกกระเจิงส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งเพื่อเตือนภัยขณะบินหนีจากอันตราย
ในชีวิตของเรานั้น เราจะได้ยินเสียงเตือนฝ่ายวิญญาณได้จากพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เช่น คำเตือนในเรื่องคำสอนเท็จ บางทีเราอาจไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน แต่เพราะความรักที่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ทรงมีต่อเรา พระองค์จึงประทานความชัดเจนในพระวจนะเพื่อให้เราเห็นอันตรายฝ่ายวิญญาณเหล่านั้นได้ง่ายๆ
พระเยซูสอนว่า “จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า” (มธ.7:15) พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา…ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว” จากนั้นทรงเตือนเราว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” (ข้อ 16-17, 20) “คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” สุภาษิต 22:3 เตือนเรา “แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” คำเตือนนี้แฝงไว้ด้วยความรักแห่งการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า ซึ่งเปิดเผยในพระวจนะที่พระองค์ประทานแก่เรา
ในขณะที่ฝูงนกเตือนภัยกันถึงอันตรายฝ่ายร่างกาย ขอให้เราฟังคำเตือนจากพระวจนะที่ให้เราบินหนีจากอันตรายฝ่ายวิญญาณและเข้าสู่อ้อมแขนอันเป็นที่ลี้ภัยของพระเจ้า
คำเตือนฝ่ายวิญญาณในเรื่องใดที่กำลังพูดกับใจของคุณอยู่ พระวจนะช่วยยืนยันคำเตือนแก่คุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่พระวจนะนั้นเตือนข้าพระองค์ด้วยความรัก ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายใส่ใจในถ้อยคำเหล่านั้นในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า [ มัทธิว 7:15 ]
คืนหนึ่งในฤดูร้อน จู่ๆฝูงนกใกล้บ้านของเราก็แตกตื่นส่งเสียงดัง เสียงร้องทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเหล่านกร้องเพลงต่างส่งเสียงแหลมปรี๊ดมาจากบนต้นไม้ ในที่ส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การล้างเท้า…และล้างจาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การล้างเท้า…และล้างจาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9613ce59-6b49-40a0-9f0d-5d72690f8acf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b2c27821</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย [ ยอห์น 13:15 ]</p>
<p>ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบของชาร์ลีย์และแจน พวกเขาทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟกับลูกชายชื่อจอน วันนั้นร้านอาหารมีพนักงานไม่พอ มีเพียงผู้จัดการ แม่ครัว และเด็กสาววัยรุ่นหนึ่งคนซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานเก็บโต๊ะ เมื่อพวกเขารับประทานอาหารเช้าเสร็จ ชาร์ลีย์หันไปหาภรรยาและลูกชายแล้วพูดว่า “ภายในอีกสองสามชั่วโมงนี้ ทั้งสองคนมีอะไรสำคัญที่ต้องไปทำหรือเปล่า” พวกเขาไม่มีอะไรต้องไปทำ</p>
<p>ดังนั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้จัดการ ชาร์ลีย์และแจนจึงเริ่มล้างจานที่ด้านหลังของร้าน ในขณะที่จอนเริ่มเก็บกวาดโต๊ะที่เลอะเทอะ จอนบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยแต่อย่างใด พ่อแม่ของเขามักปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างเหมือนพระเยซูผู้ “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา” (มก.10:45)</p>
<p>ในยอห์น 13 เราได้อ่านเรื่องอาหารมื้อสุดท้ายที่พระคริสต์ทรงรับประทานร่วมกับสาวกของพระองค์ ในคืนนั้นพระอาจารย์ทรงสอนหลักแห่งการปรนนิบัติโดยการล้างเท้าที่สกปรกให้พวกเขา (ข้อ 14-15) หากพระองค์เต็มพระทัยที่จะทำงานต่ำต้อยโดยการล้างเท้าของชายสิบสองคน พวกเขาก็ควรปรนนิบัติผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเช่นกัน</p>
<p>ช่องทางของการรับใช้ที่เราพบอาจดูแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความสุขในการรับใช้ จุดประสงค์ที่อยู่เบื้องหลังการรับใช้ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่รับใช้นั้นได้รับการยกย่อง แต่คือการรับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก โดยมอบถวายคำสรรเสริญทั้งสิ้นแด่พระเจ้าของเราผู้ทรงอ่อนน้อมและยอมเสียสละพระองค์เอง</p>
<p><em>เมื่อใดที่มีคนเคยเสนอจะช่วยเหลือคุณในเรื่องยากๆ โดยที่คุณไม่ได้คาดคิดมาก่อน เพราะเหตุใดความอ่อนน้อมถ่อมตนจึงเป็นท่าทีที่สำคัญในการรับใช้ผู้อื่น</em></p>
<p>ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงแสดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงวิธีการเป็นผู้รับใช้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย [ ยอห์น 13:15 ]</p>
<p>ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบของชาร์ลีย์และแจน พวกเขาทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟกับลูกชายชื่อจอน วันนั้นร้านอาหารมีพนักงานไม่พอ มีเพียงผู้จัดการ แม่ครัว และเด็กสาววัยรุ่นหนึ่งคนซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานเก็บโต๊ะ เมื่อพวกเขารับประทานอาหารเช้าเสร็จ ชาร์ลีย์หันไปหาภรรยาและลูกชายแล้วพูดว่า “ภายในอีกสองสามชั่วโมงนี้ ทั้งสองคนมีอะไรสำคัญที่ต้องไปทำหรือเปล่า” พวกเขาไม่มีอะไรต้องไปทำ</p>
<p>ดังนั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้จัดการ ชาร์ลีย์และแจนจึงเริ่มล้างจานที่ด้านหลังของร้าน ในขณะที่จอนเริ่มเก็บกวาดโต๊ะที่เลอะเทอะ จอนบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยแต่อย่างใด พ่อแม่ของเขามักปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างเหมือนพระเยซูผู้ “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา” (มก.10:45)</p>
<p>ในยอห์น 13 เราได้อ่านเรื่องอาหารมื้อสุดท้ายที่พระคริสต์ทรงรับประทานร่วมกับสาวกของพระองค์ ในคืนนั้นพระอาจารย์ทรงสอนหลักแห่งการปรนนิบัติโดยการล้างเท้าที่สกปรกให้พวกเขา (ข้อ 14-15) หากพระองค์เต็มพระทัยที่จะทำงานต่ำต้อยโดยการล้างเท้าของชายสิบสองคน พวกเขาก็ควรปรนนิบัติผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเช่นกัน</p>
<p>ช่องทางของการรับใช้ที่เราพบอาจดูแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความสุขในการรับใช้ จุดประสงค์ที่อยู่เบื้องหลังการรับใช้ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่รับใช้นั้นได้รับการยกย่อง แต่คือการรับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก โดยมอบถวายคำสรรเสริญทั้งสิ้นแด่พระเจ้าของเราผู้ทรงอ่อนน้อมและยอมเสียสละพระองค์เอง</p>
<p><em>เมื่อใดที่มีคนเคยเสนอจะช่วยเหลือคุณในเรื่องยากๆ โดยที่คุณไม่ได้คาดคิดมาก่อน เพราะเหตุใดความอ่อนน้อมถ่อมตนจึงเป็นท่าทีที่สำคัญในการรับใช้ผู้อื่น</em></p>
<p>ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงแสดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงวิธีการเป็นผู้รับใช้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 17 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b2c27821/08942243.mp3" length="11183921" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>699</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย [ ยอห์น 13:15 ]
ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบของชาร์ลีย์และแจน พวกเขาทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟกับลูกชายชื่อจอน วันนั้นร้านอาหารมีพนักงานไม่พอ มีเพียงผู้จัดการ แม่ครัว และเด็กสาววัยรุ่นหนึ่งคนซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานเก็บโต๊ะ เมื่อพวกเขารับประทานอาหารเช้าเสร็จ ชาร์ลีย์หันไปหาภรรยาและลูกชายแล้วพูดว่า “ภายในอีกสองสามชั่วโมงนี้ ทั้งสองคนมีอะไรสำคัญที่ต้องไปทำหรือเปล่า” พวกเขาไม่มีอะไรต้องไปทำ
ดังนั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้จัดการ ชาร์ลีย์และแจนจึงเริ่มล้างจานที่ด้านหลังของร้าน ในขณะที่จอนเริ่มเก็บกวาดโต๊ะที่เลอะเทอะ จอนบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยแต่อย่างใด พ่อแม่ของเขามักปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างเหมือนพระเยซูผู้ “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา” (มก.10:45)
ในยอห์น 13 เราได้อ่านเรื่องอาหารมื้อสุดท้ายที่พระคริสต์ทรงรับประทานร่วมกับสาวกของพระองค์ ในคืนนั้นพระอาจารย์ทรงสอนหลักแห่งการปรนนิบัติโดยการล้างเท้าที่สกปรกให้พวกเขา (ข้อ 14-15) หากพระองค์เต็มพระทัยที่จะทำงานต่ำต้อยโดยการล้างเท้าของชายสิบสองคน พวกเขาก็ควรปรนนิบัติผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเช่นกัน
ช่องทางของการรับใช้ที่เราพบอาจดูแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความสุขในการรับใช้ จุดประสงค์ที่อยู่เบื้องหลังการรับใช้ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่รับใช้นั้นได้รับการยกย่อง แต่คือการรับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก โดยมอบถวายคำสรรเสริญทั้งสิ้นแด่พระเจ้าของเราผู้ทรงอ่อนน้อมและยอมเสียสละพระองค์เอง
เมื่อใดที่มีคนเคยเสนอจะช่วยเหลือคุณในเรื่องยากๆ โดยที่คุณไม่ได้คาดคิดมาก่อน เพราะเหตุใดความอ่อนน้อมถ่อมตนจึงเป็นท่าทีที่สำคัญในการรับใช้ผู้อื่น
ข้าแต่พระผู้ช่วยให้รอดผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงแสดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงวิธีการเป็นผู้รับใช้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าเราได้วางแบบแก่ท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนดังที่เราได้กระทำแก่ท่านด้วย [ ยอห์น 13:15 ]
ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบของชาร์ลีย์และแจน พวกเขาทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟกับลูกชายชื่อจอน วันนั้นร้านอาหารมีพนักงานไม่พอ มีเพียงผู้จัดการ แม่ครัว และเด็กสา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เลือกติดตามพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เลือกติดตามพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f28c24f5-85e5-48bc-8bf2-6997cc865c29</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/aaa62d23</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า [ โยชูวา 24:15 ]</p>
<p>เดลิมิเร่อร์อ้างว่า “ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนทั่วไปจะต้องทำการตัดสินใจ 773,618 ครั้ง” หนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษฉบับนี้ยังยืนยันต่อไปอีกว่าคนเรา “จะรู้สึกเสียใจ 143,262 ครั้ง” จากการตัดสินใจเหล่านั้น ผมไม่รู้เลยว่าหนังสือพิมพ์ได้ตัวเลขเหล่านี้มาอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ คนเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตของเรา ตัวเลขจำนวนมากนี้อาจทำให้เราไม่กล้ากระดิกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าการตัดสินใจทุกอย่างของเราจะเกิดผลตามมาที่อาจร้ายแรงแตกต่างกันไป</p>
<p>หลังจากเดินวนอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลได้มายืนอยู่ที่หน้าทางเข้าไปสู่ดินแดนใหม่ของพวกเขา ในเวลาต่อมาหลังจากเข้าสู่ดินแดนนั้นแล้ว โยชูวาผู้นำของพวกเขาได้เสนอทางเลือกที่ท้าทายให้แก่พวกเขา คือ “จงยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์…ด้วยความซื่อสัตย์” ท่านกล่าว “จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของท่านได้เคยปรนนิบัติ” (ยชว.24:14) โยชูวาบอกพวกเขาว่า “ถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด…แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า” (ข้อ 15)</p>
<p>เมื่อเราเริ่มต้นวันใหม่ในแต่ละวัน มีความเป็นไปได้ต่างๆมากมายที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ การใช้เวลาเพื่อขอให้พระเจ้าทรงนำทางเราจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของเรา โดยเดชของพระวิญญาณ เราสามารถเลือกที่จะติดตามพระองค์ในทุกวัน</p>
<p><em>คุณรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจในเรื่องใด คุณควรจะรับมือกับสถานการณ์นั้นในแบบที่ดีกว่าอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า บางครั้งเรื่องราวในชีวิตและการต้องตัดสินใจหลายอย่างที่อยู่ตรงหน้าทำให้เกิดความกดดันอย่างมาก ขอทรงนำย่างเท้าและการตัดสินใจของข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในสิ่งที่ข้าพระองค์เลือก</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า [ โยชูวา 24:15 ]</p>
<p>เดลิมิเร่อร์อ้างว่า “ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนทั่วไปจะต้องทำการตัดสินใจ 773,618 ครั้ง” หนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษฉบับนี้ยังยืนยันต่อไปอีกว่าคนเรา “จะรู้สึกเสียใจ 143,262 ครั้ง” จากการตัดสินใจเหล่านั้น ผมไม่รู้เลยว่าหนังสือพิมพ์ได้ตัวเลขเหล่านี้มาอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ คนเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตของเรา ตัวเลขจำนวนมากนี้อาจทำให้เราไม่กล้ากระดิกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าการตัดสินใจทุกอย่างของเราจะเกิดผลตามมาที่อาจร้ายแรงแตกต่างกันไป</p>
<p>หลังจากเดินวนอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลได้มายืนอยู่ที่หน้าทางเข้าไปสู่ดินแดนใหม่ของพวกเขา ในเวลาต่อมาหลังจากเข้าสู่ดินแดนนั้นแล้ว โยชูวาผู้นำของพวกเขาได้เสนอทางเลือกที่ท้าทายให้แก่พวกเขา คือ “จงยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์…ด้วยความซื่อสัตย์” ท่านกล่าว “จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของท่านได้เคยปรนนิบัติ” (ยชว.24:14) โยชูวาบอกพวกเขาว่า “ถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด…แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า” (ข้อ 15)</p>
<p>เมื่อเราเริ่มต้นวันใหม่ในแต่ละวัน มีความเป็นไปได้ต่างๆมากมายที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ การใช้เวลาเพื่อขอให้พระเจ้าทรงนำทางเราจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของเรา โดยเดชของพระวิญญาณ เราสามารถเลือกที่จะติดตามพระองค์ในทุกวัน</p>
<p><em>คุณรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจในเรื่องใด คุณควรจะรับมือกับสถานการณ์นั้นในแบบที่ดีกว่าอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า บางครั้งเรื่องราวในชีวิตและการต้องตัดสินใจหลายอย่างที่อยู่ตรงหน้าทำให้เกิดความกดดันอย่างมาก ขอทรงนำย่างเท้าและการตัดสินใจของข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในสิ่งที่ข้าพระองค์เลือก</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 16 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/aaa62d23/f98f4387.mp3" length="11611485" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>726</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า [ โยชูวา 24:15 ]
เดลิมิเร่อร์อ้างว่า “ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนทั่วไปจะต้องทำการตัดสินใจ 773,618 ครั้ง” หนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษฉบับนี้ยังยืนยันต่อไปอีกว่าคนเรา “จะรู้สึกเสียใจ 143,262 ครั้ง” จากการตัดสินใจเหล่านั้น ผมไม่รู้เลยว่าหนังสือพิมพ์ได้ตัวเลขเหล่านี้มาอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ คนเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตของเรา ตัวเลขจำนวนมากนี้อาจทำให้เราไม่กล้ากระดิกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าการตัดสินใจทุกอย่างของเราจะเกิดผลตามมาที่อาจร้ายแรงแตกต่างกันไป
หลังจากเดินวนอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลได้มายืนอยู่ที่หน้าทางเข้าไปสู่ดินแดนใหม่ของพวกเขา ในเวลาต่อมาหลังจากเข้าสู่ดินแดนนั้นแล้ว โยชูวาผู้นำของพวกเขาได้เสนอทางเลือกที่ท้าทายให้แก่พวกเขา คือ “จงยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์…ด้วยความซื่อสัตย์” ท่านกล่าว “จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของท่านได้เคยปรนนิบัติ” (ยชว.24:14) โยชูวาบอกพวกเขาว่า “ถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด…แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า” (ข้อ 15)
เมื่อเราเริ่มต้นวันใหม่ในแต่ละวัน มีความเป็นไปได้ต่างๆมากมายที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ การใช้เวลาเพื่อขอให้พระเจ้าทรงนำทางเราจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของเรา โดยเดชของพระวิญญาณ เราสามารถเลือกที่จะติดตามพระองค์ในทุกวัน
คุณรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจในเรื่องใด คุณควรจะรับมือกับสถานการณ์นั้นในแบบที่ดีกว่าอย่างไร
พระบิดาเจ้า บางครั้งเรื่องราวในชีวิตและการต้องตัดสินใจหลายอย่างที่อยู่ตรงหน้าทำให้เกิดความกดดันอย่างมาก ขอทรงนำย่างเท้าและการตัดสินใจของข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะถวายพระเกียรติแด่พระองค์ในสิ่งที่ข้าพระองค์เลือก</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า [ โยชูวา 24:15 ]
เดลิมิเร่อร์อ้างว่า “ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนทั่วไปจะต้องทำการตัดสินใจ 773,618 ครั้ง” หนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษฉบับนี้ยังยืนยั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เรียนรู้จากความผิดพลาด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เรียนรู้จากความผิดพลาด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2a6a3096-f8b9-42a6-9322-d2fc8976da2b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/17fead66</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย [ 1 โครินธ์ 10:11 ]</p>
<p>ห้องสมุดแห่งความผิดพลาดได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่เมืองเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการเงินเหมือนในปีค.ศ. 1929 และ 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ห้องสมุดนี้มีหนังสือมากกว่าสองพันเล่มที่ช่วยให้ความรู้แก่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง และยังทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบตามคำกล่าวของเหล่าผู้ดูแลของห้องสมุดที่ว่า “คนฉลาดมักทำเรื่องโง่ๆอยู่เสมอ” บรรดาผู้ดูแลเชื่อว่าวิธีการเดียวที่จะสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งได้คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน</p>
<p>เปาโลเตือนชาวเมืองโครินธ์ว่า หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการพ่ายแพ้ต่อการทดลองและมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็ง คือการเรียนรู้ความผิดพลาดจากคนของพระเจ้าในอดีต ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ถือดีในสิทธิพิเศษฝ่ายวิญญาณของพวกเขา เปาโลจึงได้ใช้ความผิดพลาดของชนชาติอิสราเอลในอดีตเป็นตัวอย่างเพื่อเรียนรู้ ชนชาติอิสราเอลสาละวนอยู่กับการนับถือรูปเคารพ เลือกที่จะ “ล่วงประเวณี” บ่นเรื่องแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้า และกบฏต่อผู้นำที่พระเจ้าตั้งไว้ เพราะความบาปของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องพบกับการตีสอนของพระเจ้า (1 คร.10:7-10 THSV11) เปาโลยกเอา “ตัวอย่าง” ในประวัติศาสตร์เหล่านี้มาจากพระคัมภีร์เพื่อช่วยให้ผู้เชื่อในพระเยซูหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำกับชนชาติอิสราเอล (ข้อ 11)</p>
<p>ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราและของผู้อื่น เพื่อที่เราจะได้มีจิตใจที่เชื่อฟังพระองค์</p>
<p><em>เราควรนึกถึงคำเตือนในเรื่องใดเมื่อถูกล่อลวงให้ทำบาป เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและของผู้อื่นได้อย่างไร </em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์เรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อที่ข้าพระองค์จะเชื่อฟังพระองค์มากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย [ 1 โครินธ์ 10:11 ]</p>
<p>ห้องสมุดแห่งความผิดพลาดได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่เมืองเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการเงินเหมือนในปีค.ศ. 1929 และ 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ห้องสมุดนี้มีหนังสือมากกว่าสองพันเล่มที่ช่วยให้ความรู้แก่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง และยังทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบตามคำกล่าวของเหล่าผู้ดูแลของห้องสมุดที่ว่า “คนฉลาดมักทำเรื่องโง่ๆอยู่เสมอ” บรรดาผู้ดูแลเชื่อว่าวิธีการเดียวที่จะสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งได้คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน</p>
<p>เปาโลเตือนชาวเมืองโครินธ์ว่า หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการพ่ายแพ้ต่อการทดลองและมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็ง คือการเรียนรู้ความผิดพลาดจากคนของพระเจ้าในอดีต ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ถือดีในสิทธิพิเศษฝ่ายวิญญาณของพวกเขา เปาโลจึงได้ใช้ความผิดพลาดของชนชาติอิสราเอลในอดีตเป็นตัวอย่างเพื่อเรียนรู้ ชนชาติอิสราเอลสาละวนอยู่กับการนับถือรูปเคารพ เลือกที่จะ “ล่วงประเวณี” บ่นเรื่องแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้า และกบฏต่อผู้นำที่พระเจ้าตั้งไว้ เพราะความบาปของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องพบกับการตีสอนของพระเจ้า (1 คร.10:7-10 THSV11) เปาโลยกเอา “ตัวอย่าง” ในประวัติศาสตร์เหล่านี้มาจากพระคัมภีร์เพื่อช่วยให้ผู้เชื่อในพระเยซูหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำกับชนชาติอิสราเอล (ข้อ 11)</p>
<p>ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราและของผู้อื่น เพื่อที่เราจะได้มีจิตใจที่เชื่อฟังพระองค์</p>
<p><em>เราควรนึกถึงคำเตือนในเรื่องใดเมื่อถูกล่อลวงให้ทำบาป เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและของผู้อื่นได้อย่างไร </em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์เรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อที่ข้าพระองค์จะเชื่อฟังพระองค์มากยิ่งขึ้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 15 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/17fead66/e597b535.mp3" length="11998523" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>750</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย [ 1 โครินธ์ 10:11 ]
ห้องสมุดแห่งความผิดพลาดได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่เมืองเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการเงินเหมือนในปีค.ศ. 1929 และ 2008 ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ห้องสมุดนี้มีหนังสือมากกว่าสองพันเล่มที่ช่วยให้ความรู้แก่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง และยังทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบตามคำกล่าวของเหล่าผู้ดูแลของห้องสมุดที่ว่า “คนฉลาดมักทำเรื่องโง่ๆอยู่เสมอ” บรรดาผู้ดูแลเชื่อว่าวิธีการเดียวที่จะสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งได้คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เปาโลเตือนชาวเมืองโครินธ์ว่า หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงการพ่ายแพ้ต่อการทดลองและมีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็ง คือการเรียนรู้ความผิดพลาดจากคนของพระเจ้าในอดีต ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ถือดีในสิทธิพิเศษฝ่ายวิญญาณของพวกเขา เปาโลจึงได้ใช้ความผิดพลาดของชนชาติอิสราเอลในอดีตเป็นตัวอย่างเพื่อเรียนรู้ ชนชาติอิสราเอลสาละวนอยู่กับการนับถือรูปเคารพ เลือกที่จะ “ล่วงประเวณี” บ่นเรื่องแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้า และกบฏต่อผู้นำที่พระเจ้าตั้งไว้ เพราะความบาปของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องพบกับการตีสอนของพระเจ้า (1 คร.10:7-10 THSV11) เปาโลยกเอา “ตัวอย่าง” ในประวัติศาสตร์เหล่านี้มาจากพระคัมภีร์เพื่อช่วยให้ผู้เชื่อในพระเยซูหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำกับชนชาติอิสราเอล (ข้อ 11)
ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรานั้น ขอให้เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราและของผู้อื่น เพื่อที่เราจะได้มีจิตใจที่เชื่อฟังพระองค์
เราควรนึกถึงคำเตือนในเรื่องใดเมื่อถูกล่อลวงให้ทำบาป เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและของผู้อื่นได้อย่างไร 
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์เรียนรู้จากความล้มเหลว เพื่อที่ข้าพระองค์จะเชื่อฟังพระองค์มากยิ่งขึ้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย [ 1 โครินธ์ 10:11 ]
ห้องสมุดแห่งความผิดพลาดได้ถูกก่อตั้งขึ้นที่เมืองเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดความผิดพลาดทางการเงินเหมือนในปีค.ศ. 1929 และ 2008 </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้ผู้อื่นเพื่อพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับใช้ผู้อื่นเพื่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ded3ce88-79b7-4f80-b5cf-7751a660e362</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9fd628de</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มาระโก 10:43 ]</p>
<p>นักแสดงหญิงนิเชลล์ นิโคลส์ เป็นที่จดจำมากที่สุดในการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าในซีรีส์ดั้งเดิมของเรื่องสตาร์เทรค การได้รับบทนี้ถือเป็นความสำเร็จของตัวนิโคลส์เองที่ทำให้เธอเป็นหนึ่งในหญิงชาวอัฟริกันอเมริกันคนแรกๆในรายการทีวีสำคัญ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าคือสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น</p>
<p>จริงๆแล้วนิโคลส์ได้ลาออกจากสตาร์เทรคหลังจากซีซั่นแรก เพื่อจะกลับไปแสดงละครเวที แต่แล้วเธอก็ได้พบกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ผู้ขอร้องไม่ให้เธอลาออก เขาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวอัฟริกันอเมริกันได้ออกทีวีโดยรับบทเป็นคนเก่งที่ทำอะไรก็ได้แม้แต่ไปอวกาศ ด้วยการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าทำให้นิโคลส์ได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงและเด็กๆผิวสีก็เป็นคนเก่งได้</p>
<p>สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงตอนที่ยากอบและยอห์นขอพระเยซูถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดสองตำแหน่งในแผ่นดินของพระองค์ (มก.10:37) การได้ตำแหน่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จจริงๆ! พระเยซูไม่เพียงอธิบายความจริงที่แสนเจ็บปวดให้กับคำขอนี้ (ข้อ 38-40) แต่ยังทรงเรียกร้องให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายที่สูงกว่า โดยบอกว่า “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43) ผู้ติดตามของพระองค์จะไม่แสวงหาความสำเร็จสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่จะเป็นเหมือนพระองค์ คือใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อรับใช้ผู้อื่น (ข้อ 45)</p>
<p>นิเชลล์ นิโคลส์อยู่กับสตาร์เทรคเพื่อจะได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในการเตรียมทางให้กับคนอัฟริกันอเมริกัน ขอให้เราอย่าพึงพอใจเพียงแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ให้เราใช้ตำแหน่งที่เราได้รับไม่ว่าจะเป็นอะไรเพื่อรับใช้ผู้อื่นในพระนามของพระองค์</p>
<p><em>เป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายในอาชีพของคุณในปัจจุบันคืออะไร คุณจะเปิดประตูแห่งโอกาสใดให้กับผู้อื่นได้บ้างในเวลานี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงวิธีที่จะใช้ตำแหน่งของข้าพระองค์เพื่อรับใช้ผู้อื่นในนามของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มาระโก 10:43 ]</p>
<p>นักแสดงหญิงนิเชลล์ นิโคลส์ เป็นที่จดจำมากที่สุดในการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าในซีรีส์ดั้งเดิมของเรื่องสตาร์เทรค การได้รับบทนี้ถือเป็นความสำเร็จของตัวนิโคลส์เองที่ทำให้เธอเป็นหนึ่งในหญิงชาวอัฟริกันอเมริกันคนแรกๆในรายการทีวีสำคัญ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าคือสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น</p>
<p>จริงๆแล้วนิโคลส์ได้ลาออกจากสตาร์เทรคหลังจากซีซั่นแรก เพื่อจะกลับไปแสดงละครเวที แต่แล้วเธอก็ได้พบกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ผู้ขอร้องไม่ให้เธอลาออก เขาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวอัฟริกันอเมริกันได้ออกทีวีโดยรับบทเป็นคนเก่งที่ทำอะไรก็ได้แม้แต่ไปอวกาศ ด้วยการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าทำให้นิโคลส์ได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงและเด็กๆผิวสีก็เป็นคนเก่งได้</p>
<p>สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงตอนที่ยากอบและยอห์นขอพระเยซูถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดสองตำแหน่งในแผ่นดินของพระองค์ (มก.10:37) การได้ตำแหน่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จจริงๆ! พระเยซูไม่เพียงอธิบายความจริงที่แสนเจ็บปวดให้กับคำขอนี้ (ข้อ 38-40) แต่ยังทรงเรียกร้องให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายที่สูงกว่า โดยบอกว่า “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43) ผู้ติดตามของพระองค์จะไม่แสวงหาความสำเร็จสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่จะเป็นเหมือนพระองค์ คือใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อรับใช้ผู้อื่น (ข้อ 45)</p>
<p>นิเชลล์ นิโคลส์อยู่กับสตาร์เทรคเพื่อจะได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในการเตรียมทางให้กับคนอัฟริกันอเมริกัน ขอให้เราอย่าพึงพอใจเพียงแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ให้เราใช้ตำแหน่งที่เราได้รับไม่ว่าจะเป็นอะไรเพื่อรับใช้ผู้อื่นในพระนามของพระองค์</p>
<p><em>เป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายในอาชีพของคุณในปัจจุบันคืออะไร คุณจะเปิดประตูแห่งโอกาสใดให้กับผู้อื่นได้บ้างในเวลานี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงวิธีที่จะใช้ตำแหน่งของข้าพระองค์เพื่อรับใช้ผู้อื่นในนามของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 14 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9fd628de/be834d27.mp3" length="11410879" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>714</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มาระโก 10:43 ]
นักแสดงหญิงนิเชลล์ นิโคลส์ เป็นที่จดจำมากที่สุดในการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าในซีรีส์ดั้งเดิมของเรื่องสตาร์เทรค การได้รับบทนี้ถือเป็นความสำเร็จของตัวนิโคลส์เองที่ทำให้เธอเป็นหนึ่งในหญิงชาวอัฟริกันอเมริกันคนแรกๆในรายการทีวีสำคัญ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าคือสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
จริงๆแล้วนิโคลส์ได้ลาออกจากสตาร์เทรคหลังจากซีซั่นแรก เพื่อจะกลับไปแสดงละครเวที แต่แล้วเธอก็ได้พบกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ผู้ขอร้องไม่ให้เธอลาออก เขาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวอัฟริกันอเมริกันได้ออกทีวีโดยรับบทเป็นคนเก่งที่ทำอะไรก็ได้แม้แต่ไปอวกาศ ด้วยการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าทำให้นิโคลส์ได้รับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงและเด็กๆผิวสีก็เป็นคนเก่งได้
สิ่งนี้ทำให้ผมคิดถึงตอนที่ยากอบและยอห์นขอพระเยซูถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดสองตำแหน่งในแผ่นดินของพระองค์ (มก.10:37) การได้ตำแหน่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จจริงๆ! พระเยซูไม่เพียงอธิบายความจริงที่แสนเจ็บปวดให้กับคำขอนี้ (ข้อ 38-40) แต่ยังทรงเรียกร้องให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายที่สูงกว่า โดยบอกว่า “ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43) ผู้ติดตามของพระองค์จะไม่แสวงหาความสำเร็จสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่จะเป็นเหมือนพระองค์ คือใช้ตำแหน่งของพวกเขาเพื่อรับใช้ผู้อื่น (ข้อ 45)
นิเชลล์ นิโคลส์อยู่กับสตาร์เทรคเพื่อจะได้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าในการเตรียมทางให้กับคนอัฟริกันอเมริกัน ขอให้เราอย่าพึงพอใจเพียงแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ให้เราใช้ตำแหน่งที่เราได้รับไม่ว่าจะเป็นอะไรเพื่อรับใช้ผู้อื่นในพระนามของพระองค์
เป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายในอาชีพของคุณในปัจจุบันคืออะไร คุณจะเปิดประตูแห่งโอกาสใดให้กับผู้อื่นได้บ้างในเวลานี้
ข้าแต่พระเยซู โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์เห็นถึงวิธีที่จะใช้ตำแหน่งของข้าพระองค์เพื่อรับใช้ผู้อื่นในนามของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย [ มาระโก 10:43 ]
นักแสดงหญิงนิเชลล์ นิโคลส์ เป็นที่จดจำมากที่สุดในการแสดงเป็นร้อยโทอูฮูร่าในซีรีส์ดั้งเดิมของเรื่องสตาร์เทรค การได้รับบทนี้ถือเป็นความสำเร็จของตัวนิโคลส์เองที่ทำให้เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เพ่งมองที่พระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เพ่งมองที่พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8f4c719a-e7c5-4867-8d46-bd86e6056758</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4f46b1d3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระ​องค์​ทรง​รักษา​ไว้​ใน​ศานติ​ภาพ​อัน​สมบูรณ์เพราะ​เขา​วางใจ​ใน​พระ​องค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</p>
<p>ครั้งหนึ่งศิษยาภิบาลชาวสก๊อตในศตวรรษที่สิบเก้าชื่อ โธมัส ชาลเมอส์ ได้เล่าถึงตอนที่เขานั่งรถม้าไปในแถบที่ราบสูง ขณะที่รถไต่ไปตามเชิงผาแคบๆ ม้าตัวหนึ่งมีอาการตื่นกลัว และคนบังคับรถม้ากลัวว่าพวกเขาจะตกลงไปตาย จึงได้ตวัดแส้ซ้ำหลายๆครั้ง เมื่อพ้นจากอันตรายมาได้ ชาลเมอส์ถามคนบังคับรถม้าว่าทำไมเขาจึงหวดแส้อย่างรุนแรงเช่นนั้น “ผมต้องทำให้ม้าคิดถึงอย่างอื่น” เขากล่าว “ผมต้องให้พวกมันสนใจผม”</p>
<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามและอันตรายรอบตัว เราทุกคนต้องการบางอย่างที่ดึงความสนใจของเรา อย่างไรก็ตาม เราต้องการมากกว่าแค่สิ่งที่เบี่ยงเบนความคิดเราโดยใช้เทคนิควิธีทางจิตวิทยา สิ่งที่จำเป็นสำหรับเรามากที่สุดคือการตรึงความคิดของเราไว้กับความเป็นจริงที่ทรงพลังยิ่งกว่าความกลัวทั้งสิ้นที่เรามี ดังที่อิสยาห์กล่าวแก่ประชากรของพระเจ้าในยูดาห์ว่าสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงคือการจดจ่อความคิดของเราที่พระเจ้า ท่านสัญญาว่า “พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) และเราสามารถ “วางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ เพราะพระเจ้าทรง<br>เป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)</p>
<p>ศานติภาพ คือของขวัญสำหรับทุกคนที่เพ่งมองที่พระเจ้า และสันติสุขของพระองค์ให้เรามากกว่าแค่วิธียับยั้งความคิดที่แย่ที่สุดของเรา สำหรับผู้ที่ยอมจำนนโดยมอบอนาคต ความหวัง และความวิตกกังวลของพวกเขาให้พระองค์ พระวิญญาณจะประทานให้เขาเหล่านั้นมีวิถีชีวิตใหม่อย่างแท้จริง</p>
<p><em>โดยปกติแล้วคุณมักสนใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใด คุณจะกลับมาเพ่งมองที่พระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า จิตใจของข้าพระองค์อาจกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว และข้าพระองค์หวาดกลัวเหลือเกิน ขอโปรดประทานสันติสุขของพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระ​องค์​ทรง​รักษา​ไว้​ใน​ศานติ​ภาพ​อัน​สมบูรณ์เพราะ​เขา​วางใจ​ใน​พระ​องค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]</p>
<p>ครั้งหนึ่งศิษยาภิบาลชาวสก๊อตในศตวรรษที่สิบเก้าชื่อ โธมัส ชาลเมอส์ ได้เล่าถึงตอนที่เขานั่งรถม้าไปในแถบที่ราบสูง ขณะที่รถไต่ไปตามเชิงผาแคบๆ ม้าตัวหนึ่งมีอาการตื่นกลัว และคนบังคับรถม้ากลัวว่าพวกเขาจะตกลงไปตาย จึงได้ตวัดแส้ซ้ำหลายๆครั้ง เมื่อพ้นจากอันตรายมาได้ ชาลเมอส์ถามคนบังคับรถม้าว่าทำไมเขาจึงหวดแส้อย่างรุนแรงเช่นนั้น “ผมต้องทำให้ม้าคิดถึงอย่างอื่น” เขากล่าว “ผมต้องให้พวกมันสนใจผม”</p>
<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามและอันตรายรอบตัว เราทุกคนต้องการบางอย่างที่ดึงความสนใจของเรา อย่างไรก็ตาม เราต้องการมากกว่าแค่สิ่งที่เบี่ยงเบนความคิดเราโดยใช้เทคนิควิธีทางจิตวิทยา สิ่งที่จำเป็นสำหรับเรามากที่สุดคือการตรึงความคิดของเราไว้กับความเป็นจริงที่ทรงพลังยิ่งกว่าความกลัวทั้งสิ้นที่เรามี ดังที่อิสยาห์กล่าวแก่ประชากรของพระเจ้าในยูดาห์ว่าสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงคือการจดจ่อความคิดของเราที่พระเจ้า ท่านสัญญาว่า “พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) และเราสามารถ “วางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ เพราะพระเจ้าทรง<br>เป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)</p>
<p>ศานติภาพ คือของขวัญสำหรับทุกคนที่เพ่งมองที่พระเจ้า และสันติสุขของพระองค์ให้เรามากกว่าแค่วิธียับยั้งความคิดที่แย่ที่สุดของเรา สำหรับผู้ที่ยอมจำนนโดยมอบอนาคต ความหวัง และความวิตกกังวลของพวกเขาให้พระองค์ พระวิญญาณจะประทานให้เขาเหล่านั้นมีวิถีชีวิตใหม่อย่างแท้จริง</p>
<p><em>โดยปกติแล้วคุณมักสนใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใด คุณจะกลับมาเพ่งมองที่พระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า จิตใจของข้าพระองค์อาจกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว และข้าพระองค์หวาดกลัวเหลือเกิน ขอโปรดประทานสันติสุขของพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 13 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4f46b1d3/80a72b1b.mp3" length="9199859" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>575</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระ​องค์​ทรง​รักษา​ไว้​ใน​ศานติ​ภาพ​อัน​สมบูรณ์เพราะ​เขา​วางใจ​ใน​พระ​องค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]
ครั้งหนึ่งศิษยาภิบาลชาวสก๊อตในศตวรรษที่สิบเก้าชื่อ โธมัส ชาลเมอส์ ได้เล่าถึงตอนที่เขานั่งรถม้าไปในแถบที่ราบสูง ขณะที่รถไต่ไปตามเชิงผาแคบๆ ม้าตัวหนึ่งมีอาการตื่นกลัว และคนบังคับรถม้ากลัวว่าพวกเขาจะตกลงไปตาย จึงได้ตวัดแส้ซ้ำหลายๆครั้ง เมื่อพ้นจากอันตรายมาได้ ชาลเมอส์ถามคนบังคับรถม้าว่าทำไมเขาจึงหวดแส้อย่างรุนแรงเช่นนั้น “ผมต้องทำให้ม้าคิดถึงอย่างอื่น” เขากล่าว “ผมต้องให้พวกมันสนใจผม”
ในโลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามและอันตรายรอบตัว เราทุกคนต้องการบางอย่างที่ดึงความสนใจของเรา อย่างไรก็ตาม เราต้องการมากกว่าแค่สิ่งที่เบี่ยงเบนความคิดเราโดยใช้เทคนิควิธีทางจิตวิทยา สิ่งที่จำเป็นสำหรับเรามากที่สุดคือการตรึงความคิดของเราไว้กับความเป็นจริงที่ทรงพลังยิ่งกว่าความกลัวทั้งสิ้นที่เรามี ดังที่อิสยาห์กล่าวแก่ประชากรของพระเจ้าในยูดาห์ว่าสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงคือการจดจ่อความคิดของเราที่พระเจ้า ท่านสัญญาว่า “พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) และเราสามารถ “วางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)
ศานติภาพ คือของขวัญสำหรับทุกคนที่เพ่งมองที่พระเจ้า และสันติสุขของพระองค์ให้เรามากกว่าแค่วิธียับยั้งความคิดที่แย่ที่สุดของเรา สำหรับผู้ที่ยอมจำนนโดยมอบอนาคต ความหวัง และความวิตกกังวลของพวกเขาให้พระองค์ พระวิญญาณจะประทานให้เขาเหล่านั้นมีวิถีชีวิตใหม่อย่างแท้จริง
โดยปกติแล้วคุณมักสนใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใด คุณจะกลับมาเพ่งมองที่พระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า จิตใจของข้าพระองค์อาจกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัว และข้าพระองค์หวาดกลัวเหลือเกิน ขอโปรดประทานสันติสุขของพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระ​องค์​ทรง​รักษา​ไว้​ใน​ศานติ​ภาพ​อัน​สมบูรณ์เพราะ​เขา​วางใจ​ใน​พระ​องค์ [ อิสยาห์ 26:3 ]
ครั้งหนึ่งศิษยาภิบาลชาวสก๊อตในศตวรรษที่สิบเก้าชื่อ โธมัส ชาลเมอส์ ได้เล่าถึงตอนที่เขานั่งรถม้าไปในแถบที่ราบสูง ขณะที่รถไต่ไปตามเชิงผาแคบๆ ม้าตัวหนึ่งมีอาการตื่นกลั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อดทนในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อดทนในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">32ddc70e-490c-4dc3-9090-73ae918c98b8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bd6fe1da</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทน...เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย [ ฮีบรู 12:3 ]</p>
<p>ตอนที่ฉันเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเมื่อหลายปีก่อน เรามีการนมัสการประจำทุกสัปดาห์ ในการนมัสการครั้งหนึ่งขณะที่นักศึกษากำลังร้องเพลง “องค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และทรงใหญ่ยิ่ง” ฉันเห็นอาจารย์ที่เรารักมากสามคนร้องเพลงอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของพวกท่านเปล่งประกายความยินดี ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อที่พวกท่านมีต่อพระเจ้าเท่านั้น หลายปีต่อมา ขณะที่อาจารย์แต่ละท่านต้องเผชิญกับอาการป่วยระยะสุดท้าย ความเชื่อนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถอดทนได้และเป็นที่หนุนใจแก่ผู้อื่น</p>
<p>วันนี้ ความทรงจำถึงพวกอาจารย์ที่ร้องเพลงนั้นยังคงเป็นกำลังใจให้ฉันสู้ต่อไปเมื่อเกิดการทดลอง สำหรับฉันแล้ว เรื่องของอาจารย์นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆเรื่องราวที่น่าประทับใจของผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ เรื่องของพวกเขาเตือนเราถึงวิธีการทำตามสิ่งที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู 12: 2-3 บอก คือให้เราเพ่งมองที่พระเยซูผู้ “ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความริื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์” (ข้อ 2)</p>
<p>เมื่อเกิดการทดลอง ไม่ว่าจากการถูกข่มเหงหรือความทุกข์ยากในชีวิตซึ่งทำให้ยากที่จะไปต่อ เรามีตัวอย่างจากคนเหล่านั้นที่ยึดพระวจนะของพระเจ้าและวางใจในพระสัญญาของพระองค์ เราสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายามตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) ให้จดจำไว้ว่า พระเยซูและคนเหล่านั้นที่ล่วงหน้าไปก่อนเราสามารถอดทนได้ ผู้เขียนหนุนใจให้เรา “คิดถึงพระองค์…เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)</p>
<p>อาจารย์ของฉันตอนนี้พวกท่านมีความสุขอยู่ในสวรรค์ และท่านน่าจะอยากบอกว่า “ชีวิตแห่งความเชื่อนั้นคุ้มค่าจริงๆ ขอจงสู้ต่อไป”</p>
<p><em>ใครที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณสู้ต่อไปในเส้นทางแห่งความเชื่อของคุณ แบบอย่างของพวกเขาหนุนใจคุณให้อดทนอย่างไรในเวลาแห่งการทดลองและการทนทุกข์ลำบาก</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เพ่งมองไปที่พระองค์ เมื่อข้าพระองค์อ่อนล้าและท้อแท้ใจ ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทน...เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย [ ฮีบรู 12:3 ]</p>
<p>ตอนที่ฉันเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเมื่อหลายปีก่อน เรามีการนมัสการประจำทุกสัปดาห์ ในการนมัสการครั้งหนึ่งขณะที่นักศึกษากำลังร้องเพลง “องค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และทรงใหญ่ยิ่ง” ฉันเห็นอาจารย์ที่เรารักมากสามคนร้องเพลงอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของพวกท่านเปล่งประกายความยินดี ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อที่พวกท่านมีต่อพระเจ้าเท่านั้น หลายปีต่อมา ขณะที่อาจารย์แต่ละท่านต้องเผชิญกับอาการป่วยระยะสุดท้าย ความเชื่อนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถอดทนได้และเป็นที่หนุนใจแก่ผู้อื่น</p>
<p>วันนี้ ความทรงจำถึงพวกอาจารย์ที่ร้องเพลงนั้นยังคงเป็นกำลังใจให้ฉันสู้ต่อไปเมื่อเกิดการทดลอง สำหรับฉันแล้ว เรื่องของอาจารย์นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆเรื่องราวที่น่าประทับใจของผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ เรื่องของพวกเขาเตือนเราถึงวิธีการทำตามสิ่งที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู 12: 2-3 บอก คือให้เราเพ่งมองที่พระเยซูผู้ “ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความริื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์” (ข้อ 2)</p>
<p>เมื่อเกิดการทดลอง ไม่ว่าจากการถูกข่มเหงหรือความทุกข์ยากในชีวิตซึ่งทำให้ยากที่จะไปต่อ เรามีตัวอย่างจากคนเหล่านั้นที่ยึดพระวจนะของพระเจ้าและวางใจในพระสัญญาของพระองค์ เราสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายามตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) ให้จดจำไว้ว่า พระเยซูและคนเหล่านั้นที่ล่วงหน้าไปก่อนเราสามารถอดทนได้ ผู้เขียนหนุนใจให้เรา “คิดถึงพระองค์…เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)</p>
<p>อาจารย์ของฉันตอนนี้พวกท่านมีความสุขอยู่ในสวรรค์ และท่านน่าจะอยากบอกว่า “ชีวิตแห่งความเชื่อนั้นคุ้มค่าจริงๆ ขอจงสู้ต่อไป”</p>
<p><em>ใครที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณสู้ต่อไปในเส้นทางแห่งความเชื่อของคุณ แบบอย่างของพวกเขาหนุนใจคุณให้อดทนอย่างไรในเวลาแห่งการทดลองและการทนทุกข์ลำบาก</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เพ่งมองไปที่พระองค์ เมื่อข้าพระองค์อ่อนล้าและท้อแท้ใจ ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 12 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bd6fe1da/1e9529d9.mp3" length="11332278" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>709</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทน...เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย [ ฮีบรู 12:3 ]
ตอนที่ฉันเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเมื่อหลายปีก่อน เรามีการนมัสการประจำทุกสัปดาห์ ในการนมัสการครั้งหนึ่งขณะที่นักศึกษากำลังร้องเพลง “องค์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และทรงใหญ่ยิ่ง” ฉันเห็นอาจารย์ที่เรารักมากสามคนร้องเพลงอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของพวกท่านเปล่งประกายความยินดี ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อที่พวกท่านมีต่อพระเจ้าเท่านั้น หลายปีต่อมา ขณะที่อาจารย์แต่ละท่านต้องเผชิญกับอาการป่วยระยะสุดท้าย ความเชื่อนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถอดทนได้และเป็นที่หนุนใจแก่ผู้อื่น
วันนี้ ความทรงจำถึงพวกอาจารย์ที่ร้องเพลงนั้นยังคงเป็นกำลังใจให้ฉันสู้ต่อไปเมื่อเกิดการทดลอง สำหรับฉันแล้ว เรื่องของอาจารย์นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆเรื่องราวที่น่าประทับใจของผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ เรื่องของพวกเขาเตือนเราถึงวิธีการทำตามสิ่งที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู 12: 2-3 บอก คือให้เราเพ่งมองที่พระเยซูผู้ “ทรงอดทนต่อกางเขน เพื่อความริื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์” (ข้อ 2)
เมื่อเกิดการทดลอง ไม่ว่าจากการถูกข่มเหงหรือความทุกข์ยากในชีวิตซึ่งทำให้ยากที่จะไปต่อ เรามีตัวอย่างจากคนเหล่านั้นที่ยึดพระวจนะของพระเจ้าและวางใจในพระสัญญาของพระองค์ เราสามารถ “วิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายามตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ข้อ 1) ให้จดจำไว้ว่า พระเยซูและคนเหล่านั้นที่ล่วงหน้าไปก่อนเราสามารถอดทนได้ ผู้เขียนหนุนใจให้เรา “คิดถึงพระองค์…เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย” (ข้อ 3)
อาจารย์ของฉันตอนนี้พวกท่านมีความสุขอยู่ในสวรรค์ และท่านน่าจะอยากบอกว่า “ชีวิตแห่งความเชื่อนั้นคุ้มค่าจริงๆ ขอจงสู้ต่อไป”
ใครที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณสู้ต่อไปในเส้นทางแห่งความเชื่อของคุณ แบบอย่างของพวกเขาหนุนใจคุณให้อดทนอย่างไรในเวลาแห่งการทดลองและการทนทุกข์ลำบาก
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เพ่งมองไปที่พระองค์ เมื่อข้าพระองค์อ่อนล้าและท้อแท้ใจ ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทน...เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย [ ฮีบรู 12:3 ]
ตอนที่ฉันเรียนในโรงเรียนพระคริสตธรรมเมื่อหลายปีก่อน เรามีการนมัสการประจำทุกสัปดาห์ ในการนมัสการครั้งหนึ่งขณะที่นักศึกษากำลังร้องเพลง “องค์พระเจ้าผู้ทรงพระช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คนงานของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คนงานของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">854ce993-a700-480d-a549-b805c709e689</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/79384285</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน และการงานใดๆที่ท่านกระทำ พระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ [ ปฐมกาล 39:23 ]</p>
<p>ในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เมื่อเรซ่าได้รับพระคัมภีร์เขาก็ได้มารู้จักและเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานแรกของเขาในพระนามพระเยซูคริสต์คือ “โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นคนงานของพระองค์เถิด” ต่อมาภายหลังที่เขาออกจากค่ายไปแล้ว พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนั้น เขาได้งานอย่างไม่คาดฝันที่องค์กรบรรเทาทุกข์ ซึ่งเขาได้กลับมาที่ค่ายนั้นเพื่อรับใช้ผู้คนที่เขารู้จักและรัก เขาตั้งกลุ่มชมรมกีฬา ชั้นเรียนภาษา และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย “อะไรก็ได้ที่ให้ความหวังแก่ผู้คน” เขาเห็นโครงการต่างๆเหล่านี้เป็นหนทางที่จะรับใช้ผู้อื่นและแบ่งปันความรักและพระปัญญาของพระเจ้า</p>
<p>เมื่อเรซ่าอ่านพระคัมภีร์ เขารู้สึกมีความเชื่อมโยงกับเรื่องของโยเซฟในปฐมกาลทันที เขาสังเกตถึงการที่พระเจ้าทรงใช้โยเซฟให้ทำงานของพระองค์ต่อไปขณะที่ท่านอยู่ในคุก เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับโยเซฟ พระองค์สำแดงความเมตตาและประทานความโปรดปรานให้ท่าน พัศดีได้ให้โยเซฟเป็นผู้ดูแลจนท่านเองไม่ต้องทำงานใดๆเลยเพราะพระเจ้าทรงประทาน “ความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ” (ปฐก.39:23 TNCV)</p>
<p>พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับการถูกคุมขัง (ทั้งถูกขังจริงหรือเป็นการเปรียบเทียบ) ความยากลำบาก การพลัดถิ่นฐาน ความปวดร้าวใจ หรือความโศกเศร้า เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา เช่นเดียวกับที่ทรงช่วยให้เรซ่าได้รับใช้ผู้ที่อยู่ในค่ายนั้นและช่วยโยเซฟจัดการกับงานในคุก พระองค์ก็จะทรงอยู่ใกล้เราเสมอไป</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณมีประสบการณ์การช่วยกู้ของพระเจ้าเช่นเดียวกับเรซ่าและโยเซฟ เรื่องของโยเซฟช่วยให้คุณวางใจในพระองค์มากขึ้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้ช่วย พระองค์ไม่เคยละทิ้งข้าพระองค์ แม้ในเวลาที่ข้าพระองค์เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากที่สุด โปรดประทานความหวังและดวงตาที่จะมองเห็นพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน และการงานใดๆที่ท่านกระทำ พระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ [ ปฐมกาล 39:23 ]</p>
<p>ในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เมื่อเรซ่าได้รับพระคัมภีร์เขาก็ได้มารู้จักและเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานแรกของเขาในพระนามพระเยซูคริสต์คือ “โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นคนงานของพระองค์เถิด” ต่อมาภายหลังที่เขาออกจากค่ายไปแล้ว พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนั้น เขาได้งานอย่างไม่คาดฝันที่องค์กรบรรเทาทุกข์ ซึ่งเขาได้กลับมาที่ค่ายนั้นเพื่อรับใช้ผู้คนที่เขารู้จักและรัก เขาตั้งกลุ่มชมรมกีฬา ชั้นเรียนภาษา และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย “อะไรก็ได้ที่ให้ความหวังแก่ผู้คน” เขาเห็นโครงการต่างๆเหล่านี้เป็นหนทางที่จะรับใช้ผู้อื่นและแบ่งปันความรักและพระปัญญาของพระเจ้า</p>
<p>เมื่อเรซ่าอ่านพระคัมภีร์ เขารู้สึกมีความเชื่อมโยงกับเรื่องของโยเซฟในปฐมกาลทันที เขาสังเกตถึงการที่พระเจ้าทรงใช้โยเซฟให้ทำงานของพระองค์ต่อไปขณะที่ท่านอยู่ในคุก เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับโยเซฟ พระองค์สำแดงความเมตตาและประทานความโปรดปรานให้ท่าน พัศดีได้ให้โยเซฟเป็นผู้ดูแลจนท่านเองไม่ต้องทำงานใดๆเลยเพราะพระเจ้าทรงประทาน “ความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ” (ปฐก.39:23 TNCV)</p>
<p>พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับการถูกคุมขัง (ทั้งถูกขังจริงหรือเป็นการเปรียบเทียบ) ความยากลำบาก การพลัดถิ่นฐาน ความปวดร้าวใจ หรือความโศกเศร้า เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา เช่นเดียวกับที่ทรงช่วยให้เรซ่าได้รับใช้ผู้ที่อยู่ในค่ายนั้นและช่วยโยเซฟจัดการกับงานในคุก พระองค์ก็จะทรงอยู่ใกล้เราเสมอไป</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณมีประสบการณ์การช่วยกู้ของพระเจ้าเช่นเดียวกับเรซ่าและโยเซฟ เรื่องของโยเซฟช่วยให้คุณวางใจในพระองค์มากขึ้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้ช่วย พระองค์ไม่เคยละทิ้งข้าพระองค์ แม้ในเวลาที่ข้าพระองค์เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากที่สุด โปรดประทานความหวังและดวงตาที่จะมองเห็นพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 11 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/79384285/1428d13e.mp3" length="13979218" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>874</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน และการงานใดๆที่ท่านกระทำ พระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ [ ปฐมกาล 39:23 ]
ในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เมื่อเรซ่าได้รับพระคัมภีร์เขาก็ได้มารู้จักและเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานแรกของเขาในพระนามพระเยซูคริสต์คือ “โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นคนงานของพระองค์เถิด” ต่อมาภายหลังที่เขาออกจากค่ายไปแล้ว พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนั้น เขาได้งานอย่างไม่คาดฝันที่องค์กรบรรเทาทุกข์ ซึ่งเขาได้กลับมาที่ค่ายนั้นเพื่อรับใช้ผู้คนที่เขารู้จักและรัก เขาตั้งกลุ่มชมรมกีฬา ชั้นเรียนภาษา และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย “อะไรก็ได้ที่ให้ความหวังแก่ผู้คน” เขาเห็นโครงการต่างๆเหล่านี้เป็นหนทางที่จะรับใช้ผู้อื่นและแบ่งปันความรักและพระปัญญาของพระเจ้า
เมื่อเรซ่าอ่านพระคัมภีร์ เขารู้สึกมีความเชื่อมโยงกับเรื่องของโยเซฟในปฐมกาลทันที เขาสังเกตถึงการที่พระเจ้าทรงใช้โยเซฟให้ทำงานของพระองค์ต่อไปขณะที่ท่านอยู่ในคุก เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับโยเซฟ พระองค์สำแดงความเมตตาและประทานความโปรดปรานให้ท่าน พัศดีได้ให้โยเซฟเป็นผู้ดูแลจนท่านเองไม่ต้องทำงานใดๆเลยเพราะพระเจ้าทรงประทาน “ความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ” (ปฐก.39:23 TNCV)
พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับการถูกคุมขัง (ทั้งถูกขังจริงหรือเป็นการเปรียบเทียบ) ความยากลำบาก การพลัดถิ่นฐาน ความปวดร้าวใจ หรือความโศกเศร้า เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา เช่นเดียวกับที่ทรงช่วยให้เรซ่าได้รับใช้ผู้ที่อยู่ในค่ายนั้นและช่วยโยเซฟจัดการกับงานในคุก พระองค์ก็จะทรงอยู่ใกล้เราเสมอไป
เมื่อใดที่คุณมีประสบการณ์การช่วยกู้ของพระเจ้าเช่นเดียวกับเรซ่าและโยเซฟ เรื่องของโยเซฟช่วยให้คุณวางใจในพระองค์มากขึ้นอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าพระผู้ช่วย พระองค์ไม่เคยละทิ้งข้าพระองค์ แม้ในเวลาที่ข้าพระองค์เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากที่สุด โปรดประทานความหวังและดวงตาที่จะมองเห็นพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน และการงานใดๆที่ท่านกระทำ พระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ [ ปฐมกาล 39:23 ]
ในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เมื่อเรซ่าได้รับพระคัมภีร์เขาก็ได้มารู้จักและเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานแรกของเขาในพระนามพระเยซูคริสต์คือ “โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำของ่ายๆ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำของ่ายๆ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">43ddc65f-8245-4f16-884d-90ff310f2524</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f9ed68ff</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า เจ้าจงตามเรามาเถิด [ ยอห์น 21:22 ]</p>
<p>“อย่าลืมทำความสะอาดห้องด้านหน้าก่อนเข้านอนนะลูก” ฉันพูดกับลูกสาวคนเล็ก เธอตอบกลับมาทันทีว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ต้องทำล่ะคะ”</p>
<p>การต่อต้านเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นเสมอในบ้านเมื่อลูกๆยังเล็กอยู่ ฉันก็จะตอบสนองเหมือนเดิมทุกครั้งคือ “ไม่ต้องห่วงเรื่องพี่หรอก เพราะแม่ขอให้หนูทำ”</p>
<p>ในยอห์น 21 เราเห็นนิสัยแบบนี้ของมนุษย์ในท่ามกลางเหล่าสาวก พระเยซูเพิ่งจะนำเปโตรกลับคืนมา หลังจากที่ท่านปฏิเสธพระองค์ไปแล้วสามครั้ง (ดู ยน. 18:15-18, 25-27) ตอนนี้พระเยซูพูดกับเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิด” (21:19) ซึ่งเป็นคำสั่งง่ายๆแต่เจ็บปวด แล้วพระเยซูอธิบายว่าเปโตรจะติดตามพระองค์ไปจนตัวเองต้องตาย (ข้อ 18-19)</p>
<p>เปโตรยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจคำพูดของพระเยซูก่อนที่ท่านจะถามไปถึงสาวกที่อยู่ด้านหลังว่า “พระองค์เจ้าข้า คนนี้จะเป็นอย่างไร” (ข้อ 21) พระเยซูตอบว่า “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า” แล้วบอกว่า “เจ้าจงตามเรามาเถิด” (ข้อ 22)</p>
<p>บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราก็เป็นเหมือนเปโตร! เราสงสัยถึงเส้นทางความเชื่อของผู้อื่น และไม่ได้สนใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำอะไรในชีวิตของเรา ในช่วงบั้นปลายชีวิตเมื่อความตายที่พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าในยอห์น 21 ใกล้เข้ามา เปโตรอธิบายคำสั่งง่ายๆของพระคริสต์เพิ่มเติมว่า “โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลส ตัณหา อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ” (1ปต.1:14-15) แค่นี้น่าจะเพียงพอแล้วที่ทำให้เราแต่ละคน มุ่งความสนใจของเราไปที่พระเยซู ไม่ใช่ที่คนรอบข้างเรา</p>
<p><em>คุณถูกทดลองให้เปรียบเทียบการดำเนินในความเชื่อของตัวเองกับผู้อื่นอย่างไร คุณจะเพ่งมองไปที่พระเยซูอยู่เสมอได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ต่อไป เพื่อให้เป็นเหมือนพระฉายของพระบุตรของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า เจ้าจงตามเรามาเถิด [ ยอห์น 21:22 ]</p>
<p>“อย่าลืมทำความสะอาดห้องด้านหน้าก่อนเข้านอนนะลูก” ฉันพูดกับลูกสาวคนเล็ก เธอตอบกลับมาทันทีว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ต้องทำล่ะคะ”</p>
<p>การต่อต้านเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นเสมอในบ้านเมื่อลูกๆยังเล็กอยู่ ฉันก็จะตอบสนองเหมือนเดิมทุกครั้งคือ “ไม่ต้องห่วงเรื่องพี่หรอก เพราะแม่ขอให้หนูทำ”</p>
<p>ในยอห์น 21 เราเห็นนิสัยแบบนี้ของมนุษย์ในท่ามกลางเหล่าสาวก พระเยซูเพิ่งจะนำเปโตรกลับคืนมา หลังจากที่ท่านปฏิเสธพระองค์ไปแล้วสามครั้ง (ดู ยน. 18:15-18, 25-27) ตอนนี้พระเยซูพูดกับเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิด” (21:19) ซึ่งเป็นคำสั่งง่ายๆแต่เจ็บปวด แล้วพระเยซูอธิบายว่าเปโตรจะติดตามพระองค์ไปจนตัวเองต้องตาย (ข้อ 18-19)</p>
<p>เปโตรยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจคำพูดของพระเยซูก่อนที่ท่านจะถามไปถึงสาวกที่อยู่ด้านหลังว่า “พระองค์เจ้าข้า คนนี้จะเป็นอย่างไร” (ข้อ 21) พระเยซูตอบว่า “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า” แล้วบอกว่า “เจ้าจงตามเรามาเถิด” (ข้อ 22)</p>
<p>บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราก็เป็นเหมือนเปโตร! เราสงสัยถึงเส้นทางความเชื่อของผู้อื่น และไม่ได้สนใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำอะไรในชีวิตของเรา ในช่วงบั้นปลายชีวิตเมื่อความตายที่พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าในยอห์น 21 ใกล้เข้ามา เปโตรอธิบายคำสั่งง่ายๆของพระคริสต์เพิ่มเติมว่า “โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลส ตัณหา อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ” (1ปต.1:14-15) แค่นี้น่าจะเพียงพอแล้วที่ทำให้เราแต่ละคน มุ่งความสนใจของเราไปที่พระเยซู ไม่ใช่ที่คนรอบข้างเรา</p>
<p><em>คุณถูกทดลองให้เปรียบเทียบการดำเนินในความเชื่อของตัวเองกับผู้อื่นอย่างไร คุณจะเพ่งมองไปที่พระเยซูอยู่เสมอได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ต่อไป เพื่อให้เป็นเหมือนพระฉายของพระบุตรของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 10 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f9ed68ff/0aed9376.mp3" length="11987213" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>750</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า เจ้าจงตามเรามาเถิด [ ยอห์น 21:22 ]
“อย่าลืมทำความสะอาดห้องด้านหน้าก่อนเข้านอนนะลูก” ฉันพูดกับลูกสาวคนเล็ก เธอตอบกลับมาทันทีว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ต้องทำล่ะคะ”
การต่อต้านเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นเสมอในบ้านเมื่อลูกๆยังเล็กอยู่ ฉันก็จะตอบสนองเหมือนเดิมทุกครั้งคือ “ไม่ต้องห่วงเรื่องพี่หรอก เพราะแม่ขอให้หนูทำ”
ในยอห์น 21 เราเห็นนิสัยแบบนี้ของมนุษย์ในท่ามกลางเหล่าสาวก พระเยซูเพิ่งจะนำเปโตรกลับคืนมา หลังจากที่ท่านปฏิเสธพระองค์ไปแล้วสามครั้ง (ดู ยน. 18:15-18, 25-27) ตอนนี้พระเยซูพูดกับเปโตรว่า “จงตามเรามาเถิด” (21:19) ซึ่งเป็นคำสั่งง่ายๆแต่เจ็บปวด แล้วพระเยซูอธิบายว่าเปโตรจะติดตามพระองค์ไปจนตัวเองต้องตาย (ข้อ 18-19)
เปโตรยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจคำพูดของพระเยซูก่อนที่ท่านจะถามไปถึงสาวกที่อยู่ด้านหลังว่า “พระองค์เจ้าข้า คนนี้จะเป็นอย่างไร” (ข้อ 21) พระเยซูตอบว่า “ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า” แล้วบอกว่า “เจ้าจงตามเรามาเถิด” (ข้อ 22)
บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราก็เป็นเหมือนเปโตร! เราสงสัยถึงเส้นทางความเชื่อของผู้อื่น และไม่ได้สนใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำอะไรในชีวิตของเรา ในช่วงบั้นปลายชีวิตเมื่อความตายที่พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าในยอห์น 21 ใกล้เข้ามา เปโตรอธิบายคำสั่งง่ายๆของพระคริสต์เพิ่มเติมว่า “โดยที่ท่านเป็นบุตรที่เชื่อฟัง ขออย่าได้ประพฤติตามกิเลส ตัณหา อย่างที่เกิดจากความโง่เขลาของท่านในกาลก่อน แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์ ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ” (1ปต.1:14-15) แค่นี้น่าจะเพียงพอแล้วที่ทำให้เราแต่ละคน มุ่งความสนใจของเราไปที่พระเยซู ไม่ใช่ที่คนรอบข้างเรา
คุณถูกทดลองให้เปรียบเทียบการดำเนินในความเชื่อของตัวเองกับผู้อื่นอย่างไร คุณจะเพ่งมองไปที่พระเยซูอยู่เสมอได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอทรงเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ต่อไป เพื่อให้เป็นเหมือนพระฉายของพระบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า เจ้าจงตามเรามาเถิด [ ยอห์น 21:22 ]
“อย่าลืมทำความสะอาดห้องด้านหน้าก่อนเข้านอนนะลูก” ฉันพูดกับลูกสาวคนเล็ก เธอตอบกลับมาทันทีว่า “แล้วทำไมพี่ไม่ต้องทำล่ะคะ”
การต่อต้านเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นเสมอในบ้าน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสียงเรียกให้อธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสียงเรียกให้อธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ad0a866c-341d-4e5e-affc-87d7e20120e6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8e5758c2</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้... ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ [ เนหะมีย์ 1:4 ]</p>
<p>อับราฮัม ลินคอล์นเปิดเผยกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “หลายต่อหลายครั้งที่ผมถูกผลักดันให้คุกเข่าลงอธิษฐาน เพราะผมเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าผมไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว” ในช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงครามกลางเมืองในอเมริกา ประธานาธิบดีลินคอล์นไม่ได้เพียงแค่ใช้เวลาในการอธิษฐานอย่างร้อนรนเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งประเทศมาร่วมกับท่านด้วย ในปีค.ศ. 1861 ท่านประกาศให้มี “วันแห่งความถ่อมใจ อธิษฐาน และอดอาหาร” และท่านก็ประกาศเช่นเดียวกันอีกในปีค.ศ. 1863 โดยกล่าวว่า “ทั้งประเทศชาติและประชาชนต่างก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันที่จะต้องพึ่งพาฤทธิ์อำนาจสูงสุดของพระเจ้าในการลบล้างความผิด ด้วยการสารภาพความผิดบาปด้วยความเสียใจและถ่อมใจ โดยยังคงมั่นใจในความหวังว่าการกลับใจอย่างแท้จริงจะนำไปสู่พระเมตตาและการอภัย”</p>
<p>หลังจากที่คนอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาเจ็ดสิบปีกษัตริย์ไซรัสทรงมีประกาศว่าชนอิสราเอลคนใดก็ตามที่ต้องการกลับไปยังเยรูซาเล็มก็ให้กลับไปได้ เมื่อเนหะมีย์ซึ่งเป็นคนอิสราเอล (นหม.1:6) และเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของกษัตริย์แห่งบาบิโลน (ข้อ 11) ได้ยินว่าคนเหล่านั้นที่กลับไป “มีความลำบากและความอับอายมาก” (ข้อ 3) ท่าน “นั่งลงร้องไห้” และโศกเศร้า อดอาหารและอธิษฐานอยู่หลายวัน (ข้อ 4) ท่านปล้ำสู้อธิษฐานเพื่อชนชาติของท่านเอง (ข้อ 5-11) และต่อมา ท่านก็ขอให้คนของท่านอดอาหารและอธิษฐานด้วยเช่นกัน (9:1-37)</p>
<p>หลายศตวรรษต่อมาในยุคของจักรวรรดิโรมัน เปาโลร้องขอให้ผู้อ่านจดหมายของท่านอธิษฐานเพื่อผู้ที่มีตำแหน่งสูงเช่นกัน (1ทธ.2:1-2) พระเจ้าของเรานั้นยังทรงสดับฟังคำอธิษฐานที่เราทูลในเรื่องต่างๆที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ</p>
<p><em>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงสั่งให้คนของพระองค์อธิษฐานเผื่อทุกคน คุณจะอธิษฐานเผื่อใครที่อยู่นอกเหนือแวดวงของคุณเองได้บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา พวกเรากำลังมีปัญหา ขอทรงช่วยและรักษาเราด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้... ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ [ เนหะมีย์ 1:4 ]</p>
<p>อับราฮัม ลินคอล์นเปิดเผยกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “หลายต่อหลายครั้งที่ผมถูกผลักดันให้คุกเข่าลงอธิษฐาน เพราะผมเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าผมไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว” ในช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงครามกลางเมืองในอเมริกา ประธานาธิบดีลินคอล์นไม่ได้เพียงแค่ใช้เวลาในการอธิษฐานอย่างร้อนรนเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งประเทศมาร่วมกับท่านด้วย ในปีค.ศ. 1861 ท่านประกาศให้มี “วันแห่งความถ่อมใจ อธิษฐาน และอดอาหาร” และท่านก็ประกาศเช่นเดียวกันอีกในปีค.ศ. 1863 โดยกล่าวว่า “ทั้งประเทศชาติและประชาชนต่างก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันที่จะต้องพึ่งพาฤทธิ์อำนาจสูงสุดของพระเจ้าในการลบล้างความผิด ด้วยการสารภาพความผิดบาปด้วยความเสียใจและถ่อมใจ โดยยังคงมั่นใจในความหวังว่าการกลับใจอย่างแท้จริงจะนำไปสู่พระเมตตาและการอภัย”</p>
<p>หลังจากที่คนอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาเจ็ดสิบปีกษัตริย์ไซรัสทรงมีประกาศว่าชนอิสราเอลคนใดก็ตามที่ต้องการกลับไปยังเยรูซาเล็มก็ให้กลับไปได้ เมื่อเนหะมีย์ซึ่งเป็นคนอิสราเอล (นหม.1:6) และเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของกษัตริย์แห่งบาบิโลน (ข้อ 11) ได้ยินว่าคนเหล่านั้นที่กลับไป “มีความลำบากและความอับอายมาก” (ข้อ 3) ท่าน “นั่งลงร้องไห้” และโศกเศร้า อดอาหารและอธิษฐานอยู่หลายวัน (ข้อ 4) ท่านปล้ำสู้อธิษฐานเพื่อชนชาติของท่านเอง (ข้อ 5-11) และต่อมา ท่านก็ขอให้คนของท่านอดอาหารและอธิษฐานด้วยเช่นกัน (9:1-37)</p>
<p>หลายศตวรรษต่อมาในยุคของจักรวรรดิโรมัน เปาโลร้องขอให้ผู้อ่านจดหมายของท่านอธิษฐานเพื่อผู้ที่มีตำแหน่งสูงเช่นกัน (1ทธ.2:1-2) พระเจ้าของเรานั้นยังทรงสดับฟังคำอธิษฐานที่เราทูลในเรื่องต่างๆที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ</p>
<p><em>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงสั่งให้คนของพระองค์อธิษฐานเผื่อทุกคน คุณจะอธิษฐานเผื่อใครที่อยู่นอกเหนือแวดวงของคุณเองได้บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา พวกเรากำลังมีปัญหา ขอทรงช่วยและรักษาเราด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 09 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8e5758c2/720dc6a5.mp3" length="10902630" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>682</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้... ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ [ เนหะมีย์ 1:4 ]
อับราฮัม ลินคอล์นเปิดเผยกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “หลายต่อหลายครั้งที่ผมถูกผลักดันให้คุกเข่าลงอธิษฐาน เพราะผมเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าผมไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว” ในช่วงเวลาอันเลวร้ายของสงครามกลางเมืองในอเมริกา ประธานาธิบดีลินคอล์นไม่ได้เพียงแค่ใช้เวลาในการอธิษฐานอย่างร้อนรนเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทั้งประเทศมาร่วมกับท่านด้วย ในปีค.ศ. 1861 ท่านประกาศให้มี “วันแห่งความถ่อมใจ อธิษฐาน และอดอาหาร” และท่านก็ประกาศเช่นเดียวกันอีกในปีค.ศ. 1863 โดยกล่าวว่า “ทั้งประเทศชาติและประชาชนต่างก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันที่จะต้องพึ่งพาฤทธิ์อำนาจสูงสุดของพระเจ้าในการลบล้างความผิด ด้วยการสารภาพความผิดบาปด้วยความเสียใจและถ่อมใจ โดยยังคงมั่นใจในความหวังว่าการกลับใจอย่างแท้จริงจะนำไปสู่พระเมตตาและการอภัย”
หลังจากที่คนอิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนเป็นเวลาเจ็ดสิบปีกษัตริย์ไซรัสทรงมีประกาศว่าชนอิสราเอลคนใดก็ตามที่ต้องการกลับไปยังเยรูซาเล็มก็ให้กลับไปได้ เมื่อเนหะมีย์ซึ่งเป็นคนอิสราเอล (นหม.1:6) และเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของกษัตริย์แห่งบาบิโลน (ข้อ 11) ได้ยินว่าคนเหล่านั้นที่กลับไป “มีความลำบากและความอับอายมาก” (ข้อ 3) ท่าน “นั่งลงร้องไห้” และโศกเศร้า อดอาหารและอธิษฐานอยู่หลายวัน (ข้อ 4) ท่านปล้ำสู้อธิษฐานเพื่อชนชาติของท่านเอง (ข้อ 5-11) และต่อมา ท่านก็ขอให้คนของท่านอดอาหารและอธิษฐานด้วยเช่นกัน (9:1-37)
หลายศตวรรษต่อมาในยุคของจักรวรรดิโรมัน เปาโลร้องขอให้ผู้อ่านจดหมายของท่านอธิษฐานเพื่อผู้ที่มีตำแหน่งสูงเช่นกัน (1ทธ.2:1-2) พระเจ้าของเรานั้นยังทรงสดับฟังคำอธิษฐานที่เราทูลในเรื่องต่างๆที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้อื่นอยู่เสมอ
คุณคิดว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงสั่งให้คนของพระองค์อธิษฐานเผื่อทุกคน คุณจะอธิษฐานเผื่อใครที่อยู่นอกเหนือแวดวงของคุณเองได้บ้าง
ข้าแต่พระบิดา พวกเรากำลังมีปัญหา ขอทรงช่วยและรักษาเราด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้... ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ [ เนหะมีย์ 1:4 ]
อับราฮัม ลินคอล์นเปิดเผยกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “หลายต่อหลายครั้งที่ผมถูกผลักดันให้คุกเข่าลงอธิษฐาน เพราะผมเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าผมไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว” ในช่ว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักเกินกว่าจะนับได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักเกินกว่าจะนับได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a54f71ca-826f-49be-8bed-22a729c974a0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5a4e9ce0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>​เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]</p>
<p>“ฉันรักเธออย่างไร ฉันจะนับให้ดู” เป็นถ้อยคำจากบทกวีชื่อว่าซอนเน็ตจากโปรตุเกส ของเอลิซาเบ็ธ แบร์เร็ต บราวนิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในบทกวีภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยเธอได้เขียนให้กับโรเบิร์ต บราวนิ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน และเขารู้สึกประทับใจมากจึงสนับสนุนให้เธอตีพิมพ์งานรวมบทกวีทั้งหมด แต่เนื่องจากภาษาของบทกวีสื่อถึงอารมณ์อันอ่อนไหว และเธอต้องการสงวนความเป็นส่วนตัวไว้แบร์เร็ตจึงได้จัดพิมพ์ให้ดูเหมือนว่าเป็นบทกวีที่แปลมาจากผู้เขียนชาวโปรตุเกส</p>
<p>บางครั้งเราอาจรู้สึกเคอะเขินเมื่อเราแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย แต่ตรงกันข้ามกับพระคัมภีร์ที่ไม่ได้ปิดบังการแสดงความรักของพระเจ้า เยเรมีย์ได้บรรยายความรักที่พระเจ้ามีต่อคนของพระองค์ด้วยถ้อยคำอันอ่อนโยนว่า “เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป” (ยรม.31:3) แม้คนของพระองค์ได้หันหลังให้กับพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะนำพวกเขากลับมาสู่สภาพดีและนำพวกเขาเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ โดยตรัสว่า “เราจะมาเพื่อให้อิสราเอลได้พักสงบ” (ข้อ 2 TNCV)</p>
<p>พระเยซูคือการสำแดงขั้นสูงสุดถึงความรักของพระเจ้าที่นำเรากลับมาสู่สภาพดี โดยทรงมอบสันติสุขและการหยุดพักให้แก่ผู้ที่หันมาหาพระองค์ จากรางหญ้าสู่ไม้กางเขนและสู่อุโมงค์ว่างเปล่า พระเยซูทรงเป็นตัวแทนความปรารถนาของพระเจ้าที่จะเรียกผู้คนในโลกที่ดื้อดึงให้มาหาพระองค์ ให้คุณอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วคุณจะเห็นถึงความรักของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจน “เกินจะนับได้” รักนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และคุณจะไม่มีวันมาถึงจุดสิ้นสุดของรักนั้น</p>
<p><em>พระเจ้าทรงสำแดงความรักกับคุณในแบบใดบ้าง คุณจะตอบแทนความรักของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์อย่างสมบูรณ์และข้าพระองค์สัมผัสได้โดยตรง โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะรักพระองค์ด้วยทั้งหมดของชีวิตในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>​เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]</p>
<p>“ฉันรักเธออย่างไร ฉันจะนับให้ดู” เป็นถ้อยคำจากบทกวีชื่อว่าซอนเน็ตจากโปรตุเกส ของเอลิซาเบ็ธ แบร์เร็ต บราวนิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในบทกวีภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยเธอได้เขียนให้กับโรเบิร์ต บราวนิ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน และเขารู้สึกประทับใจมากจึงสนับสนุนให้เธอตีพิมพ์งานรวมบทกวีทั้งหมด แต่เนื่องจากภาษาของบทกวีสื่อถึงอารมณ์อันอ่อนไหว และเธอต้องการสงวนความเป็นส่วนตัวไว้แบร์เร็ตจึงได้จัดพิมพ์ให้ดูเหมือนว่าเป็นบทกวีที่แปลมาจากผู้เขียนชาวโปรตุเกส</p>
<p>บางครั้งเราอาจรู้สึกเคอะเขินเมื่อเราแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย แต่ตรงกันข้ามกับพระคัมภีร์ที่ไม่ได้ปิดบังการแสดงความรักของพระเจ้า เยเรมีย์ได้บรรยายความรักที่พระเจ้ามีต่อคนของพระองค์ด้วยถ้อยคำอันอ่อนโยนว่า “เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป” (ยรม.31:3) แม้คนของพระองค์ได้หันหลังให้กับพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะนำพวกเขากลับมาสู่สภาพดีและนำพวกเขาเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ โดยตรัสว่า “เราจะมาเพื่อให้อิสราเอลได้พักสงบ” (ข้อ 2 TNCV)</p>
<p>พระเยซูคือการสำแดงขั้นสูงสุดถึงความรักของพระเจ้าที่นำเรากลับมาสู่สภาพดี โดยทรงมอบสันติสุขและการหยุดพักให้แก่ผู้ที่หันมาหาพระองค์ จากรางหญ้าสู่ไม้กางเขนและสู่อุโมงค์ว่างเปล่า พระเยซูทรงเป็นตัวแทนความปรารถนาของพระเจ้าที่จะเรียกผู้คนในโลกที่ดื้อดึงให้มาหาพระองค์ ให้คุณอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วคุณจะเห็นถึงความรักของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจน “เกินจะนับได้” รักนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และคุณจะไม่มีวันมาถึงจุดสิ้นสุดของรักนั้น</p>
<p><em>พระเจ้าทรงสำแดงความรักกับคุณในแบบใดบ้าง คุณจะตอบแทนความรักของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์อย่างสมบูรณ์และข้าพระองค์สัมผัสได้โดยตรง โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะรักพระองค์ด้วยทั้งหมดของชีวิตในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 08 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5a4e9ce0/b0ebaf56.mp3" length="13480601" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>843</itunes:duration>
      <itunes:summary>​เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]
“ฉันรักเธออย่างไร ฉันจะนับให้ดู” เป็นถ้อยคำจากบทกวีชื่อว่าซอนเน็ตจากโปรตุเกส ของเอลิซาเบ็ธ แบร์เร็ต บราวนิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในบทกวีภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยเธอได้เขียนให้กับโรเบิร์ต บราวนิ่งก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน และเขารู้สึกประทับใจมากจึงสนับสนุนให้เธอตีพิมพ์งานรวมบทกวีทั้งหมด แต่เนื่องจากภาษาของบทกวีสื่อถึงอารมณ์อันอ่อนไหว และเธอต้องการสงวนความเป็นส่วนตัวไว้แบร์เร็ตจึงได้จัดพิมพ์ให้ดูเหมือนว่าเป็นบทกวีที่แปลมาจากผู้เขียนชาวโปรตุเกส
บางครั้งเราอาจรู้สึกเคอะเขินเมื่อเราแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย แต่ตรงกันข้ามกับพระคัมภีร์ที่ไม่ได้ปิดบังการแสดงความรักของพระเจ้า เยเรมีย์ได้บรรยายความรักที่พระเจ้ามีต่อคนของพระองค์ด้วยถ้อยคำอันอ่อนโยนว่า “เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ เพราะฉะนั้นเราจึงมีความรักมั่นคงต่อเจ้าสืบไป” (ยรม.31:3) แม้คนของพระองค์ได้หันหลังให้กับพระองค์ แต่พระเจ้าก็ทรงสัญญาว่าจะนำพวกเขากลับมาสู่สภาพดีและนำพวกเขาเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ โดยตรัสว่า “เราจะมาเพื่อให้อิสราเอลได้พักสงบ” (ข้อ 2 TNCV)
พระเยซูคือการสำแดงขั้นสูงสุดถึงความรักของพระเจ้าที่นำเรากลับมาสู่สภาพดี โดยทรงมอบสันติสุขและการหยุดพักให้แก่ผู้ที่หันมาหาพระองค์ จากรางหญ้าสู่ไม้กางเขนและสู่อุโมงค์ว่างเปล่า พระเยซูทรงเป็นตัวแทนความปรารถนาของพระเจ้าที่จะเรียกผู้คนในโลกที่ดื้อดึงให้มาหาพระองค์ ให้คุณอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วคุณจะเห็นถึงความรักของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจน “เกินจะนับได้” รักนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และคุณจะไม่มีวันมาถึงจุดสิ้นสุดของรักนั้น
พระเจ้าทรงสำแดงความรักกับคุณในแบบใดบ้าง คุณจะตอบแทนความรักของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้
พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักข้าพระองค์อย่างสมบูรณ์และข้าพระองค์สัมผัสได้โดยตรง โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะรักพระองค์ด้วยทั้งหมดของชีวิตในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>​เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ [ เยเรมีย์ 31:3 ]
“ฉันรักเธออย่างไร ฉันจะนับให้ดู” เป็นถ้อยคำจากบทกวีชื่อว่าซอนเน็ตจากโปรตุเกส ของเอลิซาเบ็ธ แบร์เร็ต บราวนิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในบทกวีภาษาอังกฤษที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยเธอได้เขียนให้กับโรเบิร์ต บราวนิ่งก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระผู้ช่วยที่ช่วยอย่างเต็มใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระผู้ช่วยที่ช่วยอย่างเต็มใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8af0a9e4-dc72-4956-bbb7-69cb42315bdd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4c27a0c7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]</p>
<p>ขณะขับรถในยามดึก นิโคลัสเห็นบ้านหลังหนึ่งไฟไหม้ เขาจึงจอดรถตรงทางเข้าแล้วรีบเข้าไปในบ้านที่ไฟลุกท่วม และพาเด็กสี่คนออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นวัยรุ่นรู้ว่ายังมีเด็กอีกหนึ่งคนอยู่ข้างใน เธอจึงบอกนิโคลัส และเขาก็ไม่ลังเล ที่จะรีบกลับเข้าไปในกองเพลิงนั้น เมื่อติดอยู่บนชั้นสองกับเด็กหญิงอายุหกขวบ เขาจึงทุบหน้าต่างและกระโดดลงมายังที่ปลอดภัยโดยมีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทีมกู้ภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ นิโคลัสเลือกที่จะเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองด้วยการช่วยชีวิตเด็กๆทุกคน</p>
<p>นิโคลัสแสดงความกล้าหาญโดยเต็มใจจะเสียสละความปลอดภัยของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การแสดงความรักอันทรงพลังนี้สะท้อนถึงความรักที่เสียสละแบบเดียวกันที่สำแดงโดยองค์พระผู้ช่วยผู้เต็มใจมอบชีวิตของพระองค์เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและความตาย คือองค์พระเยซู “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) อัครสาวกเปาโลเน้นว่า พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ในสภาพเนื้อหนังและทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ได้ทรงเลือกที่จะสละชีวิตของพระองค์และจ่ายราคาเพื่อบาปของเรา ซึ่งเป็นราคาที่เราไม่มีวันจะจ่ายได้ด้วยตัวเอง “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)</p>
<p>เมื่อเราขอบพระคุณและวางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยที่ช่วยเราอย่างเต็มใจนั้น พระองค์ก็จะมอบกำลังให้เรารักผู้อื่นได้อย่างเสียสละทั้งโดย<br>ทางคำพูดและการกระทำของเรา</p>
<p><em>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อใคร่ครวญถึงราคาที่พระเยซูทรงจ่ายอย่างเต็มใจเพราะพระองค์ทรงรักคุณ คุณจะให้ความต้องการของคนอื่นมาก่อนตัวคุณเองได้อย่างไรในอาทิตย์นี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในการทรงจัดเตรียมของพระองค์ในวันนี้ ในขณะที่ข้าพระองค์ให้ความสำคัญกับผู้อื่นมาก่อนตนเอง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]</p>
<p>ขณะขับรถในยามดึก นิโคลัสเห็นบ้านหลังหนึ่งไฟไหม้ เขาจึงจอดรถตรงทางเข้าแล้วรีบเข้าไปในบ้านที่ไฟลุกท่วม และพาเด็กสี่คนออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นวัยรุ่นรู้ว่ายังมีเด็กอีกหนึ่งคนอยู่ข้างใน เธอจึงบอกนิโคลัส และเขาก็ไม่ลังเล ที่จะรีบกลับเข้าไปในกองเพลิงนั้น เมื่อติดอยู่บนชั้นสองกับเด็กหญิงอายุหกขวบ เขาจึงทุบหน้าต่างและกระโดดลงมายังที่ปลอดภัยโดยมีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทีมกู้ภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ นิโคลัสเลือกที่จะเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองด้วยการช่วยชีวิตเด็กๆทุกคน</p>
<p>นิโคลัสแสดงความกล้าหาญโดยเต็มใจจะเสียสละความปลอดภัยของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การแสดงความรักอันทรงพลังนี้สะท้อนถึงความรักที่เสียสละแบบเดียวกันที่สำแดงโดยองค์พระผู้ช่วยผู้เต็มใจมอบชีวิตของพระองค์เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและความตาย คือองค์พระเยซู “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) อัครสาวกเปาโลเน้นว่า พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ในสภาพเนื้อหนังและทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ได้ทรงเลือกที่จะสละชีวิตของพระองค์และจ่ายราคาเพื่อบาปของเรา ซึ่งเป็นราคาที่เราไม่มีวันจะจ่ายได้ด้วยตัวเอง “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)</p>
<p>เมื่อเราขอบพระคุณและวางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยที่ช่วยเราอย่างเต็มใจนั้น พระองค์ก็จะมอบกำลังให้เรารักผู้อื่นได้อย่างเสียสละทั้งโดย<br>ทางคำพูดและการกระทำของเรา</p>
<p><em>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อใคร่ครวญถึงราคาที่พระเยซูทรงจ่ายอย่างเต็มใจเพราะพระองค์ทรงรักคุณ คุณจะให้ความต้องการของคนอื่นมาก่อนตัวคุณเองได้อย่างไรในอาทิตย์นี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในการทรงจัดเตรียมของพระองค์ในวันนี้ ในขณะที่ข้าพระองค์ให้ความสำคัญกับผู้อื่นมาก่อนตนเอง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 07 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4c27a0c7/9283d748.mp3" length="10887600" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]
ขณะขับรถในยามดึก นิโคลัสเห็นบ้านหลังหนึ่งไฟไหม้ เขาจึงจอดรถตรงทางเข้าแล้วรีบเข้าไปในบ้านที่ไฟลุกท่วม และพาเด็กสี่คนออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นวัยรุ่นรู้ว่ายังมีเด็กอีกหนึ่งคนอยู่ข้างใน เธอจึงบอกนิโคลัส และเขาก็ไม่ลังเล ที่จะรีบกลับเข้าไปในกองเพลิงนั้น เมื่อติดอยู่บนชั้นสองกับเด็กหญิงอายุหกขวบ เขาจึงทุบหน้าต่างและกระโดดลงมายังที่ปลอดภัยโดยมีเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทีมกู้ภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ นิโคลัสเลือกที่จะเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองด้วยการช่วยชีวิตเด็กๆทุกคน
นิโคลัสแสดงความกล้าหาญโดยเต็มใจจะเสียสละความปลอดภัยของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การแสดงความรักอันทรงพลังนี้สะท้อนถึงความรักที่เสียสละแบบเดียวกันที่สำแดงโดยองค์พระผู้ช่วยผู้เต็มใจมอบชีวิตของพระองค์เพื่อปลดปล่อยเราจากบาปและความตาย คือองค์พระเยซู “ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม” (รม.5:6) อัครสาวกเปาโลเน้นว่า พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ในสภาพเนื้อหนังและทรงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ได้ทรงเลือกที่จะสละชีวิตของพระองค์และจ่ายราคาเพื่อบาปของเรา ซึ่งเป็นราคาที่เราไม่มีวันจะจ่ายได้ด้วยตัวเอง “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (ข้อ 8)
เมื่อเราขอบพระคุณและวางใจในพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยที่ช่วยเราอย่างเต็มใจนั้น พระองค์ก็จะมอบกำลังให้เรารักผู้อื่นได้อย่างเสียสละทั้งโดยทางคำพูดและการกระทำของเรา
คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อใคร่ครวญถึงราคาที่พระเยซูทรงจ่ายอย่างเต็มใจเพราะพระองค์ทรงรักคุณ คุณจะให้ความต้องการของคนอื่นมาก่อนตัวคุณเองได้อย่างไรในอาทิตย์นี้
ข้าแต่พระเยซู โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจในการทรงจัดเตรียมของพระองค์ในวันนี้ ในขณะที่ข้าพระองค์ให้ความสำคัญกับผู้อื่นมาก่อนตนเอง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา [ โรม 5:8 ]
ขณะขับรถในยามดึก นิโคลัสเห็นบ้านหลังหนึ่งไฟไหม้ เขาจึงจอดรถตรงทางเข้าแล้วรีบเข้าไปในบ้านที่ไฟลุกท่วม และพาเด็กสี่คนออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นวัยรุ่นรู้ว่ายังมีเด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟูจากพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟูจากพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">61eaf4be-8542-446b-b0fd-fe74fb1e4f16</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2532b3c6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี...เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด [ สดุดี 80:7 ]</p>
<p>ภาพต่างๆที่ส่งมาจากข้อความของเพื่อนนั้นน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ภาพที่เขามอบของขวัญเซอร์ไพรส์ให้ภรรยาเป็นรถฟอร์ดมัสแตงปี 1965 ซึ่งได้รับการฟื้นฟูสภาพใหม่ ภายนอกเป็นสีน้ำเงินเข้มสดใส ขอบโครเมี่ยมแวววาวส่วนภายในหุ้มเบาะใหม่สีดำ และเครื่องยนต์ที่เข้ากันได้กับชิ้นส่วนใหม่อื่นๆ และยังมีภาพรถ “ก่อน” การซ่อมที่เป็นสีเหลืองเก่าๆ ทรุดโทรมและไม่น่าประทับใจ แม้จะนึกภาพย้อนไปได้ยาก แต่ดูเหมือนตอนที่รถคันนี้ถูกผลิตและปล่อยออกจากโรงงาน ก็น่าจะดึงดูดสายตาของผู้คนเช่นกัน แต่กาลเวลา การสึกหรอ และปัจจัยอื่นๆทำให้มันพร้อมแล้วที่จะได้รับการฟื้นฟูสภาพขึ้นใหม่</p>
<p>พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟู! นี่คือสภาพประชากรของพระเจ้าในสดุดี 80 และคำอธิษฐานซ้ำๆว่า “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด” (ข้อ 3, ดูข้อ 7,19) แม้ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะมีทั้งการช่วยกู้จากอียิปต์และการมีถิ่นที่อยู่ใหม่ในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ (ข้อ 8-11) แต่เวลาดีๆเหล่านั้นได้จากไปแล้ว เนื่องจากการกบฎ พวกเขาจึงพบกับพระหัตถ์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า (ข้อ 12-13) ดังนั้นพวกเขาจึงร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงหันกลับเถิดพระเจ้าข้า ขอทรงมองจาก ฟ้าสวรรค์และทรงเห็น” (ข้อ 14)</p>
<p>คุณเคยรู้สึกเบื่อหน่าย ห่างเหินหรือถูกตัดขาดจากพระเจ้าไหม ความชื่นบานอิ่มเอมในจิตใจขาดหายไปหรือไม่ เป็นเพราะเราไม่ได้เข้าส่วนกับพระเยซูและพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่ พระเจ้าทรงสดับฟังคำทูลขอการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของเรา (ข้อ 1) แล้วจะมีสิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ทูลขอต่อพระองค์</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้มีประสบการณ์ถึงพระราชกิจแห่งการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของพระเจ้าส่วนใดของชีวิตคุณที่ต้องการการฟื้นฟูในเวลานี้</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาขอการฟื้นฟูจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นความจำเป็นนี้และรับการฟื้นฟูจากพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี...เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด [ สดุดี 80:7 ]</p>
<p>ภาพต่างๆที่ส่งมาจากข้อความของเพื่อนนั้นน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ภาพที่เขามอบของขวัญเซอร์ไพรส์ให้ภรรยาเป็นรถฟอร์ดมัสแตงปี 1965 ซึ่งได้รับการฟื้นฟูสภาพใหม่ ภายนอกเป็นสีน้ำเงินเข้มสดใส ขอบโครเมี่ยมแวววาวส่วนภายในหุ้มเบาะใหม่สีดำ และเครื่องยนต์ที่เข้ากันได้กับชิ้นส่วนใหม่อื่นๆ และยังมีภาพรถ “ก่อน” การซ่อมที่เป็นสีเหลืองเก่าๆ ทรุดโทรมและไม่น่าประทับใจ แม้จะนึกภาพย้อนไปได้ยาก แต่ดูเหมือนตอนที่รถคันนี้ถูกผลิตและปล่อยออกจากโรงงาน ก็น่าจะดึงดูดสายตาของผู้คนเช่นกัน แต่กาลเวลา การสึกหรอ และปัจจัยอื่นๆทำให้มันพร้อมแล้วที่จะได้รับการฟื้นฟูสภาพขึ้นใหม่</p>
<p>พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟู! นี่คือสภาพประชากรของพระเจ้าในสดุดี 80 และคำอธิษฐานซ้ำๆว่า “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด” (ข้อ 3, ดูข้อ 7,19) แม้ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะมีทั้งการช่วยกู้จากอียิปต์และการมีถิ่นที่อยู่ใหม่ในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ (ข้อ 8-11) แต่เวลาดีๆเหล่านั้นได้จากไปแล้ว เนื่องจากการกบฎ พวกเขาจึงพบกับพระหัตถ์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า (ข้อ 12-13) ดังนั้นพวกเขาจึงร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงหันกลับเถิดพระเจ้าข้า ขอทรงมองจาก ฟ้าสวรรค์และทรงเห็น” (ข้อ 14)</p>
<p>คุณเคยรู้สึกเบื่อหน่าย ห่างเหินหรือถูกตัดขาดจากพระเจ้าไหม ความชื่นบานอิ่มเอมในจิตใจขาดหายไปหรือไม่ เป็นเพราะเราไม่ได้เข้าส่วนกับพระเยซูและพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่ พระเจ้าทรงสดับฟังคำทูลขอการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของเรา (ข้อ 1) แล้วจะมีสิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ทูลขอต่อพระองค์</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้มีประสบการณ์ถึงพระราชกิจแห่งการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของพระเจ้าส่วนใดของชีวิตคุณที่ต้องการการฟื้นฟูในเวลานี้</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาขอการฟื้นฟูจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นความจำเป็นนี้และรับการฟื้นฟูจากพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 06 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2532b3c6/241610bb.mp3" length="11461258" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี...เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด [ สดุดี 80:7 ]
ภาพต่างๆที่ส่งมาจากข้อความของเพื่อนนั้นน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ภาพที่เขามอบของขวัญเซอร์ไพรส์ให้ภรรยาเป็นรถฟอร์ดมัสแตงปี 1965 ซึ่งได้รับการฟื้นฟูสภาพใหม่ ภายนอกเป็นสีน้ำเงินเข้มสดใส ขอบโครเมี่ยมแวววาวส่วนภายในหุ้มเบาะใหม่สีดำ และเครื่องยนต์ที่เข้ากันได้กับชิ้นส่วนใหม่อื่นๆ และยังมีภาพรถ “ก่อน” การซ่อมที่เป็นสีเหลืองเก่าๆ ทรุดโทรมและไม่น่าประทับใจ แม้จะนึกภาพย้อนไปได้ยาก แต่ดูเหมือนตอนที่รถคันนี้ถูกผลิตและปล่อยออกจากโรงงาน ก็น่าจะดึงดูดสายตาของผู้คนเช่นกัน แต่กาลเวลา การสึกหรอ และปัจจัยอื่นๆทำให้มันพร้อมแล้วที่จะได้รับการฟื้นฟูสภาพขึ้นใหม่
พร้อมแล้วสำหรับการฟื้นฟู! นี่คือสภาพประชากรของพระเจ้าในสดุดี 80 และคำอธิษฐานซ้ำๆว่า “ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด” (ข้อ 3, ดูข้อ 7,19) แม้ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะมีทั้งการช่วยกู้จากอียิปต์และการมีถิ่นที่อยู่ใหม่ในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ (ข้อ 8-11) แต่เวลาดีๆเหล่านั้นได้จากไปแล้ว เนื่องจากการกบฎ พวกเขาจึงพบกับพระหัตถ์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า (ข้อ 12-13) ดังนั้นพวกเขาจึงร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงหันกลับเถิดพระเจ้าข้า ขอทรงมองจาก ฟ้าสวรรค์และทรงเห็น” (ข้อ 14)
คุณเคยรู้สึกเบื่อหน่าย ห่างเหินหรือถูกตัดขาดจากพระเจ้าไหม ความชื่นบานอิ่มเอมในจิตใจขาดหายไปหรือไม่ เป็นเพราะเราไม่ได้เข้าส่วนกับพระเยซูและพระประสงค์ของพระองค์หรือไม่ พระเจ้าทรงสดับฟังคำทูลขอการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของเรา (ข้อ 1) แล้วจะมีสิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ทูลขอต่อพระองค์
เมื่อใดที่คุณได้มีประสบการณ์ถึงพระราชกิจแห่งการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพดีของพระเจ้าส่วนใดของชีวิตคุณที่ต้องการการฟื้นฟูในเวลานี้
พระบิดาเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาขอการฟื้นฟูจากพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เห็นความจำเป็นนี้และรับการฟื้นฟูจากพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี...เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด [ สดุดี 80:7 ]
ภาพต่างๆที่ส่งมาจากข้อความของเพื่อนนั้นน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ภาพที่เขามอบของขวัญเซอร์ไพรส์ให้ภรรยาเป็นรถฟอร์ดมัสแตงปี 1965 ซึ่งได้รับการฟื้นฟูสภา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหมายของมดยอบ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความหมายของมดยอบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8672094e-f756-4e6b-8af9-1c3b33054dc8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/28067988</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ [ มัทธิว 2:11 ]</p>
<p>วันนี้เป็นวันเอพิฟานี (Epiphany) คือวันระลึกถึงเหตุการณ์ที่มีบรรยายไว้ในบทเพลงคริสต์มาสที่ชื่อ “เราทั้งสามคือพวกโหรา” เมื่อนักปราชญ์ชาวต่างชาติพากันมาหาพระกุมารเยซู และดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะมีมากกว่าสามคน</p>
<p>แต่ของขวัญนั้นมีสามอย่าง และบทเพลงนี้พูดถึงของขวัญแต่ละอย่าง เมื่อโหราจารย์มาถึงเมืองเบธเลเฮม “แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ” (มธ.2:11) ของขวัญนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงภารกิจของพระเยซู ทองคำแสดงถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะกษัตริย์ กำยานผสมกับเครื่องหอมที่เผาในพระวิหารหมายถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ส่วนมดยอบที่ใช้รักษาสภาพศพนั้นทำให้เราต้องหยุดคิด</p>
<p>บทที่สี่ของเนื้อเพลงกล่าวว่า “มดยอบเป็นของฉัน กลิ่นหอมอันแสนขมเป็นกลิ่นแห่งชีวิตอันหมองหม่น ความเศร้าโศก เสียงถอนหายใจ โลหิตที่หลั่งไหล การสิ้นพระชนม์ ได้ถูกผนึกไว้ในสุสานหินอันเยือกเย็น”(ถอดความตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ) เราคงไม่เขียนฉากนี้เข้าไปในเรื่อง แต่พระเจ้าได้ทรงเขียนเอาไว้ ความตายของพระเยซูเป็นศูนย์กลางแห่งความรอดของเรา แม้แต่เฮโรดก็ยังพยายามจะประหารพระเยซูขณะที่พระองค์ยังเป็นเด็ก (ข้อ 13)</p>
<p>บทสุดท้ายของเพลงนี้ผสานทั้งสามสิ่งเข้าด้วยกันว่า “ดูเถิด บัดนี้พระองค์ทรงพระเกียรติ ทรงเป็นราชา เป็นพระเจ้า และเป็นเครื่องบูชา” และนี่ทำให้เรื่องราวคริสต์มาสจบลงอย่างสมบูรณ์ จุดประกายให้เราอดไม่ได้ที่จะร้องตอบว่า “ฮาเลลูยา ฮาเลลูยา ดังก้องทั่วผืนดินและท้องฟ้า”</p>
<p><em>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อใคร่ครวญถึงความจริงที่ว่าพระเยซูทรงบังเกิดมาเพื่อที่จะสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้คุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอองค์พระวิญญาณทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ดำเนินชีวิตด้วยใจขอบพระคุณที่พระบุตรของพระองค์ได้ประทานชีวิตเพื่อข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ [ มัทธิว 2:11 ]</p>
<p>วันนี้เป็นวันเอพิฟานี (Epiphany) คือวันระลึกถึงเหตุการณ์ที่มีบรรยายไว้ในบทเพลงคริสต์มาสที่ชื่อ “เราทั้งสามคือพวกโหรา” เมื่อนักปราชญ์ชาวต่างชาติพากันมาหาพระกุมารเยซู และดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะมีมากกว่าสามคน</p>
<p>แต่ของขวัญนั้นมีสามอย่าง และบทเพลงนี้พูดถึงของขวัญแต่ละอย่าง เมื่อโหราจารย์มาถึงเมืองเบธเลเฮม “แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ” (มธ.2:11) ของขวัญนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงภารกิจของพระเยซู ทองคำแสดงถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะกษัตริย์ กำยานผสมกับเครื่องหอมที่เผาในพระวิหารหมายถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ส่วนมดยอบที่ใช้รักษาสภาพศพนั้นทำให้เราต้องหยุดคิด</p>
<p>บทที่สี่ของเนื้อเพลงกล่าวว่า “มดยอบเป็นของฉัน กลิ่นหอมอันแสนขมเป็นกลิ่นแห่งชีวิตอันหมองหม่น ความเศร้าโศก เสียงถอนหายใจ โลหิตที่หลั่งไหล การสิ้นพระชนม์ ได้ถูกผนึกไว้ในสุสานหินอันเยือกเย็น”(ถอดความตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ) เราคงไม่เขียนฉากนี้เข้าไปในเรื่อง แต่พระเจ้าได้ทรงเขียนเอาไว้ ความตายของพระเยซูเป็นศูนย์กลางแห่งความรอดของเรา แม้แต่เฮโรดก็ยังพยายามจะประหารพระเยซูขณะที่พระองค์ยังเป็นเด็ก (ข้อ 13)</p>
<p>บทสุดท้ายของเพลงนี้ผสานทั้งสามสิ่งเข้าด้วยกันว่า “ดูเถิด บัดนี้พระองค์ทรงพระเกียรติ ทรงเป็นราชา เป็นพระเจ้า และเป็นเครื่องบูชา” และนี่ทำให้เรื่องราวคริสต์มาสจบลงอย่างสมบูรณ์ จุดประกายให้เราอดไม่ได้ที่จะร้องตอบว่า “ฮาเลลูยา ฮาเลลูยา ดังก้องทั่วผืนดินและท้องฟ้า”</p>
<p><em>คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อใคร่ครวญถึงความจริงที่ว่าพระเยซูทรงบังเกิดมาเพื่อที่จะสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้คุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอองค์พระวิญญาณทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ดำเนินชีวิตด้วยใจขอบพระคุณที่พระบุตรของพระองค์ได้ประทานชีวิตเพื่อข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 05 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/28067988/215d8933.mp3" length="11960895" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>748</itunes:duration>
      <itunes:summary>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ [ มัทธิว 2:11 ]
วันนี้เป็นวันเอพิฟานี (Epiphany) คือวันระลึกถึงเหตุการณ์ที่มีบรรยายไว้ในบทเพลงคริสต์มาสที่ชื่อ “เราทั้งสามคือพวกโหรา” เมื่อนักปราชญ์ชาวต่างชาติพากันมาหาพระกุมารเยซู และดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะมีมากกว่าสามคน
แต่ของขวัญนั้นมีสามอย่าง และบทเพลงนี้พูดถึงของขวัญแต่ละอย่าง เมื่อโหราจารย์มาถึงเมืองเบธเลเฮม “แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ” (มธ.2:11) ของขวัญนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงภารกิจของพระเยซู ทองคำแสดงถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะกษัตริย์ กำยานผสมกับเครื่องหอมที่เผาในพระวิหารหมายถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ส่วนมดยอบที่ใช้รักษาสภาพศพนั้นทำให้เราต้องหยุดคิด
บทที่สี่ของเนื้อเพลงกล่าวว่า “มดยอบเป็นของฉัน กลิ่นหอมอันแสนขมเป็นกลิ่นแห่งชีวิตอันหมองหม่น ความเศร้าโศก เสียงถอนหายใจ โลหิตที่หลั่งไหล การสิ้นพระชนม์ ได้ถูกผนึกไว้ในสุสานหินอันเยือกเย็น”(ถอดความตามต้นฉบับภาษาอังกฤษ) เราคงไม่เขียนฉากนี้เข้าไปในเรื่อง แต่พระเจ้าได้ทรงเขียนเอาไว้ ความตายของพระเยซูเป็นศูนย์กลางแห่งความรอดของเรา แม้แต่เฮโรดก็ยังพยายามจะประหารพระเยซูขณะที่พระองค์ยังเป็นเด็ก (ข้อ 13)
บทสุดท้ายของเพลงนี้ผสานทั้งสามสิ่งเข้าด้วยกันว่า “ดูเถิด บัดนี้พระองค์ทรงพระเกียรติ ทรงเป็นราชา เป็นพระเจ้า และเป็นเครื่องบูชา” และนี่ทำให้เรื่องราวคริสต์มาสจบลงอย่างสมบูรณ์ จุดประกายให้เราอดไม่ได้ที่จะร้องตอบว่า “ฮาเลลูยา ฮาเลลูยา ดังก้องทั่วผืนดินและท้องฟ้า”
คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อใคร่ครวญถึงความจริงที่ว่าพระเยซูทรงบังเกิดมาเพื่อที่จะสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้คุณอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ ขอองค์พระวิญญาณทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ดำเนินชีวิตด้วยใจขอบพระคุณที่พระบุตรของพระองค์ได้ประทานชีวิตเพื่อข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ [ มัทธิว 2:11 ]
วันนี้เป็นวันเอพิฟานี (Epiphany) คือวันระลึกถึงเหตุการณ์ที่มีบรรยายไว้ในบทเพลงคริสต์มาสที่ชื่อ “เราทั้งสามคือพวกโหรา” เมื่อนักปราชญ์ชาวต่างชาติพากันมา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าที่ทางแยก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าที่ทางแยก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b454bd35-9f1f-47ad-a940-5fac047bba0e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/25ada097</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหา...ว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น [ เยเรมีย์ 6:16 ]</p>
<p>สามีของฉันป่วยมาหลายวันจนเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้น เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลรับตัวเขาไว้ทันที แต่ละวันผ่านไปอาการของเขาดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันต้องเผชิญกับทางเลือกที่น่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างการอยู่กับสามีหรือการเดินทางไปทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้คนและโครงการต่างๆมากมาย สามียืนยันกับฉันว่าเขาไม่เป็นไร แต่ฉันรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะต้องเลือกระหว่างสามีและงาน </p>
<p>คนของพระเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เมื่อมาถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจของชีวิต บ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นในคำแนะนำที่พระองค์ทรงบอกไว้ ดังนั้นโมเสสจึงเรียกร้องให้พวกเขา “เลือกเอาข้างชีวิต” ด้วยการทำตามพระบัญชาของพระองค์ (ฉธบ.30:19) ต่อมาผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบคำแนะนำให้กับบรรดาผู้ที่ดื้อดึงต่อพระเจ้า โดยขอร้องให้พวกเขาเดินตามทางของพระองค์ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้นว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น” (ยรม.6:16) เส้นทางโบราณแห่งพระคัมภีร์และสิ่งที่พระเจ้าเคยจัดเตรียมไว้ให้เราในอดีตสามารถนำทางเราได้</p>
<p>ฉันนึกภาพว่าตัวเองยืนอยู่ตรงถนนที่เป็นทางแยกจริงๆและนำรูปแบบคำสอนที่ทรงปัญญาของเยเรมีย์มาประยุกต์ใช้ สามีต้องการฉัน งานของฉันก็เช่นกัน และตอนนั้นเองหัวหน้าก็โทรมาหาและหนุนใจให้ฉันอยู่บ้าน ฉันหยุดคิดและขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงจัดเตรียมของพระองค์ที่ทางแยกนั้น ทางที่พระเจ้านำเราไปนั้นมักไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนเสมอไป แต่จะปรากฏแน่นอน เมื่อเรายืนอยู่ที่ทางแยก ให้เราแน่ใจว่าเรามองหาพระองค์</p>
<p><em>คุณต้องการคำแนะนำให้ไปทางไหนในวันนี้ พระเจ้าจะทรงสำแดงพระองค์กับคุณอย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ไม่แน่ใจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยืนอยู่ที่ทางแยกนั้น และมองหาการจัดเตรียมของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหา...ว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น [ เยเรมีย์ 6:16 ]</p>
<p>สามีของฉันป่วยมาหลายวันจนเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้น เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลรับตัวเขาไว้ทันที แต่ละวันผ่านไปอาการของเขาดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันต้องเผชิญกับทางเลือกที่น่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างการอยู่กับสามีหรือการเดินทางไปทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้คนและโครงการต่างๆมากมาย สามียืนยันกับฉันว่าเขาไม่เป็นไร แต่ฉันรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะต้องเลือกระหว่างสามีและงาน </p>
<p>คนของพระเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เมื่อมาถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจของชีวิต บ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นในคำแนะนำที่พระองค์ทรงบอกไว้ ดังนั้นโมเสสจึงเรียกร้องให้พวกเขา “เลือกเอาข้างชีวิต” ด้วยการทำตามพระบัญชาของพระองค์ (ฉธบ.30:19) ต่อมาผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบคำแนะนำให้กับบรรดาผู้ที่ดื้อดึงต่อพระเจ้า โดยขอร้องให้พวกเขาเดินตามทางของพระองค์ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้นว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น” (ยรม.6:16) เส้นทางโบราณแห่งพระคัมภีร์และสิ่งที่พระเจ้าเคยจัดเตรียมไว้ให้เราในอดีตสามารถนำทางเราได้</p>
<p>ฉันนึกภาพว่าตัวเองยืนอยู่ตรงถนนที่เป็นทางแยกจริงๆและนำรูปแบบคำสอนที่ทรงปัญญาของเยเรมีย์มาประยุกต์ใช้ สามีต้องการฉัน งานของฉันก็เช่นกัน และตอนนั้นเองหัวหน้าก็โทรมาหาและหนุนใจให้ฉันอยู่บ้าน ฉันหยุดคิดและขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงจัดเตรียมของพระองค์ที่ทางแยกนั้น ทางที่พระเจ้านำเราไปนั้นมักไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนเสมอไป แต่จะปรากฏแน่นอน เมื่อเรายืนอยู่ที่ทางแยก ให้เราแน่ใจว่าเรามองหาพระองค์</p>
<p><em>คุณต้องการคำแนะนำให้ไปทางไหนในวันนี้ พระเจ้าจะทรงสำแดงพระองค์กับคุณอย่างไรบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ไม่แน่ใจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยืนอยู่ที่ทางแยกนั้น และมองหาการจัดเตรียมของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 04 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/25ada097/1d589630.mp3" length="12363808" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>773</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหา...ว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น [ เยเรมีย์ 6:16 ]
สามีของฉันป่วยมาหลายวันจนเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้น เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลรับตัวเขาไว้ทันที แต่ละวันผ่านไปอาการของเขาดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอที่จะออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันต้องเผชิญกับทางเลือกที่น่าลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างการอยู่กับสามีหรือการเดินทางไปทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้คนและโครงการต่างๆมากมาย สามียืนยันกับฉันว่าเขาไม่เป็นไร แต่ฉันรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะต้องเลือกระหว่างสามีและงาน 
คนของพระเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์เมื่อมาถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจของชีวิต บ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเขาไม่ได้ยึดมั่นในคำแนะนำที่พระองค์ทรงบอกไว้ ดังนั้นโมเสสจึงเรียกร้องให้พวกเขา “เลือกเอาข้างชีวิต” ด้วยการทำตามพระบัญชาของพระองค์ (ฉธบ.30:19) ต่อมาผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ได้มอบคำแนะนำให้กับบรรดาผู้ที่ดื้อดึงต่อพระเจ้า โดยขอร้องให้พวกเขาเดินตามทางของพระองค์ว่า “จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหาทางโบราณนั้นว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น” (ยรม.6:16) เส้นทางโบราณแห่งพระคัมภีร์และสิ่งที่พระเจ้าเคยจัดเตรียมไว้ให้เราในอดีตสามารถนำทางเราได้
ฉันนึกภาพว่าตัวเองยืนอยู่ตรงถนนที่เป็นทางแยกจริงๆและนำรูปแบบคำสอนที่ทรงปัญญาของเยเรมีย์มาประยุกต์ใช้ สามีต้องการฉัน งานของฉันก็เช่นกัน และตอนนั้นเองหัวหน้าก็โทรมาหาและหนุนใจให้ฉันอยู่บ้าน ฉันหยุดคิดและขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงจัดเตรียมของพระองค์ที่ทางแยกนั้น ทางที่พระเจ้านำเราไปนั้นมักไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนเสมอไป แต่จะปรากฏแน่นอน เมื่อเรายืนอยู่ที่ทางแยก ให้เราแน่ใจว่าเรามองหาพระองค์
คุณต้องการคำแนะนำให้ไปทางไหนในวันนี้ พระเจ้าจะทรงสำแดงพระองค์กับคุณอย่างไรบ้าง
ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ไม่แน่ใจ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยืนอยู่ที่ทางแยกนั้น และมองหาการจัดเตรียมของพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงยืนที่ถนนและมองให้ดี และถามหา...ว่าทางดีอยู่ที่ไหน แล้วจงเดินในทางนั้น [ เยเรมีย์ 6:16 ]
สามีของฉันป่วยมาหลายวันจนเมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงขึ้น เขาจึงต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน โรงพยาบาลรับตัวเขาไว้ทันที แต่ละวันผ่านไปอาการของเขาดีขึ้น แต่ยังไม่ดีพอที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สัตย์ซื่ออย่างเงียบๆ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สัตย์ซื่ออย่างเงียบๆ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0cc57b17-e6ae-442e-8507-6018f55ae2f2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1e1927ec</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง [ 1 เธสะโลนิกา 4:11 ]</p>
<p>ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้องใช้จัดเรียงไว้อย่างเพียงพอ ทุกอย่างดูดีมาก</p>
<p>แล้วผมก็เห็นเขา ชายคนหนึ่งคอยเติมอาหารและคอยเช็ดนั่นเช็ดนี่อยู่อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกตเลย แต่ยิ่งผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานขึ้นผมก็ยิ่งประทับใจ ชายคนนี้ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยดูทุกอย่างและคอยเติมอาหารก่อนที่จะมีใครถาม ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบริการอาหารคนหนึ่ง ผมสังเกตว่าเขาจะคอยใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพราะชายคนนี้ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็น</p>
<p>การมองดูชายคนนี้ทำงานอย่างเอาใจใส่ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของเปาโลในเธสะโลนิกาที่ว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว …เพื่อท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก” (1 ธส.4:11-12) เปาโลเข้าใจว่าการเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นที่นับถือของคนอื่นได้ จากการนำเสนอคำพยานแบบเงียบๆ ว่าพระกิตติคุณมีผลทำให้การบริการผู้อื่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นการกระทำที่มีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย</p>
<p>ผมไม่รู้ว่าชายคนที่ผมเห็นวันนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่ แต่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความขยันขันแข็งแบบเงียบๆ ของเขาที่เตือนผมให้พึ่งพาในพระเจ้า เพื่อจะใช้ชีวิตด้วยความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆที่สะท้อนพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของ พระองค์</p>
<p><em>ความเชื่อของคุณควรส่งผลต่อวิธีการทำงานของคุณอย่างไร การเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นคำพยานที่ทรงพลังได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำว่าในแผ่นดินของพระองค์นั้น ไม่มีงานใดที่เล็กน้อย และให้ข้าพระองค์รับใช้พระองค์อย่างสัตย์ซื่อในแต่ละวัน โดยรับรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ๆ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง [ 1 เธสะโลนิกา 4:11 ]</p>
<p>ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้องใช้จัดเรียงไว้อย่างเพียงพอ ทุกอย่างดูดีมาก</p>
<p>แล้วผมก็เห็นเขา ชายคนหนึ่งคอยเติมอาหารและคอยเช็ดนั่นเช็ดนี่อยู่อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกตเลย แต่ยิ่งผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานขึ้นผมก็ยิ่งประทับใจ ชายคนนี้ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยดูทุกอย่างและคอยเติมอาหารก่อนที่จะมีใครถาม ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบริการอาหารคนหนึ่ง ผมสังเกตว่าเขาจะคอยใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพราะชายคนนี้ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็น</p>
<p>การมองดูชายคนนี้ทำงานอย่างเอาใจใส่ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของเปาโลในเธสะโลนิกาที่ว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว …เพื่อท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก” (1 ธส.4:11-12) เปาโลเข้าใจว่าการเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นที่นับถือของคนอื่นได้ จากการนำเสนอคำพยานแบบเงียบๆ ว่าพระกิตติคุณมีผลทำให้การบริการผู้อื่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นการกระทำที่มีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย</p>
<p>ผมไม่รู้ว่าชายคนที่ผมเห็นวันนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่ แต่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความขยันขันแข็งแบบเงียบๆ ของเขาที่เตือนผมให้พึ่งพาในพระเจ้า เพื่อจะใช้ชีวิตด้วยความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆที่สะท้อนพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของ พระองค์</p>
<p><em>ความเชื่อของคุณควรส่งผลต่อวิธีการทำงานของคุณอย่างไร การเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นคำพยานที่ทรงพลังได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำว่าในแผ่นดินของพระองค์นั้น ไม่มีงานใดที่เล็กน้อย และให้ข้าพระองค์รับใช้พระองค์อย่างสัตย์ซื่อในแต่ละวัน โดยรับรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ๆ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 03 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1e1927ec/f6ff13cc.mp3" length="10699920" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>669</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง [ 1 เธสะโลนิกา 4:11 ]
ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้องใช้จัดเรียงไว้อย่างเพียงพอ ทุกอย่างดูดีมาก
แล้วผมก็เห็นเขา ชายคนหนึ่งคอยเติมอาหารและคอยเช็ดนั่นเช็ดนี่อยู่อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกตเลย แต่ยิ่งผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานขึ้นผมก็ยิ่งประทับใจ ชายคนนี้ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยดูทุกอย่างและคอยเติมอาหารก่อนที่จะมีใครถาม ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบริการอาหารคนหนึ่ง ผมสังเกตว่าเขาจะคอยใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพราะชายคนนี้ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็น
การมองดูชายคนนี้ทำงานอย่างเอาใจใส่ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของเปาโลในเธสะโลนิกาที่ว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว …เพื่อท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก” (1 ธส.4:11-12) เปาโลเข้าใจว่าการเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นที่นับถือของคนอื่นได้ จากการนำเสนอคำพยานแบบเงียบๆ ว่าพระกิตติคุณมีผลทำให้การบริการผู้อื่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นการกระทำที่มีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย
ผมไม่รู้ว่าชายคนที่ผมเห็นวันนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่ แต่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความขยันขันแข็งแบบเงียบๆ ของเขาที่เตือนผมให้พึ่งพาในพระเจ้า เพื่อจะใช้ชีวิตด้วยความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆที่สะท้อนพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของ พระองค์
ความเชื่อของคุณควรส่งผลต่อวิธีการทำงานของคุณอย่างไร การเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นคำพยานที่ทรงพลังได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์จดจำว่าในแผ่นดินของพระองค์นั้น ไม่มีงานใดที่เล็กน้อย และให้ข้าพระองค์รับใช้พระองค์อย่างสัตย์ซื่อในแต่ละวัน โดยรับรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ๆ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง [ 1 เธสะโลนิกา 4:11 ]
ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้อ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองเห็นความหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มองเห็นความหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">490ec44b-92ab-437a-af95-9414f42a3612</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d352a40b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอความรักมั่นคงของพระองค์ จงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามที่ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ [ สดุดี 33:22 ]</p>
<p>นักสมุทรศาสตร์ซิลเวีย เอิร์ลได้เห็นความเสื่อมโทรมของแนวปะการังด้วยตัวของเธอเอง เธอจึงได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่ามิชชั่นบลู ที่อุทิศตนเพื่อสร้าง “โฮปสปอต” หรือพื้นที่แห่งความหวังขึ้น พื้นที่พิเศษนี้มีอยู่ทั่วโลกและ “สำคัญต่อสภาพความสมบูรณ์ของมหาสมุทร” ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตของเราบนโลกนี้ เมื่อพื้นที่เหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดี นักวิทยาศาสตร์จึงได้เห็นความสัมพันธ์ของโลกใต้น้ำได้รับการฟื้นฟูและสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธ์ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้</p>
<p>ในสดุดี 33 ผู้เขียนยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ตรัสให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นและทรงรับรองว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นตั้งมั่นคง (ข้อ 6-9) ขณะที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือชนทุกชั่วชาติพันธุ์ (ข้อ 11-19) พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นผู้ช่วยชีวิต และทำให้ความหวังมีพลัง ถึงกระนั้นพระเจ้าได้ทรงเชิญให้เรามาร่วมกับพระองค์ในการดูแลเอาใจใส่โลกและผู้คนที่พระองค์ทรงสร้าง</p>
<p>ทุกครั้งที่เราสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสายรุ้งบางเบาที่พาดผ่านท้องฟ้าสีเทาที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ หรือคลื่นระยิบระยับของมหาสมุทรที่โหมซัดโขดหิน เราก็สามารถประกาศถึง “ความรักมั่นคง” และการทรงสถิตของพระองค์ เมื่อเรา “หวังใจ” ในพระองค์ (ข้อ 22)</p>
<p>ในยามที่เราถูกทดลองให้รู้สึกท้อแท้หรือเกิดความกลัวเมื่อคิดถึงสภาพปัจจุบันของโลกนี้ เราอาจเริ่มเชื่อว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่เมื่อเราในฐานะสมาชิกทีมรักษ์โลกของพระเจ้าทำในส่วนของเรา เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าในฐานะองค์พระผู้สร้าง และช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นความหวังเมื่อเขามอบความไว้วางใจให้พระเยซู</p>
<p><em>พระเจ้าทรงใช้ธรรมชาติเพื่อยืนยันถึงความหวังที่คุณมีในพระองค์อย่างไร คุณสามารถรับใช้ในฐานะส่วนหนึ่งในทีมรักษ์โลกของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่องค์พระผู้สร้างและผู้ค้ำจุนผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เป็นผู้ที่มองเห็นความหวังและรับใช้อย่างสัตย์ซื่อในทีมรักษ์โลกของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอความรักมั่นคงของพระองค์ จงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามที่ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ [ สดุดี 33:22 ]</p>
<p>นักสมุทรศาสตร์ซิลเวีย เอิร์ลได้เห็นความเสื่อมโทรมของแนวปะการังด้วยตัวของเธอเอง เธอจึงได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่ามิชชั่นบลู ที่อุทิศตนเพื่อสร้าง “โฮปสปอต” หรือพื้นที่แห่งความหวังขึ้น พื้นที่พิเศษนี้มีอยู่ทั่วโลกและ “สำคัญต่อสภาพความสมบูรณ์ของมหาสมุทร” ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตของเราบนโลกนี้ เมื่อพื้นที่เหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดี นักวิทยาศาสตร์จึงได้เห็นความสัมพันธ์ของโลกใต้น้ำได้รับการฟื้นฟูและสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธ์ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้</p>
<p>ในสดุดี 33 ผู้เขียนยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ตรัสให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นและทรงรับรองว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นตั้งมั่นคง (ข้อ 6-9) ขณะที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือชนทุกชั่วชาติพันธุ์ (ข้อ 11-19) พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นผู้ช่วยชีวิต และทำให้ความหวังมีพลัง ถึงกระนั้นพระเจ้าได้ทรงเชิญให้เรามาร่วมกับพระองค์ในการดูแลเอาใจใส่โลกและผู้คนที่พระองค์ทรงสร้าง</p>
<p>ทุกครั้งที่เราสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสายรุ้งบางเบาที่พาดผ่านท้องฟ้าสีเทาที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ หรือคลื่นระยิบระยับของมหาสมุทรที่โหมซัดโขดหิน เราก็สามารถประกาศถึง “ความรักมั่นคง” และการทรงสถิตของพระองค์ เมื่อเรา “หวังใจ” ในพระองค์ (ข้อ 22)</p>
<p>ในยามที่เราถูกทดลองให้รู้สึกท้อแท้หรือเกิดความกลัวเมื่อคิดถึงสภาพปัจจุบันของโลกนี้ เราอาจเริ่มเชื่อว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่เมื่อเราในฐานะสมาชิกทีมรักษ์โลกของพระเจ้าทำในส่วนของเรา เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าในฐานะองค์พระผู้สร้าง และช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นความหวังเมื่อเขามอบความไว้วางใจให้พระเยซู</p>
<p><em>พระเจ้าทรงใช้ธรรมชาติเพื่อยืนยันถึงความหวังที่คุณมีในพระองค์อย่างไร คุณสามารถรับใช้ในฐานะส่วนหนึ่งในทีมรักษ์โลกของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่องค์พระผู้สร้างและผู้ค้ำจุนผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เป็นผู้ที่มองเห็นความหวังและรับใช้อย่างสัตย์ซื่อในทีมรักษ์โลกของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 02 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d352a40b/61e08822.mp3" length="11686294" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>731</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอความรักมั่นคงของพระองค์ จงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามที่ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ [ สดุดี 33:22 ]
นักสมุทรศาสตร์ซิลเวีย เอิร์ลได้เห็นความเสื่อมโทรมของแนวปะการังด้วยตัวของเธอเอง เธอจึงได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่ามิชชั่นบลู ที่อุทิศตนเพื่อสร้าง “โฮปสปอต” หรือพื้นที่แห่งความหวังขึ้น พื้นที่พิเศษนี้มีอยู่ทั่วโลกและ “สำคัญต่อสภาพความสมบูรณ์ของมหาสมุทร” ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตของเราบนโลกนี้ เมื่อพื้นที่เหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดี นักวิทยาศาสตร์จึงได้เห็นความสัมพันธ์ของโลกใต้น้ำได้รับการฟื้นฟูและสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธ์ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้
ในสดุดี 33 ผู้เขียนยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ตรัสให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นและทรงรับรองว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้นตั้งมั่นคง (ข้อ 6-9) ขณะที่พระเจ้าทรงปกครองเหนือชนทุกชั่วชาติพันธุ์ (ข้อ 11-19) พระองค์เท่านั้นทรงเป็นผู้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เป็นผู้ช่วยชีวิต และทำให้ความหวังมีพลัง ถึงกระนั้นพระเจ้าได้ทรงเชิญให้เรามาร่วมกับพระองค์ในการดูแลเอาใจใส่โลกและผู้คนที่พระองค์ทรงสร้าง
ทุกครั้งที่เราสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสายรุ้งบางเบาที่พาดผ่านท้องฟ้าสีเทาที่เต็มไปด้วยก้อนเมฆ หรือคลื่นระยิบระยับของมหาสมุทรที่โหมซัดโขดหิน เราก็สามารถประกาศถึง “ความรักมั่นคง” และการทรงสถิตของพระองค์ เมื่อเรา “หวังใจ” ในพระองค์ (ข้อ 22)
ในยามที่เราถูกทดลองให้รู้สึกท้อแท้หรือเกิดความกลัวเมื่อคิดถึงสภาพปัจจุบันของโลกนี้ เราอาจเริ่มเชื่อว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่เมื่อเราในฐานะสมาชิกทีมรักษ์โลกของพระเจ้าทำในส่วนของเรา เราก็จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าในฐานะองค์พระผู้สร้าง และช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นความหวังเมื่อเขามอบความไว้วางใจให้พระเยซู
พระเจ้าทรงใช้ธรรมชาติเพื่อยืนยันถึงความหวังที่คุณมีในพระองค์อย่างไร คุณสามารถรับใช้ในฐานะส่วนหนึ่งในทีมรักษ์โลกของพระองค์อย่างไร
ข้าแต่องค์พระผู้สร้างและผู้ค้ำจุนผู้เปี่ยมด้วยความรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เป็นผู้ที่มองเห็นความหวังและรับใช้อย่างสัตย์ซื่อในทีมรักษ์โลกของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอความรักมั่นคงของพระองค์ จงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามที่ข้าพระองค์หวังใจในพระองค์ [ สดุดี 33:22 ]
นักสมุทรศาสตร์ซิลเวีย เอิร์ลได้เห็นความเสื่อมโทรมของแนวปะการังด้วยตัวของเธอเอง เธอจึงได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่ามิชชั่นบลู ที่อุทิศตนเพื่อสร้าง “โฮปสปอต” ห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แล้วพระบุตรทรงเป็นขึ้นจากความตาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แล้วพระบุตรทรงเป็นขึ้นจากความตาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2759acf4-7205-43df-b47e-82b437aaf0ed</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/93879d5b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก [ ปัญญาจารย์ 1:5 ]</p>
<p>นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์มีจุดเด่นของเรื่องเป็นกลุ่มเพื่อนนักดื่มที่เพิ่งรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขามีแผลเป็นตามร่างกายและในจิตใจจากหายนะของสงคราม และพยายามบรรเทาด้วยการกินดื่ม การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงไปทั่ว โดยทุกครั้งจะมีเครื่องดื่มมึนเมาที่ทำให้ความเจ็บปวดนั้นด้านชา ไม่มีใครมีความสุขเลย</p>
<p>หนังสือของเฮมมิงเวย์เล่มนี้ชื่อ แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง ซึ่งมาจากพระธรรมปัญญาจารย์ข้อนี้ (1:5) เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนเอ่ยถึงพระองค์เองว่าเป็น “ปัญญาจารย์” (ข้อ 1) พระองค์สังเกตเห็นว่า “สารพัดอนิจจัง” (ข้อ 2) และถามว่า “ที่มนุษย์ทำงาน…เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น” (ข้อ 3) ซาโลมอนเห็นการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ลมพัดหมุนเวียนไป แม่น้ำไหลไปสู่ทะเลไม่เคยหยุด แต่ทะเลก็ไม่เคยเต็ม (ข้อ 5-7) และในท้ายที่สุดทุกอย่างก็ถูกลืม (ข้อ 11)</p>
<p>ทั้งเฮมมิ่งเวย์และปัญญาจารย์บอกให้เราคิดถึงความว่างเปล่าอันไร้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตนี้เท่านั้น แต่ซาโลมอนก็ได้ร้อยเรียงคำแนะนำอันชาญฉลาดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า ความมั่นคงถาวรและความหวังที่แท้จริงนั้นมีอยู่ ปัญญาจารย์แสดงให้เห็นตัวตนแท้จริงของเรา และยังแสดงให้เห็นด้วยว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ซาโลมอนตรัสว่า “สารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (3:14) และเพราะเหตุนี้เราจึงมีความหวังอันยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าทรงประทานของขวัญให้กับเราคือพระเยซูพระบุตรของพระองค์</p>
<p>หากไม่มีพระเจ้าแล้ว เราก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่อาจเติมเต็มความสุขในจิตใจเราได้ แต่โดยพระเยซูพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากตาย เราจึงได้คืนดีกับพระองค์ และค้นพบความหมาย คุณค่า และเป้าหมายของเรา</p>
<p><em>คุณเสียเวลาทำสิ่งใดอยู่และสิ่งนั้นมีความหมายอะไร คุณจะเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตเพื่อติดตามพระเยซูอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ค้นพบการเติมเต็มที่มาจากพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก [ ปัญญาจารย์ 1:5 ]</p>
<p>นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์มีจุดเด่นของเรื่องเป็นกลุ่มเพื่อนนักดื่มที่เพิ่งรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขามีแผลเป็นตามร่างกายและในจิตใจจากหายนะของสงคราม และพยายามบรรเทาด้วยการกินดื่ม การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงไปทั่ว โดยทุกครั้งจะมีเครื่องดื่มมึนเมาที่ทำให้ความเจ็บปวดนั้นด้านชา ไม่มีใครมีความสุขเลย</p>
<p>หนังสือของเฮมมิงเวย์เล่มนี้ชื่อ แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง ซึ่งมาจากพระธรรมปัญญาจารย์ข้อนี้ (1:5) เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนเอ่ยถึงพระองค์เองว่าเป็น “ปัญญาจารย์” (ข้อ 1) พระองค์สังเกตเห็นว่า “สารพัดอนิจจัง” (ข้อ 2) และถามว่า “ที่มนุษย์ทำงาน…เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น” (ข้อ 3) ซาโลมอนเห็นการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ลมพัดหมุนเวียนไป แม่น้ำไหลไปสู่ทะเลไม่เคยหยุด แต่ทะเลก็ไม่เคยเต็ม (ข้อ 5-7) และในท้ายที่สุดทุกอย่างก็ถูกลืม (ข้อ 11)</p>
<p>ทั้งเฮมมิ่งเวย์และปัญญาจารย์บอกให้เราคิดถึงความว่างเปล่าอันไร้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตนี้เท่านั้น แต่ซาโลมอนก็ได้ร้อยเรียงคำแนะนำอันชาญฉลาดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า ความมั่นคงถาวรและความหวังที่แท้จริงนั้นมีอยู่ ปัญญาจารย์แสดงให้เห็นตัวตนแท้จริงของเรา และยังแสดงให้เห็นด้วยว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ซาโลมอนตรัสว่า “สารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (3:14) และเพราะเหตุนี้เราจึงมีความหวังอันยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าทรงประทานของขวัญให้กับเราคือพระเยซูพระบุตรของพระองค์</p>
<p>หากไม่มีพระเจ้าแล้ว เราก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่อาจเติมเต็มความสุขในจิตใจเราได้ แต่โดยพระเยซูพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากตาย เราจึงได้คืนดีกับพระองค์ และค้นพบความหมาย คุณค่า และเป้าหมายของเรา</p>
<p><em>คุณเสียเวลาทำสิ่งใดอยู่และสิ่งนั้นมีความหมายอะไร คุณจะเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตเพื่อติดตามพระเยซูอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ค้นพบการเติมเต็มที่มาจากพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2024 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/93879d5b/bf5f4fcb.mp3" length="11199823" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>700</itunes:duration>
      <itunes:summary>ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก [ ปัญญาจารย์ 1:5 ]
นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์มีจุดเด่นของเรื่องเป็นกลุ่มเพื่อนนักดื่มที่เพิ่งรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขามีแผลเป็นตามร่างกายและในจิตใจจากหายนะของสงคราม และพยายามบรรเทาด้วยการกินดื่ม การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น และมีสัมพันธ์กับผู้หญิงไปทั่ว โดยทุกครั้งจะมีเครื่องดื่มมึนเมาที่ทำให้ความเจ็บปวดนั้นด้านชา ไม่มีใครมีความสุขเลย
หนังสือของเฮมมิงเวย์เล่มนี้ชื่อ แล้วดวงตะวันก็ฉายแสง ซึ่งมาจากพระธรรมปัญญาจารย์ข้อนี้ (1:5) เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนเอ่ยถึงพระองค์เองว่าเป็น “ปัญญาจารย์” (ข้อ 1) พระองค์สังเกตเห็นว่า “สารพัดอนิจจัง” (ข้อ 2) และถามว่า “ที่มนุษย์ทำงาน…เขาได้ประโยชน์อะไรจากงานที่เขาทำนั้น” (ข้อ 3) ซาโลมอนเห็นการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ลมพัดหมุนเวียนไป แม่น้ำไหลไปสู่ทะเลไม่เคยหยุด แต่ทะเลก็ไม่เคยเต็ม (ข้อ 5-7) และในท้ายที่สุดทุกอย่างก็ถูกลืม (ข้อ 11)
ทั้งเฮมมิ่งเวย์และปัญญาจารย์บอกให้เราคิดถึงความว่างเปล่าอันไร้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่เพื่อชีวิตนี้เท่านั้น แต่ซาโลมอนก็ได้ร้อยเรียงคำแนะนำอันชาญฉลาดเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ในพระธรรมเล่มนี้ว่า ความมั่นคงถาวรและความหวังที่แท้จริงนั้นมีอยู่ ปัญญาจารย์แสดงให้เห็นตัวตนแท้จริงของเรา และยังแสดงให้เห็นด้วยว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร ซาโลมอนตรัสว่า “สารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” (3:14) และเพราะเหตุนี้เราจึงมีความหวังอันยิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าทรงประทานของขวัญให้กับเราคือพระเยซูพระบุตรของพระองค์
หากไม่มีพระเจ้าแล้ว เราก็เคว้งคว้างอยู่กลางทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดและไม่อาจเติมเต็มความสุขในจิตใจเราได้ แต่โดยพระเยซูพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากตาย เราจึงได้คืนดีกับพระองค์ และค้นพบความหมาย คุณค่า และเป้าหมายของเรา
คุณเสียเวลาทำสิ่งใดอยู่และสิ่งนั้นมีความหมายอะไร คุณจะเปลี่ยนลำดับความสำคัญในชีวิตเพื่อติดตามพระเยซูอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงรัก โปรดช่วยข้าพระองค์ค้นพบการเติมเต็มที่มาจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก [ ปัญญาจารย์ 1:5 ]
นวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรกของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์มีจุดเด่นของเรื่องเป็นกลุ่มเพื่อนนักดื่มที่เพิ่งรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขามีแผลเป็นตามร่างกายและในจิตใจจากหายนะของสงคราม และพยายามบรรเทาด้วยการกิน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อัตลักษณ์ใหม่ในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อัตลักษณ์ใหม่ในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">0b5616e9-487c-4a49-b0f9-3313ca7a1b7a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8294cac7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร [ 1 ยอห์น 3:1 ]</p>
<p>“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟรี่เคยเสพติดเฮโรอีนและมองตัวเองเป็นคนบาปและทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เขามองตัวเองในฐานะลูกของพระเจ้า</p>
<p>พระคัมภีร์ตอนนี้หนุนใจเราด้วยพระสัญญาที่ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ไม่ว่าเราจะเคยเป็นคนอย่างไร หรือทำอะไรมาก่อนในอดีต แต่เมื่อเราวางใจในพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอดและรับการอภัยโทษ ที่ทรงประทานผ่านทางไม้กางเขน เราจะกลายเป็นคนใหม่ ความผิดจากบาปของเราได้แยกเราออกจากพระเจ้าตั้งแต่ที่สวนเอเดน แต่บัดนี้พระองค์ทรง “ให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์” และ “มิได้ทรงถือโทษ” ในการผิดของเรา (ข้อ 18-19) เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า (1 ยน.3:1-2) ได้รับการชำระและถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์</p>
<p>พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและอำนาจแห่งการควบคุมของมัน และทรงนำเรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ที่เราจะเป็นอิสระโดยไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่ “จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์[เพื่อเรา]และทรงเป็นขึ้นมา” (2คร.5:15) ในวันปีใหม่นี้ ให้เราระลึกถึงความรักของพระองค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรามีชีวิตในอัตลักษณ์ใหม่และมีเป้าหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้เช่นกัน!</p>
<p><em>สิ่งนี้มีความหมายกับคุณอย่างไรที่ได้รู้ว่าการเริ่มต้นใหม่นั้นเป็นไปได้โดยพระเจ้า คุณจะดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ที่ถูกสร้างใหม่” ของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ มาช่วยข้าพระองค์ให้รอด โปรดส่งข้าพระองค์ไปหาใครสักคนที่ต้องการพระองค์เช่นกัน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร [ 1 ยอห์น 3:1 ]</p>
<p>“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟรี่เคยเสพติดเฮโรอีนและมองตัวเองเป็นคนบาปและทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เขามองตัวเองในฐานะลูกของพระเจ้า</p>
<p>พระคัมภีร์ตอนนี้หนุนใจเราด้วยพระสัญญาที่ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ไม่ว่าเราจะเคยเป็นคนอย่างไร หรือทำอะไรมาก่อนในอดีต แต่เมื่อเราวางใจในพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอดและรับการอภัยโทษ ที่ทรงประทานผ่านทางไม้กางเขน เราจะกลายเป็นคนใหม่ ความผิดจากบาปของเราได้แยกเราออกจากพระเจ้าตั้งแต่ที่สวนเอเดน แต่บัดนี้พระองค์ทรง “ให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์” และ “มิได้ทรงถือโทษ” ในการผิดของเรา (ข้อ 18-19) เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า (1 ยน.3:1-2) ได้รับการชำระและถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์</p>
<p>พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและอำนาจแห่งการควบคุมของมัน และทรงนำเรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ที่เราจะเป็นอิสระโดยไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่ “จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์[เพื่อเรา]และทรงเป็นขึ้นมา” (2คร.5:15) ในวันปีใหม่นี้ ให้เราระลึกถึงความรักของพระองค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรามีชีวิตในอัตลักษณ์ใหม่และมีเป้าหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้เช่นกัน!</p>
<p><em>สิ่งนี้มีความหมายกับคุณอย่างไรที่ได้รู้ว่าการเริ่มต้นใหม่นั้นเป็นไปได้โดยพระเจ้า คุณจะดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ที่ถูกสร้างใหม่” ของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ มาช่วยข้าพระองค์ให้รอด โปรดส่งข้าพระองค์ไปหาใครสักคนที่ต้องการพระองค์เช่นกัน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 31 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8294cac7/91dc00e1.mp3" length="11265005" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>704</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร [ 1 ยอห์น 3:1 ]
“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟรี่เคยเสพติดเฮโรอีนและมองตัวเองเป็นคนบาปและทำผิดพลาด แต่ตอนนี้เขามองตัวเองในฐานะลูกของพระเจ้า
พระคัมภีร์ตอนนี้หนุนใจเราด้วยพระสัญญาที่ว่า “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ไม่ว่าเราจะเคยเป็นคนอย่างไร หรือทำอะไรมาก่อนในอดีต แต่เมื่อเราวางใจในพระเยซูเพื่อจะได้รับความรอดและรับการอภัยโทษ ที่ทรงประทานผ่านทางไม้กางเขน เราจะกลายเป็นคนใหม่ ความผิดจากบาปของเราได้แยกเราออกจากพระเจ้าตั้งแต่ที่สวนเอเดน แต่บัดนี้พระองค์ทรง “ให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์” และ “มิได้ทรงถือโทษ” ในการผิดของเรา (ข้อ 18-19) เราเป็นบุตรที่รักของพระเจ้า (1 ยน.3:1-2) ได้รับการชำระและถูกสร้างใหม่ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์
พระเยซูทรงปลดปล่อยเราจากบาปและอำนาจแห่งการควบคุมของมัน และทรงนำเรากลับไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า ที่เราจะเป็นอิสระโดยไม่อยู่เพื่อตัวเราเองอีกต่อไป แต่ “จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์[เพื่อเรา]และทรงเป็นขึ้นมา” (2คร.5:15) ในวันปีใหม่นี้ ให้เราระลึกถึงความรักของพระองค์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเรา ทำให้เรามีชีวิตในอัตลักษณ์ใหม่และมีเป้าหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เราสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงองค์พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงสามารถทำให้เขาเป็นคนใหม่ได้เช่นกัน!
สิ่งนี้มีความหมายกับคุณอย่างไรที่ได้รู้ว่าการเริ่มต้นใหม่นั้นเป็นไปได้โดยพระเจ้า คุณจะดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ที่ถูกสร้างใหม่” ของพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ มาช่วยข้าพระองค์ให้รอด โปรดส่งข้าพระองค์ไปหาใครสักคนที่ต้องการพระองค์เช่นกัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร [ 1 ยอห์น 3:1 ]
“ผมไม่ใช่คนเดิมอย่างที่เคยเป็น ผมเป็นคนใหม่แล้ว” คำพูดธรรมดาๆจากลูกชายผมที่พูดกับนักเรียนในที่ประชุมของโรงเรียนนี้ บอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งเจฟฟ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นครแห่งความชอบธรรม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นครแห่งความชอบธรรม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d9d833ac-0477-4054-8894-51d18821251c</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ed1eeb47</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอพระเจ้า...ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ [ ฮีบรู 13:20-21 ]</p>
<p>ในวันส่งท้ายปี 2000 เจ้าหน้าที่ในเมืองดีทรอยต์ได้เปิดแคปซูลเวลาอายุร้อยปีอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องทองแดงอัดแน่นด้วยคำทำนายที่ให้ความหวังจากผู้นำบางคนของเมืองที่แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความมั่นคงรุ่งเรือง อย่างไรก็ตามข้อความของนายกเทศมนตรีเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เขาเขียนไว้ว่า “ขอให้เราได้แสดงความหวังเดียวที่เหนือกว่าความหวังอื่นทั้งหมด….[เพื่อ]ท่านในฐานะชาติ ประชาชนและเมือง จะตระหนักว่าท่านได้เจริญขึ้นในความชอบธรรม เพราะความชอบธรรมนี้เองที่จะยกระดับความเป็นชาติให้สูงส่งยิ่งขึ้น”</p>
<p>นายกเทศมนตรีปรารถนาให้พลเมืองในอนาคตไม่เพียงแค่มีความสุข ความสำเร็จหรือสันติภาพ แต่ที่จะมีในสิ่งที่เป็นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง บางทีเขาอาจกล่าวเช่นนี้ตามพระเยซูที่ได้ทรงอวยพระพรแก่ผู้ที่ปรารถนาความชอบธรรมของพระองค์ (มธ.5:6) แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกท้อใจเมื่อเราพิจารณาถึงมาตรฐานที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</p>
<p>สรรเสริญพระเจ้าที่เราไม่ต้องพึ่งพาความพยายามของเราเองที่จะเติบโต ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวดังนี้ “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข…ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลายให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์” (ฮบ.13:20-21) เราซึ่งอยู่ในพระคริสต์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระองค์ทันทีที่เราเชื่อในพระองค์ (ข้อ 12) แต่พระองค์ทรงกระทำให้ผลแห่งความชอบธรรมในใจของเราค่อยๆงอกงามขึ้นตลอดชั่วชีวิต เรามักจะสะดุดล้มในระหว่างเส้นทางของชีวิต แต่เรายังคงเฝ้ารอ “นครที่จะมีในภายหน้า” ที่ซึ่งความชอบธรรมของพระเจ้าจะครอบครอง (ข้อ 14)</p>
<p><em>คุณอยากเป็นที่รู้จักในคุณลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ในด้านใด คุณจะหนุนใจผู้อื่นให้แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงกระทำกิจในข้าพระองค์ตามน้ำพระทัยของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอพระเจ้า...ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ [ ฮีบรู 13:20-21 ]</p>
<p>ในวันส่งท้ายปี 2000 เจ้าหน้าที่ในเมืองดีทรอยต์ได้เปิดแคปซูลเวลาอายุร้อยปีอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องทองแดงอัดแน่นด้วยคำทำนายที่ให้ความหวังจากผู้นำบางคนของเมืองที่แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความมั่นคงรุ่งเรือง อย่างไรก็ตามข้อความของนายกเทศมนตรีเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เขาเขียนไว้ว่า “ขอให้เราได้แสดงความหวังเดียวที่เหนือกว่าความหวังอื่นทั้งหมด….[เพื่อ]ท่านในฐานะชาติ ประชาชนและเมือง จะตระหนักว่าท่านได้เจริญขึ้นในความชอบธรรม เพราะความชอบธรรมนี้เองที่จะยกระดับความเป็นชาติให้สูงส่งยิ่งขึ้น”</p>
<p>นายกเทศมนตรีปรารถนาให้พลเมืองในอนาคตไม่เพียงแค่มีความสุข ความสำเร็จหรือสันติภาพ แต่ที่จะมีในสิ่งที่เป็นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง บางทีเขาอาจกล่าวเช่นนี้ตามพระเยซูที่ได้ทรงอวยพระพรแก่ผู้ที่ปรารถนาความชอบธรรมของพระองค์ (มธ.5:6) แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกท้อใจเมื่อเราพิจารณาถึงมาตรฐานที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า</p>
<p>สรรเสริญพระเจ้าที่เราไม่ต้องพึ่งพาความพยายามของเราเองที่จะเติบโต ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวดังนี้ “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข…ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลายให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์” (ฮบ.13:20-21) เราซึ่งอยู่ในพระคริสต์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระองค์ทันทีที่เราเชื่อในพระองค์ (ข้อ 12) แต่พระองค์ทรงกระทำให้ผลแห่งความชอบธรรมในใจของเราค่อยๆงอกงามขึ้นตลอดชั่วชีวิต เรามักจะสะดุดล้มในระหว่างเส้นทางของชีวิต แต่เรายังคงเฝ้ารอ “นครที่จะมีในภายหน้า” ที่ซึ่งความชอบธรรมของพระเจ้าจะครอบครอง (ข้อ 14)</p>
<p><em>คุณอยากเป็นที่รู้จักในคุณลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ในด้านใด คุณจะหนุนใจผู้อื่นให้แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงกระทำกิจในข้าพระองค์ตามน้ำพระทัยของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 30 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ed1eeb47/d1d97124.mp3" length="11291746" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>706</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอพระเจ้า...ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ [ ฮีบรู 13:20-21 ]
ในวันส่งท้ายปี 2000 เจ้าหน้าที่ในเมืองดีทรอยต์ได้เปิดแคปซูลเวลาอายุร้อยปีอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องทองแดงอัดแน่นด้วยคำทำนายที่ให้ความหวังจากผู้นำบางคนของเมืองที่แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความมั่นคงรุ่งเรือง อย่างไรก็ตามข้อความของนายกเทศมนตรีเสนอแนวทางที่ต่างออกไป เขาเขียนไว้ว่า “ขอให้เราได้แสดงความหวังเดียวที่เหนือกว่าความหวังอื่นทั้งหมด….[เพื่อ]ท่านในฐานะชาติ ประชาชนและเมือง จะตระหนักว่าท่านได้เจริญขึ้นในความชอบธรรม เพราะความชอบธรรมนี้เองที่จะยกระดับความเป็นชาติให้สูงส่งยิ่งขึ้น”
นายกเทศมนตรีปรารถนาให้พลเมืองในอนาคตไม่เพียงแค่มีความสุข ความสำเร็จหรือสันติภาพ แต่ที่จะมีในสิ่งที่เป็นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง บางทีเขาอาจกล่าวเช่นนี้ตามพระเยซูที่ได้ทรงอวยพระพรแก่ผู้ที่ปรารถนาความชอบธรรมของพระองค์ (มธ.5:6) แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกท้อใจเมื่อเราพิจารณาถึงมาตรฐานที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
สรรเสริญพระเจ้าที่เราไม่ต้องพึ่งพาความพยายามของเราเองที่จะเติบโต ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูกล่าวดังนี้ “ขอพระเจ้าแห่งสันติสุข…ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ และทรงทำงานในท่านทั้งหลายให้เกิดผลเป็นที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์” (ฮบ.13:20-21) เราซึ่งอยู่ในพระคริสต์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระองค์ทันทีที่เราเชื่อในพระองค์ (ข้อ 12) แต่พระองค์ทรงกระทำให้ผลแห่งความชอบธรรมในใจของเราค่อยๆงอกงามขึ้นตลอดชั่วชีวิต เรามักจะสะดุดล้มในระหว่างเส้นทางของชีวิต แต่เรายังคงเฝ้ารอ “นครที่จะมีในภายหน้า” ที่ซึ่งความชอบธรรมของพระเจ้าจะครอบครอง (ข้อ 14)
คุณอยากเป็นที่รู้จักในคุณลักษณะที่เหมือนพระคริสต์ในด้านใด คุณจะหนุนใจผู้อื่นให้แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงกระทำกิจในข้าพระองค์ตามน้ำพระทัยของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอพระเจ้า...ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายมีทุกสิ่งที่ดี เพื่อจะได้ปฏิบัติตามพระทัยพระองค์ [ ฮีบรู 13:20-21 ]
ในวันส่งท้ายปี 2000 เจ้าหน้าที่ในเมืองดีทรอยต์ได้เปิดแคปซูลเวลาอายุร้อยปีอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องทองแดงอัดแน่นด้วยคำทำนายที่ให้ความหวังจากผู้นำบางคนขอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จิตใจเป็นทุกข์ คำอธิษฐานที่ซื่อตรง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จิตใจเป็นทุกข์ คำอธิษฐานที่ซื่อตรง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f32f9ae6-5479-4d61-a23c-947752440a49</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/15267ac0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ [ ยอห์น 12:28 ]</p>
<p>สามวันก่อนจะมีการระเบิดที่บ้านของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ.1957 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้พบกับประสบการณ์ที่ประทับในใจเขาไปตลอดชีวิต หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ คิงจึงครุ่นคิดถึงวิธีที่จะออกจากขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง แล้วคำอธิษฐานก็หลั่งไหลออกมาจากใจของเขา “ผมอยู่ที่นี่เพื่อยืนหยัดในสิ่งที่ผมเชื่อว่าถูกต้อง แต่เวลานี้ผมกลัว ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมมาถึงจุดที่ผมเผชิญคนเดียวไม่ได้” เมื่ออธิษฐานจบ คิงมีความรู้สึกมั่นใจอย่างเงียบๆ เขาบันทึกว่า “ความกลัวของผมเริ่มหมดไปเกือบจะในทันที ความไม่แน่ใจของผมหายไป ผมพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง”</p>
<p>ในพระธรรมยอห์นบทที่ 12 พระเยซูทรงรู้ว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์” (ข้อ 27) พระองค์ทรงเปิดเผยอย่างซื่อตรงถึงความรู้สึกภายในของพระองค์ และยังทรงมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในคำอธิษฐานของพระองค์ “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ” (ข้อ 28) คำอธิษฐานของพระเยซูเป็นการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า</p>
<p>แล้วเราผู้เป็นมนุษย์เล่าจะรู้สึกเจ็บปวดจากความกลัวและความรู้สึกยากลำบากสักเพียงใด เมื่อเราต้องเจอกับทางเลือกว่าจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ คือเมื่อเราต้องการสติปัญญาเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่ยากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อุปนิสัยความเคยชินหรือแบบแผนอื่นๆ(ดีและไม่ดี) ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสิ่งใด เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าด้วยใจกล้า พระองค์จะประทานกำลังให้เราเอาชนะความกลัว ความรู้สึกยากลำบากและทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เพื่อเป็นผลดีต่อตัวเราและต่อผู้อื่น</p>
<p><em>ประสบการณ์ใดของคุณที่กระตุ้นให้เกิดคำอธิษฐานที่พระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ผู้อื่นที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญสิ่งท้าทายด้วยใจซื่อตรงและด้วยใจอธิษฐานเพื่อจะเป็นผลดีต่อข้าพระองค์และจะนำสง่าราศีมาสู่พระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ [ ยอห์น 12:28 ]</p>
<p>สามวันก่อนจะมีการระเบิดที่บ้านของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ.1957 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้พบกับประสบการณ์ที่ประทับในใจเขาไปตลอดชีวิต หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ คิงจึงครุ่นคิดถึงวิธีที่จะออกจากขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง แล้วคำอธิษฐานก็หลั่งไหลออกมาจากใจของเขา “ผมอยู่ที่นี่เพื่อยืนหยัดในสิ่งที่ผมเชื่อว่าถูกต้อง แต่เวลานี้ผมกลัว ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมมาถึงจุดที่ผมเผชิญคนเดียวไม่ได้” เมื่ออธิษฐานจบ คิงมีความรู้สึกมั่นใจอย่างเงียบๆ เขาบันทึกว่า “ความกลัวของผมเริ่มหมดไปเกือบจะในทันที ความไม่แน่ใจของผมหายไป ผมพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง”</p>
<p>ในพระธรรมยอห์นบทที่ 12 พระเยซูทรงรู้ว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์” (ข้อ 27) พระองค์ทรงเปิดเผยอย่างซื่อตรงถึงความรู้สึกภายในของพระองค์ และยังทรงมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในคำอธิษฐานของพระองค์ “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ” (ข้อ 28) คำอธิษฐานของพระเยซูเป็นการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า</p>
<p>แล้วเราผู้เป็นมนุษย์เล่าจะรู้สึกเจ็บปวดจากความกลัวและความรู้สึกยากลำบากสักเพียงใด เมื่อเราต้องเจอกับทางเลือกว่าจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ คือเมื่อเราต้องการสติปัญญาเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่ยากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อุปนิสัยความเคยชินหรือแบบแผนอื่นๆ(ดีและไม่ดี) ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสิ่งใด เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าด้วยใจกล้า พระองค์จะประทานกำลังให้เราเอาชนะความกลัว ความรู้สึกยากลำบากและทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เพื่อเป็นผลดีต่อตัวเราและต่อผู้อื่น</p>
<p><em>ประสบการณ์ใดของคุณที่กระตุ้นให้เกิดคำอธิษฐานที่พระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ผู้อื่นที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญสิ่งท้าทายด้วยใจซื่อตรงและด้วยใจอธิษฐานเพื่อจะเป็นผลดีต่อข้าพระองค์และจะนำสง่าราศีมาสู่พระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 29 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/15267ac0/0beed55b.mp3" length="11459798" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>717</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ [ ยอห์น 12:28 ]
สามวันก่อนจะมีการระเบิดที่บ้านของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ.1957 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้พบกับประสบการณ์ที่ประทับในใจเขาไปตลอดชีวิต หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ คิงจึงครุ่นคิดถึงวิธีที่จะออกจากขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง แล้วคำอธิษฐานก็หลั่งไหลออกมาจากใจของเขา “ผมอยู่ที่นี่เพื่อยืนหยัดในสิ่งที่ผมเชื่อว่าถูกต้อง แต่เวลานี้ผมกลัว ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมมาถึงจุดที่ผมเผชิญคนเดียวไม่ได้” เมื่ออธิษฐานจบ คิงมีความรู้สึกมั่นใจอย่างเงียบๆ เขาบันทึกว่า “ความกลัวของผมเริ่มหมดไปเกือบจะในทันที ความไม่แน่ใจของผมหายไป ผมพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง”
ในพระธรรมยอห์นบทที่ 12 พระเยซูทรงรู้ว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์” (ข้อ 27) พระองค์ทรงเปิดเผยอย่างซื่อตรงถึงความรู้สึกภายในของพระองค์ และยังทรงมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในคำอธิษฐานของพระองค์ “ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ” (ข้อ 28) คำอธิษฐานของพระเยซูเป็นการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า
แล้วเราผู้เป็นมนุษย์เล่าจะรู้สึกเจ็บปวดจากความกลัวและความรู้สึกยากลำบากสักเพียงใด เมื่อเราต้องเจอกับทางเลือกว่าจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่ คือเมื่อเราต้องการสติปัญญาเพื่อตัดสินใจในเรื่องที่ยากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ อุปนิสัยความเคยชินหรือแบบแผนอื่นๆ(ดีและไม่ดี) ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับสิ่งใด เมื่อเราอธิษฐานกับพระเจ้าด้วยใจกล้า พระองค์จะประทานกำลังให้เราเอาชนะความกลัว ความรู้สึกยากลำบากและทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เพื่อเป็นผลดีต่อตัวเราและต่อผู้อื่น
ประสบการณ์ใดของคุณที่กระตุ้นให้เกิดคำอธิษฐานที่พระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติ คุณจะให้คำแนะนำอะไรแก่ผู้อื่นที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้
ข้าแต่พระบิดา ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญสิ่งท้าทายด้วยใจซื่อตรงและด้วยใจอธิษฐานเพื่อจะเป็นผลดีต่อข้าพระองค์และจะนำสง่าราศีมาสู่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ [ ยอห์น 12:28 ]
สามวันก่อนจะมีการระเบิดที่บ้านของเขาในเดือนมกราคม ค.ศ.1957 ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ได้พบกับประสบการณ์ที่ประทับในใจเขาไปตลอดชีวิต หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ คิงจึงครุ่นคิดถึงวิธีที่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มงกุฎแห่งชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มงกุฎแห่งชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d46de38f-5c22-47d8-b661-edf536f4444e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4d11a1b8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นอดทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลาย ที่รักพระองค์ [ ยากอบ 1:12 ]</p>
<p>ลีเอเดียเนส ร็อดริเกซ-เอสพาดาวัย 12 ปี กังวลว่าเธอจะไปวิ่ง 5 กิโลเมตรสาย ความกระวนกระวายทำให้เธอออกตัวพร้อมกับกลุ่มนักวิ่งก่อนเวลาเริ่มต้นสิบห้านาที คือออกวิ่งพร้อมกับผู้เข้าร่วมแข่งฮาล์ฟมาราธอน (ประมาณ 21 กิโลเมตร) ลีเอเดียเนสก้าวทันนักวิ่งคนอื่นและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 4 เธอยังมองไม่เห็นเส้นชัย เธอจึงรู้ตัวว่าอยู่ในการแข่งขันซึ่งมีระยะไกลกว่าและยากกว่า แต่แทนที่จะออกจากสนาม เธอกลับวิ่งต่อไป นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนโดยบังเอิญคนนี้วิ่งจนจบระยะทาง 21 กิโลเมตร และอยู่ในอันดับที่ 1,885 จากผู้เข้าเส้นชัย 2,111 คน และนั่นคือความอดทน!</p>
<p>ในระหว่างที่ถูกข่มเหงนั้น มีผู้เชื่อในพระเยซูจำนวนมากในศตวรรษแรกต้องการออกจากการแข่งขันเพื่อพระคริสต์ แต่ยากอบหนุนใจให้พวกเขาวิ่งต่อไป หากพวกเขาอดทนต่อการทดลอง พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานรางวัลสองประการ (ยก.1:4,12) ประการแรก ความอดทนนานนั้นจะ “บรรลุผลอันสมบูรณ์” เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ “ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4) ประการที่สอง พระเจ้าจะประทาน “มงกุฎแห่งชีวิต” คือชีวิตในพระเยซูบนโลกนี้ และพระสัญญาว่าพวกเขาจะได้อยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ในชีวิตหน้าที่จะมาถึง (ข้อ 12)</p>
<p>ในบางวัน การวิ่งแข่งในชีวิตคริสเตียนอาจไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราลงสมัคร หรือคิดไว้ คือเป็นการแข่งที่ยาวนานและยากกว่าที่เราคาด แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้เรา เราจึงอดทนบากบั่นและวิ่งต่อไปได้</p>
<p><em>คุณกำลังอดทนกับความยากลำบากอะไรอยู่ในเวลานี้ คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในขณะที่คุณอดทนต่อการทดลอง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขาของข้าพระองค์อ่อนล้าและข้าพระองค์รู้สึกอยากยอมแพ้ ขอทรงโปรดเสริมกำลังแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นอดทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลาย ที่รักพระองค์ [ ยากอบ 1:12 ]</p>
<p>ลีเอเดียเนส ร็อดริเกซ-เอสพาดาวัย 12 ปี กังวลว่าเธอจะไปวิ่ง 5 กิโลเมตรสาย ความกระวนกระวายทำให้เธอออกตัวพร้อมกับกลุ่มนักวิ่งก่อนเวลาเริ่มต้นสิบห้านาที คือออกวิ่งพร้อมกับผู้เข้าร่วมแข่งฮาล์ฟมาราธอน (ประมาณ 21 กิโลเมตร) ลีเอเดียเนสก้าวทันนักวิ่งคนอื่นและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 4 เธอยังมองไม่เห็นเส้นชัย เธอจึงรู้ตัวว่าอยู่ในการแข่งขันซึ่งมีระยะไกลกว่าและยากกว่า แต่แทนที่จะออกจากสนาม เธอกลับวิ่งต่อไป นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนโดยบังเอิญคนนี้วิ่งจนจบระยะทาง 21 กิโลเมตร และอยู่ในอันดับที่ 1,885 จากผู้เข้าเส้นชัย 2,111 คน และนั่นคือความอดทน!</p>
<p>ในระหว่างที่ถูกข่มเหงนั้น มีผู้เชื่อในพระเยซูจำนวนมากในศตวรรษแรกต้องการออกจากการแข่งขันเพื่อพระคริสต์ แต่ยากอบหนุนใจให้พวกเขาวิ่งต่อไป หากพวกเขาอดทนต่อการทดลอง พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานรางวัลสองประการ (ยก.1:4,12) ประการแรก ความอดทนนานนั้นจะ “บรรลุผลอันสมบูรณ์” เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ “ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4) ประการที่สอง พระเจ้าจะประทาน “มงกุฎแห่งชีวิต” คือชีวิตในพระเยซูบนโลกนี้ และพระสัญญาว่าพวกเขาจะได้อยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ในชีวิตหน้าที่จะมาถึง (ข้อ 12)</p>
<p>ในบางวัน การวิ่งแข่งในชีวิตคริสเตียนอาจไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราลงสมัคร หรือคิดไว้ คือเป็นการแข่งที่ยาวนานและยากกว่าที่เราคาด แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้เรา เราจึงอดทนบากบั่นและวิ่งต่อไปได้</p>
<p><em>คุณกำลังอดทนกับความยากลำบากอะไรอยู่ในเวลานี้ คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในขณะที่คุณอดทนต่อการทดลอง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขาของข้าพระองค์อ่อนล้าและข้าพระองค์รู้สึกอยากยอมแพ้ ขอทรงโปรดเสริมกำลังแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 28 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4d11a1b8/63ccac38.mp3" length="12124313" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>758</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นอดทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลาย ที่รักพระองค์ [ ยากอบ 1:12 ]
ลีเอเดียเนส ร็อดริเกซ-เอสพาดาวัย 12 ปี กังวลว่าเธอจะไปวิ่ง 5 กิโลเมตรสาย ความกระวนกระวายทำให้เธอออกตัวพร้อมกับกลุ่มนักวิ่งก่อนเวลาเริ่มต้นสิบห้านาที คือออกวิ่งพร้อมกับผู้เข้าร่วมแข่งฮาล์ฟมาราธอน (ประมาณ 21 กิโลเมตร) ลีเอเดียเนสก้าวทันนักวิ่งคนอื่นและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 4 เธอยังมองไม่เห็นเส้นชัย เธอจึงรู้ตัวว่าอยู่ในการแข่งขันซึ่งมีระยะไกลกว่าและยากกว่า แต่แทนที่จะออกจากสนาม เธอกลับวิ่งต่อไป นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนโดยบังเอิญคนนี้วิ่งจนจบระยะทาง 21 กิโลเมตร และอยู่ในอันดับที่ 1,885 จากผู้เข้าเส้นชัย 2,111 คน และนั่นคือความอดทน!
ในระหว่างที่ถูกข่มเหงนั้น มีผู้เชื่อในพระเยซูจำนวนมากในศตวรรษแรกต้องการออกจากการแข่งขันเพื่อพระคริสต์ แต่ยากอบหนุนใจให้พวกเขาวิ่งต่อไป หากพวกเขาอดทนต่อการทดลอง พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานรางวัลสองประการ (ยก.1:4,12) ประการแรก ความอดทนนานนั้นจะ “บรรลุผลอันสมบูรณ์” เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ “ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4) ประการที่สอง พระเจ้าจะประทาน “มงกุฎแห่งชีวิต” คือชีวิตในพระเยซูบนโลกนี้ และพระสัญญาว่าพวกเขาจะได้อยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ในชีวิตหน้าที่จะมาถึง (ข้อ 12)
ในบางวัน การวิ่งแข่งในชีวิตคริสเตียนอาจไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราลงสมัคร หรือคิดไว้ คือเป็นการแข่งที่ยาวนานและยากกว่าที่เราคาด แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้เรา เราจึงอดทนบากบั่นและวิ่งต่อไปได้
คุณกำลังอดทนกับความยากลำบากอะไรอยู่ในเวลานี้ คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในขณะที่คุณอดทนต่อการทดลอง
ข้าแต่พระเจ้า ขาของข้าพระองค์อ่อนล้าและข้าพระองค์รู้สึกอยากยอมแพ้ ขอทรงโปรดเสริมกำลังแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นอดทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลาย ที่รักพระองค์ [ ยากอบ 1:12 ]
ลีเอเดียเนส ร็อดริเกซ-เอสพาดาวัย 12 ปี กังวลว่าเธอจะไปวิ่ง 5 กิโลเมตรสาย ความกระวนกระวายทำให</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">983ec071-35ba-4178-9ca6-11f83e9e55b1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/96bf18ab</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ถ้าเจ้าได้รับเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน จงคืนของนั้นให้เขาก่อนตะวันตกดิน [ อพยพ 22:26 ]</p>
<p>พ่อของฟิลลิปทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงและออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ข้างถนน หลังจากที่ซินดี้กับฟิลลิปลูกชายคนเล็กใช้เวลาหนึ่งวันในการตามหาเขา ฟิลลิปมีเหตุผลที่จะเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของพ่อ เขาถามแม่ว่าพ่อและคนอื่นๆที่ไม่มีบ้านอยู่จะอบอุ่นไหม จากเรื่องนี้ พวกเขาจึงเริ่มลงมือในการพยายามรวบรวมและแจกจ่ายผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาวให้กับคนจรจัดในพื้นที่ เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ซินดี้มองว่านี่คืองานในชีวิตของเธอ โดยให้เครดิตกับลูกชายและความเชื่อในพระเจ้าอันลึกซึ้งของเธอ ที่ปลุกเธอให้เข้าใจความจริงถึงความยากลำบากของการไร้ซึ่งที่หลับนอนอันอบอุ่น</p>
<p>พระคัมภีร์สอนเรามานานแล้วให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ในพระธรรมอพยพ โมเสสบันทึกกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางแก่เราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ขาดแคลนทรัพยากร เมื่อเราได้รับการกระตุ้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เราจะต้อง “ไม่ปฏิบัติเหมือนเป็นข้อตกลงทางธุรกิจ” และไม่ควรสร้างความได้เปรียบหรือกำไรจากสิ่งนั้น (อพย.22:25) หากเสื้อคลุมของบุคคลใดถูกยึดเป็นหลักประกัน ก็จะต้องส่งคืนก่อนตะวันตกดิน “เพราะเขาอาจมีเสื้อคลุมตัวนั้นตัวเดียวเป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า” (ข้อ 27)</p>
<p>ขอให้เราทูลต่อพระเจ้าที่จะทรงเปิดดวงตาและหัวใจของเราให้มองเห็นว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ที่กำลังทนทุกข์ได้อย่างไร ไม่ว่าเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของคนๆเดียวหรือของคนจำนวนมากเหมือนที่ซินดี้กับฟิลลิปได้กระทำ เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์โดยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติและเอาใจใส่</p>
<p><em>พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ตามความต้องการของคุณผ่านทางผู้อื่นอย่างไร คุณได้จัดหาตามความต้องการของใครบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นความต้องการของผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ถ้าเจ้าได้รับเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน จงคืนของนั้นให้เขาก่อนตะวันตกดิน [ อพยพ 22:26 ]</p>
<p>พ่อของฟิลลิปทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงและออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ข้างถนน หลังจากที่ซินดี้กับฟิลลิปลูกชายคนเล็กใช้เวลาหนึ่งวันในการตามหาเขา ฟิลลิปมีเหตุผลที่จะเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของพ่อ เขาถามแม่ว่าพ่อและคนอื่นๆที่ไม่มีบ้านอยู่จะอบอุ่นไหม จากเรื่องนี้ พวกเขาจึงเริ่มลงมือในการพยายามรวบรวมและแจกจ่ายผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาวให้กับคนจรจัดในพื้นที่ เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ซินดี้มองว่านี่คืองานในชีวิตของเธอ โดยให้เครดิตกับลูกชายและความเชื่อในพระเจ้าอันลึกซึ้งของเธอ ที่ปลุกเธอให้เข้าใจความจริงถึงความยากลำบากของการไร้ซึ่งที่หลับนอนอันอบอุ่น</p>
<p>พระคัมภีร์สอนเรามานานแล้วให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ในพระธรรมอพยพ โมเสสบันทึกกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางแก่เราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ขาดแคลนทรัพยากร เมื่อเราได้รับการกระตุ้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เราจะต้อง “ไม่ปฏิบัติเหมือนเป็นข้อตกลงทางธุรกิจ” และไม่ควรสร้างความได้เปรียบหรือกำไรจากสิ่งนั้น (อพย.22:25) หากเสื้อคลุมของบุคคลใดถูกยึดเป็นหลักประกัน ก็จะต้องส่งคืนก่อนตะวันตกดิน “เพราะเขาอาจมีเสื้อคลุมตัวนั้นตัวเดียวเป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า” (ข้อ 27)</p>
<p>ขอให้เราทูลต่อพระเจ้าที่จะทรงเปิดดวงตาและหัวใจของเราให้มองเห็นว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ที่กำลังทนทุกข์ได้อย่างไร ไม่ว่าเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของคนๆเดียวหรือของคนจำนวนมากเหมือนที่ซินดี้กับฟิลลิปได้กระทำ เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์โดยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติและเอาใจใส่</p>
<p><em>พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ตามความต้องการของคุณผ่านทางผู้อื่นอย่างไร คุณได้จัดหาตามความต้องการของใครบ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นความต้องการของผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 27 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/96bf18ab/dde3bcbb.mp3" length="10792305" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>675</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถ้าเจ้าได้รับเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน จงคืนของนั้นให้เขาก่อนตะวันตกดิน [ อพยพ 22:26 ]
พ่อของฟิลลิปทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงและออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ข้างถนน หลังจากที่ซินดี้กับฟิลลิปลูกชายคนเล็กใช้เวลาหนึ่งวันในการตามหาเขา ฟิลลิปมีเหตุผลที่จะเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของพ่อ เขาถามแม่ว่าพ่อและคนอื่นๆที่ไม่มีบ้านอยู่จะอบอุ่นไหม จากเรื่องนี้ พวกเขาจึงเริ่มลงมือในการพยายามรวบรวมและแจกจ่ายผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาวให้กับคนจรจัดในพื้นที่ เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ซินดี้มองว่านี่คืองานในชีวิตของเธอ โดยให้เครดิตกับลูกชายและความเชื่อในพระเจ้าอันลึกซึ้งของเธอ ที่ปลุกเธอให้เข้าใจความจริงถึงความยากลำบากของการไร้ซึ่งที่หลับนอนอันอบอุ่น
พระคัมภีร์สอนเรามานานแล้วให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ในพระธรรมอพยพ โมเสสบันทึกกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางแก่เราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ขาดแคลนทรัพยากร เมื่อเราได้รับการกระตุ้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เราจะต้อง “ไม่ปฏิบัติเหมือนเป็นข้อตกลงทางธุรกิจ” และไม่ควรสร้างความได้เปรียบหรือกำไรจากสิ่งนั้น (อพย.22:25) หากเสื้อคลุมของบุคคลใดถูกยึดเป็นหลักประกัน ก็จะต้องส่งคืนก่อนตะวันตกดิน “เพราะเขาอาจมีเสื้อคลุมตัวนั้นตัวเดียวเป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า” (ข้อ 27)
ขอให้เราทูลต่อพระเจ้าที่จะทรงเปิดดวงตาและหัวใจของเราให้มองเห็นว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ที่กำลังทนทุกข์ได้อย่างไร ไม่ว่าเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของคนๆเดียวหรือของคนจำนวนมากเหมือนที่ซินดี้กับฟิลลิปได้กระทำ เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์โดยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติและเอาใจใส่
พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ตามความต้องการของคุณผ่านทางผู้อื่นอย่างไร คุณได้จัดหาตามความต้องการของใครบ้าง
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดเปิดตาของข้าพระองค์ให้มองเห็นความต้องการของผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถ้าเจ้าได้รับเสื้อคลุมของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกัน จงคืนของนั้นให้เขาก่อนตะวันตกดิน [ อพยพ 22:26 ]
พ่อของฟิลลิปทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงและออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ข้างถนน หลังจากที่ซินดี้กับฟิลลิปลูกชายคนเล็กใช้เวลาหนึ่งวันในการตามหาเขา ฟิลลิปม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระปัญญาของพระเจ้าช่วยให้รอดชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระปัญญาของพระเจ้าช่วยให้รอดชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">326b098d-d54a-4e8d-a56d-f96583649713</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/0228e711</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ผลของคนชอบธรรมเป็นต้นไม้แห่งชีวิต และคนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต [ สุภาษิต 11:30 TNCV ]</p>
<p>ผู้ให้บริการไปรษณีย์คนหนึ่งรู้สึกกังวลเมื่อเห็นกองจดหมายของลูกค้ารายหนึ่ง พนักงานไปรษณีย์คนนั้นรู้ว่าหญิงชราอาศัยอยู่ตามลำพังและมักจะมารับจดหมายของเธอทุกวัน พนักงานจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการเล่าความกังวลให้กับเพื่อนบ้านของหญิงชราฟัง เพื่อนบ้านคนนี้ได้แจ้งไปยังเพื่อนบ้านอีกคนซึ่งมีกุญแจบ้านสำรองของหญิงชรา พวกเขาจึงพากันเข้าไปในบ้านและพบเธอนอนอยู่บนพื้น เธอล้มเมื่อสี่วันก่อนและไม่อาจลุกขึ้นหรือขอความช่วยเหลือได้ โดยสติปัญญา ความห่วงใย และการตัดสินใจอย่างเหมาะสมของพนักงานไปรษณีย์ได้ช่วยชีวิตเธอไว้</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “คนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต” (11:30 TNCV) สติปัญญาและความเข้าใจที่มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้องและดำเนินชีวิตตามพระปัญญาของพระเจ้า ไม่เพียงเป็นพรกับตัวเราเองเท่านั้นแต่กับคนที่เราพบเจอด้วย ผลของการที่เราดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และในทางของพระองค์นั้นจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีงามและมีชีวิตชีวา และผลของเรายังกระตุ้นให้เราใส่ใจผู้อื่นและดูแลเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา</p>
<p>ดังที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตยืนยันตลอดทั้งเล่มว่าจะพบปัญญาได้จากการพึ่งพาพระเจ้า ปัญญาถือว่า “ดีกว่าทับทิม และสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่ได้” (8:11) ปัญญาที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้นมีเพื่อคอยชี้นำทางให้กับเราไปตลอดชีวิต และปัญญานั้นอาจช่วยชีวิตของใครคนหนึ่งให้ได้รับชีวิตนิรันดร์</p>
<p><em>วันนี้คุณจะใช้สติปัญญาในการช่วยใครบางคนได้อย่างไร คุณให้คุณค่ากับปัญญามากแค่ไหน</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดประทานปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะทำตามวิถีและคำแนะนำของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะใส่ใจผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงนำข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ผลของคนชอบธรรมเป็นต้นไม้แห่งชีวิต และคนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต [ สุภาษิต 11:30 TNCV ]</p>
<p>ผู้ให้บริการไปรษณีย์คนหนึ่งรู้สึกกังวลเมื่อเห็นกองจดหมายของลูกค้ารายหนึ่ง พนักงานไปรษณีย์คนนั้นรู้ว่าหญิงชราอาศัยอยู่ตามลำพังและมักจะมารับจดหมายของเธอทุกวัน พนักงานจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการเล่าความกังวลให้กับเพื่อนบ้านของหญิงชราฟัง เพื่อนบ้านคนนี้ได้แจ้งไปยังเพื่อนบ้านอีกคนซึ่งมีกุญแจบ้านสำรองของหญิงชรา พวกเขาจึงพากันเข้าไปในบ้านและพบเธอนอนอยู่บนพื้น เธอล้มเมื่อสี่วันก่อนและไม่อาจลุกขึ้นหรือขอความช่วยเหลือได้ โดยสติปัญญา ความห่วงใย และการตัดสินใจอย่างเหมาะสมของพนักงานไปรษณีย์ได้ช่วยชีวิตเธอไว้</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “คนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต” (11:30 TNCV) สติปัญญาและความเข้าใจที่มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้องและดำเนินชีวิตตามพระปัญญาของพระเจ้า ไม่เพียงเป็นพรกับตัวเราเองเท่านั้นแต่กับคนที่เราพบเจอด้วย ผลของการที่เราดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และในทางของพระองค์นั้นจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีงามและมีชีวิตชีวา และผลของเรายังกระตุ้นให้เราใส่ใจผู้อื่นและดูแลเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา</p>
<p>ดังที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตยืนยันตลอดทั้งเล่มว่าจะพบปัญญาได้จากการพึ่งพาพระเจ้า ปัญญาถือว่า “ดีกว่าทับทิม และสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่ได้” (8:11) ปัญญาที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้นมีเพื่อคอยชี้นำทางให้กับเราไปตลอดชีวิต และปัญญานั้นอาจช่วยชีวิตของใครคนหนึ่งให้ได้รับชีวิตนิรันดร์</p>
<p><em>วันนี้คุณจะใช้สติปัญญาในการช่วยใครบางคนได้อย่างไร คุณให้คุณค่ากับปัญญามากแค่ไหน</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดประทานปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะทำตามวิถีและคำแนะนำของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะใส่ใจผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงนำข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/0228e711/b285ee59.mp3" length="11292612" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>706</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผลของคนชอบธรรมเป็นต้นไม้แห่งชีวิต และคนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต [ สุภาษิต 11:30 TNCV ]
ผู้ให้บริการไปรษณีย์คนหนึ่งรู้สึกกังวลเมื่อเห็นกองจดหมายของลูกค้ารายหนึ่ง พนักงานไปรษณีย์คนนั้นรู้ว่าหญิงชราอาศัยอยู่ตามลำพังและมักจะมารับจดหมายของเธอทุกวัน พนักงานจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการเล่าความกังวลให้กับเพื่อนบ้านของหญิงชราฟัง เพื่อนบ้านคนนี้ได้แจ้งไปยังเพื่อนบ้านอีกคนซึ่งมีกุญแจบ้านสำรองของหญิงชรา พวกเขาจึงพากันเข้าไปในบ้านและพบเธอนอนอยู่บนพื้น เธอล้มเมื่อสี่วันก่อนและไม่อาจลุกขึ้นหรือขอความช่วยเหลือได้ โดยสติปัญญา ความห่วงใย และการตัดสินใจอย่างเหมาะสมของพนักงานไปรษณีย์ได้ช่วยชีวิตเธอไว้
พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “คนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต” (11:30 TNCV) สติปัญญาและความเข้าใจที่มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้องและดำเนินชีวิตตามพระปัญญาของพระเจ้า ไม่เพียงเป็นพรกับตัวเราเองเท่านั้นแต่กับคนที่เราพบเจอด้วย ผลของการที่เราดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และในทางของพระองค์นั้นจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีงามและมีชีวิตชีวา และผลของเรายังกระตุ้นให้เราใส่ใจผู้อื่นและดูแลเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา
ดังที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตยืนยันตลอดทั้งเล่มว่าจะพบปัญญาได้จากการพึ่งพาพระเจ้า ปัญญาถือว่า “ดีกว่าทับทิม และสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่ได้” (8:11) ปัญญาที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้นมีเพื่อคอยชี้นำทางให้กับเราไปตลอดชีวิต และปัญญานั้นอาจช่วยชีวิตของใครคนหนึ่งให้ได้รับชีวิตนิรันดร์
วันนี้คุณจะใช้สติปัญญาในการช่วยใครบางคนได้อย่างไร คุณให้คุณค่ากับปัญญามากแค่ไหน
ข้าแต่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ โปรดประทานปัญญาแก่ข้าพระองค์ ที่จะทำตามวิถีและคำแนะนำของพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะใส่ใจผู้อื่นตามที่พระองค์ทรงนำข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผลของคนชอบธรรมเป็นต้นไม้แห่งชีวิต และคนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต [ สุภาษิต 11:30 TNCV ]
ผู้ให้บริการไปรษณีย์คนหนึ่งรู้สึกกังวลเมื่อเห็นกองจดหมายของลูกค้ารายหนึ่ง พนักงานไปรษณีย์คนนั้นรู้ว่าหญิงชราอาศัยอยู่ตามลำพังและมักจะมารับจดหมายของเธอทุกวัน พนักงานจึงตั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หลังวันคริสต์มาส</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หลังวันคริสต์มาส</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c4076e0-2b96-4812-862b-8d360dd8f575</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/128257b0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ส่วนมารีย์เก็บเรื่องทั้งหมดนี้ใคร่ครวญอยู่ในใจ [ ลูกา 2:19 TNCV ]</p>
<p>หลังจากความสุขยินดีทั้งมวลของวันคริสต์มาส แต่ในวันถัดมาก็รู้สึกราวกับจะสิ้นหวัง เราพักค้างคืนกับเพื่อนๆ แต่นอนไม่ค่อยหลับ แล้วรถของเราก็เสียขณะขับกลับบ้าน จากนั้นหิมะก็เริ่มตก เราต้องทิ้งรถและนั่งแท็กซี่กลับบ้านท่ามกลางหิมะกับความรู้สึก ห่อเหี่ยว</p>
<p>ไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่หลังจากวันคริสต์มาส ไม่ว่าจะจากการกินมากเกินไป หรือจู่ๆเพลงคริสต์มาสก็หายไปจากวิทยุ หรือความจริงที่ว่าของขวัญที่เราซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ลดเหลือครึ่งราคา ความมหัศจรรย์ของวันคริสต์มาสสลายหายไปได้อย่างรวดเร็ว!</p>
<p>พระคัมภีร์ไม่เคยบอกเราเกี่ยวกับวันถัดมาหลังจากที่พระเยซูประสูติ แต่เราจินตนาการได้ว่าหลังการเดินเท้าไปยังเบธเลเฮม เบียดเสียดหาที่พัก ความเจ็บปวดของมารีย์จากการคลอดบุตรและคนเลี้ยงแกะมาหาโดยไม่บอกกล่าว (ลก. 2:4-18) มารีย์และโยเซฟคงจะหมดแรง กระนั้นเมื่อมารีย์อุ้มทารกแรกเกิดอย่างทะนุถนอม ผมจินตนาการได้ถึงการตอบสนองของเธอในการมาเยือนของทูตสวรรค์ (1:30-33) คำอวยพรของนางเอลีซาเบธ (ข้อ 42-45) และการที่เธอตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับจุดหมายของพระกุมาร (ข้อ 46-55) มารีย์ “ใคร่ครวญ” เรื่องดังกล่าวเหล่านี้อยู่ในใจ (2:19 TNCV) ซึ่งคงจะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางกายในวันนั้นได้</p>
<p>เราทุกคนล้วนมีวันที่ “ห่อเหี่ยว” และเป็นไปได้กระทั่งหลังวันคริสต์มาส ให้เราเป็นเหมือนมารีย์ ที่จะเผชิญวันเหล่านั้นโดยใคร่ครวญถึงพระองค์ผู้ซึ่งเสด็จมาในโลกของเรา และทำให้โลกสว่างสดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์</p>
<p><em>คุณมีแนวโน้มว่าจะรู้สึก “ย่ำแย่” ภายหลังจากที่รู้สึก “ดีมาก” เมื่อใด คุณจะใคร่ครวญถึงทุกสิ่งที่พระเยซูทรงนำเข้ามาในโลกได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่เสด็จเข้ามาสู่โลกที่มืดมิดของเรา และทำให้วันคืนของข้าพระองค์สดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ส่วนมารีย์เก็บเรื่องทั้งหมดนี้ใคร่ครวญอยู่ในใจ [ ลูกา 2:19 TNCV ]</p>
<p>หลังจากความสุขยินดีทั้งมวลของวันคริสต์มาส แต่ในวันถัดมาก็รู้สึกราวกับจะสิ้นหวัง เราพักค้างคืนกับเพื่อนๆ แต่นอนไม่ค่อยหลับ แล้วรถของเราก็เสียขณะขับกลับบ้าน จากนั้นหิมะก็เริ่มตก เราต้องทิ้งรถและนั่งแท็กซี่กลับบ้านท่ามกลางหิมะกับความรู้สึก ห่อเหี่ยว</p>
<p>ไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่หลังจากวันคริสต์มาส ไม่ว่าจะจากการกินมากเกินไป หรือจู่ๆเพลงคริสต์มาสก็หายไปจากวิทยุ หรือความจริงที่ว่าของขวัญที่เราซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ลดเหลือครึ่งราคา ความมหัศจรรย์ของวันคริสต์มาสสลายหายไปได้อย่างรวดเร็ว!</p>
<p>พระคัมภีร์ไม่เคยบอกเราเกี่ยวกับวันถัดมาหลังจากที่พระเยซูประสูติ แต่เราจินตนาการได้ว่าหลังการเดินเท้าไปยังเบธเลเฮม เบียดเสียดหาที่พัก ความเจ็บปวดของมารีย์จากการคลอดบุตรและคนเลี้ยงแกะมาหาโดยไม่บอกกล่าว (ลก. 2:4-18) มารีย์และโยเซฟคงจะหมดแรง กระนั้นเมื่อมารีย์อุ้มทารกแรกเกิดอย่างทะนุถนอม ผมจินตนาการได้ถึงการตอบสนองของเธอในการมาเยือนของทูตสวรรค์ (1:30-33) คำอวยพรของนางเอลีซาเบธ (ข้อ 42-45) และการที่เธอตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับจุดหมายของพระกุมาร (ข้อ 46-55) มารีย์ “ใคร่ครวญ” เรื่องดังกล่าวเหล่านี้อยู่ในใจ (2:19 TNCV) ซึ่งคงจะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางกายในวันนั้นได้</p>
<p>เราทุกคนล้วนมีวันที่ “ห่อเหี่ยว” และเป็นไปได้กระทั่งหลังวันคริสต์มาส ให้เราเป็นเหมือนมารีย์ ที่จะเผชิญวันเหล่านั้นโดยใคร่ครวญถึงพระองค์ผู้ซึ่งเสด็จมาในโลกของเรา และทำให้โลกสว่างสดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์</p>
<p><em>คุณมีแนวโน้มว่าจะรู้สึก “ย่ำแย่” ภายหลังจากที่รู้สึก “ดีมาก” เมื่อใด คุณจะใคร่ครวญถึงทุกสิ่งที่พระเยซูทรงนำเข้ามาในโลกได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่เสด็จเข้ามาสู่โลกที่มืดมิดของเรา และทำให้วันคืนของข้าพระองค์สดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 25 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/128257b0/203ede6c.mp3" length="10772637" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>674</itunes:duration>
      <itunes:summary>ส่วนมารีย์เก็บเรื่องทั้งหมดนี้ใคร่ครวญอยู่ในใจ [ ลูกา 2:19 TNCV ]
หลังจากความสุขยินดีทั้งมวลของวันคริสต์มาส แต่ในวันถัดมาก็รู้สึกราวกับจะสิ้นหวัง เราพักค้างคืนกับเพื่อนๆ แต่นอนไม่ค่อยหลับ แล้วรถของเราก็เสียขณะขับกลับบ้าน จากนั้นหิมะก็เริ่มตก เราต้องทิ้งรถและนั่งแท็กซี่กลับบ้านท่ามกลางหิมะกับความรู้สึก ห่อเหี่ยว
ไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่หลังจากวันคริสต์มาส ไม่ว่าจะจากการกินมากเกินไป หรือจู่ๆเพลงคริสต์มาสก็หายไปจากวิทยุ หรือความจริงที่ว่าของขวัญที่เราซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ลดเหลือครึ่งราคา ความมหัศจรรย์ของวันคริสต์มาสสลายหายไปได้อย่างรวดเร็ว!
พระคัมภีร์ไม่เคยบอกเราเกี่ยวกับวันถัดมาหลังจากที่พระเยซูประสูติ แต่เราจินตนาการได้ว่าหลังการเดินเท้าไปยังเบธเลเฮม เบียดเสียดหาที่พัก ความเจ็บปวดของมารีย์จากการคลอดบุตรและคนเลี้ยงแกะมาหาโดยไม่บอกกล่าว (ลก. 2:4-18) มารีย์และโยเซฟคงจะหมดแรง กระนั้นเมื่อมารีย์อุ้มทารกแรกเกิดอย่างทะนุถนอม ผมจินตนาการได้ถึงการตอบสนองของเธอในการมาเยือนของทูตสวรรค์ (1:30-33) คำอวยพรของนางเอลีซาเบธ (ข้อ 42-45) และการที่เธอตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับจุดหมายของพระกุมาร (ข้อ 46-55) มารีย์ “ใคร่ครวญ” เรื่องดังกล่าวเหล่านี้อยู่ในใจ (2:19 TNCV) ซึ่งคงจะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางกายในวันนั้นได้
เราทุกคนล้วนมีวันที่ “ห่อเหี่ยว” และเป็นไปได้กระทั่งหลังวันคริสต์มาส ให้เราเป็นเหมือนมารีย์ ที่จะเผชิญวันเหล่านั้นโดยใคร่ครวญถึงพระองค์ผู้ซึ่งเสด็จมาในโลกของเรา และทำให้โลกสว่างสดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์
คุณมีแนวโน้มว่าจะรู้สึก “ย่ำแย่” ภายหลังจากที่รู้สึก “ดีมาก” เมื่อใด คุณจะใคร่ครวญถึงทุกสิ่งที่พระเยซูทรงนำเข้ามาในโลกได้อย่างไรในวันนี้
พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ที่เสด็จเข้ามาสู่โลกที่มืดมิดของเรา และทำให้วันคืนของข้าพระองค์สดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ส่วนมารีย์เก็บเรื่องทั้งหมดนี้ใคร่ครวญอยู่ในใจ [ ลูกา 2:19 TNCV ]
หลังจากความสุขยินดีทั้งมวลของวันคริสต์มาส แต่ในวันถัดมาก็รู้สึกราวกับจะสิ้นหวัง เราพักค้างคืนกับเพื่อนๆ แต่นอนไม่ค่อยหลับ แล้วรถของเราก็เสียขณะขับกลับบ้าน จากนั้นหิมะก็เริ่มตก เราต้องทิ้งรถ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระสัญญาเรื่องการบังเกิดของพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระสัญญาเรื่องการบังเกิดของพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">844c1f67-e8f2-4fda-82e6-8bfeed8257f9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c145c920</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์...จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล [ มีคาห์ 5:2 ]</p>
<p>ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 จอห์น ดับเบิลยู. มอชลี่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า เด็กชายหญิงทั่วๆไปไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเชี่ยวชาญได้” คำทำนายของมอชลี่ดูน่าทึ่งในเวลานั้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ ทุกวันนี้การใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือเป็นหนึ่งในทักษะแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้</p>
<p>ในขณะที่คำทำนายของมอชลี่เป็นจริง แต่ก็ยังมีคำทำนายที่สำคัญกว่านั้นมาก คือคำทำนายในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ ตัวอย่างเช่น มีคาห์ 5:2 ประกาศว่า “โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล” พระเจ้าทรงส่งพระเยซูมาบังเกิดที่เบธเลเฮมหน่วยเล็กน้อย ทรงประทานเครื่องหมายว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ดาวิด (ดู ลก.2:4-7)</p>
<p>พระคัมภีร์เล่มเดียวกันที่ทำนายอย่างแม่นยำถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู ก็ยังได้สัญญาถึงการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์เช่นกัน (กจ.1:11) พระเยซูทรงสัญญากับสาวกกลุ่มแรกว่าจะทรงเสด็จกลับมาหาพวกเขา (ยน.14:1-4)</p>
<p>คริสต์มาสนี้ เมื่อเราใคร่ครวญข้อเท็จจริงที่ทำนายไว้อย่างแม่นยำเกี่ยวกับการมาบังเกิดของพระเยซู ขอให้เราตระหนักถึงพระสัญญาที่จะทรงเสด็จกลับมาด้วย และยอมให้พระองค์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่เมื่อเราได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า!</p>
<p><em>คุณจะตอบสนองโดยการนมัสการอย่างไรในการมาบังเกิดของพระคริสต์ ซึ่งเป็นจริงตามคำพยากรณ์ พระสัญญาของพระองค์ที่จะเสด็จกลับมาเพื่อเราส่งผลต่อการตัดสินใจของคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาผู้ทรงรัก ข้าพระองค์สำนึกขอบพระคุณอย่างล้นเหลือ ในการบังเกิดของพระเยซู และในพันธกิจแห่งการช่วยกู้และการไถ่ของพระองค์ ขอบพระคุณที่พระองค์จะเสด็จกลับมาหาข้าพระองค์อย่างแน่นอน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์...จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล [ มีคาห์ 5:2 ]</p>
<p>ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 จอห์น ดับเบิลยู. มอชลี่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า เด็กชายหญิงทั่วๆไปไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเชี่ยวชาญได้” คำทำนายของมอชลี่ดูน่าทึ่งในเวลานั้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ ทุกวันนี้การใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือเป็นหนึ่งในทักษะแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้</p>
<p>ในขณะที่คำทำนายของมอชลี่เป็นจริง แต่ก็ยังมีคำทำนายที่สำคัญกว่านั้นมาก คือคำทำนายในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ ตัวอย่างเช่น มีคาห์ 5:2 ประกาศว่า “โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล” พระเจ้าทรงส่งพระเยซูมาบังเกิดที่เบธเลเฮมหน่วยเล็กน้อย ทรงประทานเครื่องหมายว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ดาวิด (ดู ลก.2:4-7)</p>
<p>พระคัมภีร์เล่มเดียวกันที่ทำนายอย่างแม่นยำถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู ก็ยังได้สัญญาถึงการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์เช่นกัน (กจ.1:11) พระเยซูทรงสัญญากับสาวกกลุ่มแรกว่าจะทรงเสด็จกลับมาหาพวกเขา (ยน.14:1-4)</p>
<p>คริสต์มาสนี้ เมื่อเราใคร่ครวญข้อเท็จจริงที่ทำนายไว้อย่างแม่นยำเกี่ยวกับการมาบังเกิดของพระเยซู ขอให้เราตระหนักถึงพระสัญญาที่จะทรงเสด็จกลับมาด้วย และยอมให้พระองค์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่เมื่อเราได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า!</p>
<p><em>คุณจะตอบสนองโดยการนมัสการอย่างไรในการมาบังเกิดของพระคริสต์ ซึ่งเป็นจริงตามคำพยากรณ์ พระสัญญาของพระองค์ที่จะเสด็จกลับมาเพื่อเราส่งผลต่อการตัดสินใจของคุณอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาผู้ทรงรัก ข้าพระองค์สำนึกขอบพระคุณอย่างล้นเหลือ ในการบังเกิดของพระเยซู และในพันธกิจแห่งการช่วยกู้และการไถ่ของพระองค์ ขอบพระคุณที่พระองค์จะเสด็จกลับมาหาข้าพระองค์อย่างแน่นอน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 24 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c145c920/88318ee1.mp3" length="11708070" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>732</itunes:duration>
      <itunes:summary>โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์...จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล [ มีคาห์ 5:2 ]
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 จอห์น ดับเบิลยู. มอชลี่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า เด็กชายหญิงทั่วๆไปไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเชี่ยวชาญได้” คำทำนายของมอชลี่ดูน่าทึ่งในเวลานั้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ ทุกวันนี้การใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือเป็นหนึ่งในทักษะแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้
ในขณะที่คำทำนายของมอชลี่เป็นจริง แต่ก็ยังมีคำทำนายที่สำคัญกว่านั้นมาก คือคำทำนายในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ ตัวอย่างเช่น มีคาห์ 5:2 ประกาศว่า “โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล” พระเจ้าทรงส่งพระเยซูมาบังเกิดที่เบธเลเฮมหน่วยเล็กน้อย ทรงประทานเครื่องหมายว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ดาวิด (ดู ลก.2:4-7)
พระคัมภีร์เล่มเดียวกันที่ทำนายอย่างแม่นยำถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู ก็ยังได้สัญญาถึงการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์เช่นกัน (กจ.1:11) พระเยซูทรงสัญญากับสาวกกลุ่มแรกว่าจะทรงเสด็จกลับมาหาพวกเขา (ยน.14:1-4)
คริสต์มาสนี้ เมื่อเราใคร่ครวญข้อเท็จจริงที่ทำนายไว้อย่างแม่นยำเกี่ยวกับการมาบังเกิดของพระเยซู ขอให้เราตระหนักถึงพระสัญญาที่จะทรงเสด็จกลับมาด้วย และยอมให้พระองค์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่เมื่อเราได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า!
คุณจะตอบสนองโดยการนมัสการอย่างไรในการมาบังเกิดของพระคริสต์ ซึ่งเป็นจริงตามคำพยากรณ์ พระสัญญาของพระองค์ที่จะเสด็จกลับมาเพื่อเราส่งผลต่อการตัดสินใจของคุณอย่างไร
พระบิดาผู้ทรงรัก ข้าพระองค์สำนึกขอบพระคุณอย่างล้นเหลือ ในการบังเกิดของพระเยซู และในพันธกิจแห่งการช่วยกู้และการไถ่ของพระองค์ ขอบพระคุณที่พระองค์จะเสด็จกลับมาหาข้าพระองค์อย่างแน่นอน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์...จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอล [ มีคาห์ 5:2 ]
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 จอห์น ดับเบิลยู. มอชลี่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า เด็กชายหญิงทั่วๆไปไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเช</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดาวแห่งคริสตสมภพ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดาวแห่งคริสตสมภพ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">95fe3d07-a279-422b-a729-75a1a8c1bdff</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/155e7c86</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]</p>
<p>“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการ นำทางจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน พ่อจึงต้องแน่ใจว่าผมรู้ชื่อและตำแหน่งของกลุ่มดาวต่างๆ แต่การสามารถหาดาวเหนือได้นั้นสำคัญที่สุด การรู้ตำแหน่งของดาวดวงนั้นหมายความว่าผมจะสามารถจับทิศทางได้ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนและไปยังที่ที่ผมต้องการจะไปได้</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวถึงดวงดาวอีกดวงที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นผู้รู้ (จากพื้นที่ของประเทศอิหร่านและอิรักรวมกันในปัจจุบัน)ที่เฝ้าดูหมายสำคัญบนท้องฟ้าแห่งการมาประสูติขององค์ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ พวกเขาเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้วถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:1-2)</p>
<p>นักดาราศาสตร์ไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวแห่งเบธเลเฮมปรากฏขึ้น แต่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงสร้างดาวดวงนี้ขึ้นเพื่อชี้ให้โลกได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็น “ดาวประจำรุ่งอันสุกใส” (วว.22:16) พระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปและนำเรากลับไปหาพระเจ้า จงติดตามพระองค์ไป แล้วคุณจะพบทางกลับบ้าน</p>
<p><em>ในทางปฏิบัตินั้นคุณจะติดตามพระเยซูได้อย่างไรบ้างในวันนี้ คุณจะแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่นได้อย่างไรบ้างในสัปดาห์นี้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นหนทางไปสู่บ้านนิรันดร์ในสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอทรงให้ความสว่างของพระองค์นำทางข้าพระองค์ในวันนี้!</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]</p>
<p>“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการ นำทางจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน พ่อจึงต้องแน่ใจว่าผมรู้ชื่อและตำแหน่งของกลุ่มดาวต่างๆ แต่การสามารถหาดาวเหนือได้นั้นสำคัญที่สุด การรู้ตำแหน่งของดาวดวงนั้นหมายความว่าผมจะสามารถจับทิศทางได้ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนและไปยังที่ที่ผมต้องการจะไปได้</p>
<p>พระคัมภีร์กล่าวถึงดวงดาวอีกดวงที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นผู้รู้ (จากพื้นที่ของประเทศอิหร่านและอิรักรวมกันในปัจจุบัน)ที่เฝ้าดูหมายสำคัญบนท้องฟ้าแห่งการมาประสูติขององค์ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ พวกเขาเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้วถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:1-2)</p>
<p>นักดาราศาสตร์ไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวแห่งเบธเลเฮมปรากฏขึ้น แต่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงสร้างดาวดวงนี้ขึ้นเพื่อชี้ให้โลกได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็น “ดาวประจำรุ่งอันสุกใส” (วว.22:16) พระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปและนำเรากลับไปหาพระเจ้า จงติดตามพระองค์ไป แล้วคุณจะพบทางกลับบ้าน</p>
<p><em>ในทางปฏิบัตินั้นคุณจะติดตามพระเยซูได้อย่างไรบ้างในวันนี้ คุณจะแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่นได้อย่างไรบ้างในสัปดาห์นี้</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นหนทางไปสู่บ้านนิรันดร์ในสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอทรงให้ความสว่างของพระองค์นำทางข้าพระองค์ในวันนี้!</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 23 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/155e7c86/a9a69b4c.mp3" length="12868284" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>805</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]
“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการ นำทางจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน พ่อจึงต้องแน่ใจว่าผมรู้ชื่อและตำแหน่งของกลุ่มดาวต่างๆ แต่การสามารถหาดาวเหนือได้นั้นสำคัญที่สุด การรู้ตำแหน่งของดาวดวงนั้นหมายความว่าผมจะสามารถจับทิศทางได้ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนและไปยังที่ที่ผมต้องการจะไปได้
พระคัมภีร์กล่าวถึงดวงดาวอีกดวงที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นผู้รู้ (จากพื้นที่ของประเทศอิหร่านและอิรักรวมกันในปัจจุบัน)ที่เฝ้าดูหมายสำคัญบนท้องฟ้าแห่งการมาประสูติขององค์ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ พวกเขาเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้วถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:1-2)
นักดาราศาสตร์ไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวแห่งเบธเลเฮมปรากฏขึ้น แต่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงสร้างดาวดวงนี้ขึ้นเพื่อชี้ให้โลกได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็น “ดาวประจำรุ่งอันสุกใส” (วว.22:16) พระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปและนำเรากลับไปหาพระเจ้า จงติดตามพระองค์ไป แล้วคุณจะพบทางกลับบ้าน
ในทางปฏิบัตินั้นคุณจะติดตามพระเยซูได้อย่างไรบ้างในวันนี้ คุณจะแบ่งปันความรักของพระองค์กับผู้อื่นได้อย่างไรบ้างในสัปดาห์นี้
พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเป็นหนทางไปสู่บ้านนิรันดร์ในสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอทรงให้ความสว่างของพระองค์นำทางข้าพระองค์ในวันนี้!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อพวกโหราจารย์ได้เห็นดาวนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก [ มัทธิว 2:10 ]
“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สามัคคีธรรมในพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สามัคคีธรรมในพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">434534b1-2151-46ec-a73e-958a68d4291a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5d3b475d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</p>
<p>ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในการปิดไฟและล็อกประตูคริสตจักรหลังการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ อาหารเย็นวันอาทิตย์ของเขาจะล่าช้าออกไป นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากชอบที่จะใช้เวลาหลังเลิก<br>คริสตจักรพูดคุยเรื่องราวในชีวิตกัน ทั้งปัญหาทางใจกับเรื่องที่ต้องฟันฝ่า ตลอดจนเรื่องอื่นๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มองไปรอบๆสัก 20 นาทีหลังเลิกนมัสการและได้เห็นผู้คนมากมายยังคงเพลิดเพลินกับการใช้เวลาด้วยกัน</p>
<p>การสามัคคีธรรมเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์ หากไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์กันผ่านการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่อ เราจะพลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์มากมายจากการเป็นผู้เชื่อ</p>
<p>ตัวอย่างเช่น เปาโลกล่าวว่าเราสามารถ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (1 ธส.5:11) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเห็นพ้องด้วย โดยบอกเราว่าอย่าละเลยการพบปะกัน เพราะเราต้อง “หนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (10:25) และยังกล่าวอีกด้วยว่าเมื่ออยู่ด้วยกันเรา “จะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)</p>
<p>ในฐานะผู้ที่ถวายตัวเพื่อพระเยซู เมื่อเรา “หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง” และ “มีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง” (1ธส.5:14) เราก็ได้เตรียมพร้อมในความสัตย์ซื่อและการรับใช้ เมื่อเราดำเนินชีวิตในทางนั้นโดยมีพระองค์ทรงช่วยเรา เราก็จะได้มีความสุขกับการมีสามัคคีธรรมที่แท้จริงและได้ “ทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (ข้อ 15)</p>
<p><em>คุณได้ประโยชน์อะไรจากการใช้เวลาอยู่กับผู้เชื่อ คุณจะช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ถึงการสามัคคีธรรมในพระคริสต์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็น “ผู้มีสามัคคีธรรม” คือเป็นคนที่มีใจเอื้อเฟื้อคอยหนุนใจผู้อื่นด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]</p>
<p>ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในการปิดไฟและล็อกประตูคริสตจักรหลังการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ อาหารเย็นวันอาทิตย์ของเขาจะล่าช้าออกไป นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากชอบที่จะใช้เวลาหลังเลิก<br>คริสตจักรพูดคุยเรื่องราวในชีวิตกัน ทั้งปัญหาทางใจกับเรื่องที่ต้องฟันฝ่า ตลอดจนเรื่องอื่นๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มองไปรอบๆสัก 20 นาทีหลังเลิกนมัสการและได้เห็นผู้คนมากมายยังคงเพลิดเพลินกับการใช้เวลาด้วยกัน</p>
<p>การสามัคคีธรรมเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์ หากไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์กันผ่านการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่อ เราจะพลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์มากมายจากการเป็นผู้เชื่อ</p>
<p>ตัวอย่างเช่น เปาโลกล่าวว่าเราสามารถ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (1 ธส.5:11) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเห็นพ้องด้วย โดยบอกเราว่าอย่าละเลยการพบปะกัน เพราะเราต้อง “หนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (10:25) และยังกล่าวอีกด้วยว่าเมื่ออยู่ด้วยกันเรา “จะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)</p>
<p>ในฐานะผู้ที่ถวายตัวเพื่อพระเยซู เมื่อเรา “หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง” และ “มีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง” (1ธส.5:14) เราก็ได้เตรียมพร้อมในความสัตย์ซื่อและการรับใช้ เมื่อเราดำเนินชีวิตในทางนั้นโดยมีพระองค์ทรงช่วยเรา เราก็จะได้มีความสุขกับการมีสามัคคีธรรมที่แท้จริงและได้ “ทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (ข้อ 15)</p>
<p><em>คุณได้ประโยชน์อะไรจากการใช้เวลาอยู่กับผู้เชื่อ คุณจะช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ถึงการสามัคคีธรรมในพระคริสต์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็น “ผู้มีสามัคคีธรรม” คือเป็นคนที่มีใจเอื้อเฟื้อคอยหนุนใจผู้อื่นด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 22 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d3b475d/5e83d5c7.mp3" length="10580802" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>662</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]
ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในการปิดไฟและล็อกประตูคริสตจักรหลังการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ อาหารเย็นวันอาทิตย์ของเขาจะล่าช้าออกไป นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากชอบที่จะใช้เวลาหลังเลิกคริสตจักรพูดคุยเรื่องราวในชีวิตกัน ทั้งปัญหาทางใจกับเรื่องที่ต้องฟันฝ่า ตลอดจนเรื่องอื่นๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มองไปรอบๆสัก 20 นาทีหลังเลิกนมัสการและได้เห็นผู้คนมากมายยังคงเพลิดเพลินกับการใช้เวลาด้วยกัน
การสามัคคีธรรมเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์ หากไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์กันผ่านการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่อ เราจะพลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์มากมายจากการเป็นผู้เชื่อ
ตัวอย่างเช่น เปาโลกล่าวว่าเราสามารถ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (1 ธส.5:11) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเห็นพ้องด้วย โดยบอกเราว่าอย่าละเลยการพบปะกัน เพราะเราต้อง “หนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (10:25) และยังกล่าวอีกด้วยว่าเมื่ออยู่ด้วยกันเรา “จะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)
ในฐานะผู้ที่ถวายตัวเพื่อพระเยซู เมื่อเรา “หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง” และ “มีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง” (1ธส.5:14) เราก็ได้เตรียมพร้อมในความสัตย์ซื่อและการรับใช้ เมื่อเราดำเนินชีวิตในทางนั้นโดยมีพระองค์ทรงช่วยเรา เราก็จะได้มีความสุขกับการมีสามัคคีธรรมที่แท้จริงและได้ “ทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (ข้อ 15)
คุณได้ประโยชน์อะไรจากการใช้เวลาอยู่กับผู้เชื่อ คุณจะช่วยให้ผู้อื่นมีประสบการณ์ถึงการสามัคคีธรรมในพระคริสต์ได้อย่างไร
พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็น “ผู้มีสามัคคีธรรม” คือเป็นคนที่มีใจเอื้อเฟื้อคอยหนุนใจผู้อื่นด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น [ 1 เธสะโลนิกา 5:11 ]
ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในการปิดไฟและล็อกประตูคริสตจักรหลังการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ อาหารเย็นวันอาทิตย์ของเขาจะล่าช้าออกไป นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากชอบที่จะใช้เวลาหลังเล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กำแพงทลายลง พบความเป็นหนึ่งเดียว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>กำแพงทลายลง พบความเป็นหนึ่งเดียว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4cdcc110-3cb3-49f4-ba03-522d4e574c32</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/34add06b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>[พระเยซู] ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน [ เอเฟซัส 2:14-15 ]</p>
<p>ตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 บรรดาครอบครัวและมิตรสหายถูกแบ่งแยกจากกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีนั้นโดยรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก เพื่อขวางกั้นพลเมืองไม่ให้หลบหนีไปยังเยอรมนีตะวันตก อันที่จริงนับจากปีค.ศ. 1949 จนถึงวันก่อสร้าง คาดว่ามีชาวเยอรมนีตะวันออกมากกว่า 2.5 ล้านคนหลบหนีไปทางตะวันตก ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนแห่งสหรัฐฯยืนอยู่ที่กำแพงในปีค.ศ. 1987 และกล่าวถ้อยคำอันโด่งดังว่า “จงทลายกำแพงนี้” คำกล่าวของท่านสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จบลงด้วยการทลายกำแพงในปีค.ศ. 1989 ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนีอีกครั้งด้วยความปีติยินดี</p>
<p>ในเอเฟซัส 2:14-15 เปาโลกล่าวถึง “กำแพง…[แห่ง]การเป็นปฏิปักษ์กัน” ที่พระเยซูทรงรื้อถอน กำแพงนั้นตั้งอยู่ระหว่างคนยิว (ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก) กับคนต่างชาติ (ประชากรอื่นทั้งหมด) และเป็นเครื่องหมายกำแพงแบ่งเขตแดน ในพระวิหารเก่าที่เฮโรดมหาราชสร้างขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กำแพงนี้กั้นคนต่างชาติไว้ให้เข้ามาได้แค่ลานชั้นนอกของพระวิหาร กระนั้นพวกเขาก็มองเห็นลานด้านในได้ แต่พระเยซูทรงนำมาซึ่ง “สันติภาพ” และการคืนดีกันระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติ และระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง…โดย[การสิ้นพระชนม์บน]กางเขน” (ข้อ 14, 16) ด้วย “การประกาศสันติสุข” นี้ทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันโดยความเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 17-18)</p>
<p>ทุกวันนี้มีหลายสิ่งที่แบ่งแยกเราจากกัน เมื่อพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งจำเป็นแก่เราแล้ว ให้เราฝ่าฟันที่จะใช้ทั้งชีวิตของเราประกาศสันติสุขและความเป็นหนึ่งเดียวที่พบในพระเยซู (ข้อ 19-22)</p>
<p><em>คุณเห็นกำแพงใดที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกบ้าง คุณจะช่วยทลายกำแพงเหล่านั้นลงด้วยพระกำลังของพระเยซูอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุข โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ทลายกำแพง ที่ปฏิเสธความจริงและความรักของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>[พระเยซู] ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน [ เอเฟซัส 2:14-15 ]</p>
<p>ตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 บรรดาครอบครัวและมิตรสหายถูกแบ่งแยกจากกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีนั้นโดยรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก เพื่อขวางกั้นพลเมืองไม่ให้หลบหนีไปยังเยอรมนีตะวันตก อันที่จริงนับจากปีค.ศ. 1949 จนถึงวันก่อสร้าง คาดว่ามีชาวเยอรมนีตะวันออกมากกว่า 2.5 ล้านคนหลบหนีไปทางตะวันตก ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนแห่งสหรัฐฯยืนอยู่ที่กำแพงในปีค.ศ. 1987 และกล่าวถ้อยคำอันโด่งดังว่า “จงทลายกำแพงนี้” คำกล่าวของท่านสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จบลงด้วยการทลายกำแพงในปีค.ศ. 1989 ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนีอีกครั้งด้วยความปีติยินดี</p>
<p>ในเอเฟซัส 2:14-15 เปาโลกล่าวถึง “กำแพง…[แห่ง]การเป็นปฏิปักษ์กัน” ที่พระเยซูทรงรื้อถอน กำแพงนั้นตั้งอยู่ระหว่างคนยิว (ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก) กับคนต่างชาติ (ประชากรอื่นทั้งหมด) และเป็นเครื่องหมายกำแพงแบ่งเขตแดน ในพระวิหารเก่าที่เฮโรดมหาราชสร้างขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กำแพงนี้กั้นคนต่างชาติไว้ให้เข้ามาได้แค่ลานชั้นนอกของพระวิหาร กระนั้นพวกเขาก็มองเห็นลานด้านในได้ แต่พระเยซูทรงนำมาซึ่ง “สันติภาพ” และการคืนดีกันระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติ และระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง…โดย[การสิ้นพระชนม์บน]กางเขน” (ข้อ 14, 16) ด้วย “การประกาศสันติสุข” นี้ทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันโดยความเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 17-18)</p>
<p>ทุกวันนี้มีหลายสิ่งที่แบ่งแยกเราจากกัน เมื่อพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งจำเป็นแก่เราแล้ว ให้เราฝ่าฟันที่จะใช้ทั้งชีวิตของเราประกาศสันติสุขและความเป็นหนึ่งเดียวที่พบในพระเยซู (ข้อ 19-22)</p>
<p><em>คุณเห็นกำแพงใดที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกบ้าง คุณจะช่วยทลายกำแพงเหล่านั้นลงด้วยพระกำลังของพระเยซูอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุข โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ทลายกำแพง ที่ปฏิเสธความจริงและความรักของพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 21 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/34add06b/de367064.mp3" length="10997531" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>688</itunes:duration>
      <itunes:summary>[พระเยซู] ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน [ เอเฟซัส 2:14-15 ]
ตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 บรรดาครอบครัวและมิตรสหายถูกแบ่งแยกจากกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีนั้นโดยรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก เพื่อขวางกั้นพลเมืองไม่ให้หลบหนีไปยังเยอรมนีตะวันตก อันที่จริงนับจากปีค.ศ. 1949 จนถึงวันก่อสร้าง คาดว่ามีชาวเยอรมนีตะวันออกมากกว่า 2.5 ล้านคนหลบหนีไปทางตะวันตก ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนแห่งสหรัฐฯยืนอยู่ที่กำแพงในปีค.ศ. 1987 และกล่าวถ้อยคำอันโด่งดังว่า “จงทลายกำแพงนี้” คำกล่าวของท่านสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จบลงด้วยการทลายกำแพงในปีค.ศ. 1989 ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนีอีกครั้งด้วยความปีติยินดี
ในเอเฟซัส 2:14-15 เปาโลกล่าวถึง “กำแพง…[แห่ง]การเป็นปฏิปักษ์กัน” ที่พระเยซูทรงรื้อถอน กำแพงนั้นตั้งอยู่ระหว่างคนยิว (ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก) กับคนต่างชาติ (ประชากรอื่นทั้งหมด) และเป็นเครื่องหมายกำแพงแบ่งเขตแดน ในพระวิหารเก่าที่เฮโรดมหาราชสร้างขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กำแพงนี้กั้นคนต่างชาติไว้ให้เข้ามาได้แค่ลานชั้นนอกของพระวิหาร กระนั้นพวกเขาก็มองเห็นลานด้านในได้ แต่พระเยซูทรงนำมาซึ่ง “สันติภาพ” และการคืนดีกันระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติ และระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง…โดย[การสิ้นพระชนม์บน]กางเขน” (ข้อ 14, 16) ด้วย “การประกาศสันติสุข” นี้ทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันโดยความเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 17-18)
ทุกวันนี้มีหลายสิ่งที่แบ่งแยกเราจากกัน เมื่อพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งจำเป็นแก่เราแล้ว ให้เราฝ่าฟันที่จะใช้ทั้งชีวิตของเราประกาศสันติสุขและความเป็นหนึ่งเดียวที่พบในพระเยซู (ข้อ 19-22)
คุณเห็นกำแพงใดที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกบ้าง คุณจะช่วยทลายกำแพงเหล่านั้นลงด้วยพระกำลังของพระเยซูอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุข โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ทลายกำแพง ที่ปฏิเสธความจริงและความรักของพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[พระเยซู] ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง คือการเป็นปฏิปักษ์กัน [ เอเฟซัส 2:14-15 ]
ตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 บรรดาครอบครัวและมิตรสหายถูกแบ่งแยกจากกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีนั้นโดยรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก เพื่อขวางกั้นพลเมืองไม่ให้หลบหนีไปยังเยอร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสงแห่งความหวัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แสงแห่งความหวัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e6429350-c175-4567-9294-8e8fd5cbd4a0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e0b969fb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:11 ]</p>
<p>ไม้กางเขนสีแดงเงางามของแม่น่าจะแขวนอยู่ข้างเตียงท่านที่ศูนย์ผู้ป่วยมะเร็ง และฉันควรจะเตรียมตัวในช่วงวันหยุดไปเยี่ยมแม่ตามกำหนดการรักษา ทั้งหมดที่ฉันต้องการในวันคริสต์มาสคือการได้อยู่กับแม่อีกวันหนึ่ง แต่ฉันกลับได้อยู่บ้าน…และแขวนกางเขนของท่านไว้บนต้นไม้เทียม</p>
<p>เมื่อฮาเวียร์ลูกชายของฉันเสียบปลั๊กไฟ ฉันกระซิบว่า “ขอบใจจ้ะ” เขาตอบว่า “ครับแม่” ลูกชายไม่รู้ว่าฉันกำลังขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้หลอดไฟริบหรี่นี้เพื่อหันสายตาของฉันไปยังผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่ดำรงอยู่นิรันดร์คือพระเยซู</p>
<p>ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงความรู้สึกที่ไม่ได้แต่งเติมต่อพระเจ้า (ข้อ 1-4) ท่านยอมรับว่าตนมีจิตวิญญาณที่ “หดหู่” และ “กระสับกระส่าย” ก่อนที่จะหนุนใจผู้อ่านว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) แม้ว่าท่านจะถูกคลื่นแห่งความโศกเศร้าและความทุกข์ครอบงำ แต่ความหวังของผู้เขียนสดุดีได้ส่องประกายโดยการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในอดีต (ข้อ 6-10) ท่านสรุปจบด้วยการตั้งคำถามถึงความคลางแคลงใจของตนและยืนยันถึงความสามารถในการกลับสู่ความเชื่ออันบริสุทธิ์ของตน “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11)</p>
<p>สำหรับเราหลายคนนั้นเทศกาลคริสต์มาสนำมาซึ่งทั้งความสุขและความเศร้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่แม้แต่ความรู้สึกซึ่งผสมปนเปกันเหล่านี้ก็สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกัน และได้รับการไถ่โดยทางพระสัญญาที่ตรัสถึงพระเยซูผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่แท้จริง</p>
<p><em>พระเยซูทรงช่วยคุณจัดการกับความโศกเศร้าในขณะที่ฉลองคริสต์มาสอย่างไร คุณจะช่วยผู้ที่โศกเศร้าในเทศกาลนี้ได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยค้ำจุนให้ข้าพระองค์ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกและความชื่นชมยินดีมาได้ตลอดทั้งปี</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:11 ]</p>
<p>ไม้กางเขนสีแดงเงางามของแม่น่าจะแขวนอยู่ข้างเตียงท่านที่ศูนย์ผู้ป่วยมะเร็ง และฉันควรจะเตรียมตัวในช่วงวันหยุดไปเยี่ยมแม่ตามกำหนดการรักษา ทั้งหมดที่ฉันต้องการในวันคริสต์มาสคือการได้อยู่กับแม่อีกวันหนึ่ง แต่ฉันกลับได้อยู่บ้าน…และแขวนกางเขนของท่านไว้บนต้นไม้เทียม</p>
<p>เมื่อฮาเวียร์ลูกชายของฉันเสียบปลั๊กไฟ ฉันกระซิบว่า “ขอบใจจ้ะ” เขาตอบว่า “ครับแม่” ลูกชายไม่รู้ว่าฉันกำลังขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้หลอดไฟริบหรี่นี้เพื่อหันสายตาของฉันไปยังผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่ดำรงอยู่นิรันดร์คือพระเยซู</p>
<p>ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงความรู้สึกที่ไม่ได้แต่งเติมต่อพระเจ้า (ข้อ 1-4) ท่านยอมรับว่าตนมีจิตวิญญาณที่ “หดหู่” และ “กระสับกระส่าย” ก่อนที่จะหนุนใจผู้อ่านว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) แม้ว่าท่านจะถูกคลื่นแห่งความโศกเศร้าและความทุกข์ครอบงำ แต่ความหวังของผู้เขียนสดุดีได้ส่องประกายโดยการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในอดีต (ข้อ 6-10) ท่านสรุปจบด้วยการตั้งคำถามถึงความคลางแคลงใจของตนและยืนยันถึงความสามารถในการกลับสู่ความเชื่ออันบริสุทธิ์ของตน “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11)</p>
<p>สำหรับเราหลายคนนั้นเทศกาลคริสต์มาสนำมาซึ่งทั้งความสุขและความเศร้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่แม้แต่ความรู้สึกซึ่งผสมปนเปกันเหล่านี้ก็สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกัน และได้รับการไถ่โดยทางพระสัญญาที่ตรัสถึงพระเยซูผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่แท้จริง</p>
<p><em>พระเยซูทรงช่วยคุณจัดการกับความโศกเศร้าในขณะที่ฉลองคริสต์มาสอย่างไร คุณจะช่วยผู้ที่โศกเศร้าในเทศกาลนี้ได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยค้ำจุนให้ข้าพระองค์ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกและความชื่นชมยินดีมาได้ตลอดทั้งปี</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 20 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e0b969fb/80724645.mp3" length="11647842" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>728</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:11 ]
ไม้กางเขนสีแดงเงางามของแม่น่าจะแขวนอยู่ข้างเตียงท่านที่ศูนย์ผู้ป่วยมะเร็ง และฉันควรจะเตรียมตัวในช่วงวันหยุดไปเยี่ยมแม่ตามกำหนดการรักษา ทั้งหมดที่ฉันต้องการในวันคริสต์มาสคือการได้อยู่กับแม่อีกวันหนึ่ง แต่ฉันกลับได้อยู่บ้าน…และแขวนกางเขนของท่านไว้บนต้นไม้เทียม
เมื่อฮาเวียร์ลูกชายของฉันเสียบปลั๊กไฟ ฉันกระซิบว่า “ขอบใจจ้ะ” เขาตอบว่า “ครับแม่” ลูกชายไม่รู้ว่าฉันกำลังขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้หลอดไฟริบหรี่นี้เพื่อหันสายตาของฉันไปยังผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่ดำรงอยู่นิรันดร์คือพระเยซู
ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงความรู้สึกที่ไม่ได้แต่งเติมต่อพระเจ้า (ข้อ 1-4) ท่านยอมรับว่าตนมีจิตวิญญาณที่ “หดหู่” และ “กระสับกระส่าย” ก่อนที่จะหนุนใจผู้อ่านว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) แม้ว่าท่านจะถูกคลื่นแห่งความโศกเศร้าและความทุกข์ครอบงำ แต่ความหวังของผู้เขียนสดุดีได้ส่องประกายโดยการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในอดีต (ข้อ 6-10) ท่านสรุปจบด้วยการตั้งคำถามถึงความคลางแคลงใจของตนและยืนยันถึงความสามารถในการกลับสู่ความเชื่ออันบริสุทธิ์ของตน “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11)
สำหรับเราหลายคนนั้นเทศกาลคริสต์มาสนำมาซึ่งทั้งความสุขและความเศร้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่แม้แต่ความรู้สึกซึ่งผสมปนเปกันเหล่านี้ก็สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกัน และได้รับการไถ่โดยทางพระสัญญาที่ตรัสถึงพระเยซูผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่แท้จริง
พระเยซูทรงช่วยคุณจัดการกับความโศกเศร้าในขณะที่ฉลองคริสต์มาสอย่างไร คุณจะช่วยผู้ที่โศกเศร้าในเทศกาลนี้ได้อย่างไร
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงช่วยค้ำจุนให้ข้าพระองค์ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกและความชื่นชมยินดีมาได้ตลอดทั้งปี</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า [ สดุดี 42:11 ]
ไม้กางเขนสีแดงเงางามของแม่น่าจะแขวนอยู่ข้างเตียงท่านที่ศูนย์ผู้ป่วยมะเร็ง และฉันควรจะเตรียมตัวในช่วงวันหยุดไปเยี่ยมแม่ตามกำหนดการรักษา ทั้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ให้อภัยและไม่จดจำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ให้อภัยและไม่จดจำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">49e59de8-e978-47ff-987d-d54c6091ccfe</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a661ce2b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า... และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้ [ อิสยาห์ 43:25 ]</p>
<p>จิลล์ ไพรซ์เกิดมาพร้อมกับโรคไฮเปอร์ธีมีเซียหรือโรคความจำดี คือการสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอได้ เธอสามารถย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอได้</p>
<p>ภาพยนตร์ทีวีเรื่อง สายสืบความทรงจำมรณะ (Unforgettable) มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำรวจหญิงที่มีโรคความจำดี ซึ่งทำให้เธอได้เปรียบมากในเกมโชว์ตอบคำถามและการแก้ปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตามสำหรับจิลล์ ไพรซ์สภาวะนี้ไม่สนุกเท่าไหร่นัก เธอไม่สามารถลืมช่วงเวลาในชีวิตที่เธอถูกวิจารณ์ ประสบการณ์การสูญเสีย หรือการทำบางสิ่งที่เธอเสียใจอย่างสุดซึ้ง ภาพเหล่านั้นฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเธอ</p>
<p>พระเจ้าของเราทรงมีความจำดีเลิศ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระคัมภีร์บอกเราว่าความรู้ความเข้าใจของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด แต่กระนั้นเราพบสิ่งที่ทำให้อุ่นใจที่สุดในพระธรรมอิสยาห์ “เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า…และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (43:25) พระธรรมฮีบรูเสริมเรื่องนี้ว่า “เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์โดย…พระเยซูคริสต์…และ [พระเจ้า]จะไม่จดจำบาปกับการอธรรมของ[เรา]ทั้งหลายอีกต่อไป” (ฮบ.10:10,17)</p>
<p>เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า เราก็หยุดฉายภาพบาปนั้นซ้ำไปซ้ำมาในความคิดของเราได้ เราต้องปล่อยมันไปเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำ “อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน” (อสย.43:18) ในความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะไม่จดจำในเรื่องบาปของเราเพื่อต่อต้านเรา ขอให้เราจดจำความจริงในข้อนี้</p>
<p><em>คุณเก็บความเสียใจเรื่องใดไว้ในความทรงจำและฉายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณจะมอบสิ่งเหล่านั้นให้กับพระเจ้าและปลดปล่อยอดีตได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงให้อภัยและไม่จำจดจำบาปของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า... และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้ [ อิสยาห์ 43:25 ]</p>
<p>จิลล์ ไพรซ์เกิดมาพร้อมกับโรคไฮเปอร์ธีมีเซียหรือโรคความจำดี คือการสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอได้ เธอสามารถย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอได้</p>
<p>ภาพยนตร์ทีวีเรื่อง สายสืบความทรงจำมรณะ (Unforgettable) มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำรวจหญิงที่มีโรคความจำดี ซึ่งทำให้เธอได้เปรียบมากในเกมโชว์ตอบคำถามและการแก้ปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตามสำหรับจิลล์ ไพรซ์สภาวะนี้ไม่สนุกเท่าไหร่นัก เธอไม่สามารถลืมช่วงเวลาในชีวิตที่เธอถูกวิจารณ์ ประสบการณ์การสูญเสีย หรือการทำบางสิ่งที่เธอเสียใจอย่างสุดซึ้ง ภาพเหล่านั้นฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเธอ</p>
<p>พระเจ้าของเราทรงมีความจำดีเลิศ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระคัมภีร์บอกเราว่าความรู้ความเข้าใจของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด แต่กระนั้นเราพบสิ่งที่ทำให้อุ่นใจที่สุดในพระธรรมอิสยาห์ “เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า…และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (43:25) พระธรรมฮีบรูเสริมเรื่องนี้ว่า “เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์โดย…พระเยซูคริสต์…และ [พระเจ้า]จะไม่จดจำบาปกับการอธรรมของ[เรา]ทั้งหลายอีกต่อไป” (ฮบ.10:10,17)</p>
<p>เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า เราก็หยุดฉายภาพบาปนั้นซ้ำไปซ้ำมาในความคิดของเราได้ เราต้องปล่อยมันไปเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำ “อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน” (อสย.43:18) ในความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะไม่จดจำในเรื่องบาปของเราเพื่อต่อต้านเรา ขอให้เราจดจำความจริงในข้อนี้</p>
<p><em>คุณเก็บความเสียใจเรื่องใดไว้ในความทรงจำและฉายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณจะมอบสิ่งเหล่านั้นให้กับพระเจ้าและปลดปล่อยอดีตได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงให้อภัยและไม่จำจดจำบาปของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a661ce2b/c608d4b1.mp3" length="11950866" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>747</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า... และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้ [ อิสยาห์ 43:25 ]
จิลล์ ไพรซ์เกิดมาพร้อมกับโรคไฮเปอร์ธีมีเซียหรือโรคความจำดี คือการสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอได้ เธอสามารถย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอได้
ภาพยนตร์ทีวีเรื่อง สายสืบความทรงจำมรณะ (Unforgettable) มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำรวจหญิงที่มีโรคความจำดี ซึ่งทำให้เธอได้เปรียบมากในเกมโชว์ตอบคำถามและการแก้ปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตามสำหรับจิลล์ ไพรซ์สภาวะนี้ไม่สนุกเท่าไหร่นัก เธอไม่สามารถลืมช่วงเวลาในชีวิตที่เธอถูกวิจารณ์ ประสบการณ์การสูญเสีย หรือการทำบางสิ่งที่เธอเสียใจอย่างสุดซึ้ง ภาพเหล่านั้นฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเธอ
พระเจ้าของเราทรงมีความจำดีเลิศ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระคัมภีร์บอกเราว่าความรู้ความเข้าใจของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด แต่กระนั้นเราพบสิ่งที่ทำให้อุ่นใจที่สุดในพระธรรมอิสยาห์ “เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า…และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (43:25) พระธรรมฮีบรูเสริมเรื่องนี้ว่า “เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์โดย…พระเยซูคริสต์…และ [พระเจ้า]จะไม่จดจำบาปกับการอธรรมของ[เรา]ทั้งหลายอีกต่อไป” (ฮบ.10:10,17)
เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า เราก็หยุดฉายภาพบาปนั้นซ้ำไปซ้ำมาในความคิดของเราได้ เราต้องปล่อยมันไปเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำ “อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน” (อสย.43:18) ในความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะไม่จดจำในเรื่องบาปของเราเพื่อต่อต้านเรา ขอให้เราจดจำความจริงในข้อนี้
คุณเก็บความเสียใจเรื่องใดไว้ในความทรงจำและฉายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณจะมอบสิ่งเหล่านั้นให้กับพระเจ้าและปลดปล่อยอดีตได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงให้อภัยและไม่จำจดจำบาปของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า... และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้ [ อิสยาห์ 43:25 ]
จิลล์ ไพรซ์เกิดมาพร้อมกับโรคไฮเปอร์ธีมีเซียหรือโรคความจำดี คือการสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอได้ เธอสามารถย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>บทเรียนจากรอยแผลเป็น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>บทเรียนจากรอยแผลเป็น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8ec81da2-a8f9-47d7-b250-1c40a6a266d8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b95098e9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะเจ็บตะโพก [ ปฐมกาล 32:31 ]</p>
<p>เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”</p>
<p>ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร</p>
<p>ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)</p>
<p>ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน</p>
<p><em>แผลเป็นฝ่ายวิญญาณที่คุณมีคืออะไร แผลเป็นนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดของสิ่งเลวร้ายและการเริ่มต้นสิ่งใหม่อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า การเดินเขยกของข้าพระองค์ คือหมายสำคัญแห่งความรักของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะเจ็บตะโพก [ ปฐมกาล 32:31 ]</p>
<p>เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”</p>
<p>ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร</p>
<p>ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)</p>
<p>ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน</p>
<p><em>แผลเป็นฝ่ายวิญญาณที่คุณมีคืออะไร แผลเป็นนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดของสิ่งเลวร้ายและการเริ่มต้นสิ่งใหม่อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้า การเดินเขยกของข้าพระองค์ คือหมายสำคัญแห่งความรักของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 18 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b95098e9/d60be618.mp3" length="10962399" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>686</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะเจ็บตะโพก [ ปฐมกาล 32:31 ]
เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”
ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร
ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)
ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน
แผลเป็นฝ่ายวิญญาณที่คุณมีคืออะไร แผลเป็นนั้นเป็นเครื่องหมายแห่งการสิ้นสุดของสิ่งเลวร้ายและการเริ่มต้นสิ่งใหม่อย่างไร
พระบิดาเจ้า การเดินเขยกของข้าพระองค์ คือหมายสำคัญแห่งความรักของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะเจ็บตะโพก [ ปฐมกาล 32:31 ]
เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่ง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงอยู่ใกล้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงอยู่ใกล้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">97be67b7-1f48-4174-a1a0-543dad508b7e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d7985d59</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า [ ฟีลิปปี 4:5-6 ]</p>
<p>ลอร์เดสเป็นครูสอนร้องเพลงในกรุงมะนิลา เธอสอนนักเรียนแบบตัวต่อตัวเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อถูกขอให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ เธอจึงรู้สึกกังวล “ฉันไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์” เธอเล่า “แล็ปท็อปของฉันเก่าแล้วและฉันไม่คุ้นเคยกับแพลตฟอร์มการประชุมผ่านวิดีโอ”</p>
<p>แม้ว่าอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่เรื่องนี้ก็สร้างความเครียดให้กับเธอจริงๆ “ฉันอยู่คนเดียวจึงไม่มีใครคอยช่วย” เธอกล่าว “ฉันกังวลว่านักเรียนจะลาออก และฉันจำเป็นต้องมีรายได้”</p>
<p>ก่อนเริ่มชั้นเรียนทุกครั้ง เธอจะอธิษฐานขอให้แล็ปท็อปใช้การได้ดี “พระธรรมฟีลิปปี 4:5-6 เป็นภาพพื้นหลังบนหน้าจอของฉัน” เธอเล่า “นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันยึดมั่นอยู่ในพระวจนะตอนนั้น”</p>
<p>เปาโลเตือนสติเราไม่ให้ทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย เพราะ “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้” (ฟป.4:5) พระสัญญาเรื่องการทรงสถิตอยู่ด้วยนั้นเป็นของเราที่จะต้องยึดไว้ เมื่อเราพักสงบในการทรงสถิตอยู่ใกล้ และมอบทุกสิ่งไว้กับพระองค์ด้วยการอธิษฐานทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ สันติสุขของพระองค์จะคุ้มครอง “จิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7)</p>
<p>“พระเจ้าทรงนำฉันไปที่เว็บไซต์ที่แก้ไขข้อผิดพลาดของคอมพิวเตอร์” เธอกล่าว “ทั้งยังทรงประทานนักศึกษาที่มีความอดทนที่เข้าใจข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของฉันด้วย” สันติสุข ความช่วยเหลือและการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าเป็นของเรา เพื่อที่เราจะชื่นชมยินดีเมื่อเราแสวงหาที่จะติดตามพระองค์ตลอดวันคืนของชีวิต เรากล่าวอย่างมั่นใจได้ว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด” (ข้อ 4)</p>
<p><em>การรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้จะเปลี่ยนปฏิกิริยาของคุณจากความกังวลไปสู่สันติสุขได้อย่างไร คุณทูลขอสิ่งใดต่อพระองค์ได้บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสถิตอยู่ใกล้ เพราะการทรงสถิตอยู่ด้วยความรัก การช่วยเหลือและสันติสุขของพระองค์ ข้าพระองค์จึงไม่ต้องทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า [ ฟีลิปปี 4:5-6 ]</p>
<p>ลอร์เดสเป็นครูสอนร้องเพลงในกรุงมะนิลา เธอสอนนักเรียนแบบตัวต่อตัวเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อถูกขอให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ เธอจึงรู้สึกกังวล “ฉันไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์” เธอเล่า “แล็ปท็อปของฉันเก่าแล้วและฉันไม่คุ้นเคยกับแพลตฟอร์มการประชุมผ่านวิดีโอ”</p>
<p>แม้ว่าอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่เรื่องนี้ก็สร้างความเครียดให้กับเธอจริงๆ “ฉันอยู่คนเดียวจึงไม่มีใครคอยช่วย” เธอกล่าว “ฉันกังวลว่านักเรียนจะลาออก และฉันจำเป็นต้องมีรายได้”</p>
<p>ก่อนเริ่มชั้นเรียนทุกครั้ง เธอจะอธิษฐานขอให้แล็ปท็อปใช้การได้ดี “พระธรรมฟีลิปปี 4:5-6 เป็นภาพพื้นหลังบนหน้าจอของฉัน” เธอเล่า “นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันยึดมั่นอยู่ในพระวจนะตอนนั้น”</p>
<p>เปาโลเตือนสติเราไม่ให้ทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย เพราะ “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้” (ฟป.4:5) พระสัญญาเรื่องการทรงสถิตอยู่ด้วยนั้นเป็นของเราที่จะต้องยึดไว้ เมื่อเราพักสงบในการทรงสถิตอยู่ใกล้ และมอบทุกสิ่งไว้กับพระองค์ด้วยการอธิษฐานทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ สันติสุขของพระองค์จะคุ้มครอง “จิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7)</p>
<p>“พระเจ้าทรงนำฉันไปที่เว็บไซต์ที่แก้ไขข้อผิดพลาดของคอมพิวเตอร์” เธอกล่าว “ทั้งยังทรงประทานนักศึกษาที่มีความอดทนที่เข้าใจข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของฉันด้วย” สันติสุข ความช่วยเหลือและการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าเป็นของเรา เพื่อที่เราจะชื่นชมยินดีเมื่อเราแสวงหาที่จะติดตามพระองค์ตลอดวันคืนของชีวิต เรากล่าวอย่างมั่นใจได้ว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด” (ข้อ 4)</p>
<p><em>การรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้จะเปลี่ยนปฏิกิริยาของคุณจากความกังวลไปสู่สันติสุขได้อย่างไร คุณทูลขอสิ่งใดต่อพระองค์ได้บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสถิตอยู่ใกล้ เพราะการทรงสถิตอยู่ด้วยความรัก การช่วยเหลือและสันติสุขของพระองค์ ข้าพระองค์จึงไม่ต้องทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 17 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d7985d59/b95d7e50.mp3" length="11795805" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>738</itunes:duration>
      <itunes:summary>...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า [ ฟีลิปปี 4:5-6 ]
ลอร์เดสเป็นครูสอนร้องเพลงในกรุงมะนิลา เธอสอนนักเรียนแบบตัวต่อตัวเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อถูกขอให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ เธอจึงรู้สึกกังวล “ฉันไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์” เธอเล่า “แล็ปท็อปของฉันเก่าแล้วและฉันไม่คุ้นเคยกับแพลตฟอร์มการประชุมผ่านวิดีโอ”
แม้ว่าอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่เรื่องนี้ก็สร้างความเครียดให้กับเธอจริงๆ “ฉันอยู่คนเดียวจึงไม่มีใครคอยช่วย” เธอกล่าว “ฉันกังวลว่านักเรียนจะลาออก และฉันจำเป็นต้องมีรายได้”
ก่อนเริ่มชั้นเรียนทุกครั้ง เธอจะอธิษฐานขอให้แล็ปท็อปใช้การได้ดี “พระธรรมฟีลิปปี 4:5-6 เป็นภาพพื้นหลังบนหน้าจอของฉัน” เธอเล่า “นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันยึดมั่นอยู่ในพระวจนะตอนนั้น”
เปาโลเตือนสติเราไม่ให้ทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย เพราะ “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้” (ฟป.4:5) พระสัญญาเรื่องการทรงสถิตอยู่ด้วยนั้นเป็นของเราที่จะต้องยึดไว้ เมื่อเราพักสงบในการทรงสถิตอยู่ใกล้ และมอบทุกสิ่งไว้กับพระองค์ด้วยการอธิษฐานทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ สันติสุขของพระองค์จะคุ้มครอง “จิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7)
“พระเจ้าทรงนำฉันไปที่เว็บไซต์ที่แก้ไขข้อผิดพลาดของคอมพิวเตอร์” เธอกล่าว “ทั้งยังทรงประทานนักศึกษาที่มีความอดทนที่เข้าใจข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของฉันด้วย” สันติสุข ความช่วยเหลือและการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าเป็นของเรา เพื่อที่เราจะชื่นชมยินดีเมื่อเราแสวงหาที่จะติดตามพระองค์ตลอดวันคืนของชีวิต เรากล่าวอย่างมั่นใจได้ว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด” (ข้อ 4)
การรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้จะเปลี่ยนปฏิกิริยาของคุณจากความกังวลไปสู่สันติสุขได้อย่างไร คุณทูลขอสิ่งใดต่อพระองค์ได้บ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงสถิตอยู่ใกล้ เพราะการทรงสถิตอยู่ด้วยความรัก การช่วยเหลือและสันติสุขของพระองค์ ข้าพระองค์จึงไม่ต้องทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>...องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า [ ฟีลิปปี 4:5-6 ]
ลอร์เดสเป็นครูสอนร้องเพลงในกรุงมะนิลา เธอสอนนักเรียนแบบตัวต่อตัวเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อถูกขอให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ เ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คริสต์มาสที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คริสต์มาสที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">60313632-cd34-4cfe-be8d-818143480381</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8e0e50ba</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะคนตลบตะแลงเป็นที่เกลียดชังต่อพระเจ้า แต่คน เที่ยงธรรมอยู่ในความไว้พระทัยของพระองค์ [ สุภาษิต 3:32 ]</p>
<p>เดวิดและแองจี้รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ย้ายไปต่างแดน และงานรับใช้ที่เกิดผลตามมานั้นดูเหมือนจะเป็นการยืนยันในเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่น่าเศร้าในการย้ายนี้คือ พ่อแม่ที่ชราแล้วของเดวิดต้องใช้เวลาช่วงคริสต์มาสเพียงลำพัง</p>
<p>ทั้งคู่พยายามคลายความเหงาของพ่อแม่ในวันคริสต์มาสด้วยการส่งของขวัญมาให้ล่วงหน้าและโทรมาตอนเช้าวันคริสต์มาส แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการจริงๆก็คือพวกเขา เนื่องจากรายได้ของเดวิดทำให้เขาเดินทางกลับบ้านได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น พวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง เดวิดต้องการสติปัญญา</p>
<p>สุภาษิตบทที่ 3 เป็นหลักสูตรเร่งรัดในการแสวงหาปัญญา ซึ่งบอกว่าเราจะได้ปัญญาจากการนำสถานการณ์ของเราทูลต่อพระเจ้า (ข้อ 5-6) โดยบรรยายลักษณะของปัญญาไว้หลายรูปแบบเช่น ความรักและความสัตย์ซื่อ (ข้อ 3-4, 7-12) และผลที่ได้คือความสงบสุขและอายุยืนยาว (ข้อ 13-18) ข้อความที่น่าประทับใจกล่าวว่าพระเจ้าประทานสติปัญญาเช่นนี้โดยรับเราไว้ “ในความไว้พระทัยของพระองค์” (ข้อ 32) พระองค์กระซิบบอกวิธีแก้ปัญหาแก่ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์</p>
<p>คืนหนึ่งขณะอธิษฐานถึงปัญหานี้เดวิดก็เกิดความคิดขึ้น คริสต์มาสครั้งถัดไปเขาและแองจี้สวมเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ตกแต่งโต๊ะด้วยของประดับแวววาวและนำเนื้ออบมื้อเย็นเข้ามา พ่อแม่ของเดวิดก็ทำแบบเดียวกัน จากนั้นจึงวางแล็ปท็อปไว้บนโต๊ะแต่ละตัว พวกเขากินอาหารด้วยกันผ่านวิดีโอลิงก์ที่เกือบจะรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเดียวกัน นี่จึงกลายเป็นประเพณีของครอบครัวนับตั้งแต่นั้นมา</p>
<p>พระเจ้าทรงรับเดวิดไว้ในพระทัยของพระองค์และประทานปัญญาแก่เขา พระองค์ทรงรักที่จะกระซิบวิธีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แก่เรา</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอะไรบ้าง พระเจ้าประทานทางออกที่กอปรด้วยความรักแบบใดให้แก่คุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงกระซิบวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของพระองค์ในใจของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะคนตลบตะแลงเป็นที่เกลียดชังต่อพระเจ้า แต่คน เที่ยงธรรมอยู่ในความไว้พระทัยของพระองค์ [ สุภาษิต 3:32 ]</p>
<p>เดวิดและแองจี้รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ย้ายไปต่างแดน และงานรับใช้ที่เกิดผลตามมานั้นดูเหมือนจะเป็นการยืนยันในเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่น่าเศร้าในการย้ายนี้คือ พ่อแม่ที่ชราแล้วของเดวิดต้องใช้เวลาช่วงคริสต์มาสเพียงลำพัง</p>
<p>ทั้งคู่พยายามคลายความเหงาของพ่อแม่ในวันคริสต์มาสด้วยการส่งของขวัญมาให้ล่วงหน้าและโทรมาตอนเช้าวันคริสต์มาส แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการจริงๆก็คือพวกเขา เนื่องจากรายได้ของเดวิดทำให้เขาเดินทางกลับบ้านได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น พวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง เดวิดต้องการสติปัญญา</p>
<p>สุภาษิตบทที่ 3 เป็นหลักสูตรเร่งรัดในการแสวงหาปัญญา ซึ่งบอกว่าเราจะได้ปัญญาจากการนำสถานการณ์ของเราทูลต่อพระเจ้า (ข้อ 5-6) โดยบรรยายลักษณะของปัญญาไว้หลายรูปแบบเช่น ความรักและความสัตย์ซื่อ (ข้อ 3-4, 7-12) และผลที่ได้คือความสงบสุขและอายุยืนยาว (ข้อ 13-18) ข้อความที่น่าประทับใจกล่าวว่าพระเจ้าประทานสติปัญญาเช่นนี้โดยรับเราไว้ “ในความไว้พระทัยของพระองค์” (ข้อ 32) พระองค์กระซิบบอกวิธีแก้ปัญหาแก่ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์</p>
<p>คืนหนึ่งขณะอธิษฐานถึงปัญหานี้เดวิดก็เกิดความคิดขึ้น คริสต์มาสครั้งถัดไปเขาและแองจี้สวมเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ตกแต่งโต๊ะด้วยของประดับแวววาวและนำเนื้ออบมื้อเย็นเข้ามา พ่อแม่ของเดวิดก็ทำแบบเดียวกัน จากนั้นจึงวางแล็ปท็อปไว้บนโต๊ะแต่ละตัว พวกเขากินอาหารด้วยกันผ่านวิดีโอลิงก์ที่เกือบจะรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเดียวกัน นี่จึงกลายเป็นประเพณีของครอบครัวนับตั้งแต่นั้นมา</p>
<p>พระเจ้าทรงรับเดวิดไว้ในพระทัยของพระองค์และประทานปัญญาแก่เขา พระองค์ทรงรักที่จะกระซิบวิธีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แก่เรา</p>
<p><em>คุณกำลังเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอะไรบ้าง พระเจ้าประทานทางออกที่กอปรด้วยความรักแบบใดให้แก่คุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงกระซิบวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของพระองค์ในใจของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 16 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8e0e50ba/2c38a3fb.mp3" length="12725792" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>796</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะคนตลบตะแลงเป็นที่เกลียดชังต่อพระเจ้า แต่คน เที่ยงธรรมอยู่ในความไว้พระทัยของพระองค์ [ สุภาษิต 3:32 ]
เดวิดและแองจี้รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ย้ายไปต่างแดน และงานรับใช้ที่เกิดผลตามมานั้นดูเหมือนจะเป็นการยืนยันในเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่น่าเศร้าในการย้ายนี้คือ พ่อแม่ที่ชราแล้วของเดวิดต้องใช้เวลาช่วงคริสต์มาสเพียงลำพัง
ทั้งคู่พยายามคลายความเหงาของพ่อแม่ในวันคริสต์มาสด้วยการส่งของขวัญมาให้ล่วงหน้าและโทรมาตอนเช้าวันคริสต์มาส แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการจริงๆก็คือพวกเขา เนื่องจากรายได้ของเดวิดทำให้เขาเดินทางกลับบ้านได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น พวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง เดวิดต้องการสติปัญญา
สุภาษิตบทที่ 3 เป็นหลักสูตรเร่งรัดในการแสวงหาปัญญา ซึ่งบอกว่าเราจะได้ปัญญาจากการนำสถานการณ์ของเราทูลต่อพระเจ้า (ข้อ 5-6) โดยบรรยายลักษณะของปัญญาไว้หลายรูปแบบเช่น ความรักและความสัตย์ซื่อ (ข้อ 3-4, 7-12) และผลที่ได้คือความสงบสุขและอายุยืนยาว (ข้อ 13-18) ข้อความที่น่าประทับใจกล่าวว่าพระเจ้าประทานสติปัญญาเช่นนี้โดยรับเราไว้ “ในความไว้พระทัยของพระองค์” (ข้อ 32) พระองค์กระซิบบอกวิธีแก้ปัญหาแก่ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์
คืนหนึ่งขณะอธิษฐานถึงปัญหานี้เดวิดก็เกิดความคิดขึ้น คริสต์มาสครั้งถัดไปเขาและแองจี้สวมเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ตกแต่งโต๊ะด้วยของประดับแวววาวและนำเนื้ออบมื้อเย็นเข้ามา พ่อแม่ของเดวิดก็ทำแบบเดียวกัน จากนั้นจึงวางแล็ปท็อปไว้บนโต๊ะแต่ละตัว พวกเขากินอาหารด้วยกันผ่านวิดีโอลิงก์ที่เกือบจะรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเดียวกัน นี่จึงกลายเป็นประเพณีของครอบครัวนับตั้งแต่นั้นมา
พระเจ้าทรงรับเดวิดไว้ในพระทัยของพระองค์และประทานปัญญาแก่เขา พระองค์ทรงรักที่จะกระซิบวิธีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แก่เรา
คุณกำลังเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอะไรบ้าง พระเจ้าประทานทางออกที่กอปรด้วยความรักแบบใดให้แก่คุณ
ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงกระซิบวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของพระองค์ในใจของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะคนตลบตะแลงเป็นที่เกลียดชังต่อพระเจ้า แต่คน เที่ยงธรรมอยู่ในความไว้พระทัยของพระองค์ [ สุภาษิต 3:32 ]
เดวิดและแองจี้รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ย้ายไปต่างแดน และงานรับใช้ที่เกิดผลตามมานั้นดูเหมือนจะเป็นการยืนยันในเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่น่าเศร้าในการย้าย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชุมชนในพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชุมชนในพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ebdce55b-a0ac-4c5e-9479-f0973849aebc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b5b869cc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้น...และร่วมสามัคคีธรรม [ กิจการ 2:42 ]</p>
<p>ทางตอนใต้ของหมู่เกาะบาฮามาสมีผืนดินเล็กๆที่เรียกว่าเกาะเรกเก็ตในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่คึกคัก แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำลง ผู้คนจำนวนมากจึงอพยพไปยังเกาะใกล้เคียง ในปี 2016 ขณะที่มีประชากรไม่ถึงแปดสิบคนอาศัยอยู่แต่เกาะก็มีลักษณะเด่นของผู้เชื่อจาก 3 คณะนิกาย กระนั้นผู้คนก็มารวมตัวกันในที่แห่งเดียวเพื่อนมัสการและสามัคคีธรรมกันในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คน ความรู้สึกของความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเขา</p>
<p>ผู้คนในคริสตจักรยุคแรกรู้สึกถึงความจำเป็นและความต้องการอย่างยิ่งยวดในการมีชุมชนเช่นกัน พวกเขาตื่นเต้นกับความเชื่อใหม่ที่ก่อร่างขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู แต่ก็รู้ด้วยว่าในทางกายภาพพระองค์ไม่ได้อยู่กับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาจึงรู้ว่าจำเป็นจะต้องมีกันและกัน พวกเขาอุทิศตัวฟังคำสอนของอัครทูต ร่วมสามัคคีธรรมและรับมหาสนิท (กจ. 2:42) พวกเขารวมตัวกันในบ้านเพื่อนมัสการและร่วมรับประทานอาหารตลอดจนดูแลความต้องการของผู้อื่น มีการบรรยายภาพของคริสตจักรเอาไว้ว่า “คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (4:32) พวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสรรเสริญพระเจ้าอย่างขะมักเขม้น และนำความต้องการของคริสตจักรทูลต่อพระองค์ด้วยการอธิษฐาน</p>
<p>ชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและให้ความช่วยเหลือแก่เรา อย่าพยายามดำเนินชีวิตเพียงลำพัง พระเจ้าจะพัฒนาความรู้สึกมีส่วนร่วมในชุมชนขณะที่คุณแบ่งปันความทุกข์และความสุขของคุณกับผู้อื่น และเข้าใกล้พระองค์ร่วมกัน</p>
<p><em>คุณจะอุทิศตัวในการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่ออย่างไร คุณจะทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการพระองค์และคนของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่ครบบริบูรณ์เพื่อพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้น...และร่วมสามัคคีธรรม [ กิจการ 2:42 ]</p>
<p>ทางตอนใต้ของหมู่เกาะบาฮามาสมีผืนดินเล็กๆที่เรียกว่าเกาะเรกเก็ตในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่คึกคัก แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำลง ผู้คนจำนวนมากจึงอพยพไปยังเกาะใกล้เคียง ในปี 2016 ขณะที่มีประชากรไม่ถึงแปดสิบคนอาศัยอยู่แต่เกาะก็มีลักษณะเด่นของผู้เชื่อจาก 3 คณะนิกาย กระนั้นผู้คนก็มารวมตัวกันในที่แห่งเดียวเพื่อนมัสการและสามัคคีธรรมกันในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คน ความรู้สึกของความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเขา</p>
<p>ผู้คนในคริสตจักรยุคแรกรู้สึกถึงความจำเป็นและความต้องการอย่างยิ่งยวดในการมีชุมชนเช่นกัน พวกเขาตื่นเต้นกับความเชื่อใหม่ที่ก่อร่างขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู แต่ก็รู้ด้วยว่าในทางกายภาพพระองค์ไม่ได้อยู่กับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาจึงรู้ว่าจำเป็นจะต้องมีกันและกัน พวกเขาอุทิศตัวฟังคำสอนของอัครทูต ร่วมสามัคคีธรรมและรับมหาสนิท (กจ. 2:42) พวกเขารวมตัวกันในบ้านเพื่อนมัสการและร่วมรับประทานอาหารตลอดจนดูแลความต้องการของผู้อื่น มีการบรรยายภาพของคริสตจักรเอาไว้ว่า “คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (4:32) พวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสรรเสริญพระเจ้าอย่างขะมักเขม้น และนำความต้องการของคริสตจักรทูลต่อพระองค์ด้วยการอธิษฐาน</p>
<p>ชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและให้ความช่วยเหลือแก่เรา อย่าพยายามดำเนินชีวิตเพียงลำพัง พระเจ้าจะพัฒนาความรู้สึกมีส่วนร่วมในชุมชนขณะที่คุณแบ่งปันความทุกข์และความสุขของคุณกับผู้อื่น และเข้าใกล้พระองค์ร่วมกัน</p>
<p><em>คุณจะอุทิศตัวในการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่ออย่างไร คุณจะทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการพระองค์และคนของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่ครบบริบูรณ์เพื่อพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 15 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b5b869cc/4f91fe79.mp3" length="11742720" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>734</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้น...และร่วมสามัคคีธรรม [ กิจการ 2:42 ]
ทางตอนใต้ของหมู่เกาะบาฮามาสมีผืนดินเล็กๆที่เรียกว่าเกาะเรกเก็ตในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่คึกคัก แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำลง ผู้คนจำนวนมากจึงอพยพไปยังเกาะใกล้เคียง ในปี 2016 ขณะที่มีประชากรไม่ถึงแปดสิบคนอาศัยอยู่แต่เกาะก็มีลักษณะเด่นของผู้เชื่อจาก 3 คณะนิกาย กระนั้นผู้คนก็มารวมตัวกันในที่แห่งเดียวเพื่อนมัสการและสามัคคีธรรมกันในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คน ความรู้สึกของความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเขา
ผู้คนในคริสตจักรยุคแรกรู้สึกถึงความจำเป็นและความต้องการอย่างยิ่งยวดในการมีชุมชนเช่นกัน พวกเขาตื่นเต้นกับความเชื่อใหม่ที่ก่อร่างขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู แต่ก็รู้ด้วยว่าในทางกายภาพพระองค์ไม่ได้อยู่กับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาจึงรู้ว่าจำเป็นจะต้องมีกันและกัน พวกเขาอุทิศตัวฟังคำสอนของอัครทูต ร่วมสามัคคีธรรมและรับมหาสนิท (กจ. 2:42) พวกเขารวมตัวกันในบ้านเพื่อนมัสการและร่วมรับประทานอาหารตลอดจนดูแลความต้องการของผู้อื่น มีการบรรยายภาพของคริสตจักรเอาไว้ว่า “คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (4:32) พวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสรรเสริญพระเจ้าอย่างขะมักเขม้น และนำความต้องการของคริสตจักรทูลต่อพระองค์ด้วยการอธิษฐาน
ชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและให้ความช่วยเหลือแก่เรา อย่าพยายามดำเนินชีวิตเพียงลำพัง พระเจ้าจะพัฒนาความรู้สึกมีส่วนร่วมในชุมชนขณะที่คุณแบ่งปันความทุกข์และความสุขของคุณกับผู้อื่น และเข้าใกล้พระองค์ร่วมกัน
คุณจะอุทิศตัวในการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่ออย่างไร คุณจะทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่บ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการพระองค์และคนของพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตที่ครบบริบูรณ์เพื่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้น...และร่วมสามัคคีธรรม [ กิจการ 2:42 ]
ทางตอนใต้ของหมู่เกาะบาฮามาสมีผืนดินเล็กๆที่เรียกว่าเกาะเรกเก็ตในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่คึกคัก แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำลง ผู้คนจำนวนมากจึงอพยพไปยังเกาะใกล้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c27ae647-13d9-45a5-8de7-b09a6e109bf2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8eec4bbb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น [ สุภาษิต 22:2 ]</p>
<p>ในช่วงวันหยุดพักร้อน ผมกับภรรยาเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานในตอนเช้าตรู่ เส้นทางหนึ่งพาเราผ่านย่านที่มีบ้านราคาหลายล้านดอลล่าร์ เราได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งผู้อาศัยที่พาสุนัขไปเดินเล่น เพื่อนนักขี่จักรยาน และคนงานจำนวนมากที่กำลังสร้างบ้านหลังใหม่หรือบำรุงรักษาภูมิทัศน์ให้ดูดี นี่เป็นการผสมผสานผู้คนที่มีเส้นทางชีวิตอันหลากหลายและทำให้ผมได้ตระหนักถึงความจริงอันล้ำค่า คือไม่มีการแบ่งแยกอย่างแท้จริงในพวกเรา คนรวยหรือคนจน เศรษฐีหรือชนชั้นแรงงาน เป็นที่รู้จักหรือไม่มีใครรู้จัก เราทุกคนที่อยู่บนถนนในเช้าวันนั้นล้วนเหมือนกัน “คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” (สภษ.22:2) แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐก.1:27)</p>
<p>แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ การเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้ายังหมายความว่า ไม่ว่าเราจะมีสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเชื้อชาติแบบใด เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความบาป “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) เราทุกคนไม่เชื่อฟังและมีความผิดอย่างเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระองค์ และเราต้องการพระเยซู</p>
<p>เรามักจะแบ่งผู้คนออกเป็นกลุ่มๆด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพเดียวกันคือเป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด เราก็สามารถเป็น “ผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า” (ถูกทำให้ชอบธรรมโดยพระเจ้า) โดยพระคุณของพระองค์ (ข้อ 24)</p>
<p><em>การตระหนักว่าเราทุกคนเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ช่วยให้คุณรักผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร พระเยซูทรงตอบสนองความต้องการที่ลึกที่สุดของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบและเต็มพระทัยที่จะประทานชีวิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น [ สุภาษิต 22:2 ]</p>
<p>ในช่วงวันหยุดพักร้อน ผมกับภรรยาเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานในตอนเช้าตรู่ เส้นทางหนึ่งพาเราผ่านย่านที่มีบ้านราคาหลายล้านดอลล่าร์ เราได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งผู้อาศัยที่พาสุนัขไปเดินเล่น เพื่อนนักขี่จักรยาน และคนงานจำนวนมากที่กำลังสร้างบ้านหลังใหม่หรือบำรุงรักษาภูมิทัศน์ให้ดูดี นี่เป็นการผสมผสานผู้คนที่มีเส้นทางชีวิตอันหลากหลายและทำให้ผมได้ตระหนักถึงความจริงอันล้ำค่า คือไม่มีการแบ่งแยกอย่างแท้จริงในพวกเรา คนรวยหรือคนจน เศรษฐีหรือชนชั้นแรงงาน เป็นที่รู้จักหรือไม่มีใครรู้จัก เราทุกคนที่อยู่บนถนนในเช้าวันนั้นล้วนเหมือนกัน “คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” (สภษ.22:2) แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐก.1:27)</p>
<p>แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ การเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้ายังหมายความว่า ไม่ว่าเราจะมีสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเชื้อชาติแบบใด เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความบาป “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) เราทุกคนไม่เชื่อฟังและมีความผิดอย่างเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระองค์ และเราต้องการพระเยซู</p>
<p>เรามักจะแบ่งผู้คนออกเป็นกลุ่มๆด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพเดียวกันคือเป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด เราก็สามารถเป็น “ผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า” (ถูกทำให้ชอบธรรมโดยพระเจ้า) โดยพระคุณของพระองค์ (ข้อ 24)</p>
<p><em>การตระหนักว่าเราทุกคนเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ช่วยให้คุณรักผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร พระเยซูทรงตอบสนองความต้องการที่ลึกที่สุดของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบและเต็มพระทัยที่จะประทานชีวิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8eec4bbb/6f365d0d.mp3" length="11103691" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น [ สุภาษิต 22:2 ]
ในช่วงวันหยุดพักร้อน ผมกับภรรยาเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานในตอนเช้าตรู่ เส้นทางหนึ่งพาเราผ่านย่านที่มีบ้านราคาหลายล้านดอลล่าร์ เราได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งผู้อาศัยที่พาสุนัขไปเดินเล่น เพื่อนนักขี่จักรยาน และคนงานจำนวนมากที่กำลังสร้างบ้านหลังใหม่หรือบำรุงรักษาภูมิทัศน์ให้ดูดี นี่เป็นการผสมผสานผู้คนที่มีเส้นทางชีวิตอันหลากหลายและทำให้ผมได้ตระหนักถึงความจริงอันล้ำค่า คือไม่มีการแบ่งแยกอย่างแท้จริงในพวกเรา คนรวยหรือคนจน เศรษฐีหรือชนชั้นแรงงาน เป็นที่รู้จักหรือไม่มีใครรู้จัก เราทุกคนที่อยู่บนถนนในเช้าวันนั้นล้วนเหมือนกัน “คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” (สภษ.22:2) แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐก.1:27)
แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ การเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้ายังหมายความว่า ไม่ว่าเราจะมีสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเชื้อชาติแบบใด เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความบาป “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) เราทุกคนไม่เชื่อฟังและมีความผิดอย่างเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระองค์ และเราต้องการพระเยซู
เรามักจะแบ่งผู้คนออกเป็นกลุ่มๆด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพเดียวกันคือเป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด เราก็สามารถเป็น “ผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า” (ถูกทำให้ชอบธรรมโดยพระเจ้า) โดยพระคุณของพระองค์ (ข้อ 24)
การตระหนักว่าเราทุกคนเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ช่วยให้คุณรักผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร พระเยซูทรงตอบสนองความต้องการที่ลึกที่สุดของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลกเพื่อดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบและเต็มพระทัยที่จะประทานชีวิตของพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น [ สุภาษิต 22:2 ]
ในช่วงวันหยุดพักร้อน ผมกับภรรยาเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานในตอนเช้าตรู่ เส้นทางหนึ่งพาเราผ่านย่านที่มีบ้านราคาหลายล้านดอลล่าร์ เราได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งผู้อาศัยที่พาสุนั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โหยหาสิ่งล่อใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โหยหาสิ่งล่อใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">95a7b35b-f19d-44fa-a93a-f4e9d6b81a0b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/98f0aa61</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์... จิตใจของข้าพระองค์สงบ [ สดุดี 131:2 ]</p>
<p>ผมวางโทรศัพท์ลงด้วยความเบื่อหน่ายกับการระดมส่งรูปภาพ ความคิดเห็น และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องมาบนหน้าจอแสดงผลเล็กๆ แต่แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาและเปิดมันอีกครั้ง เพราะเหตุใดกัน</p>
<p>ในหนังสือชื่อ ความตื้นเขิน ของนิโคลัส คาร์ ได้อธิบายว่าอินเทอร์เน็ตปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับความสงบนิ่งไปอย่างไร “สิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังทำคือบั่นทอนความสามารถในการจดจ่อและไตร่ตรองของผม ไม่ว่าผมจะออนไลน์อยู่หรือไม่ แต่ความคิดของผมในตอนนี้ก็คาดหวังที่จะรับข้อมูลด้วยวิธีที่อินเทอร์เน็ตนำเสนอ คือมาเป็นระลอกคลื่นแห่งสิ่งละอันพันละน้อยที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นนักดำน้ำในทะเลแห่งถ้อยคำ แต่ตอนนี้ผมแล่นไปบนผิวน้ำเหมือนชายที่ขับเจ็ตสกี”</p>
<p>การใช้ชีวิตบนเจ็ตสกีแห่งจิตใจที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วฟังดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่เราจะเริ่มลดความเร็วลงเพื่อดำดิ่งลงไปในผืนน้ำอันนิ่งสงบแห่งจิตวิญญาณได้อย่างไร</p>
<p>ในสดุดี 131 ดาวิดเขียนว่า “ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 2) ถ้อยคำของดาวิดเตือนสติว่าผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ การเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นเริ่มด้วยการเลือกที่จะอยู่นิ่ง แม้จะต้องตัดสินใจเลือกเช่นนั้นซ้ำๆอีกหลายครั้ง แล้วเราจะค่อยๆได้พบกับความประเสริฐของพระเจ้าที่จุใจเรา เราจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่ได้พักสงบอยู่ในความพึงใจ โดยรู้ว่าพระองค์ผู้เดียวที่ทรงเป็นผู้ประทานความหวัง (ข้อ 3) ซึ่งเป็นความอิ่มเอมใจที่ไม่มีแอปใดในสมาร์ทโฟนจะทำได้ และไม่มีสื่อสังคมใดมอบให้ได้</p>
<p><em>เทคโนโลยีส่งผลต่อความสามารถของคุณในการพักสงบต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างไร โทรศัพท์ทำให้จิตใจของคุณสงบหรือไม่ เพราะเหตุใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โลกนี้จมอยู่ใต้สิ่งล่อใจที่ไม่อาจเติมเต็มจิตวิญญาณของข้าพระองค์ได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจว่า พระองค์จะทรงเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยความสงบและพึงใจที่แท้จริง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์... จิตใจของข้าพระองค์สงบ [ สดุดี 131:2 ]</p>
<p>ผมวางโทรศัพท์ลงด้วยความเบื่อหน่ายกับการระดมส่งรูปภาพ ความคิดเห็น และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องมาบนหน้าจอแสดงผลเล็กๆ แต่แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาและเปิดมันอีกครั้ง เพราะเหตุใดกัน</p>
<p>ในหนังสือชื่อ ความตื้นเขิน ของนิโคลัส คาร์ ได้อธิบายว่าอินเทอร์เน็ตปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับความสงบนิ่งไปอย่างไร “สิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังทำคือบั่นทอนความสามารถในการจดจ่อและไตร่ตรองของผม ไม่ว่าผมจะออนไลน์อยู่หรือไม่ แต่ความคิดของผมในตอนนี้ก็คาดหวังที่จะรับข้อมูลด้วยวิธีที่อินเทอร์เน็ตนำเสนอ คือมาเป็นระลอกคลื่นแห่งสิ่งละอันพันละน้อยที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นนักดำน้ำในทะเลแห่งถ้อยคำ แต่ตอนนี้ผมแล่นไปบนผิวน้ำเหมือนชายที่ขับเจ็ตสกี”</p>
<p>การใช้ชีวิตบนเจ็ตสกีแห่งจิตใจที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วฟังดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่เราจะเริ่มลดความเร็วลงเพื่อดำดิ่งลงไปในผืนน้ำอันนิ่งสงบแห่งจิตวิญญาณได้อย่างไร</p>
<p>ในสดุดี 131 ดาวิดเขียนว่า “ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 2) ถ้อยคำของดาวิดเตือนสติว่าผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ การเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นเริ่มด้วยการเลือกที่จะอยู่นิ่ง แม้จะต้องตัดสินใจเลือกเช่นนั้นซ้ำๆอีกหลายครั้ง แล้วเราจะค่อยๆได้พบกับความประเสริฐของพระเจ้าที่จุใจเรา เราจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่ได้พักสงบอยู่ในความพึงใจ โดยรู้ว่าพระองค์ผู้เดียวที่ทรงเป็นผู้ประทานความหวัง (ข้อ 3) ซึ่งเป็นความอิ่มเอมใจที่ไม่มีแอปใดในสมาร์ทโฟนจะทำได้ และไม่มีสื่อสังคมใดมอบให้ได้</p>
<p><em>เทคโนโลยีส่งผลต่อความสามารถของคุณในการพักสงบต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างไร โทรศัพท์ทำให้จิตใจของคุณสงบหรือไม่ เพราะเหตุใด</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โลกนี้จมอยู่ใต้สิ่งล่อใจที่ไม่อาจเติมเต็มจิตวิญญาณของข้าพระองค์ได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจว่า พระองค์จะทรงเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยความสงบและพึงใจที่แท้จริง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 13 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/98f0aa61/fc12f855.mp3" length="11101985" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>694</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์... จิตใจของข้าพระองค์สงบ [ สดุดี 131:2 ]
ผมวางโทรศัพท์ลงด้วยความเบื่อหน่ายกับการระดมส่งรูปภาพ ความคิดเห็น และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องมาบนหน้าจอแสดงผลเล็กๆ แต่แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาและเปิดมันอีกครั้ง เพราะเหตุใดกัน
ในหนังสือชื่อ ความตื้นเขิน ของนิโคลัส คาร์ ได้อธิบายว่าอินเทอร์เน็ตปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับความสงบนิ่งไปอย่างไร “สิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังทำคือบั่นทอนความสามารถในการจดจ่อและไตร่ตรองของผม ไม่ว่าผมจะออนไลน์อยู่หรือไม่ แต่ความคิดของผมในตอนนี้ก็คาดหวังที่จะรับข้อมูลด้วยวิธีที่อินเทอร์เน็ตนำเสนอ คือมาเป็นระลอกคลื่นแห่งสิ่งละอันพันละน้อยที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นนักดำน้ำในทะเลแห่งถ้อยคำ แต่ตอนนี้ผมแล่นไปบนผิวน้ำเหมือนชายที่ขับเจ็ตสกี”
การใช้ชีวิตบนเจ็ตสกีแห่งจิตใจที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วฟังดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่เราจะเริ่มลดความเร็วลงเพื่อดำดิ่งลงไปในผืนน้ำอันนิ่งสงบแห่งจิตวิญญาณได้อย่างไร
ในสดุดี 131 ดาวิดเขียนว่า “ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 2) ถ้อยคำของดาวิดเตือนสติว่าผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ การเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นเริ่มด้วยการเลือกที่จะอยู่นิ่ง แม้จะต้องตัดสินใจเลือกเช่นนั้นซ้ำๆอีกหลายครั้ง แล้วเราจะค่อยๆได้พบกับความประเสริฐของพระเจ้าที่จุใจเรา เราจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่ได้พักสงบอยู่ในความพึงใจ โดยรู้ว่าพระองค์ผู้เดียวที่ทรงเป็นผู้ประทานความหวัง (ข้อ 3) ซึ่งเป็นความอิ่มเอมใจที่ไม่มีแอปใดในสมาร์ทโฟนจะทำได้ และไม่มีสื่อสังคมใดมอบให้ได้
เทคโนโลยีส่งผลต่อความสามารถของคุณในการพักสงบต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างไร โทรศัพท์ทำให้จิตใจของคุณสงบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ข้าแต่พระบิดา โลกนี้จมอยู่ใต้สิ่งล่อใจที่ไม่อาจเติมเต็มจิตวิญญาณของข้าพระองค์ได้ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วางใจว่า พระองค์จะทรงเติมเต็มข้าพระองค์ด้วยความสงบและพึงใจที่แท้จริง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์... จิตใจของข้าพระองค์สงบ [ สดุดี 131:2 ]
ผมวางโทรศัพท์ลงด้วยความเบื่อหน่ายกับการระดมส่งรูปภาพ ความคิดเห็น และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องมาบนหน้าจอแสดงผลเล็กๆ แต่แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาและเปิดมันอีกครั้ง เพราะเหตุใดก</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เอาชนะการทดลอง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เอาชนะการทดลอง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1511ed72-3ad8-492f-9fc9-dae8769c33f9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2eb36ecc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดี... คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก [ ปฐมกาล 50:20 ]</p>
<p>แอนน์เติบโตขึ้นมากับความยากจนและความเจ็บปวด พี่น้องสองคนของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่ออายุห้าขวบโรคทางตาทำให้เธอตาบอดบางส่วนและไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ เมื่อแอนน์อายุแปดขวบแม่ก็เสียชีวิตจากวัณโรค จากนั้นไม่นานพ่อที่ข่มเหงทารุณก็ทิ้งลูกที่ยังเหลือรอดทั้งสามคนไป น้องคนสุดท้องถูกส่งไปอยู่กับญาติ แต่แอนน์กับจิมมี่น้องชายถูกส่งไปสถานสงเคราะห์คนยากไร้ทิวส์เบอรี่ที่แออัดทรุดโทรม ไม่กี่เดือนต่อมาจิมมี่ก็เสียชีวิต</p>
<p>เมื่ออายุสิบสี่ปีสถานการณ์ของแอนน์ดีขึ้น เธอถูกส่งไปโรงเรียนสำหรับคนตาบอด ที่ซึ่งเธอได้รับการผ่าตัดเพื่อช่วยเรื่องการมองเห็นและได้เรียนรู้การอ่านและเขียน แม้จะมีปัญหาในการปรับตัวแต่เธอก็เรียนได้อย่างดีเลิศและได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา ในวันนี้เรารู้จักแอนน์ ซัลลิแวนอย่างดีในฐานะครูและเพื่อนของเฮเลน เคลเลอร์ ด้วยความพยายาม ความอดทน และความรัก แอนน์สอนเฮเลนซึ่งตาบอดและหูหนวกให้พูดและอ่านอักษรเบรลล์จนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย</p>
<p>โยเซฟก็ต้องเอาชนะการทดลองอันโหดร้ายเช่นกัน เมื่ออายุสิบเจ็ดปีท่านถูกพวกพี่ชายขี้อิจฉาขายไปเป็นทาส ต่อมายังถูกจำคุกโดยไม่มีความผิด (ปฐก.37; 39-41) กระนั้นพระเจ้ายังทรงใช้ท่านให้ช่วยอียิปต์และครอบครัวของท่านจากการกันดารอาหาร (50:20)</p>
<p>เราทุกคนต่างต้องเจอกับการทดลองและปัญหา แต่เช่นที่พระเจ้าทรงช่วยโยเซฟและแอนน์ให้เอาชนะและให้สร้างผลกระทบในชีวิตของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยและใช้เราได้เช่นกัน จงแสวงหาความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระองค์ พระองค์ทรงเห็นและทรงได้ยิน</p>
<p><em>พระเจ้าทรงช่วยคุณผ่านการทดลองอย่างไร คุณเคยช่วยเหลือผู้คนที่ต่อสู้กับการทดลองอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์! ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ผ่านพ้นการทดลอง ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดี... คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก [ ปฐมกาล 50:20 ]</p>
<p>แอนน์เติบโตขึ้นมากับความยากจนและความเจ็บปวด พี่น้องสองคนของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่ออายุห้าขวบโรคทางตาทำให้เธอตาบอดบางส่วนและไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ เมื่อแอนน์อายุแปดขวบแม่ก็เสียชีวิตจากวัณโรค จากนั้นไม่นานพ่อที่ข่มเหงทารุณก็ทิ้งลูกที่ยังเหลือรอดทั้งสามคนไป น้องคนสุดท้องถูกส่งไปอยู่กับญาติ แต่แอนน์กับจิมมี่น้องชายถูกส่งไปสถานสงเคราะห์คนยากไร้ทิวส์เบอรี่ที่แออัดทรุดโทรม ไม่กี่เดือนต่อมาจิมมี่ก็เสียชีวิต</p>
<p>เมื่ออายุสิบสี่ปีสถานการณ์ของแอนน์ดีขึ้น เธอถูกส่งไปโรงเรียนสำหรับคนตาบอด ที่ซึ่งเธอได้รับการผ่าตัดเพื่อช่วยเรื่องการมองเห็นและได้เรียนรู้การอ่านและเขียน แม้จะมีปัญหาในการปรับตัวแต่เธอก็เรียนได้อย่างดีเลิศและได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา ในวันนี้เรารู้จักแอนน์ ซัลลิแวนอย่างดีในฐานะครูและเพื่อนของเฮเลน เคลเลอร์ ด้วยความพยายาม ความอดทน และความรัก แอนน์สอนเฮเลนซึ่งตาบอดและหูหนวกให้พูดและอ่านอักษรเบรลล์จนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย</p>
<p>โยเซฟก็ต้องเอาชนะการทดลองอันโหดร้ายเช่นกัน เมื่ออายุสิบเจ็ดปีท่านถูกพวกพี่ชายขี้อิจฉาขายไปเป็นทาส ต่อมายังถูกจำคุกโดยไม่มีความผิด (ปฐก.37; 39-41) กระนั้นพระเจ้ายังทรงใช้ท่านให้ช่วยอียิปต์และครอบครัวของท่านจากการกันดารอาหาร (50:20)</p>
<p>เราทุกคนต่างต้องเจอกับการทดลองและปัญหา แต่เช่นที่พระเจ้าทรงช่วยโยเซฟและแอนน์ให้เอาชนะและให้สร้างผลกระทบในชีวิตของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยและใช้เราได้เช่นกัน จงแสวงหาความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระองค์ พระองค์ทรงเห็นและทรงได้ยิน</p>
<p><em>พระเจ้าทรงช่วยคุณผ่านการทดลองอย่างไร คุณเคยช่วยเหลือผู้คนที่ต่อสู้กับการทดลองอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์! ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ผ่านพ้นการทดลอง ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2eb36ecc/51451e2f.mp3" length="12192440" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดี... คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก [ ปฐมกาล 50:20 ]
แอนน์เติบโตขึ้นมากับความยากจนและความเจ็บปวด พี่น้องสองคนของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่ออายุห้าขวบโรคทางตาทำให้เธอตาบอดบางส่วนและไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ เมื่อแอนน์อายุแปดขวบแม่ก็เสียชีวิตจากวัณโรค จากนั้นไม่นานพ่อที่ข่มเหงทารุณก็ทิ้งลูกที่ยังเหลือรอดทั้งสามคนไป น้องคนสุดท้องถูกส่งไปอยู่กับญาติ แต่แอนน์กับจิมมี่น้องชายถูกส่งไปสถานสงเคราะห์คนยากไร้ทิวส์เบอรี่ที่แออัดทรุดโทรม ไม่กี่เดือนต่อมาจิมมี่ก็เสียชีวิต
เมื่ออายุสิบสี่ปีสถานการณ์ของแอนน์ดีขึ้น เธอถูกส่งไปโรงเรียนสำหรับคนตาบอด ที่ซึ่งเธอได้รับการผ่าตัดเพื่อช่วยเรื่องการมองเห็นและได้เรียนรู้การอ่านและเขียน แม้จะมีปัญหาในการปรับตัวแต่เธอก็เรียนได้อย่างดีเลิศและได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา ในวันนี้เรารู้จักแอนน์ ซัลลิแวนอย่างดีในฐานะครูและเพื่อนของเฮเลน เคลเลอร์ ด้วยความพยายาม ความอดทน และความรัก แอนน์สอนเฮเลนซึ่งตาบอดและหูหนวกให้พูดและอ่านอักษรเบรลล์จนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย
โยเซฟก็ต้องเอาชนะการทดลองอันโหดร้ายเช่นกัน เมื่ออายุสิบเจ็ดปีท่านถูกพวกพี่ชายขี้อิจฉาขายไปเป็นทาส ต่อมายังถูกจำคุกโดยไม่มีความผิด (ปฐก.37; 39-41) กระนั้นพระเจ้ายังทรงใช้ท่านให้ช่วยอียิปต์และครอบครัวของท่านจากการกันดารอาหาร (50:20)
เราทุกคนต่างต้องเจอกับการทดลองและปัญหา แต่เช่นที่พระเจ้าทรงช่วยโยเซฟและแอนน์ให้เอาชนะและให้สร้างผลกระทบในชีวิตของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยและใช้เราได้เช่นกัน จงแสวงหาความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระองค์ พระองค์ทรงเห็นและทรงได้ยิน
พระเจ้าทรงช่วยคุณผ่านการทดลองอย่างไร คุณเคยช่วยเหลือผู้คนที่ต่อสู้กับการทดลองอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์! ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ผ่านพ้นการทดลอง ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดี... คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก [ ปฐมกาล 50:20 ]
แอนน์เติบโตขึ้นมากับความยากจนและความเจ็บปวด พี่น้องสองคนของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่ออายุห้าขวบโรคทางตาทำให้เธอตาบอดบางส่วนและไม่สามารถอ่านห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พึ่งพิงในพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พึ่งพิงในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e6643080-f8b1-46aa-8607-74f8117069ba</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4e244691</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]</p>
<p>ขณะอยู่ที่สวนน้ำกับเพื่อนๆ เราพยายามฝ่าด่านลอยน้ำต่างๆที่ทำจากทุ่นเป่าลม ด่านที่ทั้งลื่นและกระเด้งกระดอนเหล่านี้แทบจะทำให้เดินตรงๆไม่ได้ ในขณะที่เราเดินโซเซข้ามทางลาด หน้าผา และสะพาน เราก็พบว่าตัวเองกำลังโอดครวญเพราะตกลงไปในน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว หลังจากผ่านมาได้ด่านหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้วก็เอนตัวพิง “ป้อม” เพื่อพักหายใจ ในทันใดนั้นมันก็เอนตามน้ำหนักของเธอ ทำให้เธอร่วงลงน้ำไป</p>
<p>ป้อมในสมัยพระคัมภีร์เป็นฐานที่มั่นเพื่อป้องกันและหลบภัย ต่างจากป้อมที่บอบบางในสวนน้ำ ผู้วินิจฉัย 9:50-51 บรรยายถึงการที่ประชาชนเมืองเธเบศหนีเข้าไปอยู่ใน “หอรบแห่งหนึ่ง” เพื่อซ่อนตัวจากอาบีเมเลคที่มาโจมตีเมืองของพวกเขา ในสุภาษิต 18:10 ผู้เขียนใช้ภาพของป้อมเข้มแข็งเพื่อบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์</p>
<p>แต่บางครั้งแทนที่จะพึ่งพิงในป้อมเข้มแข็งของพระเจ้าเมื่อเราเหนื่อยล้าหรือถูกโจมตี เรากลับแสวงหาสิ่งอื่นมาเป็นที่ป้องกันภัยและแหล่งสนับสนุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ หรือความสะดวกสบายทางกาย เราก็ไม่ต่างจากเศรษฐีที่มองหาความเข้มแข็งในทรัพย์สินของตน (ข้อ 11) เช่นที่ป้อมเป่าลมไม่สามารถรับน้ำหนักเพื่อนของฉัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจให้ในสิ่งที่เราต้องการจริงๆได้ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นและทรงควบคุมในทุกสถานการณ์นั้น ได้ประทานการปลอบโยนและความปลอดภัยที่แท้จริงแก่เรา</p>
<p><em>คุณกำลังพึ่งพิงใน “ป้อม” อะไรอยู่ คุณจะเตือนตัวเองให้วิ่งเข้ามาหาพระเจ้า ผู้ทรงเป็นป้อมเข้มแข็งได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วิ่งเข้ามาหาพระองค์ แทนที่จะหันไปหาการปลอมประโลมและความปลอดภัยจากสิ่งอื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]</p>
<p>ขณะอยู่ที่สวนน้ำกับเพื่อนๆ เราพยายามฝ่าด่านลอยน้ำต่างๆที่ทำจากทุ่นเป่าลม ด่านที่ทั้งลื่นและกระเด้งกระดอนเหล่านี้แทบจะทำให้เดินตรงๆไม่ได้ ในขณะที่เราเดินโซเซข้ามทางลาด หน้าผา และสะพาน เราก็พบว่าตัวเองกำลังโอดครวญเพราะตกลงไปในน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว หลังจากผ่านมาได้ด่านหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้วก็เอนตัวพิง “ป้อม” เพื่อพักหายใจ ในทันใดนั้นมันก็เอนตามน้ำหนักของเธอ ทำให้เธอร่วงลงน้ำไป</p>
<p>ป้อมในสมัยพระคัมภีร์เป็นฐานที่มั่นเพื่อป้องกันและหลบภัย ต่างจากป้อมที่บอบบางในสวนน้ำ ผู้วินิจฉัย 9:50-51 บรรยายถึงการที่ประชาชนเมืองเธเบศหนีเข้าไปอยู่ใน “หอรบแห่งหนึ่ง” เพื่อซ่อนตัวจากอาบีเมเลคที่มาโจมตีเมืองของพวกเขา ในสุภาษิต 18:10 ผู้เขียนใช้ภาพของป้อมเข้มแข็งเพื่อบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์</p>
<p>แต่บางครั้งแทนที่จะพึ่งพิงในป้อมเข้มแข็งของพระเจ้าเมื่อเราเหนื่อยล้าหรือถูกโจมตี เรากลับแสวงหาสิ่งอื่นมาเป็นที่ป้องกันภัยและแหล่งสนับสนุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ หรือความสะดวกสบายทางกาย เราก็ไม่ต่างจากเศรษฐีที่มองหาความเข้มแข็งในทรัพย์สินของตน (ข้อ 11) เช่นที่ป้อมเป่าลมไม่สามารถรับน้ำหนักเพื่อนของฉัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจให้ในสิ่งที่เราต้องการจริงๆได้ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นและทรงควบคุมในทุกสถานการณ์นั้น ได้ประทานการปลอบโยนและความปลอดภัยที่แท้จริงแก่เรา</p>
<p><em>คุณกำลังพึ่งพิงใน “ป้อม” อะไรอยู่ คุณจะเตือนตัวเองให้วิ่งเข้ามาหาพระเจ้า ผู้ทรงเป็นป้อมเข้มแข็งได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วิ่งเข้ามาหาพระองค์ แทนที่จะหันไปหาการปลอมประโลมและความปลอดภัยจากสิ่งอื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 11 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4e244691/9375d7b8.mp3" length="10955285" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>685</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]
ขณะอยู่ที่สวนน้ำกับเพื่อนๆ เราพยายามฝ่าด่านลอยน้ำต่างๆที่ทำจากทุ่นเป่าลม ด่านที่ทั้งลื่นและกระเด้งกระดอนเหล่านี้แทบจะทำให้เดินตรงๆไม่ได้ ในขณะที่เราเดินโซเซข้ามทางลาด หน้าผา และสะพาน เราก็พบว่าตัวเองกำลังโอดครวญเพราะตกลงไปในน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว หลังจากผ่านมาได้ด่านหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้วก็เอนตัวพิง “ป้อม” เพื่อพักหายใจ ในทันใดนั้นมันก็เอนตามน้ำหนักของเธอ ทำให้เธอร่วงลงน้ำไป
ป้อมในสมัยพระคัมภีร์เป็นฐานที่มั่นเพื่อป้องกันและหลบภัย ต่างจากป้อมที่บอบบางในสวนน้ำ ผู้วินิจฉัย 9:50-51 บรรยายถึงการที่ประชาชนเมืองเธเบศหนีเข้าไปอยู่ใน “หอรบแห่งหนึ่ง” เพื่อซ่อนตัวจากอาบีเมเลคที่มาโจมตีเมืองของพวกเขา ในสุภาษิต 18:10 ผู้เขียนใช้ภาพของป้อมเข้มแข็งเพื่อบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์
แต่บางครั้งแทนที่จะพึ่งพิงในป้อมเข้มแข็งของพระเจ้าเมื่อเราเหนื่อยล้าหรือถูกโจมตี เรากลับแสวงหาสิ่งอื่นมาเป็นที่ป้องกันภัยและแหล่งสนับสนุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ หรือความสะดวกสบายทางกาย เราก็ไม่ต่างจากเศรษฐีที่มองหาความเข้มแข็งในทรัพย์สินของตน (ข้อ 11) เช่นที่ป้อมเป่าลมไม่สามารถรับน้ำหนักเพื่อนของฉัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจให้ในสิ่งที่เราต้องการจริงๆได้ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นและทรงควบคุมในทุกสถานการณ์นั้น ได้ประทานการปลอบโยนและความปลอดภัยที่แท้จริงแก่เรา
คุณกำลังพึ่งพิงใน “ป้อม” อะไรอยู่ คุณจะเตือนตัวเองให้วิ่งเข้ามาหาพระเจ้า ผู้ทรงเป็นป้อมเข้มแข็งได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์วิ่งเข้ามาหาพระองค์ แทนที่จะหันไปหาการปลอมประโลมและความปลอดภัยจากสิ่งอื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย [ สุภาษิต 18:10 ]
ขณะอยู่ที่สวนน้ำกับเพื่อนๆ เราพยายามฝ่าด่านลอยน้ำต่างๆที่ทำจากทุ่นเป่าลม ด่านที่ทั้งลื่นและกระเด้งกระดอนเหล่านี้แทบจะทำให้เดินตรงๆไม่ได้ ในขณะที่เราเดินโซเซข้ามทางลาด ห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีพระเจ้าก็เกินพอ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มีพระเจ้าก็เกินพอ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c5f384dc-39da-4b09-a291-617ff2b6861d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/47ffb8dd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หญิงชาวบ้านข้างเคียงก็ให้ชื่อเด็กนั้น พูดกันว่า “มีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดให้แก่นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่า โอเบด [ นางรูธ 4:17 ]</p>
<p>เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารได้มอบของขวัญคริสต์มาสโดยฝากเงินค่าจำนองบ้านของเดือนมกราคมเข้าในบัญชีของเธอ ตอนนี้เธอกับเทรย์จึงสามารถจ่ายบิลต่างๆ และอวยพรผู้อื่นด้วยของขวัญคริสต์มาสชิ้นพิเศษได้! พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราเกินกว่าที่เราจะคาดคิด นาโอมีขมขื่นและใจสลายจากการเสียชีวิตของสามีและพวกลูกชาย (นรธ.1:20-21) สถานการณ์สิ้นหวังของนางได้รับการกอบกู้โดยโบอาส ญาติซึ่งแต่งงานกับนางรูธลูกสะใภ้ของนางและได้จัดหาบ้านให้พวกเธอ (4:10)</p>
<p>นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่นาโอมีตั้งความหวังไว้ แต่แล้วพระเจ้ายังทรงอวยพรรูธและโบอาสให้มีบุตรชายหนึ่งคน ตอนนี้นาโอมีมีหลานชายที่จะช่วย “ชุบชีวิตของ[นาง]และเลี้ยงดู[นาง]เมื่อชรา” (ข้อ 15) นั่นก็น่าจะพอแล้ว เช่นที่หญิงชาวเบ็ธเลเฮ็มพูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” (ข้อ 17) โอเบดน้อยเติบโตขึ้นและได้กลายเป็น “บิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (ข้อ 17) ครอบครัวของนาโอมีให้กำเนิดเชื้อสายกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์! นั่นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าดาวิดยังได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของ…พระเยซู</p>
<p>ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์ เราก็อยู่ในสถานะเดียวกับนาโอมี เราไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งพระองค์ทรงไถ่เรา ตอนนี้เราได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากพระบิดาผู้ทรงอวยพรเราเพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้ว</p>
<p><em>เมื่อใดบ้างที่พระเจ้าทรงอวยพรคุณมากเกินกว่าที่คุณจะคาดคิด พระองค์ทรงสำแดงให้คุณเห็นอย่างไรบ้างว่ามีพระองค์ก็เกินพอแล้ว</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู การมีพระองค์ก็มากเกินพอแล้วสำหรับข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หญิงชาวบ้านข้างเคียงก็ให้ชื่อเด็กนั้น พูดกันว่า “มีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดให้แก่นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่า โอเบด [ นางรูธ 4:17 ]</p>
<p>เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารได้มอบของขวัญคริสต์มาสโดยฝากเงินค่าจำนองบ้านของเดือนมกราคมเข้าในบัญชีของเธอ ตอนนี้เธอกับเทรย์จึงสามารถจ่ายบิลต่างๆ และอวยพรผู้อื่นด้วยของขวัญคริสต์มาสชิ้นพิเศษได้! พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราเกินกว่าที่เราจะคาดคิด นาโอมีขมขื่นและใจสลายจากการเสียชีวิตของสามีและพวกลูกชาย (นรธ.1:20-21) สถานการณ์สิ้นหวังของนางได้รับการกอบกู้โดยโบอาส ญาติซึ่งแต่งงานกับนางรูธลูกสะใภ้ของนางและได้จัดหาบ้านให้พวกเธอ (4:10)</p>
<p>นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่นาโอมีตั้งความหวังไว้ แต่แล้วพระเจ้ายังทรงอวยพรรูธและโบอาสให้มีบุตรชายหนึ่งคน ตอนนี้นาโอมีมีหลานชายที่จะช่วย “ชุบชีวิตของ[นาง]และเลี้ยงดู[นาง]เมื่อชรา” (ข้อ 15) นั่นก็น่าจะพอแล้ว เช่นที่หญิงชาวเบ็ธเลเฮ็มพูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” (ข้อ 17) โอเบดน้อยเติบโตขึ้นและได้กลายเป็น “บิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (ข้อ 17) ครอบครัวของนาโอมีให้กำเนิดเชื้อสายกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์! นั่นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าดาวิดยังได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของ…พระเยซู</p>
<p>ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์ เราก็อยู่ในสถานะเดียวกับนาโอมี เราไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งพระองค์ทรงไถ่เรา ตอนนี้เราได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากพระบิดาผู้ทรงอวยพรเราเพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้ว</p>
<p><em>เมื่อใดบ้างที่พระเจ้าทรงอวยพรคุณมากเกินกว่าที่คุณจะคาดคิด พระองค์ทรงสำแดงให้คุณเห็นอย่างไรบ้างว่ามีพระองค์ก็เกินพอแล้ว</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู การมีพระองค์ก็มากเกินพอแล้วสำหรับข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 10 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/47ffb8dd/a158ee84.mp3" length="11805834" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>738</itunes:duration>
      <itunes:summary>หญิงชาวบ้านข้างเคียงก็ให้ชื่อเด็กนั้น พูดกันว่า “มีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดให้แก่นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่า โอเบด [ นางรูธ 4:17 ]
เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีก เจ้าหน้าที่บอกว่าธนาคารได้มอบของขวัญคริสต์มาสโดยฝากเงินค่าจำนองบ้านของเดือนมกราคมเข้าในบัญชีของเธอ ตอนนี้เธอกับเทรย์จึงสามารถจ่ายบิลต่างๆ และอวยพรผู้อื่นด้วยของขวัญคริสต์มาสชิ้นพิเศษได้! พระเจ้าทรงมีวิธีอวยพรเราเกินกว่าที่เราจะคาดคิด นาโอมีขมขื่นและใจสลายจากการเสียชีวิตของสามีและพวกลูกชาย (นรธ.1:20-21) สถานการณ์สิ้นหวังของนางได้รับการกอบกู้โดยโบอาส ญาติซึ่งแต่งงานกับนางรูธลูกสะใภ้ของนางและได้จัดหาบ้านให้พวกเธอ (4:10)
นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่นาโอมีตั้งความหวังไว้ แต่แล้วพระเจ้ายังทรงอวยพรรูธและโบอาสให้มีบุตรชายหนึ่งคน ตอนนี้นาโอมีมีหลานชายที่จะช่วย “ชุบชีวิตของ[นาง]และเลี้ยงดู[นาง]เมื่อชรา” (ข้อ 15) นั่นก็น่าจะพอแล้ว เช่นที่หญิงชาวเบ็ธเลเฮ็มพูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” (ข้อ 17) โอเบดน้อยเติบโตขึ้นและได้กลายเป็น “บิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด” (ข้อ 17) ครอบครัวของนาโอมีให้กำเนิดเชื้อสายกษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์! นั่นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าดาวิดยังได้กลายมาเป็นบรรพบุรุษของ…พระเยซู
ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์ เราก็อยู่ในสถานะเดียวกับนาโอมี เราไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งพระองค์ทรงไถ่เรา ตอนนี้เราได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่จากพระบิดาผู้ทรงอวยพรเราเพื่อให้เราเป็นพรแก่ผู้อื่น ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้ว
เมื่อใดบ้างที่พระเจ้าทรงอวยพรคุณมากเกินกว่าที่คุณจะคาดคิด พระองค์ทรงสำแดงให้คุณเห็นอย่างไรบ้างว่ามีพระองค์ก็เกินพอแล้ว
ข้าแต่พระเยซู การมีพระองค์ก็มากเกินพอแล้วสำหรับข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หญิงชาวบ้านข้างเคียงก็ให้ชื่อเด็กนั้น พูดกันว่า “มีบุตรชายคนหนึ่ง เกิดให้แก่นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กคนนั้นว่า โอเบด [ นางรูธ 4:17 ]
เอลเลนมีรายได้จำกัด เธอจึงดีใจที่ได้รับเงินโบนัสสำหรับคริสต์มาส ซึ่งนั่นก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเธอนำเงินไปฝากก็มีเรื่องให้ปร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าจะไม่ลืมคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าจะไม่ลืมคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">15effdc9-3703-46d7-9e5c-4cb8126de3dc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/35a7c700</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราก็จะไม่ลืมเจ้า [ อิสยาห์ 49:15 ]</p>
<p>ตอนยังเป็นเด็กฉันชอบสะสมแสตมป์ เมื่ออากง (ปู่หรือตาในภาษาจีน) ทราบถึงงานอดิเรกของฉัน ท่านก็เริ่มเก็บแสตมป์จากจดหมายในที่ทำงานของท่านทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันไปเยี่ยมพวกท่าน อากงจะมอบซองจดหมายที่<br>เต็มไปด้วยแสตมป์สวยงามหลากหลายแบบให้ฉัน ท่านบอกฉันครั้งหนึ่งว่า “ถึงอากงจะยุ่งตลอดเวลา แต่อากงจะไม่ลืมหนู”</p>
<p>อากงไม่ได้แสดงความรักอย่างโจ่งแจ้ง แต่ฉันสัมผัสถึงความรักของท่านได้อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่ออิสราเอลด้วยวิธีการอันล้ำลึกอย่างหาที่สุดมิได้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราก็จะไม่ลืมเจ้า” (อสย.49:15) ประชากรของพระองค์คร่ำครวญที่ต้องทนทุกข์ในบาบิโลนเนื่องจากการกราบไหว้รูปเคารพและการไม่เชื่อฟังในอดีต “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว” (ข้อ 14) แต่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้อภัยและฟื้นฟูพวกเขา (ข้อ 8-13)</p>
<p>“เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา” พระเจ้าตรัสกับอิสราเอล ดังที่พระองค์ตรัสกับเราในวันนี้เช่นกัน (ข้อ 16) ขณะที่ฉันใคร่ครวญถึงคำยืนยันของพระองค์นั้น มันย้ำเตือนฉันอย่างลึกซึ้งถึงพระหัตถ์ที่มีรอยตะปูของพระเยซู ซึ่งได้เหยียดออกด้วยความรักเพื่อเราและเพื่อช่วยเราให้รอด (ยน.20:24-27) เช่นเดียวกับแสตมป์และคำพูดอันอ่อนโยนของอากง พระเจ้าก็ได้ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งการให้อภัยเพื่อเป็นเครื่องหมายนิรันดร์แห่งความรักของพระองค์ ให้เราขอบพระคุณสำหรับความรักที่ไม่วันเปลี่ยนแปลงของพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันลืมเรา</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้รับการย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าไม่เคยลืมคุณ ความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระองค์มอบความหวังและความมั่นคงในสถานการณ์ปัจจุบันของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงและการทรงสถิตของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราก็จะไม่ลืมเจ้า [ อิสยาห์ 49:15 ]</p>
<p>ตอนยังเป็นเด็กฉันชอบสะสมแสตมป์ เมื่ออากง (ปู่หรือตาในภาษาจีน) ทราบถึงงานอดิเรกของฉัน ท่านก็เริ่มเก็บแสตมป์จากจดหมายในที่ทำงานของท่านทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันไปเยี่ยมพวกท่าน อากงจะมอบซองจดหมายที่<br>เต็มไปด้วยแสตมป์สวยงามหลากหลายแบบให้ฉัน ท่านบอกฉันครั้งหนึ่งว่า “ถึงอากงจะยุ่งตลอดเวลา แต่อากงจะไม่ลืมหนู”</p>
<p>อากงไม่ได้แสดงความรักอย่างโจ่งแจ้ง แต่ฉันสัมผัสถึงความรักของท่านได้อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่ออิสราเอลด้วยวิธีการอันล้ำลึกอย่างหาที่สุดมิได้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราก็จะไม่ลืมเจ้า” (อสย.49:15) ประชากรของพระองค์คร่ำครวญที่ต้องทนทุกข์ในบาบิโลนเนื่องจากการกราบไหว้รูปเคารพและการไม่เชื่อฟังในอดีต “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว” (ข้อ 14) แต่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้อภัยและฟื้นฟูพวกเขา (ข้อ 8-13)</p>
<p>“เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา” พระเจ้าตรัสกับอิสราเอล ดังที่พระองค์ตรัสกับเราในวันนี้เช่นกัน (ข้อ 16) ขณะที่ฉันใคร่ครวญถึงคำยืนยันของพระองค์นั้น มันย้ำเตือนฉันอย่างลึกซึ้งถึงพระหัตถ์ที่มีรอยตะปูของพระเยซู ซึ่งได้เหยียดออกด้วยความรักเพื่อเราและเพื่อช่วยเราให้รอด (ยน.20:24-27) เช่นเดียวกับแสตมป์และคำพูดอันอ่อนโยนของอากง พระเจ้าก็ได้ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งการให้อภัยเพื่อเป็นเครื่องหมายนิรันดร์แห่งความรักของพระองค์ ให้เราขอบพระคุณสำหรับความรักที่ไม่วันเปลี่ยนแปลงของพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันลืมเรา</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณได้รับการย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าไม่เคยลืมคุณ ความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระองค์มอบความหวังและความมั่นคงในสถานการณ์ปัจจุบันของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงและการทรงสถิตของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 09 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/35a7c700/4fcb6b94.mp3" length="11372413" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>711</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราก็จะไม่ลืมเจ้า [ อิสยาห์ 49:15 ]
ตอนยังเป็นเด็กฉันชอบสะสมแสตมป์ เมื่ออากง (ปู่หรือตาในภาษาจีน) ทราบถึงงานอดิเรกของฉัน ท่านก็เริ่มเก็บแสตมป์จากจดหมายในที่ทำงานของท่านทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันไปเยี่ยมพวกท่าน อากงจะมอบซองจดหมายที่เต็มไปด้วยแสตมป์สวยงามหลากหลายแบบให้ฉัน ท่านบอกฉันครั้งหนึ่งว่า “ถึงอากงจะยุ่งตลอดเวลา แต่อากงจะไม่ลืมหนู”
อากงไม่ได้แสดงความรักอย่างโจ่งแจ้ง แต่ฉันสัมผัสถึงความรักของท่านได้อย่างลึกซึ้ง พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่ออิสราเอลด้วยวิธีการอันล้ำลึกอย่างหาที่สุดมิได้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราก็จะไม่ลืมเจ้า” (อสย.49:15) ประชากรของพระองค์คร่ำครวญที่ต้องทนทุกข์ในบาบิโลนเนื่องจากการกราบไหว้รูปเคารพและการไม่เชื่อฟังในอดีต “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว” (ข้อ 14) แต่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้อภัยและฟื้นฟูพวกเขา (ข้อ 8-13)
“เราได้สลักเจ้าไว้บนฝ่ามือของเรา” พระเจ้าตรัสกับอิสราเอล ดังที่พระองค์ตรัสกับเราในวันนี้เช่นกัน (ข้อ 16) ขณะที่ฉันใคร่ครวญถึงคำยืนยันของพระองค์นั้น มันย้ำเตือนฉันอย่างลึกซึ้งถึงพระหัตถ์ที่มีรอยตะปูของพระเยซู ซึ่งได้เหยียดออกด้วยความรักเพื่อเราและเพื่อช่วยเราให้รอด (ยน.20:24-27) เช่นเดียวกับแสตมป์และคำพูดอันอ่อนโยนของอากง พระเจ้าก็ได้ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งการให้อภัยเพื่อเป็นเครื่องหมายนิรันดร์แห่งความรักของพระองค์ ให้เราขอบพระคุณสำหรับความรักที่ไม่วันเปลี่ยนแปลงของพระองค์ พระองค์จะไม่มีวันลืมเรา
เมื่อใดที่คุณได้รับการย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าไม่เคยลืมคุณ ความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของพระองค์มอบความหวังและความมั่นคงในสถานการณ์ปัจจุบันของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงและการทรงสถิตของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราก็จะไม่ลืมเจ้า [ อิสยาห์ 49:15 ]
ตอนยังเป็นเด็กฉันชอบสะสมแสตมป์ เมื่ออากง (ปู่หรือตาในภาษาจีน) ทราบถึงงานอดิเรกของฉัน ท่านก็เริ่มเก็บแสตมป์จากจดหมายในที่ทำงานของท่านทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันไปเยี่ยมพวกท่าน อากงจะมอบซองจดหมายที่เต็มไปด้วยแสตมป์สวยงามหลา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงเป็นคริสตจักร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงเป็นคริสตจักร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4d42ade3-92b5-4abb-95de-693b499be80b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3c4c8d2d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกัน... อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น [ ฮีบรู 10:24-25 ]</p>
<p>ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เดฟและคาร์ล่าใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาคริสตจักรที่จะไปร่วมนมัสการ การต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขซึ่งมีข้อจำกัดมากมายในการพบปะผู้คนยิ่งทำให้ยากเข้าไปอีก พวกเขาปรารถนาที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับผู้เชื่อในพระกายของพระเยซู “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการหาคริสตจักร” คาร์ล่าอีเมลถึงฉัน ฉันเองก็ตระหนักถึงความปราถนาของตนที่อยากกลับไปเจอครอบครัวคริสตจักรอีกครั้ง “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการเป็นคริสตจักร” ฉันตอบ ในฤดูกาลนั้นคริสตจักรของเรา “หมุนไปรอบๆ” โดยการแจกอาหารให้กับเพื่อนบ้าน จัดนมัสการออนไลน์ และโทรหาสมาชิกทุกคนเพื่อให้การช่วยเหลือและอธิษฐานเผื่อ ฉันกับสามีก็มีส่วนร่วมแต่เรายังคงตั้งคำถามว่ามีอะไรอีกบ้างที่พอจะทำได้เพื่อจะ “เป็นคริสตจักร” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ของเรา</p>
<p>ในฮีบรู 10:25 ผู้เขียนเตือนผู้อ่านว่า อย่าขาด “การประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” บางทีอาจเป็นเพราะการข่มเหง (ข้อ 32-34) หรืออาจเป็นผลจากความรู้สึกท้อถอย (12:3) ผู้เชื่อในยุคแรกที่ประสบความยากลำบากจึงต้องการการสะกิดเตือนเพื่อจะยังคงความเป็นคริสตจักรไว้ได้ต่อไป</p>
<p>และในวันนี้ ฉันก็ต้องการการสะกิดเตือนเช่นกัน แล้วคุณล่ะต้องการไหมเมื่อสถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนวิถีของเราในการมีส่วนร่วมกับคริสตจักร เราจะยังเป็นคริสตจักรต่อหรือไม่ ขอให้เราหนุนใจกันอย่างสร้างสรรค์และเสริมสร้างกันขึ้นในขณะที่พระเจ้าทรงนำเรา แบ่งปันสิ่งที่เรามี ส่งข้อความหนุนใจ รวมตัวกันถ้าทำได้ อธิษฐานเผื่อกัน ให้เรามาเป็นคริสตจักรร่วมกัน</p>
<p><em>ในวันนี้คุณจะช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถไปร่วมในคริสตจักรที่เป็นตัวอาคารได้อย่างไร คริสตจักรเติมเต็มความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์รู้ว่าจะเป็นคริสตจักรได้อย่างไร</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกัน... อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น [ ฮีบรู 10:24-25 ]</p>
<p>ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เดฟและคาร์ล่าใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาคริสตจักรที่จะไปร่วมนมัสการ การต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขซึ่งมีข้อจำกัดมากมายในการพบปะผู้คนยิ่งทำให้ยากเข้าไปอีก พวกเขาปรารถนาที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับผู้เชื่อในพระกายของพระเยซู “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการหาคริสตจักร” คาร์ล่าอีเมลถึงฉัน ฉันเองก็ตระหนักถึงความปราถนาของตนที่อยากกลับไปเจอครอบครัวคริสตจักรอีกครั้ง “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการเป็นคริสตจักร” ฉันตอบ ในฤดูกาลนั้นคริสตจักรของเรา “หมุนไปรอบๆ” โดยการแจกอาหารให้กับเพื่อนบ้าน จัดนมัสการออนไลน์ และโทรหาสมาชิกทุกคนเพื่อให้การช่วยเหลือและอธิษฐานเผื่อ ฉันกับสามีก็มีส่วนร่วมแต่เรายังคงตั้งคำถามว่ามีอะไรอีกบ้างที่พอจะทำได้เพื่อจะ “เป็นคริสตจักร” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ของเรา</p>
<p>ในฮีบรู 10:25 ผู้เขียนเตือนผู้อ่านว่า อย่าขาด “การประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” บางทีอาจเป็นเพราะการข่มเหง (ข้อ 32-34) หรืออาจเป็นผลจากความรู้สึกท้อถอย (12:3) ผู้เชื่อในยุคแรกที่ประสบความยากลำบากจึงต้องการการสะกิดเตือนเพื่อจะยังคงความเป็นคริสตจักรไว้ได้ต่อไป</p>
<p>และในวันนี้ ฉันก็ต้องการการสะกิดเตือนเช่นกัน แล้วคุณล่ะต้องการไหมเมื่อสถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนวิถีของเราในการมีส่วนร่วมกับคริสตจักร เราจะยังเป็นคริสตจักรต่อหรือไม่ ขอให้เราหนุนใจกันอย่างสร้างสรรค์และเสริมสร้างกันขึ้นในขณะที่พระเจ้าทรงนำเรา แบ่งปันสิ่งที่เรามี ส่งข้อความหนุนใจ รวมตัวกันถ้าทำได้ อธิษฐานเผื่อกัน ให้เรามาเป็นคริสตจักรร่วมกัน</p>
<p><em>ในวันนี้คุณจะช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถไปร่วมในคริสตจักรที่เป็นตัวอาคารได้อย่างไร คริสตจักรเติมเต็มความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์รู้ว่าจะเป็นคริสตจักรได้อย่างไร</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 08 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3c4c8d2d/f3c77473.mp3" length="11109510" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>695</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกัน... อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น [ ฮีบรู 10:24-25 ]
ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เดฟและคาร์ล่าใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาคริสตจักรที่จะไปร่วมนมัสการ การต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขซึ่งมีข้อจำกัดมากมายในการพบปะผู้คนยิ่งทำให้ยากเข้าไปอีก พวกเขาปรารถนาที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับผู้เชื่อในพระกายของพระเยซู “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการหาคริสตจักร” คาร์ล่าอีเมลถึงฉัน ฉันเองก็ตระหนักถึงความปราถนาของตนที่อยากกลับไปเจอครอบครัวคริสตจักรอีกครั้ง “เป็นช่วงเวลาที่ยากในการเป็นคริสตจักร” ฉันตอบ ในฤดูกาลนั้นคริสตจักรของเรา “หมุนไปรอบๆ” โดยการแจกอาหารให้กับเพื่อนบ้าน จัดนมัสการออนไลน์ และโทรหาสมาชิกทุกคนเพื่อให้การช่วยเหลือและอธิษฐานเผื่อ ฉันกับสามีก็มีส่วนร่วมแต่เรายังคงตั้งคำถามว่ามีอะไรอีกบ้างที่พอจะทำได้เพื่อจะ “เป็นคริสตจักร” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ของเรา
ในฮีบรู 10:25 ผู้เขียนเตือนผู้อ่านว่า อย่าขาด “การประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” บางทีอาจเป็นเพราะการข่มเหง (ข้อ 32-34) หรืออาจเป็นผลจากความรู้สึกท้อถอย (12:3) ผู้เชื่อในยุคแรกที่ประสบความยากลำบากจึงต้องการการสะกิดเตือนเพื่อจะยังคงความเป็นคริสตจักรไว้ได้ต่อไป
และในวันนี้ ฉันก็ต้องการการสะกิดเตือนเช่นกัน แล้วคุณล่ะต้องการไหมเมื่อสถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนวิถีของเราในการมีส่วนร่วมกับคริสตจักร เราจะยังเป็นคริสตจักรต่อหรือไม่ ขอให้เราหนุนใจกันอย่างสร้างสรรค์และเสริมสร้างกันขึ้นในขณะที่พระเจ้าทรงนำเรา แบ่งปันสิ่งที่เรามี ส่งข้อความหนุนใจ รวมตัวกันถ้าทำได้ อธิษฐานเผื่อกัน ให้เรามาเป็นคริสตจักรร่วมกัน
ในวันนี้คุณจะช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถไปร่วมในคริสตจักรที่เป็นตัวอาคารได้อย่างไร คริสตจักรเติมเต็มความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์รู้ว่าจะเป็นคริสตจักรได้อย่างไร</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกัน... อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น [ ฮีบรู 10:24-25 ]
ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 เดฟและคาร์ล่าใช้เวลาหลายเดือนเพื่อหาคริสตจักรที่จะไปร่วมนมัสการ การต้องปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อคติกับความรักของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อคติกับความรักของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3a1120c0-9ab9-42b4-8e4b-5f1861c1ada7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/79e8b76b</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ [ ยอห์น 1:46 ]</p>
<p>“คุณไม่เหมือนกับที่ผมคิด ผมคิดว่าผมคงจะเกลียดคุณ แต่ก็ไม่” คำพูดของชายหนุ่มดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังพยายามแสดงความเมตตา ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศของเขา ซึ่งหลายสิบปีก่อนเคยทำสงครามกับประเทศของผม เราอยู่ในกลุ่มอภิปรายในชั้นเรียนเดียวกัน และผมสังเกตว่าเขาดูห่างเหิน เมื่อถามว่าผมได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองหรือไม่ เขาตอบว่า “เปล่าเลย…อันที่จริงคือปู่ของผมถูกฆ่าในสงคราม ผมจึงเกลียดประเทศและคนของคุณเพราะเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง และนั่นทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”</p>
<p>อคตินั้นมีมานานพอๆกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ สองพันปีที่แล้วเมื่อนาธานาเอลได้ยินเรื่องของพระเยซูที่ทรงประทับอยู่ที่นาซาเร็ธเป็นครั้งแรก อคติของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” เขาถาม (ยน.1:46) นาธานาเอลอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีเหมือนพระเยซู เขาอาจคิดว่าพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าน่าจะมาจากที่อื่น แม้แต่ชาวกาลิลีคนอื่นๆก็ดูถูกนาซาเร็ธเพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆธรรมดา</p>
<p>แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือ การตอบสนองของนาธานาเอลไม่ได้ทำให้พระเยซูหยุดรักเขา และเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมาเป็นสาวกของพระเยซู “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า!” นาธานาเอลประกาศในเวลาต่อมา (ข้อ 49) ไม่มีอคติใดจะต้านทานความรักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้</p>
<p><em>คุณเคยเผชิญหรือต่อสู้กับอคติในเรื่องใดบ้าง ความรักของพระเยซูช่วยคุณรับมือกับอคติเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เอาชนะอคติใดก็ตามที่ข้าพระองค์มีและรักผู้อื่นด้วยความรักที่พระองค์เท่านั้นประทานให้ได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ [ ยอห์น 1:46 ]</p>
<p>“คุณไม่เหมือนกับที่ผมคิด ผมคิดว่าผมคงจะเกลียดคุณ แต่ก็ไม่” คำพูดของชายหนุ่มดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังพยายามแสดงความเมตตา ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศของเขา ซึ่งหลายสิบปีก่อนเคยทำสงครามกับประเทศของผม เราอยู่ในกลุ่มอภิปรายในชั้นเรียนเดียวกัน และผมสังเกตว่าเขาดูห่างเหิน เมื่อถามว่าผมได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองหรือไม่ เขาตอบว่า “เปล่าเลย…อันที่จริงคือปู่ของผมถูกฆ่าในสงคราม ผมจึงเกลียดประเทศและคนของคุณเพราะเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง และนั่นทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”</p>
<p>อคตินั้นมีมานานพอๆกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ สองพันปีที่แล้วเมื่อนาธานาเอลได้ยินเรื่องของพระเยซูที่ทรงประทับอยู่ที่นาซาเร็ธเป็นครั้งแรก อคติของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” เขาถาม (ยน.1:46) นาธานาเอลอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีเหมือนพระเยซู เขาอาจคิดว่าพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าน่าจะมาจากที่อื่น แม้แต่ชาวกาลิลีคนอื่นๆก็ดูถูกนาซาเร็ธเพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆธรรมดา</p>
<p>แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือ การตอบสนองของนาธานาเอลไม่ได้ทำให้พระเยซูหยุดรักเขา และเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมาเป็นสาวกของพระเยซู “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า!” นาธานาเอลประกาศในเวลาต่อมา (ข้อ 49) ไม่มีอคติใดจะต้านทานความรักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้</p>
<p><em>คุณเคยเผชิญหรือต่อสู้กับอคติในเรื่องใดบ้าง ความรักของพระเยซูช่วยคุณรับมือกับอคติเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เอาชนะอคติใดก็ตามที่ข้าพระองค์มีและรักผู้อื่นด้วยความรักที่พระองค์เท่านั้นประทานให้ได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 07 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/79e8b76b/a380f4cb.mp3" length="10877143" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>680</itunes:duration>
      <itunes:summary>สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ [ ยอห์น 1:46 ]
“คุณไม่เหมือนกับที่ผมคิด ผมคิดว่าผมคงจะเกลียดคุณ แต่ก็ไม่” คำพูดของชายหนุ่มดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังพยายามแสดงความเมตตา ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศของเขา ซึ่งหลายสิบปีก่อนเคยทำสงครามกับประเทศของผม เราอยู่ในกลุ่มอภิปรายในชั้นเรียนเดียวกัน และผมสังเกตว่าเขาดูห่างเหิน เมื่อถามว่าผมได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองหรือไม่ เขาตอบว่า “เปล่าเลย…อันที่จริงคือปู่ของผมถูกฆ่าในสงคราม ผมจึงเกลียดประเทศและคนของคุณเพราะเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ผมเห็นว่าเรามีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง และนั่นทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”
อคตินั้นมีมานานพอๆกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ สองพันปีที่แล้วเมื่อนาธานาเอลได้ยินเรื่องของพระเยซูที่ทรงประทับอยู่ที่นาซาเร็ธเป็นครั้งแรก อคติของเขาเผยออกมาอย่างชัดเจน “สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ” เขาถาม (ยน.1:46) นาธานาเอลอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลีเหมือนพระเยซู เขาอาจคิดว่าพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าน่าจะมาจากที่อื่น แม้แต่ชาวกาลิลีคนอื่นๆก็ดูถูกนาซาเร็ธเพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆธรรมดา
แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือ การตอบสนองของนาธานาเอลไม่ได้ทำให้พระเยซูหยุดรักเขา และเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมาเป็นสาวกของพระเยซู “พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า!” นาธานาเอลประกาศในเวลาต่อมา (ข้อ 49) ไม่มีอคติใดจะต้านทานความรักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้
คุณเคยเผชิญหรือต่อสู้กับอคติในเรื่องใดบ้าง ความรักของพระเยซูช่วยคุณรับมือกับอคติเหล่านั้นอย่างไร
พระเจ้าผู้ทรงรัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เอาชนะอคติใดก็ตามที่ข้าพระองค์มีและรักผู้อื่นด้วยความรักที่พระองค์เท่านั้นประทานให้ได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ [ ยอห์น 1:46 ]
“คุณไม่เหมือนกับที่ผมคิด ผมคิดว่าผมคงจะเกลียดคุณ แต่ก็ไม่” คำพูดของชายหนุ่มดูรุนแรง แต่ที่จริงแล้วพวกเขากำลังพยายามแสดงความเมตตา ผมไปเรียนหนังสือที่ประเทศของเขา ซึ่งหลายสิบปีก่อนเคยทำสงครามกับประเทศของผม เร</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การให้เหมือนพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การให้เหมือนพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9acb06fb-8755-4c82-a7bd-9ba9e85a1c7b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/30608191</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชา ที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า [ โรม 12:1 ]</p>
<p>ตอนที่ โอ.เฮนรี่นักเขียนชาวอเมริกันเขียนหนังสือ “ของขวัญจากโหราจารย์” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคริสต์มาสที่เขารักในปีค.ศ. 1905 นั้น เขากำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นจากปัญหาส่วนตัว กระนั้นเขากลับเขียนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเน้นถึงคุณลักษณะอันงดงามเหมือนพระคริสต์ นั่นคือการเสียสละ ในเรื่องภรรยาผู้ยากไร้ขายผมยาวสลวยของเธอในวันคริสต์มาสอีฟเพื่อซื้อสายนาฬิกาพกทองคำให้สามี แต่เธอกลับรู้ภายหลังว่าสามีขายนาฬิกาพกของเขาเพื่อซื้อชุดหวีสำหรับผมอันงดงามของเธอ</p>
<p>ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขามอบให้กันคืออะไรน่ะหรือ ก็คือการเสียสละ การกระทำของทั้งคู่แสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่</p>
<p>ในทำนองเดียวกันนี้ เรื่องราวที่เขาเขียนจึงได้นำเสนอของขวัญแห่งความรักของโหราจารย์ (นักปราชญ์)ที่ถวายแด่พระกุมารเยซูภายหลังการประสูติอันศักดิ์สิทธิ์ (ดู มธ.2:1,11) แต่ที่ยิ่งไปกว่าของขวัญเหล่านั้นคือ วันหนึ่งพระกุมารเยซูจะเติบโตขึ้นและประทานชีวิตของพระองค์แก่คนทั้งโลก</p>
<p>ในชีวิตประจำวันของเรา ผู้เชื่อในพระคริสต์สามารถสำแดงถึงของประทานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้โดยการเสียสละเวลา ทรัพย์สมบัติ และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่จะถ่ายทอดความรักของเราไปสู่ผู้อื่น ดังที่อัครทูตเปาโลเขียนไว้ “พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (รม.12:1) ไม่มีของขวัญใดจะดีไปกว่าการเสียสละเพื่อผู้อื่นโดยความรักของพระเยซู</p>
<p><em>คุณเคยได้รับของขวัญแห่งการเสียสละใดจากใครบางคนที่สำแดงถึงความรักของพระคริสต์บ้าง ของขวัญแห่งการเสียสละใดที่คุณจะมอบให้ผู้อื่นเพื่อเป็นการตอบแทนได้บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ในชีวิตแต่ละวันขอให้ข้าพระองค์สำแดงพระเยซูแก่ผู้อื่นด้วยการเสียสละความต้องการของตนเองเพื่อพวกเขา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชา ที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า [ โรม 12:1 ]</p>
<p>ตอนที่ โอ.เฮนรี่นักเขียนชาวอเมริกันเขียนหนังสือ “ของขวัญจากโหราจารย์” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคริสต์มาสที่เขารักในปีค.ศ. 1905 นั้น เขากำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นจากปัญหาส่วนตัว กระนั้นเขากลับเขียนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเน้นถึงคุณลักษณะอันงดงามเหมือนพระคริสต์ นั่นคือการเสียสละ ในเรื่องภรรยาผู้ยากไร้ขายผมยาวสลวยของเธอในวันคริสต์มาสอีฟเพื่อซื้อสายนาฬิกาพกทองคำให้สามี แต่เธอกลับรู้ภายหลังว่าสามีขายนาฬิกาพกของเขาเพื่อซื้อชุดหวีสำหรับผมอันงดงามของเธอ</p>
<p>ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขามอบให้กันคืออะไรน่ะหรือ ก็คือการเสียสละ การกระทำของทั้งคู่แสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่</p>
<p>ในทำนองเดียวกันนี้ เรื่องราวที่เขาเขียนจึงได้นำเสนอของขวัญแห่งความรักของโหราจารย์ (นักปราชญ์)ที่ถวายแด่พระกุมารเยซูภายหลังการประสูติอันศักดิ์สิทธิ์ (ดู มธ.2:1,11) แต่ที่ยิ่งไปกว่าของขวัญเหล่านั้นคือ วันหนึ่งพระกุมารเยซูจะเติบโตขึ้นและประทานชีวิตของพระองค์แก่คนทั้งโลก</p>
<p>ในชีวิตประจำวันของเรา ผู้เชื่อในพระคริสต์สามารถสำแดงถึงของประทานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้โดยการเสียสละเวลา ทรัพย์สมบัติ และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่จะถ่ายทอดความรักของเราไปสู่ผู้อื่น ดังที่อัครทูตเปาโลเขียนไว้ “พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (รม.12:1) ไม่มีของขวัญใดจะดีไปกว่าการเสียสละเพื่อผู้อื่นโดยความรักของพระเยซู</p>
<p><em>คุณเคยได้รับของขวัญแห่งการเสียสละใดจากใครบางคนที่สำแดงถึงความรักของพระคริสต์บ้าง ของขวัญแห่งการเสียสละใดที่คุณจะมอบให้ผู้อื่นเพื่อเป็นการตอบแทนได้บ้าง</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ในชีวิตแต่ละวันขอให้ข้าพระองค์สำแดงพระเยซูแก่ผู้อื่นด้วยการเสียสละความต้องการของตนเองเพื่อพวกเขา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 06 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/30608191/3e666449.mp3" length="13190123" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>825</itunes:duration>
      <itunes:summary>ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชา ที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า [ โรม 12:1 ]
ตอนที่ โอ.เฮนรี่นักเขียนชาวอเมริกันเขียนหนังสือ “ของขวัญจากโหราจารย์” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคริสต์มาสที่เขารักในปีค.ศ. 1905 นั้น เขากำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นจากปัญหาส่วนตัว กระนั้นเขากลับเขียนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเน้นถึงคุณลักษณะอันงดงามเหมือนพระคริสต์ นั่นคือการเสียสละ ในเรื่องภรรยาผู้ยากไร้ขายผมยาวสลวยของเธอในวันคริสต์มาสอีฟเพื่อซื้อสายนาฬิกาพกทองคำให้สามี แต่เธอกลับรู้ภายหลังว่าสามีขายนาฬิกาพกของเขาเพื่อซื้อชุดหวีสำหรับผมอันงดงามของเธอ
ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พวกเขามอบให้กันคืออะไรน่ะหรือ ก็คือการเสียสละ การกระทำของทั้งคู่แสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่
ในทำนองเดียวกันนี้ เรื่องราวที่เขาเขียนจึงได้นำเสนอของขวัญแห่งความรักของโหราจารย์ (นักปราชญ์)ที่ถวายแด่พระกุมารเยซูภายหลังการประสูติอันศักดิ์สิทธิ์ (ดู มธ.2:1,11) แต่ที่ยิ่งไปกว่าของขวัญเหล่านั้นคือ วันหนึ่งพระกุมารเยซูจะเติบโตขึ้นและประทานชีวิตของพระองค์แก่คนทั้งโลก
ในชีวิตประจำวันของเรา ผู้เชื่อในพระคริสต์สามารถสำแดงถึงของประทานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้โดยการเสียสละเวลา ทรัพย์สมบัติ และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่จะถ่ายทอดความรักของเราไปสู่ผู้อื่น ดังที่อัครทูตเปาโลเขียนไว้ “พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า” (รม.12:1) ไม่มีของขวัญใดจะดีไปกว่าการเสียสละเพื่อผู้อื่นโดยความรักของพระเยซู
คุณเคยได้รับของขวัญแห่งการเสียสละใดจากใครบางคนที่สำแดงถึงความรักของพระคริสต์บ้าง ของขวัญแห่งการเสียสละใดที่คุณจะมอบให้ผู้อื่นเพื่อเป็นการตอบแทนได้บ้าง
ข้าแต่พระเจ้า ในชีวิตแต่ละวันขอให้ข้าพระองค์สำแดงพระเยซูแก่ผู้อื่นด้วยการเสียสละความต้องการของตนเองเพื่อพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชา ที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า [ โรม 12:1 ]
ตอนที่ โอ.เฮนรี่นักเขียนชาวอเมริกันเขียนหนังสือ “ของขวัญจากโหราจารย์” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคริสต์มาสที่เขารักในปีค.ศ. 1905 นั้น เขากำลังดิ้นรนเพื่อฟื</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นักบุญนิค</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นักบุญนิค</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fa32dcda-da84-4caf-85c8-917b0a087dfb</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/52d1753c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียก นามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา) [ มัทธิว 1:23 ]</p>
<p>บุคคลที่เรารู้จักกันในนามนักบุญนิโคลัส(นักบุญนิค)นี้เกิดราวปีค.ศ. 270 ในครอบครัวชาวกรีกที่ร่ำรวย น่าเศร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงไปอาศัยอยู่กับลุงที่รักและสอนให้เขาติดตามพระเจ้า เมื่อนิโคลัสยังหนุ่มมีเรื่องเล่าขานกันว่า เขาได้ยินเรื่องของสามสาวพี่น้องที่ไม่มีสินสอดสำหรับแต่งงานและใกล้จะสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยต้องการทำตามคำสอนของพระเยซูเรื่องการให้แก่ผู้ที่ขัดสน เขาจึงมอบถุงใส่เหรียญทองจากมรดกของตนให้กับพี่น้องทั้งสามคนละถุง หลายปีต่อมานิโคลัสใช้เงินที่เหลือเลี้ยงคนยากจนและดูแลผู้อื่น ในศตวรรษต่อมานิโคลัสได้รับการยกย่องเพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเขา และเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครที่เรารู้จักกันในชื่อซานตาคลอส</p>
<p>ในขณะที่การโฆษณาและความมีเสน่ห์ดึงดูดใจของเทศกาลนี้อาจทำลายการเฉลิมฉลองของเรา แต่ประเพณีในการให้ของขวัญนั้นสืบเนื่องมาจากนิโคลัสและความเอื้อเฟื้อของเขามีพื้นฐานมาจากการอุทิศชีวิตเพื่อพระเยซู นิโคลัสรู้ว่าพระคริสต์ทรงสำแดงพระกรุณาที่เกินจะจินตนาการได้ โดยเป็นผู้มอบของขวัญอันล้ำค่าที่สุดคือ พระเจ้า พระเยซูเป็น “พระเจ้า [ผู้]ทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) และพระองค์ได้ประทานของขวัญแห่งชีวิตแก่เรา ในโลกแห่งความตายพระองค์ทรง “ช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21)</p>
<p>เมื่อเราเชื่อพระเยซู การเสียสละด้วยใจกว้างขวางก็สำแดงออกมา เราจึงใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นและยินดีจัดหาสิ่งเหล่านั้นให้พวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา นี่คือเรื่องราวของนักบุญนิค แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็คือเรื่องราวของพระเจ้า</p>
<p><em>ประสบการณ์ในการให้ของขวัญของคุณเป็นอย่างไร โดนบังคับหรือเต็มใจและยินดีให้ ชีวิตของพระเยซูเปลี่ยนมุมมองเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นคนเอื้อเฟื้อแต่ในใจข้าพระองค์ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฝึกฝนที่จะมีใจเอื้อเฟื้ออย่างแท้จริง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียก นามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา) [ มัทธิว 1:23 ]</p>
<p>บุคคลที่เรารู้จักกันในนามนักบุญนิโคลัส(นักบุญนิค)นี้เกิดราวปีค.ศ. 270 ในครอบครัวชาวกรีกที่ร่ำรวย น่าเศร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงไปอาศัยอยู่กับลุงที่รักและสอนให้เขาติดตามพระเจ้า เมื่อนิโคลัสยังหนุ่มมีเรื่องเล่าขานกันว่า เขาได้ยินเรื่องของสามสาวพี่น้องที่ไม่มีสินสอดสำหรับแต่งงานและใกล้จะสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยต้องการทำตามคำสอนของพระเยซูเรื่องการให้แก่ผู้ที่ขัดสน เขาจึงมอบถุงใส่เหรียญทองจากมรดกของตนให้กับพี่น้องทั้งสามคนละถุง หลายปีต่อมานิโคลัสใช้เงินที่เหลือเลี้ยงคนยากจนและดูแลผู้อื่น ในศตวรรษต่อมานิโคลัสได้รับการยกย่องเพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเขา และเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครที่เรารู้จักกันในชื่อซานตาคลอส</p>
<p>ในขณะที่การโฆษณาและความมีเสน่ห์ดึงดูดใจของเทศกาลนี้อาจทำลายการเฉลิมฉลองของเรา แต่ประเพณีในการให้ของขวัญนั้นสืบเนื่องมาจากนิโคลัสและความเอื้อเฟื้อของเขามีพื้นฐานมาจากการอุทิศชีวิตเพื่อพระเยซู นิโคลัสรู้ว่าพระคริสต์ทรงสำแดงพระกรุณาที่เกินจะจินตนาการได้ โดยเป็นผู้มอบของขวัญอันล้ำค่าที่สุดคือ พระเจ้า พระเยซูเป็น “พระเจ้า [ผู้]ทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) และพระองค์ได้ประทานของขวัญแห่งชีวิตแก่เรา ในโลกแห่งความตายพระองค์ทรง “ช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21)</p>
<p>เมื่อเราเชื่อพระเยซู การเสียสละด้วยใจกว้างขวางก็สำแดงออกมา เราจึงใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นและยินดีจัดหาสิ่งเหล่านั้นให้พวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา นี่คือเรื่องราวของนักบุญนิค แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็คือเรื่องราวของพระเจ้า</p>
<p><em>ประสบการณ์ในการให้ของขวัญของคุณเป็นอย่างไร โดนบังคับหรือเต็มใจและยินดีให้ ชีวิตของพระเยซูเปลี่ยนมุมมองเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นคนเอื้อเฟื้อแต่ในใจข้าพระองค์ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฝึกฝนที่จะมีใจเอื้อเฟื้ออย่างแท้จริง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/52d1753c/f8a9c0a0.mp3" length="12186579" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียก นามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา) [ มัทธิว 1:23 ]
บุคคลที่เรารู้จักกันในนามนักบุญนิโคลัส(นักบุญนิค)นี้เกิดราวปีค.ศ. 270 ในครอบครัวชาวกรีกที่ร่ำรวย น่าเศร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงไปอาศัยอยู่กับลุงที่รักและสอนให้เขาติดตามพระเจ้า เมื่อนิโคลัสยังหนุ่มมีเรื่องเล่าขานกันว่า เขาได้ยินเรื่องของสามสาวพี่น้องที่ไม่มีสินสอดสำหรับแต่งงานและใกล้จะสิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยต้องการทำตามคำสอนของพระเยซูเรื่องการให้แก่ผู้ที่ขัดสน เขาจึงมอบถุงใส่เหรียญทองจากมรดกของตนให้กับพี่น้องทั้งสามคนละถุง หลายปีต่อมานิโคลัสใช้เงินที่เหลือเลี้ยงคนยากจนและดูแลผู้อื่น ในศตวรรษต่อมานิโคลัสได้รับการยกย่องเพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเขา และเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวละครที่เรารู้จักกันในชื่อซานตาคลอส
ในขณะที่การโฆษณาและความมีเสน่ห์ดึงดูดใจของเทศกาลนี้อาจทำลายการเฉลิมฉลองของเรา แต่ประเพณีในการให้ของขวัญนั้นสืบเนื่องมาจากนิโคลัสและความเอื้อเฟื้อของเขามีพื้นฐานมาจากการอุทิศชีวิตเพื่อพระเยซู นิโคลัสรู้ว่าพระคริสต์ทรงสำแดงพระกรุณาที่เกินจะจินตนาการได้ โดยเป็นผู้มอบของขวัญอันล้ำค่าที่สุดคือ พระเจ้า พระเยซูเป็น “พระเจ้า [ผู้]ทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) และพระองค์ได้ประทานของขวัญแห่งชีวิตแก่เรา ในโลกแห่งความตายพระองค์ทรง “ช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา” (ข้อ 21)
เมื่อเราเชื่อพระเยซู การเสียสละด้วยใจกว้างขวางก็สำแดงออกมา เราจึงใส่ใจในความต้องการของผู้อื่นและยินดีจัดหาสิ่งเหล่านั้นให้พวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา นี่คือเรื่องราวของนักบุญนิค แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็คือเรื่องราวของพระเจ้า
ประสบการณ์ในการให้ของขวัญของคุณเป็นอย่างไร โดนบังคับหรือเต็มใจและยินดีให้ ชีวิตของพระเยซูเปลี่ยนมุมมองเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์อยากเป็นคนเอื้อเฟื้อแต่ในใจข้าพระองค์ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฝึกฝนที่จะมีใจเอื้อเฟื้ออย่างแท้จริง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียก นามของท่านว่า อิมมานูเอล (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา) [ มัทธิว 1:23 ]
บุคคลที่เรารู้จักกันในนามนักบุญนิโคลัส(นักบุญนิค)นี้เกิดราวปีค.ศ. 270 ในครอบครัวชาวกรีกที่ร่ำรวย น่าเศร้าที่พ่อแม่เสีย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระสัญญาที่อบอุ่นใจของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระสัญญาที่อบอุ่นใจของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dcf71f1b-740d-4809-9241-3dec6cb674ac</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b8a32ce6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ทรงสถิตกับเจ้า [ โยชูวา 1:9 ]</p>
<p>หลายปีก่อนครอบครัวของเราไปเยือนโฟว์คอร์เนอร์ สถานที่เดียวในสหรัฐอเมริกาที่สี่รัฐมาบรรจบกันในจุดเดียว สามีของฉันยืนอยู่ในพื้นที่ของรัฐแอริโซน่า เอ.เจ.ลูกชายคนโตของเรากระโดดไปยืนบนรัฐยูทาห์ ฮาเวียร์ลูกชายคนเล็กจับมือฉันขณะที่เราก้าวไปยืนที่รัฐโคโลราโด เมื่อฉันขยับเข้าไปในรัฐนิวเม็กซิโก ฮาเวียร์พูดว่า “แม่ครับ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ทิ้งผมไว้ที่โคโลราโด!” พวกเราอยู่ด้วยกันแต่อยู่กันคนละที่ในขณะที่เสียงหัวเราะของเราดังขึ้นในทั้งสี่รัฐนั้น ตอนนี้พวกลูกชายต่างเติบโตและจากบ้านกันไปแล้ว ฉันยิ่งซาบซึ้งในพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงอยู่ใกล้ประชากรของพระองค์ทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด</p>
<p>หลังจากที่โมเสสสิ้นชีวิต พระเจ้าทรงเรียกโยชูวาให้เป็นผู้นำและรับรองว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยขณะที่ทรงขยายเขตแดนของชนชาติอิสราเอล (ยชว.1:1-4) พระเจ้าตรัสว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5) ทรงรู้ว่าโยชูวาจะต้องต่อสู้กับความสงสัยและความกลัวในฐานะผู้นำคนใหม่ของประชากรของพระองค์ พระเจ้าจึงทรงวางรากฐานแห่งความหวังไว้บนพระดำรัสเหล่านี้ “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 9)</p>
<p>ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำเราหรือคนที่เรารักไปที่ใด แม้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระสัญญาที่อบอุ่นใจที่สุดของพระองค์ให้ความมั่นใจกับเราว่าพระองค์จะทรงอยู่ด้วยเสมอ</p>
<p><em>เมื่อเร็วๆนี้ พระเจ้าทรงทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจด้วยการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์อย่างไร พระสัญญาว่าจะทรงอยู่ด้วยช่วยคุณอย่างไรเมื่อต้องอยู่ห่างจากคนที่คุณรัก</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์อบอุ่นใจด้วยพระสัญญาว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ทรงสถิตกับเจ้า [ โยชูวา 1:9 ]</p>
<p>หลายปีก่อนครอบครัวของเราไปเยือนโฟว์คอร์เนอร์ สถานที่เดียวในสหรัฐอเมริกาที่สี่รัฐมาบรรจบกันในจุดเดียว สามีของฉันยืนอยู่ในพื้นที่ของรัฐแอริโซน่า เอ.เจ.ลูกชายคนโตของเรากระโดดไปยืนบนรัฐยูทาห์ ฮาเวียร์ลูกชายคนเล็กจับมือฉันขณะที่เราก้าวไปยืนที่รัฐโคโลราโด เมื่อฉันขยับเข้าไปในรัฐนิวเม็กซิโก ฮาเวียร์พูดว่า “แม่ครับ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ทิ้งผมไว้ที่โคโลราโด!” พวกเราอยู่ด้วยกันแต่อยู่กันคนละที่ในขณะที่เสียงหัวเราะของเราดังขึ้นในทั้งสี่รัฐนั้น ตอนนี้พวกลูกชายต่างเติบโตและจากบ้านกันไปแล้ว ฉันยิ่งซาบซึ้งในพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงอยู่ใกล้ประชากรของพระองค์ทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด</p>
<p>หลังจากที่โมเสสสิ้นชีวิต พระเจ้าทรงเรียกโยชูวาให้เป็นผู้นำและรับรองว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยขณะที่ทรงขยายเขตแดนของชนชาติอิสราเอล (ยชว.1:1-4) พระเจ้าตรัสว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5) ทรงรู้ว่าโยชูวาจะต้องต่อสู้กับความสงสัยและความกลัวในฐานะผู้นำคนใหม่ของประชากรของพระองค์ พระเจ้าจึงทรงวางรากฐานแห่งความหวังไว้บนพระดำรัสเหล่านี้ “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 9)</p>
<p>ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำเราหรือคนที่เรารักไปที่ใด แม้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระสัญญาที่อบอุ่นใจที่สุดของพระองค์ให้ความมั่นใจกับเราว่าพระองค์จะทรงอยู่ด้วยเสมอ</p>
<p><em>เมื่อเร็วๆนี้ พระเจ้าทรงทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจด้วยการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์อย่างไร พระสัญญาว่าจะทรงอยู่ด้วยช่วยคุณอย่างไรเมื่อต้องอยู่ห่างจากคนที่คุณรัก</em></p>
<p>พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์อบอุ่นใจด้วยพระสัญญาว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 04 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b8a32ce6/708c9697.mp3" length="12059977" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>754</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ทรงสถิตกับเจ้า [ โยชูวา 1:9 ]
หลายปีก่อนครอบครัวของเราไปเยือนโฟว์คอร์เนอร์ สถานที่เดียวในสหรัฐอเมริกาที่สี่รัฐมาบรรจบกันในจุดเดียว สามีของฉันยืนอยู่ในพื้นที่ของรัฐแอริโซน่า เอ.เจ.ลูกชายคนโตของเรากระโดดไปยืนบนรัฐยูทาห์ ฮาเวียร์ลูกชายคนเล็กจับมือฉันขณะที่เราก้าวไปยืนที่รัฐโคโลราโด เมื่อฉันขยับเข้าไปในรัฐนิวเม็กซิโก ฮาเวียร์พูดว่า “แม่ครับ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ทิ้งผมไว้ที่โคโลราโด!” พวกเราอยู่ด้วยกันแต่อยู่กันคนละที่ในขณะที่เสียงหัวเราะของเราดังขึ้นในทั้งสี่รัฐนั้น ตอนนี้พวกลูกชายต่างเติบโตและจากบ้านกันไปแล้ว ฉันยิ่งซาบซึ้งในพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงอยู่ใกล้ประชากรของพระองค์ทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด
หลังจากที่โมเสสสิ้นชีวิต พระเจ้าทรงเรียกโยชูวาให้เป็นผู้นำและรับรองว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยขณะที่ทรงขยายเขตแดนของชนชาติอิสราเอล (ยชว.1:1-4) พระเจ้าตรัสว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5) ทรงรู้ว่าโยชูวาจะต้องต่อสู้กับความสงสัยและความกลัวในฐานะผู้นำคนใหม่ของประชากรของพระองค์ พระเจ้าจึงทรงวางรากฐานแห่งความหวังไว้บนพระดำรัสเหล่านี้ “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 9)
ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำเราหรือคนที่เรารักไปที่ใด แม้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระสัญญาที่อบอุ่นใจที่สุดของพระองค์ให้ความมั่นใจกับเราว่าพระองค์จะทรงอยู่ด้วยเสมอ
เมื่อเร็วๆนี้ พระเจ้าทรงทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจด้วยการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์อย่างไร พระสัญญาว่าจะทรงอยู่ด้วยช่วยคุณอย่างไรเมื่อต้องอยู่ห่างจากคนที่คุณรัก
พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ขอบพระคุณที่ทรงทำให้ข้าพระองค์อบอุ่นใจด้วยพระสัญญาว่าจะทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ทรงสถิตกับเจ้า [ โยชูวา 1:9 ]
หลายปีก่อนครอบครัวของเราไปเยือนโฟว์คอร์เนอร์ สถานที่เดียวในสหรัฐอเมริกาที่สี่รัฐมาบรรจบกันในจุดเดียว สามีของฉันยืนอยู่ในพื้นที่ของรัฐแอริโซน่า เอ.เจ.ลูกชายคนโตของเรากระโดดไป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เงามืดและแสงสว่างของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เงามืดและแสงสว่างของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9c0a0160-b47e-4d75-a33b-fa683d4021ba</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4b6986eb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ชนชาติที่รู้จักโห่ร้องอย่างชื่นบานก็เป็นสุข... คือผู้ที่เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์ [ สดุดี 89:15 ]</p>
<p>เมื่อเอเลนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เธอและชัคสามีต่างรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่เธอจะได้ไปอยู่กับพระเยซู ทั้งคู่ยึดมั่นพระสัญญาในสดุดี 23 ที่ว่า พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ด้วยในขณะที่พวกเขาเดินไปตามหุบเขาที่ลึกและยากลำบากที่สุดในช่วงห้าสิบสี่ปีที่อยู่ด้วยกัน พวกเขายึดความหวังในความจริงที่ว่าเอเลนพร้อมแล้วที่จะได้พบกับพระเยซู เพราะเธอได้เชื่อวางใจในพระองค์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว</p>
<p>ในพิธีไว้อาลัยของภรรยา ชัคแบ่งปันว่าเขายังคงเดิน “ไปตามหุบเขาเงามัจจุราช” (สดด.23:4) ชีวิตในสวรรค์ของภรรยาเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ “เงามัจจุราช” ยังคงอยู่กับเขาและกับคนอื่นๆที่รักเอเลนอย่างยิ่ง</p>
<p>ขณะที่เราเดินไปตามหุบเขาแห่งเงามืดทั้งหลายนั้น เราจะหาแหล่งแห่งแสงสว่างได้จากที่ใด อัครทูตยอห์นประกาศว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยน.1:5) และในยอห์น 8:12 พระเยซูประกาศว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรา “เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์” (สดด.89:15) พระเจ้าของเราทรงสัญญาว่าจะสถิตกับเราและเป็นแหล่งแห่งแสงสว่างให้กับเรา แม้ขณะที่เราเดินทางผ่านเงาที่มืดมิดที่สุด</p>
<p><em>หุบเขาแบบใดที่คุณได้เดินผ่านมาแล้วบ้าง พระสัญญาข้อใดของพระเจ้าที่ให้แสงสว่างในการเดินทางของคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะไม่มีวันละทิ้งข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไว้วางใจให้พระองค์ทรงเป็นกำลัง เป็นผู้จัดเตรียม และเป็นความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์ตลอดชีวิต</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ชนชาติที่รู้จักโห่ร้องอย่างชื่นบานก็เป็นสุข... คือผู้ที่เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์ [ สดุดี 89:15 ]</p>
<p>เมื่อเอเลนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เธอและชัคสามีต่างรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่เธอจะได้ไปอยู่กับพระเยซู ทั้งคู่ยึดมั่นพระสัญญาในสดุดี 23 ที่ว่า พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ด้วยในขณะที่พวกเขาเดินไปตามหุบเขาที่ลึกและยากลำบากที่สุดในช่วงห้าสิบสี่ปีที่อยู่ด้วยกัน พวกเขายึดความหวังในความจริงที่ว่าเอเลนพร้อมแล้วที่จะได้พบกับพระเยซู เพราะเธอได้เชื่อวางใจในพระองค์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว</p>
<p>ในพิธีไว้อาลัยของภรรยา ชัคแบ่งปันว่าเขายังคงเดิน “ไปตามหุบเขาเงามัจจุราช” (สดด.23:4) ชีวิตในสวรรค์ของภรรยาเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ “เงามัจจุราช” ยังคงอยู่กับเขาและกับคนอื่นๆที่รักเอเลนอย่างยิ่ง</p>
<p>ขณะที่เราเดินไปตามหุบเขาแห่งเงามืดทั้งหลายนั้น เราจะหาแหล่งแห่งแสงสว่างได้จากที่ใด อัครทูตยอห์นประกาศว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยน.1:5) และในยอห์น 8:12 พระเยซูประกาศว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรา “เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์” (สดด.89:15) พระเจ้าของเราทรงสัญญาว่าจะสถิตกับเราและเป็นแหล่งแห่งแสงสว่างให้กับเรา แม้ขณะที่เราเดินทางผ่านเงาที่มืดมิดที่สุด</p>
<p><em>หุบเขาแบบใดที่คุณได้เดินผ่านมาแล้วบ้าง พระสัญญาข้อใดของพระเจ้าที่ให้แสงสว่างในการเดินทางของคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะไม่มีวันละทิ้งข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไว้วางใจให้พระองค์ทรงเป็นกำลัง เป็นผู้จัดเตรียม และเป็นความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์ตลอดชีวิต</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 03 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4b6986eb/0a2208b5.mp3" length="10776003" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>674</itunes:duration>
      <itunes:summary>ชนชาติที่รู้จักโห่ร้องอย่างชื่นบานก็เป็นสุข... คือผู้ที่เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์ [ สดุดี 89:15 ]
เมื่อเอเลนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เธอและชัคสามีต่างรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่เธอจะได้ไปอยู่กับพระเยซู ทั้งคู่ยึดมั่นพระสัญญาในสดุดี 23 ที่ว่า พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่ด้วยในขณะที่พวกเขาเดินไปตามหุบเขาที่ลึกและยากลำบากที่สุดในช่วงห้าสิบสี่ปีที่อยู่ด้วยกัน พวกเขายึดความหวังในความจริงที่ว่าเอเลนพร้อมแล้วที่จะได้พบกับพระเยซู เพราะเธอได้เชื่อวางใจในพระองค์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว
ในพิธีไว้อาลัยของภรรยา ชัคแบ่งปันว่าเขายังคงเดิน “ไปตามหุบเขาเงามัจจุราช” (สดด.23:4) ชีวิตในสวรรค์ของภรรยาเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ “เงามัจจุราช” ยังคงอยู่กับเขาและกับคนอื่นๆที่รักเอเลนอย่างยิ่ง
ขณะที่เราเดินไปตามหุบเขาแห่งเงามืดทั้งหลายนั้น เราจะหาแหล่งแห่งแสงสว่างได้จากที่ใด อัครทูตยอห์นประกาศว่า “พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย” (1 ยน.1:5) และในยอห์น 8:12 พระเยซูประกาศว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรา “เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์” (สดด.89:15) พระเจ้าของเราทรงสัญญาว่าจะสถิตกับเราและเป็นแหล่งแห่งแสงสว่างให้กับเรา แม้ขณะที่เราเดินทางผ่านเงาที่มืดมิดที่สุด
หุบเขาแบบใดที่คุณได้เดินผ่านมาแล้วบ้าง พระสัญญาข้อใดของพระเจ้าที่ให้แสงสว่างในการเดินทางของคุณ
ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรัก ขอบพระคุณที่ทรงสัญญาว่าจะไม่มีวันละทิ้งข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไว้วางใจให้พระองค์ทรงเป็นกำลัง เป็นผู้จัดเตรียม และเป็นความชื่นชมยินดีของข้าพระองค์ตลอดชีวิต</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ชนชาติที่รู้จักโห่ร้องอย่างชื่นบานก็เป็นสุข... คือผู้ที่เดินในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระองค์ [ สดุดี 89:15 ]
เมื่อเอเลนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม เธอและชัคสามีต่างรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่เธอจะได้ไปอยู่กับพระเยซู ทั้งคู่ยึดมั่นพระสัญญาใน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอมจำนนต่อพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยอมจำนนต่อพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5a858643-c47a-481d-a919-324f8ec29947</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3edd9965</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาท ได้ทูลฝ่าพระบาท...และเขาก็จะไว้พระชนม์ของฝ่าพระบาท [ เยเรมีย์ 38:20 ]</p>
<p>ในปีค.ศ. 1951 แพทย์ประจำตัวของโจเซฟ สตาลินแนะนำให้เขาลดการทำงานลงเพื่อรักษาสุขภาพ ผู้นำสหภาพโซเวียตกลับกล่าวหาแพทย์ว่าเป็นสายลับและจับกุมเขา ทรราชผู้กดขี่ผู้คนมากมายด้วยคำโกหกไม่อาจยอมรับความจริง และเช่นที่เคยทำมาหลายต่อหลายครั้ง เขากำจัดคนที่บอกความจริงกับเขา แต่ความจริงก็มีชัยชนะอยู่วันยังค่ำ สตาลินเสียชีวิตลงในปีค.ศ. 1953</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ซึ่งถูกจับและถูกตีตรวนเพราะเผยพระวจนะถึงเหตุร้าย (ยรม.38:1-6; 40:1) ทูลกษัตริย์แห่งยูดาห์ถึงสิ่งที่จะเกิดแก่กรุงเยรูซาเล็มตรงๆ “ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาทได้ทูลฝ่าพระบาท” ท่านกล่าวต่อกษัตริย์เศเดคียาห์ (38:20) หากไม่ยอมจำนนต่อกองทัพที่มาล้อมกรุงก็มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง “เขาจะพาบรรดาสนมและมเหสี และบุตรของฝ่าพระบาทไปให้คนเคลเดีย” เยเรมีย์เตือน “และฝ่า-พระบาทเองก็จะไม่ทรงรอดไปจากมือของเขาทั้งหลาย” (ข้อ 23)</p>
<p>เศเดคียาห์ไม่ตอบสนองตามความจริงนั้น ในที่สุดพวกบาบิโลนก็จับกุมกษัตริย์ ฆ่าบรรดาบุตรชายของท่าน และเผากรุงเสีย (บทที่ 39)</p>
<p>ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนล้วนต้องเจอกับภาวะลำบากใจแบบเศเดคียาห์ เราติดอยู่ในกำแพงแห่งความบาปในชีวิตและการตัดสินใจผิดพลาดของเราเอง บ่อยครั้งเราทำให้เรื่องแย่ลงโดยหลีกเลี่ยงผู้คนที่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเรา สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ผู้ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6)</p>
<p><em>การตัดสินใจเลือกของคุณสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูตรัสอย่างไร สิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ยอมจำนนต่อพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา โปรดอภัยให้กับความเย่อหยิ่งที่ทำให้ข้าพระองค์ห่างไกลจากพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาท ได้ทูลฝ่าพระบาท...และเขาก็จะไว้พระชนม์ของฝ่าพระบาท [ เยเรมีย์ 38:20 ]</p>
<p>ในปีค.ศ. 1951 แพทย์ประจำตัวของโจเซฟ สตาลินแนะนำให้เขาลดการทำงานลงเพื่อรักษาสุขภาพ ผู้นำสหภาพโซเวียตกลับกล่าวหาแพทย์ว่าเป็นสายลับและจับกุมเขา ทรราชผู้กดขี่ผู้คนมากมายด้วยคำโกหกไม่อาจยอมรับความจริง และเช่นที่เคยทำมาหลายต่อหลายครั้ง เขากำจัดคนที่บอกความจริงกับเขา แต่ความจริงก็มีชัยชนะอยู่วันยังค่ำ สตาลินเสียชีวิตลงในปีค.ศ. 1953</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ซึ่งถูกจับและถูกตีตรวนเพราะเผยพระวจนะถึงเหตุร้าย (ยรม.38:1-6; 40:1) ทูลกษัตริย์แห่งยูดาห์ถึงสิ่งที่จะเกิดแก่กรุงเยรูซาเล็มตรงๆ “ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาทได้ทูลฝ่าพระบาท” ท่านกล่าวต่อกษัตริย์เศเดคียาห์ (38:20) หากไม่ยอมจำนนต่อกองทัพที่มาล้อมกรุงก็มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง “เขาจะพาบรรดาสนมและมเหสี และบุตรของฝ่าพระบาทไปให้คนเคลเดีย” เยเรมีย์เตือน “และฝ่า-พระบาทเองก็จะไม่ทรงรอดไปจากมือของเขาทั้งหลาย” (ข้อ 23)</p>
<p>เศเดคียาห์ไม่ตอบสนองตามความจริงนั้น ในที่สุดพวกบาบิโลนก็จับกุมกษัตริย์ ฆ่าบรรดาบุตรชายของท่าน และเผากรุงเสีย (บทที่ 39)</p>
<p>ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนล้วนต้องเจอกับภาวะลำบากใจแบบเศเดคียาห์ เราติดอยู่ในกำแพงแห่งความบาปในชีวิตและการตัดสินใจผิดพลาดของเราเอง บ่อยครั้งเราทำให้เรื่องแย่ลงโดยหลีกเลี่ยงผู้คนที่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเรา สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ผู้ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6)</p>
<p><em>การตัดสินใจเลือกของคุณสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูตรัสอย่างไร สิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ยอมจำนนต่อพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา โปรดอภัยให้กับความเย่อหยิ่งที่ทำให้ข้าพระองค์ห่างไกลจากพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 02 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3edd9965/eee773f9.mp3" length="10925612" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาท ได้ทูลฝ่าพระบาท...และเขาก็จะไว้พระชนม์ของฝ่าพระบาท [ เยเรมีย์ 38:20 ]
ในปีค.ศ. 1951 แพทย์ประจำตัวของโจเซฟ สตาลินแนะนำให้เขาลดการทำงานลงเพื่อรักษาสุขภาพ ผู้นำสหภาพโซเวียตกลับกล่าวหาแพทย์ว่าเป็นสายลับและจับกุมเขา ทรราชผู้กดขี่ผู้คนมากมายด้วยคำโกหกไม่อาจยอมรับความจริง และเช่นที่เคยทำมาหลายต่อหลายครั้ง เขากำจัดคนที่บอกความจริงกับเขา แต่ความจริงก็มีชัยชนะอยู่วันยังค่ำ สตาลินเสียชีวิตลงในปีค.ศ. 1953
ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ซึ่งถูกจับและถูกตีตรวนเพราะเผยพระวจนะถึงเหตุร้าย (ยรม.38:1-6; 40:1) ทูลกษัตริย์แห่งยูดาห์ถึงสิ่งที่จะเกิดแก่กรุงเยรูซาเล็มตรงๆ “ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาทได้ทูลฝ่าพระบาท” ท่านกล่าวต่อกษัตริย์เศเดคียาห์ (38:20) หากไม่ยอมจำนนต่อกองทัพที่มาล้อมกรุงก็มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง “เขาจะพาบรรดาสนมและมเหสี และบุตรของฝ่าพระบาทไปให้คนเคลเดีย” เยเรมีย์เตือน “และฝ่า-พระบาทเองก็จะไม่ทรงรอดไปจากมือของเขาทั้งหลาย” (ข้อ 23)
เศเดคียาห์ไม่ตอบสนองตามความจริงนั้น ในที่สุดพวกบาบิโลนก็จับกุมกษัตริย์ ฆ่าบรรดาบุตรชายของท่าน และเผากรุงเสีย (บทที่ 39)
ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนล้วนต้องเจอกับภาวะลำบากใจแบบเศเดคียาห์ เราติดอยู่ในกำแพงแห่งความบาปในชีวิตและการตัดสินใจผิดพลาดของเราเอง บ่อยครั้งเราทำให้เรื่องแย่ลงโดยหลีกเลี่ยงผู้คนที่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเรา สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ผู้ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6)
การตัดสินใจเลือกของคุณสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูตรัสอย่างไร สิ่งใดที่ทำให้คุณไม่ยอมจำนนต่อพระองค์
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา โปรดอภัยให้กับความเย่อหยิ่งที่ทำให้ข้าพระองค์ห่างไกลจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอฝ่าพระบาทเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามสิ่งซึ่งข้าพระบาท ได้ทูลฝ่าพระบาท...และเขาก็จะไว้พระชนม์ของฝ่าพระบาท [ เยเรมีย์ 38:20 ]
ในปีค.ศ. 1951 แพทย์ประจำตัวของโจเซฟ สตาลินแนะนำให้เขาลดการทำงานลงเพื่อรักษาสุขภาพ ผู้นำสหภาพโซเวียตกลับกล่าวหาแพทย์ว่าเป็นส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สร้างไมตรีจิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สร้างไมตรีจิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8a8dec55-980c-4bf5-9912-f0aec983bef5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/324ff19a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คือเนื่องจาก[พระคริสต์]นั้น ร่างกายทั้งสิ้น... ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่าง ทำงานตามความเหมาะสมแล้ว [ เอเฟซัส 4:16 ]</p>
<p>เมื่อเราคิดถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ดีที่สุดนั้น สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดอาจไม่ใช่คุณสมบัติอย่างเรื่องความเมตตาและความเอื้อเฟื้อ แต่สำหรับผู้ประกอบการอย่างเจมส์ รีห์ นี่คือคุณสมบัติที่จำเป็น จากประสบการณ์ของรีห์ ในฐานะ ผู้บริหารของบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ไมตรีจิต” ซึ่งเป็น “วัฒนธรรมแห่งความเมตตา” และจิตวิญญาณแห่งการให้ ได้ช่วยกอบกู้และนำบริษัทไปสู่ความรุ่งเรือง การให้ความสำคัญกับคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้คนมีความหวังและแรงจูงใจที่จำเป็นในการร่วมมือร่วมใจ ริเริ่มสิ่งใหม่ และแก้ไขปัญหา รีห์อธิบายว่า “ไมตรีจิต… คือสินทรัพย์ที่แท้จริงที่สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันและเพิ่มทวีคูณได้”</p>
<p>ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน เป็นการง่ายที่จะคิดว่าคุณสมบัติอย่างความเมตตาเป็นสิ่งที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ และถูกจัดไว้หลังลำดับความสำคัญอื่นๆของเรา แต่ตามที่อัครทูตเปาโลสอนนั้น คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญที่สุด</p>
<p>เปาโลเขียนถึงผู้เชื่อใหม่โดยเน้นว่า วัตถุประสงค์ในชีวิตของผู้เชื่อคือการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณไปสู่การเป็นสมาชิกที่โตเป็นผู้ใหญ่ในพระกายของพระคริสต์ (อฟ.4:15) ด้วยจุดมุ่งหมายนี้ ทุกคำพูดและทุกการกระทำจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันเสริมสร้างและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น (ข้อ 29) การเปลี่ยนแปลงในพระเยซูจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการที่เราให้ความสำคัญกับความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และการให้อภัยในทุกวันเท่านั้น (ข้อ 32)</p>
<p>เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์นำเราไปยังผู้เชื่อคนอื่นๆในพระคริสต์ เราก็จะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่เมื่อเราเรียนรู้จากกันและกัน</p>
<p><em>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ค่อยเห็นผลกระทบที่ชัดเจนจับต้องได้ของการมี “ไมตรีจิต” คุณจะเติบโตขึ้นในการให้ความสำคัญกับความเมตตาได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ในทุกวันถึงสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือความรักที่หลั่งไหลมาทางพระบุตรของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คือเนื่องจาก[พระคริสต์]นั้น ร่างกายทั้งสิ้น... ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่าง ทำงานตามความเหมาะสมแล้ว [ เอเฟซัส 4:16 ]</p>
<p>เมื่อเราคิดถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ดีที่สุดนั้น สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดอาจไม่ใช่คุณสมบัติอย่างเรื่องความเมตตาและความเอื้อเฟื้อ แต่สำหรับผู้ประกอบการอย่างเจมส์ รีห์ นี่คือคุณสมบัติที่จำเป็น จากประสบการณ์ของรีห์ ในฐานะ ผู้บริหารของบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ไมตรีจิต” ซึ่งเป็น “วัฒนธรรมแห่งความเมตตา” และจิตวิญญาณแห่งการให้ ได้ช่วยกอบกู้และนำบริษัทไปสู่ความรุ่งเรือง การให้ความสำคัญกับคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้คนมีความหวังและแรงจูงใจที่จำเป็นในการร่วมมือร่วมใจ ริเริ่มสิ่งใหม่ และแก้ไขปัญหา รีห์อธิบายว่า “ไมตรีจิต… คือสินทรัพย์ที่แท้จริงที่สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันและเพิ่มทวีคูณได้”</p>
<p>ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน เป็นการง่ายที่จะคิดว่าคุณสมบัติอย่างความเมตตาเป็นสิ่งที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ และถูกจัดไว้หลังลำดับความสำคัญอื่นๆของเรา แต่ตามที่อัครทูตเปาโลสอนนั้น คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญที่สุด</p>
<p>เปาโลเขียนถึงผู้เชื่อใหม่โดยเน้นว่า วัตถุประสงค์ในชีวิตของผู้เชื่อคือการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณไปสู่การเป็นสมาชิกที่โตเป็นผู้ใหญ่ในพระกายของพระคริสต์ (อฟ.4:15) ด้วยจุดมุ่งหมายนี้ ทุกคำพูดและทุกการกระทำจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันเสริมสร้างและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น (ข้อ 29) การเปลี่ยนแปลงในพระเยซูจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการที่เราให้ความสำคัญกับความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และการให้อภัยในทุกวันเท่านั้น (ข้อ 32)</p>
<p>เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์นำเราไปยังผู้เชื่อคนอื่นๆในพระคริสต์ เราก็จะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่เมื่อเราเรียนรู้จากกันและกัน</p>
<p><em>คุณคิดว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ค่อยเห็นผลกระทบที่ชัดเจนจับต้องได้ของการมี “ไมตรีจิต” คุณจะเติบโตขึ้นในการให้ความสำคัญกับความเมตตาได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ในทุกวันถึงสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือความรักที่หลั่งไหลมาทางพระบุตรของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 01 Dec 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/324ff19a/1b6a78a1.mp3" length="10903870" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>682</itunes:duration>
      <itunes:summary>คือเนื่องจาก[พระคริสต์]นั้น ร่างกายทั้งสิ้น... ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่าง ทำงานตามความเหมาะสมแล้ว [ เอเฟซัส 4:16 ]
เมื่อเราคิดถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ดีที่สุดนั้น สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดอาจไม่ใช่คุณสมบัติอย่างเรื่องความเมตตาและความเอื้อเฟื้อ แต่สำหรับผู้ประกอบการอย่างเจมส์ รีห์ นี่คือคุณสมบัติที่จำเป็น จากประสบการณ์ของรีห์ ในฐานะ ผู้บริหารของบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย การให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ไมตรีจิต” ซึ่งเป็น “วัฒนธรรมแห่งความเมตตา” และจิตวิญญาณแห่งการให้ ได้ช่วยกอบกู้และนำบริษัทไปสู่ความรุ่งเรือง การให้ความสำคัญกับคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้คนมีความหวังและแรงจูงใจที่จำเป็นในการร่วมมือร่วมใจ ริเริ่มสิ่งใหม่ และแก้ไขปัญหา รีห์อธิบายว่า “ไมตรีจิต… คือสินทรัพย์ที่แท้จริงที่สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันและเพิ่มทวีคูณได้”
ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน เป็นการง่ายที่จะคิดว่าคุณสมบัติอย่างความเมตตาเป็นสิ่งที่คลุมเครือและจับต้องไม่ได้ และถูกจัดไว้หลังลำดับความสำคัญอื่นๆของเรา แต่ตามที่อัครทูตเปาโลสอนนั้น คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญที่สุด
เปาโลเขียนถึงผู้เชื่อใหม่โดยเน้นว่า วัตถุประสงค์ในชีวิตของผู้เชื่อคือการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณไปสู่การเป็นสมาชิกที่โตเป็นผู้ใหญ่ในพระกายของพระคริสต์ (อฟ.4:15) ด้วยจุดมุ่งหมายนี้ ทุกคำพูดและทุกการกระทำจะมีค่าก็ต่อเมื่อมันเสริมสร้างและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น (ข้อ 29) การเปลี่ยนแปลงในพระเยซูจะเกิดขึ้นได้ก็โดยการที่เราให้ความสำคัญกับความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และการให้อภัยในทุกวันเท่านั้น (ข้อ 32)
เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์นำเราไปยังผู้เชื่อคนอื่นๆในพระคริสต์ เราก็จะเติบโตและเป็นผู้ใหญ่เมื่อเราเรียนรู้จากกันและกัน
คุณคิดว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ค่อยเห็นผลกระทบที่ชัดเจนจับต้องได้ของการมี “ไมตรีจิต” คุณจะเติบโตขึ้นในการให้ความสำคัญกับความเมตตาได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนข้าพระองค์ในทุกวันถึงสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือความรักที่หลั่งไหลมาทางพระบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คือเนื่องจาก[พระคริสต์]นั้น ร่างกายทั้งสิ้น... ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่าง ทำงานตามความเหมาะสมแล้ว [ เอเฟซัส 4:16 ]
เมื่อเราคิดถึงแนวทางการทำธุรกิจที่ดีที่สุดนั้น สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดอาจไม่ใช่คุณสมบัติอย่างเรื่องความเมตตาและควา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระทัยพระเจ้าสำหรับทุกคน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระทัยพระเจ้าสำหรับทุกคน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e2e710e6-dfab-4894-b5ec-238cebfa16ef</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8300f93d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อย...จงมาหาเรา [ มัทธิว 11:28 ]</p>
<p>แดน กิลวัยเก้าขวบกับอาร์ชี่เพื่อนสนิทมาถึงงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา แต่เมื่อแม่ของเด็กชายเจ้าของวันเกิดเห็นอาร์ชี่ เธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าไปโดยยืนกรานว่า “มีเก้าอี้ไม่พอ” แดนเสนอว่าจะนั่งบนพื้นเพื่อให้มีที่สำหรับเพื่อนของเขาซึ่งเป็นคนผิวดำ แต่คุณแม่ก็ปฏิเสธ แดนจึงมอบของขวัญของพวกเขาไว้กับเธอแล้วกลับบ้านพร้อมอาร์ชี่ด้วยความเศร้าใจ ความเจ็บปวดจากการที่เพื่อนถูกปฏิเสธแผดเผาหัวใจของเขา</p>
<p>หลายสิบปีต่อมา ปัจจุบันแดนเป็นครูที่เก็บเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งไว้ในห้องเรียนเสมอ เมื่อนักเรียนถามเหตุผล เขาอธิบายว่านี่เป็นเครื่องเตือนใจให้ “มีที่ว่างในห้องเรียนสำหรับทุกคนเสมอ”</p>
<p>การมีหัวใจสำหรับทุกคนนั้นพบได้ในชีวิตของพระเยซูที่ทรงต้อนรับทุกคน “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28) คำเชิญนี้อาจดูขัดแย้งกับแนวทางการทำพันธกิจของพระเยซูที่ว่า “พวกยิวก่อน” (รม.1:16) แต่ของขวัญแห่งความรอดเป็นของทุกคนที่เชื่อในพระเยซู “คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ” เปาโลเขียน “เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” (3:22)</p>
<p>เราจึงชื่นชมยินดีเมื่อพระคริสต์ทรงเชื้อเชิญทุกคนให้ “เอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:29) สำหรับทุกคนที่แสวงหาการพักสงบในพระองค์ พระทัยที่เปิดกว้างของพระองค์ทรงรออยู่</p>
<p><em>สถานการณ์ของคุณเป็นอย่างไรตอนที่คุณยอมรับของขวัญแห่งความรอดจากพระเจ้า ใครที่คุณรู้ว่าพระเยซูกำลังตรัสเรียกหัวใจของพวกเขาอยู่</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ในยามที่ผู้อื่นไม่สนใจ ขอบพระคุณที่ประทานความรอดและความรักแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อย...จงมาหาเรา [ มัทธิว 11:28 ]</p>
<p>แดน กิลวัยเก้าขวบกับอาร์ชี่เพื่อนสนิทมาถึงงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา แต่เมื่อแม่ของเด็กชายเจ้าของวันเกิดเห็นอาร์ชี่ เธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าไปโดยยืนกรานว่า “มีเก้าอี้ไม่พอ” แดนเสนอว่าจะนั่งบนพื้นเพื่อให้มีที่สำหรับเพื่อนของเขาซึ่งเป็นคนผิวดำ แต่คุณแม่ก็ปฏิเสธ แดนจึงมอบของขวัญของพวกเขาไว้กับเธอแล้วกลับบ้านพร้อมอาร์ชี่ด้วยความเศร้าใจ ความเจ็บปวดจากการที่เพื่อนถูกปฏิเสธแผดเผาหัวใจของเขา</p>
<p>หลายสิบปีต่อมา ปัจจุบันแดนเป็นครูที่เก็บเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งไว้ในห้องเรียนเสมอ เมื่อนักเรียนถามเหตุผล เขาอธิบายว่านี่เป็นเครื่องเตือนใจให้ “มีที่ว่างในห้องเรียนสำหรับทุกคนเสมอ”</p>
<p>การมีหัวใจสำหรับทุกคนนั้นพบได้ในชีวิตของพระเยซูที่ทรงต้อนรับทุกคน “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28) คำเชิญนี้อาจดูขัดแย้งกับแนวทางการทำพันธกิจของพระเยซูที่ว่า “พวกยิวก่อน” (รม.1:16) แต่ของขวัญแห่งความรอดเป็นของทุกคนที่เชื่อในพระเยซู “คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ” เปาโลเขียน “เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” (3:22)</p>
<p>เราจึงชื่นชมยินดีเมื่อพระคริสต์ทรงเชื้อเชิญทุกคนให้ “เอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:29) สำหรับทุกคนที่แสวงหาการพักสงบในพระองค์ พระทัยที่เปิดกว้างของพระองค์ทรงรออยู่</p>
<p><em>สถานการณ์ของคุณเป็นอย่างไรตอนที่คุณยอมรับของขวัญแห่งความรอดจากพระเจ้า ใครที่คุณรู้ว่าพระเยซูกำลังตรัสเรียกหัวใจของพวกเขาอยู่</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ในยามที่ผู้อื่นไม่สนใจ ขอบพระคุณที่ประทานความรอดและความรักแก่ข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 30 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8300f93d/d7c0aee4.mp3" length="10377264" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>649</itunes:duration>
      <itunes:summary>บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อย...จงมาหาเรา [ มัทธิว 11:28 ]
แดน กิลวัยเก้าขวบกับอาร์ชี่เพื่อนสนิทมาถึงงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา แต่เมื่อแม่ของเด็กชายเจ้าของวันเกิดเห็นอาร์ชี่ เธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าไปโดยยืนกรานว่า “มีเก้าอี้ไม่พอ” แดนเสนอว่าจะนั่งบนพื้นเพื่อให้มีที่สำหรับเพื่อนของเขาซึ่งเป็นคนผิวดำ แต่คุณแม่ก็ปฏิเสธ แดนจึงมอบของขวัญของพวกเขาไว้กับเธอแล้วกลับบ้านพร้อมอาร์ชี่ด้วยความเศร้าใจ ความเจ็บปวดจากการที่เพื่อนถูกปฏิเสธแผดเผาหัวใจของเขา
หลายสิบปีต่อมา ปัจจุบันแดนเป็นครูที่เก็บเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งไว้ในห้องเรียนเสมอ เมื่อนักเรียนถามเหตุผล เขาอธิบายว่านี่เป็นเครื่องเตือนใจให้ “มีที่ว่างในห้องเรียนสำหรับทุกคนเสมอ”
การมีหัวใจสำหรับทุกคนนั้นพบได้ในชีวิตของพระเยซูที่ทรงต้อนรับทุกคน “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28) คำเชิญนี้อาจดูขัดแย้งกับแนวทางการทำพันธกิจของพระเยซูที่ว่า “พวกยิวก่อน” (รม.1:16) แต่ของขวัญแห่งความรอดเป็นของทุกคนที่เชื่อในพระเยซู “คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ” เปาโลเขียน “เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน” (3:22)
เราจึงชื่นชมยินดีเมื่อพระคริสต์ทรงเชื้อเชิญทุกคนให้ “เอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก” (มธ.11:29) สำหรับทุกคนที่แสวงหาการพักสงบในพระองค์ พระทัยที่เปิดกว้างของพระองค์ทรงรออยู่
สถานการณ์ของคุณเป็นอย่างไรตอนที่คุณยอมรับของขวัญแห่งความรอดจากพระเจ้า ใครที่คุณรู้ว่าพระเยซูกำลังตรัสเรียกหัวใจของพวกเขาอยู่
ข้าแต่พระเยซู พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ในยามที่ผู้อื่นไม่สนใจ ขอบพระคุณที่ประทานความรอดและความรักแก่ข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อย...จงมาหาเรา [ มัทธิว 11:28 ]
แดน กิลวัยเก้าขวบกับอาร์ชี่เพื่อนสนิทมาถึงงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา แต่เมื่อแม่ของเด็กชายเจ้าของวันเกิดเห็นอาร์ชี่ เธอก็ไม่ยอมให้เขาเข้าไปโดยยืนกรานว่า “มีเก้าอี้ไม่พอ” แดนเสนอว่าจะนั่งบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เชื่อวางใจพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เชื่อวางใจพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fe697f21-5b2f-4ec2-9f2b-e45c6a70ceb1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2db1f9ce</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้า แต่เราอวดเรื่องพระนามพระเจ้าของเรา [ สดุดี 20:7 ]</p>
<p>ฉันต้องการยาสองตัวอย่างเร่งด่วน ตัวแรกคือยาแก้แพ้สำหรับแม่ ส่วนอีกตัวคือยาแก้ผิวอักเสบของหลานสาว พวกเขามีอาการแย่ลงแต่ยานั้นไม่มีวางขายในร้านขายยาอีกแล้ว ฉันสิ้นหวังและหมดหนทาง ฉันอธิษฐานซ้ำไป<br>ซ้ำมาว่า พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยพวกเขาด้วยเถิด</p>
<p>หลายสัปดาห์ต่อมาอาการป่วยของพวกเขาดีขึ้น พระเจ้าดูเหมือนจะกำลังตรัสว่า “บางเวลาเราใช้ยาในการรักษา แต่เราคือผู้ที่ควบคุมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ยาเหล่านั้น อย่าไว้วางใจในยา แต่จงวางใจในเรา”</p>
<p>ในสดุดีบทที่ 20 กษัตริย์ดาวิดรู้สึกอบอุ่นใจในความเป็นพระเจ้าที่ทรงไว้วางใจได้ ชนชาติอิสราเอลมีกองทัพที่เข้มแข็งแต่พวกเขารู้ว่ากำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขามาจาก “พระนามพระเจ้าของเรา” (ข้อ 7) พวกเขาไว้วางใจในพระนามของพระองค์คือในผู้ที่พระองค์ทรงเป็น ในพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์และในพระสัญญาที่มั่นคงของพระองค์ พวกเขายึดมั่นในความจริงที่ว่าพระเจ้าผู้ทรงครอบครองและทรงฤทธานุภาพเหนือสถานการณ์ใดๆจะได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาและปลดปล่อยพวกเขาจากศัตรู (ข้อ 6)</p>
<p>แม้พระเจ้าอาจทรงใช้สิ่งของในโลกนี้เพื่อช่วยเรา แต่ในท้ายที่สุดแล้วชัยชนะเหนือปัญหาของเรามาจากพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะประทานวิธีในการแก้ปัญหา หรือประทานพระคุณเพื่อให้เราอดทนได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้สัญญาไว้กับเรา เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกท่วมท้นด้วยปัญหา แต่เราสามารถเผชิญกับมันได้ด้วยความหวังและพระคุณของพระองค์</p>
<p><em>ในการต่อสู้ของคุณ ความเชื่อวางใจของคุณอยู่ที่ไหนหรืออยู่ในสิ่งใด 
การเชื่อวางใจในพระนามของพระเจ้าอาจเปลี่ยนวิธีที่คุณจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอโปรดประทานความกล้าที่ข้าพระองค์จะเชื่อวางใจในพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้นั้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้า แต่เราอวดเรื่องพระนามพระเจ้าของเรา [ สดุดี 20:7 ]</p>
<p>ฉันต้องการยาสองตัวอย่างเร่งด่วน ตัวแรกคือยาแก้แพ้สำหรับแม่ ส่วนอีกตัวคือยาแก้ผิวอักเสบของหลานสาว พวกเขามีอาการแย่ลงแต่ยานั้นไม่มีวางขายในร้านขายยาอีกแล้ว ฉันสิ้นหวังและหมดหนทาง ฉันอธิษฐานซ้ำไป<br>ซ้ำมาว่า พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยพวกเขาด้วยเถิด</p>
<p>หลายสัปดาห์ต่อมาอาการป่วยของพวกเขาดีขึ้น พระเจ้าดูเหมือนจะกำลังตรัสว่า “บางเวลาเราใช้ยาในการรักษา แต่เราคือผู้ที่ควบคุมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ยาเหล่านั้น อย่าไว้วางใจในยา แต่จงวางใจในเรา”</p>
<p>ในสดุดีบทที่ 20 กษัตริย์ดาวิดรู้สึกอบอุ่นใจในความเป็นพระเจ้าที่ทรงไว้วางใจได้ ชนชาติอิสราเอลมีกองทัพที่เข้มแข็งแต่พวกเขารู้ว่ากำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขามาจาก “พระนามพระเจ้าของเรา” (ข้อ 7) พวกเขาไว้วางใจในพระนามของพระองค์คือในผู้ที่พระองค์ทรงเป็น ในพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์และในพระสัญญาที่มั่นคงของพระองค์ พวกเขายึดมั่นในความจริงที่ว่าพระเจ้าผู้ทรงครอบครองและทรงฤทธานุภาพเหนือสถานการณ์ใดๆจะได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาและปลดปล่อยพวกเขาจากศัตรู (ข้อ 6)</p>
<p>แม้พระเจ้าอาจทรงใช้สิ่งของในโลกนี้เพื่อช่วยเรา แต่ในท้ายที่สุดแล้วชัยชนะเหนือปัญหาของเรามาจากพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะประทานวิธีในการแก้ปัญหา หรือประทานพระคุณเพื่อให้เราอดทนได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้สัญญาไว้กับเรา เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกท่วมท้นด้วยปัญหา แต่เราสามารถเผชิญกับมันได้ด้วยความหวังและพระคุณของพระองค์</p>
<p><em>ในการต่อสู้ของคุณ ความเชื่อวางใจของคุณอยู่ที่ไหนหรืออยู่ในสิ่งใด 
การเชื่อวางใจในพระนามของพระเจ้าอาจเปลี่ยนวิธีที่คุณจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอโปรดประทานความกล้าที่ข้าพระองค์จะเชื่อวางใจในพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้นั้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 29 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2db1f9ce/4e18a11c.mp3" length="11898621" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>744</itunes:duration>
      <itunes:summary>บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้า แต่เราอวดเรื่องพระนามพระเจ้าของเรา [ สดุดี 20:7 ]
ฉันต้องการยาสองตัวอย่างเร่งด่วน ตัวแรกคือยาแก้แพ้สำหรับแม่ ส่วนอีกตัวคือยาแก้ผิวอักเสบของหลานสาว พวกเขามีอาการแย่ลงแต่ยานั้นไม่มีวางขายในร้านขายยาอีกแล้ว ฉันสิ้นหวังและหมดหนทาง ฉันอธิษฐานซ้ำไปซ้ำมาว่า พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยพวกเขาด้วยเถิด
หลายสัปดาห์ต่อมาอาการป่วยของพวกเขาดีขึ้น พระเจ้าดูเหมือนจะกำลังตรัสว่า “บางเวลาเราใช้ยาในการรักษา แต่เราคือผู้ที่ควบคุมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ยาเหล่านั้น อย่าไว้วางใจในยา แต่จงวางใจในเรา”
ในสดุดีบทที่ 20 กษัตริย์ดาวิดรู้สึกอบอุ่นใจในความเป็นพระเจ้าที่ทรงไว้วางใจได้ ชนชาติอิสราเอลมีกองทัพที่เข้มแข็งแต่พวกเขารู้ว่ากำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขามาจาก “พระนามพระเจ้าของเรา” (ข้อ 7) พวกเขาไว้วางใจในพระนามของพระองค์คือในผู้ที่พระองค์ทรงเป็น ในพระลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์และในพระสัญญาที่มั่นคงของพระองค์ พวกเขายึดมั่นในความจริงที่ว่าพระเจ้าผู้ทรงครอบครองและทรงฤทธานุภาพเหนือสถานการณ์ใดๆจะได้ยินคำอธิษฐานของพวกเขาและปลดปล่อยพวกเขาจากศัตรู (ข้อ 6)
แม้พระเจ้าอาจทรงใช้สิ่งของในโลกนี้เพื่อช่วยเรา แต่ในท้ายที่สุดแล้วชัยชนะเหนือปัญหาของเรามาจากพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะประทานวิธีในการแก้ปัญหา หรือประทานพระคุณเพื่อให้เราอดทนได้ ไม่ว่าในทางใดเราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้สัญญาไว้กับเรา เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกท่วมท้นด้วยปัญหา แต่เราสามารถเผชิญกับมันได้ด้วยความหวังและพระคุณของพระองค์
ในการต่อสู้ของคุณ ความเชื่อวางใจของคุณอยู่ที่ไหนหรืออยู่ในสิ่งใด 
การเชื่อวางใจในพระนามของพระเจ้าอาจเปลี่ยนวิธีที่คุณจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอโปรดประทานความกล้าที่ข้าพระองค์จะเชื่อวางใจในพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้นั้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บ้างก็โอ้อวดเรื่องรถรบ บ้างก็เรื่องม้า แต่เราอวดเรื่องพระนามพระเจ้าของเรา [ สดุดี 20:7 ]
ฉันต้องการยาสองตัวอย่างเร่งด่วน ตัวแรกคือยาแก้แพ้สำหรับแม่ ส่วนอีกตัวคือยาแก้ผิวอักเสบของหลานสาว พวกเขามีอาการแย่ลงแต่ยานั้นไม่มีวางขายในร้านขายยาอีกแล้ว ฉันสิ้นหวังแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แค่เสียงกระซิบ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แค่เสียงกระซิบ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7844b4ba-6d71-4286-84d9-a5681157d22f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/011fe5ba</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ [ โยบ 26:14 ]</p>
<p>กำแพงกระซิบในสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลของนครนิวยอร์กเป็นโอเอซิสแห่งเสียงในท่ามกลางความอึกทึกของบริเวณนั้น ในสถานที่พิเศษนี้ผู้คนสามารถกระซิบเบาๆถึงกันได้จากระยะสามสิบฟุต เมื่อคนหนึ่งยืนที่ฐานหินแกรนิตของซุ้มทางเดินหลังคาโค้งและพูดเบาๆใส่กำแพง คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ขึ้นและผ่านหินโค้งด้านบนไปยังผู้ฟังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง</p>
<p>โยบได้ยินเสียงกระซิบข้อความถึงท่านในขณะที่ชีวิตท่านเต็มไปด้วยเสียงรบกวนและโศกนาฏกรรมจากการสูญเสียเกือบทุกอย่าง (โยบ 1:13-19; 2:7) เพื่อนๆของท่านแสดงความคิดเห็น ความคิดของท่านเองก็วุ่นวายสับสน และปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตรอบด้าน แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติได้พูดกับท่านอย่างแผ่วเบาถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า</p>
<p>ความงดงามของท้องฟ้า ความลึกลับแห่งแผ่นดินโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ และความมั่นคงของเส้นขอบฟ้าทำให้โยบระลึกได้ว่าโลกนี้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า (26:7-11) แม้แต่ทะเลที่ปั่นป่วนและท้องฟ้าที่ส่งเสียงครืนก็นำท่านให้กล่าวว่า “เหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ” (ข้อ 14)</p>
<p>หากสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของโลกสำแดงถึงขีดความสามารถของพระเจ้าได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ก็ย่อมยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของเรา ในเวลาของการสูญเสีย สิ่งนี้ทำให้เรามีความหวัง พระเจ้าทรงทำได้ทุกสิ่ง รวมถึงสิ่งที่ทรงทำเพื่อโยบดังที่ทรงค้ำจุนท่านไว้ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก</p>
<p><em>ฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปลอบโยนคุณอย่างไร ส่วนใดของธรรมชาติที่บันดาลใจให้คุณต้องยืนอย่างยำเกรงต่อพระองค์ </em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อปัญหาของข้าพระองค์ดูใหญ่โต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงใหญ่ยิ่งกว่า และไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ [ โยบ 26:14 ]</p>
<p>กำแพงกระซิบในสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลของนครนิวยอร์กเป็นโอเอซิสแห่งเสียงในท่ามกลางความอึกทึกของบริเวณนั้น ในสถานที่พิเศษนี้ผู้คนสามารถกระซิบเบาๆถึงกันได้จากระยะสามสิบฟุต เมื่อคนหนึ่งยืนที่ฐานหินแกรนิตของซุ้มทางเดินหลังคาโค้งและพูดเบาๆใส่กำแพง คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ขึ้นและผ่านหินโค้งด้านบนไปยังผู้ฟังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง</p>
<p>โยบได้ยินเสียงกระซิบข้อความถึงท่านในขณะที่ชีวิตท่านเต็มไปด้วยเสียงรบกวนและโศกนาฏกรรมจากการสูญเสียเกือบทุกอย่าง (โยบ 1:13-19; 2:7) เพื่อนๆของท่านแสดงความคิดเห็น ความคิดของท่านเองก็วุ่นวายสับสน และปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตรอบด้าน แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติได้พูดกับท่านอย่างแผ่วเบาถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า</p>
<p>ความงดงามของท้องฟ้า ความลึกลับแห่งแผ่นดินโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ และความมั่นคงของเส้นขอบฟ้าทำให้โยบระลึกได้ว่าโลกนี้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า (26:7-11) แม้แต่ทะเลที่ปั่นป่วนและท้องฟ้าที่ส่งเสียงครืนก็นำท่านให้กล่าวว่า “เหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ” (ข้อ 14)</p>
<p>หากสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของโลกสำแดงถึงขีดความสามารถของพระเจ้าได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ก็ย่อมยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของเรา ในเวลาของการสูญเสีย สิ่งนี้ทำให้เรามีความหวัง พระเจ้าทรงทำได้ทุกสิ่ง รวมถึงสิ่งที่ทรงทำเพื่อโยบดังที่ทรงค้ำจุนท่านไว้ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก</p>
<p><em>ฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปลอบโยนคุณอย่างไร ส่วนใดของธรรมชาติที่บันดาลใจให้คุณต้องยืนอย่างยำเกรงต่อพระองค์ </em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อปัญหาของข้าพระองค์ดูใหญ่โต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงใหญ่ยิ่งกว่า และไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 28 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/011fe5ba/013de88d.mp3" length="10731673" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>671</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ [ โยบ 26:14 ]
กำแพงกระซิบในสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลของนครนิวยอร์กเป็นโอเอซิสแห่งเสียงในท่ามกลางความอึกทึกของบริเวณนั้น ในสถานที่พิเศษนี้ผู้คนสามารถกระซิบเบาๆถึงกันได้จากระยะสามสิบฟุต เมื่อคนหนึ่งยืนที่ฐานหินแกรนิตของซุ้มทางเดินหลังคาโค้งและพูดเบาๆใส่กำแพง คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ขึ้นและผ่านหินโค้งด้านบนไปยังผู้ฟังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
โยบได้ยินเสียงกระซิบข้อความถึงท่านในขณะที่ชีวิตท่านเต็มไปด้วยเสียงรบกวนและโศกนาฏกรรมจากการสูญเสียเกือบทุกอย่าง (โยบ 1:13-19; 2:7) เพื่อนๆของท่านแสดงความคิดเห็น ความคิดของท่านเองก็วุ่นวายสับสน และปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตรอบด้าน แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติได้พูดกับท่านอย่างแผ่วเบาถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า
ความงดงามของท้องฟ้า ความลึกลับแห่งแผ่นดินโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ และความมั่นคงของเส้นขอบฟ้าทำให้โยบระลึกได้ว่าโลกนี้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า (26:7-11) แม้แต่ทะเลที่ปั่นป่วนและท้องฟ้าที่ส่งเสียงครืนก็นำท่านให้กล่าวว่า “เหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ” (ข้อ 14)
หากสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของโลกสำแดงถึงขีดความสามารถของพระเจ้าได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ก็ย่อมยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของเรา ในเวลาของการสูญเสีย สิ่งนี้ทำให้เรามีความหวัง พระเจ้าทรงทำได้ทุกสิ่ง รวมถึงสิ่งที่ทรงทำเพื่อโยบดังที่ทรงค้ำจุนท่านไว้ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก
ฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปลอบโยนคุณอย่างไร ส่วนใดของธรรมชาติที่บันดาลใจให้คุณต้องยืนอย่างยำเกรงต่อพระองค์ 
ข้าแต่พระเจ้า เมื่อปัญหาของข้าพระองค์ดูใหญ่โต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ระลึกได้ว่าพระองค์ทรงใหญ่ยิ่งกว่า และไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ [ โยบ 26:14 ]
กำแพงกระซิบในสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลของนครนิวยอร์กเป็นโอเอซิสแห่งเสียงในท่ามกลางความอึกทึกของบริเวณนั้น ในสถานที่พิเศษนี้ผู้คนสามารถกระซิบเบาๆถึงกันได้จากระยะสามสิบฟุต เมื่อคนหนึ่งยืนที่ฐานหินแกรนิตของ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทักษะแห่งความเมตตา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทักษะแห่งความเมตตา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">cd333d17-e1bd-4ccb-b5de-fe2eaa620d51</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e4f8de85</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงรักกันฉันพี่น้อง...จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โรม 12:10-12 ]</p>
<p>“หลายครั้งที่คุณต้องร้องไห้ในยามค่ำคืน นั่นก็เพราะคุณมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ที่เท้า” แคทเธอรีนแห่งซีเอน่าได้เขียนข้อความนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบสี่ และกล่าวต่อไปว่า “มีบางคนในโลกนี้ที่ดึงมันออกได้ ซึ่งพวกเขาเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจาก (พระเจ้า)” แคทเธอรีนได้อุทิศชีวิตในการพัฒนา “ทักษะ” นั้น และความสามารถอันโดดเด่นของเธอในการเข้าอกเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีความทุกข์ยังเป็นที่จดจำได้จนถึงทุกวันนี้</p>
<p>ภาพของความเจ็บปวดที่เปรียบเสมือนถูกหนามทิ่มแทง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะและความอ่อนโยนในการดึงออกนั้นยังวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน เป็นสิ่งย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าเราต่างมีความซับซ้อนและบาดแผล และเตือนว่าเราจำเป็นต้องลงลึกมากขึ้นเพื่อจะเข้าใจตัวเองและมีความเมตตาที่แท้จริงต่อผู้อื่น</p>
<p>หรือดังเช่นที่อัครทูตเปาโลอธิบายไว้ เป็นภาพที่ย้ำเตือนเราว่าการรักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูทรงรักนั้นจำเป็นต้องมีมากกว่าความตั้งใจและความปรารถนาที่ดี คือต้อง “รักกันฉันพี่น้อง” (รม.12:10) “จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” (ข้อ 12) เราต้องเต็มใจที่จะทำมากกว่าการ “ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี” โดยจะต้อง “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” ด้วย (ข้อ 15) เราทุกคนต้องช่วยกัน</p>
<p>ในโลกที่เสื่อมทรามนี้ ไม่มีใครรอดพ้นไปได้โดยไม่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดและแผลเป็นถูกผนึกแน่นอยู่ในเราแต่ละคน แต่สิ่งที่ลึกยิ่งกว่าคือความรักที่เราพบในพระคริสต์ ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนเพียงพอที่จะดึงหนามเหล่านั้นออกด้วยขี้ผึ้งแห่งความเมตตา และเต็มใจจะโอบกอดทั้งเพื่อนและศัตรู (ข้อ 14) เพื่อแสวงหาการเยียวยานี้ร่วมกัน</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงพลังแห่งการเยียวยาของความเมตตาเมื่อใด 
คุณจะสร้างชุมชนแห่งการเยียวยาได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ขอบพระคุณในพระเมตตาของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นเช่นนั้นด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงรักกันฉันพี่น้อง...จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โรม 12:10-12 ]</p>
<p>“หลายครั้งที่คุณต้องร้องไห้ในยามค่ำคืน นั่นก็เพราะคุณมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ที่เท้า” แคทเธอรีนแห่งซีเอน่าได้เขียนข้อความนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบสี่ และกล่าวต่อไปว่า “มีบางคนในโลกนี้ที่ดึงมันออกได้ ซึ่งพวกเขาเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจาก (พระเจ้า)” แคทเธอรีนได้อุทิศชีวิตในการพัฒนา “ทักษะ” นั้น และความสามารถอันโดดเด่นของเธอในการเข้าอกเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีความทุกข์ยังเป็นที่จดจำได้จนถึงทุกวันนี้</p>
<p>ภาพของความเจ็บปวดที่เปรียบเสมือนถูกหนามทิ่มแทง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะและความอ่อนโยนในการดึงออกนั้นยังวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน เป็นสิ่งย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าเราต่างมีความซับซ้อนและบาดแผล และเตือนว่าเราจำเป็นต้องลงลึกมากขึ้นเพื่อจะเข้าใจตัวเองและมีความเมตตาที่แท้จริงต่อผู้อื่น</p>
<p>หรือดังเช่นที่อัครทูตเปาโลอธิบายไว้ เป็นภาพที่ย้ำเตือนเราว่าการรักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูทรงรักนั้นจำเป็นต้องมีมากกว่าความตั้งใจและความปรารถนาที่ดี คือต้อง “รักกันฉันพี่น้อง” (รม.12:10) “จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” (ข้อ 12) เราต้องเต็มใจที่จะทำมากกว่าการ “ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี” โดยจะต้อง “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” ด้วย (ข้อ 15) เราทุกคนต้องช่วยกัน</p>
<p>ในโลกที่เสื่อมทรามนี้ ไม่มีใครรอดพ้นไปได้โดยไม่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดและแผลเป็นถูกผนึกแน่นอยู่ในเราแต่ละคน แต่สิ่งที่ลึกยิ่งกว่าคือความรักที่เราพบในพระคริสต์ ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนเพียงพอที่จะดึงหนามเหล่านั้นออกด้วยขี้ผึ้งแห่งความเมตตา และเต็มใจจะโอบกอดทั้งเพื่อนและศัตรู (ข้อ 14) เพื่อแสวงหาการเยียวยานี้ร่วมกัน</p>
<p><em>คุณเคยมีประสบการณ์ถึงพลังแห่งการเยียวยาของความเมตตาเมื่อใด 
คุณจะสร้างชุมชนแห่งการเยียวยาได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ขอบพระคุณในพระเมตตาของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นเช่นนั้นด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 27 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e4f8de85/ad53d7f3.mp3" length="13529082" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>846</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงรักกันฉันพี่น้อง...จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โรม 12:10-12 ]
“หลายครั้งที่คุณต้องร้องไห้ในยามค่ำคืน นั่นก็เพราะคุณมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ที่เท้า” แคทเธอรีนแห่งซีเอน่าได้เขียนข้อความนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบสี่ และกล่าวต่อไปว่า “มีบางคนในโลกนี้ที่ดึงมันออกได้ ซึ่งพวกเขาเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นจาก (พระเจ้า)” แคทเธอรีนได้อุทิศชีวิตในการพัฒนา “ทักษะ” นั้น และความสามารถอันโดดเด่นของเธอในการเข้าอกเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีความทุกข์ยังเป็นที่จดจำได้จนถึงทุกวันนี้
ภาพของความเจ็บปวดที่เปรียบเสมือนถูกหนามทิ่มแทง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะและความอ่อนโยนในการดึงออกนั้นยังวนเวียนอยู่ในความคิดของฉัน เป็นสิ่งย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าเราต่างมีความซับซ้อนและบาดแผล และเตือนว่าเราจำเป็นต้องลงลึกมากขึ้นเพื่อจะเข้าใจตัวเองและมีความเมตตาที่แท้จริงต่อผู้อื่น
หรือดังเช่นที่อัครทูตเปาโลอธิบายไว้ เป็นภาพที่ย้ำเตือนเราว่าการรักผู้อื่นเหมือนที่พระเยซูทรงรักนั้นจำเป็นต้องมีมากกว่าความตั้งใจและความปรารถนาที่ดี คือต้อง “รักกันฉันพี่น้อง” (รม.12:10) “จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน” (ข้อ 12) เราต้องเต็มใจที่จะทำมากกว่าการ “ชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่นชมยินดี” โดยจะต้อง “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” ด้วย (ข้อ 15) เราทุกคนต้องช่วยกัน
ในโลกที่เสื่อมทรามนี้ ไม่มีใครรอดพ้นไปได้โดยไม่บาดเจ็บ ความเจ็บปวดและแผลเป็นถูกผนึกแน่นอยู่ในเราแต่ละคน แต่สิ่งที่ลึกยิ่งกว่าคือความรักที่เราพบในพระคริสต์ ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนเพียงพอที่จะดึงหนามเหล่านั้นออกด้วยขี้ผึ้งแห่งความเมตตา และเต็มใจจะโอบกอดทั้งเพื่อนและศัตรู (ข้อ 14) เพื่อแสวงหาการเยียวยานี้ร่วมกัน
คุณเคยมีประสบการณ์ถึงพลังแห่งการเยียวยาของความเมตตาเมื่อใด 
คุณจะสร้างชุมชนแห่งการเยียวยาได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้าแห่งความรัก ขอบพระคุณในพระเมตตาของพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รักผู้อื่นเช่นนั้นด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงรักกันฉันพี่น้อง...จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน [ โรม 12:10-12 ]
“หลายครั้งที่คุณต้องร้องไห้ในยามค่ำคืน นั่นก็เพราะคุณมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ที่เท้า” แคทเธอรีนแห่งซีเอน่าได้เขียนข้อความนี้ไว้ในศตวรรษที่สิบสี่ และกล่าวต</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รับใช้เพื่อเห็นแก่พระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รับใช้เพื่อเห็นแก่พระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">48b3b48d-025a-46a5-baf9-377a1c319ec4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2bae39a9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เขาจะ...ปฏิบัติหน้าที่แทนคนอิสราเอล เมื่อเขาปฏิบัติงานที่พลับพลา [ กันดารวิถี 3:8 ]</p>
<p>เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตในเดือนกันยายนปี 2022 ทหารหลายพันนายถูกส่งไปร่วมขบวนแห่พระบรมศพ บทบาทของพวกเขาแต่ละคนคงจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นในหมู่ฝูงชนจำนวนมาก แต่หลายคนถือว่านั่นเป็นเกียรติยศสูงสุด ทหารคนหนึ่งกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อพระองค์” สำหรับเขาแล้วความสำคัญของหน้าที่นี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ เขาทำ แต่เป็นผู้ที่ เขาทำถวายต่างหาก</p>
<p>คนเลวีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องใช้ในพลับพลาก็มีเป้าหมายที่คล้ายกัน วงศ์เกอร์โชน วงศ์โคฮาท และวงศ์เมรารีได้รับมอบหมายต่างจากพวกปุโรหิตให้ทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจำเจ คือ ทำความสะอาดเครื่องเรือน คันประทีป ผ้าม่าน เสา หลักหมุด และเชือกโยง (กดว.3:25-26, 28, 31, 36-37) แต่หน้าที่ของพวกเขาก็ได้รับการมอบหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากพระเจ้า คือทรงแต่งตั้งให้ “ปฏิบัติงานที่พลับพลา” (ข้อ 8) และได้รับการบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เพื่อคนรุ่นหลัง</p>
<p>ช่างเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมาก! ทุกวันนี้สิ่งที่พวกเราหลายคนทำทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่คริสตจักรอาจดูเล็กน้อยในสายตาของโลกที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและเงินเดือน แต่พระเจ้าทรงมองต่างออกไป ถ้าเราทำงานและ<br>รับใช้เพื่อเห็นแก่พระองค์ โดยพยายามทำให้ดีที่สุดและทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้จะเป็นงานที่เล็กน้อยที่สุด ถ้าเช่นนั้นงานของเราก็มีความสำคัญเพราะเรากำลังรับใช้องค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา</p>
<p><em>การได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคุณกำลังรับใช้พระเจ้าอยู่จะเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณอย่างไร คุณจะทำงานด้วยความภูมิใจและทำให้ดีที่สุดเพื่อพระองค์ได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับโอกาสที่ประทานให้ข้าพระองค์ได้รับใช้พระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์สัตย์ซื่อต่อความสามารถ และกำลังที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์ทำงานเพื่อพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เขาจะ...ปฏิบัติหน้าที่แทนคนอิสราเอล เมื่อเขาปฏิบัติงานที่พลับพลา [ กันดารวิถี 3:8 ]</p>
<p>เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตในเดือนกันยายนปี 2022 ทหารหลายพันนายถูกส่งไปร่วมขบวนแห่พระบรมศพ บทบาทของพวกเขาแต่ละคนคงจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นในหมู่ฝูงชนจำนวนมาก แต่หลายคนถือว่านั่นเป็นเกียรติยศสูงสุด ทหารคนหนึ่งกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อพระองค์” สำหรับเขาแล้วความสำคัญของหน้าที่นี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ เขาทำ แต่เป็นผู้ที่ เขาทำถวายต่างหาก</p>
<p>คนเลวีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องใช้ในพลับพลาก็มีเป้าหมายที่คล้ายกัน วงศ์เกอร์โชน วงศ์โคฮาท และวงศ์เมรารีได้รับมอบหมายต่างจากพวกปุโรหิตให้ทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจำเจ คือ ทำความสะอาดเครื่องเรือน คันประทีป ผ้าม่าน เสา หลักหมุด และเชือกโยง (กดว.3:25-26, 28, 31, 36-37) แต่หน้าที่ของพวกเขาก็ได้รับการมอบหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากพระเจ้า คือทรงแต่งตั้งให้ “ปฏิบัติงานที่พลับพลา” (ข้อ 8) และได้รับการบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เพื่อคนรุ่นหลัง</p>
<p>ช่างเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมาก! ทุกวันนี้สิ่งที่พวกเราหลายคนทำทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่คริสตจักรอาจดูเล็กน้อยในสายตาของโลกที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและเงินเดือน แต่พระเจ้าทรงมองต่างออกไป ถ้าเราทำงานและ<br>รับใช้เพื่อเห็นแก่พระองค์ โดยพยายามทำให้ดีที่สุดและทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้จะเป็นงานที่เล็กน้อยที่สุด ถ้าเช่นนั้นงานของเราก็มีความสำคัญเพราะเรากำลังรับใช้องค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา</p>
<p><em>การได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคุณกำลังรับใช้พระเจ้าอยู่จะเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณอย่างไร คุณจะทำงานด้วยความภูมิใจและทำให้ดีที่สุดเพื่อพระองค์ได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับโอกาสที่ประทานให้ข้าพระองค์ได้รับใช้พระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์สัตย์ซื่อต่อความสามารถ และกำลังที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์ทำงานเพื่อพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 26 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2bae39a9/1ea939d2.mp3" length="10044570" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>628</itunes:duration>
      <itunes:summary>เขาจะ...ปฏิบัติหน้าที่แทนคนอิสราเอล เมื่อเขาปฏิบัติงานที่พลับพลา [ กันดารวิถี 3:8 ]
เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตในเดือนกันยายนปี 2022 ทหารหลายพันนายถูกส่งไปร่วมขบวนแห่พระบรมศพ บทบาทของพวกเขาแต่ละคนคงจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นในหมู่ฝูงชนจำนวนมาก แต่หลายคนถือว่านั่นเป็นเกียรติยศสูงสุด ทหารคนหนึ่งกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อพระองค์” สำหรับเขาแล้วความสำคัญของหน้าที่นี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ เขาทำ แต่เป็นผู้ที่ เขาทำถวายต่างหาก
คนเลวีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเครื่องใช้ในพลับพลาก็มีเป้าหมายที่คล้ายกัน วงศ์เกอร์โชน วงศ์โคฮาท และวงศ์เมรารีได้รับมอบหมายต่างจากพวกปุโรหิตให้ทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจำเจ คือ ทำความสะอาดเครื่องเรือน คันประทีป ผ้าม่าน เสา หลักหมุด และเชือกโยง (กดว.3:25-26, 28, 31, 36-37) แต่หน้าที่ของพวกเขาก็ได้รับการมอบหมายอย่างเฉพาะเจาะจงจากพระเจ้า คือทรงแต่งตั้งให้ “ปฏิบัติงานที่พลับพลา” (ข้อ 8) และได้รับการบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เพื่อคนรุ่นหลัง
ช่างเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมาก! ทุกวันนี้สิ่งที่พวกเราหลายคนทำทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน หรือที่คริสตจักรอาจดูเล็กน้อยในสายตาของโลกที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและเงินเดือน แต่พระเจ้าทรงมองต่างออกไป ถ้าเราทำงานและรับใช้เพื่อเห็นแก่พระองค์ โดยพยายามทำให้ดีที่สุดและทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ แม้จะเป็นงานที่เล็กน้อยที่สุด ถ้าเช่นนั้นงานของเราก็มีความสำคัญเพราะเรากำลังรับใช้องค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรา
การได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคุณกำลังรับใช้พระเจ้าอยู่จะเปลี่ยนวิธีทำงานของคุณอย่างไร คุณจะทำงานด้วยความภูมิใจและทำให้ดีที่สุดเพื่อพระองค์ได้อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับโอกาสที่ประทานให้ข้าพระองค์ได้รับใช้พระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์สัตย์ซื่อต่อความสามารถ และกำลังที่พระองค์ประทานให้ข้าพระองค์ทำงานเพื่อพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เขาจะ...ปฏิบัติหน้าที่แทนคนอิสราเอล เมื่อเขาปฏิบัติงานที่พลับพลา [ กันดารวิถี 3:8 ]
เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธแห่งอังกฤษเสด็จสวรรคตในเดือนกันยายนปี 2022 ทหารหลายพันนายถูกส่งไปร่วมขบวนแห่พระบรมศพ บทบาทของพวกเขาแต่ละคนคงจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นในหมู่ฝูง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ข้าพระองค์เป็นผู้ใด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ข้าพระองค์เป็นผู้ใด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6fb8079d-4a78-4221-80ef-e45b4e3a2f39</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c4a31396</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้ [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]</p>
<p>ในฐานะสมาชิกของกลุ่มผู้นำในพันธกิจท้องถิ่น หน้าที่หนึ่งของฉันคือการเชิญคนให้มาร่วมกับเราในฐานะหัวหน้ากลุ่มอภิปราย ในคำเชิญของฉันจะอธิบายถึงข้อผูกมัดด้านเวลาและให้ภาพคร่าวๆถึงวิธีการที่ผู้นำจะใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่มย่อยของตน ทั้งในการประชุมและระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ ฉันมักลังเลที่จะเรียกร้องจากคนอื่นเพราะรู้ว่าพวกเขาจะต้องเสียสละในการมาเป็นผู้นำ แต่บางครั้งคำตอบของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกตื้นตัน “ผมรู้สึกเป็นเกียรติ” แทนที่จะกล่าวอ้างเหตุผลดีๆเพื่อปฏิเสธ พวกเขากลับพูดถึงความซาบซึ้งต่อพระเจ้าในทุกสิ่งที่ทรงกระทำในชีวิตของพวกเขาว่าเป็นเหตุผลที่พวกเขาอยากจะตอบแทนด้วยการให้</p>
<p>เมื่อถึงเวลาที่จะต้องถวายเพื่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้า ดาวิดตอบสนองในทำนองเดียวกันว่า “แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้” (1พศด.29:14) น้ำใจอันกว้างขวางของดาวิดถูกขับเคลื่อนด้วยความซาบซึ้งในพระราชกิจของพระเจ้าที่มีในชีวิตของท่านและประชากรอิสราเอล คำตอบของท่านแสดงให้เห็นถึงความถ่อมใจและการรับรู้ถึงความดีของพระเจ้าที่มีต่อ “คนต่างด้าวต่างแดนต่อพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 15)</p>
<p>การถวายเพื่อพันธกิจของพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นด้านเวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สิน ล้วนแต่สะท้อนถึงความกตัญญูที่เรามีต่อพระองค์ผู้ประทานให้เราก่อน ทุกสิ่งที่เรามีล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 14) เราจึงสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความกตัญญูเป็นการตอบแทน</p>
<p><em>พระเจ้าทรงมีส่วนในชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง คุณจะถวายเพื่อตอบแทนพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตอบสนองต่อความรัก และการดูแลของพระองค์ด้วยใจที่กว้างขวาง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้ [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]</p>
<p>ในฐานะสมาชิกของกลุ่มผู้นำในพันธกิจท้องถิ่น หน้าที่หนึ่งของฉันคือการเชิญคนให้มาร่วมกับเราในฐานะหัวหน้ากลุ่มอภิปราย ในคำเชิญของฉันจะอธิบายถึงข้อผูกมัดด้านเวลาและให้ภาพคร่าวๆถึงวิธีการที่ผู้นำจะใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่มย่อยของตน ทั้งในการประชุมและระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ ฉันมักลังเลที่จะเรียกร้องจากคนอื่นเพราะรู้ว่าพวกเขาจะต้องเสียสละในการมาเป็นผู้นำ แต่บางครั้งคำตอบของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกตื้นตัน “ผมรู้สึกเป็นเกียรติ” แทนที่จะกล่าวอ้างเหตุผลดีๆเพื่อปฏิเสธ พวกเขากลับพูดถึงความซาบซึ้งต่อพระเจ้าในทุกสิ่งที่ทรงกระทำในชีวิตของพวกเขาว่าเป็นเหตุผลที่พวกเขาอยากจะตอบแทนด้วยการให้</p>
<p>เมื่อถึงเวลาที่จะต้องถวายเพื่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้า ดาวิดตอบสนองในทำนองเดียวกันว่า “แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้” (1พศด.29:14) น้ำใจอันกว้างขวางของดาวิดถูกขับเคลื่อนด้วยความซาบซึ้งในพระราชกิจของพระเจ้าที่มีในชีวิตของท่านและประชากรอิสราเอล คำตอบของท่านแสดงให้เห็นถึงความถ่อมใจและการรับรู้ถึงความดีของพระเจ้าที่มีต่อ “คนต่างด้าวต่างแดนต่อพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 15)</p>
<p>การถวายเพื่อพันธกิจของพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นด้านเวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สิน ล้วนแต่สะท้อนถึงความกตัญญูที่เรามีต่อพระองค์ผู้ประทานให้เราก่อน ทุกสิ่งที่เรามีล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 14) เราจึงสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความกตัญญูเป็นการตอบแทน</p>
<p><em>พระเจ้าทรงมีส่วนในชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง คุณจะถวายเพื่อตอบแทนพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตอบสนองต่อความรัก และการดูแลของพระองค์ด้วยใจที่กว้างขวาง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 25 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c4a31396/dcd9be1d.mp3" length="13603481" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>851</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้ [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]
ในฐานะสมาชิกของกลุ่มผู้นำในพันธกิจท้องถิ่น หน้าที่หนึ่งของฉันคือการเชิญคนให้มาร่วมกับเราในฐานะหัวหน้ากลุ่มอภิปราย ในคำเชิญของฉันจะอธิบายถึงข้อผูกมัดด้านเวลาและให้ภาพคร่าวๆถึงวิธีการที่ผู้นำจะใช้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่มย่อยของตน ทั้งในการประชุมและระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ ฉันมักลังเลที่จะเรียกร้องจากคนอื่นเพราะรู้ว่าพวกเขาจะต้องเสียสละในการมาเป็นผู้นำ แต่บางครั้งคำตอบของพวกเขาทำให้ฉันรู้สึกตื้นตัน “ผมรู้สึกเป็นเกียรติ” แทนที่จะกล่าวอ้างเหตุผลดีๆเพื่อปฏิเสธ พวกเขากลับพูดถึงความซาบซึ้งต่อพระเจ้าในทุกสิ่งที่ทรงกระทำในชีวิตของพวกเขาว่าเป็นเหตุผลที่พวกเขาอยากจะตอบแทนด้วยการให้
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องถวายเพื่อสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้า ดาวิดตอบสนองในทำนองเดียวกันว่า “แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้” (1พศด.29:14) น้ำใจอันกว้างขวางของดาวิดถูกขับเคลื่อนด้วยความซาบซึ้งในพระราชกิจของพระเจ้าที่มีในชีวิตของท่านและประชากรอิสราเอล คำตอบของท่านแสดงให้เห็นถึงความถ่อมใจและการรับรู้ถึงความดีของพระเจ้าที่มีต่อ “คนต่างด้าวต่างแดนต่อพระพักตร์พระองค์” (ข้อ 15)
การถวายเพื่อพันธกิจของพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นด้านเวลา ความสามารถ หรือทรัพย์สิน ล้วนแต่สะท้อนถึงความกตัญญูที่เรามีต่อพระองค์ผู้ประทานให้เราก่อน ทุกสิ่งที่เรามีล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ (ข้อ 14) เราจึงสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความกตัญญูเป็นการตอบแทน
พระเจ้าทรงมีส่วนในชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง คุณจะถวายเพื่อตอบแทนพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ตอบสนองต่อความรัก และการดูแลของพระองค์ด้วยใจที่กว้างขวาง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใดและชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระองค์ด้วยความเต็มใจเช่นนี้ [ 1 พงศาวดาร 29:14 ]
ในฐานะสมาชิกของกลุ่มผู้นำในพันธกิจท้องถิ่น หน้าที่หนึ่งของฉันคือการเชิญคนให้มาร่วมกับเราในฐานะหัวหน้ากลุ่มอภิปราย ใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มองเห็นด้วยความเชื่อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มองเห็นด้วยความเชื่อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9745b2c7-4025-4de5-9250-04846ac67f93</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bce32d02</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจ ว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง [ ฮีบรู 11:1 ]</p>
<p>ในระหว่างการเดินเล่นตอนเช้าของฉัน แสงแดดส่องกระทบผืนน้ำของทะเลสาบมิชิแกนในมุมที่พอดีทำให้เกิดภาพอันงดงาม ฉันขอให้เพื่อนหยุดรอขณะที่ฉันตั้งกล้องเพื่อจะถ่ายภาพ เนื่องด้วยตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทำให้ฉันมองไม่เห็นภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนที่จะกดถ่าย แต่จากที่เคยทำแบบนี้มาก่อน ฉันรู้สึกได้ว่ามันจะเป็นภาพที่งดงามมาก ฉันบอกเพื่อนว่า “เรามองไม่เห็นมันในตอนนี้ แต่ภาพถ่ายประเภทนี้จะออกมาดีเสมอ”</p>
<p>การดำเนินด้วยความเชื่อในชีวิตนี้ก็มักจะเหมือนกับการถ่ายรูปภาพนั้น คุณไม่สามารถเห็นรายละเอียดทุกอย่างบนหน้าจอได้เสมอไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ภาพที่สวยงาม บางครั้งคุณก็ไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงทำงาน แต่คุณมั่นใจว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วย ดังที่ผู้เขียนฮีบรูบันทึกไว้ว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (11:1) โดยความเชื่อเราวางใจและมั่นใจในพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ</p>
<p>ด้วยความเชื่อ การมองไม่เห็นไม่ได้ขัดขวางเราจากการ “กดถ่ายภาพ” มันอาจแค่ทำให้เราต้องอธิษฐานมากขึ้นและแสวงหาการชี้แนะจากพระเจ้า เรายังสามารถพึ่งพาในความรู้จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อมีคนดำเนิน<br>ด้วยความเชื่อ (ข้อ 4-12) เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเราเอง สิ่งที่พระเจ้าทรงเคยทำมาก่อน พระองค์จะทรงกระทำได้อีกครั้ง</p>
<p><em>คุณวางใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำสิ่งใดอยู่ แม้คุณจะมองเห็นไม่ชัดเจนในเวลานี้ พระเจ้าทรงเคยช่วยกู้คุณหรือครอบครัวของคุณในอดีตอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับการทรงจัดเตรียมทุกอย่าง ที่ประทานให้ข้าพระองค์ในเวลาที่ผ่านมา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินด้วยความเชื่อ แม้ข้าพระองค์จะไม่อาจมองเห็นในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจ ว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง [ ฮีบรู 11:1 ]</p>
<p>ในระหว่างการเดินเล่นตอนเช้าของฉัน แสงแดดส่องกระทบผืนน้ำของทะเลสาบมิชิแกนในมุมที่พอดีทำให้เกิดภาพอันงดงาม ฉันขอให้เพื่อนหยุดรอขณะที่ฉันตั้งกล้องเพื่อจะถ่ายภาพ เนื่องด้วยตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทำให้ฉันมองไม่เห็นภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนที่จะกดถ่าย แต่จากที่เคยทำแบบนี้มาก่อน ฉันรู้สึกได้ว่ามันจะเป็นภาพที่งดงามมาก ฉันบอกเพื่อนว่า “เรามองไม่เห็นมันในตอนนี้ แต่ภาพถ่ายประเภทนี้จะออกมาดีเสมอ”</p>
<p>การดำเนินด้วยความเชื่อในชีวิตนี้ก็มักจะเหมือนกับการถ่ายรูปภาพนั้น คุณไม่สามารถเห็นรายละเอียดทุกอย่างบนหน้าจอได้เสมอไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ภาพที่สวยงาม บางครั้งคุณก็ไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงทำงาน แต่คุณมั่นใจว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วย ดังที่ผู้เขียนฮีบรูบันทึกไว้ว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (11:1) โดยความเชื่อเราวางใจและมั่นใจในพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ</p>
<p>ด้วยความเชื่อ การมองไม่เห็นไม่ได้ขัดขวางเราจากการ “กดถ่ายภาพ” มันอาจแค่ทำให้เราต้องอธิษฐานมากขึ้นและแสวงหาการชี้แนะจากพระเจ้า เรายังสามารถพึ่งพาในความรู้จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อมีคนดำเนิน<br>ด้วยความเชื่อ (ข้อ 4-12) เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเราเอง สิ่งที่พระเจ้าทรงเคยทำมาก่อน พระองค์จะทรงกระทำได้อีกครั้ง</p>
<p><em>คุณวางใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำสิ่งใดอยู่ แม้คุณจะมองเห็นไม่ชัดเจนในเวลานี้ พระเจ้าทรงเคยช่วยกู้คุณหรือครอบครัวของคุณในอดีตอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับการทรงจัดเตรียมทุกอย่าง ที่ประทานให้ข้าพระองค์ในเวลาที่ผ่านมา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินด้วยความเชื่อ แม้ข้าพระองค์จะไม่อาจมองเห็นในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 24 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bce32d02/dd0df2ca.mp3" length="11146301" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>697</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจ ว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง [ ฮีบรู 11:1 ]
ในระหว่างการเดินเล่นตอนเช้าของฉัน แสงแดดส่องกระทบผืนน้ำของทะเลสาบมิชิแกนในมุมที่พอดีทำให้เกิดภาพอันงดงาม ฉันขอให้เพื่อนหยุดรอขณะที่ฉันตั้งกล้องเพื่อจะถ่ายภาพ เนื่องด้วยตำแหน่งของดวงอาทิตย์ทำให้ฉันมองไม่เห็นภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนที่จะกดถ่าย แต่จากที่เคยทำแบบนี้มาก่อน ฉันรู้สึกได้ว่ามันจะเป็นภาพที่งดงามมาก ฉันบอกเพื่อนว่า “เรามองไม่เห็นมันในตอนนี้ แต่ภาพถ่ายประเภทนี้จะออกมาดีเสมอ”
การดำเนินด้วยความเชื่อในชีวิตนี้ก็มักจะเหมือนกับการถ่ายรูปภาพนั้น คุณไม่สามารถเห็นรายละเอียดทุกอย่างบนหน้าจอได้เสมอไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้ภาพที่สวยงาม บางครั้งคุณก็ไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงทำงาน แต่คุณมั่นใจว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วย ดังที่ผู้เขียนฮีบรูบันทึกไว้ว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” (11:1) โดยความเชื่อเราวางใจและมั่นใจในพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ
ด้วยความเชื่อ การมองไม่เห็นไม่ได้ขัดขวางเราจากการ “กดถ่ายภาพ” มันอาจแค่ทำให้เราต้องอธิษฐานมากขึ้นและแสวงหาการชี้แนะจากพระเจ้า เรายังสามารถพึ่งพาในความรู้จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อมีคนดำเนินด้วยความเชื่อ (ข้อ 4-12) เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเราเอง สิ่งที่พระเจ้าทรงเคยทำมาก่อน พระองค์จะทรงกระทำได้อีกครั้ง
คุณวางใจว่าพระเจ้าทรงกำลังทำสิ่งใดอยู่ แม้คุณจะมองเห็นไม่ชัดเจนในเวลานี้ พระเจ้าทรงเคยช่วยกู้คุณหรือครอบครัวของคุณในอดีตอย่างไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอบพระคุณสำหรับการทรงจัดเตรียมทุกอย่าง ที่ประทานให้ข้าพระองค์ในเวลาที่ผ่านมา โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินด้วยความเชื่อ แม้ข้าพระองค์จะไม่อาจมองเห็นในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกำลังทำ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจ ว่าสิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง [ ฮีบรู 11:1 ]
ในระหว่างการเดินเล่นตอนเช้าของฉัน แสงแดดส่องกระทบผืนน้ำของทะเลสาบมิชิแกนในมุมที่พอดีทำให้เกิดภาพอันงดงาม ฉันขอให้เพื่อนหยุดรอขณะที่ฉันตั้งกล้องเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1174cf04-c2fd-49cb-b829-75a64daec1d3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/69b74a0e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์ [ สดุดี 18:1 ]</p>
<p>หลายคนยกย่องให้เฟอร์แรนต์และไทเชอร์เป็นนักบรรเลงเปียโนคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล การแสดงดนตรีร่วมกันของพวกเขานั้นมีความแม่นยำสูงมากจนลักษณะการบรรเลงของพวกเขาถูกเรียกว่าสี่มือแต่ใจเดียว ใครที่ได้ฟังดนตรีของพวกเขาจะเริ่มเข้าใจถึงความทุ่มเทอย่างมากมายเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>แต่ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารักในสิ่งที่ตนทำ ความจริงแล้วเมื่อพวกเขาเกษียณอายุในปี 1989 มีบางโอกาสที่เฟอร์แรนต์และไทเชอร์จะปรากฏตัวที่ร้านเปียโนในเมืองเพื่อบรรเลงเพลงที่แต่งแบบสดๆ พวกเขาก็แค่รักในการเล่นดนตรี</p>
<p>ดาวิดก็รักการเล่นดนตรี แต่ท่านร่วมทีมกับพระเจ้าเพื่อให้บทเพลงของท่านมีความหมายมากยิ่งขึ้น บทเพลงสดุดีของดาวิดยืนยันถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนและความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่พึ่งพาในพระองค์อย่างสุดใจ แต่ในท่ามกลางความล้มเหลวและความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองนั้น คำสรรเสริญของท่านสำแดงถึงการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแยกแยะเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในฝ่ายวิญญาณ คือการรับรู้ในความยิ่งใหญ่และความประเสริฐของพระเจ้าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หัวใจซึ่งอยู่เบื้องหลังคำสรรเสริญของดาวิดได้ถูกกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายในสดุดี 18:1 ที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์”</p>
<p>ดาวิดยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 3) และหันไปหาพระองค์ “ในยามทุกข์ระทมใจ” (ข้อ 6) ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นเช่นไร ให้เราทำเช่นเดียวกันคือยกหัวใจขึ้นสรรเสริญและนมัสการพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงสมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น</p>
<p><em>คุณแสดงออกถึงความรักในพระเจ้าต่อพระองค์เองและต่อผู้อื่นอย่างไร สิ่งใดอาจขัดขวางการนมัสการของคุณ</em></p>
<p>พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงใส่บทเพลงใหม่ไว้ในปากของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้การนมัสการของข้าพระองค์สำแดงถึงความดีและความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์ [ สดุดี 18:1 ]</p>
<p>หลายคนยกย่องให้เฟอร์แรนต์และไทเชอร์เป็นนักบรรเลงเปียโนคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล การแสดงดนตรีร่วมกันของพวกเขานั้นมีความแม่นยำสูงมากจนลักษณะการบรรเลงของพวกเขาถูกเรียกว่าสี่มือแต่ใจเดียว ใครที่ได้ฟังดนตรีของพวกเขาจะเริ่มเข้าใจถึงความทุ่มเทอย่างมากมายเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>แต่ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารักในสิ่งที่ตนทำ ความจริงแล้วเมื่อพวกเขาเกษียณอายุในปี 1989 มีบางโอกาสที่เฟอร์แรนต์และไทเชอร์จะปรากฏตัวที่ร้านเปียโนในเมืองเพื่อบรรเลงเพลงที่แต่งแบบสดๆ พวกเขาก็แค่รักในการเล่นดนตรี</p>
<p>ดาวิดก็รักการเล่นดนตรี แต่ท่านร่วมทีมกับพระเจ้าเพื่อให้บทเพลงของท่านมีความหมายมากยิ่งขึ้น บทเพลงสดุดีของดาวิดยืนยันถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนและความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่พึ่งพาในพระองค์อย่างสุดใจ แต่ในท่ามกลางความล้มเหลวและความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองนั้น คำสรรเสริญของท่านสำแดงถึงการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแยกแยะเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในฝ่ายวิญญาณ คือการรับรู้ในความยิ่งใหญ่และความประเสริฐของพระเจ้าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หัวใจซึ่งอยู่เบื้องหลังคำสรรเสริญของดาวิดได้ถูกกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายในสดุดี 18:1 ที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์”</p>
<p>ดาวิดยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 3) และหันไปหาพระองค์ “ในยามทุกข์ระทมใจ” (ข้อ 6) ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นเช่นไร ให้เราทำเช่นเดียวกันคือยกหัวใจขึ้นสรรเสริญและนมัสการพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงสมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น</p>
<p><em>คุณแสดงออกถึงความรักในพระเจ้าต่อพระองค์เองและต่อผู้อื่นอย่างไร สิ่งใดอาจขัดขวางการนมัสการของคุณ</em></p>
<p>พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงใส่บทเพลงใหม่ไว้ในปากของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้การนมัสการของข้าพระองค์สำแดงถึงความดีและความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 23 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/69b74a0e/3e14df62.mp3" length="10009466" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>626</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์ [ สดุดี 18:1 ]
หลายคนยกย่องให้เฟอร์แรนต์และไทเชอร์เป็นนักบรรเลงเปียโนคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล การแสดงดนตรีร่วมกันของพวกเขานั้นมีความแม่นยำสูงมากจนลักษณะการบรรเลงของพวกเขาถูกเรียกว่าสี่มือแต่ใจเดียว ใครที่ได้ฟังดนตรีของพวกเขาจะเริ่มเข้าใจถึงความทุ่มเทอย่างมากมายเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์แบบ
แต่ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขารักในสิ่งที่ตนทำ ความจริงแล้วเมื่อพวกเขาเกษียณอายุในปี 1989 มีบางโอกาสที่เฟอร์แรนต์และไทเชอร์จะปรากฏตัวที่ร้านเปียโนในเมืองเพื่อบรรเลงเพลงที่แต่งแบบสดๆ พวกเขาก็แค่รักในการเล่นดนตรี
ดาวิดก็รักการเล่นดนตรี แต่ท่านร่วมทีมกับพระเจ้าเพื่อให้บทเพลงของท่านมีความหมายมากยิ่งขึ้น บทเพลงสดุดีของดาวิดยืนยันถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนและความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่พึ่งพาในพระองค์อย่างสุดใจ แต่ในท่ามกลางความล้มเหลวและความไม่สมบูรณ์แบบของตนเองนั้น คำสรรเสริญของท่านสำแดงถึงการมีสิ่งที่เรียกว่า “ความสามารถในการแยกแยะเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ในฝ่ายวิญญาณ คือการรับรู้ในความยิ่งใหญ่และความประเสริฐของพระเจ้าแม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หัวใจซึ่งอยู่เบื้องหลังคำสรรเสริญของดาวิดได้ถูกกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายในสดุดี 18:1 ที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์”
ดาวิดยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญ” (ข้อ 3) และหันไปหาพระองค์ “ในยามทุกข์ระทมใจ” (ข้อ 6) ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นเช่นไร ให้เราทำเช่นเดียวกันคือยกหัวใจขึ้นสรรเสริญและนมัสการพระเจ้าของเรา พระองค์ทรงสมควรแก่การสรรเสริญทั้งสิ้น
คุณแสดงออกถึงความรักในพระเจ้าต่อพระองค์เองและต่อผู้อื่นอย่างไร สิ่งใดอาจขัดขวางการนมัสการของคุณ
พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงใส่บทเพลงใหม่ไว้ในปากของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้การนมัสการของข้าพระองค์สำแดงถึงความดีและความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์ [ สดุดี 18:1 ]
หลายคนยกย่องให้เฟอร์แรนต์และไทเชอร์เป็นนักบรรเลงเปียโนคู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล การแสดงดนตรีร่วมกันของพวกเขานั้นมีความแม่นยำสูงมากจนลักษณะการบรรเลงของพวกเขาถูกเรียกว่าสี่มือแต่ใจเดี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระพรในวันขอบคุณพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระพรในวันขอบคุณพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">97eda0e4-6f74-4da5-ba60-1080b5d7d587</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/da7cfacc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอด แล้วท่านจะเป็นสุข [ ลูกา 14:13-14 ]</p>
<p>ในปี 2016 แวนด้า เดนช์ได้ส่งข้อความชวนหลานชายให้มารับประทานอาหารเย็นในวันขอบคุณพระเจ้า โดยไม่รู้ว่าหลานชายเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ข้อความนั้นจึงถูกส่งไปถึงคนแปลกหน้าชื่อจามัล หลังจากคุยกันจนเข้าใจว่าเขาเป็นใครแล้ว จามัลซึ่งว่างก็ถามว่าเขายังจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นได้หรือไม่ แวนด้าบอกว่า “ได้แน่นอน” จามัลจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของแวนด้า ซึ่งได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเขาทุกปีนับแต่นั้นมา คำเชิญที่ส่งผิดกลับกลายเป็นพระพรประจำปี</p>
<p>ความเมตตาของแวนด้าที่ได้เชิญคนแปลกหน้าให้มาร่วมรับประทานอาหารทำให้ฉันคิดถึงคำหนุนใจของพระเยซูในพระกิตติคุณลูกา ในระหว่างเสวยพระกระยาหารที่บ้านของฟาริสี “คนสำคัญ” (ลก.14:1) พระเยซูทรงเห็นคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญนั้นแย่งกันนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ (ข้อ 7) พระองค์จึงบอกคนที่เชิญพระองค์ว่า การเชิญคนโดยคำนึงถึงสิ่งที่คนเหล่านั้นจะสามารถตอบแทนให้ได้ (ข้อ 12) หมายความว่าพระพรจะอยู่ในวงจำกัด แทนที่จะทำอย่างนั้น พระเยซูทรงบอกเขาว่าการเชิญคนที่ไม่มีอะไรที่จะตอบแทนได้จะนำมาซึ่งพระพรที่ยิ่งใหญ่ (ข้อ 14)</p>
<p>สำหรับแวนด้า การเชิญจามัลมาร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของเธอในวันขอบคุณพระเจ้าส่งผลเป็นพระพรที่ไม่คาดคิด เนื่องด้วยมิตรภาพอันยาวนานซึ่งเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่แก่แวนด้าหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต เมื่อ<br>เราเอื้อมมือออกไปหาผู้อื่น ไม่ใช่เพราะเราจะได้รับอะไรตอบแทน แต่เพราะความรักของพระเจ้าไหลล้นผ่านเรา เราก็จะได้รับพระพรและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก</p>
<p><em>เคยมีคำเชิญที่ไม่คาดคิดทำให้คุณมีกำลังใจไหม คุณได้รับพระพรอะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอให้คำเชิญของข้าพระองค์ สะท้อนถึงหัวใจที่อยากจะเป็นพรแก่ผู้อื่นเมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอด แล้วท่านจะเป็นสุข [ ลูกา 14:13-14 ]</p>
<p>ในปี 2016 แวนด้า เดนช์ได้ส่งข้อความชวนหลานชายให้มารับประทานอาหารเย็นในวันขอบคุณพระเจ้า โดยไม่รู้ว่าหลานชายเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ข้อความนั้นจึงถูกส่งไปถึงคนแปลกหน้าชื่อจามัล หลังจากคุยกันจนเข้าใจว่าเขาเป็นใครแล้ว จามัลซึ่งว่างก็ถามว่าเขายังจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นได้หรือไม่ แวนด้าบอกว่า “ได้แน่นอน” จามัลจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของแวนด้า ซึ่งได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเขาทุกปีนับแต่นั้นมา คำเชิญที่ส่งผิดกลับกลายเป็นพระพรประจำปี</p>
<p>ความเมตตาของแวนด้าที่ได้เชิญคนแปลกหน้าให้มาร่วมรับประทานอาหารทำให้ฉันคิดถึงคำหนุนใจของพระเยซูในพระกิตติคุณลูกา ในระหว่างเสวยพระกระยาหารที่บ้านของฟาริสี “คนสำคัญ” (ลก.14:1) พระเยซูทรงเห็นคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญนั้นแย่งกันนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ (ข้อ 7) พระองค์จึงบอกคนที่เชิญพระองค์ว่า การเชิญคนโดยคำนึงถึงสิ่งที่คนเหล่านั้นจะสามารถตอบแทนให้ได้ (ข้อ 12) หมายความว่าพระพรจะอยู่ในวงจำกัด แทนที่จะทำอย่างนั้น พระเยซูทรงบอกเขาว่าการเชิญคนที่ไม่มีอะไรที่จะตอบแทนได้จะนำมาซึ่งพระพรที่ยิ่งใหญ่ (ข้อ 14)</p>
<p>สำหรับแวนด้า การเชิญจามัลมาร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของเธอในวันขอบคุณพระเจ้าส่งผลเป็นพระพรที่ไม่คาดคิด เนื่องด้วยมิตรภาพอันยาวนานซึ่งเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่แก่แวนด้าหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต เมื่อ<br>เราเอื้อมมือออกไปหาผู้อื่น ไม่ใช่เพราะเราจะได้รับอะไรตอบแทน แต่เพราะความรักของพระเจ้าไหลล้นผ่านเรา เราก็จะได้รับพระพรและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก</p>
<p><em>เคยมีคำเชิญที่ไม่คาดคิดทำให้คุณมีกำลังใจไหม คุณได้รับพระพรอะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอให้คำเชิญของข้าพระองค์ สะท้อนถึงหัวใจที่อยากจะเป็นพรแก่ผู้อื่นเมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 22 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/da7cfacc/10fa22d4.mp3" length="8959544" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>560</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอด แล้วท่านจะเป็นสุข [ ลูกา 14:13-14 ]
ในปี 2016 แวนด้า เดนช์ได้ส่งข้อความชวนหลานชายให้มารับประทานอาหารเย็นในวันขอบคุณพระเจ้า โดยไม่รู้ว่าหลานชายเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ข้อความนั้นจึงถูกส่งไปถึงคนแปลกหน้าชื่อจามัล หลังจากคุยกันจนเข้าใจว่าเขาเป็นใครแล้ว จามัลซึ่งว่างก็ถามว่าเขายังจะมาร่วมรับประทานอาหารเย็นได้หรือไม่ แวนด้าบอกว่า “ได้แน่นอน” จามัลจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของแวนด้า ซึ่งได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเขาทุกปีนับแต่นั้นมา คำเชิญที่ส่งผิดกลับกลายเป็นพระพรประจำปี
ความเมตตาของแวนด้าที่ได้เชิญคนแปลกหน้าให้มาร่วมรับประทานอาหารทำให้ฉันคิดถึงคำหนุนใจของพระเยซูในพระกิตติคุณลูกา ในระหว่างเสวยพระกระยาหารที่บ้านของฟาริสี “คนสำคัญ” (ลก.14:1) พระเยซูทรงเห็นคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญนั้นแย่งกันนั่งในที่นั่งอันมีเกียรติ (ข้อ 7) พระองค์จึงบอกคนที่เชิญพระองค์ว่า การเชิญคนโดยคำนึงถึงสิ่งที่คนเหล่านั้นจะสามารถตอบแทนให้ได้ (ข้อ 12) หมายความว่าพระพรจะอยู่ในวงจำกัด แทนที่จะทำอย่างนั้น พระเยซูทรงบอกเขาว่าการเชิญคนที่ไม่มีอะไรที่จะตอบแทนได้จะนำมาซึ่งพระพรที่ยิ่งใหญ่ (ข้อ 14)
สำหรับแวนด้า การเชิญจามัลมาร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของเธอในวันขอบคุณพระเจ้าส่งผลเป็นพระพรที่ไม่คาดคิด เนื่องด้วยมิตรภาพอันยาวนานซึ่งเป็นกำลังใจยิ่งใหญ่แก่แวนด้าหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต เมื่อเราเอื้อมมือออกไปหาผู้อื่น ไม่ใช่เพราะเราจะได้รับอะไรตอบแทน แต่เพราะความรักของพระเจ้าไหลล้นผ่านเรา เราก็จะได้รับพระพรและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก
เคยมีคำเชิญที่ไม่คาดคิดทำให้คุณมีกำลังใจไหม คุณได้รับพระพรอะไร
ข้าแต่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ขอให้คำเชิญของข้าพระองค์ สะท้อนถึงหัวใจที่อยากจะเป็นพรแก่ผู้อื่นเมื่อพระองค์ทรงนำข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอด แล้วท่านจะเป็นสุข [ ลูกา 14:13-14 ]
ในปี 2016 แวนด้า เดนช์ได้ส่งข้อความชวนหลานชายให้มารับประทานอาหารเย็นในวันขอบคุณพระเจ้า โดยไม่รู้ว่าหลานชายเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ข้อความนั้นจึงถูกส่งไปถึงคนแปลกห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดาวที่ส่องแสง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดาวที่ส่องแสง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">242199d9-788e-4013-8e31-925ffa57a97d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/dcb4ef05</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก จงยึดมั่นในพระวาทะแห่งชีวิต [ ฟีลิปปี 2:15-16 ]</p>
<p>สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นในเมืองนี้คือสถานที่เล่นการพนัน ถัดมาคือร้านขายกัญชา ร้าน “สำหรับผู้ใหญ่” และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สำหรับพวกทนายที่ฉวยโอกาสจะหาเงินจากความตกต่ำของผู้อื่น ผมเคยเดินทางไปเมืองที่มีอบายมุขหลายแห่ง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะตกต่ำลงไปอีก</p>
<p>แต่อารมณ์ของผมสดชื่นขึ้นเมื่อได้คุยกับคนขับแท็กซี่ในตอนเช้าวันต่อมา “ผมขอพระเจ้าทุกวันให้ส่งคนที่พระองค์อยากให้ผมช่วยมา” เขาเล่า “คนติดการพนัน โสเภณี คนจากครอบครัวที่แตกสลายเล่าปัญหาของพวกเขาให้ผมฟังทั้งน้ำตา ผมหยุดรถ ผมฟัง ผมอธิษฐานเผื่อพวกเขา นี่คือพันธกิจของผม”</p>
<p>หลังจากอธิบายเรื่องที่พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่ล้มลงในบาปของเรา (ฟป.2:5-8) อัครทูตเปาโลก็ได้ท้าทายผู้ที่เชื่อในพระเยซู ในขณะที่เรากระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 13) และยึดมั่นใน “พระวาทะแห่งชีวิต” คือ<br>พระกิตติคุณ (ข้อ 16) เราจะเป็น “บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า ในท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่คดโกงและวิปลาส” ผู้ “ปรากฏ…ดุจดวงสว่างต่างๆในโลก” (ข้อ 15) ให้เราเป็นเหมือนคนขับแท็กซี่คนนั้นที่นำแสงแห่งพระเยซูเข้าไปในความมืด</p>
<p>นักประวัติศาสตร์คริสโตเฟอร์ ดอว์สันกล่าวไว้ว่า ผู้เชื่อในพระคริสต์จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อเพื่อที่จะเปลี่ยนโลก เพราะการดำเนินชีวิตเช่นนั้น “ประกอบไปด้วยความล้ำลึกแห่งโลกฝ่ายวิญญาณ” ให้เราทูลขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยเราให้สามารถมีชีวิตที่สัตย์ซื่อในฐานะคนของพระเยซู ผู้ส่องแสงของพระองค์ไปในที่ที่มืดมิดที่สุดในโลก</p>
<p><em>วันนี้คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระคริสต์มากกว่าความชั่วร้ายของโลกได้อย่างไร คุณจะส่องแสงของพระองค์ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงของคุณได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงเป็นแสงสว่างของโลก ผู้ทรงนำข้าพระองค์ออกจากความมืด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก จงยึดมั่นในพระวาทะแห่งชีวิต [ ฟีลิปปี 2:15-16 ]</p>
<p>สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นในเมืองนี้คือสถานที่เล่นการพนัน ถัดมาคือร้านขายกัญชา ร้าน “สำหรับผู้ใหญ่” และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สำหรับพวกทนายที่ฉวยโอกาสจะหาเงินจากความตกต่ำของผู้อื่น ผมเคยเดินทางไปเมืองที่มีอบายมุขหลายแห่ง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะตกต่ำลงไปอีก</p>
<p>แต่อารมณ์ของผมสดชื่นขึ้นเมื่อได้คุยกับคนขับแท็กซี่ในตอนเช้าวันต่อมา “ผมขอพระเจ้าทุกวันให้ส่งคนที่พระองค์อยากให้ผมช่วยมา” เขาเล่า “คนติดการพนัน โสเภณี คนจากครอบครัวที่แตกสลายเล่าปัญหาของพวกเขาให้ผมฟังทั้งน้ำตา ผมหยุดรถ ผมฟัง ผมอธิษฐานเผื่อพวกเขา นี่คือพันธกิจของผม”</p>
<p>หลังจากอธิบายเรื่องที่พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่ล้มลงในบาปของเรา (ฟป.2:5-8) อัครทูตเปาโลก็ได้ท้าทายผู้ที่เชื่อในพระเยซู ในขณะที่เรากระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 13) และยึดมั่นใน “พระวาทะแห่งชีวิต” คือ<br>พระกิตติคุณ (ข้อ 16) เราจะเป็น “บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า ในท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่คดโกงและวิปลาส” ผู้ “ปรากฏ…ดุจดวงสว่างต่างๆในโลก” (ข้อ 15) ให้เราเป็นเหมือนคนขับแท็กซี่คนนั้นที่นำแสงแห่งพระเยซูเข้าไปในความมืด</p>
<p>นักประวัติศาสตร์คริสโตเฟอร์ ดอว์สันกล่าวไว้ว่า ผู้เชื่อในพระคริสต์จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อเพื่อที่จะเปลี่ยนโลก เพราะการดำเนินชีวิตเช่นนั้น “ประกอบไปด้วยความล้ำลึกแห่งโลกฝ่ายวิญญาณ” ให้เราทูลขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยเราให้สามารถมีชีวิตที่สัตย์ซื่อในฐานะคนของพระเยซู ผู้ส่องแสงของพระองค์ไปในที่ที่มืดมิดที่สุดในโลก</p>
<p><em>วันนี้คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระคริสต์มากกว่าความชั่วร้ายของโลกได้อย่างไร คุณจะส่องแสงของพระองค์ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงของคุณได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงเป็นแสงสว่างของโลก ผู้ทรงนำข้าพระองค์ออกจากความมืด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 21 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/dcb4ef05/27776a89.mp3" length="10243077" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>641</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก จงยึดมั่นในพระวาทะแห่งชีวิต [ ฟีลิปปี 2:15-16 ]
สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นในเมืองนี้คือสถานที่เล่นการพนัน ถัดมาคือร้านขายกัญชา ร้าน “สำหรับผู้ใหญ่” และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สำหรับพวกทนายที่ฉวยโอกาสจะหาเงินจากความตกต่ำของผู้อื่น ผมเคยเดินทางไปเมืองที่มีอบายมุขหลายแห่ง แต่ที่นี่ดูเหมือนจะตกต่ำลงไปอีก
แต่อารมณ์ของผมสดชื่นขึ้นเมื่อได้คุยกับคนขับแท็กซี่ในตอนเช้าวันต่อมา “ผมขอพระเจ้าทุกวันให้ส่งคนที่พระองค์อยากให้ผมช่วยมา” เขาเล่า “คนติดการพนัน โสเภณี คนจากครอบครัวที่แตกสลายเล่าปัญหาของพวกเขาให้ผมฟังทั้งน้ำตา ผมหยุดรถ ผมฟัง ผมอธิษฐานเผื่อพวกเขา นี่คือพันธกิจของผม”
หลังจากอธิบายเรื่องที่พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่ล้มลงในบาปของเรา (ฟป.2:5-8) อัครทูตเปาโลก็ได้ท้าทายผู้ที่เชื่อในพระเยซู ในขณะที่เรากระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 13) และยึดมั่นใน “พระวาทะแห่งชีวิต” คือพระกิตติคุณ (ข้อ 16) เราจะเป็น “บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า ในท่ามกลางพงศ์พันธุ์ที่คดโกงและวิปลาส” ผู้ “ปรากฏ…ดุจดวงสว่างต่างๆในโลก” (ข้อ 15) ให้เราเป็นเหมือนคนขับแท็กซี่คนนั้นที่นำแสงแห่งพระเยซูเข้าไปในความมืด
นักประวัติศาสตร์คริสโตเฟอร์ ดอว์สันกล่าวไว้ว่า ผู้เชื่อในพระคริสต์จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อเพื่อที่จะเปลี่ยนโลก เพราะการดำเนินชีวิตเช่นนั้น “ประกอบไปด้วยความล้ำลึกแห่งโลกฝ่ายวิญญาณ” ให้เราทูลขอพระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยเราให้สามารถมีชีวิตที่สัตย์ซื่อในฐานะคนของพระเยซู ผู้ส่องแสงของพระองค์ไปในที่ที่มืดมิดที่สุดในโลก
วันนี้คุณจะจดจ่ออยู่ที่พระคริสต์มากกว่าความชั่วร้ายของโลกได้อย่างไร คุณจะส่องแสงของพระองค์ในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงของคุณได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงเป็นแสงสว่างของโลก ผู้ทรงนำข้าพระองค์ออกจากความมืด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านปรากฏในหมู่พวกเขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก จงยึดมั่นในพระวาทะแห่งชีวิต [ ฟีลิปปี 2:15-16 ]
สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นในเมืองนี้คือสถานที่เล่นการพนัน ถัดมาคือร้านขายกัญชา ร้าน “สำหรับผู้ใหญ่” และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สำหรับพวกทนายที่ฉวยโอกาสจะหาเงินจากความตกต่ำของ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประเสริฐสำหรับพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประเสริฐสำหรับพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4cf4a01c-a361-4c1a-b075-3ac4791459ec</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7ff41f28</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]</p>
<p>เมื่อตอนเป็นเด็ก หมิงพบว่าพ่อของเขาเข้มงวดและห่างเหิน แม้ตอนที่หมิงป่วยและต้องไปหาหมอ พ่อก็บ่นว่าลำบาก ครั้งหนึ่งเขาได้ยินเสียงทะเลาะกันและได้รู้ว่าพ่อเคยต้องการให้แม่ทำแท้งเขา ความรู้สึกของการเป็นเด็กที่พ่อไม่ต้องการติดตามเขาไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อหมิงได้มาเชื่อในพระเยซู เขาพบว่ามันยากที่เขาจะเชื่อมโยงกับพระเจ้าในฐานะพ่อ แม้เขาจะรู้จักพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตเขาก็ตาม</p>
<p>ถ้าเราเป็นเหมือนหมิงที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อฝ่ายโลกของเราเลย เราอาจสงสัยในความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย เราอาจสงสัยว่า ฉันเป็นภาระของพระองค์หรือเปล่า พระองค์ทรงห่วงใยฉันไหม แต่ในขณะที่พ่อฝ่ายโลกของเราอาจเงียบเฉยและห่างเหิน พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราจะเสด็จมาใกล้เราและตรัสว่า “เรารักเจ้า” (อสย.43:4)</p>
<p>ในอิสยาห์ 43 พระเจ้าตรัสในฐานะพระบิดาและองค์พระผู้สร้างเรา หากคุณสงสัยว่าพระองค์อยากจะให้คุณอยู่ในการทรงดูแลในฐานะสมาชิกครอบครัวของพระองค์หรือไม่ จงฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “จง<br>นำบรรดาบุตรชายของเรามาแต่ไกล และเหล่าธิดาของเราจากปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) หากคุณสงสัยว่าคุณมีค่าอย่างไรสำหรับพระองค์ จงฟังคำรับรองของพระองค์ว่า “เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ” (ข้อ 4)</p>
<p>พระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายมากจนได้ส่งพระเยซูมาเพื่อรับโทษบาป เพื่อที่เราผู้วางใจในพระองค์จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ยน.3:16) จากสิ่งที่พระองค์ตรัสและกระทำเพื่อเรา เราจึงมั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่าพระองค์ต้องการเราและทรงรักเรา</p>
<p><em>คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะพระบิดาอย่างไร 
คุณจะย้ำเตือนตนเองได้อย่างไรว่าคุณประเสริฐสำหรับพระองค์</em></p>
<p>พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์อยากดำเนินชีวิตทุกวันในฐานะลูกของพระองค์ ที่ประเสริฐและได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]</p>
<p>เมื่อตอนเป็นเด็ก หมิงพบว่าพ่อของเขาเข้มงวดและห่างเหิน แม้ตอนที่หมิงป่วยและต้องไปหาหมอ พ่อก็บ่นว่าลำบาก ครั้งหนึ่งเขาได้ยินเสียงทะเลาะกันและได้รู้ว่าพ่อเคยต้องการให้แม่ทำแท้งเขา ความรู้สึกของการเป็นเด็กที่พ่อไม่ต้องการติดตามเขาไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อหมิงได้มาเชื่อในพระเยซู เขาพบว่ามันยากที่เขาจะเชื่อมโยงกับพระเจ้าในฐานะพ่อ แม้เขาจะรู้จักพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตเขาก็ตาม</p>
<p>ถ้าเราเป็นเหมือนหมิงที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อฝ่ายโลกของเราเลย เราอาจสงสัยในความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย เราอาจสงสัยว่า ฉันเป็นภาระของพระองค์หรือเปล่า พระองค์ทรงห่วงใยฉันไหม แต่ในขณะที่พ่อฝ่ายโลกของเราอาจเงียบเฉยและห่างเหิน พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราจะเสด็จมาใกล้เราและตรัสว่า “เรารักเจ้า” (อสย.43:4)</p>
<p>ในอิสยาห์ 43 พระเจ้าตรัสในฐานะพระบิดาและองค์พระผู้สร้างเรา หากคุณสงสัยว่าพระองค์อยากจะให้คุณอยู่ในการทรงดูแลในฐานะสมาชิกครอบครัวของพระองค์หรือไม่ จงฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “จง<br>นำบรรดาบุตรชายของเรามาแต่ไกล และเหล่าธิดาของเราจากปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) หากคุณสงสัยว่าคุณมีค่าอย่างไรสำหรับพระองค์ จงฟังคำรับรองของพระองค์ว่า “เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ” (ข้อ 4)</p>
<p>พระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายมากจนได้ส่งพระเยซูมาเพื่อรับโทษบาป เพื่อที่เราผู้วางใจในพระองค์จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ยน.3:16) จากสิ่งที่พระองค์ตรัสและกระทำเพื่อเรา เราจึงมั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่าพระองค์ต้องการเราและทรงรักเรา</p>
<p><em>คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะพระบิดาอย่างไร 
คุณจะย้ำเตือนตนเองได้อย่างไรว่าคุณประเสริฐสำหรับพระองค์</em></p>
<p>พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์อยากดำเนินชีวิตทุกวันในฐานะลูกของพระองค์ ที่ประเสริฐและได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 20 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7ff41f28/d8e643b4.mp3" length="11503658" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>719</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]
เมื่อตอนเป็นเด็ก หมิงพบว่าพ่อของเขาเข้มงวดและห่างเหิน แม้ตอนที่หมิงป่วยและต้องไปหาหมอ พ่อก็บ่นว่าลำบาก ครั้งหนึ่งเขาได้ยินเสียงทะเลาะกันและได้รู้ว่าพ่อเคยต้องการให้แม่ทำแท้งเขา ความรู้สึกของการเป็นเด็กที่พ่อไม่ต้องการติดตามเขาไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อหมิงได้มาเชื่อในพระเยซู เขาพบว่ามันยากที่เขาจะเชื่อมโยงกับพระเจ้าในฐานะพ่อ แม้เขาจะรู้จักพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตเขาก็ตาม
ถ้าเราเป็นเหมือนหมิงที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อฝ่ายโลกของเราเลย เราอาจสงสัยในความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย เราอาจสงสัยว่า ฉันเป็นภาระของพระองค์หรือเปล่า พระองค์ทรงห่วงใยฉันไหม แต่ในขณะที่พ่อฝ่ายโลกของเราอาจเงียบเฉยและห่างเหิน พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราจะเสด็จมาใกล้เราและตรัสว่า “เรารักเจ้า” (อสย.43:4)
ในอิสยาห์ 43 พระเจ้าตรัสในฐานะพระบิดาและองค์พระผู้สร้างเรา หากคุณสงสัยว่าพระองค์อยากจะให้คุณอยู่ในการทรงดูแลในฐานะสมาชิกครอบครัวของพระองค์หรือไม่ จงฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสกับประชากรของพระองค์ว่า “จงนำบรรดาบุตรชายของเรามาแต่ไกล และเหล่าธิดาของเราจากปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6) หากคุณสงสัยว่าคุณมีค่าอย่างไรสำหรับพระองค์ จงฟังคำรับรองของพระองค์ว่า “เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ” (ข้อ 4)
พระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายมากจนได้ส่งพระเยซูมาเพื่อรับโทษบาป เพื่อที่เราผู้วางใจในพระองค์จะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ยน.3:16) จากสิ่งที่พระองค์ตรัสและกระทำเพื่อเรา เราจึงมั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่าพระองค์ต้องการเราและทรงรักเรา
คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะพระบิดาอย่างไร 
คุณจะย้ำเตือนตนเองได้อย่างไรว่าคุณประเสริฐสำหรับพระองค์
พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์อยากดำเนินชีวิตทุกวันในฐานะลูกของพระองค์ ที่ประเสริฐและได้รับเกียรติในสายพระเนตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าประเสริฐในสายตาของเรา และได้รับเกียรติ [ อิสยาห์ 43:4 ]
เมื่อตอนเป็นเด็ก หมิงพบว่าพ่อของเขาเข้มงวดและห่างเหิน แม้ตอนที่หมิงป่วยและต้องไปหาหมอ พ่อก็บ่นว่าลำบาก ครั้งหนึ่งเขาได้ยินเสียงทะเลาะกันและได้รู้ว่าพ่อเคยต้องการให้แม่ทำแท้งเขา ความรู้สึกของการเป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผลตอบแทนล้ำค่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผลตอบแทนล้ำค่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d658be1b-fe16-4f29-9ffa-c76b66185932</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f1d67e89</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี [ สุภาษิต 17:22 ]</p>
<p>ตลอดเวลาสามปีในช่วงเปิดเทอม ทุกวันคอลลีนจะสวมใส่เครื่องแต่งกายหรือหน้ากากแบบต่างๆเพื่อรอรับเด็กๆที่ลงมาจากรถโรงเรียนในตอนบ่าย ทุกคนบนรถโรงเรียนรู้สึกมีความสุข แม้กระทั่งคนขับรถที่บอกว่า “เธอทำให้เด็กๆบนรถของผมมีความสุข มันดีมาก ผมชอบนะ” ลูกของคอลลีนก็เห็นด้วย</p>
<p>ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคอลลีนเริ่มรับอุปการะเด็ก เธอรู้ว่ามันยากแค่ไหนที่จะต้องแยกจากพ่อแม่และต้องไปโรงเรียนใหม่ เธอจึงเริ่มสวมเครื่องแต่งกายพิเศษเพื่อรอรับพวกเขากลับบ้าน หลังจากสามวันผ่านไปเด็กๆไม่ยอมให้เธอหยุด คอลลีนจึงทำเช่นนั้นต่อไป เธอต้องลงทุนเวลาและเงินที่ร้านขายของมือสอง แต่นักข่าวเมเรดิธ เทอร์ฮาร์ได้บรรยายว่า มันนำมาซึ่ง “ผลลัพธ์ที่ล้ำค่า ซึ่งก็คือความสุข”</p>
<p>ข้อพระธรรมสั้นๆข้อหนึ่งในหนังสือแห่งปัญญาและคำสอนที่ชาญฉลาดซึ่งส่วนมากเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนถึงพระโอรสของพระองค์ ได้สรุปผลลัพธ์ของการเล่นมุขตลกของแม่คนนี้ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” (สภษ.17:22) เธอทำให้เด็กๆทุกคน (ไม่ว่าจะเป็นลูก ลูกบุญธรรม และเด็กในอุปการะ) มีความสุข เพราะเธอหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดจิตใจที่ชอกช้ำหมดมานะ</p>
<p>แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนคือพระเจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ลก.10:21; กท.5:22) พระวิญญาณจะทำให้เราสามารถส่องแสงของพระเจ้าในเวลาที่เราพยายามทำให้ผู้อื่นมีความสุข อันเป็นความสุขที่นำมาซึ่งความหวังและกำลังสำหรับเผชิญการทดลอง</p>
<p><em>มีคนเคยทำให้คุณมีความสุขเมื่อใดบ้าง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ประทานความสุขแก่ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผื่อแผ่ความสุขนั้นไปสู่ผู้อื่นด้วย</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี [ สุภาษิต 17:22 ]</p>
<p>ตลอดเวลาสามปีในช่วงเปิดเทอม ทุกวันคอลลีนจะสวมใส่เครื่องแต่งกายหรือหน้ากากแบบต่างๆเพื่อรอรับเด็กๆที่ลงมาจากรถโรงเรียนในตอนบ่าย ทุกคนบนรถโรงเรียนรู้สึกมีความสุข แม้กระทั่งคนขับรถที่บอกว่า “เธอทำให้เด็กๆบนรถของผมมีความสุข มันดีมาก ผมชอบนะ” ลูกของคอลลีนก็เห็นด้วย</p>
<p>ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคอลลีนเริ่มรับอุปการะเด็ก เธอรู้ว่ามันยากแค่ไหนที่จะต้องแยกจากพ่อแม่และต้องไปโรงเรียนใหม่ เธอจึงเริ่มสวมเครื่องแต่งกายพิเศษเพื่อรอรับพวกเขากลับบ้าน หลังจากสามวันผ่านไปเด็กๆไม่ยอมให้เธอหยุด คอลลีนจึงทำเช่นนั้นต่อไป เธอต้องลงทุนเวลาและเงินที่ร้านขายของมือสอง แต่นักข่าวเมเรดิธ เทอร์ฮาร์ได้บรรยายว่า มันนำมาซึ่ง “ผลลัพธ์ที่ล้ำค่า ซึ่งก็คือความสุข”</p>
<p>ข้อพระธรรมสั้นๆข้อหนึ่งในหนังสือแห่งปัญญาและคำสอนที่ชาญฉลาดซึ่งส่วนมากเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนถึงพระโอรสของพระองค์ ได้สรุปผลลัพธ์ของการเล่นมุขตลกของแม่คนนี้ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” (สภษ.17:22) เธอทำให้เด็กๆทุกคน (ไม่ว่าจะเป็นลูก ลูกบุญธรรม และเด็กในอุปการะ) มีความสุข เพราะเธอหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดจิตใจที่ชอกช้ำหมดมานะ</p>
<p>แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนคือพระเจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ลก.10:21; กท.5:22) พระวิญญาณจะทำให้เราสามารถส่องแสงของพระเจ้าในเวลาที่เราพยายามทำให้ผู้อื่นมีความสุข อันเป็นความสุขที่นำมาซึ่งความหวังและกำลังสำหรับเผชิญการทดลอง</p>
<p><em>มีคนเคยทำให้คุณมีความสุขเมื่อใดบ้าง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ประทานความสุขแก่ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผื่อแผ่ความสุขนั้นไปสู่ผู้อื่นด้วย</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 19 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f1d67e89/48e88545.mp3" length="10192088" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>637</itunes:duration>
      <itunes:summary>ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี [ สุภาษิต 17:22 ]
ตลอดเวลาสามปีในช่วงเปิดเทอม ทุกวันคอลลีนจะสวมใส่เครื่องแต่งกายหรือหน้ากากแบบต่างๆเพื่อรอรับเด็กๆที่ลงมาจากรถโรงเรียนในตอนบ่าย ทุกคนบนรถโรงเรียนรู้สึกมีความสุข แม้กระทั่งคนขับรถที่บอกว่า “เธอทำให้เด็กๆบนรถของผมมีความสุข มันดีมาก ผมชอบนะ” ลูกของคอลลีนก็เห็นด้วย
ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคอลลีนเริ่มรับอุปการะเด็ก เธอรู้ว่ามันยากแค่ไหนที่จะต้องแยกจากพ่อแม่และต้องไปโรงเรียนใหม่ เธอจึงเริ่มสวมเครื่องแต่งกายพิเศษเพื่อรอรับพวกเขากลับบ้าน หลังจากสามวันผ่านไปเด็กๆไม่ยอมให้เธอหยุด คอลลีนจึงทำเช่นนั้นต่อไป เธอต้องลงทุนเวลาและเงินที่ร้านขายของมือสอง แต่นักข่าวเมเรดิธ เทอร์ฮาร์ได้บรรยายว่า มันนำมาซึ่ง “ผลลัพธ์ที่ล้ำค่า ซึ่งก็คือความสุข”
ข้อพระธรรมสั้นๆข้อหนึ่งในหนังสือแห่งปัญญาและคำสอนที่ชาญฉลาดซึ่งส่วนมากเขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอนถึงพระโอรสของพระองค์ ได้สรุปผลลัพธ์ของการเล่นมุขตลกของแม่คนนี้ว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง” (สภษ.17:22) เธอทำให้เด็กๆทุกคน (ไม่ว่าจะเป็นลูก ลูกบุญธรรม และเด็กในอุปการะ) มีความสุข เพราะเธอหวังที่จะป้องกันไม่ให้เกิดจิตใจที่ชอกช้ำหมดมานะ
แหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนคือพระเจ้าโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ลก.10:21; กท.5:22) พระวิญญาณจะทำให้เราสามารถส่องแสงของพระเจ้าในเวลาที่เราพยายามทำให้ผู้อื่นมีความสุข อันเป็นความสุขที่นำมาซึ่งความหวังและกำลังสำหรับเผชิญการทดลอง
มีคนเคยทำให้คุณมีความสุขเมื่อใดบ้าง ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ประทานความสุขแก่ข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผื่อแผ่ความสุขนั้นไปสู่ผู้อื่นด้วย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี [ สุภาษิต 17:22 ]
ตลอดเวลาสามปีในช่วงเปิดเทอม ทุกวันคอลลีนจะสวมใส่เครื่องแต่งกายหรือหน้ากากแบบต่างๆเพื่อรอรับเด็กๆที่ลงมาจากรถโรงเรียนในตอนบ่าย ทุกคนบนรถโรงเรียนรู้สึกมีความสุข แม้กระทั่งคนขับรถที่บอกว่า “เธอทำให้เด็กๆบนรถของผมมีควา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รวบรวมกำลังในพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รวบรวมกำลังในพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a8c0826b-78a6-4b3d-9fa6-97bb03ab268a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/295d63ff</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]</p>
<p>เกรนเจอร์ แมคคอยเป็นศิลปินผู้ศึกษาและแกะสลักนกที่ถ่ายทอดความสง่างาม ความอ่อนแอ และพลังของพวกมันออกมา ผลงานชิ้นหนึ่งของเขามีชื่อว่า การฟื้นกำลัง เป็นงานแกะสลักปีกขวาของนกเป็ดน้ำหางแหลมที่กางเหยียดออกในแนวตั้ง ใต้รูปแกะสลักนั้นมีแผ่นป้ายอธิบายถึงจังหวะรวบรวมกำลังของนกว่าเป็น “ท่าทางที่ทำให้นกอ่อนแอที่สุดในระหว่างการบิน แต่ก็เป็นจังหวะที่มันรวบรวมกำลังเพื่อจะบินไปข้างหน้า” เกรนเจอร์สรุปด้วยข้อพระธรรมที่ว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)</p>
<p>อัครทูตเปาโลเขียนข้อความเหล่านี้ถึงคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ในระหว่างฤดูกาลแห่งการทนทุกข์ที่ถาโถมใส่ท่าน เปาโลวิงวอนพระเจ้าให้กำจัดสิ่งที่ท่านเรียกว่า “หนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ความทุกข์ทนของท่านอาจจะเป็นความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายหรือการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ท่านร้องทูลพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าให้เอาความทุกข์ทรมานของท่านออกไป เหมือนกับตอนที่พระเยซูทรงอยู่ในสวนคืนก่อนการถูกตรึงที่ไม้กางเขน (ลก.22:39-44) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตอบโดยการรับรองกับท่านว่าพระองค์จะประทานกำลังที่ท่านจำเป็นต้องมี เปาโลเรียนรู้ว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (2 คร.12:10)</p>
<p>โอ หนามเหล่านั้นที่เราพบเจอในชีวิต! เช่นเดียวกับนกที่รวบรวมกำลังเพื่อบินไปข้างหน้าฉันใด เราจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อรับมือกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ฉันนั้น ในพระกำลังของพระองค์นั้นเราจึงได้พบกำลังของเรา</p>
<p><em>วันนี้คุณกำลังประสบกับความอ่อนแอในด้านใดในความอ่อนแอนั้นคุณจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อเดินต่อไปในเส้นทางอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาที่รัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รวบรวมกำลังจากพระกำลังของพระองค์ ในขณะที่ข้าพระองค์เผชิญสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]</p>
<p>เกรนเจอร์ แมคคอยเป็นศิลปินผู้ศึกษาและแกะสลักนกที่ถ่ายทอดความสง่างาม ความอ่อนแอ และพลังของพวกมันออกมา ผลงานชิ้นหนึ่งของเขามีชื่อว่า การฟื้นกำลัง เป็นงานแกะสลักปีกขวาของนกเป็ดน้ำหางแหลมที่กางเหยียดออกในแนวตั้ง ใต้รูปแกะสลักนั้นมีแผ่นป้ายอธิบายถึงจังหวะรวบรวมกำลังของนกว่าเป็น “ท่าทางที่ทำให้นกอ่อนแอที่สุดในระหว่างการบิน แต่ก็เป็นจังหวะที่มันรวบรวมกำลังเพื่อจะบินไปข้างหน้า” เกรนเจอร์สรุปด้วยข้อพระธรรมที่ว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)</p>
<p>อัครทูตเปาโลเขียนข้อความเหล่านี้ถึงคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ในระหว่างฤดูกาลแห่งการทนทุกข์ที่ถาโถมใส่ท่าน เปาโลวิงวอนพระเจ้าให้กำจัดสิ่งที่ท่านเรียกว่า “หนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ความทุกข์ทนของท่านอาจจะเป็นความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายหรือการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ท่านร้องทูลพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าให้เอาความทุกข์ทรมานของท่านออกไป เหมือนกับตอนที่พระเยซูทรงอยู่ในสวนคืนก่อนการถูกตรึงที่ไม้กางเขน (ลก.22:39-44) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตอบโดยการรับรองกับท่านว่าพระองค์จะประทานกำลังที่ท่านจำเป็นต้องมี เปาโลเรียนรู้ว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (2 คร.12:10)</p>
<p>โอ หนามเหล่านั้นที่เราพบเจอในชีวิต! เช่นเดียวกับนกที่รวบรวมกำลังเพื่อบินไปข้างหน้าฉันใด เราจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อรับมือกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ฉันนั้น ในพระกำลังของพระองค์นั้นเราจึงได้พบกำลังของเรา</p>
<p><em>วันนี้คุณกำลังประสบกับความอ่อนแอในด้านใดในความอ่อนแอนั้นคุณจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อเดินต่อไปในเส้นทางอย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาที่รัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รวบรวมกำลังจากพระกำลังของพระองค์ ในขณะที่ข้าพระองค์เผชิญสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 18 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/295d63ff/bc386c22.mp3" length="11977203" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]
เกรนเจอร์ แมคคอยเป็นศิลปินผู้ศึกษาและแกะสลักนกที่ถ่ายทอดความสง่างาม ความอ่อนแอ และพลังของพวกมันออกมา ผลงานชิ้นหนึ่งของเขามีชื่อว่า การฟื้นกำลัง เป็นงานแกะสลักปีกขวาของนกเป็ดน้ำหางแหลมที่กางเหยียดออกในแนวตั้ง ใต้รูปแกะสลักนั้นมีแผ่นป้ายอธิบายถึงจังหวะรวบรวมกำลังของนกว่าเป็น “ท่าทางที่ทำให้นกอ่อนแอที่สุดในระหว่างการบิน แต่ก็เป็นจังหวะที่มันรวบรวมกำลังเพื่อจะบินไปข้างหน้า” เกรนเจอร์สรุปด้วยข้อพระธรรมที่ว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)
อัครทูตเปาโลเขียนข้อความเหล่านี้ถึงคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ในระหว่างฤดูกาลแห่งการทนทุกข์ที่ถาโถมใส่ท่าน เปาโลวิงวอนพระเจ้าให้กำจัดสิ่งที่ท่านเรียกว่า “หนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า” (ข้อ 7) ความทุกข์ทนของท่านอาจจะเป็นความเจ็บไข้ฝ่ายร่างกายหรือการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณ ท่านร้องทูลพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าให้เอาความทุกข์ทรมานของท่านออกไป เหมือนกับตอนที่พระเยซูทรงอยู่ในสวนคืนก่อนการถูกตรึงที่ไม้กางเขน (ลก.22:39-44) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงตอบโดยการรับรองกับท่านว่าพระองค์จะประทานกำลังที่ท่านจำเป็นต้องมี เปาโลเรียนรู้ว่า “ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (2 คร.12:10)
โอ หนามเหล่านั้นที่เราพบเจอในชีวิต! เช่นเดียวกับนกที่รวบรวมกำลังเพื่อบินไปข้างหน้าฉันใด เราจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อรับมือกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ฉันนั้น ในพระกำลังของพระองค์นั้นเราจึงได้พบกำลังของเรา
วันนี้คุณกำลังประสบกับความอ่อนแอในด้านใดในความอ่อนแอนั้นคุณจะรวบรวมกำลังของพระเจ้าเพื่อเดินต่อไปในเส้นทางอย่างไร
พระบิดาที่รัก โปรดช่วยให้ข้าพระองค์รวบรวมกำลังจากพระกำลังของพระองค์ ในขณะที่ข้าพระองค์เผชิญสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น [ 2 โครินธ์ 12:9 ]
เกรนเจอร์ แมคคอยเป็นศิลปินผู้ศึกษาและแกะสลักนกที่ถ่ายทอดความสง่างาม ความอ่อนแอ และพลังของพวกมันออกมา ผลงานชิ้นหนึ่งของเขามีชื่อว่า การฟื้นกำล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เผชิญหน้าด้วยความรัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เผชิญหน้าด้วยความรัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dd068f6f-c351-4b2e-8600-1a2a5a7346ce</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d4aac3b8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” [ ปฐมกาล 4:6 ]</p>
<p>เขาเป็นเลิศในหลายๆอย่าง แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนต่างมองเห็น แต่เพราะเขามีศักยภาพอย่างมากและสามารถทำหน้าที่ได้สำเร็จเกือบทั้งหมด ความโมโหร้ายของเขาจึงไม่ได้ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เคยมีใครเผชิญหน้ากับเขาเพื่อตักเตือนอย่างจริงจัง น่าเศร้าที่สิ่งนี้ส่งผลให้มีผู้คนมากมายถูกทำร้ายตลอดเวลาหลายปี และในท้ายที่สุดมันทำให้อาชีพการงานที่ควรจะไปได้อีกไกลของพี่น้องในพระคริสต์คนนี้มาถึงจุดจบก่อนเวลาอันควร ถ้าเพียงแต่ผมเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรักเสียตั้งนานแล้ว</p>
<p>ในปฐมกาลบทที่ 4 พระเจ้าประทานภาพที่สมบูรณ์แบบของการเผชิญหน้ากับใครสักคนเรื่องความบาปของเขาด้วยความรัก คาอินรู้สึกขุ่นเคือง เขาเป็นชาวไร่ชาวนาและได้นำ “พืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า” (ข้อ 3) แต่พระเจ้าทรงแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่เขานำมา เครื่องถวายของเขาถูกปฏิเสธและเขา “โกรธแค้นนักหน้าบูดบึ้งอยู่” (ข้อ 5) พระเจ้าจึงตรัสถามเขาว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” (ข้อ 6) พระองค์จึงทรงบอกคาอินให้กลับใจจากบาปและแสวงหาสิ่งที่ดีและถูกต้อง น่าเสียดายที่คาอินเพิกเฉยต่อคำตรัสของพระเจ้าและลงมือทำสิ่งที่เลวร้าย (ข้อ 8)</p>
<p>เราไม่สามารถบังคับใครให้หันจากพฤติกรรมบาปได้ แต่เราพูดกับเขาด้วยความเมตตาได้ เราสามารถ “ยึดความจริงด้วยความรัก” เพื่อเราทั้งสองฝ่ายจะได้ “จำเริญขึ้นสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์” (อฟ.4:15) และเมื่อพระเจ้าประทานให้เรามีหูเพื่อที่จะฟัง เราจึงสามารถรับฟังความจริงที่เจ็บปวดจากผู้อื่นได้เช่นกัน</p>
<p><em>เพราะเหตุใดการเผชิญหน้ากับผู้อื่นด้วยความรักจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับเรา เราจะยอมรับคำพูดที่เจ็บปวดแต่มีประโยชน์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล้าที่จะเผชิญหน้ากับผู้อื่นด้วยความรัก และรับฟังความจริงที่เจ็บปวดด้วยพระคุณ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” [ ปฐมกาล 4:6 ]</p>
<p>เขาเป็นเลิศในหลายๆอย่าง แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนต่างมองเห็น แต่เพราะเขามีศักยภาพอย่างมากและสามารถทำหน้าที่ได้สำเร็จเกือบทั้งหมด ความโมโหร้ายของเขาจึงไม่ได้ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เคยมีใครเผชิญหน้ากับเขาเพื่อตักเตือนอย่างจริงจัง น่าเศร้าที่สิ่งนี้ส่งผลให้มีผู้คนมากมายถูกทำร้ายตลอดเวลาหลายปี และในท้ายที่สุดมันทำให้อาชีพการงานที่ควรจะไปได้อีกไกลของพี่น้องในพระคริสต์คนนี้มาถึงจุดจบก่อนเวลาอันควร ถ้าเพียงแต่ผมเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรักเสียตั้งนานแล้ว</p>
<p>ในปฐมกาลบทที่ 4 พระเจ้าประทานภาพที่สมบูรณ์แบบของการเผชิญหน้ากับใครสักคนเรื่องความบาปของเขาด้วยความรัก คาอินรู้สึกขุ่นเคือง เขาเป็นชาวไร่ชาวนาและได้นำ “พืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า” (ข้อ 3) แต่พระเจ้าทรงแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่เขานำมา เครื่องถวายของเขาถูกปฏิเสธและเขา “โกรธแค้นนักหน้าบูดบึ้งอยู่” (ข้อ 5) พระเจ้าจึงตรัสถามเขาว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” (ข้อ 6) พระองค์จึงทรงบอกคาอินให้กลับใจจากบาปและแสวงหาสิ่งที่ดีและถูกต้อง น่าเสียดายที่คาอินเพิกเฉยต่อคำตรัสของพระเจ้าและลงมือทำสิ่งที่เลวร้าย (ข้อ 8)</p>
<p>เราไม่สามารถบังคับใครให้หันจากพฤติกรรมบาปได้ แต่เราพูดกับเขาด้วยความเมตตาได้ เราสามารถ “ยึดความจริงด้วยความรัก” เพื่อเราทั้งสองฝ่ายจะได้ “จำเริญขึ้นสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์” (อฟ.4:15) และเมื่อพระเจ้าประทานให้เรามีหูเพื่อที่จะฟัง เราจึงสามารถรับฟังความจริงที่เจ็บปวดจากผู้อื่นได้เช่นกัน</p>
<p><em>เพราะเหตุใดการเผชิญหน้ากับผู้อื่นด้วยความรักจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับเรา เราจะยอมรับคำพูดที่เจ็บปวดแต่มีประโยชน์ได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล้าที่จะเผชิญหน้ากับผู้อื่นด้วยความรัก และรับฟังความจริงที่เจ็บปวดด้วยพระคุณ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 17 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d4aac3b8/48914afb.mp3" length="10773481" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>674</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” [ ปฐมกาล 4:6 ]
เขาเป็นเลิศในหลายๆอย่าง แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนต่างมองเห็น แต่เพราะเขามีศักยภาพอย่างมากและสามารถทำหน้าที่ได้สำเร็จเกือบทั้งหมด ความโมโหร้ายของเขาจึงไม่ได้ถูกจัดการอย่างเหมาะสม ไม่เคยมีใครเผชิญหน้ากับเขาเพื่อตักเตือนอย่างจริงจัง น่าเศร้าที่สิ่งนี้ส่งผลให้มีผู้คนมากมายถูกทำร้ายตลอดเวลาหลายปี และในท้ายที่สุดมันทำให้อาชีพการงานที่ควรจะไปได้อีกไกลของพี่น้องในพระคริสต์คนนี้มาถึงจุดจบก่อนเวลาอันควร ถ้าเพียงแต่ผมเลือกที่จะเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรักเสียตั้งนานแล้ว
ในปฐมกาลบทที่ 4 พระเจ้าประทานภาพที่สมบูรณ์แบบของการเผชิญหน้ากับใครสักคนเรื่องความบาปของเขาด้วยความรัก คาอินรู้สึกขุ่นเคือง เขาเป็นชาวไร่ชาวนาและได้นำ “พืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า” (ข้อ 3) แต่พระเจ้าทรงแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่เขานำมา เครื่องถวายของเขาถูกปฏิเสธและเขา “โกรธแค้นนักหน้าบูดบึ้งอยู่” (ข้อ 5) พระเจ้าจึงตรัสถามเขาว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” (ข้อ 6) พระองค์จึงทรงบอกคาอินให้กลับใจจากบาปและแสวงหาสิ่งที่ดีและถูกต้อง น่าเสียดายที่คาอินเพิกเฉยต่อคำตรัสของพระเจ้าและลงมือทำสิ่งที่เลวร้าย (ข้อ 8)
เราไม่สามารถบังคับใครให้หันจากพฤติกรรมบาปได้ แต่เราพูดกับเขาด้วยความเมตตาได้ เราสามารถ “ยึดความจริงด้วยความรัก” เพื่อเราทั้งสองฝ่ายจะได้ “จำเริญขึ้นสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์” (อฟ.4:15) และเมื่อพระเจ้าประทานให้เรามีหูเพื่อที่จะฟัง เราจึงสามารถรับฟังความจริงที่เจ็บปวดจากผู้อื่นได้เช่นกัน
เพราะเหตุใดการเผชิญหน้ากับผู้อื่นด้วยความรักจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับเรา เราจะยอมรับคำพูดที่เจ็บปวดแต่มีประโยชน์ได้อย่างไร
พระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล้าที่จะเผชิญหน้ากับผู้อื่นด้วยความรัก และรับฟังความจริงที่เจ็บปวดด้วยพระคุณ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า “เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม” [ ปฐมกาล 4:6 ]
เขาเป็นเลิศในหลายๆอย่าง แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนต่างมองเห็น แต่เพราะเขามีศักยภาพอย่างมากและสามารถทำหน้าที่ได้สำเร็จเกือบทั้งหมด ความโมโหร้ายของเขาจึงไม่ได้ถูกจัดการอย่างเห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การผจญภัย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การผจญภัย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">48cc5fcf-a462-4e0f-94f9-2d05029b9256</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8d49bebb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในพระองค์นั้น...เราทั้งหลาย...ได้รับกำหนด... ให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:11-12 ]</p>
<p>“ศาสนาคริสต์ไม่เหมาะกับฉัน มันน่าเบื่อ หนึ่งในสิ่งมีค่าที่ฉันยึดถือคือการผจญภัย มันคือชีวิตสำหรับฉัน” เด็กสาวคนหนึ่งบอกกับฉัน ฉันเศร้าใจที่เธอยังไม่ได้รู้จักความสุขและความตื่นเต้นอันเหลือเชื่อที่มาพร้อมกับการติดตามพระเยซู ซึ่งเป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ฉันเล่าให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับพระเยซูและการค้นพบชีวิตที่แท้จริงในพระองค์</p>
<p>คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะอธิบายถึงการผจญภัยไปในการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ในเอเฟซัสบทที่ 1 อัครทูตเปาโลได้ทำให้เราเห็นภาพเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งแต่ทรงพลังของการมีชีวิตกับพระเยซู พระเจ้าประทานพระพรฝ่ายวิญญาณจากสวรรคสถานแก่เรา (ข้อ 3) ให้บริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระเจ้า (ข้อ 4) ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักให้เป็นบุตรในราชวงศ์ของพระเจ้า (ข้อ 5) พระเจ้าทรงอวยพระพรเราด้วยของประทานอย่างเหลือล้นแห่งพระกรุณาและการอภัยโทษบาป (ข้อ 7-8) ให้มีความรู้ถึงความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ (ข้อ 9) และมีเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตคือ “เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์” (ข้อ 12) พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาอยู่ในเราเพื่อประทานฤทธิ์อำนาจและทรงนำเรา (ข้อ 13) และเป็นมัดจำของการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 14)</p>
<p>เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา เราค้นพบว่าการได้เรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและการติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดคือการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงแสวงหาพระองค์ในวันนี้และทุกๆวันเพื่อจะมีชีวิตที่แท้จริง</p>
<p><em>คุณจะอธิบายถึงชีวิตแห่งการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูว่าเป็นอย่างไร 
พระเจ้าทรงต้องการให้คุณแบ่งปันเรื่องนี้กับใคร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักและดำเนินเคียงข้างข้าพระองค์เสมอ พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์อย่างมากเกินกว่าที่ข้าพระองค์จะจินตนาการได้ ข้าพระองค์รักในการถูกรู้จักและรักโดยพระองค์ และที่จะได้แบ่งปันเรื่องนี้กับผู้อื่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในพระองค์นั้น...เราทั้งหลาย...ได้รับกำหนด... ให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:11-12 ]</p>
<p>“ศาสนาคริสต์ไม่เหมาะกับฉัน มันน่าเบื่อ หนึ่งในสิ่งมีค่าที่ฉันยึดถือคือการผจญภัย มันคือชีวิตสำหรับฉัน” เด็กสาวคนหนึ่งบอกกับฉัน ฉันเศร้าใจที่เธอยังไม่ได้รู้จักความสุขและความตื่นเต้นอันเหลือเชื่อที่มาพร้อมกับการติดตามพระเยซู ซึ่งเป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ฉันเล่าให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับพระเยซูและการค้นพบชีวิตที่แท้จริงในพระองค์</p>
<p>คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะอธิบายถึงการผจญภัยไปในการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ในเอเฟซัสบทที่ 1 อัครทูตเปาโลได้ทำให้เราเห็นภาพเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งแต่ทรงพลังของการมีชีวิตกับพระเยซู พระเจ้าประทานพระพรฝ่ายวิญญาณจากสวรรคสถานแก่เรา (ข้อ 3) ให้บริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระเจ้า (ข้อ 4) ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักให้เป็นบุตรในราชวงศ์ของพระเจ้า (ข้อ 5) พระเจ้าทรงอวยพระพรเราด้วยของประทานอย่างเหลือล้นแห่งพระกรุณาและการอภัยโทษบาป (ข้อ 7-8) ให้มีความรู้ถึงความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ (ข้อ 9) และมีเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตคือ “เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์” (ข้อ 12) พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาอยู่ในเราเพื่อประทานฤทธิ์อำนาจและทรงนำเรา (ข้อ 13) และเป็นมัดจำของการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 14)</p>
<p>เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา เราค้นพบว่าการได้เรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและการติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดคือการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงแสวงหาพระองค์ในวันนี้และทุกๆวันเพื่อจะมีชีวิตที่แท้จริง</p>
<p><em>คุณจะอธิบายถึงชีวิตแห่งการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูว่าเป็นอย่างไร 
พระเจ้าทรงต้องการให้คุณแบ่งปันเรื่องนี้กับใคร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักและดำเนินเคียงข้างข้าพระองค์เสมอ พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์อย่างมากเกินกว่าที่ข้าพระองค์จะจินตนาการได้ ข้าพระองค์รักในการถูกรู้จักและรักโดยพระองค์ และที่จะได้แบ่งปันเรื่องนี้กับผู้อื่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 16 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8d49bebb/6ed238b5.mp3" length="9774955" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>611</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในพระองค์นั้น...เราทั้งหลาย...ได้รับกำหนด... ให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:11-12 ]
“ศาสนาคริสต์ไม่เหมาะกับฉัน มันน่าเบื่อ หนึ่งในสิ่งมีค่าที่ฉันยึดถือคือการผจญภัย มันคือชีวิตสำหรับฉัน” เด็กสาวคนหนึ่งบอกกับฉัน ฉันเศร้าใจที่เธอยังไม่ได้รู้จักความสุขและความตื่นเต้นอันเหลือเชื่อที่มาพร้อมกับการติดตามพระเยซู ซึ่งเป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ฉันเล่าให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับพระเยซูและการค้นพบชีวิตที่แท้จริงในพระองค์
คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะอธิบายถึงการผจญภัยไปในการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ในเอเฟซัสบทที่ 1 อัครทูตเปาโลได้ทำให้เราเห็นภาพเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งแต่ทรงพลังของการมีชีวิตกับพระเยซู พระเจ้าประทานพระพรฝ่ายวิญญาณจากสวรรคสถานแก่เรา (ข้อ 3) ให้บริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระเจ้า (ข้อ 4) ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักให้เป็นบุตรในราชวงศ์ของพระเจ้า (ข้อ 5) พระเจ้าทรงอวยพระพรเราด้วยของประทานอย่างเหลือล้นแห่งพระกรุณาและการอภัยโทษบาป (ข้อ 7-8) ให้มีความรู้ถึงความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ (ข้อ 9) และมีเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตคือ “เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์” (ข้อ 12) พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาอยู่ในเราเพื่อประทานฤทธิ์อำนาจและทรงนำเรา (ข้อ 13) และเป็นมัดจำของการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 14)
เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา เราค้นพบว่าการได้เรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและการติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดคือการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงแสวงหาพระองค์ในวันนี้และทุกๆวันเพื่อจะมีชีวิตที่แท้จริง
คุณจะอธิบายถึงชีวิตแห่งการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูว่าเป็นอย่างไร 
พระเจ้าทรงต้องการให้คุณแบ่งปันเรื่องนี้กับใคร
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักและดำเนินเคียงข้างข้าพระองค์เสมอ พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์อย่างมากเกินกว่าที่ข้าพระองค์จะจินตนาการได้ ข้าพระองค์รักในการถูกรู้จักและรักโดยพระองค์ และที่จะได้แบ่งปันเรื่องนี้กับผู้อื่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในพระองค์นั้น...เราทั้งหลาย...ได้รับกำหนด... ให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ [ เอเฟซัส 1:11-12 ]
“ศาสนาคริสต์ไม่เหมาะกับฉัน มันน่าเบื่อ หนึ่งในสิ่งมีค่าที่ฉันยึดถือคือการผจญภัย มันคือชีวิตสำหรับฉัน” เด็กสาวคนหนึ่งบอกกับฉัน ฉันเศร้าใจที่เธอยังไม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เล่าถึงความดีของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เล่าถึงความดีของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">150f4379-fdec-4ae8-9234-3282cbf5d9b0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b248e6ce</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง [ สดุดี 66:16 ]</p>
<p>ในการนมัสการของคริสตจักรเรานั้นจะมีช่วงเวลาสำหรับให้สมาชิกได้เล่าคำพยานว่าพระเจ้าทรงทำอะไรในชีวิตของพวกเขาบ้าง เป็นที่รู้กันดีว่าป้าแลงฟอร์ดมีเรื่องขอบพระคุณพระเจ้ามากมายในคำพยานของเธอ เมื่อใดก็ตามที่ป้าเล่าถึงการที่เธอกลับใจมาเชื่อพระเจ้า เรารู้ว่าจะกินเวลาการนมัสการไปค่อนข้างมาก คำสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างงดงามนั้นพรั่งพรูออกมาจากใจ</p>
<p>ในทำนองเดียวกันคำพยานของผู้เขียนสดุดีบทที่ 66 ก็อัดแน่นไปด้วยการสรรเสริญ เมื่อท่านเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อประชากรของพระองค์ว่า “จงมาดูสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ พระราชกิจของพระองค์น่าครั่นคร้ามท่ามกลางมนุษย์” (ข้อ 5) พระราชกิจของพระองค์ได้แก่ การช่วยกู้อย่างมหัศจรรย์ (ข้อ 6) การปกปักษ์รักษา (ข้อ 9) การทดลองและการฝึกที่ส่งผลให้ประชากรของพระองค์ถูกพาไปยังที่ที่ดีกว่า (ข้อ 10-12) แม้เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าที่เหมือนกับของผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆ แต่ก็มีบางสิ่งที่แตกต่างและเฉพาะเจาะจงในการเดินทางของเราแต่ละคน เคยมีช่วงเวลาใดในชีวิตที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองให้คุณรู้จักอย่างเฉพาะเจาะจงไหม ช่วงเวลาเหล่านั้นสมควรถูกเล่าให้แก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้ยินว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อย่างไรในชีวิตของคุณ “บรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า ขอเชิญมาฟัง และข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง” (ข้อ 16)</p>
<p><em>คุณจะเตรียมพร้อมมากขึ้นในการแบ่งปันประสบการณ์เรื่องความดีของพระเจ้าให้ผู้อื่นฟังได้อย่างไร คุณได้รับแรงบันดาลใจให้วางใจพระองค์มากขึ้นอย่างไร เมื่อได้ยินผู้อื่นเล่าถึงการกระทำอันน่าเกรงขามของพระองค์</em></p>
<p>พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีที่ทรงสำแดงพระเมตตา ในหลากหลายวิธีแก่ข้าพระองค์ โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่เก็บเรื่องเหล่านี้ไว้กับตัว</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง [ สดุดี 66:16 ]</p>
<p>ในการนมัสการของคริสตจักรเรานั้นจะมีช่วงเวลาสำหรับให้สมาชิกได้เล่าคำพยานว่าพระเจ้าทรงทำอะไรในชีวิตของพวกเขาบ้าง เป็นที่รู้กันดีว่าป้าแลงฟอร์ดมีเรื่องขอบพระคุณพระเจ้ามากมายในคำพยานของเธอ เมื่อใดก็ตามที่ป้าเล่าถึงการที่เธอกลับใจมาเชื่อพระเจ้า เรารู้ว่าจะกินเวลาการนมัสการไปค่อนข้างมาก คำสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างงดงามนั้นพรั่งพรูออกมาจากใจ</p>
<p>ในทำนองเดียวกันคำพยานของผู้เขียนสดุดีบทที่ 66 ก็อัดแน่นไปด้วยการสรรเสริญ เมื่อท่านเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อประชากรของพระองค์ว่า “จงมาดูสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ พระราชกิจของพระองค์น่าครั่นคร้ามท่ามกลางมนุษย์” (ข้อ 5) พระราชกิจของพระองค์ได้แก่ การช่วยกู้อย่างมหัศจรรย์ (ข้อ 6) การปกปักษ์รักษา (ข้อ 9) การทดลองและการฝึกที่ส่งผลให้ประชากรของพระองค์ถูกพาไปยังที่ที่ดีกว่า (ข้อ 10-12) แม้เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าที่เหมือนกับของผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆ แต่ก็มีบางสิ่งที่แตกต่างและเฉพาะเจาะจงในการเดินทางของเราแต่ละคน เคยมีช่วงเวลาใดในชีวิตที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองให้คุณรู้จักอย่างเฉพาะเจาะจงไหม ช่วงเวลาเหล่านั้นสมควรถูกเล่าให้แก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้ยินว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อย่างไรในชีวิตของคุณ “บรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า ขอเชิญมาฟัง และข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง” (ข้อ 16)</p>
<p><em>คุณจะเตรียมพร้อมมากขึ้นในการแบ่งปันประสบการณ์เรื่องความดีของพระเจ้าให้ผู้อื่นฟังได้อย่างไร คุณได้รับแรงบันดาลใจให้วางใจพระองค์มากขึ้นอย่างไร เมื่อได้ยินผู้อื่นเล่าถึงการกระทำอันน่าเกรงขามของพระองค์</em></p>
<p>พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีที่ทรงสำแดงพระเมตตา ในหลากหลายวิธีแก่ข้าพระองค์ โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่เก็บเรื่องเหล่านี้ไว้กับตัว</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 15 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b248e6ce/966ca923.mp3" length="11303041" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง [ สดุดี 66:16 ]
ในการนมัสการของคริสตจักรเรานั้นจะมีช่วงเวลาสำหรับให้สมาชิกได้เล่าคำพยานว่าพระเจ้าทรงทำอะไรในชีวิตของพวกเขาบ้าง เป็นที่รู้กันดีว่าป้าแลงฟอร์ดมีเรื่องขอบพระคุณพระเจ้ามากมายในคำพยานของเธอ เมื่อใดก็ตามที่ป้าเล่าถึงการที่เธอกลับใจมาเชื่อพระเจ้า เรารู้ว่าจะกินเวลาการนมัสการไปค่อนข้างมาก คำสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างงดงามนั้นพรั่งพรูออกมาจากใจ
ในทำนองเดียวกันคำพยานของผู้เขียนสดุดีบทที่ 66 ก็อัดแน่นไปด้วยการสรรเสริญ เมื่อท่านเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อประชากรของพระองค์ว่า “จงมาดูสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ พระราชกิจของพระองค์น่าครั่นคร้ามท่ามกลางมนุษย์” (ข้อ 5) พระราชกิจของพระองค์ได้แก่ การช่วยกู้อย่างมหัศจรรย์ (ข้อ 6) การปกปักษ์รักษา (ข้อ 9) การทดลองและการฝึกที่ส่งผลให้ประชากรของพระองค์ถูกพาไปยังที่ที่ดีกว่า (ข้อ 10-12) แม้เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าที่เหมือนกับของผู้เชื่อในพระเยซูคนอื่นๆ แต่ก็มีบางสิ่งที่แตกต่างและเฉพาะเจาะจงในการเดินทางของเราแต่ละคน เคยมีช่วงเวลาใดในชีวิตที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองให้คุณรู้จักอย่างเฉพาะเจาะจงไหม ช่วงเวลาเหล่านั้นสมควรถูกเล่าให้แก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้ยินว่าพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์อย่างไรในชีวิตของคุณ “บรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า ขอเชิญมาฟัง และข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง” (ข้อ 16)
คุณจะเตรียมพร้อมมากขึ้นในการแบ่งปันประสบการณ์เรื่องความดีของพระเจ้าให้ผู้อื่นฟังได้อย่างไร คุณได้รับแรงบันดาลใจให้วางใจพระองค์มากขึ้นอย่างไร เมื่อได้ยินผู้อื่นเล่าถึงการกระทำอันน่าเกรงขามของพระองค์
พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ข้าพระองค์ชื่นชมยินดีที่ทรงสำแดงพระเมตตา ในหลากหลายวิธีแก่ข้าพระองค์ โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่เก็บเรื่องเหล่านี้ไว้กับตัว</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าจะบอกถึงว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไรแก่ข้าพเจ้าบ้าง [ สดุดี 66:16 ]
ในการนมัสการของคริสตจักรเรานั้นจะมีช่วงเวลาสำหรับให้สมาชิกได้เล่าคำพยานว่าพระเจ้าทรงทำอะไรในชีวิตของพวกเขาบ้าง เป็นที่รู้กันดีว่าป้าแลงฟอร์ดมีเรื่องขอบพระคุณพระเจ้ามากมายในคำพยานของเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สิ่งเดียวที่ต้องการ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สิ่งเดียวที่ต้องการ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eef8bcae-63c2-455e-b189-d77c7a950dd6</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9f2189aa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก สิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว [ ลูกา 10:41-42 ]</p>
<p>วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนมีนาคม ฉันนำกลุ่มรีทรีตในหัวข้อมารีย์และมารธา สองพี่น้องในเมืองเบธานีผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก กับลาซารัสน้องชายของพวกเธอ (ยน.11:5) เราอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลในแถบชายฝั่งของประเทศอังกฤษ เมื่อมีหิมะตกลงมาปกคลุมอย่างไม่คาดคิด ผู้เข้าร่วมกลุ่มหลายคนพูดว่าการได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นอีกวันคือการที่พวกเขาจะได้ฝึกนั่งที่พระบาทพระคริสต์อย่างที่มารีย์ทำ พวกเขาอยากจะได้ “สิ่งซึ่งต้องการ…สิ่งเดียว” (ลก.10:42) ที่พระเยซูบอกมารธาด้วยความรักให้รับเอาไว้ นั่นคือการเลือกที่จะเข้าใกล้และเรียนรู้จากพระองค์</p>
<p>เมื่อพระเยซูไปเยี่ยมบ้านของมารธา มารีย์ และลาซารัสนั้น มารธาไม่รู้ล่วงหน้าว่าพระองค์จะมา เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมเธอจึงรู้สึกโกรธที่มารีย์ไม่ช่วยเธอเตรียมการปรนนิบัติพระองค์และเพื่อนๆของพระองค์ แต่เธอลืมสิ่งสำคัญจริงๆไป คือการรับจากพระเยซูในขณะที่เธอเรียนรู้จากพระองค์ พระคริสต์ไม่ได้ดุเธอที่อยากจะปรนนิบัติพระองค์แต่ทรงเตือนว่าเธอกำลังลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป</p>
<p>เมื่อมีบางอย่างมาขัดจังหวะทำให้เราฉุนเฉียวหรือรู้สึกวุ่นวายสับสนเพราะต้องทำหลายอย่างให้เสร็จ ให้เราหยุดและเตือนตัวเองถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิต เมื่อเราใช้ชีวิตให้ช้าลงและจินตนาการว่าเรานั่งอยู่ที่พระบาทของพระเยซู เราก็สามารถทูลขอให้พระองค์เติมเต็มเราด้วยความรักและชีวิตจากพระองค์ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการเป็นสาวกที่พระองค์ทรงรักได้</p>
<p><em>มีสิ่งใดดึงความสนใจของคุณไปจากการรับจากพระเยซูบ้าง คุณจะนั่งอยู่ที่พระบาทของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักในการสอนข้าพระองค์ถึงทางของพระองค์ โปรดช่วยไม่ให้ข้าพระองค์ถูกดึงความสนใจไปด้วยกิจกรรมต่างๆ แต่ให้จดจ่ออยู่ที่พระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก สิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว [ ลูกา 10:41-42 ]</p>
<p>วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนมีนาคม ฉันนำกลุ่มรีทรีตในหัวข้อมารีย์และมารธา สองพี่น้องในเมืองเบธานีผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก กับลาซารัสน้องชายของพวกเธอ (ยน.11:5) เราอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลในแถบชายฝั่งของประเทศอังกฤษ เมื่อมีหิมะตกลงมาปกคลุมอย่างไม่คาดคิด ผู้เข้าร่วมกลุ่มหลายคนพูดว่าการได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นอีกวันคือการที่พวกเขาจะได้ฝึกนั่งที่พระบาทพระคริสต์อย่างที่มารีย์ทำ พวกเขาอยากจะได้ “สิ่งซึ่งต้องการ…สิ่งเดียว” (ลก.10:42) ที่พระเยซูบอกมารธาด้วยความรักให้รับเอาไว้ นั่นคือการเลือกที่จะเข้าใกล้และเรียนรู้จากพระองค์</p>
<p>เมื่อพระเยซูไปเยี่ยมบ้านของมารธา มารีย์ และลาซารัสนั้น มารธาไม่รู้ล่วงหน้าว่าพระองค์จะมา เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมเธอจึงรู้สึกโกรธที่มารีย์ไม่ช่วยเธอเตรียมการปรนนิบัติพระองค์และเพื่อนๆของพระองค์ แต่เธอลืมสิ่งสำคัญจริงๆไป คือการรับจากพระเยซูในขณะที่เธอเรียนรู้จากพระองค์ พระคริสต์ไม่ได้ดุเธอที่อยากจะปรนนิบัติพระองค์แต่ทรงเตือนว่าเธอกำลังลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป</p>
<p>เมื่อมีบางอย่างมาขัดจังหวะทำให้เราฉุนเฉียวหรือรู้สึกวุ่นวายสับสนเพราะต้องทำหลายอย่างให้เสร็จ ให้เราหยุดและเตือนตัวเองถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิต เมื่อเราใช้ชีวิตให้ช้าลงและจินตนาการว่าเรานั่งอยู่ที่พระบาทของพระเยซู เราก็สามารถทูลขอให้พระองค์เติมเต็มเราด้วยความรักและชีวิตจากพระองค์ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการเป็นสาวกที่พระองค์ทรงรักได้</p>
<p><em>มีสิ่งใดดึงความสนใจของคุณไปจากการรับจากพระเยซูบ้าง คุณจะนั่งอยู่ที่พระบาทของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักในการสอนข้าพระองค์ถึงทางของพระองค์ โปรดช่วยไม่ให้ข้าพระองค์ถูกดึงความสนใจไปด้วยกิจกรรมต่างๆ แต่ให้จดจ่ออยู่ที่พระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 14 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9f2189aa/891ab379.mp3" length="11427167" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก สิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว [ ลูกา 10:41-42 ]
วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนมีนาคม ฉันนำกลุ่มรีทรีตในหัวข้อมารีย์และมารธา สองพี่น้องในเมืองเบธานีผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก กับลาซารัสน้องชายของพวกเธอ (ยน.11:5) เราอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลในแถบชายฝั่งของประเทศอังกฤษ เมื่อมีหิมะตกลงมาปกคลุมอย่างไม่คาดคิด ผู้เข้าร่วมกลุ่มหลายคนพูดว่าการได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นอีกวันคือการที่พวกเขาจะได้ฝึกนั่งที่พระบาทพระคริสต์อย่างที่มารีย์ทำ พวกเขาอยากจะได้ “สิ่งซึ่งต้องการ…สิ่งเดียว” (ลก.10:42) ที่พระเยซูบอกมารธาด้วยความรักให้รับเอาไว้ นั่นคือการเลือกที่จะเข้าใกล้และเรียนรู้จากพระองค์
เมื่อพระเยซูไปเยี่ยมบ้านของมารธา มารีย์ และลาซารัสนั้น มารธาไม่รู้ล่วงหน้าว่าพระองค์จะมา เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมเธอจึงรู้สึกโกรธที่มารีย์ไม่ช่วยเธอเตรียมการปรนนิบัติพระองค์และเพื่อนๆของพระองค์ แต่เธอลืมสิ่งสำคัญจริงๆไป คือการรับจากพระเยซูในขณะที่เธอเรียนรู้จากพระองค์ พระคริสต์ไม่ได้ดุเธอที่อยากจะปรนนิบัติพระองค์แต่ทรงเตือนว่าเธอกำลังลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป
เมื่อมีบางอย่างมาขัดจังหวะทำให้เราฉุนเฉียวหรือรู้สึกวุ่นวายสับสนเพราะต้องทำหลายอย่างให้เสร็จ ให้เราหยุดและเตือนตัวเองถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิต เมื่อเราใช้ชีวิตให้ช้าลงและจินตนาการว่าเรานั่งอยู่ที่พระบาทของพระเยซู เราก็สามารถทูลขอให้พระองค์เติมเต็มเราด้วยความรักและชีวิตจากพระองค์ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการเป็นสาวกที่พระองค์ทรงรักได้
มีสิ่งใดดึงความสนใจของคุณไปจากการรับจากพระเยซูบ้าง คุณจะนั่งอยู่ที่พระบาทของพระองค์ได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณที่ทรงรักในการสอนข้าพระองค์ถึงทางของพระองค์ โปรดช่วยไม่ให้ข้าพระองค์ถูกดึงความสนใจไปด้วยกิจกรรมต่างๆ แต่ให้จดจ่ออยู่ที่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เธอกระวนกระวายและร้อนใจด้วยหลายสิ่งนัก สิ่งซึ่งต้องการนั้นมีแต่สิ่งเดียว [ ลูกา 10:41-42 ]
วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนมีนาคม ฉันนำกลุ่มรีทรีตในหัวข้อมารีย์และมารธา สองพี่น้องในเมืองเบธานีผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก กับลาซารัสน้องชายของพวกเธอ (ยน.11:5) เราอยู่ใ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่จดจำความบาปอีกต่อไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่จดจำความบาปอีกต่อไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">39f97310-09d9-4f0b-b670-874e6454bb7a</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/83f5f973</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขา ทั้งหลายอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 31:34 ]</p>
<p>ผมไม่เคยเห็นน้ำแข็ง แต่ผมรู้สึกถึงมันได้ ด้านท้ายรถกระบะของคุณตาที่ผมกำลังขับมีอาการแกว่ง แฉลบครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วผมก็ลอยไปในอากาศ ข้ามกำแพงริมน้ำความสูงสิบห้าฟุต ผมจำได้ว่าตอนนั้นนึกในใจว่า นี่จะเป็นอะไรที่เจ๋งมากเลยถ้าผมไม่ได้กำลังจะตาย อีกสักพักต่อมารถบรรทุกชนโครมเข้ากับเนินเขาลาดชันและกลิ้งลงไปข้างล่าง ผมคลานออกจากที่นั่งที่ถูกบี้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร</p>
<p>รถบรรทุกพังยับเยินในเช้าของเดือนธันวาคมปีค.ศ.1992 พระเจ้าทรงไว้ชีวิตผม แต่คุณตาของผมล่ะท่านจะว่าอย่างไร ที่จริงแล้วท่านไม่เคยพูดถึงรถบรรทุกแม้แต่คำเดียว ไม่เคยเลย ไม่มีการดุด่า ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่มีเลย มีแต่การให้อภัยและรอยยิ้มของคุณตาที่ผมไม่เป็นอะไร</p>
<p>ความเมตตาของคุณตาของผมทำให้ผมระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเยเรมีย์ 31 แม้พวกเขาจะล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ แต่พระเจ้ายังทรงสัญญาที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประชากรของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป” (ข้อ 34)</p>
<p>ผมเชื่อว่าคุณตาของผมไม่เคยลืมว่าผมทำลายรถบรรทุกของท่าน แต่ท่านทำเหมือนที่พระเจ้าทรงทำ คือ ไม่จดจำสิ่งเหล่านั้น ไม่ทำให้ผมอับอาย ไม่ให้ผมจ่ายราคาที่ผมติดค้าง คุณตาได้ทำเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงตรัสว่าจะทำ คือเลือกที่จะไม่จดจำมันอีกต่อไป ราวกับว่าความผิดที่ผมทำนั้นไม่เคยเกิดขึ้น</p>
<p><em>การอภัยโทษของพระเจ้าควรส่งผลต่อวิธีที่คุณมองความล้มเหลวของตัวเองอย่างไรคุณจะสำแดงความเมตตาต่อคนอื่นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับการอภัยโทษของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ติดอยู่กับความน่าละอายของตัวเอง ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ระลึกได้ว่า ในพระคริสต์นั้นพระองค์ไม่ทรงจดจำบาปของข้าพระองค์อีกต่อไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขา ทั้งหลายอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 31:34 ]</p>
<p>ผมไม่เคยเห็นน้ำแข็ง แต่ผมรู้สึกถึงมันได้ ด้านท้ายรถกระบะของคุณตาที่ผมกำลังขับมีอาการแกว่ง แฉลบครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วผมก็ลอยไปในอากาศ ข้ามกำแพงริมน้ำความสูงสิบห้าฟุต ผมจำได้ว่าตอนนั้นนึกในใจว่า นี่จะเป็นอะไรที่เจ๋งมากเลยถ้าผมไม่ได้กำลังจะตาย อีกสักพักต่อมารถบรรทุกชนโครมเข้ากับเนินเขาลาดชันและกลิ้งลงไปข้างล่าง ผมคลานออกจากที่นั่งที่ถูกบี้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร</p>
<p>รถบรรทุกพังยับเยินในเช้าของเดือนธันวาคมปีค.ศ.1992 พระเจ้าทรงไว้ชีวิตผม แต่คุณตาของผมล่ะท่านจะว่าอย่างไร ที่จริงแล้วท่านไม่เคยพูดถึงรถบรรทุกแม้แต่คำเดียว ไม่เคยเลย ไม่มีการดุด่า ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่มีเลย มีแต่การให้อภัยและรอยยิ้มของคุณตาที่ผมไม่เป็นอะไร</p>
<p>ความเมตตาของคุณตาของผมทำให้ผมระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเยเรมีย์ 31 แม้พวกเขาจะล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ แต่พระเจ้ายังทรงสัญญาที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประชากรของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป” (ข้อ 34)</p>
<p>ผมเชื่อว่าคุณตาของผมไม่เคยลืมว่าผมทำลายรถบรรทุกของท่าน แต่ท่านทำเหมือนที่พระเจ้าทรงทำ คือ ไม่จดจำสิ่งเหล่านั้น ไม่ทำให้ผมอับอาย ไม่ให้ผมจ่ายราคาที่ผมติดค้าง คุณตาได้ทำเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงตรัสว่าจะทำ คือเลือกที่จะไม่จดจำมันอีกต่อไป ราวกับว่าความผิดที่ผมทำนั้นไม่เคยเกิดขึ้น</p>
<p><em>การอภัยโทษของพระเจ้าควรส่งผลต่อวิธีที่คุณมองความล้มเหลวของตัวเองอย่างไรคุณจะสำแดงความเมตตาต่อคนอื่นได้อย่างไร</em></p>
<p>พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับการอภัยโทษของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ติดอยู่กับความน่าละอายของตัวเอง ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ระลึกได้ว่า ในพระคริสต์นั้นพระองค์ไม่ทรงจดจำบาปของข้าพระองค์อีกต่อไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 13 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/83f5f973/148f6b02.mp3" length="12173230" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขา ทั้งหลายอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 31:34 ]
ผมไม่เคยเห็นน้ำแข็ง แต่ผมรู้สึกถึงมันได้ ด้านท้ายรถกระบะของคุณตาที่ผมกำลังขับมีอาการแกว่ง แฉลบครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วผมก็ลอยไปในอากาศ ข้ามกำแพงริมน้ำความสูงสิบห้าฟุต ผมจำได้ว่าตอนนั้นนึกในใจว่า นี่จะเป็นอะไรที่เจ๋งมากเลยถ้าผมไม่ได้กำลังจะตาย อีกสักพักต่อมารถบรรทุกชนโครมเข้ากับเนินเขาลาดชันและกลิ้งลงไปข้างล่าง ผมคลานออกจากที่นั่งที่ถูกบี้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
รถบรรทุกพังยับเยินในเช้าของเดือนธันวาคมปีค.ศ.1992 พระเจ้าทรงไว้ชีวิตผม แต่คุณตาของผมล่ะท่านจะว่าอย่างไร ที่จริงแล้วท่านไม่เคยพูดถึงรถบรรทุกแม้แต่คำเดียว ไม่เคยเลย ไม่มีการดุด่า ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่มีเลย มีแต่การให้อภัยและรอยยิ้มของคุณตาที่ผมไม่เป็นอะไร
ความเมตตาของคุณตาของผมทำให้ผมระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเยเรมีย์ 31 แม้พวกเขาจะล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ แต่พระเจ้ายังทรงสัญญาที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประชากรของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป” (ข้อ 34)
ผมเชื่อว่าคุณตาของผมไม่เคยลืมว่าผมทำลายรถบรรทุกของท่าน แต่ท่านทำเหมือนที่พระเจ้าทรงทำ คือ ไม่จดจำสิ่งเหล่านั้น ไม่ทำให้ผมอับอาย ไม่ให้ผมจ่ายราคาที่ผมติดค้าง คุณตาได้ทำเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงตรัสว่าจะทำ คือเลือกที่จะไม่จดจำมันอีกต่อไป ราวกับว่าความผิดที่ผมทำนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
การอภัยโทษของพระเจ้าควรส่งผลต่อวิธีที่คุณมองความล้มเหลวของตัวเองอย่างไรคุณจะสำแดงความเมตตาต่อคนอื่นได้อย่างไร
พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับการอภัยโทษของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ติดอยู่กับความน่าละอายของตัวเอง ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ระลึกได้ว่า ในพระคริสต์นั้นพระองค์ไม่ทรงจดจำบาปของข้าพระองค์อีกต่อไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขา ทั้งหลายอีกต่อไป [ เยเรมีย์ 31:34 ]
ผมไม่เคยเห็นน้ำแข็ง แต่ผมรู้สึกถึงมันได้ ด้านท้ายรถกระบะของคุณตาที่ผมกำลังขับมีอาการแกว่ง แฉลบครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วผมก็ลอยไปในอากาศ ข้ามกำแพงริมน้ำความสูงสิบห้าฟุต ผม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>นามบัตรและคำอธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>นามบัตรและคำอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f0955be8-984a-49d7-a5f8-07cc6a6196bd</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9443dd28</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:2 ]</p>
<p>หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นหม้ายเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความกังวลใจ เธอต้องใช้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่พรากชีวิตของสามีเธอไปเพื่อจะรับเงินจากบริษัทประกัน เธอได้คุยกับตำรวจคนหนึ่งที่ตกลงว่าจะช่วยเธอ แต่เธอทำนามบัตรของเขาหาย เธอจึงอธิษฐานวิงวอนขอพระเจ้าช่วย และไม่นานจากนั้นขณะเธออยู่ที่โบสถ์และกำลังเดินผ่านหน้าต่าง เธอก็เห็นนามบัตรของตำรวจคนนั้นอยู่ตรงขอบหน้าต่าง เธอไม่รู้ว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร แต่เธอรู้ว่า เพราะอะไร</p>
<p>เธอจริงจังในการอธิษฐาน ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงฟังคำทูลขอของเรา เปโตรกล่าวว่า “พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา” (1 ปต.3:12)</p>
<p>พระคัมภีร์ยกตัวอย่างถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน หนึ่งในนั้นคือเฮเซคียาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ผู้ทรงประชวร พระองค์ได้รับคำทำนายจากอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ กษัตริย์ทรงรู้ว่าควรทำอย่างไร พระองค์ทรง “อธิษฐานต่อพระเจ้า” (2 พกษ.20:2) ทันใดนั้นพระเจ้าตรัสกับอิสยาห์ให้ไปบอกกับกษัตริย์ว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 5) และเฮเซคียาห์ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกสิบห้าปี</p>
<p>พระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานเหมือนเรื่องนามบัตรบนขอบหน้าต่างเสมอไป แต่พระองค์ทรงยืนยันกับเราว่าในยามยากลำบากนั้น เราไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง พระเจ้าทรงมองเห็นเราและทรงอยู่กับเรา และทรงฟังคำอธิษฐานของเรา</p>
<p><em>ความกังวลที่สุดของคุณคืออะไร คุณจะมอบสิ่งเหล่านั้นไว้กับพระเจ้า
และทูลขอการทรงนำและการช่วยเหลือจากพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่ตรงนี้และฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:2 ]</p>
<p>หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นหม้ายเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความกังวลใจ เธอต้องใช้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่พรากชีวิตของสามีเธอไปเพื่อจะรับเงินจากบริษัทประกัน เธอได้คุยกับตำรวจคนหนึ่งที่ตกลงว่าจะช่วยเธอ แต่เธอทำนามบัตรของเขาหาย เธอจึงอธิษฐานวิงวอนขอพระเจ้าช่วย และไม่นานจากนั้นขณะเธออยู่ที่โบสถ์และกำลังเดินผ่านหน้าต่าง เธอก็เห็นนามบัตรของตำรวจคนนั้นอยู่ตรงขอบหน้าต่าง เธอไม่รู้ว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร แต่เธอรู้ว่า เพราะอะไร</p>
<p>เธอจริงจังในการอธิษฐาน ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงฟังคำทูลขอของเรา เปโตรกล่าวว่า “พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา” (1 ปต.3:12)</p>
<p>พระคัมภีร์ยกตัวอย่างถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน หนึ่งในนั้นคือเฮเซคียาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ผู้ทรงประชวร พระองค์ได้รับคำทำนายจากอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ กษัตริย์ทรงรู้ว่าควรทำอย่างไร พระองค์ทรง “อธิษฐานต่อพระเจ้า” (2 พกษ.20:2) ทันใดนั้นพระเจ้าตรัสกับอิสยาห์ให้ไปบอกกับกษัตริย์ว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 5) และเฮเซคียาห์ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกสิบห้าปี</p>
<p>พระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานเหมือนเรื่องนามบัตรบนขอบหน้าต่างเสมอไป แต่พระองค์ทรงยืนยันกับเราว่าในยามยากลำบากนั้น เราไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง พระเจ้าทรงมองเห็นเราและทรงอยู่กับเรา และทรงฟังคำอธิษฐานของเรา</p>
<p><em>ความกังวลที่สุดของคุณคืออะไร คุณจะมอบสิ่งเหล่านั้นไว้กับพระเจ้า
และทูลขอการทรงนำและการช่วยเหลือจากพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่ตรงนี้และฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 12 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9443dd28/b6a99260.mp3" length="10105998" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>632</itunes:duration>
      <itunes:summary>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:2 ]
หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นหม้ายเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความกังวลใจ เธอต้องใช้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่พรากชีวิตของสามีเธอไปเพื่อจะรับเงินจากบริษัทประกัน เธอได้คุยกับตำรวจคนหนึ่งที่ตกลงว่าจะช่วยเธอ แต่เธอทำนามบัตรของเขาหาย เธอจึงอธิษฐานวิงวอนขอพระเจ้าช่วย และไม่นานจากนั้นขณะเธออยู่ที่โบสถ์และกำลังเดินผ่านหน้าต่าง เธอก็เห็นนามบัตรของตำรวจคนนั้นอยู่ตรงขอบหน้าต่าง เธอไม่รู้ว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร แต่เธอรู้ว่า เพราะอะไร
เธอจริงจังในการอธิษฐาน ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงฟังคำทูลขอของเรา เปโตรกล่าวว่า “พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเฝ้าดูคนชอบธรรม และพระกรรณของพระองค์ทรงสดับคำอ้อนวอนของเขา” (1 ปต.3:12)
พระคัมภีร์ยกตัวอย่างถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน หนึ่งในนั้นคือเฮเซคียาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ผู้ทรงประชวร พระองค์ได้รับคำทำนายจากอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ กษัตริย์ทรงรู้ว่าควรทำอย่างไร พระองค์ทรง “อธิษฐานต่อพระเจ้า” (2 พกษ.20:2) ทันใดนั้นพระเจ้าตรัสกับอิสยาห์ให้ไปบอกกับกษัตริย์ว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว” (ข้อ 5) และเฮเซคียาห์ได้มีชีวิตอยู่ต่อมาอีกสิบห้าปี
พระเจ้าไม่ได้ตอบคำอธิษฐานเหมือนเรื่องนามบัตรบนขอบหน้าต่างเสมอไป แต่พระองค์ทรงยืนยันกับเราว่าในยามยากลำบากนั้น เราไม่ได้เผชิญมันเพียงลำพัง พระเจ้าทรงมองเห็นเราและทรงอยู่กับเรา และทรงฟังคำอธิษฐานของเรา
ความกังวลที่สุดของคุณคืออะไร คุณจะมอบสิ่งเหล่านั้นไว้กับพระเจ้า
และทูลขอการทรงนำและการช่วยเหลือจากพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณที่ทรงอยู่ตรงนี้และฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เฮเซคียาห์ทรงหันพระพักตร์เข้าข้างฝา และอธิษฐานต่อพระเจ้า [ 2 พงศ์กษัตริย์ 20:2 ]
หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเป็นหม้ายเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความกังวลใจ เธอต้องใช้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่พรากชีวิตของสามีเธอไปเพื่อจะรับเงินจากบริษัทประกัน เธอได้คุยกับตำรวจ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยึดพระเยซูไว้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยึดพระเยซูไว้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4999d9f5-719c-4b1f-b714-af111f07bbd7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c9465c42</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>นางคิดในใจว่า “ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น เราก็จะหายโรค” [ มัทธิว 9:21 ]</p>
<p>ขณะอยู่ตรงบันไดในตึกที่ทำงาน ฉันเกิดอาการวิงเวียนศีรษะที่ถาโถมเข้ามาจนต้องจับราวบันไดไว้เพราะดูเหมือนบันไดกำลังหมุน ขณะที่หัวใจเต้นแรงและขาอ่อนแรงนั้นฉันยึดราวบันไดไว้แน่นและนึกขอบคุณในความแข็งแรงของมัน ผลตรวจทางการแพทย์ชี้ว่าฉันมีภาวะโลหิตจาง แม้อาการจะไม่รุนแรงและฉันดีขึ้นแล้ว แต่ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกอ่อนแอในวันนั้นเลย</p>
<p>นี่เป็นเหตุผลที่ฉันชื่นชมหญิงที่แตะต้องพระเยซู เธอไม่เพียงแต่เดินฝ่าฝูงชนขณะที่อ่อนแรง แต่ยังแสดงถึงความเชื่อโดยการยอมเสี่ยงเพื่อจะสัมผัสพระองค์ด้วย (มธ.9:20-22) เธอมีเหตุผลที่จะกลัว เพราะกฎบัญญัติของยิวถือว่าเธอเป็นผู้มีมลทิน และการนำมลทินของเธอไปสู่ผู้อื่นนั้นอาจนำผลร้ายแรงมาสู่เธอ (ลนต.15:25-27) แต่ความคิดที่ว่า ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น นำให้เธอเดินต่อไป คำภาษากรีกที่แปลว่า “แตะต้อง” ในมัทธิว 9:21 นั้นไม่ได้หมายถึงการแตะเพียงผิวเผินแต่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นคือ “การยึดเอาไว้” หรือ “การทำตัวให้ติด” หญิงนั้นยึดพระเยซูไว้แน่น เธอเชื่อว่าพระองค์จะรักษาเธอได้</p>
<p>ในท่ามกลางฝูงชนมากมายนั้น พระเยซูทรงเห็นความเชื่ออย่างสุดใจของหญิงคนหนึ่ง เช่นเดียวกันเมื่อเรายอมเสี่ยงโดยความเชื่อและยึดพระคริสต์ไว้ในยามลำบาก พระองค์จะทรงต้อนรับเราและช่วยเหลือเรา เราสามารถเล่าเรื่องของเราให้พระองค์ฟังได้โดยไม่ต้องกลัวการปฏิเสธหรือการลงโทษ พระเยซูทรงบอกกับเราในวันนี้ว่า “ยึดเราไว้”</p>
<p><em>สิ่งใดทำให้คุณเป็นทุกข์และหวาดกลัว คุณหันไปหาใครหรือสิ่งใด
เพื่อจะรับความช่วยเหลือและการเยียวยารักษา คุณจะยึดพระเยซูไว้ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรักของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องรู้สึกอับอายและหวาดกลัว เพราะพระองค์ทรงยอมรับและเรียกข้าพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>นางคิดในใจว่า “ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น เราก็จะหายโรค” [ มัทธิว 9:21 ]</p>
<p>ขณะอยู่ตรงบันไดในตึกที่ทำงาน ฉันเกิดอาการวิงเวียนศีรษะที่ถาโถมเข้ามาจนต้องจับราวบันไดไว้เพราะดูเหมือนบันไดกำลังหมุน ขณะที่หัวใจเต้นแรงและขาอ่อนแรงนั้นฉันยึดราวบันไดไว้แน่นและนึกขอบคุณในความแข็งแรงของมัน ผลตรวจทางการแพทย์ชี้ว่าฉันมีภาวะโลหิตจาง แม้อาการจะไม่รุนแรงและฉันดีขึ้นแล้ว แต่ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกอ่อนแอในวันนั้นเลย</p>
<p>นี่เป็นเหตุผลที่ฉันชื่นชมหญิงที่แตะต้องพระเยซู เธอไม่เพียงแต่เดินฝ่าฝูงชนขณะที่อ่อนแรง แต่ยังแสดงถึงความเชื่อโดยการยอมเสี่ยงเพื่อจะสัมผัสพระองค์ด้วย (มธ.9:20-22) เธอมีเหตุผลที่จะกลัว เพราะกฎบัญญัติของยิวถือว่าเธอเป็นผู้มีมลทิน และการนำมลทินของเธอไปสู่ผู้อื่นนั้นอาจนำผลร้ายแรงมาสู่เธอ (ลนต.15:25-27) แต่ความคิดที่ว่า ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น นำให้เธอเดินต่อไป คำภาษากรีกที่แปลว่า “แตะต้อง” ในมัทธิว 9:21 นั้นไม่ได้หมายถึงการแตะเพียงผิวเผินแต่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นคือ “การยึดเอาไว้” หรือ “การทำตัวให้ติด” หญิงนั้นยึดพระเยซูไว้แน่น เธอเชื่อว่าพระองค์จะรักษาเธอได้</p>
<p>ในท่ามกลางฝูงชนมากมายนั้น พระเยซูทรงเห็นความเชื่ออย่างสุดใจของหญิงคนหนึ่ง เช่นเดียวกันเมื่อเรายอมเสี่ยงโดยความเชื่อและยึดพระคริสต์ไว้ในยามลำบาก พระองค์จะทรงต้อนรับเราและช่วยเหลือเรา เราสามารถเล่าเรื่องของเราให้พระองค์ฟังได้โดยไม่ต้องกลัวการปฏิเสธหรือการลงโทษ พระเยซูทรงบอกกับเราในวันนี้ว่า “ยึดเราไว้”</p>
<p><em>สิ่งใดทำให้คุณเป็นทุกข์และหวาดกลัว คุณหันไปหาใครหรือสิ่งใด
เพื่อจะรับความช่วยเหลือและการเยียวยารักษา คุณจะยึดพระเยซูไว้ได้อย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรักของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องรู้สึกอับอายและหวาดกลัว เพราะพระองค์ทรงยอมรับและเรียกข้าพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 11 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c9465c42/5f88c894.mp3" length="10511407" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>นางคิดในใจว่า “ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น เราก็จะหายโรค” [ มัทธิว 9:21 ]
ขณะอยู่ตรงบันไดในตึกที่ทำงาน ฉันเกิดอาการวิงเวียนศีรษะที่ถาโถมเข้ามาจนต้องจับราวบันไดไว้เพราะดูเหมือนบันไดกำลังหมุน ขณะที่หัวใจเต้นแรงและขาอ่อนแรงนั้นฉันยึดราวบันไดไว้แน่นและนึกขอบคุณในความแข็งแรงของมัน ผลตรวจทางการแพทย์ชี้ว่าฉันมีภาวะโลหิตจาง แม้อาการจะไม่รุนแรงและฉันดีขึ้นแล้ว แต่ฉันจะไม่มีวันลืมความรู้สึกอ่อนแอในวันนั้นเลย
นี่เป็นเหตุผลที่ฉันชื่นชมหญิงที่แตะต้องพระเยซู เธอไม่เพียงแต่เดินฝ่าฝูงชนขณะที่อ่อนแรง แต่ยังแสดงถึงความเชื่อโดยการยอมเสี่ยงเพื่อจะสัมผัสพระองค์ด้วย (มธ.9:20-22) เธอมีเหตุผลที่จะกลัว เพราะกฎบัญญัติของยิวถือว่าเธอเป็นผู้มีมลทิน และการนำมลทินของเธอไปสู่ผู้อื่นนั้นอาจนำผลร้ายแรงมาสู่เธอ (ลนต.15:25-27) แต่ความคิดที่ว่า ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น นำให้เธอเดินต่อไป คำภาษากรีกที่แปลว่า “แตะต้อง” ในมัทธิว 9:21 นั้นไม่ได้หมายถึงการแตะเพียงผิวเผินแต่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นคือ “การยึดเอาไว้” หรือ “การทำตัวให้ติด” หญิงนั้นยึดพระเยซูไว้แน่น เธอเชื่อว่าพระองค์จะรักษาเธอได้
ในท่ามกลางฝูงชนมากมายนั้น พระเยซูทรงเห็นความเชื่ออย่างสุดใจของหญิงคนหนึ่ง เช่นเดียวกันเมื่อเรายอมเสี่ยงโดยความเชื่อและยึดพระคริสต์ไว้ในยามลำบาก พระองค์จะทรงต้อนรับเราและช่วยเหลือเรา เราสามารถเล่าเรื่องของเราให้พระองค์ฟังได้โดยไม่ต้องกลัวการปฏิเสธหรือการลงโทษ พระเยซูทรงบอกกับเราในวันนี้ว่า “ยึดเราไว้”
สิ่งใดทำให้คุณเป็นทุกข์และหวาดกลัว คุณหันไปหาใครหรือสิ่งใด
เพื่อจะรับความช่วยเหลือและการเยียวยารักษา คุณจะยึดพระเยซูไว้ได้อย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับความรักของพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องรู้สึกอับอายและหวาดกลัว เพราะพระองค์ทรงยอมรับและเรียกข้าพระองค์ว่าเป็นบุตรของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นางคิดในใจว่า “ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น เราก็จะหายโรค” [ มัทธิว 9:21 ]
ขณะอยู่ตรงบันไดในตึกที่ทำงาน ฉันเกิดอาการวิงเวียนศีรษะที่ถาโถมเข้ามาจนต้องจับราวบันไดไว้เพราะดูเหมือนบันไดกำลังหมุน ขณะที่หัวใจเต้นแรงและขาอ่อนแรงนั้นฉันยึดราวบันไดไว้แน่นแล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รองเท้าบูทนำโชค</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รองเท้าบูทนำโชค</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e6fa732e-818a-4365-b93e-14864d7d351d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/bc2ecf8a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา พระสิริของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น [ อิสยาห์ 42:8 ]</p>
<p>ทอมรู้สึกถึงเสียง “คลิก” อันเยือกเย็นภายใต้รองเท้าคอมแบทของเขาเมื่อสายเกินไป เขากระโดดออกมาตามสัญชาตญาณด้วยพลังจากอะดรีนาลีน เจ้าวัตถุอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ดินไม่ระเบิด ภายหลังหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิดได้นำวัตถุระเบิดแรงสูงหนักราว 36 กิโลกรัมขึ้นมาจากจุดนั้น ทอมใส่รองเท้าบูทคู่นั้นจนมันขาด เขาเรียกมันว่า “รองเท้าบูทนำโชคของผม”</p>
<p>ทอมอาจยึดติดอยู่กับรองเท้าบูทคู่นั้นเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาเฉียดตายของเขา แต่หลายคนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าวัตถุต่างๆ “นำโชค” ได้ หรือแม้กระทั่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้มากกว่านั้นว่าสามารถ “ให้พร” ได้ เป็นเรื่องอันตรายเมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งของหรือแม้แต่สัญลักษณ์ว่าเป็นแหล่งพระพรของพระเจ้า</p>
<p>ชนชาติอิสราเอลเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยความยากลำบาก กองทัพชาวฟีลิสเตียเอาชนะพวกเขาในสงคราม เมื่ออิสราเอลใคร่ครวญถึงเหตุที่พวกเขาพ่ายแพ้ มีคนหนึ่งได้คิดถึงการนำ “หีบพันธสัญญาของพระเจ้า” มาในสนามรบ (1 ซมอ.4:3) ซึ่งดูเป็นความคิดที่ดี (ข้อ 6-9) เพราะหีบพันธสัญญาก็เป็นวัตถุที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์</p>
<p>แต่คนอิสราเอลมีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง ด้วยตัวหีบพันธสัญญาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ เมื่อคนอิสราเอลวางความเชื่อไว้ที่วัตถุแทนการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ต่อความพ่ายแพ้ที่แย่ยิ่งกว่าครั้งแรก และศัตรูได้เอาหีบพันธสัญญาไป (ข้อ 10-11)</p>
<p>สิ่งของที่ใช้ย้ำเตือนให้เราอธิษฐานหรือขอบคุณพระเจ้าสำหรับความประเสริฐของพระองค์นั้นไม่เป็นอันตราย แต่มันไม่ใช่แหล่งที่มาของพระพร แหล่งพระพรนั้นคือพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว</p>
<p><em>คุณจะแสดงหลักฐานถึงความเชื่อที่มีในพระเจ้าได้อย่างไร
เมื่อคุณเจอวิกฤต คุณจดจ่ออยู่กับสิ่งใดที่ให้มาช่วยคุณ</em></p>
<p>พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์เริ่มจะวางความเชื่อไว้ที่อื่นที่ไม่ใช่พระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา พระสิริของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น [ อิสยาห์ 42:8 ]</p>
<p>ทอมรู้สึกถึงเสียง “คลิก” อันเยือกเย็นภายใต้รองเท้าคอมแบทของเขาเมื่อสายเกินไป เขากระโดดออกมาตามสัญชาตญาณด้วยพลังจากอะดรีนาลีน เจ้าวัตถุอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ดินไม่ระเบิด ภายหลังหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิดได้นำวัตถุระเบิดแรงสูงหนักราว 36 กิโลกรัมขึ้นมาจากจุดนั้น ทอมใส่รองเท้าบูทคู่นั้นจนมันขาด เขาเรียกมันว่า “รองเท้าบูทนำโชคของผม”</p>
<p>ทอมอาจยึดติดอยู่กับรองเท้าบูทคู่นั้นเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาเฉียดตายของเขา แต่หลายคนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าวัตถุต่างๆ “นำโชค” ได้ หรือแม้กระทั่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้มากกว่านั้นว่าสามารถ “ให้พร” ได้ เป็นเรื่องอันตรายเมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งของหรือแม้แต่สัญลักษณ์ว่าเป็นแหล่งพระพรของพระเจ้า</p>
<p>ชนชาติอิสราเอลเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยความยากลำบาก กองทัพชาวฟีลิสเตียเอาชนะพวกเขาในสงคราม เมื่ออิสราเอลใคร่ครวญถึงเหตุที่พวกเขาพ่ายแพ้ มีคนหนึ่งได้คิดถึงการนำ “หีบพันธสัญญาของพระเจ้า” มาในสนามรบ (1 ซมอ.4:3) ซึ่งดูเป็นความคิดที่ดี (ข้อ 6-9) เพราะหีบพันธสัญญาก็เป็นวัตถุที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์</p>
<p>แต่คนอิสราเอลมีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง ด้วยตัวหีบพันธสัญญาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ เมื่อคนอิสราเอลวางความเชื่อไว้ที่วัตถุแทนการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ต่อความพ่ายแพ้ที่แย่ยิ่งกว่าครั้งแรก และศัตรูได้เอาหีบพันธสัญญาไป (ข้อ 10-11)</p>
<p>สิ่งของที่ใช้ย้ำเตือนให้เราอธิษฐานหรือขอบคุณพระเจ้าสำหรับความประเสริฐของพระองค์นั้นไม่เป็นอันตราย แต่มันไม่ใช่แหล่งที่มาของพระพร แหล่งพระพรนั้นคือพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว</p>
<p><em>คุณจะแสดงหลักฐานถึงความเชื่อที่มีในพระเจ้าได้อย่างไร
เมื่อคุณเจอวิกฤต คุณจดจ่ออยู่กับสิ่งใดที่ให้มาช่วยคุณ</em></p>
<p>พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์เริ่มจะวางความเชื่อไว้ที่อื่นที่ไม่ใช่พระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 10 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/bc2ecf8a/d771f8a8.mp3" length="12179068" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>762</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา พระสิริของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น [ อิสยาห์ 42:8 ]
ทอมรู้สึกถึงเสียง “คลิก” อันเยือกเย็นภายใต้รองเท้าคอมแบทของเขาเมื่อสายเกินไป เขากระโดดออกมาตามสัญชาตญาณด้วยพลังจากอะดรีนาลีน เจ้าวัตถุอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ดินไม่ระเบิด ภายหลังหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิดได้นำวัตถุระเบิดแรงสูงหนักราว 36 กิโลกรัมขึ้นมาจากจุดนั้น ทอมใส่รองเท้าบูทคู่นั้นจนมันขาด เขาเรียกมันว่า “รองเท้าบูทนำโชคของผม”
ทอมอาจยึดติดอยู่กับรองเท้าบูทคู่นั้นเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาเฉียดตายของเขา แต่หลายคนมีแนวโน้มที่จะคิดว่าวัตถุต่างๆ “นำโชค” ได้ หรือแม้กระทั่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้มากกว่านั้นว่าสามารถ “ให้พร” ได้ เป็นเรื่องอันตรายเมื่อเราให้คุณค่ากับสิ่งของหรือแม้แต่สัญลักษณ์ว่าเป็นแหล่งพระพรของพระเจ้า
ชนชาติอิสราเอลเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยความยากลำบาก กองทัพชาวฟีลิสเตียเอาชนะพวกเขาในสงคราม เมื่ออิสราเอลใคร่ครวญถึงเหตุที่พวกเขาพ่ายแพ้ มีคนหนึ่งได้คิดถึงการนำ “หีบพันธสัญญาของพระเจ้า” มาในสนามรบ (1 ซมอ.4:3) ซึ่งดูเป็นความคิดที่ดี (ข้อ 6-9) เพราะหีบพันธสัญญาก็เป็นวัตถุที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์
แต่คนอิสราเอลมีมุมมองที่ไม่ถูกต้อง ด้วยตัวหีบพันธสัญญาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ เมื่อคนอิสราเอลวางความเชื่อไว้ที่วัตถุแทนการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียว พวกเขาก็ต้องทนทุกข์ต่อความพ่ายแพ้ที่แย่ยิ่งกว่าครั้งแรก และศัตรูได้เอาหีบพันธสัญญาไป (ข้อ 10-11)
สิ่งของที่ใช้ย้ำเตือนให้เราอธิษฐานหรือขอบคุณพระเจ้าสำหรับความประเสริฐของพระองค์นั้นไม่เป็นอันตราย แต่มันไม่ใช่แหล่งที่มาของพระพร แหล่งพระพรนั้นคือพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
คุณจะแสดงหลักฐานถึงความเชื่อที่มีในพระเจ้าได้อย่างไร
เมื่อคุณเจอวิกฤต คุณจดจ่ออยู่กับสิ่งใดที่ให้มาช่วยคุณ
พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์เริ่มจะวางความเชื่อไว้ที่อื่นที่ไม่ใช่พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราคือเยโฮวาห์ นั่นเป็นนามของเรา พระสิริของเรา เรามิได้ให้แก่ผู้อื่น [ อิสยาห์ 42:8 ]
ทอมรู้สึกถึงเสียง “คลิก” อันเยือกเย็นภายใต้รองเท้าคอมแบทของเขาเมื่อสายเกินไป เขากระโดดออกมาตามสัญชาตญาณด้วยพลังจากอะดรีนาลีน เจ้าวัตถุอันตรายที่ซ่อนอยู่ใต้ดินไม่ระเบิด ภ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รักผ่านคำอธิษฐาน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รักผ่านคำอธิษฐาน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">61a7473a-d02f-49ea-a73e-13675031971e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1947bd00</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน [ ลูกา 6:28 ]</p>
<p>เป็นเวลาหลายปีแล้วที่จอห์นเป็นคนค่อนข้างฉุนเฉียวเมื่ออยู่ที่โบสถ์ เขาอารมณ์ร้าย เรียกร้องสูง และหยาบคายอยู่บ่อยครั้ง เขาบ่นอยู่เสมอว่าไม่ได้รับการ “รับใช้” ที่ดีพอ และอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่ยากที่จะรัก</p>
<p>ดังนั้นเมื่อผมได้ยินว่าเขาเป็นมะเร็ง จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะอธิษฐานเผื่อเขา จิตใจของผมเต็มไปด้วยความทรงจำถึงคำพูดร้ายๆและท่าทีที่ไม่น่ารักของเขา แต่เมื่อระลึกถึงคำสั่งของพระเยซูที่ให้เรารักกัน ผมก็อธิษฐานอย่างเรียบง่ายให้จอห์นทุกวัน ไม่กี่วันต่อมาผมพบว่าผมเริ่มคิดถึงความไม่น่ารักของเขาน้อยลง เขาคงเจ็บปวดน่าดูนะ ผมคิด เขาคงรู้สึกหลงทางอยู่แน่ๆ</p>
<p>จึงได้เข้าใจว่าการอธิษฐานคือการเปิดตัวเรา ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นต่อพระเจ้า โดยอนุญาตให้พระองค์ได้เข้ามาและมอบมุมมองของพระองค์ให้เรา การมอบเจตจำนงค์และความรู้สึกให้พระองค์ในคำอธิษฐานนั้นเปิดโอกาสให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเปลี่ยนหัวใจของเราอย่างช้าๆแต่มั่นคง แน่นอนว่าการทรงเรียกให้รักศัตรูของพระเยซูนั้นเชื่อมโยงกับการทรงเรียกให้อธิษฐาน “จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน” (ลก.6:28)</p>
<p>ผมต้องยอมรับว่าผมยังต้องต่อสู้ในการคิดแง่บวกกับจอห์น แต่ด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ ผมกำลังเรียนรู้ที่จะมองเขาผ่านสายตาและหัวใจของพระเจ้า ในฐานะเป็นคนที่ควรได้รับการให้อภัยและความรัก</p>
<p><em>ทำไมการอธิษฐานเผื่อคนที่ยากจะรักในชีวิตของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ
คุณจะอธิษฐานเผื่อพวกเขาในเรื่องใด</em></p>
<p>พระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์รู้สึกอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่ทำร้าย และทำให้ข้าพระองค์ขุ่นเคืองใจ โปรดประทานพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระคุณและพระเมตตาให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ทรงรักพวกเขา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน [ ลูกา 6:28 ]</p>
<p>เป็นเวลาหลายปีแล้วที่จอห์นเป็นคนค่อนข้างฉุนเฉียวเมื่ออยู่ที่โบสถ์ เขาอารมณ์ร้าย เรียกร้องสูง และหยาบคายอยู่บ่อยครั้ง เขาบ่นอยู่เสมอว่าไม่ได้รับการ “รับใช้” ที่ดีพอ และอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่ยากที่จะรัก</p>
<p>ดังนั้นเมื่อผมได้ยินว่าเขาเป็นมะเร็ง จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะอธิษฐานเผื่อเขา จิตใจของผมเต็มไปด้วยความทรงจำถึงคำพูดร้ายๆและท่าทีที่ไม่น่ารักของเขา แต่เมื่อระลึกถึงคำสั่งของพระเยซูที่ให้เรารักกัน ผมก็อธิษฐานอย่างเรียบง่ายให้จอห์นทุกวัน ไม่กี่วันต่อมาผมพบว่าผมเริ่มคิดถึงความไม่น่ารักของเขาน้อยลง เขาคงเจ็บปวดน่าดูนะ ผมคิด เขาคงรู้สึกหลงทางอยู่แน่ๆ</p>
<p>จึงได้เข้าใจว่าการอธิษฐานคือการเปิดตัวเรา ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นต่อพระเจ้า โดยอนุญาตให้พระองค์ได้เข้ามาและมอบมุมมองของพระองค์ให้เรา การมอบเจตจำนงค์และความรู้สึกให้พระองค์ในคำอธิษฐานนั้นเปิดโอกาสให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเปลี่ยนหัวใจของเราอย่างช้าๆแต่มั่นคง แน่นอนว่าการทรงเรียกให้รักศัตรูของพระเยซูนั้นเชื่อมโยงกับการทรงเรียกให้อธิษฐาน “จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน” (ลก.6:28)</p>
<p>ผมต้องยอมรับว่าผมยังต้องต่อสู้ในการคิดแง่บวกกับจอห์น แต่ด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ ผมกำลังเรียนรู้ที่จะมองเขาผ่านสายตาและหัวใจของพระเจ้า ในฐานะเป็นคนที่ควรได้รับการให้อภัยและความรัก</p>
<p><em>ทำไมการอธิษฐานเผื่อคนที่ยากจะรักในชีวิตของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ
คุณจะอธิษฐานเผื่อพวกเขาในเรื่องใด</em></p>
<p>พระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์รู้สึกอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่ทำร้าย และทำให้ข้าพระองค์ขุ่นเคืองใจ โปรดประทานพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระคุณและพระเมตตาให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ทรงรักพวกเขา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 09 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1947bd00/245234f3.mp3" length="9866084" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>617</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน [ ลูกา 6:28 ]
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่จอห์นเป็นคนค่อนข้างฉุนเฉียวเมื่ออยู่ที่โบสถ์ เขาอารมณ์ร้าย เรียกร้องสูง และหยาบคายอยู่บ่อยครั้ง เขาบ่นอยู่เสมอว่าไม่ได้รับการ “รับใช้” ที่ดีพอ และอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่ยากที่จะรัก
ดังนั้นเมื่อผมได้ยินว่าเขาเป็นมะเร็ง จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะอธิษฐานเผื่อเขา จิตใจของผมเต็มไปด้วยความทรงจำถึงคำพูดร้ายๆและท่าทีที่ไม่น่ารักของเขา แต่เมื่อระลึกถึงคำสั่งของพระเยซูที่ให้เรารักกัน ผมก็อธิษฐานอย่างเรียบง่ายให้จอห์นทุกวัน ไม่กี่วันต่อมาผมพบว่าผมเริ่มคิดถึงความไม่น่ารักของเขาน้อยลง เขาคงเจ็บปวดน่าดูนะ ผมคิด เขาคงรู้สึกหลงทางอยู่แน่ๆ
จึงได้เข้าใจว่าการอธิษฐานคือการเปิดตัวเรา ความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นต่อพระเจ้า โดยอนุญาตให้พระองค์ได้เข้ามาและมอบมุมมองของพระองค์ให้เรา การมอบเจตจำนงค์และความรู้สึกให้พระองค์ในคำอธิษฐานนั้นเปิดโอกาสให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเปลี่ยนหัวใจของเราอย่างช้าๆแต่มั่นคง แน่นอนว่าการทรงเรียกให้รักศัตรูของพระเยซูนั้นเชื่อมโยงกับการทรงเรียกให้อธิษฐาน “จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน” (ลก.6:28)
ผมต้องยอมรับว่าผมยังต้องต่อสู้ในการคิดแง่บวกกับจอห์น แต่ด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณ ผมกำลังเรียนรู้ที่จะมองเขาผ่านสายตาและหัวใจของพระเจ้า ในฐานะเป็นคนที่ควรได้รับการให้อภัยและความรัก
ทำไมการอธิษฐานเผื่อคนที่ยากจะรักในชีวิตของคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ
คุณจะอธิษฐานเผื่อพวกเขาในเรื่องใด
พระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์รู้สึกอย่างไรต่อคนเหล่านั้นที่ทำร้าย และทำให้ข้าพระองค์ขุ่นเคืองใจ โปรดประทานพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระคุณและพระเมตตาให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะพระองค์ทรงรักพวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน [ ลูกา 6:28 ]
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่จอห์นเป็นคนค่อนข้างฉุนเฉียวเมื่ออยู่ที่โบสถ์ เขาอารมณ์ร้าย เรียกร้องสูง และหยาบคายอยู่บ่อยครั้ง เขาบ่นอยู่เสมอว่าไม่ได้รับการ “รับใช้” ที่ดีพอ และอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ของตน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ชัยชนะสูงสุดของพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ชัยชนะสูงสุดของพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2c7fcc91-bb95-46d6-9ebf-f15114e5b678</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/17d09539</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้าทรงจัดกองซุ่ม... เขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป [ 2 พงศาวดาร 20:22 ]</p>
<p>ที่ค่ายทหารบางแห่งในทวีปยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการส่งเสบียงทางอากาศที่แปลกประหลาดมาให้ทหารที่คิดถึงบ้าน นั่นคือ เปียโน พวกมันถูกผลิตขึ้นแบบพิเศษโดยให้มีเหล็กแค่ 10% จากปริมาณปกติ มีการติดกาวกันน้ำชนิดพิเศษและผ่านขั้นตอนป้องกันแมลง เปียโนเหล่านั้นมีพื้นผิวขรุขระและเรียบง่าย แต่ได้มอบความบันเทิงที่สร้างกำลังใจให้ทหารที่มารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงที่คุ้นเคยที่บ้านอยู่หลายชั่วโมง</p>
<p>การร้องเพลงโดยเฉพาะเพลงสรรเสริญนั้นเป็นทางหนึ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะพบความสงบในสงครามเช่นกัน กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงรู้ความจริงในเรื่องนี้เมื่อทรงเผชิญกับศัตรูที่บุกรุก (2 พศด.20) พระองค์ทรงกลัวจึงเรียกให้ทุกคนมาชุมนุมกันเพื่ออดอาหารและอธิษฐาน (ข้อ 3-4) พระเจ้าทรงตอบสนองโดยให้พระองค์นำทหารออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูและทรงสัญญาว่าพวกเขา “ไม่จำเป็น…จะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้” (ข้อ 17) เยโฮชาฟัทเชื่อในพระเจ้าและตอบสนองด้วยความเชื่อ พระองค์ทรงตั้งนักร้องให้นำหน้ากองทัพและร้องสรรเสริญพระเจ้าสำหรับชัยชนะที่พวกเขาเชื่อว่าจะได้เห็น (ข้อ 21) และเมื่อเพลงสรรเสริญเริ่มขึ้น พระองค์ทรงเอาชนะศัตรูและช่วยกู้คนของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 22)</p>
<p>ชัยชนะไม่ได้มาในเวลาและรูปแบบที่เราต้องการเสมอไป แต่เรายังสามารถประกาศชัยชนะสูงสุดของพระเยซูที่ได้ทรงพิชิตความบาปและความตายมาแล้วเพื่อเราได้ เราเลือกที่จะพักสงบอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการนมัสการสรรเสริญได้ในท่ามกลางสงคราม</p>
<p><em>คุณจะสรรเสริญพระเจ้าจากจุดที่คุณอยู่ในวันนี้ได้อย่างไร
คุณจะฉวยเอาชัยชนะที่พระเยซูได้พิชิตมาเพื่อคุณแล้วอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเข้มแข็งกว่าศัตรูทั้งหลายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอยกชูพระนามของพระองค์ด้วยความเชื่อในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้าทรงจัดกองซุ่ม... เขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป [ 2 พงศาวดาร 20:22 ]</p>
<p>ที่ค่ายทหารบางแห่งในทวีปยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการส่งเสบียงทางอากาศที่แปลกประหลาดมาให้ทหารที่คิดถึงบ้าน นั่นคือ เปียโน พวกมันถูกผลิตขึ้นแบบพิเศษโดยให้มีเหล็กแค่ 10% จากปริมาณปกติ มีการติดกาวกันน้ำชนิดพิเศษและผ่านขั้นตอนป้องกันแมลง เปียโนเหล่านั้นมีพื้นผิวขรุขระและเรียบง่าย แต่ได้มอบความบันเทิงที่สร้างกำลังใจให้ทหารที่มารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงที่คุ้นเคยที่บ้านอยู่หลายชั่วโมง</p>
<p>การร้องเพลงโดยเฉพาะเพลงสรรเสริญนั้นเป็นทางหนึ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะพบความสงบในสงครามเช่นกัน กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงรู้ความจริงในเรื่องนี้เมื่อทรงเผชิญกับศัตรูที่บุกรุก (2 พศด.20) พระองค์ทรงกลัวจึงเรียกให้ทุกคนมาชุมนุมกันเพื่ออดอาหารและอธิษฐาน (ข้อ 3-4) พระเจ้าทรงตอบสนองโดยให้พระองค์นำทหารออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูและทรงสัญญาว่าพวกเขา “ไม่จำเป็น…จะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้” (ข้อ 17) เยโฮชาฟัทเชื่อในพระเจ้าและตอบสนองด้วยความเชื่อ พระองค์ทรงตั้งนักร้องให้นำหน้ากองทัพและร้องสรรเสริญพระเจ้าสำหรับชัยชนะที่พวกเขาเชื่อว่าจะได้เห็น (ข้อ 21) และเมื่อเพลงสรรเสริญเริ่มขึ้น พระองค์ทรงเอาชนะศัตรูและช่วยกู้คนของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 22)</p>
<p>ชัยชนะไม่ได้มาในเวลาและรูปแบบที่เราต้องการเสมอไป แต่เรายังสามารถประกาศชัยชนะสูงสุดของพระเยซูที่ได้ทรงพิชิตความบาปและความตายมาแล้วเพื่อเราได้ เราเลือกที่จะพักสงบอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการนมัสการสรรเสริญได้ในท่ามกลางสงคราม</p>
<p><em>คุณจะสรรเสริญพระเจ้าจากจุดที่คุณอยู่ในวันนี้ได้อย่างไร
คุณจะฉวยเอาชัยชนะที่พระเยซูได้พิชิตมาเพื่อคุณแล้วอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเข้มแข็งกว่าศัตรูทั้งหลายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอยกชูพระนามของพระองค์ด้วยความเชื่อในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 08 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/17d09539/2c641e1b.mp3" length="9868185" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>617</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้าทรงจัดกองซุ่ม... เขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป [ 2 พงศาวดาร 20:22 ]
ที่ค่ายทหารบางแห่งในทวีปยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการส่งเสบียงทางอากาศที่แปลกประหลาดมาให้ทหารที่คิดถึงบ้าน นั่นคือ เปียโน พวกมันถูกผลิตขึ้นแบบพิเศษโดยให้มีเหล็กแค่ 10% จากปริมาณปกติ มีการติดกาวกันน้ำชนิดพิเศษและผ่านขั้นตอนป้องกันแมลง เปียโนเหล่านั้นมีพื้นผิวขรุขระและเรียบง่าย แต่ได้มอบความบันเทิงที่สร้างกำลังใจให้ทหารที่มารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงที่คุ้นเคยที่บ้านอยู่หลายชั่วโมง
การร้องเพลงโดยเฉพาะเพลงสรรเสริญนั้นเป็นทางหนึ่งที่ผู้เชื่อในพระเยซูจะพบความสงบในสงครามเช่นกัน กษัตริย์เยโฮชาฟัททรงรู้ความจริงในเรื่องนี้เมื่อทรงเผชิญกับศัตรูที่บุกรุก (2 พศด.20) พระองค์ทรงกลัวจึงเรียกให้ทุกคนมาชุมนุมกันเพื่ออดอาหารและอธิษฐาน (ข้อ 3-4) พระเจ้าทรงตอบสนองโดยให้พระองค์นำทหารออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูและทรงสัญญาว่าพวกเขา “ไม่จำเป็น…จะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้” (ข้อ 17) เยโฮชาฟัทเชื่อในพระเจ้าและตอบสนองด้วยความเชื่อ พระองค์ทรงตั้งนักร้องให้นำหน้ากองทัพและร้องสรรเสริญพระเจ้าสำหรับชัยชนะที่พวกเขาเชื่อว่าจะได้เห็น (ข้อ 21) และเมื่อเพลงสรรเสริญเริ่มขึ้น พระองค์ทรงเอาชนะศัตรูและช่วยกู้คนของพระองค์อย่างอัศจรรย์ (ข้อ 22)
ชัยชนะไม่ได้มาในเวลาและรูปแบบที่เราต้องการเสมอไป แต่เรายังสามารถประกาศชัยชนะสูงสุดของพระเยซูที่ได้ทรงพิชิตความบาปและความตายมาแล้วเพื่อเราได้ เราเลือกที่จะพักสงบอยู่ในจิตวิญญาณแห่งการนมัสการสรรเสริญได้ในท่ามกลางสงคราม
คุณจะสรรเสริญพระเจ้าจากจุดที่คุณอยู่ในวันนี้ได้อย่างไร
คุณจะฉวยเอาชัยชนะที่พระเยซูได้พิชิตมาเพื่อคุณแล้วอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเข้มแข็งกว่าศัตรูทั้งหลายของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอยกชูพระนามของพระองค์ด้วยความเชื่อในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ พระเจ้าทรงจัดกองซุ่ม... เขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป [ 2 พงศาวดาร 20:22 ]
ที่ค่ายทหารบางแห่งในทวีปยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการส่งเสบียงทางอากาศที่แปลกประหลาดมาให้ทหารที่คิดถึงบ้าน นั่นคือ เปียโน พวกมันถูกผลิตขึ้น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รู้จักเสียงพระผู้เลี้ยง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รู้จักเสียงพระผู้เลี้ยง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1a9cc018-6656-4444-b395-91e3a80b7339</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e4f30d2c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:4 ]</p>
<p>ตอนผมเป็นเด็กอาศัยอยู่ที่ฟาร์มในรัฐเทนเนสซี่ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายอันสดใสเดินเตร่ไปกับเพื่อนสนิท เรามักจะเข้าไปในป่า ขี่ลูกม้า ไปดูสนามแข่งม้า และแอบเข้าไปในคอกม้าเพื่อดูคาวบอยฝึกม้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้ยินเสียงผิวปากของพ่อที่ดังชัดเจนผ่านสายลมและเสียงพูดคุยอื่นๆ ผมจะทิ้งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่และกลับบ้าน สัญญาณนั้นชัดเจนและผมรู้ว่าพ่อกำลังเรียกผม หลายสิบปีต่อมาผมก็ยังจำเสียงนั้นได้</p>
<p>พระเยซูทรงบอกกับสาวกว่าพระองค์เป็นผู้เลี้ยง และผู้ที่ติดตามพระองค์คือแกะ “แกะย่อมฟังเสียงของ[ผู้เลี้ยง]” พระองค์ตรัส “ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป” (ยน.10:3) ในช่วงเวลาที่ผู้นำและผู้สอนหลายคนพยายามจะทำให้สาวกของพระคริสต์สับสนโดยการอ้างถึงอำนาจของตน พระเยซูตรัสว่าเสียงแห่งความรักของพระองค์ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน และแตกต่างจากเสียงอื่น<br>“แกะก็ตาม (ผู้เลี้ยง) ไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน” (ข้อ 4)</p>
<p>ให้เราระมัดระวังในการฟังเสียงของพระเยซูและไม่เพิกเฉยต่อเสียงนั้นด้วยความโง่เขลา เพราะความจริงที่สำคัญยังคงอยู่ คือ พระผู้เลี้ยงทรงเรียกอย่างชัดเจน และแกะของพระองค์ฟังเสียงพระองค์ พระเยซูได้ตรัสแล้ว บางครั้งอาจโดยผ่านทางข้อพระคัมภีร์ จากคำพูดของเพื่อนผู้เชื่อ หรือการเร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเราได้ยินเสียงนั้นชัดเจนแล้ว</p>
<p><em>คุณคิดว่าคุณทำให้การได้ยินเสียงของพระเจ้าเป็นเรื่องซับซ้อนเกินควรอย่างไรองค์พระผู้เลี้ยงทรงตรัสอะไรกับคุณในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จำเป็นต้องได้รับการย้ำเตือนว่าพระองค์กำลังตรัสอยู่ และข้าพระองค์ได้ยินพระองค์แล้ว โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เอาใจใส่ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฟังและตอบสนองเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:4 ]</p>
<p>ตอนผมเป็นเด็กอาศัยอยู่ที่ฟาร์มในรัฐเทนเนสซี่ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายอันสดใสเดินเตร่ไปกับเพื่อนสนิท เรามักจะเข้าไปในป่า ขี่ลูกม้า ไปดูสนามแข่งม้า และแอบเข้าไปในคอกม้าเพื่อดูคาวบอยฝึกม้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้ยินเสียงผิวปากของพ่อที่ดังชัดเจนผ่านสายลมและเสียงพูดคุยอื่นๆ ผมจะทิ้งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่และกลับบ้าน สัญญาณนั้นชัดเจนและผมรู้ว่าพ่อกำลังเรียกผม หลายสิบปีต่อมาผมก็ยังจำเสียงนั้นได้</p>
<p>พระเยซูทรงบอกกับสาวกว่าพระองค์เป็นผู้เลี้ยง และผู้ที่ติดตามพระองค์คือแกะ “แกะย่อมฟังเสียงของ[ผู้เลี้ยง]” พระองค์ตรัส “ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป” (ยน.10:3) ในช่วงเวลาที่ผู้นำและผู้สอนหลายคนพยายามจะทำให้สาวกของพระคริสต์สับสนโดยการอ้างถึงอำนาจของตน พระเยซูตรัสว่าเสียงแห่งความรักของพระองค์ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน และแตกต่างจากเสียงอื่น<br>“แกะก็ตาม (ผู้เลี้ยง) ไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน” (ข้อ 4)</p>
<p>ให้เราระมัดระวังในการฟังเสียงของพระเยซูและไม่เพิกเฉยต่อเสียงนั้นด้วยความโง่เขลา เพราะความจริงที่สำคัญยังคงอยู่ คือ พระผู้เลี้ยงทรงเรียกอย่างชัดเจน และแกะของพระองค์ฟังเสียงพระองค์ พระเยซูได้ตรัสแล้ว บางครั้งอาจโดยผ่านทางข้อพระคัมภีร์ จากคำพูดของเพื่อนผู้เชื่อ หรือการเร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเราได้ยินเสียงนั้นชัดเจนแล้ว</p>
<p><em>คุณคิดว่าคุณทำให้การได้ยินเสียงของพระเจ้าเป็นเรื่องซับซ้อนเกินควรอย่างไรองค์พระผู้เลี้ยงทรงตรัสอะไรกับคุณในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จำเป็นต้องได้รับการย้ำเตือนว่าพระองค์กำลังตรัสอยู่ และข้าพระองค์ได้ยินพระองค์แล้ว โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เอาใจใส่ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฟังและตอบสนองเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 07 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e4f30d2c/7b6c5833.mp3" length="8854636" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>554</itunes:duration>
      <itunes:summary>แกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:4 ]
ตอนผมเป็นเด็กอาศัยอยู่ที่ฟาร์มในรัฐเทนเนสซี่ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายอันสดใสเดินเตร่ไปกับเพื่อนสนิท เรามักจะเข้าไปในป่า ขี่ลูกม้า ไปดูสนามแข่งม้า และแอบเข้าไปในคอกม้าเพื่อดูคาวบอยฝึกม้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้ยินเสียงผิวปากของพ่อที่ดังชัดเจนผ่านสายลมและเสียงพูดคุยอื่นๆ ผมจะทิ้งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่และกลับบ้าน สัญญาณนั้นชัดเจนและผมรู้ว่าพ่อกำลังเรียกผม หลายสิบปีต่อมาผมก็ยังจำเสียงนั้นได้
พระเยซูทรงบอกกับสาวกว่าพระองค์เป็นผู้เลี้ยง และผู้ที่ติดตามพระองค์คือแกะ “แกะย่อมฟังเสียงของ[ผู้เลี้ยง]” พระองค์ตรัส “ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป” (ยน.10:3) ในช่วงเวลาที่ผู้นำและผู้สอนหลายคนพยายามจะทำให้สาวกของพระคริสต์สับสนโดยการอ้างถึงอำนาจของตน พระเยซูตรัสว่าเสียงแห่งความรักของพระองค์ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน และแตกต่างจากเสียงอื่น“แกะก็ตาม (ผู้เลี้ยง) ไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน” (ข้อ 4)
ให้เราระมัดระวังในการฟังเสียงของพระเยซูและไม่เพิกเฉยต่อเสียงนั้นด้วยความโง่เขลา เพราะความจริงที่สำคัญยังคงอยู่ คือ พระผู้เลี้ยงทรงเรียกอย่างชัดเจน และแกะของพระองค์ฟังเสียงพระองค์ พระเยซูได้ตรัสแล้ว บางครั้งอาจโดยผ่านทางข้อพระคัมภีร์ จากคำพูดของเพื่อนผู้เชื่อ หรือการเร้าของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเราได้ยินเสียงนั้นชัดเจนแล้ว
คุณคิดว่าคุณทำให้การได้ยินเสียงของพระเจ้าเป็นเรื่องซับซ้อนเกินควรอย่างไรองค์พระผู้เลี้ยงทรงตรัสอะไรกับคุณในวันนี้
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จำเป็นต้องได้รับการย้ำเตือนว่าพระองค์กำลังตรัสอยู่ และข้าพระองค์ได้ยินพระองค์แล้ว โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เอาใจใส่ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฟังและตอบสนองเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน [ ยอห์น 10:4 ]
ตอนผมเป็นเด็กอาศัยอยู่ที่ฟาร์มในรัฐเทนเนสซี่ ผมใช้เวลาช่วงบ่ายอันสดใสเดินเตร่ไปกับเพื่อนสนิท เรามักจะเข้าไปในป่า ขี่ลูกม้า ไปดูสนามแข่งม้า และแอบเข้าไปในคอกม้าเพื่อดูคาวบอยฝึกม้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความพินาศถูกทำลาย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความพินาศถูกทำลาย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">323ef1c4-7937-4951-9c21-ea12f591f325</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8158ef57</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” [ ปฐมกาล 3:9 ]</p>
<p>“เจ้าลูกนกจะบินพรุ่งนี้แล้ว!” คาริภรรยาของผมปลื้มใจในพัฒนาการของนกกระจิบที่อยู่ในตะกร้าซึ่งแขวนอยู่ระเบียงหน้าบ้านเรา เธอเฝ้าดูพวกมันทุกวัน คอยถ่ายรูปเวลาแม่นกเอาอาหารมาที่รัง</p>
<p>คาริตื่นแต่เช้าในวันถัดมาเพื่อจะไปดูพวกมัน เธอย้ายพืชสีเขียวที่คลุมรังอยู่ออกไปข้างๆ แต่แทนที่จะเห็นลูกนก ดวงตาของเธอก็พบเข้ากับดวงตาเรียวเล็กของงู งูเลื้อยลงมาตามผนังเข้าไปในรังนกและกินพวกมันทั้งหมด</p>
<p>คาริรู้สึกโกรธและใจสลาย ผมอยู่นอกเมือง เธอจึงโทรหาเพื่อนให้มาเอางูออกไป แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว</p>
<p>พระคัมภีร์พูดถึงงูอีกตัวหนึ่งที่ทิ้งความพินาศไว้ในทางของมัน งูในสวนเอเดนหลอกลวงเอวาเกี่ยวกับต้นไม้ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้เธอกิน “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” งูหลอก “เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” (ปฐก.3:4-5)</p>
<p>ความบาปและความตายเข้ามาในโลกเพราะผลการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของอาดัมและเอวา และการหลอกลวงจาก “งูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามาร” นั้นยังดำเนินต่อไป (วว.20:2) แต่พระเยซูทรงมาเพื่อ“ทำลายกิจการของมาร” (1 ยน.3:8) และโดยพระองค์เราจึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้า วันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5)</p>
<p><em>พระเยซูทรงทำลายแผนงานของมารซาตานในจิตใจและชีวิตคุณอย่างไรคุณรอคอยสิ่งใดจากพระองค์</em></p>
<p>พระเยซู ขอโปรดปลดปล่อยข้าพระองค์จากการหลอกลวงของมารซาตาน พระเจ้าผู้ช่วยให้รอด โปรดเมตตาให้ข้าพระองค์มีชีวิตเพื่อพระองค์!</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” [ ปฐมกาล 3:9 ]</p>
<p>“เจ้าลูกนกจะบินพรุ่งนี้แล้ว!” คาริภรรยาของผมปลื้มใจในพัฒนาการของนกกระจิบที่อยู่ในตะกร้าซึ่งแขวนอยู่ระเบียงหน้าบ้านเรา เธอเฝ้าดูพวกมันทุกวัน คอยถ่ายรูปเวลาแม่นกเอาอาหารมาที่รัง</p>
<p>คาริตื่นแต่เช้าในวันถัดมาเพื่อจะไปดูพวกมัน เธอย้ายพืชสีเขียวที่คลุมรังอยู่ออกไปข้างๆ แต่แทนที่จะเห็นลูกนก ดวงตาของเธอก็พบเข้ากับดวงตาเรียวเล็กของงู งูเลื้อยลงมาตามผนังเข้าไปในรังนกและกินพวกมันทั้งหมด</p>
<p>คาริรู้สึกโกรธและใจสลาย ผมอยู่นอกเมือง เธอจึงโทรหาเพื่อนให้มาเอางูออกไป แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว</p>
<p>พระคัมภีร์พูดถึงงูอีกตัวหนึ่งที่ทิ้งความพินาศไว้ในทางของมัน งูในสวนเอเดนหลอกลวงเอวาเกี่ยวกับต้นไม้ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้เธอกิน “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” งูหลอก “เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” (ปฐก.3:4-5)</p>
<p>ความบาปและความตายเข้ามาในโลกเพราะผลการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของอาดัมและเอวา และการหลอกลวงจาก “งูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามาร” นั้นยังดำเนินต่อไป (วว.20:2) แต่พระเยซูทรงมาเพื่อ“ทำลายกิจการของมาร” (1 ยน.3:8) และโดยพระองค์เราจึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้า วันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5)</p>
<p><em>พระเยซูทรงทำลายแผนงานของมารซาตานในจิตใจและชีวิตคุณอย่างไรคุณรอคอยสิ่งใดจากพระองค์</em></p>
<p>พระเยซู ขอโปรดปลดปล่อยข้าพระองค์จากการหลอกลวงของมารซาตาน พระเจ้าผู้ช่วยให้รอด โปรดเมตตาให้ข้าพระองค์มีชีวิตเพื่อพระองค์!</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 06 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8158ef57/b2968a06.mp3" length="10633877" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>665</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” [ ปฐมกาล 3:9 ]
“เจ้าลูกนกจะบินพรุ่งนี้แล้ว!” คาริภรรยาของผมปลื้มใจในพัฒนาการของนกกระจิบที่อยู่ในตะกร้าซึ่งแขวนอยู่ระเบียงหน้าบ้านเรา เธอเฝ้าดูพวกมันทุกวัน คอยถ่ายรูปเวลาแม่นกเอาอาหารมาที่รัง
คาริตื่นแต่เช้าในวันถัดมาเพื่อจะไปดูพวกมัน เธอย้ายพืชสีเขียวที่คลุมรังอยู่ออกไปข้างๆ แต่แทนที่จะเห็นลูกนก ดวงตาของเธอก็พบเข้ากับดวงตาเรียวเล็กของงู งูเลื้อยลงมาตามผนังเข้าไปในรังนกและกินพวกมันทั้งหมด
คาริรู้สึกโกรธและใจสลาย ผมอยู่นอกเมือง เธอจึงโทรหาเพื่อนให้มาเอางูออกไป แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว
พระคัมภีร์พูดถึงงูอีกตัวหนึ่งที่ทิ้งความพินาศไว้ในทางของมัน งูในสวนเอเดนหลอกลวงเอวาเกี่ยวกับต้นไม้ที่พระเจ้าห้ามไม่ให้เธอกิน “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” งูหลอก “เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว” (ปฐก.3:4-5)
ความบาปและความตายเข้ามาในโลกเพราะผลการไม่เชื่อฟังพระเจ้าของอาดัมและเอวา และการหลอกลวงจาก “งูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามาร” นั้นยังดำเนินต่อไป (วว.20:2) แต่พระเยซูทรงมาเพื่อ“ทำลายกิจการของมาร” (1 ยน.3:8) และโดยพระองค์เราจึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้า วันหนึ่งพระองค์จะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5)
พระเยซูทรงทำลายแผนงานของมารซาตานในจิตใจและชีวิตคุณอย่างไรคุณรอคอยสิ่งใดจากพระองค์
พระเยซู ขอโปรดปลดปล่อยข้าพระองค์จากการหลอกลวงของมารซาตาน พระเจ้าผู้ช่วยให้รอด โปรดเมตตาให้ข้าพระองค์มีชีวิตเพื่อพระองค์!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน” [ ปฐมกาล 3:9 ]
“เจ้าลูกนกจะบินพรุ่งนี้แล้ว!” คาริภรรยาของผมปลื้มใจในพัฒนาการของนกกระจิบที่อยู่ในตะกร้าซึ่งแขวนอยู่ระเบียงหน้าบ้านเรา เธอเฝ้าดูพวกมันทุกวัน คอยถ่ายรูปเวลาแม่นกเอาอาหารมาที่รัง
คาริตื่น</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พิซซ่าแห่งความมุ่งมั่น</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พิซซ่าแห่งความมุ่งมั่น</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ba6e8bf7-1703-4211-bb60-db8a202c2803</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5ee6b819</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี [ กาลาเทีย 6:9 ]</p>
<p>เมื่ออายุ12 ปี อิบราฮิมมาจากแอฟริกาฝั่งตะวันตกถึงประเทศอิตาลีโดยไม่รู้ภาษาอิตาลีเลยสักคำ เขามีปัญหาการพูดตะกุกตะกักและต้องเจอกับการดูหมิ่นจากคนที่ไม่ชอบผู้อพยพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดยั้งชายหนุ่มวัยยี่สิบปีกว่าผู้ทำงานหนักจนได้เปิดร้านพิซซ่าในเมืองเทรนโตประเทศอิตาลี กิจการเล็กๆของเขาได้เอาชนะคำครหาของทุกคนด้วยการเป็นร้านพิซซ่าติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกของโลก</p>
<p>จากนั้นความหวังของเขาคือการได้แบ่งปันอาหารให้เด็กๆข้างถนนในอิตาลี เขาจึงเริ่มโครงการ “พิซซ่าการกุศล” โดยการขยายวัฒนธรรมนาโปลิตัน ซึ่งก็คือการที่ลูกค้าซื้อกาแฟเพิ่มคนละแก้วเผื่อคนที่ขาดแคลน (เรียกว่า caffe sospeso) ให้มาเป็นพิซซ่า (pizza sospesa) แทน และเขายังหนุนใจเด็กๆผู้อพยพให้มองข้ามอคติในอดีตและไม่ยอมแพ้ด้วย</p>
<p>ความมุ่งมั่นนี้ทำให้นึกถึงคำสอนของเปาโลต่อชาวกาลาเทียที่ให้ทำความดีต่อไป “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กท.6:9) เปาโลยังพูดต่อว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” (ข้อ 10)</p>
<p>อิบราฮิมเป็นผู้อพยพที่เจอกับอคติและอุปสรรคด้านภาษา แต่ยังสร้างโอกาสที่จะทำความดี อาหารกลายเป็น “สะพาน” สู่ความอดทนและความเข้าใจ เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นเช่นนี้แล้ว เราเองควรหาโอกาสที่จะทำความดี และพระเจ้าจะได้รับเกียรติเมื่อพระองค์ทรงทำงานผ่านความพยายามอย่างแน่วแน่ของเรา</p>
<p><em>ความมุ่งมั่นของคุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร สิ่งใดในชีวิตของคุณที่คู่ควรกับความมุ่งมั่นด้วยความเชื่อและการแบ่งปันที่เปี่ยมด้วยรักจากคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์คิดที่จะยอมแพ้ ขอพระองค์ทรงหนุนใจให้ข้าพระองค์ยืนหยัดอยู่ในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี [ กาลาเทีย 6:9 ]</p>
<p>เมื่ออายุ12 ปี อิบราฮิมมาจากแอฟริกาฝั่งตะวันตกถึงประเทศอิตาลีโดยไม่รู้ภาษาอิตาลีเลยสักคำ เขามีปัญหาการพูดตะกุกตะกักและต้องเจอกับการดูหมิ่นจากคนที่ไม่ชอบผู้อพยพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดยั้งชายหนุ่มวัยยี่สิบปีกว่าผู้ทำงานหนักจนได้เปิดร้านพิซซ่าในเมืองเทรนโตประเทศอิตาลี กิจการเล็กๆของเขาได้เอาชนะคำครหาของทุกคนด้วยการเป็นร้านพิซซ่าติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกของโลก</p>
<p>จากนั้นความหวังของเขาคือการได้แบ่งปันอาหารให้เด็กๆข้างถนนในอิตาลี เขาจึงเริ่มโครงการ “พิซซ่าการกุศล” โดยการขยายวัฒนธรรมนาโปลิตัน ซึ่งก็คือการที่ลูกค้าซื้อกาแฟเพิ่มคนละแก้วเผื่อคนที่ขาดแคลน (เรียกว่า caffe sospeso) ให้มาเป็นพิซซ่า (pizza sospesa) แทน และเขายังหนุนใจเด็กๆผู้อพยพให้มองข้ามอคติในอดีตและไม่ยอมแพ้ด้วย</p>
<p>ความมุ่งมั่นนี้ทำให้นึกถึงคำสอนของเปาโลต่อชาวกาลาเทียที่ให้ทำความดีต่อไป “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กท.6:9) เปาโลยังพูดต่อว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” (ข้อ 10)</p>
<p>อิบราฮิมเป็นผู้อพยพที่เจอกับอคติและอุปสรรคด้านภาษา แต่ยังสร้างโอกาสที่จะทำความดี อาหารกลายเป็น “สะพาน” สู่ความอดทนและความเข้าใจ เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นเช่นนี้แล้ว เราเองควรหาโอกาสที่จะทำความดี และพระเจ้าจะได้รับเกียรติเมื่อพระองค์ทรงทำงานผ่านความพยายามอย่างแน่วแน่ของเรา</p>
<p><em>ความมุ่งมั่นของคุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร สิ่งใดในชีวิตของคุณที่คู่ควรกับความมุ่งมั่นด้วยความเชื่อและการแบ่งปันที่เปี่ยมด้วยรักจากคุณ</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์คิดที่จะยอมแพ้ ขอพระองค์ทรงหนุนใจให้ข้าพระองค์ยืนหยัดอยู่ในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 05 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5ee6b819/4aefb1c7.mp3" length="10532741" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี [ กาลาเทีย 6:9 ]
เมื่ออายุ12 ปี อิบราฮิมมาจากแอฟริกาฝั่งตะวันตกถึงประเทศอิตาลีโดยไม่รู้ภาษาอิตาลีเลยสักคำ เขามีปัญหาการพูดตะกุกตะกักและต้องเจอกับการดูหมิ่นจากคนที่ไม่ชอบผู้อพยพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดยั้งชายหนุ่มวัยยี่สิบปีกว่าผู้ทำงานหนักจนได้เปิดร้านพิซซ่าในเมืองเทรนโตประเทศอิตาลี กิจการเล็กๆของเขาได้เอาชนะคำครหาของทุกคนด้วยการเป็นร้านพิซซ่าติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกของโลก
จากนั้นความหวังของเขาคือการได้แบ่งปันอาหารให้เด็กๆข้างถนนในอิตาลี เขาจึงเริ่มโครงการ “พิซซ่าการกุศล” โดยการขยายวัฒนธรรมนาโปลิตัน ซึ่งก็คือการที่ลูกค้าซื้อกาแฟเพิ่มคนละแก้วเผื่อคนที่ขาดแคลน (เรียกว่า caffe sospeso) ให้มาเป็นพิซซ่า (pizza sospesa) แทน และเขายังหนุนใจเด็กๆผู้อพยพให้มองข้ามอคติในอดีตและไม่ยอมแพ้ด้วย
ความมุ่งมั่นนี้ทำให้นึกถึงคำสอนของเปาโลต่อชาวกาลาเทียที่ให้ทำความดีต่อไป “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร” (กท.6:9) เปาโลยังพูดต่อว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ” (ข้อ 10)
อิบราฮิมเป็นผู้อพยพที่เจอกับอคติและอุปสรรคด้านภาษา แต่ยังสร้างโอกาสที่จะทำความดี อาหารกลายเป็น “สะพาน” สู่ความอดทนและความเข้าใจ เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นเช่นนี้แล้ว เราเองควรหาโอกาสที่จะทำความดี และพระเจ้าจะได้รับเกียรติเมื่อพระองค์ทรงทำงานผ่านความพยายามอย่างแน่วแน่ของเรา
ความมุ่งมั่นของคุณถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร สิ่งใดในชีวิตของคุณที่คู่ควรกับความมุ่งมั่นด้วยความเชื่อและการแบ่งปันที่เปี่ยมด้วยรักจากคุณ
ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์คิดที่จะยอมแพ้ ขอพระองค์ทรงหนุนใจให้ข้าพระองค์ยืนหยัดอยู่ในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี [ กาลาเทีย 6:9 ]
เมื่ออายุ12 ปี อิบราฮิมมาจากแอฟริกาฝั่งตะวันตกถึงประเทศอิตาลีโดยไม่รู้ภาษาอิตาลีเลยสักคำ เขามีปัญหาการพูดตะกุกตะกักและต้องเจอกับการดูหมิ่นจากคนที่ไม่ชอบผู้อพยพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หยุดยั้งชายหนุ่มวัยยี่สิบปี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต้อนรับกลับบ้านโดยพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ต้อนรับกลับบ้านโดยพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e9cdb991-df83-4076-85cb-5bfab0162a07</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ca083031</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]</p>
<p>หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแลนด์ไม่เคยมี ดีแลนด์ชื่นชมในตัวเชอร์แมนมากและตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนเขาในวันหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมาเมื่อดีแลนด์ตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดเขา เธอทำให้เขาตกใจมากเมื่อบอกกับเขาว่า “พ่อของลูกชื่อ เชอร์แมน สมิธ” ใช่แล้ว เชอร์แมน สมิธคนนั้นนั่นเอง โค้ชสมิธตกใจที่รู้ว่าเขามีลูกชาย และดีแลนด์เองก็ตกใจที่คนซึ่งเขาเทิดทูนเหมือนพ่อนั้นคือพ่อเขาจริงๆ!</p>
<p>ครั้งต่อมาที่พวกเขาพบกัน เชอร์แมนกอดดีแลนด์และพูดว่า “ลูกชายของพ่อ” ดีแลนด์ไม่เคยได้ยินคำนี้จากพ่อมาก่อน เขารู้ว่าเชอร์แมน “พูดด้วยความรู้สึกว่า ‘ฉันภูมิใจ นี่ลูกชายฉัน’” และเขาตื้นตันใจมาก</p>
<p>เราเองก็ควรรู้สึกตื้นตันใจในความรักอันสมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา ยอห์นบันทึกไว้ว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) เราเองก็ตกตะลึงไม่แพ้ดีแลนด์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าเชอร์แมนจะเป็นพ่อของเขา นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ยอห์นยืนยันว่าจริง “และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (ข้อ 1)</p>
<p>ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระบิดาของพระองค์ก็คือบิดาของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าคุณกำพร้า โดดเดี่ยวในโลกนี้ แต่ความจริงคือคุณมีพ่อ พระองค์ผู้เดียวที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เรียกคุณว่าเป็นลูกของพระองค์</p>
<p><em>การที่คุณได้ถูกเลือกให้เป็นลูกของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณอย่างไรคุณจะสำแดงความรักด้วยการเป็นพี่เลี้ยงให้กับใครได้บ้าง</em></p>
<p>ขอบคุณพระบิดาที่ทรงเป็นพ่อของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตเช่นลูกของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]</p>
<p>หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแลนด์ไม่เคยมี ดีแลนด์ชื่นชมในตัวเชอร์แมนมากและตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนเขาในวันหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมาเมื่อดีแลนด์ตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดเขา เธอทำให้เขาตกใจมากเมื่อบอกกับเขาว่า “พ่อของลูกชื่อ เชอร์แมน สมิธ” ใช่แล้ว เชอร์แมน สมิธคนนั้นนั่นเอง โค้ชสมิธตกใจที่รู้ว่าเขามีลูกชาย และดีแลนด์เองก็ตกใจที่คนซึ่งเขาเทิดทูนเหมือนพ่อนั้นคือพ่อเขาจริงๆ!</p>
<p>ครั้งต่อมาที่พวกเขาพบกัน เชอร์แมนกอดดีแลนด์และพูดว่า “ลูกชายของพ่อ” ดีแลนด์ไม่เคยได้ยินคำนี้จากพ่อมาก่อน เขารู้ว่าเชอร์แมน “พูดด้วยความรู้สึกว่า ‘ฉันภูมิใจ นี่ลูกชายฉัน’” และเขาตื้นตันใจมาก</p>
<p>เราเองก็ควรรู้สึกตื้นตันใจในความรักอันสมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา ยอห์นบันทึกไว้ว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) เราเองก็ตกตะลึงไม่แพ้ดีแลนด์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าเชอร์แมนจะเป็นพ่อของเขา นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ยอห์นยืนยันว่าจริง “และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (ข้อ 1)</p>
<p>ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระบิดาของพระองค์ก็คือบิดาของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าคุณกำพร้า โดดเดี่ยวในโลกนี้ แต่ความจริงคือคุณมีพ่อ พระองค์ผู้เดียวที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เรียกคุณว่าเป็นลูกของพระองค์</p>
<p><em>การที่คุณได้ถูกเลือกให้เป็นลูกของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณอย่างไรคุณจะสำแดงความรักด้วยการเป็นพี่เลี้ยงให้กับใครได้บ้าง</em></p>
<p>ขอบคุณพระบิดาที่ทรงเป็นพ่อของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตเช่นลูกของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 04 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ca083031/c8c89586.mp3" length="11694255" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>731</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]
หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแลนด์ไม่เคยมี ดีแลนด์ชื่นชมในตัวเชอร์แมนมากและตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนเขาในวันหนึ่ง สิบกว่าปีต่อมาเมื่อดีแลนด์ตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดเขา เธอทำให้เขาตกใจมากเมื่อบอกกับเขาว่า “พ่อของลูกชื่อ เชอร์แมน สมิธ” ใช่แล้ว เชอร์แมน สมิธคนนั้นนั่นเอง โค้ชสมิธตกใจที่รู้ว่าเขามีลูกชาย และดีแลนด์เองก็ตกใจที่คนซึ่งเขาเทิดทูนเหมือนพ่อนั้นคือพ่อเขาจริงๆ!
ครั้งต่อมาที่พวกเขาพบกัน เชอร์แมนกอดดีแลนด์และพูดว่า “ลูกชายของพ่อ” ดีแลนด์ไม่เคยได้ยินคำนี้จากพ่อมาก่อน เขารู้ว่าเชอร์แมน “พูดด้วยความรู้สึกว่า ‘ฉันภูมิใจ นี่ลูกชายฉัน’” และเขาตื้นตันใจมาก
เราเองก็ควรรู้สึกตื้นตันใจในความรักอันสมบูรณ์ของพระบิดาในสวรรค์ของเรา ยอห์นบันทึกไว้ว่า “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า” (1 ยน.3:1) เราเองก็ตกตะลึงไม่แพ้ดีแลนด์ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าเชอร์แมนจะเป็นพ่อของเขา นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ยอห์นยืนยันว่าจริง “และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น” (ข้อ 1)
ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู พระบิดาของพระองค์ก็คือบิดาของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าคุณกำพร้า โดดเดี่ยวในโลกนี้ แต่ความจริงคือคุณมีพ่อ พระองค์ผู้เดียวที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงภูมิใจที่ได้เรียกคุณว่าเป็นลูกของพระองค์
การที่คุณได้ถูกเลือกให้เป็นลูกของพระเจ้ามีความหมายต่อคุณอย่างไรคุณจะสำแดงความรักด้วยการเป็นพี่เลี้ยงให้กับใครได้บ้าง
ขอบคุณพระบิดาที่ทรงเป็นพ่อของข้าพระองค์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตเช่นลูกของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า [ 1 ยอห์น 3:1 ]
หลังจากที่เชอร์แมน สมิธ รับดีแลนด์ แม็คคัลโลว์เข้าทีมเพื่อเล่นอเมริกันฟุตบอลให้มหาวิทยาลัยไมอามี่ เขาเริ่มรักเด็กคนนี้และกลายเป็นเหมือนพ่อที่ดีแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การช่วยกู้ของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การช่วยกู้ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c05357dd-bf05-4461-8812-b623e1d5cc6b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3debde64</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นมาจากหลุมอันน่าสลด ออกมาจากเลนตม แล้ววางเท้าของข้าพเจ้าลงบนศิลา กระทำให้ย่างเท้าของข้าพเจ้ามั่นคง [ สดุดี 40:2 ]</p>
<p>อาสาสมัครผู้มีใจเมตตาได้รับฉายา “ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์” จากความพยายามอันกล้าหาญของเขา เจค มานนากำลังติดตั้งแผงโซล่าอยู่ในพื้นที่งาน เมื่อเขาเข้าร่วมการค้นหาเร่งด่วนเพื่อตามหาเด็กหญิงวัยห้าขวบที่หายตัวไป ขณะที่เพื่อนบ้านค้นหาตามโรงรถและสนามหญ้า มานนาใช้เส้นทางที่นำไปสู่ป่าในบริเวณใกล้เคียงที่ซึ่งเขาเห็นเด็กหญิงอยู่ในเลนตมลึกประมาณสะโพก เขาลุยไปในโคลนเหนียวอย่างระมัดระวังเพื่อจะดึงเธอออกจากที่นั่น และพาเธอที่แม้จะเปียกโชกแต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆกลับบ้านไปหาแม่ผู้เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ</p>
<p>เช่นเดียวกับเด็กหญิงคนนั้น ดาวิดก็มีประสบการณ์ในการช่วยกู้เช่นกัน ท่าน “เพียรรอคอย” ให้พระเจ้าตอบสนองต่อการร้องขอความเมตตาด้วยสุดใจของท่าน (สดด.40:1) และพระองค์ทรงตอบ พระเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงมาสดับฟังเสียงร้องของท่านและตอบสนองด้วยการช่วยกู้ท่านจากสภาวะ “เลนตม” (ข้อ 2) โดยกระทำให้ย่างเท้าแห่งชีวิตของดาวิดมั่นคง การช่วยกู้จากเลนตมแห่งชีวิตในอดีตยิ่งผลักดันให้ท่านต้องการที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อให้พระเจ้าเป็นความไว้วางใจในเหตุการณ์ในอนาคตของท่าน และเพื่อแบ่งปันเรื่องราวของท่านต่อคนอื่น (ข้อ 3-4)</p>
<p>เมื่อเราเจออุปสรรคในชีวิต เช่น ความลำบากด้านการเงิน ปัญหาในชีวิตแต่งงาน และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าและเพียรรอคอยให้พระองค์ทรงตอบ (ข้อ 1) พระองค์ทรงอยู่ที่นั่น ทรงพร้อมจะช่วยเราในเวลาที่เราต้องการและประทานที่อันมั่นคงซึ่งเราจะยืนหยัดอยู่ได้</p>
<p><em>พระเจ้าทรงช่วยกู้คุณจาก “เลนตม” เมื่อใดการช่วยกู้ของพระองค์ในอดีตหนุนใจให้คุณวางใจในพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>เมื่อข้าพระองค์ติดอยู่ในเลนตม ข้าพระองค์จะเพียรรอคอยพระองค์ พระเจ้าที่รักของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นมาจากหลุมอันน่าสลด ออกมาจากเลนตม แล้ววางเท้าของข้าพเจ้าลงบนศิลา กระทำให้ย่างเท้าของข้าพเจ้ามั่นคง [ สดุดี 40:2 ]</p>
<p>อาสาสมัครผู้มีใจเมตตาได้รับฉายา “ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์” จากความพยายามอันกล้าหาญของเขา เจค มานนากำลังติดตั้งแผงโซล่าอยู่ในพื้นที่งาน เมื่อเขาเข้าร่วมการค้นหาเร่งด่วนเพื่อตามหาเด็กหญิงวัยห้าขวบที่หายตัวไป ขณะที่เพื่อนบ้านค้นหาตามโรงรถและสนามหญ้า มานนาใช้เส้นทางที่นำไปสู่ป่าในบริเวณใกล้เคียงที่ซึ่งเขาเห็นเด็กหญิงอยู่ในเลนตมลึกประมาณสะโพก เขาลุยไปในโคลนเหนียวอย่างระมัดระวังเพื่อจะดึงเธอออกจากที่นั่น และพาเธอที่แม้จะเปียกโชกแต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆกลับบ้านไปหาแม่ผู้เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ</p>
<p>เช่นเดียวกับเด็กหญิงคนนั้น ดาวิดก็มีประสบการณ์ในการช่วยกู้เช่นกัน ท่าน “เพียรรอคอย” ให้พระเจ้าตอบสนองต่อการร้องขอความเมตตาด้วยสุดใจของท่าน (สดด.40:1) และพระองค์ทรงตอบ พระเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงมาสดับฟังเสียงร้องของท่านและตอบสนองด้วยการช่วยกู้ท่านจากสภาวะ “เลนตม” (ข้อ 2) โดยกระทำให้ย่างเท้าแห่งชีวิตของดาวิดมั่นคง การช่วยกู้จากเลนตมแห่งชีวิตในอดีตยิ่งผลักดันให้ท่านต้องการที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อให้พระเจ้าเป็นความไว้วางใจในเหตุการณ์ในอนาคตของท่าน และเพื่อแบ่งปันเรื่องราวของท่านต่อคนอื่น (ข้อ 3-4)</p>
<p>เมื่อเราเจออุปสรรคในชีวิต เช่น ความลำบากด้านการเงิน ปัญหาในชีวิตแต่งงาน และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าและเพียรรอคอยให้พระองค์ทรงตอบ (ข้อ 1) พระองค์ทรงอยู่ที่นั่น ทรงพร้อมจะช่วยเราในเวลาที่เราต้องการและประทานที่อันมั่นคงซึ่งเราจะยืนหยัดอยู่ได้</p>
<p><em>พระเจ้าทรงช่วยกู้คุณจาก “เลนตม” เมื่อใดการช่วยกู้ของพระองค์ในอดีตหนุนใจให้คุณวางใจในพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>เมื่อข้าพระองค์ติดอยู่ในเลนตม ข้าพระองค์จะเพียรรอคอยพระองค์ พระเจ้าที่รักของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 03 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3debde64/4d37cbbf.mp3" length="10892599" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นมาจากหลุมอันน่าสลด ออกมาจากเลนตม แล้ววางเท้าของข้าพเจ้าลงบนศิลา กระทำให้ย่างเท้าของข้าพเจ้ามั่นคง [ สดุดี 40:2 ]
อาสาสมัครผู้มีใจเมตตาได้รับฉายา “ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์” จากความพยายามอันกล้าหาญของเขา เจค มานนากำลังติดตั้งแผงโซล่าอยู่ในพื้นที่งาน เมื่อเขาเข้าร่วมการค้นหาเร่งด่วนเพื่อตามหาเด็กหญิงวัยห้าขวบที่หายตัวไป ขณะที่เพื่อนบ้านค้นหาตามโรงรถและสนามหญ้า มานนาใช้เส้นทางที่นำไปสู่ป่าในบริเวณใกล้เคียงที่ซึ่งเขาเห็นเด็กหญิงอยู่ในเลนตมลึกประมาณสะโพก เขาลุยไปในโคลนเหนียวอย่างระมัดระวังเพื่อจะดึงเธอออกจากที่นั่น และพาเธอที่แม้จะเปียกโชกแต่ก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆกลับบ้านไปหาแม่ผู้เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณ
เช่นเดียวกับเด็กหญิงคนนั้น ดาวิดก็มีประสบการณ์ในการช่วยกู้เช่นกัน ท่าน “เพียรรอคอย” ให้พระเจ้าตอบสนองต่อการร้องขอความเมตตาด้วยสุดใจของท่าน (สดด.40:1) และพระองค์ทรงตอบ พระเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงมาสดับฟังเสียงร้องของท่านและตอบสนองด้วยการช่วยกู้ท่านจากสภาวะ “เลนตม” (ข้อ 2) โดยกระทำให้ย่างเท้าแห่งชีวิตของดาวิดมั่นคง การช่วยกู้จากเลนตมแห่งชีวิตในอดีตยิ่งผลักดันให้ท่านต้องการที่จะร้องเพลงสรรเสริญ เพื่อให้พระเจ้าเป็นความไว้วางใจในเหตุการณ์ในอนาคตของท่าน และเพื่อแบ่งปันเรื่องราวของท่านต่อคนอื่น (ข้อ 3-4)
เมื่อเราเจออุปสรรคในชีวิต เช่น ความลำบากด้านการเงิน ปัญหาในชีวิตแต่งงาน และความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าและเพียรรอคอยให้พระองค์ทรงตอบ (ข้อ 1) พระองค์ทรงอยู่ที่นั่น ทรงพร้อมจะช่วยเราในเวลาที่เราต้องการและประทานที่อันมั่นคงซึ่งเราจะยืนหยัดอยู่ได้
พระเจ้าทรงช่วยกู้คุณจาก “เลนตม” เมื่อใดการช่วยกู้ของพระองค์ในอดีตหนุนใจให้คุณวางใจในพระองค์อย่างไร
เมื่อข้าพระองค์ติดอยู่ในเลนตม ข้าพระองค์จะเพียรรอคอยพระองค์ พระเจ้าที่รักของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์ทรงฉุดข้าพเจ้าขึ้นมาจากหลุมอันน่าสลด ออกมาจากเลนตม แล้ววางเท้าของข้าพเจ้าลงบนศิลา กระทำให้ย่างเท้าของข้าพเจ้ามั่นคง [ สดุดี 40:2 ]
อาสาสมัครผู้มีใจเมตตาได้รับฉายา “ทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์” จากความพยายามอันกล้าหาญของเขา เจค มานนากำลังติดตั้งแผงโซล่าอยู่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สะท้อนแสงแห่งพระบุตร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สะท้อนแสงแห่งพระบุตร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1f0ba246-9297-4ab3-be8a-754481a7bd92</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/909845fa</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]</p>
<p>หลังจากที่ฉันมีปัญหาขัดแย้งกับแม่ ในที่สุดเธอก็ยอมมาพบฉันในที่ซึ่งห่างจากบ้านฉันไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่าเธอกลับไปก่อน แล้ว ด้วยความโกรธฉันจึงได้เขียนข้อความถึงเธอ แต่ฉันแก้ไขข้อความนั้นเมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเตือนให้ฉันตอบสนองด้วยความรัก หลังจากที่แม่อ่านข้อความที่ฉันแก้ไขแล้ว เธอโทรมาและพูดว่า “ลูกเปลี่ยนไปนะ” พระเจ้าทรงใช้ข้อความของฉันนำให้แม่ถามเกี่ยวกับพระเยซู และในที่สุดเธอได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p>ในมัทธิวบทที่ 5 พระเยซูยืนยันว่าสาวกของพระองค์เป็นความสว่างของโลก (ข้อ 14) พระองค์ตรัสว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16) เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราเพื่อที่เราจะเป็นพยานที่ส่องสว่างถึงความจริงและความรักของพระเจ้าในทุกที่ที่เราไป</p>
<p>ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถเป็นแสงสว่างแห่งความหวังและสันติสุขที่เปี่ยมด้วยความยินดีและเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวันได้ สิ่งดีทุกอย่างที่เราทำจะกลายเป็นการนมัสการด้วยใจขอบพระคุณ ซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นและเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นความเชื่อที่เปี่ยมด้วยพลัง เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะถวายเกียรติแด่พระบิดาได้โดยการสะท้อนแสงแห่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู</p>
<p><em>คุณมองเห็นแสงของพระเยซูส่องผ่านคนอื่นเมื่อใดบ้าง
ความดีของคนอื่นทำให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซู โปรดส่องแสงแห่งความรักของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะถวายเกียรติแด่พระบิดา และหนุนใจให้ผู้อื่นวางใจในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]</p>
<p>หลังจากที่ฉันมีปัญหาขัดแย้งกับแม่ ในที่สุดเธอก็ยอมมาพบฉันในที่ซึ่งห่างจากบ้านฉันไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่าเธอกลับไปก่อน แล้ว ด้วยความโกรธฉันจึงได้เขียนข้อความถึงเธอ แต่ฉันแก้ไขข้อความนั้นเมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเตือนให้ฉันตอบสนองด้วยความรัก หลังจากที่แม่อ่านข้อความที่ฉันแก้ไขแล้ว เธอโทรมาและพูดว่า “ลูกเปลี่ยนไปนะ” พระเจ้าทรงใช้ข้อความของฉันนำให้แม่ถามเกี่ยวกับพระเยซู และในที่สุดเธอได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด</p>
<p>ในมัทธิวบทที่ 5 พระเยซูยืนยันว่าสาวกของพระองค์เป็นความสว่างของโลก (ข้อ 14) พระองค์ตรัสว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16) เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราเพื่อที่เราจะเป็นพยานที่ส่องสว่างถึงความจริงและความรักของพระเจ้าในทุกที่ที่เราไป</p>
<p>ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถเป็นแสงสว่างแห่งความหวังและสันติสุขที่เปี่ยมด้วยความยินดีและเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวันได้ สิ่งดีทุกอย่างที่เราทำจะกลายเป็นการนมัสการด้วยใจขอบพระคุณ ซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นและเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นความเชื่อที่เปี่ยมด้วยพลัง เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะถวายเกียรติแด่พระบิดาได้โดยการสะท้อนแสงแห่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู</p>
<p><em>คุณมองเห็นแสงของพระเยซูส่องผ่านคนอื่นเมื่อใดบ้าง
ความดีของคนอื่นทำให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร</em></p>
<p>พระเยซู โปรดส่องแสงแห่งความรักของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะถวายเกียรติแด่พระบิดา และหนุนใจให้ผู้อื่นวางใจในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 02 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/909845fa/9aa72321.mp3" length="10704100" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>669</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]
หลังจากที่ฉันมีปัญหาขัดแย้งกับแม่ ในที่สุดเธอก็ยอมมาพบฉันในที่ซึ่งห่างจากบ้านฉันไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่าเธอกลับไปก่อน แล้ว ด้วยความโกรธฉันจึงได้เขียนข้อความถึงเธอ แต่ฉันแก้ไขข้อความนั้นเมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเตือนให้ฉันตอบสนองด้วยความรัก หลังจากที่แม่อ่านข้อความที่ฉันแก้ไขแล้ว เธอโทรมาและพูดว่า “ลูกเปลี่ยนไปนะ” พระเจ้าทรงใช้ข้อความของฉันนำให้แม่ถามเกี่ยวกับพระเยซู และในที่สุดเธอได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด
ในมัทธิวบทที่ 5 พระเยซูยืนยันว่าสาวกของพระองค์เป็นความสว่างของโลก (ข้อ 14) พระองค์ตรัสว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16) เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงเราเพื่อที่เราจะเป็นพยานที่ส่องสว่างถึงความจริงและความรักของพระเจ้าในทุกที่ที่เราไป
ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถเป็นแสงสว่างแห่งความหวังและสันติสุขที่เปี่ยมด้วยความยินดีและเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นทุกวันได้ สิ่งดีทุกอย่างที่เราทำจะกลายเป็นการนมัสการด้วยใจขอบพระคุณ ซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นและเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นความเชื่อที่เปี่ยมด้วยพลัง เมื่อเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะถวายเกียรติแด่พระบิดาได้โดยการสะท้อนแสงแห่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซู
คุณมองเห็นแสงของพระเยซูส่องผ่านคนอื่นเมื่อใดบ้าง
ความดีของคนอื่นทำให้คุณสรรเสริญพระเจ้าอย่างไร
พระเยซู โปรดส่องแสงแห่งความรักของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะถวายเกียรติแด่พระบิดา และหนุนใจให้ผู้อื่นวางใจในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก [ มัทธิว 5:14 ]
หลังจากที่ฉันมีปัญหาขัดแย้งกับแม่ ในที่สุดเธอก็ยอมมาพบฉันในที่ซึ่งห่างจากบ้านฉันไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อไปถึง ฉันก็พบว่าเธอกลับไปก่อน แล้ว ด้วยความโกรธฉันจึงได้เขียนข้อความถึงเธอ แต่ฉันแก้ไขข้อความนั้นเมื</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทุกคนล้วนนมัสการ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทุกคนล้วนนมัสการ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b90ab5a9-ff69-453a-9bd8-0817674bfcf8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/754baed9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ท่านชาวกรุงเอเธนส์ โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา [ กิจการ 17:22 ]</p>
<p>ผมไปเที่ยวที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซมาเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เดินไปรอบๆอะโกร่าซึ่งเป็นตลาดในยุคโบราณที่นักปรัชญาใช้ในการสั่งสอน และชาวเอเธนส์ใช้บูชาเทพเจ้านั้น ผมเห็นแท่นบูชาของเทพเจ้าอะพอลโลและซุส ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของป้อมปราการอะโครโพลิสที่ซึ่งรูปปั้นของเทพีอะธีน่าเคยตั้งอยู่</p>
<p>แม้ผู้คนจะไม่ได้บูชาเทพอะพอลโลหรือซุสแล้วในปัจจุบัน แต่สังคมเราไม่ได้เคร่งศาสนาน้อยลงเลย นักเขียนนิยาย เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลสกล่าวว่า “ทุกคนล้วนนมัสการ” และเขายังเตือนอีกว่า “ถ้าคุณนมัสการเงินและสิ่งของ… คุณจะไม่มีวันมีมากพอ ถ้าคุณนมัสการร่างกายและความสวยงาม… คุณจะรู้สึกอัปลักษณ์อยู่เสมอ ถ้าคุณนมัสการความฉลาดของตนเอง… ท้ายที่สุดแล้วคุณจะรู้สึกโง่เขลา” คนในยุคเรามีรูปเคารพของตนเอง และนั่นเป็นสิ่งอันตราย</p>
<p>“ท่านชาวกรุงเอเธนส์!” เปาโลกล่าวขณะท่านไปเยือนที่อะโกร่า “โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา” (กจ.17:22) และท่านได้บรรยายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวว่าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง (ข้อ 24-26) ผู้ทรงต้องการให้เรารู้จักพระองค์ (ข้อ 27) และผู้ทรงสำแดงพระองค์เองผ่านการคืนพระชนม์ของพระเยซู (ข้อ 31) โดยต่างจากเทพอะพอลโลและซุส พระเจ้าองค์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ และพระองค์ไม่เหมือนกับเงินทอง รูปร่างหน้าตา หรือความเฉลียวฉลาด การนมัสการพระองค์จะไม่ทำให้เราพินาศ</p>
<p>“พระเจ้า” ของเรานั้นคือสิ่งใดก็ตามที่เราพึ่งพาเพื่อทำให้เรามีเป้าหมายและความปลอดภัย ขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อเทพเจ้าทุกองค์ในโลกนี้ทำให้เราผิดหวัง แต่พระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวนั้นทรงรอคอยที่เราจะได้พบกับพระองค์ (ข้อ 27)</p>
<p><em>คุณเห็นสังคมกำลังนมัสการ “พระเจ้า” องค์ใดในวันนี้ คุณพึ่งพาสิ่งใดเพื่อทำให้คุณมีเป้าหมายและความปลอดภัย</em>พระบิดา </p>
<p>โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ให้ความสำคัญกับความมั่งคั่ง ความสวยงาม การเมือง และเรื่องอื่นๆมาเป็นสิ่งแรก ข้าพระองค์ขอนำสิ่งเหล่านั้นออกจากแท่นบูชาในจิตใจ และขอพระองค์ทรงสถิตแทนที่นั่น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ท่านชาวกรุงเอเธนส์ โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา [ กิจการ 17:22 ]</p>
<p>ผมไปเที่ยวที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซมาเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เดินไปรอบๆอะโกร่าซึ่งเป็นตลาดในยุคโบราณที่นักปรัชญาใช้ในการสั่งสอน และชาวเอเธนส์ใช้บูชาเทพเจ้านั้น ผมเห็นแท่นบูชาของเทพเจ้าอะพอลโลและซุส ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของป้อมปราการอะโครโพลิสที่ซึ่งรูปปั้นของเทพีอะธีน่าเคยตั้งอยู่</p>
<p>แม้ผู้คนจะไม่ได้บูชาเทพอะพอลโลหรือซุสแล้วในปัจจุบัน แต่สังคมเราไม่ได้เคร่งศาสนาน้อยลงเลย นักเขียนนิยาย เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลสกล่าวว่า “ทุกคนล้วนนมัสการ” และเขายังเตือนอีกว่า “ถ้าคุณนมัสการเงินและสิ่งของ… คุณจะไม่มีวันมีมากพอ ถ้าคุณนมัสการร่างกายและความสวยงาม… คุณจะรู้สึกอัปลักษณ์อยู่เสมอ ถ้าคุณนมัสการความฉลาดของตนเอง… ท้ายที่สุดแล้วคุณจะรู้สึกโง่เขลา” คนในยุคเรามีรูปเคารพของตนเอง และนั่นเป็นสิ่งอันตราย</p>
<p>“ท่านชาวกรุงเอเธนส์!” เปาโลกล่าวขณะท่านไปเยือนที่อะโกร่า “โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา” (กจ.17:22) และท่านได้บรรยายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวว่าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง (ข้อ 24-26) ผู้ทรงต้องการให้เรารู้จักพระองค์ (ข้อ 27) และผู้ทรงสำแดงพระองค์เองผ่านการคืนพระชนม์ของพระเยซู (ข้อ 31) โดยต่างจากเทพอะพอลโลและซุส พระเจ้าองค์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ และพระองค์ไม่เหมือนกับเงินทอง รูปร่างหน้าตา หรือความเฉลียวฉลาด การนมัสการพระองค์จะไม่ทำให้เราพินาศ</p>
<p>“พระเจ้า” ของเรานั้นคือสิ่งใดก็ตามที่เราพึ่งพาเพื่อทำให้เรามีเป้าหมายและความปลอดภัย ขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อเทพเจ้าทุกองค์ในโลกนี้ทำให้เราผิดหวัง แต่พระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวนั้นทรงรอคอยที่เราจะได้พบกับพระองค์ (ข้อ 27)</p>
<p><em>คุณเห็นสังคมกำลังนมัสการ “พระเจ้า” องค์ใดในวันนี้ คุณพึ่งพาสิ่งใดเพื่อทำให้คุณมีเป้าหมายและความปลอดภัย</em>พระบิดา </p>
<p>โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ให้ความสำคัญกับความมั่งคั่ง ความสวยงาม การเมือง และเรื่องอื่นๆมาเป็นสิ่งแรก ข้าพระองค์ขอนำสิ่งเหล่านั้นออกจากแท่นบูชาในจิตใจ และขอพระองค์ทรงสถิตแทนที่นั่น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 01 Nov 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/754baed9/47ff795c.mp3" length="13674946" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>855</itunes:duration>
      <itunes:summary>ท่านชาวกรุงเอเธนส์ โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา [ กิจการ 17:22 ]
ผมไปเที่ยวที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซมาเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เดินไปรอบๆอะโกร่าซึ่งเป็นตลาดในยุคโบราณที่นักปรัชญาใช้ในการสั่งสอน และชาวเอเธนส์ใช้บูชาเทพเจ้านั้น ผมเห็นแท่นบูชาของเทพเจ้าอะพอลโลและซุส ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของป้อมปราการอะโครโพลิสที่ซึ่งรูปปั้นของเทพีอะธีน่าเคยตั้งอยู่
แม้ผู้คนจะไม่ได้บูชาเทพอะพอลโลหรือซุสแล้วในปัจจุบัน แต่สังคมเราไม่ได้เคร่งศาสนาน้อยลงเลย นักเขียนนิยาย เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลสกล่าวว่า “ทุกคนล้วนนมัสการ” และเขายังเตือนอีกว่า “ถ้าคุณนมัสการเงินและสิ่งของ… คุณจะไม่มีวันมีมากพอ ถ้าคุณนมัสการร่างกายและความสวยงาม… คุณจะรู้สึกอัปลักษณ์อยู่เสมอ ถ้าคุณนมัสการความฉลาดของตนเอง… ท้ายที่สุดแล้วคุณจะรู้สึกโง่เขลา” คนในยุคเรามีรูปเคารพของตนเอง และนั่นเป็นสิ่งอันตราย
“ท่านชาวกรุงเอเธนส์!” เปาโลกล่าวขณะท่านไปเยือนที่อะโกร่า “โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา” (กจ.17:22) และท่านได้บรรยายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวว่าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง (ข้อ 24-26) ผู้ทรงต้องการให้เรารู้จักพระองค์ (ข้อ 27) และผู้ทรงสำแดงพระองค์เองผ่านการคืนพระชนม์ของพระเยซู (ข้อ 31) โดยต่างจากเทพอะพอลโลและซุส พระเจ้าองค์นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ และพระองค์ไม่เหมือนกับเงินทอง รูปร่างหน้าตา หรือความเฉลียวฉลาด การนมัสการพระองค์จะไม่ทำให้เราพินาศ
“พระเจ้า” ของเรานั้นคือสิ่งใดก็ตามที่เราพึ่งพาเพื่อทำให้เรามีเป้าหมายและความปลอดภัย ขอบคุณพระเจ้าที่เมื่อเทพเจ้าทุกองค์ในโลกนี้ทำให้เราผิดหวัง แต่พระเจ้าผู้เที่ยงแท้องค์เดียวนั้นทรงรอคอยที่เราจะได้พบกับพระองค์ (ข้อ 27)
คุณเห็นสังคมกำลังนมัสการ “พระเจ้า” องค์ใดในวันนี้ คุณพึ่งพาสิ่งใดเพื่อทำให้คุณมีเป้าหมายและความปลอดภัยพระบิดา 
โปรดยกโทษที่ข้าพระองค์ให้ความสำคัญกับความมั่งคั่ง ความสวยงาม การเมือง และเรื่องอื่นๆมาเป็นสิ่งแรก ข้าพระองค์ขอนำสิ่งเหล่านั้นออกจากแท่นบูชาในจิตใจ และขอพระองค์ทรงสถิตแทนที่นั่น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ท่านชาวกรุงเอเธนส์ โดยประการต่างๆข้าพเจ้าเห็นได้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นนักศาสนา [ กิจการ 17:22 ]
ผมไปเที่ยวที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซมาเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เดินไปรอบๆอะโกร่าซึ่งเป็นตลาดในยุคโบราณที่นักปรัชญาใช้ในการสั่งสอน และชาวเอเธนส์ใช้บูชาเทพเจ้านั้น ผมเห็</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุ้มค่าที่จะติดตามพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คุ้มค่าที่จะติดตามพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">736b84cc-dea7-437b-85b6-0537014a10a7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e499e05c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ [ ลูกา 14:33 ]</p>
<p>โรนิทมาจากครอบครัวเคร่งศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน บทสนทนาเรื่องจิตวิญ-ญาณของพวกเขาเป็นเชิงวิชาการและไร้ชีวิตชีวา เธอพูดว่า “ฉันเพียรพยา-ยามอธิษฐานทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้ยินเสียง (จากพระเจ้า)”</p>
<p>เธอเริ่มศึกษาพระคัมภีร์ และค่อยๆเริ่มเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ โรนิทบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่า “ฉันได้ยินเสียงที่ชัดเจนในใจพูดว่า ‘เจ้าได้ยินพอแล้ว และได้เห็นมามากพอ ถึงเวลาที่จะเชื่อได้แล้ว’” แต่โรนิทพบกับปัญหา นั่นคือพ่อของเธอเอง “พ่อฉันตอบสนองราวกับภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด”</p>
<p>ขณะที่พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในโลกนี้ ฝูงชนติดตามพระองค์ (ลก.14:25) เราไม่รู้แน่ว่าฝูงชนต้องการอะไร แต่พระองค์ทรงมองหาสาวก และสิ่งนั้นมีราคาต้องจ่าย พระเยซูตรัสว่า “ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 26) พระองค์ทรงเล่าถึงการสร้างตึกและตรัสถามว่า “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนหรือ…” (ข้อ 28) พระเยซูไม่ได้ทรงหมายความว่าเราเกลียดชังครอบครัวจริงๆ แต่คือเราต้องเลือกพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด พระองค์ตรัสว่า “ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 33)</p>
<p>โรนิทรักครอบครัวของเธอมาก แต่เธอก็ยังตัดสินใจว่า “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ฉันรู้แล้วว่ามันคุ้มค่า” คุณต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อจะติดตามพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงนำคุณ</p>
<p><em>เรื่องราวในตอนที่คุณพบว่าพระเยซูทรงเป็นความจริงสำหรับคุณนั้นเป็นอย่างไรคุณได้เสียสละสิ่งใดบ้างในการติดตามพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เลือกพระบุตรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใดที่โลกนี้หยิบยื่นให้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ [ ลูกา 14:33 ]</p>
<p>โรนิทมาจากครอบครัวเคร่งศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน บทสนทนาเรื่องจิตวิญ-ญาณของพวกเขาเป็นเชิงวิชาการและไร้ชีวิตชีวา เธอพูดว่า “ฉันเพียรพยา-ยามอธิษฐานทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้ยินเสียง (จากพระเจ้า)”</p>
<p>เธอเริ่มศึกษาพระคัมภีร์ และค่อยๆเริ่มเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ โรนิทบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่า “ฉันได้ยินเสียงที่ชัดเจนในใจพูดว่า ‘เจ้าได้ยินพอแล้ว และได้เห็นมามากพอ ถึงเวลาที่จะเชื่อได้แล้ว’” แต่โรนิทพบกับปัญหา นั่นคือพ่อของเธอเอง “พ่อฉันตอบสนองราวกับภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด”</p>
<p>ขณะที่พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในโลกนี้ ฝูงชนติดตามพระองค์ (ลก.14:25) เราไม่รู้แน่ว่าฝูงชนต้องการอะไร แต่พระองค์ทรงมองหาสาวก และสิ่งนั้นมีราคาต้องจ่าย พระเยซูตรัสว่า “ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 26) พระองค์ทรงเล่าถึงการสร้างตึกและตรัสถามว่า “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนหรือ…” (ข้อ 28) พระเยซูไม่ได้ทรงหมายความว่าเราเกลียดชังครอบครัวจริงๆ แต่คือเราต้องเลือกพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด พระองค์ตรัสว่า “ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 33)</p>
<p>โรนิทรักครอบครัวของเธอมาก แต่เธอก็ยังตัดสินใจว่า “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ฉันรู้แล้วว่ามันคุ้มค่า” คุณต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อจะติดตามพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงนำคุณ</p>
<p><em>เรื่องราวในตอนที่คุณพบว่าพระเยซูทรงเป็นความจริงสำหรับคุณนั้นเป็นอย่างไรคุณได้เสียสละสิ่งใดบ้างในการติดตามพระองค์</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เลือกพระบุตรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใดที่โลกนี้หยิบยื่นให้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 31 Oct 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e499e05c/edfc2b4b.mp3" length="9929213" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>621</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ [ ลูกา 14:33 ]
โรนิทมาจากครอบครัวเคร่งศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน บทสนทนาเรื่องจิตวิญ-ญาณของพวกเขาเป็นเชิงวิชาการและไร้ชีวิตชีวา เธอพูดว่า “ฉันเพียรพยา-ยามอธิษฐานทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้ยินเสียง (จากพระเจ้า)”
เธอเริ่มศึกษาพระคัมภีร์ และค่อยๆเริ่มเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ โรนิทบรรยายถึงช่วงเวลานั้นว่า “ฉันได้ยินเสียงที่ชัดเจนในใจพูดว่า ‘เจ้าได้ยินพอแล้ว และได้เห็นมามากพอ ถึงเวลาที่จะเชื่อได้แล้ว’” แต่โรนิทพบกับปัญหา นั่นคือพ่อของเธอเอง “พ่อฉันตอบสนองราวกับภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิด”
ขณะที่พระเยซูทรงดำเนินอยู่ในโลกนี้ ฝูงชนติดตามพระองค์ (ลก.14:25) เราไม่รู้แน่ว่าฝูงชนต้องการอะไร แต่พระองค์ทรงมองหาสาวก และสิ่งนั้นมีราคาต้องจ่าย พระเยซูตรัสว่า “ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 26) พระองค์ทรงเล่าถึงการสร้างตึกและตรัสถามว่า “จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนหรือ…” (ข้อ 28) พระเยซูไม่ได้ทรงหมายความว่าเราเกลียดชังครอบครัวจริงๆ แต่คือเราต้องเลือกพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด พระองค์ตรัสว่า “ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ข้อ 33)
โรนิทรักครอบครัวของเธอมาก แต่เธอก็ยังตัดสินใจว่า “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ฉันรู้แล้วว่ามันคุ้มค่า” คุณต้องเสียสละสิ่งใดเพื่อจะติดตามพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงนำคุณ
เรื่องราวในตอนที่คุณพบว่าพระเยซูทรงเป็นความจริงสำหรับคุณนั้นเป็นอย่างไรคุณได้เสียสละสิ่งใดบ้างในการติดตามพระองค์
ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ เลือกพระบุตรของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใดที่โลกนี้หยิบยื่นให้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ [ ลูกา 14:33 ]
โรนิทมาจากครอบครัวเคร่งศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน บทสนทนาเรื่องจิตวิญ-ญาณของพวกเขาเป็นเชิงวิชาการและไร้ชีวิตชีวา เธอพูดว่า “ฉันเพียรพยา-ยามอธิษฐานทุกอย่าง แต่ฉันไม่ได้ยินเสี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใต้ปีกของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ใต้ปีกของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c64f72c3-42d5-42de-8848-ddbfcbf3669b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/693f99d9</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพระองค์จะขออยู่ในพลับพลาของพระองค์เป็นนิตย์ ขอให้ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของพระองค์ [ สดุดี 61:4 ]</p>
<p>มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่งรอบๆสระ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการสบตาและให้พื้นที่กับมัน ไม่เช่นนั้นฉันต้องเสี่ยงทำให้พ่อแม่ที่ปกป้องลูกสงสัยว่าจะมีภัย แล้วส่งเสียงขู่และไล่ตามฉัน!</p>
<p>ภาพนกที่ปกป้องลูกน้อยเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้เพื่อบรรยายถึงความอ่อนโยนของพระเจ้า และความรักซึ่งปกป้องลูกๆของพระองค์ (สดด.91:4) ในสดุดีบทที่ 61 ดูเหมือนการดูแลของพระเจ้าในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดาวิดเข้าใจได้โดยง่าย ท่านเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะ “ที่ลี้ภัย เป็นหอคอยเข้มแข็ง” (ข้อ 3) แต่ตอนนี้ท่านร้องอย่างสิ้นหวัง “มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” วิงวอนว่า “ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ท่านปรารถนาอีกครั้งที่จะ “ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของ[พระเจ้า]” (ข้อ 4)</p>
<p>และการซึ่งท่านนำความเจ็บปวดและความต้องการการรักษามาทูลต่อพระเจ้า ดาวิดได้รับการปลอบประโลมที่รู้ว่าพระองค์ทรงฟังท่าน (ข้อ 5) เพราะเหตุความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านรู้ว่าท่านจะ “ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ” (ข้อ 8)</p>
<p>เช่นเดียวกับผู้เขียนพระธรรมสดุดี เมื่อเรารู้สึกห่างเหินจากความรักของพระเจ้า เราวิ่งกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ได้เพื่อที่จะมั่นใจว่า แม้ในยามเจ็บปวดพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงปกป้องและดูแลเราอย่างดุดันแข็งขันประหนึ่งแม่นกปกป้องลูกของมัน</p>
<p><em>เรื่องนี้หนุนใจคุณให้ระลึกถึงการดูแลปกป้องของพระเจ้าที่มีต่อคุณอย่างไร 
คุณมีประสบการณ์ในการดูแลของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณในความรักที่ปกป้องดูแลข้าพระองค์อย่างแข็งขัน โปรดให้ข้าพระองค์ได้พักสงบอย่างปลอดภัยในการดูแลอันอ่อนโยนของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพระองค์จะขออยู่ในพลับพลาของพระองค์เป็นนิตย์ ขอให้ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของพระองค์ [ สดุดี 61:4 ]</p>
<p>มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่งรอบๆสระ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการสบตาและให้พื้นที่กับมัน ไม่เช่นนั้นฉันต้องเสี่ยงทำให้พ่อแม่ที่ปกป้องลูกสงสัยว่าจะมีภัย แล้วส่งเสียงขู่และไล่ตามฉัน!</p>
<p>ภาพนกที่ปกป้องลูกน้อยเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้เพื่อบรรยายถึงความอ่อนโยนของพระเจ้า และความรักซึ่งปกป้องลูกๆของพระองค์ (สดด.91:4) ในสดุดีบทที่ 61 ดูเหมือนการดูแลของพระเจ้าในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดาวิดเข้าใจได้โดยง่าย ท่านเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะ “ที่ลี้ภัย เป็นหอคอยเข้มแข็ง” (ข้อ 3) แต่ตอนนี้ท่านร้องอย่างสิ้นหวัง “มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” วิงวอนว่า “ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ท่านปรารถนาอีกครั้งที่จะ “ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของ[พระเจ้า]” (ข้อ 4)</p>
<p>และการซึ่งท่านนำความเจ็บปวดและความต้องการการรักษามาทูลต่อพระเจ้า ดาวิดได้รับการปลอบประโลมที่รู้ว่าพระองค์ทรงฟังท่าน (ข้อ 5) เพราะเหตุความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านรู้ว่าท่านจะ “ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ” (ข้อ 8)</p>
<p>เช่นเดียวกับผู้เขียนพระธรรมสดุดี เมื่อเรารู้สึกห่างเหินจากความรักของพระเจ้า เราวิ่งกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ได้เพื่อที่จะมั่นใจว่า แม้ในยามเจ็บปวดพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงปกป้องและดูแลเราอย่างดุดันแข็งขันประหนึ่งแม่นกปกป้องลูกของมัน</p>
<p><em>เรื่องนี้หนุนใจคุณให้ระลึกถึงการดูแลปกป้องของพระเจ้าที่มีต่อคุณอย่างไร 
คุณมีประสบการณ์ในการดูแลของพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณในความรักที่ปกป้องดูแลข้าพระองค์อย่างแข็งขัน โปรดให้ข้าพระองค์ได้พักสงบอย่างปลอดภัยในการดูแลอันอ่อนโยนของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 30 Oct 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/693f99d9/92ac9230.mp3" length="9529209" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>596</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพระองค์จะขออยู่ในพลับพลาของพระองค์เป็นนิตย์ ขอให้ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของพระองค์ [ สดุดี 61:4 ]
มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่งรอบๆสระ แต่ฉันเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงการสบตาและให้พื้นที่กับมัน ไม่เช่นนั้นฉันต้องเสี่ยงทำให้พ่อแม่ที่ปกป้องลูกสงสัยว่าจะมีภัย แล้วส่งเสียงขู่และไล่ตามฉัน!
ภาพนกที่ปกป้องลูกน้อยเป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ใช้เพื่อบรรยายถึงความอ่อนโยนของพระเจ้า และความรักซึ่งปกป้องลูกๆของพระองค์ (สดด.91:4) ในสดุดีบทที่ 61 ดูเหมือนการดูแลของพระเจ้าในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดาวิดเข้าใจได้โดยง่าย ท่านเคยมีประสบการณ์กับพระเจ้าในฐานะ “ที่ลี้ภัย เป็นหอคอยเข้มแข็ง” (ข้อ 3) แต่ตอนนี้ท่านร้องอย่างสิ้นหวัง “มาแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลก” วิงวอนว่า “ขอทรงนำข้าพระองค์มาถึงศิลาที่สูงกว่าข้าพระองค์” (ข้อ 2) ท่านปรารถนาอีกครั้งที่จะ “ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของ[พระเจ้า]” (ข้อ 4)
และการซึ่งท่านนำความเจ็บปวดและความต้องการการรักษามาทูลต่อพระเจ้า ดาวิดได้รับการปลอบประโลมที่รู้ว่าพระองค์ทรงฟังท่าน (ข้อ 5) เพราะเหตุความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ท่านรู้ว่าท่านจะ “ร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์เสมอ” (ข้อ 8)
เช่นเดียวกับผู้เขียนพระธรรมสดุดี เมื่อเรารู้สึกห่างเหินจากความรักของพระเจ้า เราวิ่งกลับไปสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ได้เพื่อที่จะมั่นใจว่า แม้ในยามเจ็บปวดพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงปกป้องและดูแลเราอย่างดุดันแข็งขันประหนึ่งแม่นกปกป้องลูกของมัน
เรื่องนี้หนุนใจคุณให้ระลึกถึงการดูแลปกป้องของพระเจ้าที่มีต่อคุณอย่างไร 
คุณมีประสบการณ์ในการดูแลของพระองค์อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณในความรักที่ปกป้องดูแลข้าพระองค์อย่างแข็งขัน โปรดให้ข้าพระองค์ได้พักสงบอย่างปลอดภัยในการดูแลอันอ่อนโยนของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพระองค์จะขออยู่ในพลับพลาของพระองค์เป็นนิตย์ ขอให้ปลอดภัยอยู่ที่กำบังปีกของพระองค์ [ สดุดี 61:4 ]
มีฝูงห่านแคนาดาหลายครอบครัวพร้อมลูกห่านที่สระน้ำใกล้อพาร์ตเมนต์ของเรา ลูกห่านตัวน้อยขนปุยและน่ารักมาก เป็นเรื่องยากที่จะไม่มองดูพวกมันเมื่อออกไปเดินหรือวิ่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเห็นอกเห็นใจจากสมาร์ทโฟน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเห็นอกเห็นใจจากสมาร์ทโฟน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b4d05019-8d80-4aab-a42b-f61984714c1e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/03a32443</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง [ อพยพ 34:6 ]</p>
<p>คนขับรถส่งอาหารของคุณมาช้าไปไหม คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้คะแนนหนึ่งดาวกับเขาได้ เจ้าของร้านปฏิบัติต่อคุณอย่างหยาบคายไหม คุณเขียนรีวิววิจารณ์เธอได้ ในขณะที่สมาร์ทโฟนช่วยให้เราซื้อของ ติดต่อกับเพื่อน และอื่นๆอีกมาก สมาร์ทโฟนยังให้อำนาจแก่เราในการให้คะแนนกันและกันแบบสาธารณะ และนี่อาจเป็นปัญหาได้</p>
<p>การให้คะแนนกันและกันด้วยวิธีนี้เป็นปัญหาเนื่องจากการตัดสินอาจทำได้โดยไม่มีบริบท คนขับได้รับคะแนนไม่ดีในการจัดส่งที่ล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เจ้าของร้านได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบขณะที่เธอตื่นอยู่ตลอดคืนเพราะลูกที่ป่วย เราจะหลีกเลี่ยงการให้คะแนนผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร</p>
<p>โดยการเลียนแบบพระลักษณะของพระเจ้า ในอพยพ 34:6-7 พระเจ้าอธิบายพระองค์เองว่า “ทรงพระกรุณา และทรงกอปรด้วยพระคุณ” หมายความว่าพระองค์จะไม่ตัดสินความล้มเหลวของเราโดยไม่มีบริบท “ทรงกริ้วช้า” หมายความว่าพระองค์จะไม่โพสต์คำวิจารณ์แง่ลบหลังจากประสบการณ์แย่ๆเพียงครั้งเดียว “บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” หมายความว่า การที่พระองค์ทรงแก้ไขเราก็เพื่อประโยชน์ของเรา ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น และ “โปรดยกโทษ[จาก]การล่วงละเมิด” หมายความว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากวันที่เราได้ดาวเดียว เนื่องจากพระลักษณะของพระเจ้าต้องเป็นรากฐานของเรา (มธ.6:33) เราจึงหลีกเลี่ยงความเลวร้ายจากสมาร์ทโฟนได้โดยใช้มันตามที่พระองค์จะทรงใช้ในยุคออนไลน์นี้ เราทุกคนสามารถให้คะแนนผู้อื่นแบบเลวร้ายได้ ขอพระวิญญาณเสริมกำลังเราที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆในวันนี้</p>
<p><em>คุณจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร 
พระลักษณะใดของพระเจ้าที่คุณต้องการเลียนแบบมากที่สุดขณะอยู่ในโลกออนไลน์</em></p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดให้ผลแห่งพระลักษณะของพระเจ้า เติบโตขึ้นในตัวข้าพระองค์วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่อยู่ในโลกออนไลน์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง [ อพยพ 34:6 ]</p>
<p>คนขับรถส่งอาหารของคุณมาช้าไปไหม คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้คะแนนหนึ่งดาวกับเขาได้ เจ้าของร้านปฏิบัติต่อคุณอย่างหยาบคายไหม คุณเขียนรีวิววิจารณ์เธอได้ ในขณะที่สมาร์ทโฟนช่วยให้เราซื้อของ ติดต่อกับเพื่อน และอื่นๆอีกมาก สมาร์ทโฟนยังให้อำนาจแก่เราในการให้คะแนนกันและกันแบบสาธารณะ และนี่อาจเป็นปัญหาได้</p>
<p>การให้คะแนนกันและกันด้วยวิธีนี้เป็นปัญหาเนื่องจากการตัดสินอาจทำได้โดยไม่มีบริบท คนขับได้รับคะแนนไม่ดีในการจัดส่งที่ล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เจ้าของร้านได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบขณะที่เธอตื่นอยู่ตลอดคืนเพราะลูกที่ป่วย เราจะหลีกเลี่ยงการให้คะแนนผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร</p>
<p>โดยการเลียนแบบพระลักษณะของพระเจ้า ในอพยพ 34:6-7 พระเจ้าอธิบายพระองค์เองว่า “ทรงพระกรุณา และทรงกอปรด้วยพระคุณ” หมายความว่าพระองค์จะไม่ตัดสินความล้มเหลวของเราโดยไม่มีบริบท “ทรงกริ้วช้า” หมายความว่าพระองค์จะไม่โพสต์คำวิจารณ์แง่ลบหลังจากประสบการณ์แย่ๆเพียงครั้งเดียว “บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” หมายความว่า การที่พระองค์ทรงแก้ไขเราก็เพื่อประโยชน์ของเรา ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น และ “โปรดยกโทษ[จาก]การล่วงละเมิด” หมายความว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากวันที่เราได้ดาวเดียว เนื่องจากพระลักษณะของพระเจ้าต้องเป็นรากฐานของเรา (มธ.6:33) เราจึงหลีกเลี่ยงความเลวร้ายจากสมาร์ทโฟนได้โดยใช้มันตามที่พระองค์จะทรงใช้ในยุคออนไลน์นี้ เราทุกคนสามารถให้คะแนนผู้อื่นแบบเลวร้ายได้ ขอพระวิญญาณเสริมกำลังเราที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆในวันนี้</p>
<p><em>คุณจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร 
พระลักษณะใดของพระเจ้าที่คุณต้องการเลียนแบบมากที่สุดขณะอยู่ในโลกออนไลน์</em></p>
<p>พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดให้ผลแห่งพระลักษณะของพระเจ้า เติบโตขึ้นในตัวข้าพระองค์วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่อยู่ในโลกออนไลน์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 29 Oct 2023 16:00:00 -0100</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/03a32443/2d86f99a.mp3" length="12152969" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>760</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง [ อพยพ 34:6 ]
คนขับรถส่งอาหารของคุณมาช้าไปไหม คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้คะแนนหนึ่งดาวกับเขาได้ เจ้าของร้านปฏิบัติต่อคุณอย่างหยาบคายไหม คุณเขียนรีวิววิจารณ์เธอได้ ในขณะที่สมาร์ทโฟนช่วยให้เราซื้อของ ติดต่อกับเพื่อน และอื่นๆอีกมาก สมาร์ทโฟนยังให้อำนาจแก่เราในการให้คะแนนกันและกันแบบสาธารณะ และนี่อาจเป็นปัญหาได้
การให้คะแนนกันและกันด้วยวิธีนี้เป็นปัญหาเนื่องจากการตัดสินอาจทำได้โดยไม่มีบริบท คนขับได้รับคะแนนไม่ดีในการจัดส่งที่ล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา เจ้าของร้านได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบขณะที่เธอตื่นอยู่ตลอดคืนเพราะลูกที่ป่วย เราจะหลีกเลี่ยงการให้คะแนนผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร
โดยการเลียนแบบพระลักษณะของพระเจ้า ในอพยพ 34:6-7 พระเจ้าอธิบายพระองค์เองว่า “ทรงพระกรุณา และทรงกอปรด้วยพระคุณ” หมายความว่าพระองค์จะไม่ตัดสินความล้มเหลวของเราโดยไม่มีบริบท “ทรงกริ้วช้า” หมายความว่าพระองค์จะไม่โพสต์คำวิจารณ์แง่ลบหลังจากประสบการณ์แย่ๆเพียงครั้งเดียว “บริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง” หมายความว่า การที่พระองค์ทรงแก้ไขเราก็เพื่อประโยชน์ของเรา ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น และ “โปรดยกโทษ[จาก]การล่วงละเมิด” หมายความว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดจากวันที่เราได้ดาวเดียว เนื่องจากพระลักษณะของพระเจ้าต้องเป็นรากฐานของเรา (มธ.6:33) เราจึงหลีกเลี่ยงความเลวร้ายจากสมาร์ทโฟนได้โดยใช้มันตามที่พระองค์จะทรงใช้ในยุคออนไลน์นี้ เราทุกคนสามารถให้คะแนนผู้อื่นแบบเลวร้ายได้ ขอพระวิญญาณเสริมกำลังเราที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเล็กๆน้อยๆในวันนี้
คุณจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นได้อย่างไร 
พระลักษณะใดของพระเจ้าที่คุณต้องการเลียนแบบมากที่สุดขณะอยู่ในโลกออนไลน์
พระวิญญาณบริสุทธิ์ โปรดให้ผลแห่งพระลักษณะของพระเจ้า เติบโตขึ้นในตัวข้าพระองค์วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่อยู่ในโลกออนไลน์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง [ อพยพ 34:6 ]
คนขับรถส่งอาหารของคุณมาช้าไปไหม คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อให้คะแนนหนึ่งดาวกับเขาได้ เจ้าของร้านปฏิบัติต่อคุณอย่างหยาบคายไหม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คุณวางใจในพระเจ้าได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คุณวางใจในพระเจ้าได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">eaea6b89-c323-48af-af4c-6ccc212a14c8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/06bd2157</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์ [ สดุดี 9:10 ]</p>
<p>เมื่อมิกกี้แมวของฉันติดเชื้อที่ตา ฉันหยอดตาให้มันทุกวัน ทันทีที่วางมันที่บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ มันนั่งลง มองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว และเตรียมพร้อมสำหรับของเหลวที่จะพุ่งเข้ามา “เด็กดี” ฉันพึมพำ แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันทำ แต่ก็ไม่เคยกระโดดหนี ขู่ฟ่อหรือข่วนฉัน แต่จะเบียดตัวเข้ามาใกล้ฉันที่ทำให้มันเจอกับประสบการณ์ยากลำบาก มันรู้ว่าไว้ใจฉันได้</p>
<p>เมื่อดาวิดเขียนพระธรรมสดุดีบทที่ 9 ท่านคงมีประสบการณ์กับความรักและความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามามากแล้ว ท่านหันไปหาพระองค์เพื่อขอการปกป้องให้พ้นจากศัตรู และพระเจ้าทรงกระทำกิจแทนท่าน (ข้อ 3-6) ในช่วงเวลาที่ดาวิดต้องการ พระเจ้าไม่ทรงทำให้ท่านผิดหวัง ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจและทรงชอบธรรม ทรงรักและทรงสัตย์ซื่อ และด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงไว้วางใจพระองค์ ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้</p>
<p>ฉันดูแลมิกกี้ผ่านความเจ็บป่วยมาหลายครั้งตั้งแต่คืนที่ฉันพบมันตอนเป็นลูกแมวตัวเล็กๆที่หิวโหยอยู่ข้างถนน มันรู้ว่ามันจะไว้ใจฉันได้ แม้ว่าฉันจะทำบางอย่างกับมันโดยที่มันไม่เข้าใจก็ตาม ในทำนองเดียวกันการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราและพระลักษณะของพระองค์ ช่วยให้เราวางใจพระองค์เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์กำลังทำ ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต</p>
<p><em>ให้คิดถึงสถานการณ์ยากลำบากเมื่อพระเจ้าทรงสำแดงความรัก
และความสัตย์ซื่อของพระองค์แก่คุณ คุณเรียนรู้อะไรอีกบ้าง
เกี่ยวกับพระลักษณะของพระองค์ สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อทุกเวลา โปรดให้ข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ ขอให้ช่วงเวลาที่ยากลำบากนำข้าพระองค์เข้ามาใกล้พระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์ [ สดุดี 9:10 ]</p>
<p>เมื่อมิกกี้แมวของฉันติดเชื้อที่ตา ฉันหยอดตาให้มันทุกวัน ทันทีที่วางมันที่บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ มันนั่งลง มองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว และเตรียมพร้อมสำหรับของเหลวที่จะพุ่งเข้ามา “เด็กดี” ฉันพึมพำ แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันทำ แต่ก็ไม่เคยกระโดดหนี ขู่ฟ่อหรือข่วนฉัน แต่จะเบียดตัวเข้ามาใกล้ฉันที่ทำให้มันเจอกับประสบการณ์ยากลำบาก มันรู้ว่าไว้ใจฉันได้</p>
<p>เมื่อดาวิดเขียนพระธรรมสดุดีบทที่ 9 ท่านคงมีประสบการณ์กับความรักและความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามามากแล้ว ท่านหันไปหาพระองค์เพื่อขอการปกป้องให้พ้นจากศัตรู และพระเจ้าทรงกระทำกิจแทนท่าน (ข้อ 3-6) ในช่วงเวลาที่ดาวิดต้องการ พระเจ้าไม่ทรงทำให้ท่านผิดหวัง ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจและทรงชอบธรรม ทรงรักและทรงสัตย์ซื่อ และด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงไว้วางใจพระองค์ ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้</p>
<p>ฉันดูแลมิกกี้ผ่านความเจ็บป่วยมาหลายครั้งตั้งแต่คืนที่ฉันพบมันตอนเป็นลูกแมวตัวเล็กๆที่หิวโหยอยู่ข้างถนน มันรู้ว่ามันจะไว้ใจฉันได้ แม้ว่าฉันจะทำบางอย่างกับมันโดยที่มันไม่เข้าใจก็ตาม ในทำนองเดียวกันการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราและพระลักษณะของพระองค์ ช่วยให้เราวางใจพระองค์เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์กำลังทำ ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต</p>
<p><em>ให้คิดถึงสถานการณ์ยากลำบากเมื่อพระเจ้าทรงสำแดงความรัก
และความสัตย์ซื่อของพระองค์แก่คุณ คุณเรียนรู้อะไรอีกบ้าง
เกี่ยวกับพระลักษณะของพระองค์ สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรในวันนี้</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อทุกเวลา โปรดให้ข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ ขอให้ช่วงเวลาที่ยากลำบากนำข้าพระองค์เข้ามาใกล้พระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 28 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/06bd2157/a112c19f.mp3" length="12943107" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>809</itunes:duration>
      <itunes:summary>บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์ [ สดุดี 9:10 ]
เมื่อมิกกี้แมวของฉันติดเชื้อที่ตา ฉันหยอดตาให้มันทุกวัน ทันทีที่วางมันที่บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ มันนั่งลง มองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว และเตรียมพร้อมสำหรับของเหลวที่จะพุ่งเข้ามา “เด็กดี” ฉันพึมพำ แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันทำ แต่ก็ไม่เคยกระโดดหนี ขู่ฟ่อหรือข่วนฉัน แต่จะเบียดตัวเข้ามาใกล้ฉันที่ทำให้มันเจอกับประสบการณ์ยากลำบาก มันรู้ว่าไว้ใจฉันได้
เมื่อดาวิดเขียนพระธรรมสดุดีบทที่ 9 ท่านคงมีประสบการณ์กับความรักและความสัตย์ซื่อของพระเจ้ามามากแล้ว ท่านหันไปหาพระองค์เพื่อขอการปกป้องให้พ้นจากศัตรู และพระเจ้าทรงกระทำกิจแทนท่าน (ข้อ 3-6) ในช่วงเวลาที่ดาวิดต้องการ พระเจ้าไม่ทรงทำให้ท่านผิดหวัง ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจและทรงชอบธรรม ทรงรักและทรงสัตย์ซื่อ และด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงไว้วางใจพระองค์ ท่านรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นที่ไว้วางใจได้
ฉันดูแลมิกกี้ผ่านความเจ็บป่วยมาหลายครั้งตั้งแต่คืนที่ฉันพบมันตอนเป็นลูกแมวตัวเล็กๆที่หิวโหยอยู่ข้างถนน มันรู้ว่ามันจะไว้ใจฉันได้ แม้ว่าฉันจะทำบางอย่างกับมันโดยที่มันไม่เข้าใจก็ตาม ในทำนองเดียวกันการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราและพระลักษณะของพระองค์ ช่วยให้เราวางใจพระองค์เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์กำลังทำ ขอให้เรายังคงวางใจในพระเจ้าต่อไปผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต
ให้คิดถึงสถานการณ์ยากลำบากเมื่อพระเจ้าทรงสำแดงความรัก
และความสัตย์ซื่อของพระองค์แก่คุณ คุณเรียนรู้อะไรอีกบ้าง
เกี่ยวกับพระลักษณะของพระองค์ สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรในวันนี้
ข้าแต่พระบิดาเจ้า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อทุกเวลา โปรดให้ข้าพระองค์ไว้วางใจพระองค์ ขอให้ช่วงเวลาที่ยากลำบากนำข้าพระองค์เข้ามาใกล้พระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ก็วางใจในพระองค์ [ สดุดี 9:10 ]
เมื่อมิกกี้แมวของฉันติดเชื้อที่ตา ฉันหยอดตาให้มันทุกวัน ทันทีที่วางมันที่บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ มันนั่งลง มองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว และเตรียมพร้อมสำหรับของเหลวที่จะพุ่งเข้ามา “เด็กดี” ฉันพึมพำ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีค่ายิ่งกว่าทองคำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มีค่ายิ่งกว่าทองคำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">31ece406-3b96-4c9c-a118-ffc6603b56ee</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/eb03657c</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้น เป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ [ 1 เปโตร 2:4 ]</p>
<p>คุณเคยดูสินค้าราคาถูกที่นำมาเปิดท้ายขายของแล้วฝันว่าคุณจะพบของมีค่าอย่างเหลือเชื่อไหม มันเกิดขึ้นที่รัฐคอนเนคทิคัต เมื่อชามโบราณลายดอกไม้จีนที่ซื้อในราคาพันกว่าบาท ได้ถูกขายในงานประมูลในปี 2021<br>ด้วยราคากว่ายี่สิบสามล้านบาท ของชิ้นนี้กลายเป็นศิลปวัตถุชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่หายากจากศตวรรษที่ 15 เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าทึ่งว่าสิ่งที่บางคนมองว่ามีค่าเพียงเล็กน้อยกลับมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่</p>
<p>เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกเวลานั้น ท่านอธิบายว่าความเชื่อของพวกเขาในพระเยซูคือความเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ถูกดูหมิ่นโดยผู้นำทางศาสนาชาวยิวและถูกตรึงกางเขนโดยรัฐบาลโรม พระคริสต์ถูกคนจำนวนมากมองว่าไร้ค่าเพราะไม่ทรงตอบสนองความคาดหวังและความปรารถนาของพวกเขา แต่ถึงแม้คนอื่นจะเมินเฉยต่อคุณค่าของพระเยซู แต่พระองค์เป็นผู้ที่พระเจ้า “ทรงเลือกไว้และทรงค่าอันประเสริฐ” (1ปต.2:4) คุณค่าของพระองค์ที่มีต่อเรามีค่ายิ่งกว่าเงินหรือทอง (1:18-19) และเราได้รับการรับรองว่า ผู้ใดที่เลือกเชื่อวางใจในพระเยซูจะไม่ได้รับความอับอายในสิ่งที่ตนเลือก (2:6)</p>
<p>เมื่อคนอื่นมองว่าพระเยซูไร้ค่า ขอให้เราลองมองอีกครั้ง พระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นของประทานอันประเมินค่ามิได้จากพระคริสต์ ผู้ประทานคำเชื้อเชิญอันมีค่าแก่ทุกคนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า (ข้อ 10)</p>
<p><em>ทำไมผู้คนจึงพลาดที่จะเห็นคุณค่าที่แท้จริงของพระเยซู คุณจะแบ่งปันพระพรของการเชื่อวางใจในพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงดำเนินชีวิตแห่งการเชื่อฟัง เพื่อข้าพระองค์จะเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้น เป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ [ 1 เปโตร 2:4 ]</p>
<p>คุณเคยดูสินค้าราคาถูกที่นำมาเปิดท้ายขายของแล้วฝันว่าคุณจะพบของมีค่าอย่างเหลือเชื่อไหม มันเกิดขึ้นที่รัฐคอนเนคทิคัต เมื่อชามโบราณลายดอกไม้จีนที่ซื้อในราคาพันกว่าบาท ได้ถูกขายในงานประมูลในปี 2021<br>ด้วยราคากว่ายี่สิบสามล้านบาท ของชิ้นนี้กลายเป็นศิลปวัตถุชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่หายากจากศตวรรษที่ 15 เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าทึ่งว่าสิ่งที่บางคนมองว่ามีค่าเพียงเล็กน้อยกลับมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่</p>
<p>เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกเวลานั้น ท่านอธิบายว่าความเชื่อของพวกเขาในพระเยซูคือความเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ถูกดูหมิ่นโดยผู้นำทางศาสนาชาวยิวและถูกตรึงกางเขนโดยรัฐบาลโรม พระคริสต์ถูกคนจำนวนมากมองว่าไร้ค่าเพราะไม่ทรงตอบสนองความคาดหวังและความปรารถนาของพวกเขา แต่ถึงแม้คนอื่นจะเมินเฉยต่อคุณค่าของพระเยซู แต่พระองค์เป็นผู้ที่พระเจ้า “ทรงเลือกไว้และทรงค่าอันประเสริฐ” (1ปต.2:4) คุณค่าของพระองค์ที่มีต่อเรามีค่ายิ่งกว่าเงินหรือทอง (1:18-19) และเราได้รับการรับรองว่า ผู้ใดที่เลือกเชื่อวางใจในพระเยซูจะไม่ได้รับความอับอายในสิ่งที่ตนเลือก (2:6)</p>
<p>เมื่อคนอื่นมองว่าพระเยซูไร้ค่า ขอให้เราลองมองอีกครั้ง พระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นของประทานอันประเมินค่ามิได้จากพระคริสต์ ผู้ประทานคำเชื้อเชิญอันมีค่าแก่ทุกคนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า (ข้อ 10)</p>
<p><em>ทำไมผู้คนจึงพลาดที่จะเห็นคุณค่าที่แท้จริงของพระเยซู คุณจะแบ่งปันพระพรของการเชื่อวางใจในพระองค์อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงดำเนินชีวิตแห่งการเชื่อฟัง เพื่อข้าพระองค์จะเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 27 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/eb03657c/2b1b9326.mp3" length="12110111" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>757</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้น เป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ [ 1 เปโตร 2:4 ]
คุณเคยดูสินค้าราคาถูกที่นำมาเปิดท้ายขายของแล้วฝันว่าคุณจะพบของมีค่าอย่างเหลือเชื่อไหม มันเกิดขึ้นที่รัฐคอนเนคทิคัต เมื่อชามโบราณลายดอกไม้จีนที่ซื้อในราคาพันกว่าบาท ได้ถูกขายในงานประมูลในปี 2021ด้วยราคากว่ายี่สิบสามล้านบาท ของชิ้นนี้กลายเป็นศิลปวัตถุชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่หายากจากศตวรรษที่ 15 เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าทึ่งว่าสิ่งที่บางคนมองว่ามีค่าเพียงเล็กน้อยกลับมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่
เปโตรเขียนถึงผู้เชื่อที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกเวลานั้น ท่านอธิบายว่าความเชื่อของพวกเขาในพระเยซูคือความเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งถูกปฏิเสธโดยสังคมส่วนใหญ่ ถูกดูหมิ่นโดยผู้นำทางศาสนาชาวยิวและถูกตรึงกางเขนโดยรัฐบาลโรม พระคริสต์ถูกคนจำนวนมากมองว่าไร้ค่าเพราะไม่ทรงตอบสนองความคาดหวังและความปรารถนาของพวกเขา แต่ถึงแม้คนอื่นจะเมินเฉยต่อคุณค่าของพระเยซู แต่พระองค์เป็นผู้ที่พระเจ้า “ทรงเลือกไว้และทรงค่าอันประเสริฐ” (1ปต.2:4) คุณค่าของพระองค์ที่มีต่อเรามีค่ายิ่งกว่าเงินหรือทอง (1:18-19) และเราได้รับการรับรองว่า ผู้ใดที่เลือกเชื่อวางใจในพระเยซูจะไม่ได้รับความอับอายในสิ่งที่ตนเลือก (2:6)
เมื่อคนอื่นมองว่าพระเยซูไร้ค่า ขอให้เราลองมองอีกครั้ง พระวิญญาณของพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นของประทานอันประเมินค่ามิได้จากพระคริสต์ ผู้ประทานคำเชื้อเชิญอันมีค่าแก่ทุกคนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า (ข้อ 10)
ทำไมผู้คนจึงพลาดที่จะเห็นคุณค่าที่แท้จริงของพระเยซู คุณจะแบ่งปันพระพรของการเชื่อวางใจในพระองค์อย่างไร
พระเยซูเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงดำเนินชีวิตแห่งการเชื่อฟัง เพื่อข้าพระองค์จะเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้น เป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ [ 1 เปโตร 2:4 ]
คุณเคยดูสินค้าราคาถูกที่นำมาเปิดท้ายขายของแล้วฝันว่าคุณจะพบของมีค่าอย่างเหลือเชื่อไหม มันเกิดขึ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>กษัตริย์สามพระองค์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>กษัตริย์สามพระองค์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">92befe26-1bcb-42c9-8b17-19c008f3436f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3e36dceb</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ประชาชนของพระองค์มิได้ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์ อย่างกับก่อเพลิงให้กับบรรพบุรุษของพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 21:19 ]</p>
<p>ในละครเพลงยอดนิยมเรื่อง แฮมิลตัน พระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษถูกนำเสนอในแนวขบขันว่าเป็นวายร้ายที่ฟั่นเฟือน อย่างไรก็ตามชีวประวัติใหม่ของพระเจ้าจอร์จบอกว่าพระองค์ไม่ใช่ทรราชย์ที่บรรยายไว้ใน คำประกาศอิสรภาพของแฮมิลตันหรือของอเมริกา หากพระเจ้าจอร์จเป็นเผด็จการที่โหดร้ายอย่างที่ชาวอเมริกันกล่าวว่าพระองค์เป็น พระองค์คงหยุดการเรียกร้องเอกราชของพวกเขาด้วยมาตรการทางทหารที่หนักหน่วงเพื่อหวังทำลายทุกสิ่ง แต่ก็ทรงยับยั้งไว้ด้วยภาวะจิตใจอย่างผู้ที่ “มีอารยธรรม นิสัยดี”</p>
<p>ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจอร์จทรงสิ้นพระชนม์ไปด้วยความเสียใจไหม รัชกาลของพระองค์อาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้หรือไม่หากทรงแข็งกร้าวต่อประชาชนของพระองค์</p>
<p>นั่นไม่จำเป็นเลย ในพระคัมภีร์เราอ่านเรื่องกษัตริย์เยโฮรัมผู้ซึ่งสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ให้มั่นคงโดย “ประหารพระอนุชาของพระองค์เสียหมดด้วยดาบ ทั้งเจ้านายบางคนของยูดาห์ด้วย” (2พศด.21:4) กษัตริย์เยโฮรัม “กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า” (ข้อ 6) การปกครองที่โหดเหี้ยมทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ผู้ซึ่งมิได้ร่ำไห้ต่อการสิ้นพระชนม์อันน่าสยดสยองของพระองค์ และมิได้ “ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์” (ข้อ 19)</p>
<p>นักประวัติศาสตร์อาจถกเถียงกันว่าพระเจ้าจอร์จผ่อนปรนเกินไปหรือไม่ แต่กษัตริย์เยโฮรัมรุนแรงเกินไปอย่างแน่นอน วิธีที่ดีกว่าคือวิธีของพระเยซูองค์กษัตริย์ผู้ “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14) ความคาดหวังของพระคริสต์นั้นเด็ดขาด (ทรงเรียกร้องความจริง) ทว่าพระองค์ทรงโอบกอดผู้ที่ล้มเหลว (ประทานพระคุณ) พระเยซูทรงเรียกเราที่เชื่อในพระองค์ให้ทำตามการทรงนำจากนั้นพระองค์ประทานกำลังให้เราทำได้โดยการนำขององค์พระวิญญาณ</p>
<p><em>คุณมีหน้าที่เป็นผู้นำใคร คุณจะแสดงทั้งพระคุณและความจริงต่อพวกเขาได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ตั้งใจที่จะนำผู้อื่นโดยการทำตามพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ประชาชนของพระองค์มิได้ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์ อย่างกับก่อเพลิงให้กับบรรพบุรุษของพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 21:19 ]</p>
<p>ในละครเพลงยอดนิยมเรื่อง แฮมิลตัน พระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษถูกนำเสนอในแนวขบขันว่าเป็นวายร้ายที่ฟั่นเฟือน อย่างไรก็ตามชีวประวัติใหม่ของพระเจ้าจอร์จบอกว่าพระองค์ไม่ใช่ทรราชย์ที่บรรยายไว้ใน คำประกาศอิสรภาพของแฮมิลตันหรือของอเมริกา หากพระเจ้าจอร์จเป็นเผด็จการที่โหดร้ายอย่างที่ชาวอเมริกันกล่าวว่าพระองค์เป็น พระองค์คงหยุดการเรียกร้องเอกราชของพวกเขาด้วยมาตรการทางทหารที่หนักหน่วงเพื่อหวังทำลายทุกสิ่ง แต่ก็ทรงยับยั้งไว้ด้วยภาวะจิตใจอย่างผู้ที่ “มีอารยธรรม นิสัยดี”</p>
<p>ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจอร์จทรงสิ้นพระชนม์ไปด้วยความเสียใจไหม รัชกาลของพระองค์อาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้หรือไม่หากทรงแข็งกร้าวต่อประชาชนของพระองค์</p>
<p>นั่นไม่จำเป็นเลย ในพระคัมภีร์เราอ่านเรื่องกษัตริย์เยโฮรัมผู้ซึ่งสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ให้มั่นคงโดย “ประหารพระอนุชาของพระองค์เสียหมดด้วยดาบ ทั้งเจ้านายบางคนของยูดาห์ด้วย” (2พศด.21:4) กษัตริย์เยโฮรัม “กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า” (ข้อ 6) การปกครองที่โหดเหี้ยมทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ผู้ซึ่งมิได้ร่ำไห้ต่อการสิ้นพระชนม์อันน่าสยดสยองของพระองค์ และมิได้ “ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์” (ข้อ 19)</p>
<p>นักประวัติศาสตร์อาจถกเถียงกันว่าพระเจ้าจอร์จผ่อนปรนเกินไปหรือไม่ แต่กษัตริย์เยโฮรัมรุนแรงเกินไปอย่างแน่นอน วิธีที่ดีกว่าคือวิธีของพระเยซูองค์กษัตริย์ผู้ “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14) ความคาดหวังของพระคริสต์นั้นเด็ดขาด (ทรงเรียกร้องความจริง) ทว่าพระองค์ทรงโอบกอดผู้ที่ล้มเหลว (ประทานพระคุณ) พระเยซูทรงเรียกเราที่เชื่อในพระองค์ให้ทำตามการทรงนำจากนั้นพระองค์ประทานกำลังให้เราทำได้โดยการนำขององค์พระวิญญาณ</p>
<p><em>คุณมีหน้าที่เป็นผู้นำใคร คุณจะแสดงทั้งพระคุณและความจริงต่อพวกเขาได้อย่างไร</em></p>
<p>พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ตั้งใจที่จะนำผู้อื่นโดยการทำตามพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 26 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3e36dceb/f7f44247.mp3" length="11457258" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>716</itunes:duration>
      <itunes:summary>ประชาชนของพระองค์มิได้ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์ อย่างกับก่อเพลิงให้กับบรรพบุรุษของพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 21:19 ]
ในละครเพลงยอดนิยมเรื่อง แฮมิลตัน พระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษถูกนำเสนอในแนวขบขันว่าเป็นวายร้ายที่ฟั่นเฟือน อย่างไรก็ตามชีวประวัติใหม่ของพระเจ้าจอร์จบอกว่าพระองค์ไม่ใช่ทรราชย์ที่บรรยายไว้ใน คำประกาศอิสรภาพของแฮมิลตันหรือของอเมริกา หากพระเจ้าจอร์จเป็นเผด็จการที่โหดร้ายอย่างที่ชาวอเมริกันกล่าวว่าพระองค์เป็น พระองค์คงหยุดการเรียกร้องเอกราชของพวกเขาด้วยมาตรการทางทหารที่หนักหน่วงเพื่อหวังทำลายทุกสิ่ง แต่ก็ทรงยับยั้งไว้ด้วยภาวะจิตใจอย่างผู้ที่ “มีอารยธรรม นิสัยดี”
ไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าจอร์จทรงสิ้นพระชนม์ไปด้วยความเสียใจไหม รัชกาลของพระองค์อาจประสบความสำเร็จมากกว่านี้หรือไม่หากทรงแข็งกร้าวต่อประชาชนของพระองค์
นั่นไม่จำเป็นเลย ในพระคัมภีร์เราอ่านเรื่องกษัตริย์เยโฮรัมผู้ซึ่งสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ให้มั่นคงโดย “ประหารพระอนุชาของพระองค์เสียหมดด้วยดาบ ทั้งเจ้านายบางคนของยูดาห์ด้วย” (2พศด.21:4) กษัตริย์เยโฮรัม “กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า” (ข้อ 6) การปกครองที่โหดเหี้ยมทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ผู้ซึ่งมิได้ร่ำไห้ต่อการสิ้นพระชนม์อันน่าสยดสยองของพระองค์ และมิได้ “ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์” (ข้อ 19)
นักประวัติศาสตร์อาจถกเถียงกันว่าพระเจ้าจอร์จผ่อนปรนเกินไปหรือไม่ แต่กษัตริย์เยโฮรัมรุนแรงเกินไปอย่างแน่นอน วิธีที่ดีกว่าคือวิธีของพระเยซูองค์กษัตริย์ผู้ “บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยน.1:14) ความคาดหวังของพระคริสต์นั้นเด็ดขาด (ทรงเรียกร้องความจริง) ทว่าพระองค์ทรงโอบกอดผู้ที่ล้มเหลว (ประทานพระคุณ) พระเยซูทรงเรียกเราที่เชื่อในพระองค์ให้ทำตามการทรงนำจากนั้นพระองค์ประทานกำลังให้เราทำได้โดยการนำขององค์พระวิญญาณ
คุณมีหน้าที่เป็นผู้นำใคร คุณจะแสดงทั้งพระคุณและความจริงต่อพวกเขาได้อย่างไร
พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์ตั้งใจที่จะนำผู้อื่นโดยการทำตามพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ประชาชนของพระองค์มิได้ก่อเพลิงถวายเกียรติแก่พระองค์ อย่างกับก่อเพลิงให้กับบรรพบุรุษของพระองค์ [ 2 พงศาวดาร 21:19 ]
ในละครเพลงยอดนิยมเรื่อง แฮมิลตัน พระเจ้าจอร์จที่ 3 กษัตริย์แห่งอังกฤษถูกนำเสนอในแนวขบขันว่าเป็นวายร้ายที่ฟั่นเฟือน อย่างไรก็ตามชีวประวัติใหม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความงามแทนขี้เถ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความงามแทนขี้เถ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7b423b50-ff94-4a4f-badc-53bd67098f94</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3da69207</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้... เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา [ อิสยาห์ 61:1, 3 ]</p>
<p>ภายหลังเหตุไฟป่าที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐโคโลราโด หน่วยงานแห่งหนึ่งได้เสนอการให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาครอบครัวในการค้นหาสิ่งของมีค่าจากเถ้าถ่าน สมาชิกครอบครัวได้พูดถึงสิ่งของมีค่าที่พวกเขาหวังว่าจะยังคงปลอดภัย แต่น้อยมากที่ยังคงอยู่ ชายคนหนึ่งพูดถึงแหวนแต่งงานของเขาอย่างทะนุถนอม เขาวางไว้บนตู้เสื้อผ้าในห้องนอนชั้นบน เวลานี้ตัวบ้านไม่เหลือแล้ว สิ่งที่อยู่ในนั้นไหม้เกรียมเป็นเศษซากหรือละลายทับถมกันเป็นชิ้นเดียวอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ผู้ทำการค้นหามองหาแหวนในมุมเดิมที่เคยเป็นห้องนอน แต่ไม่พบ</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เขียนถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังจะมาถึงอย่างโศกสลด ที่ซึ่งจะถูกทำให้ราบเป็นหน้ากลอง ในทำนองเดียวกันมีหลายครั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตที่เราสร้างมานั้นถูกทำให้เหลือแต่เถ้าถ่าน เรารู้สึกว่าไม่เหลืออะไรแล้ว ทั้งในด้านความรู้สึกและในฝ่ายวิญญาณ แต่อิสยาห์ให้ความหวังว่า “พระองค์ [พระเจ้า] ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ…เพื่อเล้าโลมบรรดาคนที่ไว้ทุกข์” (อสย.61:1-2) พระเจ้าทรงเปลี่ยนโศกนาฏกรรมของเราให้เป็นสง่าราศี “[พระองค์จะ]ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา” (ข้อ 3) พระองค์ทรงสัญญาว่า “เขาทั้งหลายจะสร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (ข้อ 4)</p>
<p>บริเวณสถานที่ประสบเหตุไฟไหม้นั้น สตรีคนหนึ่งค้นหาเถ้าถ่านที่ฝั่งตรงข้าม ที่นั่นเธอพบแหวนแต่งงานของสามีซึ่งยังคงอยู่ในกล่องเล็กๆ ในความสิ้นหวังของคุณนั้น พระเจ้าทรงเข้าถึงกองขี้เถ้าของคุณและดึงสิ่งหนึ่งที่มีค่าอย่างแท้จริงออกมา นั่นก็คือตัวคุณ</p>
<p><em>ประสบการณ์ใดในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสูญเสียทุกอย่างไป 
พระเจ้าทรงดึงคุณออกจากความยากลำบากอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเปลี่ยนขี้เถ้าของข้าพระองค์ให้กลายเป็นความงดงาม</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้... เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา [ อิสยาห์ 61:1, 3 ]</p>
<p>ภายหลังเหตุไฟป่าที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐโคโลราโด หน่วยงานแห่งหนึ่งได้เสนอการให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาครอบครัวในการค้นหาสิ่งของมีค่าจากเถ้าถ่าน สมาชิกครอบครัวได้พูดถึงสิ่งของมีค่าที่พวกเขาหวังว่าจะยังคงปลอดภัย แต่น้อยมากที่ยังคงอยู่ ชายคนหนึ่งพูดถึงแหวนแต่งงานของเขาอย่างทะนุถนอม เขาวางไว้บนตู้เสื้อผ้าในห้องนอนชั้นบน เวลานี้ตัวบ้านไม่เหลือแล้ว สิ่งที่อยู่ในนั้นไหม้เกรียมเป็นเศษซากหรือละลายทับถมกันเป็นชิ้นเดียวอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ผู้ทำการค้นหามองหาแหวนในมุมเดิมที่เคยเป็นห้องนอน แต่ไม่พบ</p>
<p>ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เขียนถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังจะมาถึงอย่างโศกสลด ที่ซึ่งจะถูกทำให้ราบเป็นหน้ากลอง ในทำนองเดียวกันมีหลายครั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตที่เราสร้างมานั้นถูกทำให้เหลือแต่เถ้าถ่าน เรารู้สึกว่าไม่เหลืออะไรแล้ว ทั้งในด้านความรู้สึกและในฝ่ายวิญญาณ แต่อิสยาห์ให้ความหวังว่า “พระองค์ [พระเจ้า] ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ…เพื่อเล้าโลมบรรดาคนที่ไว้ทุกข์” (อสย.61:1-2) พระเจ้าทรงเปลี่ยนโศกนาฏกรรมของเราให้เป็นสง่าราศี “[พระองค์จะ]ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา” (ข้อ 3) พระองค์ทรงสัญญาว่า “เขาทั้งหลายจะสร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (ข้อ 4)</p>
<p>บริเวณสถานที่ประสบเหตุไฟไหม้นั้น สตรีคนหนึ่งค้นหาเถ้าถ่านที่ฝั่งตรงข้าม ที่นั่นเธอพบแหวนแต่งงานของสามีซึ่งยังคงอยู่ในกล่องเล็กๆ ในความสิ้นหวังของคุณนั้น พระเจ้าทรงเข้าถึงกองขี้เถ้าของคุณและดึงสิ่งหนึ่งที่มีค่าอย่างแท้จริงออกมา นั่นก็คือตัวคุณ</p>
<p><em>ประสบการณ์ใดในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสูญเสียทุกอย่างไป 
พระเจ้าทรงดึงคุณออกจากความยากลำบากอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเปลี่ยนขี้เถ้าของข้าพระองค์ให้กลายเป็นความงดงาม</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 25 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3da69207/b33028f7.mp3" length="10020731" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>627</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้... เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา [ อิสยาห์ 61:1, 3 ]
ภายหลังเหตุไฟป่าที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐโคโลราโด หน่วยงานแห่งหนึ่งได้เสนอการให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาครอบครัวในการค้นหาสิ่งของมีค่าจากเถ้าถ่าน สมาชิกครอบครัวได้พูดถึงสิ่งของมีค่าที่พวกเขาหวังว่าจะยังคงปลอดภัย แต่น้อยมากที่ยังคงอยู่ ชายคนหนึ่งพูดถึงแหวนแต่งงานของเขาอย่างทะนุถนอม เขาวางไว้บนตู้เสื้อผ้าในห้องนอนชั้นบน เวลานี้ตัวบ้านไม่เหลือแล้ว สิ่งที่อยู่ในนั้นไหม้เกรียมเป็นเศษซากหรือละลายทับถมกันเป็นชิ้นเดียวอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ผู้ทำการค้นหามองหาแหวนในมุมเดิมที่เคยเป็นห้องนอน แต่ไม่พบ
ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เขียนถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังจะมาถึงอย่างโศกสลด ที่ซึ่งจะถูกทำให้ราบเป็นหน้ากลอง ในทำนองเดียวกันมีหลายครั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตที่เราสร้างมานั้นถูกทำให้เหลือแต่เถ้าถ่าน เรารู้สึกว่าไม่เหลืออะไรแล้ว ทั้งในด้านความรู้สึกและในฝ่ายวิญญาณ แต่อิสยาห์ให้ความหวังว่า “พระองค์ [พระเจ้า] ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ…เพื่อเล้าโลมบรรดาคนที่ไว้ทุกข์” (อสย.61:1-2) พระเจ้าทรงเปลี่ยนโศกนาฏกรรมของเราให้เป็นสง่าราศี “[พระองค์จะ]ประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา” (ข้อ 3) พระองค์ทรงสัญญาว่า “เขาทั้งหลายจะสร้างสิ่งปรักหักพังโบราณขึ้นใหม่ เขาจะเสริมที่ทิ้งร้างแต่เก่าก่อนขึ้น” (ข้อ 4)
บริเวณสถานที่ประสบเหตุไฟไหม้นั้น สตรีคนหนึ่งค้นหาเถ้าถ่านที่ฝั่งตรงข้าม ที่นั่นเธอพบแหวนแต่งงานของสามีซึ่งยังคงอยู่ในกล่องเล็กๆ ในความสิ้นหวังของคุณนั้น พระเจ้าทรงเข้าถึงกองขี้เถ้าของคุณและดึงสิ่งหนึ่งที่มีค่าอย่างแท้จริงออกมา นั่นก็คือตัวคุณ
ประสบการณ์ใดในชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสูญเสียทุกอย่างไป 
พระเจ้าทรงดึงคุณออกจากความยากลำบากอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเปลี่ยนขี้เถ้าของข้าพระองค์ให้กลายเป็นความงดงาม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้... เพื่อประทานมาลัยแทนขี้เถ้าให้เขา [ อิสยาห์ 61:1, 3 ]
ภายหลังเหตุไฟป่าที่ทำลายล้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐโคโลราโด หน่วยงานแห่งหนึ่งได้เสนอการให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาครอบครัวในการค้นหาสิ่งของมีค่าจากเถ้าถ่าน สมาชิกครอบ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ประตูเดียวสำหรับทุกคน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ประตูเดียวสำหรับทุกคน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7eae7796-ad95-4389-a057-a9f0281ecfb3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/6a1e1249</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด [ โรม10:13 ]</p>
<p>ระเบียบปฏิบัติของร้านอาหารในละแวกบ้านของผมในวัยเด็กนั้น เป็นไปตามแบบแผนทางสังคมและเชื้อชาติของช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 พวกผู้ช่วยในครัว ได้แก่ แมรี่แม่ครัวและเด็กล้างจานอย่างตัวผมต่างก็เป็นคนผิวดำ แต่ลูกค้าในร้านอาหารเป็นคนผิวขาว ลูกค้าผิวดำสั่งอาหารได้แต่ต้องไปรับที่ประตูหลัง นโยบายดังกล่าวตอกย้ำการปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างไม่เท่าเทียมในยุคนั้น แม้ว่านับจากนั้นเราจะมาไกลแล้ว แต่เรายังมีช่องว่างเรื่องการเติบโตในความสัมพันธ์ต่อกันและกันในฐานะมนุษย์ที่ได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า</p>
<p>ข้อความตอนต่างๆในพระคัมภีร์ เช่น โรม 10:8-13 ช่วยให้เราเห็นว่าทุกคนได้รับการต้อนรับสู่ครอบครัวของพระเจ้า ไม่มีประตูหลัง ทุกคนเข้าทางเดียวกัน คือโดยทางความเชื่อในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อการชำระและการอภัย คำศัพท์ของพระคัมภีร์สำหรับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้คือคำว่า ช่วยให้รอด (ข้อ 9, 13) สภาพการณ์ทางสังคมหรือสถานะทางเชื้อชาติของคุณหรือของผู้อื่นไม่ได้รวมอยู่ในสมการนี้ “เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย เพราะว่าพวกยิวและพวกต่างชาตินั้นไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์” (ข้อ 11-12) ใจของคุณเชื่อข้อความในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงพระเยซูไหม ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์!</p>
<p><em>ในชีวิตของคุณมีหลักฐานใดที่แสดงว่าคุณได้เชื่อข้อความในพระคัมภีร์เรื่องการอภัยบาปโดยทางพระเยซู มีใครบ้างที่คุณรู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับพระคริสต์</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า จิตใจของข้าพระองค์ปีติยินดี ที่พระองค์ทรงรักโลกมากจนได้ประทานพระเยซูให้เสด็จมา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด [ โรม10:13 ]</p>
<p>ระเบียบปฏิบัติของร้านอาหารในละแวกบ้านของผมในวัยเด็กนั้น เป็นไปตามแบบแผนทางสังคมและเชื้อชาติของช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 พวกผู้ช่วยในครัว ได้แก่ แมรี่แม่ครัวและเด็กล้างจานอย่างตัวผมต่างก็เป็นคนผิวดำ แต่ลูกค้าในร้านอาหารเป็นคนผิวขาว ลูกค้าผิวดำสั่งอาหารได้แต่ต้องไปรับที่ประตูหลัง นโยบายดังกล่าวตอกย้ำการปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างไม่เท่าเทียมในยุคนั้น แม้ว่านับจากนั้นเราจะมาไกลแล้ว แต่เรายังมีช่องว่างเรื่องการเติบโตในความสัมพันธ์ต่อกันและกันในฐานะมนุษย์ที่ได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า</p>
<p>ข้อความตอนต่างๆในพระคัมภีร์ เช่น โรม 10:8-13 ช่วยให้เราเห็นว่าทุกคนได้รับการต้อนรับสู่ครอบครัวของพระเจ้า ไม่มีประตูหลัง ทุกคนเข้าทางเดียวกัน คือโดยทางความเชื่อในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อการชำระและการอภัย คำศัพท์ของพระคัมภีร์สำหรับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้คือคำว่า ช่วยให้รอด (ข้อ 9, 13) สภาพการณ์ทางสังคมหรือสถานะทางเชื้อชาติของคุณหรือของผู้อื่นไม่ได้รวมอยู่ในสมการนี้ “เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย เพราะว่าพวกยิวและพวกต่างชาตินั้นไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์” (ข้อ 11-12) ใจของคุณเชื่อข้อความในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงพระเยซูไหม ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์!</p>
<p><em>ในชีวิตของคุณมีหลักฐานใดที่แสดงว่าคุณได้เชื่อข้อความในพระคัมภีร์เรื่องการอภัยบาปโดยทางพระเยซู มีใครบ้างที่คุณรู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับพระคริสต์</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาเจ้า จิตใจของข้าพระองค์ปีติยินดี ที่พระองค์ทรงรักโลกมากจนได้ประทานพระเยซูให้เสด็จมา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 24 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/6a1e1249/53359ce5.mp3" length="9838090" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>615</itunes:duration>
      <itunes:summary>เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด [ โรม10:13 ]
ระเบียบปฏิบัติของร้านอาหารในละแวกบ้านของผมในวัยเด็กนั้น เป็นไปตามแบบแผนทางสังคมและเชื้อชาติของช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 พวกผู้ช่วยในครัว ได้แก่ แมรี่แม่ครัวและเด็กล้างจานอย่างตัวผมต่างก็เป็นคนผิวดำ แต่ลูกค้าในร้านอาหารเป็นคนผิวขาว ลูกค้าผิวดำสั่งอาหารได้แต่ต้องไปรับที่ประตูหลัง นโยบายดังกล่าวตอกย้ำการปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างไม่เท่าเทียมในยุคนั้น แม้ว่านับจากนั้นเราจะมาไกลแล้ว แต่เรายังมีช่องว่างเรื่องการเติบโตในความสัมพันธ์ต่อกันและกันในฐานะมนุษย์ที่ได้รับการสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า
ข้อความตอนต่างๆในพระคัมภีร์ เช่น โรม 10:8-13 ช่วยให้เราเห็นว่าทุกคนได้รับการต้อนรับสู่ครอบครัวของพระเจ้า ไม่มีประตูหลัง ทุกคนเข้าทางเดียวกัน คือโดยทางความเชื่อในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเพื่อการชำระและการอภัย คำศัพท์ของพระคัมภีร์สำหรับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้คือคำว่า ช่วยให้รอด (ข้อ 9, 13) สภาพการณ์ทางสังคมหรือสถานะทางเชื้อชาติของคุณหรือของผู้อื่นไม่ได้รวมอยู่ในสมการนี้ “เพราะมีข้อพระคัมภีร์ว่า ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย เพราะว่าพวกยิวและพวกต่างชาตินั้นไม่ทรงถือว่าต่างกัน ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง และทรงโปรดอย่างบริบูรณ์แก่คนทั้งปวงที่ทูลขอต่อพระองค์” (ข้อ 11-12) ใจของคุณเชื่อข้อความในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงพระเยซูไหม ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์!
ในชีวิตของคุณมีหลักฐานใดที่แสดงว่าคุณได้เชื่อข้อความในพระคัมภีร์เรื่องการอภัยบาปโดยทางพระเยซู มีใครบ้างที่คุณรู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับพระคริสต์
ข้าแต่พระบิดาเจ้า จิตใจของข้าพระองค์ปีติยินดี ที่พระองค์ทรงรักโลกมากจนได้ประทานพระเยซูให้เสด็จมา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เพราะว่า ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด [ โรม10:13 ]
ระเบียบปฏิบัติของร้านอาหารในละแวกบ้านของผมในวัยเด็กนั้น เป็นไปตามแบบแผนทางสังคมและเชื้อชาติของช่วงปลายทศวรรษ 1950 และต้นทศวรรษ 1960 พวกผู้ช่วยในครัว ได้แก่ แมรี่แม่ครัวและเด็กล้างจานอย่าง</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ไม่ย่อท้อ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ไม่ย่อท้อ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f08790e9-eae5-4e67-992b-6cf70824d3d7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c5492c5d</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน [ 2 โครินธ์ 4:16 ]</p>
<p>ฉันจำช่วงเวลาที่โดโรธีแม่ของฉันมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เลย ตลอดหลายปีในฐานะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ไม่คงที่อย่างรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นและไตที่เสียหายของแม่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตอย่างถาวร โรคระบบประสาทและกระดูกที่หักทำให้ต้องใช้รถเข็น สายตาของแม่เริ่มเสื่อมลงจนบอดสนิท</p>
<p>แต่ขณะที่ร่างกายของแม่ล้มเหลว ชีวิตการอธิษฐานของท่านก็เข้มแข็งขึ้นอย่างมาก แม่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่นที่จะได้รู้จักและสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า ถ้อยคำแสนประเสริฐในพระคัมภีร์ยิ่งหวานชื่นขึ้นสำหรับท่าน ก่อนที่การมองเห็นจะเลือนหายไป แม่เขียนจดหมายถึงมาร์จอรีน้องสาวของแม่ พร้อมกับข้อพระคำจาก 2 โครินธ์ 4 ว่า “เราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16)</p>
<p>อัครทูตเปาโลรู้ว่าการ “ย่อท้อ” นั้นง่ายเพียงใด ใน 2 โครินธ์ 11 ท่านบรรยายชีวิตตนเองว่า เป็นชีวิตที่มีอันตราย มีความทุกข์ทรมานและการสูญเสีย (ข้อ 23-29) แต่ท่านมองว่า “ปัญหาต่างๆ” เหล่านั้นเป็นเพียงชั่วคราว และท่านหนุนใจให้เราคิดไม่เพียงแค่ในสิ่งที่เราเห็น แต่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วย นั่นคือสิ่งซึ่ง ถาวรนิรันดร์ (4:17-18)</p>
<p>ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา พระบิดาที่รักของเรายังคงให้จิตใจภายในเราจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน พระองค์สถิตกับเราแน่นอน พระองค์ทรงอยู่ใกล้แค่เพียงลมหายใจโดยผ่านของประทานแห่งการอธิษฐาน และพระสัญญาของพระองค์ที่จะประทานกำลัง ความหวังและความชื่นชมยินดีแก่เรานั้นยังคงเป็นจริงเสมอ</p>
<p><em>สิ่งใดที่ทำให้คุณหมดกำลังใจหรือ “ย่อท้อ” พระคัมภีร์ข้อไหนที่หนุนใจคุณเป็นพิเศษ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้ประเสริฐ ขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ และการยืนยันในการประทับอยู่ด้วยของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน [ 2 โครินธ์ 4:16 ]</p>
<p>ฉันจำช่วงเวลาที่โดโรธีแม่ของฉันมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เลย ตลอดหลายปีในฐานะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ไม่คงที่อย่างรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นและไตที่เสียหายของแม่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตอย่างถาวร โรคระบบประสาทและกระดูกที่หักทำให้ต้องใช้รถเข็น สายตาของแม่เริ่มเสื่อมลงจนบอดสนิท</p>
<p>แต่ขณะที่ร่างกายของแม่ล้มเหลว ชีวิตการอธิษฐานของท่านก็เข้มแข็งขึ้นอย่างมาก แม่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่นที่จะได้รู้จักและสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า ถ้อยคำแสนประเสริฐในพระคัมภีร์ยิ่งหวานชื่นขึ้นสำหรับท่าน ก่อนที่การมองเห็นจะเลือนหายไป แม่เขียนจดหมายถึงมาร์จอรีน้องสาวของแม่ พร้อมกับข้อพระคำจาก 2 โครินธ์ 4 ว่า “เราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16)</p>
<p>อัครทูตเปาโลรู้ว่าการ “ย่อท้อ” นั้นง่ายเพียงใด ใน 2 โครินธ์ 11 ท่านบรรยายชีวิตตนเองว่า เป็นชีวิตที่มีอันตราย มีความทุกข์ทรมานและการสูญเสีย (ข้อ 23-29) แต่ท่านมองว่า “ปัญหาต่างๆ” เหล่านั้นเป็นเพียงชั่วคราว และท่านหนุนใจให้เราคิดไม่เพียงแค่ในสิ่งที่เราเห็น แต่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วย นั่นคือสิ่งซึ่ง ถาวรนิรันดร์ (4:17-18)</p>
<p>ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา พระบิดาที่รักของเรายังคงให้จิตใจภายในเราจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน พระองค์สถิตกับเราแน่นอน พระองค์ทรงอยู่ใกล้แค่เพียงลมหายใจโดยผ่านของประทานแห่งการอธิษฐาน และพระสัญญาของพระองค์ที่จะประทานกำลัง ความหวังและความชื่นชมยินดีแก่เรานั้นยังคงเป็นจริงเสมอ</p>
<p><em>สิ่งใดที่ทำให้คุณหมดกำลังใจหรือ “ย่อท้อ” พระคัมภีร์ข้อไหนที่หนุนใจคุณเป็นพิเศษ</em></p>
<p>ข้าแต่พระบิดาผู้ประเสริฐ ขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ และการยืนยันในการประทับอยู่ด้วยของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 23 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c5492c5d/b222615e.mp3" length="10171180" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>636</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน [ 2 โครินธ์ 4:16 ]
ฉันจำช่วงเวลาที่โดโรธีแม่ของฉันมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เลย ตลอดหลายปีในฐานะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก ระดับน้ำตาลในเลือดของแม่ไม่คงที่อย่างรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นและไตที่เสียหายของแม่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตอย่างถาวร โรคระบบประสาทและกระดูกที่หักทำให้ต้องใช้รถเข็น สายตาของแม่เริ่มเสื่อมลงจนบอดสนิท
แต่ขณะที่ร่างกายของแม่ล้มเหลว ชีวิตการอธิษฐานของท่านก็เข้มแข็งขึ้นอย่างมาก แม่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่นที่จะได้รู้จักและสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า ถ้อยคำแสนประเสริฐในพระคัมภีร์ยิ่งหวานชื่นขึ้นสำหรับท่าน ก่อนที่การมองเห็นจะเลือนหายไป แม่เขียนจดหมายถึงมาร์จอรีน้องสาวของแม่ พร้อมกับข้อพระคำจาก 2 โครินธ์ 4 ว่า “เราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16)
อัครทูตเปาโลรู้ว่าการ “ย่อท้อ” นั้นง่ายเพียงใด ใน 2 โครินธ์ 11 ท่านบรรยายชีวิตตนเองว่า เป็นชีวิตที่มีอันตราย มีความทุกข์ทรมานและการสูญเสีย (ข้อ 23-29) แต่ท่านมองว่า “ปัญหาต่างๆ” เหล่านั้นเป็นเพียงชั่วคราว และท่านหนุนใจให้เราคิดไม่เพียงแค่ในสิ่งที่เราเห็น แต่ในสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วย นั่นคือสิ่งซึ่ง ถาวรนิรันดร์ (4:17-18)
ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเรา พระบิดาที่รักของเรายังคงให้จิตใจภายในเราจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน พระองค์สถิตกับเราแน่นอน พระองค์ทรงอยู่ใกล้แค่เพียงลมหายใจโดยผ่านของประทานแห่งการอธิษฐาน และพระสัญญาของพระองค์ที่จะประทานกำลัง ความหวังและความชื่นชมยินดีแก่เรานั้นยังคงเป็นจริงเสมอ
สิ่งใดที่ทำให้คุณหมดกำลังใจหรือ “ย่อท้อ” พระคัมภีร์ข้อไหนที่หนุนใจคุณเป็นพิเศษ
ข้าแต่พระบิดาผู้ประเสริฐ ขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงที่ทรงมีต่อข้าพระองค์ และการยืนยันในการประทับอยู่ด้วยของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน [ 2 โครินธ์ 4:16 ]
ฉันจำช่วงเวลาที่โดโรธีแม่ของฉันมีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เลย ตลอดหลายปีในฐานะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก ระดับน้ำตาลในเลือดขอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอมจำนนต่อพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยอมจำนนต่อพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7958560b-2a85-4fb8-8d2f-4cf7ae972f89</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5d94ef57</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงมอบทางของท่านไว้กับพระเจ้า วางใจในพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ [ สดุดี 37:5 ]</p>
<p>พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ช่วยตัวเอง แต่พระองค์ช่วยผู้ที่วางใจและพึ่งพาพระองค์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 โจนาธาน รูมี่รู้ดีในเรื่องนี้ เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเยซูในซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง ผู้ถูกเลือกสรร (The Chosen) ซึ่งสร้างจากหนังสือพระกิตติคุณ รูมี่ซึ่งอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสมาแปดปีเกือบจะหมดตัว มีอาหารแค่พอในแต่ละวันและไม่มีงานทำ เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นักแสดงผู้นี้เทใจและมอบงานอาชีพของเขาไว้กับพระเจ้า “ผมพูด(อธิษฐาน)ว่า ‘ผมยอมจำนน ผมยอมจำนน’” หลังจากวันนั้นเขาได้รับเช็คสี่ฉบับทางไปรษณีย์ และสามเดือนต่อมา เขาได้รับเลือกให้รับแสดงบทพระเยซูในหนังเรื่องนี้ รูมี่พบว่าพระเจ้าจะทรงช่วยผู้ที่วางใจในพระองค์</p>
<p>แทนที่จะอิจฉาและเดือดร้อนใจเพราะเหตุ “คนที่กระทำชั่ว” (สดด.37:1) ผู้ประพันธ์สดุดีเชื้อเชิญให้เรายอมจำนนทุกสิ่งแด่พระเจ้า เมื่อเราให้พระองค์เป็นศูนย์กลางในชีวิตโดย “วางใจใน [พระองค์]และกระทำความดี…ปีติยินดีใน [พระองค์]” (ข้อ 3-4) และมอบความปรารถนา ปัญหา ความวิตกกังวลทั้งสิ้นและเหตุการณ์แต่ละวันในชีวิตของเราไว้กับพระองค์ พระเจ้าจะทรงนำชีวิตของเราและประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 5-6) เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่เราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูจะให้พระองค์กำหนดว่าชีวิตของเราควรจะเป็นอย่างไร</p>
<p>ให้เรายอมจำนนและวางใจในพระเจ้า เมื่อเราทำเช่นนั้นพระองค์จะทรงกระทำกิจและทำสิ่งที่จำเป็นและดีที่สุด</p>
<p><em>ในช่วงเวลานี้มีด้านใดในชีวิตคุณที่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับพระเจ้า 
การมอบชีวิตของคุณแด่พระองค์ในวันนี้จะมีความหมายต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์โดยไม่มี สิ่งกีดขวางใดในวันนี้ และสัมผัสถึงชีวิตและสันติสุขของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงมอบทางของท่านไว้กับพระเจ้า วางใจในพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ [ สดุดี 37:5 ]</p>
<p>พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ช่วยตัวเอง แต่พระองค์ช่วยผู้ที่วางใจและพึ่งพาพระองค์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 โจนาธาน รูมี่รู้ดีในเรื่องนี้ เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเยซูในซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง ผู้ถูกเลือกสรร (The Chosen) ซึ่งสร้างจากหนังสือพระกิตติคุณ รูมี่ซึ่งอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสมาแปดปีเกือบจะหมดตัว มีอาหารแค่พอในแต่ละวันและไม่มีงานทำ เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นักแสดงผู้นี้เทใจและมอบงานอาชีพของเขาไว้กับพระเจ้า “ผมพูด(อธิษฐาน)ว่า ‘ผมยอมจำนน ผมยอมจำนน’” หลังจากวันนั้นเขาได้รับเช็คสี่ฉบับทางไปรษณีย์ และสามเดือนต่อมา เขาได้รับเลือกให้รับแสดงบทพระเยซูในหนังเรื่องนี้ รูมี่พบว่าพระเจ้าจะทรงช่วยผู้ที่วางใจในพระองค์</p>
<p>แทนที่จะอิจฉาและเดือดร้อนใจเพราะเหตุ “คนที่กระทำชั่ว” (สดด.37:1) ผู้ประพันธ์สดุดีเชื้อเชิญให้เรายอมจำนนทุกสิ่งแด่พระเจ้า เมื่อเราให้พระองค์เป็นศูนย์กลางในชีวิตโดย “วางใจใน [พระองค์]และกระทำความดี…ปีติยินดีใน [พระองค์]” (ข้อ 3-4) และมอบความปรารถนา ปัญหา ความวิตกกังวลทั้งสิ้นและเหตุการณ์แต่ละวันในชีวิตของเราไว้กับพระองค์ พระเจ้าจะทรงนำชีวิตของเราและประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 5-6) เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่เราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูจะให้พระองค์กำหนดว่าชีวิตของเราควรจะเป็นอย่างไร</p>
<p>ให้เรายอมจำนนและวางใจในพระเจ้า เมื่อเราทำเช่นนั้นพระองค์จะทรงกระทำกิจและทำสิ่งที่จำเป็นและดีที่สุด</p>
<p><em>ในช่วงเวลานี้มีด้านใดในชีวิตคุณที่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับพระเจ้า 
การมอบชีวิตของคุณแด่พระองค์ในวันนี้จะมีความหมายต่อคุณอย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์โดยไม่มี สิ่งกีดขวางใดในวันนี้ และสัมผัสถึงชีวิตและสันติสุขของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 22 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d94ef57/9ed07bc2.mp3" length="9397553" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>588</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงมอบทางของท่านไว้กับพระเจ้า วางใจในพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ [ สดุดี 37:5 ]
พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ช่วยตัวเอง แต่พระองค์ช่วยผู้ที่วางใจและพึ่งพาพระองค์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 โจนาธาน รูมี่รู้ดีในเรื่องนี้ เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเยซูในซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง ผู้ถูกเลือกสรร (The Chosen) ซึ่งสร้างจากหนังสือพระกิตติคุณ รูมี่ซึ่งอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสมาแปดปีเกือบจะหมดตัว มีอาหารแค่พอในแต่ละวันและไม่มีงานทำ เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นักแสดงผู้นี้เทใจและมอบงานอาชีพของเขาไว้กับพระเจ้า “ผมพูด(อธิษฐาน)ว่า ‘ผมยอมจำนน ผมยอมจำนน’” หลังจากวันนั้นเขาได้รับเช็คสี่ฉบับทางไปรษณีย์ และสามเดือนต่อมา เขาได้รับเลือกให้รับแสดงบทพระเยซูในหนังเรื่องนี้ รูมี่พบว่าพระเจ้าจะทรงช่วยผู้ที่วางใจในพระองค์
แทนที่จะอิจฉาและเดือดร้อนใจเพราะเหตุ “คนที่กระทำชั่ว” (สดด.37:1) ผู้ประพันธ์สดุดีเชื้อเชิญให้เรายอมจำนนทุกสิ่งแด่พระเจ้า เมื่อเราให้พระองค์เป็นศูนย์กลางในชีวิตโดย “วางใจใน [พระองค์]และกระทำความดี…ปีติยินดีใน [พระองค์]” (ข้อ 3-4) และมอบความปรารถนา ปัญหา ความวิตกกังวลทั้งสิ้นและเหตุการณ์แต่ละวันในชีวิตของเราไว้กับพระองค์ พระเจ้าจะทรงนำชีวิตของเราและประทานสันติสุขแก่เรา (ข้อ 5-6) เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดที่เราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูจะให้พระองค์กำหนดว่าชีวิตของเราควรจะเป็นอย่างไร
ให้เรายอมจำนนและวางใจในพระเจ้า เมื่อเราทำเช่นนั้นพระองค์จะทรงกระทำกิจและทำสิ่งที่จำเป็นและดีที่สุด
ในช่วงเวลานี้มีด้านใดในชีวิตคุณที่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับพระเจ้า 
การมอบชีวิตของคุณแด่พระองค์ในวันนี้จะมีความหมายต่อคุณอย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ยอมจำนนต่อพระองค์โดยไม่มี สิ่งกีดขวางใดในวันนี้ และสัมผัสถึงชีวิตและสันติสุขของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงมอบทางของท่านไว้กับพระเจ้า วางใจในพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ [ สดุดี 37:5 ]
พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ช่วยตัวเอง แต่พระองค์ช่วยผู้ที่วางใจและพึ่งพาพระองค์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 โจนาธาน รูมี่รู้ดีในเรื่องนี้ เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นพระเยซูในซีรีส์ท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มุ่งหน้าสู่อันตราย</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มุ่งหน้าสู่อันตราย</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d8b10d12-385f-4fda-a5fd-e67e1da31db3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/282caa97</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น [ สุภาษิต 27:12 ]</p>
<p>ในปีค.ศ.1892 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคได้แพร่เชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านแม่น้ำเอลเบอไปยังเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาทั้งหมดของเยอรมัน ภายในไม่กี่สัปดาห์พลเมืองหนึ่งหมื่นคนเสียชีวิต แปดปีก่อนหน้านั้นนักจุลชีววิทยาชาวเยอรมัน โรแบร์ท ค็อคได้ค้นพบว่าเชื้ออหิวาห์นั้นมากับน้ำ การเปิดเผยของค็อคกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ประจำเมืองใหญ่ในยุโรปใช้งบประมาณกับระบบกรองน้ำเพื่อป้องกันแหล่งน้ำของพวกเขา แต่ผู้มีอำนาจในฮัมบูร์กไม่ได้ทำอะไรเลย โดยอ้างค่าใช้จ่ายและหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่น่าสงสัย พวกเขาเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างชัดเจนนี้ ในขณะที่เมืองของเขาเคลื่อนไปสู่หายนะอย่างควบคุมไม่ได้</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตมีหลายเรื่องเกี่ยวกับพวกเราที่เห็นปัญหาแต่ไม่ยอมลงมือทำ “คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” (27:12) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองเห็นอันตรายที่อยู่ข้างหน้า เป็นเรื่องปกติที่จะดำเนินการเพื่อจัดการกับอันตราย เราเปลี่ยนเส้นทางอย่างมีปัญญา หรือเราเตรียมพร้อมโดยระมัดระวังตามความเหมาะสมตามที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ ซึ่งก็คือเราทำบางอย่าง การไม่ทำอะไรเลยถือเป็นความผิดปกติอย่างที่สุด แต่ทว่าเราทุกคนก็อาจพลาดสัญญาณเตือนภัยและเดินโซเซไปสู่หายนะได้ “คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” (ข้อ 12)</p>
<p>ในพระคัมภีร์และในชีวิตของพระเยซูนั้น พระเจ้าได้เปิดเผยให้เห็นหนทางที่เราจะดำเนินตามและทรงเตือนถึงอุปสรรคที่เราจะต้องเผชิญอย่างแน่นอน หากเราโง่เขลา เราจะเดินอย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าสู่อันตราย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นขอให้เราเอาใจใส่พระปัญญาของพระองค์และเปลี่ยนเส้นทาง เมื่อพระองค์ทรงนำเราด้วยพระคุณของพระองค์</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณปฏิเสธพระปัญญาของพระเจ้า คุณเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อคำเตือนของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฟังพระองค์และหลีกหนีจากอันตราย</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น [ สุภาษิต 27:12 ]</p>
<p>ในปีค.ศ.1892 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคได้แพร่เชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านแม่น้ำเอลเบอไปยังเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาทั้งหมดของเยอรมัน ภายในไม่กี่สัปดาห์พลเมืองหนึ่งหมื่นคนเสียชีวิต แปดปีก่อนหน้านั้นนักจุลชีววิทยาชาวเยอรมัน โรแบร์ท ค็อคได้ค้นพบว่าเชื้ออหิวาห์นั้นมากับน้ำ การเปิดเผยของค็อคกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ประจำเมืองใหญ่ในยุโรปใช้งบประมาณกับระบบกรองน้ำเพื่อป้องกันแหล่งน้ำของพวกเขา แต่ผู้มีอำนาจในฮัมบูร์กไม่ได้ทำอะไรเลย โดยอ้างค่าใช้จ่ายและหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่น่าสงสัย พวกเขาเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างชัดเจนนี้ ในขณะที่เมืองของเขาเคลื่อนไปสู่หายนะอย่างควบคุมไม่ได้</p>
<p>พระธรรมสุภาษิตมีหลายเรื่องเกี่ยวกับพวกเราที่เห็นปัญหาแต่ไม่ยอมลงมือทำ “คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” (27:12) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองเห็นอันตรายที่อยู่ข้างหน้า เป็นเรื่องปกติที่จะดำเนินการเพื่อจัดการกับอันตราย เราเปลี่ยนเส้นทางอย่างมีปัญญา หรือเราเตรียมพร้อมโดยระมัดระวังตามความเหมาะสมตามที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ ซึ่งก็คือเราทำบางอย่าง การไม่ทำอะไรเลยถือเป็นความผิดปกติอย่างที่สุด แต่ทว่าเราทุกคนก็อาจพลาดสัญญาณเตือนภัยและเดินโซเซไปสู่หายนะได้ “คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” (ข้อ 12)</p>
<p>ในพระคัมภีร์และในชีวิตของพระเยซูนั้น พระเจ้าได้เปิดเผยให้เห็นหนทางที่เราจะดำเนินตามและทรงเตือนถึงอุปสรรคที่เราจะต้องเผชิญอย่างแน่นอน หากเราโง่เขลา เราจะเดินอย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าสู่อันตราย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นขอให้เราเอาใจใส่พระปัญญาของพระองค์และเปลี่ยนเส้นทาง เมื่อพระองค์ทรงนำเราด้วยพระคุณของพระองค์</p>
<p><em>เมื่อใดที่คุณปฏิเสธพระปัญญาของพระเจ้า คุณเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อคำเตือนของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร</em></p>
<p>ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฟังพระองค์และหลีกหนีจากอันตราย</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 21 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/282caa97/fbe20f96.mp3" length="9282617" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>581</itunes:duration>
      <itunes:summary>คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น [ สุภาษิต 27:12 ]
ในปีค.ศ.1892 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคได้แพร่เชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านแม่น้ำเอลเบอไปยังเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาทั้งหมดของเยอรมัน ภายในไม่กี่สัปดาห์พลเมืองหนึ่งหมื่นคนเสียชีวิต แปดปีก่อนหน้านั้นนักจุลชีววิทยาชาวเยอรมัน โรแบร์ท ค็อคได้ค้นพบว่าเชื้ออหิวาห์นั้นมากับน้ำ การเปิดเผยของค็อคกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ประจำเมืองใหญ่ในยุโรปใช้งบประมาณกับระบบกรองน้ำเพื่อป้องกันแหล่งน้ำของพวกเขา แต่ผู้มีอำนาจในฮัมบูร์กไม่ได้ทำอะไรเลย โดยอ้างค่าใช้จ่ายและหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่น่าสงสัย พวกเขาเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างชัดเจนนี้ ในขณะที่เมืองของเขาเคลื่อนไปสู่หายนะอย่างควบคุมไม่ได้
พระธรรมสุภาษิตมีหลายเรื่องเกี่ยวกับพวกเราที่เห็นปัญหาแต่ไม่ยอมลงมือทำ “คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” (27:12) เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองเห็นอันตรายที่อยู่ข้างหน้า เป็นเรื่องปกติที่จะดำเนินการเพื่อจัดการกับอันตราย เราเปลี่ยนเส้นทางอย่างมีปัญญา หรือเราเตรียมพร้อมโดยระมัดระวังตามความเหมาะสมตามที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ ซึ่งก็คือเราทำบางอย่าง การไม่ทำอะไรเลยถือเป็นความผิดปกติอย่างที่สุด แต่ทว่าเราทุกคนก็อาจพลาดสัญญาณเตือนภัยและเดินโซเซไปสู่หายนะได้ “คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” (ข้อ 12)
ในพระคัมภีร์และในชีวิตของพระเยซูนั้น พระเจ้าได้เปิดเผยให้เห็นหนทางที่เราจะดำเนินตามและทรงเตือนถึงอุปสรรคที่เราจะต้องเผชิญอย่างแน่นอน หากเราโง่เขลา เราจะเดินอย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าสู่อันตราย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นขอให้เราเอาใจใส่พระปัญญาของพระองค์และเปลี่ยนเส้นทาง เมื่อพระองค์ทรงนำเราด้วยพระคุณของพระองค์
เมื่อใดที่คุณปฏิเสธพระปัญญาของพระเจ้า คุณเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อคำเตือนของพระองค์ให้ดีขึ้นได้อย่างไร
ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ฟังพระองค์และหลีกหนีจากอันตราย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>คนหยั่งรู้ เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น [ สุภาษิต 27:12 ]
ในปีค.ศ.1892 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคได้แพร่เชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านแม่น้ำเอลเบอไปยังเมืองฮัมบูร์กซึ่งเป็นแหล่งน้ำประปาทั้งหมดของเยอรมัน ภายในไม่กี่สัปดาห์พลเมือ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระคริสต์ผู้เป็นความสว่างแท้ของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระคริสต์ผู้เป็นความสว่างแท้ของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">d5100ea8-aec0-4d32-a529-28ebecf482b0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c37b51ca</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด [ ยอห์น 8:12 ]</p>
<p>“ไปที่ๆมีแสงสว่าง!” นั่นคือสิ่งที่สามีฉันแนะนำขณะที่เราพยายามหาทางออกจากโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมืองในบ่ายวันอาทิตย์ไม่นานมานี้ เราไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อเราออกจากลิฟต์ เราไม่พบใครเลยที่จะบอกทางไปยังประตูหน้าซึ่งจะได้พบแสงแดดจ้าของรัฐโคโลราโด เราตระเวนไปตามโถงทางเดินที่เปิดไฟหรี่ ในที่สุดเราก็พบชายคนหนึ่งที่เห็นความสับสนของเรา “โถงทางเดินเหล่านี้ดูเหมือนกันหมด” เขาบอก “แต่ทางออกอยู่ทางนี้” จากคำแนะนำของเขา เราก็พบประตูทางออกซึ่งนำไปสู่แสงแดดจ้าจริงๆ</p>
<p>พระเยซูทรงเชื้อเชิญผู้ไม่เชื่อที่สับสนและหลงทางให้ติดตามพระองค์ออกจากความมืดฝ่ายวิญญาณ “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) ในความสว่างของพระองค์นั้น เราสามารถเห็นสิ่งกีดขวาง บาปและจุดบอดต่างๆ โดยยอมให้พระองค์ขจัดความมืดนั้นออกจากชีวิตเราขณะเมื่อพระองค์ประทานความสว่างของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของชีวิตเรา เช่นเดียวกับเสาเพลิงที่นำคนอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ความสว่างของพระคริสต์ก็นำการทรงสถิต การปกป้องและการทรงนำของพระเจ้ามาสู่เรา</p>
<p>ตามซึ่งยอห์นได้อธิบายไว้ พระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และ “ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่” (ข้อ 5) แทนที่จะเดินสะเปะสะปะอย่างไร้จุดหมายไปตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาการนำทางจากพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงส่องสว่างในเส้นทางที่จะไปนั้น</p>
<p><em>ชีวิตด้านใดของคุณที่ต้องการความสว่างแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระคริสต์ มีอุปสรรคใดที่คุณจะหลีกเลี่ยงไปได้เมื่อคุณแสวงหาความสว่างของพระองค์</em></p>
<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดส่องความสว่างแท้ของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด [ ยอห์น 8:12 ]</p>
<p>“ไปที่ๆมีแสงสว่าง!” นั่นคือสิ่งที่สามีฉันแนะนำขณะที่เราพยายามหาทางออกจากโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมืองในบ่ายวันอาทิตย์ไม่นานมานี้ เราไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อเราออกจากลิฟต์ เราไม่พบใครเลยที่จะบอกทางไปยังประตูหน้าซึ่งจะได้พบแสงแดดจ้าของรัฐโคโลราโด เราตระเวนไปตามโถงทางเดินที่เปิดไฟหรี่ ในที่สุดเราก็พบชายคนหนึ่งที่เห็นความสับสนของเรา “โถงทางเดินเหล่านี้ดูเหมือนกันหมด” เขาบอก “แต่ทางออกอยู่ทางนี้” จากคำแนะนำของเขา เราก็พบประตูทางออกซึ่งนำไปสู่แสงแดดจ้าจริงๆ</p>
<p>พระเยซูทรงเชื้อเชิญผู้ไม่เชื่อที่สับสนและหลงทางให้ติดตามพระองค์ออกจากความมืดฝ่ายวิญญาณ “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) ในความสว่างของพระองค์นั้น เราสามารถเห็นสิ่งกีดขวาง บาปและจุดบอดต่างๆ โดยยอมให้พระองค์ขจัดความมืดนั้นออกจากชีวิตเราขณะเมื่อพระองค์ประทานความสว่างของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของชีวิตเรา เช่นเดียวกับเสาเพลิงที่นำคนอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ความสว่างของพระคริสต์ก็นำการทรงสถิต การปกป้องและการทรงนำของพระเจ้ามาสู่เรา</p>
<p>ตามซึ่งยอห์นได้อธิบายไว้ พระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และ “ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่” (ข้อ 5) แทนที่จะเดินสะเปะสะปะอย่างไร้จุดหมายไปตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาการนำทางจากพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงส่องสว่างในเส้นทางที่จะไปนั้น</p>
<p><em>ชีวิตด้านใดของคุณที่ต้องการความสว่างแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระคริสต์ มีอุปสรรคใดที่คุณจะหลีกเลี่ยงไปได้เมื่อคุณแสวงหาความสว่างของพระองค์</em></p>
<p>ในโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดส่องความสว่างแท้ของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 20 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c37b51ca/271c51cd.mp3" length="10921467" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด [ ยอห์น 8:12 ]
“ไปที่ๆมีแสงสว่าง!” นั่นคือสิ่งที่สามีฉันแนะนำขณะที่เราพยายามหาทางออกจากโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมืองในบ่ายวันอาทิตย์ไม่นานมานี้ เราไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อเราออกจากลิฟต์ เราไม่พบใครเลยที่จะบอกทางไปยังประตูหน้าซึ่งจะได้พบแสงแดดจ้าของรัฐโคโลราโด เราตระเวนไปตามโถงทางเดินที่เปิดไฟหรี่ ในที่สุดเราก็พบชายคนหนึ่งที่เห็นความสับสนของเรา “โถงทางเดินเหล่านี้ดูเหมือนกันหมด” เขาบอก “แต่ทางออกอยู่ทางนี้” จากคำแนะนำของเขา เราก็พบประตูทางออกซึ่งนำไปสู่แสงแดดจ้าจริงๆ
พระเยซูทรงเชื้อเชิญผู้ไม่เชื่อที่สับสนและหลงทางให้ติดตามพระองค์ออกจากความมืดฝ่ายวิญญาณ “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) ในความสว่างของพระองค์นั้น เราสามารถเห็นสิ่งกีดขวาง บาปและจุดบอดต่างๆ โดยยอมให้พระองค์ขจัดความมืดนั้นออกจากชีวิตเราขณะเมื่อพระองค์ประทานความสว่างของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของชีวิตเรา เช่นเดียวกับเสาเพลิงที่นำคนอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ความสว่างของพระคริสต์ก็นำการทรงสถิต การปกป้องและการทรงนำของพระเจ้ามาสู่เรา
ตามซึ่งยอห์นได้อธิบายไว้ พระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้” (ยน.1:9) และ “ความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่” (ข้อ 5) แทนที่จะเดินสะเปะสะปะอย่างไร้จุดหมายไปตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาการนำทางจากพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงส่องสว่างในเส้นทางที่จะไปนั้น
ชีวิตด้านใดของคุณที่ต้องการความสว่างแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระคริสต์ มีอุปสรรคใดที่คุณจะหลีกเลี่ยงไปได้เมื่อคุณแสวงหาความสว่างของพระองค์
ในโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดส่องความสว่างแท้ของพระองค์เข้าสู่จิตใจและวิถีของข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด [ ยอห์น 8:12 ]
“ไปที่ๆมีแสงสว่าง!” นั่นคือสิ่งที่สามีฉันแนะนำขณะที่เราพยายามหาทางออกจากโรงพยาบาลใหญ่ประจำเมืองในบ่ายวันอาทิตย์ไม่นานมานี้ เราไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และเมื่อเราออ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ในสวน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ในสวน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">69449e6a-e4dd-43be-8180-7def0de22d97</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2109a089</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น [ ปฐมกาล 2:8 ]</p>
<p>พ่อของฉันรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ทั้งการตั้งแคมป์ ตกปลาและสะสมหินมีค่า ท่านยังชอบทำงานในสนามและสวนของท่าน แต่มันเป็นงานที่หนักมาก! ท่านใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตัดแต่งกิ่ง พรวนดิน เพาะเมล็ดพันธุ์พืชและดอกไม้ ถอนวัชพืช ตัดหญ้า รดน้ำสนามและสวน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า คือสนามที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มะเขือเทศรสอร่อยและพุ่มกุหลาบพีซโรสที่สวยงาม ทุกๆปีท่านตัดกิ่งกุหลาบจนสั้นติดดิน และทุกๆปีพวกมันก็งอกขึ้นใหม่ เติมเต็มประสาทสัมผัสด้วยกลิ่นหอมและความงามของพวกมัน</p>
<p>ในพระธรรมปฐมกาล เราได้อ่านเรื่องสวนเอเดนที่อาดัมและเอวาอาศัย เจริญรุ่งเรืองและดำเนินกับพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้า “ทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน” (ปฐก.2:9) ฉันจินตนาการว่าสวนที่สมบูรณ์แบบนั้นคงมีทั้งดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอม บางทีแม้แต่กุหลาบก็คงจะไม่มีหนาม!</p>
<p>หลังจากอาดัมและเอวากบฏต่อพระเจ้า พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนและจำเป็นต้องเพาะปลูกและดูแลสวนของตนเอง ซึ่งหมายถึงการทุบทำลายดินแข็ง ต่อสู้กับหนามและอุปสรรคอื่นๆ(3:17-19,23-24) กระนั้นพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 21) และพระองค์ไม่ได้ละมนุษย์ไว้โดยปราศจากความงดงามแห่งการทรงสร้างที่จะดึงเราให้มาหาพระองค์ (รม.1:20) ดอกไม้ในสวนเตือนเราถึงความรักอย่างไม่ยั้งหยุดของพระเจ้าและพระสัญญาเรื่องการทรงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและการปลอบโยน!</p>
<p><em>เมื่อใดที่การทรงสร้างดึงดูดให้คุณสรรเสริญองค์พระผู้สร้าง 
คุณเห็นพระเจ้าในการทรงสร้างอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสิ่งทรงสร้างมากมายที่เตือนใจให้ระลึกถึงพระองค์ ขอบคุณพระองค์ในความงดงามท่ามกลางหนามอันแหลมคม</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น [ ปฐมกาล 2:8 ]</p>
<p>พ่อของฉันรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ทั้งการตั้งแคมป์ ตกปลาและสะสมหินมีค่า ท่านยังชอบทำงานในสนามและสวนของท่าน แต่มันเป็นงานที่หนักมาก! ท่านใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตัดแต่งกิ่ง พรวนดิน เพาะเมล็ดพันธุ์พืชและดอกไม้ ถอนวัชพืช ตัดหญ้า รดน้ำสนามและสวน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า คือสนามที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มะเขือเทศรสอร่อยและพุ่มกุหลาบพีซโรสที่สวยงาม ทุกๆปีท่านตัดกิ่งกุหลาบจนสั้นติดดิน และทุกๆปีพวกมันก็งอกขึ้นใหม่ เติมเต็มประสาทสัมผัสด้วยกลิ่นหอมและความงามของพวกมัน</p>
<p>ในพระธรรมปฐมกาล เราได้อ่านเรื่องสวนเอเดนที่อาดัมและเอวาอาศัย เจริญรุ่งเรืองและดำเนินกับพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้า “ทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน” (ปฐก.2:9) ฉันจินตนาการว่าสวนที่สมบูรณ์แบบนั้นคงมีทั้งดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอม บางทีแม้แต่กุหลาบก็คงจะไม่มีหนาม!</p>
<p>หลังจากอาดัมและเอวากบฏต่อพระเจ้า พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนและจำเป็นต้องเพาะปลูกและดูแลสวนของตนเอง ซึ่งหมายถึงการทุบทำลายดินแข็ง ต่อสู้กับหนามและอุปสรรคอื่นๆ(3:17-19,23-24) กระนั้นพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 21) และพระองค์ไม่ได้ละมนุษย์ไว้โดยปราศจากความงดงามแห่งการทรงสร้างที่จะดึงเราให้มาหาพระองค์ (รม.1:20) ดอกไม้ในสวนเตือนเราถึงความรักอย่างไม่ยั้งหยุดของพระเจ้าและพระสัญญาเรื่องการทรงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและการปลอบโยน!</p>
<p><em>เมื่อใดที่การทรงสร้างดึงดูดให้คุณสรรเสริญองค์พระผู้สร้าง 
คุณเห็นพระเจ้าในการทรงสร้างอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสิ่งทรงสร้างมากมายที่เตือนใจให้ระลึกถึงพระองค์ ขอบคุณพระองค์ในความงดงามท่ามกลางหนามอันแหลมคม</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 19 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2109a089/a844911a.mp3" length="12283538" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>768</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น [ ปฐมกาล 2:8 ]
พ่อของฉันรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ทั้งการตั้งแคมป์ ตกปลาและสะสมหินมีค่า ท่านยังชอบทำงานในสนามและสวนของท่าน แต่มันเป็นงานที่หนักมาก! ท่านใช้เวลาหลายชั่วโมงในการตัดแต่งกิ่ง พรวนดิน เพาะเมล็ดพันธุ์พืชและดอกไม้ ถอนวัชพืช ตัดหญ้า รดน้ำสนามและสวน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า คือสนามที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มะเขือเทศรสอร่อยและพุ่มกุหลาบพีซโรสที่สวยงาม ทุกๆปีท่านตัดกิ่งกุหลาบจนสั้นติดดิน และทุกๆปีพวกมันก็งอกขึ้นใหม่ เติมเต็มประสาทสัมผัสด้วยกลิ่นหอมและความงามของพวกมัน
ในพระธรรมปฐมกาล เราได้อ่านเรื่องสวนเอเดนที่อาดัมและเอวาอาศัย เจริญรุ่งเรืองและดำเนินกับพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้า “ทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน” (ปฐก.2:9) ฉันจินตนาการว่าสวนที่สมบูรณ์แบบนั้นคงมีทั้งดอกไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอม บางทีแม้แต่กุหลาบก็คงจะไม่มีหนาม!
หลังจากอาดัมและเอวากบฏต่อพระเจ้า พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนและจำเป็นต้องเพาะปลูกและดูแลสวนของตนเอง ซึ่งหมายถึงการทุบทำลายดินแข็ง ต่อสู้กับหนามและอุปสรรคอื่นๆ(3:17-19,23-24) กระนั้นพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง (ข้อ 21) และพระองค์ไม่ได้ละมนุษย์ไว้โดยปราศจากความงดงามแห่งการทรงสร้างที่จะดึงเราให้มาหาพระองค์ (รม.1:20) ดอกไม้ในสวนเตือนเราถึงความรักอย่างไม่ยั้งหยุดของพระเจ้าและพระสัญญาเรื่องการทรงสร้างใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังและการปลอบโยน!
เมื่อใดที่การทรงสร้างดึงดูดให้คุณสรรเสริญองค์พระผู้สร้าง 
คุณเห็นพระเจ้าในการทรงสร้างอย่างไรข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับสิ่งทรงสร้างมากมายที่เตือนใจให้ระลึกถึงพระองค์ ขอบคุณพระองค์ในความงดงามท่ามกลางหนามอันแหลมคม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น [ ปฐมกาล 2:8 ]
พ่อของฉันรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งในท่ามกลางสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ทั้งการตั้งแคมป์ ตกปลาและสะสมหินมีค่า ท่านยังชอบทำงานในสนามและสวนของท่าน แต่</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>อับดับแรกในรายการ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>อับดับแรกในรายการ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">6aac1407-097f-4a64-af5d-7be7cda21ddf</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/05a77793</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์ จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]</p>
<p>เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ส่งเด็กๆไปโรงเรียน เสร็จ ไปทำงาน เสร็จ ทั้งหน้าที่ส่วนตัวและอาชีพการงานที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย</p>
<p>“…13.แก้ไขบทความ 14.เก็บกวาดสำนักงาน 15.วางกลยุทธ์ของทีม 16.เขียนบล็อกเรื่องเทคโนโลยี 17.เก็บกวาดห้องใต้ดิน 18.อธิษฐาน”</p>
<p>เมื่อมาถึงรายการที่ 18 ผมระลึกขึ้นได้ว่าต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ผมก็มาไกลแล้วก่อนที่จะฉุกคิดด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำคนเดียวโดยพยายามผลักดันด้วยตัวเอง</p>
<p>พระเยซูทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ว่าการงานในวันต่างๆของเราจะปะทะเข้ามา คลื่นลมในทะเลแห่งความเร่งรีบที่ไม่หยุดหย่อน พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)</p>
<p>เป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินคำตรัสต่างๆของพระเยซูเป็นเสมือน คำบัญชา และก็เป็นเช่นนั้น แต่มีอีกหลายตอนที่เป็น คำเชิญชวน ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงเชิญชวนให้เราแลกความวิตกกังวลอันบ้าคลั่งของโลก (ข้อ 25-32) กับชีวิตแห่งการไว้วางใจในแต่ละวัน แม้ว่าเรามาถึงรายการที่ 18 ก่อนที่จะระลึกได้ว่าควรมองดูชีวิตจากมุมมองของพระองค์ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้นพระองค์จะทรงช่วยเราในตลอดวันคืนแห่งการงานของเรา</p>
<p><em>ในแต่ละวันเราจะเริ่มต้นกับพระเจ้าก่อนได้อย่างไร ในวันที่ตึงเครียด 
สิ่งใดช่วยให้คุณไว้วางใจพระเยซูในเรื่องต่างๆที่เรียกร้องให้คุณตอบสนองในทันที</em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์สละความวิตกกังวล และน้อมรับ ชีวิตแห่งการจัดเตรียมอย่างล้นเหลือที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์ จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]</p>
<p>เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ส่งเด็กๆไปโรงเรียน เสร็จ ไปทำงาน เสร็จ ทั้งหน้าที่ส่วนตัวและอาชีพการงานที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย</p>
<p>“…13.แก้ไขบทความ 14.เก็บกวาดสำนักงาน 15.วางกลยุทธ์ของทีม 16.เขียนบล็อกเรื่องเทคโนโลยี 17.เก็บกวาดห้องใต้ดิน 18.อธิษฐาน”</p>
<p>เมื่อมาถึงรายการที่ 18 ผมระลึกขึ้นได้ว่าต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ผมก็มาไกลแล้วก่อนที่จะฉุกคิดด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำคนเดียวโดยพยายามผลักดันด้วยตัวเอง</p>
<p>พระเยซูทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ว่าการงานในวันต่างๆของเราจะปะทะเข้ามา คลื่นลมในทะเลแห่งความเร่งรีบที่ไม่หยุดหย่อน พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)</p>
<p>เป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินคำตรัสต่างๆของพระเยซูเป็นเสมือน คำบัญชา และก็เป็นเช่นนั้น แต่มีอีกหลายตอนที่เป็น คำเชิญชวน ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงเชิญชวนให้เราแลกความวิตกกังวลอันบ้าคลั่งของโลก (ข้อ 25-32) กับชีวิตแห่งการไว้วางใจในแต่ละวัน แม้ว่าเรามาถึงรายการที่ 18 ก่อนที่จะระลึกได้ว่าควรมองดูชีวิตจากมุมมองของพระองค์ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้นพระองค์จะทรงช่วยเราในตลอดวันคืนแห่งการงานของเรา</p>
<p><em>ในแต่ละวันเราจะเริ่มต้นกับพระเจ้าก่อนได้อย่างไร ในวันที่ตึงเครียด 
สิ่งใดช่วยให้คุณไว้วางใจพระเยซูในเรื่องต่างๆที่เรียกร้องให้คุณตอบสนองในทันที</em>พระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์สละความวิตกกังวล และน้อมรับ ชีวิตแห่งการจัดเตรียมอย่างล้นเหลือที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 18 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/05a77793/c7ae4d5a.mp3" length="10883816" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>681</itunes:duration>
      <itunes:summary>แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์ จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]
เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ส่งเด็กๆไปโรงเรียน เสร็จ ไปทำงาน เสร็จ ทั้งหน้าที่ส่วนตัวและอาชีพการงานที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“…13.แก้ไขบทความ 14.เก็บกวาดสำนักงาน 15.วางกลยุทธ์ของทีม 16.เขียนบล็อกเรื่องเทคโนโลยี 17.เก็บกวาดห้องใต้ดิน 18.อธิษฐาน”
เมื่อมาถึงรายการที่ 18 ผมระลึกขึ้นได้ว่าต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ผมก็มาไกลแล้วก่อนที่จะฉุกคิดด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำคนเดียวโดยพยายามผลักดันด้วยตัวเอง
พระเยซูทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ว่าการงานในวันต่างๆของเราจะปะทะเข้ามา คลื่นลมในทะเลแห่งความเร่งรีบที่ไม่หยุดหย่อน พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)
เป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินคำตรัสต่างๆของพระเยซูเป็นเสมือน คำบัญชา และก็เป็นเช่นนั้น แต่มีอีกหลายตอนที่เป็น คำเชิญชวน ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงเชิญชวนให้เราแลกความวิตกกังวลอันบ้าคลั่งของโลก (ข้อ 25-32) กับชีวิตแห่งการไว้วางใจในแต่ละวัน แม้ว่าเรามาถึงรายการที่ 18 ก่อนที่จะระลึกได้ว่าควรมองดูชีวิตจากมุมมองของพระองค์ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้นพระองค์จะทรงช่วยเราในตลอดวันคืนแห่งการงานของเรา
ในแต่ละวันเราจะเริ่มต้นกับพระเจ้าก่อนได้อย่างไร ในวันที่ตึงเครียด 
สิ่งใดช่วยให้คุณไว้วางใจพระเยซูในเรื่องต่างๆที่เรียกร้องให้คุณตอบสนองในทันทีพระบิดาเจ้า ขอบพระคุณที่ทรงเชื้อเชิญให้ข้าพระองค์สละความวิตกกังวล และน้อมรับ ชีวิตแห่งการจัดเตรียมอย่างล้นเหลือที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ในแต่ละวัน</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์ จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ [ มัทธิว 6:33 ]
เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ใช้สิ่งที่คุณมีเพื่อพระคริสต์</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ใช้สิ่งที่คุณมีเพื่อพระคริสต์</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1922db5a-18e4-497a-9276-d90307a2950d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e3261aed</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>[ทาบิธา]เคยทำการอันเป็นคุณประโยชน์ และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]</p>
<p>คุณเคยได้ยินชื่อหอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บหรือไม่ โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบที่ยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมเย็บผ้าที่บ้าน ด้วยผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ผ่านการศึกษาด้านการตัดเย็บและการพัฒนาผลิตภัณฑ์” หอนี้ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ เช่น มาร์ธา พูลเลน ซึ่งได้รับการประกาศชื่อที่หอนี้ในปี 2005 เธอได้รับคำกล่าวว่าเป็น “สตรีแห่งพระธรรมสุภาษิต 31…ผู้ไม่เคยพลาดที่จะทำให้สาธารณชนรับรู้ถึงแหล่งที่มาของกำลัง การดลใจและพระพรของเธอ”</p>
<p>หอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บถูกกำหนดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่ถ้ามีในศตวรรษที่ 1 ในอิสราเอลสตรีคนหนึ่งชื่อทาบิธาอาจเป็นผู้ที่มีชื่อประดับไว้ในหอนี้อย่างแน่นอน ทาบิธาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นช่างตัดเย็บที่ใช้เวลาเย็บเสื้อผ้าให้หญิงม่ายยากจนในชุมชนของเธอ (กจ.9:36, 39) หลังจากที่เธอป่วยและเสียชีวิต พวกสาวกจึงส่งคนไปหาเปโตรเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์ผ่านท่านหรือไม่ เมื่อท่านมาถึง พวกหญิงม่ายที่กำลังร้องไห้ก็ชี้ให้ดูเสื้อคลุมยาวและเสื้อผ้าอื่นๆที่ทาบิธาทำไว้ให้พวกเธอ(ข้อ 39) เสื้อผ้าเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าเธอ “ทำการอันเป็นคุณประโยชน์เสมอ” เพื่อคนยากจนในเมืองของเธอ (ข้อ 36) และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทาบิธาจึงฟื้นคืนชีวิต</p>
<p>พระเจ้าทรงเรียกและจัดเตรียมเราให้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจุบันที่มีอยู่ในชุมชนและในโลก ให้เราใช้ทักษะของเราในการรับใช้พระเยซู และดูว่าพระองค์จะใช้การกระทำแห่งความรักของเราเพื่อถักทอหัวใจและชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร (อฟ.4:16)</p>
<p><em>พระเจ้าประทานทักษะพิเศษและความสามารถอะไรแก่คุณ 
คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อช่วยเหลือคนที่มีความต้องการได้อย่างไร</em>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>[ทาบิธา]เคยทำการอันเป็นคุณประโยชน์ และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]</p>
<p>คุณเคยได้ยินชื่อหอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บหรือไม่ โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบที่ยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมเย็บผ้าที่บ้าน ด้วยผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ผ่านการศึกษาด้านการตัดเย็บและการพัฒนาผลิตภัณฑ์” หอนี้ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ เช่น มาร์ธา พูลเลน ซึ่งได้รับการประกาศชื่อที่หอนี้ในปี 2005 เธอได้รับคำกล่าวว่าเป็น “สตรีแห่งพระธรรมสุภาษิต 31…ผู้ไม่เคยพลาดที่จะทำให้สาธารณชนรับรู้ถึงแหล่งที่มาของกำลัง การดลใจและพระพรของเธอ”</p>
<p>หอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บถูกกำหนดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่ถ้ามีในศตวรรษที่ 1 ในอิสราเอลสตรีคนหนึ่งชื่อทาบิธาอาจเป็นผู้ที่มีชื่อประดับไว้ในหอนี้อย่างแน่นอน ทาบิธาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นช่างตัดเย็บที่ใช้เวลาเย็บเสื้อผ้าให้หญิงม่ายยากจนในชุมชนของเธอ (กจ.9:36, 39) หลังจากที่เธอป่วยและเสียชีวิต พวกสาวกจึงส่งคนไปหาเปโตรเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์ผ่านท่านหรือไม่ เมื่อท่านมาถึง พวกหญิงม่ายที่กำลังร้องไห้ก็ชี้ให้ดูเสื้อคลุมยาวและเสื้อผ้าอื่นๆที่ทาบิธาทำไว้ให้พวกเธอ(ข้อ 39) เสื้อผ้าเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าเธอ “ทำการอันเป็นคุณประโยชน์เสมอ” เพื่อคนยากจนในเมืองของเธอ (ข้อ 36) และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทาบิธาจึงฟื้นคืนชีวิต</p>
<p>พระเจ้าทรงเรียกและจัดเตรียมเราให้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจุบันที่มีอยู่ในชุมชนและในโลก ให้เราใช้ทักษะของเราในการรับใช้พระเยซู และดูว่าพระองค์จะใช้การกระทำแห่งความรักของเราเพื่อถักทอหัวใจและชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร (อฟ.4:16)</p>
<p><em>พระเจ้าประทานทักษะพิเศษและความสามารถอะไรแก่คุณ 
คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อช่วยเหลือคนที่มีความต้องการได้อย่างไร</em>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 17 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e3261aed/56041e79.mp3" length="10046250" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>628</itunes:duration>
      <itunes:summary>[ทาบิธา]เคยทำการอันเป็นคุณประโยชน์ และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]
คุณเคยได้ยินชื่อหอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บหรือไม่ โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบที่ยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมเย็บผ้าที่บ้าน ด้วยผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ผ่านการศึกษาด้านการตัดเย็บและการพัฒนาผลิตภัณฑ์” หอนี้ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ เช่น มาร์ธา พูลเลน ซึ่งได้รับการประกาศชื่อที่หอนี้ในปี 2005 เธอได้รับคำกล่าวว่าเป็น “สตรีแห่งพระธรรมสุภาษิต 31…ผู้ไม่เคยพลาดที่จะทำให้สาธารณชนรับรู้ถึงแหล่งที่มาของกำลัง การดลใจและพระพรของเธอ”
หอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บถูกกำหนดขึ้นในศตวรรษที่ 21 แต่ถ้ามีในศตวรรษที่ 1 ในอิสราเอลสตรีคนหนึ่งชื่อทาบิธาอาจเป็นผู้ที่มีชื่อประดับไว้ในหอนี้อย่างแน่นอน ทาบิธาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูและเป็นช่างตัดเย็บที่ใช้เวลาเย็บเสื้อผ้าให้หญิงม่ายยากจนในชุมชนของเธอ (กจ.9:36, 39) หลังจากที่เธอป่วยและเสียชีวิต พวกสาวกจึงส่งคนไปหาเปโตรเพื่อดูว่าพระเจ้าจะทรงกระทำการอัศจรรย์ผ่านท่านหรือไม่ เมื่อท่านมาถึง พวกหญิงม่ายที่กำลังร้องไห้ก็ชี้ให้ดูเสื้อคลุมยาวและเสื้อผ้าอื่นๆที่ทาบิธาทำไว้ให้พวกเธอ(ข้อ 39) เสื้อผ้าเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าเธอ “ทำการอันเป็นคุณประโยชน์เสมอ” เพื่อคนยากจนในเมืองของเธอ (ข้อ 36) และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทาบิธาจึงฟื้นคืนชีวิต
พระเจ้าทรงเรียกและจัดเตรียมเราให้ใช้ทักษะที่เรามีเพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจุบันที่มีอยู่ในชุมชนและในโลก ให้เราใช้ทักษะของเราในการรับใช้พระเยซู และดูว่าพระองค์จะใช้การกระทำแห่งความรักของเราเพื่อถักทอหัวใจและชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร (อฟ.4:16)
พระเจ้าประทานทักษะพิเศษและความสามารถอะไรแก่คุณ 
คุณจะใช้สิ่งนั้นเพื่อช่วยเหลือคนที่มีความต้องการได้อย่างไรพระเยซูเจ้า โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>[ทาบิธา]เคยทำการอันเป็นคุณประโยชน์ และให้ทานมามากแล้ว [ กิจการ 9:36 ]
คุณเคยได้ยินชื่อหอเกียรติยศแห่งการตัดเย็บหรือไม่ โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อเชิดชูบุคคลที่สร้าง “ผลกระทบที่ยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมเย็บผ้าที่บ้าน ด้วยผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์ผ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สมอแห่งความหวังของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สมอแห่งความหวังของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3a6a41fb-54ff-42a9-b241-89470a5a205d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b4bba175</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอ ที่แน่และมั่นคงของจิตใจ [ ฮีบรู 6:19 ]</p>
<p>ฉันชูภาพคนนอนใต้เศษลังกระดาษในตรอกสลัวๆขึ้น แล้วถามนักเรียนป. 6 ในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ว่า “พวกเขาต้องการอะไร” คนหนึ่งตอบว่า “อาหาร” อีกคนตอบว่า “เงิน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างครุ่นคิดว่า “ที่ๆปลอดภัย” แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ความหวัง”</p>
<p>เธออธิบายว่า “ความหวังคือการคาดหวังว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้น” ฉันพบว่าน่าสนใจที่เธอพูดถึงเรื่อง “การคาดหวัง” สิ่งดีๆเมื่อมีปัญหามากมาย ซึ่งการไม่คาดหวังสิ่งดีใดๆดูจะง่ายกว่า แต่ทว่าพระคัมภีร์พูดถึงความหวังในแบบเดียวกับนักเรียนของฉัน หาก “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้” (ฮบ.11:1) เราผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู สามารถ คาดหวังสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นได้</p>
<p>อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่ผู้เชื่อในพระคริสต์จะหวังได้ด้วยความมั่นใจ นั่นก็คือ “พระสัญญา…ว่าจะให้เราเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์” (4:1 THSV 11) สำหรับผู้เชื่อการหยุดพักที่มาจากพระเจ้านั้นรวมไปถึงสันติสุขจากพระองค์ ความมั่นใจในความรอด การไว้วางใจในกำลังของพระองค์และการรับรองถึงบ้านในอนาคตบนสวรรค์ การรับประกันของพระเจ้าและความรอดที่พระเยซูประทานคือสาเหตุที่ทำให้ความหวังนั้นเป็นเหมือนสมอที่เรายึดมั่นไว้ได้ในเวลาที่จำเป็น (6:18-20) โลกนี้ต้องการความหวัง ซึ่งก็คือความจริงและการรับรองอย่างหนักแน่นของพระเจ้าว่า ทั้งในยามดีหรือยามร้ายพระองค์จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุดและจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เมื่อเราวางใจในพระองค์ เรารู้ว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกสิ่งถูกต้องในเวลาของพระองค์</p>
<p><em>พระคัมภีร์หนุนใจและให้ความหวังและความมั่นใจแก่คุณอย่างไร 
คุณสามารถขอบคุณพระเจ้าในเรื่องใดบ้าง</em>ข้าแต่พระเจ้า ความหวังที่เรามีในพระองค์นั้นหนักแน่นและมั่นคง ไม่ใช่เพราะเรา มีความเชื่อเข้มแข็ง แต่เพราะพระองค์ทรงสัตย์ซื่อที่จะทำสิ่งซึ่งทรงสัญญาไว้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอ ที่แน่และมั่นคงของจิตใจ [ ฮีบรู 6:19 ]</p>
<p>ฉันชูภาพคนนอนใต้เศษลังกระดาษในตรอกสลัวๆขึ้น แล้วถามนักเรียนป. 6 ในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ว่า “พวกเขาต้องการอะไร” คนหนึ่งตอบว่า “อาหาร” อีกคนตอบว่า “เงิน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างครุ่นคิดว่า “ที่ๆปลอดภัย” แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ความหวัง”</p>
<p>เธออธิบายว่า “ความหวังคือการคาดหวังว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้น” ฉันพบว่าน่าสนใจที่เธอพูดถึงเรื่อง “การคาดหวัง” สิ่งดีๆเมื่อมีปัญหามากมาย ซึ่งการไม่คาดหวังสิ่งดีใดๆดูจะง่ายกว่า แต่ทว่าพระคัมภีร์พูดถึงความหวังในแบบเดียวกับนักเรียนของฉัน หาก “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้” (ฮบ.11:1) เราผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู สามารถ คาดหวังสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นได้</p>
<p>อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่ผู้เชื่อในพระคริสต์จะหวังได้ด้วยความมั่นใจ นั่นก็คือ “พระสัญญา…ว่าจะให้เราเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์” (4:1 THSV 11) สำหรับผู้เชื่อการหยุดพักที่มาจากพระเจ้านั้นรวมไปถึงสันติสุขจากพระองค์ ความมั่นใจในความรอด การไว้วางใจในกำลังของพระองค์และการรับรองถึงบ้านในอนาคตบนสวรรค์ การรับประกันของพระเจ้าและความรอดที่พระเยซูประทานคือสาเหตุที่ทำให้ความหวังนั้นเป็นเหมือนสมอที่เรายึดมั่นไว้ได้ในเวลาที่จำเป็น (6:18-20) โลกนี้ต้องการความหวัง ซึ่งก็คือความจริงและการรับรองอย่างหนักแน่นของพระเจ้าว่า ทั้งในยามดีหรือยามร้ายพระองค์จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุดและจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เมื่อเราวางใจในพระองค์ เรารู้ว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกสิ่งถูกต้องในเวลาของพระองค์</p>
<p><em>พระคัมภีร์หนุนใจและให้ความหวังและความมั่นใจแก่คุณอย่างไร 
คุณสามารถขอบคุณพระเจ้าในเรื่องใดบ้าง</em>ข้าแต่พระเจ้า ความหวังที่เรามีในพระองค์นั้นหนักแน่นและมั่นคง ไม่ใช่เพราะเรา มีความเชื่อเข้มแข็ง แต่เพราะพระองค์ทรงสัตย์ซื่อที่จะทำสิ่งซึ่งทรงสัญญาไว้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 16 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b4bba175/ff1ccbd0.mp3" length="10316654" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>645</itunes:duration>
      <itunes:summary>ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอ ที่แน่และมั่นคงของจิตใจ [ ฮีบรู 6:19 ]
ฉันชูภาพคนนอนใต้เศษลังกระดาษในตรอกสลัวๆขึ้น แล้วถามนักเรียนป. 6 ในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ว่า “พวกเขาต้องการอะไร” คนหนึ่งตอบว่า “อาหาร” อีกคนตอบว่า “เงิน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างครุ่นคิดว่า “ที่ๆปลอดภัย” แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ความหวัง”
เธออธิบายว่า “ความหวังคือการคาดหวังว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้น” ฉันพบว่าน่าสนใจที่เธอพูดถึงเรื่อง “การคาดหวัง” สิ่งดีๆเมื่อมีปัญหามากมาย ซึ่งการไม่คาดหวังสิ่งดีใดๆดูจะง่ายกว่า แต่ทว่าพระคัมภีร์พูดถึงความหวังในแบบเดียวกับนักเรียนของฉัน หาก “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้” (ฮบ.11:1) เราผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู สามารถ คาดหวังสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นได้
อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่ผู้เชื่อในพระคริสต์จะหวังได้ด้วยความมั่นใจ นั่นก็คือ “พระสัญญา…ว่าจะให้เราเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์” (4:1 THSV 11) สำหรับผู้เชื่อการหยุดพักที่มาจากพระเจ้านั้นรวมไปถึงสันติสุขจากพระองค์ ความมั่นใจในความรอด การไว้วางใจในกำลังของพระองค์และการรับรองถึงบ้านในอนาคตบนสวรรค์ การรับประกันของพระเจ้าและความรอดที่พระเยซูประทานคือสาเหตุที่ทำให้ความหวังนั้นเป็นเหมือนสมอที่เรายึดมั่นไว้ได้ในเวลาที่จำเป็น (6:18-20) โลกนี้ต้องการความหวัง ซึ่งก็คือความจริงและการรับรองอย่างหนักแน่นของพระเจ้าว่า ทั้งในยามดีหรือยามร้ายพระองค์จะเป็นผู้ตัดสินในท้ายที่สุดและจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เมื่อเราวางใจในพระองค์ เรารู้ว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกสิ่งถูกต้องในเวลาของพระองค์
พระคัมภีร์หนุนใจและให้ความหวังและความมั่นใจแก่คุณอย่างไร 
คุณสามารถขอบคุณพระเจ้าในเรื่องใดบ้างข้าแต่พระเจ้า ความหวังที่เรามีในพระองค์นั้นหนักแน่นและมั่นคง ไม่ใช่เพราะเรา มีความเชื่อเข้มแข็ง แต่เพราะพระองค์ทรงสัตย์ซื่อที่จะทำสิ่งซึ่งทรงสัญญาไว้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ความหวังที่เรายึดนั้นเป็นเสมือนสมอ ที่แน่และมั่นคงของจิตใจ [ ฮีบรู 6:19 ]
ฉันชูภาพคนนอนใต้เศษลังกระดาษในตรอกสลัวๆขึ้น แล้วถามนักเรียนป. 6 ในชั้นเรียนรวีวันอาทิตย์ว่า “พวกเขาต้องการอะไร” คนหนึ่งตอบว่า “อาหาร” อีกคนตอบว่า “เงิน” เด็กชายคนหนึ่งตอบอย่างครุ่นค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฉันเป็นใครเล่า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฉันเป็นใครเล่า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">711a04da-022b-4f77-af97-d357a3f3b014</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/498d893a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่” [ อพยพ 3:12 ]</p>
<p>กิซอมโบนั่งดูแคมป์ไฟ เขาคิดถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน ผมทำอะไรสำเร็จบ้าง และได้รับคำตอบอย่างทันควันว่า ที่จริงแล้วไม่มากเลย เขากลับมายังแผ่นดินเกิด รับใช้ในโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบซึ่งพ่อของเขาเริ่มต้นไว้ เขายังพยายามเขียนถึงเรื่องราวอันทรงพลังของพ่อที่รอดชีวิตจากสงครามกลางเมืองสองครั้ง ผมเป็นใครเล่าที่พยายามทำทั้งหมดนี้</p>
<p>ความหวาดหวั่นของกิซอมโบฟังดูคล้ายกับของโมเสส พระเจ้าเพิ่งมอบภารกิจให้โมเสส “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะได้พาประชากรของเรา คือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10) โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า” (ข้อ 11)</p>
<p>หลังคำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักของโมเสส พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” มันคือไม้เท้า (4:2) โมเสสโยนไม้เท้าลงที่พื้นตามคำสั่งของพระเจ้า ไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และโมเสสหยิบมันขึ้นซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของท่าน มันก็กลายเป็นไม้เท้าอีกครั้ง (ข้อ 4) โมเสสเผชิญหน้ากับฟาโรห์ได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า อันที่จริงท่านมี “พระ” องค์หนึ่งของอียิปต์คืองูอยู่ในมือของท่าน และพระทั้งหลายของอียิปต์ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้</p>
<p>กิซอมโบพิจารณาเรื่องโมเสสและสัมผัสได้ถึงคำตอบจากพระเจ้าว่า เจ้ามีเราและถ้อยคำของเรา เขาคิดถึงเพื่อนๆที่หนุนใจให้เขาเขียนเรื่องราวของพ่อ เพื่อคนอื่นจะเรียนรู้ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าในชีวิตของพ่อ เขาไม่ได้อยู่ลำพังคนเดียว ด้วยตัวเราเองนั้นความพยายามอย่างเต็มที่ของเราไม่เพียงพอ แต่เรารับใช้พระเจ้าผู้ตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า” (3:12)</p>
<p><em>คุณมีอะไรที่พระเจ้าทรงใช้ได้ สิ่งนี้จะหนุนใจให้คุณพิจารณาสิ่งที่
พระองค์จะทรงกระทำร่วมกับคุณอย่างไร</em>พระบิดาเจ้า เมื่ออยู่กับพระองค์ข้าพระองค์ไม่ขาดสิ่งใดเลย ไม่ว่าในสถานการณ์ใด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่” [ อพยพ 3:12 ]</p>
<p>กิซอมโบนั่งดูแคมป์ไฟ เขาคิดถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน ผมทำอะไรสำเร็จบ้าง และได้รับคำตอบอย่างทันควันว่า ที่จริงแล้วไม่มากเลย เขากลับมายังแผ่นดินเกิด รับใช้ในโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบซึ่งพ่อของเขาเริ่มต้นไว้ เขายังพยายามเขียนถึงเรื่องราวอันทรงพลังของพ่อที่รอดชีวิตจากสงครามกลางเมืองสองครั้ง ผมเป็นใครเล่าที่พยายามทำทั้งหมดนี้</p>
<p>ความหวาดหวั่นของกิซอมโบฟังดูคล้ายกับของโมเสส พระเจ้าเพิ่งมอบภารกิจให้โมเสส “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะได้พาประชากรของเรา คือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10) โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า” (ข้อ 11)</p>
<p>หลังคำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักของโมเสส พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” มันคือไม้เท้า (4:2) โมเสสโยนไม้เท้าลงที่พื้นตามคำสั่งของพระเจ้า ไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และโมเสสหยิบมันขึ้นซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของท่าน มันก็กลายเป็นไม้เท้าอีกครั้ง (ข้อ 4) โมเสสเผชิญหน้ากับฟาโรห์ได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า อันที่จริงท่านมี “พระ” องค์หนึ่งของอียิปต์คืองูอยู่ในมือของท่าน และพระทั้งหลายของอียิปต์ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้</p>
<p>กิซอมโบพิจารณาเรื่องโมเสสและสัมผัสได้ถึงคำตอบจากพระเจ้าว่า เจ้ามีเราและถ้อยคำของเรา เขาคิดถึงเพื่อนๆที่หนุนใจให้เขาเขียนเรื่องราวของพ่อ เพื่อคนอื่นจะเรียนรู้ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าในชีวิตของพ่อ เขาไม่ได้อยู่ลำพังคนเดียว ด้วยตัวเราเองนั้นความพยายามอย่างเต็มที่ของเราไม่เพียงพอ แต่เรารับใช้พระเจ้าผู้ตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า” (3:12)</p>
<p><em>คุณมีอะไรที่พระเจ้าทรงใช้ได้ สิ่งนี้จะหนุนใจให้คุณพิจารณาสิ่งที่
พระองค์จะทรงกระทำร่วมกับคุณอย่างไร</em>พระบิดาเจ้า เมื่ออยู่กับพระองค์ข้าพระองค์ไม่ขาดสิ่งใดเลย ไม่ว่าในสถานการณ์ใด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 15 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/498d893a/8bb1127d.mp3" length="9680924" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>605</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่” [ อพยพ 3:12 ]
กิซอมโบนั่งดูแคมป์ไฟ เขาคิดถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน ผมทำอะไรสำเร็จบ้าง และได้รับคำตอบอย่างทันควันว่า ที่จริงแล้วไม่มากเลย เขากลับมายังแผ่นดินเกิด รับใช้ในโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบซึ่งพ่อของเขาเริ่มต้นไว้ เขายังพยายามเขียนถึงเรื่องราวอันทรงพลังของพ่อที่รอดชีวิตจากสงครามกลางเมืองสองครั้ง ผมเป็นใครเล่าที่พยายามทำทั้งหมดนี้
ความหวาดหวั่นของกิซอมโบฟังดูคล้ายกับของโมเสส พระเจ้าเพิ่งมอบภารกิจให้โมเสส “เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะได้พาประชากรของเรา คือชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย.3:10) โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า” (ข้อ 11)
หลังคำแก้ตัวที่ไร้น้ำหนักของโมเสส พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” มันคือไม้เท้า (4:2) โมเสสโยนไม้เท้าลงที่พื้นตามคำสั่งของพระเจ้า ไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และโมเสสหยิบมันขึ้นซึ่งขัดกับสัญชาตญาณของท่าน มันก็กลายเป็นไม้เท้าอีกครั้ง (ข้อ 4) โมเสสเผชิญหน้ากับฟาโรห์ได้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า อันที่จริงท่านมี “พระ” องค์หนึ่งของอียิปต์คืองูอยู่ในมือของท่าน และพระทั้งหลายของอียิปต์ก็ไม่อาจทำอันตรายต่อพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้
กิซอมโบพิจารณาเรื่องโมเสสและสัมผัสได้ถึงคำตอบจากพระเจ้าว่า เจ้ามีเราและถ้อยคำของเรา เขาคิดถึงเพื่อนๆที่หนุนใจให้เขาเขียนเรื่องราวของพ่อ เพื่อคนอื่นจะเรียนรู้ถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าในชีวิตของพ่อ เขาไม่ได้อยู่ลำพังคนเดียว ด้วยตัวเราเองนั้นความพยายามอย่างเต็มที่ของเราไม่เพียงพอ แต่เรารับใช้พระเจ้าผู้ตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้า” (3:12)
คุณมีอะไรที่พระเจ้าทรงใช้ได้ สิ่งนี้จะหนุนใจให้คุณพิจารณาสิ่งที่
พระองค์จะทรงกระทำร่วมกับคุณอย่างไรพระบิดาเจ้า เมื่ออยู่กับพระองค์ข้าพระองค์ไม่ขาดสิ่งใดเลย ไม่ว่าในสถานการณ์ใด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระองค์จึงตรัสว่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่” [ อพยพ 3:12 ]
กิซอมโบนั่งดูแคมป์ไฟ เขาคิดถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน ผมทำอะไรสำเร็จบ้าง และได้รับคำตอบอย่างทันควันว่า ที่จริงแล้วไม่มากเลย เขากลับมายังแผ่นดินเกิด รับใช้ในโรงเรียนที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบซึ่งพ่อของเขาเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>วิธีที่ไม่คาดคิดของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>วิธีที่ไม่คาดคิดของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">880858c6-3d6a-4624-b5c0-6d90dac031af</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/51f3e891</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย [ 1 โครินธ์ 1:27 ]</p>
<p>ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวผ่านคำเทศนาของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดเพื่อจุดประกายไฟแห่งการฟื้นฟูของ การตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่นำคนนับพันมาเชื่อในพระคริสต์</p>
<p>พระเจ้ามักทรงใช้สิ่งที่ไม่คาดคิดเพื่อทำให้พระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์สำเร็จ การเขียนถึงแผนการที่พระองค์จะนำมนุษย์ที่ดื้อดึงเข้ามาผ่านการสิ้นพระชนม์ด้วยความรักของพระเยซูบนไม้กางเขนแทนเรานั้น เปาโลได้สรุปว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย” (1 คร.1:27) โลกนี้คาดหวังว่าพระปัญญาของพระเจ้าจะมีลักษณะเหมือนกับของเราและจะมาพร้อมกับกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระเยซูเสด็จมาด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาป พระองค์จึงเป็น “ปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (ข้อ 30)</p>
<p>พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และกอปรด้วยพระปัญญารอบรู้ทั้งสิ้นได้ทรงกลายมาเป็นเด็กทารกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทนทุกข์และสิ้นชีวิต และฟื้นคืนชีวิตเพื่อจะสำแดงด้วยความรักให้เราเห็นถึงหนทางกลับบ้านไปหาพระองค์ พระองค์ชอบที่จะใช้วิธีและคนที่ต่ำต้อยเพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ ซึ่งเราทำให้สำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเราเองเต็มใจพระองค์ก็อาจจะทรงใช้เรา</p>
<p><em>คุณเห็นเรื่องไม่คาดคิดใดที่พระเจ้าทรงกระทำบ้าง 
วันนี้คุณจะทำตัวเองให้พร้อมสำหรับพระองค์อย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับวิธีที่ไม่คาดคิดของพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดในวันนี้ เพื่อพระองค์อาจทรงใช้ข้าพระองค์ตามที่พระองค์พอพระทัย</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย [ 1 โครินธ์ 1:27 ]</p>
<p>ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวผ่านคำเทศนาของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดเพื่อจุดประกายไฟแห่งการฟื้นฟูของ การตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่นำคนนับพันมาเชื่อในพระคริสต์</p>
<p>พระเจ้ามักทรงใช้สิ่งที่ไม่คาดคิดเพื่อทำให้พระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์สำเร็จ การเขียนถึงแผนการที่พระองค์จะนำมนุษย์ที่ดื้อดึงเข้ามาผ่านการสิ้นพระชนม์ด้วยความรักของพระเยซูบนไม้กางเขนแทนเรานั้น เปาโลได้สรุปว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย” (1 คร.1:27) โลกนี้คาดหวังว่าพระปัญญาของพระเจ้าจะมีลักษณะเหมือนกับของเราและจะมาพร้อมกับกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระเยซูเสด็จมาด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาป พระองค์จึงเป็น “ปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (ข้อ 30)</p>
<p>พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และกอปรด้วยพระปัญญารอบรู้ทั้งสิ้นได้ทรงกลายมาเป็นเด็กทารกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทนทุกข์และสิ้นชีวิต และฟื้นคืนชีวิตเพื่อจะสำแดงด้วยความรักให้เราเห็นถึงหนทางกลับบ้านไปหาพระองค์ พระองค์ชอบที่จะใช้วิธีและคนที่ต่ำต้อยเพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ ซึ่งเราทำให้สำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเราเองเต็มใจพระองค์ก็อาจจะทรงใช้เรา</p>
<p><em>คุณเห็นเรื่องไม่คาดคิดใดที่พระเจ้าทรงกระทำบ้าง 
วันนี้คุณจะทำตัวเองให้พร้อมสำหรับพระองค์อย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับวิธีที่ไม่คาดคิดของพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดในวันนี้ เพื่อพระองค์อาจทรงใช้ข้าพระองค์ตามที่พระองค์พอพระทัย</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 14 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/51f3e891/e817a29f.mp3" length="12429447" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>777</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย [ 1 โครินธ์ 1:27 ]
ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่าสนใจนัก แต่พระวิญญาณของพระเจ้าทรงเคลื่อนไหวผ่านคำเทศนาของโจนาธาน เอ็ดเวิร์ดเพื่อจุดประกายไฟแห่งการฟื้นฟูของ การตื่นตัวครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่นำคนนับพันมาเชื่อในพระคริสต์
พระเจ้ามักทรงใช้สิ่งที่ไม่คาดคิดเพื่อทำให้พระประสงค์อันสมบูรณ์ของพระองค์สำเร็จ การเขียนถึงแผนการที่พระองค์จะนำมนุษย์ที่ดื้อดึงเข้ามาผ่านการสิ้นพระชนม์ด้วยความรักของพระเยซูบนไม้กางเขนแทนเรานั้น เปาโลได้สรุปว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้คนที่แข็งแรงอับอาย” (1 คร.1:27) โลกนี้คาดหวังว่าพระปัญญาของพระเจ้าจะมีลักษณะเหมือนกับของเราและจะมาพร้อมกับกำลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ แต่พระเยซูเสด็จมาด้วยความถ่อมและอ่อนสุภาพเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาป พระองค์จึงเป็น “ปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (ข้อ 30)
พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์และกอปรด้วยพระปัญญารอบรู้ทั้งสิ้นได้ทรงกลายมาเป็นเด็กทารกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และทนทุกข์และสิ้นชีวิต และฟื้นคืนชีวิตเพื่อจะสำแดงด้วยความรักให้เราเห็นถึงหนทางกลับบ้านไปหาพระองค์ พระองค์ชอบที่จะใช้วิธีและคนที่ต่ำต้อยเพื่อให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ ซึ่งเราทำให้สำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเราเองเต็มใจพระองค์ก็อาจจะทรงใช้เรา
คุณเห็นเรื่องไม่คาดคิดใดที่พระเจ้าทรงกระทำบ้าง 
วันนี้คุณจะทำตัวเองให้พร้อมสำหรับพระองค์อย่างไรข้าแต่พระบิดาผู้กอปรด้วยความรัก ขอบพระคุณสำหรับวิธีที่ไม่คาดคิดของพระองค์ ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์ติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดในวันนี้ เพื่อพระองค์อาจทรงใช้ข้าพระองค์ตามที่พระองค์พอพระทัย</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าได้ทรงเลือกคนที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาอับอาย [ 1 โครินธ์ 1:27 ]
ศิษยาภิบาลคนหนึ่งหรี่ตาเพ่งดูคำเทศนาที่ยกขึ้นมาจนชิดใบหน้าเพื่อจะมองเห็นคำบนหน้ากระดาษ เขาเป็นคนสายตาสั้นมากและอ่านทุกประโยคอย่างตั้งใจด้วยระดับเสียงเดียวกันที่ไม่ค่อยน่า</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ของขวัญที่เป็นไปไม่ได้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ของขวัญที่เป็นไปไม่ได้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">3ff50c73-ac7b-46d7-b44d-a322f111360f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/baf5873e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย [ ยอห์น 14:27 ]</p>
<p>ฉันดีใจมากที่หาของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันเกิดของแม่สามีได้ เป็นสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านด้วย! การหาของขวัญที่สมบูรณ์แบบให้กับใครสักคนได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ แต่ถ้าหากของขวัญที่ใครคนหนึ่งต้องการนั้นเกินกำลังของเราที่จะให้ได้ล่ะ มีหลายคนหวังว่าเราจะมอบความสบายใจ การหยุดพัก หรือแม้แต่ความอดทนให้กับคนอื่นได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นสามารถหาซื้อและนำมาห่อผูกโบว์ให้ได้ก็คงจะดี!</p>
<p>ของขวัญเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะมอบให้ใคร แต่พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเลือดเนื้อของมนุษย์ได้ทรงมอบของขวัญที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้ให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ คือของขวัญแห่งสันติสุข ก่อนที่จะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และจากเหล่าสาวกไป พระเยซูได้ปลอบใจพวกเขาโดยสัญญาว่าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะ “ทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ยน.14:26) พระองค์ทรงเสนอว่าจะมอบสันติสุขของพระองค์ให้เป็นของขวัญที่ยั่งยืนนานและไม่เสื่อมคลาย ในเวลาที่จิตใจของพวกเขาเป็นทุกข์หรือเมื่อพบเจอกับความกลัว พระองค์เองคือสันติสุขของเรากับพระเจ้า กับผู้อื่น และเป็นสันติสุขภายในเรา</p>
<p>เราอาจไม่มีความสามารถที่จะมอบความอดทนที่มากขึ้นเป็นพิเศษให้กับคนที่เรารัก หรือมอบสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้ตามที่เขาต้องการ เราไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะมอบสันติสุขที่เราทุกคนต้องการอย่างที่สุดเพื่อจะแบกรับความทุกข์ยากของชีวิตได้ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถนำเราให้พูดกับพวกเขาถึงเรื่องของพระเยซู ผู้ประทานให้และผู้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุขอันแท้จริงและยั่งยืนนาน</p>
<p><em>พระคริสต์ทรงนำสันติสุขมายังชีวิตของคุณอย่างไร 
คุณจะแนะนำพระองค์ให้กับใครได้บ้าง</em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับความอุ่นใจในสันติสุขอันยั่งยืน และมีพร้อมอยู่เสมอของพระองค์ในชีวิตข้าพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย [ ยอห์น 14:27 ]</p>
<p>ฉันดีใจมากที่หาของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันเกิดของแม่สามีได้ เป็นสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านด้วย! การหาของขวัญที่สมบูรณ์แบบให้กับใครสักคนได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ แต่ถ้าหากของขวัญที่ใครคนหนึ่งต้องการนั้นเกินกำลังของเราที่จะให้ได้ล่ะ มีหลายคนหวังว่าเราจะมอบความสบายใจ การหยุดพัก หรือแม้แต่ความอดทนให้กับคนอื่นได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นสามารถหาซื้อและนำมาห่อผูกโบว์ให้ได้ก็คงจะดี!</p>
<p>ของขวัญเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะมอบให้ใคร แต่พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเลือดเนื้อของมนุษย์ได้ทรงมอบของขวัญที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้ให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ คือของขวัญแห่งสันติสุข ก่อนที่จะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และจากเหล่าสาวกไป พระเยซูได้ปลอบใจพวกเขาโดยสัญญาว่าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะ “ทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ยน.14:26) พระองค์ทรงเสนอว่าจะมอบสันติสุขของพระองค์ให้เป็นของขวัญที่ยั่งยืนนานและไม่เสื่อมคลาย ในเวลาที่จิตใจของพวกเขาเป็นทุกข์หรือเมื่อพบเจอกับความกลัว พระองค์เองคือสันติสุขของเรากับพระเจ้า กับผู้อื่น และเป็นสันติสุขภายในเรา</p>
<p>เราอาจไม่มีความสามารถที่จะมอบความอดทนที่มากขึ้นเป็นพิเศษให้กับคนที่เรารัก หรือมอบสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้ตามที่เขาต้องการ เราไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะมอบสันติสุขที่เราทุกคนต้องการอย่างที่สุดเพื่อจะแบกรับความทุกข์ยากของชีวิตได้ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถนำเราให้พูดกับพวกเขาถึงเรื่องของพระเยซู ผู้ประทานให้และผู้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุขอันแท้จริงและยั่งยืนนาน</p>
<p><em>พระคริสต์ทรงนำสันติสุขมายังชีวิตของคุณอย่างไร 
คุณจะแนะนำพระองค์ให้กับใครได้บ้าง</em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับความอุ่นใจในสันติสุขอันยั่งยืน และมีพร้อมอยู่เสมอของพระองค์ในชีวิตข้าพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 13 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/baf5873e/b524c6cf.mp3" length="10813609" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>676</itunes:duration>
      <itunes:summary>เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย [ ยอห์น 14:27 ]
ฉันดีใจมากที่หาของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันเกิดของแม่สามีได้ เป็นสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านด้วย! การหาของขวัญที่สมบูรณ์แบบให้กับใครสักคนได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ แต่ถ้าหากของขวัญที่ใครคนหนึ่งต้องการนั้นเกินกำลังของเราที่จะให้ได้ล่ะ มีหลายคนหวังว่าเราจะมอบความสบายใจ การหยุดพัก หรือแม้แต่ความอดทนให้กับคนอื่นได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นสามารถหาซื้อและนำมาห่อผูกโบว์ให้ได้ก็คงจะดี!
ของขวัญเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะมอบให้ใคร แต่พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่มีเลือดเนื้อของมนุษย์ได้ทรงมอบของขวัญที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้ให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ คือของขวัญแห่งสันติสุข ก่อนที่จะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และจากเหล่าสาวกไป พระเยซูได้ปลอบใจพวกเขาโดยสัญญาว่าจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะ “ทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ยน.14:26) พระองค์ทรงเสนอว่าจะมอบสันติสุขของพระองค์ให้เป็นของขวัญที่ยั่งยืนนานและไม่เสื่อมคลาย ในเวลาที่จิตใจของพวกเขาเป็นทุกข์หรือเมื่อพบเจอกับความกลัว พระองค์เองคือสันติสุขของเรากับพระเจ้า กับผู้อื่น และเป็นสันติสุขภายในเรา
เราอาจไม่มีความสามารถที่จะมอบความอดทนที่มากขึ้นเป็นพิเศษให้กับคนที่เรารัก หรือมอบสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นได้ตามที่เขาต้องการ เราไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะมอบสันติสุขที่เราทุกคนต้องการอย่างที่สุดเพื่อจะแบกรับความทุกข์ยากของชีวิตได้ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถนำเราให้พูดกับพวกเขาถึงเรื่องของพระเยซู ผู้ประทานให้และผู้เป็นตัวแทนแห่งสันติสุขอันแท้จริงและยั่งยืนนาน
พระคริสต์ทรงนำสันติสุขมายังชีวิตของคุณอย่างไร 
คุณจะแนะนำพระองค์ให้กับใครได้บ้างข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณสำหรับความอุ่นใจในสันติสุขอันยั่งยืน และมีพร้อมอยู่เสมอของพระองค์ในชีวิตข้าพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย [ ยอห์น 14:27 ]
ฉันดีใจมากที่หาของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันเกิดของแม่สามีได้ เป็นสร้อยข้อมือที่มีอัญมณีประจำเดือนเกิดของท่านด้วย! การหาของขวัญที่สมบูรณ์แบบให้กับใครสักคนได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ แต่ถ้าหากของขวัญ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอมที่จะไว้วางใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยอมที่จะไว้วางใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c45505c1-9d3e-4397-9d3b-258445309d94</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/799fd428</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 26:4 ]</p>
<p>เมื่อเปิดม่านออกในเช้าวันหนึ่งของฤดูหนาว ฉันพบกับภาพอันน่าตกตะลึงของกำแพงหมอก หรือ “หมอกน้ำแข็ง” ตามที่ผู้พยากรณ์อากาศเรียก และหมอกนี้ยังมาพร้อมกับความประหลาดใจยิ่งกว่าซึ่งพบไม่บ่อยนักในพื้นที่ที่เราอยู่ คือการคาดการณ์ว่าจะมีท้องฟ้าสดใสและแสงแดด “ภายในอีกหนึ่งชั่วโมง” ฉันบอกกับสามีว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เราแทบจะมองไม่เห็นอะไรในระยะหนึ่งฟุตข้างหน้าเลย” แต่แน่นอนภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หมอกนั้นจางหายไปและเกิดเป็นท้องฟ้าสีฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดด</p>
<p>ขณะยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ฉันคิดถึงระดับของความไว้วางใจที่มีในยามที่ฉันเห็นแต่หมอกในชีวิต ฉันถามสามีว่า “ฉันไว้วางใจพระเจ้าเฉพาะในสิ่งที่ฉันมองเห็นเท่านั้นหรือ”</p>
<p>เมื่อกษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์และมีผู้นำที่ชั่วร้ายบางคนขึ้นมามีอำนาจในแผ่นดินยูดาห์ อิสยาห์ได้ถามคำถามที่คล้ายกันนี้คือ เราจะไว้วางใจใครได้ แล้วพระเจ้าทรงตอบด้วยการให้นิมิตพิเศษที่ทำให้ผู้เผยพระวจนะท่านนี้มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าที่รออยู่ข้างหน้า ขณะที่อิสยาห์สรรเสริญพระเจ้าว่า “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านได้กล่าวอีกว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)</p>
<p>เมื่อความคิดของเราจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า เราจะสามารถไว้วางใจพระองค์ได้แม้ในเวลาที่มืดมัวและสับสน เราอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ถ้าเราวางใจในพระเจ้า เราก็แน่ใจได้ว่าความช่วยเหลือของพระองค์กำลังจะมาถึงเรา</p>
<p><em>เมื่อชีวิตดูมืดมัวและสับสน ความไว้วางใจของคุณอยู่ที่ใด 
คุณจะหันเหความคิดของคุณจากปัญหาในวันนี้ไปที่พระเจ้าองค์นิรันดร์ได้อย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า โลกวันนี้ช่างดูมืดมนและสับสน ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ ให้จดจ่อความคิดอยู่ที่พระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์สามารถไว้วางใจได้ตลอดไป</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 26:4 ]</p>
<p>เมื่อเปิดม่านออกในเช้าวันหนึ่งของฤดูหนาว ฉันพบกับภาพอันน่าตกตะลึงของกำแพงหมอก หรือ “หมอกน้ำแข็ง” ตามที่ผู้พยากรณ์อากาศเรียก และหมอกนี้ยังมาพร้อมกับความประหลาดใจยิ่งกว่าซึ่งพบไม่บ่อยนักในพื้นที่ที่เราอยู่ คือการคาดการณ์ว่าจะมีท้องฟ้าสดใสและแสงแดด “ภายในอีกหนึ่งชั่วโมง” ฉันบอกกับสามีว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เราแทบจะมองไม่เห็นอะไรในระยะหนึ่งฟุตข้างหน้าเลย” แต่แน่นอนภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หมอกนั้นจางหายไปและเกิดเป็นท้องฟ้าสีฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดด</p>
<p>ขณะยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ฉันคิดถึงระดับของความไว้วางใจที่มีในยามที่ฉันเห็นแต่หมอกในชีวิต ฉันถามสามีว่า “ฉันไว้วางใจพระเจ้าเฉพาะในสิ่งที่ฉันมองเห็นเท่านั้นหรือ”</p>
<p>เมื่อกษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์และมีผู้นำที่ชั่วร้ายบางคนขึ้นมามีอำนาจในแผ่นดินยูดาห์ อิสยาห์ได้ถามคำถามที่คล้ายกันนี้คือ เราจะไว้วางใจใครได้ แล้วพระเจ้าทรงตอบด้วยการให้นิมิตพิเศษที่ทำให้ผู้เผยพระวจนะท่านนี้มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าที่รออยู่ข้างหน้า ขณะที่อิสยาห์สรรเสริญพระเจ้าว่า “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านได้กล่าวอีกว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)</p>
<p>เมื่อความคิดของเราจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า เราจะสามารถไว้วางใจพระองค์ได้แม้ในเวลาที่มืดมัวและสับสน เราอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ถ้าเราวางใจในพระเจ้า เราก็แน่ใจได้ว่าความช่วยเหลือของพระองค์กำลังจะมาถึงเรา</p>
<p><em>เมื่อชีวิตดูมืดมัวและสับสน ความไว้วางใจของคุณอยู่ที่ใด 
คุณจะหันเหความคิดของคุณจากปัญหาในวันนี้ไปที่พระเจ้าองค์นิรันดร์ได้อย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า โลกวันนี้ช่างดูมืดมนและสับสน ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ ให้จดจ่อความคิดอยู่ที่พระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์สามารถไว้วางใจได้ตลอดไป</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 12 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/799fd428/57cee56c.mp3" length="10548611" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>660</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 26:4 ]
เมื่อเปิดม่านออกในเช้าวันหนึ่งของฤดูหนาว ฉันพบกับภาพอันน่าตกตะลึงของกำแพงหมอก หรือ “หมอกน้ำแข็ง” ตามที่ผู้พยากรณ์อากาศเรียก และหมอกนี้ยังมาพร้อมกับความประหลาดใจยิ่งกว่าซึ่งพบไม่บ่อยนักในพื้นที่ที่เราอยู่ คือการคาดการณ์ว่าจะมีท้องฟ้าสดใสและแสงแดด “ภายในอีกหนึ่งชั่วโมง” ฉันบอกกับสามีว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เราแทบจะมองไม่เห็นอะไรในระยะหนึ่งฟุตข้างหน้าเลย” แต่แน่นอนภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หมอกนั้นจางหายไปและเกิดเป็นท้องฟ้าสีฟ้าที่สดใสด้วยแสงแดด
ขณะยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ฉันคิดถึงระดับของความไว้วางใจที่มีในยามที่ฉันเห็นแต่หมอกในชีวิต ฉันถามสามีว่า “ฉันไว้วางใจพระเจ้าเฉพาะในสิ่งที่ฉันมองเห็นเท่านั้นหรือ”
เมื่อกษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์และมีผู้นำที่ชั่วร้ายบางคนขึ้นมามีอำนาจในแผ่นดินยูดาห์ อิสยาห์ได้ถามคำถามที่คล้ายกันนี้คือ เราจะไว้วางใจใครได้ แล้วพระเจ้าทรงตอบด้วยการให้นิมิตพิเศษที่ทำให้ผู้เผยพระวจนะท่านนี้มั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ในวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าที่รออยู่ข้างหน้า ขณะที่อิสยาห์สรรเสริญพระเจ้าว่า “ใจแน่วแน่นั้นพระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อสย.26:3) ท่านได้กล่าวอีกว่า “จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์เพราะพระเจ้าทรงเป็นศิลานิรันดร์” (ข้อ 4)
เมื่อความคิดของเราจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า เราจะสามารถไว้วางใจพระองค์ได้แม้ในเวลาที่มืดมัวและสับสน เราอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนในตอนนี้ แต่ถ้าเราวางใจในพระเจ้า เราก็แน่ใจได้ว่าความช่วยเหลือของพระองค์กำลังจะมาถึงเรา
เมื่อชีวิตดูมืดมัวและสับสน ความไว้วางใจของคุณอยู่ที่ใด 
คุณจะหันเหความคิดของคุณจากปัญหาในวันนี้ไปที่พระเจ้าองค์นิรันดร์ได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า โลกวันนี้ช่างดูมืดมนและสับสน ขอโปรดช่วยข้าพระองค์ ให้จดจ่อความคิดอยู่ที่พระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์สามารถไว้วางใจได้ตลอดไป</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงวางใจในพระเจ้าเป็นนิตย์ [ อิสยาห์ 26:4 ]
เมื่อเปิดม่านออกในเช้าวันหนึ่งของฤดูหนาว ฉันพบกับภาพอันน่าตกตะลึงของกำแพงหมอก หรือ “หมอกน้ำแข็ง” ตามที่ผู้พยากรณ์อากาศเรียก และหมอกนี้ยังมาพร้อมกับความประหลาดใจยิ่งกว่าซึ่งพบไม่บ่อยนักในพื้นที่ที่เราอยู่ คือการคา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ได้รู้จักและได้รัก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ได้รู้จักและได้รัก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">47f27a43-705d-4a7d-8a93-2865b7497379</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/00782333</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน [ 2 ซามูเอล 9:7 ]</p>
<p>ในบทความอันทรงพลังที่ชื่อว่า “ลูกของผมรู้จักคุณไหม” ของนักเขียนข่าวกีฬาโจนาธาน จาร์คส์ที่ได้เขียนถึงการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายและความปรารถนาของเขาที่จะมีคนมาดูแลภรรยาและลูกชายที่ยังเล็ก ตัวเขาในวัยสามสิบสี่ปีได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นเพียงหกเดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จาร์คส์เป็นผู้เชื่อในพระเยซูและพ่อของเขาก็เสียชีวิตเมื่อเขายังเป็นหนุ่ม เขาได้แบ่งปันข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงการดูแลหญิงม่ายและลูกกำพร้า (อพย.22:22; อสย.1:17; ยก.1:27) และเขาเขียนคำพูดไปถึงเพื่อนๆว่า “เมื่อฉันเจอพวกนายบนสวรรค์ มีเพียงอย่างเดียวที่ฉันจะถามคือ นายดีต่อลูกชายและภรรยาของฉันไหม ลูกชายของฉันรู้จักพวกนายไหม</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดถามว่า “พงศ์พันธุ์ของซาอูลนั้นมีเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะสำแดงสัจกรุณาแก่ผู้นั้นโดยเห็นแก่โยนาธาน” (2 ซมอ.9:1) บุตรชายคนหนึ่งของโยนาธานคือเมฟีโบเชทผู้ที่ “เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) จากอุบัติเหตุ (ดู 4:4) ได้ถูกพามาหากษัตริย์ ดาวิดบอกกับเขาว่า “เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน และเราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (9:7) ดาวิดแสดงความรักห่วงใยต่อเมฟีโบเชท และดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ได้รู้จักดาวิดอย่างแท้จริง (ดู 19:24-30)</p>
<p>พระเยซูทรงเรียกร้องให้เรารักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา (ยน.13:34) ขณะที่พระองค์ทำงานภายในเราและผ่านเรา ขอให้เราได้รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดีและรักพวกเขาอย่างแท้จริง</p>
<p><em>คุณจะรู้จักผู้อื่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้นได้อย่างไร 
การรักพวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงรักคุณนั้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ ด้วยการพยายามที่จะรู้จักและรักผู้อื่นอย่างแท้จริง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน [ 2 ซามูเอล 9:7 ]</p>
<p>ในบทความอันทรงพลังที่ชื่อว่า “ลูกของผมรู้จักคุณไหม” ของนักเขียนข่าวกีฬาโจนาธาน จาร์คส์ที่ได้เขียนถึงการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายและความปรารถนาของเขาที่จะมีคนมาดูแลภรรยาและลูกชายที่ยังเล็ก ตัวเขาในวัยสามสิบสี่ปีได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นเพียงหกเดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จาร์คส์เป็นผู้เชื่อในพระเยซูและพ่อของเขาก็เสียชีวิตเมื่อเขายังเป็นหนุ่ม เขาได้แบ่งปันข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงการดูแลหญิงม่ายและลูกกำพร้า (อพย.22:22; อสย.1:17; ยก.1:27) และเขาเขียนคำพูดไปถึงเพื่อนๆว่า “เมื่อฉันเจอพวกนายบนสวรรค์ มีเพียงอย่างเดียวที่ฉันจะถามคือ นายดีต่อลูกชายและภรรยาของฉันไหม ลูกชายของฉันรู้จักพวกนายไหม</p>
<p>กษัตริย์ดาวิดถามว่า “พงศ์พันธุ์ของซาอูลนั้นมีเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะสำแดงสัจกรุณาแก่ผู้นั้นโดยเห็นแก่โยนาธาน” (2 ซมอ.9:1) บุตรชายคนหนึ่งของโยนาธานคือเมฟีโบเชทผู้ที่ “เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) จากอุบัติเหตุ (ดู 4:4) ได้ถูกพามาหากษัตริย์ ดาวิดบอกกับเขาว่า “เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน และเราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (9:7) ดาวิดแสดงความรักห่วงใยต่อเมฟีโบเชท และดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ได้รู้จักดาวิดอย่างแท้จริง (ดู 19:24-30)</p>
<p>พระเยซูทรงเรียกร้องให้เรารักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา (ยน.13:34) ขณะที่พระองค์ทำงานภายในเราและผ่านเรา ขอให้เราได้รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดีและรักพวกเขาอย่างแท้จริง</p>
<p><em>คุณจะรู้จักผู้อื่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้นได้อย่างไร 
การรักพวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงรักคุณนั้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ ด้วยการพยายามที่จะรู้จักและรักผู้อื่นอย่างแท้จริง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 11 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/00782333/a528f5cc.mp3" length="11481500" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>718</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน [ 2 ซามูเอล 9:7 ]
ในบทความอันทรงพลังที่ชื่อว่า “ลูกของผมรู้จักคุณไหม” ของนักเขียนข่าวกีฬาโจนาธาน จาร์คส์ที่ได้เขียนถึงการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายและความปรารถนาของเขาที่จะมีคนมาดูแลภรรยาและลูกชายที่ยังเล็ก ตัวเขาในวัยสามสิบสี่ปีได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นเพียงหกเดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต จาร์คส์เป็นผู้เชื่อในพระเยซูและพ่อของเขาก็เสียชีวิตเมื่อเขายังเป็นหนุ่ม เขาได้แบ่งปันข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงการดูแลหญิงม่ายและลูกกำพร้า (อพย.22:22; อสย.1:17; ยก.1:27) และเขาเขียนคำพูดไปถึงเพื่อนๆว่า “เมื่อฉันเจอพวกนายบนสวรรค์ มีเพียงอย่างเดียวที่ฉันจะถามคือ นายดีต่อลูกชายและภรรยาของฉันไหม ลูกชายของฉันรู้จักพวกนายไหม
กษัตริย์ดาวิดถามว่า “พงศ์พันธุ์ของซาอูลนั้นมีเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะสำแดงสัจกรุณาแก่ผู้นั้นโดยเห็นแก่โยนาธาน” (2 ซมอ.9:1) บุตรชายคนหนึ่งของโยนาธานคือเมฟีโบเชทผู้ที่ “เท้าของเขาเป็นง่อย” (ข้อ 3) จากอุบัติเหตุ (ดู 4:4) ได้ถูกพามาหากษัตริย์ ดาวิดบอกกับเขาว่า “เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน และเราจะมอบที่ดินทั้งหมดของซาอูลราชบิดาของท่านคืนแก่ท่าน และท่านจงรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะของเราเสมอไป” (9:7) ดาวิดแสดงความรักห่วงใยต่อเมฟีโบเชท และดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ได้รู้จักดาวิดอย่างแท้จริง (ดู 19:24-30)
พระเยซูทรงเรียกร้องให้เรารักผู้อื่นเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา (ยน.13:34) ขณะที่พระองค์ทำงานภายในเราและผ่านเรา ขอให้เราได้รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดีและรักพวกเขาอย่างแท้จริง
คุณจะรู้จักผู้อื่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้นได้อย่างไร 
การรักพวกเขาเหมือนที่พระเจ้าทรงรักคุณนั้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไรข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ ด้วยการพยายามที่จะรู้จักและรักผู้อื่นอย่างแท้จริง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราจะสำแดงสัจกรุณาต่อท่าน เพื่อเห็นแก่โยนาธานบิดาของท่าน [ 2 ซามูเอล 9:7 ]
ในบทความอันทรงพลังที่ชื่อว่า “ลูกของผมรู้จักคุณไหม” ของนักเขียนข่าวกีฬาโจนาธาน จาร์คส์ที่ได้เขียนถึงการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้ายและความปรารถนาของเขาที่จะมีคนมาดูแลภรรยาและลูกชายที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">629a58e1-acbb-436c-9957-1bd97bf899ee</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/962c5a56</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขอพระเจ้า...ทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย มีจิตใจอันประกอบด้วย สติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์ [ เอเฟซัส 1:17 ]</p>
<p>ในปี 2001 มีเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดชื่อคริสโตเฟอร์ ดัฟลีย์ ได้ทำให้ทีมแพทย์ประหลาดใจเพราะเขารอดชีวิต เมื่ออายุได้ห้าเดือน เขาได้เข้าสู่ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ จนกระทั่งครอบครัวของป้ารับเลี้ยงเขา ครูคนหนึ่งพบว่าคริสโตเฟอร์วัยสี่ขวบ ที่แม้จะตาบอดและมีภาวะของออทิสติก แต่กลับสามารถระบุเสียงโน้ตดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ หกปีต่อมาที่คริสตจักร คริสโตเฟอร์อยู่บนเวทีและร้องเพลง “โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ” วิดีโอนี้เข้าถึงคนนับล้านทางออนไลน์ ในปี 2020 คริสโตเฟอร์ได้แบ่งปันถึงเป้าหมายของเขาในการทำงานเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ์ผู้พิการ เขายังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดเมื่อดวงตาในหัวใจเขาเปิดออกต่อแผนการของพระเจ้า</p>
<p>เปาโลชมเชยคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสในความเชื่ออันกล้าหาญของพวกเขา (อฟ.1:15-16) ท่านขอพระเจ้าให้ประทาน “จิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้ง” เพื่อให้พวกเขา “รู้ถึงพระองค์” (ข้อ 17) ท่านอธิษฐานให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” หรือเปิดออก เพื่อพวกเขาจะเข้าใจถึงความหวังและมรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับคนของพระองค์ (ข้อ 18)</p>
<p>เมื่อเราขอให้พระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองกับเรา เราจะรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและสามารถประกาศพระนาม ฤทธานุภาพและอำนาจของพระองค์ด้วยความมั่นใจ (ข้อ 19-23) ด้วยความเชื่อในพระเยซูและความรักต่อคนของพระเจ้า เราสามารถดำเนินชีวิตในแบบที่พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของพระองค์เมื่อเราขอให้พระองค์ทำให้ดวงตาในหัวใจของเราเปิดอยู่เสมอ</p>
<p><em>พระเจ้าได้ทรงช่วยคุณให้เอาชนะอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดบ้าง 
การรู้ถึงความจริงของพระเจ้า ถึงพระลักษณะและความรักของพระองค์
เปลี่ยนแปลงวิธีการมองปัญหาของคุณอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยพระเมตตา โปรดเปิดดวงตาในหัวใจของข้าพระองค์เถิด เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้รู้จัก ได้รัก และมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ด้วยความเชื่อที่กล้าหาญซึ่งจะนำผู้อื่นให้มานมัสการพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขอพระเจ้า...ทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย มีจิตใจอันประกอบด้วย สติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์ [ เอเฟซัส 1:17 ]</p>
<p>ในปี 2001 มีเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดชื่อคริสโตเฟอร์ ดัฟลีย์ ได้ทำให้ทีมแพทย์ประหลาดใจเพราะเขารอดชีวิต เมื่ออายุได้ห้าเดือน เขาได้เข้าสู่ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ จนกระทั่งครอบครัวของป้ารับเลี้ยงเขา ครูคนหนึ่งพบว่าคริสโตเฟอร์วัยสี่ขวบ ที่แม้จะตาบอดและมีภาวะของออทิสติก แต่กลับสามารถระบุเสียงโน้ตดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ หกปีต่อมาที่คริสตจักร คริสโตเฟอร์อยู่บนเวทีและร้องเพลง “โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ” วิดีโอนี้เข้าถึงคนนับล้านทางออนไลน์ ในปี 2020 คริสโตเฟอร์ได้แบ่งปันถึงเป้าหมายของเขาในการทำงานเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ์ผู้พิการ เขายังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดเมื่อดวงตาในหัวใจเขาเปิดออกต่อแผนการของพระเจ้า</p>
<p>เปาโลชมเชยคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสในความเชื่ออันกล้าหาญของพวกเขา (อฟ.1:15-16) ท่านขอพระเจ้าให้ประทาน “จิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้ง” เพื่อให้พวกเขา “รู้ถึงพระองค์” (ข้อ 17) ท่านอธิษฐานให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” หรือเปิดออก เพื่อพวกเขาจะเข้าใจถึงความหวังและมรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับคนของพระองค์ (ข้อ 18)</p>
<p>เมื่อเราขอให้พระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองกับเรา เราจะรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและสามารถประกาศพระนาม ฤทธานุภาพและอำนาจของพระองค์ด้วยความมั่นใจ (ข้อ 19-23) ด้วยความเชื่อในพระเยซูและความรักต่อคนของพระเจ้า เราสามารถดำเนินชีวิตในแบบที่พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของพระองค์เมื่อเราขอให้พระองค์ทำให้ดวงตาในหัวใจของเราเปิดอยู่เสมอ</p>
<p><em>พระเจ้าได้ทรงช่วยคุณให้เอาชนะอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดบ้าง 
การรู้ถึงความจริงของพระเจ้า ถึงพระลักษณะและความรักของพระองค์
เปลี่ยนแปลงวิธีการมองปัญหาของคุณอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยพระเมตตา โปรดเปิดดวงตาในหัวใจของข้าพระองค์เถิด เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้รู้จัก ได้รัก และมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ด้วยความเชื่อที่กล้าหาญซึ่งจะนำผู้อื่นให้มานมัสการพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 10 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/962c5a56/3e9281c3.mp3" length="9777484" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>612</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขอพระเจ้า...ทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย มีจิตใจอันประกอบด้วย สติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์ [ เอเฟซัส 1:17 ]
ในปี 2001 มีเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดชื่อคริสโตเฟอร์ ดัฟลีย์ ได้ทำให้ทีมแพทย์ประหลาดใจเพราะเขารอดชีวิต เมื่ออายุได้ห้าเดือน เขาได้เข้าสู่ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ จนกระทั่งครอบครัวของป้ารับเลี้ยงเขา ครูคนหนึ่งพบว่าคริสโตเฟอร์วัยสี่ขวบ ที่แม้จะตาบอดและมีภาวะของออทิสติก แต่กลับสามารถระบุเสียงโน้ตดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ หกปีต่อมาที่คริสตจักร คริสโตเฟอร์อยู่บนเวทีและร้องเพลง “โปรดเปิดดวงตาในหัวใจ” วิดีโอนี้เข้าถึงคนนับล้านทางออนไลน์ ในปี 2020 คริสโตเฟอร์ได้แบ่งปันถึงเป้าหมายของเขาในการทำงานเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ์ผู้พิการ เขายังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดเมื่อดวงตาในหัวใจเขาเปิดออกต่อแผนการของพระเจ้า
เปาโลชมเชยคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัสในความเชื่ออันกล้าหาญของพวกเขา (อฟ.1:15-16) ท่านขอพระเจ้าให้ประทาน “จิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้ง” เพื่อให้พวกเขา “รู้ถึงพระองค์” (ข้อ 17) ท่านอธิษฐานให้ตาใจของพวกเขา “สว่างขึ้น” หรือเปิดออก เพื่อพวกเขาจะเข้าใจถึงความหวังและมรดกที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับคนของพระองค์ (ข้อ 18)
เมื่อเราขอให้พระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองกับเรา เราจะรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและสามารถประกาศพระนาม ฤทธานุภาพและอำนาจของพระองค์ด้วยความมั่นใจ (ข้อ 19-23) ด้วยความเชื่อในพระเยซูและความรักต่อคนของพระเจ้า เราสามารถดำเนินชีวิตในแบบที่พิสูจน์ถึงความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของพระองค์เมื่อเราขอให้พระองค์ทำให้ดวงตาในหัวใจของเราเปิดอยู่เสมอ
พระเจ้าได้ทรงช่วยคุณให้เอาชนะอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดบ้าง 
การรู้ถึงความจริงของพระเจ้า ถึงพระลักษณะและความรักของพระองค์
เปลี่ยนแปลงวิธีการมองปัญหาของคุณอย่างไรข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยพระเมตตา โปรดเปิดดวงตาในหัวใจของข้าพระองค์เถิด เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้รู้จัก ได้รัก และมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ด้วยความเชื่อที่กล้าหาญซึ่งจะนำผู้อื่นให้มานมัสการพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขอพระเจ้า...ทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย มีจิตใจอันประกอบด้วย สติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์ [ เอเฟซัส 1:17 ]
ในปี 2001 มีเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดชื่อคริสโตเฟอร์ ดัฟลีย์ ได้ทำให้ทีมแพทย์ประหลาดใจเพราะเขารอดชีวิต เมื่ออายุได้ห้าเดือน</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความหวังสำหรับผู้ที่เจ็บปวด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความหวังสำหรับผู้ที่เจ็บปวด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">c09639bc-ed8d-4e8e-9959-989de173d58d</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5d426439</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ทั้งจิตใจของข้าพระองค์ก็ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง โอ ข้าแต่พระเจ้า อีกนานสักเท่าใด [ สดุดี 6:3 ]</p>
<p>“คนส่วนใหญ่มีรอยแผลเป็นที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจ” คำพูดที่ออกมาจากใจส่วนลึกนี้มาจากผู้เล่นเบสบอลเมเจอร์ลีกชื่อแอนเดรลตัน ซิมมอนส์ ผู้เลือกที่จะไม่ลงแข่งในฤดูกาลปกติเมื่อปลายปี 2020 เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เมื่อซิมมอนส์ทบทวนถึงการตัดสินใจนั้น เขารู้สึกว่าจะต้องแบ่งปันเรื่องราวของเขาเพื่อหนุนใจผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายกันนี้และเพื่อเตือนคนอื่นๆให้แสดงความเห็นใจ</p>
<p>แผลเป็นที่ซ่อนอยู่นั้นคือความเจ็บปวดและบาดแผลในส่วนลึก ที่แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน ในสดุดี 6 ดาวิดเขียนถึงความทุกข์ลำบากยิ่งของตน ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตรงไปตรงมา ท่านอยู่ใน “ความปวดร้าวแสนสาหัส” (ข้อ 2 TNCV) และ “ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง” (ข้อ 3) ท่าน “อ่อนเปลี้ย” จากการคร่ำครวญและที่เอนกายก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา (ข้อ 6) แม้ดาวิดไม่ได้พูดถึงสาเหตุของความทุกข์ทนนี้ แต่เราหลายคนก็เข้าใจได้ถึงความเจ็บปวดของท่าน</p>
<p>เราเองก็อาจได้รับการหนุนใจจากท่าทีที่ดาวิดตอบสนองต่อความเจ็บปวดท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างเหลือล้นนี้ ดาวิดได้ร้องทูลต่อพระเจ้า ท่านเทใจอธิษฐานขอการรักษา (ข้อ 2) การช่วยให้รอด (ข้อ 4) และความเมตตา (ข้อ 9 TNCV) แม้ยังมีคำถามที่ว่า “อีกนานสักเท่าใด” (ข้อ 3) กับเวลาที่ต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น แต่ดาวิดยังคงมั่นใจว่าพระเจ้า “ทรงได้ยินเสียงร้องทูลขอความเมตตาของข้าพเจ้า” (ข้อ 9 TNCV) และพระองค์จะตอบในเวลาของพระองค์ (ข้อ 10) เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นเช่นนี้ เราจึงมีความหวังอยู่เสมอ</p>
<p><em>ในยามที่คุณรู้สึกทุกข์ระทมใจคุณจะบอกกับพระเจ้าถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นกับคุณอย่างไร
คุณเคยมีประสบการณ์ในการเยียวยารักษา ในพระเมตตาและการช่วยกู้ของพระองค์อย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดประทานควากล้าหาญให้ข้าพระองค์เปิดเผยถึง ความเจ็บปวดที่ลึกที่สุด และเต็มใจรับการทรงสถิตและการเยียวยารักษาของพระองค์ เข้ามาในสถานการณ์ของข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ทั้งจิตใจของข้าพระองค์ก็ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง โอ ข้าแต่พระเจ้า อีกนานสักเท่าใด [ สดุดี 6:3 ]</p>
<p>“คนส่วนใหญ่มีรอยแผลเป็นที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจ” คำพูดที่ออกมาจากใจส่วนลึกนี้มาจากผู้เล่นเบสบอลเมเจอร์ลีกชื่อแอนเดรลตัน ซิมมอนส์ ผู้เลือกที่จะไม่ลงแข่งในฤดูกาลปกติเมื่อปลายปี 2020 เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เมื่อซิมมอนส์ทบทวนถึงการตัดสินใจนั้น เขารู้สึกว่าจะต้องแบ่งปันเรื่องราวของเขาเพื่อหนุนใจผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายกันนี้และเพื่อเตือนคนอื่นๆให้แสดงความเห็นใจ</p>
<p>แผลเป็นที่ซ่อนอยู่นั้นคือความเจ็บปวดและบาดแผลในส่วนลึก ที่แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน ในสดุดี 6 ดาวิดเขียนถึงความทุกข์ลำบากยิ่งของตน ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตรงไปตรงมา ท่านอยู่ใน “ความปวดร้าวแสนสาหัส” (ข้อ 2 TNCV) และ “ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง” (ข้อ 3) ท่าน “อ่อนเปลี้ย” จากการคร่ำครวญและที่เอนกายก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา (ข้อ 6) แม้ดาวิดไม่ได้พูดถึงสาเหตุของความทุกข์ทนนี้ แต่เราหลายคนก็เข้าใจได้ถึงความเจ็บปวดของท่าน</p>
<p>เราเองก็อาจได้รับการหนุนใจจากท่าทีที่ดาวิดตอบสนองต่อความเจ็บปวดท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างเหลือล้นนี้ ดาวิดได้ร้องทูลต่อพระเจ้า ท่านเทใจอธิษฐานขอการรักษา (ข้อ 2) การช่วยให้รอด (ข้อ 4) และความเมตตา (ข้อ 9 TNCV) แม้ยังมีคำถามที่ว่า “อีกนานสักเท่าใด” (ข้อ 3) กับเวลาที่ต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น แต่ดาวิดยังคงมั่นใจว่าพระเจ้า “ทรงได้ยินเสียงร้องทูลขอความเมตตาของข้าพเจ้า” (ข้อ 9 TNCV) และพระองค์จะตอบในเวลาของพระองค์ (ข้อ 10) เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นเช่นนี้ เราจึงมีความหวังอยู่เสมอ</p>
<p><em>ในยามที่คุณรู้สึกทุกข์ระทมใจคุณจะบอกกับพระเจ้าถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นกับคุณอย่างไร
คุณเคยมีประสบการณ์ในการเยียวยารักษา ในพระเมตตาและการช่วยกู้ของพระองค์อย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดประทานควากล้าหาญให้ข้าพระองค์เปิดเผยถึง ความเจ็บปวดที่ลึกที่สุด และเต็มใจรับการทรงสถิตและการเยียวยารักษาของพระองค์ เข้ามาในสถานการณ์ของข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 09 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5d426439/a1619671.mp3" length="10977041" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>686</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทั้งจิตใจของข้าพระองค์ก็ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง โอ ข้าแต่พระเจ้า อีกนานสักเท่าใด [ สดุดี 6:3 ]
“คนส่วนใหญ่มีรอยแผลเป็นที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจ” คำพูดที่ออกมาจากใจส่วนลึกนี้มาจากผู้เล่นเบสบอลเมเจอร์ลีกชื่อแอนเดรลตัน ซิมมอนส์ ผู้เลือกที่จะไม่ลงแข่งในฤดูกาลปกติเมื่อปลายปี 2020 เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เมื่อซิมมอนส์ทบทวนถึงการตัดสินใจนั้น เขารู้สึกว่าจะต้องแบ่งปันเรื่องราวของเขาเพื่อหนุนใจผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่คล้ายกันนี้และเพื่อเตือนคนอื่นๆให้แสดงความเห็นใจ
แผลเป็นที่ซ่อนอยู่นั้นคือความเจ็บปวดและบาดแผลในส่วนลึก ที่แม้มองไม่เห็นแต่ก็ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน ในสดุดี 6 ดาวิดเขียนถึงความทุกข์ลำบากยิ่งของตน ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตรงไปตรงมา ท่านอยู่ใน “ความปวดร้าวแสนสาหัส” (ข้อ 2 TNCV) และ “ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง” (ข้อ 3) ท่าน “อ่อนเปลี้ย” จากการคร่ำครวญและที่เอนกายก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา (ข้อ 6) แม้ดาวิดไม่ได้พูดถึงสาเหตุของความทุกข์ทนนี้ แต่เราหลายคนก็เข้าใจได้ถึงความเจ็บปวดของท่าน
เราเองก็อาจได้รับการหนุนใจจากท่าทีที่ดาวิดตอบสนองต่อความเจ็บปวดท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างเหลือล้นนี้ ดาวิดได้ร้องทูลต่อพระเจ้า ท่านเทใจอธิษฐานขอการรักษา (ข้อ 2) การช่วยให้รอด (ข้อ 4) และความเมตตา (ข้อ 9 TNCV) แม้ยังมีคำถามที่ว่า “อีกนานสักเท่าใด” (ข้อ 3) กับเวลาที่ต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น แต่ดาวิดยังคงมั่นใจว่าพระเจ้า “ทรงได้ยินเสียงร้องทูลขอความเมตตาของข้าพเจ้า” (ข้อ 9 TNCV) และพระองค์จะตอบในเวลาของพระองค์ (ข้อ 10) เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นเช่นนี้ เราจึงมีความหวังอยู่เสมอ
ในยามที่คุณรู้สึกทุกข์ระทมใจคุณจะบอกกับพระเจ้าถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นกับคุณอย่างไร
คุณเคยมีประสบการณ์ในการเยียวยารักษา ในพระเมตตาและการช่วยกู้ของพระองค์อย่างไรข้าแต่พระบิดาในสวรรค์ โปรดประทานควากล้าหาญให้ข้าพระองค์เปิดเผยถึง ความเจ็บปวดที่ลึกที่สุด และเต็มใจรับการทรงสถิตและการเยียวยารักษาของพระองค์ เข้ามาในสถานการณ์ของข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทั้งจิตใจของข้าพระองค์ก็ทุกข์ยากลำบากอย่างยิ่ง โอ ข้าแต่พระเจ้า อีกนานสักเท่าใด [ สดุดี 6:3 ]
“คนส่วนใหญ่มีรอยแผลเป็นที่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจ” คำพูดที่ออกมาจากใจส่วนลึกนี้มาจากผู้เล่นเบสบอลเมเจอร์ลีกชื่อแอนเดรลตัน ซิมมอนส์ ผู้เลือกที่จะไม่ลงแข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระคุณแบบค่อยเป็นค่อยไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระคุณแบบค่อยเป็นค่อยไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">32294659-6c21-48d1-8f1a-a5e7c3729eb4</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5b6a1dcd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน [ โคโลสี 3:12 ]</p>
<p>คุณเคยได้ยินคำว่า #แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปบ้างไหม คำนี้เป็นแฮชแท็กที่จับกระแสการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ตรงข้ามกับ “แฟชั่นแบบรวดเร็ว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการตีตลาดด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำและมาเร็วไปเร็ว โดยแฟชั่นที่รวดเร็วนี้ เสื้อผ้าจะล้าสมัยไปทั้งที่ยังวางขายอยู่ในร้านเสื้อผ้าบางแบรนด์ต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ของตนไปเป็นจำนวนมากในทุกๆปี</p>
<p>ส่วนกลุ่มการเคลื่อนไหวของแฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นส่งเสริมให้ผู้คนลดความรวดเร็วลงและใช้อีกแนวทางหนึ่ง แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่อยากจะดูทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปส่งเสริมให้เราเลือกซื้อเสื้อผ้าน้อยลงและเลือกเสื้อผ้าที่มีแหล่งผลิตแบบพิถีพิถันและมีจริยธรรม ซึ่งจะอยู่ได้นาน</p>
<p>ขณะที่ฉันใคร่ครวญคำเชื้อเชิญของ#แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไป นี้ ฉันสงสัยว่าตัวเองตกอยู่ในวิธีคิดแบบ “แฟชั่นที่รวดเร็ว” ในแบบอื่นหรือไม่คือ คอยมองหาความพึงพอใจในความนิยมแบบใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ แต่ในโคโลสีบทที่ 3 เปาโลบอกว่าการมองหาความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในพระเยซูนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วหรือชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในพระคริสต์ที่สุขสงบ และค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งชีวิต</p>
<p>แทนที่จะต้องการสวมใส่ตัวเราด้วยสัญลักษณ์ทางสถานะที่ใหม่ล่าสุดของโลกนี้ เราสามารถเปลี่ยนความต้องการนั้นเป็นการสวมใส่เสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) เราเรียนรู้ที่จะอดทนต่อกันและกันได้ในการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปที่พระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา เป็นการเดินทางที่นำไปสู่สันติสุขอันยั่งยืน (ข้อ 15)</p>
<p><em>คุณถูกล่อใจอย่างไรว่าจะพบความมั่นคงด้วยการตามให้ทันสมัยนิยมอยู่เสมอ 
สิ่งใดช่วยให้คุณพบกับความพึงพอใจในพระเยซู</em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ยอมมอบการต่อสู้ดิ้นรนของตนเพื่อแลกกับสันติสุขแห่งการดำเนินอย่างสุขสงบไปกับพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน [ โคโลสี 3:12 ]</p>
<p>คุณเคยได้ยินคำว่า #แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปบ้างไหม คำนี้เป็นแฮชแท็กที่จับกระแสการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ตรงข้ามกับ “แฟชั่นแบบรวดเร็ว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการตีตลาดด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำและมาเร็วไปเร็ว โดยแฟชั่นที่รวดเร็วนี้ เสื้อผ้าจะล้าสมัยไปทั้งที่ยังวางขายอยู่ในร้านเสื้อผ้าบางแบรนด์ต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ของตนไปเป็นจำนวนมากในทุกๆปี</p>
<p>ส่วนกลุ่มการเคลื่อนไหวของแฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นส่งเสริมให้ผู้คนลดความรวดเร็วลงและใช้อีกแนวทางหนึ่ง แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่อยากจะดูทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปส่งเสริมให้เราเลือกซื้อเสื้อผ้าน้อยลงและเลือกเสื้อผ้าที่มีแหล่งผลิตแบบพิถีพิถันและมีจริยธรรม ซึ่งจะอยู่ได้นาน</p>
<p>ขณะที่ฉันใคร่ครวญคำเชื้อเชิญของ#แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไป นี้ ฉันสงสัยว่าตัวเองตกอยู่ในวิธีคิดแบบ “แฟชั่นที่รวดเร็ว” ในแบบอื่นหรือไม่คือ คอยมองหาความพึงพอใจในความนิยมแบบใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ แต่ในโคโลสีบทที่ 3 เปาโลบอกว่าการมองหาความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในพระเยซูนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วหรือชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในพระคริสต์ที่สุขสงบ และค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งชีวิต</p>
<p>แทนที่จะต้องการสวมใส่ตัวเราด้วยสัญลักษณ์ทางสถานะที่ใหม่ล่าสุดของโลกนี้ เราสามารถเปลี่ยนความต้องการนั้นเป็นการสวมใส่เสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) เราเรียนรู้ที่จะอดทนต่อกันและกันได้ในการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปที่พระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา เป็นการเดินทางที่นำไปสู่สันติสุขอันยั่งยืน (ข้อ 15)</p>
<p><em>คุณถูกล่อใจอย่างไรว่าจะพบความมั่นคงด้วยการตามให้ทันสมัยนิยมอยู่เสมอ 
สิ่งใดช่วยให้คุณพบกับความพึงพอใจในพระเยซู</em>ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ยอมมอบการต่อสู้ดิ้นรนของตนเพื่อแลกกับสันติสุขแห่งการดำเนินอย่างสุขสงบไปกับพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 08 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5b6a1dcd/c6c88b59.mp3" length="10297849" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>644</itunes:duration>
      <itunes:summary>จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน [ โคโลสี 3:12 ]
คุณเคยได้ยินคำว่า #แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปบ้างไหม คำนี้เป็นแฮชแท็กที่จับกระแสการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ตรงข้ามกับ “แฟชั่นแบบรวดเร็ว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการตีตลาดด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำและมาเร็วไปเร็ว โดยแฟชั่นที่รวดเร็วนี้ เสื้อผ้าจะล้าสมัยไปทั้งที่ยังวางขายอยู่ในร้านเสื้อผ้าบางแบรนด์ต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ของตนไปเป็นจำนวนมากในทุกๆปี
ส่วนกลุ่มการเคลื่อนไหวของแฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปนั้นส่งเสริมให้ผู้คนลดความรวดเร็วลงและใช้อีกแนวทางหนึ่ง แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่อยากจะดูทันสมัยอยู่ตลอดเวลา แต่แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปส่งเสริมให้เราเลือกซื้อเสื้อผ้าน้อยลงและเลือกเสื้อผ้าที่มีแหล่งผลิตแบบพิถีพิถันและมีจริยธรรม ซึ่งจะอยู่ได้นาน
ขณะที่ฉันใคร่ครวญคำเชื้อเชิญของ#แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไป นี้ ฉันสงสัยว่าตัวเองตกอยู่ในวิธีคิดแบบ “แฟชั่นที่รวดเร็ว” ในแบบอื่นหรือไม่คือ คอยมองหาความพึงพอใจในความนิยมแบบใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ แต่ในโคโลสีบทที่ 3 เปาโลบอกว่าการมองหาความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในพระเยซูนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วหรือชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในพระคริสต์ที่สุขสงบ และค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งชีวิต
แทนที่จะต้องการสวมใส่ตัวเราด้วยสัญลักษณ์ทางสถานะที่ใหม่ล่าสุดของโลกนี้ เราสามารถเปลี่ยนความต้องการนั้นเป็นการสวมใส่เสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณแห่ง “ใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (ข้อ 12) เราเรียนรู้ที่จะอดทนต่อกันและกันได้ในการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปที่พระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา เป็นการเดินทางที่นำไปสู่สันติสุขอันยั่งยืน (ข้อ 15)
คุณถูกล่อใจอย่างไรว่าจะพบความมั่นคงด้วยการตามให้ทันสมัยนิยมอยู่เสมอ 
สิ่งใดช่วยให้คุณพบกับความพึงพอใจในพระเยซูข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณที่ข้าพระองค์ยอมมอบการต่อสู้ดิ้นรนของตนเพื่อแลกกับสันติสุขแห่งการดำเนินอย่างสุขสงบไปกับพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน [ โคโลสี 3:12 ]
คุณเคยได้ยินคำว่า #แฟชั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปบ้างไหม คำนี้เป็นแฮชแท็กที่จับกระแสการเคลื่อนไหวของแนวคิดที่ตรงข้ามกับ “แฟชั่นแบบรวดเร็ว” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการตีตลาดด้วยเสื้อผ้าที่ผลิตด้วยต้นท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สติปัญญาที่เราต้องมี</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สติปัญญาที่เราต้องมี</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">65266830-5ddc-4b20-a769-d2082b171311</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e8bf79e7</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ทางของคนชั่วร้ายก็เหมือนความมืดทึบ เขาไม่ทราบว่า เขาสะดุดอะไร [ สุภาษิต 4:19 ]</p>
<p>ในหนังสืออันน่าจดจำชื่อว่า มหาภัยไวรัสล้างโลก จอห์น เอ็ม. แบร์รี่ผู้เขียนเล่าเรื่องการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในค.ศ. 1918 แบร์รี่เปิดเผยว่าแทนที่จะตั้งตัวไม่ทัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้คาดการณ์และเตรียมป้องกันล่วงหน้ากับการระบาดครั้งใหญ่ได้อย่างไร พวกเขากลัวว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีกองทหารหลายแสนนายอัดแน่นอยู่ในสนามเพลาะและกำลังเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสชนิดใหม่นี้ออกไป แต่ความรู้นี้ก็ไม่ได้ช่วยหยุดหายนะครั้งนั้นได้ ผู้นำที่มีอำนาจต่างลั่นกลองรบมุ่งเข้าหาความรุนแรง นักระบาดวิทยาได้ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในการระบาดนั้นห้าสิบล้านคน เพิ่มเข้าไปกับอีกประมาณยี่สิบล้านคนที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายในสงคราม</p>
<p>เราได้เห็นกันแล้วหลายต่อหลายครั้งว่าความรู้ของมนุษย์นั้นไม่มีทางเพียงพอที่จะช่วยเราให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย (สภษ.4:14-16) แม้เราจะสะสมความรู้ไว้มากมายและนำเสนอความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยม เรายังคงไม่สามารถหยุดความเจ็บปวดที่เราทำร้ายกันและกัน เราไม่สามารถหยุด “ทางของคนชั่วร้าย” วิถีทางอันโง่เขลาที่เกิดขึ้นซ้ำซากนี้นำไปสู่ “ความมืดทึบ” แม้เราจะมีความรู้ที่ดีที่สุด แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า “[เรา]สะดุดอะไร” (ข้อ 19)</p>
<p>นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้อง “เอาปัญญา และเอาความรอบรู้” (ข้อ 5) ปัญญาสอนเราว่าต้องทำอย่างไรกับความรู้ และปัญญาที่แท้จริงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีนี้มาจากพระเจ้า ความรู้ของเราไม่เคยเพียงพอ แต่พระปัญญาของพระเจ้าให้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเสมอ</p>
<p><em>คุณเห็นว่าตรงจุดใดที่ความรู้ของมนุษย์นั้นไม่เพียงพอ 
พระปัญญาของพระเจ้าจะสอนคุณในการดำเนินชีวิตที่ดีกว่า เที่ยงแท้กว่าได้อย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต่อสู้กับความหยิ่งทะนงตัว ความรู้ของมนุษย์ที่ข้าพระองค์มีอยู่ไม่อาจช่วยข้าพระองค์ให้รอดได้ โปรดสอนความจริงของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ทางของคนชั่วร้ายก็เหมือนความมืดทึบ เขาไม่ทราบว่า เขาสะดุดอะไร [ สุภาษิต 4:19 ]</p>
<p>ในหนังสืออันน่าจดจำชื่อว่า มหาภัยไวรัสล้างโลก จอห์น เอ็ม. แบร์รี่ผู้เขียนเล่าเรื่องการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในค.ศ. 1918 แบร์รี่เปิดเผยว่าแทนที่จะตั้งตัวไม่ทัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้คาดการณ์และเตรียมป้องกันล่วงหน้ากับการระบาดครั้งใหญ่ได้อย่างไร พวกเขากลัวว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีกองทหารหลายแสนนายอัดแน่นอยู่ในสนามเพลาะและกำลังเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสชนิดใหม่นี้ออกไป แต่ความรู้นี้ก็ไม่ได้ช่วยหยุดหายนะครั้งนั้นได้ ผู้นำที่มีอำนาจต่างลั่นกลองรบมุ่งเข้าหาความรุนแรง นักระบาดวิทยาได้ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในการระบาดนั้นห้าสิบล้านคน เพิ่มเข้าไปกับอีกประมาณยี่สิบล้านคนที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายในสงคราม</p>
<p>เราได้เห็นกันแล้วหลายต่อหลายครั้งว่าความรู้ของมนุษย์นั้นไม่มีทางเพียงพอที่จะช่วยเราให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย (สภษ.4:14-16) แม้เราจะสะสมความรู้ไว้มากมายและนำเสนอความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยม เรายังคงไม่สามารถหยุดความเจ็บปวดที่เราทำร้ายกันและกัน เราไม่สามารถหยุด “ทางของคนชั่วร้าย” วิถีทางอันโง่เขลาที่เกิดขึ้นซ้ำซากนี้นำไปสู่ “ความมืดทึบ” แม้เราจะมีความรู้ที่ดีที่สุด แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า “[เรา]สะดุดอะไร” (ข้อ 19)</p>
<p>นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้อง “เอาปัญญา และเอาความรอบรู้” (ข้อ 5) ปัญญาสอนเราว่าต้องทำอย่างไรกับความรู้ และปัญญาที่แท้จริงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีนี้มาจากพระเจ้า ความรู้ของเราไม่เคยเพียงพอ แต่พระปัญญาของพระเจ้าให้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเสมอ</p>
<p><em>คุณเห็นว่าตรงจุดใดที่ความรู้ของมนุษย์นั้นไม่เพียงพอ 
พระปัญญาของพระเจ้าจะสอนคุณในการดำเนินชีวิตที่ดีกว่า เที่ยงแท้กว่าได้อย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต่อสู้กับความหยิ่งทะนงตัว ความรู้ของมนุษย์ที่ข้าพระองค์มีอยู่ไม่อาจช่วยข้าพระองค์ให้รอดได้ โปรดสอนความจริงของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 07 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e8bf79e7/53855898.mp3" length="9766617" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>611</itunes:duration>
      <itunes:summary>ทางของคนชั่วร้ายก็เหมือนความมืดทึบ เขาไม่ทราบว่า เขาสะดุดอะไร [ สุภาษิต 4:19 ]
ในหนังสืออันน่าจดจำชื่อว่า มหาภัยไวรัสล้างโลก จอห์น เอ็ม. แบร์รี่ผู้เขียนเล่าเรื่องการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในค.ศ. 1918 แบร์รี่เปิดเผยว่าแทนที่จะตั้งตัวไม่ทัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้คาดการณ์และเตรียมป้องกันล่วงหน้ากับการระบาดครั้งใหญ่ได้อย่างไร พวกเขากลัวว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีกองทหารหลายแสนนายอัดแน่นอยู่ในสนามเพลาะและกำลังเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนจะแพร่กระจายเชื้อไวรัสชนิดใหม่นี้ออกไป แต่ความรู้นี้ก็ไม่ได้ช่วยหยุดหายนะครั้งนั้นได้ ผู้นำที่มีอำนาจต่างลั่นกลองรบมุ่งเข้าหาความรุนแรง นักระบาดวิทยาได้ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในการระบาดนั้นห้าสิบล้านคน เพิ่มเข้าไปกับอีกประมาณยี่สิบล้านคนที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายในสงคราม
เราได้เห็นกันแล้วหลายต่อหลายครั้งว่าความรู้ของมนุษย์นั้นไม่มีทางเพียงพอที่จะช่วยเราให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย (สภษ.4:14-16) แม้เราจะสะสมความรู้ไว้มากมายและนำเสนอความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยม เรายังคงไม่สามารถหยุดความเจ็บปวดที่เราทำร้ายกันและกัน เราไม่สามารถหยุด “ทางของคนชั่วร้าย” วิถีทางอันโง่เขลาที่เกิดขึ้นซ้ำซากนี้นำไปสู่ “ความมืดทึบ” แม้เราจะมีความรู้ที่ดีที่สุด แต่เราก็ยังไม่รู้ว่า “[เรา]สะดุดอะไร” (ข้อ 19)
นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเราจึงต้อง “เอาปัญญา และเอาความรอบรู้” (ข้อ 5) ปัญญาสอนเราว่าต้องทำอย่างไรกับความรู้ และปัญญาที่แท้จริงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีนี้มาจากพระเจ้า ความรู้ของเราไม่เคยเพียงพอ แต่พระปัญญาของพระเจ้าให้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเสมอ
คุณเห็นว่าตรงจุดใดที่ความรู้ของมนุษย์นั้นไม่เพียงพอ 
พระปัญญาของพระเจ้าจะสอนคุณในการดำเนินชีวิตที่ดีกว่า เที่ยงแท้กว่าได้อย่างไรข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต่อสู้กับความหยิ่งทะนงตัว ความรู้ของมนุษย์ที่ข้าพระองค์มีอยู่ไม่อาจช่วยข้าพระองค์ให้รอดได้ โปรดสอนความจริงของพระองค์ให้กับข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ทางของคนชั่วร้ายก็เหมือนความมืดทึบ เขาไม่ทราบว่า เขาสะดุดอะไร [ สุภาษิต 4:19 ]
ในหนังสืออันน่าจดจำชื่อว่า มหาภัยไวรัสล้างโลก จอห์น เอ็ม. แบร์รี่ผู้เขียนเล่าเรื่องการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในค.ศ. 1918 แบร์รี่เปิดเผยว่าแทนที่จะตั้งตัวไม่ทัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทางเลือก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทางเลือก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dc415115-0b0a-4b30-a642-d5ea944f78e8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/b11ed152</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]</p>
<p>ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนรักคนหนึ่ง ฉันได้พูดคุยกับแม่ของเธอ ฉันลังเลที่จะถามว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเพราะฉันคิดว่าอาจเป็นคำถามที่ไม่ค่อยเหมาะ เนื่องจากท่านกำลังเศร้าเสียใจ แต่ฉันขจัดความลังเลนั้นออกไปและถามคำถามง่ายๆว่าท่านไหวไหม ท่านตอบฉันว่า “แม่อยากจะบอกว่า แม่เลือกความชื่นชมยินดี”</p>
<p>คำพูดของท่านช่วยฉันไว้ในวันนั้นขณะที่ฉันพยายามต่อสู้ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจนักในชีวิตของตัวเอง และถ้อยคำนั้นก็ยังทำให้ฉันนึกถึงคำสั่งของโมเสสต่อคนอิสราเอลในช่วงท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ ก่อนที่โมเสสจะเสียชีวิตและก่อนที่คนอิสราเอลจะเข้าไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้ว่าพวกเขามีทางเลือก โมเสสบอกว่า “ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย…ไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต” (ฉธบ.30:19) พวกเขาสามารถเลือกที่จะทำตามพระบัญญัติของพระเจ้าและมีชีวิตที่ดี หรือเลือกที่จะหันเหไปจากพระองค์และมีชีวิตอยู่กับผลแห่ง “ความตายและสิ่งร้าย” (ข้อ 15)</p>
<p>เราเองต้องเลือกว่าจะมีชีวิตอย่างไรด้วยเช่นกัน เราอาจเลือกความชื่นชมยินดีโดยการเชื่อและวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา หรืออาจเลือกที่จะจดจ่อกับส่วนที่เป็นด้านลบและยากลำบากของเส้นทางที่เราเดินอยู่ แล้วปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นขโมยเอาความชื่นชมยินดีไปจากเรา เราจะต้องฝึกฝนและพึ่งพาให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเรา แต่เราสามารถเลือกความยินดี โดยรู้ว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (รม.8:28)</p>
<p><em>คุณจะเลือกความชื่นชมยินดีไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใดในวันนี้ได้อย่างไร การเลือกความชื่นชมยินดีนั้นคล้ายกันกับการเลือกชีวิตที่พระเจ้าอธิบายให้กับคนอิสราเอลอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ผู้ประทานความชื่นชมยินดี โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่จะติดตามพระองค์และเชื่อวางใจในพระองค์ในวันนี้ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]</p>
<p>ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนรักคนหนึ่ง ฉันได้พูดคุยกับแม่ของเธอ ฉันลังเลที่จะถามว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเพราะฉันคิดว่าอาจเป็นคำถามที่ไม่ค่อยเหมาะ เนื่องจากท่านกำลังเศร้าเสียใจ แต่ฉันขจัดความลังเลนั้นออกไปและถามคำถามง่ายๆว่าท่านไหวไหม ท่านตอบฉันว่า “แม่อยากจะบอกว่า แม่เลือกความชื่นชมยินดี”</p>
<p>คำพูดของท่านช่วยฉันไว้ในวันนั้นขณะที่ฉันพยายามต่อสู้ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจนักในชีวิตของตัวเอง และถ้อยคำนั้นก็ยังทำให้ฉันนึกถึงคำสั่งของโมเสสต่อคนอิสราเอลในช่วงท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ ก่อนที่โมเสสจะเสียชีวิตและก่อนที่คนอิสราเอลจะเข้าไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้ว่าพวกเขามีทางเลือก โมเสสบอกว่า “ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย…ไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต” (ฉธบ.30:19) พวกเขาสามารถเลือกที่จะทำตามพระบัญญัติของพระเจ้าและมีชีวิตที่ดี หรือเลือกที่จะหันเหไปจากพระองค์และมีชีวิตอยู่กับผลแห่ง “ความตายและสิ่งร้าย” (ข้อ 15)</p>
<p>เราเองต้องเลือกว่าจะมีชีวิตอย่างไรด้วยเช่นกัน เราอาจเลือกความชื่นชมยินดีโดยการเชื่อและวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา หรืออาจเลือกที่จะจดจ่อกับส่วนที่เป็นด้านลบและยากลำบากของเส้นทางที่เราเดินอยู่ แล้วปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นขโมยเอาความชื่นชมยินดีไปจากเรา เราจะต้องฝึกฝนและพึ่งพาให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเรา แต่เราสามารถเลือกความยินดี โดยรู้ว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (รม.8:28)</p>
<p><em>คุณจะเลือกความชื่นชมยินดีไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใดในวันนี้ได้อย่างไร การเลือกความชื่นชมยินดีนั้นคล้ายกันกับการเลือกชีวิตที่พระเจ้าอธิบายให้กับคนอิสราเอลอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ผู้ประทานความชื่นชมยินดี โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่จะติดตามพระองค์และเชื่อวางใจในพระองค์ในวันนี้ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 06 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/b11ed152/2525b1e9.mp3" length="10561134" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>660</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนรักคนหนึ่ง ฉันได้พูดคุยกับแม่ของเธอ ฉันลังเลที่จะถามว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเพราะฉันคิดว่าอาจเป็นคำถามที่ไม่ค่อยเหมาะ เนื่องจากท่านกำลังเศร้าเสียใจ แต่ฉันขจัดความลังเลนั้นออกไปและถามคำถามง่ายๆว่าท่านไหวไหม ท่านตอบฉันว่า “แม่อยากจะบอกว่า แม่เลือกความชื่นชมยินดี”
คำพูดของท่านช่วยฉันไว้ในวันนั้นขณะที่ฉันพยายามต่อสู้ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจนักในชีวิตของตัวเอง และถ้อยคำนั้นก็ยังทำให้ฉันนึกถึงคำสั่งของโมเสสต่อคนอิสราเอลในช่วงท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ ก่อนที่โมเสสจะเสียชีวิตและก่อนที่คนอิสราเอลจะเข้าไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าต้องการให้พวกเขารู้ว่าพวกเขามีทางเลือก โมเสสบอกว่า “ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย…ไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต” (ฉธบ.30:19) พวกเขาสามารถเลือกที่จะทำตามพระบัญญัติของพระเจ้าและมีชีวิตที่ดี หรือเลือกที่จะหันเหไปจากพระองค์และมีชีวิตอยู่กับผลแห่ง “ความตายและสิ่งร้าย” (ข้อ 15)
เราเองต้องเลือกว่าจะมีชีวิตอย่างไรด้วยเช่นกัน เราอาจเลือกความชื่นชมยินดีโดยการเชื่อและวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา หรืออาจเลือกที่จะจดจ่อกับส่วนที่เป็นด้านลบและยากลำบากของเส้นทางที่เราเดินอยู่ แล้วปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นขโมยเอาความชื่นชมยินดีไปจากเรา เราจะต้องฝึกฝนและพึ่งพาให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเรา แต่เราสามารถเลือกความยินดี โดยรู้ว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง” (รม.8:28)
คุณจะเลือกความชื่นชมยินดีไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใดในวันนี้ได้อย่างไร การเลือกความชื่นชมยินดีนั้นคล้ายกันกับการเลือกชีวิตที่พระเจ้าอธิบายให้กับคนอิสราเอลอย่างไรข้าแต่พระเจ้า พระองค์ผู้ประทานความชื่นชมยินดี โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่จะติดตามพระองค์และเชื่อวางใจในพระองค์ในวันนี้ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต [ เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19 ]
ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนรักคนหนึ่ง ฉันได้พูดคุยกับแม่ของเธอ ฉันลังเลที่จะถามว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างเพราะฉันคิดว่าอาจเป</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">973792dc-0953-4ac5-8237-08251bc229d8</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/2568e25e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เหตุที่เราตรากตรำทำงานและทนสู้ ก็เพราะว่าเรามีความหวังใจ ในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ [ 1 ทิโมธี 4:10 ]</p>
<p>เอริคได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาเมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ เขาเริ่มไปคริสตจักรซึ่งที่นั่นเขาได้พบคนที่ช่วยให้เขารู้จักพระคริสต์ดียิ่งขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นพี่เลี้ยงของเอริคจึงมอบหมายให้เขาสอนเด็กชายกลุ่มเล็กๆที่คริสตจักร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าทรงนำให้เอริคมีใจที่จะช่วยคนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงในเมืองของเขา ไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ และมีน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนบ้าน โดยทุกอย่างนี้เพื่อพระเกียรติแด่พระเจ้า ตอนนี้เอริคในวัยห้าสิบปลายๆ ได้เล่าว่าเขารู้สึกขอบพระคุณที่ได้เรียนรู้ถึงการรับใช้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ “ใจของผมท่วมท้นไปด้วยความต้องการที่จะแบ่งปันความหวังที่ผมพบในพระเยซู จะมีอะไรดีไปกว่าการได้รับใช้พระองค์เล่า”</p>
<p>ทิโมธียังเป็นเด็กตอนที่แม่และยายมีอิทธิพลต่อความเชื่อของเขา (2 ทธ.1:5) และเขาน่าจะเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มตอนที่พบกับอัครทูตเปาโล ผู้เห็นศักยภาพในการรับใช้พระเจ้าของทิโมธีและได้เชิญให้เขามาร่วมการเดินทางเพื่อทำพันธกิจ (กจ.16:1-3) เปาโลกลายเป็นพี่เลี้ยงของเขาในงานรับใช้และในการดำเนินชีวิต ท่านหนุนใจทิโมธีให้ศึกษา ให้มีความกล้าเมื่อเผชิญกับคำสอนเท็จ และให้ใช้ความสามารถของเขาเพื่อรับใช้พระเจ้า (1ทธ.4:6-16)</p>
<p>เพราะอะไรเปาโลจึงต้องการให้ทิโมธีสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ท่านเขียนไว้ว่า “เพราะว่าเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง” (ข้อ 10) พระเยซูทรงเป็นความหวังของเราและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการรับใช้พระองค์</p>
<p><em>คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระคริสต์ที่คุณอยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย 
ใครจะได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของคุณและคุณต้องการความช่วยเหลือจากใคร</em>ข้าแต่พระเจ้าที่รัก โปรดประทานจิตใจที่จะนำความหวังของพระองค์ ไปสู่ผู้คนรอบข้างข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เหตุที่เราตรากตรำทำงานและทนสู้ ก็เพราะว่าเรามีความหวังใจ ในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ [ 1 ทิโมธี 4:10 ]</p>
<p>เอริคได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาเมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ เขาเริ่มไปคริสตจักรซึ่งที่นั่นเขาได้พบคนที่ช่วยให้เขารู้จักพระคริสต์ดียิ่งขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นพี่เลี้ยงของเอริคจึงมอบหมายให้เขาสอนเด็กชายกลุ่มเล็กๆที่คริสตจักร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าทรงนำให้เอริคมีใจที่จะช่วยคนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงในเมืองของเขา ไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ และมีน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนบ้าน โดยทุกอย่างนี้เพื่อพระเกียรติแด่พระเจ้า ตอนนี้เอริคในวัยห้าสิบปลายๆ ได้เล่าว่าเขารู้สึกขอบพระคุณที่ได้เรียนรู้ถึงการรับใช้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ “ใจของผมท่วมท้นไปด้วยความต้องการที่จะแบ่งปันความหวังที่ผมพบในพระเยซู จะมีอะไรดีไปกว่าการได้รับใช้พระองค์เล่า”</p>
<p>ทิโมธียังเป็นเด็กตอนที่แม่และยายมีอิทธิพลต่อความเชื่อของเขา (2 ทธ.1:5) และเขาน่าจะเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มตอนที่พบกับอัครทูตเปาโล ผู้เห็นศักยภาพในการรับใช้พระเจ้าของทิโมธีและได้เชิญให้เขามาร่วมการเดินทางเพื่อทำพันธกิจ (กจ.16:1-3) เปาโลกลายเป็นพี่เลี้ยงของเขาในงานรับใช้และในการดำเนินชีวิต ท่านหนุนใจทิโมธีให้ศึกษา ให้มีความกล้าเมื่อเผชิญกับคำสอนเท็จ และให้ใช้ความสามารถของเขาเพื่อรับใช้พระเจ้า (1ทธ.4:6-16)</p>
<p>เพราะอะไรเปาโลจึงต้องการให้ทิโมธีสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ท่านเขียนไว้ว่า “เพราะว่าเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง” (ข้อ 10) พระเยซูทรงเป็นความหวังของเราและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการรับใช้พระองค์</p>
<p><em>คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระคริสต์ที่คุณอยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย 
ใครจะได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของคุณและคุณต้องการความช่วยเหลือจากใคร</em>ข้าแต่พระเจ้าที่รัก โปรดประทานจิตใจที่จะนำความหวังของพระองค์ ไปสู่ผู้คนรอบข้างข้าพระองค์ด้วยเถิด</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 05 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/2568e25e/aefc632b.mp3" length="10215510" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>639</itunes:duration>
      <itunes:summary>เหตุที่เราตรากตรำทำงานและทนสู้ ก็เพราะว่าเรามีความหวังใจ ในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ [ 1 ทิโมธี 4:10 ]
เอริคได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาเมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ เขาเริ่มไปคริสตจักรซึ่งที่นั่นเขาได้พบคนที่ช่วยให้เขารู้จักพระคริสต์ดียิ่งขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นพี่เลี้ยงของเอริคจึงมอบหมายให้เขาสอนเด็กชายกลุ่มเล็กๆที่คริสตจักร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าทรงนำให้เอริคมีใจที่จะช่วยคนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงในเมืองของเขา ไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ และมีน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนบ้าน โดยทุกอย่างนี้เพื่อพระเกียรติแด่พระเจ้า ตอนนี้เอริคในวัยห้าสิบปลายๆ ได้เล่าว่าเขารู้สึกขอบพระคุณที่ได้เรียนรู้ถึงการรับใช้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ “ใจของผมท่วมท้นไปด้วยความต้องการที่จะแบ่งปันความหวังที่ผมพบในพระเยซู จะมีอะไรดีไปกว่าการได้รับใช้พระองค์เล่า”
ทิโมธียังเป็นเด็กตอนที่แม่และยายมีอิทธิพลต่อความเชื่อของเขา (2 ทธ.1:5) และเขาน่าจะเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มตอนที่พบกับอัครทูตเปาโล ผู้เห็นศักยภาพในการรับใช้พระเจ้าของทิโมธีและได้เชิญให้เขามาร่วมการเดินทางเพื่อทำพันธกิจ (กจ.16:1-3) เปาโลกลายเป็นพี่เลี้ยงของเขาในงานรับใช้และในการดำเนินชีวิต ท่านหนุนใจทิโมธีให้ศึกษา ให้มีความกล้าเมื่อเผชิญกับคำสอนเท็จ และให้ใช้ความสามารถของเขาเพื่อรับใช้พระเจ้า (1ทธ.4:6-16)
เพราะอะไรเปาโลจึงต้องการให้ทิโมธีสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ท่านเขียนไว้ว่า “เพราะว่าเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง” (ข้อ 10) พระเยซูทรงเป็นความหวังของเราและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการรับใช้พระองค์
คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพระคริสต์ที่คุณอยากให้คนอื่นได้รู้ด้วย 
ใครจะได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของคุณและคุณต้องการความช่วยเหลือจากใครข้าแต่พระเจ้าที่รัก โปรดประทานจิตใจที่จะนำความหวังของพระองค์ ไปสู่ผู้คนรอบข้างข้าพระองค์ด้วยเถิด</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เหตุที่เราตรากตรำทำงานและทนสู้ ก็เพราะว่าเรามีความหวังใจ ในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ [ 1 ทิโมธี 4:10 ]
เอริคได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาเมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ เขาเริ่มไปคริสตจักรซึ่งที่นั่นเขาได้พบคนที่ช่วยให้เขารู้จักพระคริสต์ดียิ่งขึ้น ไม่นานหลั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พร้อมที่จะไป</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พร้อมที่จะไป</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7a744d33-5bed-4d6c-8ea8-8ce00ae2118b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/ad61e3c8</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์...แต่การที่ ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน [ ฟีลิปปี 1:23-24 ]</p>
<p>ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัส หลายคนต้องทนทุกข์กับการสูญเสียผู้เป็นที่รักไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 ครอบครัวผมก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเมื่อบี คราวเดอร์คุณแม่วัยเก้าสิบห้าปีของผมได้เสียชีวิตลงแม้ไม่ใช่จากโรคโควิด 19 ก็ตาม และเช่นเดียวกับหลายๆครอบครัวที่เราไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อแสดงความเสียใจ เพื่อยกย่องชีวิตของท่าน หรือเพื่อหนุนใจกันและกัน เราใช้รูปแบบอื่นแทนในการยกย่องอิทธิพลแห่งความรักของท่าน และเราได้รับการปลอบประโลมอย่างมากมายจากการที่ท่านยืนยันว่า ถ้าพระเจ้าเรียกท่านกลับบ้าน ท่านก็พร้อมและไม่รอช้าที่จะไป ความหวังอันมุ่งมั่นนี้ปรากฏให้เห็นอย่างมากเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ และในขณะที่ท่านกำลังเผชิญหน้ากับความตาย</p>
<p>ขณะเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะมาถึง เปาโลเขียนไว้ว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร…ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:21, 23-24) แม้มีความปรารถนาที่ถูกต้องที่จะอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่เปาโลก็พร้อมสำหรับบ้านในสวรรค์ของท่านกับพระคริสต์</p>
<p>ความมั่นใจเช่นนี้เปลี่ยนมุมมองของเราในการก้าวจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า ความหวังที่เรามีช่วยปลอบประโลมใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของพวกเขา แม้เราจะเศร้าเสียใจเมื่อสูญเสียผู้เป็นที่รัก แต่ผู้เชื่อในพระเยซูไม่เสียใจเหมือนอย่างคนอื่นๆ “ที่ไม่มีความหวัง” (1ธส.4:13) ความหวังอันแท้จริงเป็นของคนเหล่านั้นที่รู้จักพระองค์</p>
<p><em>คุณจะอธิบายท่าทีของคุณที่มีต่อสถานการณ์ที่กำลังคุกคามโลกของเราอย่างไร 
ความหวังที่มุ่งมั่นช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคุณที่มีต่อความยากลำบากในชีวิตอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความหวังในทุกสิ่ง โปรดย้ำเตือนข้าพระองค์ถึงชัยชนะเหนือความตายของพระเยซู</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์...แต่การที่ ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน [ ฟีลิปปี 1:23-24 ]</p>
<p>ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัส หลายคนต้องทนทุกข์กับการสูญเสียผู้เป็นที่รักไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 ครอบครัวผมก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเมื่อบี คราวเดอร์คุณแม่วัยเก้าสิบห้าปีของผมได้เสียชีวิตลงแม้ไม่ใช่จากโรคโควิด 19 ก็ตาม และเช่นเดียวกับหลายๆครอบครัวที่เราไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อแสดงความเสียใจ เพื่อยกย่องชีวิตของท่าน หรือเพื่อหนุนใจกันและกัน เราใช้รูปแบบอื่นแทนในการยกย่องอิทธิพลแห่งความรักของท่าน และเราได้รับการปลอบประโลมอย่างมากมายจากการที่ท่านยืนยันว่า ถ้าพระเจ้าเรียกท่านกลับบ้าน ท่านก็พร้อมและไม่รอช้าที่จะไป ความหวังอันมุ่งมั่นนี้ปรากฏให้เห็นอย่างมากเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ และในขณะที่ท่านกำลังเผชิญหน้ากับความตาย</p>
<p>ขณะเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะมาถึง เปาโลเขียนไว้ว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร…ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:21, 23-24) แม้มีความปรารถนาที่ถูกต้องที่จะอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่เปาโลก็พร้อมสำหรับบ้านในสวรรค์ของท่านกับพระคริสต์</p>
<p>ความมั่นใจเช่นนี้เปลี่ยนมุมมองของเราในการก้าวจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า ความหวังที่เรามีช่วยปลอบประโลมใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของพวกเขา แม้เราจะเศร้าเสียใจเมื่อสูญเสียผู้เป็นที่รัก แต่ผู้เชื่อในพระเยซูไม่เสียใจเหมือนอย่างคนอื่นๆ “ที่ไม่มีความหวัง” (1ธส.4:13) ความหวังอันแท้จริงเป็นของคนเหล่านั้นที่รู้จักพระองค์</p>
<p><em>คุณจะอธิบายท่าทีของคุณที่มีต่อสถานการณ์ที่กำลังคุกคามโลกของเราอย่างไร 
ความหวังที่มุ่งมั่นช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคุณที่มีต่อความยากลำบากในชีวิตอย่างไร</em>ข้าแต่พระเจ้าแห่งความหวังในทุกสิ่ง โปรดย้ำเตือนข้าพระองค์ถึงชัยชนะเหนือความตายของพระเยซู</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 04 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/ad61e3c8/5f553cb2.mp3" length="11394970" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>713</itunes:duration>
      <itunes:summary>ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์...แต่การที่ ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน [ ฟีลิปปี 1:23-24 ]
ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัส หลายคนต้องทนทุกข์กับการสูญเสียผู้เป็นที่รักไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 ครอบครัวผมก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเมื่อบี คราวเดอร์คุณแม่วัยเก้าสิบห้าปีของผมได้เสียชีวิตลงแม้ไม่ใช่จากโรคโควิด 19 ก็ตาม และเช่นเดียวกับหลายๆครอบครัวที่เราไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อแสดงความเสียใจ เพื่อยกย่องชีวิตของท่าน หรือเพื่อหนุนใจกันและกัน เราใช้รูปแบบอื่นแทนในการยกย่องอิทธิพลแห่งความรักของท่าน และเราได้รับการปลอบประโลมอย่างมากมายจากการที่ท่านยืนยันว่า ถ้าพระเจ้าเรียกท่านกลับบ้าน ท่านก็พร้อมและไม่รอช้าที่จะไป ความหวังอันมุ่งมั่นนี้ปรากฏให้เห็นอย่างมากเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ และในขณะที่ท่านกำลังเผชิญหน้ากับความตาย
ขณะเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะมาถึง เปาโลเขียนไว้ว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร…ข้าพเจ้าลังเลใจอยู่ในระหว่างสองฝ่ายนี้ คือว่า ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:21, 23-24) แม้มีความปรารถนาที่ถูกต้องที่จะอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แต่เปาโลก็พร้อมสำหรับบ้านในสวรรค์ของท่านกับพระคริสต์
ความมั่นใจเช่นนี้เปลี่ยนมุมมองของเราในการก้าวจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า ความหวังที่เรามีช่วยปลอบประโลมใจผู้อื่นได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาแห่งการสูญเสียของพวกเขา แม้เราจะเศร้าเสียใจเมื่อสูญเสียผู้เป็นที่รัก แต่ผู้เชื่อในพระเยซูไม่เสียใจเหมือนอย่างคนอื่นๆ “ที่ไม่มีความหวัง” (1ธส.4:13) ความหวังอันแท้จริงเป็นของคนเหล่านั้นที่รู้จักพระองค์
คุณจะอธิบายท่าทีของคุณที่มีต่อสถานการณ์ที่กำลังคุกคามโลกของเราอย่างไร 
ความหวังที่มุ่งมั่นช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคุณที่มีต่อความยากลำบากในชีวิตอย่างไรข้าแต่พระเจ้าแห่งความหวังในทุกสิ่ง โปรดย้ำเตือนข้าพระองค์ถึงชัยชนะเหนือความตายของพระเยซู</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์...แต่การที่ ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน [ ฟีลิปปี 1:23-24 ]
ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัส หลายคนต้องทนทุกข์กับการสูญเสียผู้เป็นที่รักไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2020 ครอบครัวผ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พบชีวิต</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พบชีวิต</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">b0702e10-4214-4570-acbb-cf2a77574a5b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1c7681c5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า [ 1 ยอห์น 5:1 ]</p>
<p>สำหรับเบร็ทแล้วการก้าวเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยคริสเตียนและศึกษาด้านพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะตลอดทั้งชีวิตเขาได้คลุกคลีอยู่กับคนที่รู้จักพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่คริสตจักร และเขาเองได้เตรียมตัวกระทั่งว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งประกอบอาชีพที่เป็น “งานคริสเตียน”</p>
<p>แต่เมื่ออายุได้ยี่สิบเอ็ดปี ขณะที่เขานั่งอยู่ในที่ประชุมเล็กๆในคริสตจักรชนบทเก่าแก่แห่งหนึ่งและฟังศิษยาภิบาลเทศนาจากพระธรรม 1 ยอห์น เขาได้พบสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจว่า ที่ผ่านมาเขาพึ่งพาความรู้และองค์ประกอบภายนอกของศาสนาแต่เขาไม่เคยได้รับความรอดในพระเยซูอย่างแท้จริง เขารู้สึกว่าวันนั้นพระคริสต์ทรงเร้าใจเขาด้วยข้อความที่จริงจังว่า “เจ้าไม่รู้จักเรา!”</p>
<p>ข้อความของยอห์นนั้นชัดเจนว่า “ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า” (1ยน.5:1) เรา “มีชัยเหนือโลกนี้” ได้ (ข้อ 4) ด้วยความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น ไม่ใช่เพราะความรู้เกี่ยวกับพระองค์ แต่เป็นความเชื่อวางใจอันลึกซึ้งด้วยใจจริงซึ่งแสดงออกเป็นความเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน วันนั้นเบร็ทได้มอบความเชื่อวางใจไว้ในพระคริสต์ผู้เดียว</p>
<p>วันนี้ ความรักอันลึกซึ้งของเบร็ทที่มีต่อพระเยซูและความรอดในพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ แต่ส่งเสียงดังและชัดเจนทุกครั้งที่เขาก้าวไปที่ธรรมมาสน์และเทศนาในฐานะศิษยาภิบาลคนหนึ่ง เขาคือศิษยาภิบาลของผม</p>
<p>“พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต” (ข้อ 11-12) สำหรับทุกคนที่พบชีวิตในพระเยซู นี่เป็นคำย้ำเตือนที่ทำให้อบอุ่นใจเหลือเกิน!</p>
<p><em>เรื่องราวความเชื่อของคุณเป็นอย่างไร 
สิ่งใดนำให้คุณมาถึงความเข้าใจว่าคุณต้องการพระเยซู</em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์สำหรับของขวัญแห่งความรอด และสำหรับคนเหล่านั้นที่ชี้ทางให้ข้าพระองค์มาสู่ความเชื่อในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า [ 1 ยอห์น 5:1 ]</p>
<p>สำหรับเบร็ทแล้วการก้าวเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยคริสเตียนและศึกษาด้านพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะตลอดทั้งชีวิตเขาได้คลุกคลีอยู่กับคนที่รู้จักพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่คริสตจักร และเขาเองได้เตรียมตัวกระทั่งว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งประกอบอาชีพที่เป็น “งานคริสเตียน”</p>
<p>แต่เมื่ออายุได้ยี่สิบเอ็ดปี ขณะที่เขานั่งอยู่ในที่ประชุมเล็กๆในคริสตจักรชนบทเก่าแก่แห่งหนึ่งและฟังศิษยาภิบาลเทศนาจากพระธรรม 1 ยอห์น เขาได้พบสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจว่า ที่ผ่านมาเขาพึ่งพาความรู้และองค์ประกอบภายนอกของศาสนาแต่เขาไม่เคยได้รับความรอดในพระเยซูอย่างแท้จริง เขารู้สึกว่าวันนั้นพระคริสต์ทรงเร้าใจเขาด้วยข้อความที่จริงจังว่า “เจ้าไม่รู้จักเรา!”</p>
<p>ข้อความของยอห์นนั้นชัดเจนว่า “ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า” (1ยน.5:1) เรา “มีชัยเหนือโลกนี้” ได้ (ข้อ 4) ด้วยความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น ไม่ใช่เพราะความรู้เกี่ยวกับพระองค์ แต่เป็นความเชื่อวางใจอันลึกซึ้งด้วยใจจริงซึ่งแสดงออกเป็นความเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน วันนั้นเบร็ทได้มอบความเชื่อวางใจไว้ในพระคริสต์ผู้เดียว</p>
<p>วันนี้ ความรักอันลึกซึ้งของเบร็ทที่มีต่อพระเยซูและความรอดในพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ แต่ส่งเสียงดังและชัดเจนทุกครั้งที่เขาก้าวไปที่ธรรมมาสน์และเทศนาในฐานะศิษยาภิบาลคนหนึ่ง เขาคือศิษยาภิบาลของผม</p>
<p>“พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต” (ข้อ 11-12) สำหรับทุกคนที่พบชีวิตในพระเยซู นี่เป็นคำย้ำเตือนที่ทำให้อบอุ่นใจเหลือเกิน!</p>
<p><em>เรื่องราวความเชื่อของคุณเป็นอย่างไร 
สิ่งใดนำให้คุณมาถึงความเข้าใจว่าคุณต้องการพระเยซู</em>ข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์สำหรับของขวัญแห่งความรอด และสำหรับคนเหล่านั้นที่ชี้ทางให้ข้าพระองค์มาสู่ความเชื่อในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 03 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1c7681c5/2e8fca24.mp3" length="11129138" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>696</itunes:duration>
      <itunes:summary>ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า [ 1 ยอห์น 5:1 ]
สำหรับเบร็ทแล้วการก้าวเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยคริสเตียนและศึกษาด้านพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะตลอดทั้งชีวิตเขาได้คลุกคลีอยู่กับคนที่รู้จักพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่คริสตจักร และเขาเองได้เตรียมตัวกระทั่งว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งประกอบอาชีพที่เป็น “งานคริสเตียน”
แต่เมื่ออายุได้ยี่สิบเอ็ดปี ขณะที่เขานั่งอยู่ในที่ประชุมเล็กๆในคริสตจักรชนบทเก่าแก่แห่งหนึ่งและฟังศิษยาภิบาลเทศนาจากพระธรรม 1 ยอห์น เขาได้พบสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจว่า ที่ผ่านมาเขาพึ่งพาความรู้และองค์ประกอบภายนอกของศาสนาแต่เขาไม่เคยได้รับความรอดในพระเยซูอย่างแท้จริง เขารู้สึกว่าวันนั้นพระคริสต์ทรงเร้าใจเขาด้วยข้อความที่จริงจังว่า “เจ้าไม่รู้จักเรา!”
ข้อความของยอห์นนั้นชัดเจนว่า “ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า” (1ยน.5:1) เรา “มีชัยเหนือโลกนี้” ได้ (ข้อ 4) ด้วยความเชื่อในพระเยซูเท่านั้น ไม่ใช่เพราะความรู้เกี่ยวกับพระองค์ แต่เป็นความเชื่อวางใจอันลึกซึ้งด้วยใจจริงซึ่งแสดงออกเป็นความเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน วันนั้นเบร็ทได้มอบความเชื่อวางใจไว้ในพระคริสต์ผู้เดียว
วันนี้ ความรักอันลึกซึ้งของเบร็ทที่มีต่อพระเยซูและความรอดในพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับ แต่ส่งเสียงดังและชัดเจนทุกครั้งที่เขาก้าวไปที่ธรรมมาสน์และเทศนาในฐานะศิษยาภิบาลคนหนึ่ง เขาคือศิษยาภิบาลของผม
“พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต” (ข้อ 11-12) สำหรับทุกคนที่พบชีวิตในพระเยซู นี่เป็นคำย้ำเตือนที่ทำให้อบอุ่นใจเหลือเกิน!
เรื่องราวความเชื่อของคุณเป็นอย่างไร 
สิ่งใดนำให้คุณมาถึงความเข้าใจว่าคุณต้องการพระเยซูข้าแต่พระเยซู ขอบพระคุณพระองค์สำหรับของขวัญแห่งความรอด และสำหรับคนเหล่านั้นที่ชี้ทางให้ข้าพระองค์มาสู่ความเชื่อในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ผู้ใดเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า [ 1 ยอห์น 5:1 ]
สำหรับเบร็ทแล้วการก้าวเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยคริสเตียนและศึกษาด้านพระคัมภีร์เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะตลอดทั้งชีวิตเขาได้คลุกคลีอยู่กับคนที่รู้จักพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผมเห็นพ่อแล้ว!</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผมเห็นพ่อแล้ว!</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dd8428db-2575-4885-9781-5a65cd416f6e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/588be043</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>บัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน [1 โครินธ์ 13:12 ]</p>
<p>นักทัศนมาตรได้ช่วยหนูน้อยแอนเดรียสวัยสามขวบปรับแว่นตาคู่แรกของเขา เธอบอกแอนเดรียสว่า “ส่องกระจกสิคะ” แอนเดรียสมองไปที่เงาสะท้อนของตนในกระจก จากนั้นเขาหันไปหาพ่อด้วยรอยยิ้มแห่งความรักและความดีใจ แล้วพ่อของแอนเดรียสก็ค่อยๆเช็ดน้ำตาที่แก้มของลูกชายและถามว่า “ร้องไห้ทำไมลูก” แอนเดรียสโอบแขนรอบคอของพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว” เขาถอยออกมา เอียงคอและจ้องไปที่ตาพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว!”</p>
<p>ขณะที่เราศึกษาพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานดวงตาที่เราจะมองเห็นพระเยซูผู้ “ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า” (คส.1:15) อย่างไรก็ตาม แม้การมองเห็นของเราจะชัดเจนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะที่เราเติบโตในความรู้ผ่านทางพระคัมภีร์ เรายังคงเห็นได้เพียงชั่วขณะเดียวของความยิ่งใหญ่อันไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าก่อนที่จะถึงนิรันดรกาล เมื่อเวลาในโลกนี้ของเราสิ้นสุดลงหรือเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาตามพระสัญญา เราจะเห็นพระองค์อย่างชัดเจน (1 คร.13:12)</p>
<p>เราจะไม่ต้องใช้แว่นตาพิเศษในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีนั้น เมื่อเราเห็นพระคริสต์หน้าต่อหน้าและรู้จักพระองค์เหมือนที่ทรงรู้จักเราแต่ละคน ผู้เป็นสมาชิกในพระกายของพระคริสต์ที่พระองค์ทรงรัก คือคริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมเราด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคงจนกว่าเราจะได้จ้องมองไปที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รักและทรงพระชนม์อยู่ และกล่าวว่า “ข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้าข้า ข้าพระองค์เห็นแล้ว!”</p>
<p><em>ในช่วงนี้เวลาที่คุณอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปิดเผยอะไรแก่คุณบ้าง
การเติบโตในการรู้จักพระเจ้าเปลี่ยนแปลงคุณอย่างไรบ้าง</em>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ชัดเจนขึ้น และรู้จักพระองค์อย่างใกล้ชิดเมื่อข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในวันนี้ จนถึงวันนั้นที่พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์กลับบ้านหรือเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>บัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน [1 โครินธ์ 13:12 ]</p>
<p>นักทัศนมาตรได้ช่วยหนูน้อยแอนเดรียสวัยสามขวบปรับแว่นตาคู่แรกของเขา เธอบอกแอนเดรียสว่า “ส่องกระจกสิคะ” แอนเดรียสมองไปที่เงาสะท้อนของตนในกระจก จากนั้นเขาหันไปหาพ่อด้วยรอยยิ้มแห่งความรักและความดีใจ แล้วพ่อของแอนเดรียสก็ค่อยๆเช็ดน้ำตาที่แก้มของลูกชายและถามว่า “ร้องไห้ทำไมลูก” แอนเดรียสโอบแขนรอบคอของพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว” เขาถอยออกมา เอียงคอและจ้องไปที่ตาพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว!”</p>
<p>ขณะที่เราศึกษาพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานดวงตาที่เราจะมองเห็นพระเยซูผู้ “ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า” (คส.1:15) อย่างไรก็ตาม แม้การมองเห็นของเราจะชัดเจนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะที่เราเติบโตในความรู้ผ่านทางพระคัมภีร์ เรายังคงเห็นได้เพียงชั่วขณะเดียวของความยิ่งใหญ่อันไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าก่อนที่จะถึงนิรันดรกาล เมื่อเวลาในโลกนี้ของเราสิ้นสุดลงหรือเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาตามพระสัญญา เราจะเห็นพระองค์อย่างชัดเจน (1 คร.13:12)</p>
<p>เราจะไม่ต้องใช้แว่นตาพิเศษในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีนั้น เมื่อเราเห็นพระคริสต์หน้าต่อหน้าและรู้จักพระองค์เหมือนที่ทรงรู้จักเราแต่ละคน ผู้เป็นสมาชิกในพระกายของพระคริสต์ที่พระองค์ทรงรัก คือคริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมเราด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคงจนกว่าเราจะได้จ้องมองไปที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รักและทรงพระชนม์อยู่ และกล่าวว่า “ข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้าข้า ข้าพระองค์เห็นแล้ว!”</p>
<p><em>ในช่วงนี้เวลาที่คุณอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปิดเผยอะไรแก่คุณบ้าง
การเติบโตในการรู้จักพระเจ้าเปลี่ยนแปลงคุณอย่างไรบ้าง</em>พระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ชัดเจนขึ้น และรู้จักพระองค์อย่างใกล้ชิดเมื่อข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในวันนี้ จนถึงวันนั้นที่พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์กลับบ้านหรือเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 02 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/588be043/7553ed7b.mp3" length="10248094" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>641</itunes:duration>
      <itunes:summary>บัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน [1 โครินธ์ 13:12 ]
นักทัศนมาตรได้ช่วยหนูน้อยแอนเดรียสวัยสามขวบปรับแว่นตาคู่แรกของเขา เธอบอกแอนเดรียสว่า “ส่องกระจกสิคะ” แอนเดรียสมองไปที่เงาสะท้อนของตนในกระจก จากนั้นเขาหันไปหาพ่อด้วยรอยยิ้มแห่งความรักและความดีใจ แล้วพ่อของแอนเดรียสก็ค่อยๆเช็ดน้ำตาที่แก้มของลูกชายและถามว่า “ร้องไห้ทำไมลูก” แอนเดรียสโอบแขนรอบคอของพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว” เขาถอยออกมา เอียงคอและจ้องไปที่ตาพ่อ “ผมเห็นพ่อแล้ว!”
ขณะที่เราศึกษาพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานดวงตาที่เราจะมองเห็นพระเยซูผู้ “ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า” (คส.1:15) อย่างไรก็ตาม แม้การมองเห็นของเราจะชัดเจนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะที่เราเติบโตในความรู้ผ่านทางพระคัมภีร์ เรายังคงเห็นได้เพียงชั่วขณะเดียวของความยิ่งใหญ่อันไร้ขีดจำกัดของพระเจ้าก่อนที่จะถึงนิรันดรกาล เมื่อเวลาในโลกนี้ของเราสิ้นสุดลงหรือเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาตามพระสัญญา เราจะเห็นพระองค์อย่างชัดเจน (1 คร.13:12)
เราจะไม่ต้องใช้แว่นตาพิเศษในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีนั้น เมื่อเราเห็นพระคริสต์หน้าต่อหน้าและรู้จักพระองค์เหมือนที่ทรงรู้จักเราแต่ละคน ผู้เป็นสมาชิกในพระกายของพระคริสต์ที่พระองค์ทรงรัก คือคริสตจักร พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเติมเราด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักที่เราจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคงจนกว่าเราจะได้จ้องมองไปที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดที่รักและทรงพระชนม์อยู่ และกล่าวว่า “ข้าพระองค์เห็นพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้าข้า ข้าพระองค์เห็นแล้ว!”
ในช่วงนี้เวลาที่คุณอ่านพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปิดเผยอะไรแก่คุณบ้าง
การเติบโตในการรู้จักพระเจ้าเปลี่ยนแปลงคุณอย่างไรบ้างพระเยซูเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ชัดเจนขึ้น และรู้จักพระองค์อย่างใกล้ชิดเมื่อข้าพระองค์เดินไปกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในวันนี้ จนถึงวันนั้นที่พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์กลับบ้านหรือเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>บัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน [1 โครินธ์ 13:12 ]
นักทัศนมาตรได้ช่วยหนูน้อยแอนเดรียสวัยสามขวบปรับแว่นตาคู่แรกของเขา เธอบอกแอนเดรียสว่า “ส่องกระจกสิคะ” แอนเดรียสมองไปที่เงาสะท้อนของตนในกระจก จากนั้นเขาหันไปหาพ่อด้วยรอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ผลงานชิ้นเอกที่ถูกบดบัง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ผลงานชิ้นเอกที่ถูกบดบัง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f17e8235-d6fe-43b6-a00b-7ffe144b2a39</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/47f1c7b1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]</p>
<p>ในหนังสือ ดิ แอตแลนติก อาเธอร์ ซี. บรูคส์ ผู้เขียนได้เล่าถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กงในประเทศไต้หวัน ที่มีการรวบรวมศิลปะจีนไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์ได้ถามว่า “คุณคิดถึงอะไรเมื่อผมขอให้คุณลองจินตนาการถึงงานศิลปะขึ้นมาอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม” บรูคส์ตอบว่า “น่าจะเป็นผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า” มัคคุเทศก์คนนั้นตอบว่า “มีวิธีมองอีกแบบหนึ่ง คืองานศิลปะนั้นมีอยู่แล้ว และหน้าที่ของศิลปินคือเพียงแค่เปิดเผยมันออกมา”</p>
<p>ในเอเฟซัส 2:10 คำว่าฝีพระหัตถ์ บางครั้งแปลว่า “ฝีมือช่างผู้ชำนาญ” หรือ “ผลงานชิ้นเอก” มาจากคำภาษากรีกคือ โพเอมา ซึ่งกลายมาเป็นคำว่าโพเอทรี ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าบทกลอน พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นงานศิลปะคือบทกวีที่มีชีวิต ถึงกระนั้นศิลปะของเราได้ถูกบดบังเอาไว้ ตามที่กล่าวไว้ว่า “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (ข้อ 1) คำพูดของมัคคุเทศก์คนนั้นแปลความได้ว่า “ศิลปะ (แห่งชีวิตเรา)นั้นมีอยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ของพระเจ้าองค์อัครศิลปินที่จะเปิดเผยมันออกมา” แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงกำลังรื้อฟื้นให้เราคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์ “พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วย<br>พระกรุณา…ทรงกระทำให้เรามีชีวิต” (ข้อ 4-5)</p>
<p>เมื่อเราเผชิญปัญหาและความยากลำบาก เรายังคงอุ่นใจได้ที่รู้ว่าพระเจ้าผู้เป็นองค์อัครศิลปินกำลังทำหน้าที่อยู่ “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟป.2:13) ขอให้รู้ว่าพระเจ้ากำลังกระทำกิจอยู่ภายในเราเพื่อจะเปิดเผยผลงานชิ้นเอกของพระองค์</p>
<p><em>ในฐานะที่คุณเป็นเหมือนงานศิลปะของพระเจ้า มีส่วนใดบ้างที่ได้เลือนลางไป 
คุณรู้สึกอย่างไรที่พระองค์กำลังทำงานในชีวิตคุณอยู่ในปัจจุบันนี้</em>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง ขอบพระคุณที่ทรงสร้างข้าพระองค์ ให้เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]</p>
<p>ในหนังสือ ดิ แอตแลนติก อาเธอร์ ซี. บรูคส์ ผู้เขียนได้เล่าถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กงในประเทศไต้หวัน ที่มีการรวบรวมศิลปะจีนไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์ได้ถามว่า “คุณคิดถึงอะไรเมื่อผมขอให้คุณลองจินตนาการถึงงานศิลปะขึ้นมาอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม” บรูคส์ตอบว่า “น่าจะเป็นผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า” มัคคุเทศก์คนนั้นตอบว่า “มีวิธีมองอีกแบบหนึ่ง คืองานศิลปะนั้นมีอยู่แล้ว และหน้าที่ของศิลปินคือเพียงแค่เปิดเผยมันออกมา”</p>
<p>ในเอเฟซัส 2:10 คำว่าฝีพระหัตถ์ บางครั้งแปลว่า “ฝีมือช่างผู้ชำนาญ” หรือ “ผลงานชิ้นเอก” มาจากคำภาษากรีกคือ โพเอมา ซึ่งกลายมาเป็นคำว่าโพเอทรี ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าบทกลอน พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นงานศิลปะคือบทกวีที่มีชีวิต ถึงกระนั้นศิลปะของเราได้ถูกบดบังเอาไว้ ตามที่กล่าวไว้ว่า “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (ข้อ 1) คำพูดของมัคคุเทศก์คนนั้นแปลความได้ว่า “ศิลปะ (แห่งชีวิตเรา)นั้นมีอยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ของพระเจ้าองค์อัครศิลปินที่จะเปิดเผยมันออกมา” แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงกำลังรื้อฟื้นให้เราคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์ “พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วย<br>พระกรุณา…ทรงกระทำให้เรามีชีวิต” (ข้อ 4-5)</p>
<p>เมื่อเราเผชิญปัญหาและความยากลำบาก เรายังคงอุ่นใจได้ที่รู้ว่าพระเจ้าผู้เป็นองค์อัครศิลปินกำลังทำหน้าที่อยู่ “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟป.2:13) ขอให้รู้ว่าพระเจ้ากำลังกระทำกิจอยู่ภายในเราเพื่อจะเปิดเผยผลงานชิ้นเอกของพระองค์</p>
<p><em>ในฐานะที่คุณเป็นเหมือนงานศิลปะของพระเจ้า มีส่วนใดบ้างที่ได้เลือนลางไป 
คุณรู้สึกอย่างไรที่พระองค์กำลังทำงานในชีวิตคุณอยู่ในปัจจุบันนี้</em>ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง ขอบพระคุณที่ทรงสร้างข้าพระองค์ ให้เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 01 Oct 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/47f1c7b1/709dc21d.mp3" length="9688883" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>606</itunes:duration>
      <itunes:summary>เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]
ในหนังสือ ดิ แอตแลนติก อาเธอร์ ซี. บรูคส์ ผู้เขียนได้เล่าถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กงในประเทศไต้หวัน ที่มีการรวบรวมศิลปะจีนไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์ได้ถามว่า “คุณคิดถึงอะไรเมื่อผมขอให้คุณลองจินตนาการถึงงานศิลปะขึ้นมาอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้เริ่ม” บรูคส์ตอบว่า “น่าจะเป็นผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า” มัคคุเทศก์คนนั้นตอบว่า “มีวิธีมองอีกแบบหนึ่ง คืองานศิลปะนั้นมีอยู่แล้ว และหน้าที่ของศิลปินคือเพียงแค่เปิดเผยมันออกมา”
ในเอเฟซัส 2:10 คำว่าฝีพระหัตถ์ บางครั้งแปลว่า “ฝีมือช่างผู้ชำนาญ” หรือ “ผลงานชิ้นเอก” มาจากคำภาษากรีกคือ โพเอมา ซึ่งกลายมาเป็นคำว่าโพเอทรี ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าบทกลอน พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นงานศิลปะคือบทกวีที่มีชีวิต ถึงกระนั้นศิลปะของเราได้ถูกบดบังเอาไว้ ตามที่กล่าวไว้ว่า “ท่านตายแล้วโดยการละเมิด และการบาป” (ข้อ 1) คำพูดของมัคคุเทศก์คนนั้นแปลความได้ว่า “ศิลปะ (แห่งชีวิตเรา)นั้นมีอยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ของพระเจ้าองค์อัครศิลปินที่จะเปิดเผยมันออกมา” แท้จริงแล้ว พระเจ้าทรงกำลังรื้อฟื้นให้เราคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์ “พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา…ทรงกระทำให้เรามีชีวิต” (ข้อ 4-5)
เมื่อเราเผชิญปัญหาและความยากลำบาก เรายังคงอุ่นใจได้ที่รู้ว่าพระเจ้าผู้เป็นองค์อัครศิลปินกำลังทำหน้าที่อยู่ “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟป.2:13) ขอให้รู้ว่าพระเจ้ากำลังกระทำกิจอยู่ภายในเราเพื่อจะเปิดเผยผลงานชิ้นเอกของพระองค์
ในฐานะที่คุณเป็นเหมือนงานศิลปะของพระเจ้า มีส่วนใดบ้างที่ได้เลือนลางไป 
คุณรู้สึกอย่างไรที่พระองค์กำลังทำงานในชีวิตคุณอยู่ในปัจจุบันนี้ข้าแต่พระเจ้าพระผู้สร้าง ขอบพระคุณที่ทรงสร้างข้าพระองค์ ให้เป็นผลงานชิ้นเอกของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดี [ เอเฟซัส 2:10 ]
ในหนังสือ ดิ แอตแลนติก อาเธอร์ ซี. บรูคส์ ผู้เขียนได้เล่าถึงการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กงในประเทศไต้หวัน ที่มีการรวบรวมศิลปะจีนไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การออกแบบอันงดงาม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การออกแบบอันงดงาม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ff30d4d6-2e11-4941-987f-d36d441a9351</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d384267f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าตรัสว่า… “นกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:20 ]</p>
<p>ทีมนักวิจัยนานาชาติได้สร้างโดรนปีกกระพือที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนกชนิดหนึ่ง นั่นคือนกแอ่น ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินได้เร็วถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถบินโฉบเฉี่ยว พุ่งตัวลง หักเลี้ยว และหยุดอย่างกะทันหันได้ แต่โดรนติดปีกออร์นิทอปเตอร์นี้ยังทำได้ไม่เท่ากับนก นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวว่า นก “มีกล้ามเนื้อหลายชุดที่ทำให้พวกมันบินได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการพับปีก การบิดปีก การเปิดช่องปีกและการลดพลังงาน เขายอมรับว่าความพยายามของทีมยังคงเลียนแบบได้เพียงแค่ “10 เปอร์เซ็นต์ของการบินแบบธรรมชาติ”</p>
<p>พระเจ้าทรงประทานความสามารถอันน่าทึ่งให้สัตว์ทั้งหลายในโลกของเรา การสังเกตและใคร่ครวญความเชี่ยวชาญในสัตว์เหล่านั้นอาจเป็นที่มาของสติปัญญาให้กับเราได้ พวกมดสอนเราเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมอาหาร ตัวกระจงผาทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของที่กำบังที่มั่นคง และตั๊กแตนสอนเราถึงพลังของการรวมตัวกัน (สภษ.30:25-27)</p>
<p>พระคัมภีร์บอกเราว่า “[พระเจ้า]ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยสติปัญญาของพระองค์” (ยรม.10:12) และตอนท้ายของทุกขั้นตอนในกระบวนการทรงสร้างนั้น พระองค์ทรงรับรองว่าสิ่งที่ทรงทำเสร็จแล้วนั้น “ดี” (ปฐก.1:4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ผู้ทรงสร้างนกที่ “บินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” (ข้อ 20) เป็นผู้ประทานความสามารถให้เรานำสติปัญญาของพระองค์มาประกอบกับการใช้เหตุผลของเราเอง วันนี้ให้คุณใคร่ครวญว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการออกแบบอันงดงามของพระองค์ในโลกแห่งธรรมชาตินี้</p>
<p><em>สิ่งใดในการทรงสร้างของพระเจ้าที่คุณรู้สึกชื่นชมมากที่สุด 
สิ่งนั้นบอกคุณเกี่ยวกับพระปัญญาของพระเจ้าอย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงพระปัญญาของพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์พิจารณาดูสิ่งทรงสร้างของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>พระเจ้าตรัสว่า… “นกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:20 ]</p>
<p>ทีมนักวิจัยนานาชาติได้สร้างโดรนปีกกระพือที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนกชนิดหนึ่ง นั่นคือนกแอ่น ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินได้เร็วถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถบินโฉบเฉี่ยว พุ่งตัวลง หักเลี้ยว และหยุดอย่างกะทันหันได้ แต่โดรนติดปีกออร์นิทอปเตอร์นี้ยังทำได้ไม่เท่ากับนก นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวว่า นก “มีกล้ามเนื้อหลายชุดที่ทำให้พวกมันบินได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการพับปีก การบิดปีก การเปิดช่องปีกและการลดพลังงาน เขายอมรับว่าความพยายามของทีมยังคงเลียนแบบได้เพียงแค่ “10 เปอร์เซ็นต์ของการบินแบบธรรมชาติ”</p>
<p>พระเจ้าทรงประทานความสามารถอันน่าทึ่งให้สัตว์ทั้งหลายในโลกของเรา การสังเกตและใคร่ครวญความเชี่ยวชาญในสัตว์เหล่านั้นอาจเป็นที่มาของสติปัญญาให้กับเราได้ พวกมดสอนเราเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมอาหาร ตัวกระจงผาทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของที่กำบังที่มั่นคง และตั๊กแตนสอนเราถึงพลังของการรวมตัวกัน (สภษ.30:25-27)</p>
<p>พระคัมภีร์บอกเราว่า “[พระเจ้า]ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยสติปัญญาของพระองค์” (ยรม.10:12) และตอนท้ายของทุกขั้นตอนในกระบวนการทรงสร้างนั้น พระองค์ทรงรับรองว่าสิ่งที่ทรงทำเสร็จแล้วนั้น “ดี” (ปฐก.1:4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ผู้ทรงสร้างนกที่ “บินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” (ข้อ 20) เป็นผู้ประทานความสามารถให้เรานำสติปัญญาของพระองค์มาประกอบกับการใช้เหตุผลของเราเอง วันนี้ให้คุณใคร่ครวญว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการออกแบบอันงดงามของพระองค์ในโลกแห่งธรรมชาตินี้</p>
<p><em>สิ่งใดในการทรงสร้างของพระเจ้าที่คุณรู้สึกชื่นชมมากที่สุด 
สิ่งนั้นบอกคุณเกี่ยวกับพระปัญญาของพระเจ้าอย่างไร</em>ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงพระปัญญาของพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์พิจารณาดูสิ่งทรงสร้างของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 30 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d384267f/0f7d9541.mp3" length="10329184" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>646</itunes:duration>
      <itunes:summary>พระเจ้าตรัสว่า… “นกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:20 ]
ทีมนักวิจัยนานาชาติได้สร้างโดรนปีกกระพือที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนกชนิดหนึ่ง นั่นคือนกแอ่น ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินได้เร็วถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถบินโฉบเฉี่ยว พุ่งตัวลง หักเลี้ยว และหยุดอย่างกะทันหันได้ แต่โดรนติดปีกออร์นิทอปเตอร์นี้ยังทำได้ไม่เท่ากับนก นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวว่า นก “มีกล้ามเนื้อหลายชุดที่ทำให้พวกมันบินได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการพับปีก การบิดปีก การเปิดช่องปีกและการลดพลังงาน เขายอมรับว่าความพยายามของทีมยังคงเลียนแบบได้เพียงแค่ “10 เปอร์เซ็นต์ของการบินแบบธรรมชาติ”
พระเจ้าทรงประทานความสามารถอันน่าทึ่งให้สัตว์ทั้งหลายในโลกของเรา การสังเกตและใคร่ครวญความเชี่ยวชาญในสัตว์เหล่านั้นอาจเป็นที่มาของสติปัญญาให้กับเราได้ พวกมดสอนเราเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมอาหาร ตัวกระจงผาทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของที่กำบังที่มั่นคง และตั๊กแตนสอนเราถึงพลังของการรวมตัวกัน (สภษ.30:25-27)
พระคัมภีร์บอกเราว่า “[พระเจ้า]ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยสติปัญญาของพระองค์” (ยรม.10:12) และตอนท้ายของทุกขั้นตอนในกระบวนการทรงสร้างนั้น พระองค์ทรงรับรองว่าสิ่งที่ทรงทำเสร็จแล้วนั้น “ดี” (ปฐก.1:4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ผู้ทรงสร้างนกที่ “บินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” (ข้อ 20) เป็นผู้ประทานความสามารถให้เรานำสติปัญญาของพระองค์มาประกอบกับการใช้เหตุผลของเราเอง วันนี้ให้คุณใคร่ครวญว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการออกแบบอันงดงามของพระองค์ในโลกแห่งธรรมชาตินี้
สิ่งใดในการทรงสร้างของพระเจ้าที่คุณรู้สึกชื่นชมมากที่สุด 
สิ่งนั้นบอกคุณเกี่ยวกับพระปัญญาของพระเจ้าอย่างไรข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดเปิดตาให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงพระปัญญาของพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์พิจารณาดูสิ่งทรงสร้างของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>พระเจ้าตรัสว่า… “นกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” [ ปฐมกาล 1:20 ]
ทีมนักวิจัยนานาชาติได้สร้างโดรนปีกกระพือที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนกชนิดหนึ่ง นั่นคือนกแอ่น ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินได้เร็วถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถบินโฉบเฉี่ยว พุ่งตัวลง หักเลี้ยว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีโอกาสน้อยที่สุด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มีโอกาสน้อยที่สุด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2b312628-1b5d-4d17-a035-328b71a4cf0e</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/9da5a85f</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฮอลลีวูดได้มอบสายลับที่ดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษให้กับเรา เขาขับรถแอสตันมาร์ตินส์ที่เฉิดฉายและรถสปอร์ตสุดหรูอื่นๆ แต่อดีตหัวหน้าซีไอเอ จอนนา เมนเดซ ให้ภาพความจริงที่ตรงกันข้าม เธอกล่าวว่า สายลับต้องเป็น “ชายร่างเล็กผมสีดอกเลา” เป็นคนธรรมดาๆไม่เฉิดฉาย “คุณต้องการให้พวกเขาเป็นคนที่ถูกลืมอย่างง่ายดาย” สายลับที่ดีที่สุดคือคนที่ดูเหมือนสายลับน้อยที่สุด</p>
<p>เมื่อผู้สอดแนมสองคนของอิสราเอลเข้าไปในเมืองเยรีโค ราหับเป็นผู้ซ่อนพวกเขาจากทหารของกษัตริย์ (ยชว.2:4) เธอดูเหมือนเป็นคนที่มีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะว่าจ้างให้เป็นตัวแทนหน่วยสืบราชการลับ เพราะมีสามข้อที่คัดค้านเธอ ได้แก่ เธอเป็นชาวคานาอัน เป็นผู้หญิงและเป็นโสเภณี แต่ราหับเริ่มเชื่อในพระเจ้าของคนอิสราเอล “พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบน” (ข้อ 11) เธอซ่อนผู้สอดแนมของพระเจ้าไว้ใต้ป่านบนหลังคา ช่วยเหลือในการหลบหนีของพวกเขาอย่างกล้าหาญ พระเจ้าประทานบำเหน็จเพื่อตอบแทนความเชื่อของเธอ “ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และสารพัดที่เป็นของนาง โยชูวาได้ไว้ชีวิต” (6:25)</p>
<p>บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเรามีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะทรงใช้ บางทีเราอาจมีข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่รู้สึก “เฉิดฉาย” พอที่จะเป็นผู้นำ หรือมีอดีตที่มัวหมอง แต่ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยผู้เชื่อ “ธรรมดาๆ” ที่พระเจ้าทรงไถ่ คนเช่นราหับที่ได้รับภารกิจพิเศษเพื่ออาณาจักรของพระองค์ ขอให้มั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จากเบื้องบนแม้กับคนที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดในพวกเรา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฮอลลีวูดได้มอบสายลับที่ดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษให้กับเรา เขาขับรถแอสตันมาร์ตินส์ที่เฉิดฉายและรถสปอร์ตสุดหรูอื่นๆ แต่อดีตหัวหน้าซีไอเอ จอนนา เมนเดซ ให้ภาพความจริงที่ตรงกันข้าม เธอกล่าวว่า สายลับต้องเป็น “ชายร่างเล็กผมสีดอกเลา” เป็นคนธรรมดาๆไม่เฉิดฉาย “คุณต้องการให้พวกเขาเป็นคนที่ถูกลืมอย่างง่ายดาย” สายลับที่ดีที่สุดคือคนที่ดูเหมือนสายลับน้อยที่สุด</p>
<p>เมื่อผู้สอดแนมสองคนของอิสราเอลเข้าไปในเมืองเยรีโค ราหับเป็นผู้ซ่อนพวกเขาจากทหารของกษัตริย์ (ยชว.2:4) เธอดูเหมือนเป็นคนที่มีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะว่าจ้างให้เป็นตัวแทนหน่วยสืบราชการลับ เพราะมีสามข้อที่คัดค้านเธอ ได้แก่ เธอเป็นชาวคานาอัน เป็นผู้หญิงและเป็นโสเภณี แต่ราหับเริ่มเชื่อในพระเจ้าของคนอิสราเอล “พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบน” (ข้อ 11) เธอซ่อนผู้สอดแนมของพระเจ้าไว้ใต้ป่านบนหลังคา ช่วยเหลือในการหลบหนีของพวกเขาอย่างกล้าหาญ พระเจ้าประทานบำเหน็จเพื่อตอบแทนความเชื่อของเธอ “ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และสารพัดที่เป็นของนาง โยชูวาได้ไว้ชีวิต” (6:25)</p>
<p>บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเรามีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะทรงใช้ บางทีเราอาจมีข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่รู้สึก “เฉิดฉาย” พอที่จะเป็นผู้นำ หรือมีอดีตที่มัวหมอง แต่ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยผู้เชื่อ “ธรรมดาๆ” ที่พระเจ้าทรงไถ่ คนเช่นราหับที่ได้รับภารกิจพิเศษเพื่ออาณาจักรของพระองค์ ขอให้มั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จากเบื้องบนแม้กับคนที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดในพวกเรา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 29 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/9da5a85f/12d6f2aa.mp3" length="11433851" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>715</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฮอลลีวูดได้มอบสายลับที่ดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษให้กับเรา เขาขับรถแอสตันมาร์ตินส์ที่เฉิดฉายและรถสปอร์ตสุดหรูอื่นๆ แต่อดีตหัวหน้าซีไอเอ จอนนา เมนเดซ ให้ภาพความจริงที่ตรงกันข้าม เธอกล่าวว่า สายลับต้องเป็น “ชายร่างเล็กผมสีดอกเลา” เป็นคนธรรมดาๆไม่เฉิดฉาย “คุณต้องการให้พวกเขาเป็นคนที่ถูกลืมอย่างง่ายดาย” สายลับที่ดีที่สุดคือคนที่ดูเหมือนสายลับน้อยที่สุด
เมื่อผู้สอดแนมสองคนของอิสราเอลเข้าไปในเมืองเยรีโค ราหับเป็นผู้ซ่อนพวกเขาจากทหารของกษัตริย์ (ยชว.2:4) เธอดูเหมือนเป็นคนที่มีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะว่าจ้างให้เป็นตัวแทนหน่วยสืบราชการลับ เพราะมีสามข้อที่คัดค้านเธอ ได้แก่ เธอเป็นชาวคานาอัน เป็นผู้หญิงและเป็นโสเภณี แต่ราหับเริ่มเชื่อในพระเจ้าของคนอิสราเอล “พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบน” (ข้อ 11) เธอซ่อนผู้สอดแนมของพระเจ้าไว้ใต้ป่านบนหลังคา ช่วยเหลือในการหลบหนีของพวกเขาอย่างกล้าหาญ พระเจ้าประทานบำเหน็จเพื่อตอบแทนความเชื่อของเธอ “ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และสารพัดที่เป็นของนาง โยชูวาได้ไว้ชีวิต” (6:25)
บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าเรามีโอกาสน้อยที่สุดที่พระเจ้าจะทรงใช้ บางทีเราอาจมีข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่รู้สึก “เฉิดฉาย” พอที่จะเป็นผู้นำ หรือมีอดีตที่มัวหมอง แต่ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยผู้เชื่อ “ธรรมดาๆ” ที่พระเจ้าทรงไถ่ คนเช่นราหับที่ได้รับภารกิจพิเศษเพื่ออาณาจักรของพระองค์ ขอให้มั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงมีพระประสงค์จากเบื้องบนแม้กับคนที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดในพวกเรา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฮอลลีวูดได้มอบสายลับที่ดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษให้กับเรา เขาขับรถแอสตันมาร์ตินส์ที่เฉิดฉายและรถสปอร์ตสุดหรูอื่นๆ แต่อดีตหัวหน้าซีไอเอ จอนนา เมนเดซ ให้ภาพความจริงที่ตรงกันข้าม เธอกล่าวว่า สายลับต้องเป็น “ชายร่างเล็กผมสีดอกเลา” เป็นคนธรรมดาๆไม่เฉิดฉาย “คุณต้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หัวใจแห่งผู้ให้</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หัวใจแห่งผู้ให้</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">27261103-1f6c-438d-b910-e5ad7f55e438</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/824d1c35</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในวันสุดท้ายของเราในวิสคอนซิน เพื่อนของฉันได้พาคินส์ลีลูกสาววัยสี่ขวบของเธอมากล่าวคำอำลา “หนูไม่อยากให้คุณย้าย” คินส์ลีบอก ฉันกอดเธอและมอบพัดที่มีภาพวาดด้วยมือซึ่งเป็นของสะสมของฉันกับเธอ “เมื่อหนูคิดถึงฉัน ใช้พัดนี้นะและจำไว้ว่าฉันรักหนู” คินส์ลีถามว่าเธอจะขอพัดเล่มอื่นได้ไหม เป็นพัดกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าของฉัน “เล่มนั้นพังแล้ว” ฉันบอก “ฉันอยากให้หนูได้รับพัดที่ดีที่สุด ของฉัน” ฉันไม่เสียใจที่ให้พัดเล่มโปรดของฉันกับคินส์ลี การได้เห็นเธอมีความสุขทำให้ฉันมีความสุขยิ่งกว่า หลังจากนั้นคินส์ลีบอกแม่ของเธอว่าเธอรู้สึกเศร้าเพราะฉันเก็บพัดที่พังไว้ พวกเขาจึงส่งพัดสีม่วงแฟนซีเล่มใหม่เอี่ยมมาให้ฉัน คินส์ลีรู้สึกมีความสุขอีกครั้งหลังจากมอบให้ฉันด้วยใจกว้างขวาง ฉันเองก็เช่นกัน</p>
<p>ในโลกที่ส่งเสริมความพึงพอใจในตนเองและการปกป้องตัวเองนี้ อาจทำให้เราถูกทดลองที่จะเก็บสะสมแทนที่จะใช้ชีวิตด้วยหัวใจแห่งการให้ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์กล่าวว่าบุคคล “ยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง” (สภษ.11:24) วัฒนธรรมของเรานิยามความเจริญรุ่งเรืองว่าคือการมีมากขึ้นและมากขึ้น แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า “บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” และ “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25)</p>
<p>ความรักและพระเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่จำกัดของพระเจ้าจะเติมพลังใหม่ให้กับเราอย่างไม่ขาดสาย เราแต่ละคนจึงมีหัวใจของผู้ให้และสร้างวงจรการให้ที่ไม่รู้จักจบสิ้นได้ เพราะเรารู้จักพระเจ้าผู้ประทานสิ่งดีทุกอย่าง ผู้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการจัดเตรียมให้กับเราอย่างเหลือล้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในวันสุดท้ายของเราในวิสคอนซิน เพื่อนของฉันได้พาคินส์ลีลูกสาววัยสี่ขวบของเธอมากล่าวคำอำลา “หนูไม่อยากให้คุณย้าย” คินส์ลีบอก ฉันกอดเธอและมอบพัดที่มีภาพวาดด้วยมือซึ่งเป็นของสะสมของฉันกับเธอ “เมื่อหนูคิดถึงฉัน ใช้พัดนี้นะและจำไว้ว่าฉันรักหนู” คินส์ลีถามว่าเธอจะขอพัดเล่มอื่นได้ไหม เป็นพัดกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าของฉัน “เล่มนั้นพังแล้ว” ฉันบอก “ฉันอยากให้หนูได้รับพัดที่ดีที่สุด ของฉัน” ฉันไม่เสียใจที่ให้พัดเล่มโปรดของฉันกับคินส์ลี การได้เห็นเธอมีความสุขทำให้ฉันมีความสุขยิ่งกว่า หลังจากนั้นคินส์ลีบอกแม่ของเธอว่าเธอรู้สึกเศร้าเพราะฉันเก็บพัดที่พังไว้ พวกเขาจึงส่งพัดสีม่วงแฟนซีเล่มใหม่เอี่ยมมาให้ฉัน คินส์ลีรู้สึกมีความสุขอีกครั้งหลังจากมอบให้ฉันด้วยใจกว้างขวาง ฉันเองก็เช่นกัน</p>
<p>ในโลกที่ส่งเสริมความพึงพอใจในตนเองและการปกป้องตัวเองนี้ อาจทำให้เราถูกทดลองที่จะเก็บสะสมแทนที่จะใช้ชีวิตด้วยหัวใจแห่งการให้ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์กล่าวว่าบุคคล “ยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง” (สภษ.11:24) วัฒนธรรมของเรานิยามความเจริญรุ่งเรืองว่าคือการมีมากขึ้นและมากขึ้น แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า “บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” และ “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25)</p>
<p>ความรักและพระเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่จำกัดของพระเจ้าจะเติมพลังใหม่ให้กับเราอย่างไม่ขาดสาย เราแต่ละคนจึงมีหัวใจของผู้ให้และสร้างวงจรการให้ที่ไม่รู้จักจบสิ้นได้ เพราะเรารู้จักพระเจ้าผู้ประทานสิ่งดีทุกอย่าง ผู้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการจัดเตรียมให้กับเราอย่างเหลือล้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 28 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/824d1c35/7b28c8f5.mp3" length="11929964" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>746</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในวันสุดท้ายของเราในวิสคอนซิน เพื่อนของฉันได้พาคินส์ลีลูกสาววัยสี่ขวบของเธอมากล่าวคำอำลา “หนูไม่อยากให้คุณย้าย” คินส์ลีบอก ฉันกอดเธอและมอบพัดที่มีภาพวาดด้วยมือซึ่งเป็นของสะสมของฉันกับเธอ “เมื่อหนูคิดถึงฉัน ใช้พัดนี้นะและจำไว้ว่าฉันรักหนู” คินส์ลีถามว่าเธอจะขอพัดเล่มอื่นได้ไหม เป็นพัดกระดาษที่อยู่ในกระเป๋าของฉัน “เล่มนั้นพังแล้ว” ฉันบอก “ฉันอยากให้หนูได้รับพัดที่ดีที่สุด ของฉัน” ฉันไม่เสียใจที่ให้พัดเล่มโปรดของฉันกับคินส์ลี การได้เห็นเธอมีความสุขทำให้ฉันมีความสุขยิ่งกว่า หลังจากนั้นคินส์ลีบอกแม่ของเธอว่าเธอรู้สึกเศร้าเพราะฉันเก็บพัดที่พังไว้ พวกเขาจึงส่งพัดสีม่วงแฟนซีเล่มใหม่เอี่ยมมาให้ฉัน คินส์ลีรู้สึกมีความสุขอีกครั้งหลังจากมอบให้ฉันด้วยใจกว้างขวาง ฉันเองก็เช่นกัน
ในโลกที่ส่งเสริมความพึงพอใจในตนเองและการปกป้องตัวเองนี้ อาจทำให้เราถูกทดลองที่จะเก็บสะสมแทนที่จะใช้ชีวิตด้วยหัวใจแห่งการให้ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์กล่าวว่าบุคคล “ยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง” (สภษ.11:24) วัฒนธรรมของเรานิยามความเจริญรุ่งเรืองว่าคือการมีมากขึ้นและมากขึ้น แต่พระคัมภีร์กล่าวว่า “บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” และ “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25)
ความรักและพระเมตตาอย่างไม่มีเงื่อนไขและไม่จำกัดของพระเจ้าจะเติมพลังใหม่ให้กับเราอย่างไม่ขาดสาย เราแต่ละคนจึงมีหัวใจของผู้ให้และสร้างวงจรการให้ที่ไม่รู้จักจบสิ้นได้ เพราะเรารู้จักพระเจ้าผู้ประทานสิ่งดีทุกอย่าง ผู้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการจัดเตรียมให้กับเราอย่างเหลือล้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในวันสุดท้ายของเราในวิสคอนซิน เพื่อนของฉันได้พาคินส์ลีลูกสาววัยสี่ขวบของเธอมากล่าวคำอำลา “หนูไม่อยากให้คุณย้าย” คินส์ลีบอก ฉันกอดเธอและมอบพัดที่มีภาพวาดด้วยมือซึ่งเป็นของสะสมของฉันกับเธอ “เมื่อหนูคิดถึงฉัน ใช้พัดนี้นะและจำไว้ว่าฉันรักหนู” คินส์ลีถามว่าเธอ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ดูแลสวนของคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ดูแลสวนของคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">71d139c6-ee3d-440a-a2d6-fa669f46d87f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/106dc9f6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้ปลูกผลไม้และผักที่สวนหลังบ้านของเรา แล้วฉันก็เริ่มสังเกตเห็นรูเล็กๆในดิน ก่อนที่จะถึงเวลาสุกงอม ผลไม้ลูกแรกของเราก็หายไปอย่างลึกลับ วันหนึ่งฉันตกตะลึงที่พบว่าต้นสตรอเบอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดของเราถูกกระต่ายตัวหนึ่งที่ทำรังอยู่ขุดรากถอนโคนจนหมดและถูกแดดแผดเผาจนแห้ง ฉันตั้งใจว่าฉันจะใส่ใจกับสัญญาณเตือนให้มากกว่านี้!</p>
<p>บทกวีรักอันไพเราะในพระธรรมเพลงซาโลมอนบันทึกการสนทนาระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว ขณะเรียกหาคนรักของเขานั้น ชายหนุ่มเตือนอย่างเข้มงวดไม่ให้มีสัตว์มาทำลายสวนของคู่รัก ซึ่งเป็นคำเปรียบถึงของความสัมพันธ์ของพวกเขา เขาบอกว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) บางทีเขาอาจเห็นสัญญาณของ “สุนัขจิ้งจอก” ที่อาจทำลายความรักของตน เช่น ความหึงหวง ความโกรธ การหลอกลวงหรือความไม่ใส่ใจ เพราะเขาปีตียินดีในความงดงามแห่งเจ้าสาวของเขา (ข้อ 14) เขาจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดมาเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ สำหรับเขานั้นเธอล้ำค่าดัง “ดอกพลับพลึงท่ามกลางต้นกระชับ” (ข้อ 2) เขาเต็มใจที่จะใช้ความพยายามในทุกทางเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ของพวกเขา</p>
<p>ของขวัญล้ำค่าที่สุดบางอย่างที่พระเจ้ามอบให้เรานั้นคือครอบครัวและเพื่อน แม้ว่าการจะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่ง่ายเสมอไป แต่ด้วยความอดทน ความเอาใจใส่และการปกป้องให้พ้นจาก “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กๆ” เราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เกิดผลที่เติบโตงดงาม</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้ปลูกผลไม้และผักที่สวนหลังบ้านของเรา แล้วฉันก็เริ่มสังเกตเห็นรูเล็กๆในดิน ก่อนที่จะถึงเวลาสุกงอม ผลไม้ลูกแรกของเราก็หายไปอย่างลึกลับ วันหนึ่งฉันตกตะลึงที่พบว่าต้นสตรอเบอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดของเราถูกกระต่ายตัวหนึ่งที่ทำรังอยู่ขุดรากถอนโคนจนหมดและถูกแดดแผดเผาจนแห้ง ฉันตั้งใจว่าฉันจะใส่ใจกับสัญญาณเตือนให้มากกว่านี้!</p>
<p>บทกวีรักอันไพเราะในพระธรรมเพลงซาโลมอนบันทึกการสนทนาระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว ขณะเรียกหาคนรักของเขานั้น ชายหนุ่มเตือนอย่างเข้มงวดไม่ให้มีสัตว์มาทำลายสวนของคู่รัก ซึ่งเป็นคำเปรียบถึงของความสัมพันธ์ของพวกเขา เขาบอกว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) บางทีเขาอาจเห็นสัญญาณของ “สุนัขจิ้งจอก” ที่อาจทำลายความรักของตน เช่น ความหึงหวง ความโกรธ การหลอกลวงหรือความไม่ใส่ใจ เพราะเขาปีตียินดีในความงดงามแห่งเจ้าสาวของเขา (ข้อ 14) เขาจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดมาเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ สำหรับเขานั้นเธอล้ำค่าดัง “ดอกพลับพลึงท่ามกลางต้นกระชับ” (ข้อ 2) เขาเต็มใจที่จะใช้ความพยายามในทุกทางเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ของพวกเขา</p>
<p>ของขวัญล้ำค่าที่สุดบางอย่างที่พระเจ้ามอบให้เรานั้นคือครอบครัวและเพื่อน แม้ว่าการจะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่ง่ายเสมอไป แต่ด้วยความอดทน ความเอาใจใส่และการปกป้องให้พ้นจาก “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กๆ” เราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เกิดผลที่เติบโตงดงาม</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 27 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/106dc9f6/b6cec1db.mp3" length="10582878" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>662</itunes:duration>
      <itunes:summary>ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้ปลูกผลไม้และผักที่สวนหลังบ้านของเรา แล้วฉันก็เริ่มสังเกตเห็นรูเล็กๆในดิน ก่อนที่จะถึงเวลาสุกงอม ผลไม้ลูกแรกของเราก็หายไปอย่างลึกลับ วันหนึ่งฉันตกตะลึงที่พบว่าต้นสตรอเบอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดของเราถูกกระต่ายตัวหนึ่งที่ทำรังอยู่ขุดรากถอนโคนจนหมดและถูกแดดแผดเผาจนแห้ง ฉันตั้งใจว่าฉันจะใส่ใจกับสัญญาณเตือนให้มากกว่านี้!
บทกวีรักอันไพเราะในพระธรรมเพลงซาโลมอนบันทึกการสนทนาระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว ขณะเรียกหาคนรักของเขานั้น ชายหนุ่มเตือนอย่างเข้มงวดไม่ให้มีสัตว์มาทำลายสวนของคู่รัก ซึ่งเป็นคำเปรียบถึงของความสัมพันธ์ของพวกเขา เขาบอกว่า “จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น” (พซม.2:15) บางทีเขาอาจเห็นสัญญาณของ “สุนัขจิ้งจอก” ที่อาจทำลายความรักของตน เช่น ความหึงหวง ความโกรธ การหลอกลวงหรือความไม่ใส่ใจ เพราะเขาปีตียินดีในความงดงามแห่งเจ้าสาวของเขา (ข้อ 14) เขาจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดมาเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ สำหรับเขานั้นเธอล้ำค่าดัง “ดอกพลับพลึงท่ามกลางต้นกระชับ” (ข้อ 2) เขาเต็มใจที่จะใช้ความพยายามในทุกทางเพื่อปกป้องความสัมพันธ์ของพวกเขา
ของขวัญล้ำค่าที่สุดบางอย่างที่พระเจ้ามอบให้เรานั้นคือครอบครัวและเพื่อน แม้ว่าการจะรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่ง่ายเสมอไป แต่ด้วยความอดทน ความเอาใจใส่และการปกป้องให้พ้นจาก “สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กๆ” เราก็เชื่อวางใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงให้เกิดผลที่เติบโตงดงาม</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ฉันตื่นเต้นมากที่จะได้ปลูกผลไม้และผักที่สวนหลังบ้านของเรา แล้วฉันก็เริ่มสังเกตเห็นรูเล็กๆในดิน ก่อนที่จะถึงเวลาสุกงอม ผลไม้ลูกแรกของเราก็หายไปอย่างลึกลับ วันหนึ่งฉันตกตะลึงที่พบว่าต้นสตรอเบอร์รี่ที่ใหญ่ที่สุดของเราถูกกระต่ายตัวหนึ่งที่ทำรังอยู่ขุดรากถอนโค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าทรงเรียกชื่อคุณ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าทรงเรียกชื่อคุณ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ce4e7631-bbb2-492e-b6a4-5f109f809174</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c280a417</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>นาตาเลียไปอยู่ประเทศอื่นพร้อมกับคำสัญญาว่าจะได้รับการศึกษา แต่ไม่นานผู้เป็นพ่อในบ้านหลังใหม่นั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศเธอ เขาบังคับให้เธอดูแลบ้านและลูกๆของเขาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เขาไม่ยอมให้เธอออกไปข้างนอกหรือใช้โทรศัพท์ เธอกลายเป็นทาสของเขา</p>
<p>ฮาการ์เป็นหญิงคนใช้ชาวอียิปต์ของอับรามและนางซาราย ไม่มีใครเรียกชื่อของเธอ พวกเขาเรียกเธอว่า “หญิงคนใช้ของฉัน” หรือ “หญิงคนใช้ของเจ้า” (ปฐก.16:2, 5-6) พวกเขาเพียงต้องการใช้เธอเพื่อตนเองจะมีทายาท</p>
<p>ช่างแตกต่างกับพระเจ้าอย่างมาก! ทูตของพระเจ้าปรากฏตัวครั้งแรกในพระคัมภีร์เมื่อท่านพูดกับนางฮาการ์ที่ตั้งครรภ์ในถิ่นทุรกันดาร ทูตสวรรค์คือผู้ส่งสารของพระเจ้าหรือคือพระเจ้าเอง นางฮาการ์เชื่อว่าทูตองค์นั้นเป็นพระเจ้า เพราะเธอกล่าวว่า “บัดนี้ฉันได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเห็นฉัน” (ข้อ 13 TNCV) ถ้าทูตสวรรค์คือพระเจ้า ทูตนั้นอาจจะเป็นพระบุตรผู้ทรงสำแดงพระเจ้าแก่เราโดยทรงมาปรากฏก่อนการเสด็จมาบังเกิด ท่านผู้นั้นเรียกชื่อนางว่า “ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน” (ข้อ 8)</p>
<p>พระเจ้าทรงเห็นนาตาเลียและนำผู้คนที่ห่วงใยเข้ามาสู่ชีวิตของเธอผู้ซึ่งช่วยชีวิตเธอ เวลานี้เธอกำลังเรียนเพื่อเป็นพยาบาล พระเจ้าทรงเห็นนางฮาการ์และทรงเรียกชื่อนาง และพระเจ้าทรงเห็นคุณ คุณอาจถูกมองข้ามหรือแย่กว่านั้นคือถูกทำร้าย แต่พระเยซูทรงเรียกคุณด้วยชื่อของคุณ จงเข้าไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>นาตาเลียไปอยู่ประเทศอื่นพร้อมกับคำสัญญาว่าจะได้รับการศึกษา แต่ไม่นานผู้เป็นพ่อในบ้านหลังใหม่นั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศเธอ เขาบังคับให้เธอดูแลบ้านและลูกๆของเขาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เขาไม่ยอมให้เธอออกไปข้างนอกหรือใช้โทรศัพท์ เธอกลายเป็นทาสของเขา</p>
<p>ฮาการ์เป็นหญิงคนใช้ชาวอียิปต์ของอับรามและนางซาราย ไม่มีใครเรียกชื่อของเธอ พวกเขาเรียกเธอว่า “หญิงคนใช้ของฉัน” หรือ “หญิงคนใช้ของเจ้า” (ปฐก.16:2, 5-6) พวกเขาเพียงต้องการใช้เธอเพื่อตนเองจะมีทายาท</p>
<p>ช่างแตกต่างกับพระเจ้าอย่างมาก! ทูตของพระเจ้าปรากฏตัวครั้งแรกในพระคัมภีร์เมื่อท่านพูดกับนางฮาการ์ที่ตั้งครรภ์ในถิ่นทุรกันดาร ทูตสวรรค์คือผู้ส่งสารของพระเจ้าหรือคือพระเจ้าเอง นางฮาการ์เชื่อว่าทูตองค์นั้นเป็นพระเจ้า เพราะเธอกล่าวว่า “บัดนี้ฉันได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเห็นฉัน” (ข้อ 13 TNCV) ถ้าทูตสวรรค์คือพระเจ้า ทูตนั้นอาจจะเป็นพระบุตรผู้ทรงสำแดงพระเจ้าแก่เราโดยทรงมาปรากฏก่อนการเสด็จมาบังเกิด ท่านผู้นั้นเรียกชื่อนางว่า “ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน” (ข้อ 8)</p>
<p>พระเจ้าทรงเห็นนาตาเลียและนำผู้คนที่ห่วงใยเข้ามาสู่ชีวิตของเธอผู้ซึ่งช่วยชีวิตเธอ เวลานี้เธอกำลังเรียนเพื่อเป็นพยาบาล พระเจ้าทรงเห็นนางฮาการ์และทรงเรียกชื่อนาง และพระเจ้าทรงเห็นคุณ คุณอาจถูกมองข้ามหรือแย่กว่านั้นคือถูกทำร้าย แต่พระเยซูทรงเรียกคุณด้วยชื่อของคุณ จงเข้าไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 26 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c280a417/084f490e.mp3" length="10984972" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>687</itunes:duration>
      <itunes:summary>นาตาเลียไปอยู่ประเทศอื่นพร้อมกับคำสัญญาว่าจะได้รับการศึกษา แต่ไม่นานผู้เป็นพ่อในบ้านหลังใหม่นั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศเธอ เขาบังคับให้เธอดูแลบ้านและลูกๆของเขาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เขาไม่ยอมให้เธอออกไปข้างนอกหรือใช้โทรศัพท์ เธอกลายเป็นทาสของเขา
ฮาการ์เป็นหญิงคนใช้ชาวอียิปต์ของอับรามและนางซาราย ไม่มีใครเรียกชื่อของเธอ พวกเขาเรียกเธอว่า “หญิงคนใช้ของฉัน” หรือ “หญิงคนใช้ของเจ้า” (ปฐก.16:2, 5-6) พวกเขาเพียงต้องการใช้เธอเพื่อตนเองจะมีทายาท
ช่างแตกต่างกับพระเจ้าอย่างมาก! ทูตของพระเจ้าปรากฏตัวครั้งแรกในพระคัมภีร์เมื่อท่านพูดกับนางฮาการ์ที่ตั้งครรภ์ในถิ่นทุรกันดาร ทูตสวรรค์คือผู้ส่งสารของพระเจ้าหรือคือพระเจ้าเอง นางฮาการ์เชื่อว่าทูตองค์นั้นเป็นพระเจ้า เพราะเธอกล่าวว่า “บัดนี้ฉันได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเห็นฉัน” (ข้อ 13 TNCV) ถ้าทูตสวรรค์คือพระเจ้า ทูตนั้นอาจจะเป็นพระบุตรผู้ทรงสำแดงพระเจ้าแก่เราโดยทรงมาปรากฏก่อนการเสด็จมาบังเกิด ท่านผู้นั้นเรียกชื่อนางว่า “ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน” (ข้อ 8)
พระเจ้าทรงเห็นนาตาเลียและนำผู้คนที่ห่วงใยเข้ามาสู่ชีวิตของเธอผู้ซึ่งช่วยชีวิตเธอ เวลานี้เธอกำลังเรียนเพื่อเป็นพยาบาล พระเจ้าทรงเห็นนางฮาการ์และทรงเรียกชื่อนาง และพระเจ้าทรงเห็นคุณ คุณอาจถูกมองข้ามหรือแย่กว่านั้นคือถูกทำร้าย แต่พระเยซูทรงเรียกคุณด้วยชื่อของคุณ จงเข้าไปหาเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นาตาเลียไปอยู่ประเทศอื่นพร้อมกับคำสัญญาว่าจะได้รับการศึกษา แต่ไม่นานผู้เป็นพ่อในบ้านหลังใหม่นั้นก็เริ่มทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศเธอ เขาบังคับให้เธอดูแลบ้านและลูกๆของเขาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เขาไม่ยอมให้เธอออกไปข้างนอกหรือใช้โทรศัพท์ เธอกลายเป็นทาสของ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เสียงร้องที่เฉพาะเจาะจง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เสียงร้องที่เฉพาะเจาะจง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">86c031f1-e396-4538-aeaf-0ed5cf11e953</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f15b70bc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อเด็กทารกร้อง แสดงว่าเด็กเหนื่อยหรือหิวใช่ไหม นั่นก็จริงอยู่ แต่แพทย์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า ความแตกต่างเล็กน้อยในเสียงร้องไห้ของทารกแรกเกิดยังให้เบาะแสที่สำคัญถึงปัญหาอื่นๆด้วย แพทย์ได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วัดปัจจัยการร้องไห้ เช่น ระดับเสียงสูงต่ำ ระดับความดังและความชัดเจนของเสียงร้อง เพื่อตรวจสอบว่ามีบางอย่างผิดปกติกับระบบประสาทส่วนกลางของทารกหรือไม่</p>
<p>อิสยาห์เผยพระวจนะว่าพระเจ้าจะทรงฟังเสียงร้องที่เฉพาะเจาะจงของประชากรของพระองค์ ทรงทราบถึงสภาพจิตใจของพวกเขาและทรงตอบสนองด้วยพระคุณ แต่แทนที่ประชาชนยูดาห์จะปรึกษาพระเจ้า พวกเขากลับไม่ใส่ใจผู้เผยพระวจนะของพระองค์และแสวงหาความช่วยเหลือโดยไปเป็นพันธมิตรกับอียิปต์ (อสย. 30:1-7) พระเจ้าตรัสว่า หากพวกเขาเลือกที่จะกบฏต่อไป พระองค์จะทรงนำความพ่ายแพ้และความอัปยศอดสูมาสู่พวกเขา อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงคอยที่จะ “ทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย…เพื่อเมตตาเจ้า” (ข้อ 18) การช่วยกู้จะมาถึง แต่โดยผ่านเสียงร้องไห้แห่งการกลับใจใหม่และความเชื่อเท่านั้น หากประชากรของพระเจ้าร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์จะทรงยกโทษบาปของเขาและฟื้นฟูความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณและกำลังวังชาให้กับพวกเขา (ข้อ 8-26)</p>
<p>สิ่งนี้เป็นความจริงเช่นเดียวกันสำหรับผู้เชื่อพระเยซูในปัจจุบัน เมื่อเสียงร้องที่เฉพาะเจาะจงแห่งการกลับใจและความไว้วางใจของเราไปถึงพระกรรณของพระบิดาในสวรรค์ พระองค์จะทรงสดับฟังเสียงร้องนั้น ทรงยกโทษให้เราและให้เราปีติยินดีและมีความหวังอีกครั้งในพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อเด็กทารกร้อง แสดงว่าเด็กเหนื่อยหรือหิวใช่ไหม นั่นก็จริงอยู่ แต่แพทย์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า ความแตกต่างเล็กน้อยในเสียงร้องไห้ของทารกแรกเกิดยังให้เบาะแสที่สำคัญถึงปัญหาอื่นๆด้วย แพทย์ได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วัดปัจจัยการร้องไห้ เช่น ระดับเสียงสูงต่ำ ระดับความดังและความชัดเจนของเสียงร้อง เพื่อตรวจสอบว่ามีบางอย่างผิดปกติกับระบบประสาทส่วนกลางของทารกหรือไม่</p>
<p>อิสยาห์เผยพระวจนะว่าพระเจ้าจะทรงฟังเสียงร้องที่เฉพาะเจาะจงของประชากรของพระองค์ ทรงทราบถึงสภาพจิตใจของพวกเขาและทรงตอบสนองด้วยพระคุณ แต่แทนที่ประชาชนยูดาห์จะปรึกษาพระเจ้า พวกเขากลับไม่ใส่ใจผู้เผยพระวจนะของพระองค์และแสวงหาความช่วยเหลือโดยไปเป็นพันธมิตรกับอียิปต์ (อสย. 30:1-7) พระเจ้าตรัสว่า หากพวกเขาเลือกที่จะกบฏต่อไป พระองค์จะทรงนำความพ่ายแพ้และความอัปยศอดสูมาสู่พวกเขา อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงคอยที่จะ “ทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย…เพื่อเมตตาเจ้า” (ข้อ 18) การช่วยกู้จะมาถึง แต่โดยผ่านเสียงร้องไห้แห่งการกลับใจใหม่และความเชื่อเท่านั้น หากประชากรของพระเจ้าร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์จะทรงยกโทษบาปของเขาและฟื้นฟูความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณและกำลังวังชาให้กับพวกเขา (ข้อ 8-26)</p>
<p>สิ่งนี้เป็นความจริงเช่นเดียวกันสำหรับผู้เชื่อพระเยซูในปัจจุบัน เมื่อเสียงร้องที่เฉพาะเจาะจงแห่งการกลับใจและความไว้วางใจของเราไปถึงพระกรรณของพระบิดาในสวรรค์ พระองค์จะทรงสดับฟังเสียงร้องนั้น ทรงยกโทษให้เราและให้เราปีติยินดีและมีความหวังอีกครั้งในพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 25 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f15b70bc/feaa74ba.mp3" length="10813611" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>676</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อเด็กทารกร้อง แสดงว่าเด็กเหนื่อยหรือหิวใช่ไหม นั่นก็จริงอยู่ แต่แพทย์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า ความแตกต่างเล็กน้อยในเสียงร้องไห้ของทารกแรกเกิดยังให้เบาะแสที่สำคัญถึงปัญหาอื่นๆด้วย แพทย์ได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วัดปัจจัยการร้องไห้ เช่น ระดับเสียงสูงต่ำ ระดับความดังและความชัดเจนของเสียงร้อง เพื่อตรวจสอบว่ามีบางอย่างผิดปกติกับระบบประสาทส่วนกลางของทารกหรือไม่
อิสยาห์เผยพระวจนะว่าพระเจ้าจะทรงฟังเสียงร้องที่เฉพาะเจาะจงของประชากรของพระองค์ ทรงทราบถึงสภาพจิตใจของพวกเขาและทรงตอบสนองด้วยพระคุณ แต่แทนที่ประชาชนยูดาห์จะปรึกษาพระเจ้า พวกเขากลับไม่ใส่ใจผู้เผยพระวจนะของพระองค์และแสวงหาความช่วยเหลือโดยไปเป็นพันธมิตรกับอียิปต์ (อสย. 30:1-7) พระเจ้าตรัสว่า หากพวกเขาเลือกที่จะกบฏต่อไป พระองค์จะทรงนำความพ่ายแพ้และความอัปยศอดสูมาสู่พวกเขา อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงคอยที่จะ “ทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย…เพื่อเมตตาเจ้า” (ข้อ 18) การช่วยกู้จะมาถึง แต่โดยผ่านเสียงร้องไห้แห่งการกลับใจใหม่และความเชื่อเท่านั้น หากประชากรของพระเจ้าร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์จะทรงยกโทษบาปของเขาและฟื้นฟูความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณและกำลังวังชาให้กับพวกเขา (ข้อ 8-26)
สิ่งนี้เป็นความจริงเช่นเดียวกันสำหรับผู้เชื่อพระเยซูในปัจจุบัน เมื่อเสียงร้องที่เฉพาะเจาะจงแห่งการกลับใจและความไว้วางใจของเราไปถึงพระกรรณของพระบิดาในสวรรค์ พระองค์จะทรงสดับฟังเสียงร้องนั้น ทรงยกโทษให้เราและให้เราปีติยินดีและมีความหวังอีกครั้งในพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อเด็กทารกร้อง แสดงว่าเด็กเหนื่อยหรือหิวใช่ไหม นั่นก็จริงอยู่ แต่แพทย์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า ความแตกต่างเล็กน้อยในเสียงร้องไห้ของทารกแรกเกิดยังให้เบาะแสที่สำคัญถึงปัญหาอื่นๆด้วย แพทย์ได้คิดค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้วัดปัจจัยการร้องไห้ เช่น ระดับเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เหตุผลที่กลัว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เหตุผลที่กลัว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">8e0abb68-e945-4868-8793-6564a1b59bb3</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/311256c3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อผมยังเป็นเด็ก สนามของโรงเรียนเป็นที่ซึ่งพวกเด็กอันธพาลชอบแสดงอำนาจไปทั่ว และเด็กๆอย่างผมที่ถูกรังแกก็ตอบโต้ได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่เราคุดคู้ด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าผู้ทรมานเหล่านี้ ยังมีบางอย่างที่แย่ยิ่งกว่านั้น นั่นคือการเยาะเย้ยของพวกเขา “นายกลัวละสิ นายกลัวฉันใช่ไหม ที่นี่ไม่มีใครปกป้องนายได้”</p>
<p>อันที่จริงส่วนใหญ่แล้วผมรู้สึกตกใจกลัวจริงๆ และด้วยเหตุผลที่เหมาะสม ที่ผ่านมาผมเคยถูกชก และผมรู้ว่าไม่อยากเจอแบบนั้นอีก แล้วผมจะทำอะไรได้และจะวางใจใครได้ขณะเมื่อความกลัวจู่โจมผม เมื่อคุณอายุแปดขวบและถูกรังแกโดยเด็กที่อายุมากกว่า ตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ความกลัวนั้นก็ถูกต้องแล้ว</p>
<p>เมื่อผู้เขียนสดุดีเผชิญหน้าการโจมตี ท่านตอบสนองด้วยความมั่นใจมากกว่าความกลัว เพราะท่านรู้ว่าท่านไม่ได้เผชิญภัยคุกคามเหล่านั้นเพียงลำพัง ท่านบันทึกว่า “มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า” (สดด.118:6) ในตอนที่ยังเด็กนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถเข้าใจระดับความมั่นใจของผู้เขียนสดุดีได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ ผมได้เรียนรู้จากช่วงเวลาหลายปีในการเดินกับพระคริสต์ว่า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าการคุกคามใดๆที่ทำให้เกิดความกลัว</p>
<p>ภัยคุกคามที่เราเผชิญในชีวิตเป็นเรื่องจริง แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัว องค์พระผู้สร้างจักรวาลสถิตอยู่ด้วยกับเรา และการมีพระองค์นั้นก็มากเกินพอแล้ว</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อผมยังเป็นเด็ก สนามของโรงเรียนเป็นที่ซึ่งพวกเด็กอันธพาลชอบแสดงอำนาจไปทั่ว และเด็กๆอย่างผมที่ถูกรังแกก็ตอบโต้ได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่เราคุดคู้ด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าผู้ทรมานเหล่านี้ ยังมีบางอย่างที่แย่ยิ่งกว่านั้น นั่นคือการเยาะเย้ยของพวกเขา “นายกลัวละสิ นายกลัวฉันใช่ไหม ที่นี่ไม่มีใครปกป้องนายได้”</p>
<p>อันที่จริงส่วนใหญ่แล้วผมรู้สึกตกใจกลัวจริงๆ และด้วยเหตุผลที่เหมาะสม ที่ผ่านมาผมเคยถูกชก และผมรู้ว่าไม่อยากเจอแบบนั้นอีก แล้วผมจะทำอะไรได้และจะวางใจใครได้ขณะเมื่อความกลัวจู่โจมผม เมื่อคุณอายุแปดขวบและถูกรังแกโดยเด็กที่อายุมากกว่า ตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ความกลัวนั้นก็ถูกต้องแล้ว</p>
<p>เมื่อผู้เขียนสดุดีเผชิญหน้าการโจมตี ท่านตอบสนองด้วยความมั่นใจมากกว่าความกลัว เพราะท่านรู้ว่าท่านไม่ได้เผชิญภัยคุกคามเหล่านั้นเพียงลำพัง ท่านบันทึกว่า “มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า” (สดด.118:6) ในตอนที่ยังเด็กนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถเข้าใจระดับความมั่นใจของผู้เขียนสดุดีได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ ผมได้เรียนรู้จากช่วงเวลาหลายปีในการเดินกับพระคริสต์ว่า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าการคุกคามใดๆที่ทำให้เกิดความกลัว</p>
<p>ภัยคุกคามที่เราเผชิญในชีวิตเป็นเรื่องจริง แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัว องค์พระผู้สร้างจักรวาลสถิตอยู่ด้วยกับเรา และการมีพระองค์นั้นก็มากเกินพอแล้ว</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 24 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/311256c3/0e734078.mp3" length="10530633" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>659</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อผมยังเป็นเด็ก สนามของโรงเรียนเป็นที่ซึ่งพวกเด็กอันธพาลชอบแสดงอำนาจไปทั่ว และเด็กๆอย่างผมที่ถูกรังแกก็ตอบโต้ได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่เราคุดคู้ด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าผู้ทรมานเหล่านี้ ยังมีบางอย่างที่แย่ยิ่งกว่านั้น นั่นคือการเยาะเย้ยของพวกเขา “นายกลัวละสิ นายกลัวฉันใช่ไหม ที่นี่ไม่มีใครปกป้องนายได้”
อันที่จริงส่วนใหญ่แล้วผมรู้สึกตกใจกลัวจริงๆ และด้วยเหตุผลที่เหมาะสม ที่ผ่านมาผมเคยถูกชก และผมรู้ว่าไม่อยากเจอแบบนั้นอีก แล้วผมจะทำอะไรได้และจะวางใจใครได้ขณะเมื่อความกลัวจู่โจมผม เมื่อคุณอายุแปดขวบและถูกรังแกโดยเด็กที่อายุมากกว่า ตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า ความกลัวนั้นก็ถูกต้องแล้ว
เมื่อผู้เขียนสดุดีเผชิญหน้าการโจมตี ท่านตอบสนองด้วยความมั่นใจมากกว่าความกลัว เพราะท่านรู้ว่าท่านไม่ได้เผชิญภัยคุกคามเหล่านั้นเพียงลำพัง ท่านบันทึกว่า “มีพระเจ้าอยู่ฝ่ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า” (สดด.118:6) ในตอนที่ยังเด็กนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถเข้าใจระดับความมั่นใจของผู้เขียนสดุดีได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ ผมได้เรียนรู้จากช่วงเวลาหลายปีในการเดินกับพระคริสต์ว่า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าการคุกคามใดๆที่ทำให้เกิดความกลัว
ภัยคุกคามที่เราเผชิญในชีวิตเป็นเรื่องจริง แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัว องค์พระผู้สร้างจักรวาลสถิตอยู่ด้วยกับเรา และการมีพระองค์นั้นก็มากเกินพอแล้ว</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อผมยังเป็นเด็ก สนามของโรงเรียนเป็นที่ซึ่งพวกเด็กอันธพาลชอบแสดงอำนาจไปทั่ว และเด็กๆอย่างผมที่ถูกรังแกก็ตอบโต้ได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่เราคุดคู้ด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าผู้ทรมานเหล่านี้ ยังมีบางอย่างที่แย่ยิ่งกว่านั้น นั่นคือการเยาะเย้ยของพวกเขา “นายกลัวละส</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การกระทำด้วยใจเมตตาสงสาร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การกระทำด้วยใจเมตตาสงสาร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">24ffa014-00c3-49e1-a7f4-18a12f41cb30</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7a7800e0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>การสร้างม้านั่งไม่ใช่งานของเจมส์ วอร์เรน แต่เขาก็เริ่มสร้างมันขึ้นมาเมื่อสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในเดนเวอร์นั่งอยู่บนพื้นสกปรกขณะรอรถประจำทาง วอร์เรนรู้สึกเป็นห่วงว่ามันดู “ไร้เกียรติ” ด้วยเหตุนี้ที่ปรึกษาด้านแรงงานวัย 28 ปีผู้นี้จึงเอาเศษไม้มาทำม้านั่งและวางไว้ที่ป้ายรถประจำทาง มันถูกใช้งานแทบจะทันที เมื่อตระหนักว่าป้ายรถเมล์เก้าพันแห่งในเมืองของเขานั้นหลายแห่งไม่มีที่นั่ง เขาจึงสร้างม้านั่งขึ้นอีก จากนั้นก็ทำขึ้นอีกหลายตัว โดยเขียนคำอุทิศว่า “จงมีใจเมตตา” บนม้านั่งแต่ละตัวจุดประสงค์ของเขาคืออะไร วอร์เรนกล่าวว่า “เพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นในทุกทางที่ผมทำได้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม”</p>
<p>ความเมตตาสงสารเป็นอีกคำอธิบายหนึ่งของการกระทำนี้ ความเมตตาตามแบบที่พระเยซูทรงสำแดงนั้น เป็นความรู้สึกที่แข็งแกร่งมากจนทำให้เราต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เมื่อฝูงชนที่สิ้นหวังติดตามพระเยซู “พระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” (มก.6:34) พระองค์ทรงเปลี่ยนความสงสารให้เป็นการกระทำโดย ทรงรักษาคนป่วยให้หาย (มธ.14:14)</p>
<p>เปาโลกระตุ้นเราเช่นกันว่าควร “สวม[ตัวเราด้วย]ใจเมตตา” (คส.3:12) ประโยชน์คืออะไร ดังที่วอร์เรนกล่าวว่า “มันเติมเต็มผม เป็นเหมือนกับการเติมลมยางรถของผม”</p>
<p>รอบตัวเราล้วนมีความต้องการมากมาย และพระเจ้าจะทรงนำสิ่งเหล่านี้มาสู่ความสนใจของเรา ความต้องการเหล่านั้นกระตุ้นความเมตตาในตัวเราไปสู่การกระทำ และการกระทำเหล่านั้นจะหนุนใจผู้อื่นเมื่อเราสำแดงความรักของพระคริสต์แก่พวกเขา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>การสร้างม้านั่งไม่ใช่งานของเจมส์ วอร์เรน แต่เขาก็เริ่มสร้างมันขึ้นมาเมื่อสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในเดนเวอร์นั่งอยู่บนพื้นสกปรกขณะรอรถประจำทาง วอร์เรนรู้สึกเป็นห่วงว่ามันดู “ไร้เกียรติ” ด้วยเหตุนี้ที่ปรึกษาด้านแรงงานวัย 28 ปีผู้นี้จึงเอาเศษไม้มาทำม้านั่งและวางไว้ที่ป้ายรถประจำทาง มันถูกใช้งานแทบจะทันที เมื่อตระหนักว่าป้ายรถเมล์เก้าพันแห่งในเมืองของเขานั้นหลายแห่งไม่มีที่นั่ง เขาจึงสร้างม้านั่งขึ้นอีก จากนั้นก็ทำขึ้นอีกหลายตัว โดยเขียนคำอุทิศว่า “จงมีใจเมตตา” บนม้านั่งแต่ละตัวจุดประสงค์ของเขาคืออะไร วอร์เรนกล่าวว่า “เพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นในทุกทางที่ผมทำได้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม”</p>
<p>ความเมตตาสงสารเป็นอีกคำอธิบายหนึ่งของการกระทำนี้ ความเมตตาตามแบบที่พระเยซูทรงสำแดงนั้น เป็นความรู้สึกที่แข็งแกร่งมากจนทำให้เราต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เมื่อฝูงชนที่สิ้นหวังติดตามพระเยซู “พระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” (มก.6:34) พระองค์ทรงเปลี่ยนความสงสารให้เป็นการกระทำโดย ทรงรักษาคนป่วยให้หาย (มธ.14:14)</p>
<p>เปาโลกระตุ้นเราเช่นกันว่าควร “สวม[ตัวเราด้วย]ใจเมตตา” (คส.3:12) ประโยชน์คืออะไร ดังที่วอร์เรนกล่าวว่า “มันเติมเต็มผม เป็นเหมือนกับการเติมลมยางรถของผม”</p>
<p>รอบตัวเราล้วนมีความต้องการมากมาย และพระเจ้าจะทรงนำสิ่งเหล่านี้มาสู่ความสนใจของเรา ความต้องการเหล่านั้นกระตุ้นความเมตตาในตัวเราไปสู่การกระทำ และการกระทำเหล่านั้นจะหนุนใจผู้อื่นเมื่อเราสำแดงความรักของพระคริสต์แก่พวกเขา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 23 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7a7800e0/4a7e13a3.mp3" length="9427660" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>590</itunes:duration>
      <itunes:summary>การสร้างม้านั่งไม่ใช่งานของเจมส์ วอร์เรน แต่เขาก็เริ่มสร้างมันขึ้นมาเมื่อสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในเดนเวอร์นั่งอยู่บนพื้นสกปรกขณะรอรถประจำทาง วอร์เรนรู้สึกเป็นห่วงว่ามันดู “ไร้เกียรติ” ด้วยเหตุนี้ที่ปรึกษาด้านแรงงานวัย 28 ปีผู้นี้จึงเอาเศษไม้มาทำม้านั่งและวางไว้ที่ป้ายรถประจำทาง มันถูกใช้งานแทบจะทันที เมื่อตระหนักว่าป้ายรถเมล์เก้าพันแห่งในเมืองของเขานั้นหลายแห่งไม่มีที่นั่ง เขาจึงสร้างม้านั่งขึ้นอีก จากนั้นก็ทำขึ้นอีกหลายตัว โดยเขียนคำอุทิศว่า “จงมีใจเมตตา” บนม้านั่งแต่ละตัวจุดประสงค์ของเขาคืออะไร วอร์เรนกล่าวว่า “เพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นในทุกทางที่ผมทำได้ แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม”
ความเมตตาสงสารเป็นอีกคำอธิบายหนึ่งของการกระทำนี้ ความเมตตาตามแบบที่พระเยซูทรงสำแดงนั้น เป็นความรู้สึกที่แข็งแกร่งมากจนทำให้เราต้องดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เมื่อฝูงชนที่สิ้นหวังติดตามพระเยซู “พระองค์ทรงสงสารเขา เพราะว่าเขาเป็นเหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง” (มก.6:34) พระองค์ทรงเปลี่ยนความสงสารให้เป็นการกระทำโดย ทรงรักษาคนป่วยให้หาย (มธ.14:14)
เปาโลกระตุ้นเราเช่นกันว่าควร “สวม[ตัวเราด้วย]ใจเมตตา” (คส.3:12) ประโยชน์คืออะไร ดังที่วอร์เรนกล่าวว่า “มันเติมเต็มผม เป็นเหมือนกับการเติมลมยางรถของผม”
รอบตัวเราล้วนมีความต้องการมากมาย และพระเจ้าจะทรงนำสิ่งเหล่านี้มาสู่ความสนใจของเรา ความต้องการเหล่านั้นกระตุ้นความเมตตาในตัวเราไปสู่การกระทำ และการกระทำเหล่านั้นจะหนุนใจผู้อื่นเมื่อเราสำแดงความรักของพระคริสต์แก่พวกเขา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>การสร้างม้านั่งไม่ใช่งานของเจมส์ วอร์เรน แต่เขาก็เริ่มสร้างมันขึ้นมาเมื่อสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในเดนเวอร์นั่งอยู่บนพื้นสกปรกขณะรอรถประจำทาง วอร์เรนรู้สึกเป็นห่วงว่ามันดู “ไร้เกียรติ” ด้วยเหตุนี้ที่ปรึกษาด้านแรงงานวัย 28 ปีผู้นี้จึงเอาเศษไม้มาทำม้านั่งแล</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>คำตอบทั้งหมด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>คำตอบทั้งหมด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dd23de7e-a12f-473c-8631-8f5be31e10ae</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/4f93f8cd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เดล เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์เล่าถึงชั่วขณะที่น่ากลัวอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าพ่อของเขาจากไป เดล เอิร์นฮาร์ท ซีเนียร์ผู้เป็นตำนานนักแข่งรถเพิ่งเสียชีวิตจากการชนอย่างแรงในตอนท้ายของการแข่งขันเดย์โทนา 500 ซึ่งเป็นการแข่งที่เดล จูเนียร์เข้าร่วมด้วย “เสียงนี้ดังออกมาจากตัวผม โดยที่ผมไม่อาจทำขึ้นอีกครั้งได้” เอิร์นฮาร์ดผู้เป็นลูกชายกล่าว “[มันคือ] เสียงแผดร้องแห่งความตกตะลึงและความระทมทุกข์ และก็ความกลัว” จากนั้นก็คือความจริงอันอ้างว้างที่ว่า “ผมจะต้องทำสิ่งนี้ต่อไปด้วยตัวเอง”</p>
<p>“การมีพ่ออยู่ด้วยก็เหมือนกับการมีสูตรโกง” เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์อธิบาย “การมีพ่อก็เหมือนการรู้คำตอบทั้งหมด”</p>
<p>เหล่าสาวกของพระเยซูเรียนรู้ที่จะมองไปที่พระองค์เพื่อจะได้คำตอบทั้งหมด เวลานั้นในวันก่อนการตรึงกางเขน พระองค์ทรงรับรองว่าจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาไว้ลำพัง พระเยซูตรัสว่า “เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งความจริง” (ยน.14:16-17)</p>
<p>พระเยซูทรงมอบการปลอบโยนนั้นให้กับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ โดยตรัสว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา” (ข้อ 23)</p>
<p>ผู้ที่เลือกติดตามพระคริสต์จะมีพระวิญญาณอยู่ภายในเป็นผู้ทรงสอน“ทุกสิ่ง” และจะทรงให้พวกเขาระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูได้ทรงสอนไว้ (ข้อ 26) เราไม่มีคำตอบทั้งหมดนั้น แต่เรามีพระวิญญาณของพระองค์ผู้นั้นที่ทรงมีคำตอบ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เดล เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์เล่าถึงชั่วขณะที่น่ากลัวอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าพ่อของเขาจากไป เดล เอิร์นฮาร์ท ซีเนียร์ผู้เป็นตำนานนักแข่งรถเพิ่งเสียชีวิตจากการชนอย่างแรงในตอนท้ายของการแข่งขันเดย์โทนา 500 ซึ่งเป็นการแข่งที่เดล จูเนียร์เข้าร่วมด้วย “เสียงนี้ดังออกมาจากตัวผม โดยที่ผมไม่อาจทำขึ้นอีกครั้งได้” เอิร์นฮาร์ดผู้เป็นลูกชายกล่าว “[มันคือ] เสียงแผดร้องแห่งความตกตะลึงและความระทมทุกข์ และก็ความกลัว” จากนั้นก็คือความจริงอันอ้างว้างที่ว่า “ผมจะต้องทำสิ่งนี้ต่อไปด้วยตัวเอง”</p>
<p>“การมีพ่ออยู่ด้วยก็เหมือนกับการมีสูตรโกง” เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์อธิบาย “การมีพ่อก็เหมือนการรู้คำตอบทั้งหมด”</p>
<p>เหล่าสาวกของพระเยซูเรียนรู้ที่จะมองไปที่พระองค์เพื่อจะได้คำตอบทั้งหมด เวลานั้นในวันก่อนการตรึงกางเขน พระองค์ทรงรับรองว่าจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาไว้ลำพัง พระเยซูตรัสว่า “เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งความจริง” (ยน.14:16-17)</p>
<p>พระเยซูทรงมอบการปลอบโยนนั้นให้กับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ โดยตรัสว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา” (ข้อ 23)</p>
<p>ผู้ที่เลือกติดตามพระคริสต์จะมีพระวิญญาณอยู่ภายในเป็นผู้ทรงสอน“ทุกสิ่ง” และจะทรงให้พวกเขาระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูได้ทรงสอนไว้ (ข้อ 26) เราไม่มีคำตอบทั้งหมดนั้น แต่เรามีพระวิญญาณของพระองค์ผู้นั้นที่ทรงมีคำตอบ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 22 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/4f93f8cd/c6af5e19.mp3" length="10104312" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>632</itunes:duration>
      <itunes:summary>เดล เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์เล่าถึงชั่วขณะที่น่ากลัวอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าพ่อของเขาจากไป เดล เอิร์นฮาร์ท ซีเนียร์ผู้เป็นตำนานนักแข่งรถเพิ่งเสียชีวิตจากการชนอย่างแรงในตอนท้ายของการแข่งขันเดย์โทนา 500 ซึ่งเป็นการแข่งที่เดล จูเนียร์เข้าร่วมด้วย “เสียงนี้ดังออกมาจากตัวผม โดยที่ผมไม่อาจทำขึ้นอีกครั้งได้” เอิร์นฮาร์ดผู้เป็นลูกชายกล่าว “[มันคือ] เสียงแผดร้องแห่งความตกตะลึงและความระทมทุกข์ และก็ความกลัว” จากนั้นก็คือความจริงอันอ้างว้างที่ว่า “ผมจะต้องทำสิ่งนี้ต่อไปด้วยตัวเอง”
“การมีพ่ออยู่ด้วยก็เหมือนกับการมีสูตรโกง” เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์อธิบาย “การมีพ่อก็เหมือนการรู้คำตอบทั้งหมด”
เหล่าสาวกของพระเยซูเรียนรู้ที่จะมองไปที่พระองค์เพื่อจะได้คำตอบทั้งหมด เวลานั้นในวันก่อนการตรึงกางเขน พระองค์ทรงรับรองว่าจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาไว้ลำพัง พระเยซูตรัสว่า “เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งความจริง” (ยน.14:16-17)
พระเยซูทรงมอบการปลอบโยนนั้นให้กับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ โดยตรัสว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา” (ข้อ 23)
ผู้ที่เลือกติดตามพระคริสต์จะมีพระวิญญาณอยู่ภายในเป็นผู้ทรงสอน“ทุกสิ่ง” และจะทรงให้พวกเขาระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูได้ทรงสอนไว้ (ข้อ 26) เราไม่มีคำตอบทั้งหมดนั้น แต่เรามีพระวิญญาณของพระองค์ผู้นั้นที่ทรงมีคำตอบ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เดล เอิร์นฮาร์ท จูเนียร์เล่าถึงชั่วขณะที่น่ากลัวอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าพ่อของเขาจากไป เดล เอิร์นฮาร์ท ซีเนียร์ผู้เป็นตำนานนักแข่งรถเพิ่งเสียชีวิตจากการชนอย่างแรงในตอนท้ายของการแข่งขันเดย์โทนา 500 ซึ่งเป็นการแข่งที่เดล จูเนียร์เข้าร่วมด้วย “เสียงนี้ดังออกมาจา</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>การทรงสร้างใหม่อันงดงาม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>การทรงสร้างใหม่อันงดงาม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">a901b0ed-5321-4677-89b0-402b63260ef1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/974cd100</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในหนังสืออันยอดเยี่ยมชื่อ ศิลปะ+ศรัทธา: ศาสนศาสตร์แห่งการสร้าง ของศิลปินชื่อดังมาโกโตะ ฟูจิมูระได้อธิบายถึงศิลปะแบบคินสึงิของญี่ปุ่นยุคโบราณ ในหนังสือนี้ศิลปินจะนำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหัก (เดิมคือถ้วยชา) แล้วนำชิ้นส่วนหล่านั้นมาต่อติดเข้าด้วยกันด้วยยางไม้ โดยผสานด้วยเส้นสายสีทองเข้าไปในรอยแตก ฟูจิมูระอธิบายว่า “คินสึงิไม่ได้เป็นเพียงการ ‘ติดให้แน่น’ หรือซ่อมแซมภาชนะที่แตกเท่านั้น แต่เทคนิคนี้ทำให้เครื่องดินเผาที่แตกหักสวยงามยิ่งกว่าของเดิม” คินสึงิถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตอนที่ถ้วยใบโปรดของขุนศึกแตกเสียหายแล้วได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่อย่างงดงาม กลายเป็นศิลปะที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการ</p>
<p>อิสยาห์บรรยายว่าพระเจ้าทรงประกาศใช้วิธีการซ่อมสร้างขึ้นใหม่อย่างชาญฉลาดนี้กับโลก แม้ว่าเราจะแตกสลายจากการกบฏและความเห็นแก่ตัวของเรา แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “สร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (65:17) พระองค์ทรงวางแผนไม่เพียงแค่ซ่อมแซมโลกใบเก่าเท่านั้น แต่จะทรงสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทรงนำเอาซากปรักหักพังของโลกเราแล้วสร้างให้เปล่งประกายด้วยความงามสดใหม่ การทรงสร้างใหม่นี้จะน่าทึ่งมากจน “ความลำบากเก่าแก่นั้นก็ลืมเสียแล้ว” และ “สิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้อีก” (ข้อ 16-17) ด้วยการทรงสร้างใหม่นี้ พระเจ้าจะไม่ทรงเขย่าสิ่งต่างๆรวมเข้าด้วยกันเพื่อปกปิดความผิดของเรา แต่จะปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจแห่งการสรรค์สร้างของพระองค์เป็นฤทธิ์อำนาจที่ทำให้สิ่งที่น่าเกลียดกลายเป็นสิ่งซึ่งงดงาม และสิ่งซึ่งตายแล้วกลับมีชีวิตอีกครั้ง</p>
<p>เมื่อเราสำรวจชีวิตที่พังทลายของเรา ขออย่าได้สิ้นหวัง พระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจแห่งการสร้างขึ้นใหม่อันงดงามของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในหนังสืออันยอดเยี่ยมชื่อ ศิลปะ+ศรัทธา: ศาสนศาสตร์แห่งการสร้าง ของศิลปินชื่อดังมาโกโตะ ฟูจิมูระได้อธิบายถึงศิลปะแบบคินสึงิของญี่ปุ่นยุคโบราณ ในหนังสือนี้ศิลปินจะนำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหัก (เดิมคือถ้วยชา) แล้วนำชิ้นส่วนหล่านั้นมาต่อติดเข้าด้วยกันด้วยยางไม้ โดยผสานด้วยเส้นสายสีทองเข้าไปในรอยแตก ฟูจิมูระอธิบายว่า “คินสึงิไม่ได้เป็นเพียงการ ‘ติดให้แน่น’ หรือซ่อมแซมภาชนะที่แตกเท่านั้น แต่เทคนิคนี้ทำให้เครื่องดินเผาที่แตกหักสวยงามยิ่งกว่าของเดิม” คินสึงิถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตอนที่ถ้วยใบโปรดของขุนศึกแตกเสียหายแล้วได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่อย่างงดงาม กลายเป็นศิลปะที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการ</p>
<p>อิสยาห์บรรยายว่าพระเจ้าทรงประกาศใช้วิธีการซ่อมสร้างขึ้นใหม่อย่างชาญฉลาดนี้กับโลก แม้ว่าเราจะแตกสลายจากการกบฏและความเห็นแก่ตัวของเรา แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “สร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (65:17) พระองค์ทรงวางแผนไม่เพียงแค่ซ่อมแซมโลกใบเก่าเท่านั้น แต่จะทรงสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทรงนำเอาซากปรักหักพังของโลกเราแล้วสร้างให้เปล่งประกายด้วยความงามสดใหม่ การทรงสร้างใหม่นี้จะน่าทึ่งมากจน “ความลำบากเก่าแก่นั้นก็ลืมเสียแล้ว” และ “สิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้อีก” (ข้อ 16-17) ด้วยการทรงสร้างใหม่นี้ พระเจ้าจะไม่ทรงเขย่าสิ่งต่างๆรวมเข้าด้วยกันเพื่อปกปิดความผิดของเรา แต่จะปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจแห่งการสรรค์สร้างของพระองค์เป็นฤทธิ์อำนาจที่ทำให้สิ่งที่น่าเกลียดกลายเป็นสิ่งซึ่งงดงาม และสิ่งซึ่งตายแล้วกลับมีชีวิตอีกครั้ง</p>
<p>เมื่อเราสำรวจชีวิตที่พังทลายของเรา ขออย่าได้สิ้นหวัง พระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจแห่งการสร้างขึ้นใหม่อันงดงามของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 21 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/974cd100/0f85b102.mp3" length="11172220" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>699</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในหนังสืออันยอดเยี่ยมชื่อ ศิลปะ+ศรัทธา: ศาสนศาสตร์แห่งการสร้าง ของศิลปินชื่อดังมาโกโตะ ฟูจิมูระได้อธิบายถึงศิลปะแบบคินสึงิของญี่ปุ่นยุคโบราณ ในหนังสือนี้ศิลปินจะนำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหัก (เดิมคือถ้วยชา) แล้วนำชิ้นส่วนหล่านั้นมาต่อติดเข้าด้วยกันด้วยยางไม้ โดยผสานด้วยเส้นสายสีทองเข้าไปในรอยแตก ฟูจิมูระอธิบายว่า “คินสึงิไม่ได้เป็นเพียงการ ‘ติดให้แน่น’ หรือซ่อมแซมภาชนะที่แตกเท่านั้น แต่เทคนิคนี้ทำให้เครื่องดินเผาที่แตกหักสวยงามยิ่งกว่าของเดิม” คินสึงิถูกนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตอนที่ถ้วยใบโปรดของขุนศึกแตกเสียหายแล้วได้รับการซ่อมแซมขึ้นใหม่อย่างงดงาม กลายเป็นศิลปะที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการ
อิสยาห์บรรยายว่าพระเจ้าทรงประกาศใช้วิธีการซ่อมสร้างขึ้นใหม่อย่างชาญฉลาดนี้กับโลก แม้ว่าเราจะแตกสลายจากการกบฏและความเห็นแก่ตัวของเรา แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะ “สร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (65:17) พระองค์ทรงวางแผนไม่เพียงแค่ซ่อมแซมโลกใบเก่าเท่านั้น แต่จะทรงสร้างมันขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทรงนำเอาซากปรักหักพังของโลกเราแล้วสร้างให้เปล่งประกายด้วยความงามสดใหม่ การทรงสร้างใหม่นี้จะน่าทึ่งมากจน “ความลำบากเก่าแก่นั้นก็ลืมเสียแล้ว” และ “สิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้อีก” (ข้อ 16-17) ด้วยการทรงสร้างใหม่นี้ พระเจ้าจะไม่ทรงเขย่าสิ่งต่างๆรวมเข้าด้วยกันเพื่อปกปิดความผิดของเรา แต่จะปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจแห่งการสรรค์สร้างของพระองค์เป็นฤทธิ์อำนาจที่ทำให้สิ่งที่น่าเกลียดกลายเป็นสิ่งซึ่งงดงาม และสิ่งซึ่งตายแล้วกลับมีชีวิตอีกครั้ง
เมื่อเราสำรวจชีวิตที่พังทลายของเรา ขออย่าได้สิ้นหวัง พระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจแห่งการสร้างขึ้นใหม่อันงดงามของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในหนังสืออันยอดเยี่ยมชื่อ ศิลปะ+ศรัทธา: ศาสนศาสตร์แห่งการสร้าง ของศิลปินชื่อดังมาโกโตะ ฟูจิมูระได้อธิบายถึงศิลปะแบบคินสึงิของญี่ปุ่นยุคโบราณ ในหนังสือนี้ศิลปินจะนำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกหัก (เดิมคือถ้วยชา) แล้วนำชิ้นส่วนหล่านั้นมาต่อติดเข้าด้วยกันด้วยยางไ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าปกคลุมบาปของเรา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าปกคลุมบาปของเรา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">9e7d1671-75fb-432f-8bf3-77cf57a73366</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/03426dfd</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในช่วงทศวรรษ 1950 เธอจึงตกลงรับงานพิมพ์ดีด ปัญหาเดียวที่มีคือเธอไม่ใช่คนพิมพ์ดีดเก่งและมักจะพิมพ์ผิดอยู่เสมอ เธอมองหาวิธีปกปิดข้อผิดพลาดและในที่สุดก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าลิควิดเปเปอร์ ซึ่งเป็นน้ำยาลบคำผิดสีขาวที่ใช้ทาทับเพื่อปกปิดคำที่พิมพ์ผิด เมื่อมันแห้งแล้ว คุณจะสามารถพิมพ์ทับได้ราวกับว่าไม่มีข้อผิดพลาด</p>
<p>พระเยซูทรงเสนอวิธีที่ทรงพลังและมีความหมายมากกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในการจัดการกับบาปของเรา ซึ่งไม่ใช่การปกปิด แต่เป็นการให้อภัยอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ปรากฏในตอนต้นของพระธรรมยอห์นบทที่ 8 ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับฐานล่วงประเวณี (ข้อ 3-4) พวกธรรมาจารย์ต้องการให้พระเยซูทำบางอย่างกับหญิงคนนั้นและบาปของเธอ ธรรมบัญญัติกล่าวว่าเธอควรถูกหินขว้าง แต่พระคริสต์ไม่ทรงวุ่นวายอยู่กับสิ่งที่ธรรมบัญญัติกล่าวหรือไม่ได้กล่าว พระองค์ประทานคำเตือนอย่างเรียบง่ายว่าทุกคนล้วนทำบาป (ดู รม.3:23) และตรัสว่าใครก็ตามที่ไม่ได้ทำบาปก็ให้ “เอาหินขว้าง” หญิงนั้น (ยน.8:7) ไม่มีหินแม้แต่ก้อนเดียวถูกขว้างออกไป</p>
<p>พระเยซูทรงเสนอการเริ่มต้นใหม่ให้กับเธอ โดยตรัสว่าพระองค์ก็ไม่ทรงเอาโทษเธอและกำชับว่า “อย่าทำผิดอีก” (ข้อ 11) พระคริสต์ประทานทางออกในการยกโทษบาปของเธอ และ “พิมพ์” วิถีใหม่ในการดำเนินชีวิตลงเหนืออดีตของเธอข้อเสนอแบบเดียวกันนั้นก็ได้ทรงมอบให้กับเราด้วยโดยพระคุณของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในช่วงทศวรรษ 1950 เธอจึงตกลงรับงานพิมพ์ดีด ปัญหาเดียวที่มีคือเธอไม่ใช่คนพิมพ์ดีดเก่งและมักจะพิมพ์ผิดอยู่เสมอ เธอมองหาวิธีปกปิดข้อผิดพลาดและในที่สุดก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าลิควิดเปเปอร์ ซึ่งเป็นน้ำยาลบคำผิดสีขาวที่ใช้ทาทับเพื่อปกปิดคำที่พิมพ์ผิด เมื่อมันแห้งแล้ว คุณจะสามารถพิมพ์ทับได้ราวกับว่าไม่มีข้อผิดพลาด</p>
<p>พระเยซูทรงเสนอวิธีที่ทรงพลังและมีความหมายมากกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในการจัดการกับบาปของเรา ซึ่งไม่ใช่การปกปิด แต่เป็นการให้อภัยอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ปรากฏในตอนต้นของพระธรรมยอห์นบทที่ 8 ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับฐานล่วงประเวณี (ข้อ 3-4) พวกธรรมาจารย์ต้องการให้พระเยซูทำบางอย่างกับหญิงคนนั้นและบาปของเธอ ธรรมบัญญัติกล่าวว่าเธอควรถูกหินขว้าง แต่พระคริสต์ไม่ทรงวุ่นวายอยู่กับสิ่งที่ธรรมบัญญัติกล่าวหรือไม่ได้กล่าว พระองค์ประทานคำเตือนอย่างเรียบง่ายว่าทุกคนล้วนทำบาป (ดู รม.3:23) และตรัสว่าใครก็ตามที่ไม่ได้ทำบาปก็ให้ “เอาหินขว้าง” หญิงนั้น (ยน.8:7) ไม่มีหินแม้แต่ก้อนเดียวถูกขว้างออกไป</p>
<p>พระเยซูทรงเสนอการเริ่มต้นใหม่ให้กับเธอ โดยตรัสว่าพระองค์ก็ไม่ทรงเอาโทษเธอและกำชับว่า “อย่าทำผิดอีก” (ข้อ 11) พระคริสต์ประทานทางออกในการยกโทษบาปของเธอ และ “พิมพ์” วิถีใหม่ในการดำเนินชีวิตลงเหนืออดีตของเธอข้อเสนอแบบเดียวกันนั้นก็ได้ทรงมอบให้กับเราด้วยโดยพระคุณของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 20 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/03426dfd/03bf9e38.mp3" length="12037812" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>753</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในช่วงทศวรรษ 1950 เธอจึงตกลงรับงานพิมพ์ดีด ปัญหาเดียวที่มีคือเธอไม่ใช่คนพิมพ์ดีดเก่งและมักจะพิมพ์ผิดอยู่เสมอ เธอมองหาวิธีปกปิดข้อผิดพลาดและในที่สุดก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าลิควิดเปเปอร์ ซึ่งเป็นน้ำยาลบคำผิดสีขาวที่ใช้ทาทับเพื่อปกปิดคำที่พิมพ์ผิด เมื่อมันแห้งแล้ว คุณจะสามารถพิมพ์ทับได้ราวกับว่าไม่มีข้อผิดพลาด
พระเยซูทรงเสนอวิธีที่ทรงพลังและมีความหมายมากกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในการจัดการกับบาปของเรา ซึ่งไม่ใช่การปกปิด แต่เป็นการให้อภัยอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ปรากฏในตอนต้นของพระธรรมยอห์นบทที่ 8 ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับฐานล่วงประเวณี (ข้อ 3-4) พวกธรรมาจารย์ต้องการให้พระเยซูทำบางอย่างกับหญิงคนนั้นและบาปของเธอ ธรรมบัญญัติกล่าวว่าเธอควรถูกหินขว้าง แต่พระคริสต์ไม่ทรงวุ่นวายอยู่กับสิ่งที่ธรรมบัญญัติกล่าวหรือไม่ได้กล่าว พระองค์ประทานคำเตือนอย่างเรียบง่ายว่าทุกคนล้วนทำบาป (ดู รม.3:23) และตรัสว่าใครก็ตามที่ไม่ได้ทำบาปก็ให้ “เอาหินขว้าง” หญิงนั้น (ยน.8:7) ไม่มีหินแม้แต่ก้อนเดียวถูกขว้างออกไป
พระเยซูทรงเสนอการเริ่มต้นใหม่ให้กับเธอ โดยตรัสว่าพระองค์ก็ไม่ทรงเอาโทษเธอและกำชับว่า “อย่าทำผิดอีก” (ข้อ 11) พระคริสต์ประทานทางออกในการยกโทษบาปของเธอ และ “พิมพ์” วิถีใหม่ในการดำเนินชีวิตลงเหนืออดีตของเธอข้อเสนอแบบเดียวกันนั้นก็ได้ทรงมอบให้กับเราด้วยโดยพระคุณของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งต้องหางานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในช่วงทศวรรษ 1950 เธอจึงตกลงรับงานพิมพ์ดีด ปัญหาเดียวที่มีคือเธอไม่ใช่คนพิมพ์ดีดเก่งและมักจะพิมพ์ผิดอยู่เสมอ เธอมองหาวิธีปกปิดข้อผิดพลาดและในที่สุดก็ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าลิควิดเปเปอร์ ซึ่งเป็นน้</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบาก</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบาก</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">bb3ad08a-42d9-4798-8900-e8370f85c991</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/1518c3d0</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในปี 2021 วิศวกรคนหนึ่งมีความทะเยอทะยานที่จะยิงธนูให้ไกลกว่าใครๆในประวัติศาสตร์ซึ่งได้มีการบันทึกสถิติไว้ที่ 2,028 ฟุต ขณะนอนหงายบนบ่อเกลือ เขาดึงสายธนูของคันธนูที่ออกแบบเอง และพร้อมที่จะปล่อยลูกธนูไปยังจุดที่เขาหวังว่าจะเป็นระยะทางบันทึกใหม่ที่ไกลกว่า 1.6 กิโลเมตร (5,280 ฟุต) เขาสูดหายใจลึก แล้วปล่อยลูกธนูออกไป โอ๊ะ! มันไม่ได้เดินทางไปไกลเป็นกิโลเมตร อันที่จริงมันเคลื่อนที่ไปไม่ถึงฟุต มันพุ่งใส่เท้าของเขา และทำให้บาดเจ็บรุนแรง</p>
<p>บางครั้งเราอาจทำให้ตัวเองลำบากด้วยความทะเยอทะยานที่ผิด ยากอบและยอห์นรู้ดีถึงความหมายของความทะเยอทะยานในการแสวงหาสิ่งที่ดี แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาทูลพระเยซูว่า “เมื่อพระองค์จะทรงพระสิรินั้น ขอให้ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง” (มก.10:37) พระเยซูได้ตรัสกับพวกสาวกไว้ว่าเขาจะ “ได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า” (มธ.19:28) ฉะนั้นจึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมพวกเขาจึงร้องขอเช่นนี้ แล้วปัญหาคืออะไร คือพวกเขาแสวงหาอำนาจและตำแหน่งสูงส่งของตนในพระสิริของพระคริสต์อย่างเห็นแก่ตัว พระเยซูตรัสว่าความปรารถนาแรงกล้าของพวกเขาอยู่ผิดที่ (มก.10:38) และ “ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43)</p>
<p>ขณะที่เรามีเป้าหมายในการทำสิ่งดีและยิ่งใหญ่เพื่อพระคริสต์ ขอให้เราแสวงหาพระปัญญาและการทรงนำจากพระองค์ ที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจตามที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้อย่างดีแล้ว</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในปี 2021 วิศวกรคนหนึ่งมีความทะเยอทะยานที่จะยิงธนูให้ไกลกว่าใครๆในประวัติศาสตร์ซึ่งได้มีการบันทึกสถิติไว้ที่ 2,028 ฟุต ขณะนอนหงายบนบ่อเกลือ เขาดึงสายธนูของคันธนูที่ออกแบบเอง และพร้อมที่จะปล่อยลูกธนูไปยังจุดที่เขาหวังว่าจะเป็นระยะทางบันทึกใหม่ที่ไกลกว่า 1.6 กิโลเมตร (5,280 ฟุต) เขาสูดหายใจลึก แล้วปล่อยลูกธนูออกไป โอ๊ะ! มันไม่ได้เดินทางไปไกลเป็นกิโลเมตร อันที่จริงมันเคลื่อนที่ไปไม่ถึงฟุต มันพุ่งใส่เท้าของเขา และทำให้บาดเจ็บรุนแรง</p>
<p>บางครั้งเราอาจทำให้ตัวเองลำบากด้วยความทะเยอทะยานที่ผิด ยากอบและยอห์นรู้ดีถึงความหมายของความทะเยอทะยานในการแสวงหาสิ่งที่ดี แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาทูลพระเยซูว่า “เมื่อพระองค์จะทรงพระสิรินั้น ขอให้ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง” (มก.10:37) พระเยซูได้ตรัสกับพวกสาวกไว้ว่าเขาจะ “ได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า” (มธ.19:28) ฉะนั้นจึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมพวกเขาจึงร้องขอเช่นนี้ แล้วปัญหาคืออะไร คือพวกเขาแสวงหาอำนาจและตำแหน่งสูงส่งของตนในพระสิริของพระคริสต์อย่างเห็นแก่ตัว พระเยซูตรัสว่าความปรารถนาแรงกล้าของพวกเขาอยู่ผิดที่ (มก.10:38) และ “ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43)</p>
<p>ขณะที่เรามีเป้าหมายในการทำสิ่งดีและยิ่งใหญ่เพื่อพระคริสต์ ขอให้เราแสวงหาพระปัญญาและการทรงนำจากพระองค์ ที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจตามที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้อย่างดีแล้ว</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 19 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/1518c3d0/ad5395bb.mp3" length="12172818" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>761</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในปี 2021 วิศวกรคนหนึ่งมีความทะเยอทะยานที่จะยิงธนูให้ไกลกว่าใครๆในประวัติศาสตร์ซึ่งได้มีการบันทึกสถิติไว้ที่ 2,028 ฟุต ขณะนอนหงายบนบ่อเกลือ เขาดึงสายธนูของคันธนูที่ออกแบบเอง และพร้อมที่จะปล่อยลูกธนูไปยังจุดที่เขาหวังว่าจะเป็นระยะทางบันทึกใหม่ที่ไกลกว่า 1.6 กิโลเมตร (5,280 ฟุต) เขาสูดหายใจลึก แล้วปล่อยลูกธนูออกไป โอ๊ะ! มันไม่ได้เดินทางไปไกลเป็นกิโลเมตร อันที่จริงมันเคลื่อนที่ไปไม่ถึงฟุต มันพุ่งใส่เท้าของเขา และทำให้บาดเจ็บรุนแรง
บางครั้งเราอาจทำให้ตัวเองลำบากด้วยความทะเยอทะยานที่ผิด ยากอบและยอห์นรู้ดีถึงความหมายของความทะเยอทะยานในการแสวงหาสิ่งที่ดี แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาทูลพระเยซูว่า “เมื่อพระองค์จะทรงพระสิรินั้น ขอให้ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง” (มก.10:37) พระเยซูได้ตรัสกับพวกสาวกไว้ว่าเขาจะ “ได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่ พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า” (มธ.19:28) ฉะนั้นจึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมพวกเขาจึงร้องขอเช่นนี้ แล้วปัญหาคืออะไร คือพวกเขาแสวงหาอำนาจและตำแหน่งสูงส่งของตนในพระสิริของพระคริสต์อย่างเห็นแก่ตัว พระเยซูตรัสว่าความปรารถนาแรงกล้าของพวกเขาอยู่ผิดที่ (มก.10:38) และ “ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย” (ข้อ 43)
ขณะที่เรามีเป้าหมายในการทำสิ่งดีและยิ่งใหญ่เพื่อพระคริสต์ ขอให้เราแสวงหาพระปัญญาและการทรงนำจากพระองค์ ที่จะรับใช้ผู้อื่นด้วยความถ่อมใจตามที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้อย่างดีแล้ว</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในปี 2021 วิศวกรคนหนึ่งมีความทะเยอทะยานที่จะยิงธนูให้ไกลกว่าใครๆในประวัติศาสตร์ซึ่งได้มีการบันทึกสถิติไว้ที่ 2,028 ฟุต ขณะนอนหงายบนบ่อเกลือ เขาดึงสายธนูของคันธนูที่ออกแบบเอง และพร้อมที่จะปล่อยลูกธนูไปยังจุดที่เขาหวังว่าจะเป็นระยะทางบันทึกใหม่ที่ไกลกว่า 1.</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สัตย์ซื่อแต่ไม่ถูกลืม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สัตย์ซื่อแต่ไม่ถูกลืม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">e902adc3-4d25-46b5-bdd3-58a9964bd299</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/3c9d50be</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ขณะที่ฌอนเติบโตขึ้นมานั้นเขาแทบไม่รู้ความหมายของการมีครอบครัว แม่ของเขาเสียชีวิตและพ่อแทบไม่ได้อยู่บ้าน เขามักรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง แต่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆได้ยื่นมือเข้ามา โดยพาฌอนไปบ้านและให้ลูกๆ ของพวกเขาเป็น “พี่ชาย” และ “พี่สาว” ของฌอนซึ่งทำให้เขามั่นใจว่าเขาได้รับความรัก ทั้งยังพาเขาไปคริสตจักรที่ซึ่งเวลานี้ฌอนเป็นชายหนุ่มที่มีความมั่นใจในฐานะผู้นำเยาวชน</p>
<p>แม้ว่าสามีภรรยาคู่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการพลิกชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่สิ่งที่พวกเขาทำเพื่อฌอนกลับไม่เป็นที่รับรู้มากนักในหมู่คนส่วนใหญ่ในครอบครัวคริสตจักรของพวกเขา แต่พระเจ้าทรงรู้ และผมเชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับบำเหน็จจากความสัตย์ซื่อนั้น เช่นเดียวกับคนเหล่านั้นที่มีรายชื่อใน “หอแห่งความเชื่อ” พระธรรมฮีบรู 11 เริ่มต้นด้วยรายชื่อบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ แต่กล่าวถึงคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่เราอาจไม่เคยรู้จัก กระนั้นพวกเขาเป็นผู้ที่ “มีชื่อเสียงดีเพราะความเชื่อของเขา” (ข้อ 39) และ “แผ่นดินโลก ผู้เขียนบันทึกว่า ไม่สมกับคนเช่นนั้นเลย” (ข้อ 38)</p>
<p>แม้เมื่อการกระทำด้วยความเมตตาของเราไม่มีใครสังเกตเห็น พระเจ้าทรงเห็นและทรงรู้ สิ่งที่เราทำอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่เอื้อเฟื้อหรือคำพูดหนุนใจ แต่พระเจ้าทรงใช้สิ่งนั้นได้เพื่อนำเกียรติมาสู่พระนามของพระองค์ ในเวลาของพระองค์ และในวิถีทางของพระองค์ พระองค์ทรงรู้แม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ขณะที่ฌอนเติบโตขึ้นมานั้นเขาแทบไม่รู้ความหมายของการมีครอบครัว แม่ของเขาเสียชีวิตและพ่อแทบไม่ได้อยู่บ้าน เขามักรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง แต่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆได้ยื่นมือเข้ามา โดยพาฌอนไปบ้านและให้ลูกๆ ของพวกเขาเป็น “พี่ชาย” และ “พี่สาว” ของฌอนซึ่งทำให้เขามั่นใจว่าเขาได้รับความรัก ทั้งยังพาเขาไปคริสตจักรที่ซึ่งเวลานี้ฌอนเป็นชายหนุ่มที่มีความมั่นใจในฐานะผู้นำเยาวชน</p>
<p>แม้ว่าสามีภรรยาคู่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการพลิกชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่สิ่งที่พวกเขาทำเพื่อฌอนกลับไม่เป็นที่รับรู้มากนักในหมู่คนส่วนใหญ่ในครอบครัวคริสตจักรของพวกเขา แต่พระเจ้าทรงรู้ และผมเชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับบำเหน็จจากความสัตย์ซื่อนั้น เช่นเดียวกับคนเหล่านั้นที่มีรายชื่อใน “หอแห่งความเชื่อ” พระธรรมฮีบรู 11 เริ่มต้นด้วยรายชื่อบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ แต่กล่าวถึงคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่เราอาจไม่เคยรู้จัก กระนั้นพวกเขาเป็นผู้ที่ “มีชื่อเสียงดีเพราะความเชื่อของเขา” (ข้อ 39) และ “แผ่นดินโลก ผู้เขียนบันทึกว่า ไม่สมกับคนเช่นนั้นเลย” (ข้อ 38)</p>
<p>แม้เมื่อการกระทำด้วยความเมตตาของเราไม่มีใครสังเกตเห็น พระเจ้าทรงเห็นและทรงรู้ สิ่งที่เราทำอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่เอื้อเฟื้อหรือคำพูดหนุนใจ แต่พระเจ้าทรงใช้สิ่งนั้นได้เพื่อนำเกียรติมาสู่พระนามของพระองค์ ในเวลาของพระองค์ และในวิถีทางของพระองค์ พระองค์ทรงรู้แม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 18 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/3c9d50be/980c78ed.mp3" length="10309548" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>645</itunes:duration>
      <itunes:summary>ขณะที่ฌอนเติบโตขึ้นมานั้นเขาแทบไม่รู้ความหมายของการมีครอบครัว แม่ของเขาเสียชีวิตและพ่อแทบไม่ได้อยู่บ้าน เขามักรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง แต่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆได้ยื่นมือเข้ามา โดยพาฌอนไปบ้านและให้ลูกๆ ของพวกเขาเป็น “พี่ชาย” และ “พี่สาว” ของฌอนซึ่งทำให้เขามั่นใจว่าเขาได้รับความรัก ทั้งยังพาเขาไปคริสตจักรที่ซึ่งเวลานี้ฌอนเป็นชายหนุ่มที่มีความมั่นใจในฐานะผู้นำเยาวชน
แม้ว่าสามีภรรยาคู่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการพลิกชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่สิ่งที่พวกเขาทำเพื่อฌอนกลับไม่เป็นที่รับรู้มากนักในหมู่คนส่วนใหญ่ในครอบครัวคริสตจักรของพวกเขา แต่พระเจ้าทรงรู้ และผมเชื่อว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับบำเหน็จจากความสัตย์ซื่อนั้น เช่นเดียวกับคนเหล่านั้นที่มีรายชื่อใน “หอแห่งความเชื่อ” พระธรรมฮีบรู 11 เริ่มต้นด้วยรายชื่อบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ แต่กล่าวถึงคนอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนที่เราอาจไม่เคยรู้จัก กระนั้นพวกเขาเป็นผู้ที่ “มีชื่อเสียงดีเพราะความเชื่อของเขา” (ข้อ 39) และ “แผ่นดินโลก ผู้เขียนบันทึกว่า ไม่สมกับคนเช่นนั้นเลย” (ข้อ 38)
แม้เมื่อการกระทำด้วยความเมตตาของเราไม่มีใครสังเกตเห็น พระเจ้าทรงเห็นและทรงรู้ สิ่งที่เราทำอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่เอื้อเฟื้อหรือคำพูดหนุนใจ แต่พระเจ้าทรงใช้สิ่งนั้นได้เพื่อนำเกียรติมาสู่พระนามของพระองค์ ในเวลาของพระองค์ และในวิถีทางของพระองค์ พระองค์ทรงรู้แม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ขณะที่ฌอนเติบโตขึ้นมานั้นเขาแทบไม่รู้ความหมายของการมีครอบครัว แม่ของเขาเสียชีวิตและพ่อแทบไม่ได้อยู่บ้าน เขามักรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง แต่สามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆได้ยื่นมือเข้ามา โดยพาฌอนไปบ้านและให้ลูกๆ ของพวกเขาเป็น “พี่ชาย” และ “พี่สาว” </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>โครงการศิลปะบนชุดเดรสสีแดง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>โครงการศิลปะบนชุดเดรสสีแดง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">ee73a0c2-dcb6-4ec6-9b98-c71dddecd9d1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5c93e15a</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>โครงการศิลปะบนชุดเดรสสีแดงนี้เกิดขึ้นโดย เคิร์สตี้ แมคคลาวด์ศิลปินชาวอังกฤษ และได้กลายมาเป็นงานนิทรรศการที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วโลก เป็นเวลาสิบสามปีที่ผ้าไหมสีแดงเข้มจำนวนแปดสิบสี่ผืนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรับการปักลวดลายจากผู้หญิงมากกว่าสามร้อยคน (และผู้ชายอีกจำนวนหนึ่ง) จากนั้นจึงนำชิ้นผ้าเหล่านี้มาทำเป็นชุดเดรสยาว ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปินแต่ละคนที่มีส่วนร่วม ซึ่งหลายคนเป็นคนชายขอบและคนยากไร้</p>
<p>เช่นเดียวกับชุดเดรสยาวสีแดงเข้มชุดนี้ เครื่องแต่งกายที่อาโรนและลูกหลานของท่านสวมใส่นั้นก็ทำโดย “ช่างฝีมือ” จำนวนมาก (อพย.28:3) คำบัญชาของพระเจ้าเรื่องเครื่องแต่งกายของปุโรหิตซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆที่บอกเล่าเรื่องราวที่คนอิสราเอลทุกคนมีส่วนร่วม รวมถึงการสลักชื่อชนเผ่าต่างๆบนแก้วโกเมนที่จะอยู่บนบ่าของปุโรหิต “เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงระลึกถึงพวกเขาเสมอ” (ข้อ 12 TNCV) เสื้อคลุม รัดประคดและหมวกทำให้ปุโรหิต “สมเกียรติและงดงาม” ขณะเมื่อพวกเขาปรนนิบัติพระเจ้าและนำประชาชนในการนมัสการ (ข้อ 40)</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อพระเยซูในยุคพันธสัญญาใหม่ เราร่วมกันเป็นปุโรหิตของบรรดาผู้เชื่อ โดยรับใช้พระเจ้าและนำกันและกันในการนมัสการ (1 ปต.2:4-5, 9) โดยมีพระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตของเรา (ฮบ.4:14) แม้ว่าเราจะไม่ได้สวมเครื่องแต่งกายพิเศษใดๆเพื่อบ่งบอกว่าพวกเราเป็นปุโรหิต แต่โดยความช่วยเหลือจากพระองค์ เราจึง “สวม[ตัวเรา]ด้วยใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12)</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>โครงการศิลปะบนชุดเดรสสีแดงนี้เกิดขึ้นโดย เคิร์สตี้ แมคคลาวด์ศิลปินชาวอังกฤษ และได้กลายมาเป็นงานนิทรรศการที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วโลก เป็นเวลาสิบสามปีที่ผ้าไหมสีแดงเข้มจำนวนแปดสิบสี่ผืนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรับการปักลวดลายจากผู้หญิงมากกว่าสามร้อยคน (และผู้ชายอีกจำนวนหนึ่ง) จากนั้นจึงนำชิ้นผ้าเหล่านี้มาทำเป็นชุดเดรสยาว ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปินแต่ละคนที่มีส่วนร่วม ซึ่งหลายคนเป็นคนชายขอบและคนยากไร้</p>
<p>เช่นเดียวกับชุดเดรสยาวสีแดงเข้มชุดนี้ เครื่องแต่งกายที่อาโรนและลูกหลานของท่านสวมใส่นั้นก็ทำโดย “ช่างฝีมือ” จำนวนมาก (อพย.28:3) คำบัญชาของพระเจ้าเรื่องเครื่องแต่งกายของปุโรหิตซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆที่บอกเล่าเรื่องราวที่คนอิสราเอลทุกคนมีส่วนร่วม รวมถึงการสลักชื่อชนเผ่าต่างๆบนแก้วโกเมนที่จะอยู่บนบ่าของปุโรหิต “เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงระลึกถึงพวกเขาเสมอ” (ข้อ 12 TNCV) เสื้อคลุม รัดประคดและหมวกทำให้ปุโรหิต “สมเกียรติและงดงาม” ขณะเมื่อพวกเขาปรนนิบัติพระเจ้าและนำประชาชนในการนมัสการ (ข้อ 40)</p>
<p>ในฐานะผู้เชื่อพระเยซูในยุคพันธสัญญาใหม่ เราร่วมกันเป็นปุโรหิตของบรรดาผู้เชื่อ โดยรับใช้พระเจ้าและนำกันและกันในการนมัสการ (1 ปต.2:4-5, 9) โดยมีพระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตของเรา (ฮบ.4:14) แม้ว่าเราจะไม่ได้สวมเครื่องแต่งกายพิเศษใดๆเพื่อบ่งบอกว่าพวกเราเป็นปุโรหิต แต่โดยความช่วยเหลือจากพระองค์ เราจึง “สวม[ตัวเรา]ด้วยใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12)</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 17 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5c93e15a/bda7dd80.mp3" length="10350936" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>647</itunes:duration>
      <itunes:summary>โครงการศิลปะบนชุดเดรสสีแดงนี้เกิดขึ้นโดย เคิร์สตี้ แมคคลาวด์ศิลปินชาวอังกฤษ และได้กลายมาเป็นงานนิทรรศการที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วโลก เป็นเวลาสิบสามปีที่ผ้าไหมสีแดงเข้มจำนวนแปดสิบสี่ผืนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรับการปักลวดลายจากผู้หญิงมากกว่าสามร้อยคน (และผู้ชายอีกจำนวนหนึ่ง) จากนั้นจึงนำชิ้นผ้าเหล่านี้มาทำเป็นชุดเดรสยาว ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปินแต่ละคนที่มีส่วนร่วม ซึ่งหลายคนเป็นคนชายขอบและคนยากไร้
เช่นเดียวกับชุดเดรสยาวสีแดงเข้มชุดนี้ เครื่องแต่งกายที่อาโรนและลูกหลานของท่านสวมใส่นั้นก็ทำโดย “ช่างฝีมือ” จำนวนมาก (อพย.28:3) คำบัญชาของพระเจ้าเรื่องเครื่องแต่งกายของปุโรหิตซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่างๆที่บอกเล่าเรื่องราวที่คนอิสราเอลทุกคนมีส่วนร่วม รวมถึงการสลักชื่อชนเผ่าต่างๆบนแก้วโกเมนที่จะอยู่บนบ่าของปุโรหิต “เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงระลึกถึงพวกเขาเสมอ” (ข้อ 12 TNCV) เสื้อคลุม รัดประคดและหมวกทำให้ปุโรหิต “สมเกียรติและงดงาม” ขณะเมื่อพวกเขาปรนนิบัติพระเจ้าและนำประชาชนในการนมัสการ (ข้อ 40)
ในฐานะผู้เชื่อพระเยซูในยุคพันธสัญญาใหม่ เราร่วมกันเป็นปุโรหิตของบรรดาผู้เชื่อ โดยรับใช้พระเจ้าและนำกันและกันในการนมัสการ (1 ปต.2:4-5, 9) โดยมีพระเยซูทรงเป็นมหาปุโรหิตของเรา (ฮบ.4:14) แม้ว่าเราจะไม่ได้สวมเครื่องแต่งกายพิเศษใดๆเพื่อบ่งบอกว่าพวกเราเป็นปุโรหิต แต่โดยความช่วยเหลือจากพระองค์ เราจึง “สวม[ตัวเรา]ด้วยใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน” (คส.3:12)</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>โครงการศิลปะบนชุดเดรสสีแดงนี้เกิดขึ้นโดย เคิร์สตี้ แมคคลาวด์ศิลปินชาวอังกฤษ และได้กลายมาเป็นงานนิทรรศการที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วโลก เป็นเวลาสิบสามปีที่ผ้าไหมสีแดงเข้มจำนวนแปดสิบสี่ผืนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรับการปักลวดลายจากผู้หญิงมากกว่าสามร้อย</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มีคำถามไหม</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มีคำถามไหม</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">7592d256-9ab0-468d-89da-f9ada3c0d0f9</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/a7c2bd37</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>แอนกำลังพบกับศัลยแพทย์ทางช่องปากซึ่งเธอรู้จักมานานหลายปีเพื่อตรวจอาการในเบื้องต้น แพทย์ถามเธอว่า “คุณมีคำถามอะไรไหม” เธอตอบว่า “มีค่ะ อาทิตย์ที่แล้วคุณไปคริสตจักรหรือเปล่า” คำถามของเธอไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิน แต่เพียงเพื่อจะเริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ</p>
<p>ศัลยแพทย์ผู้นี้เติบโตมากับประสบการณ์ในคริสตจักรที่ไม่ค่อยดีนัก และเขาก็ไม่เคยกลับไปอีก เพราะคำถามของแอนและการพูดคุยกัน เขาจึงคิดทบทวนถึงบทบาทของพระเยซูและคริสตจักรในชีวิตของเขาอีกครั้ง ต่อมาเมื่อแอนมอบพระคัมภีร์ที่มีชื่อของเขาพิมพ์ไว้บนปก เขารับไว้ทั้งน้ำตา</p>
<p>บางครั้งเรากลัวการเผชิญหน้าหรือไม่ต้องการจะดูก้าวร้าวเกินไปในการแบ่งปันความเชื่อของเรา แต่มีวิธีที่ไม่ทำให้อึดอัดใจในการเป็นพยานเรื่องพระเยซู คือการถามคำถาม</p>
<p>เพราะบุรุษผู้หนึ่งซึ่งเป็นพระเจ้าและรอบรู้ทุกสิ่ง ซึ่งก็คือพระเยซูอย่างไม่ต้องสงสัยพระองค์ทรงถามคำถามมากมาย แม้ในขณะที่เราไม่รู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ แต่เห็นได้ชัดว่าคำถามของพระองค์กระตุ้นให้ผู้คนตอบสนอง พระองค์ตรัสถามอันดรูว์สาวกว่า “ท่านหาอะไร” (ยน.1:38) พระองค์ตรัสถามบารทิเมอัสชายตาบอดว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” (มก.10:51; ลก.18:41) พระองค์ตรัสถามชายที่เป็นอัมพาตว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” (ยน.5:6) การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้แต่ละคนเป็นการส่วนตัวหลังจากคำถามที่พระเยซูทรงเริ่มต้น</p>
<p>มีใครที่คุณอยากจะเข้าไปเริ่มพูดคุยเรื่องความเชื่อไหม ขอให้คุณทูลขอที่พระเจ้าจะประทานคำถามที่เหมาะสมให้กับคุณ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>แอนกำลังพบกับศัลยแพทย์ทางช่องปากซึ่งเธอรู้จักมานานหลายปีเพื่อตรวจอาการในเบื้องต้น แพทย์ถามเธอว่า “คุณมีคำถามอะไรไหม” เธอตอบว่า “มีค่ะ อาทิตย์ที่แล้วคุณไปคริสตจักรหรือเปล่า” คำถามของเธอไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิน แต่เพียงเพื่อจะเริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ</p>
<p>ศัลยแพทย์ผู้นี้เติบโตมากับประสบการณ์ในคริสตจักรที่ไม่ค่อยดีนัก และเขาก็ไม่เคยกลับไปอีก เพราะคำถามของแอนและการพูดคุยกัน เขาจึงคิดทบทวนถึงบทบาทของพระเยซูและคริสตจักรในชีวิตของเขาอีกครั้ง ต่อมาเมื่อแอนมอบพระคัมภีร์ที่มีชื่อของเขาพิมพ์ไว้บนปก เขารับไว้ทั้งน้ำตา</p>
<p>บางครั้งเรากลัวการเผชิญหน้าหรือไม่ต้องการจะดูก้าวร้าวเกินไปในการแบ่งปันความเชื่อของเรา แต่มีวิธีที่ไม่ทำให้อึดอัดใจในการเป็นพยานเรื่องพระเยซู คือการถามคำถาม</p>
<p>เพราะบุรุษผู้หนึ่งซึ่งเป็นพระเจ้าและรอบรู้ทุกสิ่ง ซึ่งก็คือพระเยซูอย่างไม่ต้องสงสัยพระองค์ทรงถามคำถามมากมาย แม้ในขณะที่เราไม่รู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ แต่เห็นได้ชัดว่าคำถามของพระองค์กระตุ้นให้ผู้คนตอบสนอง พระองค์ตรัสถามอันดรูว์สาวกว่า “ท่านหาอะไร” (ยน.1:38) พระองค์ตรัสถามบารทิเมอัสชายตาบอดว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” (มก.10:51; ลก.18:41) พระองค์ตรัสถามชายที่เป็นอัมพาตว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” (ยน.5:6) การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้แต่ละคนเป็นการส่วนตัวหลังจากคำถามที่พระเยซูทรงเริ่มต้น</p>
<p>มีใครที่คุณอยากจะเข้าไปเริ่มพูดคุยเรื่องความเชื่อไหม ขอให้คุณทูลขอที่พระเจ้าจะประทานคำถามที่เหมาะสมให้กับคุณ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 16 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/a7c2bd37/043d5bbd.mp3" length="10199185" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>638</itunes:duration>
      <itunes:summary>แอนกำลังพบกับศัลยแพทย์ทางช่องปากซึ่งเธอรู้จักมานานหลายปีเพื่อตรวจอาการในเบื้องต้น แพทย์ถามเธอว่า “คุณมีคำถามอะไรไหม” เธอตอบว่า “มีค่ะ อาทิตย์ที่แล้วคุณไปคริสตจักรหรือเปล่า” คำถามของเธอไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิน แต่เพียงเพื่อจะเริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ
ศัลยแพทย์ผู้นี้เติบโตมากับประสบการณ์ในคริสตจักรที่ไม่ค่อยดีนัก และเขาก็ไม่เคยกลับไปอีก เพราะคำถามของแอนและการพูดคุยกัน เขาจึงคิดทบทวนถึงบทบาทของพระเยซูและคริสตจักรในชีวิตของเขาอีกครั้ง ต่อมาเมื่อแอนมอบพระคัมภีร์ที่มีชื่อของเขาพิมพ์ไว้บนปก เขารับไว้ทั้งน้ำตา
บางครั้งเรากลัวการเผชิญหน้าหรือไม่ต้องการจะดูก้าวร้าวเกินไปในการแบ่งปันความเชื่อของเรา แต่มีวิธีที่ไม่ทำให้อึดอัดใจในการเป็นพยานเรื่องพระเยซู คือการถามคำถาม
เพราะบุรุษผู้หนึ่งซึ่งเป็นพระเจ้าและรอบรู้ทุกสิ่ง ซึ่งก็คือพระเยซูอย่างไม่ต้องสงสัยพระองค์ทรงถามคำถามมากมาย แม้ในขณะที่เราไม่รู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ แต่เห็นได้ชัดว่าคำถามของพระองค์กระตุ้นให้ผู้คนตอบสนอง พระองค์ตรัสถามอันดรูว์สาวกว่า “ท่านหาอะไร” (ยน.1:38) พระองค์ตรัสถามบารทิเมอัสชายตาบอดว่า “เจ้าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้เจ้า” (มก.10:51; ลก.18:41) พระองค์ตรัสถามชายที่เป็นอัมพาตว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” (ยน.5:6) การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้แต่ละคนเป็นการส่วนตัวหลังจากคำถามที่พระเยซูทรงเริ่มต้น
มีใครที่คุณอยากจะเข้าไปเริ่มพูดคุยเรื่องความเชื่อไหม ขอให้คุณทูลขอที่พระเจ้าจะประทานคำถามที่เหมาะสมให้กับคุณ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>แอนกำลังพบกับศัลยแพทย์ทางช่องปากซึ่งเธอรู้จักมานานหลายปีเพื่อตรวจอาการในเบื้องต้น แพทย์ถามเธอว่า “คุณมีคำถามอะไรไหม” เธอตอบว่า “มีค่ะ อาทิตย์ที่แล้วคุณไปคริสตจักรหรือเปล่า” คำถามของเธอไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิน แต่เพียงเพื่อจะเริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องเกี่ยวกับคว</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>เป็นเหมือนพระเยซู</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>เป็นเหมือนพระเยซู</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5179ed16-dc73-4605-bc6e-4e14099d7ee5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/87c3a57e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในปี 2014 นักชีววิทยาจับม้าน้ำแคระสีส้มได้คู่หนึ่งในฟิลิปปินส์ พวกเขานำสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนี้พร้อมกับส่วนหนึ่งของกัลปังหาสีส้มที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับมายังสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก นักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าม้าน้ำแคระเกิดมาโดยมีสีที่เหมือนกับพ่อแม่หรือมีสีตามสภาพแวดล้อมของมัน เมื่อลูกม้าน้ำแคระถือกำเนิดจะมีสีน้ำตาลหม่น นักวิทยาศาสตร์ก็วางกัลปังหาสีม่วงไว้ในถังกักน้ำ ลูกน้อยที่พ่อแม่เป็นสีส้มก็เปลี่ยนสีตนเองเพื่อให้เข้ากับกัลปังหาสีม่วง เนื่องจากธรรมชาติของพวกมันเปราะบาง การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ในการปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม</p>
<p>การปรับตัวให้กลมกลืนเป็นกลไกการป้องกันตัวที่มีประโยชน์ในธรรมชาติ แต่พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้ทุกคนรับความรอดและโดดเด่นอยู่ในโลกนี้ด้วยการดำเนินชีวิตของเรา อัครทูตเปาโลเรียกร้องให้ผู้เชื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆ ด้านของชีวิต และนมัสการพระองค์โดยถวายตัวของเราเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิต” (รม.12:1) เนื่องด้วยความอ่อนแอของเราในฐานะมนุษย์ที่รับผลจากบาป สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราในฐานะผู้เชื่อจึงขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจของเราใหม่ และประทานกำลังแก่เราที่จะหลีกเลี่ยงการประพฤติ “ตามอย่างคนในยุคนี้” ที่ปฏิเสธพระเจ้าและยกย่องความบาป (ข้อ 2)</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในปี 2014 นักชีววิทยาจับม้าน้ำแคระสีส้มได้คู่หนึ่งในฟิลิปปินส์ พวกเขานำสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนี้พร้อมกับส่วนหนึ่งของกัลปังหาสีส้มที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับมายังสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก นักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าม้าน้ำแคระเกิดมาโดยมีสีที่เหมือนกับพ่อแม่หรือมีสีตามสภาพแวดล้อมของมัน เมื่อลูกม้าน้ำแคระถือกำเนิดจะมีสีน้ำตาลหม่น นักวิทยาศาสตร์ก็วางกัลปังหาสีม่วงไว้ในถังกักน้ำ ลูกน้อยที่พ่อแม่เป็นสีส้มก็เปลี่ยนสีตนเองเพื่อให้เข้ากับกัลปังหาสีม่วง เนื่องจากธรรมชาติของพวกมันเปราะบาง การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ในการปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม</p>
<p>การปรับตัวให้กลมกลืนเป็นกลไกการป้องกันตัวที่มีประโยชน์ในธรรมชาติ แต่พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้ทุกคนรับความรอดและโดดเด่นอยู่ในโลกนี้ด้วยการดำเนินชีวิตของเรา อัครทูตเปาโลเรียกร้องให้ผู้เชื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆ ด้านของชีวิต และนมัสการพระองค์โดยถวายตัวของเราเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิต” (รม.12:1) เนื่องด้วยความอ่อนแอของเราในฐานะมนุษย์ที่รับผลจากบาป สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราในฐานะผู้เชื่อจึงขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจของเราใหม่ และประทานกำลังแก่เราที่จะหลีกเลี่ยงการประพฤติ “ตามอย่างคนในยุคนี้” ที่ปฏิเสธพระเจ้าและยกย่องความบาป (ข้อ 2)</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 15 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/87c3a57e/47008802.mp3" length="9139255" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>572</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในปี 2014 นักชีววิทยาจับม้าน้ำแคระสีส้มได้คู่หนึ่งในฟิลิปปินส์ พวกเขานำสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนี้พร้อมกับส่วนหนึ่งของกัลปังหาสีส้มที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับมายังสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก นักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าม้าน้ำแคระเกิดมาโดยมีสีที่เหมือนกับพ่อแม่หรือมีสีตามสภาพแวดล้อมของมัน เมื่อลูกม้าน้ำแคระถือกำเนิดจะมีสีน้ำตาลหม่น นักวิทยาศาสตร์ก็วางกัลปังหาสีม่วงไว้ในถังกักน้ำ ลูกน้อยที่พ่อแม่เป็นสีส้มก็เปลี่ยนสีตนเองเพื่อให้เข้ากับกัลปังหาสีม่วง เนื่องจากธรรมชาติของพวกมันเปราะบาง การอยู่รอดจึงขึ้นอยู่กับความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ในการปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
การปรับตัวให้กลมกลืนเป็นกลไกการป้องกันตัวที่มีประโยชน์ในธรรมชาติ แต่พระเจ้าทรงเชื้อเชิญให้ทุกคนรับความรอดและโดดเด่นอยู่ในโลกนี้ด้วยการดำเนินชีวิตของเรา อัครทูตเปาโลเรียกร้องให้ผู้เชื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกๆ ด้านของชีวิต และนมัสการพระองค์โดยถวายตัวของเราเป็น “เครื่องบูชาที่มีชีวิต” (รม.12:1) เนื่องด้วยความอ่อนแอของเราในฐานะมนุษย์ที่รับผลจากบาป สุขภาพฝ่ายวิญญาณของเราในฐานะผู้เชื่อจึงขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะทรง “เปลี่ยนแปลง” จิตใจของเราใหม่ และประทานกำลังแก่เราที่จะหลีกเลี่ยงการประพฤติ “ตามอย่างคนในยุคนี้” ที่ปฏิเสธพระเจ้าและยกย่องความบาป (ข้อ 2)</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในปี 2014 นักชีววิทยาจับม้าน้ำแคระสีส้มได้คู่หนึ่งในฟิลิปปินส์ พวกเขานำสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลนี้พร้อมกับส่วนหนึ่งของกัลปังหาสีส้มที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับมายังสถาบันวิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก นักวิทยาศาสตร์ต้องการรู้ว่าม้าน้ำแคระเกิดมาโดยมีสีท</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สารของผู้เผยพระวจนะ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สารของผู้เผยพระวจนะ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">539297fa-4a88-481d-8187-84b9c4c6d4b5</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e232b1a3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ก่อนการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรี่ส์ในปี 1906 ฮิวจ์ ฟูลเลอร์ตันนักเขียนข่าวกีฬาได้พยากรณ์ไว้อย่างเฉียบคม เขาบอกว่าทีมชิคาโกคับส์ที่คาดว่าจะชนะนั้น จะแพ้ในเกมแรกและเกมที่สามและชนะในเกมที่สอง อ้อแล้วฝนจะตกในเกมที่สี่ ซึ่งเขาพูดถูกทุกประเด็น จากนั้นในปี 1919 ทักษะการวิเคราะห์ของเขาบอกว่าผู้เล่นบางคนจงใจแพ้ในการแข่งขันเวิลด์ซีรี่ส์ ฟูลเลอร์ตันสงสัยว่าพวกเขารับสินบนจากนักพนัน ความเห็นของคนส่วนใหญ่เย้ยหยันเขา แต่เป็นอีกครั้งที่เขาพูดถูก</p>
<p>ฟูลเลอร์ตันไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ เขาเป็นเพียงคนฉลาดที่ศึกษาหลักฐานข้อมูล แต่เยเรมีย์เป็นผู้เผยพระวจนะแท้ผู้ซึ่งคำพยากรณ์เป็นจริงทุกครั้ง เยเรมีย์สวมแอกที่คอของท่านเพื่อบอกคนยูดาห์ให้ยอมจำนนต่อคนบาบิโลนและมีชีวิตอยู่ (ยรม.27:2, 12) ฮานันยาห์ผู้เผยพระวจนะเท็จกล่าวแย้งท่านและหักแอกเสีย (28:2-4, 10) เยเรมีย์บอกเขาว่า “ฮานันยาห์ขอท่านฟัง พระเจ้ามิได้ทรงใช้ท่าน” และเสริมอีกว่า “ในปีเดียวนี้เองเจ้าจะต้องตาย” (ข้อ 15-16) สองเดือนต่อมา ฮานันยาห์ก็สิ้นชีวิต (ข้อ 17)</p>
<p>พันธสัญญาใหม่บอกเราว่า “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัส…แก่บรรพบุรุษของเราทางผู้เผยพระวจนะ…แต่ในวาระสุดท้ายนี้ พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร” (ฮบ.1:1-2) ความจริงของพระเจ้ายังคงสอนเราในทุกวันนี้โดยผ่านชีวิต การสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ตลอดจนผ่านพระคัมภีร์และการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ก่อนการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรี่ส์ในปี 1906 ฮิวจ์ ฟูลเลอร์ตันนักเขียนข่าวกีฬาได้พยากรณ์ไว้อย่างเฉียบคม เขาบอกว่าทีมชิคาโกคับส์ที่คาดว่าจะชนะนั้น จะแพ้ในเกมแรกและเกมที่สามและชนะในเกมที่สอง อ้อแล้วฝนจะตกในเกมที่สี่ ซึ่งเขาพูดถูกทุกประเด็น จากนั้นในปี 1919 ทักษะการวิเคราะห์ของเขาบอกว่าผู้เล่นบางคนจงใจแพ้ในการแข่งขันเวิลด์ซีรี่ส์ ฟูลเลอร์ตันสงสัยว่าพวกเขารับสินบนจากนักพนัน ความเห็นของคนส่วนใหญ่เย้ยหยันเขา แต่เป็นอีกครั้งที่เขาพูดถูก</p>
<p>ฟูลเลอร์ตันไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ เขาเป็นเพียงคนฉลาดที่ศึกษาหลักฐานข้อมูล แต่เยเรมีย์เป็นผู้เผยพระวจนะแท้ผู้ซึ่งคำพยากรณ์เป็นจริงทุกครั้ง เยเรมีย์สวมแอกที่คอของท่านเพื่อบอกคนยูดาห์ให้ยอมจำนนต่อคนบาบิโลนและมีชีวิตอยู่ (ยรม.27:2, 12) ฮานันยาห์ผู้เผยพระวจนะเท็จกล่าวแย้งท่านและหักแอกเสีย (28:2-4, 10) เยเรมีย์บอกเขาว่า “ฮานันยาห์ขอท่านฟัง พระเจ้ามิได้ทรงใช้ท่าน” และเสริมอีกว่า “ในปีเดียวนี้เองเจ้าจะต้องตาย” (ข้อ 15-16) สองเดือนต่อมา ฮานันยาห์ก็สิ้นชีวิต (ข้อ 17)</p>
<p>พันธสัญญาใหม่บอกเราว่า “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัส…แก่บรรพบุรุษของเราทางผู้เผยพระวจนะ…แต่ในวาระสุดท้ายนี้ พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร” (ฮบ.1:1-2) ความจริงของพระเจ้ายังคงสอนเราในทุกวันนี้โดยผ่านชีวิต การสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ตลอดจนผ่านพระคัมภีร์และการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 Sep 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e232b1a3/c37ec4d2.mp3" length="11305959" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>707</itunes:duration>
      <itunes:summary>ก่อนการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรี่ส์ในปี 1906 ฮิวจ์ ฟูลเลอร์ตันนักเขียนข่าวกีฬาได้พยากรณ์ไว้อย่างเฉียบคม เขาบอกว่าทีมชิคาโกคับส์ที่คาดว่าจะชนะนั้น จะแพ้ในเกมแรกและเกมที่สามและชนะในเกมที่สอง อ้อแล้วฝนจะตกในเกมที่สี่ ซึ่งเขาพูดถูกทุกประเด็น จากนั้นในปี 1919 ทักษะการวิเคราะห์ของเขาบอกว่าผู้เล่นบางคนจงใจแพ้ในการแข่งขันเวิลด์ซีรี่ส์ ฟูลเลอร์ตันสงสัยว่าพวกเขารับสินบนจากนักพนัน ความเห็นของคนส่วนใหญ่เย้ยหยันเขา แต่เป็นอีกครั้งที่เขาพูดถูก
ฟูลเลอร์ตันไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะ เขาเป็นเพียงคนฉลาดที่ศึกษาหลักฐานข้อมูล แต่เยเรมีย์เป็นผู้เผยพระวจนะแท้ผู้ซึ่งคำพยากรณ์เป็นจริงทุกครั้ง เยเรมีย์สวมแอกที่คอของท่านเพื่อบอกคนยูดาห์ให้ยอมจำนนต่อคนบาบิโลนและมีชีวิตอยู่ (ยรม.27:2, 12) ฮานันยาห์ผู้เผยพระวจนะเท็จกล่าวแย้งท่านและหักแอกเสีย (28:2-4, 10) เยเรมีย์บอกเขาว่า “ฮานันยาห์ขอท่านฟัง พระเจ้ามิได้ทรงใช้ท่าน” และเสริมอีกว่า “ในปีเดียวนี้เองเจ้าจะต้องตาย” (ข้อ 15-16) สองเดือนต่อมา ฮานันยาห์ก็สิ้นชีวิต (ข้อ 17)
พันธสัญญาใหม่บอกเราว่า “ในโบราณกาลพระเจ้าได้ตรัส…แก่บรรพบุรุษของเราทางผู้เผยพระวจนะ…แต่ในวาระสุดท้ายนี้ พระองค์ได้ตรัสแก่เราทั้งหลายทางพระบุตร” (ฮบ.1:1-2) ความจริงของพระเจ้ายังคงสอนเราในทุกวันนี้โดยผ่านชีวิต การสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู ตลอดจนผ่านพระคัมภีร์และการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ก่อนการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรี่ส์ในปี 1906 ฮิวจ์ ฟูลเลอร์ตันนักเขียนข่าวกีฬาได้พยากรณ์ไว้อย่างเฉียบคม เขาบอกว่าทีมชิคาโกคับส์ที่คาดว่าจะชนะนั้น จะแพ้ในเกมแรกและเกมที่สามและชนะในเกมที่สอง อ้อแล้วฝนจะตกในเกมที่สี่ ซึ่งเขาพูดถูกทุกประเด็น จากนั้นในปี 1919 ทั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ปล่อยวาง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ปล่อยวาง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">1afcf3d8-4cd4-4fbf-beb0-06a3bb2fd84f</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/159a4c20</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เจ้าของร้านหนังสือที่คีธทำงานอยู่เพิ่งจะไปพักร้อนได้เพียงสองวัน แต่คีธซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาก็ตื่นตระหนกเสียแล้ว งานดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่คีธวิตกว่าตนจะดูแลร้านได้ไม่ดี เขาจึงลนลานเข้าไปจัดการในรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่างเท่าที่ทำได้</p>
<p>“หยุดเลย” เจ้านายบอกเขาผ่านวิดีโอคอลในที่สุด “สิ่งที่คุณต้องทำคือทำตามคำแนะนำที่ผมส่งอีเมลถึงคุณทุกวัน ไม่ต้องกังวลคีธ ภาระไม่ได้อยู่ที่คุณ แต่อยู่ที่ผม”</p>
<p>ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งกับนานาประเทศ อิสราเอลได้รับถ้อยคำคล้ายคลึงกันจากพระเจ้า “จงนิ่งเสีย” (สดด.46:10) “หยุดดิ้นรน” พระองค์ตรัสใจความสำคัญว่า “จงทำตามเราที่บอก เราจะต่อสู้แทนเจ้า” อิสราเอลไม่ได้ถูกบอกให้อยู่เฉยๆ หรือพึงพอใจกับสถานการณ์ แต่ให้นิ่งสงบด้วยความตื่นตัว โดยเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อในขณะที่ปล่อยวางการควบคุมสถานการณ์และละผลแห่งความพยายามของพวกเขาไว้กับพระองค์</p>
<p>เราก็ถูกเรียกให้ทำเช่นเดียวกัน และเราทำได้เพราะพระเจ้าที่เราไว้วางใจนั้นทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือโลกนี้ หาก “พระองค์เปล่งพระสุรเสียง แผ่นดินโลกก็ละลายไป” และหากพระองค์ทรงให้ “สงครามสงบถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6, 9) ได้นั้น แน่ทีเดียวเราก็สามารถวางใจในความมั่นคงปลอดภัยของพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา (ข้อ 1) ภาระในการควบคุมชีวิตของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่อยู่ที่พระเจ้า</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เจ้าของร้านหนังสือที่คีธทำงานอยู่เพิ่งจะไปพักร้อนได้เพียงสองวัน แต่คีธซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาก็ตื่นตระหนกเสียแล้ว งานดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่คีธวิตกว่าตนจะดูแลร้านได้ไม่ดี เขาจึงลนลานเข้าไปจัดการในรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่างเท่าที่ทำได้</p>
<p>“หยุดเลย” เจ้านายบอกเขาผ่านวิดีโอคอลในที่สุด “สิ่งที่คุณต้องทำคือทำตามคำแนะนำที่ผมส่งอีเมลถึงคุณทุกวัน ไม่ต้องกังวลคีธ ภาระไม่ได้อยู่ที่คุณ แต่อยู่ที่ผม”</p>
<p>ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งกับนานาประเทศ อิสราเอลได้รับถ้อยคำคล้ายคลึงกันจากพระเจ้า “จงนิ่งเสีย” (สดด.46:10) “หยุดดิ้นรน” พระองค์ตรัสใจความสำคัญว่า “จงทำตามเราที่บอก เราจะต่อสู้แทนเจ้า” อิสราเอลไม่ได้ถูกบอกให้อยู่เฉยๆ หรือพึงพอใจกับสถานการณ์ แต่ให้นิ่งสงบด้วยความตื่นตัว โดยเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อในขณะที่ปล่อยวางการควบคุมสถานการณ์และละผลแห่งความพยายามของพวกเขาไว้กับพระองค์</p>
<p>เราก็ถูกเรียกให้ทำเช่นเดียวกัน และเราทำได้เพราะพระเจ้าที่เราไว้วางใจนั้นทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือโลกนี้ หาก “พระองค์เปล่งพระสุรเสียง แผ่นดินโลกก็ละลายไป” และหากพระองค์ทรงให้ “สงครามสงบถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6, 9) ได้นั้น แน่ทีเดียวเราก็สามารถวางใจในความมั่นคงปลอดภัยของพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา (ข้อ 1) ภาระในการควบคุมชีวิตของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่อยู่ที่พระเจ้า</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 14 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/159a4c20/503435f5.mp3" length="10511397" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>657</itunes:duration>
      <itunes:summary>เจ้าของร้านหนังสือที่คีธทำงานอยู่เพิ่งจะไปพักร้อนได้เพียงสองวัน แต่คีธซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาก็ตื่นตระหนกเสียแล้ว งานดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่คีธวิตกว่าตนจะดูแลร้านได้ไม่ดี เขาจึงลนลานเข้าไปจัดการในรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่างเท่าที่ทำได้
“หยุดเลย” เจ้านายบอกเขาผ่านวิดีโอคอลในที่สุด “สิ่งที่คุณต้องทำคือทำตามคำแนะนำที่ผมส่งอีเมลถึงคุณทุกวัน ไม่ต้องกังวลคีธ ภาระไม่ได้อยู่ที่คุณ แต่อยู่ที่ผม”
ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งกับนานาประเทศ อิสราเอลได้รับถ้อยคำคล้ายคลึงกันจากพระเจ้า “จงนิ่งเสีย” (สดด.46:10) “หยุดดิ้นรน” พระองค์ตรัสใจความสำคัญว่า “จงทำตามเราที่บอก เราจะต่อสู้แทนเจ้า” อิสราเอลไม่ได้ถูกบอกให้อยู่เฉยๆ หรือพึงพอใจกับสถานการณ์ แต่ให้นิ่งสงบด้วยความตื่นตัว โดยเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อในขณะที่ปล่อยวางการควบคุมสถานการณ์และละผลแห่งความพยายามของพวกเขาไว้กับพระองค์
เราก็ถูกเรียกให้ทำเช่นเดียวกัน และเราทำได้เพราะพระเจ้าที่เราไว้วางใจนั้นทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุดเหนือโลกนี้ หาก “พระองค์เปล่งพระสุรเสียง แผ่นดินโลกก็ละลายไป” และหากพระองค์ทรงให้ “สงครามสงบถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 6, 9) ได้นั้น แน่ทีเดียวเราก็สามารถวางใจในความมั่นคงปลอดภัยของพระองค์ผู้ทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา (ข้อ 1) ภาระในการควบคุมชีวิตของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่อยู่ที่พระเจ้า</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เจ้าของร้านหนังสือที่คีธทำงานอยู่เพิ่งจะไปพักร้อนได้เพียงสองวัน แต่คีธซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาก็ตื่นตระหนกเสียแล้ว งานดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่คีธวิตกว่าตนจะดูแลร้านได้ไม่ดี เขาจึงลนลานเข้าไปจัดการในรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่างเท่าที่ทำได้
“หยุดเลย” เจ้านายบอกเข</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ต้อนรับคนต่างด้าว</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ต้อนรับคนต่างด้าว</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">4a29be11-557e-43fc-ae23-6ac0c7f05bc0</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/866dc240</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในตอนที่พวกผู้หญิงและเด็กๆชาวยูเครนหลายพันคนมาถึงสถานีรถไฟกรุงเบอร์ลินเพื่อหนีภัยสงคราม พวกเขาก็ได้พบกับเรื่องน่าประหลาดใจ นั่นคือครอบครัวชาวเยอรมันถือป้ายที่ทำขึ้นเองเสนอให้ที่หลบภัยในบ้านของพวกเขา ป้ายหนึ่งเขียนว่า “พักได้สองคน!” อีกป้ายหนึ่งเขียนว่า “ห้องใหญ่[ว่าง]” เมื่อถามว่าทำไมจึงเสนอการเอื้อเฟื้อเช่นนี้กับคนแปลกหน้า สตรีคนหนึ่งบอกว่าแม่ของเธอเคยต้องการที่หลบภัยขณะหลบหนีพวกนาซี เธอจึงอยากช่วยผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน</p>
<p>ในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงเรียกคนอิสราเอลให้ดูแลผู้คนที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิดของตน เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ปกป้องลูกกำพร้า แม่ม่ายและคนต่างด้าว (10:18) และเพราะคนอิสราเอลรู้ว่าความรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้เป็นอย่างไร “เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ข้อ 19) ความเห็นอกเห็นใจคือสิ่งเร้าให้พวกเขาห่วงใย</p>
<p>แต่เรื่องนี้ยังมีอีกด้านหนึ่งคือ เมื่อหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทต้อนรับเอลียาห์คนต่างด้าวเข้ามาในบ้านของเธอนั้น เธอคือผู้ที่ได้รับพร (1 พกษ.17:9-24) เช่นเดียวกับอับราฮัมที่ได้รับพรจากแขกต่างแดนสามคน(ปฐก.18:1-15) พระเจ้ามักจะใช้การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่ออวยพรไม่เพียงแค่แขกเท่านั้นแต่เจ้าของบ้านด้วย</p>
<p>การต้อนรับคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านของคุณเป็นเรื่องยาก แต่ครอบครัวชาวเยอรมันเหล่านั้นอาจเป็นผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง เช่นกันเมื่อเราตอบสนองคนอ่อนแอด้วยความเห็นอกเห็นใจของพระเจ้า เราอาจประหลาดใจกับของประทานที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านคนเหล่านั้น</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในตอนที่พวกผู้หญิงและเด็กๆชาวยูเครนหลายพันคนมาถึงสถานีรถไฟกรุงเบอร์ลินเพื่อหนีภัยสงคราม พวกเขาก็ได้พบกับเรื่องน่าประหลาดใจ นั่นคือครอบครัวชาวเยอรมันถือป้ายที่ทำขึ้นเองเสนอให้ที่หลบภัยในบ้านของพวกเขา ป้ายหนึ่งเขียนว่า “พักได้สองคน!” อีกป้ายหนึ่งเขียนว่า “ห้องใหญ่[ว่าง]” เมื่อถามว่าทำไมจึงเสนอการเอื้อเฟื้อเช่นนี้กับคนแปลกหน้า สตรีคนหนึ่งบอกว่าแม่ของเธอเคยต้องการที่หลบภัยขณะหลบหนีพวกนาซี เธอจึงอยากช่วยผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน</p>
<p>ในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงเรียกคนอิสราเอลให้ดูแลผู้คนที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิดของตน เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ปกป้องลูกกำพร้า แม่ม่ายและคนต่างด้าว (10:18) และเพราะคนอิสราเอลรู้ว่าความรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้เป็นอย่างไร “เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ข้อ 19) ความเห็นอกเห็นใจคือสิ่งเร้าให้พวกเขาห่วงใย</p>
<p>แต่เรื่องนี้ยังมีอีกด้านหนึ่งคือ เมื่อหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทต้อนรับเอลียาห์คนต่างด้าวเข้ามาในบ้านของเธอนั้น เธอคือผู้ที่ได้รับพร (1 พกษ.17:9-24) เช่นเดียวกับอับราฮัมที่ได้รับพรจากแขกต่างแดนสามคน(ปฐก.18:1-15) พระเจ้ามักจะใช้การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่ออวยพรไม่เพียงแค่แขกเท่านั้นแต่เจ้าของบ้านด้วย</p>
<p>การต้อนรับคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านของคุณเป็นเรื่องยาก แต่ครอบครัวชาวเยอรมันเหล่านั้นอาจเป็นผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง เช่นกันเมื่อเราตอบสนองคนอ่อนแอด้วยความเห็นอกเห็นใจของพระเจ้า เราอาจประหลาดใจกับของประทานที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านคนเหล่านั้น</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 13 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/866dc240/a89d1b6b.mp3" length="10421553" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>652</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในตอนที่พวกผู้หญิงและเด็กๆชาวยูเครนหลายพันคนมาถึงสถานีรถไฟกรุงเบอร์ลินเพื่อหนีภัยสงคราม พวกเขาก็ได้พบกับเรื่องน่าประหลาดใจ นั่นคือครอบครัวชาวเยอรมันถือป้ายที่ทำขึ้นเองเสนอให้ที่หลบภัยในบ้านของพวกเขา ป้ายหนึ่งเขียนว่า “พักได้สองคน!” อีกป้ายหนึ่งเขียนว่า “ห้องใหญ่[ว่าง]” เมื่อถามว่าทำไมจึงเสนอการเอื้อเฟื้อเช่นนี้กับคนแปลกหน้า สตรีคนหนึ่งบอกว่าแม่ของเธอเคยต้องการที่หลบภัยขณะหลบหนีพวกนาซี เธอจึงอยากช่วยผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน
ในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงเรียกคนอิสราเอลให้ดูแลผู้คนที่อยู่ห่างไกลบ้านเกิดของตน เพราะเหตุใดน่ะหรือ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ปกป้องลูกกำพร้า แม่ม่ายและคนต่างด้าว (10:18) และเพราะคนอิสราเอลรู้ว่าความรู้สึกอ่อนแอเช่นนี้เป็นอย่างไร “เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์” (ข้อ 19) ความเห็นอกเห็นใจคือสิ่งเร้าให้พวกเขาห่วงใย
แต่เรื่องนี้ยังมีอีกด้านหนึ่งคือ เมื่อหญิงม่ายที่เมืองศาเรฟัทต้อนรับเอลียาห์คนต่างด้าวเข้ามาในบ้านของเธอนั้น เธอคือผู้ที่ได้รับพร (1 พกษ.17:9-24) เช่นเดียวกับอับราฮัมที่ได้รับพรจากแขกต่างแดนสามคน(ปฐก.18:1-15) พระเจ้ามักจะใช้การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่ออวยพรไม่เพียงแค่แขกเท่านั้นแต่เจ้าของบ้านด้วย
การต้อนรับคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านของคุณเป็นเรื่องยาก แต่ครอบครัวชาวเยอรมันเหล่านั้นอาจเป็นผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง เช่นกันเมื่อเราตอบสนองคนอ่อนแอด้วยความเห็นอกเห็นใจของพระเจ้า เราอาจประหลาดใจกับของประทานที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านคนเหล่านั้น</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในตอนที่พวกผู้หญิงและเด็กๆชาวยูเครนหลายพันคนมาถึงสถานีรถไฟกรุงเบอร์ลินเพื่อหนีภัยสงคราม พวกเขาก็ได้พบกับเรื่องน่าประหลาดใจ นั่นคือครอบครัวชาวเยอรมันถือป้ายที่ทำขึ้นเองเสนอให้ที่หลบภัยในบ้านของพวกเขา ป้ายหนึ่งเขียนว่า “พักได้สองคน!” อีกป้ายหนึ่งเขียนว่า “ห</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>จงสงบนิ่ง</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>จงสงบนิ่ง</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">46e5d769-c5d2-46c3-9407-ff6cad81c0cc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/f659381e</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หลังจากที่ฉันปรับตัวให้คุ้นเคยในอ่างบำบัดแล้ว ร่างกายของฉันก็ลอยอยู่เหนือน้ำอย่างสบาย ห้องมืดลงและเสียงดนตรีที่เล่นคลอเบาๆก็เงียบลง ฉันเคยอ่านพบว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวนี้สามารถบำบัดโรคได้ โดยช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ราวกับว่าความวุ่นวายในโลกหยุดลง และฉันได้ยินความคิดจากภายในส่วนลึกที่สุดของตนเองได้อย่างชัดเจน ฉันปล่อยให้ประสบการณ์ที่ปรับสมดุลและฟื้นคืนความกระปรี้กระเปร่านี้ เตือนให้รู้ว่ามีพลังในความนิ่งสงบ</p>
<p>เราจะพักได้อย่างสบายที่สุดในความนิ่งสงบแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า ผู้ทรงเสริมกำลังและประทานสติปัญญาที่จำเป็นแก่เราเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เราเผชิญในแต่ละวัน เมื่อเราสงบนิ่ง โดยการขจัดเสียงและสิ่งรบกวนต่างๆ ในชีวิตเราออกไป พระองค์จะทรงประทานกำลังเพื่อให้เราได้ยินพระสุรเสียงอันอ่อนโยนของพระองค์ชัดเจนยิ่งขึ้น (สดด.37:7)</p>
<p>แม้ว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวเพื่อการบำบัดนี้จะเป็นรูปแบบหนึ่งของความสงบนิ่ง แต่พระเจ้าประทานวิธีการที่ง่ายกว่าโดยการใช้เวลาอยู่กับพระองค์โดยไม่ถูกรบกวน พระองค์ตรัสว่า “ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่าน” (มธ.6:6) เมื่อเราแสวงหาคำตอบในเรื่องความท้าทายต่างๆของชีวิตภายใต้การสงบนิ่งอยู่ต่อการทรงสถิตที่เปี่ยมไปด้วยพระสิริของพระองค์นั้น (สดด.37:5-6) พระเจ้าจะทรงนำย่างเท้าของเรา และให้ความชอบธรรมของพระองค์ส่องสว่างผ่านตัวเรา</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หลังจากที่ฉันปรับตัวให้คุ้นเคยในอ่างบำบัดแล้ว ร่างกายของฉันก็ลอยอยู่เหนือน้ำอย่างสบาย ห้องมืดลงและเสียงดนตรีที่เล่นคลอเบาๆก็เงียบลง ฉันเคยอ่านพบว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวนี้สามารถบำบัดโรคได้ โดยช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ราวกับว่าความวุ่นวายในโลกหยุดลง และฉันได้ยินความคิดจากภายในส่วนลึกที่สุดของตนเองได้อย่างชัดเจน ฉันปล่อยให้ประสบการณ์ที่ปรับสมดุลและฟื้นคืนความกระปรี้กระเปร่านี้ เตือนให้รู้ว่ามีพลังในความนิ่งสงบ</p>
<p>เราจะพักได้อย่างสบายที่สุดในความนิ่งสงบแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า ผู้ทรงเสริมกำลังและประทานสติปัญญาที่จำเป็นแก่เราเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เราเผชิญในแต่ละวัน เมื่อเราสงบนิ่ง โดยการขจัดเสียงและสิ่งรบกวนต่างๆ ในชีวิตเราออกไป พระองค์จะทรงประทานกำลังเพื่อให้เราได้ยินพระสุรเสียงอันอ่อนโยนของพระองค์ชัดเจนยิ่งขึ้น (สดด.37:7)</p>
<p>แม้ว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวเพื่อการบำบัดนี้จะเป็นรูปแบบหนึ่งของความสงบนิ่ง แต่พระเจ้าประทานวิธีการที่ง่ายกว่าโดยการใช้เวลาอยู่กับพระองค์โดยไม่ถูกรบกวน พระองค์ตรัสว่า “ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่าน” (มธ.6:6) เมื่อเราแสวงหาคำตอบในเรื่องความท้าทายต่างๆของชีวิตภายใต้การสงบนิ่งอยู่ต่อการทรงสถิตที่เปี่ยมไปด้วยพระสิริของพระองค์นั้น (สดด.37:5-6) พระเจ้าจะทรงนำย่างเท้าของเรา และให้ความชอบธรรมของพระองค์ส่องสว่างผ่านตัวเรา</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 12 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/f659381e/f099f397.mp3" length="10111412" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>632</itunes:duration>
      <itunes:summary>หลังจากที่ฉันปรับตัวให้คุ้นเคยในอ่างบำบัดแล้ว ร่างกายของฉันก็ลอยอยู่เหนือน้ำอย่างสบาย ห้องมืดลงและเสียงดนตรีที่เล่นคลอเบาๆก็เงียบลง ฉันเคยอ่านพบว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวนี้สามารถบำบัดโรคได้ โดยช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ราวกับว่าความวุ่นวายในโลกหยุดลง และฉันได้ยินความคิดจากภายในส่วนลึกที่สุดของตนเองได้อย่างชัดเจน ฉันปล่อยให้ประสบการณ์ที่ปรับสมดุลและฟื้นคืนความกระปรี้กระเปร่านี้ เตือนให้รู้ว่ามีพลังในความนิ่งสงบ
เราจะพักได้อย่างสบายที่สุดในความนิ่งสงบแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า ผู้ทรงเสริมกำลังและประทานสติปัญญาที่จำเป็นแก่เราเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เราเผชิญในแต่ละวัน เมื่อเราสงบนิ่ง โดยการขจัดเสียงและสิ่งรบกวนต่างๆ ในชีวิตเราออกไป พระองค์จะทรงประทานกำลังเพื่อให้เราได้ยินพระสุรเสียงอันอ่อนโยนของพระองค์ชัดเจนยิ่งขึ้น (สดด.37:7)
แม้ว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวเพื่อการบำบัดนี้จะเป็นรูปแบบหนึ่งของความสงบนิ่ง แต่พระเจ้าประทานวิธีการที่ง่ายกว่าโดยการใช้เวลาอยู่กับพระองค์โดยไม่ถูกรบกวน พระองค์ตรัสว่า “ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่าน” (มธ.6:6) เมื่อเราแสวงหาคำตอบในเรื่องความท้าทายต่างๆของชีวิตภายใต้การสงบนิ่งอยู่ต่อการทรงสถิตที่เปี่ยมไปด้วยพระสิริของพระองค์นั้น (สดด.37:5-6) พระเจ้าจะทรงนำย่างเท้าของเรา และให้ความชอบธรรมของพระองค์ส่องสว่างผ่านตัวเรา</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หลังจากที่ฉันปรับตัวให้คุ้นเคยในอ่างบำบัดแล้ว ร่างกายของฉันก็ลอยอยู่เหนือน้ำอย่างสบาย ห้องมืดลงและเสียงดนตรีที่เล่นคลอเบาๆก็เงียบลง ฉันเคยอ่านพบว่าอ่างน้ำสำหรับลอยตัวนี้สามารถบำบัดโรคได้ โดยช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยมี</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>สติปัญญาแบบใด</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>สติปัญญาแบบใด</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">699c68ce-fc9c-4471-b475-7e7d5fbf1ef1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/28b230cc</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ก่อนวันอีสเตอร์ในปี 2018 ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งเข้าไปในตลาดแล้วสังหารคนไปสองคนและจับผู้หญิงคนที่สามเป็นตัวประกัน เมื่อความพยายามขอปล่อยตัวผู้หญิงล้มเหลว ตำรวจนายหนึ่งจึงยื่นข้อเสนอกับผู้ก่อการร้าย ให้ปล่อยตัวผู้หญิงแล้วจับเขาไปแทน</p>
<p>ข้อเสนอนี้น่าตกใจเพราะขัดแย้งกับสติปัญญาโดยทั่วไป คุณสามารถบอกถึง “สติปัญญา” ของวัฒนธรรมหนึ่งได้เสมอจากคำกล่าวที่มักถูกพูดถึง เหมือนคำพูดของคนดังที่ถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย “การผจญภัยยิ่งใหญ่ที่สุดคือการใช้ชีวิตตามฝันของคุณ” อีกประโยคกล่าวว่า “รักตัวเองก่อน แล้วทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง” และประโยคที่สาม “ทำในสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อตัวคุณเอง” หากเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น เขาคงคิดถึงตัวเองก่อนแล้ววิ่งหนีไป</p>
<p>อัครทูตยากอบกล่าวว่ามีปัญญาสองแบบในโลก คือปัญญา “อย่างโลก” และปัญญา “จากเบื้องบน” แบบแรกถูกกำหนดโดยความมักใหญ่ใฝ่สูงและการวุ่นวายอันเห็นแก่ตนเอง (ยก.3:14-16) ส่วนแบบที่สองนั้นมาจากใจอ่อนสุภาพ การยอมจำนนและการสร้างสันติ (ข้อ 13,17-18) ปัญญาอย่างโลกให้ความสำคัญกับตนเองเป็นอันดับแรก ส่วนปัญญาจากเบื้องบนนั้นชื่นชมผู้อื่น ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่ประพฤติดีด้วยใจอ่อนสุภาพ (ข้อ 13)</p>
<p>ผู้ก่อการร้ายยอมรับข้อเสนอของตำรวจ ตัวประกันถูกปล่อยตัว ตำรวจนายนั้นถูกยิงและอีสเตอร์ครั้งนั้นโลกได้เห็นชายบริสุทธิ์คนหนึ่งตายแทนผู้อื่น</p>
<p>ปัญญาจากเบื้องบนนำไปสู่การประพฤติดีด้วยใจอ่อนสุภาพเพราะปัญญานั้นวางพระเจ้าไว้เหนือตนเอง (สภษ.9:10) แล้วสติปัญญาแบบใดที่คุณใช้ในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ก่อนวันอีสเตอร์ในปี 2018 ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งเข้าไปในตลาดแล้วสังหารคนไปสองคนและจับผู้หญิงคนที่สามเป็นตัวประกัน เมื่อความพยายามขอปล่อยตัวผู้หญิงล้มเหลว ตำรวจนายหนึ่งจึงยื่นข้อเสนอกับผู้ก่อการร้าย ให้ปล่อยตัวผู้หญิงแล้วจับเขาไปแทน</p>
<p>ข้อเสนอนี้น่าตกใจเพราะขัดแย้งกับสติปัญญาโดยทั่วไป คุณสามารถบอกถึง “สติปัญญา” ของวัฒนธรรมหนึ่งได้เสมอจากคำกล่าวที่มักถูกพูดถึง เหมือนคำพูดของคนดังที่ถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย “การผจญภัยยิ่งใหญ่ที่สุดคือการใช้ชีวิตตามฝันของคุณ” อีกประโยคกล่าวว่า “รักตัวเองก่อน แล้วทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง” และประโยคที่สาม “ทำในสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อตัวคุณเอง” หากเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น เขาคงคิดถึงตัวเองก่อนแล้ววิ่งหนีไป</p>
<p>อัครทูตยากอบกล่าวว่ามีปัญญาสองแบบในโลก คือปัญญา “อย่างโลก” และปัญญา “จากเบื้องบน” แบบแรกถูกกำหนดโดยความมักใหญ่ใฝ่สูงและการวุ่นวายอันเห็นแก่ตนเอง (ยก.3:14-16) ส่วนแบบที่สองนั้นมาจากใจอ่อนสุภาพ การยอมจำนนและการสร้างสันติ (ข้อ 13,17-18) ปัญญาอย่างโลกให้ความสำคัญกับตนเองเป็นอันดับแรก ส่วนปัญญาจากเบื้องบนนั้นชื่นชมผู้อื่น ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่ประพฤติดีด้วยใจอ่อนสุภาพ (ข้อ 13)</p>
<p>ผู้ก่อการร้ายยอมรับข้อเสนอของตำรวจ ตัวประกันถูกปล่อยตัว ตำรวจนายนั้นถูกยิงและอีสเตอร์ครั้งนั้นโลกได้เห็นชายบริสุทธิ์คนหนึ่งตายแทนผู้อื่น</p>
<p>ปัญญาจากเบื้องบนนำไปสู่การประพฤติดีด้วยใจอ่อนสุภาพเพราะปัญญานั้นวางพระเจ้าไว้เหนือตนเอง (สภษ.9:10) แล้วสติปัญญาแบบใดที่คุณใช้ในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 11 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/28b230cc/bf8d3a16.mp3" length="10916827" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>683</itunes:duration>
      <itunes:summary>ก่อนวันอีสเตอร์ในปี 2018 ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งเข้าไปในตลาดแล้วสังหารคนไปสองคนและจับผู้หญิงคนที่สามเป็นตัวประกัน เมื่อความพยายามขอปล่อยตัวผู้หญิงล้มเหลว ตำรวจนายหนึ่งจึงยื่นข้อเสนอกับผู้ก่อการร้าย ให้ปล่อยตัวผู้หญิงแล้วจับเขาไปแทน
ข้อเสนอนี้น่าตกใจเพราะขัดแย้งกับสติปัญญาโดยทั่วไป คุณสามารถบอกถึง “สติปัญญา” ของวัฒนธรรมหนึ่งได้เสมอจากคำกล่าวที่มักถูกพูดถึง เหมือนคำพูดของคนดังที่ถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย “การผจญภัยยิ่งใหญ่ที่สุดคือการใช้ชีวิตตามฝันของคุณ” อีกประโยคกล่าวว่า “รักตัวเองก่อน แล้วทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง” และประโยคที่สาม “ทำในสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อตัวคุณเอง” หากเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น เขาคงคิดถึงตัวเองก่อนแล้ววิ่งหนีไป
อัครทูตยากอบกล่าวว่ามีปัญญาสองแบบในโลก คือปัญญา “อย่างโลก” และปัญญา “จากเบื้องบน” แบบแรกถูกกำหนดโดยความมักใหญ่ใฝ่สูงและการวุ่นวายอันเห็นแก่ตนเอง (ยก.3:14-16) ส่วนแบบที่สองนั้นมาจากใจอ่อนสุภาพ การยอมจำนนและการสร้างสันติ (ข้อ 13,17-18) ปัญญาอย่างโลกให้ความสำคัญกับตนเองเป็นอันดับแรก ส่วนปัญญาจากเบื้องบนนั้นชื่นชมผู้อื่น ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่ประพฤติดีด้วยใจอ่อนสุภาพ (ข้อ 13)
ผู้ก่อการร้ายยอมรับข้อเสนอของตำรวจ ตัวประกันถูกปล่อยตัว ตำรวจนายนั้นถูกยิงและอีสเตอร์ครั้งนั้นโลกได้เห็นชายบริสุทธิ์คนหนึ่งตายแทนผู้อื่น
ปัญญาจากเบื้องบนนำไปสู่การประพฤติดีด้วยใจอ่อนสุภาพเพราะปัญญานั้นวางพระเจ้าไว้เหนือตนเอง (สภษ.9:10) แล้วสติปัญญาแบบใดที่คุณใช้ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ก่อนวันอีสเตอร์ในปี 2018 ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งเข้าไปในตลาดแล้วสังหารคนไปสองคนและจับผู้หญิงคนที่สามเป็นตัวประกัน เมื่อความพยายามขอปล่อยตัวผู้หญิงล้มเหลว ตำรวจนายหนึ่งจึงยื่นข้อเสนอกับผู้ก่อการร้าย ให้ปล่อยตัวผู้หญิงแล้วจับเขาไปแทน
ข้อเสนอนี้น่าตกใจเพราะขัดแ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระสัญญาที่สำเร็จ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระสัญญาที่สำเร็จ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">da232066-8aff-4f99-a275-ade27e544fa7</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/8d27d8e4</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในช่วงฤดูร้อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันจะเดินทางกว่า 300 กิโลเมตรเพื่อไปพักกับคุณปู่คุณย่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันมาตระหนักในภายหลังว่าฉันได้รับถ่ายทอดสติปัญญาจากทั้งสองท่านที่ฉันรักไว้อย่างมากมาย ประสบการณ์ชีวิตของท่านและการเดินกับพระเจ้าทำให้ท่านมีมุมมองที่ความคิดในวัยเยาว์ของฉันยังไม่อาจจินตนาการได้ การสนทนากับท่านในเรื่องความสัตย์ซื่อของพระเจ้าทำให้ฉันมั่นใจว่าพระเจ้านั้นทรงคู่ควรที่เราจะไว้วางใจและพระองค์จะทรงทำให้พระสัญญาที่ให้ไว้สำเร็จทั้งสิ้น</p>
<p>มารีย์มารดาของพระเยซูยังเป็นเพียงหญิงสาวเมื่อทูตสวรรค์มาเยี่ยมเยียน ข่าวอันน่าเหลือเชื่อที่กาเบรียลมาคงเป็นที่ตกตะลึงมาก กระนั้นเธอก็เต็มใจรับเรื่องที่ยากนี้โดยพระคุณ (ลก.1:38) แต่บางทีการที่มารีย์ไปเยี่ยมนางเอลีซาเบธญาติของเธอที่ชราแล้วซึ่งมีครรภ์อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน (นักวิชาการบางคนเชื่อว่านางอาจอายุถึงหกสิบปี) คงทำให้เธอได้รับการปลอบโยนเมื่อนางเอลีซาเบธยืนยันคำพูดของกาเบรียลอย่างกระตือรือร้นว่า เธอคือมารดาของพระเมสสิยาห์ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้ (ข้อ 39-45)</p>
<p>เมื่อเราเติบโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์เหมือนอย่างคุณปู่คุณย่าของฉัน เราเรียนรู้ว่าพระองค์ทรงรักษาบรรดาพระสัญญาของพระองค์ พระองค์ทรงทำตามพระสัญญาที่จะประทานบุตรคนหนึ่งแก่นางเอลีซาเบธและเศคาริยาห์สามีของนาง (ข้อ 57-58) และบุตรนั้นคือยอห์นผู้ให้บัพติศมา ที่ได้กลายมาเป็นผู้เตรียมทางแห่งพันธสัญญาที่ประทานให้ไว้หลายร้อยปีก่อนหน้า เป็นพระสัญญาที่จะเปลี่ยนวิถีแห่งอนาคตของมนุษยชาติ พระเมสสิยาห์ที่ทรงสัญญาไว้ คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนั้นกำลังเสด็จมาแล้ว! (มธ.1:21-23)</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในช่วงฤดูร้อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันจะเดินทางกว่า 300 กิโลเมตรเพื่อไปพักกับคุณปู่คุณย่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันมาตระหนักในภายหลังว่าฉันได้รับถ่ายทอดสติปัญญาจากทั้งสองท่านที่ฉันรักไว้อย่างมากมาย ประสบการณ์ชีวิตของท่านและการเดินกับพระเจ้าทำให้ท่านมีมุมมองที่ความคิดในวัยเยาว์ของฉันยังไม่อาจจินตนาการได้ การสนทนากับท่านในเรื่องความสัตย์ซื่อของพระเจ้าทำให้ฉันมั่นใจว่าพระเจ้านั้นทรงคู่ควรที่เราจะไว้วางใจและพระองค์จะทรงทำให้พระสัญญาที่ให้ไว้สำเร็จทั้งสิ้น</p>
<p>มารีย์มารดาของพระเยซูยังเป็นเพียงหญิงสาวเมื่อทูตสวรรค์มาเยี่ยมเยียน ข่าวอันน่าเหลือเชื่อที่กาเบรียลมาคงเป็นที่ตกตะลึงมาก กระนั้นเธอก็เต็มใจรับเรื่องที่ยากนี้โดยพระคุณ (ลก.1:38) แต่บางทีการที่มารีย์ไปเยี่ยมนางเอลีซาเบธญาติของเธอที่ชราแล้วซึ่งมีครรภ์อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน (นักวิชาการบางคนเชื่อว่านางอาจอายุถึงหกสิบปี) คงทำให้เธอได้รับการปลอบโยนเมื่อนางเอลีซาเบธยืนยันคำพูดของกาเบรียลอย่างกระตือรือร้นว่า เธอคือมารดาของพระเมสสิยาห์ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้ (ข้อ 39-45)</p>
<p>เมื่อเราเติบโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์เหมือนอย่างคุณปู่คุณย่าของฉัน เราเรียนรู้ว่าพระองค์ทรงรักษาบรรดาพระสัญญาของพระองค์ พระองค์ทรงทำตามพระสัญญาที่จะประทานบุตรคนหนึ่งแก่นางเอลีซาเบธและเศคาริยาห์สามีของนาง (ข้อ 57-58) และบุตรนั้นคือยอห์นผู้ให้บัพติศมา ที่ได้กลายมาเป็นผู้เตรียมทางแห่งพันธสัญญาที่ประทานให้ไว้หลายร้อยปีก่อนหน้า เป็นพระสัญญาที่จะเปลี่ยนวิถีแห่งอนาคตของมนุษยชาติ พระเมสสิยาห์ที่ทรงสัญญาไว้ คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนั้นกำลังเสด็จมาแล้ว! (มธ.1:21-23)</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 10 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/8d27d8e4/f1862d86.mp3" length="10397730" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>650</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในช่วงฤดูร้อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันจะเดินทางกว่า 300 กิโลเมตรเพื่อไปพักกับคุณปู่คุณย่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันมาตระหนักในภายหลังว่าฉันได้รับถ่ายทอดสติปัญญาจากทั้งสองท่านที่ฉันรักไว้อย่างมากมาย ประสบการณ์ชีวิตของท่านและการเดินกับพระเจ้าทำให้ท่านมีมุมมองที่ความคิดในวัยเยาว์ของฉันยังไม่อาจจินตนาการได้ การสนทนากับท่านในเรื่องความสัตย์ซื่อของพระเจ้าทำให้ฉันมั่นใจว่าพระเจ้านั้นทรงคู่ควรที่เราจะไว้วางใจและพระองค์จะทรงทำให้พระสัญญาที่ให้ไว้สำเร็จทั้งสิ้น
มารีย์มารดาของพระเยซูยังเป็นเพียงหญิงสาวเมื่อทูตสวรรค์มาเยี่ยมเยียน ข่าวอันน่าเหลือเชื่อที่กาเบรียลมาคงเป็นที่ตกตะลึงมาก กระนั้นเธอก็เต็มใจรับเรื่องที่ยากนี้โดยพระคุณ (ลก.1:38) แต่บางทีการที่มารีย์ไปเยี่ยมนางเอลีซาเบธญาติของเธอที่ชราแล้วซึ่งมีครรภ์อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน (นักวิชาการบางคนเชื่อว่านางอาจอายุถึงหกสิบปี) คงทำให้เธอได้รับการปลอบโยนเมื่อนางเอลีซาเบธยืนยันคำพูดของกาเบรียลอย่างกระตือรือร้นว่า เธอคือมารดาของพระเมสสิยาห์ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้ (ข้อ 39-45)
เมื่อเราเติบโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์เหมือนอย่างคุณปู่คุณย่าของฉัน เราเรียนรู้ว่าพระองค์ทรงรักษาบรรดาพระสัญญาของพระองค์ พระองค์ทรงทำตามพระสัญญาที่จะประทานบุตรคนหนึ่งแก่นางเอลีซาเบธและเศคาริยาห์สามีของนาง (ข้อ 57-58) และบุตรนั้นคือยอห์นผู้ให้บัพติศมา ที่ได้กลายมาเป็นผู้เตรียมทางแห่งพันธสัญญาที่ประทานให้ไว้หลายร้อยปีก่อนหน้า เป็นพระสัญญาที่จะเปลี่ยนวิถีแห่งอนาคตของมนุษยชาติ พระเมสสิยาห์ที่ทรงสัญญาไว้ คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนั้นกำลังเสด็จมาแล้ว! (มธ.1:21-23)</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในช่วงฤดูร้อนตอนที่ยังเป็นเด็ก ฉันจะเดินทางกว่า 300 กิโลเมตรเพื่อไปพักกับคุณปู่คุณย่าเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ฉันมาตระหนักในภายหลังว่าฉันได้รับถ่ายทอดสติปัญญาจากทั้งสองท่านที่ฉันรักไว้อย่างมากมาย ประสบการณ์ชีวิตของท่านและการเดินกับพระเจ้าทำให้ท่านมีมุมมองที่ค</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ยอมรับการ(ทรง)นำ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ยอมรับการ(ทรง)นำ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">dee0be6c-3ff2-4fdc-98af-5909991b6a61</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e353a6e1</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>กลิ่นของหนังฟอกและเมล็ดพืชอบอวลในอากาศขณะเรายืนอยู่ในโรงนาที่มิเชลล์เพื่อนของฉันกำลังสอนลูกสาวฉันขี่ม้า ลูกม้าสีขาวของมิเชลล์อ้าปากขณะเธอสาธิตวิธีวางบังเหียนไว้ด้านหลังฟันของมัน เมื่อเธอดึงสายบังเหียนมาคล้องเหนือหูมันนั้น มิเชลล์อธิบายว่าบังเหียนนี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้ขี่สามารถชะลอม้าและบังคับทิศทางไปทางซ้ายหรือขวาได้</p>
<p>บังเหียนของม้าก็เหมือนกับลิ้นของมนุษย์ ขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ ทั้งสองมีอิทธิพลมากต่อสิ่งใหญ่โตและมีกำลัง เพราะบังเหียนก็คือม้า ส่วนลิ้นนั้นก็คือคำพูดของเรา (ยก.3:3, 5)</p>
<p>คำพูดของเราอาจลื่นไหลไปคนละทิศทางได้ “เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์” (ข้อ 9) น่าเศร้าที่พระคัมภีร์เตือนว่าการควบคุมคำพูดของเราเป็นเรื่องยากมาก เพราะคำพูดออกมาจากใจ (ลก.6:45) แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระวิญญาณของพระองค์ซึ่งสถิตอยู่ในผู้เชื่อทุกคน ทรงช่วยให้เราเติบโตในความอดกลั้นใจ ความดี และการรู้จักบังคับตน (กท.5:22-23) เมื่อเราร่วมมือกับพระวิญญาณ จิตใจของเราจะเปลี่ยนแปลง และคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน คำแช่งด่ากลายเป็นคำสรรเสริญ คำโกหกหลีกทางให้ความจริง คำวิจารณ์แปรเปลี่ยนเป็นคำหนุนใจ</p>
<p>การควบคุมลิ้นไม่ใช่แค่การฝึกตนเองให้พูดในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่คือการยอมรับในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อว่าคำพูดของเราจะก่อให้เกิดความเมตตากรุณาและการหนุนใจที่โลกของเราต้องการ</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>กลิ่นของหนังฟอกและเมล็ดพืชอบอวลในอากาศขณะเรายืนอยู่ในโรงนาที่มิเชลล์เพื่อนของฉันกำลังสอนลูกสาวฉันขี่ม้า ลูกม้าสีขาวของมิเชลล์อ้าปากขณะเธอสาธิตวิธีวางบังเหียนไว้ด้านหลังฟันของมัน เมื่อเธอดึงสายบังเหียนมาคล้องเหนือหูมันนั้น มิเชลล์อธิบายว่าบังเหียนนี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้ขี่สามารถชะลอม้าและบังคับทิศทางไปทางซ้ายหรือขวาได้</p>
<p>บังเหียนของม้าก็เหมือนกับลิ้นของมนุษย์ ขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ ทั้งสองมีอิทธิพลมากต่อสิ่งใหญ่โตและมีกำลัง เพราะบังเหียนก็คือม้า ส่วนลิ้นนั้นก็คือคำพูดของเรา (ยก.3:3, 5)</p>
<p>คำพูดของเราอาจลื่นไหลไปคนละทิศทางได้ “เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์” (ข้อ 9) น่าเศร้าที่พระคัมภีร์เตือนว่าการควบคุมคำพูดของเราเป็นเรื่องยากมาก เพราะคำพูดออกมาจากใจ (ลก.6:45) แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระวิญญาณของพระองค์ซึ่งสถิตอยู่ในผู้เชื่อทุกคน ทรงช่วยให้เราเติบโตในความอดกลั้นใจ ความดี และการรู้จักบังคับตน (กท.5:22-23) เมื่อเราร่วมมือกับพระวิญญาณ จิตใจของเราจะเปลี่ยนแปลง และคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน คำแช่งด่ากลายเป็นคำสรรเสริญ คำโกหกหลีกทางให้ความจริง คำวิจารณ์แปรเปลี่ยนเป็นคำหนุนใจ</p>
<p>การควบคุมลิ้นไม่ใช่แค่การฝึกตนเองให้พูดในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่คือการยอมรับในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อว่าคำพูดของเราจะก่อให้เกิดความเมตตากรุณาและการหนุนใจที่โลกของเราต้องการ</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 09 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e353a6e1/44274eda.mp3" length="9774133" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>611</itunes:duration>
      <itunes:summary>กลิ่นของหนังฟอกและเมล็ดพืชอบอวลในอากาศขณะเรายืนอยู่ในโรงนาที่มิเชลล์เพื่อนของฉันกำลังสอนลูกสาวฉันขี่ม้า ลูกม้าสีขาวของมิเชลล์อ้าปากขณะเธอสาธิตวิธีวางบังเหียนไว้ด้านหลังฟันของมัน เมื่อเธอดึงสายบังเหียนมาคล้องเหนือหูมันนั้น มิเชลล์อธิบายว่าบังเหียนนี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้ขี่สามารถชะลอม้าและบังคับทิศทางไปทางซ้ายหรือขวาได้
บังเหียนของม้าก็เหมือนกับลิ้นของมนุษย์ ขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ ทั้งสองมีอิทธิพลมากต่อสิ่งใหญ่โตและมีกำลัง เพราะบังเหียนก็คือม้า ส่วนลิ้นนั้นก็คือคำพูดของเรา (ยก.3:3, 5)
คำพูดของเราอาจลื่นไหลไปคนละทิศทางได้ “เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์” (ข้อ 9) น่าเศร้าที่พระคัมภีร์เตือนว่าการควบคุมคำพูดของเราเป็นเรื่องยากมาก เพราะคำพูดออกมาจากใจ (ลก.6:45) แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระวิญญาณของพระองค์ซึ่งสถิตอยู่ในผู้เชื่อทุกคน ทรงช่วยให้เราเติบโตในความอดกลั้นใจ ความดี และการรู้จักบังคับตน (กท.5:22-23) เมื่อเราร่วมมือกับพระวิญญาณ จิตใจของเราจะเปลี่ยนแปลง และคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน คำแช่งด่ากลายเป็นคำสรรเสริญ คำโกหกหลีกทางให้ความจริง คำวิจารณ์แปรเปลี่ยนเป็นคำหนุนใจ
การควบคุมลิ้นไม่ใช่แค่การฝึกตนเองให้พูดในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่คือการยอมรับในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อว่าคำพูดของเราจะก่อให้เกิดความเมตตากรุณาและการหนุนใจที่โลกของเราต้องการ</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>กลิ่นของหนังฟอกและเมล็ดพืชอบอวลในอากาศขณะเรายืนอยู่ในโรงนาที่มิเชลล์เพื่อนของฉันกำลังสอนลูกสาวฉันขี่ม้า ลูกม้าสีขาวของมิเชลล์อ้าปากขณะเธอสาธิตวิธีวางบังเหียนไว้ด้านหลังฟันของมัน เมื่อเธอดึงสายบังเหียนมาคล้องเหนือหูมันนั้น มิเชลล์อธิบายว่าบังเหียนนี้สำคัญ </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>พระเจ้าแห่งความประหลาดใจ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>พระเจ้าแห่งความประหลาดใจ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">09fcd8c5-61cd-45c8-ac32-3558020120de</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/5b858dbe</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ห้องประชุมมืดลงและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายพันคนก้มศีรษะขณะที่นักเทศน์นำเราอธิษฐานถวายตัว ขณะเขาเรียกคนเหล่านั้นที่รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ไปรับใช้ในการประกาศยังต่างแดน ฉันรู้สึกได้ว่าลินเนตต์เพื่อนของฉันลุกจากที่นั่งและรู้ว่าเธอให้คำมั่นว่าจะใช้ชีวิตและรับใช้ในฟิลิปปินส์ แต่ฉันไม่รู้สึกถึงการเร้าใจให้ลุกขึ้น ฉันเห็นความต้องการในสหรัฐอเมริกา จึงอยากแบ่งปันความรักของพระเจ้าที่ดินแดนบ้านเกิดของฉัน แต่ในอีกสิบปีหลังจากนั้น ฉันอยากจะไปสร้างครอบครัวที่อังกฤษ โดยหาทางรับใช้พระเจ้าในหมู่เพื่อนบ้านที่พระองค์จะประทานให้ ความคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเมื่อฉันตระหนักว่า พระเจ้าทรงเชื้อเชิญฉันไปในการผจญภัยที่แตกต่างไปจากที่ฉันคาดไว้</p>
<p>พระเยซูมักจะทำให้ผู้คนที่พบพระองค์ประหลาดใจ รวมทั้งชาวประมงที่ทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ เมื่อพระคริสต์ประทานภารกิจใหม่แก่พวกเขาในการจับคน เปโตรและอันดรูว์ละแห “ทันที” และตามพระองค์ไป (มธ.4:20) ส่วนยากอบและยอห์น ก็ละเรือ “ในทันใดนั้น” (ข้อ 22) พวกเขาออกเดินทางผจญภัยครั้งใหม่ไปกับพระเยซู ไว้วางใจในพระองค์แม้ไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปที่ใด</p>
<p>แน่นอนว่า พระเจ้าทรงเรียกผู้คนจำนวนมากให้รับใช้พระองค์ ณ ที่ซึ่งพวกเขาอยู่! แต่ไม่ว่าจะอยู่กับที่หรือออกเดินทางไป เราทุกคนล้วนมองไปที่พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าจะทรงทำให้เราประหลาดใจ ด้วยประสบการณ์และโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่จะได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในแบบที่เราอาจไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นไปได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ห้องประชุมมืดลงและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายพันคนก้มศีรษะขณะที่นักเทศน์นำเราอธิษฐานถวายตัว ขณะเขาเรียกคนเหล่านั้นที่รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ไปรับใช้ในการประกาศยังต่างแดน ฉันรู้สึกได้ว่าลินเนตต์เพื่อนของฉันลุกจากที่นั่งและรู้ว่าเธอให้คำมั่นว่าจะใช้ชีวิตและรับใช้ในฟิลิปปินส์ แต่ฉันไม่รู้สึกถึงการเร้าใจให้ลุกขึ้น ฉันเห็นความต้องการในสหรัฐอเมริกา จึงอยากแบ่งปันความรักของพระเจ้าที่ดินแดนบ้านเกิดของฉัน แต่ในอีกสิบปีหลังจากนั้น ฉันอยากจะไปสร้างครอบครัวที่อังกฤษ โดยหาทางรับใช้พระเจ้าในหมู่เพื่อนบ้านที่พระองค์จะประทานให้ ความคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเมื่อฉันตระหนักว่า พระเจ้าทรงเชื้อเชิญฉันไปในการผจญภัยที่แตกต่างไปจากที่ฉันคาดไว้</p>
<p>พระเยซูมักจะทำให้ผู้คนที่พบพระองค์ประหลาดใจ รวมทั้งชาวประมงที่ทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ เมื่อพระคริสต์ประทานภารกิจใหม่แก่พวกเขาในการจับคน เปโตรและอันดรูว์ละแห “ทันที” และตามพระองค์ไป (มธ.4:20) ส่วนยากอบและยอห์น ก็ละเรือ “ในทันใดนั้น” (ข้อ 22) พวกเขาออกเดินทางผจญภัยครั้งใหม่ไปกับพระเยซู ไว้วางใจในพระองค์แม้ไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปที่ใด</p>
<p>แน่นอนว่า พระเจ้าทรงเรียกผู้คนจำนวนมากให้รับใช้พระองค์ ณ ที่ซึ่งพวกเขาอยู่! แต่ไม่ว่าจะอยู่กับที่หรือออกเดินทางไป เราทุกคนล้วนมองไปที่พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าจะทรงทำให้เราประหลาดใจ ด้วยประสบการณ์และโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่จะได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในแบบที่เราอาจไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นไปได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Fri, 08 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/5b858dbe/b3c6604a.mp3" length="10149058" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>635</itunes:duration>
      <itunes:summary>ห้องประชุมมืดลงและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายพันคนก้มศีรษะขณะที่นักเทศน์นำเราอธิษฐานถวายตัว ขณะเขาเรียกคนเหล่านั้นที่รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ไปรับใช้ในการประกาศยังต่างแดน ฉันรู้สึกได้ว่าลินเนตต์เพื่อนของฉันลุกจากที่นั่งและรู้ว่าเธอให้คำมั่นว่าจะใช้ชีวิตและรับใช้ในฟิลิปปินส์ แต่ฉันไม่รู้สึกถึงการเร้าใจให้ลุกขึ้น ฉันเห็นความต้องการในสหรัฐอเมริกา จึงอยากแบ่งปันความรักของพระเจ้าที่ดินแดนบ้านเกิดของฉัน แต่ในอีกสิบปีหลังจากนั้น ฉันอยากจะไปสร้างครอบครัวที่อังกฤษ โดยหาทางรับใช้พระเจ้าในหมู่เพื่อนบ้านที่พระองค์จะประทานให้ ความคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเมื่อฉันตระหนักว่า พระเจ้าทรงเชื้อเชิญฉันไปในการผจญภัยที่แตกต่างไปจากที่ฉันคาดไว้
พระเยซูมักจะทำให้ผู้คนที่พบพระองค์ประหลาดใจ รวมทั้งชาวประมงที่ทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ เมื่อพระคริสต์ประทานภารกิจใหม่แก่พวกเขาในการจับคน เปโตรและอันดรูว์ละแห “ทันที” และตามพระองค์ไป (มธ.4:20) ส่วนยากอบและยอห์น ก็ละเรือ “ในทันใดนั้น” (ข้อ 22) พวกเขาออกเดินทางผจญภัยครั้งใหม่ไปกับพระเยซู ไว้วางใจในพระองค์แม้ไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปที่ใด
แน่นอนว่า พระเจ้าทรงเรียกผู้คนจำนวนมากให้รับใช้พระองค์ ณ ที่ซึ่งพวกเขาอยู่! แต่ไม่ว่าจะอยู่กับที่หรือออกเดินทางไป เราทุกคนล้วนมองไปที่พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าจะทรงทำให้เราประหลาดใจ ด้วยประสบการณ์และโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่จะได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในแบบที่เราอาจไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นไปได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ห้องประชุมมืดลงและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายพันคนก้มศีรษะขณะที่นักเทศน์นำเราอธิษฐานถวายตัว ขณะเขาเรียกคนเหล่านั้นที่รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ไปรับใช้ในการประกาศยังต่างแดน ฉันรู้สึกได้ว่าลินเนตต์เพื่อนของฉันลุกจากที่นั่งและรู้ว่าเธอให้คำมั่นว่าจะใช้ชีวิตและรั</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>แสดงความเมตตากรุณา</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>แสดงความเมตตากรุณา</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">f1a04c87-2fd0-4c97-af4e-901385ad7369</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/d6efcd81</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>หลายเดือนหลังการแท้งบุตร วาเลอรี่ตัดสินใจนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วออกขาย เจอรัลด์นายช่างฝีมือเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรกระตือรือร้นมาซื้อเปลเด็กที่เธอกำลังขาย ในขณะที่ภรรยาของเขาได้พูดคุยกับวาเลอรี่และรู้เรื่องความสูญเสียของเธอ เมื่อเจอรัลด์ได้ยินถึงเรื่องราวนั้นในระหว่างทางกลับบ้าน เขาจึงตัดสินใจนำเปลมาทำเป็นของที่ระลึกให้วาเลอรีไว้ดูต่างหน้า หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขามอบม้านั่งที่งดงามให้เธอทั้งน้ำตา “ยังมีคนดีๆหลงเหลืออยู่ และนี่คือข้อพิสูจน์” วาเลอรี่กล่าว</p>
<p>นางรูธและนางนาโอมีได้พบกับความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นเดียวกับวาเลอรี่ สามีและลูกชายสองคนของนาโอมีเสียชีวิต และเวลานี้เธอกับรูธลูกสะใภ้ผู้สูญเสียไม่มีทายาทและไม่มีใครเลี้ยงดูพวกนาง (นรธ.1:1-5) นั่นคือจุดที่โบอาสก้าวเข้ามา เมื่อรูธไปเก็บรวงข้าวตกที่เหลือในทุ่งนา โบอาสซึ่งเป็นเจ้าของนาได้สอบถามถึงเธอ เมื่อรู้ว่าเธอเป็นใคร เขาก็ดีต่อเธอ (2:5-9) รูธรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า “ทำไมท่านจึงมองดิฉันด้วยความเอาใจใส่” (ข้อ 10) เขาตอบว่า “ทุกอย่างที่เจ้าได้ปฏิบัติต่อแม่ผัวของเจ้า ตั้งแต่สามีของเจ้าเสียชีวิตแล้ว มีคนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว” (ข้อ 11)</p>
<p>ต่อมาโบอาสแต่งงานกับนางรูธและเลี้ยงดูนาโอมี (บทที่ 4) บรรพบุรุษของดาวิดและของพระเยซูได้ถือกำเนิดขึ้นผ่านการแต่งงานของพวกเขา ขณะที่พระเจ้าทรงใช้เจอรัลด์และโบอาสเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงความทุกข์โศกของผู้อื่น พระองค์ก็ทรงทำงานผ่านเราเพื่อแสดงความกรุณาและเห็นอกเห็นใจในความเจ็บปวดของผู้อื่นได้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>หลายเดือนหลังการแท้งบุตร วาเลอรี่ตัดสินใจนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วออกขาย เจอรัลด์นายช่างฝีมือเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรกระตือรือร้นมาซื้อเปลเด็กที่เธอกำลังขาย ในขณะที่ภรรยาของเขาได้พูดคุยกับวาเลอรี่และรู้เรื่องความสูญเสียของเธอ เมื่อเจอรัลด์ได้ยินถึงเรื่องราวนั้นในระหว่างทางกลับบ้าน เขาจึงตัดสินใจนำเปลมาทำเป็นของที่ระลึกให้วาเลอรีไว้ดูต่างหน้า หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขามอบม้านั่งที่งดงามให้เธอทั้งน้ำตา “ยังมีคนดีๆหลงเหลืออยู่ และนี่คือข้อพิสูจน์” วาเลอรี่กล่าว</p>
<p>นางรูธและนางนาโอมีได้พบกับความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นเดียวกับวาเลอรี่ สามีและลูกชายสองคนของนาโอมีเสียชีวิต และเวลานี้เธอกับรูธลูกสะใภ้ผู้สูญเสียไม่มีทายาทและไม่มีใครเลี้ยงดูพวกนาง (นรธ.1:1-5) นั่นคือจุดที่โบอาสก้าวเข้ามา เมื่อรูธไปเก็บรวงข้าวตกที่เหลือในทุ่งนา โบอาสซึ่งเป็นเจ้าของนาได้สอบถามถึงเธอ เมื่อรู้ว่าเธอเป็นใคร เขาก็ดีต่อเธอ (2:5-9) รูธรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า “ทำไมท่านจึงมองดิฉันด้วยความเอาใจใส่” (ข้อ 10) เขาตอบว่า “ทุกอย่างที่เจ้าได้ปฏิบัติต่อแม่ผัวของเจ้า ตั้งแต่สามีของเจ้าเสียชีวิตแล้ว มีคนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว” (ข้อ 11)</p>
<p>ต่อมาโบอาสแต่งงานกับนางรูธและเลี้ยงดูนาโอมี (บทที่ 4) บรรพบุรุษของดาวิดและของพระเยซูได้ถือกำเนิดขึ้นผ่านการแต่งงานของพวกเขา ขณะที่พระเจ้าทรงใช้เจอรัลด์และโบอาสเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงความทุกข์โศกของผู้อื่น พระองค์ก็ทรงทำงานผ่านเราเพื่อแสดงความกรุณาและเห็นอกเห็นใจในความเจ็บปวดของผู้อื่นได้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 07 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/d6efcd81/d910552d.mp3" length="13091479" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>819</itunes:duration>
      <itunes:summary>หลายเดือนหลังการแท้งบุตร วาเลอรี่ตัดสินใจนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วออกขาย เจอรัลด์นายช่างฝีมือเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรกระตือรือร้นมาซื้อเปลเด็กที่เธอกำลังขาย ในขณะที่ภรรยาของเขาได้พูดคุยกับวาเลอรี่และรู้เรื่องความสูญเสียของเธอ เมื่อเจอรัลด์ได้ยินถึงเรื่องราวนั้นในระหว่างทางกลับบ้าน เขาจึงตัดสินใจนำเปลมาทำเป็นของที่ระลึกให้วาเลอรีไว้ดูต่างหน้า หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขามอบม้านั่งที่งดงามให้เธอทั้งน้ำตา “ยังมีคนดีๆหลงเหลืออยู่ และนี่คือข้อพิสูจน์” วาเลอรี่กล่าว
นางรูธและนางนาโอมีได้พบกับความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นเดียวกับวาเลอรี่ สามีและลูกชายสองคนของนาโอมีเสียชีวิต และเวลานี้เธอกับรูธลูกสะใภ้ผู้สูญเสียไม่มีทายาทและไม่มีใครเลี้ยงดูพวกนาง (นรธ.1:1-5) นั่นคือจุดที่โบอาสก้าวเข้ามา เมื่อรูธไปเก็บรวงข้าวตกที่เหลือในทุ่งนา โบอาสซึ่งเป็นเจ้าของนาได้สอบถามถึงเธอ เมื่อรู้ว่าเธอเป็นใคร เขาก็ดีต่อเธอ (2:5-9) รูธรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า “ทำไมท่านจึงมองดิฉันด้วยความเอาใจใส่” (ข้อ 10) เขาตอบว่า “ทุกอย่างที่เจ้าได้ปฏิบัติต่อแม่ผัวของเจ้า ตั้งแต่สามีของเจ้าเสียชีวิตแล้ว มีคนมาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว” (ข้อ 11)
ต่อมาโบอาสแต่งงานกับนางรูธและเลี้ยงดูนาโอมี (บทที่ 4) บรรพบุรุษของดาวิดและของพระเยซูได้ถือกำเนิดขึ้นผ่านการแต่งงานของพวกเขา ขณะที่พระเจ้าทรงใช้เจอรัลด์และโบอาสเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงความทุกข์โศกของผู้อื่น พระองค์ก็ทรงทำงานผ่านเราเพื่อแสดงความกรุณาและเห็นอกเห็นใจในความเจ็บปวดของผู้อื่นได้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>หลายเดือนหลังการแท้งบุตร วาเลอรี่ตัดสินใจนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วออกขาย เจอรัลด์นายช่างฝีมือเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรกระตือรือร้นมาซื้อเปลเด็กที่เธอกำลังขาย ในขณะที่ภรรยาของเขาได้พูดคุยกับวาเลอรี่และรู้เรื่องความสูญเสียของเธอ เมื่อเจอรัลด</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอเป็นใคร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอเป็นใคร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">5e36ea45-f38c-488d-82c9-ab8ce525dfd2</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/e01543c6</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>ในบทกลอนที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เอมิลี่ ดิ๊กคินสันท้าทายความพยายามในทุกทางของผู้คนที่อยากจะเป็น “คนสำคัญ” และส่งเสริมการเป็นคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสุขและชื่นบานในเสรีภาพที่มีแทน เพราะ “การเป็นคนสำคัญนั้นช่างน่าเศร้า! เหมือนเช่นกบซึ่งเราเห็นกันทั่วไป / ร้องบอกชื่อตัวเองในวันคืนยาวนานของชีวิต / ให้หนองบึงที่ชื่นชมฟัง!”</p>
<p>การมีอิสระที่จะปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนสำคัญ” ลงได้นั้นสะท้อนถึงคำพยานของเปาโล ก่อนจะพบพระคริสต์ เปาโลมีตำแหน่งทางศาสนาอันน่าประทับใจยาวเหยียด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “มีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง” (ฟป.3:4)</p>
<p>แต่การเผชิญหน้ากับพระเยซูเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เมื่อเห็นว่าความสำเร็จทางศาสนาของท่านช่างว่างเปล่าเมื่อคำนึงถึงความรักที่เสียสละของพระคริสต์ เปาโลสารภาพว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า…และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ข้อ 8) ความปรารถนาอย่างมากที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของท่านคือ “การจะรู้จักพระคริสต์…ในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้นและร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์” (ข้อ 10)</p>
<p>เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆที่พยายามจะเป็น “คนสำคัญ” ด้วยตัวเราเอง แต่การรู้จักพระเยซู การยอมสูญเสียตัวตนของเราไปภายใต้ความรักและชีวิตที่พระองค์ทรงมอบให้นั้น คือการค้นพบตัวตนของเราอีกครั้ง (ข้อ 9) ซึ่งมีทั้งเสรีภาพและความครบบริบูรณ์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>ในบทกลอนที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เอมิลี่ ดิ๊กคินสันท้าทายความพยายามในทุกทางของผู้คนที่อยากจะเป็น “คนสำคัญ” และส่งเสริมการเป็นคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสุขและชื่นบานในเสรีภาพที่มีแทน เพราะ “การเป็นคนสำคัญนั้นช่างน่าเศร้า! เหมือนเช่นกบซึ่งเราเห็นกันทั่วไป / ร้องบอกชื่อตัวเองในวันคืนยาวนานของชีวิต / ให้หนองบึงที่ชื่นชมฟัง!”</p>
<p>การมีอิสระที่จะปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนสำคัญ” ลงได้นั้นสะท้อนถึงคำพยานของเปาโล ก่อนจะพบพระคริสต์ เปาโลมีตำแหน่งทางศาสนาอันน่าประทับใจยาวเหยียด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “มีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง” (ฟป.3:4)</p>
<p>แต่การเผชิญหน้ากับพระเยซูเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เมื่อเห็นว่าความสำเร็จทางศาสนาของท่านช่างว่างเปล่าเมื่อคำนึงถึงความรักที่เสียสละของพระคริสต์ เปาโลสารภาพว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า…และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ข้อ 8) ความปรารถนาอย่างมากที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของท่านคือ “การจะรู้จักพระคริสต์…ในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้นและร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์” (ข้อ 10)</p>
<p>เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆที่พยายามจะเป็น “คนสำคัญ” ด้วยตัวเราเอง แต่การรู้จักพระเยซู การยอมสูญเสียตัวตนของเราไปภายใต้ความรักและชีวิตที่พระองค์ทรงมอบให้นั้น คือการค้นพบตัวตนของเราอีกครั้ง (ข้อ 9) ซึ่งมีทั้งเสรีภาพและความครบบริบูรณ์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Wed, 06 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/e01543c6/f3f45d5a.mp3" length="12699045" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>794</itunes:duration>
      <itunes:summary>ในบทกลอนที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เอมิลี่ ดิ๊กคินสันท้าทายความพยายามในทุกทางของผู้คนที่อยากจะเป็น “คนสำคัญ” และส่งเสริมการเป็นคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสุขและชื่นบานในเสรีภาพที่มีแทน เพราะ “การเป็นคนสำคัญนั้นช่างน่าเศร้า! เหมือนเช่นกบซึ่งเราเห็นกันทั่วไป / ร้องบอกชื่อตัวเองในวันคืนยาวนานของชีวิต / ให้หนองบึงที่ชื่นชมฟัง!”
การมีอิสระที่จะปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนสำคัญ” ลงได้นั้นสะท้อนถึงคำพยานของเปาโล ก่อนจะพบพระคริสต์ เปาโลมีตำแหน่งทางศาสนาอันน่าประทับใจยาวเหยียด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “มีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง” (ฟป.3:4)
แต่การเผชิญหน้ากับพระเยซูเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เมื่อเห็นว่าความสำเร็จทางศาสนาของท่านช่างว่างเปล่าเมื่อคำนึงถึงความรักที่เสียสละของพระคริสต์ เปาโลสารภาพว่า “ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า…และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ข้อ 8) ความปรารถนาอย่างมากที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวของท่านคือ “การจะรู้จักพระคริสต์…ในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้นและร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์” (ข้อ 10)
เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆที่พยายามจะเป็น “คนสำคัญ” ด้วยตัวเราเอง แต่การรู้จักพระเยซู การยอมสูญเสียตัวตนของเราไปภายใต้ความรักและชีวิตที่พระองค์ทรงมอบให้นั้น คือการค้นพบตัวตนของเราอีกครั้ง (ข้อ 9) ซึ่งมีทั้งเสรีภาพและความครบบริบูรณ์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>ในบทกลอนที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเป็นคนไม่สำคัญ! แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เอมิลี่ ดิ๊กคินสันท้าทายความพยายามในทุกทางของผู้คนที่อยากจะเป็น “คนสำคัญ” และส่งเสริมการเป็นคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความสุขและชื่นบานในเสรีภาพที่มีแทน เพราะ “การเป็นคนสำคัญนั้นช่างน่าเศร้า! เหมือนเ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ทุกอย่างขัดขวางฉัน</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ทุกอย่างขัดขวางฉัน</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">05a91a88-4759-4e13-b209-da8121174b47</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/66dde397</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>“เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองร่ำรวยมาก แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะมีสักดอลล่าร์หนึ่งไหม” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐยูลิสซิส เอส.แกรนท์กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นในวันที่เขาถูกหุ้นส่วนธุรกิจฉ้อโกงเงินออมทั้งชีวิตไป หลายเดือนต่อมาแกรนท์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่รักษาไม่หาย ด้วยความกังวลในเรื่องการหาเลี้ยงครอบครัว เขาจึงยอมรับข้อเสนอจากนักเขียนมาร์ค ทเวนในการตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของเขา ซึ่งเขาเขียนเสร็จหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต</p>
<p>พระคัมภีร์บอกเราถึงอีกคนหนึ่งที่ต้องเผชิญความทุกข์อย่างแสนสาหัส ยาโคบเชื่อว่าโยเซฟบุตรชายของตน “ย่อยยับเสียแล้ว” โดย “สัตว์ร้ายกัดกินเขาเสียแล้ว” (ปฐก.37:33) ในเวลาต่อมาสิเมโอนบุตรชายก็ถูกจับไปเป็นเชลยในต่างแดน ขณะเดียวกันยาโคบกลัวว่าเบนยามินบุตรชายจะถูกพรากไปจากท่านเช่นกัน เมื่อรู้สึกหมดกำลัง ท่านร้องว่า “เราต้องทนความทุกข์เหล่านี้ทั้งหมด!” (42:36)</p>
<p>แต่มันไม่ใช่เช่นนั้น ถ้ายาโคบจะรู้สักนิดว่าโยเซฟบุตรชายของท่านยังมีชีวิตอยู่ และพระเจ้าทรงกระทำกิจอยู่ “เบื้องหลัง” เพื่อรื้อฟื้นครอบครัวของท่านขึ้นใหม่ เรื่องราวของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นผู้ที่เราไว้วางใจได้ แม้เมื่อเรามองไม่เห็นพระหัตถ์ของพระองค์ในสถานการณ์ของเรา</p>
<p>หนังสือบันทึกความทรงจำของแกรนท์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและครอบครัวของเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นสิ่งนี้ แต่ภรรยาของเขาได้เห็น การมองเห็นของเรานั้นจำกัด แต่ไม่ใช่สำหรับพระเจ้า และโดยการมีพระเยซูเป็นความหวังของเรา “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” (รม.8:31) ขอให้เราวางใจพระองค์ในวันนี้</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>“เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองร่ำรวยมาก แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะมีสักดอลล่าร์หนึ่งไหม” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐยูลิสซิส เอส.แกรนท์กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นในวันที่เขาถูกหุ้นส่วนธุรกิจฉ้อโกงเงินออมทั้งชีวิตไป หลายเดือนต่อมาแกรนท์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่รักษาไม่หาย ด้วยความกังวลในเรื่องการหาเลี้ยงครอบครัว เขาจึงยอมรับข้อเสนอจากนักเขียนมาร์ค ทเวนในการตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของเขา ซึ่งเขาเขียนเสร็จหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต</p>
<p>พระคัมภีร์บอกเราถึงอีกคนหนึ่งที่ต้องเผชิญความทุกข์อย่างแสนสาหัส ยาโคบเชื่อว่าโยเซฟบุตรชายของตน “ย่อยยับเสียแล้ว” โดย “สัตว์ร้ายกัดกินเขาเสียแล้ว” (ปฐก.37:33) ในเวลาต่อมาสิเมโอนบุตรชายก็ถูกจับไปเป็นเชลยในต่างแดน ขณะเดียวกันยาโคบกลัวว่าเบนยามินบุตรชายจะถูกพรากไปจากท่านเช่นกัน เมื่อรู้สึกหมดกำลัง ท่านร้องว่า “เราต้องทนความทุกข์เหล่านี้ทั้งหมด!” (42:36)</p>
<p>แต่มันไม่ใช่เช่นนั้น ถ้ายาโคบจะรู้สักนิดว่าโยเซฟบุตรชายของท่านยังมีชีวิตอยู่ และพระเจ้าทรงกระทำกิจอยู่ “เบื้องหลัง” เพื่อรื้อฟื้นครอบครัวของท่านขึ้นใหม่ เรื่องราวของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นผู้ที่เราไว้วางใจได้ แม้เมื่อเรามองไม่เห็นพระหัตถ์ของพระองค์ในสถานการณ์ของเรา</p>
<p>หนังสือบันทึกความทรงจำของแกรนท์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและครอบครัวของเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นสิ่งนี้ แต่ภรรยาของเขาได้เห็น การมองเห็นของเรานั้นจำกัด แต่ไม่ใช่สำหรับพระเจ้า และโดยการมีพระเยซูเป็นความหวังของเรา “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” (รม.8:31) ขอให้เราวางใจพระองค์ในวันนี้</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Tue, 05 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/66dde397/260505da.mp3" length="11979289" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>749</itunes:duration>
      <itunes:summary>“เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองร่ำรวยมาก แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะมีสักดอลล่าร์หนึ่งไหม” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐยูลิสซิส เอส.แกรนท์กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นในวันที่เขาถูกหุ้นส่วนธุรกิจฉ้อโกงเงินออมทั้งชีวิตไป หลายเดือนต่อมาแกรนท์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่รักษาไม่หาย ด้วยความกังวลในเรื่องการหาเลี้ยงครอบครัว เขาจึงยอมรับข้อเสนอจากนักเขียนมาร์ค ทเวนในการตีพิมพ์บันทึกความทรงจำของเขา ซึ่งเขาเขียนเสร็จหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต
พระคัมภีร์บอกเราถึงอีกคนหนึ่งที่ต้องเผชิญความทุกข์อย่างแสนสาหัส ยาโคบเชื่อว่าโยเซฟบุตรชายของตน “ย่อยยับเสียแล้ว” โดย “สัตว์ร้ายกัดกินเขาเสียแล้ว” (ปฐก.37:33) ในเวลาต่อมาสิเมโอนบุตรชายก็ถูกจับไปเป็นเชลยในต่างแดน ขณะเดียวกันยาโคบกลัวว่าเบนยามินบุตรชายจะถูกพรากไปจากท่านเช่นกัน เมื่อรู้สึกหมดกำลัง ท่านร้องว่า “เราต้องทนความทุกข์เหล่านี้ทั้งหมด!” (42:36)
แต่มันไม่ใช่เช่นนั้น ถ้ายาโคบจะรู้สักนิดว่าโยเซฟบุตรชายของท่านยังมีชีวิตอยู่ และพระเจ้าทรงกระทำกิจอยู่ “เบื้องหลัง” เพื่อรื้อฟื้นครอบครัวของท่านขึ้นใหม่ เรื่องราวของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นผู้ที่เราไว้วางใจได้ แม้เมื่อเรามองไม่เห็นพระหัตถ์ของพระองค์ในสถานการณ์ของเรา
หนังสือบันทึกความทรงจำของแกรนท์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและครอบครัวของเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แม้เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเห็นสิ่งนี้ แต่ภรรยาของเขาได้เห็น การมองเห็นของเรานั้นจำกัด แต่ไม่ใช่สำหรับพระเจ้า และโดยการมีพระเยซูเป็นความหวังของเรา “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา” (รม.8:31) ขอให้เราวางใจพระองค์ในวันนี้</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>“เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองร่ำรวยมาก แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะมีสักดอลล่าร์หนึ่งไหม” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐยูลิสซิส เอส.แกรนท์กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นในวันที่เขาถูกหุ้นส่วนธุรกิจฉ้อโกงเงินออมทั้งชีวิตไป หลายเดือนต่อมาแกรนท์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>ความเมตตาอย่างล้นเหลือ</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>ความเมตตาอย่างล้นเหลือ</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">fbcc1143-caed-4ebe-b509-bd114cb89dc1</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/63b3c4ca</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เควิน ฟอร์ดพนักงานร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่เคยขาดงานเลยในตลอดยี่สิบเจ็ดปี เมื่อวิดีโอที่เขาแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างนอบน้อมสำหรับของขวัญ<br>เล็กๆ น้อยๆ ที่ตนได้รับเป็นที่ระลึกจากการให้บริการหลายสิบปีถูกเปิดเผย ผู้คนหลายพันร่วมกันแสดงความเมตตาต่อเขา “มันเหมือนความฝัน ฝันที่เป็นจริง” เขากล่าวเมื่อความพยายามในการระดมทุนมียอดเงิน 250,000 ดอลล่าร์ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เศษ</p>
<p>เยโฮยาคีนกษัตริย์ยูดาห์ผู้ถูกเนรเทศก็เป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาอย่างล้นเหลือเช่นกัน พระองค์ถูกจองจำเป็นเวลาสามสิบเจ็ดปีก่อนที่ความเมตตากรุณาของกษัตริย์บาบิโลนจะส่งผลให้พระองค์ได้รับการปล่อยตัว “[กษัตริย์] ได้นำท่านออกมาจากคุก พระองค์ตรัสอย่างเมตตาต่อท่าน และให้นั่งบนที่นั่งเหนือกว่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่อยู่ในบาบิโลน” (ยรม.52:31-32) เยโฮยาคีนได้รับฐานะใหม่ เครื่องแต่งกายใหม่และที่อยู่อาศัยใหม่ ชีวิตใหม่ของพระองค์ได้รับการจัดหาอย่างเต็มที่จากกษัตริย์</p>
<p>เรื่องนี้แสดงถึงภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นในฝ่ายวิญญาณ เมื่อผู้ที่เชื่อในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้รับการช่วยกู้จากการที่พวกเขาเหินห่างจากพระเจ้า โดยที่พวกเขาเองและคนอื่นๆไม่ได้มีส่วนใดๆ พวกเขาถูกนำออกจากความมืดและความตายไปสู่ความสว่างและชีวิต พวกเขาถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้าเพราะพระเมตตาอย่างเหลือล้นของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เควิน ฟอร์ดพนักงานร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่เคยขาดงานเลยในตลอดยี่สิบเจ็ดปี เมื่อวิดีโอที่เขาแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างนอบน้อมสำหรับของขวัญ<br>เล็กๆ น้อยๆ ที่ตนได้รับเป็นที่ระลึกจากการให้บริการหลายสิบปีถูกเปิดเผย ผู้คนหลายพันร่วมกันแสดงความเมตตาต่อเขา “มันเหมือนความฝัน ฝันที่เป็นจริง” เขากล่าวเมื่อความพยายามในการระดมทุนมียอดเงิน 250,000 ดอลล่าร์ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เศษ</p>
<p>เยโฮยาคีนกษัตริย์ยูดาห์ผู้ถูกเนรเทศก็เป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาอย่างล้นเหลือเช่นกัน พระองค์ถูกจองจำเป็นเวลาสามสิบเจ็ดปีก่อนที่ความเมตตากรุณาของกษัตริย์บาบิโลนจะส่งผลให้พระองค์ได้รับการปล่อยตัว “[กษัตริย์] ได้นำท่านออกมาจากคุก พระองค์ตรัสอย่างเมตตาต่อท่าน และให้นั่งบนที่นั่งเหนือกว่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่อยู่ในบาบิโลน” (ยรม.52:31-32) เยโฮยาคีนได้รับฐานะใหม่ เครื่องแต่งกายใหม่และที่อยู่อาศัยใหม่ ชีวิตใหม่ของพระองค์ได้รับการจัดหาอย่างเต็มที่จากกษัตริย์</p>
<p>เรื่องนี้แสดงถึงภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นในฝ่ายวิญญาณ เมื่อผู้ที่เชื่อในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้รับการช่วยกู้จากการที่พวกเขาเหินห่างจากพระเจ้า โดยที่พวกเขาเองและคนอื่นๆไม่ได้มีส่วนใดๆ พวกเขาถูกนำออกจากความมืดและความตายไปสู่ความสว่างและชีวิต พวกเขาถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้าเพราะพระเมตตาอย่างเหลือล้นของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Mon, 04 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/63b3c4ca/07c9b284.mp3" length="10325015" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>646</itunes:duration>
      <itunes:summary>เควิน ฟอร์ดพนักงานร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่เคยขาดงานเลยในตลอดยี่สิบเจ็ดปี เมื่อวิดีโอที่เขาแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างนอบน้อมสำหรับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนได้รับเป็นที่ระลึกจากการให้บริการหลายสิบปีถูกเปิดเผย ผู้คนหลายพันร่วมกันแสดงความเมตตาต่อเขา “มันเหมือนความฝัน ฝันที่เป็นจริง” เขากล่าวเมื่อความพยายามในการระดมทุนมียอดเงิน 250,000 ดอลล่าร์ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เศษ
เยโฮยาคีนกษัตริย์ยูดาห์ผู้ถูกเนรเทศก็เป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาอย่างล้นเหลือเช่นกัน พระองค์ถูกจองจำเป็นเวลาสามสิบเจ็ดปีก่อนที่ความเมตตากรุณาของกษัตริย์บาบิโลนจะส่งผลให้พระองค์ได้รับการปล่อยตัว “[กษัตริย์] ได้นำท่านออกมาจากคุก พระองค์ตรัสอย่างเมตตาต่อท่าน และให้นั่งบนที่นั่งเหนือกว่าบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่อยู่ในบาบิโลน” (ยรม.52:31-32) เยโฮยาคีนได้รับฐานะใหม่ เครื่องแต่งกายใหม่และที่อยู่อาศัยใหม่ ชีวิตใหม่ของพระองค์ได้รับการจัดหาอย่างเต็มที่จากกษัตริย์
เรื่องนี้แสดงถึงภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นในฝ่ายวิญญาณ เมื่อผู้ที่เชื่อในการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซูได้รับการช่วยกู้จากการที่พวกเขาเหินห่างจากพระเจ้า โดยที่พวกเขาเองและคนอื่นๆไม่ได้มีส่วนใดๆ พวกเขาถูกนำออกจากความมืดและความตายไปสู่ความสว่างและชีวิต พวกเขาถูกนำเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเจ้าเพราะพระเมตตาอย่างเหลือล้นของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เควิน ฟอร์ดพนักงานร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่เคยขาดงานเลยในตลอดยี่สิบเจ็ดปี เมื่อวิดีโอที่เขาแสดงความรู้สึกขอบคุณอย่างนอบน้อมสำหรับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนได้รับเป็นที่ระลึกจากการให้บริการหลายสิบปีถูกเปิดเผย ผู้คนหลายพันร่วมกันแสดงความเมตตาต่อเขา “มันเหมือนความ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>หน้ากากพระพร</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>หน้ากากพระพร</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">36bf8919-7704-4f35-8aec-9fe4fb2831cc</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/7da9b7e5</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อมีการผ่อนคลายข้อกำหนดของการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดลง ฉันมีปัญหาที่มักจะลืมเก็บหน้ากากไว้ใกล้มือสำหรับในที่ที่ยังต้องใช้อยู่ เช่น ที่โรงเรียนของลูกสาว วันหนึ่งเมื่อฉันต้องใช้หน้ากาก ฉันพบเพียงอันเดียวในรถ ซึ่งเป็นอันที่ฉันเลี่ยงไม่สวมเพราะมีคำว่า พระพร เขียนคาดไว้ด้านหน้า</p>
<p>ฉันชอบสวมหน้ากากที่ไม่มีข้อความ และเชื่อว่าคำนั้นบนหน้ากากที่ฉันเจอมีการใช้กันมากเกินไป แต่ฉันไม่มีทางเลือกจึงสวมหน้ากากอย่างไม่เต็มใจ และเมื่อฉันเกือบจะแสดงความรำคาญต่อพนักงานต้อนรับคนใหม่ที่โรงเรียน ฉันยั้งตัวเองไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำพูดบนหน้ากากของฉัน ฉันไม่ต้องการดูเหมือนเป็นคนหน้าซื่อใจคด เดินไปทั่วโดยมีคำว่า พระพร เขียนหวัดๆไว้ที่ปาก ขณะเดียวกันก็แสดงความไม่อดกลั้นใจต่อคนที่พยายามทำงานกับระบบที่ซับซ้อน</p>
<p>แม้ตัวหนังสือบนหน้ากากเตือนฉันให้นึกถึงการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ แต่ถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่อยู่ในใจของฉันควรเป็นเครื่องเตือนใจที่แท้จริงให้อดกลั้นใจต่อผู้อื่น ตามที่เปาโลเขียนถึงชาวโครินธ์ว่า “ท่านปรากฏเป็นหนังสือของพระคริสต์…ได้เขียนไว้มิใช่ด้วยน้ำหมึก แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และมิได้เขียนไว้ที่แผ่นศิลา แต่เขียนไว้ที่แผ่นดวงใจมนุษย์” (2คร.3:3) พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ “ประทานชีวิต” (ข้อ 6) ทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตด้วย “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข” และใช่แล้ว “ความอดกลั้นใจ” (กท.5:22) เราได้รับ พระพร อย่างแท้จริงจากการทรงสถิตของพระองค์ภายในเรา!</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อมีการผ่อนคลายข้อกำหนดของการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดลง ฉันมีปัญหาที่มักจะลืมเก็บหน้ากากไว้ใกล้มือสำหรับในที่ที่ยังต้องใช้อยู่ เช่น ที่โรงเรียนของลูกสาว วันหนึ่งเมื่อฉันต้องใช้หน้ากาก ฉันพบเพียงอันเดียวในรถ ซึ่งเป็นอันที่ฉันเลี่ยงไม่สวมเพราะมีคำว่า พระพร เขียนคาดไว้ด้านหน้า</p>
<p>ฉันชอบสวมหน้ากากที่ไม่มีข้อความ และเชื่อว่าคำนั้นบนหน้ากากที่ฉันเจอมีการใช้กันมากเกินไป แต่ฉันไม่มีทางเลือกจึงสวมหน้ากากอย่างไม่เต็มใจ และเมื่อฉันเกือบจะแสดงความรำคาญต่อพนักงานต้อนรับคนใหม่ที่โรงเรียน ฉันยั้งตัวเองไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำพูดบนหน้ากากของฉัน ฉันไม่ต้องการดูเหมือนเป็นคนหน้าซื่อใจคด เดินไปทั่วโดยมีคำว่า พระพร เขียนหวัดๆไว้ที่ปาก ขณะเดียวกันก็แสดงความไม่อดกลั้นใจต่อคนที่พยายามทำงานกับระบบที่ซับซ้อน</p>
<p>แม้ตัวหนังสือบนหน้ากากเตือนฉันให้นึกถึงการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ แต่ถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่อยู่ในใจของฉันควรเป็นเครื่องเตือนใจที่แท้จริงให้อดกลั้นใจต่อผู้อื่น ตามที่เปาโลเขียนถึงชาวโครินธ์ว่า “ท่านปรากฏเป็นหนังสือของพระคริสต์…ได้เขียนไว้มิใช่ด้วยน้ำหมึก แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และมิได้เขียนไว้ที่แผ่นศิลา แต่เขียนไว้ที่แผ่นดวงใจมนุษย์” (2คร.3:3) พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ “ประทานชีวิต” (ข้อ 6) ทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตด้วย “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข” และใช่แล้ว “ความอดกลั้นใจ” (กท.5:22) เราได้รับ พระพร อย่างแท้จริงจากการทรงสถิตของพระองค์ภายในเรา!</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sun, 03 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/7da9b7e5/304559dc.mp3" length="9604015" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>601</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อมีการผ่อนคลายข้อกำหนดของการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดลง ฉันมีปัญหาที่มักจะลืมเก็บหน้ากากไว้ใกล้มือสำหรับในที่ที่ยังต้องใช้อยู่ เช่น ที่โรงเรียนของลูกสาว วันหนึ่งเมื่อฉันต้องใช้หน้ากาก ฉันพบเพียงอันเดียวในรถ ซึ่งเป็นอันที่ฉันเลี่ยงไม่สวมเพราะมีคำว่า พระพร เขียนคาดไว้ด้านหน้า
ฉันชอบสวมหน้ากากที่ไม่มีข้อความ และเชื่อว่าคำนั้นบนหน้ากากที่ฉันเจอมีการใช้กันมากเกินไป แต่ฉันไม่มีทางเลือกจึงสวมหน้ากากอย่างไม่เต็มใจ และเมื่อฉันเกือบจะแสดงความรำคาญต่อพนักงานต้อนรับคนใหม่ที่โรงเรียน ฉันยั้งตัวเองไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำพูดบนหน้ากากของฉัน ฉันไม่ต้องการดูเหมือนเป็นคนหน้าซื่อใจคด เดินไปทั่วโดยมีคำว่า พระพร เขียนหวัดๆไว้ที่ปาก ขณะเดียวกันก็แสดงความไม่อดกลั้นใจต่อคนที่พยายามทำงานกับระบบที่ซับซ้อน
แม้ตัวหนังสือบนหน้ากากเตือนฉันให้นึกถึงการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ แต่ถ้อยคำในพระคัมภีร์ที่อยู่ในใจของฉันควรเป็นเครื่องเตือนใจที่แท้จริงให้อดกลั้นใจต่อผู้อื่น ตามที่เปาโลเขียนถึงชาวโครินธ์ว่า “ท่านปรากฏเป็นหนังสือของพระคริสต์…ได้เขียนไว้มิใช่ด้วยน้ำหมึก แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และมิได้เขียนไว้ที่แผ่นศิลา แต่เขียนไว้ที่แผ่นดวงใจมนุษย์” (2คร.3:3) พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ “ประทานชีวิต” (ข้อ 6) ทรงช่วยให้เราดำเนินชีวิตด้วย “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข” และใช่แล้ว “ความอดกลั้นใจ” (กท.5:22) เราได้รับ พระพร อย่างแท้จริงจากการทรงสถิตของพระองค์ภายในเรา!</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อมีการผ่อนคลายข้อกำหนดของการสวมหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดลง ฉันมีปัญหาที่มักจะลืมเก็บหน้ากากไว้ใกล้มือสำหรับในที่ที่ยังต้องใช้อยู่ เช่น ที่โรงเรียนของลูกสาว วันหนึ่งเมื่อฉันต้องใช้หน้ากาก ฉันพบเพียงอันเดียวในรถ ซึ่งเป็นอันที่ฉันเลี่ยงไม่สวมเพราะม</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>รู้จักพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>รู้จักพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">15560994-4306-4400-8398-efafd67d7d1b</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/020d26a3</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>เมื่อไปเยือนไอร์แลนด์ ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการประดับตกแต่งไปทั่วด้วยใบแชมร็อกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ พืชไม้ดอกที่มีกลีบใบสีเขียวเล็กๆสามกลีบพบเห็นได้ในร้านค้าทุกแห่ง บนข้าวของทุกอย่าง เสื้อผ้า หมวก เครื่องประดับและอื่นๆ!</p>
<p>ยิ่งกว่าการเป็นพืชไม้ดอกที่แพร่หลายทั่วไอร์แลนด์ ใบแชมร็อกนั้นได้รับการยอมรับมาหลายยุคสมัยว่าเป็นรูปแบบง่ายๆในการอธิบายถึงตรีเอกานุภาพ ซึ่งเป็นหลักข้อเชื่อสำคัญของคริสเตียนในประวัติศาสตร์ ที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์โดยทรงปรากฏในสามบุคคลที่แยกจากกัน คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่คำอธิบายทั้งหมดของมนุษย์เกี่ยวกับตรีเอกานุภาพนั้นไม่สมบูรณ์ แต่ใบแชมร็อกก็เป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยให้เข้าใจ เพราะมันเป็นพืชใบหนึ่งสายพันธุ์ที่เกิดจากลำต้นเดียวกัน โดยมีกลีบใบแยกจากกันสามกลีบ</p>
<p>คำว่า ตรีเอกานุภาพ ไม่มีในพระคัมภีร์ แต่เป็นการสรุปความจริงทางศาสนศาสตร์ที่เราเห็นอย่างชัดเจนในพระวจนะตอนต่างๆเมื่อมีบุคคลทั้งสามในตรีเอกานุภาพปรากฏในเวลาเดียวกัน ขณะที่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้ารับบัพติศมา จะเห็นพระเจ้าพระวิญญาณเสด็จลงมาจากฟ้าสวรรค์ “ดุจนกพิราบ” แล้วได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าพระบิดาว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา” (มก.1:10-11)</p>
<p>ชาวไอริชที่เชื่อในพระเยซูใช้ใบแชมร็อกเพราะต้องการช่วยให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า เมื่อเราเข้าใจความงดงามของตรีเอกานุภาพอย่างถ่องแท้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เรารู้จักพระเจ้าและนมัสการพระองค์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น “ด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยน.4:24)</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>เมื่อไปเยือนไอร์แลนด์ ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการประดับตกแต่งไปทั่วด้วยใบแชมร็อกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ พืชไม้ดอกที่มีกลีบใบสีเขียวเล็กๆสามกลีบพบเห็นได้ในร้านค้าทุกแห่ง บนข้าวของทุกอย่าง เสื้อผ้า หมวก เครื่องประดับและอื่นๆ!</p>
<p>ยิ่งกว่าการเป็นพืชไม้ดอกที่แพร่หลายทั่วไอร์แลนด์ ใบแชมร็อกนั้นได้รับการยอมรับมาหลายยุคสมัยว่าเป็นรูปแบบง่ายๆในการอธิบายถึงตรีเอกานุภาพ ซึ่งเป็นหลักข้อเชื่อสำคัญของคริสเตียนในประวัติศาสตร์ ที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์โดยทรงปรากฏในสามบุคคลที่แยกจากกัน คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่คำอธิบายทั้งหมดของมนุษย์เกี่ยวกับตรีเอกานุภาพนั้นไม่สมบูรณ์ แต่ใบแชมร็อกก็เป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยให้เข้าใจ เพราะมันเป็นพืชใบหนึ่งสายพันธุ์ที่เกิดจากลำต้นเดียวกัน โดยมีกลีบใบแยกจากกันสามกลีบ</p>
<p>คำว่า ตรีเอกานุภาพ ไม่มีในพระคัมภีร์ แต่เป็นการสรุปความจริงทางศาสนศาสตร์ที่เราเห็นอย่างชัดเจนในพระวจนะตอนต่างๆเมื่อมีบุคคลทั้งสามในตรีเอกานุภาพปรากฏในเวลาเดียวกัน ขณะที่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้ารับบัพติศมา จะเห็นพระเจ้าพระวิญญาณเสด็จลงมาจากฟ้าสวรรค์ “ดุจนกพิราบ” แล้วได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าพระบิดาว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา” (มก.1:10-11)</p>
<p>ชาวไอริชที่เชื่อในพระเยซูใช้ใบแชมร็อกเพราะต้องการช่วยให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า เมื่อเราเข้าใจความงดงามของตรีเอกานุภาพอย่างถ่องแท้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เรารู้จักพระเจ้าและนมัสการพระองค์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น “ด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยน.4:24)</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Sat, 02 Sep 2023 05:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/020d26a3/607882b4.mp3" length="9647067" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>603</itunes:duration>
      <itunes:summary>เมื่อไปเยือนไอร์แลนด์ ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการประดับตกแต่งไปทั่วด้วยใบแชมร็อกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ พืชไม้ดอกที่มีกลีบใบสีเขียวเล็กๆสามกลีบพบเห็นได้ในร้านค้าทุกแห่ง บนข้าวของทุกอย่าง เสื้อผ้า หมวก เครื่องประดับและอื่นๆ!
ยิ่งกว่าการเป็นพืชไม้ดอกที่แพร่หลายทั่วไอร์แลนด์ ใบแชมร็อกนั้นได้รับการยอมรับมาหลายยุคสมัยว่าเป็นรูปแบบง่ายๆในการอธิบายถึงตรีเอกานุภาพ ซึ่งเป็นหลักข้อเชื่อสำคัญของคริสเตียนในประวัติศาสตร์ ที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์โดยทรงปรากฏในสามบุคคลที่แยกจากกัน คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ขณะที่คำอธิบายทั้งหมดของมนุษย์เกี่ยวกับตรีเอกานุภาพนั้นไม่สมบูรณ์ แต่ใบแชมร็อกก็เป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยให้เข้าใจ เพราะมันเป็นพืชใบหนึ่งสายพันธุ์ที่เกิดจากลำต้นเดียวกัน โดยมีกลีบใบแยกจากกันสามกลีบ
คำว่า ตรีเอกานุภาพ ไม่มีในพระคัมภีร์ แต่เป็นการสรุปความจริงทางศาสนศาสตร์ที่เราเห็นอย่างชัดเจนในพระวจนะตอนต่างๆเมื่อมีบุคคลทั้งสามในตรีเอกานุภาพปรากฏในเวลาเดียวกัน ขณะที่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้ารับบัพติศมา จะเห็นพระเจ้าพระวิญญาณเสด็จลงมาจากฟ้าสวรรค์ “ดุจนกพิราบ” แล้วได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าพระบิดาว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา” (มก.1:10-11)
ชาวไอริชที่เชื่อในพระเยซูใช้ใบแชมร็อกเพราะต้องการช่วยให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า เมื่อเราเข้าใจความงดงามของตรีเอกานุภาพอย่างถ่องแท้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เรารู้จักพระเจ้าและนมัสการพระองค์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น “ด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยน.4:24)</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>เมื่อไปเยือนไอร์แลนด์ ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการประดับตกแต่งไปทั่วด้วยใบแชมร็อกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ พืชไม้ดอกที่มีกลีบใบสีเขียวเล็กๆสามกลีบพบเห็นได้ในร้านค้าทุกแห่ง บนข้าวของทุกอย่าง เสื้อผ้า หมวก เครื่องประดับและอื่นๆ!
ยิ่งกว่าการเป็นพืชไม้ดอกที่แ</itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
    <item>
      <title>มหากาพย์ของพระเจ้า</title>
      <itunes:episode>1</itunes:episode>
      <podcast:episode>1</podcast:episode>
      <itunes:title>มหากาพย์ของพระเจ้า</itunes:title>
      <itunes:episodeType>full</itunes:episodeType>
      <guid isPermaLink="false">2dd77ef9-b99b-4b77-bc0a-ba87d13444ae</guid>
      <link>https://share.transistor.fm/s/c400bb26</link>
      <description>
        <![CDATA[<p>นิตยสารไลฟ์ฉบับประจำวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1968 ได้ลงภาพปกอันน่าสะเทือนใจของเด็กๆที่อดอยากในสาธารณรัฐไบอาฟรา (แยกตัวจากไนจีเรียในระหว่างสงครามกลางเมือง) เด็กชายคนหนึ่งรู้สึกทุกข์ใจ เขายื่นนิตยสารฉบับนั้นแก่ศิษยาภิบาลแล้วถามว่า “พระเจ้ารู้เรื่องนี้ไหมครับ” ศิษยาภิบาลตอบ “ฉันรู้ว่าเธอไม่เข้าใจ แต่พระเจ้ารู้เรื่องนั้นแน่นอน” เด็กชายจากไปโดยประกาศว่าเขาไม่สนใจพระเจ้าแบบนี้</p>
<p>คำถามเหล่านี้ไม่เพียงรบกวนจิตใจเด็กๆเท่านั้น แต่เราทุกคนด้วย นอกเหนือจากคำยืนยันถึงความรู้อันล้ำลึกของพระเจ้านั้น ผมหวังว่าเด็กชายคนนั้นจะเคยได้ยินถึงเรื่องราวมหากาพย์ที่พระเจ้ายังทรงเขียนขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานที่ที่เป็นเหมือนกับอดีตสาธารณรัฐไบอาฟราแห่งนี้</p>
<p>พระเยซูได้เปิดเผยเรื่องราวนี้แก่ผู้ติดตามของพระองค์ ซึ่งคิดว่าพระองค์จะทรงปกป้องพวกเขาจากความทุกข์ยาก พระคริสต์กลับตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” แต่สิ่งที่พระเยซูประทานให้คือพระสัญญาของพระองค์ที่ว่าความชั่วร้ายเหล่านี้ไม่ใช่จุดจบ แท้ที่จริงพระองค์ “ได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) และในบทสรุปสุดท้ายของพระเจ้า ความอยุติธรรมทั้งสิ้นจะถูกทำลายล้าง ความทุกข์ยากทั้งปวงจะได้รับการเยียวยา</p>
<p>พระธรรมปฐมกาลถึงวิวรณ์เล่าเรื่องราวที่พระเจ้าทำลายความชั่วร้ายทั้งปวงที่เกินจะจินตนาการได้ ทรงเปลี่ยนทุกสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง เรื่องราวนี้บรรยายถึงพระองค์ผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ซึ่งทรงสนพระทัยในเราอย่างไม่ต้องสงสัย พระเยซูบอกเหล่าสาวกว่า “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ข้อ 33) วันนี้ขอให้เราพักสงบในสันติสุขและการทรงสถิตของพระองค์</p>]]>
      </description>
      <content:encoded>
        <![CDATA[<p>นิตยสารไลฟ์ฉบับประจำวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1968 ได้ลงภาพปกอันน่าสะเทือนใจของเด็กๆที่อดอยากในสาธารณรัฐไบอาฟรา (แยกตัวจากไนจีเรียในระหว่างสงครามกลางเมือง) เด็กชายคนหนึ่งรู้สึกทุกข์ใจ เขายื่นนิตยสารฉบับนั้นแก่ศิษยาภิบาลแล้วถามว่า “พระเจ้ารู้เรื่องนี้ไหมครับ” ศิษยาภิบาลตอบ “ฉันรู้ว่าเธอไม่เข้าใจ แต่พระเจ้ารู้เรื่องนั้นแน่นอน” เด็กชายจากไปโดยประกาศว่าเขาไม่สนใจพระเจ้าแบบนี้</p>
<p>คำถามเหล่านี้ไม่เพียงรบกวนจิตใจเด็กๆเท่านั้น แต่เราทุกคนด้วย นอกเหนือจากคำยืนยันถึงความรู้อันล้ำลึกของพระเจ้านั้น ผมหวังว่าเด็กชายคนนั้นจะเคยได้ยินถึงเรื่องราวมหากาพย์ที่พระเจ้ายังทรงเขียนขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานที่ที่เป็นเหมือนกับอดีตสาธารณรัฐไบอาฟราแห่งนี้</p>
<p>พระเยซูได้เปิดเผยเรื่องราวนี้แก่ผู้ติดตามของพระองค์ ซึ่งคิดว่าพระองค์จะทรงปกป้องพวกเขาจากความทุกข์ยาก พระคริสต์กลับตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” แต่สิ่งที่พระเยซูประทานให้คือพระสัญญาของพระองค์ที่ว่าความชั่วร้ายเหล่านี้ไม่ใช่จุดจบ แท้ที่จริงพระองค์ “ได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) และในบทสรุปสุดท้ายของพระเจ้า ความอยุติธรรมทั้งสิ้นจะถูกทำลายล้าง ความทุกข์ยากทั้งปวงจะได้รับการเยียวยา</p>
<p>พระธรรมปฐมกาลถึงวิวรณ์เล่าเรื่องราวที่พระเจ้าทำลายความชั่วร้ายทั้งปวงที่เกินจะจินตนาการได้ ทรงเปลี่ยนทุกสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง เรื่องราวนี้บรรยายถึงพระองค์ผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ซึ่งทรงสนพระทัยในเราอย่างไม่ต้องสงสัย พระเยซูบอกเหล่าสาวกว่า “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ข้อ 33) วันนี้ขอให้เราพักสงบในสันติสุขและการทรงสถิตของพระองค์</p>]]>
      </content:encoded>
      <pubDate>Thu, 31 Aug 2023 17:00:00 +0000</pubDate>
      <author>มานาประจำวัน</author>
      <enclosure url="https://media.transistor.fm/c400bb26/78f5d328.mp3" length="13168801" type="audio/mpeg"/>
      <itunes:author>มานาประจำวัน</itunes:author>
      <itunes:duration>823</itunes:duration>
      <itunes:summary>นิตยสารไลฟ์ฉบับประจำวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1968 ได้ลงภาพปกอันน่าสะเทือนใจของเด็กๆที่อดอยากในสาธารณรัฐไบอาฟรา (แยกตัวจากไนจีเรียในระหว่างสงครามกลางเมือง) เด็กชายคนหนึ่งรู้สึกทุกข์ใจ เขายื่นนิตยสารฉบับนั้นแก่ศิษยาภิบาลแล้วถามว่า “พระเจ้ารู้เรื่องนี้ไหมครับ” ศิษยาภิบาลตอบ “ฉันรู้ว่าเธอไม่เข้าใจ แต่พระเจ้ารู้เรื่องนั้นแน่นอน” เด็กชายจากไปโดยประกาศว่าเขาไม่สนใจพระเจ้าแบบนี้
คำถามเหล่านี้ไม่เพียงรบกวนจิตใจเด็กๆเท่านั้น แต่เราทุกคนด้วย นอกเหนือจากคำยืนยันถึงความรู้อันล้ำลึกของพระเจ้านั้น ผมหวังว่าเด็กชายคนนั้นจะเคยได้ยินถึงเรื่องราวมหากาพย์ที่พระเจ้ายังทรงเขียนขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานที่ที่เป็นเหมือนกับอดีตสาธารณรัฐไบอาฟราแห่งนี้
พระเยซูได้เปิดเผยเรื่องราวนี้แก่ผู้ติดตามของพระองค์ ซึ่งคิดว่าพระองค์จะทรงปกป้องพวกเขาจากความทุกข์ยาก พระคริสต์กลับตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก” แต่สิ่งที่พระเยซูประทานให้คือพระสัญญาของพระองค์ที่ว่าความชั่วร้ายเหล่านี้ไม่ใช่จุดจบ แท้ที่จริงพระองค์ “ได้ชนะโลกแล้ว” (ยน.16:33) และในบทสรุปสุดท้ายของพระเจ้า ความอยุติธรรมทั้งสิ้นจะถูกทำลายล้าง ความทุกข์ยากทั้งปวงจะได้รับการเยียวยา
พระธรรมปฐมกาลถึงวิวรณ์เล่าเรื่องราวที่พระเจ้าทำลายความชั่วร้ายทั้งปวงที่เกินจะจินตนาการได้ ทรงเปลี่ยนทุกสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง เรื่องราวนี้บรรยายถึงพระองค์ผู้เปี่ยมด้วยความรักผู้ซึ่งทรงสนพระทัยในเราอย่างไม่ต้องสงสัย พระเยซูบอกเหล่าสาวกว่า “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา” (ข้อ 33) วันนี้ขอให้เราพักสงบในสันติสุขและการทรงสถิตของพระองค์</itunes:summary>
      <itunes:subtitle>นิตยสารไลฟ์ฉบับประจำวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1968 ได้ลงภาพปกอันน่าสะเทือนใจของเด็กๆที่อดอยากในสาธารณรัฐไบอาฟรา (แยกตัวจากไนจีเรียในระหว่างสงครามกลางเมือง) เด็กชายคนหนึ่งรู้สึกทุกข์ใจ เขายื่นนิตยสารฉบับนั้นแก่ศิษยาภิบาลแล้วถามว่า “พระเจ้ารู้เรื่องนี้ไหมครับ” </itunes:subtitle>
      <itunes:keywords></itunes:keywords>
      <itunes:explicit>No</itunes:explicit>
    </item>
  </channel>
</rss>
